Home Blog Page 567

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ 4 รุ่น ชูดาวเด่น M 760Li ลักซูรี่คาร์ เครื่องยนต์ 12 สูบ ขนาด 6.6 ลิตร 610 แรงม้า ลุยงานมอเตอร์โชว์

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวทัพรถยนต์รุ่นใหม่ นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ที่มาพร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo และมอเตอร์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence พร้อมด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance และบีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury รุ่นปรับโฉมใหม่เตรียมให้ได้สัมผัสในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38

มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ใหม่นี้ ถือเป็นอีกขั้นของนวัตกรรมด้านยนตรกรรมจากบีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับสมรรถนะและความปราดเปรียวในการขับขี่ ด้วยการนำเทคโนโลยีจากบีเอ็มดับเบิลยู ตระกูล i มาสู่รุ่นแฟลกชิปของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูนี้ ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสาน BMW eDrive เข้ากับขุมพลัง BMW TwinPower Turbo หรือโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาแบบ Carbon Core เพื่อคงความเป็นรถซีดานที่หรูหราและทรงประสิทธิภาพที่สุด นับเป็นมาตรฐานใหม่ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในเซ็กเมนต์นี้”

มร. สเตฟาน กล่าวเพิ่มเติม “นอกจากนี้ เรายังนำสุดยอดแห่งนวัตกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 12 สูบอันทรงพลังด้วยเทคโนโลยี M TwinPower Turbo ในห้องเครื่อง ที่พร้อมจะทะยานไปด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.7 วินาทีเท่านั้น และเพื่อเป็นการมอบประสบการณ์ในการขับขี่คล่องแคล่วสไตล์สปอร์ต พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำยุค เรายังได้แนะนำบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance รุ่นพิเศษพร้อมชุดแต่ง M ในราคาที่คุ้มค่า พร้อมด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ 320d GT Luxury โฉมใหม่ ที่ได้รับการออกแบบโฉบเฉี่ยว โดดเด่นยิ่งขึ้น ครบเครื่องด้วยประโยชน์ใช้สอยและความหรูหรา”

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ราคาจำหน่าย 12,499,000 บาท 

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ได้กลายเป็นรุ่นแฟลกชิปอีกหนึ่งรุ่นของตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ด้วยความประณีตหรูหราเหนือระดับ พร้อมขุมพลังในทุกช่วงเวลาการขับขี่จากเครื่องยนต์ 12 สูบ ผสานพลังเทคโนโลยี M Performance TwinPower Turbo จึงยกระดับสถานะของบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence เปิดตัวขุมพลังใหม่ล่าสุด M Performance TwinPower Turbo พร้อมเครื่องยนต์ 12 สูบ เครื่องยนต์ V12 ภายใต้ตราประทับ “M Performance” มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 6.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 448 กิโลวัตต์/610 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตรที่ 1,550 ถึง 5,000 รอบต่อนาที (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 8.2 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อย CO2 รวมที่ 291 กรัมต่อกิโลเมตร) ด้วยเทคโนโลยี M Performance TwinPower Turbo อันเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence สามารถให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายในเวลาเพียง 3.7 วินาที จำกัดความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ่ายโอนพลังงานผ่านระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic Sport ซึ่งถูกปรับแต่งตามคุณลักษณะของเครื่องยนต์ V12 โดยเฉพาะ

ระบบกันสะเทือนนวัตกรรม Executive Drive Pro คือบัตรผ่านของความปราดเปรียวอันเฉียบคมและความสะดวก สบายในการขับขี่ที่เหนือกว่า ระบบการรักษาเสถียรภาพรถแบบ Active roll ช่วยลดการสะเทือนของตัวรถให้ น้อยที่สุด ผสมผสานกับสมรรถนะจากยางรถยนต์ด้วยล้ออัลลอยพิเศษน้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว เพื่อสร้าง ความคล่องแคล่วในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในคลาสรถยนต์เดียวกันให้กับบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการขับขี่แม้แต่น้อย

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ BMW xDrive ที่ถูกออกแบบเพื่อเน้นการขับขี่ที่ล้อหลัง ช่วยกระจายแรงขับเคลื่อนสู่ล้อทั้งสี่ขณะเข้าโค้งได้อย่างสมดุล ความคล่องแคล่วในการขับขี่และระบบความปลอดภัยยังเป็นคุณสมบัติเพิ่มเติมจากระบบเลี้ยวทั้งสี่ล้อ ช่วยเสริมการเข้าโค้งของเพลาล้อรถด้านหน้าได้อย่างแม่นยำ ด้วยการปรับมุมการเข้าโค้งของล้อหลังได้ตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ ชุดเบรก M Sport ใหม่ ที่มากับคาลิปเปอร์สีน้ำเงินเมทัลลิคติดตราอักษร M ภายใต้ล้ออัลลอย W-Spoke ขนาด 20 นิ้ว เป็นการตีประทับให้กับคลังอาวุธอันปราดเปรียว ซึ่งพร้อมที่จะผ่อนกำลังหรือหยุดรถในทุกเวลาได้อย่างเหนือชั้น

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence มาพร้อมแถบโครเมียมพาดยาวตลอดช่วงหน้ากว้างของช่องดักอากาศ ในขณะที่กระจังหน้าไตสีเงินก็มาพร้อมกับแถบโครเมียมด้านหน้า และล้อมกรอบด้วยโครเมียมสว่าง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายละเอียดตามจุดต่างๆ ของตัวรถที่ตกแต่งด้วยโครเมียมสว่างเช่นกัน พร้อมติดตรา “V12” ที่ขอบฝากระโปรงท้ายอีกด้วย

ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยไม้บริเวณพวงมาลัย และตัวอักษร V12 ที่จะปรากฎขึ้นบนหน้าปัดรถเมื่อผู้ขับขี่สตาร์ทเครื่องยนต์ ขอบประตูรถตกแต่งด้วยโลโก้ V12 เรืองแสง สร้างความตื่นตาตื่นใจพร้อมความรื่นรมย์ในการขับขี่ที่จะเกิดขึ้น โดยโลโก้ V12 ยังอวดโฉมอยู่บนคอนโซลและหน้าจอ Touch Command Panel บริเวณที่วางแขนของห้องผู้โดยสารด้านหลัง

เบาะด้านหน้าอันสะดวกสบายสามารถปรับเอนได้ด้วยระบบไฟฟ้าและฟังก์ชันจดจำตำแหน่งของผู้นั่ง เมื่อจับคู่เข้ากับพรมหนานุ่มพิเศษของห้องผู้โดยสารด้านหลัง จึงช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความหรูหราอันเหนือชั้น ขณะที่ตัวเบาะ บริเวณข้างที่นั่ง พนักพิงศีรษะ ประตูด้านในรถ และที่วางแขนตรงกลางและด้านข้าง หุ้มด้วย หนังแกะคุณภาพเยี่ยม เติมเต็มบรรยากาศแห่งความหรูหราได้อย่างมีรสนิยม

เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่รุ่นอื่นๆ จอมอนิเตอร์ระบบ iDrive แสดงผลบนหน้าจอและควบคุมด้วยการสัมผัส รวมถึงระบบการสั่งงานด้วย การเคลื่อนไหวในระบบ iDrive เป็นครั้งแรกของตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 รวมไปถึงตัวยึดโทรศัพท์มือถือบริเวณคอนโซลซึ่งสามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือได้แบบไร้สาย ผ่านการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าได้เป็นครั้งแรกในรถยนต์

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด เปิดราคาจำหน่าย 6,699,000 บาท 

โดดเด่นด้วยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี BMW eDrive ในบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล i นำมาสู่บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมโครงสร้าง Carbon Core และแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง ผสานด้วยเทคโนโลยีเฉพาะ BMW TwinPower Turbo ขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า ให้สุนทรียะแห่งการขับขี่เหนือระดับ และความหรูหราสะดวกสบายในการขับขี่ระยะไกล นอกจากนี้ ยังสามารถนำเทคโนโลยี Efficient Dynamics มารวมเข้ากับ ยนตรกรรมได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดารถยนต์ภายใต้แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูด้วยกัน


บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ให้กำลังสูงสุดที่ 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower นับเป็นขุมพลัง 4 สูบที่ทรงพลังที่สุด ระบบการขับขี่ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 83 กิโลวัตต์/113 แรงม้า พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาที โดยเมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 240 กิโลวัตต์/326 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร

ยิ่งไปกว่านั้น มอเตอร์ไฟฟ้ายังรับหน้าที่ส่งพลังด้วยการสำรองพลังงานขณะแตะเบรก หรือด้วยการเพิ่มค่าภาระเครื่องยนต์ตามระบบไฮบริดที่เลือกใช้ จากนั้นจึงดึงพลังเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูง และเมื่อขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าจะสามารถสร้างระยะทางสูงสุดได้ถึง 41 กิโลเมตร (ระยะทางสูงสุดอาจแตกต่างไปตามประเภทยางรถยนต์) มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำมารวมเข้ากับระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic อย่างสมบูรณ์ เพื่อตอกย้ำประสิทธิภาพขั้นสูงสุดของการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าที่สร้างความปราดเปรียวขณะขับขี่ และการนำพลังงานส่วนเกินกลับมาใช้จากระบบเบรก

