Home Blog Page 567

Michelin Pilot Sport Experience 2016 กิจกรรมเรียนรู้ทักษะการขับขี่ พร้อมสัมผัสของจริงกับยางคุณภาพ

0
มหกรรม Michelin Pilot Sport Experience 2016(MPSE) เป็นกิจกรรมที่ให้ตัวแทนจำหน่าย สื่อมวลชน และผู้โชคดีจากแคมเปญ Michelin Driving Passion บนสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าถึงผู้บริโภค 70 ล้านคนทั่วทั้งภูมิภาค เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและเพลิดเพลินบนสนามแข่งเซปัง เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย

ประสบการณ์ที่เร้าใจ จากการได้ลองขับรถแข่งระดับพรีเมี่ยม อาทิ Citroen DS3 R1,Renault Clio IV,Formula4 และAudi A6 ซึ่งรถแต่ละคันมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกัน รวมถึงสัมผัสความร้อนแรงจาก Lamborghini GT3 และรถแข่งแบบ 2 ที่นั่ง Formula Le Mans 2-Seater ในแบบฉบับ Hots Lap จากนักแข่งมืออาชีพแบบเต็มสนามเซปัง เซอร์กิจ เลยทีเดียว รวมถึงทำความรู้จักกับยางใหม่ Michelin Pilot Sport 4 แบบเต็มอารมณ์อีกด้วย

ก่อนที่จะลงสนามจริงต้องมีการเตรียมพร้อม ทั้งเรื่องของทฤษฎีและการแต่งกาย เพื่อให้สมกับเป็นกิจกรรม MPSE อย่างแท้จริง ขั้นแรกปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นชุดแข่งเต็มสูบ ตั้งแต่ชุดแข่งแบบนักแข่ง ถุงมือ ที่คลุมหัวพร้อมหมวกและรองเท้านักแข่ง ทั้งนี้เพื่อให้คุณปลอดภัยและใช้งานได้เต็มที่ รวมถึงสื่อสารกับครูฝึกที่โดยสารไปด้วย ทั้งหมดเหมือนเป็นนักแข่งสมัครเล่นที่พร้อมจะลงสังเวียน

บทเรียนแรก

เรื่องของทักษะและการเข้าไลน์ที่ถูกต้อง

เราใช้รถทัวริ่งคาร์ Renault Clio IV เป็นพาหนะในการทดสอบ ภายนอกดูไม่มีอะไรแต่ภายในครบเครื่อง เบาะนั่งแบบบั๊กเก็ทซีทพร้อมสายรัด 4 จุด ข้างในไม่มีอะไรนอกจากพวงมาลัยที่มีปุ่มเต็มไปหมด พร้อมแป้นเกียร์หลังพวงมาลัย มีคลัทซ์ เบรกและคันเร่งเหมือนรถทั่วไป แต่คลัทซ์จะพิเศษเพราะมีไว้ใช้สตาร์ทเครื่องยนต์กับการออกตัว วิธีสตาร์ทเครื่องยนต์ให้เราเหยียบคลัทซ์ พร้อมกดปุ่มสตาร์ทบนพวงมาลัย และดึงแป้นเกียร์พร้อมๆกัน จากนั้นดึงแป้นเกียร์ด้านขวาเพื่อเข้าเกียร์หนึ่ง ก่อนจะปล่อยคลัทซ์และเหยียบคันเร่งส่งรถเข้าสู่สนามต่อไป

ดูเหมือนจะง่ายแต่ก็งงเหมือนกันกับการสตาร์ทเครื่องยนต์ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ออกตัวไปพร้อมกับครูฝึกที่นั่งไปด้วยกัน และค่อยแนะนำตลอดการขับขี่ เราใช้คลัทซ์เพียงครั้งเดียวในการออกตัว แต่ในจังหวะที่เปลี่ยนเกียร์ เราดึงแป้นเกียร์ได้เลยโดยไม่ต้องเหยียบคลัทซ์ ไม่ว่าจะเป็นการลดเกียร์หรือเพิ่มเกียร์ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีพรน้อมกับความสนุกที่เร้าใจ เราขับขี่กัน 3 รอบแต่เหมือนได้ขับ 6 รอบ เพราะด้วยความแรงและดิบของรถ ทำให้เราต้องใช้ทักษะและความพร้อมอย่างมาก เพื่อควบคุมให้รถไปถูกทิศทาง ลืมบอกไปว่ารถคันนี้ 200 แรงม้านะครับ

บทเรียนที่สอง

การขับแบบแรลลี่

ย้ำว่าแรลลี่จริงๆเพราะรถที่ใช้เป็น Citroen DS3 R1 กำลัง 130 แรงม้า มาพร้อมยางแรลลี่ของจริง เราใช้สนามลูกรังเป็นเวทีประลอง การเริ่มสตาร์ททำเหมือนบทเรียนแรก ออกตัวได้เราเปลี่ยนเกียร์ทันที เจอโค้งเล็กๆสาดโค้งเข้าไป มีอาการท้ายปัดเล็กๆให้รู้สึก จากนั้นเป็นทางตรงสั้นๆต่อเนื่องถึงโค้ง ครูฝึกบอกไปเต็มๆและหมุนพวงมาลัยเล็กน้อย เป็นโค้งซ้ายเราสาดรถเข้าไป พร้อมหมุนพวงมาลัยไปทางขวาเล็ก ท้ายปัดแต่หน้ารถเข้าไลน์ เราเดินคันเร่งต่อเนื่อง ทุกอย่างไปได้สวยตามที่ต้องการ ทำแบบนี้อีกหลายรอบจนรู้สึกมึนและร้อน จึงขอจบบทแรลลี่ด้วยความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่เหมือนการขับรถทั่วไป ได้อารมณ์มันที่ปลดปล่อยความรู้สึกได้สุดขั้วจริง

บทเรียนที่สาม

ว่ากันด้วยเรื่องของรถแข่งฟอร์มูล่า

แม้จะไม่ใช่เบอร์หนึ่งเป็นเพียงเบอร์ 4 แต่ก็ให้อารมณ์ใกล้เคียงกัน ด้วยรูปทรงและท่านั่งขับ ปรับท่านั่งในการเหยียบคันเร่งและเบรกเรียบร้อย ออกตัวแบบต้องแรงจริงๆ เสียงเครื่องยนต์ดังเอาเรื่อง เพราะมีของมากถึง 160 แรงม้ากับน้ำหนักตัวเพียง 470 กก. เราออกตัวตามไลน์ครูฝึกที่เป็นผู้นำทาง เข้าเกียร์2 ต่อด้วยเกียร์ 3 ด้วยแป้นเกียร์หลังพวงมาลัย จะมีแสงไฟคอยเตือนและบอกในจังหวะเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้ง เพื่อให้สัมพันธ์กับความเร็ว ไม่ต้องเหยียบคลัทซเหมือนเดิม อารมณ์ดิบๆไม่มีความสบายเลย แต่ได้ความร้อนแรงในทุกๆรอบของการขับขี่ เราขับขี่กัน 3 รอบสนามพอได้ความรู้สึกเร้าใจ พร้อมกับความเมื่อยล้าจากความคับแคบ และจำกัดท่านั่งในการควบคุม

บทเรียนสุดท้าย

การเปรียบมวย

เป็นเรื่องของดการนำยางคู่แข่งในตลาดมาประกบคู่กับยางใหม่ Michelin Pilot Sport 4 เพื่อให้ทราบถึงสมรรถนะของยางว่าเป็นอย่างไร เราใช้รถ Audi A6 เป็นพาหนะ โดยมีสถานีสลาลมเป็นด่านแรกในการทดสอบ และปิดท้ายด้วยการเบรกเพื่อหยุดในระยะทางที่ปลอดภัย ครั้งแรกกับยางคู่แข่งเราใส่กันแบบเต็มๆตามสามารถ ซึ่งเรารู้สึกได้ถึงอาการที่เกิดขึ้นกับตัวรถ มีอาการท้ายปัดให้เห็นอย่างชัดเจน รวมถึงการหยุดรถที่กินระยะทางพอสมควร หากแต่เมื่อมาขับในรถที่ใส่ยาง Michelin Pilot Sport 4 กลับเป็นความรู้สึกที่ตรงข้าม ด่านแรกทุกอย่างเป็นไปด้วยดี รถเกาะถนนอย่างมั่นคงโดยไม่มีอาการ และทำได้ดีกับการหยุดรถที่ปลอดภัยอีกด้วย เป็นการเปรียบเทียบที่ชัดเจน และให้ความรู้สึกถึงความแตกต่าง ระหว่างยาง Michelin Pilot Sport 4 กับยางคู่แข่งในตลาด

ไม่นึกเลยว่ากว่าจะมาเป็นยางแต่ละชนิด ต้องผ่านกรรมวิธีการผลิตและส่วนผสมที่สำคัญ เพื่อให้ได้ยางที่คุณภาพและเหมาะสมกับการขับขี่ บริษัท Michelin เป็นผู้ผลิตยางที่มีอายุมานานกว่า 121 ปี โดยผลิตยางให้บริษัทรถยนต์และวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งในปี 2559 ได้แนะนำยางรุ่นใหม่ Michelin Pilot Sport 4 ที่พัฒนาเพื่อรถสปอร์ตและรถระดับพรีเมียม ด้วยคุณสมบัติที่ตอบสนองได้อย่างฉับไวและแม่นยำ มีสมรรถนะความปลอดภัยที่ดีเยี่ยมแม้บนถนนเปียก มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแก้มยาง โดยมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 16-19 นิ้ว

กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วบนสนามเซปัง เซอร์กิต แต่ระยะเวลากว่า 127 ปีได้พิสูจน์แล้วว่า Michelin ก้าวข้ามความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ด้วยผลิตภัณฑ์อันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการแข่งขันในวงการมอเตอร์สปอร์ต ทั้งหมดนี้การันตีถึงประสบการณ์และความตั้งใจของ Michelin อย่างแท้จริง         

New Mazda BT-50 PRO เติมเต็มความใหม่ ออฟชั่นและสมรรถนะไม่น้อยหน้าใคร

0
หลังจากทำการเปลี่ยนแปลงในลักษณะ Minor change ให้กับ Mazda BT-50 PRO ไปได้ไม่นาน โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าตาบางส่วน เติมแต่งความบึกบึน ดุดัน เพิ่มความสวยงามต่อจากพื้นฐานการออกแบบแนว Kodo Design และตืิดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นอีกหลายรายการ ทำให้เป็นรถปิกอัพที่มีบุคลิกภาพของรถยนต์นั่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งรูปลักษณ์ ความทนทาน และแข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์ของรถปิกอัพเอาไว้ ล่าสุดเติมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มอีกสองรายการใหญ่คือ จอมัลติฟังค์ชั่นดีสเพลย์ พร้อมระบบนำทาง Navigation และ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ทำให้คอนโซลกลางดูเปลี่ยนแปลงมีความทันสมัยขึ้นมาทันที

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของ Mazda BT-50 PRO จากภายนอก ออกแบบด้านหน้ารถเปี่ยมไปด้วยมัดกล้าม สะท้อนผ่านกระจังหน้าและไฟหน้าที่ออกแบบใหม่ดู มั่นคง แข็งแรง และ แกร่งตามสไตล์รถปิกอัพ ยึดแนวการออกแบบตามแบบฉบับรถในตระกูลมาสด้า โดยเฉพาะกระจังหน้า Signature Wing อันเป็นเอกลักษณ์

ด้านหลังออกแบบไฟท้ายดีไซน์ใหม่บ่งบอกถึงความบึกบึนมากยิ่งขึ้นด้วยไฟท้ายเป็นสีแดง ล้ออัลลอยด์ขนาด 16 และ 17 นิ้ว ออกแบบให้รับกับเส้นสายของตัวถังได้อย่างลงตัว

การวางเลย์เอาท์ภายในให้ผู้ขับเป็นศูนย์กลาง (Wraparound driving environment) ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้สูงสุด ตกแต่งโดยการเลือกใช้โทนดำเป็นสีหลัก ตัดกันด้วยชิ้นงานสีเทาดำ Gun Metal ประกอบด้วย ชิ้นงานตรงแผงประตู คอนโซลกลาง หัวเกียร์ ปุ่มกดที่เบรกมือ มือจับประตูด้านใน มาตรวัดความเร็ว และเข็มบอกความเร็ว โดยทำจากวัสดุหลากชนิด และเลือกใช้โทนสีที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของชิ้นงานนั้นๆ โดยเลือกใช้วัสดุที่ทำจากโครเมี่ยมให้ผิวสัมผัสที่ปราณีต และดูหรูหราไม่แยงสายตา

เบาะนั่งเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงมีให้เลือกถึง 3 แบบ ประกอบด้วยเบาะผ้าลายใหม่ 2 แบบทั้งแบบมาตรฐานและแบบสปอร์ตขึ้นอยู่กับระดับของรุ่นรถ และเบาะหนังสำหรับรุ่นระดับบน

ขุมพลังมีให้เลือก 2 ขนาด ทั้งแบบเครื่องยนต์ดีเซล Di-THUNDER PRO 2.2 ลิตร คอมมอนเรล ไดเรคอินเจคชั่น 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้า ที่ 3,700 รอบ แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบ โดดเด่นด้วยการให้กำลังมากกว่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ที่มีอยู่ในตลาด

อีกหนึ่งขนาดคือเครื่องยนต์ดีเซล Di-THUNDER PRO 3.2 ลิตร ครั้งแรกของมาสด้ากับเครื่องยนต์ 5 สูบ ที่ความจุกระบอกสูบขนาดใหญ่แต่มีขนาดกระทัดรัด ให้ประสิทธิภาพสูง และสมรรถนะที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถกระบะในท้องตลาด ด้วยกำลังถึง 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดถึง 470 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ อีกทั้งยังให้การประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม

ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล Di-THUNDER PRO 2.2 และ 3.2 ลิตร มาพร้อมเทอร์โบแปรผัน Variable-nozzle turbocharger สำหรับเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตรระดับกำลังสูง โดยสำหรับเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร จะใช้เทอร์โบแบบ Fixed-geometry turbocharger พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดใหญ่ รวมทั้งระบบการหมุนเวียนไอเสียไหลกลับที่มีประสิทธิภาพสูงช่วยลดอุณหภูมิการเผาไหม้และปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์

ระบบส่งกำลังและระบบขับเคลื่อนมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มาพร้อมสัญญาณเตือนให้เปลี่ยนเกียร์ Upshift Indicator แสดงที่มาตรวัดรอบความเร็วเครื่องยนต์ ช่วยให้หลีกเลี่ยงการลากรอบเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็นจึงช่วยให้ประหยัดน้ำมัน

ในขณะที่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีล่าสุดในการควบคุมเกียร์ที่ใช้ในรถยนต์นั่งมาสด้า ประกอบด้วย Active Adaptive Shift Control (AAS) ช่วยควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ให้สอดคล้องกับการขับขี่ ซึ่งระบบจะเรียนรู้จากพฤติกรรมการขับขี่ในแต่ละสถานการณ์การขับขี่ และ Sequential Shift Control (SSC) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ทั้งโหมดธรรมดา โหมดเพอร์ฟอร์มานซ์ และโหมดแมนนวลซึ่งผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้แบบเกียร์ธรรมดา

Mazda BT-50 PRO รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อทุกรุ่นมีฟังค์ชั่นสวิทช์ Shift on-the-fly ควบคุมด้วยไฟฟ้า ช่วยเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ในระหว่างขับขี่ได้โดยไม่ต้องหยุดรถ ทั้งยังมีระบบเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป (Limited Slip Differential) ในรุ่น 2.2 Hi-Racer เพิ่มความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรด ป้องกันล้อหมุนฟรีขณะติดหล่ม สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ได้รับการติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Dynamic Stablility Control: DSC)

หากเจอกับสถานการณ์ออฟโรดสามารถลุยน้ำได้สูงถึงระดับ 80 เซนติเมตร ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ลุยน้ำระดับ 60 เซนติเมตร โดยที่เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของรถยังทำงานได้ตามปกติ เพราะวางตำแหน่งของอัลเทอเนเตอร์ (Alternator) ไว้สูงกว่ารถปิกอัพทั่วไป

Mazda BT-50 PRO ถูกออกแบบและพัฒนาให้ได้การขับขี่ที่นุ่มสบาย ควบคุมง่ายดั่งรถตรวจการอเนกประสงค์ หรือรถ SUV ระบบช่วงล่างด้านหน้าอิสระแบบปีกนกคู่ (Double-wishbone) และคอยด์สปริง ด้านหลังแบบคานแข็งและชุดแหนบ (Leaf-Spring) ให้ความนุ่มสบายในการขับขี่ทั้งเมื่อบรรทุกและไม่บรรทุก อีกทั้งมีคุณสมบัติความแข็งแกร่งที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถ

นอกจากนี้ระบบบังคับเลี้ยวแรคแอนพีเนียน (Rack-and-pinion Steering) ถูกนำมาใช้ใหม่เช่นเดียวกับในรถยนต์นั่ง มีโครงสร้างแบบ Rigid Mounting ให้ความรู้สึกตอบสนองได้ดี อัตราทดพวงมาลัยรวดเร็วและองศาการเลี้ยวที่เพิ่มมากขึ้น

ระบบเครื่องเสียงเล่นแผ่นและรองรับไฟล์DVD/VCD/CD/MP3/MPEG4/CD-R/WMA/JPEG พร้อมจอขนาด 7 นิ้วใหม่ ในแบบ Touch Screen (DVD Full Touch Operation) จอแบบ Anti-Glare Screen ลดแสงสะท้อนหน้าจอ ให้มุมมองคมชัด นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น Auto-Dimmer ปรับลดความสว่างอัตโนมัติ เมื่อเปิดไฟหน้า พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB สำหรับเชื่อมต่อ iPod, iPhone สามารถควบคุมเครื่องเสียงได้อย่างสะดวกง่ายดายจากพวงมาลัย (เฉพาะรุ่น leather AT, 4×4)

ทั้งยังมีซีดีจำลอง Virtual discs CDC แบบมี Memory บันทึก CD ได้ถึง 6 แผ่น สามารถเล่นเพลงและวิดีโอ ขณะใช้งานระบบนำทาง โดยจะแยกเสียงนำทางดังที่ลำโพงหน้าขวาฝั่งคนขับ

