Home Blog Page 58

‘ซูซูกิ’ อัดแคมเปญ “SUZUKI FRONX MAINTENANCE PACKAGE นาน 7 ปี” ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,990 บาท

0
ALL NEW SUZUKI FRONX 1

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ในช่วงปลายปีกำลังเข้าสู่ความคึกคักเป็นพิเศษ นอกจากเป็นช่วงสำคัญที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะตัดสินใจซื้อรถยนต์แล้ว ยังเป็นช่วงเวลาของการจัดงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 ที่ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต่างเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ รวมไปจนถึงการออกแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคเป็นประจำทุกปี

ALL NEW SUZUKI FRONX  2

สำหรับซูซูกิ เริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันกับตลาดในช่วงเวลาดังกล่าว ด้วยการแนะนำ “ALL NEW SUZUKI FRONX ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตเอสยูวี” ออกสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทยในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อรองรับต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มองหารถยนต์คุณภาพดี เหมาะแก่การใช้งานในสภาวะแวดล้อมของประเทศไทยได้อย่างคุ้มค่า คุ้มราคา ซึ่งนับตั้งแต่เปิดตัวและได้เริ่มทยอยส่งมอบรถยนต์ล็อตแรกถึงมือลูกค้า ALL NEW SUZUKI FRONX ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าของซูซูกิจากผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี

ALL NEW SUZUKI FRONX  3

ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์สไตล์สปอร์ตเอสยูวีอย่าง ALL NEW SUZUKI FRONX ได้ง่ายยิ่งขึ้น ซูซูกิจึงขอเสนอแคมเปญพิเศษที่พร้อมจะเติมเต็มทุกความคุ้มค่าให้กับลูกค้าทุกท่านได้เหนือกว่าใคร ด้วยโปรแกรมที่มอบความมั่นใจในการครอบครองรถในระยะยาว และช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้นในอนาคต เพราะเชื่อมั่นว่า การซื้อรถจะต้องได้ความคุ้มค่าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ โดยไม่มีความกังวลใดๆ ตลอดการใช้งาน

ALL NEW SUZUKI FRONX 2

เพียงจองและรับรถ ALL NEW SUZUKI FRONX ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รับสิทธิ์ซื้อโปรแกรมบำรุงรักษารถ SUZUKI FRONX MAINTENANCE PACKAGE ที่ครอบคลุมการบำรุงรักษารถตามระยะกับราคาแพ็กเกจพิเศษสุดคุ้ม สำหรับลูกค้าที่ซื้อ ณ วันที่จองและรับรถใหม่ เริ่มต้นเพียง 2,990 บาท ซึ่งประหยัดเงินสูงสุดถึง 34,790 บาท เมื่อเทียบกับราคาปกติ โดยมีมูลค่ารวมดังนี้

รุ่น ราคาเต็มจำนวน (บาท) ราคาแพ็กเกจพิเศษ (บาท) ลูกค้าประหยัดเงิน (บาท)
GL 33,573.- 2,990.- 30,583.-
GLX / GLX PLUS 42,780.- 7,990.- 34,790.-

ความคุ้มค่าเหนือระดับที่ครอบคลุมการดูแลรถ ALL NEW SUZUKI FRONX

  • ระยะความคุ้มครองยาวนาน: 7 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ครอบคลุมเต็มรูปแบบ: ครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่แท้ ตามตารางบำรุงรักษาอย่างเป็นทางการของซูซูกิ
  • ป้องกันความเสี่ยงด้านราคา: การันตีราคาชิ้นส่วนอะไหล่ภายใต้แพ็กเกจ ไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับขึ้นราคาในอนาคต
  • รายการบำรุงรักษาหลัก: ครอบคลุมอะไหล่สำคัญ อาทิ น้ำมันเครื่องเกรดมาตรฐาน ไส้กรองน้ำมันเครื่อง แหวนรองนอตถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำยาหม้อน้ำ ไส้กรองอากาศ สายพานหน้าเครื่อง (Hybrid) สายพานแอร์ หัวเทียน เป็นต้น

ALL NEW SUZUKI FRONX 5

นอกจากนี้ ซูซูกิ ยังจัดเต็มข้อเสนอที่มอบความคุ้มค่าสูงสุด ให้แก่ลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 ลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติ่มดังนี้

  • ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.99%
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก
  • ฟรี! บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

ALL NEW SUZUKI FRONX มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือกทั้งแบบ K15B ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น และ K15C DUALJET ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ ที่เป็นการผสานพลังเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี Integrated Starter Generator (ISG)  และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน พร้อมมอบสมรรถนะที่เร้าใจด้วยอัตราเร่งที่เฉียบคม และประหยัดน้ำมัน ทำให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างนุ่มนวลและเงียบสบายอย่างลงตัว

ALL NEW SUZUKI FRONX 6

โดดเด่นด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตา ทั้งไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Light กระจังหน้าทรงพลัง ไฟท้าย LED เชื่อมต่อเต็มแนว ภายในห้องโดยสารสปอร์ตหรู ครบครันด้วยจอสัมผัส 9 นิ้วรองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน Paddle Shift ระบบ Push Start แท่นชาร์จไร้สาย และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ALL NEW SUZUKI FRONX   7

มั่นใจทุกการเดินทางด้วยโครงสร้างตัวถัง TECT และแพลตฟอร์ม HEARTECT ที่แข็งแรงแต่น้ำหนักเบา พร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน เช่น Hill Hold Control, ESP, ระบบ Idling Stop, จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX, และรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.8 เมตร ช่วยให้ขับง่าย คล่องตัวทั้งในเมืองและต่างจังหวัด อุ่นใจทุกเส้นทางกับเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ของรถยนต์ ALL NEW SUZUKI FRONX ในทุกรุ่น มอบความอุ่นใจด้วยถุงลมนิรภัย SRS มากถึง 6 ตำแหน่ง และพิเศษเฉพาะสำหรับ GLX PLUS ที่ครบครันด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่สูงสุดในทุกเส้นทาง ประกอบไปด้วย

  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II (DSBSII)
  • จอแสดงข้อมูล Head-up display (HUD)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist (LKA)
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW)
  • ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Prevention (LDP)
  • ระบบเตือนเมื่อรถส่าย Vehicle Sway Warning
  • ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor (BSM)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)
  • กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Surround View Monitor
  • เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน Parking Sensor

ราคาจำหน่าย ALL NEW SUZUKI FRONX ทั้ง 3 รุ่นย่อย

  • รุ่น GL ราคา 689,000 บาท
  • รุ่น GLX ราคา 749,000 บาท
  • รุ่น GLX PLUS ราคา 799,000 บาท

(สี Pearl Snow White  เพิ่ม 5,000 บาท / สี Two-tone เพิ่ม 10,000 บาท)

ALL NEW SUZUKI FRONX  8

“ซูซูกิ ยังคงยึดมั่นต่อการนำเสนอสินค้าคุณภาพดี  ที่มาพร้อมกับงานบริการหลังการขายที่เป็นเลิศแก่ผู้บริโภค การตอบรับต่อความต้องการอย่างรวดเร็วที่เรามอบให้แก่ลูกค้า คือ หนึ่งในความตั้งใจที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและจริงใจต่อลูกค้าทุกรายที่ยังคงเชื่อมั่นและไว้วางใจในสินค้าและบริการของซูซูกิเป็นอย่างดีเสมอมา ความมุ่งมั่นดังกล่าวเป็นดังเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่า เรายังมีความมั่นคงต่อการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และมุ่งหวังจะให้บริการต่อคนไทยได้อย่างยั่งยืน โดยเชื่อว่า ALL NEW SUZUKI FRONX จะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของทุกท่านด้วยความโดดเด่นที่มากกว่าในทุกด้านอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ ซูซูกิยังสร้างความเชื่อแก่ผู้บริโภคด้านงานบริการ ด้วยการมีโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุม 85 แห่งทั่วประเทศ พร้อมด้วยศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน 46 แห่ง พร้อมบริการ “Mobile Service” ที่พร้อมดูแลรถยนต์นอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตรวจสอบระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือการบำรุงรักษาพื้นฐานต่างๆ พร้อมด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้บริการควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ซูซูกิยังคงยึดมั่นในแนวทาง ‘SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ’ ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน”

 

“ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” จัดใหญ่ครั้งที่ 19 ยกทัพนักกอล์ฟหญิงระดับโลก อัดฉีดเพิ่มเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์ฯ  ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 

0
ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 1

ฮอนด้า ผู้นำด้านเทคโนโลยีการขับเคลื่อนแห่งอนาคต ผนึกกำลัง 3 บริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ร่วมกับผู้จัดการแข่งขัน บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมจัดศึกกอล์ฟสตรีระดับโลก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” ครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จ.ชลบุรี โดยมีนักกอล์ฟชั้นนำจากแอลพีจีเอทัวร์ 72 คนร่วมดวลวงสวิง พร้อมชิงเงินรางวัลรวมที่เพิ่มขึ้นจาก 1.7 ล้านดอลลาร์ฯ เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 60 ล้านบาท) 

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 1ในปีนี้ นักกอล์ฟไทยและญี่ปุ่นยังคงเป็นที่จับตามองจากผลงานอันโดดเด่นบนเวทีโลก สะท้อนถึงพลังใหม่ของเอเชียในวงการกอล์ฟนานาชาติ โดยการแข่งขันยังคงเดินหน้าด้วยคอนเซ็ปต์ “ไลฟ์สไตล์กอล์ฟ” ที่ผสานทั้งกีฬาและความบันเทิงเข้าด้วยกัน เพื่อมอบความตื่นเต้นและแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมทุกกลุ่ม 

 มรโทชิโอะ คุวาฮาระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “กอล์ฟสตรีในปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียมในวงการกีฬา ฮอนด้า ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์” มาตั้งแต่ปี 2006 รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ประกาศจัดการแข่งขันครั้งที่ 19 ในปี 2026 โดยจะมีนักกอล์ฟหญิงระดับโลก 72 คนมาร่วมประชันฝีมือ ให้แฟนกีฬาทั่วโลกได้ร่วมลุ้นแชมป์ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การแข่งขันรายการนี้ไม่เพียงเป็นเหนึ่งในเวทีสำคัญที่ผลักดันให้นักกอล์ฟสตรีไทยก้าวสู่ระดับโลก หากยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศไทย อีกทั้งยังมุ่งมั่นสร้างสังคมที่ยั่งยืน ผ่านกิจกรรมเพื่อเยาวชนและชุมชนอย่างต่อเนื่อง” 

