Home Blog Page 568

“MAZDA SKYACTIV ASEAN CARAVAN # 1 เรื่องโดย : อัฐฒา นายเรือ

0
มาสด้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการยานยนต์ จัดคาราวานทดสอบรถยนต์ บนเส้นทางสายอารยธรรมอาเซียน ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา กว่า 4,000 กิโลเมตร

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือมาสด้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเดินทางด้วยรูปแบบคาราวานเพื่อพิสูจน์สมรรถนะรถมาสด้ากับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟทุกรุ่น บนเส้นทางสายอารยธรรมอาเซียนกับกิจกรรม “MAZDA SKYACTIV ASEAN CARAVAN” นำร่องเปิดประตูสู่อาเซียน AEC

คาราวานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รศ. ดร. ชวนี ทองโรจน์ มาเป็นประธานเปิดงานฯ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและเอกชน ร่วมพิธีปล่อยคาราวานครั้งยิ่งใหญ่ ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2559 เดินทางกันด้วยรถยนต์มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า ซี-เอ็กซ์ 3 และมาสด้า ซี-เอ็กซ์ 5

การเดินทางเริ่มจาก กทม. มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครพนม – ผ่านแขวงคำม่วน ของประเทศลาว – เข้าสู่เมืองวินห์ – ฮานอย – ฮอยอัน – นาตรัง – โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ผ่านเข้าสู่ประเทศกัมพูชา และกลับสู่ประเทศไทยทางจังหวัดตราด รวมเป็นเวลา 9 วัน

แบ่งคณะผู้สื่อข่าวออกเป็น 3 ทริพกับเส้นทางสุดท้าทายกว่า 4,000 กิโลเมตร พร้อมเยี่ยมชมสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของแต่ละประเทศ โดยมีผู้ร่วมเดินทางเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ในครั้งนี้กว่า 140 คน จาก 5 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์

ถือเป็นครั้งแรกของวงการยานยนต์ไทยที่ได้รับการตอบรับจากประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนในการเข้าร่วมพิสูจน์สมรรถนะของรถมาสด้าในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่มาสด้าได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประตูประเทศในการต้อนรับประเทศสมาชิก และเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ได้นำร่องการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัว พร้อมทั้งเรียนรู้อารยะธรรมแต่ละประเทศ และเผยแพร่อารยธรรมไทยให้แก่สมาชิก โดยมีรถมาสด้าจากประเทศไทยเป็นพาหนะนำไปสู่เส้นทางแห่งประวัติศาสตร์

ออกสตาร์ทกันจากบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ในเวลา 7 โมงตรง มุ่งหน้าสู่ทางด่วนยมราชวิ่งไปลงดินแดงต่อโทลเวย์เพื่อหนีการจราจรไปลงรังสิต วันแรกเราได้มาสด้า 3 สีแดง สปอร์ทแฮทช์แบค เป็นยานพาหนะพาเราไปยังชายแดนไทยที่ จ.นครพนม เป็นระยะทางกว่า 700 กม. โดยแวะพักรับประทานอาหารกลางวันกันแถวขอนแก่น

ช่วงบ่ายเราใช้เวลากันค่อนข้างมาก วิ่งผ่านเส้นทางคดเคี้ยวบนเทือกเขาอันสวยงามแถวภูพานก่อนเข้าสู่ จ.นครพนม เราพักกันที่โรงแรมริมฝั่งแม่น้ำโขงที่มองเห็นประเทศลาวอยู่แค่เอื้อม พรุ่งนี้เราจะขับรถข้ามพรมแดนไปหาเพื่อนบ้านที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพในแถบ ตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทยกัน

วันที่ 2 ขับรถผ่านถึง 3 ประเทศด้วยกัน คือ ไทย ลาว และไปจบวันเข้าพักผ่อนกันที่เวียตนาม ช่วงเช้าหลังจากที่ขบวนคาราวานทำพิธีการผ่านแดนที่ชายแดนไทย ข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว ซึ่งเป็นสะพานข้าม ม.โขงแห่งที่ 3 จากทั้งหมด 4 แห่ง เข้าไปสู่ประเทศลาว

ที่นี่เป็นประเทศขับรถชิดขวา แต่การที่เราเอารถจากไทยที่เป็นพวงมาลัยขวาไปวิ่งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด วันนี้เราได้ มาสด้า ซีเอกซ์5 เบนซิน 2.0 ลิตร มาเป็นพาหนะที่จะขับกันถึง 3 ประเทศ ซึ่งเหมาะมากกับเส้นทางในวันนี้ที่ค่อนข้างโหดหินทีเดียว สมาชิกเรายังคงมี 3 ท่านเช่นเดิมลุยกันไปจนจบทริพแรกที่ฮานอย

ในสปป.ลาวบนถนนลาดยาง 2 เลนสวนสภาพปานกลาง มีเพื่อนร่วมทาง รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงต่างๆ ที่ทำให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังอยู่บ้าง แต่พวกเราก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย แวะรับปะทานอาหารกลางวันกันบริเวณเกือบถึงชายแดนลาวห่างไปแค่อีกราว 35 กม.เท่านั้นเองก็จะเข้าเขตเวียตนาม

ลังจากผ่านกระบวนการผ่านแดนไปยังประเทศเวียตนามอันเป็นประเทศสุดท้ายของทริพเรา เส้นทางช่วงนี้ส่วนใหญ่จะวิ่งกันบนเทือกเขาที่เต็มไปด้วยโค้ง ถนนค่อนข้างแคบ อุปสรรคที่ต้องระมัดระวังคือ คอนวอยรถบรรทุกสินค้าที่วิ่งระหว่างประเทศไทย ลาว เวียตนาม กัมพูชา จีน มีรถพ่วงเทรลเลอร์ที่ค่อนข้างยาว การแซงบนโค้งตามเนินเขาเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก

ช่วง 100 กม. สุดท้ายก่อนจะเข้าเมือง วินน์ (VINH) ซึ่งเป็นจุดพักในค่ำคืนนี้ของพวกเรา ใช้เวลากันกว่า 2 ชม. จากสภาพการจราจรและมีกำหนดควบคุมความเร็วในแต่ละช่วง โดยเฉพาะในเมืองเราวิ่งได้เพียง 50 กม./ชม. เมืองนี้มีความสำคัญคือ เป็นบ้านเกิดของ โฮจิมินห์ อดีตนายก รมต.และประธานาธิบดีเวียตนาม เป็นผู้ปลดแอกเวียตนามให้หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมจนได้รับเอกราชมาจนทุกวันนี้ และวันรุ่งขึ้นเราก็จะไปถ่ายภาพกับอนุสาวรีย์ของโฮจิมินห์เพื่อเป็นการระลึกถึงท่านกัน

เช้าวันที่ 3 ได้ มาสด้า 2 ที่มีขนาดตัวกะทัดรัดเป็นพาหนะพาเราไปสู่ ฮานอย เมืองหลวงของเวียตนาม เราค่อนข้างโชคดีที่ได้รถเหมาะกับการเดินทางในแต่ละวัน การเดินทางสู่ฮานอยไม่ง่ายนักแม้มีระยะทางเพียงแค่ 300 กว่า กม. แต่ต้องผ่านเข้าเมืองอยู่หลายครั้งซึ่งโดนจำกัดความเร็วอย่างเข้มงวด

เมื่อผ่านออกนอกเมืองเราเพิ่มความเร็วให้กับเจ้าตัวเล็กสีแดงสดใส เครื่องยนต์แค่ 1.3 ลิตร ที่มีกำลัง 94 แรงม้า พาเราผ่านความวุ่นวายไปได้อย่างคล่องตัวแถมอัตราเร่งที่จัดจ้านสามารถเกาะกลุ่มรถมาสด้าหลากหลายรุ่นซึ่งล้วนแต่ใช้เครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร ไปได้อย่างสบาย การเร่งแซงในช่วงที่เราต้องกระชับเวลาทำได้อย่างน่าประทับใจ

การยึดเกาะถนนที่ความเร็วสูงทำได้ดี ถ่ายทอดพละกำลังได้อย่างนุ่มนวลจากเกียร์อัตโนมัติที่มีถึง 6 จังหวะ นอกเหนือจากข้อดีที่กล่าวมาแล้วคือความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ไม่ทำให้เราผิดหวัง ประมาณได้ว่าโดยเฉลี่ยทำได้ไม่ต่ำกว่า 17 กม./ลิตร

ยิ่งเราขับเข้าใกล้เมืองฮานอยเข้าไปเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งพบกับความวุ่นวายจากปริมาณรถมอเตอร์ไซค์ที่ในประเทศนี้มีอยู่ถึง 45 ล้านคัน เราไม่ค่อยพบเห็นภาพมอเตอร์ไชค์มากมายเต็มถนนเช่นนี้บ่อยครั้งนัก แต่เสน่ห์ของเมืองฮานอยยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมเก่าแก่อันเป็นเอกลักษณ์มาช้านานโดยเฉพาะการแต่งตัวและสวมหมวกแบบเวียตนาม

สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น มีสวนสาธารณะที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ให้ผู้คนได้พักผ่อนหย่อนใจ แม้ว่าการจราจรจะวุ่นวายอย่างหนักเต็มไปด้วยเสียงแตรที่จะพาให้เราเครียด แต่แทบไม่ค่อยพบอุบัติเหตุกันเลย ทุกคนรู้จังหวะหลบหลีกกันเป็นอย่างดี ถ้อยทีถ้อยอาศัย บางครั้งเราเห็นมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกันคนขับกลับลงจากรถมาจับมือยิ้มแย้มแล้วเดินทางกันต่อ ซึ่งเราประทับใจกับความเอื้ออาทรที่มีให้กันบนท้องถนนที่วุ่นวายยุ่งเหยิงที่สุดตั้งแต่ผมเคยขับรถมาเลยก็ว่าได้

เราสิ้นสุดการเดินทางช่วง 1,400 กม.ของทริพแรก ณ รร.ใจกลางเมืองฮานอย ไม่ไกลนักจากสถานทูตไทย ส่งไม้ต่อให้กับการเดินทางของกลุ่มที่ 2 ที่รอเราอยู่ที่ รร.

งานเลี้ยงยามค่ำคืนสำหรับคณะเดินทางที่มีต่างชาติมาร่วมทริพนี้ถึง 5 ประเทศ มิตรภาพแห่งอาเซียนอันอบอุ่นได้ก่อตัวขึ้นแล้วจากการเดินทางที่น่าประทับใจในครั้งนี้โดยมีมาสด้าเป็นผู้เชื่อมโยงให้พวกเราได้มาพบและรับรู้ประสบการณ์ร่วมกัน

เช้าวันรุ่งขึ้นเราเดินทางกลับสู่ประเทศไทยในช่วงสายโดยสายการบินไทยพาเรากลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนโดยสวัสดิภาพเก็บความประทับใจให้ได้เล่าขานกันต่อไปอีกยาวนาน

BMW 330 e M Sport ซีดานหรูพลังไฟฟ้า ทันสมัย และ ประหยัด สไตล์วิถีคนเมือง

0
นวัตกรรมที่พัฒนาจากรถต้นแบบของแต่ละค่ายผู้ผลิตซึ่ง ณ วันนี้ค่ายใบพัดฟ้าขาวได้นำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใส่ในรถที่จำหน่ายตามท้องตลาด หลายคนคงคาดเดากันได้ว่าสิ่งที่กำลังจะพูดถึง นั่นคือ “เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด” โดยเริ่มจากการติดตั้งกับสปอร์ตคาร์ในรุ่น I8 จากนั้นจึงต่อยอดมายัง X 5 xDrive 40e M Sport และตามติดๆด้วย BMW 330 e M Sport รถซีดานรุ่นธงที่เราได้นำมาทดลองระบบต่างๆจากการใช้งานจริง

คำถามที่ติดอยู่ในใจและผลการทดสอบจะเป็นอย่างไรนั้น หาคำตอบได้ในบทความที่ทุกท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้เลยครับwww.autoworldthailand.com จัดให้

รถคันที่เราได้นำมาทดสอบในครั้งนี้คือ BMW 330e Msport ซึ่งมีมิติตัวรถแบบเดียวกับซีรีส์ 3 โฉมปัจจุบัน แต่ได้รับการตกแต่งใหม่จากค่ายผู้ผลิต โดยนำชุดแต่ง M Sport ในรูปแบบของบอดี้พาร์ท มาเสริมความสปอร์ตรอบคัน สิ่งที่ให้ความหรูยังคงไว้เช่นเดิมคือ ไฟหน้าทรงเฉี่ยวพร้อมไฟตัดหมอกแบบแอลอีดีซึ่งมากับระบบไฟหน้าและใบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ โหด ดุด้วย ล้ออัลลอย M แบบ Double Spoke ขนาด 18 นิ้ว

รูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกันชัดเจนกับซีรีส์ 3 โฉมปัจจุบันคือที่แก้มซ้าย มีช่องสำหรับเสียบที่ชาร์จไฟ และเสาซี มีโลโก้ eDrive

BMW 330e Msport ให้ความสะดวกสบายในการเข้าออกห้องโดยสารด้วยระบบ Comfort Access เพียงแค่เดินเข้าไปใกล้รถ เซ็นเซอร์ที่รีโมทจะส่งข้อมูลไปยังกล่องสมองกลเพื่อสั่งการปลดล๊อคโดยอัตโนมัติ รวมถึงสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทีนที

ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง ภายในกว้างขวางมาพร้อมพื้นที่ใช้สอยที่สามารถเก็บของได้อย่างเป็นระเบียบ คอนโซล แผงข้าง และเบาะนั่ง หุ้มด้วยหนังแท้ Dekota ในส่วนเบาะนั่งปรับได้ด้วยไฟฟ้า เบาะคู่หน้าเป็นแบบสปอร์ตกึ่งบัคเกตซีท ส่วนแถวหลังพับได้ทุกที่นั่ง เบาะผู้ขับขี่มาพร้อมหน่วยความจำซึ่งสามารถบันทึกลงแฟลชไดรฟ์ไปใช้กับรถบีเอมดับเบิลยูคันอื่นได้

พวงมาลัยติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นจับกระชับมือและหุ้มหนังแท้พร้อมสัญลักษณ์ M รวมถึงมีระบบแพดเดิลชิพท์ ในส่วนของแดชบอร์ดเป็นแบบทรงกลมแสดงการใช้งานของระบบต่างๆทั้งความเร็ว รอบเครื่องยนต์ รวมถึงการใช้งานระบบeDrive ที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

คอนโซลกลางติดตั้งจอภาพขนาด 8.8 นิ้ว นอกจากต้นทางในการสั่งการระบบความบันเทิงและการสื่อสาร รวมถึงแสดงภาพจากล้องมองหลัง ยังมีหน้าที่แสดงสถานการณ์ทำงานของระบบ eDrive และระบบแผนที่นำทางรุ่น Professional ซึ่งมีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบ eDrive มีประสิทธิผลยิ่งขึ้นเนื่องจากเป็นการคำนวณเส้นทางล่วงหน้า

