Home Blog Page 569

Testdrive:SuZuki Swift RX II อัพเกรดออฟชั่น และสมรรถนะ แต่จำหน่ายในราคาเดิม

0

ถึงเวลาที่ค่าย ซูซูกิ จะปรับโฉมให้กับอีโค่คาร์รุ่นธงในสไตล์ไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งรถโมเดลนี้กวาดยอดจำหน่ายทั่วโลกไปแล้วกว่า 5 ล้านคัน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ขนานนามตามชื่อเรียกรุ่น “Suzuki Swift RX II” โดยส่งเข้าสังเวียนรถเล็กกลุ่มอีโค่คาร์ ด้วยการคงราคาจำหน่ายเดิม แต่มีส่วนเพิ่มเติมเพื่อเสริมความสปอร์ตมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน สมรรถนะการขับขี่บนระยะทางกว่า 200 กม.จะน่าประทับใจหรือไม่ ติดตามผลการทดสอบได้เลยครับ

Suzuki Swift RX II เป็นการปรับโฉมครั้งที่ 5 หลังจากที่อีโค่คาร์โมเดลนี้ได้กำเนิดในประเทศไทยเมื่อปี 2012 และสามารถกวาดยอดจำหน่ายทั่วโลกไปแล้วกว่า 5 ล้านคัน แต่ในครั้งนี้ คอนเซปต์การตกแต่งคือ “ล้ำ…ที่สไตล์ สุด…กับทุกฟังค์ชั่น” ยังคงเป็นการปรับแต่งไม่มากสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ทีมงานซูซูกิได้ให้ข้อมูลชัดเจนว่าเป็นผลจากการสำรวจตามความต้องการของผู้บริโภค

รูปลักษณ์ของ Suzuki Swift RX II ยังถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเท่าไหร่นัก ความโดดเด่น สะดุดตา มาในรูปแบบของออฟชั่นที่ถูกติดตั้งเพิ่มเติม อาทิโคมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ HID ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ ไฟตัดหมอกเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ได้ปรับใหม่มาพร้อมไฟ LED เปิด-ปิดตามการทำงานของไฟหรี่ ด้านบนหลังคามีเสาอากาศในรูปแบบของครีบฉลาม

ล้อแมกลาย 5 ก้านคู่สี Gun Metallic ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 185/55 R16 ถือเป็นสิ่งชูโรงที่ทำให้ Suzuki Swift RX II ดูสปอร์ต ดุดัน ขึ้นมาทันที แต่หากใครที่ติดตามรถยนต์โมเดลนี้จะสังเกตุได้ว่ารถคันนี้เป็นการผสมผสานระหว่าง Swift RX กับ Swift SEI และทำออกมาได้ค่อนข้างลงตัวทีเดียว

ภายในยังคงสไตล์เดิมๆไว้ครบถ้วน ทั้งลวดลายของเบาะนั่ง แผงข้าง รวมถึงคอนโซลกลาง จะมีก็แต่ระบบเกียร์แพดเดิลชิฟท์ที่ช่วยเพิ่มเติมอรรถรสในการขับขี่ให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ออฟชั่นอย่างครูสคอนโทรลไม่ได้ถูกตัดออกไปแต่อย่างใด และกลับมีบทบบาทขึ้นมาทันทีสำหรับใช้ในการเดินทางไกลอย่างเช่นการทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้

ขุมพลังใช้เป็นเครื่องยนต์รหัส K 12 แบบเบนซิน 4 สูบ ขนาดความจุ ขนาด 1.25 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 118 นิวตันเมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที จับคู่ด้วยชุดเกียร์แบบ CVT และรองรับน้ำมัน E20 รวมถึงระบบช่วงล่างยังคงใช้ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม

สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ทางบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดเส้นทางทดสอบระยะทางประมาณ 200 กม. จากกรุงเทพ มุ่งสู่ปลายทางที่จ.ระยอง ซึ่งถือเป็นระยะทางที่เหมาะสมสำหรับรถเล็กในกลุ่มอีโค่คาร์อย่าง Suzuki Swift RX II

ถ้าอ้างอิงจากการเป็นเจ้าของ Suzuki Swift หรือรถคันรักที่ผมครอบครองมากว่า 3 ปี ต้องบอกว่ารถคันนี้ถึงแม้รูปร่างหน้าตาจะไม่ได้แปลกไปจากเดิมสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปนั่นคือเรื่องของสมรรถนะการยึดเกาะ หลังจากทดลองขับจากทม.มาถึงระยอง ความแตกต่างสำหรับรถที่เป็นเจ้าของ กับรถทดลองขับคันนี้คือการเฟริ์มของระบบช่วงล่าง ทั้งที่เมื่อเทียบสเปคดูแล้วแทบจะไม่มีความแตกต่าง

ความทรงจำเดิมๆในด้านช่วงล่างที่ค่อนข้างนุ่มจนออกแนวย้วย แต่พอได้มาขับ Suzuki Swift RX II ทำให้ลบความทรงจำเดิมออกไปในรูปแบบหนังคนละม้วน ช่วงล่างที่ติดตั้งมากับรถคันนี้เป็นอะไรที่ลงตัวกว่ารุ่นที่ผมใช้อย่างเห็นได้ชัด เดิมทีหากกระโดดคอสะพานจะออกแนวกระเด้งกระดอน จนทำให้ต้องอัพเกรดระบบโช๊คอัพ และสปริงใหม่ แต่พอมาเป็นรุ่นนี้ ความหนึบเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาให้กับอีโค่คาร์รุ่นล่าสุดจากค่ายซูซูกิได้เป็นอย่างดี และทำให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ

ใครว่ารถเล็กจะเดินทางไกลลำบาก ต้องบอกว่าเป็นการคิดผิด เนื่องจากการทำงานของระบบช่วงล่างที่เปลี่ยนไป ออฟชั่นเสริมอย่างระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือ Cruise Control มีส่วนช่วยให้การเดินทางไกลเป็นไปได้อย่างไม่เหนื่อยล้า และทำงานเริ่มต้นตั้งแต่ความเร็ว 45 กม./ชม.

หากอยากเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ แพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย จะทำให้ลืมระบบเกียร์ ซีวีที ไปได้แน่นอน แต่ขั้นตอนการทำงานของแพดเดิลชิฟท์ ของรถค่ายนี้อาจไม่เหมือนกับค่ายคู่แข่ง เพราะระบบฯจะไม่สามารถปรับลดตำแหน่งเกียร์ได้อย่างอิสระ กล่าวคือสมองกลของรถจะประมวลผลความสัมพันธ์ระหว่างเกียร์กับความเร็ว แต่ในกรณีที่จะลดตำแหน่งเกียร์ให้กลายเป็น Engine Brake นั้นไม่สามารถทำได้ สาเหตุมาจากการป้องกันการสึกหรอของทั้งระบบเกียร์และของเหลวที่อยู่ภายในซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับชิ้นส่วนอะไหล่ดังกล่าว

อีกหนึ่งเรื่องที่มีผลต่อการใช้งานของผู้ใช้รถใช้ถนนคือระบบปรับทิศทางแสงตามความสูงของตัวรถ เซนเซอร์ในการตรวจจับจะติดตั้งไว้ใต้ท้องรถใกล้กับท่อไอเสีย หากมีน้ำหนักกดทับทำให้ด้านหน้าของรถเชิดขึ้น เซนเซอร์จะสั่งงานไปที่โปรเจคเตอร์เลนส์ปรับแสงให้อยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนที่จะมีน้ำหนักกดทับ เพื่อไม่ให้แสงไฟส่องไปยังรถที่สวนทางมา

สรุปง่ายๆสำหรับ Suzuki Swift RX II ถือว่าเป็นการอัพเกรดออฟชั่นและสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าเดิม และถือว่าเป็นที่สุดของรถโมเดลนี้แน่นอน ความเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์ที่เพิ่มเติมในส่วนของความสปอร์ตทั้งล้อแมกลายใหม่และชุดไฟหน้าแบบแอลอีดี รวมถึงสมรรถนะด้านการยึดเกาะที่ช่วยให้การเดินทางไกลไม่เมื่อยล้า ลบภาพเดิมๆของรถอีโค่คาร์ที่ถูกจัดให้ใช้งานในเมืองเป็นหลัก ทั้งนี้ ซูซูกิ มอเตอร์(ประเทศไทย) ยังยืนยันที่จะจำหน่ายในราคาเดิมเพียง 599,000 ผมพูดได้ว่า Suzuki Swift RX II นั้นมาถึงสุดทาง ซึ่งคุ้มค่าต่อผู้ที่กำลังจะซื้อไปใช้เป็นพาหนะประจำตัวเพราะออฟชั่นทุกอย่างมาครบตามคอนเซปต์ “ล้ำ…ที่สไตล์ สุด…กับทุกฟังค์ชั่น”

