Home Blog Page 569

Isuzu MU-X 1.9 DDi BluePower พีพีวีเจ้าสำอาง สุขุม นุ่มลึก สะดวกสบายหลายมิติ

0
หลังจากค่าย Isuzu พัฒนาเครื่องยนต์ใหม่1.9 DDi BluePower ใส่ในรถปิกอัพ D Max เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้วก่อนจะปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ทำให้โชว์รูม Isuzu รับลูกค้ากันหัวบันไดไม่แห้งทีเดียว เพราะ ได้ทั้งเรื่องราคา และการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ โกยยอดขายใส่กระเป๋าจนผลิตไม่ทัน วันนี้เครื่องยนต์ตัวพระเอก 1.9 DDi BluePower เข้ามาอยู่ใน MU-X เป็นที่เรียบร้อยอีกรุ่นหนึ่งและมีคำถามตามมาอีกว่าจะขับเคลื่อน PPV คันใหญ่ที่มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นไหวหรือไม่ วันนี้มีคำตอบมาให้พิจารณา

MU-X ที่แนะนำกันครั้งนี้เป็นรุ่น 1.9 DA รุ่นท๊อปที่มีการเปลี่ยนแปลงหลักคือ เครื่องยนต์ใหม่ 1.9 DDi BluePower   ในส่วนอื่นๆไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรที่จะเป็นสาระใหญ่ไปกว่านี้ โดยยังเอาใจ ในเรื่องความสะดวกสบายเป็นสำคัญรูปทรง หน้าตาโดยรวมจึงเหมือนเดิมของ MU-Xที่รู้จักกันดีแล้ว

ภายนอกเห็นจะมีล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลายใหม่ Dynamic Black ดูทันสมัยขึ้น เข้ามาในห้องโดยสารเขาเรียกการออกแบบของเขาว่าModern Art Deco โทนห้องโดยสารสีเข้มเติมด้วยวัสดุ Hi-gloss Black และ Chromium  ไปกันได้ดี เบาะนั่งผู้ขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง มีกุญแจ Isuzu Genius Entry ระบบกุญแจควบคุมการเปิด-ปิดประตูทุกบานด้วยระบบไฟฟ้า มีระบบ Push Start  คือพกกุญแจไว้ในกระเป๋าเท่านั้น เปิดประตูรถได้เพียงกดปุ่มที่มือจับ เข้ารถแล้วก็กดปุ่มสตาร์ทได้เลย

ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติที่แป้นกลมตรงกลางคอนโซลดูเป็นแบบเฉพาะของ Isuzu   มีช่องแอร์ให้ความเย็นทั้งที่นั่ง 3 ตอน และสวิตช์แยกควบคุมแรงลมสำหรับตอนหน้า และตอนหลัง ที่เปลี่ยนไปอีกจุดคือ Isuzu Connect World    พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ขึ้น 8 นิ้ว และจอภาพบนเพดานแบบ Built-in ขนาด 10.5 นิ้ว  เอาใจทุกคนในครอบครัว เพราะต้องชาร์จแบตเตอรี่มือถือ ดูหนังฟังเพลง   สามารถเชื่อมต่อผ่าน Smartphone รองรับทั้งระบบ IOS และ Android  ระบบเสียงแบบ Surround Sound System 8 ลำโพงเป็นชุดคุณภาพสูงระดับ Hi-end จาก Kenwood และมีช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าแบบ 220v และจุดเชื่อมต่อ USB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญไปแล้วสำหรับการเดินทาง

เอาเป็นว่าเรื่องราวในห้องโดยสารสำหรับ MU-X สอบผ่านสบายมาก มาเรื่องการขับขี่ กำลังเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ที่มีอยู่ 150 แรงม้า น่าสนใจตรงที่มีแรงบิด 350 นิวตันเมตรมาตั้งแต่รอบต่ำเพียง 1,800-2,600 รอบต่อนาที ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด การเดินทางครั้งนี้ต้องมาทำหน้าที่แบกน้ำหนักรถเปล่า 1,910 กก. บวกน้ำหนักผู้โดยสารรวมสัมภาระแล้ว น่าจะอีกประมาณ 250 กก.รวมแล้ว 2 ตันเศษ สิ่งที่ได้รับรู้เป็นอันดับแรกคือความสะดวกสบาย นั่งสบาย ทัศนวิสัยดีมุมมองกว้างขวาง กระจกมองหลังนอกจากจะตัดแสงอัตโนมัติ ยังมีกล้องหน้าติดแบบ Built-in   บันทึกวิดีโอขณะขับขี่  ไม่ต้องไปเสียเงินติดเพิ่ม พวงมาลัย เบามือ นุ่มนวล ขับในเมืองสบายมาก ถึงแม้เดินทางถ้าไม่ใช้ความเร็วสูงมากเกินกำหนดก็ไม่ต้องกังวล เพราะจะรู้สึกเบาเกินไปก็เมื่อความเร็วเกิน 130 กม./ชม.ไปบ้าง และด้วยน้ำหนักภาระที่มากขึ้นดังกล่าว MU-X 1.9 DDi ก็ยังพาขึ้นไปได้ถึง 180 กม./ชม. ถึงแม้ช่วงเลย 160 กม./ชม.ขึ้นไปจะหนืดไปบ้าง แต่ช่วงก่อนหน้าก็เร่งขึ้นได้อย่างทันใจ ด้วยแรงบิดที่มีมาให้มากมายนั่นเอง

ในขณะเดียวกันที่ความเร็วสม่ำเสมอคงที่ 100 กม./ชม.เครื่องยนต์ไม่ได้ทำงานหนักเลย ยังคงอยู่ที่ประมาณ 1,600 รอบต่อนาที เพิ่มความเร็วมาที่110 กม./ชม.ก็ขยับขึ้นมาประมาณ 1,800 รอบต่อนาที สมกับที่ได้ชื่อว่าเครื่องเล็กกำลังใหญ่ ให้ความประหยัดดี ขนาดขับแบบสลับสับเปลี่ยนกัน 3 ผู้ขับ และ ทุกคนตั้งอกตั้งใจที่จะไม่ยั้งมือ ในการลองอัตราเร่ง ลากกันแบบทั้งสั้นทั้งยาวตลอดระยะทางกว่า 200 กม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ขึ้นแสดงบนหน้าปัดเฉลี่ยอยู่ที่ 11 กม./ลิตร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก เพราะถ้าขับเดินทางปกติควรจะได้ไม่ต่ำกว่า 15-16 กม./ลิตร หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ขับขี่และที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่งคือการทรงตัวจากน้ำหนักที่หายไปประมาณ 50 กก.เทียบกับรุ่นเดิมที่ใช้เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร และการจัดวางเครื่องยนต์ให้มีสมดุลย์มากขึ้นเป็นผลให้การทรงตัวดีขึ้น ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น นี่เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของ MU-X 1.9 DDi

ทั้งหมดทั้งมวลผสมกลมกลืนทำให้ MU-X 1.9 DDi มีความสุขุม มีความนุ่มนวล ดีพอที่จะรองรับการใช้งานแบบสบายใจ ไม่ต้องไปคิดว่า เครื่องยนต์เล็กจะไม่มีกำลัง มันไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน

5 ฟีเจอร์ใหม่ ใน FORD EVEREST และ RANGER สุดยอดเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความสะดวกและปลอดภัยเหนือระดับ(ภาพ+คลิบวีดีโอ)

0
ค่าย FORD ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อนำมาติดตั้งในรถรุ่นต่างๆ ซึ่งให้ได้มาเพื่อความปลอดภัยและคุ้มค่ากับผู้บริโภคจนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ FORD EVEREST คว้ารางวัล Thailand Car Of The Year 2015 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย(สรยท.) ได้สำเร็จ

ก่อนหน้าการตัดสินรางวัลนี้ FORD ถือโอกาสเอาเวทีในงานมหกรรมยานยนต์ MOTOR EXPO ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี เปิดตัวยนตรกรรมใหม่ในโมเดลปี 2016 กับรุ่น FORD EVEREST 3.2 TITANIAM PLUS และ RANGER 3.2 WILDTRAK ซึ่งได้รับการติดตั้ง 5 ฟีเจอร์เด็ดที่เป็นประโยชน์ในด้านความสะดวกสบาย ทั้งยังปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน  

ในวันนี้กิจกรรมการทดลองฟังค์ชั่นใหม่ได้ดำเนินขึ้นเพื่อเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนารถยนต์มาตรฐานระดับโลกที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะเหนือระดับ เริ่มอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่า 5 ฟีเจอร์ใหม่ที่ผมพูดถึงนั้นมีอะไร และจะเด็ดสะระตี่ขนาดไหน www.autoworldthailand.com มีรายงาน

ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนว่าภายนอกและภายในรวมถึงฟังค์ชั่นหลักของทั้ง FORD EVEREST 3.2 TITANIAM PLUS และ RANGER 3.2 WILDTRAK รุ่นปี 2016 ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงอะไร ที่เพิ่มเติมและทำให้กิจกรรมการทดสอบในครั้งนี้เกิดขึ้นคือเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ฟอร์ดใช้ชื่อเรียกว่า ADVANCED DRIVING ASSIST TECHNOLOGY ซึ่งเป็นการรังสรรเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบายไปกับ 5 ฟีเจอร์พิเศษ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ได้นำเอาระบบอัจฉริยะมาติดตั้งในรถพีพีวี และ กระบะ โดยเทคโนโลยีเหล่านั้นจะมีก็แต่ในรถระดับราคามากกว่า 2-3 ล้านบาท ถือว่าเป็นความใจกว้างของทีมนักออกแบบและผู้บริหารที่อยากให้ผู้บริโภคได้ใช้ของดีและมีประโยชน์…มาดูกันเลยครับ

ADAPTIVE CRUISE CONTROL

ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ

ระบบนี้ได้นำมาติดตั้งเพื่อลดความเร็วอัตโนมัติในการรักษาความห่างจากรถคันหน้าให้อยู่ในระยะที่ปลอดภัย โดยใช้เรดาร์วัดระยะห่างระหว่างรถคันหน้าเริ่มต้นทำงานตั้งแต่ความเร็ว 30 กม./ชม. ตั้งค่าระบบตามการความเร็วที่ปรับเซท ผู้ขับขี่ไม่ต้องเหยียบคันเร่งหรือเบรคตามคันหน้า หากรถคันหน้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ต่ำลง ระบบจะลดความเร็วลงอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะห่างในระยะที่ปลอดภัย เมื่อคันหน้าเร่งความเร็ว ระบบจะเร่งความเร็วตามความคล่องตัวของสภาพการจราจรและกลับมาที่ความเร็วตามที่ได้ตั้งค่าไว้

LANE KEEPING SYSTEM

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง

ช่วยให้รถอยู่ในช่องทางเหมาะสมในกรณีที่เผลอละมือจากพวงมาลัยและรถเบี่ยงออกนอกช่องทาง ระบบจะทำงานอัตโนมัติเพื่อหมุนพวงมาลัยกลับมาอยู่ในช่องทางซึ่งทำงานร่วมกับกล้องที่ติดตั้งบริเวณหน้ารถในการตรวจจับหาเส้นแบ่งถนน โดยสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ขับขี่กำลังเบนรถออกจากเลนโดยตั้งใจหรือไม่ จากนั้นจึงประมวลผลจากกล้องเพื่อประเมินผ่านมุมและแรงบิดของพวงมาลัย หากตรวจพบว่าผู้ขับขี่กำลังเปลี่ยนเลนโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะทำหน้าที่ควบคุมพวงมาลัยเพื่อดึงรถกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม หากรถยังคงเคลื่อนออกช่องทาง สัญญาณเตือนจะแจ้งไปยังผู้ขับขี่ด้วยวิธีการสั่นที่พวงมาลัย ซึ่งสามารถทำงานได้ในความเร็วเกิน 65 กม./ชม.และสามารถตั้งระดับการสั่นสะเทือนที่พวงมาลัยได้ วิธียกเลิกระบบเพียงแค่เปิดไฟเลี้ยวก่อนเบี่ยงช่องทาง เพียงเท่านี้ระบบก็จะตัดการทำงานทันที

FORWORD COLLISION WARNING SYSTEM

ระบบเตือนการชนด้านหน้า

ติดตั้งมาเพื่อป้องกันการชนที่ความเร็วสูงกว่า 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เรดาร์บริเวณหน้ารถวัดระยะห่างของรถกับวัตถุที่เคลื่อนที่อยู่ด้านหน้า ระบบจะทำการคำนวณเวลาก่อนชนหากได้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ จะส่งสัญญาณเตือนพร้อมกระพริบไฟบนกระจกหน้าและแสดงข้อความเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูล กรณีที่ผู้ขับขี่ไม่ตอบสนองต่อสัญญาณเตือน ระบบจะตุนแรงเบรกเตรียมไว้และเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรคขนาด 0.3 กรัมเพื่อทำให้การหยุดรถมีประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถหยุดรถได้อย่างรวดเร็วเพื่อลดความเสียหายจากการกระแทกหรือหลีกเลี่ยงโอกาสในการชน

DRIVER ALERT SYSTEM

ระบบแจ้งเตือนการขับขี่

ระบบดังกล่าวทำงานโดยใช้กล้องที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของกระจกมองหลัง ทำหน้าที่ระบุและบันทึกตำแหน่งช่องทางที่รถวิ่งอยู่ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ เริ่มทำงานในความเร็วเกิน 64 กม./ชม. หากระบบตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้าจะทำการส่งสัญญาณเตือนไปที่หน้าจอแสดงข้อมูล เมื่อรถเคลื่อนตัวระบบจะคาดการณ์ตำแหน่งที่รถควรจะอยู่โดยอ้างอิงจากตำแหน่งของช่องทางที่มีการบันทึกไว้ จากนั้นจึงหาตำแหน่งที่แท้จริงของรถ

หากระบบตรวจพบว่ามีค่าความแตกต่างมากเกินไป จะทำการส่งสัญญาณเตือนบนหน้าจอควบคุม และถ้าผู้ขับขี่ยัไม่มีการตอบสนองก็จะแสดงสัญญาณที่หน้าจอแสดงข้อมูล เพื่อให้ทราบว่าควรหยุดพัก ขณะเดียวกันระบบจะไม่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนช่องทางเพื่อเร่งแซง เนื่องจากสามารถรับรู้ได้ว่าผู้ขับขี่บังคับรถออกนอกช่องทางโดยตั้งใจซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางนั่นเอง

Auto High Beam Control

ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ

ระบบนี้ใช้กล้องที่ติดตั้งอยู่หน้ารถตรวจสอบสภาวะต่างๆอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาประมวลผลว่าเมื่อใดต้องเปิดหรือปิดไฟสูงและต้องใช้งานในโหมดการเปิดไฟแบบอัตโนมัติเท่านั้น โดยจะทำงานที่ความเร็วสูงกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและทำงานในระยะไกลถึง 762 เมตร ซึ่งจะเปิดไฟสูงเมื่อเส้นทางนั้นมืดมากพอและไม่มีแสงไฟจากรถคันอื่นๆมาเป็นตัวแปร

กิจกรรมการทดลองฟีเจอร์ใหม่ได้จัดขึ้นบนทางระยะสั้นๆ จากกทม.-บางปะอิน เพื่อทดลอง 5 ฟีเจอร์ใหม่รวมถึงยังมีทดสอบเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่มีมาก่อนหน้าในรถยนต์ซีดานรุ่นโฟกัและถูกนำมาติดตั้งในฟอร์ด เอเวอเรสต์ 3.2 ลิตร ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่นปี 2016 ได้แก่

Active Park Assist &

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ

ช่วยให้การนำรถเข้าจอดเทียบข้างทำได้ง่ายดายด้วยการเหยียบคันเร่ง เข้าเกียร์ และเบรก โดยไม่จำเป็นต้องบังคับพวงมาลัย เซนเซอร์จะตรวจหาช่องว่างและควบคุมความเร็วให้อยู่ไม่เกิน 10 กม./ชม. จากนั้นจึงเริ่มเข้าจอดแบบอัตโนมัติ

