Home Blog Page 546

Mercedes GLC เหมาะสมทุกที่ไปได้ทุกทาง

0
เมื่อดาวสามแฉกต้องการสร้างฐานอำนาจใหม่ พร้อมกับรหัสบุกแนวรบในชื่อว่า GLC ซึ่งจะมารับหน้าที่และสานต่อการทำงานของ GLK โมเดลใหม่กับรหัสใหม่ เป็นอย่างไรบ้างมีคำตอบในการทดสอบรถคันนี้ใน 2 แบบ ทั้งบนถนนปกติและแบบออฟโรด สมรรถนะจะเป็นอย่างไร เรามีคำตอบ

เส้นทางในการขับขี่ครั้งไล่เรียงตั้งแต่เมือง Basel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สิ้นสุดที่เมือง Strasbourg ประเทศฝรั่งเศสเพื่อพักผ่อน 1 วัน ก่อนที่จะขับกลับเมือง Basel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง และขึ้นเครื่องอีกครั้งเพื่อบินมาที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และต่อเครื่องเพื่อบินกลับประเทศไทย ทั้งหมดนี้เพื่อสัมผัสประสบการณ์จริงบนถนนของยุโรป และเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถคันนี้จากผู้ผลิตตัวจริงจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศเยอรมนี

งานครั้งนี้ค่ายดาวสามแฉกจัดรถให้ทดสอบกันแบบเต็มเหนี่ยว ครบทุกรสชาติความต้องการของผู้บริโภค โดยครั้งนี้มี Mercedes GLC ให้เลือกขับทั้งเครื่องยนต์เบนซินรหัส GLC250 ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น อีกคันเป็นลูกผสมแบบไฮบริดรหัส GLC350 e ที่เหลือเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรหัส GLC220d และ GLC250d  ซึ่งรหัสตัวหลังจะเป็นขุมพลังที่นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย ทั้งนี้เพื่อแข่งขันกับคู่แข่ง BMW X3 xDrive20d ส่วนผลลัพธ์ของการแข่งขันจะเป็นอย่างไรคงต้องรอกันอีกนิด เชื่อว่าปลายปีนี้ได้เจอกันแน่นอน

ทำความรู้จักกันหน่อย

อย่างที่กล่าวไว้ตอนแรกว่า  GLC คือชื่อใหม่ของ GLK และเป็นคู่แข่งของ X3 โดยตรง ซึ่งการเข้ามาครั้งนี้ต้องการเปิดตลาดที่เมืองไทยอย่างเต็มตัว ด้วยหวังจะทำยอดขายได้ดี และสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคชาวไทย เฉกเช่นเดียวกับที่คู่แข่งเปิดตลาดและประสบความสำเร็จ การแนะนำตัวครั้งนี้จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีแค่ไหน เราไปสำรวจรายละเอียดของตัวรถว่าเป็นเช่นไร

รูปลักษณ์ภายนอกของ Mercedes GLC มีเหลี่ยมมุมและสัดส่วนที่ลงตัว ผสมผสานระหว่างความหรูหราและความดุดัน ซึ่งเห็นได้จากกระจังหน้าแบบสามมิติ กันชนหน้า ช่องดักลม และไฟตัดหมอกด้านหน้า เส้นสายด้านหน้าแสดงสัญลักษณ์ถึงความแข็งแกร่ง และความเป็นตัวตนของดาวสามแฉกอย่างชัดเจน ด้วยโลโก้ตรงกลางบนลาย 2 แถบ ไฟหน้าแบบ LED Dynamic Headlamps

ด่านข้างของตัวรถมีเส้นสายเล็กๆ พอได้อารมณ์ พร้อมความลาดเอียงในเสา C และกระจกบานเล็ก ที่ทำให้ตัวรถดูยาวและกว้างขึ้น ล้ออัลลอยด์ลายซึ่งสอดรับกับด้านหลังที่มีกระจกบานใหญ่ รวมถึงไฟท้ายรูปทรงแบบเดียวกับ E-Class ที่เรียวงามและให้ความชัดเจนทุกมุมมอง รวมถึงท่อไอเสียปลายคู่สแตนเลสอันหรูหรา ทั้งหมดนี้ส่งผลให้บั้นท้ายของ GLC น่ามองและมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง น่าเสียดายไม่จัดแร็คหลังคาให้ด้วย ไม่งั้นจะดูดีและเป็นเลิศมากกว่านี้

โดยรวมต้องบอกว่าการมาของ GLC ครั้งนี้เพียบพร้อม ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูดีและหรูหรา อาจดูไม่แข็งแกร่งบึกบึนเท่ากับคู่แข่ง X3 แต่เชื่อว่าภาพรวมต่างๆ ที่เห็นจากภายนอก และชื่อเสียงของดาวสามแฉก น่าจะทำให้แฟนๆ ชื่นชอบได้อย่างแน่นอน

มีอะไรข้างในบ้าง

ความหรูหราเป็นเรื่องที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ดาวสามแฉกอยู่เสมอ ซึ่งในผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อย่าง GLC จะครบเครื่องเหมือนกับโมเดลอื่นๆ หรือไม่ ก้าวเข้ามาในห้องโดยสารด้วยกันเลยครับ

สิ่งแรกที่ได้เห็นหลังจากเข้ามาในห้องโดยสาร ต้องบอกเลยว่าทุกอย่างล้วนคุ้นเคย เพราะไม่ว่าจะเป็นคอนโซลหน้าหรืออุปกรณ์ต่างๆล้วนเหมือนกับรุ่น C-Class มีเพียงเรื่องการตกแต่งเท่านั้นที่แตกต่างออกไป หรือมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับความเป็นรถอเนกประสงค์พร้อมลุย วัสดุที่นำมาใช้ล้วนมึคุณภาพระดับ A เกือบทุกอย่าง สัมผัสแต่ละจุดล้วนสบายมือและนุ่มนวลน่าจับเป็นอย่างยิ่ง

อุปกรณ์ต่างๆ ที่จัดให้ในรถคันนี้ ล้วนให้ความชัดเจนในการใช้งานทั้งสิ้น เมื่อบวกกับการตกแต่งที่เน้นความหรู แต่ยังแฝงอารมณ์ความดุดันเล็กๆ ให้ได้รู้สึกบ้าง เบาะนั่งเป็นหนังนุ่มสบายกระชับ ระบบเครื่องเสียงที่มาอย่างครบถ้วนในแบบฉบับ MB Audio 20 ประกอบด้วยจอภาพขนาด 7 นิ้ว ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ช่อง ช่องเชื่อมต่อ SD Card 1 ช่อง ระบบนำทางพร้อมแผนที่จาก Garmin Map Pilot ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบบลูทูธ และระบบเชื่อมต่อกับ iPod และ iPhone และยังมีระบบเปิด-ปิดฝาท้ายอัตโนมัติให้อีกด้วย

นอกจากนี้ด้วยตัวถังที่เพิ่มขึ้นจาก GLK ในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความยาวเพิ่มขึ้น 131 มม.ที่ตัวเลข  4,656 มม. ส่วนความกว้างมากขึ้น 50 มม.ที่ตัวเลข 1,890 มม. ฐานล้อยาวขึ้น 118 มม. ด้วยตัวเลข  2,873 มม. ทำให้ห้องโดยสารด้านหลังมีพื้นที่วางขามากขึ้นอีก 34 มม. จึงขึ้นลงและนั่งอย่างสบายขาเป็นที่สุด รวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระที่จุได้มากถึง 550-1,600 ลิตร และมากขึ้นหากพับเบาะนั่งด้านหลังแบบ 1/3 หรือ 2/3 ตามต้องการ

เรียกว่าหากถามหาความสบายหรูหรา รถคันนี้จัดเต็มความต้องการอย่างแน่นอน เพียงแต่ทุกอย่างมีให้อัตโนมัติแต่ทำไมไม่มีระบบกุญแจอัตโนมัติให้ด้วย จึงยังขาดความสะดวกสบายไปอีกนิดเดียวเอง

พละกำลังเท่านั้นที่สำคัญ

ตามที่บอกไว้ว่างานนี้ Mercedes จัดหนักในเรื่องเครื่องยนต์ ด้วยขุมพลังเบนซินรหัส GLC250 กับลูกผสมไฮบริด GLC350 e ที่เหลือเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรหัส GLC220d และ GLC250d ซึ่งดีเซลทั้งสองคันเราได้ลองขับแต่จะของกล่าวถึงรหัส GLC250d เพราะรหัสนี้จะเป็นขุมพลังที่จะนำมาขายในเมืองไทย

การได้ขับขี่ GLC กับเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร ที่ให้กำลัง 204 แรงม้า เพียงแต่ครั้งนี้มาดีกว่าด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ซึ่งเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยมีใช้ในโมเดลไหนที่จำหน่ายในเมืองไทย แม้กระทั่งรุ่นสุดยอดอย่าง S-Class และการมีระบบเกียร์ใหม่กับตัวช่วยที่จัดให้อย่างเต็มเปี่ยม พร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ AWD ที่จะช่วยให้คุณมั่นใจในการขับขี่มากขึ้น นอกจากนี้หากคุณต้องการลุยอย่างจริงจังสไตล์ออฟโรด คุณสามารถเพิ่มออฟชั่นออฟโรดให้กับรถคุณได้ เพียงแต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเล็กน้อยสำหรับคำว่า “ออฟโรด”

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีระบบออฟโรดเข้ามาหรือไม่ แต่การไปทดสอบครั้งนี้เรามีเรื่องราวมานำเสนอให้กับผู้อ่าน สำหรับระบบที่ช่วยให้คุณขับลุยทางขรุขระ ปีนไต่ความสูงหรือลงทางลาดชันได้อย่างสบาย แม้คุณจะไม่ใช่มืออาชีพก็ตาม เพราะระบบนี้จะช่วยให้คุณผ่านทุกอย่างไปด้วยดี และง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น

ขุมพลังกับสมรรถนะที่จัดให้อย่างครบครันในการใช้งาน ทั้งแบบออนโรดและแบบออฟโรด น่าจะเป็นอะไรที่สร้างจุดขายให้กับรถคันนี้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

กำลังการขับขี่เป็นเช่นไร

ด้วยความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับขุมพลัง 2.2 ลิตร จึงไม่ต้องเรียนรู้อะไรมากมาย เพียงแต่ต้องการรู้อะไรเพิ่มเติมกับการเปลี่ยนแปลง ระบบเกียร์อัตโนมัติใหม่และตัวถังใหม่ที่มีน้ำหนักมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้รถคันนี้ขับขี่เป็นอย่างไร

จากเส้นทางสายแรกที่ออกจากสนามบิน เป็นเส้นทางสไตล์ยุโรปแบบแคบและคดเคี้ยว ผสมผสานกับทางแบบไฮเวย์ที่ทำความเร็วได้อย่างเต็มที่แต่ไม่เกิน 150 กม./ชม หรืออาจมากกว่าตามที่เห็นสมควรในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งบางครั้งโดไปถึง 190 กม./ชม. ทั้งหมดนี้ทำให้ได้รู้จักความหนึบที่พอเหมาะ และไม่แข็งกระด้างของช่วงล่างในรถคันนี้ เนื่องจากการปรับเซ็ตช่วงล่างของ GLC ทำได้อย่างลงตัว ทั้งความเร็วต่ำในเมืองหรือความเร็วสูงบนถนนไฮเวย์ เรียกว่าสบายใจในการขับขี่และการโดยสาร