ขุมพลังหลักของ BMW 330 e M Sport คือเครื่องยนต์ที่ได้รับรางวัล International Engine of the Year มาแล้วถึง 2 ครั้ง เป็นเพราะสมรรถนะอันทรงพลังและประหยัดน้ำมันเป็นเลิศด้วยเทคโนโลยี iPerformance ในรูปแบบของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบเบนซิน 4 สูบ BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุดที่ 184 แรงม้า และแรงบิด 290 นิวตันเมตร รวมกับในส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังเพิ่มอีก 65 กิโลวัตต์ หรือ 88 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ค่ายผู้ผลิตเคลมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ในเวลา 6.1 วินาที และความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลียที่ 41.7 กิโลเมตร ต่อลิตร รวมถึงลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 57 กรัมต่อกิโลเมตร

ขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แบบ Steptronic มากับความอัจฉริยะที่ปรับรูปแบบให้เหมาะกับสไตล์ของแต่ละบุคคล ซึ่งเลือกสนุกกับการขับขี่ได้โดยสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เองตลอดเวลา โดยเลือกปรับบริเวณคันเกียร์หรือก้านเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิพท์ที่พวงมาลัย

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมาในรูปแบบ Passive Safety ได้แก่ ถุงลมนิรภัยและถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยศรีษะสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าและหลัง ระบบป้องกันการกระแทะด้านข้าง ระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน รวมถึงติดตั้งตัวช่วยการขับขี่ อาทิ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ ระบบป้องกันล้อล๊อค และ ระบบช่วยเพิ่มแรงเบรกอัตโนมัติ

แล้วก็ถึงเวลาของการทดสอบ เมื่อชาร์จไฟเต็มและเข้าใจการใช้งาน มอเตอร์ไฟฟ้าเริ่มเคลื่อนตัวออกเดินทาง การทดลองขับในครั้งนี้เน้นไปที่การใช้งานในเมืองเป็นหลัก ตามขุมพลังของมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งสามารถใช้งานได้ในระยะทางเพียง 40 กม. ระยะทางที่เคลมจากผู้ผลิตในการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจะเป็นจริงตามตัวเลขที่แจ้งหรือไม่

หลังจากที่ใช้เวลาในการชาร์จไฟ 4 ชั่วโมงโดยประมาณ ข้อควรระวังของการชาร์จไฟ ห้ามเด็ดขาดที่จะนำปลั๊กพ่วงมาใช้ เนื่องจากสายไฟของปลั๊กพ่วงมีขนาดเล็ก การเติมประจุไฟเข้าแบตเตอรี่ลิเธียมแต่ละครั้งจะมีความร้อนสะสม หากสายไฟไม่ได้ขนาดอาจเกิดความร้อนจนทำให้สายไฟละลายได้ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถใช้เพียงปลั๊กหลักของบ้านเท่านั้น

เส้นทางที่เลือกใช้คือย่านชานเมืองแถบถนนบางนาตราด เพื่อเข้าไปยังใจกลางกรุงเทพฯ การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกแบ่งออกเป็น 3 โมหด ได้แก่ Auto eDrive, Max eDrive และ Safe Mode แต่ละระบบทำงานยังไง…น่าสนใจครับ

Auto eDrive

โหมดนี้ได้รับการเซทค่ามาจากโรงงาน ซึ่งเป็นการทำงานของเครื่องยนต์หลักและระบบไฮบริดแบบพาราเรล ทำงานสลับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ในช่วงออกตัวจนถึงความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม.มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานเพียงอย่างเดียว หากใช้ความเร็วเกิน ระบบจะสั่งการให้เครื่องยนต์ทำงาน และในขณะถอนคันเร่งหรือเหยียบเบรก ระบบจะนำพลังงานจากการหมุนของเพลาแปรสภาพเป็นการปั่นไฟเพื่อเก็บไว้ในแบตเตอรี่ลิเธียม รูปแบบเดียวกับเครื่องยนต์ไฮบริดทั่วไป

Max eDrive

โหมดนี้ใช้พลังงานจากไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังงานจากเครื่องยนต์แต่อย่างใด ต่อให้พฤติกรรมการเหยียบคันเร่งเปลี่ยนไปในรูปแบบใด ระบบก็จะใช้พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

Safe Mode

เป็นการจัดการพลังงานให้กลับเข้ามาสู่แบตเตอรี่ ระหว่างการขับขี่เครื่องยนต์ทำงานทั้งด้านการขับเคลื่อนและปั่นกระแสไฟเพื่อเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ขณะเดียวกันมอเตอร์ไฟฟ้าจะลดหน้าที่เพื่อรักษาประจุในแบตเตอรี่ ในโหมดนี้ไม่สามารถชาร์จไฟให้เต็มได้ซึ่งสามารถนำกระแสไฟกลับไปยังแบตเตอรี่เพียงประมาณ 60 % เท่านั้น

ระยะทางที่บริษัทผู้ผลิตเคลมไว้ว่าสามารถใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงเป็นอย่างมาก แต่ในประเด็นที่แบตเตอรี่เต็มจะสามารถขับได้ในระยะทาง 40 กิโลเมตร สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ทำได้ระยะทางได้ประมาณ 31 กม.เพราะมีสภาพตัวแปรคือเรื่องของการจราจรที่ค่อนข้างจะแออัด

เมื่อเทียบอัตราสิ้นเปลืองระหว่างการใช้เชื้อเพลิง น้ำมัน  และ พลังไฟฟ้า การชาร์จไฟให้เต็มต่อครั้งใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ใช้ไฟประมาณ 10 หน่วย ในราคาหน่วยละ 4 บาท มีค่าใช้จ่ายต่อวันประมาณ 40 บาท หากใช้งานประจำวันในเส้นทางไปกลับระยะทางประมาณ 40 กม. ในเวลา 1 อาทิตย์ จะใช้ระยะทางทั้งหมดประมาณ 280 กม. คิดเป็นเงินค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 280 บาทเศษ สำหรับการใช้กำลังงานจากเครื่องยนต์ล้วนๆ จะมีอัตราเชื้อเพลิงเฉลี่ย(ในเมือง) อยู่ที่ 16 กม./ลิตร ราคาเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอลล์ 95 (ลิตรละ 25 บาท)  จะต้องจ่ายเป็นเงินประมาณ 440 บาท จากการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด 17 ลิตร โดยประมาณ

ในการใช้งานจริง อันดับแรกที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องของการวางแผนเส้นทางและหลีกเลี่ยงสภาพการจราจรแออัด ตัวเลขที่ทำได้อาจใกล้เคียงกับการเคลมจากโรงงานผู้ผลิต แต่ถ้าเส้นทางที่คุณเลือกใช้ในชีวิตประจำวันมีระยะทางประมาณ 30 กม. ระบบนี้สามารถช่วยคุณได้จริง และจะยิ่งดีถ้าในจุดจอดรถมีปลั๊กไฟเพื่อให้คุณเติมกำลังไฟกลับเข้าไปที่แบตเตอรี่ หลังจากทำธุระเสร็จหรือปฏิบัติงานเสร็จในระยะเวลา 3-4 ชั่วโมงโดยประมาณ

แต่หากอยากให้การเติมกำลังไฟเข้าระบบทำได้รวดเร็วกว่าเดิม  BMW มีตัวเลือกเพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพการชาร์จด้วยอุปกรณ์ BMW iWallbox Pure ซึ่งเป็นออฟชั่นเสริมในรูปแบบของควิกชาร์จที่รวดเร็วและใช้งานง่าย ด้วยกำลังไฟถึง 3.7 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษ

เรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาคือการขับขี่ หากยังมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ยังเป็นสายซิ่ง เติมคันเร่งด้วยความแรง ขับขี่ไม่นุ่มนวล ระบบจะแจ้งเตือนสถานะมาทั้งที่บริเวณแดชบอร์ด และจอกลาง การขับขี่คงไม่สบายและขาดสมาธิ หากคุณต้องหมั่นมองหน้าจออยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการขับขี่รถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดที่มีประสิทธิภาพและให้ได้มาซึ่งความประหยัด ทุกสิ่งอย่างคงต้องเริ่มจากพฤติกรรมการขับขี่ของตัวผู้ใช้รถเป็นอันดับแรก

สำหรับสมรรถนะของเครื่องยนต์ BMW TwinPower Turbo ถ้าจะพูดถึงความแรงคงไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมาก เพราะแรงม้ากว่า 180 ตัว และแรงบิด 290 นิวตันเมตร ทำให้รถคันนี้สามารถซิ่งบนถนนได้สบาย เมื่อนำมารวมกับระบบช่วงล่างและชุดแต่งสไตล์ Msport ทำให้ได้มาซึ่งสมรรถนะอันเร้าใจ และการยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ตามทั้งหมดย่อมเป็นไปตามสัจธรรม เพราะถ้าอยากได้มาซึ่งความแรง คงต้องมองข้ามเรื่องประหยัดเชื้อเพลิงไปได้เลย เอาเป็นว่า BMW 330 e M Sport ตอบโจทย์ให้กับการใช้งานทุกรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะเลือกประหยัดกับระบบไฟฟ้าด้วยการวางแผนเส้นทาง หรืออยากซิ่งกับเครื่องยนต์ BMW TwinPower Turbo 

New Chevrolet Corolado 2017 รถกระบะกระแสแรง ปรับลุคใหม่พร้อมสมรรถนะเด็ดดวง

0
ถึงเวลาที่ค่ายเชฟโรเลตส่งรถกระบะหวนคืนสู่ตลาดอีกครั้ง หลังจากปล่อยให้หลายค่ายได้นำโปรดักส์ใหม่เปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างแพร่หลาย การกลับมาในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำการบ้านที่หนักหน่วง เพื่อต่อกรกับคู่แข่งที่ชิงเปิดตัวก่อนหน้าถึงแรมปี

กระบะสไตล์อเมริกันพันธุ์แกร่งในนาม New Chevrolet Corolado 2016 จะเกิดการพัฒนาในด้านใด และสมรรถนะที่ติดตั้งใหม่จะเข้าทางกลุ่มเป้าหมายได้ขนาดไหน ทั้งหมดเกิดขึ้นในกิจกรรมการทดสอบซึ่งทาง บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดขึ้นเพื่อให้สื่อมวลชนได้ลองขับก่อนที่รถรุ่นนี้จะขึ้นโชว์ตัวทุกโชว์รูมทั่วประเทศเร็วๆนี้ เรื่องราวทั้งหมดติดตามได้จากรายงาน

New Chevrolet Corolado 2017 เป็นการสานต่อตำนานความสำเร็จของรถกระบะเชฟโรเลตที่มีประวัติยาวนานเกือบ 100 ปี การพัฒนาในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทีมวิศวกรของประเทศไทย ออสเตรเลีย บราซิล รวมถึงสหรัฐอเมริกา ผ่านการทดสอบสมรรถนะการขับขี่ในระหว่างการพัฒนามากกว่า 360,000 กิโลเมตร พร้อมจำลองการทดสอบเป็นระยะทางประมาณ 12 ล้านกิโลเมตร เพื่อให้แน่ใจว่ากระบะพันธุ์แกร่งตอบสนองต่อความต้องการของตลาด

New Chevrolet Colorado 2017 ได้รับการออกแบบใหม่ให้แข็งแกร่ง ตัวถังรูปทรงบึกบึนเสริมภาพลักษณ์แห่งความสมบุกสมบัน มากับขนาดตัวรถ ยาว 5,408 มม. กว้าง 2,132 มม. และสูง  1,858 มม. พร้อมยางรองแท่นเครื่องแบบใหม่ที่ลดเสียงและการสั่นสะเทือน

ดีไซน์เส้นสายสวยงาม ชัดเจน จากการประยุกต์ดีเอ็นเอของกระบะอเมริกันพันธุ์แท้ผ่านการออกแบบด้านหน้าใหม่ที่เน้นความสปอร์ตทั้งแผงกันชน กระจังหน้า ฝากระโปรง และไฟหน้า สะดุดตาด้วยไฟส่องสว่างขณะขับขี่กลางวันแอลอีดีรูปทรงเรียวบางรวมไว้ในโคมเดียวกับไฟหน้า

ในส่วนของมุมมองจากท้ายรถยังใกล้เคียงกับรุ่นเดิม แต่ได้รับการพัฒนามือเปิดกระบะหลังซึ่งฝังกล้องบันทึกภาพขณะถอยจอด รวมถึงล้อแมกขอบ 18 นิ้ว

ห้องโดยสารเน้นไปที่จุดเด่นด้านความเงียบ ได้รับการพัฒนาให้มีเสียงรบกวนลดลง 8 เปอร์เซ็นต์หรือ 4 เดซิเบล จากการเปลี่ยนกระจกหน้าที่หนาขึ้น รวมถึงขอบยางเกรดพรีเมี่ยม การปรับปรุงด้านการลดเสียงลมยังทำให้เพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ขึ้นอีก 12 เปอร์เซ็นต์

ภายในตกแต่งใหม่ทั้งหมดเพื่อความสะดวกสบาย และกว้างขวาง เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงให้ผิวสัมผัสนุ่มนวลพร้อมการตัดเย็บที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เบาะนั่งถูกยกระดับในสไตล์พรีเมียมเพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยเฉพาะ

ชุดแดชบอร์ดแสดงการทำงานของระบบต่างๆไว้ครบครัน ทั้งมาตรวัดความเร็ว รอบเครื่องยนต์ และสัญลักษณ์ของระบบความปลอดภัยอื่นๆ รวมถึงระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง

คอนโซลกลางปรับแต่งให้ใช้งานง่าย มีหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว และระบบ Chevrolet My link รุ่นล่าสุด ทั้งยังเป็นรถกระบะรุ่นแรกที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplays และ Android Auto ที่มากับฟังก์ชั่นSiri Eyes Free ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานด้วยเสียงโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย

New Chevrolet Colorado 2017 ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลดูราแม็กซ์แบบ 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที และ แรงบิด 440 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ควบคุมโดยกล่องอีซียูซึ่งเจเนอรัล มอเตอร์ เป็นผุ้พัฒนา รวมถึงติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด เพื่อให้ทำงานได้เงียบขึ้น

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ และ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ได้รับการปรับแต่งอัตราทดเกียร์ใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน

ระบบกันสะเทือนชุดใหม่ซึ่งเป็นโช๊คอัพแบบไดเกรสซีฟ มีระยะยุบและคืนตัวแข็งขึ้นพร้อมเปลี่ยนค่าเคของสปริงใหม่ และปรับขนาดเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังยังเป็นแบบแหนบแผ่นซ้อนลดจำนวนจาก 5 แผ่นเหลือเพียง  4 แผ่น แหนบชิ้นล่างมีความยาวกว่าเดิม พร้อมเปลี่ยนขนาดของกระบอกโช๊คอัพหลังใหม่ซึ่งใหญ่และแข็งแรงขึ้น ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายและมีเสถียรภาพการทรงตัวที่น่าประทับใจ

 

จัดเต็มกับระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟและแพสซีฟ อาทิ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS), ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) และระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่

นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ ได้แก่ ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร ระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง และเซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ ทั้งยังมีฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท รวมถึงระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและกล้องมองหลังช่วยให้การขับขี่ในที่คับแคบมีความสะดวกง่ายดายมากขึ้น