ในด้านหลังการขายที่หลายคนยังกล้าๆกลัวๆ อย่าพึ่งไปกังวล เพราะตามหัวเมืองใหญ่ๆทั่วประเทศจะมีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการซึ่งมีคลังอะไหล่ทุกรูปแบบไว้คอยลูกค้า รวมถึงเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้วยการขยายศูนย์บริการจากปัจจุบัน 103 แห่ง ให้กลายเป็น 120 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้ ทั้งหมดเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นสำหรับผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิในประเทศไทย ที่เพิ่มความใส่ใจและจริงจังต่อสินค้าและการให้บริการ

เรียบเรียงข้อมูลและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

MINI Countryman : MINI คันนี้ไม่ MINI แล้ว

0

SUV ชื่อ MINI  Countryman คันใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 2 ไม่เป็น MINI ตามชื่ออีกแล้ว มันใหญ่ขึ้นมาก เพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสารและห้องหลัง ที่สำคัญ  ALL4  ยังทำให้มีฤทธิ์เดชเดินทางไปได้ในทุกสภาพถนน กลายเป็นรถที่มากประโยชน์เสียจริงๆหรือนี่ ผมไปลองขับมาแล้ว ไปกันถึงบ้านเกิด MINI ที่อังกฤษทีเดียว ตามมาดูกันครับ

 

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 BMW Group แถลงข่าวผลประกอบการประจำปี โดยพูดถึงยอดขายปีที่ผ่านมาว่าประสบความสำเร็จมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาถึงเดือนแรกของปีนี้ยิ่งทำยอดขายได้มากเป็นประวัติการณ์ คือเพิ่มขึ้นถึง 22% โดยเฉพาะ MINI เดือนเดียวมียอดขายถึง 745 คัน ส่วนใหญ่ในจำนวนนั้นคือ MINI Countryman ขายดีมากมาโดยตลอดเมื่อประกอบในประเทศและทำราคาได้โดนตลาดเริ่มต้นเพียง 1.89 ล้านบาท ไปจนถึงรุ่น ดีเซล ALL4 2.6 ล้านบาทและยิ่งเป็นช่วงปลายอายุที่ต้องเร่งระบายให้หมดยิ่งเติมโปรโมชั่นอย่างสุดๆ จนมียอดขายมากที่สุดเท่าที่เคยทำมาอย่างที่ผู้บริหารMINI ได้ประกาศออกมา พร้อมกันนั้นก็ได้ประกาศแนะนำ MINI  Countryman เจเนอเรชั่นที่สองด้วยโดยจะเปิดตัวเป็นทางการในงาน มอเตอร์โชว์ที่จะถึงในวันที่ 29 มีนาคมนี้ที่ ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

MINI  Countryman ยังไม่ได้ประกาศราคาขายเป็นทางการแต่ที่แน่นอนคือจะเป็นรถนำเข้าก่อนในช่วงแรกซึ่งราคาคงจะต้องแตะๆแถว 3 ล้านบาทอย่างไม่ต้องสงสัย อยากได้ก่อนแบบจัดเต็มก็ต้องจองกันในงานกันเลย

แต่ก่อนอื่นขอบอกว่า ผมได้รับเชิญไปทำความรู้จักกับ MINI  Countryman ใหม่มาแล้ว เมื่อช่วงต้นปีที่ลอนดอน อังกฤษ ช่วงนั้น หนาวเย็นระดับ 0 องศาถึงติดลบในช่วงกลางคืนถึงเช้า และมีฝนโปรยลงมาบ้างเป็นระยะถือเป็นปกติ  ถ้าจะโชคดีหน่อยก็เพราะมีแดดให้เห็นบ้าง ผมคงจะโชคดีแน่นอน เพราะไม่เพียงแต่จะมีแดดเท่านั้น แต่เป็นแดดจ้าทีเดียวที่ต้อนรับเมื่อมาถึงสนามบินฮีทโรว์ การมาทำความรู้จักกับ MINI Countryman ใหม่ เจเนอเรชั่นที่สอง ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานลอสเอเจอริส ออโต้โชว์ เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ถือเป็นการมาเยี่ยมบ้านเกิด MINI กันเลยทีเดียว (ถึงแม้ในวันนี้จะโอนสัญชาติไปเป็นเยอรมันแล้วก็ตาม)เป็น MINI  Countryman รุ่นใหม่ที่ผู้บริหาร BMW Group นำมาให้ชมในโอกาสแถลงข่าวประจำปีนั่นเอง

MINI Countryman ถูกจัดเตรียมไว้รอสื่อมวลชนจากทั่วโลกมาทำความรู้จัก โดยใช้สถานที่ Hedsor House เป็นปราสาทหลังย่อมๆกลางฟาร์ม ปศุสัตว์ ห่างจาก ลอนดอนมาสัก 40 กม. โลเกชั่นสวยงามขนาดใช้เป็นโลเกชั่นถ่ายภาพยนตร์มาหลายเรื่องแล้ว ที่นี่นี่เองที่เขาจัดพื้นที่ในฟาร์มบางส่วนไว้ให้ทดลองขับบนเส้นทาง  Offroad ให้ทดสอบระบบ ALL4 และ มีเส้นทาง Onroad อีก 200 กว่าไมล์ ทั้งถนนในเมืองและทางด่วนพิเศษ ให้ได้ลองขับกันทุกสภาพถนน ซึ่งจะสรุปความสมารถของรถในช่วงหลัง

จาก Countryman รุ่นแรกที่ออกสู่ตลาดเมื่อปี 2010 มาสู่รุ่นสองนี้มีความเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งทางกายภาพและการเสริมเติมเทคโนโลยี่เพื่อการขับขี่ที่ได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น  ในทางกายภาพนั้นว่าไปแล้วความที่ Countryman เป็นรุ่นที่ผ่าเหล่าผ่ากออกมาตั้งแต่แรก คือเป็น  Crossover เพียงรุ่นเดียวและมีหน้าตาที่แตกต่างไปจาก MINI รุ่นอื่นๆจนบางคนใช้คำว่า “แปลก” กับเขาเลยทีเดียว แต่ MINI ก็ยังยืนยันที่จะให้ความเป็นเอกลักษณ์กับ Countryman ต่อไปโดยไม่ได้ปรับหน้าตาให้เปลี่ยนไปจากรุ่นแรกมากนัก ไฟหน้าทรงตาโปนยังคงไว้แต่เพิ่ม LED และ Daytime Drivng light ให้ดูสวยงามตลาดทั้งวัน กรอบกระจังหน้าตัวยูนอนคว่ำยังอยู่และใหญ่ขึ้น ดูดุดันขึ้น แต่ก็เหมือนจะหน้าบึ้งขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน โอเวอร์แฮงหน้าสั้นๆเหมือนเดิมทำให้เลี้ยวได้คล่องตัวเหมือนเดิม

ที่เด่นสุดคือ ขนาดความยาวตัวรถที่เพิ่มขึ้นถึง 20 เซนติเมตรและกว้างขึ้นอีก 3 เซนติเมตรเป็นผลมาจากการขยายฐานล้อถึง 7.5 เซนติเมตร จากการที่ใช้เพลทฟอร์มร่วมกับ BMW X1 ซึ่งก่อนหน้านี้ MINI Clubman ก็เอามาใช้ไปก่อนแล้วนั่นเอง ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่มากขึ้นแบบสบายๆสำหรับ 5 ที่นั่งอย่างแท้จริง ห้องเก็บสัมภาระท้ายก็พลอยกว้างขึ้นไปด้วยมีความจุถึง 450 ลิตร แบบที่ยังไม่พับเบาะ ที่ห้องโดยสารด้านหลังนี่เองที่ครั้งนี้ MINI ใส่เบาะนั่ง แบบที่เรียกว่า Picnic Bench ที่เคยมีในอดีตกลับมาใช้ใหม่ ให้นั่งเล่นกันท้ายรถแบบสบายๆ  โดยที่ฝากระโปรงท้ายสามารถเปิดได้จากปุ่มควบคุมในรถ หรือ ใช้รีโมทเปิดหรือ ใช้เท้ากวาดใต้กันชนหลังในกรณีที่มือทั้งสองข้างต้องหิ้วสัมภาระก็สามารถทำได้