กล้องมองหลังเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์มาตรฐานที่เพอชิ่มมาเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย โดยจอภาพจะอยู่ที่กระจกมองหลังที่สามารถปรับลดแสงได้โดยอัตโนมัติ

ระบบนำทางตั้งค่าเมนูได้ 3 ภาษา (ไทย, อังกฤษ และจีน) ให้คุณใช้งานได้สะดวกกว่าด้วยการตั้งค่าทางลัด สามารถเลือกไอคอนที่ใช้งานบ่อย สามารถแสดง/แจ้งเตือนเมื่อมีการตรวจจับจากกล้องจราจร และสามารถเพิ่มตำแหน่งกล้องจราจรได้เอง

หน้าจอระบบนำทางมาพร้อมมุมมอง Split และ Dual View ให้ขับขี่อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นกับมุมมองพิเศษที่แสดงระหว่างขับขี่ เพิ่มความสะดวกสบาย ด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา โดยเปลี่ยนแผงควบคุมทั้งหมดให้ดูดีและทันสมัย

Mazda BT-50 PRO ยังคงไว้ด้วยสมรรถนะที่ต้องการตามแบบของรถปิกอัพ แต่ให้การขับขี่และการโดยสารแบบรถยนต์นั่ง ดังนั้นอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยจึงได้นำมาใช้อย่างครบครันเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารร่วมเดินทางเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น

นอกเหนือจากมาตรการต่างๆ เพื่อพัฒนาให้เป็นรถปิกอัพที่มีความปลอดภัยสูงสุด ถูกติดตั้งด้วยเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัยเฉกเช่นเดียวกับในรถยนต์นั่งมาอย่างมากมาย สมรรถนะด้านความปลอดภัยเชิงป้องกัน ซึ่งมาสด้าให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเริ่มจากทัศนวิสัยที่ดีในทุกมุมมองของการขับขี่ ประสิทธิภาพในการควบคุมการขับขี่ สมรรถนะด้านการเบรก รวมทั้งเทคโนโลยีทันสมัยช่วยควบคุมการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบสำคัญๆ ได้แก่ เบรก ABS 4 ล้อ (Antilock Braking System, 4W-ABS), ระบบป้องกันการลื่นไถล (Traction Control System, TCS) และระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ (Dynamic Stability Control, DSC) และเสริมเพิ่มเติมด้วยระบบการทำงานดังต่อไปนี้

ระบบช่วยเพิ่มแรงเบรกฉุกเฉิน Emergency Brake Assist (EBA): เมื่อมีการเบรคฉุกเฉินระบบจะช่วยเพิ่มแรงเบรกให้มากพอในการหยุดรถ

ระบบ Brake Override System (BOS):  ระบบอัตโนมัติที่จะตัดการทำงานของคันเร่งในกรณีที่แป้นเบรกและคันเร่งถูกเหยียบในเวาลาเดียวกัน

ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉิน กะพริบเมื่อเบรกฉุกเฉิน Emergency Stop Signal (ESS): เมื่อมีการเบรกในสถานะการณ์ฉุกเฉินเมื่อใช้ความเร็วสูงสัญญาณไฟฉุกเฉินจะปรากฏขึ้น

ระบบควบคุมการทรงตัวเมื่อบรรทุก Load Adaptive Control (LAC): เมื่อมีการบรรทุกสัมภาระระบบจะทำการจับตำแหน่งและน้ำหนักของสัมภาระที่บรรทุกแล้วควบคุมการทำงานของระบบเบรก ABS 4 ล้อ (4W-ABS), ระบบป้องกันการลื่นไถล (Traction Control System, TCS) และระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ (Dynamic Stability Control, DSC) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก การป้องกันการลื่นไถล เสถียรภาพและการทรงตัวของรถ รวมถึงการป้องกันรถพลิกคว่ำ

ระบบช่วยการทรงตัวลากจูง (TSM): ขณะลากจูงรถ เมื่อรถลากเริ่มที่จะส่ายออกด้านข้าง ระบบจะทำการปรับความเร็วของล้อทั้งด้านซ้ายและด้านขวาเพื่อรักษาตำแหน่งของรถลากให้เหมาะสม

ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ Roll-Over Mitigation (ROM): ระบบทำงานเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของรถและควบคุมแรงเบรกในแต่ละล้อเพื่อป้องกันรถพลิกคว่ำ

ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Launch Assist (HLA): เมื่อรถต้องออกตัวจากการหยุดนิ่งบนถนนลาดชัน ในขณะที่ผู้ขับขี่ถอนเท้าจากแป้นเบรคเพื่อไปเหยียบคันเร่งระบบจะทำการหยุดรถเป็นเวลา 2 วินาทีเพื่อให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลต่อรถที่จะไถลเนื่องจากถนนลาดชัน

ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (4WD only): ระบบจะเพิ่มแรงเบรกเพื่อรักษาความเร็วที่ใช้ให้คงที่อยู่ตลอดเวลา

ราคาจำหน่ายของรถปิกอัพ  Mazda BT-50 PRO

รุ่นสแตนดาร์ดแค็ป STD                  ราคา  562,000 บาท

รุ่นฟรีสไตล์แค็ป FSC                       ราคา  623,000 บาท

รุ่นฟรีสไตล์แค็ป FSC Hi-Racer       ราคา  682,000 บาท

รุ่นดับเบิ้ลแค็ป DBL                          ราคา  663,000 บาท

รุ่นดับเบิ้ลแค็ป DBL Hi-Racer          ราคา  773,000 บาท

รุ่นดับเบิ้ลแค็ป DBL 4×4 3.2             ราคา  1,030,000 บาท

New Honda Accord Hybrid Tech ตอบโจทย์สมรรถนะและประหยัด โดดเด่นไปกับเทคโนโลยี Honda Sensing

0
ซีดานหรูในกลุ่ม D-Segment อีกขั้นของเทคโนโลยีไฮบริดรุ่นล่าสุด Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ให้สมรรถนะสูง 215 แรงม้า สนุกเร้าใจด้วยโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ในส่วนของการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode)ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กม./ชม. มาพร้อมอัตราสิ้นเปลือง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร พ่วงเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING มั่นใจได้กับทุกการขับขี่

ปล่อยให้ค่ายรถยนต์จากฝั่งยุโรปนำกระแสไปกับยนตรกรรมไฟฟ้าระบบปลั๊กอิน มีหรือที่ค่ายญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ในวงการอย่างฮอนด้าจะอยู่นิ่ง ล่าสุดได้พัฒนาระบบสปอร์ตไฮบริดพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมาใส่ในซีดานรุ่นธงอย่าง Honda Accord Hybrid พร้อมจัดกิจกรรมการทดสอบและร่อนหมายเชิญให้สื่อมวลชนได้ร่วมทดลองขับ ยนตรกรรมเทคโนโลยีทันสมัยแบบนี้มีหรือที่ www.autoworldthailand.com จะพลาด รายงานผลการทดสอบพร้อมแล้วที่จะให้ทุกท่านได้รับชมครับ

เมื่อปลายเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ฮอนด้า ออโตโมบิลส์(ประเทศไทย) จำกัด ได้นำ New Honda Accord Hybrid เปิดตัวสู่สาธารณชนในเมืองไทยภายใต้คอนเซ็ปต์ “Change The World” ด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ New Honda Accord Hybrid ราคา 1,659,000 บาท และ รุ่นท๊อฟไลน์ New Honda Accord Hybrid Tech ในราคา 1,849,000 บาท ซึ่งวันนี้ถึงคิวของกิจกรรมการทดลองขับซึ่งจะเน้นไปที่เรื่องของการใช้งานระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) แบบ Full Hybrid และเรียนรู้ไปกับระบบ Honda Sensing ทั้งยังมีฟังค์ชั่นการใช้งานเพื่อความสะดวกสบายอัดแน่นเต็มพิกัด

พาหนะหลักในการทดสอบมีอยู่เพียงแค่หนึ่งรุ่นนั่นคือ New Honda Accord Hybrid Tech ซึ่งเป็นรุ่นท๊อฟ รูปลักษณ์ภายนอกยังคงความหรูหราสง่างามและเพิ่มความสปอร์ตด้วยไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน รวมถึงติดตั้งระบบไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light – ACL) ช่วยเพิ่ม มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์พิเศษแต่งด้วยเส้นสายสีฟ้า มุมมองด้านหลังโดดเด่นไปกับไฟท้ายดีไซน์ใหม่แบบ LED แต่งกรอบด้วยสีฟ้าเช่นกัน

 

นอกจากนี้ New Honda Accord Hybrid Tech สร้างความแตกต่างไปจากรุ่นปกติด้วยสปอยเลอร์หลังและล้ออัลลอยสไตล์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว พร้อมติดตั้งซันรูฟระบบ One Touch

ก่อนที่จะเข้าไปสู่ภายใน สามารถเพิ่มความเย็นสบายให้ห้องโดยสารได้จากระบบ Engine Remote Start ซึ่งเป็นการสั่งงานให้เครื่องยนต์พร้อมระบบปรับอากาศทำงานโดยที่ไม่ต้องเข้าไปด้านในรถ

เมื่อเข้าสู่ห้องโดยสารจะได้สัมผัสกับภายในที่กว้างขวาง เพิ่มความหรูด้วยเบาะหนังสีน้ำตาล พร้อมชุดแต่งภายในลายไม้และสีดำเปียโนแบล๊ค เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ในส่วนของเบาะผู้ขับขี่ปรับได้ 8 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้า 4 ทิศทาง

สะดวกสบายกับฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ หน้าจอแสดงข้อมูลอัจฉริยะ Multi-Information Display (i-MID) ขนาด 7.7 นิ้ว ซึ่งนอกจากจะแสดงข้อมูลการขับขี่ วิทยุ เพลง และนาฬิกา ยังสามารถแสดงภาพจากระบบ Honda LaneWatch และกล้องหลังซึ่งปรับมุมมองได้ถึง 3 ระดับ

บริเวณคอนโซลกลางยังมีระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเครื่องเสียง และตั้งค่าการแสดงผลได้ง่ายเพียงนิ้วสัมผัส รวมถึงรองรับ Apple CarPlay หรือเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Mirror Link ให้ความเพลิดเพลิน สะดวกสบาย และทันสมัย ไปในขณะเดียวกัน

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น มีสวิตซ์ควบคุมระบบเครื่องเสียง ปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ปุ่มควบคุมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบอัจฉริยะ i-MID พร้อมด้วยปุ่มควบคุมระบบ ACC และ ระบบ LKAS (ฟังค์ชั่นพิเศษเฉพาะในรุ่น Hybrid Tech) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Honda SENSING เพื่อให้ความสะดวกในการใช้งานขณะขับขี่

New Honda Accord Hybrid Tech มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ แรงบิด 175 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ

นอกจากพละกำลังจากเครื่องยนต์ยังผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 1.3 กิโลวัตต์ ให้ประสิทธิภาพสูงในการชาร์จและจ่ายกระแสไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อนำทั้ง 2 ระบบมารวมกันจะสร้างกำลังได้ถึง 215 แรงม้า

โครงสร้างตัวถังเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาเพื่อให้เป็นรถยนต์นั่งที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างลงตัว ชิ้นส่วนแชสซีส์ได้รับการออกแบบตามหลักวิศวกรรม เพื่อให้รถมีความเงียบ และตอบสนองการขับขี่ที่นุมนวลบนถนน รวมถึงระบบควบคุมเสียงรบกวน (Active Noise Control-ANC)พร้อมติดตั้งระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท โดยใช้ซับเฟรมหน้าผลิตจากอะลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนหลังมีแขนยึด A-Arm ผลิตขึ้นรูปจากเหล็กที่มีความทนทานสูง พร้อมกับข้อต่อที่ผลิตจากอะลูมิเนียมเช่นกัน

อีกหนึ่งระบบที่ได้รับการพัฒนาคือ เซอร์โวเบรกไฟฟ้า ช่วยในเรื่องการชาร์จกระแสไฟฟ้า เพื่อความประหยัดน้ำมันสูงสุด ในรูปแบบระบบไฮดรอลิกเต็มระบบ ใช้หม้อลมเบรกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว ผู้ขับขี่สามารถสร้างแรงเบรกได้ตามต้องการ โดยที่แม่ปั๊มเบรกส่งผ่านแรงเบรกไปยังล้อทั้ง 4 ล้อ เหมือนกับระบบทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ การทำงานจะควบคุมด้วยไฟฟ้ามากกว่าการทำงานแบบกลไกเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้เกิดการชาร์จไฟจากมอเตอร์ในขณะที่ลดความเร็วหรือเบรก

สำหรับในด้านความปลอดภัยติดตั้งระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง ประกอบด้วยถุงลมคู่หน้าอัจฉริยะ (Dual i-SRS) ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ (i-Side Airbag) และม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags) เพื่อความปลอดภัยและช่วยลดอาการบาดเจ็บของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

ข้อมูลของ New Honda Accord Hybrid Tech ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อีกหลายระบบจะเป็นการสัมผัสผ่านเส้นทางทดสอบของภาคตะวันออกจากชลบุรีมุ่งหน้าสู่จันทบุรี ระยะทางไป-กลับประมาณ 300 กม. เพื่อให้ทุกอย่างเหมาะสม ผมแบ่งการทดสอบออกเป็น 2 ช่วง เพื่อลองของกับระบบ Sport Hybrid i-MMD และเทคโนโลยี HONDA SENSING ว่าแล้วก็ตามไปด้วยกันเลยครับ

Sport Hybrid i-MMD

ระบบแห่งประสิทธิภาพการขับขี่ที่ให้ทั้งสมรรถนะและความประหยัด

รถคันนี้สามารถเลือกโหมดขับขี่ได้หลายรูปแบบ ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกันทั้งหมด มาดูกันว่าการทำงานและประสิทธิภาพการใช้งานของเทคโนโลยี Sport Hybrid i-MMD มีอะไรบ้าง

EV Drive Mode

พลังไฟฟ้าเพื่อความประหยัด

โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) ที่สามารถขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ต่อเนื่อง และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะลดความเร็วจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดขึ้นกลับเป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จไฟไปยังแบตเตอรี่ ทั้งยังสามารถกดสวิตช์ควบคุมเพื่อเข้าสู่โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะมีสัญลักษณ์ EV สีเขียวปรากฏขึ้นบนแผงหน้าปัด ซึ่งระบบจะทำงานและตัดเข้าสู่การทำงานในโหมดอื่นตามสภาพการขับขี่ที่เปลี่ยนไปในกรณีแบตเตอรี่เหลือน้อย และพฤติกรรมการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลง

Hybrid Drive Mode

การทำงานแบบลูกผสมเพื่อประสิทธิภาพแห่งสมรรถนะ

ระบบขับเคลื่อนนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องยนต์และพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ทำงานในรูปแบบผสมผสานเพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้ได้มาซึ่งแรงบิดสูงสุดในเวลารวดเร็ว ส่งผลให้มีอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ และเมื่อถอนคันเร่งเครื่องยนต์จะหยุดทำงานทันทีและนำพลังงานที่เกิดขึ้นชาร์จไฟกลับยังแบตเตอรี่ เหมาะสมกับการขับขี่ในรูปแบบการเร่งความเร็วเพราะให้อัตราเร่งนุ่มนวลและทรงพลัง

Engine Drive Mode

จัดเต็มไปกับขุมพลังจากเครื่องยนต์

โหมดนี้จะใช้กำลังจากเครื่องยนต์โดยเฉพาะ โดยชุดล็อคอัพคลัตช์ที่ภายในเกียร์ E-CVT จะเชื่อมต่อเครื่องยนต์และส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง เพื่อให้การขับขี่มีประสิทธิภาพสูงฬนขณะที่มีแรงเสียดทานต่ำ เหมาะสมกับพฤติกรรมการขับด้วยความเร็วสูงคงที่ ในรูปแบบการเดินทางไกล การทำงานและทิศทางการไหลของพลังงานในระบบไฮบริดแสดงผลผ่านทางหน้าจอMulti-Information Display (MID) ที่อยู่กลางมาตรวัด

Sport Drive Mode

ซิ่งได้ ประหยัดด้วย

ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งทำความเร็วให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อน เข้ามาช่วยเครื่องยนต์ในการสร้างอัตราเร่งให้ดีขึ้น โดยสามารถสัมผัสการตอบสนองของอัตราเร่งในโหมดนี้ได้ชัดเจน มีสวิตช์ควบคุมเป็นปุ่ม Sport บริเวณคันเกียร์ เมื่อสั่งการสัญลักษณ์ SPORT สีเขียวจะปรากฏขึ้นบนแผงหน้าปัดทันที

Eco Assist

ตัวช่วยด้านความประหยัด

ปุ่มสีเขียวรูปใบไม้บริเวณคอนโซลหน้าข้างพวงมาลัย เมื่อใช้งาน ขอบมาตรวัดจะเรืองแสงทั้ง 2 ฝั่งจะสว่างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นรูปแบบการขับขี่ว่ามีประสิทธิภาพในด้านการประหยัดน้ำมันหรือไม่ ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ช่วยผู้ขับขี่โดยใช้การเรืองแสงทั้ง 2 ฝั่งเป็นตัวบ่งบอกถึงลักษณะในการขับ ถ้าแสงเป็นสีขาว หมายถึง การขับในตอนนั้นไม่เอื้อต่อการประหยัดน้ำมัน ขณะเดียวกันถ้าเมื่อไหร่ที่แสงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นโทนสีเขียวซึ่งหมายความว่าเริ่มมีความประหยัดน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนสีที่เรืองแสงออกมาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบและพฤติกรรมการขับขี่เป็นสำคัญ

หากกล่าวโดยรวมของ “Sport Hybrid i-MMD” ถือว่าเป็นระบบ Full Hybrid ซึ่งให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง แต่ยังให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม โดยโรงงานผู้ผลิตเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร พูดง่ายๆว่าหากน้ำมันเต็มถัง(ความจุ 60 ลิตร) รวมถึงมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ผลีผลาม หรือ ฉวัดเฉวียน ระยะทางที่ระบบได้ประมวลผลและแสดงมายังจอด้านบนคอนโซลกลางสามารถทำได้ทะลุ 1,000 กม.เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 99 กรัม/กิโลเมตร