Cross Traffic Alert & Blind Spot Information System

ระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอดทำงานร่วมกับระบบตรวจจับรถในจุดบอด

ทำหน้าที่แจ้งเตือนผู้ขับขี่ในกรณีที่มีรถคันอื่นอยู่ในจุดบอดหรือเมื่อมีรถตัดผ่านในขณะถอยออกจากซองจอด ช่วยให้การถอยรถออกจากช่องจอดได้เป็นได้ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันกับระบบตรวจจับรถในจุดบอด Blind Spot Information System ที่ทำงานร่วมกับกล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า

ทั้ง 5 ฟีเจอร์ใหม่ที่ฟอร์ดได้ติดตั้งมาในรถโมเดลปี 2016 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ถือเป็นการเติมเต็มมาตรฐานของรถกระบะ และ พีพีวี ซึ่งในส่วนของคู่แข่งจากเซกเมนต์เดียวกันยังไม่มีนโยบายสักเท่าไหร่ ในส่วนของเทคโนโลยีนั่นอาจเป็นต่อ แต่เรื่องรองคือการบริการหลังการขาย แต่นโยบายใหม่จากผู้บริหารของทางค่ายที่เน้นไปในเรื่องของมาตรฐานการให้บริการคือ เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด รวมถึงขยายศุนย์บริการให้มากขึ้นกว่าเดิมจากที่มีอยู่ทั่วประเทศทั้งหมดกว่า 140  แห่ง ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และงานบริการหลังการขาย

ในส่วนของราคาจำหน่ายหลังจากปรับโครงสร้างภาษี ฟอร์ด ประเทศไทย ยืนยันที่จะจำหน่ายในราคาเดิมจากที่เปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา FORD EVEREST 3.2 TITANIAM PLUS จำหน่ายในราคา 1,749,000 บาท และ RANGER3.2 WILDTRAK จำหน่ายในราคา 1,189,000 บาท

Subaru Forester 2.0i-P รถเอนกประสงค์เครื่องสูบนอนขับสี่ล้อ พร้อมบทสัมภาษณ์ผู้บริหารเรื่องการปรับราคาขาย

0
การกลับมาของเอสยูวีรุ่นเรือธงแห่งค่ายดาวลูกไก่ ในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ที่ได้รับการปรับแต่งรูปลักษณ์และเติมเต็มความสะดวกสบาย ติดตั้งขุมพลังสูบนอนขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 150 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติซีวีที พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Full Time Symmetrical AWD และระบบ X MODE ซึ่งเป็นตัวช่วยอัจฉริยะที่ใช้ในการลุย

ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องราวของการทดสอบ ปัญหาคาใจหลังจากมีข่าวการปรับลดราคาจำหน่ายของรถยนต์ซูบารุ สำหรับเรื่องนี้ผู้บริหาร บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) ได้ไขข้อข้องใจว่าเพราะเหตุใดถึงได้มีการปรับลดราคาและ จะไม่ถือเป็นการเอาเปรียบกลุ่มลูกค้าที่ซื้อไปก่อนหน้า คำตอบทั้งหมด เราได้เจาะลึกข้อมูลมาให้ทุกท่านครับ

คุณตะวัน คำฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่าราคาที่ปรับลดลงมาในขณะนี้เป็นโปรโมชั่นสำหรับรถเอสยูวี 2 รุ่นได้แก่ XV และ Forester  สำหรับ XV ปีก่อนเราได้เปิดตัวและซึ่งในเวลาไม่นานนักรถรุ่นนี้ได้เป็นโปรดักซ์ไฮไลต์  ขณะเดียวกัน ตันจง กรุ๊ป ในฐานะบริษัทแม่ได้มีการปรับโครงสร้างราคาทั้งหมดของรถยนต์ทุกรุ่น รวมถึงมีนโยบายสนับสนุนการขายร่วมกับ Fuji Heavy Industries ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต ทำให้ ทีซี ซูบารุ(ประเทศไทย) จำกัด จำหน่ายรถรุ่นนี้ในราคาที่เหมาะสมกับตลาด และแข่งขันกับคู่แข่งได้มากขึ้น แต่ปีนี้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนโครงสร้างภาษี ทำให้ XV รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่ปรับขึ้นตามโครงสร้างภาษี รุ่นเริ่มต้นปรับเพิ่ม 100,000 บาท จากราคา 998,000 บาทกลายเป็น 1,098,000 บาท ในส่วนของ Forester เปิดตัวในราคา 1,398,000 บาท และ 1,498,000 บาท ซึ่งทั้ง 2 รุ่นมาในรูปแบบของรถ CKD (CAR KNOCK DOWN) โดยเป็นรถที่ประกอบมาจากโรงงานในประเทศมาเลเซียจึงทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและยังมีราคาจำหน่ายห่างจากรุ่นทอพ ซึ่งเป็นรถนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นหลายแสนบาท”

คุณตะวัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ตลาดแบบนี้ กลุ่มตันจง กรุ๊ป ในฐานะของบริษัทแม่จึงให้เงินสนับสนุนพร้อมให้นโยบายจัดโปรโมชั่นช่วงแนะนำทั้ง XV และ Forester เพื่อให้ผู้บริโภคได้ซื้อในราคาเดิม สำหรับ XV ไมเนอร์เชนจ์รุ่น 2.0 i AWD ที่จำหน่ายในราคา 1,198,000 บาท รุ่น 2.0 i-P AWD ราคา 1,298,000 บาท ได้ทำการปรับราคาใหม่เหลือแค่ 2.0 I AWD ราคา 998,000 บาท และ2.0 i-P AWD1,098,000 บาท ส่วนราคาเดิมของ Forester รุ่น 2.0 i AWD 1,398,000 บาท และ 2.0 i-P AWD ราคา 1,498,000 บาท สำหรับราคาใหม่ รุ่น2.0 i AWD ลดลงเหลือ 1,198,000 บาท และรุ่น2.0 i-P AWD เหลือเพียง 1,398,000บาท ซึ่งถ้าเทียบกับราคาตอนเปิดตัวมีทั้งโปรแกรมส่งเสริมการขายในเรื่องอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ประกันชั้น1 ฟรีแมนทาแนนซ์ แพคเกจ ทั้งหมดนี้รวมมูลค่าประมาณ 1 แสนบาท แต่ส่วนของการปรับลดราคาจะไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการขาย เพราะราคาที่ปรับลงมาอยู่ตอนนี้คือราคาตัวรถอย่างเดียวไม่มีโปรโมชั่น กรณีที่ลูกค้าซื้อราคาใหม่และต้องการโปรแกรมส่งเสริมการขายจะต้องซื้อแพคเกจเพิ่มเติม ซึ่งบางโปรแกรมจะไม่มีการแยกขาย”

คุณตะวัน ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายทุกท่านรู้กันดีว่าราคาจริงอยู่ที่เท่าไหร่ อย่าง XV ก็กลับไปขายในราคาเก่าก่อนที่จะมีการปรับโครงสร้างภาษี ฉะนั้นราคาจะไม่มีการเหวี่ยงขึ้น ลง  และจะคงโปรโมชั่นนี้เอาไว้เพื่อให้ลูกค้าได้รถยนต์ที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม อย่างไรก็ตามสำหรับลูกค้าเก่า ได้มีการสื่อสารไปยังเจ้าของรถทุกท่านโดยทยอยติดต่อจากฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ซี่งยอมรับว่าอาจไม่ทันใจและมีฟิตแบคกลับมาพอสมควร แต่เราก็จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเชื่อว่าเราเป็นแบรนด์เดียวที่ออกแคมเปญใหม่และไม่ทิ้งลูกค้าเก่าแน่นอน”

คลายข้อข้องใจไปแล้วก็กลับมาที่เรื่องของการทดสอบ The New Subaru Forester 2.0i-P เป็นเอสยูวีที่สร้างชื่อให้ค่ายดาวลูกไก่มาเป็นเวลานาน สำหรับรุ่นนี้ยังคงเป็นการปรับแต่งรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ซึ่งมาจากพื้นฐานเดิมของเจนเนอเรชั่นที่ 4 ในคอนเซปต์ “Is there Anything You Can’t Do?”เพื่อตอบสนองความต้องการของครอบครัวผู้รักการทำกิจกรรม ด้วยการออกแบบภายใต้แนวคิด Good Visibility ที่ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีทัศนวิสัยกว้างทุกมุมมองสามารถมองเห็นภายนอกตัวรถได้อย่างชัดเจน

The New Forester ยังคงใช้มิติตัวรถเดียวกับรุ่นที่ผ่านมาด้วยขนาดความยาว 4,595 มม., กว้าง 1,795 มม. และสูง 1,735 มม. มากับน้ำหนัก 1,535 กก. รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการตกแต่งใหม่ให้ทันสมัย ดุดัน ด้วยการออกแบบกระจังหน้าและโคมไฟให้ดูโฉบเฉี่ยว ไฟหน้ามีระบบ SRH หรือ Steering Responsive Headlights โดยจะปรับลำแสงไปตามทิศทางและความเร็วของการหมุนพวงมาลัยและสามารถเปิด-ปิดการทำงานได้ รวมถึงติดตั้งที่ฉีดน้ำล้างไฟหน้าซึ่งทำงานสัมพันธ์กับที่ปัดน้ำฝน เพิ่มไฟกลางวันหรือไฟDaytime แบบแอลอีดีที่มุมด้านล่างของกันชน พร้อมสปอตไลต์ทรงกลม

ด้านบนติดตั้งราวแรคหลังคามาเสร็จสรรพ ท้ายรถมีสปอยเลอร์ติดตั้งไฟเบรกดวงที่ 3 คล้ายคลึงกับโมเดลปี 2012 พร้อมปรับปรุงในส่วนของกรอบไฟท้ายที่เน้นการใช้หลอดไฟแอลอีดี รวมถึงล้อแมกลายใหม่หุ้มด้วยยางขนาด 225/60/17

ภายในกว้างขวางอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ครบครัน โดดเด่นด้วยการออกแบบเพดานสูงให้ความรู้สึกโล่งสบาย เปลี่ยนกระจกรอบคันให้มีความหนาขึ้นพร้อมติดตั้งวัสดุซับเสียงทั่วห้องโดยสารเพื่อลดเสียงรบกวน ชุดคอนโซลลางออกแบบใหม่ให้สวยงามด้วยวัสดุสีดำเงาและสีเงินที่คอนโซลกลาง แผงข้าง และกรอบช่องแอร์ ในส่วนของคอนโซลเกียร์ตกแต่งสีดำเงาขลิบขอบสีโครเมียมพร้อมสวิตช์สั่งการเปิด-ปิดระบบ X Mode

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นปรับได้ 4 ทิศทาง ติดตั้งสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง การรับสายโทรศัพท์ ครูสคอนโทรล และสวิตช์สั่งการระบบข้อมูลการขับขี่ ชุดแดชบอร์ดเป็นมาตรวัดทรงกลม ออกแบบเรียบหรู คอนโซลกลางมีระบบปรับอากาศแยกส่วนสามารถปรับอุณหภูมิได้ทั้งฝั่งซ้าย และ ขวา มีหน้าจอสัมผัสซึ่งปรับแต่งเสียงสำหรับระบบให้ความบันเทิงทำงานร่วมกับระบบ Siri Eyes Free ซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายของสมาร์ทโฟนจากแอปเปิ้ล รวมถึงทำหน้าที่ควบคุมระบบนำทางด้วยการแสดงภาพจากกล้องมองหลังที่มีเส้นกะระยะ

ฟังค์ชั่นที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับ The New Forester เริ่มตั้งแต่ระบบ Easy Entry ทำงานร่วมกับรีโมทคอนโทรลเพื่อล็อกและปลดล็อกรถ ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า ฝั่งผู้ขับมีหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง รวมถึงหน้าจอเอนกประสงค์แบบใหม่ที่แสดงข้อมูลของระบบขับเคลื่อน อัตราสิ้นเปลือง ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส กระจกมองข้างมีลูกเล่นเป็นไฟรูปลูกศรกะพริบเมื่อเปิดไฟเลี้ยว ทั้งยังมีเบาะหลังแยกพับได้ 60:40 ควบคุมและสั่งการด้วยสวิตช์แยกส่วนซ้าย-ขวา ซึ่งจะช่วยขยายพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระเป็น 1,592 ลิตรทันทีเมื่อพับพนักพิงเบาะหลัง ประตูบานท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ซึ่งสั่งการจากสวิตช์ในรถและที่รีโมทคอนโทรล

ขุมพลังใช้เป็นแบบเครื่องยนต์เบนซินสูบนอนในชื่อ Subaru Boxer ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของรถจากค่ายนี้ มากับขนาดความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิด 198 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์ LINEARTRONIC CVT แบบพิเศษที่ใช้สายพานโซ่แทนยาง มากับโหมด Manual +/- 6 จังหวะ และระบบ SI-Drive ให้เลือก 2 โหมดการขับ ได้แก่ I-Intelligent เน้นความราบเรียบและประหยัด และ S-Sport ให้การตอบสนองที่ฉับไวขึ้น คงตำแหน่งเกียร์ไว้แม้ผ่อนคันเร่ง

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นแบบ Full Time Symmetrical AWD เสริมตัวช่วย X MODE และระบบควบคุมการลงทางลาดชันเพื่อใช้ในสถานการณ์คับขัน รองรับด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นอิสระ ปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง

ลองของจริงทั้งบนถนนหลวงและเส้นทางออฟโรด

กิจกรรมทดลองขับ The New Subaru Forester จัดขึ้นบนเส้นทางกรุงเทพฯกาญจนบุรี โดยเป็นการทดสอบทั้งแบบการใช้งานในชีวิตประจำวันบนถนนหลวงและในเส้นทางลุยสไตล์ออฟโรด เพื่อสะท้อนถึงการใช้งานจริงว่าระบบต่างๆที่ติดตั้งมากับรถคันนี้ว่าจะมีทีเด็ดขนาดไหน…ติดตามกันต่อได้เลยครับ

หากรถคันนี้เปรียบเป็นคน ผมให้อยู่ในช่วงวัยของวัยรุ่นตอนปลายที่ดูแลตัวเองอย่างดีในด้านของผิวพรรณและทรวดทรง ด้วยรูปลักษณ์ปราดเปรียว สุขุม ปรับเปลี่ยนลุคส์ให้มีความทันสมัย มีความใจใหญ่ที่จะนำพาครอบครัวขนาดกลางไปเที่ยวทุกหนแห่ง จากห้องโดยสารที่กว้างขวาง นอกจากนั้นยังอุ่นใจและสบายอารมณ์ไปกับการเดินทางซึ่งนอกจากจอทัชสกรีนที่ใช้ควบคุมความบันเทิงและเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ด้วยฟังค์ชั่น Siri Eyes Free โดยใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนของแอพเปิล ยังเสริมด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานทั้งระบบ Easy Entry ทำงานหน้าที่ล๊อคและปลดล็อครถ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าปรับเซทท่านั่งได้แม่นยำตามหน่วยความจำ หน้าจอเอนกประสงค์ประสิทธิภาพสูงบ่งบอกถึงการเข้ากับยุคสมัยซึ่งแสดงข้อมูลการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งระบบขับเคลื่อนและอัตราสิ้นเปลือง ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ลูกเล่นเล็กๆที่ทำให้ดูหวือหวาไปสักนิดแต่ก็ดูเท่ห์ไปอีกแบบอย่างไฟเลี้ยวในกระจกมองข้าง ซึ่งเป็นไฟรูปลูกศรกะพริบจะทำงานทุกครั้งเมื่อเปิดไฟเลี้ยว

กำลังวังชาของชายหนุ่มตอนปลายส่งผ่านเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เดิมทีเป็นรหัส EJ ถูกโยกย้ายมาเป็น FB 20 ที่หยิบยกมาจาก Subaru XV แต่ยังคงรูปแบบของเครื่องยนต์สูบนอนที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางค่าย  สร้างพลังออกมาได้ 150 แรงม้าที่ 6,200 รอบ และแรงบิด 198 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ น่าสนใจที่ทีมออกแบบสยบความเกรี้ยวกราดด้วยเกียร์อัตโนมัติ เกียร์ LINEARTRONIC CVT ซึ่งมีนิสัยนุ่มนวล ปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ราบลื่น ไร้รอยต่อ ถ้าถึงเวลาซ่าส์ยังเลือกสนุกในรูปแบบแอบห้าวเล็กๆด้วยการปรับเกียร์ในโหมด M และแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย รวมถึง SI-Drive เมื่อเลือกใช้โหมด S-Sport ซึ่งตอบสนองได้รวดเร็ว