เรื่องของกำลังในการขับขี่ต้องบอกว่า GLC ทำได้ดีทีเดียว มีแรงขับเคลื่อนที่รวดเร็วตั้งแต่ต้น คุรสามารถเดินคันเร่งได้ตามความต้องการ หากอย่างเร่งแซงก็ทำได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยกำลังที่เพียงพอในทุกรอบความเร็ว สร้างอัตราเร่งได้รวดเร็วและง่ายที่จะแซงรถคันหน้า ด้วยรอบเครื่องยนต์เล็กๆ 1,500 รอบ/นาที และต่อเนื่องอย่างมีกำลังในทุกจังหวะ และหากต้องการความร้อนแรงที่เพิ่มขึ้น คุณสามารถสั่งการได้ทันที เพราะพละกำลังของเครื่องยนต์ทำงานได้รวดเร็ว ไม่เสียจังหวะในการใช้งานแต่อย่างใด จึงช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการ

พละกำลังที่มาอย่างรวดเร็วและเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ได้อัตราเร่งที่น่าพอใจในทุกๆ รอบ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้รถคันนี้น่าสนใจมากขึ้น เห็นจะเป็นเรื่องของระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ซึ่งทำงานได้อย่างรวดเร็วและให้ความกระชับในการทำงาน มีความต่อเนื่องโดยไม่สะดุดและให้ความลื่นไหลในทุกจังหวะของการขับขี่ เป็นอะไรที่ให้คุณสบายใจและปลอดภัยในการขับขี่ทุกเส้นทาง ตามความเร็วที่เพิ่มขึ้นในแต่ละช่วงเวลาของการขับขี่

ไหวมั้ยกับเส้นทางออฟโรด

แม้ว่าจะเป็นการขับขี่ช่วงสั้นๆ ในแบบออฟโรด แต่ทั้งหมดนี้เพื่อให้ได้รู้จักระบบการทำงานอย่างชัดเจนของแพ็กเกจเสริมออฟโรดว่า…ทำงานอย่างไรและใช้อย่างไรให้เป็น เพื่อความสบายในการลุยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขั้นแรกเริ่มจากการกดปุ่มการทำงานเข้าสู่ระบบออฟโรดอย่างแท้จริง ซึ่งระบบจะโชว์การทำงานให้เห็นบนจอภาพ ตัวรถจะถูกยกขึ้นอัตโนมัติประมาณ 15 มม.เพื่อการปีนไต่ทางลาดชันได้สะดวกขึ้น ซึ่งเป็นด่านแรกที่ได้เจอในการขับขี่ครั้งนี้ โดยกำลังของเครื่องยนต์ทำงานเพียงเล็กน้อยก็สามารถไต่ขึ้นได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะแสดงภาพให้เห็นที่จอภาพ เพื่อให้คุณได้ควบคุมพวงมาลัยได้อย่างแม่นยำ ไปในทิศทางที่ถูกต้องและปลอดภัย รวมถึงการลงทางลาดชันโดยไม่ต้องเหยียบเบรก ระบบจะช่วยดึงตัวรถให้เคลื่อนตัวลงอย่างช้าๆ โดยไม่มีอาการสะดุดอย่างรุนแรงให้ได้รู้สึก แต่ทั้งหมดจะเป็นไปอย่างเรียบๆ และสบายๆ ทำให้ตัวรถเคลื่อนตัวลงอย่างงามสง่า

ด่านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลุ่มบ่อเอียงซ้ายเอียงขวา รถคันนี้ผ่านไปได้อย่างนิ่มนวล แค่เพียงกดคันเร่งเบาๆเท่านั้น ระบบขับเคลื่อนจะทำงานและส่งกำลังไปที่ล้อแต่ละล้ออย่างเพียงพอ เพื่อให้ตัวรถเคลื่อนตัวไปได้ตามที่ต้องการ ไม่เพียงเท่านั้นรถคันนี้สามารเอียงตัวทำมุมได้สูงสุดถึง 35 องศา และนั่นทำให้คุณขับขี่ผ่านทางแคบแบบเอียงตัวได้อย่างสบาย โดยที่ไม่มีปัญหาการกระทบตัวรถแต่อย่างใด

อาจกล่าวได้ว่าระบบออฟโรดของ Mercedes GLC คันนี้ ครอบคลุมการทำงานทุกรูปแบบ จึงทำให้ทุกอย่างเป็นอะไรที่ง่าย และไม่ยุ่งยากเลยสักนิด คุณจึงเป็นมืออาชีพได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Mitsubishi Triton Single Cab 4X4 ขวัญใจชาวไร่…ตัวจริง

0
Mitsubishi Triton Single Cab 4X4
ขวัญใจชาวไร่…ตัวจริง

การแบ่งเค้กก้อนโตจากสังเวียนของรถเพื่อการพาณิชย์ถือว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยสักนิด หากไม่มีทิศทางที่ชัดเจน หรือ หาจุดอ่อนเพื่อปรับให้เป็นจุดแข็ง ทางออกนั่นคือการเพิ่มตัวเลือกเพื่อช่องทางสำหรับขึ้นนำบนบัลลังก์แชมป์ ซึ่งแน่นอนว่าต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกคำตอบแบบไร้ข้อกังขา

ใช่ว่าทุกค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถในเซ็กเมนต์นี้จะไม่ให้ความสำคัญกับรถพิคอัพแบบหัวเดียวที่ใช้ในเชิงพาณิชย์หรือการบรรทุกสัมภาระ กลเม็ดเด็ดๆ อย่างเช่น ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อไว้ใช้งานสมบุกสมบันในพื้นที่ทุรกันดาน ถูกลืมจนเลือนหายไปจากตลาด ประเด็นนี้จึงทำให้ Mitsubishi Triton Mega Cab 4X4 ได้ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการแบบไร้คู่แข่ง

Triton Mega Cab 4X4 รถพิคอัพตอนเดียวโดดเด่นด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกแตกต่างไปจากเดิมโดยเฉพาะกระจังหน้าสีดำ และไฟเลี้ยวสีส้ม มีกันกระแทกด้านล่างช่วยป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับเครื่องยนต์ในการใช้งานบนพื้นที่ทุรกันดาร เอาใจกลุ่มผู้บริโภคด้วยกระบะท้ายขนาดใหญ่ในมิติความยาว 2,265 มม., กว้าง 1,470 มม., สูง 475 มม. มีขอเกี่ยวด้านนอกรอบกระบะ ดีไซน์เฉพาะทางเพื่อการบรรทุกสัมภาระหรือผูกยึดสินค้าให้ปลอดภัย

ถึงแม้ว่าจะเป็นตัวถังแบบปิกอัพตอนเดียว แต่ก็ไม่ละเลยเรื่องของอุปกรณ์ความสะดวก Triton Mega Cab 4X4 มีระบบเซ็นทรัลล็อกและกระจกไฟฟ้า รวมถึงมือจับบริเวณเสา A- Pillar ช่วยให้เข้า/ออกสะดวกสบายพร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้าแบบ SRS เพื่อความปลอดภัย ทั้งยังติดตั้งระบบปรับอากาศและเครื่องเล่นวิทยุ, CD, MP3  พร้อมช่อง USB  เพื่อความเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

หัวใจหลักของสมรรถนะแกร่งมาจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผันพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์รหัส 4D56 แบบ 4 สูบ 16 วาล์วแถวเรียง ขนาด 2,477 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 4,000 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ซ่อนอาวุธลับเป็นแบบลิมิเต็ดสลิฟไว้ในเฟืองท้าย ระบบกันสะเทือนหน้าใช้แบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยล์สปริง หลังเป็นแบบแหนบแผ่นพร้อมโช้กอัพไขว้

การทดสอบครั้งนี้มีโจทย์ยากอยู่ที่การเดินทางเข้าพื้นที่ทุรกันดารบริเวณแหล่งท่องเที่ยวเขาพะเนินทุ่ง ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แน่นอนว่าขุมพลังตัวนี้สร้างกำลังได้ดีหลังจากได้ทดลองบนถนนหลวงลาดยางมะตอย ผ่านเส้นทางคดเคี้ยว ขึ้นเขา และโค้งยาวๆ เครื่องยนต์และระบบกันสะเทือนได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่ จนต้องทึ่งไปกับความแรงและเกาะหนึบ แม้ในบางช่วงการทดสอบจะต้องลุยทางชันด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถใช้งานร่วมกับเกียร์เดิมได้โดยความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ก็ผ่านพ้นไปอย่างง่ายดาย แถมยังมีอาวุธลับเป็นเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิฟที่คอยตะกุยบนพื้นผิวการใช้งานแบบสมบุกสมบันได้เป็นอย่างดี

แม้ว่ารถคันนี้จะอัดแน่นไปด้วยจุดเด่นสำหรับการใช้งานเพื่อให้ผู้บริโภคคุ้มค่า แต่แน่นอนว่ายังเรื่องด้อยที่ปรากฏ อาทิ วงเลี้ยวที่กว้าง 5.9 เมตร ซึ่งไม่ถือว่าเป็นประเด็นที่ไม่สำคัญมากนักสำหรับรถประเภทนี้ และต้องบอกว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ได้แหวกกฎการใช้งานของรถปิกอัพเพื่อการพาณิชย์ได้อย่างลงตัว และจำหน่ายในราคาประหยัดเพียง 612,000 บาท

BMW X4 20d อารมณ์ล้วนๆ อย่างอื่นไม่เกี่ยว

0
X1, X3, X5, X6 อะไรหายไปลองทายเล่นๆ สิครับ ใช่แล้วครับ X2 กับ X4 หายไปแต่ตอนนี้ X4 มาแล้ว ส่วน X2 คงต้องรอกันหน่อย แล้วของใหม่แบบ X4 จะเข้าท่าเหมือนรุ่นพี่และรุ่นน้องหรือเปล่า มีคำตอบให้รับทราบ

ขุนศึกตระกูล X ดูจะเป็นอะไรที่ลงตัวกับค่ายใบพัดสีฟ้า-ขาว ลูกค้าให้ความสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะ X1 และ X3 ส่วน X5 กับ X6 ไปได้ดีเช่นกันสำหรับของขาลุยรุ่นใหญ่ ส่วนการมาของ X4 จะไปขัดขาหรือขวางทางรุ่นน้องรุ่นพี่ในตระกูลหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน เพราะด้วยสัดส่วนแล้วต้องบอกว่าใกล้เคียงกับ X3 อย่างมาก ในขณะที่ราคานั้นแตกต่างกันถึงหลักล้าน แบบนี้น้องใหม่อย่าง X4 จะไปรอดไหม

หากคุณไม่เคยเห็น X4 ลองหลับตาแล้วนึกถึง X6 เพียงแต่รูปร่างจะเล็กกว่าเท่านั้นเอง แต่เส้นสายตั้งแต่ด้านหน้าจรดบั้นท้าย… ใช่เลยครับพิมพ์เดียวกัน และหากเทียบกับ X3 ต้องบอกว่าตั้งแต่เสา C ไปจนถึงเป็นส่วนท้ายของ X4 ที่มีความลาดเอียงเหมือนรถคูเป้ เป็นส่วนที่มีความต่างอย่างชัดเจนที่สุด ส่วนอื่นๆ ใกล้เคียงกันเกือบทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงภายในห้องโดยสารอีกด้วย เพียงแต่การตกแต่งอาจแตกต่างกันเล็กน้อย แต่เรื่องของอุปกรณ์หรือวัสดุที่นำมาใช้ ใกล้เคียงกันแทบจะยกเอามาทั้งหมดก็ว่าได้