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 4 “ฮอนด้าเชื่อมั่นใน พลังแห่งความฝัน (The Power of Dreams) และมุ่งมั่นผลักดันผู้คนและสังคมให้ก้าวสู่ความฝันของตน เราสนับสนุนให้นักกีฬาและแฟนกีฬาได้กล้าเผชิญกับความท้าทาย และก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง ผ่านเวทีการแข่งขันระดับโลกอย่าง ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นเวทีขับเคลื่อนความฝันสำหรับผู้ที่รักในกีฬากอล์ฟ ในการแข่งขันครั้งนี้ ฮอนด้าพร้อมส่งมอบความสนุกผ่านเกมการแข่งขันและกิจกรรมมากมาย พร้อมต้อนรับแฟนกอล์ฟจากทั่วประเทศและทั่วโลกให้มาร่วมชมและเชียร์อย่างเต็มรูปแบบ ฮอนด้าขอขอบคุณผู้สนับสนุนและพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้จัดการแข่งขันและทีมงานเบื้องหลังที่ร่วมกันทำให้การแข่งขันครั้งนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง” 

มิสวินนี่ เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า“ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเราทำสถิติผู้ชมในสนามกว่า 50,000 คน ตอกย้ำศักยภาพของกีฬากอล์ฟในไทยและเอเชียเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และไม่มีช่วงเวลาใดเหมาะสมไปกว่าตอนนี้ที่จะหันมาสนใจกีฬากอล์ฟ เป้าหมายของเราคือทำให้ทั้ง  

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ และกอล์ฟ เป็นกีฬาที่เข้าถึงได้ง่าย ด้วยความร่วมมือระหว่างฮอนด้า ไอเอ็มจี และพันธมิตรทุกภาคส่วน เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างแน่นอน พร้อมนำเสนอประสบการณ์การชมกอล์ฟในมิติใหม่ที่ผสานกีฬาเข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว 

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 9สำหรับนอกสนาม ยังคงอัดแน่นด้วยกิจกรรมพัฒนาบุคลากรและเยาวชนอย่างยั่งยืน อาทิ โครงการฝึกงานเยาวชน Young Ambassador Programโครงการอาสาสมัครภาคสนาม Volunteerการแข่งขันรอบคัดเลือกระดับประเทศ National Qualifiersกิจกรรมเพื่อสังคม CSR และ โครงการอบรมกอล์ฟเยาวชน Junior Golf Program ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากนักกอล์ฟเยาวชนและผู้ปกครอง 

ก่อนประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมปี 2026 นักกอล์ฟจากไทยและญี่ปุ่นคือสองประเทศที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ อาทิ เช่น จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล มือหนึ่งของโลกแพตตี้–ปภังกร ธวัชธนกิจ แชมป์ปี 2024, เม–เอรียา จุฑานุกาล แชมป์ปี 2021 และพราว–ชเนตตี วรรณแสน จากแชมป์ 2 สมัย National Qualifiers สู่แชมป์แอลพีจีเอ 2 รายการ  

นักกอล์ฟญี่ปุ่นก็มาแรงไม่แพ้กันด้วย 7 แชมป์ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2025 นำโดย มิยู ยามาชิตะ แชมป์รายการเมเจอร์ วีเมนส์ บริติช โอเพ่น และเมย์แบงก์ แชมเปียนชิพ รวมถึงนักกอล์ฟรุ่นใหม่อย่าง ริโอะ ทาเคดะ แชมป์ บลูเบย์ แอลพีจีเอมาโอะ ไซโกะ แชมป์รายการเมเจอร์ เชฟรอน แชมเปียนชิพ และคู่แฝด อากิเอะ–ชิซาโตะ อิวาอิ ที่คว้าแชมป์ พอร์ตแลนด์ คลาสสิก และแชมป์ริเวรา มายา โอเพ่น และล่าสุด  นาสะ ฮาตาโอกะ เพิ่งคว้าแชมป์โตโต เจแปน คลาสสิก ในสัปดาห์ที่ผ่านมา  

ด้วยศักยภาพของนักกอล์ฟไทยตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ เมเอรียา จุฑานุกาล คว้าแชมป์แอลพีจีเอทัวร์เป็นคนแรกของไทย นักกอล์ฟไทยก็ยืนหยัดอยู่แถวหน้าของทัวร์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันคว้าแชมป์แล้วรวม 30 รายการจากนักกอล์ฟ 7 คน ในจำนวนนี้เป็นแชมป์เมเจอร์ 3 รายการ ได้แก่ เม–เอรียา จุฑานุกาล (12 แชมป์ รวม 2 เมเจอร์)จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล (6 แชมป์), จัสมินธิฎาภา สุวัณณะปุระ (3 แชมป์), โมโมรียา จุฑานุกาล (3 แชมป์)พราว–ชเนตตี วรรณแสน (2 แชมป์)แพตตี้–ปภังกร ธวัชธนกิจ (2 แชมป์ รวม 1 เมเจอร์) และ เมียวปาจรีย์ อนันต์นฤการ (2 แชมป์)  อีกทั้งยังมีนักกอล์ฟไทยถึง 3 คนที่ติด 50 อันดับแรกของโลก โดยจีโน่–อาฒยา ฐิติกุล รั้งมือหนึ่งโลกในปัจจุบัน 

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นถือเป็นผู้บุกเบิกนักกอล์ฟเอเชียบนเวทีโลก เริ่มจากอายาโกะ โอคาโมโตะ ที่คว้าแชมป์แอลพีจีเอครั้งแรกในปี 1974 จนถึงปัจจุบันนักกอล์ฟญี่ปุ่นสะสมแล้ว 66 แชมป์จาก 24 คน รวม 7 เมเจอร์ โดย ยูกะ ซาโสะ ครองแชมป์เมเจอร์มากที่สุด 2 รายการ ล่าสุดในฤดูกาล 2025 นักกอล์ฟญี่ปุ่นโชว์ฟอร์มร้อนแรง นอกจากจะคว้าแชมป์แล้ว 6 รายการ ยังมีผู้เล่นติด 50 อันดับแรกของโลกถึง 10 คน และกวาด 4 อันดับแรกของคะแนนรุกกี้แห่งปี ตอกย้ำพลังการแข่งขันที่กำลังมาแรงของกอล์ฟญี่ปุ่นบนเวทีโลก 

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 6

จีโน่อาฒยา ฐิติกุล กล่าวว่า “ถ้ามีช่วงเว้นจากการแข่ง จีนเองก็ชอบแวะกลับไทยอยู่แล้ว การกลับมาฉลองวันเกิดกับครอบครัวและลงแข่ง ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของทุกปีค่ะ เหมือนได้มาเติมพลังกับแฟนๆ ชาวไทย แล้วยังได้มาส่งต่อแรงบันดาลใจให้น้องๆ เยาวชนด้วย แล้วมาเจอกันเดือนกุมภาพันธ์นี้นะคะ” 

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 8 ด้านแองเจิล หยิน แชมป์เก่า ปี 2025 ชาวอเมริกัน ยืนยันจะกลับมาป้องกันแชมป์ เธอกล่าวว่า “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ที่ประทับใจที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องการแข่งขัน แต่เพราะบรรยากาศเต็มไปด้วยพลัง การต้อนรับที่อบอุ่นของแฟนๆ ได้ไปฉลองแชมป์นี้ด้วยการไปดูทิฟฟานี่โชว์ พัทยาด้วย สนุกมากๆ พร้อมแล้วที่จะได้กลับมาอีกครั้ง” 

เปิดจำหน่ายบัตรแล้วผ่านทางเว็บไซต์ hondalpgathailand.com โดยกำหนดราคาบัตรเข้าชมวันเดียว พฤหัสศุกร์ วันละ 500 บาท เสาร์–อาทิตย์ วันละ 700 บาท  บัตรเข้าชมสองวัน (เสาร์–อาทิตย์) ราคา 1,200 บาท และบัตรเข้าชมครบทั้ง 4 วัน ราคา 1,600 บาท ผู้ชมอายุต่ำกว่า 16 ปี และมากกว่า 60 ปี สามารถลงทะเบียนเข้าชมฟรีผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าว 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ hondalpgathailand.com เฟซบุ๊ก www.facebook.com/lpgaThailand และอินสตาแกรม www.instagram.com/hondalpgathailand 

“เกีย เซลส์ (ประเทศไทย)” มอบข้อเสนอสุดพิเศษ Motor Expo 2025 ส่งท้ายปี กับส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท เริ่ม 1 พ.ย. ถึง 31 ธ.ค. 2568 ที่โชว์รูมเกียทั่วประเทศ และในงาน Motor Expo 2025

0
KIA 1

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จัดโปรโมชัน Motor Expo 2025 พร้อมมอบข้อเสนอและแพ็กเกจคุ้มครองแบบจัดเต็มส่งท้ายปี ครอบคลุมรถยนต์ทั้ง 4 รุ่นหลัก ได้แก่ The Kia Carnival ทั้ง 2 ระบบขับเคลื่อน ได้แก่ The Kia Carnival Diesel และ The new Kia Carnival HEV 7-seater เอ็มพีวีรุ่นเรือธงโฉมใหม่ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา The Kia EV5 The Kia EV9 และ The Kia Sorento PHEV AWD โดยเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) พร้อมมอบโปรโมชันสุดคุ้มให้กับผู้ที่สนใจได้เลือกพิจารณา The Kia Carnival Diesel SXL (11 ที่นั่ง) มอบส่วนลดพิเศษมูลค่า 300,000 บาท The Kia Carnival Diesel SXL Luxury (7 ที่นั่ง) มอบส่วนลดพิเศษมูลค่า 400,000 บาท The Kia Sorento PHEV AWD มอบส่วนลดพิเศษมูลค่า 350,000 บาท และ The Kia EV5 Air มอบส่วนลดพิเศษ 100,000 บาท ผ่อนเริ่มต้น 8,863 บาท และมอบแพ็กเกจความคุ้มครอง โดยโปรโมชันสำหรับแต่ละรุ่นย่อยจะมีข้อเสนอแตกต่างกันไป อาทิ การรับประกันคุณภาพ ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ฟรีค่าบำรุงรักษาตามระยะ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) สำหรับรถกลุ่มอีวี (EV) ไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เป็นต้น โดยเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) พร้อมมอบข้อเสนอสุดคุ้มค่าให้ผู้สนใจตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน จนถึง 31 ธันวาคม 2568 ณ โชว์รูมเกียทั่วประเทศ และยังสามารถพบข้อเสนอสุดพิเศษเดียวกันนี้ได้ที่งาน Motor Expo 2025 โดยเกียได้ยกขบวนรถเอสยูวีและเอ็มพีวีอีกหลากหลายรุ่นครอบคลุมทุกไลน์อัปไปจัดแสดงที่งาน ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสยนตกรรมและสอบถามรายละเอียดโปรโมชันได้ ณ บูทเกียหมายเลข A24 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2568