HONDA SENSING

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมาตรฐานใหม่

New Honda Accord Hybrid Tech ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยภายใต้ชื่อ “Honda SENSING” ทำงานด้วยเรดาร์และกล้องด้านหน้า ตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน มีหน้าที่แจ้งเตือนผู้ขับขี่หรือช่วยควบคุมรถในสถานการณ์เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน ซึ่งประกอบด้วยระบบต่างๆดังนี้

Adaptive Cruise Control (ACC)

ระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน

ใช่ว่าระบบนี้จะไม่เพียงแต่ช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามการตั้งค่า ยังสามารถตั้งระยะห่างของรถคันหน้าได้อีกด้วย เมื่อรถคันหน้าลดความเร็ว ระบบจะสั่งการให้ปรับความเร็วลงอัตโนมัติและรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้าได้อย่างเหมาะสม เมื่อมีรถมาแทรกระหว่างกลาง ระบบจะยกเลิกคำสั่งเดิมและทำการกำหนดเป้าหมายใหม่ โดยตรวจจับจากรถที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น ในส่วนของความเร็วสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ 30-180 กม./ชม. และเมื่อใดที่ระบบหยุดทำงาน จะมีข้อความแจ้งเตือนไปที่จอแสดงผล MID ทันที

Collision Mitigation Braking System (CMBS)

ระบบเตือนการชนด้านหน้าและตรวจจับคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก

เมื่อไหร่ที่เปิดการใช้งาน เรดาร์และกล้องจะทำการประมวลผลในทันที หากมีรถอยู่ด้านหน้าในระยะไม่ปลอดภัย ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง รวมทั้งสั่นเตือนที่พวงมาลัย หากเข้าใกล้ระยะเสี่ยงต่อการชน ระบบจะทำการเสริมแรงเบรกโดยอัตโนมัติ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ฟังค์ชั่นนี้เป็นระบบที่พัฒนาใหม่ล่าสุด ซึ่งสามารถตรวจจับคนเดินถนนได้อีกด้วย

Lane Keeping Assist System (LKAS)

ระบบแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง

ระบบนี้เป็นการทำงานของกล้องด้านหน้าเพื่อการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ ซึ่งประมวลผลและสั่งการมาโดยวิธีการหน่วงพวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับควบคุมรถในช่องทางเดินรถได้ตลอดเวลา เริ่มทำงานตั้งแต่ความเร็ว 72-180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีสวิตช์ควบคุมอยู่ที่ด้านขวาของพวงมาลัย ระบบนี้ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่ผู้ขับขี่ละมือจากพวงมาลัย ระบบจะหยุดการทำงานทันที

Road Departure Mitigation (RDM) with Lane Departure Warning (LDW)

ระบบแจ้งเตือนและช่วยเหลือเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ

ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปที่หน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมสั่นพวงมาลัย ในกรณีที่รถออกนอกช่องทางมากขึ้น ระบบจะทำการหน่วงพวงมาลัย เพื่อช่วยดึงให้รถกลับเข้าสู่ช่องทาง หากรถยังคงเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะสั่งให้เบรกทำงานเพื่อชะลอความเร็วอย่างเหมาะสม

นอกจากระบบทั้งหมดที่สรุปคร่าวๆ คงเห็นถึงความมุ่งมั่นที่ทีมวิศวกรของฮอนด้าได้ร่วมพัฒนาเพื่อให้ New Honda Accord Hybrid เป็นรถในกลุ่ม D-Segment ที่ประหยัดและปลอดภัย ในด้านของสมรรถนะความแรงจากเครื่องยนต์ 2 ระบบ ถือว่ามีสมรรถนะที่ค่อนข้างตอบสนองต่อการใช้งานได้เป็นอย่างดี ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อใช้โหมด Sport Drive Mode จะสามารถทำให้ซิ่งได้ต่อเนื่องในระดับหนึ่ง ไม่มีอาการรอบตกให้เห็น ทั้งนี้คงเป็นผลดีของระบบเกียร์ E-CVT ที่แปรผันอัตราทดได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อถนนโล่ง ในช่วงทางตรงยาว ความเร็วปลายที่ 180 กม./ชม.สามารถทำได้สบายๆ แต่อาจมีเสียงจากเครื่องยนต์หวีดร้องรบกวนเข้ามาบ้างเล็กน้อย

การหยุดรถนอกจากระบบป้องกันล้อล๊อค ABS รวมถึงระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA ยังมีทีเด็ดในชื่อระบบว่า “เซอร์โวเบรกไฟฟ้า” ซึ่งอาจจะหนักเท้าไปสักนิดเมื่อเทียบกับ Accord Hybrid รุ่นที่ผ่านมา แต่ก็สร้างความคุ้นเคยได้ในเวลาไม่นานนัก เมื่อระบบทำงานสัมพันธ์กันแรงต้นที่ส่งไปยังสมองกล จะถูกลดทอนไป 10 % เพื่อการหยุดรถที่ดีในแนวราบ ซึ่งสมองกลยังสั่งให้มีแรงบิดในการเบรกเพิ่มขึ้นถึง 25 % ทำให้ไม่ต้องออกแรงมากและยังได้การเบรกที่มั่นใจยิ่งขึ้น

ช่วงล่างและการยึดเกาะเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะในส่วนนี้ก็ได้รับการปรับปรุงมาเช่นกัน นอกจากโครงสร้างตัวถังนิรภัย และ ระบบควบคุมเสียงรบกวนที่ได้กล่าวถึงในช่วงแรก การพัฒนาภายในกระบอกโช๊คอัพและขดสปริง ส่งผลให้เกิดการขับขี่ที่มั่นใจ และให้การยึดเกาะถนนที่ดี แม้ว่าจะแข็งไปสักนิด หากมองจากตัวแปรเรื่องของสภาพเส้นทางที่ไม่เรียบสักเท่าไหร่และบางช่วงมีหลุมขรุขระ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการทดสอบครั้งนี้  ฟิลลิ่งที่สะท้อนมายังตำแหน่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารกลับให้ความรู้สึกที่ หนึบ ไม่กระด้าง ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากน้ำหนักตัวรถที่ต้องแบกภาระทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่

บทสรุปของ New Honda Accord Hybrid Tech ถือเป็นเรือธงรุ่นท๊อฟที่เน้นไปในด้านความปลอดภัยจากเทคโนโลยี Honda Sensing ซึ่งตรวจจับได้ทั้งวัสดุโลหะรวมถึงสิ่งมีชีวิต โดยมีจุดประสงค์ที่จะช่วยในด้านความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ในส่วนของความประหยัด หากมีน้ำมันเต็มถัง และพฤติกรรมการขับขี่ที่คงเส้นคงวา ในระดับความเร็ว 90-120 กม. รถคันนี้จะพาคุณไปไกลได้ในระยะทางทะลุ 1,000 กม.แน่นอน แต่หากคุณอยากซิ่งในช่วงถนนโล่ง Sport Drive Mode จะเป็นโหมดทางเลือกเพื่อตอบสนองการใช้งานซึ่งเป็นพลังงานลูกผสมของทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า

ความสะดวกสบายพร้อมหลากฟังค์ชั่นการใช้งานเหล่านี้น่าจะเป็นคำตอบของโจทย์ที่คุณได้ตั้งไว้แน่นอน ทางเลือกใหม่รุ่นล่าสุดจากค่ายฮอนด้าในนามว่า New Honda Accord Hybrid จึงถือเป็นรถที่สนองความต้องการทุกการใช้งานได้เป็นอย่างดีครับ

VOLVO XC90 T8 TWIN ENGINE MOMENTUM เอสยูวีแดนไวกิ้งมากับเครื่องยนต์แห่งอนาคตพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ

0
รถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง มาพร้อมมิติตัวรถใหญ่สุดในเซกเมนต์ อัดแน่นด้านของความหรูหรา สะดวกสบาย แบบไม่มีกั๊ก พร้อมกับสุดยอดนวัตกรรมเครื่องยนต์ที่ผสมผสานทั้ง เทอร์โบ ซุเปอร์ชาร์จ และ มอเตอร์ไฟฟ้า เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งยังจัดเต็มตัวช่วยการขับขี่ตามสโลกแกน “ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่”

“Volvo” รถยนต์จากฝั่งสแกนดิเนเวียที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นหนึ่งในค่ายรถซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความก้าวล้ำในโลกยานยนต์ และเป็นที่น่าดีใจที่ผู้บริโภคชาวไทยจะมีโอกาสได้ครอบครองสุดยอดนวัตกรรมเหล่านั้นในราคาที่สมเหตุสมผล โดยล่าสุด เอสยูวีที่ติดตั้งนวัตกรรมแห่งการขับขี่ ได้มาถึงประเทศไทย และวางจำหน่ายทุกโชว์รูมทั่วประเทศในชื่อรุ่น “XC 90” ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมทดสอบสุดยอดระบบขับเคลื่อนและตัวช่วยการขับขี่ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา งานนี้มีหรือจะพลาด www.autoworldthailand.com พร้อมรายงานครับ

Volvo XC90 บทบัญญัติหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ยนตรกรรมจากค่ายรถแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งถือเป็นการชี้นำทิศทางการดีไซน์ของรถยนต์ในอนาคตได้ชัดเจน ผนวกกับเทคโนโลยีทันสมัยที่เป็นตัวตนเฉพาะ และเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมบนแพลตฟอร์มใหม่ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Volvo นั่นคือ Scalable Product Architecture หรือมีชื่อย่อว่า SPA นอกจากนี้ยังมีสถิติที่น่าสนใจคือรถล็อตแรกผลิตพิเศษเพียง 1,927 คัน (ตามปีก่อตั้งบริษัทผลิต) ขายหมดในเวลา 47 ชั่วโมง หลังเปิดให้สั่งจองผ่านทางอินเตอร์เน็ตเมื่อเดือนกันยายนปี 2014

เกริ่นนำคร่าวๆสำหรับที่มาที่ไปของ XC 90 ซึ่งก่อนหน้านี้ XC 90 D5 AWD ก็พึ่งจะจัดกิจกรรมทดสอบไปไม่กี่เดือนก่อน แต่ในครั้งนี้เป็นการทดสอบรุ่น “ XC 90 T8 TWIN ENGINE” ซึ่งประกอบมาจากประเทศมาเลเซีย ความเป็นจริงจะแตกต่างจากรุ่นท๊อปไลน์ที่ผลิตจากประเทศสวีเดนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

VOLVO XC 90 T8 TWIN ENGINE  เป็นรถในเซกเมนต์เอสยูวีหรูแบบ 7 ที่นั่ง ตามขนาดมิติความกว้าง 2,140 มม. ยาว 4,950 มม. และสูง 1,776 มม. ผสานการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียอย่างมีรสนิยม และเป็นรถรุ่นแรกที่เผยโฉมด้วยเครื่องหมายการค้าแบบใหม่ ซึ่งออกแบบให้ส่วนของวงแหวนลูกศรสวยสง่างาม กระจังหน้าดูภูมิฐาน มาพร้อมกับไฟกลางวันรูปตัวที T-shaped Daytime-Running Lights ซ่อนรวมอยู่ในโคมไฟหน้าสี่เหลี่ยมคงหมูทรง “ค้อนศาสตราวุธเทพเจ้า ธอร์” หรือ Thor’s Hammer ที่โด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง “Norse God of Thunder Thor” 

ฝากระโปรงหน้าปั้มขึ้นรูปสอดรับกับเส้นสายที่คมชัดตลอดแนวยาวระดับหน้าต่าง ไฟท้ายรูปทรงใหม่ก็เป็นส่วนสำคัญอีกจุดหนึ่งที่สะท้อนเอกลักษณ์สำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นของ Volvo

ในส่วนของล้ออัลลอยซึ่งถือว่าเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่จุดที่ต่างไปจากรุ่นท๊อปไลน์ มีชื่อเรียกว่า Turbine Silver ขนาด 19 นิ้วหน้ากว้าง 8  นิ้ว พร้อมยาง 235/55/R19 ในขณะที่รุ่นท๊อปเป็นแบบ 10 ก้านขนาด 20 นิ้ว

ภายในดีไซน์เรียบหรู แต่แฝงไว้ซึ่งเทคโนโลยีระดับสูง ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่งดงามของประเทศสวีเดน ผสมผสานวัสดุซึ่งได้รับการเลือกสรร เช่น หนัง Nappa พร้อมตกแต่งด้วยลายไม้ทั่วห้องโดยสาร โดดเด่นด้วยจอภาพควบคุมระบบสัมผัสจำลองแบบ tablet ขนาด 9 นิ้ว บริเวณคอนโซลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบควบคุมรถยนต์รุ่นใหม่

หัวเกียร์เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทีมออกแบบและเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ ทำจากแก้วเจียระไนของ Orrefors แบรนด์ดังของประเทศผู้ผลิต ใกล้กันปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ และปุ่มปรับระดับเสียงเครื่องเสียง

เบาะนั่งดีไซน์หรูเพิ่มเนื้อที่ในห้องโดยสารให้กับผู้โดยสารเบาะนั่งแถว 2 และ 3 มากขึ้น  ไม่มีการรองหนุนด้วยวัสดุหนานุ่ม แต่ทั้งหมดถูกกำหนดตามหลักสรีรวิทยาโดยเฉพาะ ปรับได้ทุกส่วนและทุกทิศทาง พร้อมปีกหนุนด้านข้าง ทั้งยังมีหมอนรองศีรษะปรับขึ้น/ลงด้วยไฟฟ้าซึ่งมีหน่วยความจำในตัว

ทั้งยังให้ความสำคัญกับเบาะรองนั่งสำหรับเด็ก ออกแบบให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับเบาะนั่งตัวกลาง รวมถึงแก้ไขปัญหาของเบาะแถว 3 เพื่อให้นั่งสบาย และไม่ต้องห่วงว่าผู้โดยสารที่มีส่วนสูง 170 เซนติเมตร จะอึดอัดหรือปวดเหมื่อยต้นคอ ทั้งยังสอดเท้าใต้เบาะนั่งแถวที่ 2 เพิ่มระยะวางเท้าได้อีกด้วย  ทุกที่นั่งติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดรัดพร้อมระบบปรับตึงอัตโนมัติ Pre-tensioners  ม่านนิรภัยหรือInflatable Curtain Airbags ครอบคลุมเบาะนั่งได้ทุกแถว สำหรับปกป้องกรณีถูกชนด้านข้างหรือรถพลิกคว่ำ

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติกระจายความเย็น 4 ส่วน แยกปรับความเย็นได้อิสระระหว่างที่นั่งตอนหน้าและแถว 2 ส่วนระบบปรับอากาศสำหรับเบาะนั่งแถว 3 แยกอิสระ มาพร้อมระบบกรองอากาศอัจฉริยะ CleanZone air purification system ของ Volvo พัฒนาโดยเพิ่มกรองพิเศษให้ประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคเล็กจิ๋ว ละอองเกสร และฝุ่นผง ที่ปะปนมากับอากาศ ซึ่งลดความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและโรคภูมิแพ้

สำหรับเครื่องเสียงเป็นแบบ High Performance ภาคขยายสัญญาณหกช่องเสียงจะส่งกำลัง 330 วัตต์ไปยังลำโพง 10 ตัว ควบคุมและสั่งการผ่านหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 9 นิ้ว มาพร้อมเทคโนโลยี Sensus ทำหน้าที่เป็นสมองกลอัจฉริยะควบคุมการสื่อสารและสั่งการรถยนต์ เชื่อมต่อกับสัญญาณดาวเทียม ไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ระบบนำทางผ่านดาวเทียม เพลงโปรด และอื่นๆ โดยปรากฏหน้าจอโทรศัพท์มือถือทั้งระบบ IOS  หรือ Android ซึ่งเชื่อมต่อโดย Hot Spot ได้สะดวก

Sensus ยังสามารถปรับข้อมูลในแอพลิเคชั่นต่างๆให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการจราจร แผนที่เส้นทาง Up-date ล่าสุดเพื่อใช้กับระบบนำทางผ่านดาวเทียม Sensus Navigation รวมถึงคลายเหงาด้วยฟังค์ชั่น Apple CarPlay

VOLVO XC 90 T8 TWIN ENGINE ใช้เครื่องยนต์ 2 ระบบ ซึ่งเครื่องยนต์หลักในรูปแบบ Drive-E Powertrain มีขนาดความจุเพียง 2,000 ซี.ซี. แถวเรียง 4 สูบ แต่เพิ่มกำลังโดยติดตั้งระบบอัดอากาศทั้งซุปเปอร์ชาร์จและเทอร์โบ ทำงานแบบผสมผสาน ทำให้มีแรงม้าสูงถึง 320 แรงม้า ที่   5,700   รอบต่อนาที

พละกำลังอีกหนึ่งรูปแบบคือ มอเตอร์ไฟฟ้า ติดตั้งไว้กับชุดเพลาขับทางด้านหลัง เรียกว่า  Electric Rear Axle Drive (ERAD) ให้กำลัง 87 แรงม้า สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน มีขนาด 65 กิโลวัตต์ ติดตั้งไว้ที่เหนือเพลากลางซึ่งปลอดภัยจากการชน และมีการกระจายน้ำหนักที่ดี ขณะขับสามารถชาร์จไฟได้เช่นกัน แต่ได้สูงสุดเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะชาร์จให้แบตเตอรี่เต็ม ต้องชาร์จด้วยการเสียบปลั๊กเท่านั้น เมื่อนำ 2 ระบบมาผสมรวมกันทำให้รถคันนี้มีพละกำลังสูงถึง 407 แรงม้า พร้อมแรงบิด 640 นิวตันเมตร ทางบริษัทผู้ผลิตเคลมไว้ว่าอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 5.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม. พร้อมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 45.5 กิโลเมตรต่อลิตร

ในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่จากกระแสไฟฟ้า 13 แอมป์เพียง 2.5 ชั่วโมง กระแสไฟฟ้า 10 แอมป์ ใช้เวลา 3.5 ชั่วโมง และกระแสไฟฟ้า 6 แอมป์ใช้เวลาชาร์จ  6 ชั่วโมง ในกรณีที่ใช้งานโหมดไฟฟ้าล้วนจะได้ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ทั้งนี้เกี่ยวกับกับสภาวะแวดล้อมและน้ำหนักบรรทุก