เข้ามาในห้องโดยสารความเป็น MINI ที่เคยเห็นยังคงรูปแบบที่ชัดเจนเช่นเดิมแต่มีความทันสมัยขึ้นจากหน้าจอขนาด 8.8 นิ้วแบบ touchscreen นำมาใช้ครั้งแรก สำหรับแสดงข้อมูลรถ ระบบเครื่องเสียง ระบบนำทาง ระบบติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ท อยู่ในกรอบวงกลมใหญ่กลางคอนโซลเช่นเดิมที่ครั้งนี้เดินไฟ LED แบบ ambient light เลือกปรับสีแสงได้  แน่นอนอุปกรณ์ทั้งหมดถูกออกแบบให้ล้อกับทรงกลมเป็นหลักเพื่อความเป็นเอกลักษณ์ คันเกียร์แบบอัตโนมัติยังมีหัวเกียร์ทรงกลมให้ดูเหมือนเกียร์ธรรมดา ที่น่าสนใจคือ MINI พยายามที่จะรักษาภาพความเป็นเชื้อชาติอังกฤษไว้อย่างจงใจเช่น สัญญลักษ์ของธงอังกฤษที่พวงมาลัย ลายกันลื่นในช่องเก็บของเป็นตารางสก๊อต ติดป้ายหนังประทับธงอักฤษที่เบาะเป็นต้น

สำหรับเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกใช้นั้นมีทั้งเครื่องยนต์เบนซินเริ่มต้น 3 สูบ 136 แรงม้า แรงบิด 220 นิวตันเมตร ก้าวขึ้นมาเป็น Cooper S จะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1,998 ซีซี. 192 แรงม้า มีแรงบิด 280 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ดีเซลมีทั้งขนาด 1,995 ซีซี 150 แรงม้า 330 นิวตันเมตร และ Cooper SD 1,995 ซีซี 190 แรงม้า 400 นิวตันเมตร จะว่าไปแล้วก็เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ร่วมกันกับ BMW จนเป็นที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือจะเป็นครั้งแรกของ MINI ทื่จะเริ่มต้นมี Plug-in Hybrid เริ่มจาก Cooper SE Countryman ALL4  เป็นรุ่นแรก ตามข้อมูลระบุว่าสามารถทำความเร็วในโหมดไฟฟ้าได้ถึง 125 กม./ชม. จากมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลัง 65 กิโลวัตต์ 88 แรงม้า โดยจะทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ  136 แรงม้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นหลัก โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนที่ล้อหลังช่วยกันทำงานตามสภาะที่จำเป็นจากการสั่งงานผ่านสมองกลได้ผลทั้งการขับขี่ที่มีสมรรถนะและความประหยัดจากการทดสอบทำได้ ถึง 47.5 กม./ลิตร และมีค่าไอเสียเพียง 49 กรัมต่อกม.

ในบทการทดลองขับบนเส้นทาง Onroad  เราใช้ Cooper S ALL4 ในการเดินทาง เครื่องยนต์ 2 ลิตร192 แรงม้า มีตัวช่วยให้การเดินทางกับ MINI คันนี้สนุกเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากความเป็น MINI ที่เรียกว่า ขับโกคาร์ท คือ พวงมาลัยแม่นยำ ควบคุมได้ง่าย การทรงตัวดี หนึบแน่น ซึ่งเหล่านี้มีอยู่แล้วถึงแม้จะเป็นรถแบบ Crossover ที่ไม่ตอบสนองอย่างชัดเจนเหมือน MINI ตัวเล็กทั้งหลายแต่คันนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเสียเลยทีเดียว แป้น Paddle Shift หลังพวงมาลัยเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดที่ยังเป็นของ ZF ที่ทำงานถ่ายทอดกำลังได้ดีเหลือเกินทั้งนุ่มนวลและตรงตามความต้องการ มีโหมดการถ่ายทอดกำลังให้เลือก 3 โหมดคือ Green เป็น Ecomode ที่พลักการขับเคลื่อนไปที่ล้อหน้าเท่านั้นการเปลี่ยนจังหวะเกียร์จะสม่ำเสมอที่รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,000 รอบ/นาทีในแต่ละจังหวะ  Mid เป็นmode กลางปรับเปลี่ยนตามสภาพใช้งานตามปกติกดคันเร่งหนักจะเปลี่ยนลงไปเกียร์ต่ำลงให้รอบสูงขึ้น หรือถ้าขับปกติก็จะเปลี่ยนในรอบไม่เกิน 2,000 เช่นเดียวกัน และ Sport ใน mode นี้นอกจากจะเปลี่ยนเกียร์ในรอบสูงขึ้นแล้วยังเปิดเสียงเครื่องยนต์ให้เข้าห้องโดยสารได้ยินดังขึ้นเพิ่มความเร้าใจ พร้อมกับการตัดระบบช่วยเหลือบางรายการออกให้ขับด้วยตัวเองอย่างสนุกขึ้น

ทุกรายการทำได้อย่างน่าประทับใจจะมีที่ต้องปรับตัวอยู่บ้างคือแป้นเบรกที่ไม่รู้สึกคุ้นเคยมาก่อน เบรกไฟฟ้าตอบสนองเร็วจนหัวทิ่มอยู่พักใหญ่ และต้องจับจังหวะให้ดีจนถึงกับเกร็งกว่าจะทำความรู้จักเพื่อให้ใช้งานกันได้ดีก็ใช้เวลาทดลองเบรกแล้วเบรกอีกอยู่นานพอควร

ใน mode ของภารกิจ offroad ระบบ ALL4 จะทำหน้าที่เป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อตลอดเวลาทำงานสัมพันธ์กับระบบ Dynamic Stability Control (DSC) แต่เมื่ออยู่ในภารกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนก็จะทำการถ่ายน้ำหนักการขับเคลื่อนไปล้อหน้าและหลังตามความจำเป็น เช่นเมื่อเดินทางปกติจะให้การขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นหลัก เมื่อรถมีการทรงตัวเปลี่ยนไปเช่นเข้าโค้งก็จะมีการถ่ายการขับเคลื่อนไปที่ล้อหลังมากขึ้น และอาจมากขึ้นถึง 100% ในสภาพที่ลื่นไถลกว่าปกติมากๆ  รวมถึงถ่ายเทไปแต่ละล้อตามความจำเป็นเช่นกรณีติดหล่มล้อใดล้อหนึ่งก็จะถ่ายไปล้อที่ไม่ติดให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งทั้งหมดทำงานเห็นผลได้อย่างรวดเร็วฉับไวต่อสถานการณ์

โดยรวมแล้ว Countryman มีความใหม่มากๆ ในด้านการที่จะทำให้มีประโยชน์ใช้สอยมากยิ่งขึ้น สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นให้สมกับความเป็น SUV รุ่นเดียวของ MINI

ความคิดเห็น

นอกเหนือจากความใหญ่จนดูไม่เป็นMINI อีกต่อไป ที่ทำให้เราได้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางสะดวกสบายมากขึ้น ทั้งๆก่อนหน้านี้รุ่นแรกก็ดูใหญ่เมื่อเทียบกับ MINI พออยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันใหญ่จนอยากจะเรียกว่า Macro มากกว่า ครั้งนี้ MINI ยังทำให้  Countryman เป็นรถที่มีขีดความสามารถในการบุกบั่นไปในทุกพื้นที่ได้มากขึ้นจากระบบ ALL4 ที่ทำงานได้ทันอกทันใจ  และไว้ใจได้การถ่ายทอดกำลังจากล้อไปล้อที่ต้องการกำลังมากกว่าทำได้รวดเร็วน่าพอใจ กลายเป็นว่า Countryman จะเป็นแบรนด์ใหม่ที่มีความแตกต่างไปจาก MINI กันไปเลยทีเดียว ถ้าเปิดตัวในไทยด้วยราคาใกล้เคียงกับรุ่นแรกที่เป็นรถประกอบในประเทศ เชื่อว่ารถที่จะถูกแย่งตลาดมากที่สุดก็จะเป็น BMW X1 นั่นเอง

ภูวนาถ เผ่าจินดา

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (26 กุมภาพันธ์ 2560)

0

คลิปรายการ Auto World TV

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

รายละเอียดพร้อมราคาจำหน่าย “The New Isuzu MU-X” ก่อนเปิดตัว 4 มีนาคมนี้

0

“อีซูซุ” เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีในไทย ส่ง “The New Isuzu MU-X” ปรับโฉมครั้งใหญ่ จัดเต็มทั้งภายนอกและภายใน เน้นความสปอร์ตหรู งามสง่า ภายใต้นิยาม Signature of Privilege เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์ ตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้ใช้รถยุคใหม่ในทุกด้านด้วยความสะดวกสบายสมบูรณ์แบบ พร้อมเทคโนโลยีดีเซลยุคใหม่นวัตกรรมเปลี่ยนโลก เครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ให้พลังแรง ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด จำหน่ายในราคาเริ่มต้นเพียง 1,099,000 บาท รวมถึงยังได้แนะนำรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ รุ่นพิเศษ” ที่มาพร้อมชุดตกแต่งพิเศษรอบคัน ผลิตจำนวนจำกัดเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ชีวิตเมือง