สำหรับการใช้งานหรือการโดยสาร มีความใกล้เคียงกันในส่วนของเบาะหน้า แต่เบาะหลังอาจรู้สึกอึดอัด แม้ว่าตัวรถจะมีความกว้างที่เท่ากัน แต่ความยาวของ X4 นั้นมากกว่า X3 เสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ความสูงของตัวรถนี่เอง ที่ทำให้คุณอาจรู้สึกว่าตัวรถแคบ เพราะเหนือศีรษะมีพื้นที่เหลือน้อยมาก นั่นเป็นเพราะรูปทรงแบบคูเป้นั่นเอง คนตัวสูงใหญอาจมีปัญหากระทบบ้าง เนื่องจาก X4 มีความสูงตัวรถที่ 1,624 มม.ในขณะที่ X3มีความสูงถึง 1,678 มม. แต่ความเท่แล้วเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แฟนๆ X4 ย่อมไม่สนใจอยู่แล้ว จริงไหมครับ

ไม่เพียงความเหมือนในเรื่องภายในเท่านั้น แต่ขุมพลังของ X4 เป็นพันธุ์เดียวกันอีกด้วย เพราะใช้เครื่องยนต์ตัวเก่งที่ปรุงแต่งใหม่ TwinPower Turbo 2.0 ลิตร ที่เพิ่มกำลังอีกนิดจาก 184 แรงม้าเป็น 190 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์ยังคงเป็น 8 สปีดเช่นเดิม อะไรๆ ก็เดิมๆ ไม่ต่างจาก X3 มากนัก รวมถึงเรื่องของทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. หรือความเร็วสูงสุด ทั้งสองคันได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน 8.0 วินาทีกับ 212 กม./ชม. ถอดแบบถึงใจเหมือนกัน แล้วความรู้สึกในการขับขี่อย่างอื่นเป็นไง ต้องลองครับ

เครื่องยนต์ดีเซลตัวนี้เสียงดังใช้ได้ ถ้าปรับลดเสียงได้จะน่าฟังและเป็นปลื้มมากกว่านี้ แต่ต้องยอมรับว่าการออกตัว มีผลงานที่น่าพอใจดั่งตัวเลขที่แสดง 8.0 วินาที นั่นทำให้ทุกครั้งเราได้เห็นอะไรเป็นคันแรกเสมอ พละกำลังที่มีความต่อเนื่อง เป็นตัวช่วยให้ทุกอย่างไปได้สวยงาม ได้อัตราเร่งที่ฉับไวและรวดเร็ว เร่งแซงได้ในทุกจังหวะ ตั้งแต่รอบต่ำ รอบกลางหรือรอบสูง เครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างมั่นใจ และมีกำลังอย่างเหลือเฟือ ซึ่งช่วยให้คุณขับขี่อย่างสบายใจในทุกช่วงเวลาและในทุกเส้นทาง

ความรู้สึกที่อาจแตกต่างระหว่าง X4 กับ X3 คงเป็นเรื่องของความชัดเจน และบุคลิกของตัวรถ X4 จะได้อารมณ์ที่ปราดเปรียวกะทัดรัดมากกว่า X3 แม้ว่ามุมมองด้านหลังของ X4 จะคับแคบ เนื่องจากกระจกหลังที่เล็กและความลาดเอียงแบบคูเป้ มีส่วนที่ทำให้ทัศนวิสัยการมองเห็นค่อนข้างลำบากจริงๆ อีกทั้งช่วงล่างที่จัดมาอย่างลงตัว ทั้งความนุ่มที่เหมาะสมและความแข็งที่กำลังดี จึงได้ความหนึบที่เกาะถนนและสบายในการโดยสาร

อีกหนึ่งอารมณ์ที่ต้องบอกว่า ตัดสินใจลำบากหากจะต้องเป็นเจ้าของ เพราะ X4 ใกล้เคียงกับ X3 ในทุกๆ เรื่อง ยกเว้นความเท่ที่มีเสน่ห์ ประกอบกับราคาขายที่สูงกว่าอีกด้วย จึงเป็นอะไรที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ และมีผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำด้วย เพราะนี่ไม่ใช่รถทั่วไป

Mercedes-Benz E300 BlueTEC HYBRID ตอบโจทย์ความหรู มีระดับ และประหยัดเชื้อเพลิง

0
ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนักที่ค่ายรถหรูอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดงานทดสอบสมรรถนะด้วยการขับขี่ระยะไกลข้ามประเทศ เพื่อตอกย้ำคุณภาพแห่งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริด ทั้งด้านของสมรรถนะ การประหยัดเชื้อเพลิง และความสะดวกสบาย

กิจกรรมนี้มีชื่อว่า “Mercedes-Benz E 300 BlueTEC HYBRID Test Drive Challenge” โดยความร่วมมือของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และ มาเลเซีย ซึ่งเชิญสื่อมวลชนของทั้ง 2 ชาติเข้าร่วมพิสูจน์การประหยัดเชื้อเพลิงกับการขับ Mercedes รุ่น E 300 BlueTEC HYBRID ด้วยน้ำมัน 1 ถัง บนระยะทางกว่า 1,500 กม. เส้นทางกัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ

การชิงชัยระหว่างนักขับ 2 ประเทศ

รูปแบบการแข่งประหยัดเชื้อเพลิงตามกติกาสากล

พาหนะที่ใช้ในการแข่งขันครั้งนี้เป็นรถหรูจากค่ายดาวสามแฉกรุ่น E 300 BlueTEC HYBRID จำนวน 6 คัน แบ่งเป็นสื่อมวลชนจากประเทศไทย และ มาเลเซีย ชาติละ 3 คัน ขับขี่ด้วยความเร็วทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวันประมาณ 80-110 กม. เปิดระบบปรับอากาศตลอดการเดินทาง ขับข้ามประเทศจากกัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ ด้วยน้ำมันเพียง 1 ถัง ระยะทางกว่า 1,500 กม.แบ่งการขับขี่ออกเป็น 3 วัน เฉลี่ยวันละ 500 กม. มีจุดพักรถทุกๆ 200 กม. เพื่อเป็นพักผ่อนยืดเส้นคลายเมื่อยให้ผู้ขับขี่ รวมถึงเป็นการบันทึกผลการใช้เชื้อเพลิงในแต่ละช่วงทดสอบ

กัวลาลัมเปอร์-หาดใหญ่

สร้างความคุ้นเคยกับสภาพจราจรรถ และการใช้งานระบบช่วยเหลือต่างๆ

หลังจากทีมงานอธิบายถึงรูปแบบของการขับขี่ที่จะใช้ทดสอบ รถทั้ง 6 คันออกจากจุดสตาร์ทที่ Saujana Hotel ซึ่งอยู่ในแถบชานเมืองของกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ระยะทางรวม 540 กม. การขับรถในต่างแดนนับว่าเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการใช้รถของคนในท้องถิ่น ที่สำคัญเส้นทางที่ยากจะคาดเดาไม่สามารถทำให้รับรู้ล่วงหน้าได้ว่าการจราจรจะติดขัดหรือมีสภาพเส้นทางเป็นเช่นไร พระเอกของวันแรกอยู่ที่ระบบเนวิเกเตอร์ที่คอยทำหน้าที่ในการนำทางพร้อมกับแสดงภาพแบบ 3 มิติ ช่วยให้ผ่อนคลายความกดดันไปได้ไม่น้อย ตัวแปรสำคัญยังมีเรื่องของการปิดด่านข้ามแดน เพราะหากไปไม่ทันเวลา ก็อาจเป็นเหตุให้การเดินทางล่าช้าไป 1 วัน จากที่ใช้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 กม./ชม. จึงถูกปรับให้เป็น 110 กม./ชม. ไปโดยปริยาย แต่ทั้งหมดก็สามารถข้ามแดนมายังฝั่งไทยได้แบบฉิวเฉียด อัตราสิ้นเปลืองวันแรกจึงออกมาเป็นตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 5.2-5.8 ลิตร/100 กม.

สงขลา-ชุมพร

สภาพเส้นทางขึ้นเขา-ลงเนิน พิสูจน์ทั้งรถ และคน

สำหรับการแข่งขันวันที่ 2 ใช้เส้นทางจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มุ่งหน้าสู่ อ.เมือง จ.ชุมพร ระยะทาง 500 กม. สภาพเส้นทางเริ่มคุ้นเคยซึ่งสามารถคาดเดาสภาพการจราจรได้ง่าย แต่ปัญหาใหญ่ คือ สภาพทางที่เป็นหลุมบ่อ มีการซ่อมผิวทางเป็นช่วงๆ รวมถึงการขับขี่แบบขึ้น และลงเนินเขา ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงเป็นอุปสรรคที่ต้องฟันผ่าตลอดการเดินทาง วันนี้ได้เห็นการทำงานระบบ BlueTEC HYBRID อย่างชัดเจนในช่วงความเร็วต่ำ โดยแสดงผลการใช้งานผ่านชุดแดชบอร์ด ระบบนี้จะตัดการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลให้มาใช้พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะทำงานในย่านความเร็วประมาณ 60-70 กม./ชม. นอกจากนี้ยังปรับระบบการทำงานของเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะให้เป็นไปในรูปแบบการใช้งานของเกียร์ธรรมดาโดยปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่พวงมาลัย เพื่อปรับอัตราทดให้เหมาะสมกับสภาพทางลาดชัน สำหรับตัวเลขการใช้งานวันนี้ลดลงมาอยู่ที่ 4.6-5.2 ลิตร/100 กม.ในขณะที่ใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 70-90 กม./ชม.

ชุมพร-กรุงเทพฯ

ถึงปลายทางแบบไม่ต้องลุ้น แถมน้ำมันยังเหลือ

ระยะทางที่เหลือสำหรับการแข่งขันในวันสุดท้ายประมาณ 500 กม. กับน้ำมันเกือบๆ ครึ่งถัง เส้นทางในวันนี้ค่อนข้างจะสะท้อนการใช้งานแบบชีวิตคนเมืองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นการขับขี่บนพื้นราบผ่านเมืองใหญ่ที่มีการจราจรพลุกพล่าน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือ Cruise Control ตัวช่วยสำหรับการขับขี่ระยะทางไกลถูกเปิดใช้งานโดยควบคุมความเร็วอยู่ที่ 100-110 กม./ชม. อุปสรรคของการเดินทางสุดท้ายอยู่ในช่วงก่อนเข้าสู่เส้นชัยประมาณ 60 กม. เพราะมีการซ่อมแซมผิวทางจราจรบนถนนพระราม 2 รวมถึงสภาพการจราจรที่ติดขัด ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษและทำให้เวลาคลาดเคลื่อนไปจากกำหนดการพอสมควร แต่รถทั้ง 6 คันก็มายังจุดหมายปลายทางที่โชว์รูม เมโทร ออโต้เฮาส์ ได้โดยสวัสดิภาพและยังมีน้ำมันคงเหลืออยู่ในถังทุกคัน ค่าเฉลี่ยการใช้เชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางวันสุดท้ายอยู่ที่ 4.0-4.6 ลิตร/100 กม. ใช้ความเร็วเฉลี่ยที่ 90-100 กม./ชม.