มาถึงกิจกรรมการทดสอบที่บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดขึ้นโดยนำพาคณะสื่อมวลชนไปทดลองสมรรถนะการขับขี่ของ New Chevrolet Colorado เริ่มต้นจากถนนสาธรไปยังบริเวณชายแดนไทย-พม่า แถบเทือกเขาตะนาวศรี ในส่วนเส้นทางออฟโรดรอบๆอ่างเก็บน้ำโป่งแห้ง  อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

ขับขี่แบบออนโร๊ด ที่มาของการสัมผัสสมรรถนะแกร่ง

ช่วงเริ่มต้นเป็นการขับขี่ในรูปแบบออนโร๊ดบนถนนลาดยาง ระบบแรกที่ได้ลองคือ Remote Engine Start   หรือการสตาร์ทเครื่องยนต์จากกุญแจ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรถยนต์ที่เตรียมจำหน่ายในปีนี้ และเป็นครั้งแรกที่นำระบบดังกล่าวมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถกระบะ พร้อมทั้งการันตีตัวเลขการทำงานของสัญญาณได้ไกลหลายสิบเมตร เมื่อระบบทำงานกระจกทั้ง  4  บานจะลดตำแหน่งลงอัตโนมัติเพื่อถ่ายเทความร้อนในห้องโดยสาร แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่จับมือเปิดประตู กระจกคู่หน้าจะลดระดับลงประมาณ 5 ซม. เพื่อปิดประตูสะดวกขึ้น ทั้งนี้ระบบดังกล่าวต้องนำกุญแจมาเสียบเพื่อสตาร์ทรถก่อนออกเดินทางอีกครั้งและหากไม่มีการเคลื่อนตัวหรือสตาร์ท ระบบจะหยุดการทำงานในระยะเวลาประมาณ 20 นาที

เบาะนั่งผู้โดยสารมีระบบไฟฟ้าที่ช่วยในการปรับเซทท่านั่งได้สบายขึ้น แต่มีปัญหาเล็กน้อยอยู่ที่การปรับระดับพวงมาลัย ซึ่งปรับได้เพียงขึ้นและลง แต่ไม่สามารถยืดและหดให้เข้ารับกับสรีระได้ ในด้านของพวงมาลัยไฟฟ้าได้รับการพัฒนาใหม่ สัมผัสได้ถึงน้ำหนักการหมุนที่ค่อนข้างเบาลงกว่าเดิม ประเด็นนี้ทางผู้บริหารได้ไขข้อข้องใจว่า “ปัจจุบันมีผู้หญิงให้ความสนใจซื้อรถกระบะเพิ่มขึ้นทำให้น้ำหนักของพวงมาลัยเบาลงตามผลการวิจัย แต่ในย่านความเร็วสูงจะแปรผันให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพื่อการควบคุมรถที่แม่นยำและมั่นใจได้”

ฟังค์ชั่นที่น่าสนใจอีกหนึ่งระบบคือ Chevrolet My link  พร้อมรองรับการเชื่อมต่อระบบ Apple Car play  และ  Android Auto  บนหน้าจอขนาด   8   นิ้ว ที่มาพร้อมฟีเจอร์ SIRI EYES FREE ซึ่งเป็นการสั่งงานด้วยระบบเสียงภาษาไทย ไม่ต้องออกเอกเซ็นเหมือนรุ่นก่อนๆที่ทำงานบ้างไม่ทำงานบ้างตามสำเนียงภาษาที่เปล่งออกไป

มาถึงไฮไลท์เด่นคือเรื่องของขุมพลัง จากเดิมที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลดูราแม็กซ์แบบ 4 สูบขนาด 2.8 ลิตร ได้ถูกยกออกพร้อมพัฒนาเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตรเข้าไปแทนที่ ถึงแม้ว่ามีขนาดความจุที่ลดลงจากรุ่นเดิม แต่ก็สามารถสร้างแรงม้าได้ถึง 180 แรงม้าที่3,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงถึง 440 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที สนองความต้องการของวัยมันได้เป็นอย่างดี ในย่านความเร็ว 100-120 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,000 รอบต่อนาที

รถทุกคันที่ได้นำมาทดสอบในครั้งนี้ล้วนเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะทั้งสิ้น รอยต่อของเกียร์ยังคงสัมผัสได้ ไม่ถึงกับนุ่มและไหลลื่นแบบรถซีดาน แต่ก็ไม่ได้กระตุกจนหัวทิ่มเหมือนรถกระบะเกียร์อัตโนมัติในอดีต และเมื่อผ่อนคันเร่งจะมีตำแหน่งเกียร์จะลดลงพร้อมมี Engine Brake เข้ามาเสริม ทั้งนี้เป็นผลพวงจากเรื่องความปลอดภัยเพราะจะช่วยลดทอนแรงเบรคขณะที่เกิดเหตุการณ์คับขัน

ในส่วนของระบบช่วงล่างกับความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้ถึงความนุ่มหนึบ ตลอดเส้นทางที่ใช้ความเร็วในการเข้าโค้งของถนนหลวง ลืมระบบช่วงล่างแบบกระบะรุ่นเดิมๆไปก่อนเพราะการพัฒนาในครั้งนี้ วิศวกรผู้ออกแบบค่อนข้างจริงจังกับปัญหาความแข็งกระด้างของระบบช่วงล่างรถกระบะและต้องการให้เกิดความแตกต่าง ทั้งดีไซน์กระบอกโช๊คอัพใหม่ ค่าเคของขดสปริง และแหนบที่ถูกถอดออกไปหนึ่งแผ่น

ความอัจฉริยะของระบบความปลอดภัยใน New Chevrolet Colorado ที่สัมผัสได้ตลอดการขับขี่คือระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องจราจร รูปแบบการทำงานคือจะส่งเสียงเตือนแต่ไม่มีการหักพวงมาลัยกลับมาในช่องทางเดิม แต่ถ้าคุณมั่นใจในการขับขี่หรือไม่ต้องการตัวช่วยระบบนี้ สามารถปิดการควบคุมได้จากสวิตช์ที่อยู่ใต้คอนโซลกลาง

ระบบช่วยเหลืออีกหนึ่งรูปแบบคือ ระบบแจ้งเตือนการชนจากด้านหน้าที่จะคอยส่งเสียงพร้อมไฟสัญญาณมาที่ชุดแดชบอร์ด โดยมีเซนเซอร์ตรวจจับอยู่ที่บริเวณกระจกหน้า

เส้นทางออฟโร๊ด ลุยได้สบายทุกสภาพพื้นผิว

มาถึงการลุยในรูปแบบออฟโร๊ดสำหรับขาลุยกันดูบ้างว่าไหวหรือไม่ ความสนุกเกิดขึ้นหลังจากที่จบการทดสอบบนถนนลาดยาง เส้นทางต่อจากนี้ไปคือการทดสอบในรูปแบบออฟโร๊ดล้วนๆ โดยใช้พื้นที่รอบๆอ่างเก็บน้ำโป่งแห้ง ที่อยู่ติดกับชายแดนไทย-พม่า โดยมีเพียงแนวเทือกเขาตะนาวศรีกั้นกลางระหว่างพื้นที่ทั้ง 2 ประเทศ สภาพเส้นทางคงไม่ต้องพูดถึงว่าตะเข็บชายแดนมีความกันดานมากน้อยเพียงไร

ก่อนทำการทดลองขับในทางลุย มีการโชว์ศักยภาพของระบบ Remote Engine Start  แม้ว่าตัวรถจะอยู่ห่างกุญแจรีโมทที่กะคร่าวๆด้วยสายตาไม่ต่ำกว่า 100 เมตร ในที่โล่งของยอดเขา ความสามารถของระบบนี้ทำงานได้แบบน่าอัศจรรย์ พร้อมกับโชว์สมรรถนะเครื่องยนต์โดยการลากจูงรถบ้านจากค่าย Air Straem ที่มีน้ำหนักกว่า 3 ตันได้อย่างสบาย

กิจกรรมในช่วงนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม รถทั้งหมดที่ถูกนำมาทดสอบในครั้งนี้เป็น New Chevrolet Colorado HighCountry ซึ่งแบ่งเป็นรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 6 คัน และรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูงอีก 6 คัน กลุ่มแรกไปลุยด้วยรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยการบิดสวิตช์สำหรับใช้งานระบบขับเคลื่อนสีล้อที่อยู่บริเวณหลังคันเกียร์ให้ไปอยู่ในตำแหน่ง 4 LOW

สภาพเส้นทางค่อนข้างสมบุกสมบัน ทั้งทางชันมีร่องลึก เรียกว่าถ้าตกร่องหรือผิดไลน์ น่าจะสร้างความเสียหายให้กับรถได้พอสมควร บางช่วงของเส้นทางเป็นแอ่งน้ำขังที่มีสภาพพื้นผิวเป็นดินโคลน แต่ด้วยกติกาของการใช้งานเครื่องยนต์ให้อยู่ไม่เกิน 2,500 รอบต่อนาที ซึ่งถือเป็นการทดลองแรงบิด 440 นิวตันเมตร เป็นอะไรที่น่าลุ้น แต่ทั้งคณะก็ผ่านอุปสรรคต่างๆมาได้ด้วยดี

ช่วงทางลงเขายังได้มีการทดลองระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันหรือ Hill Descent Control ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือเพื่อให้การควบคุมรถทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องสัมผัสกับแป้นเบรคตลอดเวลา กล่าวคือระบบจะใช้ Engine Brake จากเครื่องยนต์มาช่วยควบคุมความเร็วเพื่อให้สัมพันธ์กับองศาความลาดชันของสภาพเส้นทาง

เสร็จภารกิจลุยช่วงแรก ถึงเวลาเปลี่ยนมาลุยในรูปแบบขับเคลื่อน 2 ล้อดูบ้าง สภาพเส้นทางอาจมีความลาดชันน้อยกว่าช่วงทดสอบแรก เพราะมีระบบขับเคลื่อนเป็นตัวแปร แต่ก็ใช่ว่าจะขับขี่กันได้อย่างสบาย เพราะบางช่วงยังมีเนินชันซึ่งถ้าหากว่าแรงบิดน้อยกว่านี้คงไม่สามารถข้ามยอดเนินไปได้ หนำซ้ำยังมีทางบังคับที่ต้องลุยผ่านลำห้วย พอให้ได้ลุ้น ตามการเคลมจากผู้ผลิตว่า New Chevrolet Colorado HighCountry สามารถลุยน้ำในระดับ 800 มม. แต่ช่วงนี้ระดับน้ำยังไม่สูงมากนัก วัดจากสายตาไม่น่าเกิน 500 มม. จึงทำให้กิจกรรมสำหรับช่วงทดสอบที่ 2 ผ่านฉลุย

บทสรุปการทดสอบ New Chevrolet Colorado HighCountry 2017 นอกจากรูปลักษณ์สง่างามและลงตัวขึ้นกว่ารุ่นเดิม สิ่งที่โดดเด่นนั่นคือเรื่องของเครื่องยนต์ซึ่งปรับลดขนาดลงจากเดิมให้เหลือเพียง 2,500 ซีซี แต่ให้กำลังถึง 180 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงถึง 440 นิวตันเมตร โดยผ่านการพิสูจน์สมรรถนะทุกรูปแบบการใช้งาน รวมถึงระบบช่วงล่างที่โดดเด่นจนสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านความนุ่มหนึบและยึดเกาะถนน อีกหนึ่งเรื่องคือระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยที่ถือเป็นการยกระดับกระบะจากค่ายโบว์ไทพ์สีทองได้อย่างน่าภูมิใจ

การกลับมาของกระบะเรือธงในครั้งนี้ผู้บริหารเชฟโรเลตได้ประกาศไว้ว่าจะมาแย่งชิงตลาดรถกระบะในประเทศไทยให้ได้ คงต้องมาดูอีกครั้งว่าการกลับมาในครั้งนี้ จะแบ่งเค๊กก้อนโตในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ของเมืองไทยได้ขนาดไหน อ่านกันมาจนถึงช่วงท้ายชักสงสัยแล้วใช่หรือไม่ครับว่าค่าตัวของ New Chevrolet Colorado HighCountry 2017 จะมีสนนราคาเท่าไหร่ คำตอบนี้ผมไม่มีให้ รอกันอีกสักนิดภายในเดือนกรกฏาคมนี้พร้อมโชว์ตัวและประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการแน่นอน

New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport(ภาพ+วีดีโอ) แฮทแบครูปลักษณ์ใหม่ มาพร้อมความแรง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

0
New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport รถเด่นที่ถือเป็นประเด็นร้อนกับกระแสแรง ซึ่งได้พัฒนาเพื่อนำมาสู่การปรับเปลี่ยนเป็นครั้งที่ 5 หลังจากโมเดลแรกขึ้นแท่นการผลิตในปี 1998 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ได้มาซึ่งรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว พร้อมสมรรถนะเร้าใจแต่ยังคงไว้ในเรื่องของความประหยัด รวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกมากมายที่ต่อยอดมาจากระบบ Active Park Assist ที่โด่งดังจากอดีตสู่ปัจจุบัน

หลายคนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวของรถยนต์จากค่ายฟอร์ดว่าจะมาสร้างกระแสอะไรให้กับวงการยานยนต์ และ New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport จะให้ความคุ้มค่าขนาดไหน www.autoworldthailand.com นำคำตอบมาให้ทุกท่านพิจารณาครับ

 

New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport ใช้เวทีแจ้งเกิดในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37 ด้วยรูปลักษณ์สไตล์แฮทช์แบค 5 ประตู โฉบเฉี่ยว โดดเด่น และดูทันสมัยกว่ารุ่นก่อน โดยเน้นการออกแบบที่ปราณีต กระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่เชื่อมต่อไปหน้ากระจังแบบสี่เหลี่ยมคางหมูอันเป็นเอกลักษณ์

ไฟหน้าดูยาวกว่ารุ่นเดิมและเรียวขึ้น มาพร้อมไฟตัดหมอกดูโดดเด่น กันชน ฝากระโปรงท้ายและไฟท้ายก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้ดีไซน์ดูแปลกตาไปกว่าเดิม ทั้งยังเติมแต่งความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์

ภายในดูแตกต่างไปจากรุ่นเดิม โดยออกแบบให้ดูเรียบง่าย ห้องโดยสารติดตั้งวัสดุซับเสียงคุณภาพสูงเพื่อความเงียบ กระจกไฟฟ้าทุกบานเป็นแบบอัตโนมัติ พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทางพร้อมปุ่มมัลติฟังค์ชั่นและระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบ Paddle Shift

เบาะนั่งหุ้มหนังแท้สีดำ มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระทั้งซ้ายและขวา จุดเด่นอยู่ที่ระบบสั่งงานด้วยเสียงเวอร์ชั่นล่าสุด SYNC 3 พร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth และ Wi-fi รองรับแอพพลิเคชั่น Apple Car Play และ Siri Eyes Free สำหรับไอโฟน รวมถึง แอนดรอยด์ ออโต้ เพื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนระบบเอนดรอยด์