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence เดินตามรอยบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e ในฐานะรถยนต์ รุ่นที่สองที่จ่ายพลังงานด้วยการขับเคลื่อนสี่ล้อ ทั้งในการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ หรือเมื่อขับขี่ทั้งสองระบบในเวลาเดียวกัน ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะยังช่วยให้ยึดเกาะถนนได้อย่างดียิ่ง และให้เสถียรภาพอันเหนือชั้น รวมไปถึงความปราดเปรียวที่พร้อมรับมือทุกสภาวะอากาศและทุกสภาพถนนด้วยการจ่ายพลังงานระหว่างล้อหน้าและล้อหลังที่สมบูรณ์แบบ สามารถเร่งเครื่องได้อย่างทรงพลัง ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 5.3 วินาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 45.5 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อย CO2 ที่ 49 กรัมต่อกิโลเมตร ในขณะที่อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของบีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence อยู่ที่ระหว่าง 13.9 ถึง 13.2 กิโลวัตต์ ต่อ 100 กิโลเมตร (ตัวเลขคำนวนจาก EU test cycle สำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อาจแตกต่างไปตามประเภทยางรถยนต์)

ผู้ขับขี่สามารถกดปุ่ม eDrive บริเวณกลางคอนโซลเพื่อเปลี่ยนไปสู่การขับขี่ปลั๊กอินไฮบริดได้อย่างง่ายดาย และในการใช้งาน AUTO eDRIVE hybrid ซึ่งเป็นระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานด้วยกันได้อย่างสูงสุดเต็มกำลัง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นเลิศที่สุด

นอกจากนี้ยังสามารถปรับไปใช้โหมดไฟฟ้าล้วน MAX eDRIVE ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว โดยโหมดนี้จะเปลี่ยนไป ใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถดึงขุมพลังจากเครื่องยนต์มาใช้ได้ตลอดเวลาหากเหยียบคันเร่งจนสุด ด้วยโหมด MAX eDRIVE สามารถให้ความเร็วสูงสุดจากพลังงานไฟฟ้าที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ยังมาพร้อมกับสวิทช์ปรับโหมดขับขี่ที่ออกแบบใหม่ล่าสุด ซึ่งติดตั้งอยู่บนคอนโซล ผู้ขับขี่สามารถเปิดสวิทช์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่อันปราดเปรียวและสะดวกสบาย ยิ่งไปกว่านั้น สวิทช์ปรับโหมดขับขี่ยังเสนออีกหนึ่งทางเลือกด้วย ADAPTIVE mode ซึ่งสามารถตอบสนองต่อสไตล์การขับขี่และข้อมูลเส้นทางของผู้ขับขี่อย่างเห็นได้ชัด

ประสิทธิภาพชั้นเลิศที่มาพร้อมกับสุนทรียะในการขับขี่ ความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางระยะไกล และความหรูหราเฉพาะตัว
มาตรฐานอันเหนือชั้น ยังรวมไปถึงไฟหน้า Adaptive LED กุญแจ BMW Display Key ระบบนำทางแบบ Professional และระบบปฏิบัติการ iDrive ที่รวมถึงฟังก์ชันทัชสกรีนบนหน้าจอ และ BMW Gesture Control การสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ

บริเวณห้องโดยสารด้านหน้าและด้านหลังมาพร้อมกับเบาะนั่งที่สะดวกสบาย ด้วยระบบระบายอากาศในเบาะและฟังก์ชันนวดเพื่อสุขภาพ และฟังก์ชั่นในการปรับเบาะให้อุ่นได้ พร้อมเติมเต็มที่สุดแห่งความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารด้านหลังด้วยเบาะที่นั่ง Executive Lounge Seating และหลังคากระจกแบบ Sky Lounge Panorama

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance ราคา 2,499,000 บาท

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance รุ่นประกอบในประเทศ โดดเด่นและเฉียบคมยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M กับ front splitter สีดำด้าน กันชนหน้าและหลังติดสติ๊กเกอร์ Giugiaro สร้างความเร้าใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ต ยังมาพร้อมกับกระจังหน้าไตสีดำเงาและฝาครอบรอบกระจกข้างแบบคาร์บอน ช่องระบายอากาศด้านหลังและสปอยเลอร์หลังมาในสีดำด้าน พร้อมกรอบประตูสีดำด้านที่ติดตราประทับ ‘M Performance’ ขณะที่ฉายแสงแอลอีดีด้วยโลโก้บีเอ็มดับเบิลยูบริเวณประตู

สร้างประสบการณ์อันเหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่ก่อนเข้าสู่ตัวรถด้วยชุดกันชนหน้าที่มีช่องระบายอากาศดีไซน์ใหม่ เน้นย้ำถึงความกว้างของตัวรถ เช่นเดียวกับชุดกันชนหลังและไฟท้ายแอลอีดีที่ช่วยเสริมมาดความสปอร์ตของตัวรถ พร้อมไฟหน้าและไฟตัดหมอกแอลอีดีเพื่อทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นกุญแจอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูมาในระบบ comfort access system ที่สามารถสั่งการอย่างง่ายดายได้ด้วยสัญญาณทางไกล พร้อมเซ็นเซอร์น้ำฝนที่สร้างทัศนวิสัยอันปลอดโปร่งในทุกเวลา

นอกจากนี้ยังมีระบบ cruise control ช่วยให้ผู้ขับขี่กำหนดความเร็วสูงสุดและสร้างความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล ขณะที่กระจกมองหลังด้านในและกระจกข้างฝั่งคนขับยังช่วยป้องกันดวงตาของผู้ขับขี่ไม่ให้พร่ามัวด้วยฟังก์ชันป้องกันแสงจากไฟรถ

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance มาพร้อมกับขุมพลังระดับ 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที ที่ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 27 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมอัตราการปล่อย CO2 เพียง 99 กรัมต่อกิโลเมตร ระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic ใหม่ มีส่วนช่วยลดอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ด้วยประสิทธิภาพอัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น และตัวแปลงแรงบิดที่สูญเสียกำลังน้อยลงในขณะเปลี่ยนเกียร์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ลงได้ราว 3 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 สปีด และก้านเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury โฉมใหม่ ราคาจำหน่าย  2,999,000 บาท 

บีเอ็มดับเบิลยูต่อยอดความสำเร็จของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 เพิ่มนวัตกรรมล่าสุดให้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury โฉมใหม่ ผสมผสานยนตรกรรมหรูหราแบบซีดานเข้ากับความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตอย่างแท้จริง และยังคงประสิทธิภาพเอนกประสงค์ของรถยนต์ในแนวทัวริ่งไว้อย่างครบถ้วน

มาพร้อมการออกแบบทั้งภายนอกและภายในที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยไฟหน้าแอลอีดีและเทคโนโลยี BMW Selective Beam เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยยามค่ำคืนบนถนนอันคดเคี้ยว รวมไปถึงระบบปรับการทำงานไฟสูง ไฟตัดหมอกแอลอีดี และไฟท้ายแอลอีดี ภายในตัวรถประกอบด้วยคอนโซลสีดำเงาและระบบ iDrive ใหม่ล่าสุดที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถได้โดยไม่เสียสมาธิจากการขับขี่บนถนน

สัมผัสยนตรกรรมรุ่นล่าสุดจากค่ายใบพัดฟ้า-ขาว ได้ที่งาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 38 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี 28 มีนาคม – 9 เมษายนนี้ 

เชฟโรเลต โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม ตกแต่งใหม่เพื่อรูปลักษณ์สะดุดตา พร้อมชุดแต่งรอบคัน

0

“เชฟโรเลต” เผยโฉม “โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม” ย้ำความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ และแต่งเท่รอบคัน สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถกระบะที่มีดีมากกว่าความแกร่ง เตรียมเปิดตัวสู่สาธารณชนที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38

มร. เวล ฟาร์กาลี กรรมการผู้จัดการ จีเอ็ม ประเทศไทย และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย กล่าว “โคโลราโดได้เสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนให้เราเดินหน้าลงทุนในตลาดรถกระบะต่อไป ด้วยสไตล์ที่โดดเด่น ศักยภาพที่ยอดเยี่ยม และการใช้งานที่สมบุกสมบัน เชฟโรเลต โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และเป็นรถกระบะที่ลูกค้าจะรู้สึกภาคภูมิใจในการครอบครองและขับขี่”

โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม มากับรูปลักษณ์ที่สะดุดตา และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมทำให้รถกระบะรุ่นนี้มีความสมบูรณ์แบบ สำหรับการเดินทางในแต่ละวันหรือการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน ชุดตกแต่ง “สตอร์ม” ได้ถูกพัฒนาบนพื้นฐานของกระบะรุ่นโคโลราโด ไฮคันทรี โดดเด่นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสีดำทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสปอร์ตบาร์ให้ความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเหนือใคร ล้ออัลลอยสีดำดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว มือจับเปิดประตู มือจับเปิดฝาท้าย เส้นขอบหน้าต่าง และกันชนท้ายพร้อมเซ็นเซอร์ถอยหลัง