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อีซูซุได้เผยแพร่โฆษณาก่อนออกจำหน่าย (Teaser) ในสื่อต่างๆ เพื่อแจ้งกำหนดการเปิดตัวโมเดลรุ่นล่าสุดของ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” จึงก่อให้เกิดกระแสการพูดถึงในโซเชียลมากมาย เนื่องจาก “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” เป็นหนึ่งในรถธงที่นำความสำเร็จมาสู่กลุ่มอีซูซุในประเทศไทย นับตั้งแต่เริ่มจำหน่ายครั้งแรกในปี พ.ศ.2556 โดยในครั้งนั้นได้สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการรถยนต์เมืองไทยด้วยยอดจองที่สูงกว่า 5,000 คันในเวลาเพียง 10 วันแรก และได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มผู้ใช้รถอเนกประสงค์มาโดยตลอด

 

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กล่าวเพิ่มเติม “ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำอีกครั้ง ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด “อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” (ISUZU 1.9 Ddi Blue Power) ขุมพลังดีเซลแห่งอนาคต สามารถสร้างยอดขายท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ และยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในตลาดรถอเนกประสงค์ที่ผู้ใช้รถไว้วางใจ ท่ามกลางการแข่งขันและเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ในตลาดรถยนต์เมืองไทย พร้อมกันนี้ยังได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุดในด้านคุณภาพรถใหม่ ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่ จากการสำรวจความคิดเห็นจากเจ้าของรถใหม่ ที่จัดทำโดย เจ.ดี.พาวเวอร์ อีกด้วย”

สำหรับวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีซูซุ ประเดิมตลาดโดยส่ง “The New Isuzu MU-X” ภายใต้นิยาม Signature of Privilege เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์ ที่จะสร้างสีสันให้วงการรถยนต์ไทยอีกครั้ง ภายใต้การออกแบบและปรับโฉมครั้งใหญ่ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนที่แตกต่างและโดดเด่นยิ่งขึ้น

The New Isuzu MU-X มากับรูปโฉมสไตล์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ Sport 3D รวมถึงมีไฟหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-LED ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ พร้อมติดตั้งไฟ Daylight อยู่ในโคมเดียวกัน ในส่วนของกันชนหน้า/หลังออกแบบใหม่ เสริมลุคสปอร์ต พร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วลวดลายโฉบเฉี่ยว

The New Isuzu MU-X ยังเหนือระดับมากยิ่งขึ้นด้วยบรรยากาศห้องโดยสารที่กว้างขวาง และการออกแบบใหม่ให้หรูหรา สง่างาม นั่งสบายในแบบฉบับรถยนต์นั่งระดับหรู แต่งภายในตามแนวคิด Universal Design ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ และทุกความต้องการ ใช้สีทูโทน Sandstone Beige ตัดด้วยสีดำเข้ม สร้างสรรค์ทุกรายละเอียดแบบรถยนต์นั่งระดับหรู

เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ดีไซน์ใหม่แบบ Sport Cut โอบกระชับรับกับสรีระ นุ่มนวล นั่งสบาย เสริมหรูด้วยลายไม้ Fine Walnut ที่แผงข้างประตู หัวเกียร์ และคอนโซลหน้า แผงหน้าปัดเพิ่มความสปอร์ต หรูหราด้วยขอบโครเมี่ยม อ่านค่าง่าย พร้อมหน้าจอสีแสดงข้อมูลการขับขี่ Color Display MID

ติดตั้งระบบความบันเทิง iConnect พร้อม Built-in Navigator หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อม Air Mirroring รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับ Smartphone พร้อมจุดเชื่อมต่อ USB รองรับทั้ง Smartphone เครื่องเล่น MP3 และ Flash Drive

จุดเด่นสำคัญคือ เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่ให้การตอบสนองการขับขี่ที่ดี โดยเน้นความประหยัดน้ำมันและรักษาสิ่งแวดล้อม ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ หรือ เกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด รวมถึงระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ หรือ 2 ล้อ พร้อมระบบ Genius Sport Shift พร้อม “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight) เอกสิทธิ์แห่งเทคโนโลยีอัจฉริยะของอีซูซุ

The New Isuzu MU-X มีให้เลือก 5 สี ได้แก่
น้ำตาลฮาวานา (Havana Brown)
เงินไอซ์เบิร์ก (Iceberg Silver)
บรอนซ์เงินอาร์กติก (Arctic Silver)
ขาวมุกเอเวอร์เรสต์ (Everest Pearl White)
ดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black)

พร้อมกันนี้ อีซูซุ ยังได้นำเสนอ รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ รุ่นพิเศษ” สปอร์ตทรงพลัง เติมเต็มอารมณ์สมาร์ท สะกดทุกสายตา เพิ่มความคุ้มค่าด้วยชุดแต่งรอบคัน อาทิ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อม SILVER RING,กระจกมองข้างโครเมี่ยม,Engine Hood Garnish คิ้วขอบฝากระโปรงหน้า และกระจังหน้าโทนเทา,FRONT BUMPER GUARD สีทูโทน,ล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษแบบ 6 ก้าน ขนาด 18 นิ้ว เป็นต้น

The New Isuzu MU-X เริ่มต้นจำหน่ายที่ราคา 1,099,000 บาท ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ 1.9Ddi CD สำหรับรุ่นท๊อพขับเคลื่อน 4 ล้อ 3.0Ddi DA DVD Navi จำหน่ายในราคา 1486000 บาท

เตรียมพบและสัมผัสรถรุ่นล่าสุดจาก อีซูซุ ในสัปดาห์แห่งการแนะนำ “The New Isuzu MU-X” ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม – 9 เมษายน ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ล่าสุด!สำหรับลูกค้าอีซูซุมิว-เอ็กซ์ สามารถเข้าถึงเอกสิทธิ์พิเศษต่างๆ อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชั่นมือถือ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ วี.ไอ.พี. คลับ” ร่วมอัพเดทข่าวสาร พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรม และของรางวัลมากมาย รวมทั้งแวะสัมผัสความเท่สะดุดตา “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ รุ่นพิเศษ” และติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

Testdrive:The New Volvo S90 D4 Inscription ชูนวัตกรรมขับขี่อัจฉริยะ สะดวกและปลอดภัย ตามสไตล์รถแดนไวกิ้ง

0

ปีที่ผ่านมากลุ่มรถระดับพรีเมี่ยมของค่ายรถแดนสแกนดิเนเวียอาจจะดูเงียบไปสักนิด จนกระทั่งช่วงปลายปี บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำโปรดักส์ในหลายๆเซกเมนต์มาเปิดตัวพร้อมจำหน่ายบ้านเรา เริ่มจาก V 40 รถตรวจการณ์ขนาดกลาง ตามด้วย XC 90 เอสยูวีหรูที่มาพร้อมฟังค์ชั่นเพื่อความปลอดภัย และส่งท้ายปีด้วย S 90 ซีดานระดับพรีเมียมรูปโฉมใหม่ที่อัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมให้สื่อมวลชนได้ทดสอบสมรรถนะไปเมื่อไม่นานมานี้

สำหรับใครที่กำลังจับตามองรถยนต์หรูจากค่ายรถแดนไวกิ้ง ข้อมูลและผลการทดสอบได้รวบรวมไว้และพร้อมให้ทุกท่านนำไปประกอบการพิจารณา

The New Volvo S90 D4 Inscription เป็นรถซีดานเรือธงรุ่นล่าสุดที่ วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้ามาเจาะตลาดในกลุ่มรถหรูโดยมีมิติคาบเกี่ยวระหว่าง D และ E Segment อธิบายให้เข้าใจง่ายๆเล็กน้อยหากท่านผู้อ่านยังคิดภาพตามไม่ออก

เริ่มจากมิติตัวถังมีสัดส่วนอยู่ที่ความยาว 4,963 มม. กว้าง 1,879 มม. และสูง 1,443 มม. ในขณะที่ฐานล้อมีขนาด 2,941 มม. หากเทียบขนาดกับรถหรูค่ายคู่แข่งทางทวีปยุโรป The New Volvo S90 จะอยู่ตรงกลางระหว่าง บีเอมดับเบิลยู ซีรัย์ 5 และ ซีรีย์ 7

โครงสร้างตัวถังออกแบบโดย Scalable Product Architecture หรือเรียกสั้นๆได้ว่า “Spa Platform” ซึ่งเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมที่ทันสมัย มีจุดเด่นในด้านความแข็งแกร่ง ใช้เหล็กกล้าโบรอน (Ultra-High Strength Boron Steel) ทนต่อการบิดและให้ตัวได้สูง นอกจากนี้ยังเพิ่มเนื้อที่ภายในห้องโดยสารมากขึ้นโดยไม่สูญเสียความแข็งแรงของโครงสร้างแต่อย่างใด