KIA 2

The Kia Carnival – รถเอ็มพีวีรุ่นเรือธงที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่” ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมายาวนานกว่า 20 ปี จากครอบครัวไทย การันตีความนิยมด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 2 ล้านคัน ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวที่ต้องการทั้งความอเนกประสงค์และความหรูหรา มอบประสบการณ์การขับขี่อันดีเยี่ยมสำหรับการเดินทางทั้งชีวิตประจำวันหรือสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแบบครอบครัว โดยปัจจุบัน The Kia Carnival จำหน่ายในไทยทั้งหมด 2 ระบบขับเคลื่อน ได้แก่ The Kia Carnival Diesel และ The new Kia Carnival HEV 7-seater

The new Kia Carnival HEV 7-seater เอ็มพีวีรุ่นใหม่ล่าสุดที่เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) นำเข้ามาเติมเต็มไลน์อัปของ The Kia Carnival มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ The new Kia Carnival HEV 7-seat Luxury และ The new Kia Carnival HEV 7-seat Premium

  • ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 1.6 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 54 kWh และเกียร์อัตโนมัติ
    6 สปีด ให้กำลังรวมสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 367 นิวตันเมตร
  • ดีไซน์ภายนอก ใหม่ มาพร้อมกระจังหน้า Tiger Nose อันเป็นเอกลักษณ์ของเกีย ผสานไฟหน้า–ไฟท้าย LED Star Map และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้ว เพิ่มความหรูหราและพรีเมียมยิ่งขึ้น
  • โดดเด่นด้วยจอโค้งพาโนรามิกขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อกับหน้าจออินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัส 3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมระบบ Infotainment & Climate Switchable Controller ที่ให้ผู้ขับสามารถ สลับควบคุมระหว่างระบบอินโฟเทนเมนต์และระบบปรับอากาศได้ในสัมผัสเดียว
  • ฟังก์ชันความอเนกประสงค์ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง ด้วยทางเดิน Walkthrough Access ที่กว้างขวาง ช่วยให้ผู้โดยสาร เข้าถึงเบาะแถวสามได้อย่างสะดวก
  • เพิ่มความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีแฮนด์ฟรี ทั้งประตูสไลด์ไฟฟ้า Smart Power Sliding Door ฝากระโปรงท้าย อัจฉริยะ Smart Tailgate และเบาะแถวสามแบบ Flat Folding Seats ที่พับเรียบเสมอพื้นภายใน 5 วินาที เพื่อเพิ่มพื้นที่ เก็บสัมภาระ

โปรโมชันสำหรับ The new Kia Carnival HEV 7-seater สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.77% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน [1]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) ตลอด 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร [3]
  • พิเศษ! สำหรับเจ้าของรถยนต์ Kia และครอบครัว (Kia Loyalty) ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรงและค่าอะไหล่) เพิ่มเติม 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร (รวมเป็น 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร) [4]
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [5]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [6]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [7]

The Kia Carnival Diesel มาพร้อมเครื่องยนต์ Smartstream ดีเซล 2.2 ลิตร มาตรฐาน EURO 5 ให้กำลังสูงสุด 202 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร ให้ความมั่นใจและประสิทธิภาพสำหรับการเดินทางไกล มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย ได้แก่
The Kia Carnival LX, The Kia Carnival EX และ The Kia Carnival SXL ซึ่งเป็นแบบ 11 ที่นั่ง และ The Kia Carnival SXL Luxury ซึ่งเป็นแบบ 7 ที่นั่ง

  • มอบความนุ่มนวลทุกการขับขี่ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Paddle Shift
  • ในรุ่น 11 ที่นั่ง ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวขนาดใหญ่ให้สามารถเดินทางไปพร้อมกันได้ มาพร้อมถังน้ำมัน 72 ลิตร วิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อหนึ่งถัง พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวาง
  • ในรุ่น 7 ที่นั่ง มอบประสบการณ์หรูหราแบบ “1st Class Lounge” ด้วยเบาะแถวที่สองพรีเมียมปรับเอนได้ด้วยไฟฟ้าพร้อมเบาะรองขา ระบบระบายอากาศและอุ่นเบาะ รองรับโหมด Relaxation ที่ปรับเอนอัตโนมัติในสัมผัสเดียว พร้อม Dual Sunroof เพิ่มความโปร่งสบายตลอดการเดินทาง
  • มั่นใจทุกเส้นทางด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูง ADAS (Advanced Driver Assistance System) ครบครัน

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival Diesel LX (11 ที่นั่ง) สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

ราคาพิเศษ 1,599,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 1,892,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 293,000 บาท)

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3] ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน 

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival Diesel EX (11 ที่นั่ง) สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

ราคาพิเศษ 1,999,000 บาท (ราคาจำหน่ายปกติ 2,234,000 บาท หักส่วนลดมูลค่า 235,000 บาท)

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3] ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน

—- หรือ —-

  • เงินเพิ่มมูลค่ารถคันเก่า 100,000 บาท
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3] ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน
  • อัตราดอกเบี้ย 0% 4 ปี [6]

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival Diesel SXL (11 ที่นั่ง) สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

ส่วนลดมูลค่า 300,000 บาท (จากราคาจำหน่ายปกติ 2,594,000 บาท)

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3] ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน

—- หรือ —-

  • เงินเพิ่มมูลค่ารถคันเก่า 160,000 บาท
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3] ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน
  • อัตราดอกเบี้ย 0% 4 ปี [6]

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival Diesel SXL Luxury (7 ที่นั่ง) สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

ส่วนลดมูลค่า 400,000 บาท (จากราคาจำหน่ายปกติ 2,990,000 บาท)

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3] ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน

—- หรือ —-

  • เงินเพิ่มมูลค่ารถคันเก่า 250,000 บาท
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 1 ปี [1]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3] ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน
  • อัตราดอกเบี้ย 0% 4 ปี [6]

KIA 3

The Kia EV5 – รถเอสยูวีขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% โดดเด่นทั้งในด้านพื้นที่ ดีไซน์ สไตล์การขับขี่ และความอเนกประสงค์เต็มรูปแบบ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางของครอบครัวยุคใหม่อย่างครบครัน มีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ได้แก่ The Kia EV5 Light, The Kia EV5 Air, The Kia EV5 Earth Long Range, The Kia EV5 Earth AWD และ The Kia EV5 GT-Line AWD

  • มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 64 และ 88 kWh สามารถวิ่งได้สูงสุด 665 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC (ในรุ่น The Kia EV5 Earth Long Range)
  • ดีไซน์ภายนอกล้ำสมัย ด้วยไฟหน้าและไฟท้าย LED Starmap กระจังหน้าแบบ Tiger Face มือจับประตูแบบ Flush type และฝาท้ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
  • ภายในสะดวกสบายและผ่อนคลายด้วยเบาะนั่งคนขับแบบ Relaxation ปรับไฟฟ้า พร้อมระบบนวด AirCell 6 จุด ระบบระบายอากาศและอุ่นเบาะ โต๊ะแบบพับเก็บได้ ช่องเก็บของพร้อมฟังก์ชันทำความเย็น-ความร้อน และแผงปิดสัมภาระอเนกประสงค์ปรับเป็นโต๊ะหรือชั้นวางของได้ มีระบบจ่ายไฟภายนอก V2L
  • เชื่อมต่อเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดด้วยจอ Panoramic Wide Display ขนาด 6 นิ้ว ระบบอินโฟเทนเมนต์ รองรับ Apple CarPlay / Android Auto และเครื่องเสียง Harman Kardon
  • ความปลอดภัยเหนือระดับที่มาพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS (Advance Driver Assistance System)

โปรโมชันสำหรับ The Kia EV5 Light สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

ส่วนลดพิเศษ 200,000 บาท (จากราคาจำหน่ายปกติ 1,299,000 บาท)

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [1]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [2]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [3]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [4] ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน
  • ชุดพรมปูพื้นรถยนต์ [5]

โปรโมชันสำหรับ The Kia EV5 Air สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

ส่วนลดพิเศษ 100,000 บาท + ผ่อนเริ่มต้น 8,863 บาท [1]

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [3]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร[4]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง[5]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร[6]

—- หรือ —-

รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมส่วนลด 50,000 บาท

  • อัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน[2]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี[3]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร[4]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง[5]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร[6]

KIA 4

โปรโมชันสำหรับ The Kia EV5 Earth Long Range สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

เพิ่มมูลค่ารถคันเดิม 100,000 บาท + Kia ช่วยผ่อน 5,000 บาท นาน 10 เดือน [1]

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี[3]
  • ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) ตลอด 3 ปี หรือ 45,000 กิโลเมตร[4]
  • ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) เพิ่มเติม 2 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร (รวม 5 ปี หรือ 75,000 กิโลเมตร) สำหรับเจ้าของรถยนต์ Kia และครอบครัว (Kia Loyalty)[5]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร[6]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง[7]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร[8]

—- หรือ —-

รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมส่วนลด 50,000 บาท

  • อัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน[2]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี[3]
  • ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) ตลอด 3 ปี หรือ 45,000 กิโลเมตร[4]
  • ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) เพิ่มเติม 2 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร (รวม 5 ปี หรือ 75,000 กิโลเมตร) สำหรับเจ้าของรถยนต์ Kia และครอบครัว (Kia Loyalty)[5]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร[6]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง[7]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร[8]

โปรโมชันสำหรับ The Kia EV5 Earth AWD สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

ส่วนลด 200,000 บาท

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี[2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร[3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง[4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร[5]

—- หรือ —-

รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมส่วนลด 100,000 บาท

  • อัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน[1]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี[2]
  • ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) ตลอด 3 ปี หรือ 45,000 กิโลเมตร[3]
  • ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) เพิ่มเติม 2 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร (รวม 5 ปี หรือ 75,000 กิโลเมตร) สำหรับเจ้าของรถยนต์ Kia และครอบครัว (Kia Loyalty)[4]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร[5]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง[6]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร[7)