อุปกรณ์ตกแต่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันช่วยยกระดับภาพลักษณ์ความดุดันบึกบึนด้วยสีดำทั้งหมด ได้แก่ สติกเกอร์บนฝากระโปรงหน้าพร้อมโลโก้ High Country สติกเกอร์ STORM ตกแต่งด้านข้างตัวรถลายสปอร์ต และกระจกมองข้างสีดำ

โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม ยังยกระดับ “สีน้ำเงิน” ให้มีความสง่างามขึ้นอีกขั้นด้วยสีตัวถังใหม่ “Blue Me Away” สีน้ำเงินเมทัลลิกที่กำลังได้รับความนิยมและชุดตกแต่งสตอร์ม ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวบนรถกระบะโคโลราโด นอกจากนี้ โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มยังมีสีแดง Pull Me Over Red สีดำ Black Meet Kettle Metallic สีขาว Summit White สีเทาเมทัลลิก Satin Steel Grey Metallic และสีน้ำตาลเมทัลลิก Auburn Brown Metallic

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ด้วยระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) ช่วยให้เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตรรุ่นนี้มีพละกำลัง 180 แรงม้า (132 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 รุ่นนี้ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีทั้งระบบขับเคลื่อนสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อ

ด้านความปลอดภัยยังคงมีความสำคัญสูงสุดซึ่งสะท้อนปรัชญานี้ด้วยระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟและแพสซีฟ ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล Traction Control System (TCS), ระบบช่วยเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ Anti-Rolling Protection (ARP), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) และระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง และระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนแรงดันลมยาง

โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและกล้องมองหลังช่วยให้การขับขี่ในที่คับแคบมีความสะดวกง่ายดายมากขึ้น มีเซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ทครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน รถกระบะรุ่นล่าสุดนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างระบบเชฟโรเลต มายลิงค์ อินโฟเทนเมนท์ การเชื่อมต่อแอปเปิล คาร์เพลย์ และสิริอายส์ฟรี ขณะที่ฟังก์ชั่นอื่นๆ ยังรวมถึงกระจกหน้าต่างคู่หน้าที่เลื่อนลงเล็กน้อยเพื่อช่วยในการปิดประตู

“เชฟโรเลต” จะเปิดตัว โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม สู่สาธารณชนและประกาศราคาจำหน่ายที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2560 นี้

TAMO RACEMO สปอร์ตคูเป้รุ่นแรกของ ทาทา มอเตอร์ส

0

“TAMO RACEMO” ปรากฏสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกในงาน เจนีวา อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 87 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรถสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู รุ่นแรกของอินเดียที่ผสมผสานระบบดิจิตอล พร้อมมอบประสบการณ์การเชื่อมโยงระบบดิจิตอลกับรถยนต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

จากองค์ประกอบสำคัญด้านกลยุทธ์ในการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นใหม่ๆ ทำให้ ทาทา มอเตอร์ส ออกมาแนะนำแบรนด์ “ทาโม่” ซึ่งจะเป็นแบรนด์ที่บ่มเพาะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เทคโนโลยีอันล้ำหน้า การสร้างต้นแบบทางธุรกิจ และพันธมิตรเพื่อที่จะคิดค้นยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยการปฏิบัติงานที่คล่องตัว การลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว

การปรากฏตัวของแบรนด์ TAMO ครั้งแรกของโลกในครั้งนี้ เปิดฉากด้วยการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์อย่าง “RACEMO” รถสปอร์ตคูเป้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมยานยนต์รุ่นแรกที่จะออกมาท้าทายการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่กำลังจะมาถึงในอนาคต

TAMO RACEMO ได้รับการออกแบบเส้นสายบนตัวถังโดยการผสมผสานดีไซน์อันเร้าใจของรถอิตาลีกับแนวคิดในสไตล์อินเดียได้เข้ากันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นรถยนต์อินเดียรุ่นแรกของโลกที่พัฒนามาเป็น “Phygital Car” คือการผสมผสานระหว่างโลกรถยนต์กับโลกดิจิตอลเข้าไว้ด้วยกัน โดยสื่อถึงความกล้าลองเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ ความหลงใหลในการผจญภัย และการมีชีวิตอยู่กับโลกดิจิตอล ทำให้ ทาโม เรซโม่ เป็นรถยนต์รุ่นแรกของอินเดียสำหรับผู้ที่หลงใหลในเทคโนโลยี และเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่มีระบบเชื่อมต่อการสื่อสารในรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาจากบริษัทพันธมิตรอย่างไมโครซอฟท์

TAMO RACEMO มีเทคโนโลยีการสื่อสารอันน่าตื่นตาตื่นใจอย่าง ระบบคลาวด์ (Cloud) สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลของรถ เทคโนโลยีด้านภูมิศาสตร์และแผนที่ และเพิ่มโปรแกรมการเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่กับอุปกรณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น ทำให้เป็นรถยนต์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร

นายกุนเทอร์ บุทเช็ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส กล่าวว่า “เราเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง ทาโม่ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ รูปแบบใหม่ทางธุรกิจ และพันธมิตรใหม่ของเรา เรซโม่เป็นนวัตกรรมแรกจาก ทาโม่ และทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับการก้าวกระโดดไปสู่อนาคตในรูปแบบที่คาดไม่ถึง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นใน ทาทา มอเตอร์ส ซึ่งรถเรซโม่จะเป็นเหมือนสนามทดสอบ สำหรับรถรุ่นต่างๆ ภายใต้แบรนด์ทาโม่ที่จะขับเคลื่อนอนาคตของโลกการสื่อสารยุคใหม่ในอินเดียเลยทีเดียว โดยสไตล์และการออกแบบของเรซโม่จะมอบเทคโนโลยีและประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับขี่ และเรซโม่จะเพิ่มเติมบุคลิกใหม่ให้กับลูกค้าของเรา และการมีเรซโม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกดิจิตอลของลูกค้า ก็จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และกระตุ้นให้ผู้คนมีความสนใจในแบรนด์บริษัทแม่อย่าง ทาทา มอเตอร์ส มากขึ้นอีกด้วย”

TAMO RACEMO ได้รับการออกแบบมาจาก ศูนย์การออกแบบ ทาทา มอเตอร์ส ในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี เป็นรถที่มีความลงตัวระหว่างสมรรถนะสูง กับความเหมาะสมในการใช้งานจริง ด้วยกำลังระดับ 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร จากเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ รีโวทรอน (Revotron) ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,198 ซีซี. ใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์กึ่งอัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแพดเดิลชิฟท์บนพวงมาลัย สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาที่ต่ำกว่า 6 วินาที

ระบบช่วงล่างเป็นแบบอิสระปีกนกสองชั้นทั้ง 4 ล้อ ใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วที่ด้านหน้า และขนาด 18 นิ้วที่ด้านหลัง พร้อมใช้ยางหน้ากว้างแบบเรซซิ่ง ขนาด 205/50 R17 ที่ล้อหน้า และ 235/45 R18 ที่ล้อหลัง ส่วนระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบ ABS และ EBD พวงมาลัยเป็นระบบไฟฟ้า และใช้ไฟหน้าเป็นแบบ Bi-LED

TAMO RACEMO ยังสามารถเชื่อมต่อฟีเจอร์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย รวมทั้งสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าควรต้องนำรถเข้ารับการตรวจเช็คเมื่อไร สามารถตรวจเช็คข้อมูลต่างๆ ของตัวรถ เช่น อัตราสิ้นเปลือง เส้นทาง ระยะทางที่วิ่ง วิเคราะห์ข้อมูลของรถ ฯลฯ ผ่านทางคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ด้วยการใช้เทคโนโลยี Cloud-Based ของไมโครซอฟท์ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) ที่สามารถสั่งการอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ จากตัวรถ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ได้รับการออกแบบติดตั้งโดยไมโครซอฟท์ อัซซูเร่ ( Microsoft Azure) และเทคโนโลยีล้ำสมัยเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ TAMO RACEMO 

Honda MSX125SF โฉมใหม่ จัดเต็มเทคโนโลยีเบรก ABS ครั้งแรกของมินิสปอร์ตไบค์เมืองไทย

0

บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เอาใจนักบิดผู้ชื่นชอบการขับขี่มินิสปอร์ตไบค์ เผยโฉม New Honda MSX125SF โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “Endorphins Clutcher ฟินไม่มีสะดุด สนุกทุกการคอนโทรล” มินิไบค์สายพันธุ์สปอร์ตที่มาพร้อมการออกแบบอันโฉบเฉี่ยวล้ำสมัย ชูสมรรถนะการควบคุมด้วยระบบคลัทช์มือที่ให้ความสนุก เร้าใจ ใช้งานในเมืองได้อย่างสะดวกคล่องแคล่ว พร้อมอัดแน่นเทคโนโลยีตวามปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS โดดเด่นลงตัวกับการจับคู่สีสันใหม่ เริ่มทยอยวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ

นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ตลาดรถจักรยานยนต์ประเภทสปอร์ตไบค์ในเมืองไทยกำลังขยายสัดส่วนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของฮอนด้าที่มีความโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี นั่นคือ รุ่น Honda MSX125SF ซึ่งหลังจากเปิดตัวโฉมแรกตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา มินิไบค์สายพันธุ์สปอร์ตรุ่นนี้ก็ครองความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ในกลุ่มรถสปอร์ตขนาดไม่เกิน 150 ซีซีโดยทันที รวมถึงล่าสุดในปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายรวมสูงสุดถึง 125,000 คัน”

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติม “ในฐานะที่ฮอนด้าเป็นผู้นำตลาดจักรยานยนต์ในเมืองไทย 28 ปีซ้อน พร้อมให้คำยืนยันว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างดีที่สุดต่อไป และในปี 2017 นี้ ฮอนด้าจึงได้ยกระดับ New Honda MSX125SF ขึ้นมาใหม่ให้มีความสมบูรณ์และเหนือกว่าไปอีกขั้น ด้วยการเติมเต็มเทคโนโลยีระบบเบรก ABS นับเป็นครั้งแรกจากบิ๊กไบค์หรือรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่สู่มินิสปอร์ตเมืองไทย ซึ่งทำให้ New Honda MSX125SF 2017 นอกจากจะมีรูปลักษณ์การออกแบบที่โฉบเฉี่ยวล้ำสมัย ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจแล้ว ยังให้การควบคุมสั่งการทำงานหยุดรถได้อย่างมั่นใจ และมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วย”

Honda MSX125SF 2017ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Endorphins Clutcher ฟินไม่มีสะดุด สนุกทุกการคอนโทรล” โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์มินิไบค์สายพันธุ์สปอร์ต มาพร้อมการจับคู่สีสันลวดลายใหม่, ฝาครอบเครื่องยนต์สีทอง, ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟสูงแยกดวง, แผงหน้าปัดแบบฟูลดิจิตอล แสดงทุกสถานะการทำงานของตัวรถ, ฝาถังน้ำมันแบบติดกับตัวถังให้ความสะดวกขณะเติมน้ำมันเชื้อเพลิง, กุญแจแบบพับได้เพื่อความสะดวกสบายในการพกพา, ระบบช่วงล่างสไตล์สปอร์ต โช้คหน้าแบบหัวกลับ-หลังโช็คเดี่ยว ลงตัวกับขอบล้อสีเดียวกันขนาด 12 นิ้ว

ด้านขุมพลังเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 125 ซีซี. ระบบหัวฉีด PGM-FI ผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ 6 และรองรับน้ำมัน E20 ตัดต่อการส่งกำลังด้วยระบบคลัทช์มือ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สนุก เร้าใจ และมีความคล่องตัว ขณะที่ความปลอดภัยเหนือกว่า ด้วยระบบเบรก ABS พร้อมดิสก์เบรกหน้า-หลัง

นอกจากการปรับโฉมครั้งใหม่ของ New Honda MSX125SF 2017 เอ.พี.ฮอนด้ายังได้นำเสนอเวอร์ชั่นพิเศษ The Ultimate Pink ที่มาพร้อมชุดแต่ง H2C ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คัน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้รักการแต่งรถอีกด้วย

เอ.พี.ฮอนด้า พร้อมเริ่มทยอยวางจำหน่าย New Honda MSX125SF 2017 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยรุ่น Standard มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ ดำ-ชมพู (สีใหม่) และดำ-น้ำเงิน (สีใหม่) ดำ-เหลือง แดง-ดำ ราคาแนะนำโดยประมาณเริ่มต้นที่ 70,500 บาท ส่วนรุ่น ABS มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ แดง-เทา และดำ-เทา ราคาแนะนำโดยประมาณเริ่มต้นที่ 78,000 บาท ขณะที่รุ่นตกแต่งพิเศษ The Ultimate Pink ผลิตจำนวนจำกัด 1,000 คัน ราคาแนะนำโดยประมาณที่ 83,600 บาท ทั้งนี้

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม New Honda MSX125SF ปี 2017 โฉมใหม่ ได้ที่ www.aphonda.co.th

ยางรถยนต์ดีสโตน “Premium Tourer RA01”

0

Confident Smooth Ride : ขับขี่นุ่มนวลอย่างมั่นใจ

“ พรีเมียมทัวร์เร่อ : อาร์เอ ศูนย์หนึ่ง” คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ที่เน้นความนุ่มนวล ขับขี่สบาย ลดเสียงรบกวน โดยยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการควบคุม เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม “ พรีเมียมทัวร์เร่อ”

มีตั้งแต่ขอบ 15 – 17 นิ้ว

WELD Limited Color by KC

0

WELD ถือเป็นอีกโมเดลที่ทาง KC ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างมากในตลาด ได้มีการทำสีพิเศษ(Limited) เอาใจผู้ใช้กลุ่มที่ชอบความแตกต่างแฝงความเท่ห์ไว้ในตัวด้วยลักษณะ ของล้อแม็กซ์สไตล์อเมริกัน ด้วยดีไซน์ 5 ก้านสีแดง “สวยทุกมิติ โดดเด่นทุกมุมมอง” ด้วยลักษณะของแม็กซ์ที่เป็นขอบลึกทั้งยังมีจุดเด่นที่งานกลึงขอบที่มีความเงา ที่เรียกได้ว่าเงาแบบสะดุดตา รวมถึงรายละเอียดดีเทลต่างๆไม่ว่าจะเป็นการ Milling ตัวหนังสือ สื่อได้ถึงความโดดเด่นไม่ซ้ำใครควบคู่กับความทันสมัย มาในขนาด 15×7.0”

https://www.facebook.com/kcapgroups/

Call Center – 062-8758696

Line – @kcgroup

และ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายล้อแม็ก KC ทั่วประเทศ

Testdrive: “HONDA CR-V i-DTEC DIESEL TURBO” ลองขับก่อนเปิดตัว ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

0

ถือเป็นการอุ่นเครื่องสำหรับรถเอสยูวีกระแสแรง Honda CR-V 2017 ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน www.autoworldthailand.com ได้เคยแจ้งรายละเอียดการเปิดตัวในไทย โดยมีฤกษ์งามยามดีตรงกับวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

หลังจากจดหมายเชิญฉบับนี้ได้ถูกร่อนออกไปยังสื่อมวลชนทุกสำนัก บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ก็สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหม่โดยการพาสื่อมวลชนเข้าร่วมทดลองขับ HONDA CR-V 2017 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO และ ความอเนกประสงค์ในรูปแบบของรถ 7 ที่นั่ง ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต มาดูกันครับว่ารถกระแสแรงคันล่าสุดจากค่าย ฮอนด้า จะมีความเด็ดดวงขนาดไหน

ก่อนอื่นต้องขออกตัวก่อนว่าทาง ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยังไม่ได้เผยข้อมูลทั้งหมดของ HONDA CRV แต่ในต่างประเทศนั้นเปิดตัวมาได้สักระยะหนึ่ง จากภาพรวมน่าจะไม่มีอะไรต่างกัน สำหรับ HONDA CR-V 2017 เป็นการพัฒนาในเจนเนอเรชั่นที่ 5 มุ่งเน้นให้เป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์ระดับพรีเมียมที่หรูหรา และเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีเหนือระดับ

HONDA CR-V 2017 มากับมิติตัวถังใหญ่สุดตั้งแต่รถรุ่นนี้ได้ผลิตออกมาจำหน่าย มีความยาว 4,587 มม. กว้าง 1,855 มม. และ สูง 1,689 มม. มีระยะฐานล้อ 2,660 ซึ่งหากเทียบกับ CR-V โมเดลที่ผ่านมาจะมีความยาวขึ้น 5 มม.กว้างขึ้น 35 มม. และสูงขึ้น 39 มม. ในขณะที่ฐานล้อได้รับการขยายให้กว้างกว่าเดิมถึง 40 มม. ไฟหน้าเป็นแบบฟูลแอลอีดี มีไฟเดย์ไทม์รวมไว้ในโคมเดียวกัน หน้ากระจังแต่งด้วยโครเมียม และมีไฟตัดหมอกแบบแอลอีดีฝังไว้มุมกันชน

ด้านท้ายรถดีไซน์งดงามและดูมีระดับ ด้วยการติดตั้งไฟท้ายแบบแอลอีดีแยกเป็น 2 ส่วน ระหว่างแนวตั้งเลาะตามเส้นสายของตัวรถ อีกส่วนติดตั้งไว้ที่ฝากระโปรงท้าย ซึ่งได้มีการติดตั้งระบบเปิด/ปิด ฝาท้ายแบบไฟฟ้าพร้อม Jam Protection เป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน HONDA CR-V 2017 ทุกรุ่น

ห้องโดยสารหรูแต่งด้วยลายไม้ เปลี่ยนจาก 5 ที่นั่งกลายเป็น 7 ที่นั่ง พร้อมดีไซน์ภายในใหม่หมดโดยมีจุดเด่นไปอยู่ที่เกียร์แบบไม่มีด้าม ใช้งานในรูปแบบปุ่มกดไฟฟ้า มาตรวัดเป็นดิจิตอลแสดงผลการทำงานระบบต่างๆรวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-DPS ซึ่งได้รับการพัฒนาล่าสุด พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นพร้อมติดตั้งสวิตช์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แพดเดิลชิฟท์