รูปลักษณ์ของ The New Volvo S90 D4 Inscription โดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์ กระจังหน้าออกแบบเลิศหรูพร้อมโลโก้ Iron Mark แบบใหม่ ไฟหน้าได้ต้นทางการดีไซน์มาจาก “ค้อนของเทพเจ้าธอร์ (Thor Hammer)” ติดตั้งไฟแอลอีดี ให้แสงหักเหตามพวงมาลัย และปรับระดับอัตโนมัติ หนึ่งในความปลอดภัยเชิงป้องกันซึ่งเป็นสโลแกนตามติดมาตั้งแต่อดีต

มุมมองด้านท้ายตามความคิดเห็นส่วนตัวยังดูไม่ค่อยแตะตาเท่าที่ควร ไฟท้ายรูปตัว C ขนาดใหญ่ โอบล้อมขอบด้านหลัง อาจจะดูเทอะทะไปสักนิด แต่มีหลายฟังค์ชั่นติดตั้งมาเพื่อคอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน ในส่วนนี้ขอรวบยอดไปในช่วงของการทดสอบว่าการใช้งานระบบเกี่ยวเนื่องต่างๆจะยากง่ายเพียงใด ขณะที่ล้อแม็กมาในลวดลาย 10 ก้าน ขนาด 19 นิ้ว หุ้มยาง 255/40

ห้องโดยสารออกแบบหรู มีเบาะนั่งรูปทรงใหม่ดีไซน์สะดุดตาหุ้มด้วยหนังแท้ NAPPA นุ่มนวล นั่งสบายทุกที่นั่ง เบาะคู่หน้าได้รับการติดตั้งเทคโนโลยี Run-off Road Protection ทำงานโดยใช้เข็มขัดนิรภัยรั้งร่างกายผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้ติดเป็นส่วนเดียวกับเบาะนั่งทันทีเมื่อเซนเซอร์ตรวจจับได้ว่าอาจเกิดการชน

การตกแต่งภายได้นำไม้วอลนัทสไตล์สแกนดิเนเวียนมาติดตั้งในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่โดดเด่น ยามค่ำคืนห้องโดยสารจะเรืองแสงบริเวณที่วางเท้า พร้อมติดตั้งระบบกรองอากาศ CleanZone เพื่ออากาศบริสุทธิ์สำหรับทุกลมหายใจ ซึ่งระบบนี้จะคัดกรอง ฝุ่นละออง เกสร และกลิ่นไม่พึงประสงค์ รวมถึงไม่ให้อากาศภายนอกเข้ามาในห้องโดยสาร

 

ชุดหน้าปัดออกแบบใหม่มีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว มีภาพกราฟฟิกพร้อมสีสันที่ปรับระดับแสงและให้ความคมชัดสูง สามารถแสดงผลข้อมูลสำคัญต่างๆสะท้อนไปยังกระจกหน้าในรูปแบบของ Head-up Display อาทิ ความเร็ว และช่องทางการเดินรถซึ่งทำงานร่วมกับระบบเนวิเกเตอร์

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นติดตั้งระบบควบคุมความเร็ว Cruise Control และปุ่มควบคุมเครื่องเสียงซึ่งพิเศษด้วยระบบการสั่งงานด้วยเสียงในรูปแบบของเทคโนโลยี Sensus Connect ติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมสัญญาณสั่งการและสื่อสารผ่านดาวเทียม ซึ่งมีในรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ทุกรุ่น

จุดเด่นอีกหนึ่งแห่งอยู่บริเวณคอนโซลกลางในรูปแบบของหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำหรับควบคุมการทำงานของระบบ Sensus ทั้งในส่วนของการให้ความบันเทิง และระบบนำทางผ่านดาวเทียม รวมถึงระบบปรับอากาศ ใช้งานสะดวก

 

ระบบเครื่องเสียงถือเป็นจุดเด่นที่จะสร้างสุนทรียแห่งการเดินทางทั้งใกล้และไกล โดยได้รับการติดตั้งลำโพงคุณภาพระดับ Premium Sound จาก Bower & Wilkins ด้วยชุดลำโพง 19 ตัว พร้อมแอมพลิฟายเออร์กำลังขับ 1,400 วัตต์ 12 แชนแนล เลือกฟังเสียงคุณภาพได้ถึง 3 โหมด ในรูปแบบของ คอนเสิร์ต เสตจ และ สตูดิโอ

The New Volvo S90 D4 Inscription ขับเคลื่อนด้วยขุมกำลัง Volvo Drive-E Powertrain ในรูปแบบของเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ทวินเทอร์โบ แบบ 4 สูบแถวเรียง ขนาดความจุ 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดอัจฉริยะ i-ART ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,250 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที

ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ มีบวก/ลบ ที่คันเกียร์ ทั้งยังสามารถเลือกการขับขี่ได้ 4 รูปแบบ ในโหมด Comford,Eco,Dynamic และ Individual ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 8.2 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 230 กม./ชม. และเคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 19.6 กม./ลิตร

ระบบรองรับของรถคันนี้ใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง หรือที่เรียกกันว่า Double Wishbone ในอดีตระบบนี้อาจจะมีจุดด้อยจึงทำให้หลายค่ายหันมาใช้แบบแมคเฟอร์สันสตรัท แต่วิศวกรผู้ออกแบบได้ใช้วัสดุอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา และแข็งแกร่งกว่าเดิมเข้ามาแทนที่ ด้านหลังเป็นแบบ Integral Link วางตามขวาง ทำหน้าที่แทนสปริง ส่งผลให้ใช้พื้นที่น้อยและมีพื้นที่ในห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายเพิ่มขึ้น

ระบบความปลอดภัยในสโลแกน “ทุกชีวิต ปลอดภัยในวอลโว่” เรียกว่า Intellisafe คือเป็นการรวมระบบความปลอดภัยทั้งเชิงป้องกันและปกป้องเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งวอลโว่คาดหวังไว้ว่าในปี 2020 ระบบนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งจะไม่มีผู้ใดเสียชีวิตจากการใช้รถแบรนด์นี้

สำหรับการทำงานของ Intellisafe ผมขอยกยอดไปอยู่ในช่วงของการทดสอบเนื่องจากทุกระบบล้วนมีความสำคัญต่อผู้ใช้งานรวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึง City Safety เจนเนอเรชั่นใหม่ และ Automatic Bending Light ปรับทิศทางไฟขณะเข้าโค้งแบบอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับระบบ Active High Beam ซึ่งเป็นการปรับไฟสูงอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของรถยนต์คันหน้าและรถที่ขับสวนทาง

กิจกรรมการทดสอบในครั้งนี้ วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ใช้เส้นทาง กรุงเทพ-เขาใหญ่ ระยะทางรวมประมาณ 600 กม. เพื่อให้สื่อมวลชนได้ทดลองระบบต่างๆ ชนิดที่เรียกว่าลงลึกไปทุกรายละเอียด ตามต่อกันทุกบทสรุปในแต่ละประเด็นได้เลยครับ

มาพูดถึงสมรรถนะและระบบการยึดเกาะเป็นอันดับแรก Volvo Drive-E Powertrain เทคโนโลยีของเครื่องยนต์ที่ติดตั้งในรถคันนี้เกิดจากเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ดีเซล คอมมอนเรล เทอร์โบคู่ ถือว่ามีความจัดจ้านพอตัว เมื่อนำมาผนวกกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ทำให้รถพุ่งทะยานไปได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าเป็นรถหรูระดับพรีเมียม แต่ก็ไม่ได้เลือกที่จะนำระบบเกียร์ซีวีทีมาใช้ ซึ่งไม่ถือเป็นใจความสำคัญ เพราะระบบเกียร์ที่ติดตั้งมาในรถคันนี้ แม้จะมีรอยต่อของแต่ละเกียร์จนรู้สึกได้ แต่ก็ใช่ว่าจะสะดุดจนทำให้เสียอารมณ์ หากอยากเร่งแซง ฟังค์ชั่นอย่าง บวก/ลบ ที่คันเกียร์จะคอยสร้างอารมณ์ซิ่งให้ผู้ขับขี่ได้ดีในระดับหนึ่ง

ในส่วนของระบบรองรับ นอกจากผลพวงของการนำ Double Wishbone มาใช้ในล้อหน้าซึ่งช่วยให้ปรับมุมล้อได้มากขึ้น ส่งผลให้ได้การยึดเกาะที่ดี สำหรับระบบรองรับด้านหลังแบบ Integral Link ส่งผลดีในด้านพื้นที่ใช้สอย การยึดเกาะยังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อสปริงหายไป ช่วงล่างด้านหลังจึงให้อารมณ์กระด้างไปเล็กน้อย แทนที่จะนุ่มนวลตามสไตล์รถระดับพรีเมียม