โปรโมชันสำหรับ The Kia EV5 GT-Line AWD สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

ส่วนลด 222,000 บาท

  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี[2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร[3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง[4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร[5]
  • ฟรี Kia Home Charger 1 ชุด และ ค่าติดตั้ง Kia Home Charger ให้กับลูกค้า[6]

—- หรือ —-

รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมส่วนลด 120,000 บาท

  • อัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน[1]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี[2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร[3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง[4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร[5]
  • ฟรี Kia Home Charger 1 ชุด และ ค่าติดตั้ง Kia Home Charger ให้กับลูกค้า[6]

KIA 5

The Kia EV9 – รถเอสยูวี 6 ที่นั่ง ไฟฟ้า 100% ที่ได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย อาทิ รางวัล World Car of the Year และ World Electric Vehicle จากงาน World Car Awards ประจำปี 2024 รางวัล ‘Best of the Best’ จาก Red Dot Award: รางวัล IDEA โกล์ด จากงาน International Design Excellence Awards และล่าสุดกับ Woman Worldwide Car of the years

  • สมรรถนะทรงพลัง ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Dual motor ขนาด 8 kWh ให้กำลังรวม 384 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร เร่ง 0–100 กม./ชม. ภายใน 5.3 วินาที
  • ภายในห้องโดยสารหรูหรา เบาะนั่งด้านหน้าและแถวที่ 2 แบบ Relaxation ปรับเอนนอนและเลื่อนด้วยไฟฟ้า พร้อมเบาะรองขา ระบบระบายอากาศ ระบบอุ่นเบาะ และระบบนวดสำหรับเบาะแถว 2
  • เทคโนโลยีล้ำสมัย จอ Panoramic Wide Display ขนาด 6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto เชื่อมต่อไร้สาย พร้อมกล้อง Surround View Monitor แบบ 3 มิติ และระบบเครื่องเสียง Meridian 14 ตำแหน่ง
  • ระยะทางขับขี่ยาวไกล มีระยะการเดินทางสูงสุดถึง 647 กิโลเมตร  ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC สำหรับ The Kia EV9 GT-Line AWD พร้อมระบบชาร์จเร็วพิเศษ 350 กิโลวัตต์
  • ความปลอดภัยเหนือระดับมาพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS (Advance Driver Assistance System)

โปรโมชันสำหรับ The Kia EV9 GT-Line AWD สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

  • อัตราดอกเบี้ย (ต้นงวด) 99% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน [1]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • ฟรี Kia Home Charger 1 ชุด และ ค่าติดตั้ง Kia Home Charger ให้กับลูกค้า [3]
  • ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) ตลอด 7 ปีหรือ 105,000 กิโลเมตร [4]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [5]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [6]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [7]

KIA 6

The Kia Sorento PHEV AWD– เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียมแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง โดดเด่นด้วยดีไซน์หรูที่ผสาน สุนทรียะและฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว มาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางอย่างครบครัน

  • ขับเคลื่อนด้วยระบบ Plug-in Hybrid ผสานพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ Smartstream Turbo 1.6 ลิตร ให้กำลังรวมสูงสุด 265 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Shift-by-Wire พร้อมระบบขับเคลื่อน All Wheel Drive รองรับการขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าสูงสุด 66 กิโลเมตร
  • ห้องโดยสารออกแบบเพื่อความสบายตลอดการเดินทาง เบาะทั้ง 3 แถว รองรับการนั่งอย่างสะดวก เบาะคู่หน้ามาพร้อม ระบบระบายอากาศและอุ่นเบาะ ส่วนเบาะแถวสองแบบ Captain Seat ปรับได้อิสระ และสามารถเข้า–ออกแถวสาม ได้ง่าย
  • มอบความเย็นสบายด้วยระบบปรับอากาศที่ปรับอุณหภูมิแยก 2 โซน พร้อมช่องแอร์ครบทั้ง 3 แถวที่นั่ง
  • เสริมความทันสมัยด้วยหน้าจอแสดงผลการขับขี่ Digital Supervision 12.3 นิ้ว พร้อม Head-up Display และพอร์ต USB ครบทุกตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง
  • มอบความปลอดภัยสูงสุดด้วยระบบช่วยขับขั้นสูง ADAS (Advanced Driver Assistance System) ครบครันในทุกการเดินทาง

โปรโมชันสำหรับ The Kia Sorento PHEV AWD สำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568

ส่วนลด 350,000 บาท

  • อัตราดอกเบี้ย (ต้นงวด) 1.99% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน [1]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [3]
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [4]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [5]
  • ข้อกำหนดและเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทฯ
  • สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568
  • โปรโมชันสำหรับการซื้อผ่านผู้จำหน่าย Kia อย่างเป็นทางการทั่วประเทศไทย
  • เฉพาะผู้จำหน่าย ฯ ที่เข้าร่วมรายการเท่านั้น
  • ไม่รวมรถแท็กซี่, รถเช่า, รถที่ขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษ, และลูกค้ารถเช่า
  • ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจะทำการแจ้งผ่านช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ของบริษัทฯ
  • สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อผู้จำหน่าย Kia ใกล้ท่าน หรือ เยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.kia.com/th

กลุ่มบริษัทเอเอเอส น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

0
กลุ่มบริษัทเอเอเอส 1

กลุ่มบริษัทเอเอเอส น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กลุ่มบริษัทเอเอเอส 5

 

คุณอนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทเอเอเอส เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ โชว์รูมและศูนย์บริการถยนต์ปอร์เช่พัฒนาการ โดยมี ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทในเครือ อาทิ คุณวุฒิกร อินทรภูวศักดิ์, คุณวุฒิศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์, คุณอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์, คุณกมลินี อินทรภูวศักดิ์, คุณวินธร บุนนาค, คุณวันปิยะ สินธุวนิช, มร.ไมเคิล เวตเตอร์ และพนักงานเข้าร่วมในพิธีด้วยความอาลัย

กลุ่มบริษัทเอเอเอส 3

ภายในพิธี คณะผู้บริหารและพนักงานได้ร่วม ยืนสงบนิ่งเป็นลำดับแรก เพื่อถวายความอาลัยต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระองค์

กลุ่มบริษัทเอเอเอส 4

จากนั้น คุณอนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ ได้นำประกอบพิธี ถวายพวงมาลัย เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ตามด้วยการ ถวายบทกลอนน้อมรำลึก แด่พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กลุ่มบริษัทเอเอเอส 8

 

พิธีได้สะท้อนถึงความสำนึกในพระราชกรณียกิจอันทรงคุณต่อประเทศชาติ ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม หัตถศิลป์ไทย การศึกษา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค อันเป็นที่มาของพระราชสมัญญา “พระแม่ของแผ่นดิน”

คณะผู้บริหารและพนักงานกลุ่มบริษัทเอเอเอส ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความอาลัย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยความจงรักภักดีตราบนิรันดร์

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เผยโฉมสามนักกอล์ฟแชมป์ BMW Golf Cup National Final 2025 พร้อมเป็นตัวแทนสู่เวทีระดับโลกที่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้

0
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 10

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ประกาศผลการแข่งขัน BMW Golf Cup National Final 2025 สุดยอดทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสมัครเล่นระดับประเทศ เฟ้นหาสามนักกอล์ฟไทยผู้เปี่ยมด้วยทักษะและความมุ่งมั่น เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประชันฝีมือบนเวทีระดับโลกในรายการ BMW Golf Cup World Final 2025 ที่สนามแฟนคอร์ต กอล์ฟ รีสอร์ต เมืองจอร์จ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ในเดือนมีนาคม 2569

การแข่งขัน BMW Golf Cup National Final 2025 ได้จัดขึ้น ณ สนามกอล์ฟระดับตำนาน อมตะ สปริง
คันทรี คลับ จังหวัดชลบุรี หลังจากที่ได้มีการแข่งขันรอบคัดเลือกใน 16 ทัวร์นาเมนต์ตลอดปีที่ผ่านมา โดยตัวแทนผู้ชนะในแต่ละประเภท ได้แก่

  1. ประเภทชาย 1 (Handicap 0-12) – คุณเอกรัฐ สมันตรัฐ 
    (38-36-74 (4) Stableford Score: 38)
  2. ประเภทชาย 2 (Handicap 13-28) – คุณเต็มสิทธิ์ ธีรวิโรจน์ 
    (41-42-83 (13) Stableford Score: 38)
  3. ประเภทหญิง (Handicap 0-28) – คุณอภิรุจี ปิ่นประยงค์
    (37-34-71 (7) Stableford Score: 42)

BMW Golf Cup World Final2025 จะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม 2569 ณ แฟนคอร์ต กอล์ฟ รีสอร์ต (Fancourt Golf Resort) สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ สนามกอล์ฟระดับโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องความท้าทายและความงดงาม และที่สำคัญคือเป็นสนามที่ทีมนักกอล์ฟสมัครเล่นจากประเทศไทย เคยไปคว้าแชมป์ในรายการ BMW Golf Cup World Final 2017 มาแล้ว สำหรับปีหน้า นักกอล์ฟสมัครเล่นชั้นนำจาก BMW Golf Cup ทั่วโลก จะมาร่วมสร้างมิตรภาพ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และประชันฝีมือเพื่อชิงความเป็นหนึ่งของทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสมัครเล่นระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย  3

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย  4

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย  5

 

BMW Golf Cup ถือกำเนิดขึ้นในปี 1982 จากการแข่งขัน BMW Invitation Tournament ในประเทศอังกฤษ และได้เติบโตจนกลายเป็นทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสมัครเล่นระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ดึงดูดผู้เข้าแข่งขันจาก 50 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเองเคยสร้างประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจด้วยการคว้าชัยชนะในรอบชิงชนะเลิศระดับโลกถึงสองปีซ้อนในปี 2016 และ 2017 ร่วมส่งแรงใจเชียร์ทีมชาติไทยในเวทีระดับโลก ที่สะท้อนความเป็นเลิศในแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th

 

 

“มาสด้า” ขยายการรับประกันคุณภาพ เพิ่มความคุ้มครองนาน 7 ปี ยกระดับความสะดวกให้ลูกค้าด้วย “MAZDA MOBILE SERVICE” ศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่