 

 

กำลังทั้งหมดถูกส่งผ่านมายังระบบเกียร์ทรอนิค   8 จังหวะ พัฒนาล่าสุดสอดรับการทำงานของระบบไฮบริดโดยเฉพาะ ด้วยเทคโนโลยีShift-by-Wire รวมถึงปั๊มน้ำมันเกียร์ขนาดใหญ่เพื่อลดปัญหาเกียร์สะดุดหรือเสียหาย โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาสู่เครื่องยนต์ ทำงานร่วมกับระบบ Crankshaft Integrated Starter Generator หรือ CISG มีหน้าที่เป็นไดชาร์จและสตาร์ทเตอร์ ติดตั้งบริเวณฟลายวีล ช่วยสตาร์ตเครื่องยนต์และชาร์จไฟกลับข้าแบตเตอรี่ ให้กำลัง 34 กิโลวัตต์ หรือ 46 แรงม้า ส่งผลให้สตาร์ทเครื่องยนต์ได้อย่างนุ่มนวล และช่วยเพิ่มกำลังในขณะออกตัวหรือเร่งแซง

ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระในรูปแบบของปีกนก 2 ชั้น Double Wishbone และ ระบบกันสะเทือนหลังถูกออกแบบมาด้วยแขนกลต่างๆ ที่ทำงานสัมพันธ์กับเหล็กสปริงแบบแบนวางขวางลำตัวรถ หรือ Transverse Leaf Spring ใช้วัสดุคุณภาพสูงน้ำหนักเบาและทำให้ใช้พื้นที่สำหรับชุดกันกระเทือนหลังน้อยลง

ในด้านความปลอดภัย VOLVO XC 90 T8 TWIN ENGINE ถือว่าดำเนินไปตามสโลกแกน “ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่” อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในเวลานี้ก็ว่าได้ โดยมีชื่อเรียกว่า City Safety หรือระบบป้องกันการชนพร้อมเซนเซอร์ตรวจจับรถยนต์ คนเดินถนน ผู้ขับขี่จักรยานและสัตว์ขนาดใหญ่พร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถอัตโนมัติ City Safety and Auto Braking function ด้วยการแจ้งเตือนง่ายๆให้กับผู้ขับขี่และมีระบบเบรกคอยช่วยเหลือ หากใกล้จะชนและผู้ขับขี่เผลอเลอไม่สามารถบังคับควบคุมรถได้ ระบบก็จะเบรกให้รถหยุดโดยอัตโนมัติในทันที

และสิ่งที่ไม่ตกเทรนด์ซึ่งเป็นตัวช่วยการขับขี่อย่างระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Park Assist Pilot ซึ่งระบบจะช่วยในการถอยหลังและหมุนพวงมาลัยเอง ไม่ว่าจะเป็นซองขนานกับขอบถนน หรือ ถอยเข้าซองแถวเรียงหนึ่ง ผู้ขับขี่สามารถสังเกตุตรวจดูได้จากข้อมูลภาพกราฟฟิคตัวรถจากจอภาพที่คอนโซลกลาง

ถึงเวลาของการทดสอบ วอลโว่ ประเทศไทย จำกัด ได้เตรียมเส้นทางโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี ระยะทางไป-กลับ 200 กม. โดยประมาณ ซึ่งสะท้อนการใช้งานจริงทุกรูปแบบ ทั้งถนนราดยางเพื่อการทดลองสมรรถนะของเครื่องยนต์ รวมถึงเส้นทางในสไตล์ออฟโรดสำหรับทดลองระบบช่วยเหลือต่างๆ มาดูกันเลยครับว่า VOLVO XC 90 T8 TWIN ENGINE มีทีเด็ดอะไรที่ซ่อนไว้อยู่บ้าง

หลังจากรับฟังคำบรรยายสรุปเกี่ยวกับข้อมูลรถและรูปแบบเส้นทางที่ใช้ในการทดสอบ ขบวนรถ VOLVO XC 90 T8 TWIN ENGINE ก็เริ่มทยอยออกเดินทางจากสำนักงานใหญ่ย่านหัวหมาก มุ่งหน้าสู่ทางด่วนลอยฟ้าบูรพาวิถี มาเริ่มต้นไปด้วยกันกับการใช้งานรูปแบบอื่นๆที่มีถึง 6 โหมดตัวช่วยการขับขี่ ซึ่งสามารถเลือกใช้งานจากปุ่มควบคุมบริเวณคอนโซลกลาง สรุปการทำงานตามรูปแบบต่างๆได้ดังนี้

Hybrid เป็นโหมดเริ่มต้น ซึ่งทำงานอัตโนมัติทุกครั้งที่สตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังขับเคลื่อนผสานระหว่างเครื่องยนต์ กับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะใช้แยกกันหรือควบคู่กันก็ได้ขึ้นอยู่กับความจุไฟฟ้าของแบตเตอรี่ เพื่อให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดมลภาวะไอเสียมากที่สุด

Pure เมื่อแบตเตอรี่ไฮบริดชาร์จไฟเต็ม รถยนต์จะใช้งานด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และสามารถวิ่งได้เป็นระยะทางไกลถึง 40 กิโลเมตร ใช้งานไม่ยากเพียงรักษาคันเร่งและสังเกตุการทำงานได้ที่จอแดชบอร์ด ชาร์จพลังงานไฟฟ้าด้วยการเบรกแบบรีเจนเนอเรทีฟ (Regenerative Braking System) ผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า

Power โหมดนี้เป็นการเลือกใช้พลังงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ประโยชน์ที่ได้จากการทำงานร่วมระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ คือ ให้แรงบิดที่ดีกว่าขณะเครื่องยนต์ทำงานรอบต่ำ

AWD ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า  สั่งงานการขับเคลื่อนทุกล้อ เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนน ส่วนใหญ่จะทำงานที่ความเร็วต่ำและบนถนนลื่น

Off-Road วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะถนนให้ดีขึ้นเมื่อขับขี่บนพื้นผิวถนนแบบทุรกันดาร ระบบจะทำงานในความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. หากเกินกว่านั้นจะเปลี่ยนเป็นโหมด AWD และไม่สามาถเข้าโหมด Off-Road ได้อีกแม้จะลดความเร็วต่ำกว่า 40 กม./ชม. ในโหมดนี้จะประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นของระบบช่วยในการลงที่ลาดชัน (Hill Descent Control) พร้อมกับบอกทิศทางด้วยเข็มทิศ

Individual เป็นโหมดเฉพาะของผู้ขับขี่ /เจ้าของรถสามารถปรับตั้งไว้กับตัวกุญแจรถรีโมทแต่ละดอกที่เกี่ยวกับโปรไฟล์ของผู้ขับขี่ได้ นอกจากนี้ยังมีออปชั่นให้เลือกปรับเปลี่ยนคุณลักษณะส่วนบุคคล เช่น เลือกการตอบสนองของพวงมาลัย ระบบบังคับเลี้ยว ความตื้นลึกของเบรก และการเลือก Drive Mode ที่ต้องการ

สำหรับการทดลองสมรรถนะของเครื่องยนต์ TWIN ENGINE ผมเลือกที่จะใช้โมหด Power ซึ่งพละกำลัง 407 แรงม้าถูกเรียกใช้งานเต็มรูปแบบ ซุเปอร์ชาร์จจะช่วยรีดแรงม้าในรอบต้นถึงรอบกลาง และเทอร์โบช่วยในรอบปลาย เกียร์ทรอนิค   8 จังหวะ รักษาความนุ่มนวลของรอยต่อแต่ละอัตราทดได้อย่างเป็นเลิศ สำหรับเรื่องที่น่าเสียดายคือแป้นแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย  ความสนุกในการขับขี่จึงถูกยั้งไว้เล็กน้อย แต่จุดนี้ถือว่ายอมรับได้ เพราะความแรงได้สะท้อนมาในรูปแบบ “หลังติดเบาะ” และทำให้อึ้งไปมากกว่านั้นกับตัวเลขที่แสดงบริเวณแดชบอร์ดซึ่งโชว์ความเร็วไว้อย่างน่าสนใจแตะๆ 200 กม./ชม.ในเวลาที่ไม่นานนัก

พอมาถึงบริเวณสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ยังมีกิจกรรมทดลองความปลอดภัยกับระบบ Adaptive Cruise Control ซึ่งติดตั้งฟังก์ชั่น Queue Assist รักษาระยะห่างจากคันหน้าอัตโนมัติ และรักษาช่องทางอัตโนมัติ ทั้งนี้ผู้ขับขี่ต้องจับที่พวงมาลัย ถ้าเซนเซอร์ตรวจพบว่าไม่มีแรงต้านที่พวงมาลัย ระบบจะตัดการทำงานทันที

อีกหนึ่งระบบที่ช่วยการขับขี่ในพื้นที่ทุรกันดานกับโหมด Off-Road ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ Hill Start Assist ได้อย่างเหมาะเจาะ ระบบทั้งสองจะทำงานสัมพันธ์กันตลอดเวลาที่ใช้งาน ซึ่งช่วยออกตัวบนทางลาดชันหลังจากรถจอดนิ่ง และระบบ Hill Descent Control ใช้การกำลังของเครื่องยนต์มาช่วยลดแรงต้านในขณะขับรถลงทางชัน รวมถึงยังมีโหมดเกียร์ B เพราะถ้ารถกำลังขับเคลื่อนในโหมดไฟฟ้ากำลังของเครื่องยนต์ที่ถูกตัดการทำงานออกไปจะไม่มีแรงฉุด

เสร็จสิ้นภารกิจทดลองขับ ถึงเวลาแตะมือผลัดหน้าที่ ผมมีโอกาสนั่งสบายๆในฐานะผู้โดยสาร พลขับที่ขันอาสาเป็นเพื่อนสื่อฯด้วยกันนี่แหล่ะครับ ทีมผู้จัดงานไม่ระบุเส้นทาขากลับเอาไว้ เพราะฉะนั้นก็ไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย นั่นคือเส้นทางมอเตอร์เวย์  ความสนุกได้เปลี่ยนมือไปถึงเวลาของการนั่งชิวๆ

บางช่วงของเส้นทางนี้อย่างที่รู้กันอยู่ว่ามีสะพานอยู่หลายแห่ง บางแห่งออกแบบมาดี เรียบ ไร้รอยต่อบริเวณคอสะพาน แต่บางแห่งถึงกับทำให้รถลอยจากพื้นถนน และระบบที่ซ่อนไว้อย่าง Run-Off Protection ก็ได้ทำงานโดยไม่ทันตั้งตัว เซนเซอร์จะตรวจจับล้อทั้งสี่ หากมีการลอยจากพื้นถนน เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าจะทำการดึงให้ร่างกายกับเบาะนั่งแนบสนิทเป็นชิ้นเดียวกัน โดยจะเริ่มคลายตัวต่อเมื่อตัวรถกลับสู่พื้นถนนเต็มทั้ง 4 ล้อ เล่นเอาผมกับเพื่อนสื่อตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นและแสบเอวเล็กน้อย เนื่องจากการรั้งกลับมีความแรงพอสมควร แต่ถ้ามองในเชิงป้องกันอุบัติเหตุ สถานการณ์ที่หนักจะคลี่คลายเป็นเบาลงทันที

บทสรุปของรถคันนี้ แน่นนอนว่าความอัจฉริยะของระบบต่างๆจะทำให้ใครที่ได้สัมผัสต่างทึ่งไปตามๆกัน ทั้งนี้คงต้องสร้างความสนิทสนมกับระบบสักพักใหญ่ แล้วตัวช่วยต่างๆจะช่วยเติมเต็มความสะดวกสบาย ทั้งยังประหยัดต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงยังตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้งานไม่ว่าจะเลือกซิ่ง หล่อ หรือจะเอาไปลุยในสถานที่ทุรกันดาน

สิ่งที่ผมเสียดายสุดๆคือระบบแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย หากติดตั้งมาด้วยละก็ จะช่วยให้รถคันนี้กลายเป็นเอสยูวีที่ขับสนุกยิ่งขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามการตอบโจทย์สำหรับความเป็นรถในรูปแบบอเนกประสงค์ หลายคนคงไม่จำเป็นที่จะใช้งานระบบที่ผมอยากได้ เพราะที่มีอยู่ก็เรียกได้ว่าจัดหนักเพื่อทุกความต้องการของผู้ใช้รถใช้ถนนในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

ทาทา ซูเปอร์เอซ มินท์ รถบรรทุกเล็กเพื่อการพาณิชย์ ขุมพลัง ดีเซล คอมมอนเรล

0
ทาทา ซูเปอร์เอซ มินท์ รถบรรทุกเล็กสำหรับงานขนส่งและการพาณิชย์ ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มของพ่อค้า แม่ขาย หน้าใหม่ นำไปดัดแปลงในรูปแบบของ FOOD TRUCK หนึ่งเดียวในตลาดที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ คอมมอนเรล  ขนาด 1.4ลิตร เกียร์ธรรมดา 5 สปีด  จำหน่ายในราคา 3.9 แสนบาท

กระแสแรงกับรถ Mini Truck ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากก้าวข้ามกฎหมายเรื่องเวลาการใช้ถนนสำหรับการขนถ่ายสินค้า รวมถึงนำไปดัดแปลงต่อยอดเพื่อดำเนินธุรกิจส่วนตัวของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบ FOOD TRUCK ล่าสุด บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ค่ายรถแดนภารตะ จึงได้นำโปรดักส์ใหม่ ลงสังเวียนสู้ศึก หวังโกยยอดจำหน่ายในเซกเมนต์นี้ พร้อมชูจุดเด่นว่าเป็นเพียงค่ายรถแบรนด์เดียวที่ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ ดีเซล เทอร์โบ คอมมอนเรล โดดเด่นในด้านความ แกร่ง ถึก ทน  แต่ทั้งหมดจะเป็นจริงอย่างที่ว่าหรือไม่www.autoworldthailand.com มีคำตอบครับ

ทาทา ซูเปอร์เอซ  มินท์ มากับมิติตัวรถที่โดดเด่นตามขนาด 4340 x 1565 x 1858 มิลลิเมตร ในรุปแบบของรถบรรทุกเพื่อการพาญิชย์แบบหัวเดียว ทั้งยังมีพื้นที่ในการบรรทุกใหญ่สุดในเซกเมนต์ตามขนาด 2630 x 1460 x 300 มิลลิเมตร  จุดเด่นนี้ทำขึ้นมาเพื่อบรรทุกสินค้าในพื้นที่ที่ต้องการความคล่องตัวสูง และสะดวกในการขนย้ายจากกระบะที่สามารถเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน หรือจะต่อยอดเพื่อดัดแปลงในรูปแบบของ FOOD TRUCK ตามกระแสนิยมก็ทำได้อย่างสะดวกสบาย

ออกแบบภายในด้วยความเรียบง่าย ในสไตล์รถ 2 ที่นั่ง วัสดุที่ใช้ตกแต่งห้องโดยสารดูมีความพิถีพิถันมากขึ้น ด้วยคอนโซลพลาสติกปั๊มขึ้นรูป มีเครื่องเสียงระบบซีดี เอมพี 3 และสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศแบบมือหมุน ติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พิเนียนพร้อมแกนพวงมาลัยแบบยุบตัวได้เพื่อความปลอดภัย หัวเกียร์จับถนัดมือ ใกล้กันจะมีที่วางแขนพร้อมช่องเสียบแก้วน้ำ

ทาทา ซูเปอร์เอซ  มินท์ มากับขุมพลังใหม่ ในรูปแบบของเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ขนาด 1.4 ลิตร ไดคอร์ ยูโร 4 จ่ายเชื้อเพลิงผ่านหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่น พร้อมระบบอัดอากาศ เทอร์โบชาร์จและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 70 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด140 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำต่อเนื่อง ตั้งแต่ 1,400–2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

ในด้านความยึดเกาะถนน ระบบช่วงล่างด้านหน้าใช้แบบอิสระ พร้อมแหนบแผ่นซ้อนรูปวงรีที่ด้านหลัง ดีไซน์สำหรับการบรรทุกสัมภาระโดยเฉพาะ ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อน ด้านหลังเป็นดรัมเบรกพร้อมวาล์วปรับแรงดัน

การทดสอบในครั้งนี้ได้จำลองการใช้งานจริงผ่านเส้นทางการจราจรหลากรูปแบบ พื้นที่ของห้องโดยสาร ที่สร้างขึ้นสำหรับการขับขี่แบบ 2 ที่นั่ง ประเด็นนี้ผ่านสบายๆ มีตัวช่วยอย่างพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน ไม่ต้องเหนื่อยและประหยัดแรงการควบคุมรถได้เยอะ คลัชค่อนข้างนิ่ม ทั้งนี้น่าจะมาจากการออกแบบเพื่อใช้งานสะดวกในสภาพการจราจรแออัด ส่งผลให้ผู้ขับขี่คลายความเมื่อยล้าได้ค่อนข้างดี แรงลมจากเครื่องปรับอากาศส่งความเย็นกระจายทั่วห้องโดยสารได้รวดเร็ว จนต้องปรับความแรงมาเหลือเพียงเบอร์ 1 และการไม่มีฝากระโปรงหน้าที่ยืดยาว ส่งผลให้ทัศน์วิสัยการขับขี่กว้างไกล ทำให้การเล็งทิศทางทำได้ง่ายและแม่นยำ

เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลขนาด 1.4 ลิตร แม้จะมีแรงม้าเพียง 70 แรงม้า แต่แรงบิดขนาด 140 นิวตันเมตร ในช่วง1,400–2,750 รอบ/นาที ก็สามารถนำพารถคันนี้ไปได้อย่างสบาย บางช่วงถนนโล่งๆ ลองเหยียบคันเร่งไปที่ความเร็วกว่า 100 กม./ชม. เข็มความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการสังเกตบริเวณแผงหน้าปัด เป็นสิ่งบ่งชี้ว่ารถคันนี้มีกำลังล้นเหลือ อย่างไรก็ตามการทดสอบในครั้งนี้มีเพียงนน.บรรทุกจากผู้ขับขี่และผู้โดยสารเพียง 2 ท่าน หากมีการบรรทุกสัมภาระตามการใช้งานจริง ฟิลลิ่งทั้งหมดอาจเปลี่ยนไป แต่ขณะที่ทดลองขับ หัวข้อนี้สอบผ่านครับ

การยึดเกาะถนน ถ้าวิ่งรถเปล่าอาจจะรู้สึกแข็งและโคลงบ้างเล็กน้อย ตามสไตล์ของระบบช่วงล่างแบบแหนบแผ่น แต่เมื่อใดที่มีน้ำหนักบรรมุกมากดทับ การยึดเกาะจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามมาแน่นอน จริงๆแล้ว ถ้าเปลี่ยนขนาดยางจาก 165 R14 มาเป็นหน้ายางที่กว้างกว่า หรือจะยกเซ็ททั้งล้อและยางให้เป็นขอบ 15 นิ้ว สมรรถนะด้านการยึดเกาะจะโดดเด่นขึ้นมาทันที

จุดขายสำคัญคือเรื่องของพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายที่ใหญ่สุดในเซกเมนต์ เพราะฉะนั้นการขนส่งสินค้าหรือดัดแปลงให้เป็น FOOD TRUCK รวมถึงรถบริการเคลื่อนที่ จะมีพื้นที่กว้างขวางกว่าคู่แข่ง และในส่วนของกระบะที่เปิดได้ถึง 3 ด้าน จะได้เปรียบเวลาขนย้ายสิ่งของแน่นอน

Testdrive: Ford Focus Eco Boost Turbo VS Honda Civic Vtec turbo คู่แข่งตัวแรง ในพิกัด 1.5 ลิตร เทอร์โบ

0
ถึงวาระที่จะได้ปฏิบัติการพิสูจน์ความแรงกับรถธงจาก 2 ค่ายผู้ผลิต ระหว่าง New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sportกับ ALL NEW HONDA CIVIC 1.5 Vtec Turbo พิกัดความแรงจากเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ของรถคันไหนมีสมรรถนะที่โดนใจคุณ คำตอบทั้งหมดพร้อมเสริ์ฟให้ทุกท่านได้รับชมครับ
 …

มาเริ่มที่ขนาดของรถธงฝั่งฮอนด้ากันก่อนครับ ALL NEW HONDA CIVIC 1.5 Vtec Turbo มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่รุ่นคือรุ่น Vtec Turbo และ Vtec Turbo RS ในรูปแบบของรถพรีเมี่ยมซีดาน ขนาดความยาว 4,630 มม. กว้าง 1,799 มม. และสูง 1,416 มม.