ไฮไลท์อันดับแรกของรถคันนี้เป็นเรื่องของขุมพลัง NEW FORD FOCUS มากับเครี่องยนต์ Ecoboost Turbo ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุดที่ 240 นิวตันเมตรที่ 1,600-5,000 รอบต่อนาทีมาพร้อมระบบส่งกำลังที่เปลี่ยนจาก Dual Cluth มาเป็นแบบอัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงนอกจากระบบเทอร์โบชาร์จและหัวฉีดแบบไดเรคอินเจคชั่น ยังมีแคมชาฟท์แบบอิสระคู่ รวมถึงในส่วนของเสื้อสูบแบบอลูมิเนียมช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น โดยทางค่ายผู้ผลิตเคลมไว้ว่า เครื่องยนต์ตัวนี้ให้พละกำลังที่ดีกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แถมประหยัดน้ำมันสูงสุด 14 กม./ลิตร

สมรรถนะด้านการยึดเกาะ ด้านหน้าใช้แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบอิสระคอนโทรลเบรด มัลติลิงค์และคอยล์สปริง โดยมีล้อแมกหุ้มยางขนาด 215/50R17 ทำหน้าที่สัมผัสกับพื้นถนน

จุดเด่นต่อมาซึ่งสามารถพูดได้ว่าเป็นผู้นำเรื่องของเทคโนโลยีอัจฉริยะตัวจริง ซึ่งจะช่วยให้ทั้งความสะดวกสบายและปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน มาดูกันเลยครับว่าระบบทำงานอย่างไรและมีอะไรน่าสนใจ

ระบบปรับสมดุลความเร็วล้อ(Torque Vectoring Control)

ทำงานโดยเบรคล้อด้านในอัตโนมัติขณะเข้าโค้ง เพื่อลดอาการ Under Steer ที่มักเกิดขึ้นกับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าทำหน้าที่ควบคู่ไปกับ Traction Control เพื่อให้การบังคับควบคุมรถไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างปลอดภัย

ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะแบบ ถอยเข้าซอง (Perpendicular Park Assist)

เป็นระบบที่ได้รักการพัฒนาเพิ่มเติมจาก ระบบช่วยจอดอัจฉริยะแบบเทียบข้าง (Parallel Park Assist) ใน ฟอร์ด โฟกัส รุ่นก่อน ทำงานด้วยเซ็นเซอร์แบบอัลตราโซนิคสองจุด ติดตั้งอยู่ด้านท้ายของตัวรถ ทำหน้าที่สแกนหาที่ว่างรอบๆ ตัวรถสำหรับจอด และช่วยควบคุมการหมุนพวงมาลัยเพื่อนำรถเข้าจอด โดยผู้ขับขี่เพียงควบคุมการเข้าเกียร์และเหยียบเบรค โดยไม่ต้องใช้มือบังคับพวงมาลัย

ระบบช่วยออกตัวจากช่องจอด (Park Out Assist)

ระบบนี้คอยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่เพียงควบคุมเบรกและคันเร่ง ระบบจะควบคุมพวงมาลัยเพื่อช่วยให้ออกจากช่องจอดแบบคู่ขนาน โดยควบคุมการหมุนของพวงมาลัย เพื่อช่วยนำรถออกจากช่องจอด ในขณะที่ผู้ขับขี่ควบคุมเพียงเบรคและคันเร่งเท่านั้น

ระบบช่วยเบรกในความเร็วต่ำ (Active City Stop)

ช่วยชะลอการชน สำหรับขับขี่ในสภาวะการจราจรที่เคลื่อนตัวในความเร็วต่ำ ทำงานที่ความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เซ็นเซอร์ที่ติดอยู่บริเวณกระจกหน้ารถช่วยตรวจจับรถด้านหน้า ในกรณีที่รถเข้าใกล้รถคันหน้าเร็วเกินไปโดยผู้ขับขี่ไม่สามารถควบคุมรถได้ทันท่วงที ระบบจะลดแรงบิดของเครื่องยนต์และทำการเบรกอัตโนมัติเพื่อชะลอการชน

ระบบกำหนดค่าต่างๆของรถ( Mykey)

ช่วยกำหนดค่าการใช้งานต่างๆของรถ เช่น ระดับความเร็วสูงสุด และกำหนดระดับความดังจากเครื่องเสียง เพื่อป้องกันการใช้งานที่เกินความจำเป็นจากวัยซิ่งในครอบครัว

ทีนี้ก็ถึงเวลาของการทดลองขับกับกิจกรรมการทดสอบ New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport ซึ่ง บริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด ได้จัดขึ้นเพื่อสะท้อนการใช้งานจริง ช่วงทดสอบแรกอยู่ใน สนามแข่งพีระ เซอร์กิต โดยแบ่งออกเป็น 3 สถานี

Torque Vectoring Control

ตัวช่วยการขับขี่สัมผัสได้จากการลองของในสนามแข่ง

เริ่มกันด้วยการทดลองระบบ Torque Vectoring Control โดยใช้การทดสอบในสนามแข่งซึ่งทีมผู้จัดงานได้ใช้ไพลอนบังคับรูปแบบเส้นทางเพื่อได้ทดลองระบบกันอย่างจริงจัง ระบบนี้มีการเบรคล้อฝั่งด้านในเพื่อลดการเกิดอาการ Understeer จากเซ็นเซอร์อัตโนมัติในการจับมุมล้อและประมวลผลจากพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า ทำให้เข้าโค้งได้ง่ายขึ้นจนสัมผัสได้อย่างชัดเจน

ในส่วนของการยึดเกาะ ช่วงล่างที่ติดตั้งมากับ New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport ให้การยึดเกาะที่ดี ไม่ถึงกับแข็งกระด้าง แต่ก็ยังให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลไปสักนิดเมื่อต้องเติมคันเร่งออกจากโค้งแบบรวดเร็วตามสไตล์การขับขี่ในสนามแข่ง

ระบบ Torque Vectoring Control จะทำหน้าที่ได้ดีในทุกย่านความเร็วรวมถึงทุกองศาในการหักพวงมาลัย หากใช้ความเร็วเกินหรือไม่สัมพันธ์กับการหักเลี้ยวพวงมาลัย ก็ใช่ว่าเซนเซอร์จะหยุดล้อให้กลับมาในทิศทางที่ต้องการ ในส่วนนี้ผู้ขับขี่จะต้องใช้วิจารณญาณในการขับขี่ด้วยเช่นกัน

ช่วงทางตรงของสนามพีระฯ ได้มีการนำไพลอนไปวางในรูปแบบสลาลอม เพื่อทดลองความแม่นยำของพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering – EPAS) ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของรถคันนี้ เพราะให้การบังคับควบคุมที่แม่นยำและเมื่อรวมกับระบบ Torque Vectoring Control ส่งผลให้การบังคับควบคุมเป็นไปตามทิศทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Active Park Assist

หลากรูปแบบกับระบบช่วยจอดอัจฉริยะ

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะที่ได้รับชมจากภาพเคลื่อนไหวด้านบน อาทิ ระบบช่วยจอดอัจฉริยะแบบเทียบข้างและถอยเข้าซอง รวมถึงระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ ระบบทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการพัฒนาจาก ฟอร์ด โฟกัส รุ่นก่อนที่มีเพียงการถอยจอดแบบเทียบข้าง

มีทั้งระบบช่วยจอดแบบถอยเข้าซอง Perpendicular Park Assist และ ระบบช่วยออกตัวจากช่องจอด (Park Out Assist) ซึ่งผู้ขับขี่ไม่ต้องบังคับหรือควบคุมพวงมาลัยแต่อย่างใด เพียงแค่กดสวิทช์ควบคุม เข้าเกียร์และหยุดรถ ระบบจะทำการค้นหาช่องจอดให้อัตโนมัติพร้อมกับควบคุมพวงมาลัยเพื่อให้รถเข้าในพื้นที่จอดได้อย่างแม่นยำ โดยแสดงการทำงานไปที่จอทัชสกรีนที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง

จากการที่ฟอร์ดได้พัฒนาระบบนี้ขึ้นมา ใช่ว่าผุ้ขับขี่จะไม่ต้องทำอะไรเลย อันที่จริงแล้วเซนเซอร์ที่ตรวจจับช่องจอดรวมถึงระบบสั่งการเพียงแค่ควบคุมพวงมาลัย อย่างไรก็ตามการเข้าเกียร์และเบรกผู้ขับขี่ก็ยังต้องสั่งการด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความสูญเสียและอุบัติเหตุตามมาก็เป็นได้

SYNC 3

ใช้เสียงสั่งการเพื่อความปลอดภัย

การทดสอบระบบสั่งการด้วยเสียง ซิงค์ 3(SYNC 3) ควบคุมความบันเทิงภายในรถซึ่งเชื่อมต่อกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือด้วยคำสั่งเสียง แสดงข้อมูลผ่านหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว พร้อมปุ่มเมนูลัดที่ด้านใต้ของหน้าจอ และสามารถรองรับแอพพลิเคชั่น แอปเปิ้ล คาร์เพลย์ (Apple Car Play) และ Siri Eyes Free สำหรับไอโฟน รวมถึง แอนดรอยด์ ออโต้ (Android Auto) ที่เร็วๆ นี้จะสามารถเปิดใช้งานได้ ข้อดีนอกจากการใช้งานระบบความบันเทิงที่ลิงค์ผ่านโทรศัพท์ ยังมีผลพลอยได้จากการใช้กูเกิลแมพที่อัพเดทข้อมูลตลอดเวลา

ลองของกับการใช้งานจริง

ห้องโดยสารเงียบ เครื่องยนต์แรง อัตราเร่งดี

เสร็จจากกิจกรรมของ 3 สถานีแรก การทดสอบรูปแบบต่อไปคือการใช้งานบนถนนจริงกับระยะทางเกือบ 100 กม. ซึ่งเส้นทางที่ใช้นั้นมีทุกรูปแบบ สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือความเงียบของห้องโดยสารที่มาจากการใช้กระจกบานหน้าใหม่ที่มีความหนาขึ้น รวมถึงขอบยางและวัสดุซับเสียงคุณภาพสูง

ด้านของขุมพลังจากเครื่องยนต์อีโค่บูสต์ เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 180 แรงม้า พร้อมแรงบิด 240 นิวตันเมตร รวมถึงการพัฒนาระบบเกียร์แบบ Torque Converter แบบ 6 จังหวะ ต้องบอกว่าเป็นขุมพลังที่จัดจ้าน แต่เกียร์อาจจะมีรอยต่อจนทำให้รู้สึกได้ในบางขณะ ทางทีมวิศวกรของฟอร์ดจึงชดเชยด้วยการติดตั้งระบบแพดเดิลชิพท์ที่พวงมาลัย ทำให้ในด้านของการขับขี่สนุกสนาน เพลิดเพลินในแบบของเกียร์ธรรมดา ซึ่งเพียงยกคันเร่ง ระบบจะตัดการทำงานไปเป็นเกียร์อัตโนมัติอย่างรวดเร็ว

สำหรับอัตราเร่ง เครื่องยนต์รุ่นนี้มีแรงบิดถึง 240 นิวตันเมตร ที่มาตั้งแต่รอบต่ำเพียง 1,600-5,000 รอบ ทำได้ทันใจและไม่ต้องเป็นกังวล การควบคุมส่งผ่านมายังพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าแปรผันตามความเร็ว ทำให้บังคับไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

จากการที่ได้คลุกคลีกับ New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport เกือบหนึ่งวันเต็ม รถคันนี้มีทีเด็ดอยู่หลายด้านทั้งสมรรถนะและฟังค์ชั่นอัจฉริยะที่ติดตั้งมากับรถ มีสิ่งที่อยากให้ปรับคือระบบช่วงล่างที่อาจจะนุ่มไปสักนิดทั้งที่เป็นรถที่มีสมรรถนะสูง ทั้งนี้ทางผู้ผลิตเน้นไปสำหรับการใช้งานที่สะดวกสบาย หากสมรรถนะช่วงล่างที่กระด้างไปกว่านี้อาจจะไม่ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มเป้าหมายก็เป็นได้ อีกเรื่องที่ผมและหลายๆคนกำลังจับตามองถึงการพัฒนาเรื่องบริการหลังการขายซึ่งตกเป็นรองคู่แข่งอีกหลายค่าย แต่นโยบายที่จะพัฒนาเริ่มเป็นนามธรรมจากหลายๆด้าน ซึ่งผู้บริหารก็ตระหนักถึงปัญหานี้อยู่พอสมควร แล้วเมื่อไหร่ที่ปัญหาเหล่านี้หมดไป ผมเชื่อว่าฟอร์ดจะเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่คู่แข่งค่ายรถญี่ปุ่นมองข้ามไม่ได้แน่นอน

YOKOHAMA ท้าพิสูจน์สมรรถนะยางเก๋งและเอสยูวีรุ่นใหม่ ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้งานจริง

0
YOKOHAMA เชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์ และกลุ่ม Car Club ร่วมกิจกรรมทดสอบสมรรถนะยางรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้ง YOKOHAMA GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) ยางเพื่อรถ SUV, PPV, PICK-UP ที่มีให้เลือกใช้ 22 ขนาด ขอบตั้งแต่ 15-20 หน้ากว้าง 205-275 มม. ซีรีส์ 55-75 และยาง YOKOHAMA ADVAN FLEVA V701 (แอดแวน เฟรว่า V701) ยาง SPORTY รองรับกลุ่มรถคอมแพ็คคาร์จนถึงซีดานขนาดใหญ่ มีให้เลือกใช้ 43 ขนาด ขอบ 15-20, หน้ากว้าง 195-265 mm, ซีรีส์ 30-55 ภายใต้รูปแบบ “ขับจริง ลุยจริง ถนนจริง” ด้วยการเดินทาง..เติมธรรมชาติ…เติมกำลังให้กับ ตชด.ฐาน137 บนยอดเขากระโจมชายแดนไทย-พม่า” โดยยางรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ จะวางจำหน่ายพร้อมกันตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ณ ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายกว่า 340 แห่ง และศูนย์บริการยางรถยนต์มาตรฐาน YOKOHAMA Club Network  (YCN) ทั้ง 48 แห่งทั่วประเทศไทย

มร.ทาเคโตชิ โมริตะ (Mr.Taketoshi Morita) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โยโกฮามา ไทร์ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าจากการที่บริษัทได้แนะนำยางรถยนต์รุ่นใหม่พร้อมกัน 2 รุ่น คือ GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) ยางรถ SUV, PPV, PICK-UP และยาง ADVAN FLEVA V701 (แอดแวน เฟรว่า V701) ยาง SPORTY รองรับกลุ่มรถยนต์ตั้งแต่ขนาดคอมแพ็คคาร์จนถึงซีดานขนาดใหญ่นั้น จึงถือโอกาสเชิญชวนสื่อมวลชนสายยานยนต์ Car Club ชั้นนำ และนักทดสอบยางรถยนต์ มาร่วมสัมผัสคุณสมบัติพิเศษของยางรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ ภายใต้การทดสอบที่ไร้ข้อจำกัดจากรูปแบบเดิมๆ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมทดสอบทุกท่านได้รับประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง ภายใต้รูปแบบ “ขับจริง ลุยจริง ถนนจริง” ด้วยการเดินทาง..เติมธรรมชาติ…เติมกำลังให้กับ ตชด.ฐาน137 บนยอดเขากระโจมชายแดนไทย-พม่า” ในรูปแบบการท่องเที่ยว พร้อมทั้งทำกิจกรรมในพื้นที่เส้นทางทุรกันดารและถนน Asphalt ที่ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ภายในพื้นที่ อำเภอสวนผึ้ง และจุดชายแดนไทย-พม่า ส่งผลให้ผู้ทดสอบทุกท่านรับรู้ถึงสมรรถนะยางรถยนต์ YOKOHAMA ได้ดีในทุกมิติ