คอนโซลกลางมีจอมอนิเตอร์ระบบทัชสกรีนขนาด 7 นิ้วไว้คอยสั่งการระบบเครื่องเสียงและระบบนำทางผ่านดาวเทียม พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล โดยมีช่องลมแยกส่วนสำหรับทุกที่นั่ง สำหรับเบาะนั่งแถว 3 ใช้วิธีส่งความเย็นด้วยช่องแอร์บนเพดาน

ขุมพลังถือว่าเป็นไฮไลท์สำหรับ HONDA CR-V 2017 ด้วยการชูเทคโนโลยีระดับสูงจากเครื่องยนต์ i-DTEC ในรุปแบบดีเซล เทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที

จุดเด่นของขุมพลังรุ่นนี้อยู่ที่ระบบเทอร์โบชาร์แบบ 2 จังหวะ( 2 Stage Turbocharger) ซึ่งถือเป็นการทำงานแบบอัจฉริยะ จังหวะแรกทำงานด้วย High Pressure Turbo ดูดอากาศและลำเลียงส่งต่อไปยัง Low Pressure Turbo ซึ่งทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นเพื่อใช้ในการออกตัว และ High Pressure Turbo ได้รับการติดตั้ง VGT:Variable Geometry Turbocharger ช่วยให้มีอัตราเร่งที่ทันใจและลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิง โดยค่ายผู้ผลิตได้เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ 18.9 กม./ลิตร

เมื่อประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 9 จังหวะจึงได้ถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับขุมพลังรุ่นล่าสุดได้อย่างลงตัว โดยมีจุดเด่นในด้านของการเปลี่ยนเกียร์อย่านุ่มนวลและลดเสียงรบกวนขณะขับขี่

ด้านของการยึดเกาะ วิศวกรจากฮอนด้าได้พัฒนาช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ให้มีการยึดเกาะที่สูงขึ้น และในส่วนของด้านหลังใช้ชื่อระบบว่า E-Type Multilink ซึ่งเป็นช่วงล่างแบบอิสระเพื่อความนุ่มนวล

ข้อมูลคร่าวๆแบบยังไม่ลงลึกไปยังดีเทลต่างๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ HONDA CR-V i-DTEC DIESEL TURBO สำหรับรายละเอียดแบบจัดเต็มคงต้องรอวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงมายลโปรดักส์ใหม่จากค่ายฮอนด้า แท้จริงแล้วคือการทดลองขับขุมพลังดีเซล เทอร์โบ รุ่นล่าสุด ในสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

การทดลองขับในสนามแข่งพอจะสังเขปถึง 2 ประเด็นหลักในการพัฒนาด้าน “ขุมพลัง” และ ”สมรรถนะช่วงล่าง” เมื่อโอกาสมาถึงก็ขอลองให้รู้ว่าสิ่งที่วิศวกรฮอนด้าได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้กับรถโมเดลนี้จะถูกใจผู้ใช้รถชาวไทยมากน้อยเพียงใด

อันดับแรกผมขอโฟกัสไปยังระบบช่วงล่าง เพราะรถเอสยูวีที่มีความสูงมักประสบปัญหาในด้านการยึดเกาะถนน แต่การออกแบบสมรรถนะช่วงล่างของ HONDA CR-V ทำได้ค่อนข้างประทับใจ หากนำมาเทียบกับเจนเนอเรชั่นที่ 4 จะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากช่วงล่างที่ลบอาการย้วยของรถสูง เปลี่ยนให้มาเป็นการยึดเกาะและโยนตัวน้อยมากขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงในสไตล์เรซซิ่งไลน์ ความรู้สึกในการนั่งเบาะแถว 2 ไม่ถึงกับหัวคลอนไปตามการเลี้ยวของพวงมาลัย

เมื่อทดสอบไปสักระยะหนึ่งโดยใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. ชุดแดชบอร์ดมีภาพกราฟฟิกแสดงการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-DPS ซึ่งเปลี่ยนวิธีควบคุมการส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยระบบไฟฟ้า ทำงานรวดเร็วพร้อมกับเพิ่มแรงบิดไปที่ล้อหลัง ซึ่งนอกจากจะให้การควบคุมที่แม่นยำ ยังช่วยประมวลผลการขับขี่พร้อมปรับแรงบิดไปที่ล้อหน้าและล้อหลังให้เกิดสมดุล เมื่อช่วงล่างใหม่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีล่าสุด จึงทำให้ควบคุมไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขุมพลังของเครื่องยนต์ i-DTEC ซึ่งเป็นแบบดีเซล เทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที สามารถแบกรับภาระในเรื่องน้ำหนักตัวรถได้อย่างสบาย การทำงานของเทอร์โบเป็นไปในรูปแบบของความสัมพันธ์กัน แม้ว่าจะได้รับการติดตั้งเทอร์โบ 2 ลูก แต่ก็มีหน้าที่การทำงานคนละสัดส่วน เทอร์โบแรงดันสูงจะลำเลียงอากาศมายังเทอร์โบแรงดันต่ำทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นเพื่อให้อัตราเร่งที่ดี โดยตั้งระดับการอัดอากาศไว้ที่ 30 ปอนด์ต่อตารางเมตร และประโยชน์ที่ได้จากการติดตั้งระบบเทอร์โบชาร์จแบบ 2 จังหวะคือรช่วยให้ลดการสูญเสียกำลัง เมื่อความเร็วคงที่ เทอร์โบทั้ง 2 ลูกนี้ก็จะทำงานแบบผสมผสานกัน ส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ออกแบบให้มีอัตราทดที่ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ ให้อัตราเร่งที่ดีตั้งแต่การออกตัว รวมถึงการเปลี่ยนเกียร์ทำได้นุ่มนวล เมื่อต้องการเร่งแซง สมองกลจะคำนวณอัตราทดเพื่อเปลี่ยนเกียร์แบบก้าวกระโดดจากเกียร์ 9 มายังเกียร์ 5 และจากเกียร์ 7 มาเกียร์ 4 โดยไม่ต้องไล่เกียร์ตามที่เคยเป็นมาในอดีต

แต่เมื่อเข้าโหมดสปอร์ตรอบเครื่องยนต์และการปล่อยตำแหน่งเกียร์แตกต่างไปจากโหมดมาตรฐานเล็กน้อย ระบบแพดเดิลชิฟท์เป็นตัวช่วยให้รถคันนี้ขับสนุกมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับการขับขี่ในสนามแข่งที่ต้องใช้ความเร็วสูง ระบบนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ เนื่องจากเกียร์ที่เปลี่ยนได้นุ่มนวลจนลดบทบาทของ Engine Brake ไปอย่างมาก สมองกลจะทำการประมวลผลระหว่างรอบความเร็วและองศาของมุมล้อให้สมดุลขณะเข้าโค้ง ถ้าจะเอารถคันนี้มาใช้ขับในสนามแข่งคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง แต่สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวันความนุ่มนวลของระบบเกียร์ 9 จังหวะจะทำให้เพิ่มสุนทรีย์แห่งการขับขี่ได้แน่นอน

เมื่อใช้ความเร็วสูง น้ำหนักของพวงมาลัยจะปรับตามรอบและเพิ่มความหนืดในการหมุนพวงมาลัย ทำให้เพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถไปยังทิศทางที่ต้องการ แต่เมื่อความเร็วทะลุ 130 กม./ชม. อาจมีเสียงลมเร็ดลอดเข้าห้องโดยสารจากทางด้านท้ายรถ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถในสไตล์เอสยูวี แต่ก็ไม่ถึงกับดังจนเป็นที่รำคาญแต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุปสำหรับ HONDA CR-V i-DTEC DIESEL TURBO ในด้านของขุมพลังถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจและมีดีในด้านการประหยัดเชื้อเพลิง สมรรถนะโดยรวมของเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบ เมื่อนำมาติดตั้งในรถเอสยูวีก็ไม่ได้บกพร่องแต่อย่างใด อาจจจะไม่ห้าวหาญมากนักเพราะถูกควบคุมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

ซึ่งถ้ามองถึงความเป็นรถอเนกประสงค์ในสไตล์รถเอสยูวีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รถคันนี้ตอบโจทย์ได้อย่างไร้ข้อกังขา ช่วงล่างถือเป็นจุดเด่นที่เปลี่ยนไปคนละเรื่องกับรุ่นก่อนและมั่นใจได้กับทุกการขับขี่

อันที่จริงแล้วนอกจาก HONDA CR-V จะติดตั้งเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร I-DTEC DIESEL TURBO  ยังมีเครื่องยนต์ให้เลือกอีกขนาดคือแบบเบนซิน 2.4 ลิตร ทั้งยังมีออฟชั่นอีกหลายอย่างรวมถึงราคาจำหน่ายที่ไม่ได้รับการเปิดเผย ซึ่งต้องรอวันที่ 24 มีนาคมนี้ แล้วผมจะรีบนำรายละเอียดทั้งหมดมานำเสนอให้ทุกท่านได้รับชมกันอีกครั้ง

เรียบเรียงข้อมูลและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (12 มีนาคม 2560)

0

คลิปรายการ Auto World TV

วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

Testdrive: “MG GS 1.5T” ร่างเดิม เครื่องยนต์ใหม่ สมรรถนะโดนใจ ในราคาไม่ถึงล้านบาท

0

เกือบ 1 ปีที่ MG GS ได้เข้ามาทำตลาดบ้านเรา แล้วก็ถึงเวลาที่จะปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเพิ่มทางเลือกในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร พร้อมปรับแต่งรูปลักษณ์และสมรรถนะ ความน่าสนใจอีกเรื่องคือ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่ายไว้ไม่ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ประเภทเอสยูวีไว้ใช้งานในชีวิตประจำวัน หลายท่านอยากรู้ว่ารถคันนี้ตอบโจทย์ให้ได้มากขนาดไหน ติดตามชมข้อมูลและบทสรุปของการทดสอบได้เลยครับ…”Autoworldthailand” ยินดีจัดให้!!!