ปิดฉากการขับขี่ระยะไกล

ผู้ชนะทำสถิติ 4.3 ลิตร/100 กม.

ปิดฉากกิจกรรม “Mercedes-Benz E 300 BlueTEC HYBRID Test Drive Challenge” กับการขับขี่ระยะทางไกลตลอดเวลา 3 วัน ระยะทางกว่า 1,500 กม. ได้จบลงด้วยดีโดยที่รถทั้ง 6 คันมีน้ำมันคงเหลืออยู่ในถังและสามารถขับต่อได้ระยะทางอีกเกือบ 100 กม. สำหรับผู้ชนะเลิศการพิสูจน์สมรรถนะในครั้งนี้ ทำตัวเลขการประหยัดเชื้อเพลิงทั้ง 3 วันเฉลี่ยได้ 4.3 ลิตร/100 กม. ระยะทางรวม 1,486 กม.

การเดินทางในครั้งนี้เป็นการขับขี่ระยะไกลแบบขับรถข้ามประเทศ แน่นอนว่าตลอด 3 วัน กับระยะทางกว่า 1,500 กม.ที่ได้คลุกวงในกับ Mercedes E 300 BlueTEC HYBRID โดยเฉพาะการพิสูจน์สมรรถนะของระบบ BlueTEC HYBRID ซึ่งทำงานแบบลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลกับมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้การประหยัดเชื้อเพลิงทำได้เฉลี่ยกว่า 20 กม./ลิตร ในย่านความเร็ว 70-110 กม/ชม. โดยใช้รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 รอบต่อนาที สะท้อนการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ตัวช่วยต่างๆ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยติดตั้งแบบคุณภาพคับแก้ว ซึ่งเรียนรู้และทำความเข้าใจได้ง่าย รถหรู เทคโนโลยีทันสมัยคันนี้ตอบโจทย์การประหยัดเชื้อเพลิงที่เป็นกระแสร้อนในโลกยนตรกรรมสำหรับวันนี้ได้อย่างโดนใจ

TR TRANSFORMER MAX บึกบึนอย่างมีสไตล์

0
บริษัทไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด(มหาชน) จัดกิจกรรมทดสอบรถรุ่นเรือธงของค่ายรถไทยทำ โดยนำรถอเนกประสงค์รุ่น TR TRANFORMER หลายเวอร์ชั่นจำนวน 10 คัน รวมถึงรุ่น MAX ซึ่งเป็นรถที่ได้รับการพัฒนาล่าสุดมาให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับบนเส้นทาง กรุงเทพฯ – กุยบุรี

1 ในรถทั้ง 10 คัน ที่ได้นำมาทดสอบและยังถือเป็นไฮไลท์เด่นประจำทริพนั่นคือ TR TRANFORMER MAX แบบ 11 ที่นั่ง ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ด้วยรูปแบบของรถตรวจการณ์ที่ต่อยอดมาจากการผลิตรถเพื่อใช้ในแวดวงทหารและหน่วยงานราชการ จนกลายเป็นยนตรกรรมไทยทำที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันได้พัฒนาให้ลงตัวและดูดีมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม

รูปโฉมยังคงเอกลักษณ์ของรถทรงกล่องที่มีสไตล์เฉพาะตัวพร้อมการปรับเปลี่ยนเพื่อความโดดเด่น เริ่มจากหลังคาทรงสูงแบบ Hi Roof ตัวถังยกสูง แบบรถยนต์ Off Road สามารถวิ่งลุยน้ำได้ไม่น้อยกว่า 50 ซม.ประตูท้ายดีไซน์ใหม่เปิด/ปิดแบบจังหวะเดียว พร้อมแต่งชุดโป่งรอบคันซึ่งทั้งหมดมาจากการออกแบบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ตามมาตรฐานสากล ในส่วนของตัวถังผ่านการชุบกันสนิมด้วยประจุไฟฟ้าและพ่นสีแบบเดียวกับค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่

ห้องโดยสารเป็นสิ่งที่น่าทึ่งเพราะกว้างขวางและนั่งสบาย ด้วยการปรับแต่งให้เป็นไปในรูปแบบของรถตรวจการณ์ 11 ที่นั่ง โดยเบาะนั่ง 2 แถวหน้าเป็นแบบ 5 ที่นั่ง ส่วนเบาะนั่งตอนที่ 3 ทำเป็นม้านั่งยาว จุได้ถึง 6 คน และพับเก็บได้เพื่อบรรทุกสัมภาระ  พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศเพื่อช่วยส่งความเย็นกระจายไปทั่วห้องโดยสาร อุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้งส่วนใหญ่มาจากโตโยต้า อาทิ มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์ใหม่ พวงมาลัย 4 ก้าน แบบปรับระดับได้  ซึ่งมีปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ เครื่องเสียงเป็นแบบ 2 DIN DVD 1 แผ่น พร้อมจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ USB และ AUX รวมถึงมีช่องเก็บของอเนกประสงค์

เครื่องยนต์ที่อยู่ใน Tr Transformer ก็เป็นของโตโยต้าเช่นกัน มีอยู่ด้วยกัน 2 ขุมพลัง แบบดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบ ได้แก่ เครื่องยนต์รหัส 2KD-FTV(VNT) แบบเครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาลว์ VN เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2,494 ซีซี  ให้กำลังสูงสุด 14- แรงม้า ที่ 3.400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 343 นิวตันเมตรที่1,600-2,800 รอบ/นาที และเครื่องยนต์รหัส 1KD-FTV(I/C)  แบบเครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาลว์ VN เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2,982 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 171 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที   ซึ่งมีระบบส่งกำลังทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติแบบ 5 จังหวะ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าประทับใจคือระบบช่วงล่างระบบกันสะเทือนแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็ก กันโคลง และระบบตัดต่อกำลังอัตโนมัติ ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบแหนบซ้อนและโช้คอัพทรงกระบอกติดตั้งทแยงมุมกัน รวมถึงติดตั้งชุดยกให้ตัวรถสูงขึ้นอาจเพราะน้ำหนักตัวรถที่เพิ่มเข้ามา ทำให้การยึดเกาะถนนเป็นไปอย่างดีเยี่ยม ไม่พบอาการโคลงหรือร่อนแต่อย่างใด แม้สภาพเส้นทางที่ใช้ในการทดสอบจะมีทั้งทางโค้งและขึ้น/ลงทางลาดชันก็ตาม

สำหรับ TR TRANFORMER MAX อาจจะมีน้ำหนักตัวสูงถึง 2,300 – 2,350 กก. แต่เครื่องยนต์ที่ติดตั้งมาก็ถือว่าก็เพียงพอกับการแบกน้ำหนักตัวรถที่หนักกว่า 2 ตัน สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนจากที่รถมีน้ำหนักมากขนาดนี้ ก็คือแรงหน่วงของน้ำหนักตัวรถตอนเร่งสปีดก็จะมีอาการช้าไปนิด เรื่องเสียงลมปะทะซึ่งเป็นปัญหากับ Transformer มาตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรก พอมาถึงรุ่นที่ 4 ต้องบอกเลยว่าไทยรุ่งฯแก้ไขเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี แต่ก็ยังพอมีเสียงลมเร็ดรอดมาให้ได้ยินเป็นบางครั้ง ส่วนรูปลักษณ์และช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งมานั้นต้องบอกว่าได้ทั้งหล่อ เท่ และ ลุยได้ในเวลาเดียวกัน

 

Ford Everest โจทย์ยากที่ทำให้หลายค่ายเหนื่อย

0
Ford Everest
โจทย์ยากที่ทำให้หลายค่ายเหนื่อย

เปิดตัวกันไปนานและให้จองกันไปหลายพันคันแล้ว เหลือเพียงแค่เวลาส่งมอบเท่านั้น และเพื่อเป็นการยืนยันถึงการพัฒนายกระดับมาตรฐานให้ตลาดรถอเนกประสงค์ขนาดกลางมีความโดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและการออกแบบที่ชาญฉลาด เพื่อให้มั่นใจว่า Everest คันนี้เมื่อเผยโฉมออกมาแล้ว มันต้องดีทั้งภาพลักษณ์และสมรรถนะรวมถึงเทคโนโลยี

ว่าไปแล้ว Everest คันนี้ผ่านการสร้างสรรค์โดยทีมออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้นำเอาประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในตลาดรถอเนกประสงค์ทั่วโลกของฟอร์ดมาใช้ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบกับความโดดเด่นทั้งในด้านความทนทาน และความอเนกประสงค์ในการใช้งาน แน่นอนว่าในขณะนี้มีให้เลือกเพียง 3 รุ่น 2 เครื่องยนต์ ทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อน 4 ล้อ

ภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยวและแข็งแกร่งช่วยขับเน้นให้ดูดุดันไปในตัว กับไฟหน้าขนาดใหญ่ พร้อมไฟวิ่งกลางวันแบบ LED ในขณะที่ห้องโดยสารภายในค่ายฟอร์ดพิถีพิถันและดูเหมือนจะรู้ใจผู้ใช้ชาวไทยที่ชอบในเรื่องของความหรูหราสะดวกสบาย จึงเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูงและเส้นสายรอบคันที่สอดประสานกันอย่างกลมกลืน ห้องโดยสาร 7 ที่นั่งดูประณีต นั่งสบายและใช้งานได้สะดวกมากมาย โดยเฉพาะในรุ่นท็อปที่มีหลังคาแบบพาโนรามิกมูนรูฟขนาดใหญ่ ประตูรถเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า รวมไปถึงเบาะนั่งแถวที่ 3 ที่ปรับพับด้วยไฟฟ้าเช่นกัน มีช่องเก็บของมาให้มากถึง 30 ช่อง รวมไปถึงช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับเบาะหน้าและหลัง ที่พิเศษไปกว่านั้นฟอร์ดได้เนรมิตห้องโดยสารให้มีความเงียบปราศจากเสียงรบกวน แรงสั่นสะเทือน และความแข็งกระด้าง ด้วยเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนไว้ภายในตัวรถ รวมไปถึงมีการพัฒนาในส่วนของซีลกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสาร

เครื่องยนต์มีให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆ คนจะให้ความสนใจไปที่เครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค TDCI VG Turbo ขนาด 3.2 ลิตร แบบ 5 สูบที่ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ในขณะที่อีกเครื่องหนึ่งนั้นมีขนาดย่อมลงมาหน่อยที่ 2.2 ลิตรให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 385 นิวตัน-เมตร ซึ่งจะมีอยู่ในรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ  ในส่วนของระบบเกียร์อัตโนมัตินั้น ค่ายฟอร์ดมีการติดตั้งระบบซอฟต์ที่สามารถจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ใช้งานแต่ละคนได้ โดยระบบนี้จะวิเคราะห์จากอัตราเร่งและลดความเร็ว การใช้เบรกและคันเร่ง และการใช้ความเร็วขณะเข้าโค้ง เพื่อเลือกเกียร์ให้เหมาะสมในทุกสถานการณ์

บนเส้นทางสายเชียงรายสู่น้ำตกแม่กรณ์และผ่านหมู่บ้านที่เป็นเส้นทางลูกรัง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สมรรถนะในเรื่องของระบบต่างๆ ที่ฟอร์ดเอามาติดตั้งไว้ให้สำหรับการเดินทางที่สะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งทางฟอร์ดได้เลือกใช้โครงสร้างแบบบอดี้ออนเฟรม ตัวถังจึงแข็งแกร่งเหมาะสำหรับการขับขี่แบบสมบุกสมบัน และเมื่อต้องเลือกใช้งานในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบเกียร์จะมีการแบ่งกำลังพร้อมระบบควบคุมการจ่ายแรงบิดแบบ on Demand ด้วยระบบ Terrain Management (TM) กับความสูงจากพื้นรถที่มากถึง 225 มม. ทำให้สามารถลุยน้ำได้ที่ความลึกสูงสุด 800 มม.