สำหรับกิจกรรมทดสอบยางรถยนต์ YOKOHAMA ทั้ง 2 รุ่นในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทีมเทคนิคของ YOKOHAMA ได้เตรียมรถยนต์นั่งยอดนิยม อาทิ New Toyota Yaris, New Honda Jazz, New Honda Civic และ New Toyota Altis จำนวน 10 คัน เพื่อใช้ในการทดสอบสมรรถนะยางรุ่น ADVAN FLEVA V701 (แอดแวน เฟรว่า V701) ยาง SPORTY รวมทั้งได้เตรียมรถยนต์กลุ่ม SUV, PPV และ Pick-up อาทิ Isuzu MU-X, New Toyota Fortuner, New Mitsubishi Pajero Sport เป็นต้น จำนวน 10 คัน เพื่อใช้ในการทดสอบยาง GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) พร้อมทั้งแบ่งการทดสอบสมรรถนะยางออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน

ช่วงแรกคาราวานทดสอบออกสตาร์ตจาก The Scenary Farm ขับรถที่ติดตั้งยางทั้ง 2 รุ่น รุ่นละกว่า 10 กิโลเมตร เส้นทางทดสอบในช่วงนี้ เป็นถนนหลวงที่มีสภาพเส้นทางหลากหลายรูปแบบ เช่น ทางคดโค้ง สลับทางโค้งลาดชันขณะขับไต่ขึ้นทิวเขาตะนาวศรี ส่งผลให้ผู้ทดสอบรับรู้ถึงคุณสมบัติและจุดเด่น GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) และยาง ADVAN FLEVA V701 (แอดแวน เฟรว่า V701) ทั้งการยึดเกาะและการทรงตัวที่ดีขึ้น ความนุ่มนวลและความเงียบ โดย GEOLANDAR A/T G015 สามารถลดเสียงรบกวนได้ดีกว่า 22% เนื้อยางมีความทนทานสูงกว่า 17% และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น เมื่อเทียบกับยางรุ่นเดิม

ขณะที่ ADVAN FLEVA V701 เป็นกลุ่มยางใหม่ตระกูล ADVAN ที่ได้รับ DNA มาจากเทคโนโลยีการผลิตยางรถแข่ง คอมปาวน์เนื้อยางมีน้ำมันส้มมาใช้เป็นส่วนผสม (ลิขสิทธิ์เฉพาะของ YOKOHAMA) ซึ่งโดยปกติยางรถสปอร์ตมักจะมีเสียงรบกวนที่ดัง และเมื่อนำไปเทียบกับยางที่มีความใกล้เคียงกันแต่อยู่กันคนละเซกเมนท์อย่างรุ่น  S.Drive (เอสไดรฟ์) ให้การยึดเกาะดีทั้งบนถนนแห้งและเปียก นอกจากนี้ยังเป็นยางที่ให้การบังคับควบคุมและตอบสนองที่ดี ให้เสียงรบกวนต่ำกว่า ลายดอกยางและแก้มยางเท่ดึงดูดสายตา

ช่วงที่ 2 จุดเปลี่ยนรถ ณ ลานกว้างตรงข้ามโรงแรม La Toscana ผู้ทดสอบทุกคนเปลี่ยนมาขับรถ SUV และ PPV ที่ติดตั้งยาง GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) ความตื่นเต้นในการทดสอบในแบบ “ขับจริง ลุยจริง ถนนจริง” เดินทาง..เติมธรรมชาติ…เติมกำลังให้กับ ตชด.ฐาน137 บนยอดเขากระโจมชายแดนไทย-พม่า” ทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเส้นทางเบื้องหน้าที่มุ่งสู่ยอดเขากระโจมนั้น เริ่มลัดเลาะไต่ขึ้นทางชัน ทางคดโค้ง อีกทั้งสภาพเส้นทางถนนหลวงดีๆ ก็ค่อยๆ เลือนหายกลายเป็นทางลูกรัง ทางรกร้าง และสมบุกสมบันแบบออฟโรดยิ่งขึ้น

ด้วยสภาพเส้นทางที่ทุรกันดารแบบออฟโรด นอกเหนือจากจะต้องใช้สมรรถนะรถยนต์ผสานกับทักษะความสามารถการขับขี่ของผู้ทดสอบแล้ว GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) ยังอวดสมรรถนะความแกร่ง ความนุ่มนวล ความเงียบ การยึดเกาะที่ดีขึ้นบนถนนเปียกและทางออฟโรด ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสในทุกมิติ เนื่องจากเส้นทางมีทั้งแอ่งน้ำ ร่องน้ำธรรมชาติ เส้นทางที่เต็มไปด้วยหินหยาบหินกรวดที่อาจทิ่มแทงยางให้ทะลุ ให้บุกตะลุยพร้อมปีนไต่ก้อนหินใหญ่ ขับเลาะทางโค้งในรูปแบบต่างๆ จนไปถึงจุดสูงสุดของยอดเขากระโจม และต้องขับลัดเลาะกลับมายังที่พักโรงแรม La Toscana

ระหว่างเส้นทาง YOKOHAMA ยังส่งมอบสิ่งดีๆ พร้อมเติมกำลังเติมรอยยิ้มให้กับชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่ โดยชวนสมาชิกคาราวานทดสอบยางแวะด่านตรวจน้ำตกผาแดง เพื่อมอบป้ายจุดตรวจอันใหม่ให้เจ้าหน้าที่เพื่อใช้ทดแทนป้ายอันเก่าที่ชำรุด พร้อมกับมอบเครื่องมือช่าง บันไดและสิ่งของจำเป็นให้โรงเรียนตระเวนชายแดน-ตะโกปีกทอง ใช้ซ่อมบำรุงรักษาอาคารเรียน และยังร่วมสนับสนุนสร้างเขื่อนกันน้ำป่าเซาะเส้นทาง

ขณะที่น้องๆ จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแห่งนี้ ได้ตอบรับน้ำใจ YOKOHAMA ด้วยการแสดงโชว์แบบท้องถิ่น ซึ่งสามารถเรียกรอยยิ้มให้แก่ผู้บริหาร YOKOHAMA, สื่อมวลชน และ Car Club ทุกท่าน และสุดท้ายบนยอดเขากระโจม ทาง YOKOHAMA ยังได้มอบยางรถยนต์ YOKOHAMA พร้อมอุปกรณ์ไฟส่องสว่าง โซล่าร์เซลล์ ให้แก่หน่วยงานราชการ เพื่อใช้ปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนพันธุ์กล้าไม้จำนวน 200 ต้น เพื่อปลูกขยายพื้นที่ป่าอีกด้วย

หลังเสร็จสิ้นการทดสอบ ทาง YOKOHAMA ได้จัดปาร์ตี้เพื่อเป็นการขอบคุณสื่อมวลชนและ Car Club ชั้นนำ ที่เข้าร่วมกิจกรรมทดสอบยาง GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) ยางเพื่อรถ SUV, PPV PICK-UP และยาง YOKOHAMA ADVAN FLEVA V701 (แอดแวน เฟรว่า V701) ซึ่งจะวางจำหน่ายพร้อมกันตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ณ ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายกว่า 340 แห่ง และศูนย์บริการยางรถยนต์มาตรฐาน YOKOHAMA Club Network  (YCN) ทั้ง 48 แห่งทั่วประเทศไทย

New TR TRANSFORMER II รถตรวจการณ์พันธุ์แกร่ง กับการผสมผสานที่ลงตัว

0
การปรับปรุงที่ไม่หยุดนิ่งของรถดัดแปลงแบรนด์ไทยทำกับผลงานล่าสุด TR TRANSFORMER II โฉมใหม่ ที่ได้นำสัญลักษณ์จากซุปเปอร์ฮีโร่ “IRON MAN” มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้โดดเด่นต่อสายตาผู้ใช้รถผู้ใช้ถนนเป็นอย่างมาก นอกจากในด้านของการดีไซน์ที่แข็งแกร่งและดุดัน ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่เป็นแบบหลังคาสูง กว้าง โปร่ง จัดรูปแบบการใช้งานได้ตั้งแต่ 5-11 ที่นั่ง ทั้งยังดัดแปลงให้ใช้ในภารกิจต่างๆได้หลากรูปแบบ

หลายๆคนเริ่มอยากรู้ถึงสมรรถนะการขับขี่ การทดสอบในครั้งนี้ บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) จึงได้สรรสร้างเส้นทางมีความหลากหลายซึ่งสะท้อนการใช้งานในทุกรูปแบบให้สื่อมวลชนได้ทดสอบ มาติดตามกันได้เลยครับwww.autoworldthailand.com ยินดีจัดให้ทุกท่านรับชม

สำหรับรูปลักษณ์ของ New TR Transformer II โฉมใหม่ บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด ได้ออกแบบให้มีคุณสมบัติเหนือกว่ารถ PPV ทั่วไปในประเทศ โดยร่วมกับนักออกแบบชั้นแนวหน้า (Designer) จากอังกฤษ Mr.Steve Harper สุดยอด Car Designer จาก Shado Car Design ซึ่งเป็นการรับแรงบันดาลใจจากสุดยอดซุปเปอร์ฮีโร่ IRON MAN

New TR Transformer II พัฒนาขึ้นบนโครงสร้างของ Toyota Hilux Revo มาพร้อมมิติตัวรถขนาดกว้าง 1,852 มม. ยาว 5,150 มม. และสูง 2,180 มม. พร้อมด้วยการยกสูงให้ตัวถังซึ่งลุยน้ำได้เกินกว่า 50 ซม.

รูปลักษณ์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยวและโดดเด่นในด้านความแข็งแรงในรูปแบบสไตล์เฉพาะตัว ด้านหน้าออกแบบใหม่หมดพร้อมกันชนหน้า – หลัง  เพิ่มความดุดันด้วยไฟหน้าใหม่แบบไบซีนอน (Bi-Xenon) ขนาด 3.5 นิ้ว ซึ่งมีไฟ Daytime Running พร้อมฝังไฟเลี้ยวในตัว ทั้งยังเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยไฟตัดหมอก หน้า หลัง รวมถึงกล้องมองหลังที่แสดงผลผ่านจอเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง

กระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวในตัว รวมถึงทางผู้ออกแบบไม่ลืมที่จะติดตั้งบันไดข้าง และ บันไดขึ้นลงทางด้านท้ายเพื่อเข้าออกห้องโดยสารได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งยังมีล้อแมกลายใหม่หุ้มด้วยยางออเทอร์เรนสำหรับรองรับการลุยขนาด 265/65 R17

ห้องโดยสารดีไซน์หลังคาทรงสูงแบบ Hi Roof ที่กว้างขวาง โปร่ง โล่งสบาย ปรับรูปแบบที่นั่งโดยสารได้ ตั้งแต่ 5 – 11 ที่นั่ง พร้อมมีพื้นที่บรรทุกสัมภาระมากกว่า รถ PPV ทั่วไป ตกแต่งภายในด้วยสีเมทัลลิก ชุดแดชบอร์ดเป็นจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID ขนาด 4.2 นิ้ว

คอนโซลฝั่งผู้โดยสารมีช่องเก็บของพร้อมระบบรักษาความเย็น ขับกล่อมความบันเทิงด้วยเครื่องเสียงพร้อมระบบนำทางผ่านดาวเทียมผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว กระจายความเย็นทั่วห้องโดยสารจากระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแอร์บนเพดาน

ขุมพลังของ New TR Transformer II เป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบ พร้อมติดตั้งระบบอัดอากาศแบบ VN TURBO ที่หยิบยกมาจาก Toyota มีมาให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่รุ่น 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,400-2,600 รอบต่อนาที และขนาด 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที  ระบบส่งกำลังมีทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูงระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ด้านท้ายเป็นแบบแหนบซ้อนในส่วนของระบบความปลอดภัยติดตั้งถุงลมนิรภัย 3 ตำแหน่ง ลดโอกาสบาดเจ็บจากแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุแบ่งเป็นด้านหน้า 2 ตำแหน่ง เข่าคนขับอีก 1 ตำแหน่ง รวมถึงติดตั้งระบบเบรก ABS และเข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ

ข้อมูลสำคัญส่วนที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นอุปกรณ์หลักที่ติดตั้งมาจากทางค่ายผู้ผลิต และสำหรับการทดสอบในครั้งนี้ ผู้จัดงานได้นำ New TR Transformer II มาให้ผู้เข้าร่วมทดสอบได้ทดลองขับหลากรุ่น ได้แก่

TR Transformer II  แบบ 5 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร 150 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 

TR Transformer II  แบบ 5 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 4 ล้อ  เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร 177 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

TR Transformer Max แบบ 9 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 4 ล้อ  เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร 177 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

TR Transformer Maxi  แบบ 11 ที่นั่ง มีทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร 150 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

TR Transformer Maxi  แบบ 11 ที่นั่ง แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ  เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร 177 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

ผมเลือกจะขอลองรถลุยที่มาพร้อมชุดแต่งจัดเต็มในรุ่น TR Transformer Maxi  แบบ 11 ที่นั่ง แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ  เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร 177 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ มาดูกันเลยครับว่ารถดัดแปลงแบรนด์ไทยทำคันนี้จะให้สมรรถนะการขับขี่เป็นเช่นไร

เส้นทางที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้เริ่มจากโชว์รูมไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ สาขา บางนา ทีมผู้จัดงานได้สะท้อนรูปแบบการใช้งานผ่านเส้นทางในหลายรูปแบบทั้งทางเรียบบนถนนหลวงสลับกับทางลุยบางช่วงของทางหลวงชนบทโดยมีปลายทางอยู่ที่ Brookside Valley Resort จ.ระยอง

การทดสอบเป็นไปในรูปแบบของขบวนคาราวานบนเส้นทางหลวงมอเตอร์เวย์ แน่นนอนว่ารถดัดแปลงขนาดใหญ่อย่าง  TR Transformer II เมื่อนำมาเดินทางในรูปแบบนี้ ชาวบ้านผู้ใช้รถใช้ถนนต่างมองเป็นตาเดียว ทุกครั้งที่จอดพักรถหรือรับประทานอาหาร มักจะมีผู้คนให้ความสนใจและสอบถามข้อมูลของรถรุ่นนี้

TR Transformer II  แบบ 11 ที่นั่ง ซึ่งผมได้เลือกเป็นพาหนะ นอกจากอุปกรณ์มาตรฐานที่มาจากโรงงานผู้ผลิต ยังมีกันชนหน้า-หลัง เหล็กกันโคลง รวมถึงวินซ์ขนาด 9,000 ปอนด์ เสริมความดุ ดิบ และยังเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือในการใช้งานบนพื้นที่ทุรกันดานได้เป็นอย่างดี นอกจานี้ยังเสริมเท่ด้วยล้อแมกลวดลายทันสมัย หุ้มยางออเทอเรน ทำให้รถทั้งคันดูลงตัวขึ้นทุกมิติ