0
มาสด้า 1

มาสด้าต่อยอดสิทธิประโยชน์ Mazda Family มุ่งมั่นเอาใจใส่ดูแลลูกค้าและยกระดับประสบการณ์บริการหลังการขายให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการครอบครองรถยนต์มาสด้าในระยะยาว ด้วยโปรแกรมสุดพิเศษ “MAZDA WARRANTY PLUS ใหม่” โปรแกรมพิเศษ ขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่ เฟสที่ 2 คุ้มครองเพิ่มเติม จาก 3 ปี เป็น 7 ปี* คุ้มค่า พร้อมเพิ่มการดูแลลูกค้าในทุกพื้นที่ กับความสะดวกสบาย ด้วยบริการ “MAZDA MOBILE SERVICE” ศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่ โดยให้บริการและเข้าถึงลูกค้า ด้วยบริการตรวจเช็กตามระยะและซ่อมบำรุงรถยนต์นอกสถานที่  โดยทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมอบสิทธิพิเศษเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย สำหรับงานซ่อมทั่วไป ด้วยโปรแกรมผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 12 เดือน** และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 30% เมื่อนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกการดูแลรถยนต์มาสด้าเป็นเรื่องง่าย สะดวกสบาย อุ่นใจ และคุ้มค่ามากที่สุด

มาสด้า 2

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่มาสด้ายึดมั่นในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด คือการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับหนึ่งภายใต้แนวคิด Customer-Centric ที่มุ่งมั่นให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด มาสด้าจึงได้พัฒนาและต่อยอดการบริการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพงานบริการหลังการขาย ให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถมาสด้า โดยเฉพาะการบริการที่ครอบคลุม สะดวก รวดเร็ว และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเดินทาง เพิ่มความสบายใจในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการดูแลรักษารถยนต์มาสด้า ภายใต้โปรแกรม Mazda Family พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าครอบครองรถมาสด้าได้อย่างมั่นใจและไร้ความกังวล อันเป็นสิทธิพิเศษที่มาสด้าตั้งใจมอบให้เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่เลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้าและไว้วางใจให้มาสด้าดูแล”

มาสด้า 3

เพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์เหล่านี้ และเพื่อให้การเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าเป็นไปอย่างราบรื่นและไร้กังวล มาสด้าจึงต่อยอดโปรแกรม “MAZDA WARRANTY PLUS” เพื่อเพิ่มสิทธิพิเศษให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่รถยนต์เพิ่มเติมจากเดิม 3 ปี เป็น 7 ปี* ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้ามาสด้า โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรมนี้ได้ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ ทางเว็บไซต์ https://family.mazda.co.th/warranty_plus/RegistrationWAPlus/index หรือ ผ่าน Line Mazda Sky Journey ที่ @Skyjourney

รายละเอียดและเงื่อนไขการเข้าร่วมโปรแกรม “MAZDA WARRANTY PLUS ใหม่ โปรแกรมพิเศษ ขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่ เฟสที่ 2 คุ้มครองเพิ่มขึ้น จาก 3 ปี เป็น 7 ปี*”

  • อายุรถไม่เกิน 7 ปี หรือ ระยะทางไมล์สะสมไม่เกิน 200,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • มีประวัติการเข้ารับบริการเช็กระยะอย่างสม่ำเสมอ ทุก ๆ 6 เดือน หรือ ทุก ๆ 10,000 กม. ตามคู่มือการใช้งานของรถยนต์แต่ละรุ่น* หรือขาดการเช็กระยะไม่เกิน 2 ครั้ง และการขาดการเช็กระยะดังกล่าวต้องไม่เกิดขึ้นติดต่อกันภายในระยะเวลา 12 เดือน*
  • ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ขยายการรับประกันมีดังต่อไปนี้ เครื่องยนต์ท่อนตรง (Partial Engine) เกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา (Gear Box) เทอร์โบชาร์จเจอร์ (Turbocharger) และคาปาซิเตอร์ (Capacitor)*

นอกจากนี้ มาสด้ายังได้ยกระดับประสบการณ์ด้านการบริการ ด้วย “MAZDA MOBILE SERVICE” หรือศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการเช็กตามระยะและซ่อมบำรุงรักษา โดยทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์บริการฯ จะเดินทางไปอำนวยความสะดวกและให้บริการตรวจเช็กระยะในพื้นที่หรือจังหวัดที่ลูกค้าต้องเดินทางไกลหรือไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งลูกค้าสามารถติดตามข่าวสารได้จากโชว์รูมมาสด้าในพื้นที่หรือในจังหวัดใกล้เคียง เพื่อทำนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการ ทั้งนี้ ลูกค้าที่เข้ารับบริการจากศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่จะได้รับการบริการตรวจเช็กสภาพทั่วไป ฟรี 20 รายการ ตรวจเช็กเครื่องยนต์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ M-MDS รับประกันอะไหล่แท้จากมาสด้า โดยลงประวัติการบำรุงรักษาเช่นเดียวกับการเข้าศูนย์บริการตามปกติ

มาสด้า 4

ทั้งนี้ มาสด้ายังได้มอบข้อเสนอการบริการหลังการขายเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้ลูกค้าในทุกการซ่อม กับการผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 12 เดือน** พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 30% สำหรับการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ อีกด้วย

ลูกค้าที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมบริการหลังการขายของมาสด้า สามารถสอบถามได้กับที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Mazda Speedline โทร 02-030-5666 หรือ Mazda official website ที่ www.mazda.co.th

มาสด้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพเกี่ยวกับการดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นด้วยโปรแกรมหลังการขายข้างต้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า และให้รถยนต์มาสด้าเป็นเสมือนเพื่อนรู้ใจ ที่มอบความสุขทั้งในด้านการขับขี่และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน ตั้งแต่วันแรกที่ครอบครองรถไปตลอดอายุการใช้งานรถยนต์มาสด้าคันโปรดของคุณ

“อีซูซุ” จัดแคมเพจ์นใหญ่ส่งท้ายปี “MAXFORCE BIG THANKS ขอบคุณจากใจ” ลุ้นรับ   บัตรน้ำมันและส่วนลดพิเศษมากมาย

0
อีซูซุ 1

อีซูซุตอกย้ำแนวคิด “ISUZU Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” จัดแคมเพจ์นขอบคุณลูกค้าสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี “MAXFORCE BIG THANKS ขอบคุณจากใจ” สำหรับลูกค้าที่ซื้อและรับรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ ทุกรุ่น หรือรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ ทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 30 ธันวาคม 2568 โดยมีสิทธิ์ลุ้นรับบัตรน้ำมัน PT รางวัลใหญ่สุด 9 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 175,500 บาท และรางวัลบัตรน้ำมันอื่น ๆ รวมจำนวน 1,907 รางวัล มูลค่ารวม 38,700,900 บาท จับรางวัลจำนวน 9 สัปดาห์ ประเดิมจับสลากผู้โชคดี ส่งท้ายปีครั้งแรกโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ผู้แทนจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้แทนสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568   ณ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด 

อีซูซุ 2

พิเศษ! ลูกค้าที่ลงทะเบียนตามช่องทางที่กำหนดจะได้รับคูปองส่วนลดเพิ่ม มูลค่า 5,000 บาท สำหรับซื้อรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ จำนวน 10,300 รางวัล มูลค่ารวม 51,500,000 บาท และคูปองส่วนลด มูลค่า 10,000 บาท สำหรับซื้อรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ จำนวน 2,200 รางวัล มูลค่ารวม 22,000,000 บาท ตั้งแต่วันที่     25 ตุลาคม 2568 ถึง 30 ธันวาคม 2568

นอกจากนี้ พิเศษ! สำหรับลูกค้าเก่าอีซูซุรับคูปองส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด มูลค่า 30,000 บาท สำหรับซื้อรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์เฉพาะรุ่นที่กำหนด และคูปองส่วนลด 50,000 บาท สำหรับซื้อรถยนต์นั่งอเนกประสงค์        มิว-เอ็กซ์ เฉพาะรุ่นที่กำหนด ทั้งนี้เป็นไปตามสถานะของสมาชิกอีซูซุ

สัมผัสรถอีซูซุ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ และศึกษารายละเอียดแคมเพจ์นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.isuzu-tis.com/register

 

 

 

 

หมายเหตุ

  • สิทธิ์ในการลุ้นรางวัลจะถูกแบ่งตามรอบการจับรางวัล ผู้ที่ซื้อและรับรถในช่วงเวลาของรอบใด จะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลเฉพาะใน รอบการจับรางวัลของสัปดาห์นั้น ๆ เท่านั้น และสิทธิ์ดังกล่าวจะไม่ถูกนำไปรวมเพื่อจับรางวัลในรอบถัดไป
  • ผู้โชคดีมีสิทธิ์ได้รับรางวัลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และลูกค้า 1 สิทธิ์ จะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลจับสลากได้เพียง 1 ครั้ง (1รอบ) เท่านั้น ลูกค้านิติบุคคลและลูกค้ารายใหญ่ (Fleet Customer) สามารถร่วมแคมเพจ์นได้ และได้รับ 1 สิทธิ์ เท่านั้น
  • ประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันทำการหลังวันที่มีการจับสลาก เวลา 00 น.ผ่านเพจ FB : All-New ISUZU D-MAX,       All-New ISUZU MU-X และผ่านทางผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศพร้อมรายละเอียดการรับรางวัล
  • ใบอนุญาตจับสลากเลขที่ 1727-1735/2568

 

หมายเหตุรางวัลบัตรน้ำมัน

  • บัตรเติมน้ำมันสามารถใช้แทนเงินสดในการเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันพีที (PT) ทุกสาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ทั้งนี้เงื่อนไขการใช้บัตรเติมน้ำมันเป็นไปตามที่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กำหนด
  • บัตรเติมน้ำมันสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572
  • ผู้โชคดีมีหน้าที่รับผิดชอบชำระภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 (5%) ของมูลค่ารางวัลทั้งหมด ตามที่กฎหมายกำหนด
  • ในกรณีที่บัตรเติมน้ำมันเกิดการสูญหาย ชำรุด หรือถูกทำลายบริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในการออกบัตรใหม่หรือชดเชยมูลค่าของรางวัลให้ในทุกกรณี

 

รายละเอียดการจับสลาก ดังนี้

  • วันและเวลาจับสลาก

– ครั้งที่ 1 : วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน  2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 2 : วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน  2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 3 : วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน  2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 4 : วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน  2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 5 : วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 6 : วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 7 : วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 8 : วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 9 : วันอังคารที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น.