ว่ากันถึงระบบ TM มีการออกแบบมาพร้อมกับโหมดตั้งค่าการขับขี่ได้ถึง 4 รูปบบ เริ่มจากพื้นผิวทั่วไป พื้นหิมะ, โคลน, หญ้า, พื้นทราย และพื้นหินขรุขระ ซึ่งในแต่ละโหมดจะปรับเปลี่ยนการตั้งค่าอัตราเร่ง ระบบส่งกำลัง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบควบคุมการเกาะถนน

จากการขับทั้งในเส้นทางราบเรียบแบบถนนทั่วไปที่มีทั้งทางตรงและทางโค้ง ต่อด้วยเส้นทางลูกรังและทางออฟโรด ต้องยอมรับในเรื่องของความนุ่มนวลและการยึดเกาะถนนที่ให้ความมั่นใจในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ในส่วนของช่วงล่างของ Everest นั้นเป็นแบบคอยล์สปริงทั้งหน้าและหลัง พร้อมวัตต์ลิงก์ที่เพลาหลัง ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความนุ่มนวล

ในส่วนของความอำนวยความสะดวกยามขับขี่ Ford ได้มีการติดตั้งระบบสั่งงานด้วยเสียง ซิงค์ 2 ที่เป็นระบบเชื่อมต่อการสื่อสารภายในรถรุ่นล่าสุดจาก Ford โดยที่ผู้ขับขี่สามารถใช้เสียงสั่งการอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง ระบบปรับอากาศ และอุปกรณ์พกพาต่างๆ โดยมาพร้อมกับจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้วที่ใช้งานง่ายด้วยเมนูควบคุมที่แบ่งจอออกเป็น 4 มุม และใช้สีที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นแล้วยังมีระบบตรวจจับรถในจุดบอด Blind Spot Information System (BLIS) พร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด

มาถึงเรื่องของระบบความปลอดภัยแล้ว Everest มีการติดตั้งระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ Roll Stability Control และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP รวมถึงระบบช่วยจอดอัจฉริยะ ที่ช่วยให้การนำรถเข้าจอดเทียบข้างเป็นเรื่องง่าย โดยที่ผู้ขับขี่จะควบคุมเพียงแค่การเหยียบคันเร่ง เข้าเกียร์และเบรก โดยไม่จำเป็นต้องจับพวงมาลัย และนั่นคือความคุ้มค่าสุดๆ กับรถ Ford Everest ที่มาพร้อมกับราคา 1,599,000 บาท

Toyota Hilux vs Chevrolet Colorado รถกระบะยุคโซเชียล

0
Toyota Hilux vs Chevrolet Colorado
รถกระบะยุคโซเชียล

อุปกรณ์ครบและทันสมัย ห้องโดยสารสะดวกสบาย เครื่องยนต์แรงแต่ประหยัดน้ำมัน ขับขี่ง่ายในทุกสภาวะ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทั้งคู่เกิดปีเดียวกัน และเกิดในประเทศไทยเสียด้วย เรากำลังพูดถึงรถกระบะสองแบรนด์ Toyota Hilux และ Chevrolet Colorado ซึ่งมีที่มาจากแดนปลาดิบและเมืองลุงแซม โดยทั้งคู่เลือกที่จะให้กำเนิดลูกในประเทศไทย เพื่อขยายครอบครัวให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของโลก

Toyota Hilux และ Chevrolet Colorado ทั้งคู่แจ้งเกิดที่ฝ่ายทะเบียนในปี 2547 เหมือนกัน แต่สถานที่เกิดแตกต่างกัน โดย Colorado แจ้งเกิดที่จังหวัดระยอง ส่วน Hilux แจ้งเกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งทั้งคู่ย้ายสัมมะโนครัวมาอยู่ประเทศไทยอย่างถาวร และได้รับสัญชาติไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยการทำยอดขายในประเทศ และส่งออกให้กับประเทศไทยอย่างน่าประทับใจ

บังเอิญอีกเหมือนกันที่ทั้งคู่แนะนำของใหม่ในปีเดียวกัน จึงอดใจไม่ไหวที่จะนำคนเกิดปีเดียวกันมาเจอกันอีกครั้ง ภายใต้รูปลักษณ์ใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดท้าย โดย Toyota แจ้งเกิดกระบะ Hilux รุ่นที่ 8 ในชื่อ REVO ในขณะเดียวกัน Chevrolet แนะนำ Colorado รุ่นปรับโฉมใหม่ในชื่อ High-Country แบบนี้ต้องเจอกันหน่อย เพื่อให้ทางเลือกกับผู้บริโภค สำหรับตลาดรถกระบะไฮเอนด์แบบนี้

ย้อนรอยกันหน่อย

Chevrolet และ Toyota ในประเทศไทย มีประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกัน เพียงแต่การลงหลักปักฐาน ค่ายรถจากแดนปลาดิบอาจนานกว่า เพราะ Toyota เพิ่งฉลอง 50 ปี ส่วนค่ายอเมริกันอย่าง Chevrolet เพิ่งฉลองปีที่ 10 ไปไม่นาน หากแต่ในตลาดรถกระบะ ทั้ง Colorado และ Hilux เกิดพร้อมกันและมาเจอกันอีกครั้งในปี 2558

ย้อนไปปี 2547 Toyota แนะนำกระบะ Hilux รุ่นที่ 7 ในชื่อ Vigo ภายใต้โครงการ IMV : Innovative International Multi-Purpose Vehicle พร้อมย้ายฐานการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทย สามารถสร้างยอดขายในประเทศได้มากกว่า 1,650,000 คัน ครองอันดับ 1 ในตลาดรถกระบะ 9 ปีซ้อน โดยยืนหยัดทำตลาดมานานแสนนาน มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมตามภาวะตลาด จากรุ่นแรก Vigo เพิ่มเติมอีกนิดเป็น Vigo Champ ยืดอายุมาจนถึงปี 2558 จึงได้เวลาเผยโฉมโมเดลใหม่ ภายใต้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Hilux REVO ที่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ในทุกอย่างตั้งแต่แชสซีส์ไปจนถึงเครื่องยนต์และภายในห้องโดยสาร

 

กลับไปในปี 2547 ค่ายรถอเมริกัน Chevrolet ประกาศจุดยืนใหม่ในตลาดเมืองไทย โดยจับมือกับพันธมิตรคนสำคัญ Isuzu เพื่อร่วมกันผลิตรถกระบะโมเดลใหม่ในเมืองไทย ภายใต้ชื่อ Colorado ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วในตลาดอเมริกัน พร้อมใช้โครงสร้างพื้นฐานและเครื่องยนต์จาก Isuzu เป็นการบุกตลาดใน ขั้นแรก ซึ่งก็ได้รับการตอบที่ดีจากรูปลักษณ์ภายนอกที่แปลกตาและดุดัน ในสไตล์กระบะอเมริกันพันธุ์แกร่ง จากนั้นในปี 2549 จึงได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ Differential Lock และมีการปรับโฉมด้านหน้าและด้านหลังใหม่อีกครั้ง และในปี 2554 จึงนำเสนอโมเดลใหม่ ซึ่งเป็นกระบะ Chevrolet Colorado เต็ม 100% ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ Duramax ให้กำลังมากถึง 180 แรงม้า จากนั้นจึงได้ขยับขยายเป็น 200 แรงม้าในปัจจุบัน

วิวัฒนาการของกระบะ Colorado และ REVO เดินทางมาในแนวเดียวกัน โดยชูเรื่องของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เป็นจุดขายในการทำตลาด ซึ่งได้รับการตอบที่ดีพอสมควรทั้งสองแบรนด์ เพราะทั้งคู่มีแฟนประจำกันอยู่แล้ว

นิยามไหนถูกใจ

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Chevrolet และ Toyota สร้างความเฮฮาในตลาดเป็นอย่างมาก ด้วยทุกคนคาดหวังจะได้เห็นกระบะในฝันที่ตนต้องการ ซึ่ง Colorado และ REVO ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นของข้อมูลไปจนถึงตัวผลิตภัณฑ์ แบรนด์ไหนน่าสนใจมากที่สุด

เริ่มจากกระบะ Chevrolet Colorado ที่มีการปรับปรุงใหม่ทุกๆ ด้าน พร้อมกับเพิ่มความสุขให้กับผู้บริโภคโดยเฉพาะเรื่องของความสบายที่มากด้วยเทคโนโลยี ด้วยการนำเสนอกระบะไฮเอนด์ที่มีชื่อว่า High-Country ภายใต้นิยามว่า “ให้คุณเป็นได้มากกว่า” โดดเด่นด้วยบุคลิก แบบอเมริกันพันธุ์แท้ ที่ได้รับการออกแบบสำหรับตลาดระดับบน เพื่อไลฟ์สไตล์การขับขี่ในเมือง และรองรับการใช้งานอย่างสมบุกสมบันนอกเมือง

“ลูกค้าจำนวนมากต้องการคุณสมบัติที่เหนือกว่าสำหรับรถกระบะ พวกเขาต้องการความโดดเด่นเหนือกว่าใคร ซึ่ง High-Country ไม่เพียงแต่เป็นรถกระบะที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมเท่านั้น หากแต่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมใช้งานได้ในทุกสถานการณ์” มาร์คอส เพอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการจีเอ็ม ประเทศไทย และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย กล่าว

สำหรับผู้นำตลาดอย่าง Toyota Hilux REVO นับเป็นรถกระบะที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากจุดเริ่มต้นในปี 2511 จนถึงปี 2558 โมเดลนี้เป็นรุ่นที่ 8 พร้อมการต่อยอดความสำเร็จในอดีต ด้วยแนวคิดว่า ปฏิวัติทุกมิติแห่งกระบะอนาคต” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในทุกตารางนิ้ว เพื่อตอบสนองทุกความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าอย่างเหนือความคาดหมาย

“ทีมวิศวกรโตโยต้าได้สร้างสรรค์ Hilux REVO ด้วยแรงบันดาลใจในการออกแบบและพัฒนา เพื่อให้เป็นรถกระบะผู้กำหนดนิยามใหม่แห่งความแกร่ง สร้างประสบการณ์การขับขี่เฉกเช่นรถ SUV ระดับหรู สะท้อนภาพลักษณ์ตามแนวคิด “ยุคใหม่แห่งกระบะ ทุกตารางนิ้วต้อง Hilux” ซึ่ง Hilux รุ่นที่ 8 นับเป็นความภาคภูมิใจของโตโยต้า” มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าว

คุณชอบแนวคิดแบบไหนสำหรับความเป็นรถกระบะ ซึ่ง Colorado และ  REVO ซึ่งนายใหญ่สองค่ายได้นำเสนอให้รับทราบ ทั้งหมดนี้แล้วแต่ความชอบ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องดีๆ สำหรับ ผู้บริโภคชาวไทย