การตกแต่งภายในไม่แตกต่างไปจาก TOYOTA Hilux Revo อรรถประโยชน์ที่เพิ่มมาคือความกว้างขวาง และอลังการของห้องโดยสาร รถหนึ่งคันจะจัดให้นักทดสอบรถยนต์จากสื่อต่างๆร่วมเดินทางคันละ 4 คน ก็ยังดูหลวมไม่อึดอัด  ที่สำคัญภายในที่กว้างขวาง หากระบบปรับอากาศทำงานไม่ดีหรือกระจายความเย็นได้ไม่ทั่วห้องโดยสาร การเดินทางในครั้งนี้อาจจะเสียหยาดเหงื่อซึ่งแลกมากับคราบขี้เกลือบนเสิ้อผ้าก็เป็นได้

ประเด็นที่ต้องขอชมคือระบบปรับอากาศที่มีมาถึง 2 ตำแหน่ง ทั้งด้านหน้าและบนเพดาน แต่ต้องแอบติเล็กน้อยเพราะสวิตช์ปรับอากาศบนเพดานนั้นยังเป็นแบบสวิตช์ระบบเดิมๆไม่ได้เป็นแบบดิจิตอลเหมือนสวิตช์ควบคุมความเย็นบริเวณคอนโซลกลาง อีกเรื่องคือความสะดวกสบายของเบาะนั่งแถว 2 ที่สามารถปรับและพับได้ไม่ต่างไปจากเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า

สมรรถนะการขับขี่ต้องบอกว่าดีกว่ารุ่นที่ผ่านมา พละกำลังจากเครื่องยนต์ดีเซล VN Turbo ขนาด 2,982 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที ถูกเปลี่ยนมาเป็นขนาด 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,400-2,600 รอบต่อนาที เข้ามาประจำการแทนที่

แน่นอนว่าเครื่องยนต์รุ่นใหม่มีสมรรถนะสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งแรงม้า และแรงบิด รวมถึงขนาดความจุที่เล็กลงส่งผลให้น้ำหนักของเครื่องยนต์ลดลง ร่างใหญ่ยักษ์ของ TR Transformer II ที่มาพร้อมน้ำหนักตัวกว่า 2 ตัน จึงไม่เป็นปัญหา หนำซ้ำยังมีส่วนช่วยให้บริโภคน้ำมันลดลง

ผลพวงของน้ำหนักตัวเมื่อนำมาผสมรวมกับระบบช่วงล่างแบบใหม่ ทำให้การยึดเกาะดีขึ้นคนละอารมณ์จากรุ่นเดิม รวมถึงการติดตั้งเหล็กกันโคลงที่เป็นชุดแต่งเสริมทำให้สัมผัสได้ถึงความหนึบแน่น แม้ตัวรถจะมีรูปร่างที่ต้านลมมากกว่ารถเอนกประสงค์ในรูปแบบอื่นก็ตาม

ด้วยความเป็นรถที่มากไปด้วยเหลี่ยมสันในสไตล์รถทรงกล่อง สิ่งที่สัมผัสได้เมื่อการขับขี่ในย่านความเร็วสูงคือเรื่องของเสียงลมที่ปะทะกับตัวรถ โดยจะเริ่มเร็ดรอดเข้ามาในความเร็วที่สูงกว่า 100 กม./ชม. ในจุดนี้มาจากเรื่องของดีไซน์ตัวรถที่ยากจะหลีกเลี่ยง

ระยะทางกว่า 500 กม. ที่ได้ทดลองขับ แน่นนอนว่ารถดัดแปลงขนาดใหญ่อย่าง  TR Transformer II เมื่อนำมาเดินทางในรูปแบบคาราวาน ชาวบ้านผู้ใช้รถใช้ถนนต่างมองเป็นตาเดียว ทุกครั้งที่จอดพักรถหรือรับประทานอาหาร มักจะมีผู้คนให้ความสนใจและสอบถามข้อมูลอย่างไม่ขาดสาย

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ในรูปแบบรถตรวจการณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รถคันนี้เป็นคำตอบให้การใช้งานแบบสมบุกสมบันได้อย่างแน่นอน รวมถึงสามารถนำไปดัดแปลงเพื่อภาระกิจสำคัญต่าง ๆ เช่นรถพยาบาลฉุกเฉินภาคสนาม รถบรรเทาสาธารณภัย และรถควบคุมระบบสื่อสาร ก็ถือเป็นตัวเลือกสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

แต่ถ้าจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน อาจดูไม่เหมาะสมนักเพราะความใหญ่อลังการของตัวรถ อาจทำให้หาที่จอดรถในเมืองลำบากสักหน่อย ในด้านหลังการขายประเด็นนี้หายห่วงเพราะสามารถรับบริการได้จากศูนย์บริการ Toyota ทั่วประเทศ

HYUNDAI H-1 & Grand Starex เติมเต็มตัวช่วยแห่งสุนทรีย์สำหรับการเดินทาง

0
ฮุนได ค่ายรถยนต์แบรนด์เกาหลี รุกตลาดเอมพีวีอีกครั้งด้วยการนำรถยนต์เอนกประสงค์รุ่นเรือธงทั้ง H-1 และ Grand  Starexตกแต่งใหม่โดยเติมเต็มความหรูหรา และสะดวกสบาย พร้อมจัดทริพทดสอบสมรรถนะเพื่อสะท้อนการใช้งานจริงบนเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง

การเปลี่ยนแปลงใหม่ของทั้ง H-1 และ Grand Starex ผมขอเน้นไปที่ตัวท๊อพ ในชื่อรุ่น H-1 Deluxe และ Grand StarexVIP ซึ่งเป็นการตกแต่งและเติมเต็มอุปกรณ์เพื่อความหรูหรา และสะดวกสบาย ออกแบบรูปโฉมใหม่ในลักษณะของการแต่งหน้า ทาปาก เริ่มที่กระจังหน้าพร้อมไฟกลางวัน รวมถึงไฟส่องพื้นใต้กระจกมองข้างสำหรับอำนวยความสะดวกในยามค่ำคืน ในรุ่น H-1 Deluxe มากับล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่พร้อมยางขนาด 215/70 R16 ส่วนรุ่น Grand Starex VIP ใช้ขนาด 235/60 R17 นอกจากนี้ ทั้ง 2 รุ่นยังติดตั้งประตูสไลด์ไฟฟ้า เข้า-ออก ได้สบายทั้งฝั่งซ้าย และ ขวา ซึ่งมีสวิตช์ควบคุมการเปิด-ปิด ด้านข้างผู้ขับขี่

ห้องโดยสารถูกชูให้เป็นจุดเด่น ออกแบบเบาะนั่งและพนักพิงใหม่ในรุ่น H-1 Deluxe รวมถึงติดตั้งม่านบังแดดรอบคันและจอแอลอีดีสำหรับผู้โดยสารตอนหลังเป็นขนาด 13.3 นิ้ว พร้อมระบบ HDMI เพื่อความบันเทิงเต็มพิกัด สำหรับรุ่น Grand Starex VIP ออกแบบที่วางเท้า รวมถึงติดตั้งไฟห้องโดยสารแบบ Ambient Light ที่เคาน์เตอร์กลาง เปลี่ยนสีได้ทั้ง ขาว แดง และ ฟ้า

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ได้รับการติดตั้งใหม่คือระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล และเทคโนโลยีที่ถือเป็นครั้งแรกซึ่งมีมากกว่าในรถระดับเดียวกัน นั่นคือการติดตั้งระบบ Smart View System ซึ่งเป็นกล้องขณะถอยหลังแบบ 360 องศา แสดงภาพผ่านจอทัชสกรีนบริเวณคอนโซลกลาง

ทั้งรุ่น H-1 Deluxe และ Grand StarexVIP ใช้เครื่องยนต์รุ่นเดิมในรหัส DC4B เป็นแบบดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์  4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 2,497 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้าที่ 3,600 รอบ พร้อมแรงบิด 441 นิวตันเมตรที่ 2,000-2,250 รอบต่อนาทีส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ  5 จังหวะพร้อม Sequential shift

ระบบกันสะเทือนเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัทที่ด้านหน้า และ ด้านหลังเป็นแบบ 5-ลิ้งก์ ริจิด แอ็กเซิล คอยล์สปริง รวมถึงติดตั้งระบบความปลอดภัยแห่งยุคสมัย ทั้ง ระบบเบรกเอบีเอส ถุงลมนิรภัยคู่หน้า

เส้นทางทดสอบรถยนต์ Hyundai  H-1 Deluxe และ Grand StarexVIP ในครั้งนี้ ทางผู้จัดงานได้นำสื่อมวลชนเดินทางจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นการทดสอบรถยนต์บนถนนที่มีความหลากหลายของเส้นทาง ทั้งทางตรงและยาวที่สามารถทำความเร็วได้ เพื่อทดสอบอัตราเร่ง รวมถึงความสะดวกสบายขณะขับขี่และโดยสาร รวมไปถึงทางโค้ง ที่สามารถทดสอบการเกาะถนนจากระบบช่วงล่าง เส้นทางลักษณะเนินเขาของภาคตะวันออกยังทำให้ได้ทดสอบพละกำลังของครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบได้เป็นอย่างดี

สำหรับการทดสอบยังมีไฮไลท์เด็ดในการทดลองระบบ Smart View System ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรก ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ โดยทำการประมวลภาพจากกล้องทั้ง 4 จุดรอบคันรถ แล้วจึงแสดงผลบนจอด้านหน้า ที่มีความคมชัด และมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ได้รับความสะดวก และปลอดภัย

อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องขอชื่นชมและน่าทึ่งเป็นเรื่องของวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 ม.และสุนทรีย์ในความเงียบของห้องโดยสารซึ่งมีลูกเล่นคือแบบไฟ Ambient Light ที่เคาน์เตอร์กลาง เปลี่ยนสีได้ทั้ง ขาว แดง และ ฟ้า แต่ในรุ่น Grand StarexVIP ยังมีข้อติติงนิดหน่อยในด้านออฟชั่นที่ติดตั้งมาใหม่ เช่น ม่านบังแดดรอบคัน ที่มีเสียงรบกวนให้รำคาญใจเป็นระยะ แต่ถ้าเปิดระบบเอนเตอร์เทนเมนท์เพื่อดูหนังหรือฟังเพลงถึงจะทำให้กลบเสียงเหล่านั้น

Hyundai  H-1 Deluxe และ Grand StarexVIP เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับการออกแบบให้ตอบสนองความต้องการในการใช้งานที่หลากหลายของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเพื่อไลฟ์สไตล์ส่วนตัว หรือจะเป็นการใช้งานเพื่อธุรกิจ โดยสอดคล้องกับแนวคิดที่ใช้ในการสื่อสาร “For Life Experience” ในด้านสมรรถนะเครื่องยนต์และระบบช่วงล่างถือว่าเป็นรถที่ขับสนุก มีอัตราเร่งที่ทันใจ ในเซกเมนต์ของรถเอมพีวียังหาคู่แข่งที่นำมาเปรียบได้ยาก 

Nissan Almera Nismo จะช่วยเติมเต็มช่องว่างได้มากน้อยแค่ไหน

0
Nissan Almera ขายดีเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด EcoCar และเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยอย่างมาก เป็นเพราะความสามารถเฉพาะตัวอย่างแท้จริง และด้วยเหตุผลนี้ทำให้ค่ายนิสสันต้องสร้างบุคลิกใหม่ เพื่อปลุกกระแสความนิยมอีกครั้ง ด้วยอารมณ์สปอร์ตที่เร้าใจยิ่งขึ้นภายใต้แบรนด์ Nismo

การนำเสนอนวัตกรรมที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ถูกถ่ายทอด DNA ลงสู่ผลิตภัณฑ์ Almera เป็นรุ่นแรกในรูปแบบของแพ็คเกจที่มีให้เลือก 2 แบบ คือ Almera Nismo Performance Package ทั้งหมด 3 รุ่นในเราคาเริ่มต้นที่ 634,000-751,000 บาท (ไม่รวมค่าติดตั้ง) และ Almera Nismo Aero Package อีก 3 รุ่นกับราคาเริ่มต้นที่ 538,000-655,000 บาท และมีให้เลือก 3 สี คือ ขาว, เงินและดำ

ความแตกต่างระหว่าง Almera Nismo Performance Package และ Almera Nismo Aero Package จะเป็นเรื่องของชุดแต่งและการเซ็ตช่วงล่าง โดยรุ่น Aero Package จะประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า ด้านข้างและด้านหลังสีเทา/แดง ติดตั้งใต้กระจังหน้า ชายล่างด้านข้างตัวรถ และใต้กันชนหลัง พร้อมโลโก้ Nismo สปอยเลอร์หลังติดตั้งบนฝากระโปรงท้ายสีเทา และแถบสีแดงบนฝาครอบกระจกมองข้าง


สำหรับ Performance Package เพิ่มเติมจากแอโรแพ็คเกจ ด้วยช่วงล่างที่ปรับเปลี่ยนสปริง และโช้กอัพให้เหมาะสม ลดความสูงด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อช่วยลดแรงต้านและแรงยกของตัวรถ เพิ่มขนาดล้อและยางใหม่เป็นขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางที่ใหญ่ขึ้นจากเดิม 185/65R15 เป็น 205/50R16 รวมถึงท่อไอเสียแบบ S-Flow ทั้งหมดนี้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

 


ซึ่งในรุ่น Performance Package จะเป็นรุ่นที่เรามาทดสอบกัน เพื่อจะได้รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน ได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจากของเดิมมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องของการขับขี่และประสิทธิภาพของช่วงล่าง การปรุงแต่งใหม่จะเพิ่มความน่าสนใจได้มากน้อยแค่ไหน แม้ว่าของเดิมจะถูกใจอยู่แล้ว แต่การเป็น Almera Nismo Performance Package จะสร้างสีสันให้ตื่นตาและเร้าใจมากแค่ไหน AUTO BILD มีคำตอบ

Almera Nismo Performance Package มองภายนอกจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง จากชุดแต่งที่มาจากแบรนด์ Nismo ได้อารมณ์อีกแบบหนึ่ง ชัดเจนในความสปอร์ตที่เพิ่มขึ้น เพียงแต่ภายในห้องโดยสารไม่มีการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นของเดิมที่มาจากโรงงาน รวมถึงเครื่องยนต์ก็เป็นตัวเดิม 1.2 ลิตร 79 แรงม้ากับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT


การขับขี่  Almera Nismo Performance Package ให้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่จากกำลังของเครื่องยนต์ แต่เป็นเรื่องของช่วงล่างที่หนึบแน่นมากขึ้น กระชับในการเกาะถนนในทุกสถานการณ์ของการขับขี่ เข้าโค้งได้มั่นใจมากขึ้น ไม่มีอาการโยนตัวของรถให้รู้สึกเหมือนของเดิม เด่นชัดในความมั่นคงของตัวถังเมื่อใช้ความเร็วสูง มีความนิ่งที่ไว้ใจได้ ทำให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม สามารถผ่านด่านความยากในการเข้าโค้ง หรือออกจากโค้งอย่างมั่นคงและแน่นอน โดยไม่กังวลว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เรียกว่าเอาอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น พวงมัยหนักแน่นและกระชับมากขึ้น ให้การควบคุมที่แม่นยำในการขับขี่