ทีเด็ดของ The New Volvo S90 D4 Inscription ที่ถือเป็นตัวชูโรงคือเรื่องของนวัตกรรมการขับขี่อัจฉริยะ หรือระบบ Pilot Assist ซึ่งเซนเซอร์จะตรวจจับรถคันหน้าและสามารถสั่งการให้รักษาความเร็วและระยะห่างจากรถคันหน้าได้อีกด้วย ทั้งนี้ระบบจะช่วยรักษาทิศทางรถให้อยู่กลางเลน แต่ใช่ว่าระบบจะควบคุมรถได้ตลอดเวลา ฉะนั้นผู้ขับต้องคอยสัมผัสพวงมาลัยทุก 10 วินาที ถ้าเซนเซอร์ตรวจพบว่าไม่มีแรงต้านที่พวงมาลัย ก็จะตัดการทำงานทันที

อีกหนึ่งระบบที่ได้ทำการทดสอบคือ Adaptive Cruise Control ทำงานในรูปแบบใกล้เคียงกับ Pilot Assist โดยกำหนดความเร็วได้สูงสุดถึง 130 กม./ชม. ในกรณีที่มีรถช้าอยู่ด้านหน้า ระบบจะลดความเร็วลงด้วยการเบรก และรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับตั้งไว้ เมื่อไม่มีรถกีดขวาง หรือรถคันหน้าเร่งความเร็ว ระบบก็จะเร่งความเร็วไปตามคำสั่งที่ตั้งค่าไว้

ระบบ City Safety เจนเนอเรชั่นใหม่ ใช้เซนเชฮร์ในการตรวจจับรถยนต์ คนเดินถนน ผู้ชับชี่รถจักรยานรวมถึงสัตว์ขนาดใหญ่ทำงานโดยมีเซนเซอร์ตรวจจับ ช่วยให้ปลอดภัยในการเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน พูดง่ายๆว่าทำหน้าที่เสมือนตาทิพย์ หากตรวจพบคน สัตว์ หรือ วัตถุต้องสงสัย ระบบจะแจ้งเตือนด้วยสัญญาณเสียงและหากยังไม่มีการหยุดรถ ระบบจะหยุดรถให้อัตโนมัติเพื่อเลี่ยงการชน

ช่วงสุดท้ายของการทดสอบเป็นไปในรูปแบบ Night Ride สำหรับระบบ Automatic Bending Light ซึ่งออกแบบมาเพื่อปรับทิศทางไฟขณะเข้าโค้งอัตโนมัติ เพื่อทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ยามค่ำคืน ทำงานร่วมกับระบบ Active High Beam ใช้ในการปรับไฟสูงอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของรถยนต์คันหน้าและรถที่ขับสวนทาง ทั้ง 2 ระบบจะมีเซนเซอร์และเรดาร์อยู่ที่ด้านหน้ารถเพื่อตรวจจับและประมวลผลโดยผุ้ขับขี่ไม่ต้องสั่งการใดใดทั้งสิ้น

กล่าวโดยสรูป ระบบทั้งหมดใน The New Volvo S90 D4 Inscription ไม่ใช่เป็นฟังค์ชั่นเสริม แต่ล้วนเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งมาจากโรงงานผู้ผลิต และ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จำกัด ตั้งราคาจำหน่ายรถคันนี้ไว้ที่ 3,990,000 บาท ยังถือว่าเป็นอะไรที่น่าใช้ นอกจากนวัตกรรมความปลอดภัยในสไตล์ของรถจากค่ายแสกนดิเนเวีย สมรรถนะที่เร้าใจและประหยัด จากระยะทางประมาณ 600 กม.ในการทดสอบในครั้งนี้ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไปครึ่งถัง ในยุคที่เชื้อเพลิงกำลังปรับตัวขึ้นอีกครั้ง คงเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นจริงไหมครับ

Testdrive:New MAZDA 3 2017 สัมผัส และ ลองขับ Skyactiv รุ่นล่าสุด

0

ต้องขอประทานโทษครับ ที่เขียนความรู้สึก ที่ได้สัมผัสกับเจ้า New MAZDA 3 2017 ให้ท่านๆทั้งหลาย ได้รับรู้ช้าไปหน่อย คือว่างาน TV ของผม มันยุ่งเอาเรื่องอยู่ เอาเป็นว่าผมมาเล่า(เขียน) แล้วท่านมาฟัง(อ่าน) ในอารมณ์ ความรู้สึก ที่ได้สัมผัสกันเลยดีกว่า

การได้เห็น New MAZDA 3 2017 ในครั้งแรก ก็ถามตัวเองว่า “เอ๊ย มันเปลี่ยนตรงไหน” เอาเป็นว่า ถ้าไม่มีตัวเก่าจอดเทียบ แทบจะบอกว่ า “ก็มันไม่เป็นเปลี่ยนอะไรนิหว่า” ก็ต้องยอมรับว่า ความรู้สึกของคนไทย มันต้องเปลี่ยนให้เห็นคาตา กระจังหน้า ไฟหน้า กันชน มันต้องเปลี่ยนทรงไปเลย “นะครับพี่”

New MAZDA 3 2017 อยู่บนหลักการออกแบบ ๆ KODO Design ทำให้รถคันนี้เปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก ภายนอกที่เห็นชัดเจนก็คงมี ไฟหน้า พร้อมกระจัง ดูเผินๆยังไงก็เหมือนเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงดวงไฟหน้า และกระจังหน้า ที่หักปลายแหลมๆ ส่วนปลาย V ออกรับกับไฟหน้าดวงใหม่ ทำให้รถกลับมีหลักอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมขึ้น

กระแสลมถูกจัดให้ออกไปด้านข้างของตัวรถมากขึ้น แล้วลดกระแสลมที่พุ่งขึ้นไปที่ฝากระโปรงหน้าให้น้อยลง ทำให้รถตัวนี้แหวกอากาศได้ดีขึ้น แรงกดที่ฝากระโปรงน้อยลง ก็ทำให้กำลังเครื่องยนต์ไม่ต้องไปต่อสู้กับแรงกดที่หน้ารถหนักเหมือนแต่ก่อน รถมันก็จะประหยัดเพิ่มขึ้น

ที่เห็นจะต่างก็มีชุดไฟตัดหมอกหน้า ที่ลดขนาดให้ดูน่ารัก แต่ทรงประสิทธิภาพในการส่องสว่างดีกว่าเดิมด้วยระบบ LED ถ้าปรับให้แสงมันเหลืองอีกสักนิด จะเยียมมาก มาดูด้านหลัง กันชนใหม่ ที่ดูจะมีความเป็น Sport กว่ารุ่นเดิม ไอ้เส้นสันที่เพิ่มขึ้น มันมีผลต่อระบบอากาศพลศาสตร์ทั้งนั้น สรุปง่ายๆ ภายนอกมองผ่านๆ คงด่าเอาว่า มันใหม่ตรงไหน แต่หากพิจารณาด้วยหลักอากาศพลศาสตร์ เฮ้ยมันดีขึ้นจริงๆ เพราะเสียงกระแสลมที่ปะทะตัวรถเบาลง

ในส่วนภายใน ค่อนข้างเปลี่ยนไปชัดเจน เพราะแค่เปิดประตู เข้าไป นี่มัน All New ชัดๆ อุปกรณ์ภายในปรับปรุงใหม่หมด ทั้งพวงมาลัย ที่ดู Sport มากขึ้น ขนาดกำลังพอดี ปุ่มสารพัดปุ่ม จัดวางลงตัว แต่ที่ชอบมากนั้นคือ คอนโซนกลาง ที่ตัดส่วนเท้าแขนออก แล้วใส่กรองเลียบๆที่มีฝาปิดแบบบานเลื่อนม้วน ทำให้ภายใน New MAZDA 3 2017 ดูกว้างขึ้น

วัสดุภายในดูดีขึ้นระบบ MZD Connect รู้สึกเชยๆ แม้จะเพิ่มขนาดจอ Display แต่จอใสบนคอนโซน หลังพวงมาลัย อันนี้ดี เพราะมันแสดงผลได้มากขึ้น นอกจากความเร็วรถแล้ว ยังมี Display ของระบบ Lane keeping ด้วย นอกจากนี้ยังบอกความเร็ว และระยะหางของรถ เมื่อใช้ระบบ MRCC หรือ Mazda Radar Cruise Control ซึ่งเดียวจะบอกว่ามันดีอย่างไร

อีกหนึ่งส่วนที่ชอบคือ Paddle Shift หลังพวงมาลัย ช่วยในการเปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายขึ้น เอาเป็นว่าสรุปภายในของ New MAZDA 3 ในครั้งนี้สุดยอดจริงๆ ทำดีกว่าการเปลี่ยนแปลงภายนอกแยะ และผมก็ชอบด้วย ที่ทำข้างในดีกว่าคู่แข่งบางค่าย