ถึงแม้ว่าในเชิงเทคนิคจะมีการปรับแต่งระบบรองรับ ในส่วนของโช๊คอัพและค่าKของขดสปริง โดยทางทีมวิศวกรออกแบบได้เน้นไปที่ความนุ่มนวลและสะดวกสบาย ไม่แข็งกระด้างอย่างที่รถลุยควรจะเป็น แต่ผลพลอยได้จากตำแหน่งการวางเครื่องยนต์ให้ต่ำลง และอีกหนึ่งความโดดเด่นของเครื่องยนต์สูบนอนคือมีการสั่นสะเทือนน้อยกว่าเครื่องยนต์แบบสูบเรียง ส่งผลให้ The New Forester เกิดเสถียรภาพการทรงตัวดีกว่าเครื่องยนต์ที่วางรูปแบบอื่นๆ

เมื่อมาถึงทางวิบากที่ทีมงานได้จัดเส้นทางไว้ใกล้กับที่พักในจ.กาญจนบุรี ตัวช่วยการลุยอย่างระบบ X-MODE อันชาญฉลาดจะเป็นอาวุธลับในการนำพาให้คุณเดินทางไปได้ทุกหนแห่ง แม้ในสถานะการณ์ที่คับขันบนเส้นทางทุรกันดาร ด้วยการควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ เกียร์ เบรก และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยทำงานที่ความเร็วประมาณ 20-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งควบคุมระบบหลักของรถ ได้แก่ คันเร่ง ซึ่งทำหน้าที่หน่วงไม่ให้ลิ้นปีกผีเสื้อเปิดเร็วกว่าที่กล่องสมองกลสั่งการ เพื่อให้ขับขี่ได้ง่ายบนทางวิบาก, ควบคุมระบบส่งกำลังให้อยู่ในเกียร์ต่ำ เพื่อสร้างแรงบิดในการลุย, ควบคุมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยเพิ่มการถ่ายเทกำลังที่เพลาล้อหน้าและล้อหลังซึ่งมีลิมิเต็ดสลิฟทำงานด้วยระบบไฟฟ้า, ควบคุมระบบ VDC หรือ Vehicle Dynamic Control เมื่อล้อฝั่งใดมีการหมุนฟรีระบบจะสั่งการให้เบรกทำงานที่ล้อนั้นทันที  รวมไปถึงตัวช่วยอย่าง Hill Descent Control ระบบช่วยลงทางลาดชันจะทำงานที่ความเร็วต่ำกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้ผู้ขับมีสมาธิในการควบคุมพวงมาลัย

การทดลองขับ The New Subaru Forester ในครั้งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างระบบ X MODE ซึ่งเป็นตัวช่วยการขับขี่ที่ดีในเส้นทางทุรกันดาร และมีฟังค์ชั่นหลากหลายติดตั้งมาใหม่โดยเน้นไปที่ความสบายของผู้ใช้เป็นหลัก เรื่องของพละกำลังอาจตกเป็นรอง ทั้งยังถูกดรอปความจัดจ้านด้วยระบบเกียร์ซีวีที แต่การที่ Forester ได้ถูกปรับปรุงมาใหม่เพื่อวัตถุประสงค์ในการเป็นรถเอสยูวีที่ใช้งานสะดวกสำหรับการเดินทางของครอบครัวนักกิจกรรมสมัยใหม่ เพียงเท่านี้ก็น่าจะตอบโจทย์ให้สาวกดาวลูกไก่ และผู้ที่กำลังมองหารถเอนกประสงค์ได้ตามรสนิยมและความต้องการ

TESTDRIVE MG GS สัมผัสสมรรถนะพิกัด 218 แรงม้า สะดวกและคุ้มค่ากับฟังค์ชั่น INKANET

0
สปอร์ตเอสยูวีรุ่นล่าสุดจากเมืองผู้ดี รูปลักษณ์เฉียบคม ภายในนั่งสบายพร้อมเพลิดเพลินไปกับการเชื่อมต่อโลกออนไลน์จากระบบ INKANET ขับสนุกด้วยสมรรถนะทรงพลังของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 218 แรงม้า ช่วงล่างเกาะถนนแน่นหนึบสไตล์ BRIT DYNAMIC

ตลาดรถเอนกประสงค์ยังร้อนระอุหลังจากหลายค่ายรถยนต์เริ่มมุ่งประเด็นไปที่โปรดักส์ในกลุ่มรถเอสยูวีซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของผู้บริโภค เช่นเดียวกับค่ายเอมจี ซึ่งหลังจากป้อนผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จาก MG 6 มาสู่ MG 3 ตามด้วย MG 5 และล่าสุดกับ MG GS สปอร์ตเอสยูวีที่ต้องการให้เป็นเรือธงของเซกเมนต์นี้เพื่อสนองความต้องการของตลาดที่กำลังขยายตัวรวดเร็ว โดยตั้งค่าตัวไว้เพื่อท้ารบกับคู่แข่งในราคา 1,210,000 บาท รุ่น 2.0 TD 2WD และ 1,310,000 บาท ในรุ่น 2.0 AWD

สนนราคาเย้ายวนขนาดนี้เริ่มอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่า MG GS จะมีจุดเด่นอะไรน่าสนใจ สมรรถนะเครื่องยนต์รวมถึงฟิลลิ่งการขับขี่จะคุ้มค่า คุ้มราคา มากน้อยขนาดไหน www.autoworldthailand.com ขอคลี่คลายปัญหาที่ทุกท่านกำลังสงสัยครับ

MG GS

ความแตกต่างของรถ 2 รุ่นในรูปแบบขับ 2 และ 4 ล้อ

ก่อนที่จะเข้าสู่การทดสอบ ผมขอแนะนำให้ทุกท่านมาทำความรู้จักกับที่มาของ MG GS ทั้ง 2 รุ่น ในรหัส 2.0 TD 2WD และ 2.0 TX AWD กันก่อน ความแตกต่างนอกจากระบบขับเคลื่อน ยังมีบางส่วนที่ต้องเจาะลึก ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น เชิญรับชมได้จากรายงาน

NEW MG GS ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) เช่นเดียวกับรถเอ็มจีทุกรุ่น ถ่ายทอดผ่าน DNA มาจากศูนย์ออกแบบรถยนต์ ยูเค เทคนิคคอล เซนเตอร์ (UK Technical Centre) ณ เมืองเบอร์มิงแฮม ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากโคมไฟใน ยูเค พาวิลเลี่ยน เวิลด์ เอ็กซ์โป (UK Pavilion World Expo) ประเทศอังกฤษ ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวสะท้อนเอกลักษณ์แบบไม่ตามใคร (Follow No Others) ผสมกับคอนเซปต์การออกแบบ Diamond Flow Design เพื่อเน้นความสปอร์ตและปราดเปรียว

MG GS มากับมิติความยาว 4,500 มม. กว้าง 1,855 มม. และสูง 1,699 มม.ในรุ่น 2.0 TX AWD ส่วนรุ่น  2.0 TD 2WD มีมิติกว้าง ยาว เท่ากันแต่จะมีความสูงเพียง 1,675 มม. ส่วนน้ำหนักของรถทั้ง 2 รุ่น แตกต่างกันถึง 100 กก. รุ่น 2.0 TD 2WD มีน้ำหนัก1,542 กก. ส่วนรุ่น 2.0 TX AWD หนัก 1,642 กก.

รูปลักษณ์เน้นการออกแบบให้กระจังหน้าทรงเรียวเชื่อมต่อกับกรอบไฟ รุ่น2.0 TD 2WD ใช้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์เลนส์แบบฮาโลเจน ส่วนรุ่น 2.0 TX AWD จะใช้ HID พ่วงฟังค์ชั่นปัดน้ำฝนอัตโนมัติและหัวฉีดน้ำล้างไฟหน้า รถทั้ง 2 รุ่นติดตั้งไฟส่องสว่างขณะขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) และกระจกมองข้างติดตั้งไฟเลี้ยว รวมถึงมีระบบไฟหน้าเปิด-ปิดและปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ ซึ่งมากับไฟตัดหมอกหน้าและหลังบนฝากระโปรงมีเส้นสันคมที่เน้นย้ำโลโก้ MG ให้โดดเด่น กรอบไฟตัดหมอกทรงเหลี่ยมสอดรับกับแผงกันกระแทกรอบคันช่วยเติมความบึกบึน เสริมบุคลิกสปอร์ตด้วยปลายท่อไอเสียทรง 4 เหลี่ยม ไฟท้ายแอลอีดีให้ความสว่างชัดเจนพร้อมไฟเบรกดวงที่สาม และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตสีทูโทนขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น 2.0 TX AWD  ด้านบนมีรางหลังคาและซันรูฟปรับไฟฟ้า

ห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย ออกแบบและตกแต่งภายในดีไซน์สปอร์ต ทันสมัย ใช้วัสดุหนังระดับพรีเมียมสีดำ ทั้งยังเน้นเหลี่ยมคมแบบโมเดิร์นสลับกับเส้นสายโค้งมน ในรุ่น 2.0 TX AWD  เบาะผู้ขับขี่และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นและระบบความคุมความเร็วอัตโนมัติหรือครูสคอนโทรล รวมถึงติดตั้งระบบแพดเดิลชิฟท์ ส่วนรุ่น 2.0 TD 2WD ปรับไฟฟ้าได้เฉพาะส่วนผู้ขับขี่และไม่มีแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย    เบาะนั่งด้านหลังปรับและพับแยกส่วนได้แบบ 60:40 และปรับเอนได้ถึง 14 องศา สะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะ ปุ่ม Push Start ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และกระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ

อีกหนึ่งความโดดเด่นของ MG GS ทั้ง 2 รุ่นคือเทคโนโลยีการสื่อสารอัจฉริยะ inkaNet (อินคาเน็ต) โดยสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นมาไว้ในสมาร์ทโฟนทั้งระบบ ANDROID และ IOS ซึ่งมี 12 ฟังก์ชั่น ประกอบด้วย การโทรออก-รับสาย การรับ-ส่งข้อความ หรือแม้กระทั่งการแชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านหน้าจอวิทยุ ตลอดจนระบบการนำทางรถยนต์ ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบสถานะของรถยนต์ การแจ้งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน พร้อมการวางแผนการเดินทาง การควบคุมการทำงานของรถยนต์ การตรวจวิเคราะห์รถยนต์ การเตือนความผิดปกติของรถยนต์ และระบบเลขาฯส่วนตัว ระบบนำทางเนวิเกชั่นแสดงผลผ่านหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว และระบบเครื่องเสียงตอบสนองความบันเทิงผ่านลำโพง 8 ตัว รองรับมัลติมีเดียและการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) และเอยูเอ็กซ์ (AUX) นอกจากนี้ยังเติมเต็มความสะดวกด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยจอด

ตอบสนองการขับขี่ไปกับขุมพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ไดเรคอินเจคชั่น ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้าที่ 5,300 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตรที่ 2,500 – 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ TST – Twin Clutch Sportronic Transmission แบบ 6 สปีด ซึ่งสามารถรองรับเชื้อเพลิง E85 ได้ ในรุ่น 2.0 TX AWD ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ (AWD) ทำอัตราเร่ง 0-100 ในเวลา 8.9 วินาที ส่วนรุ่น 2.0 TD 2WD มากับระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า ทำอัตราเร่ง 0-100 ในเวลา 8.2 วินาที

ระบบช่วงล่างใช้เป็นแบบเดียวกันทั้ง 2 รุ่น ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง แต่ปรับแต่งในรุ่น 2.0 TX AWD ให้มีความหนืดในส่วนของน้ำมันโช๊คอัพและเพิ่มความแข็งให้กับค่า K ของขดสปริงเพื่อรองรับน้ำหนักตัวรถ รวมถึงมีโครงสร้างตัวถังนิรภัยซึ่งแข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี FSF – Full Space Frame
มาตรฐานความปลอดภัยในรถคันนี้ไม่เป็นรองใครกับ 13 เทคโนโลยีภายใต้ระบบ SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่การป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน (ABS – Anti-lock Braking System) พร้อมระบบช่วยกระจายแรงเบรก (EBD – Electronic Brake Force Distribution) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCS – Traction Control System) ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง (CBC – Curve Brake Control) ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS – Stability Control System) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (AVH – Auto Vehicle Hold) ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ (BDC – Intelligent Brake Disc Cleaning) ระบบเพิ่มแรงดันไฮดรอลิคเบรกให้เหมาะสม (OHBV – Optimized Hydraulic Brake Servo) ระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน (MSR – Motor Control Slide Retainer) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EBA – Electronic Brake Assist System) ตลอดจนระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS – Hill-Start Assist) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง (TPMS – Tire Pressure Monitor System) และระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB – Electronic Parking Brake)

ถึงเวลาลองของจริง

600 กม. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ปราณบุรี

การพิสูจน์สมรรถนะของ MG GS ในครั้งนี้ ทางบริษัท เอมจี เซลส์(ประเทศไทย) จำกัด จัดเส้นทางให้สื่อมวลชนได้ลองสัมผัสกับสปอร์ตเอสยูวี พิกัด 218 แรงม้าไว้บนเส้นทาง กรุงเทพ-ปราณบุรี ระยะทางไปกลับกว่า 600 กม. โดยนักทดสอบรถยนต์ทุกท่านมีโอกาสที่จะได้ทดสอบทั้งในรุ่น 2.0 TD 2WD และ และรุ่น 2.0 TX AWD อย่างเต็มอรรถรส ถึงเวลาควบสปอร์ตเอสยูวีรุ่นแรกจากค่ายรถผู้ดีอังกฤษพร้อมการเจาะลึกสมรรถนะแบบหมดเปลือก

จากความแตกต่างของรูปลักษณ์ภายนอกที่แทบจะไม่รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงดั่งเช่นข้อมูลที่ได้นำเสนอไปในช่วงแรก เพราะฉะนั้นฟังค์ชั่นภายในเป็นอะไรที่น่าสนใจ ห้องโดยสารของ MG GS โปร่ง โล่งสบายและเก็บเสียงได้ดี ระบบที่โดดเด่นอย่าง INKANET ซึ่งรถทั้ง 2 รุ่นนี้ติดตั้งมาจากโรงงานถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ผู้ใช้งานต้องทำความเข้าใจและสร้างความคุ้นชินกับฟังค์ชั่นนี้ก่อน ซึ่งถ้าทำความเข้าใจครบทั้งหมด ความอัจฉริยะอันชาญฉลาดของระบบนี้จะทำให้ผู้ใช้งานสะดวกสบายยิ่งขึ้นทั้งในด้านการใช้งานบนโลกออนไลน์ผ่านหน้าจอขนาด 8 นิ้ว รวมถึงการทำหน้าที่ EQUALIZER ในการปรับแต่งเสียงเพลงผ่านลำโพงทั้ง 8 ตัว นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเชคสถานะของรถผ่านแอพพลิเคชั่นทั้งในเรื่องความผิดปกติ รวมถึงระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายของเหลวที่อยู่ภายในเครื่องยนต์ พลาดไม่ได้กับระบบนำทางผ่านดาวเทียมเวอร์ชั่นล่าสุดที่จะไม่ทำให้คุณเสียเวลาจากการหลงทาง อีกหนึ่งจุดเด่นของระบบนี้คือสามารถรับรู้และตรวจสอบว่ารถจอดอยู่บริเวณไหนในกรณีสำหรับการป้องกันการโจรกรรม เบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่ 2 เพิ่มความสบายในการปรับองศาพนักพิงได้อีก 14 องศา ทำให้สามารถเอนนอนและปรับอิริยาบถได้อย่างสะดวก