น่าเสียดายที่กำลังเครื่องยนต์ไม่เดินชัดเหมือนกับช่วงล่าง ทำให้เสียอารมณ์พอสมควรเมื่อจากโค้ง หรือสร้างอัตราเร่งในแต่ละครั้ง เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 79 แรงม้าทำหน้าที่ได้ดีในระดับหนึ่ง ตอบสนองการขับขี่ในความเป็น EcoCar ได้ แต่ยังไม่เหมาะสมที่รองรับความเป็น Nismo ได้ดีเท่าไร เพราะเมื่อต้องกดคันเร่งออกจากโค้ง กำลังเครื่องยนต์ไม่ตอบสนองเท่าที่ควร ทำให้เสียอารมณ์ในการขับขี่พอสมควร เมื่อเทียบกับอารมณ์สปอร์ตของช่วงล่าง ที่จัดเต็มแบบเป็นไปได้ แต่นั่นแหละ Nissan ไม่สามารถเพิ่มอะไรได้มากนักในความเป็น EcoCar ของ Almera แต่เพียงเท่านี้ก็ทำคุณสนุกได้เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง

เริ่มต้นกับสิ่งที่เป็นตำนานกับผลิตภัณฑ์ตัวขายอย่าง Almera ซึ่งเป็นก้าวแรกของการแนะนำตัว ซึ่งในอนาคตจะมีของใหม่ที่เร้าใจตามมากในอนาคต จะเป็นอย่างไรคงต้องรอพิสูจน์กันอีกครั้ง เพราะของใหม่ที่พ่วงท้ายกับ Nismo มีอะไรที่ร้อนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน

BMW Driving Experience 2016 กิจกรรมทดสอบซีดานหรูหลากรุ่นจากค่ายใบพัดฟ้าขาว

0
การทดสอบรถในครั้งนี้มีตัวเลือกที่หลากหลายและทั้งหมดเป็นรถซีดานสมรรถนะสูงจากค่ายใบพัดฟ้าขาว โดยมีการเชื้อเชิญจาก บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด ให้เข้าร่วมกิจกรรม BMW Driving Experience 2016 ณ สนามปทุมธานีสปีดเวย์ จ.ปทุมธานี เพื่อทดสอบสมรรถนะรถซีดานหลากรุ่น อาทิ เป็น BMW 118i M Sport, BMW  320d Luxury, BMW 320d Sport, BMW 525d M Sport และตบท้ายด้วยตัวแรงรุ่นเสียบปลั๊ก  BMW 330e M Sport ที่พ่วงเทคโนโลยีทันสมัยกับระบบปลั๊กอิน ไฮบริด 

เหล่ารถหรูจากค่ายใบพัดฟ้าขาวผมมั่นใจว่าหลายคนอยากได้ทดลองสมรรถนะและขุมพลังอันเร้าใจ งานนี้บีเอมดับเบิลยูกรุ๊ป ได้นำรถหลากรุ่นมาให้ทดลอง ผมพร้อมที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ใหม่ให้ทุกท่านได้ติดตามเช่นเคยครับ

กองทัพรถซีดานจากค่ายบีเอมดับเบิลยูจอดคอยให้สื่อมวลชนหลากสำนักได้สัมผัสสมรรถนะอันเร้าใจจากความหลากหลายของเครื่องยนต์ที่ติดตั้งมาในบีเอมดับเบิลยูแทบทุกรุ่น โดยมีทีมงานได้จำลองสถานการณ์ต่างๆไว้เต็มพื้นที่ และแบ่งออกเป็นสถานีทดสอบออกเป็น 6 รูปแบบ ตามหลักสูตรของ BMWDRIVING EXPERIENCE DRIVING COURSE

วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้คือการทดลองรถและระบบการขับขี่ในรูปแบบต่างๆของโหมด Sport,ComFort,และ ECOPRO  วถึงความแตกต่างด้านสมรรถนะ ผมเลือกรถที่จะใช้ทดสอบไว้ทั้งหมด 3 รุ่น ตัวแรงทั้งนั้น!!!

เริ่มจากน้องเล็ก BMW 118i M Sport เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทคโนโลยี บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า

ต่อด้วย BMW 320d Sport ขุมพลังดีเซลเทอร์โบระดับ 190 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบ เกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 สปีด พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

BMW 525d M Sport เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo กำลังสูงสุด 218 แรงม้า

งานนี้โจทย์ตั้งมาค่อนข้างหินกับสถานีทดสอบ 6 รูปแบบ ที่ทีมอินสตรัคเตอร์ได้จัดไว้ แต่ก็มีบางช่วงที่พอจะทำความเร็วให้ได้ขับขี่แบบสนุก มาดูแต่ละสถานีที่ว่าหินนั้นมีรูปแบบอย่างไร

สถานี SLALOM

ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองขับกับกิจกรรม BMW Driving Experience 2016 สถานีนี้มีการจัดฉากให้เกิดอุปสรรคที่ต้องขับรถหักหลบทุ่นจราจรโดยใช้ความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. BMW ทุกคันที่ทางผู้จัดงานได้เตรียมไว้ให้ผู้สื่อข่าวทุกคนต้องผ่านสถานนีนี้เป็นอันดับแรกเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับตัวรถ และวอร์มอัพระบบช่วงล่างถือเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนไปยังสถานีถัดไป

สถานี DOUBLE CIRCLE

เส้นทางถูกบังคับให้มายังสถานี  DOUBLE CIRCLE ทุ่นจราจรถูกวางเป็นวงกลม 2 วง ขับไปตามทิศทางในรูปแบบของเลข 8 ช่วงล่างและระบบต่างๆของรถ ถูกใช้งานหนักขึ้น หลังจากวอร์มเบาๆ ที่สถานีแรก ความเร็วที่ใช้ไม่มีกำหนด ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคลว่าจะมีควบคุมรถได้ขนาดไหน

40 กม./ชม.คือความเร็วที่ผมตั้งเอาไว้เพื่อเป็นโจทย์ แต่ขณะขับจริง 30 กม./ชม. ก็ถือว่าสาหัส เพราะเสียงยางที่บดกับพื้นถนนเริ่มลั่นเข้าไปหู แต่ถึงอย่างไร ระบบ DSC : DYNAMIC STABILITY CONTROL ที่ติดตั้งมากับรถยังคอยช่วยแก้อาการที่รถเสียการควบคุมได้ในระดับหนึ่ง

สถานี OVER/UNDER STEERING

สถานีนี้สนุกครับ ทุ่นจราจรจัดเป็นวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางกะจากสายตาน่าจะประมาณ 10 ม.น่าจะได้ การขับขี่จะอ้อมทุ่นเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ เพื่อสังเกตรถว่าเกิดอาการท้ายปัด และ หน้าดื้อ ในช่วงความเร็วเท่าไหร่ จากที่มองผ่านชุดมาตรวัดของ รถทั้ง 3 คัน พอทำความเร็วทะลุ 30 กม./ชม. เริ่มออกอาการบ้างในบางครั้ง แต่ยากหน่อยเพราะมี ระบบDTC: DYNAMIC TRACTION CONTROL คอยจะแก้อาการให้ตลอด  ปิดระบบทั้งหมดก็ไม่ได้ ตรงนี้เป็นเรื่องของความปลอดภัย ทางวิศวกรผู้ผลิตกำหนดมาให้ปิดระบบได้เพียง 50 % อาการเสียหลักที่ว่าจะออกไปในรูปแบบของหน้าดื้อเสียส่วนใหญ่ ในทางเทคนิคแก้อาการได้ง่ายกว่าแบบท้ายปัด

สถานี HANDLING

มาถึงการจัดเต็ม HANDLING เป็นสถานีที่ใช้ความเร็วได้สูง จำลองเส้นทางโค้งทั้งกว้าง แคบ และโค้งยูเทริ์นไว้ในระยะทางหลาย 100 ม. รูปแบบการขับขี่ที่สนองความซ่าถูกปรับให้อยู่ในโหมด Sport ทันที การเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ทั้ง 3 สถานีที่ผ่านมา ถูกเพิ่มกำลังไปที่ความเร็วกว่า 100 กม./ชม. ในช่วงทางโค้งกว้าง และลดลงมาเกือบถึง 40 กม./ชม.ในโค้งยูเทริ์น

สิ่งที่รถทั้ง 3 คันสัมผัสได้นั่นคือเสียงเครื่องยนต์ที่คำราม รวมถึงช่วงล่างที่แข็งและหนึบขึ้นโดยปริยาย  แน่นอนว่าถ้าสมองกลถูกปรับให้ปลดปล่อยพลังเครื่องยนต์ แต่ระบบช่วงล่างถ้ายังเป็นแบบเดิม การขับขี่ก็จะเสี่ยงอันตรายยิ่งขึ้น สรุปง่ายๆว่าสมรรถนะการขับขี่ในรูปแบบ Sport ให้ความรู้สึกมั่นใจขึ้นในขณะที่ต้องใช้ความเร็ว

สถานี ABS PLANIC BRAKE

เป็นการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม.ชม. และให้ลดความเร็วก่อนเลี้ยวไปหาทุ่นจราจรที่เปิดไว้แบบเลนสลับ โดยจะเบรคหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถ  หลายๆรอบที่ผ่านช่องทางเลนสลับจากรถทั้งสามคัน สิ่งที่ประทับใจคือพวงมาลัยที่แม่นยำ ควบคุมได้ตามทิศทางที่อยากให้ไป

เมื่อความแม่นยำไปทำงานร่วมกับ DTC และ DSC ความสนุกก็บังเกิด กี่รอบต่อกี่รอบ ไม่เคยได้ใช้เบรก เพียงแค่ควบคุมความเร็วและบังคับทิศทาง ก็สามารถขับผ่านอุปสรรคไปได้อย่างสนุกและมีลุ้นตลอดว่าจะกวาดทุ่นจราจรหรือไม่ เอาเป็นว่ารอดครับแม้บางครั้งอาจเฉี่ยวแบบเฉียดฉิวก็ตาม

สถานี EVASON BLOCK

“หมดลายที่ปลายทาง” กล่าวไว้อย่างนี้ความหมายตรงกันไม่มีผิดเพี้ยน ถือว่าเป็นสถานีสุดท้ายที่ปราบเซียน เรียกเสียงฮาได้ดีทีเดียว กับรูปแบบของการขับรถพุ่งเข้าไปหาอินสตรัคเตอร์ซึ่งคอยบอกทิศทางให้หักเลี้ยว ในความเร็ว 40 กม./ชม. มีทุ่นจราจรตั้งเป็นกำแพงดักให้ต้องบังคับเลี้ยวและห้ามชนทุ่น

นอกจากการควบคุม “สติ” มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะต้องคอยสังเกตุว่าธงจะชี้ให้เลี้ยวขวา หรือ ซ้าย ในระยะกระชั้นชิด ตรงนี้มีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น รอบไหนที่เลี้ยวถูกฝั่งก็สบายหน่อย ไร้เสียงฮา แต่ถ้ารอบไหนเลี้ยวผิด จะมีทั้งเสียงฮาและอาจจะโดนทับถมจากเพื่อนสื่อมวลชนร่วมอาชีพ ตามภาษาคนคุ้นเคย

ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการทดสอบตัวแรงพลังไฟฟ้า ในรุ่น BMW 330e M Sport รถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด รุ่นถัดจาก BMW i8 พร้อมทดสอบระบบ iPerformance โดยฝ่ายเทคนิคจากบีเอมดับเบิลยูมาอบรมและให้ความรู้ทั้งด้านการใช้งาน การชาร์จไฟ รวมถึงระบบการทำงานของมอเตอร์ ที่โดดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน แต่ให้สมรรถนะจัดจ้าน ซึ่งอาจจะไม่ได้เจาะลึกไปกับระบบต่างๆมากนักเนื่องจากตัวแปรเรื่องเวลา เอาเป็นว่าขอติดไว้ก่อน แล้วจะหาโอกาสหยืบยืมรถเสียบปลั๊กจากค่ายใบพัดมาทดสอบแบบจริงจังอีกครั้งแบบฟูลรีวิวครับ

หลังจากที่ทดสอบแบบไม่มีหยุดสำหรับรถทั้ง 3 คันนี้ดำเนินไปกว่า 1 ชม. พอทำให้ได้ข้อสรุปว่าคาแรคเตอร์ของรถแต่ละคันเป็นอย่างไร ผมนิยามไว้สั้นๆว่าถ้าชอบ หล่อ สุขุมและแฝงความดุ ดิบ จากขุมพลังแรง น่าจะเหมาะสมกับ BMW 525d M Sport ถ้าหากเลือกซ่า ขับสนุก ต้องยกให้ BMW 320d Sport

แต่สำหรับผม ขอแค่น้องเล็ก BMW 118i M Sport ก็เพียงพอจากเหตุผลที่ว่าราคาไม่ไกลเกินเอื้อม และควบคุมง่าย เพราะมีมิติตัวถังขนาดเล็กกะทัดรัด การใช้งานของชีวิตคนเมืองน่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ที่เหมาะกับรถคันนี้ที่สุด 

ALL NEW HONDA CIVIC 1.8 EL VS 1.5 TURBO RS ซีดานขวัญใจมหาชนรุ่นไหนโดนใจคุณ

0
หลังจากเปิดตัวใหม่ในโมเดลที่ 10 เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ณ วันนี้ ALL NEW HONDA CIVIC ได้กวาดยอดจำหน่ายกว่า 10,000 คัน และส่งตรงถึงมือลูกค้าไปเกินครึ่งหรือราวๆ 6,000 คัน หลายคนที่กำลังจะจับจองรถซีดานขวัญใจมหาชนยังมีข้อสงสัยและอาจยังอยู่ในช่วงตัดสินใจไม่ได้ว่าจะคว้ารุ่นไหนมาครอง เพราะตีโจทย์ความต้องการของใจตัวเองไม่แตก

มาดูกันครับว่า รถซีดานเรือธงจากค่ายฮอนด้าทั้ง 2 รุ่นนี้ แบบไหนจะให้ความคุ้มค่าที่มาพร้อมสมรรถนะโดนใจในสไตล์เดียวกับตัวคุณ www.autoworldthailand.com มีรายงาน

สำหรับที่มาที่ไปของ  ALL NEW HONDA CIVIC ผมคิดว่าแทบทุกท่านที่หมายปองรถรุ่นนี้คงทราบกันดีและคงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากมาย การประชันในครั้งนี้เราได้นำตัวทอพของทั้ง 2 เครื่องยนต์ได้แก่รุ่น 1.8 EL  และ 1.5 TURBO RS มาเป็นโจทย์ ในด้านของมิติตัวรถไม่มีความแตกต่างตามขนาดความยาว 4,630 มม. กว้าง 1,799 มม. และสูง 1,416 มม. ทั้งยังมีความสูงใต้ท้องรถเท่ากันคือ 125 มม. รูปลักษณ์เริ่มเห็นความแตกต่างบริเวณหน้ากระจัง รุ่น 1.8 EL จะหรูหราด้วยสีโครเมียม โคมไฟใช้แบบโปรเจคเตอร์เลนส์ ส่วนรุ่น 1.5 TURBO RS นั้นรมดำเงา โคมไฟใช้หลอดแอลอีดี มาพร้อมกับสเกริ์ตล่างสไตล์ RS (Racing Sport)