MG GS 1.5 T ถือเป็นรถธงทางเลือกใหม่ที่ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพิ่มชอยท์ให้กับผู้บริโภค เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยยังคงใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัยซึ่งแข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี FSF – Full Space Frame ในขณะที่มิติตัวรถอยู่เท่าเดิม คือ ความยาว 4,500 มม. กว้าง 1,855 มม. แต่มีส่วนสูงน้อยกว่าเดิม 10 มม.

หากถามถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปลักษณ์ อาจจะยังดูชินตาเพราะทุกอย่างที่รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 T มี ค่ายผู้ผลิตก็ยกมาใส่ไว้ในรุ่น 1.5 T เกือบครบ เรียกได้ว่ายังคงไว้ซึ่งอุปกรณ์มาตรฐานที่สำคัญเกือบทุกชนิด ในส่วนของโคมไฟหน้า รุ่น 1.5 T จะเป็นแบบฮาโลเจนพร้อมไฟเดย์ไทม์ แต่ระบบควบคุมการเปิด/ปิด และปรับระดับสูงต่ำอัตโนมัติจะคงไว้เพื่อใช้งานได้สะดวก จะไม่มีก็เพียงหัวฉีดล้างไฟหน้าซึ่งไม่ถือเป็นประเด็นสำคัญต่อการใช้งานสักเท่าไหร่

“ซันรูฟ” ยังเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ค่ายผู้ผลิตไม่ยกออกเนื่องจากออฟชั่นเสริมหล่อชนิดนี้เข้าไปครองใจผู้ใช้รถชาวไทยได้อย่างจัง นอกจากนี้ยังมีไฟตัดหมอกติดตั้งมาให้ทั้งด้านหน้าและหลัง รวมถึงระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ

ถ้ามาดูกันอย่างลงลึกไปในรายละเอียด บอกได้เพียงว่าความแตกต่างของรูปลักษณ์ภายนอกมีแค่ลวดลายล้อแมกและขนาด ซึ่งในรุ่น 1.5 T จะเป็นขนาด 17 นิ้ว ส่วน 2.0 T จะใช้ขนาด 18 นิ้ว และอีกเรื่องคือกันชนท้ายซึ่งรุ่น 2.0 T จะเจาะช่องท่อไอเสียไว้ทั้ง 2 ฝั่ง ส่วนรุ่น 1.5 T จะดีไซน์ให้ท่อไอเสียออกที่ใต้กันชนและเปลี่ยนจาก 2 ท่อให้เหลือเพียงท่อเดียว

ภายในถูกลดออฟชั่นบางอย่างลงไป แต่ยังคงความโอ่อ่า และตกแต่งสไตล์สปอร์ตเช่นเดิม เบาะนั่งและแผงข้างหุ้มหนังแต่ถอดระบบไฟฟ้าของเบาะนั่งผุ้โดยสารออก พวงมาลัยยังคงไว้ในรูปแบบของมัลติฟังก์ชั่นรวมถึงระบบครูสคอนโทรล และมีระบบแพดเดิลชิฟท์ เบาะนั่งด้านหลังปรับและพับแยกส่วนได้แบบ 60:40 และปรับเอนได้ถึง 14 องศา สะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะ ปุ่ม Push Start ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และกระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ

Inkanet หรือเทคโนโลยีสื่อสารอัจฉริยะ ลิขสิทธิ์เฉพาะของ MG ถือเป็นจุดเด่นของทางค่ายและไม่ถูกตัดทอนรายละเอียดไปแต่อย่างใด สามารถโหลดแอพพลิเคชั่นมาไว้ในสมาร์ทโฟนทั้งระบบ ANDROID และ IOS ซึ่งมี 12 ฟังก์ชั่น อาทิ การโทรออก-รับสาย การรับ-ส่งข้อความ หรือแม้กระทั่งการแชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่าน ตลอดจนระบบการนำทางรถยนต์ รวมถึงการตรวจสอบและ วิเคราะห์รถยนต์ แสดงผลผ่านหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว

ระบบเครื่องเสียงตอบสนองความบันเทิงผ่านลำโพง 8 ตัว รองรับมัลติมีเดียและการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) และเอยูเอ็กซ์ (AUX) นอกจากนี้ยังเติมเต็มความสะดวกด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยจอด

ขุมพลังบล็อกใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นจุดเด่นของ MG GS 1.5 T มาในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว ความจุกระบอกสูบ 1,490 ซีซี อัดอากาศด้วยระบบเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้าที่ 5,600 รอบ พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,700-4,400 รอบ รองรับเชื้อเพลิงได้ตั้งแต่อี 10 ไปจนถึงอี 85

ระบบส่งกำลังใช้แบบคลัทช์คู่ Twin Clutch Sportonic 7 Speed ได้รับการพัฒนาล่าสุด เพื่อให้การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์มีความนุ่มนวล พร้อมทดอัตราทดเฟืองท้ายใหม่ สำหรับเกียร์ 1,2,6 และ 7 เป็นขนาด 4.434 แต่ในช่วงเกียร์ 3,4 และ 5 รวมถึงเกียร์ถอยหลัง ใช้ขนาด 5.214 พิเศษในด้านสมรรถนะการออกตัว และช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิง

ระบบช่วงล่างใช้เป็นแบบเดียวกันทั้ง 2 รุ่น ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง ปรับแต่งด้านความหนืดในส่วนของน้ำมันโช๊คอัพและเพิ่มความแข็งให้กับค่า K ของขดสปริงให้มีความนุ่มหนึบยิ่งกว่ารุ่น 2.0 T

มาตรฐานความปลอดภัยยังคงอัดแน่นไปด้วย 13 เทคโนโลยีภายใต้ระบบ SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่การป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน (ABS – Anti-lock Braking System) พร้อมระบบช่วยกระจายแรงเบรก (EBD – Electronic Brake Force Distribution) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCS – Traction Control System) ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง (CBC – Curve Brake Control) ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS – Stability Control System) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (AVH – Auto Vehicle Hold) ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ (BDC – Intelligent Brake Disc Cleaning) ระบบเพิ่มแรงดันไฮดรอลิคเบรกให้เหมาะสม (OHBV – Optimized Hydraulic Brake Servo) ระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน (MSR – Motor Control Slide Retainer) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EBA – Electronic Brake Assist System) ตลอดจนระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS – Hill-Start Assist) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง (TPMS – Tire Pressure Monitor System) และระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB – Electronic Parking Brake)

ทั้งหมดคือข้อมูลของตัวรถที่ได้ไล่เรียงทุกสัดส่วนและทุกมิติ โดยรวมแล้วถือว่าเป็นความคุ้มค่าที่ค่ายผู้ผลิตยืนยันที่จะใส่ออฟชั่นแบบจัดเต็มให้กับ MG GS 1.5 T ในขณะที่จำหน่ายในราคาเพียง 999,000 บาท สำหรับรุ่นท๊อพรหัส 1.5 X และ 890,000 บาท ในรหัส 1.5 D ซึ่งมีออฟชั่นต่างกันเพียงเล็กน้อย

มาว่ากันต่อในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ใหม่ หลังจากได้ทดลองการขับขี่หลากรูปแบบทั้งการใช้งานในเมืองและนอกเมือง โดย บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมทดสอบขึ้นบนเส้นทางอุดรธานี-ขอนแก่น-กรุงเทพฯ ระยะทางรวมกว่า 600 กม.ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรนั้นตามติดมาได้เลยครับ