สำหรับรถธงจากค่ายฟอร์ด New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport  มาในรูปแบบของรถแฮทแบค 5 ประตู ขนาดความยาว 4,358 มม. กว้าง 1,823 มม. และสูง 1,469 มม.

Honda Civic Turbo จัดวางโครงสร้างโดยเน้นการออกแบบให้มีความสปอร์ตล้ำสมัย ด้วยรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวและหรูหราจากเส้นสายด้านข้างตัวรถคมชัด ดุดันด้วยกระจังหน้าวางตัวเป็นแนวยาวเต็มกรอบ เชื่อมต่อกับไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างในเวลากลางวันแบบ LED

Ford Focus Ecoboost เน้นการออกแบบที่ปราณีต กระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่เชื่อมต่อไปหน้ากระจังแบบสี่เหลี่ยมคางหมูลวดลายรังผึ้งอันเป็นเอกลักษณ์ ไฟหน้ายาวกว่ารุ่นเดิมและเรียวขึ้น ติดตั้งไฟกลางวันรวมไว้ในโคมเดียวพร้อมไฟตัดหมอกที่มุมกันชนทั้ง 2 ฝั่ง

ด้านท้ายของ Honda Civic Turbo ได้รับการออกแบบให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟท้ายรูปทรงตัว C แบบ LED ในรุ่น RS ติดตั้งสปอยเลอร์หลังบนฝากระโปรงพร้อมพร้อมโลโก้สีแดง ระบบคายไอเสียเป็นแบบท่อไอเสียคู่ที่ใช้งานได้จริงทั้งฝั่งซ้ายและขวา ล้ออัลลอยใช้ขนาด 17 นิ้ว หุ้มยางขนาด 215/50

ในส่วนของ Ford Focus Ecoboost ฝากระโปรงท้ายและไฟท้ายก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้ดีไซน์ดูแปลกตาไปกว่าเดิม ทั้งยังเติมแต่งความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ มาพร้อมล้ออัลลอยหุ้มยางขนาด 215/50R17

ห้องโดยสารของ Honda Civic Turbo เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง ออกแบบเส้นสายในสไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยม พื้นที่ภายในกว้างขวางสะดวกสบายใกล้เคียงกับรถยนต์ในระดับ D-Segment เน้นภายในสีดำและใช้วัสดุหุ้มเบาะนั่งเป็นหนังแท้ เบาะนั่งผู้ขับขี่สามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ส่วนผู้โดยสารตอนหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง

Ford Focus Ecoboost ออกแบบห้องโดยสารให้ดูเรียบง่าย ติดตั้งวัสดุซับเสียงคุณภาพสูงเพื่อความเงียบ กระจกไฟฟ้าทุกบานเป็นแบบอัตโนมัติ ภายในตกแต่งด้วยสี Piano Black ทั้งแผงข้างและเบาะนั่งหุ้มหนังแท้ ในส่วนเบาะหลังปรับพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระ

ชุดแดชบอร์ดของ Honda Civic Turbo ดูทันสมัยด้วยระบบดิจิตอลในรูปแบบของมาตรวัดและจอแสดงข้อมูลแบบ TFT  พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นมีทั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียงซึ่งพิเศษด้วยการปรับระดับเสียงแบบ SWIPE ปรับลดเสียงได้ด้วยการสัมผัส ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ในรุ่น RS มีแพดเดิลชิฟท์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์

ในขณะที่ Ford Focus Ecoboost ติดตั้งระบบพวงมาลัยแบบมัลติฟังค์ชั่นที่มาพร้อมสวิตช์ควบคุมและสั่งการระบบต่างๆ อาทิ แพดเดิลชิพท์ และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แต่ชุดแดชบอร์ดยังคงใช้แบบอนาลอค ในรูปแบบของมาตรวัดความเร็วแบบทรงกลม 2 ช่อง

Honda Civic Turbo ติดตั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายด้วยการควบคุมเพียงปลายนิ้วสัมผัส อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay

จุดเด่นของ Ford Focus Ecoboost อยู่ที่ระบบสั่งงานด้วยเสียงเวอร์ชั่นล่าสุด SYNC 3 พร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth และ Wi-fi รองรับแอพพลิเคชั่น Apple Car Play และ Siri Eyes Free สำหรับไอโฟน รวมถึง แอนดรอยด์ ออโต้ เพื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนระบบเอนดรอยด์ แสดงผลการทำงานผ่านจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว

ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องสมรรถนะ มาดูฟังค์ชั่นเด็ดที่ติดตั้งในรถ 2 คันนี้กันก่อนครับ เริ่มที่  Honda Civic Turbo ทั้งสองรุ่น ติดตั้งระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศจากกุญแจรีโมท หรือ Engine Remote Start เป็นฟังค์ชั่นใหม่ที่สั่งการได้จากระยะไกล เพื่อใช้สำหรับอุ่นเครื่องและปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นสบายล่วงหน้าก่อนออกเดินทางในขณะที่ประตูรถยังคงล็อกอยู่เช่นเดิม และรถจะไม่สามารถออกตัวได้จนกว่าผู้ขับจะเข้าไปสตาร์ทรถตามปกติ

Ford Focus Ecoboost ไม่มีระบบสตาร์ทเครื่องด้วยกุญแจรีโมท แต่ทดแทนด้วยระบบ Mykey ช่วยให้กำหนดค่าต่างๆ เช่นความเร็วสูงสุด และ ระดับความดังของเครื่องเสียง เพื่อหยุดความซ่าส์ของนักซิ่งภายในบ้าน พ่วงด้วยฟังค์ชั่นกุญแจอัจฉริยะที่ไม่ต้องเสียเวลาควานหาในกระเป๋า เพียงแค่กุญแจอยู่ในตัวก็สามารถเปิดรถเข้าออกได้ รวมถึงเหยียบเบรคพร้อมกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที

ระบบเพื่อความปลอดภัยของ Honda Civic Turbo นอกจากเบรกมือไฟฟ้า Electric Parking Brake ระบบ Auto Brake Hold และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ สำหรับรุ่น Turbo RS มีฟังค์ชั่น HONDA LANE WATCH ที่บันทึกจากกล้องขนาดจิ๋วบริเวณกระจกมองข้างด้านซ้ายทุกครั้งเมื่อยกก้านไฟเลี้ยวซ้าย รวมถึงแสดงภาพเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลังเพื่อความปลอดภัยในการถอยจอด

Ford Focus Ecoboost จัดเต็มให้กับเทคโนโลยีในรูปแบบ Active Park Assist ได้แก่ ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะแบบ ถอยเข้าซอง และระบบช่วยจอดอัจฉริยะแบบเทียบข้าง ซึ่งผู้ขับขี่ไม่ต้องบังคับหรือควบคุมพวงมาลัย เพียงแค่กดสวิทช์ เข้าเกียร์และหยุดรถ ระบบจะทำการค้นหาช่องจอดให้อัตโนมัติพร้อมกับควบคุมพวงมาลัยเพื่อให้รถเข้าในพื้นที่จอดได้อย่างแม่นยำ รวมถึงมีระบบช่วยเบรกในความเร็วต่ำ Active City Stop ทำงานที่ความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะช่วยลดแรงบิดของเครื่องยนต์และทำการเบรกอัตโนมัติเพื่อชะลอการชนในกรณีที่รถเข้าใกล้รถคันหน้าเร็วเกินไป

ทีนี้ก็มาถึงในด้านของขุมพลัง Honda Civic Turbo ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO ใหม่ พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และระบบเกียร์ดังกล่าวได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 5,500 รอบต่อนาที ซึ่งให้กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราการประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร พร้อมติดตั้งระบบรองรับด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังมัลติลิ้งค์มาพร้อมเหล็กกันโคลงเช่นกัน

Ford Focus Ecoboost ใช้เครี่องยนต์ Ecoboost Turbo ปรับปรุงระบบเทอร์โบชาร์จ หัวฉีดแบบไดเรคอินเจคชั่น และแคมชาฟท์แบบอิสระคู่ รวมถึงเสื้อสูบอลูมิเนียมช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มสมรรถนะ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลัง 180 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตรที่ 1,600-5,000 รอบต่อนาที เปลี่ยนระบบส่งกำลังจาก Dual Cluth เป็นอัตโนมัติ Torque Converter แบบ 6 จังหวะ เน้นไปที่พละกำลังซึ่งเทียบเท่าได้กับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร มากับสมรรถนะด้านการยึดเกาะด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบอิสระคอนโทรลเบรด มัลติลิงค์และคอยล์สปริง

เปรียบเทียบทุกมุมมอง ทีนี้ก็มาถึงการทดลองขับ งานนี้หวดกันแบบไม่ยั้ง อยากรู้ว่าเทอร์โบในรถบ้านขนาดพิกัดเครื่องยนต์1.5 ลิตร จะมีดีขนาดไหนมาดูบททดสอบเพื่อนำไปเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์เลยดีกว่าครับ

ในด้านของสมรรถนะ รถทั้ง 2 คันมีพิกัดเครื่องยนต์ที่เท่ากันคือ 1.5 ลิตร แต่ Focus เป็นต่อในด้านแรงม้าและแรงบิดอยู่เล็กน้อย คือ 180 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุดที่ 240 นิวตันเมตรที่ 1,600-5,000 รอบต่อนาที ส่วน All-New Civic อยู่ที่ 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 5,500 รอบต่อนาที ทั้ง 2 คัน ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาประมาณ 9 วินาที

 

Ford Focus Ecoboost ขับสนุก

สาเหตุหลักที่ทำไมถึงเป็น Ford ต้องบอกว่าทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้กับระบบเกียร์ Torque Converter 6จังหวะ ตอบสนองต่ออัตราเร่งได้อย่างห้าวหาญ พร้อมสนุกสนานไปกับเล่นเกียร์แบบแพดเดิลชิพท์ซึ่งติดตั้งมาเพื่อแก้ไขในส่วนของการรอรอบ ถ้าใช้งานโหมด Sport เมื่อไหร่ รอบเครื่องยนต์จะรอการกระแทกคันเร่งให้รถพุ่งทะยานไปได้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ตรงนี้ยังมีข้อติติงเนื่องจากเสียงเครื่องยนต์ยังคำรามและรอบเครื่องยนต์ค่อนข้างสูง หากมีระบบเกียร์แบบ 7 จังหวะ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมสัมผัสได้คงหายไปแน่นอน

ระบบช่วงล่างกลับไม่แมทช์กับความแรงเท่าที่ควร เพราะออกแบบมาเพื่อความนุ่มสบาย ทางแก้ของฟอร์ดจึงได้คิดค้นเทคโนโลยีที่มีชื่อว่าTorque Vectoring Control ทำงานโดยเบรคล้อด้านในอัตโนมัติขณะเข้าโค้ง เพื่อลดอาการ Under Steer ที่มักเกิดขึ้นกับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าทำหน้าที่ควบคู่ไปกับ Traction Control เสมือนนำมาอุดช่องโหว่ของระบบช่วงล่างที่ดูนุ่มนวลไปสักนิดเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะค่อนข้างสูง

การยึดเกาะถนน Honda Civic Turbo สบายใจหายห่วง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า Honda Civic Turbo จะไม่ใช่รถที่ขับสนุก ความคิดเห็นของผมคือระบบเกียร์แบบ CVT ที่ติดตั้งมากับเครื่องยนต์ Vtec Turbo ไม่ได้มีส่วนสนับสนุนให้รถคันนี้ซ่าส์ได้อย่างเมามัน กลับกลายเป็นความนุ่มนวลเข้ามาแทนที่ ด้วยเหตุนี้ทีมผู้ออกแบบจึงนำระบบแพดเดิลชิฟท์มาติดตั้ง เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เพิ่มความสนุกซึ่งสามารถเลือกปรับและลดเกียร์ได้ตลอดเวลา แรงม้าที่ต่างกับ Focus เพียง 7 ตัว กับแรงบิดอีกเล็กน้อย ไม่ได้เป็นส่วนที่เสียเปรียบชนิดที่เรียกว่าคนละชั้น

“จุดเด่นกลับมาอยู่ที่ระบบช่วงล่าง” ขยายความในส่วนนี้กันสักนิด หลายคนคงรู้ว่านอกจากรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ ยังมีในรุ่น 1.8 L ที่เป็นรูปลักษณ์เดียวกัน โดยรวมแล้วระบบช่วงล่างของ Honda Civic Turbo ทั้ง 2 รุ่น จะใช้แบบเดียวกันแต่ในรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ ให้ความพิเศษไปที่โช๊คอัพและสปริงซึ่งได้รับการปรับแต่งเพื่อสนองกับความแรงของเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงขึ้น รวมถึงมีเหล็กแท่งยาวๆทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างโช๊คอัพทั้งด้านซ้ายและขวา หรือรู้จักกันในชื่อ “สตรัทบาร์” ฉะนั้นสมรรถนะของระบบช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งใหม่จึงให้ความโดดเด่นไปที่ความหนึบ แน่น และไม่นุ่มนวลจนเกินไป

รถคันไหนคือคำตอบของคำว่า “ใช่” ในสไตล์คุณ

Ford Focus Ecoboost

เป็นรถที่ให้การขับขี่ที่สนุกสนาน เครื่องยนต์แรง อัตราเร่งมาไว ระบบเกียร์รองรับการขับขี่ในรูปแบบสปอร์ตได้อย่างตรงประเด็น รอบเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างสูงรอการกระแทกคันเร่งเพื่อพุ่งทะยานไปข้างหน้าแต่มองอีกมุมในด้านของความประหยัดสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงซึ่งแน่นอนว่ามีการบริโภคที่เป็นไปตามรอบเครื่องยนต์

จุดเด่นในด้านตัวช่วยเพื่อความสะดวกสบายในรูปแบบ Active Park Assist แต่ในข้อดีอาจกลายเป็นจุดด้อยเพราะต้องก้าวข้ามความกลัวและเชื่อมั่นในระบบอัตโนมัติหลากรูปแบบ ถ้าถามว่าระบบไหนใช้ประโยชน์ได้จริงจังคงเป็นในส่วนของ Active City Stop หรือระบบช่วยเบรกในความเร็วต่ำ ระบบนี้จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี เพราะหากเผลอ เหม่อลอย ในขณะขับขี่ในการจราจรที่พลุกพล่าน

Honda Civic Turbo

แม้ว่าจะตกเป็นรองในด้านขุมพลังเล็กน้อย อันที่จริงถ้ามีระบบเกียร์ที่ไม่ใช่ CVT อาจจะสูสีกับคู่แข่งอย่างชนิดที่ว่าแยกไม่ออก ตรงส่วนนี้ถ้าทำความเข้าใจว่าพื้นฐานของรถในรูปแบบ “พรีเมี่ยมซีดาน” ที่เน้นไปที่ความสะดวกสบาย หรูหรา จึงเลือกใช้ระบบเกียร์ที่ให้ความนามนวลเป็นหลัก แต่การขับขี่ในด้านสมรรถนะการยึดเกาะค่อนข้างทำมาดีและมั่นใจได้

ระบบช่วยเหลือเพื่อความสะดวกสบายอย่าง  ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศจากกุญแจรีโมท หรือ Engine Remote Start เป็นอะไรที่เหมาะสมกับการใช้งานในบ้านเรา เนื่องจากช่วยลดความร้อนสะสมทั้งยังไม่ต้องทนร้อนในขณะที่รถจอดตากแดดเป็นเวลานาน อีกหนึ่งระบบคือ HONDA LANE WATCH ซึ่งนอกจากช่วยลดุมมมองที่ไม่สามารถมองเห็นทั้งด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จึงเป็นที่มาของการลดการเกิดอุบัติเหตุตามท้องถนนได้เป็นอย่างดี