เครื่องยนต์ยังคงเป็นบล็อกเดิม PE-VPS ที่เป็นเทคโนโลยี SKYACTIV G ขนาด 2.0 ลิตร GDi ให้กำลังแรงม้า 165 ตัวแรงบิด 210 นิวตันเมตร แค่นี้ก็เหลือแล้ว ระบบเกียร์เป็น SKYACTIV Drive แบบอัตโนมัติ 6 Speed ที่อัตราทดของให้อารมณ์เป็นเกียร์ธรรมดามากๆ อัตราสิ้นเปลืองประมาณ 14-15 กม./ลิตร ความเร็วปลายทะลุ 200 กม./ชม. แน่นอน

ระบบที่พัฒนาเข้ามาใหม่และมีผลต่อเครื่องยนต์นั้นก็คือ GVC หรือ G-VECTORING Control ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพ แรงบิดของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับสภาพเส้นทาง หากเจอสภาพเส้นทางโค้งเยอะๆ ผู้นั่งจะไม่ต้องสู้กับแรงเหวี่ยง หนีศูนย์กลาง หรือแรง G แบบแต่ก่อน

ส่วนระบบ MRCC หรือ MAZDA Radar Cruise Control จะมีเฉพาะในรุ่น Top รุ่นล่างๆ เป็น Cruise Control สำหรับ MRCC มันดีไง ก็ขอตอบว่า มันทำให้การขับรถตามๆกันไป สะดวก และปลอดภัยมากขึ้น รถคันนำขบวนวิ่ง 120 กม./ชม.รถที่ตามมา ก็ต้อง ปรับความเร็วให้เท่ากัน ถ้าค้นหน้าลดความเร็วเหลือ 100 กม./ชม. คันที่ตามมาก็จะเบาเครื่องลงเหลือ 100 แต่ถ้า 80 คันที่ตามมากก็จะเบาเครื่องยนต์ พร้อมเบรกความเร็วรถให้เท่าคันหน้าด้วย พอคันนำกลับไปที่ความเร็วเดิม เครื่องยนต์ก็จะเร่งตามคันหน้าไป แต่ก็ขอบอกว่า แม้รถจะจัดการระบบเบรกให้ แต่มันก็เป็นเพียงระบบช่วยในการเบรก มันไม่ได้เบรกเต็ม 100% อย่างไรก็ยังต้องใช้ความระมัดระวังอยู่

ไม่ว่าจะเป็นการทดลองขับทั้งในสภาพถนนธรรมดา และเส้นทางที่ทาง Mazda จัดให้ ต้องขอบอกว่า ทุกสภาพสิ่งที่ดีที่สุดที่รู้สึกได้คือ ระบบพวงมาลัย และระบบรองรับ ซึ่ง 2 ประเด็นนี้เล่นเอาผมทึ่งเลย ว่ามันไม่ใช้รถญี่ปุ่นแล้วหรือ

พวงมาลัย ที่เป็นระบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า แต่อาการ และอัตราทด ไปทางรถเยอรมันเอามากๆ ทั้งแม่นยำ ทั้งฉับไว แต่อยู่ในการควบคุมได้ตลอดเวลา ถือเป็นจุดเด่นของ New MAZDA 3

ต่อมาก็เป็นจุดเด่นที่เห็นได้ชัดเช่นกัน และผมก็ชอบมาก นั่นคือ ระบบรองรับ และกันสะเทือน แม้ทาง MAZDA จะบอกว่าเปลี่ยนอัตรา และจังหวะการทำงานของช็อกอัพฯใหม่ เพียงอย่างเดียว แต่ผมมีความเชื่อว่า มีการปรับปรุงเรื่องของบูชยาง ในส่วนของระบบรองรับด้วย เพราะหนึบ แน่น ไม่ต่างจากรถยุโรป อาการเด้งแถมเวลากระโจนจากคอสะพาน มันแทบไม่เหลือเลย ผมว่านี่แหละคือ 2 จุดเด่นที่ผมชอบที่สุดในรถคันนี้

เอาเถอะครับ นี่มันคือความรู้สึกล้วนๆ ของนักทดสอบรถคนหนึ่ง ผมชอบรถที่มีสมรรถนะใว้วางใจได้ ผมไม่ได้ต้องการ APP ที่เอามาใส่รถจนดูไร้สาระ รถที่ขับแล้วไม่เหนื่อย รถที่ขับแล้วรู้สึกปลอดภัย เพราะผมซื้อรถมาขับ ไม่ได้ซื้อรถมาเล่น line และ fb หรือมาคุยโทรศัพท์

เรียบเรียงข้อมูลและทดสอบโดย วินิจจัย ชลานุเคราะห์

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จับมือ สยาม มอเตอร์ราด เผยโฉมโชว์รูมใหม่ เสริมความแข็งแกร่งในตลาดบิ๊กไบค์สู่ภาคใต้ตอนล่าง

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ขยายความแข็งแกร่งในธุรกิจบิ๊กไบค์ ภายใต้บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เปิดตัวโชว์รูมสยาม มอเตอร์ราด แห่งแรกในภาคใต้ตอนล่าง ณ จังหวัดภูเก็ต พร้อมมอบบริการมาตรฐานระดับโลก ครบครันทั้งโชว์รูมจำหน่ายและทีมบริการหลังการขายมืออาชีพ

มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “จากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในประเทศไทย พร้อมแนวโน้มการเติบโตของตลาดบิ๊กไบค์ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จึงขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อให้บริการได้อย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ สยาม มอเตอร์ราด ในการเข้าร่วมเป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเรา และเราเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในภาคใต้ตอนล่างนี้”

ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติม “การมอบประสบการณ์ในผลิตภัณฑ์ของเราให้แก่ลูกค้าเป็นสิ่งที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ให้ความสำคัญ และเพื่อตอกย้ำประสบการณ์ที่เหนือกว่าอีกขั้น เราจึงเตรียมนำเสนอบีเอ็มดับเบิลยู G 310 R มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ จากบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นแรกที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 500 ซีซี สู่ลูกค้าชาวไทย ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R จะสร้างคำจำกัดความใหม่ให้กับเซกเมนต์นี้ ในฐานะมอเตอร์ไซค์สำหรับคนรุ่นใหม่ ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ และนักขับมอเตอร์ไซค์ทั้งหลาย ทั้งยังแสดงถึงศักยภาพการเติบโตของเราในอนาคต ต่อยอดความสำเร็จของ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในประเทศไทย อีกด้วย”

นายกลด พิสิฐพิทย์ กรรมการผู้จัดการ สยาม มอเตอร์ราด กล่าวว่า “เรายินดีที่ได้ร่วมในเครือข่ายแห่งความแข็งแกร่งในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างเราและบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวโชว์รูมแห่งแรกของ สยาม มอเตอร์ราด ในจังหวัดภูเก็ต หนึ่งในจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และเรายังให้บริการครอบคลุมในเขตภาคใต้ตอนล่างนี้ซึ่งนับเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่มีฐานลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ด้วยความเข้าใจในสิ่งที่ลูกค้าของเราต้องการที่จะได้รับ ทั้งผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในตลาดนี้ และสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้ในระยะยาว”

โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรสยาม มอเตอร์ราด ภูเก็ต ครอบคลุมพื้นที่กว่า 800 ตารางเมตร ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 20 ล้านบาท จึงสามารถมอบบริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในทุกด้าน โดยตัวอาคารและพื้นที่แสดงมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ให้กับลูกค้า สามารถจัดแสดงมอเตอร์ไซค์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ในขณะที่โซนจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และโซนรับรองลูกค้าได้รับการจัดวางและออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของลูกค้า บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เป็นหัวใจสำคัญ

สยาม มอเตอร์ราด มีพนักงานให้คำปรึกษาทางด้านการขายและบริการหลังการขาย ซึ่งได้รับการอบรมจากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตามมาตรฐานในระดับเดียวกันกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั่วโลก พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อมอบความประทับใจเหนือระดับให้กับลูกค้า บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทุกท่าน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ศูนย์บริการ และกิจกรรมต่างๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.bmw-motorrad.co.th หรือที่เฟสบุ๊คแฟนเพจ www.facebook.com/BMWMotorradTH

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (19 กุมภาพันธ์ 2560)

0

 

คลิปรายการ Auto World TV

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“Lenso Project D-1 SE” ล้อแมกดีไซน์เด่น เทคโนโลยีส่งตรงจากสนามแข่ง

0

ฉีกกฏทุกความเคลื่อนไหว กับสุดยอดความเร็วจากสนามแข่ง โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ได้รับความนิยม ตอบสนองทุกความต้องการ ด้วยสมรรถนะที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันอย่างแท้จริง กับ Project D-1 SE ล้อแม็กเพื่อคนพันธุ์ซิ่ง

Project D-1 SE ล้อแม็กที่ได้รับการออกแบบถ่ายทอด DNA จากตระกูล Project D Series ได้อย่างสมบูณร์ ด้วยหน้าลาย 5 ก้านที่เป็นเอกลักษณ์ระดับตำนาน เผยให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน โดดเด่นด้วยลูกเล่นโฉบเฉียวสะดุดตา เข้าถึงทุกสัมผัสอารมณ์ดุจดั่งสนามแข่งขัน