เริ่มด้วยการทดสอบแรก สื่อมวลชนจะได้สัมผัสกับ MG GS 1.5 T ที่โชว์รูม เอ็มจี อุดรธานี มุ่งหน้าสู่ จ.ขอนแก่น ระยะทางประมาณ 100 กม. มีกิจกรรมให้เข้าร่วมนั่นคือการทดสอบความประหยัดของเครื่องยนตฺพิกัดใหม่ กำหนดเวลาในการเดินทางไว้ที่ 90 นาที การคำนวณเส้นทาง ระยะทาง และเวลาในการเดินทางถือเป็นเรื่องสำคัญ หากพลาดพลั้งเท่ากับถูกตัดสิทธิ์ออกจากการแข่งขัน ผลลัพธ์ที่ได้คือความเร็วประมาณ 80-90 กม./ชม. เมื่อนำมาเทียบกับสภาพเส้นทางและสภาพการจราจรบางช่วง ถือว่าค่อนข้างโหดพอสมควร

MG GS 1.5 T ที่ใช้ในการทดสอบประกอบด้วยสื่อมวลชนคันละ 3 ท่าน พอคำนวณระยะทางได้ก็ออกเดินทาง จากจุดเริ่มต้น จนถึงปลายทางที่ปั๊มน้ำมันตรงข้ามมหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้เวลาไป 89 นาที ซึ่งหากใช้ความเร็วช้าไปกว่าที่คำนวณ ก็จะทำให้ถึงช้าและถูกตัดสิทธิจากกิจกรรมนี้ไปโดยปริยาย ผลที่ได้ออกมาค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ จากตัวเลข 17.5 กม./ลิตร ในขณะผู้ที่คว้ารางวัลชนะเลิศทำอัตราสิ้นเปลืองไปได้ 17.8 กม./ลิตร

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงสมรรถนะการประหยัดน้ำมันในการขับขี่ในเมืองได้เป็นอย่าง ทั้งนี้ สมรรถนะที่รอการพิสูจน์ จากขอนแก่น-กรุงเทพยังคงต้องดำเนินต่อไปในเช้าวันรุ่งขึ้น

บนเส้นทางกว่า 500 กม. สำหรับการทดลองขับ MG GS 1.5 T ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นตั้งแต่แรกที่คุมพวงมาลัย หากนำสมรรถนะมาเทียบกับรุ่น 2.0 T ความแตกต่างคือพวงมาลัยนั้นเบาขึ้นอย่างชัดเจน แต่ก็ปรับความหนืดในช่วงความเร็วสูงได้อย่างลงตัว ต่างไปจากรุ่นเดิมที่ออกแบบมาค่อนข้างหนืดมือ และอาจจะหนักไปนิดสำหรับกำลังของสตรีเพศ

คันเร่งไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งจุดที่วิศวกรของค่ายเอ็มจีได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะในรุ่น 2.0 T ต้องบอกว่า คันเร่งไฟฟ้า ถือเป็นจุดอ่อน เพราะต้องรอประมาณเกือบ 1 วินาที ตัวรถถึงจะพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า ในขณะที่ 1.5 T ยังคงมีอาการให้สัมผัสได้เล็กน้อย ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงกับ MG GS รุ่นแรกที่นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย

ในเมื่อเครื่องยนต์มีขนาดเล็กลง แรงม้าน้อยกว่าเดิม ความจุกระบอกสูบเพียง 1,490 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุดที่ 167 แรงม้า เมื่อนำมาเทียบกับรุ่น 2.0 T เป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 218 แรงม้า จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก แต่ผู้ผลิตแก้เกมส์โดยการปรับแต่งระบบอัดอากาศให้มีบูสต์อยู่ที่ 0.9-1.4 บาร์ เมื่อกดคันเร่งอย่างรวดเร็ว พละกำลังทั้ง 167 แรงม้า กับ แรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700-4,400 รอบ ก็สำแดงฤทธิ์เดชออกมาในรูปแบบของหลังติดเบาะได้ไม่ยากนัก อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 9.7 วินาที ในขณะที่ความเร็วสูงสุดทำได้ทะลุ 180 กม./ชม.

ระบบเกียร์กับเฟืองท้ายต้องชื่นชมสักนิดเพราะปรับปรุงให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งอยู่ในพื้นฐานของระบบเกียร์ Twin Clutch Sportonic พัฒนาให้เป็น 7 จังหวะ ในขณะที่รุ่น 2.0 T ใช้เป็น 6 จังหวะ ผลที่ได้จากการพัฒนาในครั้งนี้ทำให้ระบบส่งกำลังปรับเปลี่ยนได้นุ่มนวลขึ้น รอยต่อของเกียร์แคบลง ให้ฟิลลิ่งที่ดีกว่าเดิม ส่วนอัตราเฟืองท้ายที่มี 2 ขนาด กล่าวคือ เกียร์ 1,2,6 และ 7 เป็นขนาด 4.434 แต่ในช่วงเกียร์ 3,4 และ 5 รวมถึงเกียร์ถอยหลัง ใช้ขนาด 5.214 เทคโนโลยีนี้มีในรถสปอร์ตและเอสยูวีขับเคลื่อนสี่ล้อที่ต้องการแรงบิดสูงๆเพื่อการออกตัวหรือตะกุยพื้นผิวในถิ่นทุรกันดาน แต่ MG GS 1.5 T ซึ่งมีเพียงระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ จึงได้นำความอัจฉริยะของระบบเฟืองท้ายแบบนี้มาติดตั้งเพื่อให้มีสมรรถนะในการออกตัวและประหยัดเชื้อเพลิงในการเดินทาง

ช่วงล่างเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ได้รับการปรับปรุง แม้ว่าจะปรับเพียงค่าความหนืดของโช๊คอัพและสปริง แต่ฟิลลิ่งที่ได้กลับมากกว่าที่คิด นุ่มกำลังพอดีแต่ในโค้งก็ให้การยึดเกาะได้อย่างมั่นใจแม้จะเข้าโค้งด้วยการใช้ความเร็วสูงก็ตาม นอกจากนี้ตัวช่วยหลายอย่างที่ติดตั้งมาให้ ถือเป็นต่อคู่แข่งอีกหลาย อาทิ ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง (CBC – Curve Brake Control) ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS – Stability Control System) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (AVH – Auto Vehicle Hold) ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ (BDC – Intelligent Brake Disc Cleaning)

อัตราสิ้นเปลืองเมื่อใช้งานปกติ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 13 กม./ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ยังรับได้ เนื่องจากการทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ บ่อยครั้งมักสนุกจนเลยเถิด ความเร็วที่ทดสอบบางช่วงอาจไปถึง 140 กม./ชม. เนื่องจากเครื่องยนต์ตอบสนองได้ดี ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ

ข้อติติงมีในส่วนของแพดเดิลชิฟท์ ซึ่งมีมุมมองต่างกันออกไป ระบบนี้จะทำงานก็ต่อเมื่อปรับคันเกียร์ไปอยู่ในตำแหน่ง S แพดเดิลชิฟท์จึงจะทำงาน ซึ่งต่างจากหลายค่ายที่แพดเดิลชิฟท์สามารถทำงานได้ทันทีทั้งที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง D ข้อข้องใจนี้วิศวกรจากค่ายผู้ผลิตให้คำตอบมาว่าเป็นการยืดอายุการใช้งานของระบบเกียร์ แต่สำหรับผม ในกรณีฉุกเฉิน หากระบบทำงานได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ ก็จะทำให้เสี้ยววินาทีที่เกิดความเสี่ยงลดลงตามไปด้วย

บทสรุปของการทดสอบ MG GS 1.5 T บนเส้นทางกว่า 500 กม. สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกและห้องโดยสารภายในถือว่าไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเครื่องยนต์และสมรรถนะการควบคุม ที่แม้จะมีการปรับลดขนาดเครื่องยนต์ลงมาจาก 2.0 ลิตร ให้เป็นขนาด 1.5 ลิตร และลดทอนแรงม้าลงม้าเกือบ 50 ตัว การปรุงแต่งสมรรถนะยังคงไว้ซึ่งความสนุกและมั่นใจได้กับทุกเส้นทาง พวงมาลัยเบาและควบคุมง่ายขึ้น รวมถึงคันเร่งไฟฟ้าตอบสนองได้ดีกว่าเดิม และกลุ่มเป้าหมายของ MG GS 1.5 T ได้มุ่งไปที่สตรีเพศมากขึ้น จึงทำให้ทั้งหมดถูกปรุงแต่งให้ใช้งานได้สะดวกสบาย

ด้านราคา บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดราคามาอย่างน่าประทับใจ ในรุ่นท๊อฟ 1.5 T X จำหน่ายเพียง 999,000 บาท และรุ่นมาตรฐาน 1.5 T D 890,000 บาท นับว่าเป็นต่ออยู่พอสมควรเนื่องจากคู่แข่งหลายค่าย ตั้งราคาจำหน่ายรถในกลุ่มนี้ไว้ทะลุ 1 ล้านบาททั้งสิ้น หากยังกังวลเรื่องศูนย์บริการ การเดินทางในครั้งนี้ผ่านหลายจังหวัด ซึ่งทุกแห่งล้วนมีโชว์รูมและศูนย์บริการไว้คอยต้อนรับลูกค้าทุกท่าน ทีนี้ก็เหลือเพียงคุรเท่านั้นที่จะกล้าสัมผัสกับความแปลกใหม่ในสไตล์รถเอสยูวีพลังเทอร์โบสัญชาติอังกฤษหรือไม่…ลองดูแล้วคุณจะชอบครับ