เมื่อทำหน้าที่เป็นพลขับ มุมมองของกระจกมองหลังเป็นส่วนหนึ่งที่ดูขัดๆ เนื่องจากท้ายรถลาดเท ทำให้พื้นที่กระจกหลังมีมุมที่แคบ แต่ก็ใช่ว่าจะบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ เพียงแค่อาจดูแปลกตาไปสักนิด ส่วนการถอยจอดวิศวกรผู้ออกแบบได้ติดตั้งทั้งเซนเซอร์และกล้องมองหลังไว้เพื่อเป็นตัวช่วย จึงไม่ได้เป็นข้อเสียของการใช้งานในขณะถอยเข้าจอดในที่แคบ

หัวข้อของขุมพลังผ่านฉลุย เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตรติดเทอร์โบในพิกัด 218 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตรที่ 2,500 – 4,000 รอบต่อนาที ซึ่งถือว่าเป็นแรงบิดที่ดีในช่วงกลางแต่เรียกใช้งานได้ตลอดเวลา ส่วนหนึ่งอาจเป็นการช่วยเหลือของอัตราทดเกียร์ซึ่งดีไซน์ออกมาได้จัดจ้านและช่วงรอยต่อของเกียร์นุ่มนวล เปลี่ยนตำแหน่งรวดเร็ว ระบบส่งกำลังที่ว่านี้เป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ ในชื่อ TST – Twin Clutch Sportronic Transmission 6 สปีด เลือกขับสนุกได้ใน S MODE โดยสามารถปรับเปลี่ยนแบบรถเกียร์ธรรมดาซึ่งควบคุมได้จากคันเกียร์  ในรุ่น 2.0 TX AWD พิเศษในส่วนของแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย แต่จะทำงานก็ต่อเมื่อเลื่อนตำแหน่งเกียร์มาอยู่ที่ S MODE เท่านั้น

ระบบช่วงล่างเกาะหนึบ เส้นทางที่สะท้อนการทำงานของระบบช่วงล่างอยู่บริเวณช่วงปราณบุรี-สามร้อยยอด ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยว หลายโค้งที่เข้าด้วยความเร็วเพื่อให้รับรู้ถึงฟิลลิ่งระบบช่วงล่างของรถคันนี้ ผมออกตัวไว้เลยว่าหายห่วง เพราะการยึดเกาะที่แน่นหนึบและส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหน้าสัมผัสของยางที่กว้างซึ่งมีขนาด 235-50 R18 จะลดทอนความเร็วก็เพียงแต่ลดตำแหน่งเกียร์เพื่อให้สัมพันธ์กับโค้ง วิธีการนี้ไม่แนะนำให้ทำนะครับ เพราะต้องฝึกฝนจนชำนาญ หากลอกเลียนแบบอาจจะลื่นไถลไปนอนแน่นิ่งในคูน้ำข้างทางก็เป็นได้

ฟิลลิ่งระบบช่วงล่างของรถทั้ง 2 รุ่นค่อนข้างแตกต่างกันชัดเจน จากที่วิศวกรได้ให้ข้อมูลเรื่องการปรับเซทความแข็ง-อ่อน ของโช๊คอัพและสปริงในรถทั้ง 2 รุ่น ซึ่งเป็นจริงดั่งที่ว่า เพราะรุ่น 2.0 TX AWD ให้ความรู้สึกในการควบคุมรถง่ายกว่ารุ่น 2.0 TD 2WD ที่เน้นความนุ่มนวลเป็นหลัก

อัตราสิ้นเปลืองประมวลผลและวัดเป็นค่าเฉลี่ยบนจอแดชบอร์ดแสดงตัวเลขไว้ที่ ประมาณ 8.0-8.5 ลิตร ต่อ 100 กม. หรือเกือบ 12 กม./ลิตร ในรุ่น  2.0 TX AWD ส่วนในรุ่น 2.0 TD 2WD บริโภคเชื้อเพลิงน้อยกว่าประมาณ 10-15 % ตัวเลขแสดงไว้ที่ประมาณ 7.3-7.8 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 13 กม./ลิตรเลยทีเดียว

สำหรับตลาดในกลุ่มเอสยูวีถือว่ามีคู่แข่งหลากยี่ห้อ จุดเด่นของ MG GS ต้องบอกว่าพอสู้กับคู่แข่งได้สนุกแถมบางประเด็นยังถือว่าได้เปรียบอย่างในเรื่องของเครื่องยนต์และระบบช่วงล่าง นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นในด้านความทันสมัยของการให้บริการระบบ INKANET ซึ่งเหมาะกับผู้คนในยุคเจน Y เป็นอย่างยิ่ง การมาในรูปแบบของสปอร์ตเอสยูวีโมเดลแรกของค่ายเอมจี ถือว่าเรียกกระแสตอบรับจากผู้บริโภคได้เกินคาด เพราะตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่เปิดตัวมา MG GS ทำยอดจองท่วมท้นจากงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 37 กว่า 350 คัน และยังคงตามเก็บลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง การเสริมเรื่องหลังการขายเป็นอีกหนึ่งแผนการที่ทีมบริหารของบริษัท เอมจี (ประเทศไทย) จำกัด ได้รุกหนัก ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนขยายตัว จากศูนย์บริการทั่วประเทศทั้ง 40 แห่ง โดยจะเพิ่มขึ้นให้ครบ 80 แห่งภายในปีนี้ ตอกย้ำถึงความสำคัญสำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภค ถึงอย่างไรภายใต้การบริหารในเครือซีพีกรุ๊ป แน่นอนว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณ ว่าจะเปิดโอกาสลองคบกับรถค่ายนี้มากน้อยแค่ไหน

HONDA BR-V VS SUZUKI ERTIGA DREZA 2 คู่แข่งแย่งชิงตลาดรถเอนกประสงค์ไซส์เล็กแบบ 7 นั่ง

0
รถยนต์เพื่อการเดินทางถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวสมัยใหม่ รวมถึงการใช้งานที่หลากหลายซึ่งเป็นปัจจัยหลักเพื่อผู้บริโภคจะพิจารณาเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันรถยนต์เอนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง คงมีรถไม่กี่รุ่นที่ตอบโจทย์ให้กับความคุ้มค่าต่อการลงทุนด้วยเม็ดเงินในหลักหลายแสนบาท คำตอบนี้ www.autoworldthailand.com ได้นำข้อมูลและบทสรุปของรถยนต์จาก 2 ค่ายผู้ผลิตมาให้ท่านผู้อ่านได้วิเคราะห์แบบหมัดต่อหมัด ตาต่อตา และฟันต่อฟัน

การนำเสนอครั้งนี้เป็นรถยนต์ที่มากด้วยอรรถประโยชน์ในรูปแบบของรถ 7 ที่นั่ง ได้แก่ HONDA BR-V  และ SUZUKI ERTIGA DREZA ซึ่งมีความเป็นรถอเนกประสงค์ที่คุ้มค่าและกำลังได้รับความนิยม เพราะใช้งานได้หลากหลายทั้งในชีวิตประจำวันและเพื่อการท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์

สถานการณ์ตลาดรถยนต์ปัจจุบัน ถ้ากล่าวถึงความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังเลือกซื้อรถแบบ 7 ที่นั่ง ตัวเลือกในตลาดไม่ได้มีมากเหมือนรถยนต์ในเซกเมนต์อื่น โดย 2 ตัวเลือกที่เรานำข้อมูลรวมถึงการทดลองขับในครั้งนี้ ทั้งHONDA BR-V และ SUZUKI ERTIGA DREZA ล้วนแต่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ สมรรถนะ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ติดตั้งมาจากโรงงานผู้ผลิต มาไล่เรียงกันทีละหัวข้อว่ารถจากค่ายไหนมีอะไรเด็ดกันดีกว่าครับ

รูปลักษณ์แบบไหนโดนใจคุณ

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่ารถทั้ง2คันนี้ เราหยิบยกประเด็นในการนำเสนอจากหัวข้อเรื่องการเดินทางในสไตล์ครอบครัวทันสมัย รูปลักษณ์ถือเป็นปัจจัยแรกที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เริ่มเกิดความแตกต่าง

HONDA BR-V

รถอเนกประสงค์สไตล์ครอสโอเวอร์ขนาดซับคอมแพค ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับ Jazz ละ City มากับความยาว 4,456 มม. กว้าง 1,735 มม. และสูง 1,666 มม. ออกแบบตามแนวคิด Active Solid Motion สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง และทรงพลัง ด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวรอบคัน โดดเด่นด้วยช่วงล่างยกสูงในรูปแบบของรถเอสยูวี ซึ่งมีความสูงใต้ท้องรถถึง 201 มิลลิเมตร

ไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์เลนส์ พร้อมไฟหรี่ และไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์รูปตัว C ด้านบนมีราวหลังคาสไตล์สปอร์ต (Roof Rail) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น มาพร้อมล้ออัลลอยลาย 5 ก้าน หุ้มด้วยยางขนาด 195/60 R16

SUZUKI ERTIGA DREZA

รถคันนี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ของ MINI MPV ใช้โครงสร้างเดิมจาก Swift มากับความยาว 4,325 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,685 มม. เป็นการไมเนอร์เชนจ์จากรุ่นก่อนซึ่งทีมผู้ออกแบบปรับเปลี่ยนแผงหน้าใหม่ยกชุด

โคมไฟ หน้ากระจัง และกันชน รวมถึงสเกริต์ข้างและสปอยเลอร์ดีไซน์ใหม่ มีไฟกลางวันและสปอร์ทไลท์ติดอยู่ที่กันชน สลัดภาพเดิมๆในรุ่นที่แล้วออกไปอย่างสิ้นเชิง

เค้าโคลงของรุ่นก่อนเพียงแค่ชิ้นส่วนไฟท้าย แต่ก็ได้เติมแต่งด้วยแผงทับทิมและสัญลักษณ์แถบโครเมียม พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์แนวสปอร์ต หุ้มด้วยยาง 185/65 R15

ห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง แต่ละคันมีอะไรที่น่าสนใจ

นอกจากรูปลักษณ์ ทั้ง HONDA BR-V และ SUZUKI ERTIGA DREZA มีวัตถุประสงค์เดียวกันนั่นคือห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง แต่ความแตกต่างของรถทั้ง 2 คันอยู่ที่การออกแบบภายในและฟังค์ชั่นการใช้งานที่ติดตั้งมากับตัวรถซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคต้องนำไปพิจารณา…ความชอบส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ทำให้คุณต้องตัดสินใจ

HONDA BR-V

มาพร้อมเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง โดยเบาะนั่งแถวที่ 2 พนักพิงปรับเอนได้ถึง 2 ระดับ สามารถปรับเลื่อน หน้า-หลัง เพื่อช่วยให้ผู้โดยสารแถวที่ 3 เข้า-ออกได้สะดวก เบาะนั่งแถวที่ 3 มีพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง พนักพิงสามารถพับแยกแบบ 50:50 หรือพับตลบไปด้านหน้า 2 จังหวะ เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้าย มาพร้อมระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เพื่อกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง

BR-V เน้นความสะดวกสบายด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมี่ยม ติดตั้งมาตรวัดเรืองแสงสีขาว พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ใช้งานง่าย เช่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ(Honda Smart Key System) พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติและระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว ที่รองรับระบบ iOS และ Android ซึ่งเชื่อมต่อภาพและเสียงได้อย่างง่ายดายผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMI, USB และ AUX อีกทั้งระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth)

SUZUKI ERTIGA DREZA

ห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง ตกแต่งเรียบง่ายสไตล์ทูโทน หุ้มเบาะนั่งด้วยผ้าสีเทา เบาะนั่งแถวที่ 2 ปรับเลื่อนหน้า-หลังได้กว้างและพับได้แบบ one touch walk-in จึงง่ายในการใช้งานและสะดวกในการขึ้น-ลง แถวสามพับได้ 50:50 พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศให้กับผู้โดยสารบริเวณแถว 2 และ 3

ชุดคอนโซลและแผงมาตรวัดยังคงรูปแบบของรุ่นก่อนจะมีก็แต่ส่วนที่ได้รับการตกแต่งเพิ่มอย่างลายไม้ที่แผงข้างและขอบล่างชายคอนโซล สำหรับอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบาย อาทิ ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบเครื่องเสียงแบบ 2 DIN พร้อมเครื่องเล่นวิทยุ ซีดี รวมถึงกุญแจรีโมท และกระจกไฟฟ้า

สมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบรองรับ และตัวช่วยด้านความปลอดภัย

หัวข้อนี้สำคัญหากมีการโดยสารซึ่งเป็นตัวแปรของน้ำหนักบรรทุก การใช้งานสำหรับการเดินทางจะไหวมั้ย ขุมพลังจะนำพาร่างท้วมๆของแต่ละคันไปได้ขนาดไหนและบริโภคน้ำมันเท่าไหร่

HONDA BR-V

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 117 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 146 นิวตันเมตรที่ 4,700 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT ใหม่ พัฒนาภายใต้เอิร์ธดรีมเทคโนโลยี เคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยนอกเมืองและในเมืองจากโรงงานผู้ผลิตอยู่ที่ 16.4 กม./ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E85 มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัย อาทิ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS)

ระบบรองรับพัฒนาต่อยอดมาจาก MOBILIO ด้านหน้าเป็นแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ออกแบบมุมล้อสำหรับรถยกสูงสไตล์เอสยูวี ส่วนด้านหลังใช้ทอร์ชั่นบีมแบบ H Shape

SUZUKI ERTIGA DREZA

Ertiga Dreza ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรหัส K14B แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 1,373 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 92 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 จังหวะพร้อมทปุ่มโอเวอร์ไดรฟ์ เคลมอัตราสิ้นเปลืองจากบริษัทผู้ผลิตไว้ที่ 15.4 กม./ลิตร รองรับน้ำมัน อี 20ติดตั้งระบบความปลอดภัย อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล๊อค ABS และ กระจายแรงเบรค EBD มารพ้อมเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง และสัญญาณเตือน

ช่วงล่างหน้าใช้ระบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง ส่วนด้านหลังเป็นระบบทอร์ชั่นบีม ทำงานร่วมกับคอยล์สปริงเช่นกัน

ได้เวลาเปรียบมวย

สมรรถนะในการขับขี่สำหรับรถสไตล์อเนกประสงค์ทั้งสองคันนี้คงไม่มีใครทำออกมาในรูปแบบของความแข็งกระด้าง ในมุมกลับกันความนุ่มนวลเป็นคำตอบที่รถทั้ง 2 รุ่นต้องการสื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย

Honda BR-V มากับรูปแบบสไตล์รถครอสสโอเวอร์ซึ่งเนื่องจากความสูงของตัวรถ ค่ายผู้ผลิตจึงเลือกที่จะผสมผสานความแข็งกับความนุ่มในแบบ 60:40 การขับขี่ให้เสถียรภาพที่ดีและมั่นคง มีความหนึบในการเกาะถนน เข้าโค้งหรือทำความเร็วได้อย่างสบายแต่ก็ถูกลดทอนความห้าวหาญไปด้วยระบบเกียร์ซีวีที พวงมาลัยสัมพันธ์กับความเร็วและควบคุมได้แม่นยำ แถมยังมีฟังค์ชั่นต่างๆที่มาแบบจัดเต็มพร้อมตัวช่วยการขับขี่ที่จะทำให้ผ่อนคลายและเกิดสุนทรียแห่งการเดินทาง

Suzuki Ertiga Dreza ยังคงรูปลักษณ์ในสไตล์มินิเอมพีวี ปรับเซทช่วงล่างที่เหมาะสมกับการขับขี่และโดยสาร สามารถขับขี่อย่างมั่นคง ถึงแม้ว่าระบบเกียร์จะเป็นแบบอัตโนมัติ 4 จังหวะที่มาพร้อมกับปุ่มโอเวอร์ไดรฟ์แต่กลับให้อารมณ์สปอร์ตดุดัน การเข้าโค้งทำได้มั่นใจ การยึดเกาะอาจตกเป็นรองเนื่องจากรูปลักษณ์แบบรถทรงกล่องซึ่งจะทำให้มีลมปะทะมากกว่าคู่แข่งเล็กน้อย การควบคุมรถทำได้ไม่แพ้กัน เรื่องที่เสียเปรียบคือฟังค์ชั่นและระบบต่างๆที่ติดตั้งมากับตัวรถยังดูน้อยไปสักนิดสำหรับยุคสมัยนี้     