ทิ้งท้ายในส่วนนี้ไว้เพื่อช่วยตัดสินใจ สิ่งที่ผมไม่ฟันธงว่าคันไหนมาเป็นเบอร์หนึ่ง เพราะทั้ง New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport และ ALL NEW HONDA CIVIC 1.5 Vtec Turbo ถือว่าเป็นคู่แข่งที่สมศักดิ์ศรี ทีนี้ขอให้การตัดสินใจทั้งหมดไปอยู่ที่ผู้อ่านซึ่งกำลังตัดสินใจเลือกซื้อตามสไตล์ความชอบของตัวเอง

หากยังไม่มั่นใจ ทั้ง ฮอนด้า และ ฟอร์ด ทุกโชว์รูมต่างมีรถให้ทดลองขับ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อไปลองขับกันสักนิด เพราะการลงทุนด้วยเม็ดเงินกว่า 1 ล้านบาท ควรจะได้มาเพื่อสิ่งที่ดีและถูกใจเป็นที่สุด

“Lamborghini Esperienza” กิจกรรมดับซ่าส์ฝูงกระทิงดุ ณ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

0
คงมีไม่กี่ครั้งนักกับกิจกรรมการทดสอบรถที่ตราตรึงใจ เพราะสิ่งที่ได้ไปสัมผัสนั้นเป็น รถสปอร์ตในฝันที่ใครหลายคนถวิลหา เมื่อโอกาสมาถึง ผมก็ไม่พลาดที่จะน้อมรับเพื่อสัมผัสซุปเปอร์คาร์ในฝันกับกระทิงพันธุ์ดุ Lumborghini Huracan ที่บริษัท นิชคาร์  จำกัด เข้ามาจำหน่าย พร้อมชวนให้ผู้สื่อข่าวได้เข้าร่วมกับกิจกรรม Lamborghini Esperienza

แน่นอนว่ากิจกรรมนี้เป็นการทดสอบรถยนต์ที่ไม่ธรรมดาแถมยังจัดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ซึ่งมีสาวกกระทิงดุและผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักเข้าร่วมสัมผัสกับรถสปอร์ตในฝันที่ติดตั้งสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์วี 10 สูบ ในพิกัดทะลุ 600 แรงม้า พร้อมฟังค์ชั่นการขับขี่หลากรูปแบบใน Lumboghini Huracan แบบไม่มีกั๊ก บนพื้นที่ของสนามแข่ง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

Lamboghini Huracan LP 610-4 และ Huracan LP 580-2

2 พิกัดความแรง…พระเอกประจำงาน

ซุปเปอร์คาร์ที่เป็นพระเอกในงานนี้ถูกนำมาทดสอบสมรรถนะด้วยกันถึง 2 รุ่น ได้แก่ Huracan LP 610-4 และ Huracan LP 580-2 รหัสตัวเลขด้านหลังเป็นเรื่องของแรงม้าและระบบขับเคลื่อน อธิบายง่ายๆ คือ 610-4 ให้กำลัง 610 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วน 580-2 มีกำลัง 580 แรงม้า และเป็นระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง

รถทั้ง 2 รุ่นมากับสัดส่วนอันน่าพิศมัย ด้วยความยาว  4,459 ม.ม. กว้าง 1,924 มม. สูง 1,165 มม. ออกแบบด้วยโครงสร้างแชสซีไฮบริดรูปแบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งด้วยการผสานวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และอะลูมิเนียมเข้าด้วยกัน หากมองที่รูปลักษณ์ภายนอกและห้องโดยสารแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากกันสักเท่าไหร่ Huracan LP 580-2 มีเพียงกันชนหน้าที่ใหญ่กว่า Huracan LP 610-4  จากการดีไซน์ช่องดักลมขนาดใหญ่เพื่อสร้างแรงกด พร้อมรับอากาศเพื่อช่วยในเรื่องแอโร่ไดนามิก มุมมองด้านหลังของทั้ง 2 รุ่นโชว์ท่อคู่ออกสองด้านสไตล์ดุดันพร้อมดิฟฟิวเซอร์แบบโหดดิบ

ล้ออัลลอยใช้ขนาด 19 นิ้ว พิเศษตรงที่ร่วมมือกับยางรถยนต์ชั้นนำยี่ห้อ Pirelli รุ่น Zero ซึ่งออกแบบและผลิตมาเพื่อ Lumboghini โดยเฉพาะ สังเกตได้จาก อักษร “L” บริเวณแก้มยาง

คอกพิทประดุจดังรถแข่งผสมกับเครื่องบินรบ เบาะนั่งทั้ง 2 เป็นแบบบักเกตซีทใช้โครงคาร์บอนไฟเบอร์ น้ำหนักเบา ชุดแดชบอร์ดพร้อมสวิตช์สั่งการระบบต่างๆ ถูกติดตั้งให้ใช้งานสะดวก ซึ่งรวมถึงแป้นแพดเดิลชิฟท์ขนาดใหญ่ที่อยู่หลังพวงมาลัย ที่เด็ดของเทคโนโลยีอยู่ที่โหมดขับขี่ที่ใช้ชื่อเรียกว่า “ANIMA” หรือ”จิตวิญญาณ” ซึ่งสามารถสั่งการได้จากพวงมาลัย แบ่งออกเป็น  3 รูปแบบ ได้แก่ Strada , Sport และ Corsa

ข้อมูลเทคนิคของ Lamborghini Huracan LP 610-4 ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Hydraulic multi-plate cluth ควบคุมอัตโนมัติ  มาพร้อมขุมพลังจากเครื่องยนต์ V10 ขนาดความจุ 5.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 610 แรงม้า ที่ 8,250 รอบ แรงบิดสูงสุด 560 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์คลัตช์คู่ LDF 7 สปีด ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม.

ส่วน Lamborghini Huracan LP 580-2 ใช้ระบบขับเคลื่อนสองล้อหลัง ใช้เครื่องยนต์บลอคเดียวกับ Huracan LP 610-4 มาพร้อมน้ำหนักตัวรถเพียง 1,389 กก. เบากว่ารุ่นขับ 4 ล้อถึง 33 กก. ให้กำลังสูงสุด 580 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์คลัตช์คู่ LDF 7 สปีด  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 3.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด  320 กม./ชม.

Lamborghini Esperienza”

การทดสอบรถยนต์ระดับอินเตอร์โดยผู้ฝึกสอนดีกรีนักแข่งระดับโลก

อย่างที่บอกไว้ในช่วงแรก กิจกรรมการทดลองขับที่ไม่ธรรมดาของการทดสอบ Lamborghini Huracan นอกจากเรียนรู้ถึงตัวรถและอุปกรณ์ต่างๆ ยังรวมไปถึงการขับขี่ในรูปแบบเรซซิ่งโปรแกรม ซึ่งถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ของวิทยากรที่เป็นนักแข่งดังชาวอิตาลี รวมถึงนักแข่งรถชื่อดังชาวไทย

การเรียนรู้ครั้งนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ส่งตรงจากวิทยากรที่มากด้วยความสามารถ เริ่มกันจากท่านั่งขับที่ถูกต้องปลอดภัยเพื่อให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรายละเอียดต่างๆและเทคโนโลยีที่ติดมากับซุปเปอร์คาร์ทั้ง 2 รุ่น เมื่อเรียนรู้จนกระจ่าง ก็ถึงเวลาลงสนามพิสูจน์ความซ่าส์ของกระทิงดุ

Lamborghini Huracan LP 610-4 และ LP 580-2 จอดตระหง่านรุ่นละ 3 คันบริเวณพิทเลนส์ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คันนำจะเป็นการเปิดเส้นทางการขับขี่โดยวิทยากร ส่วนอีก 2 คันจะเป็นรถที่ผู้เข้าร่วมได้ทดลองโดยขับขี่ทั้งหมดรุ่นละ 3 รอบ เท่ากับว่าการทดลองขับครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้ขับ Huracan LP 610-4 แบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และ Huracan LP 580-2 ขับเคลื่อน 2 ล้อ รุ่นละ 3 รอบ รวม 6 รอบสนาม

รอบแรกก่อนขับเองจะเป็นการนั่งชมไลน์สนามโดยวิทยากรเป็นผู้ขับขี่ซึ่งนอกจากจะสอนวิธีการควบคุมรถ ยังบอกทริคต่างๆแบบหมดเปลือก ต่อจากนั้นจึงได้เวลาที่ผู้ขับร่วมกิจกรรมเป็นผู้ขับขี่ด้วยตนเอง

กำหลาบฝูงกระทิงในรูปแบบเรซซิ่งโปรแกรม

แรง เร้าใจ ในพิกัดความเร็วทะลุ 200 กม./ชม.

สำหรับการเข้าสู่ห้องโดยสารในฐานะผู้ขับ อาจจะดูลำบากไปสักนิด เพราะค๊อกพิทแบบ 2 ที่นั่งเป็นการออกแบบเฉพาะด้วยเบาะนั่งโอบกระชับ ไม่ต่างจากรถแข่งที่มีโรลบาร์เป็นสิ่งขวางกั้น แต่เมื่อเข้าไปภายในรวมถึงปรับท่านั่งให้เหมาะสมตามหลักสูตรการเรียนการสอนของคอร์สนี้ ทัศนวิสัยที่โล่งสบายและสามารถเล็งทิศทางได้อย่างแม่นยำทุกมุมมอง เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย ทั้ง 3 รอบในการขับแต่ละรุ่น ถือเป็นการพิสูจน์โหมดขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบซึ่งแตกต่างกันคนละสไตล์

STRADA เป็นโหมดที่ควบคุมรถได้ง่ายตามการใช้งานบนท้องถนน ขุมพลังบิ๊กบลอคแบบ V10 สูบ ที่มีฝูงม้าซ่อนอยู่หลายร้อยตัวส่งเสียงคำรามลั่นสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สำหรับผู้ขับขี่ ไม่ต้องห่วงว่าเสียงที่เร้าใจจะทำให้อะดรีนารีนพุ่งเต็มร่างขนาดไหน หนำซ้ำเป็นเครื่องแบบวางกลางที่ติดตั้งอยู่หลังเบาะนั่ง เวลาแผดเสียงมันจะเข้าไปดังก้องอยู่ในโสตประสาท

เมื่อถึงเวลาเข้าโค้งจะชะลอรถด้วยเบรกก็อาจจะหาอารมณ์ดิบๆในสไตล์การขับบนสนามแข่งได้ยากอยู่ การลดตำแหน่งเกียร์เพื่อใช้เอนจิ้นเบรคซึ่งเป็นวิธีการชะลอรถได้อย่างปลอดภัย และแม่นยำ รวมถึงได้เบรกแบบเซรามิคสมรรถนะสูงแบบ 8 พอต มาช่วยหยุดความห้าวหาญของกระทิงดุได้อย่างชะงัก

ถึงคราวที่กระทิงดุสำแดงเดชบริเวณช่วงทางตรงที่ยาวที่สุดของสนามแห่งนี้ ระยะทางประมาณ 1 กม.เศษ ความเร็วบนแผงแดชบอร์ดโชว์อยู่ที่ประมาณ 210 กม./ชม. ความเร็วระดับนี้ถือว่าสูงสุดตั้งแต่ที่ผมเคยขับรถมา

รอบต่อมาถึงเวลาของโหมด SPOT คอมพิวเตอร์จะสั่งการให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้ดีกว่าโหมด STRADA ทั้งเกียร์ที่สนองต่อการใช้งานและช่วงล่างที่แข็งขึ้น การบังคับควบคุมพวงมาลัยที่มีระยะฟรีน้อยลง ทำให้มั่นใจยิ่งกว่าเดิม การเข้าโค้งทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากปรับลดเกียร์เพื่อใช้เอนจิ้นเบรค รถอาจจะดึงจนทำให้ตกใจเล็กน้อย สาเหตุจากเครื่องที่วางกลาง การบาลานซ์ของรถจึงทำให้ผู้ขับต้องเรียนรู้ใหม่เพื่อปรับเข้ากับรถให้ได้ เมื่อทุกอย่างเริ่มคุ้นชิน กระทิงดุฝูงนี้ก็เชื่องขึ้นอย่างผิดวิสัย

โหมดนี้เริ่มดำเนินหลังจากที่ขับขี่มาได้สักระยะ จนพอจับอาการของรถได้ว่าเป็นอย่างไร โค้งสุดท้ายก่อนเข้าทางตรงยาว ผมตัดสินใจที่จะใช้ความเร็วในโค้งให้มากขึ้น พอรถเริ่มเข้าสู่ทิศทางที่ต้องการ คันเร่งถูกกระแทกจนจมผนัง ละสายตาจากพื้นถนนมาดูที่ความเร็ว ปาเข้าไปเกือบ 230 กม./ชม. สถิติในรอบแรกถูกทำลายไปอย่างราบคาบ

รอบที่ 3 สัมผัสกับโหมด CORSA ทุกอย่างไม่มีกลไกมาช่วยแต่อย่างใด เกียร์ต้องเปลี่ยนเอง ช่วงล่างแข็งแต่ให้ความยึดเกาะสูง อัตราเร่งมาไวขึ้นจนสัมผัสได้ พวงมาลัยหนักและแน่นขึ้นชัดเจน โหมดนี้ต้องอาศัยทักษะการควบคุมที่สูงมาก เรียกได้ว่าถ้าไม่มีสกิวการขับรถในสนามแข่ง อาจจะทำให้หมุนเป็นลูกข่างเวลาเข้าโค้ง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับรถในราคาเฉียด 30 ล้านได้แน่นอน ผมเองก็กล้าๆกลัวๆที่จะลองเพราะตระหนักถึงราคาค่าตัวของเจ้ากระทิงดุที่ได้ทำการปราบพยศอยู่

ปฎิบัติการดับซ่าส์กระทิงดุดำเนินไปในรูปแบบของการทดลองโหมดขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบใน Lamborghini Huracan LP 610-4 ขับเคลื่อน 4 ล้อ และ LP 580-2 ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งให้อารมณ์แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน 6 รอบสนามที่ได้ควบคุมบังเหียรบนระยะทางต่อรอบกว่า 4 กม. พูดได้เลยอารมณ์ของแต่ละโหมดนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เรื่องพละกำลังคงไม่ต้องพูดถึง เพราะความแรงระดับ 580 แรงม้า กับ 610 แรงม้า ที่ทางผู้ผลิตได้เคลมความเร็วสูงสูดไว้กว่า 320 กม./ชม. สำหรับผม 250 กม./ชม. เป็นตัวเลขที่ทำได้สูงสุดและจะเก็บไว้ในความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยมีลูกบ้าที่ทำให้ขับขี่ด้วยความเร็วขนาดนี้ แถมยังมีบุญได้ขับในสนามแข่งระดับโลกอีกต่างหาก

ความใจใหญ่ของทีมงานเป็นอะไรที่ได้ใจสื่อมวลชน เนื่องจากเวลายังพอมีเหลือ ทีมงานจึงให้ไปคะนองกับกระทิงต่ออีกคนละ 2 รอบ สำหรับผมนั้นเลือกแบบขับสองในรุ่น Huracan LP 580-2 ถึงแม้ว่าแรงม้าจะน้อยกว่า Huracan LP 610-4 แต่การบังคับควบคุมของรถขับหลัง ส่วนตัวผมว่าคิดว่าควบคุมง่ายกว่าเยอะ หากหลุดไลน์หรือเสียการทรงตัวยังพอจะแก้ไขกลับมาอยู่ในทิศทางที่ต้องการได้อย่างไม่ยากเย็น

2 รอบสุดท้ายที่ได้คะนองไปกับกระทิงดุ หลังจากสร้างความคุ้นเคยกันมาสักพักใหญ่ โหมด SPOT คือระบบที่ได้จัดเต็ม ความโหด ดิบ แต่พอความสนิทสนมเข้ามาแทนที่ ความสนุกสนานในฐานะผู้ขับขี่ก็ดำเนินไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยและไม่อยากให้กิจกรรมนี้ต้องสิ้นสุดลง

Testdrive: The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic ชายกลางค่ายตราดาว…เนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว

0
ซีดานหรูรุ่นกลาง มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน จัดเต็มเรื่องเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความสะดวกสบายอาทิระบบ Active Light System โดยมีไฟแอลอีดี 84 ดวง ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์    ระบบ Amblient Light เลือกสีสันภายในห้องโดยสารมากถึง 64 เฉดสี และฟังค์ชั่น Active Parking Assist อันชาญฉลาด ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซลและเกียร์ 9G Tronic ที่ใช้ทุนพัฒนากว่าแสนล้านบาท

The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic  การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 10 แห่งยนตรกรรมซีดานขนาดกลางของค่ายดาวสามแฉก มาพร้อมดีไซน์ทันสมัยผสมรวมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความสะดวกสบาย ภายใต้รหัสบอดี้ W  213 ด้วยมิติตัวรถตามขนาดความยาว 4,923 มม. กว้าง 1,852 มม. และสูง 1,468 มม. ใช้โครงสร้างตัวถังแบบอลูมิเนียมแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา ออกแบบฝากระโปรงหน้าให้ยาวขึ้น 55 มม. รวมถึงฐานล้อที่กว้างกว่ารุ่นก่อน ทำให้มีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.82 ม.