 

ความโดดเด่นที่แตกต่าง

จากแนวคิดมาถึงตัวผลิตภัณฑ์ทั้งสองแบรนด์ จะเห็นได้ถึงจุดขายที่บริษัทนำเสนอให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับความโดดเด่นทางเทคนิคและสุนทรียภาพแห่งรถกระบะของ Chevrolet หรือจะเป็นการปฏิวัติทุกรายละเอียดเพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่เฉกเช่นรถ SUV ระดับหรูของ Toyota

Chevrolet Colorado มอบสิ่งที่โดดเด่นแตกต่างจากรุ่นปกติของ High-Country คือ ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมกรอบโครเมี่ยมรมดำแบบสปอร์ต ปรับระดับทิศทางของแสง ด้วยสวิตช์ปรับระดับสูง-ต่ำ กระจังหน้าแบบ Dual Port-Grille สีเทาเข้มพร้อมกรอบโครเมี่ยม พร้อมสัญลักษณ์โบว์ไทด์ และไฟตัดหมอกหน้า ล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้วแบบ Two – Tone ใหม่ สปอร์ตบาร์สีเดียวกับตัวรถ พร้อมตราสัญลักษณ์ High-Country พร้อมติดตั้งราวหลังคาแนวขวาง

ส่วนห้องโดยสารแม้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงทั้งหมด แต่ได้ยกระดับให้หรูหรายิ่งขึ้น ด้วยเบาะหนังสีน้ำตาลใหม่ (Brown Stone) ซึ่งควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า (เฉพาะเบาะนั่งด้านคนขับ) พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร และความบันเทิง (My Link) ระบบเนวิเกเตอร์ ผ่านหน้าจอภาพแบบทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว กล้องมองหลังพร้อมเส้นช่วยกะระยะ (Dynamic Guideline)

สำหรับ Toyota ปฏิวัติรถกระบะ Hilux REVO เพื่อให้เป็นยุคใหม่แห่งกระบะในทุกตารางนิ้ว และทุกองศาคือความหรูหราเหนือระดับ ผสานความโฉบเฉี่ยวดุดัน ด้วยเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์ เริ่มตั้งแต่กระจังหน้าและกันชนหน้า สอดรับกับไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ไฟตัดหมอก ระบบควบคุมแสงสว่างอัตโนมัติ ไฟท้ายพร้อมไฟตัดหมอก กระจกมองข้างโครเมี่ยมพร้อมไฟเลี้ยว บันไดข้าง ล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว และเสาอากาศแบบสั้น

ส่วนห้องโดยสารสร้างมิติใหม่ด้วยขนาดที่ใหญ่ และให้ความหรูหราที่มากด้วยอุปกรณ์หลากหลาย คอนโซลหน้าจัดเต็มในทุกเรื่อง ตั้งแต่กล่องเก็บสัมภาระพร้อมระบบรักษาความเย็น ระบบเครื่องเสียงพร้อมเนวิเกเตอร์แบบหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และจอภาพสำหรับกล้องมองหลัง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นปรับได้ 4 ทิศทาง ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ ช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับ AC 220V ช่องปรับอากาศสำหรับเบาะหลัง และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ เรียกว่าจัดเต็มกันทั้ง High-Country และ Hilux REVO เทคโนโลยีไหนที่คุณชอบบ้าง สำหรับเราชอบทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตสบายและสะดวกขึ้น

 

ตรวจระบบความปลอดภัยด้วย

ปัจจุบันเรื่องความปลอดภัยในรถยนต์ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ดังนั้นรถยนต์จึงพยายามที่จะใส่ระบบความปลอดภัยให้อย่างครบครัน รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ให้กับรถทุกคัน รวมถึงรถกระบะรุ่นใหม่ที่จำหน่ายในเมืองไทยอีกด้วย ซึ่ง Chevrolet และ Toyota จัดความปลอดภัยระดับไหนให้ผู้บริโภคชาวไทย

Chevrolet Colorado High-Country และ Toyota Hilux REVO จัดเต็มตั้งแต่ระบบป้องกันไปจนถึงระบบปกป้อง แต่สิ่งหนึ่งที่พิเศษกว่ารถกระบะทั่วไป คือ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและกล้องมองหลัง อย่างไรก็ตาม Hilux REVO จะมีให้มากกว่าในเรื่องของถุงลมนิรภัย ที่มีให้ถึง 7 ตำแหน่งรอบคัน

กระบะสมัยนี้ไม่ธรรมดาแล้วครับ โดยเฉพาะกระบะราคาหลักล้านแบบสองคันนี้ จำเป็นจะต้องมีของไว้ป้องกันมากหน่อยเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ทุกเส้นทาง ตามที่บริษัทรถสองแบรนด์นี้ตั้งใจไว้

สมรรถนะและการขับขี่ 

รถกระบะสองคันนี้ทั้ง High-Country และ Hilux REVO ถือว่าเป็นคู่ดวลที่สูสีกันที่สุด เพราะใช้เครื่องยนต์ขนาดเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกในตลาดน้อยมาก สำหรับขุมพลังขนาด 2.8 ลิตร ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นรถใหม่ที่เปิดตัวไม่นาน เรียกว่ายังสดเพิ่งเริ่มเปิดแผงขายกันในตลาดเลยทีเดียว สดใหม่ แบบนี้ต้องจัดไป

Chevrolet Colorado High-Country ใช้เครื่องยนต์ Duramax ที่มีการปรับปรุงใหม่ เพื่อให้เหมาะสมและลงตัวกับการใช้งานมากขึ้น ด้วยขุมพลัง 2.8 ลิตร 200 แรงม้ากับแรงบิด 500 นิวตัน-เมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด กำลังของเครื่องยนต์ต้องบอกเลยว่าดุดันมากๆ ออกจะดิบๆ เสียด้วยซ้ำ ทำให้การออกตัวอาจกระโชกโฮกฮาก จึงไม่ค่อยนุ่มนวลเท่าไร แต่ให้ความต่อเนื่องในทุกรอบของเครื่องยนต์ ส่งผลให้อัตราเร่งแซงเป็นไปแบบสบายๆ ไม่ต้องเค้นเพราะม้าทุกตัวพร้อมจะออกจากคอกอย่างฮึกโหม และคุณสามารถเติมคันเร่งได้ตลอดเวลาในทุกๆ รอบเครื่องยนต์ เพราะกำลังของเครื่องยนต์พร้อมรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ

สมรรถนะของช่วงล่างอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เหมาะสมกับความเป็นรถกระบะ มีความแข็งของช่วงล่างที่เหมาะสม ทำให้คุณควบคุมรถได้อย่างสบายใจ มีความหนึบที่น่าพอใจและไม่ กระเด้งจนน่ารำคาญ เรียกว่าใกล้เคียงกับรถ SUV แต่ยังมีอารมณ์ของรถกระบะให้ได้สัมผัสเล็กๆ พวงมาลัยหนักกำลังดีทั้งความเร็วต่ำและความเร็วสูง มีความแม่นยำในการควบคุมและไม่ใหญ่เกินไปสำหรับทุกๆ คนที่ใช้งาน อีกหนึ่งที่ต้องบอกว่าดีทีเดียว เป็นเรื่องของระบบเบรกที่ไว้ใจได้อย่างปลอดภัย

สำหรับ Toyota Hilux REVO พัฒนาทุกอย่างเพื่อให้การขับขี่มีความสุข ซึ่งก็ใช่เลยสำหรับการใช้งาน เพราะเครื่องยนต์ตัวใหม่ 2.8 ลิตร 177 แรงม้ากับแรงบิด 420 นิวตัน-เมตร และระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตอบสนองได้อย่างร้อนแรงและนุ่มนวล ตั้งแต่การออกตัวที่รวดเร็วกว่าเดิม มีกำลังให้เติมอย่างล้นหลามในทุกๆ รอบ ไม่มีตกหล่นให้ต้องกังวลในการเร่งแซงแต่ประการใด เป็นรถกระบะที่มีอัตราเร่งที่เฉียบคมคันหนึ่ง สามารถเร่งแซงอย่างสบายใจด้วยกำลังของเครื่องยนต์อย่างแท้จริง โดยมีกองหนุนที่ดีอย่างระบบเกียร์ ช่วยเติมให้ทุกอย่างสมบูรณ์มากขึ้น

อย่างไรก็ตามเรื่องของช่วงล่างที่พัฒนาใหม่ ทำให้รถคันนี้มีความนิ่งที่ไว้ใจได้ในทุกสภาพถนน มีความแข็งแต่แอบแฝงความนุ่มเล็กๆ จึงได้ความเหมาะสมในการขับขี่และการโดยสาร โลดแล่นได้สบายตัวในความเร็ว และหนึบแน่นในการเข้าโค้ง เป็นการเปลี่ยนอารมณ์เดิมๆ ของรถกระบะได้อย่างประทับใจ เมื่อรวมกับความหนักของพวงมาลัยที่มั่นคง ยิ่งทำให้ทุกอย่างควบคุมได้ง่ายและสบายใจมากขึ้น เรื่องของเบรกก็เป็นอะไรที่วางใจได้

ทั้งสองคันให้ความสนุกในการขับขี่ได้ อย่างดี มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ไว้ใจได้ สุดท้ายขึ้นอยู่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน ระหว่างดุดันทรงพลังหรือนุ่มนวลแต่ร้อนแรง ตามสบายเลยครับ

BMW X5 vs X3 ขอตรวจ รหัสพันธุกรรม

0
BMW X5 vs X3ขอตรวจ รหัสพันธุกรรม

คันเดียวกันใช่หรือเปล่า? คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ เพียงแต่อยากรู้ว่าคันไหนคือ X5 และคันไหนคือ X3

ตระกูล X มาแล้ว และไม่ได้มาคันเดียวเสียด้วย ครั้งนี้ยกมาถึงสองหน่อ เพื่อให้ทุกคนได้ยลโฉมและเปรียบเทียบกันแบบเต็มๆ ถึงแม้จะคนละรหัสแต่มีอะไรที่เหมือนกันเกือบทุกอย่าง อาจจะเรียกว่าฝาแฝดก็ว่าได้ แต่เป็นแฝดคนละเบอร์ที่คลอดต่างวาระ แต่ทั้งคู่มี BMW เป็นแม่พันธุ์เหมือนกัน

สิ่งที่เรากำลังจะบอกกับผู้อ่าน AUTO BILD เป็นสิ่งที่คุ้นเคยและรู้จักกันอย่างดี ด้วยรหัสสั้นๆ ว่า X5 คันพี่และอีกคันเป็นน้องรหัส X3 ทั้งคู่เติบโตไล่เรียงกันจากบ้านใบพัดสี ฟ้า-ขาว โดย X5 กำเนิดเป็นคันแรก เป็นที่รักของใครหลายคนในหลายประเทศ จากนั้นอีกไม่นาน  X3 จึงได้ลืมตามาดูโลก สร้างเสน่ห์ให้ใครได้หลงใหลอย่างมากมาย ทั้งสองคันทำให้ใบพัดสีฟ้า-ขาว  ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดปลาบปลื้มและปิติยินดีกับความสำเร็จของทั้งคู่สองสีพี่น้องอย่าง X5 และ X3 มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง ทั้งคู่มีอะไรดีและน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ทำไมจึงเป็นที่หลงใหลของใครหลายคน เรามีคำตอบในการตรวจ DNA ของพี่น้องคู่นี้เหมือนกันตรงไหน

อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่า รถสองคันนี้เป็นแฝดคนละฝา แต่มีอะไรที่เหมือนกันหลายอย่าง แล้วทั้งคู่มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง เราขอบรรยายให้รับทราบกันพอสมควร สำหรับความเป็นแฝดของ X5 และ X3 ลำดับแรกคงเป็นเรื่องของหน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอก ด้วยความที่มีแม่ BMW คนเดียวกัน ลูกคนแรกที่คลอดเป็น X5 จึงมีเส้นสายที่แข็งแกร่งตั้งแต่ด้านหน้าไปจรดด้านหลัง ซึ่งถูกถ่ายทอดมาถึงคนน้อง X3 เกือบทุกอณูและทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าทรงเดียวกัน หรือฝากระโปรงหน้าที่มีแบบพิมพ์เดียวกัน ด้านข้างของ X5 และ X3 ถูกวาดให้เป็นทรงเหลี่ยมที่มีมุมเอียงมุมลาดในระดับเดียวกัน ตั้งแต่เสา A จนถึงเสา C และนั่นทำให้ด้านท้ายของทั้งคู่มี รูปแบบเดียวกัน รวมถึงไฟท้ายและฝากระโปรงหลังอีกด้วย ซึ่งหากมองกันแบบผิวเผินคงต้องมีผิดกันบ้าง ถ้าไม่เอาเรื่องของขนาดตัวและน้ำหนักมาเกี่ยวข้อง

ไม่ใช่เพียงเรื่องของรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ทั้งคู่ยังมีอะไรที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย เพราะเมื่อเข้ามาในห้องโดยสารของ X5 หรือ X3 จะพบว่ารถสองคันนี้ใช้รูปแบบเดียวกัน มีการตกแต่งและจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ เหมือนกัน ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากคอนโซลหน้า แม้ว่า X5 จะเพิ่มระดับอีกชั้นให้กับคอนโซลหน้า หรือเพิ่มช่องแอร์เป็นสองชั้น แต่เส้นสายหรือการดีไซน์ไม่ต่างกับ X3 มากนัก รวมถึงมาตรวัดต่างๆ ระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ คันเกียร์ ปุ่ม iDrive และปุ่มควบคุมต่างๆ บนคอนโซลกลาง ไม่เพียงเท่านั้นตัวเบาะของ X5 และ X3 ยังนำเสนอแบบเดียวกัน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมมีช่องแอร์ด้านหลังให้เย็นสบายเหมือนกันอีกด้วย แต่ที่แตกต่างและเห็นได้ชัด คือ จอภาพแบบ Tablet ของ X5 ที่ยกสูงขึ้นบนคอนโซลหน้า ซึ่งต่างจาก X3 ที่จอภาพถูกฝังไว้ในคอนโซลเลย

หากใครถามว่ารถสองคันนี้เหมือนกันตรงไหน ตอบได้อย่างชัดเจนว่าเหมือนกันทุกสัดส่วนและทุกมิติ ตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกไปจนถึงการออกแบบห้องโดยสาร รวมถึงการเลือกใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพียงแต่ว่าพี่ใหญ่ X5 อาจมีของดีมากกว่าน้อง X3 เป็นเรื่องธรรมดาของลูกชายคนโต

หัวใจเดียวกันพลังใกล้กัน

นอกจากหน้าตาและอาภรณ์ที่ประดับใน X5 และ X3 ยังมีเรื่องของขุมพลังในการขับเคลื่อนรถสองคันนี้ ซึ่งทั้งคู่ใช้หัวใจรหัสเดียวกัน เพียงแต่มีการปรุงแต่งกำลังให้เหมาะสมกับขนาดตัว เพื่อให้การขับขี่ได้กำลังที่ชัดเจนในการใช้งาน ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ

หัวใจที่ถูกนำมาใช้เป็นขุมพลังใน X5 และ X3 เป็นเครื่องยนต์รหัส TwinPower Turbo ตัวเก่งที่การันตีในทุกโมเดล รวมถึงยังมีขนาดของเครื่องยนต์เดียวกันอีกด้วย เพราะทั้งคู่มากับขุมพลังขนาด 2.0 ลิตร เพียงแต่ของที่ปล่อยออกมานั้นแตกต่างกันไป โดย X5 ได้กำลังสูงสุด 218 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ส่วน X3 ได้กำลังสูงสุด 190 แรงม้ากับแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร โดยที่มีรอบเครื่องยนต์ใกล้เคียงกันในระดับ 4,000-4,400 รอบ/นาที และเริ่มต้นแรงบิดที่ใกล้เคียงกัน ซึ่ง X5 เริ่มที่ 1,500 รอบ/นาที ส่วน X3 เริ่มที่ 1,750 รอบ/นาที แต่ไปจบที่ตัวเลขเดียวกัน 2,500 รอบ/นาที

อย่างไรก็ตามนั่นไม่ได้ทำให้ทั้งคู่แตกต่าง โดยเฉพาะเรื่องการขับขี่ เพราะยังสามารถทำความเร็วได้สูงสุดใกล้เคียงกันอีกด้วย โดย X5 ทำได้ 220 กม./ชม. ในขณะที่ X3 ทำได้แค่ 210 กม./ชม. ซึ่งรวมถึงอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. อีกด้วย เพราะ X5 สามารถเร่งได้เร็วสุดในเวลา 8.2 วินาที ส่วน X3 ทำได้ในเวลาที่เร็วกว่าเล็กน้อยเพียง 8.1 วินาที แสดงให้เห็นว่าน้ำหนักน้อยย่อมเร็วกว่า แต่ถ้ายืดระยะยาวๆ ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบ

พละกำลังที่เหมือนกันและมีขนาดเดียวกัน อาจมีความแตกต่างกันในเรื่องกำลังที่ออกมา แต่ไม่ได้ทำให้ทั้งคู่หนีห่างกันเท่าไร ยังคงเดินเคียงข้างกันได้ตลอดเส้นทาง ดังคำกล่าวที่ว่า “พี่ย่อมไม่ทิ้งน้องอยู่แล้ว”

 

สมรรถนะและการขับขี่

ในเมื่อใช้ขุมพลังขนาดเดียวกันแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่าสมรรถนะการขับขี่จะแตกต่างกันหรือไม่ ในขั้นต้นรายละเอียดของข้อมูลแจ้งแล้วว่า กำลังที่ออกมาต่างกันเพียง 18 แรงม้าเท่านั้น ความเร็วก็ไม่หนีกันเท่าไร เรียกว่าเบียดกันจนหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว จริงหรือไม่ AUTO BILD มีคำตอบ

แม้ว่า X5 จะมากับรหัสข้างตัวถังว่า xDrive 25d ส่วน X3 ใช้รหัสว่า xDrive 20d แต่ทั้งคู่ใช้ขุมพลัง TwinPower Turbo ขนาด 2.0 ลิตรเหมือนกัน แต่กำลังที่ออกมานั้นแตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งไม่ได้ทำให้สมรรถนะการขับขี่รถสองคันนี้เสียดุลแต่อย่างใด ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างร้อนแรงตั้งแต่ต้นจนจบ เพียงแต่ว่าพี่คนโตอย่าง X5 อาจมีกำลังมากกว่าเล็กน้อยในเรื่องของอัตราเร่งแซง ซึ่งจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในการใช้งาน อย่างไรก็ตามรถสองคันนี้ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดเช่นเดียวกัน นั่นทำให้ทุกอย่างไปได้อย่างสวยหรูและลื่นไหลอย่างสบายใจ

หากมาว่ากันอย่างตรงไปตรงมา ต้องบอกว่าในการขับขี่ X5 อาจสบายกว่า X3 เล็กน้อยเพราะด้วยกำลังที่ออกมาในแต่ละช่วงเวลา สามารถสร้างอัตราเร่งได้อย่างร้อนแรง มีกำลังอย่างล้นหลามในการเร่งแซงแต่ละครั้ง ซึ่งรอบเครื่องยนต์มาเร็วตั้งแต่ 1,500 รอบ/นาที ทำให้ทุกอย่างไปได้อย่างงดงาม อย่างไรก็ตามใช่ว่า X3 จะด้อยกว่ารุ่นพี่ เพราะให้อัตราเร่งตีนต้นได้อย่างเฉียบคมและรวดเร็ว เพียงแต่รอบเครื่องยนต์อาจเริ่มในรอบสูงกว่าที่ 1,750 รอบ/นาที ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ความเร็วตีนต้นช้าแต่อย่างใด เพราะตัวเลขอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ 8.1 วินาที เป็นสิ่งการันตีได้อย่างดี

นอกเหนือจากการขับขี่ที่ให้กำลังได้ใกล้เคียงกันแล้ว ซึ่งอาจไม่เห็นถึงความต่างมากนักในการใช้งาน ซึ่งรวมถึงสมรรถนะการขับขี่อีกด้วย เพราะอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก โมเดล X5 กับ X3 มาจากพิมพ์เดียวกัน ดังนั้นแทบทุกอย่างที่เป็นช่วงล่าง ทั้งสองคันใช้ระบบเดียวกัน เพียงแต่ X3 จะใช้ระบบการขับขี่แบบ xDrive นั่นทำให้รถคันนี้โลดแล่นไปได้ทุกที่ ทั้งทางเรียบ ทางฝุ่นหรือทางขรุขระ ที่เป็นทรายหรือหลุ่มบ่อ รวมถึงการปีนไต่ทางลาดชันอีกด้วย ส่วนเรื่องการเกาะถนนไม่ต้องห่วง ทั้ง X5 และ X3 ให้ความหนึบที่มั่นคงในการเกาะถนน ในขณะที่ใช้ความเร็วสูงหรือต้องเข้าโค้งแบบแรงๆ ทั้งสองคันไว้ใจได้อย่างแน่นอน

เป็นอันว่าการขับขี่และสมรรถนะในการใช้งาน ทั้ง X5 และ X3 ไม่ได้แตกต่างกัน อาจสร้างความรู้สึกเล็กน้อยในเรื่องของอัตราเร่ง รวมถึงความแข็งของช่วงล่างที่ดูเหมือนว่า X3 จะมีนิดๆ ให้รู้สึก นั่นแหละคนเป็นน้องก็จะแข็งๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่เหมือนคนพี่ที่จะเรียบร้อยและสุภาพมากกว่า

Moke รถเล็กในตำนาน

0
Moke
รถเล็กในตำนาน

เส้นทางกรุงเทพฯ – ชะอำ – หัวหิน เป็นเป้าหมายสำหรับ Weekend ของใครหลายคนโดยเฉพาะหน้าร้อน บรรยากาศทะเลจะย้อมอารมณ์ร้อนให้ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ผมก็เป็นหนึ่ีงคนที่ใช้ทะเลเป็นที่พึ่งในหลายๆ โอกาส รวมทั้งครั้งนี้ที่มี Moke ร่วมขับเคลื่อนเติมเต็มบรรยากาศสนุกสบายไปด้วย ทำให้เส้นทางไปสู่เป้าหมายมีสีสันมากมาย

ใช่แล้ว Moke คือชื่อรถยนต์คันเล็กหน้าตาเหมือนรถจี๊ปทหารขนาดย่อม คันที่ผมพามาขับชิลล์ๆ ในครั้งนี้ ว่าไปแล้ว Moke เป็นรถยนต์ที่มีตำนานมายาวนานและน่าสนใจ