เรียบเรียงข้อมูลและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

รถเล็กคันนี้ ขับดีที่สุด แน่น หนึบ มั่นใจ ไปกับเทคโนโลยี่ใหม่ GVC

0

หลังจากที่ Mazda เปิดตัวแนะนำ Mazda 3 ยุคปรับโฉมใหม่ที่มาพร้อมกับการเปิดตัว GVCระบบ G-VECTORING CONTROL software program ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้รถ Mazda มีเสถียรภาพในการขับขี่ดียิ่งๆขึ้น และเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี่ที่วิศกร Mazda ภาคภูมิใจอย่างมากเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งทำการปฏิวัติตัวเองด้วยการนำเสนอ Skyactiv เป็นแกนนำเทคโนโลยี่หลักในการพัฒนา Mazda ทุกรุ่นและประสบความสำเร็จอย่างมากมาย หรูหราอลังการไปเลยทีเดียว

วันนี้เป็นคิวของ Mazda 2 ที่ได้รับการปรับโฉมอีกเล็กน้อยและพัฒนาให้เข้าสู่การมีระบบ GVC และเติม i-ACTIVSENSE ระบบเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อีกขั้นหนึ่ง เรียกว่าใส่รุ่นพี่แล้วก็ใส่ในรุ่นน้องตามออกมาทันที ส่วนจะมีดีอย่างไรมาดูกัน

เริ่มจากภายนอกอาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก กระจังหน้าปรับเบาๆ เติมไฟ LED  เปลี่ยนเสาอากาศมาเป็นแบบครีบฉลามและล้ออัลลอยสีใหม่

ส่วนภายในห้องโดยสาร Two-tone Color Decoration โดดเด่นทุกมุมมองด้วยการตกแต่งแบบทูโทน เบาะนั่งตัดเย็บลายใหม่เป็นสีดำล้วน สลับลายผ้าแบบมีดีไซน์ จอสกรีนใส แสดงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญ พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ให้ความกระชับมือ ตกแต่งด้วยโครเมี่ยม พร้อมปุ่มควบคุมการทำงานที่พวงมาลัย ระบบการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ระบบควบคุมความเร็วคงที่มีให้ใช้ในรุ่นท๊อป

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ การสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดอีโคคาร์ ด้วยเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่มาพร้อมกับ G-VECTORING CONTROL หรือระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ

ครั้งแรกกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Advanced Blind Spot Monitoring) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาในขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert) นอกจากนี้ยังมีระบบ MZD CONNECT: CONNECTIVITY AT YOUR FINGERTIPS เพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดทุกที่ ทุกเวลา รับ-ส่งข้อความ SMS สัญญาณ Bluetooth พร้อม Infotainment ที่มีให้เลือกมากมายในแอพพลิเคชั่น AHA by HARMAN รวมถึงระบบนำทาง Navigator

Mazda 2 ยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 1.3 ลิตร กำลังสูงสุด 93 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-G 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ทั้งสองเครื่องยนต์ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีดเหมือนกัน มีให้เลือกทั้งแบบ 4 ประตู และแบบ 5 ประตู

เราใช้เวลากับ Mazda 2 ใน 1 วันเต็มกับการขับทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล อันที่จริงเราคุ้นเคยกันดีกับสมรรถนะจากเครื่องยนต์ทั้ง 2 แบบของ Mazda 2 ดีอยู่แล้ว และเป็นที่น่าพอใจอยู่แล้วด้วย เครื่องยนต์เบนซินกำลังน้อยกว่าแต่นุ่มนวลเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Skyactiv ถ่ายทอดกำลังได้อย่างน่าเชื่อถือ ถ้าต้องการให้กระฉับกระเฉงมากขึ้นก็เพียงปรับโหมดที่แป้นเกียร์เป็น Sport เท่านั้นก็จะเพิ่มรอบเครื่องยนต์ให้สูงขึ้นในจังหวะเปลี่ยนเกียร์ และ Shift down รวดเร็วเมื่อผ่อนคันเร่งหรือเบรกแล้วรอเลือกตำแหน่งเกียร์ที่เหมาะสมเพื่อการพุ่งทะยานต่อไป ตรงนี้ทำได้เหมาะกับความต้องการมาก

ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลนั้นยังคงบุคลิกของความรวดเร็วทันอกทันใจเช่นเดิมไว้ที่ดีกว่าเดิมคือความเงียบของเสียงในห้องโดยสารจากการเพิ่ม3 เทคโนโลยี่ใหม่เข้าไปคือ High Precision DE Boost Control ช่วยเพิ่มการควบคุมแรงบิดให้แม่นยำขึ้น จากการปรับและควบคุมแรงดันของการฉีดน้ำมันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น Natural Sound Smoother ลดเสียงน๊อคของเครื่องยนต์ จากการใส่แดมเปอร์ลงไปในช่องว่างของสลักลูกสูบลดเสียงไปได้3.5 กิโลเฮิร์ตซ์  Natural Sound Frequency Control เข้ามาจัดระเบียบคลื่นเสียงด้วยการปรับแต่งเวลาจุดระเบิดให้เกิดคลื่นต่ำหักลบกับคลื่นความถี่สูงสุดที่เกิดขึ้น

และเมื่อรวมกับมาตรการเพิ่มวัสดุซับเสียงใต้ฝากระโปรงทั้งส่วนบนและล่างของห้องเครื่อง ที่แผงควบคุม เพิ่มวัสดุซับเสียงที่ส่วนบนของบล๊อคลูกสูบและส่วนกั้นใต้เทอร์โบชาร์จ รวมถึงในส่วนอื่นเช่นที่ประตูท้ายและบริเวณด้านข้างของท้ายรถ รวมถึงช่องเก็บยางอะไหล่ทำให้ Mazda 2 เก็บเสียงในห้องโดยสารได้อย่างดีและดีมากๆ ยิ่งในรุ่นเบนซินซึ่งมีมาตรการเดียวกันแต่ไม่มีเสียงจากเครื่องยนต์มากเท่าจึงยิ่งเงียบมากกว่า แม้แต่เสียงเปิดปิดประตูยังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นจากการปรับโครงสร้างด้านในประตูให้ขยับขึ้นไปด้านบนมากขึ้นนั่นเอง

มาถึงจุดเด่นที่เด่นมากๆคือ ผลที่ได้จากการใส่โปรแกรม GVC เข้าไปสั่งให้มีการปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ให้แปรไปตามการสั่งของพวงมาลัย เพื่อควบคุมให้แรงจีที่เกิดขึ้นทั้งแนวดิ่งและแนวนอนมีความสัมพันธ์กัน ในทางปฏิบัติคือเมื่อเกิดการเลี้ยวไม่ว่าจะมากหรือน้อยแรงจีที่เกิดขึ้นจะถ่ายเทไปที่ล้อแต่ละตำแหน่งไม่เท่ากัน GVC จะสั่งให้แรงบิดของเครื่องยนต์ลงไปสู่ล้อนั้นๆมากขึ้นด้วย เช่นเมื่อเข้าโค้งทันทีที่หมุนพวงมาลัย แรงจีถูกถ่ายไปที่ล้อหน้า การรับน้ำหนักที่ล้อหน้าจะมากขึ้น เมื่อเข้าโค้งแล้วจึงถ่ายไปที่ ด้านข้างและเมื่อออกจากโค้งจะถ่ายไปที่ล้อหลัง ทั้งหมดทำงานประสานเข้าด้วยกัน แม้แต่ในทางตรงซึ่งผิวถนนมักไม่เรียบเสมอก็มีการสั่งให้ปรับน้ำหนักไปตาการแปรเปลี่ยนของแรงจีที่เกิดขึ้นด้วยทำให้พวงมาลัยนิ่ง มีเสถียรภาพมากขึ้น

GVC เห็นผลได้ชัดเจนกับ Mazda2 โดยเฉพาะเมื่อช่วงล่างได้รับการเซ็ตขึ้นใหม่ ปรับโครงสร้าง แดมเปอร์ทั้งหน้าและหลัง ทำให้มีสภาพการทรงตัวที่ดีอย่างเห็นได้ชัด การยึดเกาะถนนเยี่ยมมาก การควบคุมพวงมาลัยแม่นยำ เอาเป็นว่าเวลานี้พูดได้เลยว่าเป็นรถเล็ก ซับคอมแพค ที่มีการขับขี่ ควบคุมได้ดีเยี่ยมที่สุด

วินิจจัย ชลานุเคราะห์ บรรยาย Mazda3 ในบทรายงานทดลองขับว่า “สิ่งที่ดีที่สุดคือ พวงมาลัย และระบบรองรับ” ถึงกับบอกว่า Mazda3 หนีความเป็นรถญี่ปุ่นขึ้นไปเทียบกับรถยุโรปได้อย่างสบายๆ ผมก็จะบอกว่า  Mazda2 เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ได้อย่างนั้นมาเต็มๆ แต่ความที่เป็นรถเล็กกว่า ผมจะบอกเพิ่มไปว่านี่เป็นรถเล็กที่ขับสนุกที่สุด มั่นใจได้มากที่สุด จริงๆครับ

ภูวนาถ เผ่าจินดา รายงาน