รูปลักษณ์ได้รับการออกแบบให้โฉบเฉี่ยว ผสมผสานความหรูหรา มีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานต่ำเพียง 0.24  เติมเต็มความสปอร์ตด้วยชุดแต่งแอโร่พาร์ทจาก AMG เริ่มจากหน้ากระจังติดตั้งโลโก้ตราดาวสามแฉกขนาดใหญ่ รวมถึงกันชนหน้า-หลัง พร้อมสเกิร์ตรอบคัน บนหลังคาเป็นแบบพาโนรามิคซันรูฟเลื่อน เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า

ด้านหลังออกแบบให้ซุ้มล้อดูกว้างกว่าด้านหน้า โคมไฟท้ายเป็นแบบชิ้นเดียวซึ่งภายในโคมแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่งผลให้ด้านท้ายสง่างาม ทั้งยังดุดันด้วยปลายท่อคู่ขอบโครเมี่ยม รวมถึงฝากระโปรงท้ายติดตั้งระบบไฟฟ้าเปิด-ปิดได้แบบอัตโนมัติ

ของแต่งเสริมหล่อของชายกลางจาก AMG ยังรวมไปถึงล้อลายสปอร์ตขอบ 19 นิ้ว หุ้มด้วยยาง Run Flat 8 คู่หน้าขนาด 245/40 19 ส่วนคู่หลังขนาด 275/35 R19 หากมองทะลุไปยังคาลิปเปอร์เบรกจะมีคำว่า “Mercedes-Benz” ที่เบรกคู่หน้า

อุปกรณ์มาตรฐานซึ่งขาดไม่ได้จนต้องพูดถึง คือ ระบบไฟหน้าแบบ Multi Beam LED ซึ่งติดตั้งหลอดไฟมากถึง 84 ดวง ทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์สั่งการ รวมถึงระบบ Active Light System เพื่อปรับโคมไฟหน้าตามการเลี้ยวของพวงมาลัย และ Cornering Light เพิ่มการส่องสว่างขณะเข้าโค้ง

ภายในออกแบบหรูหรา เบาะนั่งเป็นหนังแท้ตัดเย็บประณีต เบาะคู่หน้าปรับระดับโดยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำที่เก็บรายละเอียดไปถึงทิศทางของกระจกมองข้าง ในส่วนของผู้โดยสารตอนหลังพับได้ทั้งแบบ 1/3 และ 2/3 ติดตั้งม่านบังแดดในส่วนประตูหลังและกระจกหลังใช้ระบบไฟฟ้าคอยอำนวยความสะดวก

ส่งความเย็นกระจายทั่วห้องโดยสารผ่านระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ Thermatic แบบ 2-Zone พร้อมฟังค์ชั่น Air Balance Package ช่วยปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร

เสริมสุนทรีย์แห่งการขับขี่ด้วยไฟห้องโดยสารแบบ Amblient Light มีให้เลือกมากถึง 64 เฉดสี พร้อมขับกล่อมเสียงเพลงจากระบบเครื่องเสียง MB Audio 20 ผ่านลำโพงระดับไฮเอนด์จาก Burmester

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัด ติดตั้งระบบ Touch Pad ด้านซ้ายควบคุมจอ Command บริเวณเหนือคอนโซนกลาง ส่วนด้านขวาควบคุมจอแสดงผลแบบ Wild Screen Cockpit บริเวณแดชบอร์ด รวมถึงมีก้านเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิพท์

ความโดดเด่นภายในรถคันนี้ คือ จอแสดงผลหลัก Widescreen Display ขนาด 12.3 นิ้ว แบ่งเป็น 2 จอ ในรูปแบบของ TFT-Thin film transistor ความละเอียด 1,920 x 720 พิกเซล ทำหน้าที่ประมวลผล และแจ้งข้อมูลรายละเอียดต่างๆของรถ สามารถเลือกแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Classic Sport และ Progressive ซึ่งแตกต่างกันในด้านกราฟิก ทั้งนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อระบบ Apple Car Play และ Android Auto มาพร้อมระบบนำทางในตัว และมีช่องเสียบ USB, SD Card, Bluetooth และฟังก์ชั่นสั่งงานด้วยเสียง

The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic  ติดตั้งขุมพลังดีเซลเทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ซึ่งทุ่มทุนไปด้วยงบประมาณกว่าแสนล้านบาท ในรหัส OM 645 ขนาดความจุ 1,950 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้าที่ 3,800 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที

กำลังทั้งหมดถูกส่งผ่านมายังระบบเกียร์แบบใหม่ 9G Tronic พัฒนากลไกภายในจนทำให้ได้ความประหยัดเพิ่มขึ้น 6.5 % ถ้าเทียบกับเกียร์รุ่นเดิม  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ใช้เวลา 7.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 25.6 กม./ลิตร และคายไอเสีย 102 กรัม/กม.

ระบบช่วงล่าง Agility Control Suspension แบบโช๊คอัพสปริงปรับความหนืดได้ในตัว และทำตัวรถเตี้ยลงมา 15 มม. มาพร้อมกับ 5 โหมดการขับขี่ ได้แก่ Eco Comfort Sport Sport Plus และ Manual

ระบบความปลอดภัยอัดแน่นในสไตล์รถหรู นอกจากถุงลมนิรภัย ซึ่งติดตั้งมาให้ทั้งหมด 9 ใบ กระจายทั่วห้องโดยสาร ยังมีระบบอีกหลายรูปแบบ รวมถึงระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ และที่เป็นทีเด็ดคือ ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist อันชาญฉลาด

ทดลองขับชายกลาง

เส้นทางกรุงเทพ-เขาใหญ่

การเดินทางทดลองขับ The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic ทาง บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้จัดเส้นทางทดสอบโดยมีจุดเริ่มต้นจากโรงแรมสุโขทัย ย่านถนนสาทร โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ Atta Resort Khao Yai จ.นครราชสีมา ระยะทางไปกลับร่วม 600 กม. ตามสภาพเส้นทางที่สะท้อนการใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์

รูปลักษณ์ของ The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic อาจจะให้อารมณ์แตกต่างไปจากรุ่นก่อนที่คงไว้ในรูปแบบของไฟหน้าคู่ แต่มารุ่นที่ 10 ดีไซน์ได้เปลี่ยนไปในรูปแบบคล้ายคลึงกับ ซี คลาสส์ ซึ่งหากดูผิวเผินอาจจะแยกไม่ออกด้วยซ้ำ

อัตลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้มีส่วนช่วยเติมเต็มจากเทคโนโลยีไฟหน้าอัจฉริยะแบบ Multi Beam LED อัดแน่นไปด้วยหลอดไฟแอลอีดีถึง 84 หลอด เมื่อทำงานร่วมกับระบบ Active Light System และ ระบบ Cornering Light ซึ่งรับคำสั่งและประมวลผลจากคอมพิวเตอร์โดยใช้เซนเซอร์ที่ติดตั้งจากด้านหน้าตัวรถ อย่างเช่นในกรณีที่เปิดไฟสูงแล้วมีรถสวนมา ระบบจะตัดการทำงานของไฟบางดวงเพื่อตัดลำแสงที่จะส่องไปยังรถเลนสวน โดยไม่สร้างความบรำคาญหรือบดบังทัศน์วิสัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน

ห้องโดยสารยังคงความโอ่โถง อลังการงานสร้างกับ Ambient Light ที่เลือกสีสันแห่งความสุนทรีย์ได้ถึง 64 เฉดสี พร้อมขับกล่อมบทเพลงผ่านลำโพง จาก Burmester ให้คุณภาพเสียงชัดเจนสมจริง สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างระบบ Touch Pad ที่พวงมาลัย ใช้งานง่ายแต่ต้องทำความเข้าใจสักนิด ถึงจะเลือกเมนูและสั่งการระบบต่างๆได้ตามใจต้องการ สำหรับ Widescreen Display ขนาด 12.3 นิ้ว แสดงผลด้วยภาพที่คมชัด หากทำความคุ้นชินสักพัก ระบบต่างๆก็สามารถควบคุมได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

เครื่องยนต์และระบบเกียร์ที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เมอร์เซเดส ใช้ทุนในการพัฒนาไปกว่าแสนล้านบาท แรงม้าทั้ง 194 ตัว และแรงบิด 400 นิวตันเมตร จากเครื่องยนต์ตัวนี้อาจน้อยไปสักนิด แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งาน และที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือเสียงเครื่องยนต์เงียบมาก ต่างจากเครื่องยนต์ดีเซลที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด พูดได้ว่าเงียบจนต้องตั้งใจฟังเสียงว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้เป็นดีเซลหรือเบนซินกันแน่

จุดเด่นอีกเรื่องคือระบบเกียร์ 9GTronic พัฒนามาได้อย่างลงตัว การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่นุ่มนวล แทบจะไร้รอยต่อคล้ายคลึงกับรูปแบบของเกียร์ซีวีที ทั้งหมดถูกควบคุมโดยระบบ Agility Control โดยเลือกโหมดการขับขี่ได้ถึง 5 รูปแบบ ถ้าอยากขับสบายๆและประหยัดต้องเป็นโหมด Eco ช่วยให้ทั้งเครื่องยนต์ เกียร์ และพวงมาลัย ทำงานอย่างราบรื่น ซึ่งถ้าอยากซ่าต้องปรับไปโหมด Sport Plus ระบบจะเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์และเกียร์ อย่างเต็มประสิทธิภาพ รอบเครื่องถูกสั่งการให้มารอการเติมคันเร่งเพื่อทะยานอย่างห้าวหานในทุกรอบความเร็ว

นอกจากการปรับโหมดการใช้งาน ยังมีแยกย่อยในส่วนของระบบ Dynamic Steering ได้ 2 รูปแบบ คือ Comfort และ Sport ซึ่งจะปรับน้ำหนักของพวงมาลัยตามการปรับโหมด Comfort จะให้ความสะดวกสบาย น้ำหนักพวงมาลัยค่อนข้างเบา แต่ถ้าเลือกโหมด Sport พวงมาลัยจะให้ความรู้สึกกระชับ มีระยะฟรีน้อย ทั้งนี้เพื่อรองรับการใช้งานที่ดุดันเรียกได้ว่าซิ่งได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

ทีเด็ดสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีอัจฉริยะทำให้ The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นั่นคือ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ พร้อมเซ็นเซอร์ช่วยจอด ผมขอเรียกสั้นๆว่า”ระบบกุมารทอง” ฟังค์ชั่นนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายเพียงกดปุ่มเปิดการทำงานบริเวณคอนโซลกลาง ระบบช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องบังคับควบคุมทิศทางรวมถึงเบรคและเข้าเกียร์แต่อย่างใด โดยระบบจะประมวลผลผ่านเซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอดและกล้องแสดงภาพรอบทิศทางซึ่งสามารถรับชมภาพได้ทุกมุมมอง ทั้งจอดขนาน และจอดเข้าซอง เมื่อเซนเซอร์ตรวจ พบพื้นที่ว่าง ผู้ขับขี่เพียงแค่เข้าเกียร์ถอยหลังเพียงครั้งเดียว ที่เหลือปล่อยหน้าที่ให้ระบบจัดการ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยนำรถออกจากที่จอดแบบอัตโนมัติได้อีกด้วย

The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic ถือเป็นคำตอบให้กับผู้ที่ต้องการความหรูหรา สะดวกสบาย มาพร้อมกับฟังค์ชั่นการใช้งานแบบจัดเต็ม ทั้งรูปลักษณ์ความสง่างาม แต่ถูกลบภาพของไฟ 2 ดวง สัญลักษณ์ประจำรถรุ่นนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ภายในห้องโดยสารอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะในรูปแบบต่างๆซึ่งเติมเต็มสำหรับสุนทรีย์แห่งการขับขี่และให้ความเพลิดเพลินกับผู้โดยสาร ในด้านของสมรรถนะถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งาน แต่สำหรับผม ระบบช่วงล่างอาจจะนุ่มนวลไปสักนิดเมื่อต้องใช้ความเร็วสูง ในมุมกลับกัน ความสะดวกสบายเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ให้กับผู้บริหารสมัยใหม่ รวมถึงทาร์เก็ตกรุ๊ปซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ค่ายตราดาวไม่ได้ชี้ชัดไปในส่วนของวัยมัน

“Mazda skyactiv asean caravan” #ตอนจบ เรื่องโดย : ภูวนาถ เผ่าจินดา

0
รายงานไตรภาคชุด Mazda skyactiv asean caravan ขบวนคาราวานเปิดเส้นทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยใช้รถยนต์ Mazda เทคโนโลยี่ Skyactiv ล้วนๆตั้งแต่ Mazda 2 , Mazda 3 , Mazda CX3 ,Mazda CX5 และ  Mazda BT-50 เป็นพาหนะในการเดินทาง และจากนี้เป็นรายงานการเดินทางช่วงสุดท้ายเป็นช่วงที่ 3 ต่อเนื่องจากการรายงานช่วงแรกจาก กรุงเทพ ผ่าน ลาว ไปจบที่ ฮานอย ของ เวียดนาม โดย อัฒฐา นายเรือ ช่วงที่สองอยู่ในเวียดนามตลอดเส้นทางจาก ฮานอยลัดเลาะลงมาทางใต้สิ้นสุดที่ โฮจิมินห์ โดยเป็นการรายงานของ วินิจจัย ชลานุเคราะห์

ช่วงสุดท้ายผมร่วมกับคณะสุดท้าย บินตรงจากกรุงเทพ ไปลงโฮจิมินห์ รับไม้ต่อเป็นช่วงที่3  เดินทางต่อจาก โฮจิมินห์ เข้ากัมพูชา ผ่านพนมเปญไปพักที่ สีหนุวิลล์เมืองเมืองท่าชายทะเล ก่อนที่จะเดินทางต่อผ่านด่านที่ เกาะกง ของ กัมพูชา เข้าสู่ไทยด้านจ.ตราด สิ้นสุดการเดินทางที่กรุงเทพ เป็นอันปิดขบวนการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์รวมระยะทาง 4,120 กม.โดยประมาณกับการเดินทาง 8 วันเต็มจากวันที่ 27 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา

 

ผมเดินทางมาถึง โฮจิมินห์ วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา และในค่ำวันเดียวกันนั้น คณะเดินทางกลุ่มที่ 2 ที่เดินทางเริ่มต้นมาจาก ฮานอย ก็มาถึง ทั้งสองกลุ่มที่ต้องส่งไม้ต่อให้กันในงานเลี้ยงรับและลา ดูเหมือนคณะกลุ่ม 2 ยังคงกระชุ่มกระชวยกันเป็นอย่างดี ทั้งๆที่ผ่านการเดินทางกันมาถึง เกือบ 1,400 กม.

ทุกคนบอกเล่าความสนุกสนานตื่นเต้น และความประทับใจระหว่างเส้นทางอย่างออกรสออกชาด วินิจจัย ผู้เขียนรายงานตอนที่ 2 บอกว่า เวียดนามมีอะไรมากกว่าที่คิดไว้มากมาย โดยเฉพาะภูมิประเทศที่หลากหลาย สภาพ วิถี ความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันระหว่างทางเหนือและทางใต้

ที่สำคัญสภาพการจราจรในเมืองใหญ่ทั้งฮานอย และ โฮจิมินห์ ที่จะคราคร่ำไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์มากมายมหาศาล พร้อมกับทิ้งท้ายไว้ว่า “พรุ่งนี้พี่ขับรถออกจากโฮจิมห์พี่จะรู้ว่ามากขนาดไหน” แต่ก็แอบเปรยไว้ก่อนว่า ประชากรผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ในเวียดนามมีประมาณ 40 ล้านคัน มากขนาดไหนให้นึกภาพเอาเอง

เวลานัดหมายออกเดินทาง 7 โมงตรง รถพร้อมคนพร้อม เริ่มต้นการเดินทางในรูปแบบขบวนคาราวานเช่นเดิม ทันทีที่ออกจากที่พัก บนเส้นทางผ่านตัวเมืองเพื่อออกไปเข้าทางด่วน เป็นเส้นทางคู่ขนาด 4 เลน ขบวนของเราเดินทางออกนอกเมืองสวนทางกับรถที่วิ่งเข้าเมืองในเช้าวันจันทร์ ไม่ต้องนึกภาพให้ไกลเกินไปนัก คิดว่าออกจากดินแดงไปรังสิตประมาณนั้นครับ

รถสวนเข้าเมืองเต็มพื้นที่ แต่ 80% เป็นรถมอเตอร์ไซค์ครับ ภาพตอนที่รถติดไฟแดงเหมือนกับหน้าขบวนเปิดงานวิ่งมาราธอน เพียงแต่ทุกคนนั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ครับเป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นอย่างที่ วินิจจัย เปรยให้ฟังเมื่อคืนและมาเห็นภาพจริงในตอนนี้เลย และคงไม่มีประเทศไหนในโลกที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์มากมายขนาดนี้อีกแล้ว แต่ทุกคนจะเดินทางไปบนเส้นทางของตัวเองพร้อมกับกดแตรเป็นระยะ ปี้นแป้นดังลั่นกันไปหมด รถก็ไหลไปเรื่อยๆ ไม่เห็นชนเฉี่ยวกันอย่างที่น่าจะเป็นก็แปลกดี

กระทั่งเข้าสู่ทางพิเศษซึ่งก็ไม่ใช่จะพิเศษอะไรมากมาย ไม่ได้ยกระดับ ไม่ได้เก็บเงินค่าผ่าน แต่กันเลนข้างแบบใช้แท่นปูนวางเป็นแนวให้มอเตอร์ไซค์วิ่ง และห้ามเข้าในเลนรถยนต์ ช่วงนี้ขบวนของเราก็ไหลลื่นไปได้มากขึ้นจนถึงชายแดนกัมพูชา ใช้เวลากับพิธีการตรวจคนเข้าเมืองไม่นานนัก ด้วยความเป็นมืออาชีพของผู้จัดการนำขบวน ทีมงานของ ทรานเอเซีย เราก็ชักขบวนผ่านด่านมาได้อย่างรวดเร็ว

เข้าสู่กัมพูชา สภาพถนนเมื่อเข้ามากัมพูชาจะเป็นแบบลาดยางสองเลนวิ่งสวนทางกัน การจัดการจราจรยังคงเป็นแบบวิ่งไปเลนขวาใช้รถพวงมาลัยซ้าย สลับกับที่บ้านเรา แต่รถMazda ทั้งหมดเป็นรถบ้านเราเป็น พวงมาลัยขวา เวลาจะแซงต้องให้เพื่อนที่นั่งไปด้วยคอยส่งสัญญาณนิดนึงก่อนว่ามีรถสวนหรือไม่ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะเราเดินทางผ่านมาแล้วเกือน 200 กม.เริ่มชินกับการขับขี่แล้วจึงไม่มีปัญหาอะไร

สภาพเส้นทางในกัมพูชา ส่วนใหญ่จะผ่านทุ่งนา ที่รกร้าง มีชุมชนเป็นระยะ จะว่าไปก็เหมือนเส้นทางหลวงชนบทเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วของบ้านเรา มีช่วงหนึ่งเส้นทางผ่านแม่น้ำโขงมีสะพานสร้างใหม่ ผู้นำขบวนเล่า ผ่านวิทยุสื่อสารประจำรถให้ได้ความรู้ว่าเป็นสะพานใหม่เพิ่งสร้างเสร็จเพียง 1 ปีมีความยาวเกือบ 2 กม.โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมาสร้างให้แบบให้เปล่า เป็นสะพานที่มีความสวยงามประมาณหนึ่งทีเดียว