เริ่มตั้งแต่เป็นรถในค่ายเป็น British Motor Corporation (BMC) เป็นรถยนต์เชื้อชาติอังกฤษ และร่วมบ้านเดียวกับ MINI เมื่อครั้งแรกที่ค่ายนี้ผลิต Moke ออกมาเมื่อปี 1964 ก็ใช้พื้นฐานเดียวกับ MINI โดยออกแบบให้กับกองทัพเป็นรถใช้งานทั่วไปขนาดเล็ก จึงมีหน้าตาออกไปทางจี๊ปอเมริกัน แต่ในที่สุดก็สบช่องทางในการทำตลาดทั่วไปเป็นรถขับเล่นชายหาด หรือเป็นรถใช้งานทั่วไปแบบมี Lifestyle เฉพาะตัวเองก็ประสบความสำเร็จเป็นรถในตำนานอีกคันหนึ่งของบ้าน BMC โดยมีการ ใช้ชื่อ MINI Moke ในการจำหน่ายและยังใช้ชื่อ Moris MINI Moke,  Austin MINI Moke หรือ Leyland Moke ด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นชื่อรถยนต์ในบ้าน BMC  ขึ้นอยู่ว่าจะไปขายที่ไหนและชื่อไหนเป็นที่รู้จักในพื้นที่นั้นมากกว่ากัน เช่นในกรณี Leyland Moke เป็น การผลิตขึ้นที่ออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1966 แต่หลังจากบ้าน BMC แตกขายกิจการแบรนด์รถต่างๆ ของตัวเองไปยังบริษัทรถยนต์อื่น Moke เองมีการเปลี่ยนแปลงหยุดการผลิตไปเป็นเวลานาน จนในที่สุดในปี 2012 “The Moke is back” เมื่อศิลปินหนุ่มชาวอังกฤษ Michael Young จับมือกับ Chery Motor ของจีน นำ Moke กลับมาสู่การผลิตอีกครั้งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทำการเปิดตัว Moke อย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo บ้านเราเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมานี่เอง โดยผ่านผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการคือ BRG Group ของไทยนี่เอง

สืบประวัติกันมาขนาดนี้ยิ่งทำให้อารมณ์สัมผัส Moke มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น Moke ในวันใหม่นี้มีฐานการผลิตอยู่ที่ออสเตรเลียยังคงใช้พื้นฐาน Moke ดั่งเดิม ดีไซน์เดิม เพียงแต่ Michael Young เติมสีสันที่สดใสเพิ่มมากขึ้น เป็นรถหลังคาเปิด หรือจะเรียกว่าเป็นรถทรงเปลือยก็ว่าได้ มีผ้าใบไว้คลุมกันแดดติดกับโรลล์บาร์ ซึ่งน่าจะถอดออกรับลมรับแดดมากกว่า เก้าอี้ 4 ที่นั่งเฉพาะตัวของใครของมัน มีตำแหน่งเก้าอี้คนขับเลื่อนเข้าออกได้เพื่อปรับตำแหน่งให้ผู้ขับ เท่านั้นแล้วก็สตาร์ทเครื่องออกไปขับเล่นได้เลย เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ทำให้ได้ความรู้สึกของการขับรถกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ต้องปรับความคุ้นเคยที่ติดอยู่กับเกียร์อัตโนมัติมานาน จนแทบจะลืมเหยียบคลัตช์ แต่ในที่สุด Moke ก็ทำให้รู้สึกจริงๆ ว่าการขับรถนั้นสนุกได้เท่าที่อยากจะสนุก ถึงแม้เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็ก 1 ลิตร 4 สูบ DOHC มีกำลัง 50 แรงม้ามาตรฐานยูโร 4 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ของ Chery ขับเคลื่อนล้อหน้า ทำความเร็วได้ถึง 110 กม./ชม. แต่นั่นก็เกินพอสำหรับภารกิจขับสนุกกินลมชมวิวแน่นอน ที่สำคัญ Moke ขับง่ายทุกอย่างเป็นแมนวลหมด เหมือนกับขี่จักรยานที่เราได้รับรู้ถึงการควบคุม การตอบสนองโดยตรง ความที่เป็นรถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำทำให้ การทรงตัวดี และสะท้อนสภาพถนนกลับมาถึงตัวได้โดยตรง ทำความรู้จักกันสักพักก็จะมั่นใจได้ทุกโค้งยิ่งออกลุยทรายชายหาดยิ่งจะสนุกไปกันใหญ่

ความเป็นรถขับสนุกนี่เอง เป็นจุดขายของ Moke เมื่อกลับมาสู่ตลาดรถยนต์อีกครั้งหนึ่ง เพราะเขามีเป้าหมายพื้นที่การขายเฉพาะประเทศที่มีชายหาดสวยๆ เท่านั้น ใครอยากมีไว้ในรีสอร์ทของตัวเองสักคันก็เชิญ

 

Mazda2 SkyActiv D

0
Mazda2 SkyActiv D

ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับซูม-ซูมคันนี้ได้เรื่องได้ราวทีเดียวในการขับขี่ แต่ยังมีกระแสที่ถกเถียงกันบ้างเล็กน้อย ในเรื่องของราคาและอุปกรณ์บางอย่าง แต่สมรรถนะการขับขี่ทุกคนยอมรับใน Mazda2 SkyActiv D คันนี้ จริงหรือไม่เรามีบทพิสูจน์แบบเต็มๆ
อีกครั้ง

การทดสอบครั้งนี้มีให้ลองกันถึง 2 แบบทั้งแบบซีดาน และรุ่น 5 ประตู ซึ่งครั้งนี้เราเน้นไปที่รุ่น 4 ประตูเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาได้นำเสนอรุ่น 5 ประตูไปแล้ว มาดูกันสิว่ารถยอดนิยมแบบ 4 ประตู จาก Mazda2 จะโดนใจลูกค้าคนไทยมากน้อยแค่ไหน ตั้งแต่หน้าตาไปจนถึงสมรรถนะการขับขี่ และความสะดวกสบายในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ

ภาพลักษณ์ของรุ่น 4 ประตู ดูปราดเปรียว โฉบเฉี่ยวกว่ารุ่นเดิมมาก ตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงบั้นท้าย ต้องยอมรับว่า Kodo ดีไซน์ครั้งนี้โดนใจ โดยเฉพาะเส้นสายจากท่วงท่าของเสือชีตาร์ ให้ความรู้สึกที่สมบูรณ์แบบและประทับใจ ลงตัวกับความเป็น Mazda2 SkyActiv D คันนี้ แม้ว่าหลายส่วนในตัวรถจะย่อส่วนจาก Mazda3 ก็ตาม แต่เมื่อทุกอย่างมาเป็น Mazda2 ต้องบอกว่าทำใจไม่ได้ที่อยากจะเป็นเจ้าของ แม้ว่าจะมีเรื่องของราคาขายเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจ เนื่องจากเป็น Eco Car นั่นเอง

อย่างไรก็ตามเมื่อใจชอบ อะไรก็ไม่ใช่ปัญหาในการตัดสินใจ เพราะเชื่อว่ารถคันนี้ยังมีอะไรดีหลายอย่าง ด้วยเทคโนโลยี SkyActiv และเครื่องยนต์ดีเซลรายแรกของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในรถเล็กนอกเหนือจาก MINI ที่ราคาขายโดดไปถึงหลัก 3 ล้านบาท ขุมพลังดีเซลขนาด 105 แรงม้า จะสร้างสรรค์สิ่งสวยงามได้เหมือน Kodo ดีไซน์หรือไม่ เป็นสิ่งที่หลายคนอยากทราบ

ขุมพลังดีเซลขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้ากับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เริ่มต้นได้ดีแม้เสียงเครื่องยนต์จะดังพอสมควร แต่เมื่ออยู่ในห้องโดยสารทุกอย่างเงียบ เป็นการเก็บเสียงที่น่าประทับใจ ภายในยังมีการตกแต่งที่น่าสนใจ แม้ว่ารุ่นต่ำอาจสะดุดใจบ้าง เนื่องจากจอภาพขนาดเล็ก 2 นิ้วที่วางบนคอนโซลหน้ารกสายตาไปนิดเมื่อเทียบกับจอภาพขนาดใหญ่ในรุ่นท็อป นอกจากนี้การตกแต่งด้วยแถบสีแดงในรุ่นซีดาน เป็นอะไรที่ขัดกับความรู้สึกนิดๆ แต่ก็แปลกตาแปลกใจดีเหมือนกัน เพราะสีแดงแบบนี้น่าจะอยู่ในรุ่น 5 ประตูที่คำว่า Sport พ่วงท้าย

เดินหน้ากันต่อกับขุมพลัง SkyActiv D ออกตัวได้ดี มีความจี๊ดจาดกระชากใจพอสมควร เป็นแถวหน้าได้ตลอดเวลาที่ออกตัว ต่อเนื่องด้วยอัตราเร่งที่กระฉับกระเฉง ร้อนแรงตลอดเวลาที่กดคันเร่ง และต่อเนื่องอย่างเร้าใจโดยไม่มีการลดทอน เป็นความร้อนแรงที่เสมอต้นเสมอปลาย เรียกเป็นมาทุกจังหวะของการเร่งแซง ทำให้ง่ายที่จะแซงรถคันหน้าในรอบสูงได้ และเป็นพละกำลังที่อัดแน่นอย่างแท้จริง
จึงช่วยให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและสบายใจในการขับขี่

กำลังของเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตรให้อะไรดีๆ ได้มากกว่าเครื่องยนต์เบนซิน โดยเฉพาะอัตราเร่งแซงที่ต้องบอกว่า ทำได้เหมือนกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรทีเดียว เป็นการทำงานที่ไว้ใจได้ตั้งแต่ต้น, กลาง และปลาย สามารถส่งกำลังได้อย่างลงตัว ซึ่งลงตัวกับเกียร์ 6 สปีดที่ให้จังหวะอย่างแม่นยำ ทำให้ ทุกๆ ช่วงของเพลง SkyActiv D เป็นไปอย่างไพเราะและมีประสิทธิภาพ รื่นเริงใจตลอดการขับขี่ทุกช่วงเวลา

อย่างไรก็ตามช่วงล่างที่จัดมาอย่างหนักแน่น และอาจจะกระด้างไปด้วยซ้ำ หากใครที่ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้ เนื่องจากช่วงล่างแข็งและ หนึบในการเกาะถนน เพียงแต่การดูดซับแรกสะเทือนยังทำได้ไม่ดีเท่าไร ทำให้รู้สึกได้ถึงความกระด้างที่เกิดขึ้น เมื่อต้องขับผ่านถนน
ลูกระนาดหรือความเร็วต่ำในเมือง ส่งผลต่อการโดยสารด้านหลังอย่างเต็มๆ อย่างไรก็ตามนี่เป็นช่วงล่างที่โดนใจ สำหรับคนที่ชอบความมันส์อย่างแท้จริง

ขับดีขับสนุกไม่อยากลุกจากที่นั่ง ให้อารมณ์ความสปอร์ตๆ ได้อย่างถึงใจ เป็นรถเล็กที่มีกำลังเต็มประสิทธิภาพ มีอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยม แบบนี้รับได้ไหมกับราคาขายที่สูงกว่าคำว่า 
Eco Car