มุมมองด้านข้างใกล้เคียงกันแต่ถ้าสังเกตให้ดี ชุดแต่งที่เป็นสเกริ์ตรอบคันทำให้รุ่น 1.5 Turbo RS ดูสปอร์ตและแลดูเตี้ยกว่ารุ่น 1.8 EL จุดต่างอีกหนึ่งแห่งคือกล้องที่กระจกมองข้างด้านซ้ายในรุ่น 1.5 Turbo RS  และอีกหนึ่งจุดคือล้ออัลลอยลาย 5 ก้านต่างขนาด รุ่น 1.8 EL เป็นขนาด 16 นิ้วหุ้มยาง 215/55 และ 1.5 Turbo RS เป็นขนาด 17 นิ้ว หุ้มยางขนาด 215/50

ด้านหลังของรถทั้ง 2 รุ่นให้ความสปอร์ตจนเห็นได้ชัด รุ่น 1.8 EL ดีไซน์บั้นท้ายได้โดดเด่นและงดงาม ไฟท้ายโค้งรูปตัวซีใช้แผงทับทิมและหลอดแอลอีดี ส่วนรุ่น 1.5 Turbo RS มีทุกอย่างเฉกเช่นเดียวกับ 1.8 EL แต่มีสปอยเลอร์หลังบนฝากระโปรงพร้อมพร้อมโลโก้ “RS” สีแดง รวมถึงท่อไอเสียคู่ที่ใช้งานได้จริงทั้งฝั่งซ้ายและขวา เสริมมาดดุดันได้อย่างลงตัว

ALL NEW CIVIC มากับห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย ใกล้เคียงกับรถในระดับ D-Segment เน้นภายในสีดำและใช้วัสดุหุ้มเบาะนั่งเป็นหนังแท้ เบาะนั่งผู้ขับขี่สามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ส่วนผู้โดยสารตอนหน้าปรับได้ 4 ทิศทางซึ่งมีเฉพาะรุ่น 1.5 Turbo RS เท่านั้น วัสดุตกแต่งคอนโซลแบบ Piano Black ชุดแดชบอร์ดเป็นมาตรวัดและจอแสดงข้อมูลแบบ TFT  รุ่น 1.8 EL จะใช้ไฟหน้าจอสีฟ้า ส่วน 1.5 Turbo RS จะเป็นสีแดง

พวงมาลัยเป็นอีกหนึ่งส่วนที่แตกต่าง พื้นฐานเดิมจะเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นมีทั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียงซึ่งพิเศษด้วยการปรับระดับเสียงแบบ SWIPE ปรับลดเสียงได้ด้วยการสัมผัส ติดตั้งระบบสวิทช์ควบคุมและสังการระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ รุ่น 1.5 TURBO RS มีออฟชั่นพิเศษคือระบบแพดเดิลชิฟท์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์

คอนโซลกลางติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ รุ่น 1.5 TURBO RS สามารถปรับอุณหภูมิแยกอิสระทั้ง ซ้าย และ ขวา  ทั้ง 2 รุ่นมีหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วแบบ ADVANCED TOUCH รองรับระบบ APPLE CARPLAY รวมถึงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI ถ่ายทอดเสียงผ่านลำโพงถึง 8 ตัว ในรุ่น 1.5 TURBO RS มีฟังค์ชั่น HONDA LANE WATCH ที่แสดงภาพทุกครั้งเมื่อยกก้านไฟเลี้ยวซ้าย ส่วนรุ่น 1.8 EL มีแค่ฟังต์ชั่นกล้องมองหลังขณะเข้าเกียร์ถอยหลัง

ขุมพลังซึ่งถือเป็นจุดเด่นของ ALL NEW HONDA CIVIC รุ่น 1.8 EL ใช้เครื่องยนต์เบนซินซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ SOHC i-VTEC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 1,799 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 174 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที  พร้อมระบบส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้การขับขี่ที่เร้าใจและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85

พลังขับเคลื่อนของรุ่น 1.5 TURBO RS ทางวิศวกรของฮอนด้าเคลมว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้ทำงานทัดเทียมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ DOHC VTEC TURBO แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบ Dual-VTC แปรผันเวลาการเปิด-ปิดวาล์วทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย ความจุ 1,498 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จแบบ Single-Scroll  เซทบูสต์เทอร์โบไว้ที่ 1.1 บาร์ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิด 22.4 กก.-ม. ที่ 1,700-5,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT แบบเดียวกับรุ่น 1.8 EL แต่ได้รับการปรับเซทเพื่อสนองต่อความต้องการของเครื่องยนต์เทอร์โบ ทั้งนี้ในรุ่น 1.5 TURBO RS รองรับได้สูงสุดเพียงเชื้อเพลิงแบบ อี20

ในส่วนของช่วงล่างใช้ระบบกันสะเทือนแบบอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าเป็นแม็คเฟอร์สันสตรัต ส่วนด้านหลังใช้มัลติลิงก์ รายละเอียดแบบเจาะลึกคือการ ใช้โช๊คอัพด้านหน้าที่ให้ค่าความหนืดเท่ากัน ส่วนด้านหลังปรับตั้งค่าความหนืดไว้คนละแบบ รวมถึงค่าเคและขนาดสปริงต่างกัน เพื่อสนองฟิลลิ่งการขับขี่แบบ RACING SPORT ในรุ่น 1.5 TURBO RS

ตัวช่วยการขับขี่และระบบความปลอดภัยในรุ่น 1.5 TURBO RS มีถุงลมและม่านถุงลมด้านข้าง ส่วนระบบเบรคเอบีเอสและกระจายแรงเบรค อีบีดี รวมถึงระบบช่วยควบคุมขณะเข้าโค้งและระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชันติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ก้าวข้ามไปอีกขั้นด้วยความปลอดภัยเหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่นในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) และความสะดวกสบายล่าสุดกับเทคโนโลยี Engine Remote Start ซึ่งทำหน้าที่สตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเปิดระบบปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมทซึ่ง ALL NEW HONDA CIVIC ทั้ง 2 รุ่น มีให้ทัดเทียมกัน

 

3 วัน 2 คืน กับการลองของแบบจริงจัง

พอทราบถึงข้อมูลของตัวรถ อุปกรณ์ และฟังค์ชั่นการใช้งานที่มีความแตกต่างกันไปแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาลองของ ผมนำรถทั้ง 2 คันนี้มาทดสอบการใช้งานในเมืองและปริมณฑลระยะเวลา 3 วัน 2 คืน รวมเส้นทางที่ใช้กว่า 200 กม. เพื่อหาข้อเปรียบเทียบถึงการตอบโจทย์การใช้งานว่า ALL NEW HONDA CIVIC รุ่นไหนจะมีความคุ้มค่ามากที่สุด

เอาเป็นว่าผมรวมทั้ง 2 รุ่นโดยแบ่งแยกความแตกต่างไว้ชัดเจน ก่อนที่จะเข้าไปภายในตัวรถถือโอกาสลองระบบ ENGINE REMOTE START ต้องบอกว่าเทคโนโลยีนี้ทำขึ้นมาเพื่อความสบายของผู้ใช้รถอย่างแท้จริง เพราะสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์รวมถึงเป็นการเปิดระบบปรับอากาศโดยไม่จำเป็นที่จะต้องเอาตัวคนขับเข้าไปในรถที่จอดตากแดดและเป็นฟังค์ชั่นนี้ติดตั้งมาให้ใน ALL NEW HONDA CIVIC ทุกรุ่น

หลังจากเปิดแอร์เย็นฉ่ำทั่วห้องโดยสารก็ได้เวลาลองขับเพื่อหาความแตกต่าง ฟังค์ชั่นเพื่อความปลอดภัยในรุ่น 1.5 TURBO RS คือระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าส่งเสียงอันไพเราะ “กรุณาคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยค่ะ” เพราะมัวแต่คุยเพลินๆกับผู้ร่วมเดินทางแล้วเผลอออกตัวขณะที่ยังไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ระบบจะมีหน้าที่ในการตรวจจับน้ำหนักที่กดทับบนเบาะนั่ง อีกฟังค์ชั่นที่น่าสนใจคือ HONDA LANE WATCH โดยประมวลผลผ่านกล้องบริเวณกระจกมองข้างด้านซ้าย แสดงภาพมายังหน้าจอสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว ทุกครั้งที่เปิดไฟเลี้ยวซ้าย ส่วนในรุ่น 1.8 EL ไม่มีทั้ง 2 ระบบที่กล่าวไว้

โดยปกติแล้วระบบเกียร์ซีวีทีเป็นอะไรที่ผมไม่ปลื้มมาแต่ไหนแต่ไร และยังไงก็เป็นอคติอยู่ในใจว่าความดิบ โหด จากเครื่องยนต์ถูกลดทอนลงเพราะเกียร์อัจฉริยะระบบนี้ แต่ผมคงต้องปรับทัศนคติใหม่ เพราะการที่ได้ลองแบบจริงจัง ทำให้รู้ว่าเกียร์ซีวีทีที่มาจากเทคโนโลยี EARTH DREAMS ของฮอนด้า นอกจากให้ความนุ่มนวลแบบไร้รอยต่อ ในขณะที่คิกดาวน์ความชาญฉลาดของระบบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องมาสร้างความคุ้นเคยอย่างระบบเกียร์ซีวีทีจากรถยนต์ของค่ายคู่แข่งหลายๆค่าย

อย่างที่ผมบอกไว้ว่าการทดสอบครั้งนี้ไม่ได้ใช้แบบการขับขี่ทางไกลเพื่อหาอัตราสิ้นเปลือง กลับกันผมได้ใช้เส้นทางในเมืองที่มีสภาพการจราจรที่หลากหลายโดยใช้เส้นทางเดียวกันทั้ง 2 รุ่น เพื่อขจัดปัญหารบกวนต่างๆ อาทิ รูปแบบการทำความเร็ว และ สภาพการจราจร ส่วนใหญ่ตัวแปรอยู่ที่ความแออัดจากจำนวนผู้ใช้รถบนถนน ความเร็วที่ใช้คงไม่ได้เร็วมากนัก พอมีบางช่วงถนนโล่งบนทางด่วนถึงได้กระแทกคันเร่งเพื่อลิ้มลองความแรงจากเครื่องยนต์ทั้ง 2 รุ่น ซึ่งทั้งหมดเป็นการสะท้อนใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น 100 กม./ชม.น่าจะเป็นโจทย์สำหรับการใช้งานจริง และค่าที่ได้ซึ่งแสดงในหน้าจอ TFT ของรถทั้ง 2 คันนี้มีความต่างกันประมาณ 1 กม./ลิตร รุ่น 1.8 EL แสดงไว้ 11.6 กม./ลิตร ที่รอบเครื่องยนต์ประมาณ 1,700 รอบ ต่อนาที และในรุ่น 1.5 TURBO RS แสดงไว้ที่ 10.7 กม./ลิตร โดยใช้รอบเครื่องยนต์ใกล้เคียงกันคือไม่เกิน 1,800 รอบต่อนาที

ฟิลลิ่งการขับขี่ถือว่าต่างกันชัดเจน ประเด็นนี้เป็นผลจากการปรับค่ายืดยุบของโช๊คอัพโดยมีวัตถุประสงค์จากการเป็น RACING SPORT ที่เซทค่าการเกาะถนนหนึบในรุ่น 1.5 TURBO RS แต่รุ่น 1.8 EL ระบบรองรับยังคงให้ความนุ่มนวลจนสัมผัสได้ และในประเด็นนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่จะต้องคิดให้หนัก

3 วัน 2 คืน ที่ผมได้อยู่กับ ALL NEW HONDA CIVIC ทั้งรุ่น 1.8 EL และ 1.5 TURBO RS ผมขอสรุปไว้อย่างนี้ครับ ในด้านของรูปลักษณ์นั้นหากดูผิวเผินแทบไม่ต่างกัน จุดที่ชัดเจนคือชุดแต่งบอดี้พาร์ทที่ทำให้ 1.5 TURBO RS ดูดุดัน ซึ่งฮอนด้ามีทางเลือกในส่วนของชุดแต่ง MODURO ถือเป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ชอบการตกแต่ง ออฟชั่นสำคัญที่แตกต่างระหว่างรถทั้ง 2 คันนี้ได้แก่ HONDA LANE WATCH ที่แสดงภาพทุกครั้งเมื่อยกก้านไฟเลี้ยวซ้าย ปลายท่อไอเสียคู่ซ้าย-ขวา ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของม่านถุงลมด้านข้างซึ่งเป็นการป้องกันความปลอดภัยได้อีกระดับ

6 ออพชั่นที่มีในรุ่น 1.5 TURBO RS อาจมีบางอย่างติดตั้งได้ตามร้านตกแต่งรถยนต์หรือจากโชว์รูมผู้จำหน่าย แต่อีกหลายๆอย่างคงหาไม่ได้และไม่มีจำหน่ายทั้งโชว์รูมและร้านตกแต่ง ถ้าถามกลับว่า ระบบเหล่านั้นมีความจำเป็นต่อการใช้งานมากน้อยเพียงใด ส่วนตัวผมเองนั้นต้องบอกว่าถ้าจะมีก็แต่ระบบเกียร์แพดเดิลชิฟท์ที่ให้สนุกและเร้าใจไปกับการขับขี่ ส่วน HONDA LANE WATCH ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ยังไงก็ต้องมองประกอบไปกับกระจกมองข้าง

อย่างไรก็ตามความแตกต่างด้านราคาจำหน่ายซึ่งห่างกันอยู่เกือบ 250,000 บาท โดยรุ่น 1.8 EL ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 959,000 บาท และรุ่น 1.5 TURBO RS จำหน่ายในราคา 1,199,000 บาท น่าจะทำให้ขบคิดได้ไม่มากก็น้อย เพราะผลต่างในด้านราคาหากนำไปซื้อชุดบอดี้พาร์ทรอบคัน รวมถึงโช๊คอัพและสปริงจากสำนักแต่งชื่อดังที่มีกลาดเกลื่อนเมืองไทย อาจจะทำให้คุณเลือกแต่งรถได้ตามใจชอบเรียกว่าหล่อได้แถมยังมีเงินเหลือ

หากคลั่งไคล้ในความเร็ว และเร้าใจ รุ่น 1.5 TURBO RS น่าจะตอบโจทย์ให้คุณแบบไร้ข้อกังขา ทั้งสมรรถนะที่จัดจ้านมากับออฟชั่นจัดเต็มจนไม่จำเป็นต้องไปตกแต่งอะไรเพิ่ม เพียงเท่านี้ก็หล่อได้อย่างมีสไตล์

ถ้าถามว่าผมเลือกรุ่นไหน คำตอบคือรุ่น 1.8 EL สมรรถนะอาจตกเป็นรองในด้านความจื๊ดจ๊าดและเร้าใจ แต่ก็ใช้ว่าจะต่างกันราวฟ้ากับเหว ที่ออกตัวเช่นนี้เพราะตอนแอบกระแทกคันเร่งเหลือบไปดูความเร็วที่ค่อยทะยานทะลุ 180 กม./ชม.เป็นอะไรที่เพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว เหลือเงินเอาไว้แต่งรถได้กว่า 200,000 บาท ผมคงไปเลือกหาชุดแอโรพาร์ท ล้อแมก และโชคอัพซิ่งตามสไตล์ตัวเอง แล้วคุณล่ะครับเลือกได้หรือยังว่า ALL NEW HONDA CIVIC รุ่นไหนตอบโจทย์ความต้องการให้กับคุณ