การต่อกรระหว่างรถ 7 ที่นั่งทั้ง 2 คันนี้ Honda BR-V จะได้เปรียบในเรื่องของความใหม่ สด รวมถึงพละกำลังและตัวช่วยการขับขี่ แต่ก็ใช่ว่า Suzuki Ertiga Dreza จะไม่มีจุดแข็งในการต่อกรกับคู่แข่ง เพราะจริงๆแล้วฟังค์ชั่นการใช้งานที่ไม่ได้มีมามากมาย แต่ทั้งหมดที่มีภายในรถคันนี้ล้วนเป็นระบบที่จำเป็นต่อการใช้งาน และอีกเรื่องที่ต้องคิดหนักเพราะราคาค่าตัวที่ตั้งไว้ต่ำกว่า Honda BR-V ประมาณ 100,000 บาท เป็นปัจจัยที่ทำให้คุณต้องครุ่นคิดไม่มากก็น้อย

ส่วนในเรื่องของรูปลักษณ์ ผมคงไม่สามารถฟันธงให้ได้ว่ารถคันไหนสวยกว่ากัน เพราะเป็นเรื่องของความชอบแต่ละบุคคล ซึ่งคุณคงต้องพิจารณาอีกครั้งเพื่อให้คุ้มกับการแลกมาด้วยเม็ดเงินที่ต้องเสียไป

The New Porsche 911 Carrera ครั้งแรกกับการทดลองขับเจ้าชายกบรุ่นล่าสุด

0
รถสปอร์ตคูเป้ 2+2 ที่นั่ง ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ติดตั้งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยทันสมัย สมรรถนะโดดเด่นจากขุมพลังบอกเซอร์ 6 สูบนอนขนาด 3.0 ลิตรพ่วงระบบอัดอากาศ Bi-turbo charging ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้า พร้อมระบบเกียร์Porsche Doppelkupplung และแพ็คเกจ Sport Chrono Package อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 4.2 วินาที

THE NEW PORSCHE 911 CARRERAเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทย ณ งาน บางกอก อินเอตร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37 ที่ผ่านมา และเป็นครั้งแรกที่สื่อมวลชนจะได้ทดลองขับปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า ใหม่ล่าสุด (The new 911 Carrera) เพื่อพิสูจน์สมรรถนะเครื่องยนต์สมรรถนะสูง พร้อมสัมผัสเทคโนโลยีชั้นนำ และระบบความปลอดภัย ในกิจกรรมงาน  “The New 911 Carrera Driving Experience 2016” ซึ่ง บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ ได้จัดขึ้นที่ ลาน อเนกประสงค์ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

ว่าแล้วก็มาดูกันครับว่า สุดยอดรถสปอร์ตในฝันที่ใครหลายคนหมายปองจะมีสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจขนาดไหน www.autoworldthailand.com จัดให้ด้วยความเต็มใจ

THE NEW PORSCHE 911 CARRERA มีความโดดเด่น ตั้งแต่ไฟหน้าติดตั้งไฟ Daytime แบบ 4 ดวง (Four point daytime running lights) จนไปถึงที่จับประตูและฝากระโปรงหลังได้รับการออกแบบใหม่รับกับไฟท้ายแบบใหม่ล่าสุดได้อย่างลงตัว พร้อมไฟเบรกแบบ 4 ดวง (Four point daytime brake lights) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ในส่วนของล้อเป็นแมกลาย 5 ก้านคู่ขอบ 19 นิ้ว มีสปอยเลอร์หลังที่สังการเปิด/ปิด และท่อไอเสียคู่ออกกลางที่เลือกซุ้มเสียงดุดันได้จากสวิทช์ควบคุมบริเวณคอนโซลเกียร์

ห้องโดยสารดีไซน์ประณีต เบาะนั่งและพวงมาลัยเป็นงานแฮนด์เมด มาพร้อมระบบ PCM:Porsche Communication Management ซึ่งเป็นระบบสัมผัสและง่ายต่อการใช้งาน ทั้งยังมี Sport Chrono Package ฟังค์ชั่นเสริมที่สามารถเลือกติดตั้งได้ พร้อมกับโหมด Switch on บนพวงมาลัย ปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ 4 ระดับ คือ Normal, Sport, Sport Plus และ Individual พร้อม “Sport Respone button” ซึ่งจะทำให้เร่งเครื่องยนต์ถึง RED LINE ได้นานถึง 20 วินาที สำหรับการแซงด้วยความเร็วสูง สมองกลอิเลคทรอนิคส์จะควบคุมระบบเกียร์ให้ทำงานร่วมกับการจัดการเครื่องยนต์ เพื่อปรับเปลี่ยนพร้อมตอบสนองได้ในเวลาที่รวดเร็ว

อีกหนึ่งฟังค์ชั่นที่โดดเด่นของระบบ PCM คือช่วยค้นหาเส้นทางแบบออนไลน์ สั่งการได้ด้วยเสียงหรือ Voice Control ใช้งานผ่านระบบหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว คล้ายกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน

THE NEW PORSCHE 911 CARRERA ได้รับการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ในรูปแบบวางหลังที่เป็นเอกลักษณ์ ความจุ 3 ลิตร ติดตั้ง Bi-turbo charging ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้า พร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตรที่ 1,700-5,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ Porsche Doppelkupplung:PDK อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในระยะเวลาเพียง 4.2 วินาที และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น 12% โดยอัตราสิ้นเปลืองจะลดลง 1 ลิตรต่อ 100 กม. บริโภคเชื้อเพลิงเพียง 7.4 ลิตรต่อ 100 กม. หรือประมาณ 13.51 กม./ลิตร

ระบบความปลอดภัยและตัวช่วยในการขับขี่จัดเต็มในระดับพรีเมียม อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (automatic speed control), ระบบ Adaptive Cruise Control (ACC) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Coasting ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ PDK เมื่อต้องขับขี่ในสถานการณ์รถติด คลัทซ์จะหยุดทำงานเพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ไม่สูญเสียกำลังเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งระบบเสริมที่สามารถเลือกติดตั้ง คือระบบช่วยเหลือในการเปลี่ยนช่องทาง (lane change assistant) ตรวจสอบรถด้านหลังด้วยตัวจับสัญญาณและใช้ไฟ LED ทั้งด้านซ้ายและขวาเพื่อเป็นการเตือนผู้ขับขี่ให้ระวังรถที่อาจวิ่งเข้ามาในระยะจุดบอดได้  ทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบหยุดวงจรไฟหรือเครื่องยนต์ ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้หรือความเสียหายหลังเกิดการชน (the post-collision braking system) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ถึงเวลาลองของแรง

แม้ว่ากิจกรรมนี้จะไม่ใด้จัดขึ้นในสนามทดสอบรถยนต์ แต่การประยุกต์ใช้พื้นที่ของลานอเนกประสงค์ในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ก็สามารถทำให้ THE NEW PORSCHE 911 CARRERA ปลดปล่อยสัญชาตญาณของความเป็นรถสปอร์ตได้อย่างไม่มีข้อกังขา รูปแบบของการทดสอบในสถานการณ์ต่างๆถูกจำลองมาไว้บริเวณลานกว้างที่มีระยะทางตรงซึ่งทำความเร็วได้กว่า 120 กม.ชม. รูปแบบเส้นทางถ่ายทอดการควบคุมรถได้ไม่ต่างกับสถานการณ์จริงที่พบเจอในสนามแข่ง

ก่อนทำการทดสอบ INSTRUCTOR ผู้ฝึกสอนชี้แจงระบบต่างๆของรถคันนี้อย่างคร่าวๆก่อนที่จะพาไปสัญจรบนเส้นทางจริง รวมถึงรูปแบบการขับขี่ที่ถูกต้อง พร้อมขับให้สื่อมวลชนได้ทำความคุ้นเคยกับรถทั้งหมด 2 รอบสนาม

เมื่อเข้าใจรูปแบบและวิธีการทดสอบก็ถึงเวลาได้ลองของจริงไปกับรถสปอร์ตคูเป้ในตำนาน ก่อนอื่นที่ผมประทับใจมากก็คือเบาะนั่งแบบบักเก็ตซีท งานแฮนด์เมดซึ่งทำออกมาได้เนี๊ยบราวกับใช้เครื่องจักร ก่อนลองขับต้องทำความเข้าใจกับสวิทช์ควบคุมระบบต่างๆภายในห้องโดยสารว่าปุ่มไหนสำหรับใช้งานอะไร ทีเด็ดของความมันอยู่ที่สวิทช์ควบคุมเสียงจากท่อไอเสีย สามารถปรับการใช้งานได้ทั้งเสียงเบาแบบรถสแตนดาร์ด และซุ้มเสียงโหดดิบราวกับรถแข่ง รวมถึงแอบซ่าได้กับสวิทช์ควบคุมสปอยเลอร์หลังที่สั่งการได้แบบออโตเมติค ซึ่งจะดีดตัวออกจากด้านหลังเพื่อกดท้ายรถให้นิ่งตามหลักอากาศพลศาสตร์ หรือจะเปิดค้างไว้ตลอดเพื่อเพิ่มเติมในความสปอร์ตให้ตัวรถดูดุดัน

เริ่มขับอยากจริงจังคนละ 2 รอบสนาม จะมีใครบ้างที่จัดเต็มตั้งแต่ในรอบแรกที่ทำการทดสอบ ผมตอบได้เลยว่าคงไม่มี ซึ่งผมเองก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน รูปแบบของสนามจากจุดสตาร์ทเป็นทางตรง มีจุดสกัดแบบสลับเลนก่อนจะไปยังจุดเบรคที่มีระยะค่อนข้างสั้น จากนั้นเป็นทางโค้งกว้างๆที่พอจะเติมคันเร่งให้รถพุ่งทะยานไปยังไพล่อนที่วางขวางก่อนจะหักหลบ และต่อไปยังโค้งๆแคบๆ ซึ่งมาจบยังจุดสตาร์ทพอดีถือเป็นการทดสอบเต็มหนึ่งรอบสนาม

หลังจากขับชิวๆเพื่อสำรวจเส้นทางจากรอบแรกเพื่อให้แน่ใจว่าจุดไหนอันตราย และช่วงไหนที่จัดได้เต็ม ก็ได้เวลาจัดเต็มกับ THE NEW PORSCHE 911 CARRERA จากจุดสตาร์ทผมกระแทกคันเร่งเต็มแรง รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบที่ว่าไม่สามารถยกหลังขึ้นจากเบาะได้ การถ่ายเทน้ำหนักไปยังล้อทั้ง 4 ทำได้อย่างน่าทึ่ง ฟิลลิ่งการออกตัวไม่ผิดแปลกไปจากรถขับเคลื่อนสี่ล้อสักเท่าไหร่ ความเร็วที่ออกจากจุดสตาร์ทจนถึงช่วงสลับเลน ผมเหลือบตาไปดูเกือบๆ 150 กม./ชม. พอมาถึงช่วงนี้ต้องถอนเท้าออกจากคันเร่งมาแตะที่เบรคเบาๆเพื่อควบคุมรถผ่านไพล่อน แล้วเติมคันเร่งอีกนิดเพื่อมุ่งไปหาจุดเบรก ผลที่ได้ออกมาน่าทึ่ง เพราะการหยุดรถทำได้ในระยะทางที่สั้นมาก สั้นแบบน่าใจหาย ก่อนที่จะเติมคันเร่งเพื่อเข้าโค้งกว้าง แล้วเดินคันเร่งต่อไปยังสิ่งกีดขวางเพื่อหักหลบ พอออกจากพื้นที่บริเวณนี้ได้ ความเร็วถูกเพิ่มขึ้นอีกครั้งเพื่อไปยังโค้งรูปตัวยูแคบๆ สังเกตไปที่มาตรวัด เข็มความเร็วชี้ไปที่ประมาณ 120 กม./ขม. แล้วจึงถอนคันเร่งเพื่อเข้าโค้งแคบ และแอบฟังเสียงยางที่สัมผัสกับพื้นถนนว่าจะมีเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด อย่างที่ควรจะเป็นไหม แต่ผลลัพธ์ออกมากลับเงียบกริบ และควบคุมไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

การทดสอบในครั้งนี้ใช้เวลาสำรวจและสัมผัสสมรรถนะเพียงน้อยนิด แต่สิ่งที่ผมได้คือการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับตัวเองในการขับขี่และควบคุมความซ่าส์ของเจ้าชายกบคันล่าสุด ก่อนหน้าเคยได้ยินแต่คนพูดถึงว่า “ก่อนขับต้องไปเรียนรู้ว่า PORSCHE นั้นขับยังไง ถ้าไม่เคยขับหรือไม่คุ้นกับรถ จะทำให้ควบคุมได้อยาก” เริ่มแรกก็เกิดอาการประหม่าเล็กน้อย แต่พอได้นั่งหลังพวงมาลัยและลองขับ การปราบพยศของรถคันนี้ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่เคยได้ฟังมา และถ้าคุณคุ้นเคยเมื่อไหร่ แน่นอนว่าความสนุกสุดมัน จากการเค้นขุมพลังบอกเซอร์ขนาด 3.0 ลิตร Bi-turbo charging จะทำให้หลังคุณยกไม่ขึ้นจากเบาะนั่ง ซุ้มเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามผ่านท่อไอเสียพร้อมเสียงการจุดระเบิดแบบแบคไฟร์ในรถแข่ง แค่นี้ก็สามารถทำให้อะดีนารีนหลั่งออกอย่างท่วมท้นแล้วครับ

TESTDRIVE MAZDA CX-5 ประหยัด ขับสนุก มาพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อปลอดภัย (ภาพ+วีดีโอ)

0
ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีตัวเลขลดลงถึง 16 % เมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายในปีที่ผ่าน แต่ตลาดรถยนต์นั่งในกลุ่มเอสยูวีของค่ายซูมซูมกลับพุ่งขึ้นกว่า 30 % ทั้งนี้เป็นเพราะ MAZDA มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโปรดักส์เพื่อเข้าไปครองใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งนับวันจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดรรชนีชี้วัดนี้สังเกตง่ายๆจากยอดจำหน่ายรถยนต์ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง MAZDA กวาดยอดจำหน่ายไปได้กว่า 3,500 คัน สำหรับรถยนต์ในค่ายนี้จะมีรุ่น 2 ครองยอดขายมาเป็นอันดับหนึ่ง และสำหรับ CX-5 รถยนต์ในเซกเมนต์ SUV สะสมยอดขายอยู่ในฐานะรองแชมป์

การกลับมาใหม่ในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ของ MAZDA CX-5 ที่มาของต้นกำเนิดสุดยอดเทคโนโลยี SKYACTIVE ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจจาก MAZDA และยังได้นำเทคโนโลยีของระบบต่างๆในรถคันนี้ไปพัฒนาให้กับรถยนต์ในค่ายแทบทุกเซกเมนต์ก็ว่าได้ รูปแบบใหม่ของ SKYACTIVE SUV จะมีอะไรน่าสนใจ และการขับขี่ยังคงสนุกสนานตามคอนเซปต์ที่ค่ายรถซูมซูมต้องการให้เป็นมากน้อยเพียงใด www.autoworldthailand.com มีคำตอบให้ทุกท่านนำไปพิจารณาครับ  