Project D-1 SE ล้อแม็กที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักแข่งรถยนต์ทางเรียบ กับการดีไซน์ล้อแม็กที่สามารถรองรับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบได้อย่างแท้จริง ด้วยสมรรถนะที่แข็งแกร่ง น้ำหนักเบา เผยดีไซน์ความสปอร์ตด้วยหน้าลาย 5 ก้าน เพิ่มความโฉบเฉียวให้มีความสะดุดตามากยิ่งขึ้น ด้วยตัวอักษรยิงเลเซอร์ สะกดทุกสายตาด้วยความโดดเด่นแบบมีสไตล์ในทุกการเคลื่อนไหว พร้อมทยานสู่ความสำเร็จ

สำหรับล้อแม็ก Project D-1 SE ออกแบบมาสำหรับนักรถยนต์นั่ง (เก๋ง) เพิ่มความสปอร์ตให้กับรถคุณได้อย่างลงตัว โดย Project D-1 SE มีแบบ 4×100 และ 5×114.3 ให้เลือกใช้งาน มีวางจำหน่ายในขนาด 15×7.5 // 17×7.5 // 18×8.5 และ18×9.5 นิ้ว มีให้เลือก 5 สี ด้วยกัน 1.สีน้ำเงินแก้ว กลึงขอบเงา(RBM) // 2.สีน้ำตาลทองผิวหยาบ กลึงขอบล้อ(CTEC) // 3. สีเงินขอบเงา(SM) // 4.สีทอง กลึงขอบเงา(GDM) และ 5.สีดำ กลึงเงากระจก ขอบล้อ(BKM)

ผู้ที่สนใจ LENSO WHEELS Project D-1 SE สามารถเป็นเจ้าของได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือ ติดตามข่าวสารของทาง Lenso Wheel ได้ที่ http://www.lensowheel.co.th หรือที่ Facebook Fanpage Lenso Wheel

Mazda 2 MY 2017 น้องเล็กไซส์ซับคอมแพค ชูจุดเด่นเทคโนโลยี G-Vectoring Control

0

ปรับรูปลักษณ์ใหม่ในสไตล์คุ้นตา ทั้งภายนอกและภายใน ใส่เทคโนโลยีแบบเดียวกับรุ่นใหญ่ ขุมพลังเดิมมีให้เลือกทั้งแบบเบนซินขนาด 1.3 ลิตร 93 แรงม้า และ ดีเซลขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้า ส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด SKYACTIV-DRIVE ปรับราคาขายเพิ่มขึ้นเพียง 1,000 บาท ในรุ่น 1.3 Standard และ 10,000 บาทในรุ่น 1.5 XD High Plus L

เสียงตอบรับจากแฟนๆชาวไทยที่ไว้ใจเลือกซื้อรถจากค่ายซูม-ซูม ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และ มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้ส่งโปรดักส์ใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่ง MAZDA 2 ถือเป็นรถยนต์รุ่นหลักของมาสด้าในประเทศไทยที่สร้างยอดจำหน่ายมากกว่า 165,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2552 ต่อมาในเจนเนอเรชั่นปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เปิดตัวเมื่อปี 2558 มียอดขายสูงถึง 44,000 คัน และคาดหวังว่าหลังจากเปิดตัว MAZDA 2 MY 2017 จะกวาดยอดจำหน่ายจนถึงปลายปีด้วยการตั้งตัวเลขไว้ 27,000 คัน


การเปิดตัว MAZDA 2 MY 2017 ยังคงคอนเซปต์ของความสนุกและความปลอดภัยภายใต้ภายใต้เทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS มีให้เลือกทั้งรุ่นซีดานและแฮทช์แบ็ค 5 ประตู ซึ่งยังคงชูจุดเด่นในเรื่องการออกแบบ ภายใต้ Kodo Design SOUL of MOTION หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวที่งดงาม


สำหรับมิติตัวรถยังมีขนาดเท่าเดิมทั้งรุ่นแฮทช์แบค และ ซีดาน แต่รูปลักษณ์ได้รับการปรับแต่งในส่วนของไฟหน้า LED Projector และไฟ Day Time Running Light แบบ LED ดีไซน์ใหม่ รวมถึงไฟตัดหมอกแบบ LED พร้อมกรอบโครเมี่ยม และกระจกมองข้างที่มีการติดตั้งไฟเลี้ยวในตัว


รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือลวดลายของล้อกระทะล้อและอัลลอยที่มีทั้งขนาด 15 นิ้วหุ้มยาง 185/65 R15 และขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 185/60 R16

ภายในแต่งเติมให้แปลกตาด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบเดียวกับ Mazda 3 MY 2017 มาพร้อมกับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control คอนโซลหน้าตกแต่งด้วยหนังแท้ จัดวางสวิทต์ควบคุมการใช้งานระบบต่างๆให้ใกล้มือและใช้งานง่ายตามหลัก HMIหรือ Human Machine Interface

ในรุ่นท๊อพของ MAZDA 2 MY 2017 ทั้ง 2 โมเดลเบาะนั่งเป็นแบบกึ่งหนังแท้สีดำเย็บด้ายสีแดง เบาะนั่งด้านหลังปรับพับได้แบบ 60/40 ติดตั้งจอแสดงความเร็ว Active Driving Displayแบบสี พร้อมตกแต่งภายในแบบ Two-tone Color Decoration

MAZDA 2 MY 2017 ยังคงใช้ขุมพลัง SKYACTIV มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน SKYACTIV-D ขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 26.3 กม./ลิตร


อีกหนึ่งทางเลือกคือเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 93 แรงม้าที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองจากค่ายผู้ผลิตระบุไว้ที่ 23.3 กม./ลิตร


เครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาดส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด SKYACTIV-DRIVE พร้อมโหมด Activematic พิเศษสำหรับ รุ่นท๊อพ (XD High Plus และ XD Sports High Plus) จะได้รับการติดตั้งระบบแพดเดิล ชิฟท์ที่พวงมาลัย

ส่วนระบบช่วยการประหยัดเชื้อเพลิง i-Stop และ i-Eloop รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพตัวรถ (DSC) และระบบป้องกันการลื่นไถล (TCS) ยังคงได้รับการติดตั้งใน MAZDA 2 MY 2017 ทุกรุ่น


ฟังค์ชั่นล่าสุดที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีระดับสูงและได้ชูเป็นจุดเด่น คือระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ G-Vectoring Control (GVC) ทำหน้าที่ในการควบคุมแรงบิดเครื่องยนต์เพื่อความแม่นยำในการถ่ายทอดกำลังลงล้อ ส่งผลให้การขับขี่ทุกทางโค้งเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งยังมีส่วนช่วยลดอาการโคลงของตัวรถได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ความปลอดภัย i-Activsense ซึ่งถือเป็นจุดเด่น ประกอบไปด้วย ระบบไฟหน้าอัจฉริยะ Adaptive LED Headlamps , ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติด้านหน้า (SCBS) , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Mazda Radar Cruise Control (MRCC) , ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติด้านหลัง (SCBS-R) , ระบบเตือนการชนด้านหน้า และ ช่วยเบรก Smart Brake Support (SBS)
Mazda 2 MY2017 มาพร้อมสีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ประกอบด้วย

สีน้ำเงิน Eternal Blue (ใหม่)


สีเทา Meteor Gray (ใหม่)


สีดำ Jet Black (ใหม่)

สีแดง Soul Red


สีขาวมุก Snow Flake White Pearl


สีน้ำตาล Titanium Flash


สีเงิน Aluminum Metallic

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่าย MAZDA 2 เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.3 ลิตร ทั้งรูปแบบของซีดาน และ แฮทช์แบค เริ่มต้นที่รุ่น1.3 Standard ราคา 530,000 บาท (ปรับเพิ่มจากเดิม 1,000 บาท) รุ่น 1.3 High ราคา 590,000 บาท (ปรับเพิ่มจากเดิม 1,000 บาท) รุ่น 1.3 High Connect ราคา 620,000 บาท (ปรับเพิ่มจากเดิม 3,000 บาท) และรุ่น 1.3 High Plus ราคา 670,000 บาท (ปรับเพิ่มจากเดิม 28,000 บาท)

สำหรับราคาจำหน่าย MAZDA 2 เครื่องยนต์ดีเซลทั้งรูปแบบของ ซีดาน และ แฮทช์แบค ในรุ่น 1.5 XD High Plus L ราคา 789,000 บาท (ปรับราคาจากเดิม 10,000 บาท) รุ่น 1.5 XD High Connect ราคา 750,000 บาท (ปรับราคาจากเดิม 22,000 บาท) รุ่น 1.5 XD ราคา 680,000 บาท (ปรับราคาจากเดิม 26,000 บาท )