“นิสสัน” เตรียมสร้างความตื่นเต้นอีกครั้งในมอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 เปิดตัวพรีเมียมเอสยูวี พร้อมนำรถยนต์ยอดนิยมครบรุ่นจัดแสดงในงาน

0
นิสสัน 1

นิสสัน ประเทศไทย พร้อมสร้างความตื่นเต้นในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 ด้วยการเปิดตัวรถพรีเมียมเอสยูวี ที่จะเปิดมิติใหม่ของการขับขี่ด้วยการผสานพลังของเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ เข้ากับเทคโนโลยี อี-ฟอร์ซ (e-4ORCE) ของนิสสัน ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติแบบ All-Wheel Drive (AWD) ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจ สามารถควบคุมรถได้อย่างเต็มที่บนทุกสถานการณ์ และทุกสภาพถนน

นิสสัน 2

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธานนิสสัน ประเทศไทย และนิสสัน อาเซียน กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของ    นิสสันที่จะสร้างสีสัน และความตื่นเต้นให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง เราเตรียมที่จะนำรถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียมรุ่นใหม่มาเสริมทัพ  รถยนต์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจสำหรับคนที่รักความท้าทายอย่างแท้จริง  ด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD เทคโนโลยี อี-ฟอร์ซ รถยนต์รุ่นนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ขับขี่ แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของนิสสันในการนำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และยนตรกรรมที่สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดประเทศไทย นอกจากนี้ ยังทำให้นิสสันมีรถยนต์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมในเซกเมนต์ต่างๆ สามารถสนองต่อความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มได้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์แบบซีดาน คอมแพคเอสยูวี เอ็มพีวี และรถกระบะ โดยแต่ละรุ่นสะท้อนความมุ่งมั่นของเราที่จะสนองต่อความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงยกระดับประสบการณ์ในการเดินทางให้กับลูกค้าชาวไทยทุกคน”

ไฮไลต์ที่บูทนิสสัน

นิสสัน 3

บูทนิสสันในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 จะมีไฮไลต์หลัก 2 รุ่น ได้แก่ รถพรีเมียมเอสยูวี ที่จะเปิดตัวในงาน และนิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์

รถเอสยูวีระดับพรีเมียมที่จะเปิดตัวในงาน ถือเป็นการเปิดตัวครั้งสำคัญของนิสสันในประเทศไทย เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยวทรงพลัง มอบประสบการ์การขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบ และตอบสนองได้อย่างฉับไว ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ยังคงความสะดวกสบาย และมั่นใจในระยะทาง ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของนิสสันอย่าง อี-พาวเวอร์ (e-POWER) พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ AWD เทคโนโลยี อี-ฟอร์ซ ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ โดยเทคโนโลยี   อี-ฟอร์ซ (e-4ORCE) จะช่วยให้การเข้าโค้งเป็นไปอย่างแม่นยำ และมั่นคง ผู้ขับขี่จึงควบคุมการเลี้ยวเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจไม่ว่าทักษะการขับขี่จะอยู่ในระดับใด ทั้งยังมอบการขับขี่ที่นุ่มนวล เสถียร และมั่นใจ พร้อมเพิ่มความสบายให้กับทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารตลอดการเดินทาง นิสสันยังได้ออกแบบรถอเนกประสงค์     เอสยูวีพรีเมียมรุ่นนี้มาเพื่อมอบอรรถประโยชน์ของการใช้งานอย่างเต็มที่ และนั่งสบายไม่ว่าจะขับขี่ในเมือง นอกเมือง หรือแบบออฟโรดที่เต็มไปด้วยความท้าทาย มอบประสบการณ์ใหม่ของการขับขี่ในแบบที่เหนือความคาดหมายสำหรับรถเอสยูวีระดับพรีเมียม

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน ได้แก่ นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ รถยนต์อเนกประสงค์เอ็มพีวี 7 ที่นั่งที่โดดเด่นด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย กระจกรอบคันมีขนาดใหญ่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง เบาะนั่งทุกตำแหน่งออกแบบมาให้รับกับสรีระเป็นอย่างดี มีพื้นที่เหนือศีรษะที่ให้ความโปร่ง ภายในถูกออกแบบให้สามารถเดินได้ตลอดคันจากหน้าไปถึงเบาะนั่งแถวที่สาม ประตูเลื่อนอัตโนมัติไฟฟ้าให้การเข้าออกที่ง่าย สะดวกในทุกการใช้งาน เหมาะสำหรับการเดินทางที่สร้างความทรงจำและประสบการณ์สุดพิเศษกับครอบครัว หรือเพื่อนฝูง

นอกจากนี้ เทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ ในนิสสัน เซเรน่า ยังให้การขับขี่ที่ราบรื่น เงียบ ตอบสนองได้ดังใจ เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ไม่ต้องกังวลกับการชาร์จไฟฟ้าที่สถานีแม้จะเป็นการใช้งานเพื่อเดินทางไกล เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ยังติดตั้งเบาะนั่งที่ปรับได้ถึง 13 รูปแบบ ประตูท้ายที่สามารถเปิดได้ทั้งแบบครึ่งบานและเต็มบานให้ความสะดวกในการใช้งาน ป้องกันไม่ให้ของท้ายรถหล่นออกมาขณะเปิดท้าย และยังเปิดท้ายได้สะดวกแม้ต้องจอดในที่ที่มีพื้นที่ด้านหลังจำกัด

รถยนต์ยอดนิยมจัดแสดงครบครัน

นิสสัน 4

นิสสันจะนำรถยนต์รุ่นหลักทั้งหมดมาร่วมสร้างสีสันในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 ได้แก่

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ที่มอบความสนุกในการขับขี่ ตอบสนองทันใจแบบรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% จากเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ของนิสสัน และให้ความสะดวกในการเพิ่ม และลดความเร็วได้ในคันเร่งเดียวกับระบบ อี-เพดัล สเต็ป (e-Pedal Step)  นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์การใช้งานที่ให้ทั้งความสะดวก และมั่นใจมากมาย เช่น กระจกมองหลังอัจฉริยะ IRVM (Intelligent Rear View Miror)  รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน 360 Safety Shield

นิสสัน นาวารา กระบะ “ทน พร้อม ลุย” ในรูปโฉมที่สปอร์ตมากขึ้นทั้งภายนอกภายใน นาวาราทุกรุ่นยังรักษาจุดเด่นด้านความทนทาน ความอเนกประสงค์ และวางใจได้อันเป็นเอกลักษณ์  ไฮไลต์ของนิสสัน นาวารา ได้แก่ รุ่นย่อย SL ได้แก่ คิงแค็บ คาลิเบอร์ SL 7AT  ดับเบิ้ลแค็บ คาลิเบอร์ SL 6 MT และดับเบิ้ลแค็บ คาลิเบอร์ SL 7AT ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย โดยยังได้สมรรถนะ ความอเนกประสงค์ และการใช้งานประจำวันในแบบฉบับของนาวาราที่มีความคุ้มค่า

นิสสัน 5

นิสสัน อัลเมร่า คอมแพคซีดานที่ “แรงจริง … จัดให้” ผสมผสานความกว้างขวาง และความสบายภายในห้องโดยสารเข้ากับเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะได้อย่างลงตัว ออกแบบมาเพื่อให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน ห้องโดยสารกว้างขวางและนั่งสบายเหนือระดับสำหรับทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร พร้อมด้วยแอปพลิเคชัน NissanConnect Services ช่วยเพิ่มความสะดวก และความอุ่นใจ ให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อ และสั่งการรถผ่านสมาร์ตโฟนได้ทุกที่ พร้อมฟังก์ชันปุ่ม SOS ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน และฟีเจอร์ Walk-Away Lock เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง มาพร้อมการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ที่ให้สมรรถนะดีเยี่ยม และประหยัดน้ำมัน เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน

นอกจากรถยนต์รุ่นต่างๆ แล้ว นิสสัน ยังได้จัดแคมเปญพิเศษ “SAY YES!” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพสูงจากนิสสันได้ง่ายขึ้น โดยมีข้อเสนอที่หลากหลายในแต่ละรุ่นให้ลูกค้าเลือกได้ตามความต้องการตั้งแต่ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% หรือส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท ไปจนถึงผ่อนนาน    96 เดือน* พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของ นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์

ผู้ที่สนใจสามารถแวะมาเยี่ยมชมได้ที่บูทนิสสัน ในงานไทยแลนด์มอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 ที่อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2025

 

ฮอนด้า แนะนำ ‘CR-V e:HEV ใหม่’ ปิดรุ่นเทอร์โบ ชู e:HEV ทั้งไลน์อัป เพิ่ม Blind Spot และ Cross Traffic Monitor ทุกรุ่นย่อย พร้อมฟีเจอร์ล้ำสมัย

0
Honda CR-V e:HEV 2

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำและเปิดรับ จองสิทธิ์ ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’ รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปรับไลน์อัปเป็นฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับ SUV ไฮบริดสำหรับครอบครัวที่ครบและคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ด้วยราคาประมาณการเริ่มต้นไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท* จัดเต็มความคุ้มค่าด้วยฟีเจอร์ใหม่! อาทิ ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) และแอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว พร้อมทั้งอัปเกรดฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมในหลากหลายรุ่น** ครั้งแรก! กับรุ่นย่อยใหม่ e:HEV HuNT กับดีไซน์อัปลุคสะท้อนไวบ์ที่แตกต่างอีกขั้น และรุ่นย่อย e:HEV RS ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการลูกค้าอย่างลงตัว พิเศษ! รับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท*** พร้อมรับดอกเบี้ย 0.99%*** และฟรีประกันภัย 1 ปี สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าเพื่อเป็นเจ้าของ Honda CR-V e:HEV ใหม่ ผ่านทางที่ปรึกษาการขายฮอนด้าที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 – 27 พฤศจิกายน 2568
พร้อมจองและรับรถตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568***

เตรียมพบกับการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda CR-V e:HEV ใหม่ ในวันที่
28 พฤศจิกายน 2568
รวมถึงสัมผัสได้ที่บูทฮอนด้า (A08) ในงาน Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่
29 พฤศจิกายน 2568 – 10 ธันวาคม 2568 และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

ไฮไลต์ข้อมูล ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’