1 เดือนก่อนงานมอเตอร์โชว์ จะเริ่มขึ้น บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดตัว MAZDA CX-5 ในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ หลังจากนำรถรุ่นนี้เปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2012 ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา CX-5 ได้การันตีด้วยรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ รถยนต์ยอดเยี่ยมของประเทศญี่ปุ่น “Japan Car of The Year” ประจำปี 2555 – 2556, ได้รับคะแนนความปลอดภัยสูงสุดของโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ-บอดี้ “Top Safety Pick” จากสถาบันเพื่อความปลอดภัยบนถนนหลวงของประเทศสหรัฐอมริกา Insurance Institute for Highway Safety (IIHS)ในปี 2015 และรางวัลทางด้านความปลอดภัยผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาว จากยุโรป หรือ Euro NCAP จวบจนถึงเวลาปรับโฉมในรูปแบบ Minor Change ซึ่งเป็นไปตามแนวคิด “Achievement in Control ทุกความสำเร็จ…คุณควบคุมได้”มาดูกันก่อนครับว่าการเปลี่ยนแปลงของ SKYACTIVE SUV ใน MAZDA CX-5 มีอะไรบ้าง เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอกด้วยชุดกระจังหน้าแบบใหม่ในลุคของความเป็นพรีเมียมมากกว่ารุ่นเดิม เติมเต็มความสปอร์ตด้วยไฟหน้า Adaptive LED Headlamp และไฟ DAYTIME RUNNING LAMP ดีไซน์ใหม่ พร้อมติดตั้งระบบอัจฉริยะปรับองศาอัตโนมัติอย่างอิสระซ้าย-ขวา ตามสภาพการขับขี่บนถนน ให้ความปลอดภัยที่เหนือระดับ นอกจากนี้ยังมีไฟตัดหมอก และไฟท้าย LED แบบใหม่

ห้องโดยสารปรับแต่งเพิ่มเติมในส่วนของ แผงคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และแผงประตู เน้นการใช้สีเงินวาว และสีเงินซาตินโครม รวมถึงวัสดุหุ้มพวงมาลัย แผงหน้าปัดเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ออกแบบโดยเน้นหลักการทำงานตามธรรมชาติสรีระของการเคลื่อนไหวของมนุษย์ จัดวางอุปกรณ์ทุกชิ้น ให้อยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน

เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าพร้อมบันทึกความจำ 2 ตำแหน่ง ในส่วนของเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้าได้ด้วยเช่นกัน ระบบเชื่อมต่อMZD Connect รองรับระบบนำทางและ DVD ส่งภาพผ่านหน้าจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบเสียงระดับไฮเอนด์จาก BOSE ด้วยลำโพง 9 ตำแหน่ง คอนโซลกลางติดตั้งระบบเบรกมือไฟฟ้า ELECTRICAL PARKING BREKE (EPB) ใช้งานง่าย พร้อมสวิตช์ DRIVE SELECTION ที่ผู้ขับขี่สามารถปรับเลือกโหมดขับขี่ในโหมดสปอร์ตเพื่อสนองต่อสมรรถนะเมื่อต้องการเร่งแซง

MAZDA CX-5 คันที่ได้ทำการทดสอบมากับขุมพลังสกายแอคทีฟคลีนดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร แบบแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVL (Variable Vavle Lift) และระบบเทอร์โบชาร์จแบบ 2 ชั้น สมรรถนะจากเครื่องยนต์บลอคนี้ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ที่ 4,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโยมัติสกายแอคทีฟ 6 จังหวะซึ่งรวมข้อดี ของเกียร์ทุกระบบเข้าไว้ด้วยกันโดยมีจุดเด่นในด้านการตอบสนองแม่นยำไม่ต่างไปจากเกียร์ธรรมดา

ระบบความปลอดภัยจัดเต็มกับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่เหนือชั้นด้วย i-ACTIVSENSE ครบครัน ทั้งแบบเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) และความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety ประกอบด้วยทั้งหมด 8 ระบบ ได้แก่

ALH (Adaptive LED Headlamps) ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะช่วยปรับการทำงานของไฟสูง-ต่ำ แยกกันอย่างอิสระทั้งซ้าย-ขวาให้เหมาะสมกับระยะห่าง และตำแหน่งของรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ

LDWS (Lane Departure Warning System) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน โดยจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อรถอาจเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ อันเกิดจากความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

LAS (Lane-keep Assist System) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ช่วยคนขับในการควบคุมรถเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง

SCBS (Smart City Brake Support) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะด้านหน้าเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ

SBCS-R (Smart City Brake Support-Reverse) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะขณะขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ

DAA (Driver Attention Alert) ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ระบบจะช่วยส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากความเหนื่อยล้าของผู้ขับ

ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลนช่วยให้ผู้ขับปลอดภัยขณะเปลี่ยนเลนโดยระบบจะส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบรถในเลนด้านข้างที่กำลังแซงขึ้นมาจากทางด้านหลังและอยู่ในจุดที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น

RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลังระบบจะส่งสัญญาณเตือนขณะขับรถถอยหลัง หากตรวจพบความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุกับรถที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาทางด้านหลัง

นอกจากนี้ยังมี ABS ทั้ง 4 ล้อ พร้อม EBD ที่ช่วยกระจายแรงเบรก, ถุงลงนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย, DSC (Dynamic Stability Control ช่วยควบคุมเสถียรภาพ และการทรงตัวของรถ, HLA (Hill Launch Assist ช่วยในการออกตัวรถขณะอยู่บนทางลาดชัน และ TCS (Traction Control System ช่วยป้องกันรถเลื่อนไถล

ได้เวลาลองของใหม่กับ MAZDA CX-5

การทดสอบในครั้งนี้ มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดให้สื่อมวลชนได้สัมผัสกับ SKYACTIVE SUV บนเส้นทางกรุงเทพ-จันทบุรี รวมระยะทางไป-กลับ ร่วม 600 กม. จากโรงแรมมิราเคิลแกรนด์ บนถนนวิภาวดีรังสิต ผ่านถนนรามอินทรา ตัดเข้ามอเตอร์เวย์ พร้อมกันลัดเลาะเลียบริมทะเลบริเวณถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ แล้วจึงต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่หาดเจ้าหลาว จังหวัดจันทบุรี

ห้องโดยสารเงียบ

เก็บเสียงดี อุปกรณ์ใช้งานสะดวก

สิ่งแรกที่รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงและสื่อมวลชนจากทุกสำนักต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารเป็นเรื่องที่โดดเด่น ซึ่งมอบสุนทรียแห่งการขับขี่ได้ตรงประเด็น ปรับปรุงในส่วนของการเก็บเสียงที่ลดลงจากเดิมถึง 13 % หรือ 1.2 เดซิเบล จากการที่ใช้วัสดุซับเสียงคุณภาพสุงและเพิ่มความหนาของกระจกประตูหลังมากกว่ารุ่นเดิม 0.4 มม. จนทำให้เสียงภายนอกที่เร็ดรอดเข้ามามีน้อยมาก รวมถึงเสียงจากเครื่องยนต์ดีเซลที่ต้องยอมรับว่าดังกว่าเครื่องยนต์เบนซินไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ผลิตมาค่ายไหนก็ตาม แต่วิศวกรจากค่ายซูมซูมได้ใส่ใจในรายละเอียด จนทำให้ลืมไปว่ารถที่ได้ทำการทดสอบนั้นเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ขณะเดียวกันอุปกรณ์ต่างๆที่อยู่ภายในห้องโดยสารถูกจัดวางให้ใช้งานง่ายไม่ต้องละสายตาไปจากถนนมากมายนัก

SKYACTIVE-D

เครื่องยนต์ขับสนุก ช่วงล่างนุ่มหนึบ

สมรรถนะของเครื่องยนต์ SKYACTIVE-D ซึ่งมาพร้อมวาล์วแปรผันที่ไปเลือกคบกับระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ ในความจุขนาด 2,191 ซีซี ให้กำลังสูงสุดถึง 175 แรงม้าที่ 4,500 รอบ  และแรงบิด 420 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ พาน้ำหนัก 1,673 กก. ของ CX-5 ซึ่งรวมกับน้ำหนักบรรทุกของผู้โดยสารทั้ง 3 ท่านกว่า 300 กก. รวมทั้งสิ้นเกือบๆ 2 ตัน ไปได้อย่างสบายๆแถมยังประหยัดเชื้อเพลิงอยู่ในขั้นว่าดีเยี่ยม โดยอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 14-18 กม.ลิตร ในระหว่างช่วงการทดสอบที่ย่านความเร็ว 120 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์เฉลี่ยที่ 2,200-2,400 รอบ โดยกำลังจากเครื่องยนต์ถูกส่งผ่านไปยังเกียร์อัตโนมัติ SKYACTIVE-DRIVE แบบ 6 จังหวะ ที่ปรับเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล ทั้งยังเลือกสนุกได้กับระบบ บวก/ลบ ที่คันเกียร์  ระบบรองรับแบบ SKYACTIVE-CHASSIS ออกแบบมาได้นุ่มหนึบ ส่งผลให้ความตึงเครียดในขณะขับขี่ลดลง และเพิ่มเติมมาด้วยความสนุก ขับสบาย สะท้อนถึงที่มาในสไตล์ซูมซูมได้เป็นอย่างดี

   i-ACTIVSENSE

ขีดสุดของเทคโนโลยีอัจฉริยะ

ช่วงของการสัมผัสกับ i-ACTIVSENSE ทั้ง 8 ฟังค์ชั่นซึ่งต้องบอกไว้ว่าทำได้อย่างไม่ยาก ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ Smart City Brake Support สร้างขึ้นเพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการชนด้านหน้าเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ทำงานที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. และ ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง  Smart City Brake Support-Reverse ป้องกันอุบัติเหตุจากการชนปะทะขณะขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ เซนเซอร์จะสั่งการให้รถหยุดเมื่อมีวัตถุเคลื่อนที่เข้ามายังระยะทำการที่เซนเซอร์ตรวจจับได้

สำหรับระบบที่สัมผัสโดยตรงในขณะขับขี่ซึ่งถือว่าเป็นการยกระดับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอย่าง  ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน Lane Departure Warning System ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนทำงานร่วมกับ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane-keep Assist System ซึ่งระบบจะประมวลผลและควบคุมพวงมาลัยกลับมาในช่องทางที่เหมาะสมช่วยคนขับในการควบคุมรถเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเป็นความชาญฉลาดของสมองกลร่วมกับเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ติดตั้งบริเวณกระจกหน้า

ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Driver Attention Alert ระบบจะช่วงส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากความเหนื่อยล้าของผู้ขับ

ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM Advanced Blind Spot Monitoring ระบบนี้ใช้เรดาร์ตรวจจับ หากตรวจพบรถยนต์กำลังแซงขึ้นมาจากทางด้านหลังและอยู่ในจุดที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น จะทำการเตือนเมื่อโดยส่งสัญญาณเตือนไปที่กระจกมองข้าง

และระบบที่ขอพูดถึงเป็นสิ่งสุดท้ายคือ ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ Adaptive LED Headlamps เป็นเทคโนโลยีล่าสุดทำหน้าปรับการทำงานของไฟสูง-ต่ำ แยกกันอย่างอิสระทั้งซ้าย-ขวาให้เหมาะสมกับระยะห่าง และตำแหน่งของรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ และช่วยไม่ให้การทำงานของไฟสูงไปรบกวนรถคันอื่น และเมื่อใช้ความเร็วสูง มอเตอร์ของระบบจะปรับลำแสง ช่วยให้การมองเห็นทำได้ไกลกว่าเดิม รวมถึงสังเกตุสิ่งกีดขวางได้อย่างไม่ลำบาก

MAZDA CX-5

SKYACTIVE SUV เทคโนโลยีเหนือระดับ ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

มาถึงบทสรุปภาพรวมของ MAZDA CX-5 ในเรื่องของรูปลักษณ์ดูแล้วอาจจะใกล้เคียงกับรุ่นเดิม ที่โดดเด่นจะเป็นเรื่องของชุดไฟ LED ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่รอบคัน ห้องโดยสารมีทีเด็ดในส่วนของการเก็บเสียงซึ่งเป็นการปรับปรุงในส่วนของสุนทรียภาพในการขับขี่ ระบบต่างๆที่มีให้มาเรียกได้ว่าจัดเต็มและเป็นการติดตั้งด้วยเทคโนโลยีระดับสูง ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้และผู้โดยสารที่อยู่ในรถ ยังเป็นการทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้รับความปลอดภัย ส่วนเรื่องของอัตราเร่งและสมรรถนะการยึดเกาะประเด็นนี้หายห่วง เพราะเท่าที่สื่อมวลชนทุกคนที่ได้ทำการทดสอบ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า”ขับสนุกและควบคุมง่าย”


ทดลองขับ SUZUKI ERTIGA เอมพีวี 7 ที่นั่ง ทางเลือกใหม่ เพื่อคนที่คุณรัก

0
ทดลองขับ SUZUKI ERTIGA
เอมพีวี 7 ที่นั่ง ทางเลือกใหม่ เพื่อคนที่คุณรัก

ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ถือโอกาสเปิดตัวควบคู่ไปกับการทดสอบ สำหรับ SUZUKI ERTIGA รถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง นำเข้าทั้งคันจากประเทศอินโดนีเซีย โดดเด่นด้วยการปรับโฉมใหม่เพื่อให้มีรูปลักษณ์ที่เข้มขึ้นในสไตล์สปอร์ต พร้อมรีดน้ำหนักลงกว่าเดิมถึง 70 กิโลกรัม ซึ่งเป็นผลพวงจากวิวัฒนาการของการผลิต เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3 เพื่อความสะดวกสบายในขณะเดินทางตามคอนเซปต์ “ทางที่คุณเลือก เพื่อคนที่คุณรัก”

หลังจากกวาดยอดจำหน่ายรวมกว่า 21,000 คัน ในปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตกว่าปีก่อนถึง 5.5 % โดยมีรถธงอยู่ในเซกเมนต์ของอีโค่คาร์ ทั้งรุ่น Swift, Ciaz, และ Celerio แต่สำหรับ Ertiga เป็นรถเพียงรุ่นเดียวที่อยู่ในเซกเมนต์ของรถเอนกประสงค์ และจากการที่ตลาดรถเอนกประสงค์ภายในประเทศเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็นผลให้ค่ายรถยนต์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญซึ่งซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทยก็พร้อมที่จะชักธงรบกับค่ายคู่แข่งด้วยการนำเสนอโปรดักส์ใหม่และขยายศูนย์บริการ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 110 แห่งจากเดิมซึ่งมีเพียง 99 แห่งทั่วประเทศ โดยจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปีนี้

ผมขอเล่าความถึงที่มาที่ไปของรถคันนี้ก่อนที่จะเข้าสู่การทดสอบแล้วกันครับ Ertiga เป็นรถมินิ เอมพีวีที่ใช้แพลมฟอร์มเดียวกันกับ Swift แต่ด้วยวิวัฒนาการของการผลิตจากแดนอิเหนา ทำให้ Ertiga โมเดลล่าสุดออกมาสู่สาธารณชนในรูปแบบของรถ 7 ที่นั่ง ซึ่งมีน้ำหนักตัวเบาลงกว่ารุ่นเดิมถึง 70 กก. ทั้งยังได้รับการปรับโฉมให้ดูโฉบเฉี่ยว โดยแบ่งรุ่นย่อยออกเป็น 2 รุ่น ในชื่อ DREZA และ GL ซึ่งมีความแตกต่างในด้านรูปลักษณ์อย่างชัดเจนความแตกต่างในขนาดมิติของ Ertigaใหม่อยู่ที่ความยาวของตัวรถ รุ่น GL มีความยาว 4,265 มม. และ รุ่น Dreza จะยาวกว่า 60 มม.ซึ่งเป็นความยาวที่เพิ่มมาจาก Roof end Spoiler รูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในรุ่น Dreza สัมผัสได้ตั้งแต่แรกเห็น โดยทีมผู้ออกแบบปรับเปลี่ยนแผงหน้าใหม่ยกชุด ตั้งแต่โคมไฟ หน้ากระจัง และกันชน รวมถึงสเกริต์ข้างและสปอยเลอร์ สลัดภาพเดิมๆในรุ่นที่แล้วออกไปอย่างสิ้นเชิง จะเหลือเค้าโคลงของรุ่นก่อนเพียงแค่ชิ้นส่วนไฟท้าย แต่ก็ได้เติมแต่งด้วยแผงทับทิมและตราสัญลักษณ์แถบโครเมียม ส่วนในรุ่น GL อาจจะออกแบบดูเรียบง่ายไปสักนิดและยังมีหลายๆส่วนที่คล้ายคลึงกับรุ่นเดิม จุดที่ปรับแต่งได้ชัดเจนที่สุดคือไฟหน้าและกันชนที่ฝังไฟตัดหมอกมีความใหญ่ขึ้น อีกหนึ่งจุดที่ต่างกันคือล้ออัลลอย ในรุ่น DREZA ออกแนวสปอร์ต ส่วนรุ่น GL เป็นลาย 5 ก้าน ซึ่งทั้ง 2 รุ่นเลือกใช้ล้อขนาดเดียวกันและหุ้มด้วยยาง 185/65 R15