ไม่นานนักเราก็เข้าสู่เมืองพนมเปญสังเกตจากอาคารบ้านเรือนเริ่มหนาแน่นมีตึกสูงขึ้นบ้างพอได้เห็น แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนจะอยู่คู่กับหลายเมืองในกัมพูชาคือ ฝุ่น และ แดด เหมือนกันไปหมด เราเพียงแค่มาแวะมื้อเที่ยงแล้วก็ไปต่อ เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับพนมเปญ

จุดหมายปลายทางสำหรับวันแรกของช่วงสุดท้ายคือ สีหนุวิลล์ เมืองท่าชายทะเลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นเป้าหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ เพราะนอกจากเป็นเมืองชายทะเลแล้วยังเป็น ที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกแห่งเดียวของประเทศ เส้นทางจากพนมเปญไปยังสีหนุวิลล์ประมาณ 250 กม. สภาพเส้นทางสองเลนสวนเช่นเดิม มีบางช่วงที่ทำความเร็วได้บ้าง บางช่วงผ่านเนินผ่านเขา ยิ่งเข้าใกล้สีหนุวิลล์ จะมีรถใหญ่ คอนเทนเนอร์วิ่งมากขึ้น

ช่วงเวลาที่ผมได้สนุนกับการขับ Mazda  CX-3 มากเป็นพิเศษ ทีมงาน Mazda จัดแต่รถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินมาให้ทั้งหมด คุณธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ (ผอ.ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร) อธิบายให้ฟังว่า แรกเริ่มตั้งใจจะเอารถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลมาด้วยแต่ติดปัญหา น้ำมันดีเซลในลาว เวียดนามและ กัมพูชา ยังเป็นเกรดยูโร 2 อยู่ คงมีปัญหากับเครื่องยนต์ SkyactivD ของเขาแน่เพราะมาตรฐานสูงไปถึงยูโร5 แล้ว 

Mazda CX-3 ที่ทำให้เราประทับใจมากเหลือเกินนั้น ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2ลิตร เป็นเครื่องยนต์ SkyactivG ที่ใช้ร่วมกันในหลายรุ่นคือ ทั้ง 3 และ CX 5 แต่ผมชอบที่อยู่กับ CX 3 นี่ละครับ เพราะกำลัง 165 แรงม้า ที่มีมาพร้อมแรงบิด 210 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียรอัตโนมัติ 6 สปีดได้อย่างกลมกลืน เข้าจังหวะกันอย่างฉลาดล้ำ อย่างที่บอกว่าเส้นทางที่เราใช้นั้นมีความหลากหลาย แต่เหมือนกันคือ ต้องระมัดระวัง การแซงทุกครั้งต้องอาศัยอัตราเร่งที่ดี ตอบสนองทันที CX 3 ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด

อาการที่บอกว่า ไปได้ และคุมอยู่ สะท้อนออกมาจากอัตราเร่งที่ดีของ CX 3 นั่นเอง และ การตอบสนองของช่วงล่างก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม บอกตามตรงว่ามีบางครั้งที่ผม นิสัยไม่ดี แซงในจังหวะคับขันต้องออกและเข้าอย่างเร็ว ไม่เพียงแต่อัตราเร่งที่ดีเท่านั้นที่ให้โอกาสกับเรา แต่อาการของรถแทบจะไม่มียวบทรุดให้เห็น CX 3 ตอบสนองให้เป็นไปตามการควบคุมพวงมาลัยอย่างแม่นยำ ทุกอย่างดูจะลงตัวไปหมด และทำหน้าที่ได้มากเท่าที่เราต้องการจริงๆครับ

ยังมีเรื่องของเทคโนโลยี่ใหม่ๆที่มาช่วยทำหน้าที่เตือนต่างๆในระหว่างการเดินทาง เช่น LDWS มีเสียงเตือนทันทีที่ขับรถคร่อมเลน ABSM เตือนด้วยเสียงและภาพสัญลักษณ์ที่กระจกมองข้างเมื่อเปิดไฟเลี้ยวไปด้านใดด้านหนึ่งแล้วมีรถเข้ามาในจุดบอดนั้น SCBS ช่วยหยุดรถอัตโนมัติป้องกันไม่ให้ชนรถคันหน้าในระยะกระชั้นชิด HBC ตัดไฟสูงอัตโนมัติไม่ให้เข้าตาผู้ขับรถสวน เหล่านี้ได้ใช้งานช่วนเหลือในการเดินทางเป็นอย่างดี

วันรุ่งขึ้นการเดินทางในวันสุดท้ายกลับเข้าสู่ประเทศไทยที่รัก ฝูงบิน Skyactiv ทั้งหมดตั้งขบวนเดินทางแต่เช้าเช่นเคย ภารกิจปิดจ๊อบมีเส้นทาง 670 กม.โดยประมาณรออยู่ช่วงแรกจากสีหนุวิลล์ไปยัง เกาะกง ถนนค่อนข้างดีและสวยส่วนมากผ่านเทือกเขาไม่สูงมากนัก มีรายงานว่าถนนเส้นนี้ยังใหม่อยู่เสร็จมาไม่เกิน 5 ปี และมีรถใช้งานไม่มากนัก

ภารกิจวันนี้มีฝนมาเติมความท้าทายในการเดินทางเกือบจะตลอดทั้งวันหนักบ้างเบาบ้างสลับกันไป แต่ก็เป็นโอกาสให้เราทรมานรถ Mazda ให้หนักเพื่อที่จะหาคำตอบว่า ไหวมั้ย สุดท้าย Mazda ทุกคันก็ให้คำตอบชัดเจนเหมือนกันหมดคือ สบายมาก เอาอยู่ และ พร้อมจะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินไม่ต้องมาเครียดกับพวกเขา(ฝูง Skyactiv)ทั้งหมด

ฝูงบิน Skyactiv ทั้งหมดกลับเข้าสู่ประเทศไทย สู่จุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ ครบถ้วน เสร็จสิ้นภารกิจอย่างสมบูรณ์ แบบ บนเส้นทางกว่า 4,120 กม. ผ่าน ไทย ,ลาว,เวียดนาม,กัมพูชา

บรรทัดนี้ขอขอบคุณ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้เปิดเส้นทางคาราวานอาเซียน เปิดประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง และเปิดโอกาสให้ได้รู้จักกับ ความสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเดินทางไปกับ Mazda Skyactiv

 

“MAZDA SKYACTIV ASEAN CARAVAN” #2 เรื่องโดย วินิจจัย ชลานุเคราะห์

0
ผมได้รับการติดต่อเชิญให้เข้าร่วม ทริปครั้งประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งของไทยจากทาง MAZDA  ทริปนี้ชื่อว่า MAZDA SKYACTIV ASEAN CARAVAN ที่ใช้เส้นทางเป็นวงแหวนจาก กรุงเทพ  สู่เวียงจันทร์ ในลาว ขึ้นไปฮานอน ของเวียดนามทางเหนือ เลาะชายฝั่งตะวันออกติดมหาสมุทรแปซิฟิก ลงมาทางใต้ เข้าสู่โอจิมินห์ (ตามเสียงชาวเวียด “โฮจิมิงห์”) ตัดเข้ากำพูชา สู่พนมเปญ สีหนุวิลล์ วนกลับเข้าด่านบ้านหาดเล็ก จ.ตราด ย้อนขึ้นมากรุงเทพ ระยะทางรวมราว 4000 กม. ซึ่งในครั้งนี้มีสื่อมวลชนจากทาง มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนิเชีย และฟิลิปปินส์ เข้ารวมด้วย ในช่วงแรก กรุงเทพ สู่ฮานอย

ผมรับช่วงวิ่งจาก ฮานอน เมืองหลวงของเวียดนาม สู่โฮจิมินห์ ซึ่งน่าจะดูชิวๆ สบายๆ 1,740 กม. ใน 4 วัน จิ๊บๆ 400 กม. นิดๆ ต่อ วัน ไม่ระคายเคืองสื่อสายยานยนต์ของไทย แต่เอาเข้าจริง โอ๊ะโอ๊ย กลายเป็นระยะทางรวม 1,940 กม. ไปได้ บางวัน 400 บางวัน 500 ปลาย วันสุดท้ายล่อเข้าไป 600 ต้นๆ  นอนคางเหลืองกันแทบทุกวัน งานนี้ผมทั้งข่มขืน ทั้งปู้ยี่ปู้ยำ เจ้า MAZDA SKYACTIV แบบไม่ยั้งเลย เพื่อให้ทันต่อเวลาอาหารค่ำของทุกวัน 1 ทุ่ม ครึ่ง

ความมหาโหดของกองทัพมอไซค์ในเวียดนามพอได้รับทราบมาบ้างแล้ว และได้สัมผัสด้วยตา เมื่อก้าวออกจากสนามบินฮานอยนั้น ขนาดเวลาหลังเข้างานไปจนหมดแล้ว ฝูงรถเครื่องก็ยังเกลื่อนถนนอยู่ดี ฮานอยยังขนาดนี้ แล้วที่โฮจิมินห์จะขนาดไหน ระบบการขับเป็นแบบพวงมาลัยซ้าย ชิดขวา แต่เจ้า MAZDA SKYACTIV ทั้ง Mazda 2 Mazda 3 CX3 และ CX5 ที่ไปพวงมาลัยขวาล้วนๆ “เมืองที่แสนจะหนาแน่ แต่ไม่ยักกะติด มันใหลไปเลยๆ บีบแตรเอาไว้” ชาวเวียดสอนไว้

เช้าวันแรกเข้าสู่สายธารแห่งมอไซค์ จากฮานอย ไปเมื่อ ดองฮอย ระยะทางตามสคลิป 495 กม. แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ เมืองวินห์ ทั้งๆที่ชุด A เข้าวิ่งจาก เมืองวินห์ มาถึง ฮานอย เกือบ 1 ทุ่น แล้วให้เราขับจาก ฮานอนไปวินห์เพื่อกินอาหารเที่ยง โอ๊ะแม่เจ้า แบบนี้ก็ต้องซัดกันหน่อย

พอเราเริ่มทำความเร็ว มีเสียงวิทยุเตือนจากหัวแถวทันที ที่เวียดนาม นอกเมืองห้ามเกิน 100 กม./ชม. ในเมือง 60 กม./ชม. ทุกคนรับผิดชอบค่าปรับเอง คือ 10,000 บาท และจับจริง ปรับจริง เทศกาลฉกฉวยโอกาสก็เริ่มขึ้น สังเกตกล้องจับความเร็ว สังเกตป้อมตำรวจ ถ้าไม่มีก็กดทำเวลาเอา

ออกเดินทาง 8:00 น. กินข้างกลางวัน บ่าย 2 ถึงด็องฮอยตอน 1 ทุ่ม ระยะทางรวม 510 กม. ก็ถือว่าทำเวลาดี กับการแวะชักภาพกับแซนดูนส์ (Sand Dunes) ที่มีประปรายจากเมืองวินห์ ถึงดองฮอย ถนนทั้งหมดกว่า 80% เป็น 2 สวนกัน มี 4 เลนบ้าง แต่ก็ทำความเร็วไม่ได้…เพราะตำรวจเพียบ

 

วันที่ 2 มุ่งลงใต้ ผ่านเส้นขนาดที่ 17 อดีตเส้นแบ่งระหว่างเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ ที่แม่นำเบนฮาย แวะชมอุโมงค์วินห์ม็อก อุโมงค์ที่ชาวเวียดนามเหนือใช้ต่อสู้กับกองทัพสหรัฐ

วันนี้ชิวๆครับ การขึ้นแซงทั้งขบวน ที่ความเร็ว 100 ทำได้ไม่ยาก เพราะรถที่นั้นขับกันอยู่ 80 เวลานอกเมือง แต่ในเมือง ที่ต้องขับกัน 60 ต้องยอมตามๆเขาไป ไปถึงเมืองดานัง เมืองชายทะเลต่างอากาศ ที่มีชื่อของเวียดนาม ขับลัดเลาะชายหาดที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ไปมากกว่า 30 กม. แล้วเข้าสู่จุดหมายเมืองฮอยอัน เมื่อที่มีประวัติ์ศาสตร์อันเก่าแก่ ของอาณาจักรจามปา เมื่อกว่า 1000 ปี มาแล้ว

วันที่ 3 และ วันที่ 4 ถือว่าหนักหนาสาหัสจริงๆ เข้าสูงเวียดนามทางตอนใต้ เข้าไปมากขึ้นทั้งรถเก๋งและรถบรรทุกก็แยะขึ้น รถมอเตอร์ไซด์ขับขี่ตามแบบฉบับเวียดนามมากขึ้น และเส้นทางเริ่มมีทางขึ้นเขา ลงเขา แบบคดเคี้ยว การแซงขบวนรถบรรทุก จึงต้องใช้กำลังเครื่องยนต์อย่างที่สุด มีม้าเท่าไหร่ มีแรงบิดเท่าไหร่ เรียกออกมาใช้กันเต็มที่

แม้ในบางเส้นทาง จะมีการเจาะเป็นอุโมงทะลุเขาแล้ว แต่โดยมาก ก็ยังต้องขึ้นเขาลงเขา ไอ้ที่แย่คือ เส้นทางเหล่านี้ 2 เลนสวนกัน เสียส่วนใหญ่ เครื่องยนต์ SKYACTIV G เจ้า GDi ที่เป็นเบนซินทั้งหมด ไม่ว่าจะ 1.3 ลิตร 2.0 ลิตร มันสำแดงพลัง ออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ระบบเกียร์ออโต้ SKYACTIV DRIVE ตอบสนองได้ทุกโหมดการทำงาน โดยเฉพาะโหมด Sport ที่ทำให้การขึ้นเขาลงเขา ทำได้อย่างยอดเยี่ยม และปลอดภัย  จากฮอยอัน สู่ ตุยฮัว และจาก ตุยฮัย สู่ โฮจิมิงห์ เป็นช่วงของความหฤโหดที่สุดในคาราวานครั้งนี้

วันที่ 4 นี่เอง เมื่อเราย่างเข้าเขตโฮจิมินห์ ซิตี้ พี่ไกด์ชาวเวียดของเราก็บอกว่า วันอาทิตย์ตอน 6 โมง ถึง 1 ทุ่มครึ่ง คือวันที่รถออกมามากที่สุดของสัปดาห์ แล้วเราก็ได้เจอกับอัครมหาสายธารมอเตอร์ไซค์ บอกไม่ถูกจริงๆ มันเยอะมากๆ ในขณะนั้นคติการขับรถแบบชาวเวียด ก็เกิดขึ้นทันที บีบแตรให้มากๆเขาไว้ แต่ก็แปลกที่ผมขับรถมา 4 วัน ไม่เห็นอุบัติเหตุสักราย จะบีบแตรสะท้านโลกอย่างไร เขาก็ไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด 4 วัน 1,940 กม. มันโคตรมหาสนุกแห่งการขับรถจริงๆ เหนื่อย แต่ชอบ ผมว่าผมบ้าขับรถแน่ๆ

วันสุดท้ายผมได้ขับเจ้า Mazda CX5 ลงมาจากตุยฮัว สู่โฮจิมินห์ และผมทำหน้าที่เป็นสวิปเปอร์ ท้ายขบวน คอยดันหลัง เวลาใครขับช้า และบางที่ก็ขึ้นไปกลางขบวน เรียกว่าทุกวัน รถที่ผมใช้เจออะไรที่หนักหนาสาหัสตลอด CX 5 มันสมที่จะเป็นรถสวิปเปอร์มากๆ แม้ขนาดดูน่าจะอุ้ยอ้าย แต่จริงแล้วมันกลับไม่ใช้เลย

เครื่องยนต์ SKYACTIV G ขนาด 2.0 ลิตร แรงม้า 155 ตัว แรงบิด 210 Nm. มันไม่น่าจะ Shoot ตัวรถอย่าง CX5 ให้กระโจนไปข้างหน้าได้อย่างใจ ซึ่งแน่นอนมันมีผลมาจากเจ้าระบบเกียร์ ออโต้ 6 สปีด SKYACTIVE DRIVE ระบบจะเลือกอัตราทดที่สัมพันธ์กับกำลังสูงสุดเมื่ออยู่ในโหมด Sport และจะหาอัตราทดให้เหมาะสมเพื่อความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในโหมดปกติ

วัฏการทำงานจาก OTTO Cycle เป็นกลวัฏ Atkinson Cycle ได้ด้วย ทำให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงนี้เท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตรเท่านั้น และเมื่อผสมผสาน กับการจ่ายเชื้อเพลิงแบบ GDI ในช่วง  Ultra lean born การขับทางใกล้ๆ แบบความเร็วคงที่ ลอยตัวๆ อัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ 14 – 14.5 กม./ลิตร เป็นเรื่องธรรมดาๆ

ตอนที่ขึ้นและลงเขา ใช้รอบเครื่องระหว่าง 4,000 – 6,000 รอบ/นาที ตลอดเวลา อัตราสิ้นเปลืองระดับ 8.5 – 9 กม./ลิตร ผมถือว่าดีมากแล้ว ส่วนเรื่องระบบรองรับ และกันสะเทือนไม่ต้องไปห่วงอะไร Mazda CX5 ตัว Minor Change นี้ ทำได้ดีกว่าตัวแรกมาก เรียกว่าให้สัดส่วนของความหนึบ กับความนุ่มนวลมาพอดี

นี่เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งของผม ที่คงต้องเก็บใว้ในความทรงจำ ในการขับรถจากฮานอย สู่โฮจิมินห์ เพราะแม้แต่คนเวียดนามเองมีน้อยมาที่จะทำ จะมีก็แต่พวกขับรถบรรทุกที่ขับแบบนี้ ขอขอบคุณ MAZDA ประเทศไทย ที่ชวนผมไปในทริปนี้ด้วย ขอโทษที่ข่มขืน ปู้ยี่ปู้ยำ  MAZDA SKYACTIV ถ้าทนมือทนเท้าผมได้ ก็ผ่านแล้วหละครับ