Honda CR-V e:HEV 2

  • ใหม่! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย
  • ใหม่! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย
  • ใหม่! แอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว ในทุกรุ่นย่อย
  • สวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 4 รูปแบบ ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ใหม่! โหมดการขับขี่แบบ Individual โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต โหมดการขับขี่แบบปกติ และโหมดการขับขี่แบบประหยัด
  • ใหม่! ครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้าประเทศไทย กับ เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
  • เพิ่ม! ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
  • เพิ่ม! ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • เพิ่ม! เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • เพิ่ม! ขนาดมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT เป็นขนาด 2 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • อัปลุคทั้งภายนอกและภายใน ด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนเฉพาะรุ่นอย่างมีสไตล์
  • สีภายนอก สีใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) ในรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD

Honda CR-V e:HEV 3

โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย พร้อมราคาประมาณการ* ดังนี้

  • ใหม่! รุ่น e:HEV E ราคาประมาณการไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท

รุ่นเริ่มต้นที่ครบครัน สัมผัสกับขุมพลังไฮบริดในเอสยูวีขนาดใหญ่ กับราคาที่เข้าถึงง่าย เอาใจสายคุ้มค่า
ที่มองหาฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัวในทุกวัน

  • รุ่น e:HEV ES ราคาประมาณการ 1,5XX,XXX บาท

ฟังก์ชันรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกการใช้งานของทุกคน พร้อมตอบโจทย์ความสะดวกสบายได้อย่างครบครัน

  • ใหม่! ครั้งแรกกับรุ่น e:HEV HuNT ลุคพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนตัวตนและไวบ์ที่แตกต่างของเหล่า HuNTSTER พร้อมมอบประสบการณ์สุดยูนีคในทุกเส้นทางที่โลดแล่น

Honda CR-V e:HEV 5

  • ใหม่! รุ่น e:HEV RS ราคาประมาณการ 1,6XX,XXX บาท

เพิ่มทางเลือกสำหรับสายมีสไตล์ ด้วยดีไซน์สปอร์ตเอกซ์คลูซีฟ ออปชันล้ำสมัยครบ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ

  • รุ่น e:HEV RS 4WD ราคาประมาณการ 1,7XX,XXX บาท

จัดเต็มสปิริตความสปอร์ตพรีเมียม ผสานระหว่างดีไซน์เอกซ์คลูซีฟ ฟังก์ชันครบ และสมรรถนะขับสนุกพร้อมลุยทุกสภาพถนนอย่างมั่นใจ ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real Time™ AWD)

Honda CR-V e:HEV 7

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.honda.co.th/crv และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์
www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

รายละเอียดโดยย่อของ ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’

ฟีเจอร์ใหม่จัดเต็ม ครบครันคุ้มค่า พร้อมอัปเกรดฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมในหลากรุ่นย่อย เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน

Honda CR-V e:HEV 8

  • ใหม่! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย
  • ใหม่! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย
  • ใหม่! แอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว ในทุกรุ่นย่อย
  • สวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 4 รูปแบบ ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ใหม่! โหมดการขับขี่แบบ Individual โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต โหมดการขับขี่แบบปกติ และโหมดการขับขี่แบบประหยัด
  • ใหม่! ครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้าประเทศไทย กับ เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
  • เพิ่ม! ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
  • เพิ่ม! ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • เพิ่ม! เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • เพิ่ม! ขนาดมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT เป็นขนาด 2 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

ปรับลุคทั้งภายนอกและภายใน ด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนเฉพาะรุ่นอย่างมีสไตล์

ดีไซน์รุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD

  • เปลี่ยน! กันชนหน้าและหลัง สีดำแบบสปอร์ต
  • เปลี่ยน! ชายกันกระแทกด้านข้าง สีดำแบบสปอร์ต
  • เปลี่ยน! มือจับประตูด้านนอก สีดำแบบสปอร์ต
  • เปลี่ยน! ชุดตกแต่งภายในสีเงินอะลูมิเนียมรมดำ ลาย Hairline และสีดำแบบสปอร์ต
  • ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะหนังแท้และวัสดุหนังสังเคราะห์ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมใหม่!
    โลโก้ RS บนเบาะนั่งคู่หน้า
  • เปลี่ยน! ก้านพวงมาลัยสีดำแบบสปอร์ต

ดีไซน์รุ่น e:HEV ES

  • เปลี่ยน! ชุดตกแต่งภายในสีเงินอะลูมิเนียม ลาย Hairline และสีดำแบบสปอร์ต

ดีไซน์รุ่น e:HEV E

  • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว เปลี่ยนสีใหม่! สีดำ Berlina Black

ดีไซน์รุ่น e:HEV HuNT ที่มาพร้อม ใหม่! ชุดแต่ง HuNT แพ็กเกจรอบคัน ได้แก่

  • ชุดเสริมหลังคาคู่
  • บันไดข้าง
  • คิ้วตกแต่งกระจังหน้าสี Glossy Copper
  • คิ้วตกแต่งไฟตัดหมอกสี Glossy Copper
  • แผงใต้กันชนหน้า
  • คิ้วตกแต่งซุ้มล้อหน้า-หลัง

สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่

  • สีใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
  • สีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
  • สีขาวแพลทินัม (มุก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
  • สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
  • สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)
  • สีดำคริสตัล (มุก)

มาพร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Honda e:HEV ทุกรุ่นย่อย มอบสมรรถนะแรง เร้าใจ สมูทในทุกอัตราเร่ง ด้วยการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ในระบบเกียร์อัตโนมัติ E-CVT กับเครื่องยนต์ขนาด
2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่มีประสิทธิภาพสูง มั่นใจไม่ต้องรอรอบในทุกการออกตัว
กับแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 19.6 กม./ลิตร**** (รุ่น e:HEV RS) และ 18.5 กม./ลิตร**** (รุ่น e:HEV RS 4WD)

Honda CR-V e:HEV 9

ห้องโดยสารกว้างขวาง มาพร้อมเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง ดีไซน์มาเพื่อความสะดวกสบายสำหรับทุกคนในทุกการเดินทาง พร้อมฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ใช้งานง่าย เพื่อไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวในทุกวัน

Honda CR-V e:HEV  11

  • ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
  • ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Driver Memory Seat)
  • ระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster (รุ่น e:HEV ES, e:HEV HuNT, e:HEV RS, และ e:HEV RS 4WD)
  • หลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (รุ่น e:HEV ES, e:HEV HuNT, e:HEV RS, และ e:HEV RS 4WD)
  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
  • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง

Honda CR-V e:HEV 12

ครบครันเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย ครบถ้วนด้านเทคโนโลยีการขับขี่ระดับพรีเมียม ให้ทุกการเดินทางสู่จุดหมายเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ โดยทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ได้แก่

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้า
    ที่ความเร็วต่ำ
    (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและการขับขี่อื่น** อาทิ

  • ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) (ยกเว้นรุ่น e:HEV E)
  • ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC)
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold
  • ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors)

ฮอนด้า นำเสนอเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่ ในกิจกรรม “Honda Automotive Technology Workshop” สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เตรียมเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด จัดกิจกรรม Honda Automotive Technology Workshop สำหรับสื่อมวลชน เพื่อเผยข้อมูลของเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่สำหรับรถยนต์ ที่มีแผนจำหน่ายในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020

ฮอนด้า 2

เทคโนโลยีหลักที่นำเสนอในกิจกรรม ได้แก่ 1) แพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 2) เทคโนโลยีระบบไฮบริด-ไฟฟ้า (Hybrid-Electric System) สำหรับรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่รุ่นใหม่ ที่มีแผนเปิดตัวในอเมริกาเหนือช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020 และ 3) เทคโนโลยีหลักที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า Compact รุ่นผลิตจริง โดยอ้างอิงจาก Super-ONE Prototype ที่เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งาน Japan Mobility Show 2025

ฮอนด้ายึดมั่นในเป้าหมายด้าน “สิ่งแวดล้อม” และ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ เพื่อให้ฮอนด้าสามารถส่งมอบความสนุกและอิสระแห่งการขับเคลื่อนแก่ผู้คนได้อย่างยั่งยืน บนพื้นฐานแนวคิดดังกล่าว ฮอนด้าได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวไว้ 2 ประการ ได้แก่ “การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน สำหรับทั้งผลิตภัณฑ์และกิจกรรมองค์กรทั้งหมด” และ “ลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องจากการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วโลกให้เป็นศูนย์ (Zero Traffic Collision Fatalities) ภายในปี ค.ศ. 2050

ในการแถลงแนวทางการดำเนินธุรกิจของฮอนด้า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฮอนด้าได้ประกาศเดินหน้าพัฒนาเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) และพร้อมมอบคุณค่าใหม่ให้แก่ลูกค้า ขับเคลื่อนไปสู่ยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ก้าวล้ำยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ฮอนด้ายังคงเดินหน้าส่งมอบคุณค่า “ความสนุกในการขับขี่” อันเป็นเอกลักษณ์ในยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า (EV) หรือ รถยนต์ไฮบริด นอกจากนี้ ฮอนด้ายังคงยึดหลักการออกแบบ M/M Concept*1 (Man Maximum, Machine Minimum) โดยให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบความสนุกในการขับขี่ พร้อมด้วยความสะดวกสบายและความสนุกให้แก่ผู้โดยสาร

ภายใต้แนวคิด “Enjoy the Drive” ซึ่งสะท้อนคุณค่าหลักของรถยนต์ฮอนด้า ด้วยแนวคิด M/M Concept และ “ความสนุกในการขับขี่” ฮอนด้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์เจเนอเรชันใหม่อย่างต่อเนื่อง  โดยในกิจกรรมครั้งนี้ ฮอนด้าได้เผยโฉมเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อสะท้อนแนวคิดและคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า

ฮอนด้า 3

■ ภาพรวมของแพลตฟอร์มขนาดกลางเจเนอเรชันใหม่

ฮอนด้าเดินหน้าพัฒนาสมรรถนะของระบบไฮบริด และแพลตฟอร์มไฮบริด ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น โดยมีแผนเริ่มนำมาใช้ในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ ที่จะเปิดตัวสู่ตลาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 2027 เป็นต้นไป

แพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาโดยผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยหลากหลายด้าน เพื่อให้ได้ทั้งโครงสร้างตัวถังที่มีความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบาในระดับสูง รวมถึงแนวคิดการออกแบบที่แบ่งระบบหรือผลิตภัณฑ์ออกเป็นโมดูล ที่ช่วยเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้ในหลายรุ่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ฮอนด้าสามารถยกระดับ “ความสนุกในการขับขี่” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจสไตล์สปอร์ตและสนุกสนานยิ่งกว่าเดิม

  • เพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านเสถียรภาพในการขับขี่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสมรรถนะของตัวรถ ฮอนด้าได้พัฒนาแนวทางใหม่ในการจัดการความแข็งแรงของตัวถัง เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่ โดยการปรับสมดุลความแข็งแกร่งของตัวถังให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักโดยรวมของตัวรถลดลง พร้อมทั้งสร้างลักษณะการทรงตัวของรถให้มีความยืดหยุ่นขณะเข้าโค้ง ซึ่งจะสามารถควบคุมแรงกดบนยางแต่ละเส้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ผลลัพธ์ คือ รถยนต์ EV รุ่นใหม่จะมอบเสถียรภาพในการขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สปอร์ตและสนุกเร้าใจยิ่งขึ้น

ฮอนด้ามีแผนนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับแพลตฟอร์มรถไฟฟ้าในอนาคตอีกด้วย

ฮอนด้า 4ฮอนด้า 6

น้ำหนักแพลตฟอร์มของรถไฮบริด จะลดลงถึง 90 กิโลกรัม (198 ปอนด์) เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มรุ่นปัจจุบัน โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างตัวถังและนำวิธีการออกแบบทางวิศวกรรมรูปแบบใหม่มาใช้ ด้วยแพลตฟอร์มรุ่นใหม่นี้ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะพัฒนารถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ที่มอบทั้งความสนุกในการขับขี่และประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมไปพร้อมกัน

แนวคิดการออกแบบที่แบ่งระบบหรือผลิตภัณฑ์ออกเป็นโมดูล จะถูกนำมาใช้เพื่อให้ชิ้นส่วนสามารถใช้ร่วมกันได้หลายรุ่น โดยแยกชิ้นส่วนเป็นโมดูลที่ใช้ร่วมกันได้ เช่น ห้องเครื่องยนต์และโครงสร้างใต้ท้องรถส่วนหลัง และโมดูลเฉพาะส่วน เช่น ห้องโดยสารด้านหลัง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนารถรุ่นใหม่ ฮอนด้าตั้งเป้าให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ สามารถใช้ร่วมกันได้มากกว่า 60% ในทุกรุ่นที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตรถยนต์และความหลากหลายของรุ่นรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพทั้งในด้านการพัฒนาและการผลิตให้เพิ่มขึ้น

จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม ฮอนด้าได้นำเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้ผู้ขับควบคุมรถได้ตามต้องการมาใช้ เช่น ระบบ Motion Management ที่ต่อยอดองค์ความรู้และต้นแบบด้านการควบคุมท่าทาง การพัฒนาหุ่นยนต์เทคโนโลยีต้นแบบ นอกจากนี้ ยังเพิ่มเทคโนโลยี Pitch Control*2 เข้าไปในระบบ Agile Handling Assist ซึ่งเป็นระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้รถมีพฤติกรรมการเข้าโค้งที่ราบรื่น ซึ่งได้ถูกติดตั้งแล้วใน Accord และ Prelude เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพถนน ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะยกระดับ “ความสนุกในการขับขี่” ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

■ ภาพรวมของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่สำหรับไฮบริดเจเนอเรชันใหม่

จากความต้องการของตลาด ส่งผลให้รถยนต์ไฮบริดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฮอนด้าจึงได้วางทิศทางของรถยนต์ไฮบริด โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด (HEV) เจเนอเรชันใหม่ที่จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ให้เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่จะมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่รถยนต์ไฮบริดได้รับความนิยมอย่างสูงสุด

โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นตลาดหลักของรถยนต์ไฮบริด ซึ่งมีความต้องการรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว ฮอนด้ากำลังทำการพัฒนาระบบไฮบริดรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ทรงพลังและความสามารถในการลากจูงสูง (High Towing Capability) ควบคู่ไปกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม เพื่อให้เหมาะสมกับรถยนต์ขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-segment ขึ้นไป โดยมีแผนเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020

ฮอนด้า 7

ในกิจกรรมนี้ ฮอนด้าได้เผยเทคโนโลยีหลักของระบบไฮบริดขนาดใหญ่เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งประกอบด้วย เครื่องยนต์ V6 ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด รวมถึง ชุดขับเคลื่อน และชุดแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทั้งด้านประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมและต้นทุนต่ำ

ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะพัฒนาอัตราการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่เจเนอเรชันใหม่ให้ดีขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปที่จำหน่ายอยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ฮอนด้าจะผสานเครื่องยนต์ V6 รุ่นใหม่ ที่พัฒนาในเรื่องความประหยัดน้ำมันให้ดียิ่งขึ้น เข้ากับชุดขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูงเจเนอเรชันใหม่ พร้อมทั้งนำระบบควบคุมพลังงานอัจฉริยะรุ่นใหม่มาใช้ เพื่อปรับโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งขึ้น

เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทรงพลังให้เหมาะสมกับรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะ ปรับปรุงสมรรถนะด้านอัตราเร่งและการเร่งความเร็วเมื่อเหยียบคันเร่งแบบเต็มกำลังให้ดีขึ้นมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปที่จำหน่ายอยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และชุดขับเคลื่อนแต่ละส่วน รวมถึงการใช้พลังงานเสริมจากแบตเตอรี่อีกด้วย

■ ภาพรวมของเทคโนโลยีไดนามิก สำหรับรถยนต์ Compact EV ต้นแบบ Super-ONE

ฮอนด้า 7

รถยนต์รุ่นผลิตจริงที่พัฒนาขึ้นจากรถต้นแบบ Super-ONE เผยโฉมเป็นครั้งแรกในโลก ณ งาน Japan Mobility Show 2025 มีกำหนดเริ่มวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2026 เป็นประเทศแรก
ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ที่มีความต้องการรถ Compact EV สูง ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “e: Dash BOOSTER” โดยสร้างสรรค์ให้เป็นรถไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนาน น่าตื่นเต้น มาพร้อมหลากหลายฟังก์ชันการใช้งานที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความสุขภายในห้องโดยสารและการขับขี่

แพลตฟอร์มน้ำหนักเบาที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากรถในกลุ่ม Honda N Series โดยมีการขยายความกว้างของตัวรถด้วยการใช้พื้นฐานโครงสร้างแชสซีส์ที่มีการขยายระยะห่างระหว่างล้อและซุ้มล้อมาใช้ นอกจากนี้ ยังรวมตำแหน่งของชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักมากให้อยู่ในจุดเดียว และลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง ด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่แบบบาง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักของรถ EV ไว้ที่ศูนย์กลางใต้ท้องรถ
ด้วยวิธีการนี้ รถต้นแบบ Super-ONE จึงมีน้ำหนักเบาที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถยนต์ EV ในระดับ
A-segment  และมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปขนาด Compact ทั่วไป ซึ่งจากจุดต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยให้รถต้นแบบ Super-ONE มีการตอบสนองต่อการควบคุมของผู้ขับได้อย่างฉับไว และมอบการควบคุมที่สมดุลและมั่นคงแม้ในขณะเข้าโค้ง โดยให้สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ และมั่นใจตลอดการขับขี่ 

รถรุ่นผลิตจริงที่พัฒนาขึ้นจากรถต้นแบบ Super-ONE จะมาพร้อมกับฟังก์ชัน “Boost Mode” ที่ พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ จะช่วยเพิ่มกำลังขับเคลื่อนให้เครื่องยนต์สามารถมอบสมรรถนะได้อย่างเต็มกำลัง พร้อมผสานการทำงานกับระบบจำลองเกียร์ 7 สปีด และระบบ Active Sound Control เพื่อสร้างเสียงเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและให้ความรู้สึกการเปลี่ยนเกียร์ที่เฉียบคม เสมือนกำลังขับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปที่มีระบบเกียร์หลายจังหวะแบบดั้งเดิม

ระบบจำลองเกียร์ 7 สปีด จะมีการคำนวณความเร็วรอบเครื่องยนต์จำลองและตำแหน่งเกียร์แบบเรียลไทม์  โดยอิงจากการควบคุมของผู้ขับ เช่น การเหยียบคันเร่ง สภาพการขับขี่ ความเร็วของรถ รวมถึงพฤติกรรมของรถขณะเข้าโค้ง ด้วยการควบคุมกำลังการขับขี่และการตอบสนองอย่างเหมาะสม ผู้ขับจึงสามารถเพลิดเพลินกับการขับขี่ พร้อมกับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ  นอกจากนี้ ระบบเกียร์จำลอง 7 สปีด ยังจำลองแรงกระชากจากการ คิกดาวน์ ขณะเร่งความเร็ว และจำลองพฤติกรรมของรถขณะเกิด “fuel cut” ซึ่งเป็นการตัดการจ่ายเชื้อเพลิงชั่วคราวเพื่อปกป้องเครื่องยนต์และควบคุมรอบเครื่องให้เหมาะสม ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ฮอนด้าจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์และเอกลักษณ์การขับขี่ที่มุ่งมั่นพัฒนามาตลอดหลายปีในยุครถสันดาป เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อ Super-ONE โดยเฉพาะ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะมอบ ความสนุกในการขับขี่ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Super-ONE ซึ่งผสมผสานความรู้สึกระหว่างการเร่งความเร็วที่นุ่มนวลอย่างต่อเนื่องของรถ EV เข้ากับประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจของรถสันดาปได้อย่างลงตัว

*1 แนวคิด “man maximum, machine minimum (M/M)” เป็นแนวทางพื้นฐานในการออกแบบรถยนต์ของฮอนด้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ภายในรถ โดยการขยายพื้นที่สำหรับผู้โดยสาร และลดพื้นที่สำหรับชิ้นส่วนกลไกให้เหลือน้อยที่สุด

*2  เทคโนโลยีควบคุมแรงหน่วงให้สอดคล้องกับการหมุนพวงมาลัย เพื่อเพิ่มแรงกดที่ยางล้อหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มการยึดเกาะของล้อหน้า

*3 รถรุ่นผลิตจริง จะเปิดตัวภายใต้ชื่อที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค โดยในประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย จะใช้ชื่อว่า ‘Super-ONE’ ขณะที่บางประเทศในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย จะใช้ชื่อว่า ‘Honda Super-ONE’ และในสหราชอาณาจักรจะเปิดตัวภายใต้ชื่อ ‘Super-N’