ห้องโดยสารเป็นแบบ 7 ที่นั่งทั้ง 2 รุ่น ในส่วนของ Dreza แต่งแบบทูโทนหุ้มเบาะนั่งด้วยผ้าสีเทา สำหรับ GL หุ้มผ้าสีเบจ เบาะนั่งแถวที่ 2 เลื่อนปรับเลื่อนหน้า-หลังได้กว้างกว่ารุ่นเดิม พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศให้กับผู้โดยสารบริเวณแถว 2 และ 3 ชุดคอนโซลและแผงมาตรวัดยังคงรูปแบบของรุ่นก่อนไว้อย่างลงตัว จะมีที่ได้รับการตกแต่งเพิ่มก็เพียงลายไม้ที่แผงข้างและขอบล่างชายคอนโซลในรุ่น Dreza ส่วนอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบายยังอยู่ครบ อาทิ ระบบเครื่องเสียงแบบ 2 DIN พร้อมเครื่องเล่นวิทยุ ซีดี รวมถึงกุญแจรีโมท และกระจกไฟฟ้า

Ertiga ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรหัส K14B แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 1,373 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 92 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 จังหวะ รองรับการขับขี่ด้วยช่วงล่างหน้าระบบแม็กเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง ส่วนด้านหลังเป็นระบบทอร์ชั่นบีม ทำงานร่วมกับคอยล์สปริงเช่นกัน รวมถึงติดตั้งระบบความปลอดภัย อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล๊อค ABS และ กระจายแรงเบรค EBD มารพ้อมเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง และสัญญาณเตือนขณะถอยหลังในรถทั้ง 2 รุ่น

มาถึงช่วงของการทดลองขับ เส้นทางในครั้งนี้เริ่มจากอ.เมือง จ.พิษณุโลก ผ่านอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย แล้วจึงกลับเข้ามายังจ.พิษณุโลก รวมระยะทางกว่า 300 กม. ถึงแม้ Ertiga จะเป็นการปรับปรุงแบบไมเนอร์เชนจ์ ที่เปลี่ยนลุดส์รูปลักษณ์ภายนอกและตกแต่งภายในใหม่ โดยใช้เครื่องยนต์และระบบช่วงล่างเดิม แต่ความโดดเด่นจากวิวัฒนาการด้านการผลิตที่ทำให้ตัวรถมีนน.เบาลง 70 กก. จุดนี้ส่งผลให้การควบคุมทำได้คล่องตัวยิ่งขึ้นทั้งที่เป็นรถแบบรูปทรงกล่องซึ่งอาจจะมีปัญหาต่อการต้านลมก็ตามที พวงมาลัยออกแบบมาให้เบาแรง แต่ได้มาซึ่งการควบคุมที่กระชับ ฉับไว ส่งผลให้ขับขี่ไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ในด้านของสมรรถนะเครื่องยนต์รหัส K 14 B ซึ่งให้กำลังสูงสุดเพียง 92 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ส่วนตัวผมชอบมากกว่า CVT ที่อยู่ใน Swift เสียอีก เพราะไม่ต้องเค้นรอบให้สูง แรงบิดถูกส่งออกตามรอบเครื่องยนต์ที่ต้องการ ช่วงทางตรงยาว ความเร็วสามารถทำได้ 160 กม./ชม. อย่างสบายๆ นอกจากนี้ทางค่ายผู้ผลิตได้เคลมตัวเลขความประหยัดไว้ที่ 15.4 กม./ลิตร มากกว่ารุ่นเดิมที่ทำได้เพียง 14.9 กม./ลิตร

สิ่งที่โดดเด่นซึ่งจะไม่พูดถึงไม่ได้นั่นคือความกว้างขวางของห้องโดยสาร เบาะนั่งแถวหน้าคงไม่ต้องพูดถึง เพราะปรับระดับได้ตามสรีระ ไฮไลท์คือ แถวที่ 2 หากวัดจากคนนั่งที่มีส่วนสูงกว่า 180 ซม. ยังไงก็ไม่อึดอัด ทั้งยังเลื่อนเข้า-ออกโดยคันโยกใต้เบาะที่แทบไม่ต้องออกแรงดึง พนักพิงสามารถปรันเอนนอนได้สบาย เพราะผมเองก็หลับคาเบาะไปได้เกือบ 1 ตื่น เบาะนั่งแถวที่ 3 สำหรับเด็ก และสตรี อาจจะไม่ใช่ปัญหาของส่วนนี้ แต่ในกรณีนี้ถ้าเป็นบุรุษเพศ ร่างกายกำยำ อาจจะดูอึดอัดไปสักนิด ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะนั่งไม่ได้เลย และไม่ต้องกังวลเรื่องศรีษะจะติดเพดาน เพราะ Ertifga ได้รับการออกแบบให้ภายในดูสูงโปร่ง อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้คือช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารทั้ง 2 แถว ซึ่งเป็นการส่งต่อความเย็นจากด้านหน้าโดยเพิ่มโบว์เออร์อีก 1 ชุด บริเวณเพดาน รถที่ทำการทดสอบในครั้งนี้ไร้ซึ่งฟิลม์กรองแสง หนำซ้ำอากาศภายนอกตัวรถยังแจ้งมาที่แผงมาตรวัดอยู่ที่ 34 องศา แต่ลมเย็นๆก็ช่วยทำให้เกิดสุนทรีย์แห่งการขับขี่ ไม่ต้องทนร้อนกับการกระจายความเย็นที่ไม่ทั่วถึงจากมิติห้องโดยสารที่มีความใหญ่โตและกว้างขวางนั่นเอง

BMW xDrive Xperience 2016 ลองขับรถหรูให้รู้ว่าลุยได้

0
หลายท่านที่เป็นเจ้าของและกำลังให้ความสนใจเป็นเจ้าของรถเอนกประสงค์หรูจากค่ายบีเอมดับเบิลยู เรื่องนี้จะตอบโจทย์ให้ท่านได้รู้ถึงอรรถประโยชน์จากรถค่ายใบพัดฟ้า-ขาว ครบทุกรุ่น ซึ่งประกอบไปด้วย X1, X3, X4, X5 และ X6 ที่นำมาให้สื่อมวลชนได้ทดลองลุยบนเส้นทางสมบุกสมบัน

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จัดกิจกรรม BMW xDrive Xperience 2016 เพื่อเป็นการตอกยุถึงประสิทธิภาพของรถยนต์เอนกประสงค์สไตล์สปอร์ตหรือ SAV-Sport Activity Vehicle  โดยรถยนต์ตระกูล X ทุกรุ่นได้แก่ X1, X3, X4, X5 และ X6 มาทำการทดลองระบบขับเคลื่อนโดยจำลองเส้นทางในรูปแบบออฟโรดที่สมบุกสมบันเพื่อพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ว่า”รถหรูก็ลุยได้” ซึ่งจัดขึ้นที่สนามไทย โปโล แอนด์ อีเควสเทรียน คลับ พัทยา จ.ชลบุรี

ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องการทดสอบ พระเอกในงานนี้มี รถถึง 2 รุ่น ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน นั่นคือ BMW X1 sDrive 18d xLine และ X5 Xdrive40E มาให้ได้ทดลองขับด้วยเช่นกัน แต่เป็นการขับในระยะสั้นซึ่งยังไม่สามารถคาดหวังถึงผลการทดสอบได้ อนาคตอีกไม่นาน เรานำรถทั้ง 2 รุ่นนี้มาทำการทดสอบและจะรีวิวให้ทุกท่านได้ชมอีกครั้ง

อุ่นเครื่องกับระบบ xDrive

มาทำความรู้จักกับระบบขับเคลื่อนที่ติดตั้งในรถของค่ายใบพัดว่ามีรูปแบบการทำงานอย่างไร  สำหรับ xDrive เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา การขับขี่บนถนนปกติ ระบบจะกระจายกำลังไปที่ล้อหน้าและล้อหลังตามอัตราส่วน  40:60 และแปรผันตามสภาพเส้นทางและลักษณะการขับขี่  บางสถานการณ์ระบบจะส่งกำลังทั้งหมดไปยังล้อหน้าหรือหลัง เพื่อให้การยึดเกาะทำได้เต็มประสิทธิภาพ อาทิ การออกตัวบนทางลาดชัน หรือสภาพเส้นทางที่ลื่น  แต่ในขณะที่ใช้ความเร็วต่ำหรือขับขี่ตามสภาพการใช้งานปกติ  xDrive จะปรับเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบของการส่งกำลังเพื่อให้รถมีความคล่องตัว

ความอัจฉริยะของ xDrive ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องของการควบคุมรถไปตามทิศทางที่ต้องการ หากระบบตรวจพบว่ารถกำลังจะเกิดอาการ หน้าดื้อหรือ Understeer สมองกลจะปรับลดกำลังที่ส่งไปยังล้อหน้าโดยอัตโนมัติ ในกรณีท้ายปัดหรือ Oversteer กำลังที่ส่งไปยังล้อคู่หลังจะถูกทอนและเพิ่มกำลังไปที่ล้อหน้า โดยที่ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นที่จะต้องแก้อาการดังกล่าว  ส่วนการขับบนทางคดเคี้ยวหรือใช้ความเร็วสูง ระบบจะถ่ายทอดกำลังทั้งหมดของเครื่องยนต์ลงสู่พื้นถนน โดยไม่สูญเสียไปกับการลื่นไถลและ ทำงานร่วมกับระบบ Dynamic Stability Control (DSC) โดยใช้เซนเซอร์ประมวลผลและตรวจสอบความเร็วในการหมุนของแต่ละล้อ ถ้าหากตรวจพบว่าถ้าล้อฝั่งใดหมุนเร็วผิดปกติ ระบบจะสั่งการให้ลดความเร็วและหยุดรถอัตโนมัติเพื่อลดอาการลื่นไถล

ลองของจริงบนสภาพทางจำลอง

หลังจากเรียนรู้ข้อมูลคร่าวๆจากวิทยากรก็ถึงเวลาที่จะลองของจริง โดยเป็นการทดลองขับในสถานีย่อยๆ ประกอบด้วยพื้นลื่น เป็นพื้นที่ทาน้ำมันพืช เมื่อเร่งออกตัวระบบจะทำงาน ช่วยให้ควบคุมทิศทางได้ และเนินสลับ เมื่อล้อใดล้อหนึ่งลอยขึ้น ระบบจะตัดการส่งกำลังไปยังล้อนั้น แล้วส่งกำลังไปยังล้อฝั่งตรงข้าม เพื่อให้มีแรงขับเคลื่อนต่อไปได้

เนินเอียงมีลุ้น

หลังจากวอร์มอัพในสถานีเล็กๆที่จัดไว้ ต่อมาคือการขับผ่านเนินเอียง ก่อนทดลองขับ ทริคเล็กๆจากอินสตัคเตอร์ได้แนะนำว่ารักษาความเร็วให้ต่อเนื่อง ระบบ xDriveจะทำงานจนสุดทางเส้นทางที่เซนเซอร์ตรวจจับเจอความลาดเอียงของเส้นทาง สำหรับการจำลองพื้นที่ลาดเอียงเพื่อใช้ในการทดสอบนั้น อยู่ที่ประมาณ 25-30 องศาเลยทีเดียว แต่ระบบก็นำพาให้ผ่านพ้นอย่างปลอดภัย

รวมสถานการณ์โหดไว้บนภูเขา

ถึงเวลาลองของจริงหลังจากเริ่มการขับขี่แบบเบสิคที่ผ่านๆมา สถานีภูเขามีการสร้างสถานการ์จริงให้ก้าวผ่านและนำพารถไปยังจุดหมายปลายทางได้ ที่นี่ X3 และ X5 รุ่นละ 2 คัน พร้อมผู้ฝึกสอนนั่งขนาบข้างตามไปสอนอย่างใกล้ชิด X5 ที่ผมนำมาใช้งานบนสถานการณ์ที่จำลองไว้เพื่อย่อยอาหารโดยแท้ เริ่มจากการปีนขอนไม้ทรงกลมที่มีขนาดพอดีกับล้อ รถไปได้สบายๆแต่คนที่อยู่ในรถกกับหัวสั่นหัวคลอนกันเลยทีเดียว  เพิ่มความยากอีกนิดกับสถานีปีนขอนไม้ที่วางสลับฟันปลาแถมมีการทาน้ำมันพืช ไม่มีรถคันไหนที่จะผ่านสบายๆโดยไม่แฉลบออกนอกเส้นทาง X 5 ก็เช่นกัน  แต่เหมือนการควบคุมพวงมาลัยทำได้ง่ายดาย จึงทำให้รถกลับเข้ามายังทิศทางที่ต้องการได้รวดเร็วและแม่นยำ ต่อด้วยการลุยน้ำ ผมจินตนาการไปว่าถ้าดินอุ้มน้ำจนเละเป็นโคลน ระยะทางประมาณ 50 ม.ต่อให้ออฟโรดคันใหญ่ยักษ์ก็ผ่านลำบาก น้ำระดับความลึกเกือบท่วมล้อจะโหดเกินไปสำหรับรถหรูคันนี้ แตในฝจคิดว่านี่คือรถทดลองขับ ในเมื่อเค้านำมาให้ลองก็ต้องลอง กระโจนลงบ่อพร้อมเลี้ยงรอบความเร็วไว้ประมาณ 2000-2500 รอบ แล้วก็ผ่านไปจนได้ พักท้องไส้ไปกับการลุยน้ำ ก็มาถึงเส้นทสงแห่งการย่อยอาหารต่อ นั่นคือ การขับลงทางลาดชันที่มีสภาพเส้นทางเป็นหิน ในขณะนี้ช่วงล่างทั้งระบบทำงานหนักมากลองช่วยมันสักนิดด้วยการขับแบบ 2 เท้าค่อยๆหยอดผ่านหินแหลมคมจนพ้นทาง

Hill Descent Control  เป็นระบบที่ต้องยกให้เป็นพระเอกเพราะสามารถปรับความเร็วในการไหลลงทางลาดชันได้ง่ายๆมีสวิตช์เปิด-ปิดระบบที่ข้างคันเกียร์ พร้อมปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย ระบบจะทำงานเมื่อปล่อยคันเร่งลงทางลาดชัน และจะช่วยเบรกหน่วงความเร็วให้โดยอัตโนมัติ โดยมีไฟสัญลักษณ์ขึ้นโชว์ที่ชุดแดชบอร์ด นอกจากการขับลงเนิน ระบบนี้ทำงานรไปถึงการขึ้นเนินชัน เบรกให้รถหยุดนิ่ง ยกเท้าออกจากแป้นเบรก ระบบจะคงแรงดันน้ำมันเบรกต่อเนื่องให้อีก 3 วินาที เพื่อให้มีเวลายกเท้าจากเบรกไปกดคันเร่ง ช่วยให้รถไม่ไหลถอยหลังขณะออกตัว

ทรายนุ่มก็ตะกุยไปได้

เสร็จสิ้นจากการลุยป่าฝ่าดง การขับบนพื้นทรายเป็นด่านสุดท้ายของวัน ด้วยสภาพพื้นผิวที่มีทรายหนาปกคลุม  ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ กลับมาใช้งานอีกครั้ง วอร์มเบาๆด้วยการขับอ้อมไพลอนบนเส้นทางเลข 8 ครูฝึกบอกสถานีนี้เป็นหน้าที่ของ X3 เริ่มต้นด้วยการขับช้าๆ วนออกจากไพลอนแล้วเติมคันเร่งเต็มที่จนท้ายรถเริ่มขวาง หรือที่เรียกว่า Power Slide การควบคุมรถบนพื้นทรายง่ายกว่าที่คิด ระบบ xDrive ทำงานราบลื่น การหมุนพวงมาลัยเป็นธรรมชาติไม่มีการฝืน ยิ่งขับยิ่งสนุก

ปิดท้ายกับGYMKANA สุดมัน

ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการขับในรูปแบบ Gymkhana บนผืนทราย  เส้นทางอาจจะซับซ้อนเล็กน้อย เพิ่มจากการอ้อมไพลอนเป็นเลข 8 ให้มีทั้งการขับแบบสลาลอมและหมุนวนไพลอนแบบวงกลม เพียงแค่จำเส้นทางได้ ก็ทำเวลาออกมาได้ดี ผมเริ่มสนุกกับการแก้อาการโอเวอร์เสตียร์ จนลืมดูเวลาที่ต้องทำให้ได้เร็วกว่า เพื่อนสื่อที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ผลสรุปเวลารวม ห่างจากผู้ชนะเกือบ 2 วินาที แห้วรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านจนได้

สำหรับ BMW xDrive Xperience 2016 ถือเป็นกิจกรรมที่สนุก แถมยังได้ลองระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะในรถหรูที่ทำให้คลายข้อข้องใจและไม่เคยมีโอกาสได้ทดสอบในรูปแบบการลุยกับรถจากค่ายบีเอมดับเบิลยู โอกาสหน้าผมอาจจะนำรถทดสอบมาลองลุยใหม่ให้รู้ซึ้งถึงขีดจำกัดว่า รถหรูก็สามารถลุยได้ไม่อายรถเอสยูวีจากจากค่ายอื่นๆ

 

NEW HONDA CIVIC กับสัมผัสแรกในประเทศไทย หล่อ เร็ว แรง มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 DUAL VTC TURBO

0
NEW HONDA CIVIC กับสัมผัสแรกในประเทศไทย
หล่อ เร็ว แรง มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 DUAL VTC TURBO

กระแสดังที่หลายท่านคงจะพอทราบถึงเรื่องราวความเป็นมาของซีดานรุ่นเรือธงจากค่ายฮอนด้า ซึ่งอีกไม่นานจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพื่อให้แฟนๆได้ยลโฉมและจับจองเป็นเจ้าของ ใช่แล้วครับ…สิ่งที่ผมกำลังจะนำเสนอ นั่นคือ NEW HONDA CIVIC ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์1.5 VTC TURBO แบบใหม่ล่าสุดภายใต้เทคโนโลยี EARTH DREAM

การท้าทายเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจนเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการรถยนต์ ซึ่งค่ายฮอนด้าได้นิยามสั้นๆให้กับรถรุ่นนี้ว่านี่คือ “พรีเมี่ยมสปอร์ตซีดาน”ที่สมบูรณ์แบบ NEW HONDA CIVIC จะได้รับการพัฒนาด้านไหน และ มีอะไรโดดเด่น คำถามนี้ผมไปหาคำตอบมาให้ทุกท่านจากสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เชิญรับชมก่อนรถจริงจะเปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้เลยครับ

HONDA CIVIC ได้ออกสู่สายพานการผลิตในเจนเนอเรชั่นแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972  ความเป็นมากว่า 43 ปี ซึ่งมีการวางจำหน่ายไปยัง 170 ประเทศ โดยใช้ฐานการผลิตจากโรงงาน 9 แห่งทั่วโลก จวบจนเข้าสู่รุ่นปัจจุบันในเจนเนอเรชั่นที่ 10 ทั้งยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการคว้า 6 รางวัล จาก 5 สถาบันชั้นนำ ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา หลังจากวางจำหน่ายเพียง 4 เดือน สิ่งที่ทำให้กวาดรางวัลมากมายในระยะเวลาไม่นานส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยี  EARTH DREAM ซึ่งได้คิดค้นมาในปี 2554 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กระทั่งวิศวกรจากค่ายฮอนด้าได้นำเทคโนโลยีนี้มาผสานรวมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร กลเม็ดเด็ดดวงยังมีเรื่องของการติดตั้งระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จ ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานทัดเทียมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร

เจาะลึกเครื่องยนต์ VTC TURBO

รหัสใหม่ของความแรงและประหยัด

ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ระบบ Variable Valve Timing And Lift Electronic Control จะสร้างชื่อให้กับฮอนด้ามาเป็นเวลานาน แต่การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งทำให้ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ถูกพัฒนามาเข้ามาเป็นตัวช่วย แถมยังมีประสิทธิภาพสูงทั้งอัตราเร่งและการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง โดยทางบริษัทผู้ผลิตเคลมไว้ว่า”ถึงแม้จะเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุเพียง 1.5 ลิตร แต่ก็สามารถเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตรได้อย่างสบายๆ โดยการทำงานของเครื่องยนต์เป็นการผสมรวม 3 เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่

ระบบหัวฉีด ไดเรคท์ อินเจคชัน และท่อไอดีแบบตรง หัวฉีดไดเรคอินเจคชันจะทำการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังกระบอกสูบโดยตรง ซึ่งเป็นการช่วยลดอุณหภูมิภายในกระบอกสูบและการไหลของไอดีแบบตรง ส่งผลให้อากาศและเชื้อเพลิงผสมกันได้อย่างรวดเร็ว การเผาไหม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องยนต์จึงทำงานได้ราบรื่นและต่อเนื่อง

ระบบการควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วแบบคู่ (Dual VTC) ของท่อไอดี และท่อไอเสีย ระบบนี้จะช่วยให้การทำงานของ Valve Timing Control (VTC) ควบคุมจังหวะการเปิด-ปิดวาล์วของท่อไอดีและท่อไอเสียสอดคล้องกัน ทำให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพแม้ในขณะรอบเครื่องยนต์ต่ำ

เทอร์โบ ชาร์จเจอร์ ระบบอัดอากาศที่ได้รับการเพิ่มเติมระบบควบคุมช่องระบายไอเสียส่วนเกินด้วยไฟฟ้าซึ่งติดตั้งใบพัดขนาดเล็กเพื่อนำพลังงานไอเสียส่วนเกินกลับมาใช้ใหม่ ทำให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

รู้ลึกถึง 3 องค์ประกอบหลักซึ่งเป็นที่มาของจุดเด่นในเครื่องยนต์เทคโนโลยีล่าสุดไปแล้ว สำหรับ NEW HONDA CIVIC ได้รับการติดตั้งขุมพลังขนาด 1.5 ลิตร VTEC TURBO ซึ่งเป็นการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีมให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาทีด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 5,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติซีวีที ซึ่งเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบเกียร์แบบมีบวก/ลบ

รูปโฉมเฉี่ยวสไตล์ท้ายลาดแบบลูกผสม

ที่มาของคำว่า “พรีเมี่ยมสปอร์ตซีดาน”

นอกจากจุดเด่นในด้านของเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ หากไม่พูดถึงความงามของรูปลักษณ์และห้องโดยสารภายในก็คงจะคาดเดากันลำบาก ภาพที่ทุกท่านเห็นคือรุ่น RS ซึ่งเป็นรุ่นท๊อพ แต่ในรุ่นสแตนดาร์ดอาจมีบางส่วนแปลกตาไป ซึ่งยังถือเป็นข้อมูลลับโดยทางผู้ผลิตยังไม่สามารถเผยได้ เอาเป็นว่าข้อมูลบางอย่างที่ผมนำมาเผยแพร่ค่อนข้างจะมั่นใจได้เลยว่าในรถรุ่นมาตรฐานจะมีอุปกรณ์พวกนี้ติดตั้งมาจากโรงงานแน่นอน

สิ่งที่ประทับใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเห็น ความสวยงามของลายเส้นที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวและใกล้เคียงกับรถในสไตล์แฮทแบคเอาเสียมากๆ ไอเดียเก๋ๆบางอย่างเช่นแก้มด้านข้างมีไฟเลี้ยวติดตั้งไว้จนบางมุมมองไปคล้ายกับ NSX รถสปอร์ตระดับตำนานของค่ายฮอนด้า ชุดกระจังหน้ารวมถึงโคมไฟค่อนข้างคล้ายคลึงกับ HR-V  รายละเอียดของวัสดุแน่นนอนว่าเป็นไปตามยุคสมัย คือการนำหลอดแอลอีดีรวมถึงโปรเจคเตอร์เลนส์มาติดตั้ง อีกหนึ่งจุดที่สะดุดตาคือกล้องเพื่อตรวจสอบมุมอับสายตาที่ติดตั้งบริเวณกระจกมองข้างด้านซ้าย ท้ายรถอาจจะดูไม่ต่างจากรุ่นเดิมสักเท่าไหร่เพราะโคมไฟท้ายที่ใกล้เคียงรุ่นเดิม แต่เพิ่มเติมดีไซน์โคมไฟที่เลยไปถึงขอบบนกระโปรง ในส่วนของรูปลักษณ์และอุปกรณ์ภายนอกรถค่อนข้างจะชัดเจนว่าที่กล่าวถึงจะติดตั้งมากับ NEW CIVIC ทุกรุ่น

ห้องโดยสารกว้างขวางใกล้เคียงกับรถยนต์ในระดับ D Segment จนทำให้นึกถึงภายในของ ACCORD หลังจากลองอัดเข้าไปเต็มอัตราโดยมีทั้งคนขับและผู้โดยสารรวม 5 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวหลังนั่งเต็มทั้ง 3 ตำแหน่งโดยเพื่อนๆนักข่าวร่างกายกำยำถึง 3 คน ต่างคอมเมนต์เป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่อึดอัด” และยังได้ทัศน์วิสัยการมองที่ดีขึ้นจากการออกแบบเบาะนั่งให้เตี้ยลง อุปกรณ์ที่โดดเด่นเริ่มจากจอ TFT บริเวณแผงแดชบอร์ดและจอทัชสรีนที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง รวมถึงยกระดับความหรูด้วยเบรคมือไฟฟ้า

“สมรรถนะเกินตัว”

นิยามนี้พูดได้ไม่ผิดเพี้ยน

สาธยายมาพอหอมปากหอมคอกับทีเด็ดใน NEW CIVIC 2016 ถึงเวลาลองของกันสักทีครับ อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่าการทดสอบในครั้งนี้ ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ใช้สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต เป็นสถานที่เปิดประสบการณ์ใหม่เพื่อให้คณะของเราได้สัมผัสเป็นครั้งแรก รถที่ได้ทำการทดสอบมีอยู่ 2 คันซึ่งเป็นรุ่นท๊อพในชื่อรุ่น“RS” และสื่อแต่ละสำนักมีโอกาสได้ลองขับคนละ 2 รอบสนาม ระยะทางรวมเกือบ 10 กม. จริงๆอาจจะดูว่าน้อยไปสักนิดสำหรับการทดสอบรถ 1 คัน แต่การขับในสนามแข่งคือการลองสมรรถนะอย่างเต็มกำลัง เค้นสมรรถนะกันสุดโต่ง แล้วยิ่งเป็นการทดสอบในสนามแข่งระดับโลกด้วยอีกต่างหาก ไม่มีทางที่จะขับแบบกินลม…ชมวิว แน่นอน

หลังจากรับฟังการบรรยายสรุปเรื่องรูปแบบการขับขี่รวมถึงจุดเด่นของสมรรถนะเครื่องยนต์ก็ถึงเวลาสำหรับการ “ลองของ” บริเวณพิทอินซึ่งใช้เป็นตำแหน่งปล่อยรถ ความเร็วจะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 60 กม./ชม.แต่พอตัดเข้าเส้นทางที่ใช้ขับจริง คันเร่งถูกกระแทกอย่างรุนแรงสร้างแรงดึงได้ดีในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ถึงกระชากจนหลังติดเบาะ ในช่วงทางตรงซึ่งเป็นจุดเด่นของสนามแห่งนี้มีความยาวกว่า 1 กม. ผมเหลือบตามาดูความเร็วซึ่งไปเตะอยู่ประมาณ 170 กม./ชม. ในขณะนั้นเหมือนจะไม่เร็วนัก เพราะทั้งสนามมีเพียง NEW HONDA CIVIC เพียงคันเดียวที่ขับอยู่บนแทรก อีกอย่างที่น่าจะทำให้เพลิดเพลินกับความเร็วนั่นคือเรื่องของการเก็บเสียงจากภายนอกรวมถึงเสียงของเครื่องยนต์ที่เร็ดรอดเข้ามาในตัวรถถือว่าซับเสียงได้ดี จากช่วงสุดทางตรงจะเป็นทางโค้ง แพดเดิลชิฟท์หลังพวงมาลัยมีบทบาทขึ้นมาทันที การเปลี่ยนเกียร์โดยใช้แพดเดิลชิฟท์เพื่อเป็นการชะลอรถโดย ENGINE BRAKE ทำได้ค่อนข้างจะนุ่มนวล บางครั้งต้องลดทีละ 2-3 ตำแหน่ง เพื่อลดความเร็วก่อนเข้าโค้งตามทฤษฏีของการขับรถในสนามแข่ง ปรุงแต่งทิศทางและกำลังเครื่องยนต์ด้วยการเบรคเป็นบางจังหวะ ก่อนจะเติมความเร็วเมื่อออกจากโค้ง ขณะที่ทิศทางได้ตามต้องการผมตัดสินใจกระแทกคันเร่งอย่างรุนแรงเพื่อสังเกตว่ารถจะเสียอาการมากน้อยเพียงใด ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าระบบช่วงล่างนั้นได้ทำการปรับเซทมาเป็นอย่างดี อาการย้วยจากการออกโค้งสัมผัสได้น้อยมาก สปริงและโช๊คอัพทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่นุ่มและไม่แข็งจนเกินไป โดยรวมถือว่าเยี่ยมยอด แต่ที่ไม่ค่อยดีนักคือหมดเวลาสำหรับการทดลองเนื่องจากหมดโควต้าที่ทีมผู้จัดได้ให้ไว้เพียงท่านละ 2 รอบเท่านั้น

การที่ผมชื่นชมถึงการปรับเซทช่วงล่างที่ปรับมานั้น มาถึงบางอ้อก็เมื่อเปิดฝากระโปรงท้ายออก เหล็กแท่งยาวๆทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างโช๊คอัพทั้งด้านซ้ายและขวา หรือรู้จักกันในชื่อ “สตรัทบาร์” เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้คลายความสงสัย และมีการยืนยันว่าติดตั้งมากับรถทุกรุ่น นอกจากนี้ความอลังการของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่มีขนาดความจุทะลุ 500 ลิตร เป็นอะไรที่ถูกซ่อนไว้ได้อย่างกลมกลืน อีกฟังค์ชั่นที่ต้องโชว์คือกุญแจอิมโมบิไลเซอร์mujติดตั้งระบบสั่งการให้เครื่องยนต์สตาร์ทและดับเครื่องได้ด้วยวิธีกดปุ่มที่กุญแจรีโมท และจะทำงานก็ต่อเมื่อเกียร์อยู่ในตำแหน่งP แต่จะทำการเมื่อประตูลอคเท่านั้น โดยมีรัศมีทำการคลอบคลุมระยะไม่เกิน 10 เมตร และจะทำงานแค่ 10 นาที หลังจากนั้น เครื่องยนต์จะดับอัตโนมัติ

ข้อมูลที่จัดทำขึ้นถือเป็นการจัดเต็มกับกระแสดังของรถรุ่นเรือธงคันล่าสุดจากค่ายฮอนด้า มาถึงตอนนี้ชักเริ่มอยากเห็นตัวจริงกันแล้วใช่หรือไม่ อดทนรออีกสักนิด ไม่เกินกลางเดือนมี.ค. NEW CIVIC 2016 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแน่นอน โดยเครื่องยนต์มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 1.8 ลิตร และ 1.5 VTC TURBO รวมถึงแยกออกเป็น 4 รุ่นย่อย ประสบการณ์ตรงที่ผมได้สัมผัสและข้อมูลลับที่ผมนำเสนอสามารถฟันธงได้ว่า…สาวกของรถรุ่นนี้ต้องไม่ผิดหวัง