Home Blog Page 57

“GWM” โชว์ศักยภาพเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนยานยนต์อัจฉริยะ พร้อมชูโมเดล SEE และระบบ ASL บนเวที Automotive Summit 2025

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” GWM ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงาน Automotive Summit 2025 งานสัมนาวิชาการด้านยานยนต์ โดยมีแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำระดับโลกกว่า และผู้ที่อยูในอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดย เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ “AI in Autonomous Driving – How AI work in ADAS/Autonomous Vehicle” เผยแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับสมรรถนะของระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) และระบบขับขี่อัตโนมัติ ทั้งในด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้งาน พร้อมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบภายในรถยนต์ที่เกิดขึ้นจากการผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับระบบควบคุมอัจฉริยะ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงความท้าทายที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเผชิญ ทั้งในด้านการออกแบบระบบให้มีความน่าเชื่อถือ มาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล ตลอดจนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายที่จะรองรับการใช้งานยานยนต์อัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

GWM Thailand 1

Automotive Summit 2025 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Artificial Intelligence for Automotive Industry “AI4AI” ปัญญาประดิษฐ์ขับเคลื่อนยานยนต์สู่อนาคต จัดขึ้น ณ ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 18 – 19 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาภายในงานครอบคลุมการใช้งาน AI ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การใช้งานภายในตัวรถเพื่อเสริมความปลอดภัยและประสบการณ์การขับขี่ การประยุกต์ใช้ในสายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รวมถึงการมีส่วนร่วมของ AI ในระบบนิเวศยานยนต์ยุคใหม่ ทั้งระบบขนส่งอัจฉริยะและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ AI ในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่า พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์อัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

GWM Thailand 3

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) ระบุว่า “ที่ GWM เราเชื่อมั่นว่าอนาคตของการขับขี่จะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง เราจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ ด้วยการผสาน AI เข้ากับระบบความปลอดภัยและการตัดสินใจของรถอย่างลึกซึ้ง ทั้งในรูปแบบของโมเดล SEE (Safety, Efficiency, Experience) และเทคโนโลยี ASL (Agent of Space & Language) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก GWM มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่ไม่เพียงตอบโจทย์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ชาญฉลาดและเป็นธรรมชาติสำหรับผู้ใช้งานในทุกมิติ”

GWM Thailand 4

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงใช้ “สถาปัตยกรรมแบบ End-to-End เชิงโมดูลาร์” ซึ่งแบ่งกระบวนการทำงาน เช่น การรับรู้ ตัดสินใจ และควบคุม ออกเป็นส่วน ๆ โดย AI จะเข้ามาช่วยในแต่ละขั้นตอน จุดเด่นคือความยืดหยุ่นและสามารถให้มนุษย์ควบคุมร่วมได้ แต่ข้อจำกัดคือแต่ละส่วนแยกกัน ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารภายในระบบ เพื่อแก้ปัญหานี้ GWM จึงเกิดแนวคิด “Full End-to-End” ที่รวมทุกกระบวนการไว้ในโมเดล AI เดียว แม้จะทันสมัยและคิดตัดสินใจเองได้ทั้งหมด แต่ยังมีข้อท้าทายด้านความปลอดภัย และไม่สามารถควบคุมจากมนุษย์ได้ GWM จึงได้พัฒนาโมเดล “SEE (Safety, Efficiency, Experience)” โมเดลขนาดใหญ่ที่รวมข้อดีของทั้งสองระบบเข้าด้วยกัน โดยระบบจะรับรู้ วิเคราะห์ และควบคุมได้แม่นยำในหนึ่งเดียว พร้อมเปิดให้มนุษย์ควบคุมบางสถานการณ์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

 

ทั้งนี้ GWM ได้นำโมเดล SEE มาติดตั้งในรถ MPV ระดับเรือธงอย่าง GWM WEY 80 ในประเทศจีน เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ โดย SEE ถูกพัฒนาให้ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์ม Coffee Pilot Ultra ผสานเซ็นเซอร์อัจฉริยะ 27 ตัว และชิป NVIDIA Orin-X เพื่อประมวลผลข้อมูลรอบทิศทางอย่างแม่นยำ พร้อมรองรับการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ผ่านเทคโนโลยี End-to-End ที่สามารถรวมข้อมูลจากเสียง ภาพ ข้อความ และการสัมผัสเข้าด้วยกัน นับเป็นระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติที่มีความสามารถในการรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวรถอย่างแม่นยำ วิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมด้วยความสามารถในการโต้ตอบกับผู้ขับขี่ในแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การขับขี่ทั้งราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้นในหลากหลายสถานการณ์

GWM Thailand  7

นอกจากนี้ GWM ยังได้เปิดเผยถึง “ASL” (Agent of Space & Language) โมเดล AI แห่งอนาคตที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งถูกออกแบบให้สามารถสื่อสารกับผู้ขับขี่ผ่านภาษามนุษย์โดยตรง พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลจากสามแหล่งสำคัญ ได้แก่ ภาพ 3 มิติจากกล้องรอบตัวรถ ระบบ LiDAR และเรดาร์ เพื่อให้เข้าใจบริบทของการเดินทางอย่างรอบด้าน ASL เปรียบเสมือนสมองกลอัจฉริยะภายในรถ ที่มีความสามารถในการเรียนรู้ วิเคราะห์ และปรับตัวได้อย่างแม่นยำ ด้วยศักยภาพในการประมวลผลข้อมูลหลากหลายมิติ AI รุ่นนี้สามารถพิจารณาทั้งจุดหมายปลายทาง ความต้องการเฉพาะบุคคล และสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ไร้รอยต่อและตอบโจทย์เฉพาะตัวในแต่ละเส้นทางได้อย่างลงตัว GWM เชื่อมั่นว่า ปี 2025 จะเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของ AI และในอนาคต ASL จะไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่จะกลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่เข้าใจผู้ขับขี่อย่างแท้จริง

GWM Thailand  9

แม้ AI จะล้ำหน้าเพียงใดแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วทั้งโลกยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ทัศนคติของผู้คนและการยอมรับจากสังคม โดยทัศนคติของผู้คนมักขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในระบบ ความรู้สึกปลอดภัย และความคุ้นชินกับการควบคุมรถด้วยตัวเอง แม้หลายคนจะมองเห็นข้อดีด้านความสะดวกและความปลอดภัย แต่บางส่วนยังลังเลเพราะไม่มั่นใจในการปล่อยให้ AI ตัดสินใจแทน 2) ความชอบธรรมและความรับผิดทางกฎหมาย ประเด็นด้านกฎหมายและความรับผิดชอบของรถไร้คนขับยังคงเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องกำหนดแนวทางอย่างชัดเจน โดยปัจจุบัน ความรับผิดชอบอาจตกอยู่กับหลายฝ่าย เช่น เจ้าของรถ ผู้ผลิต หรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ รัฐควรร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในการวางกฎหมายและมาตรฐานที่สร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยของผู้ใช้และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึงกำหนดกระบวนการทดสอบและกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส และ 3) ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันการเติบโตของเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ รัฐและอุตสาหกรรมควรร่วมมือกันใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ สนับสนุน R&D ผ่านทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี, จัดทำกฎหมายที่ชัดเจนและเข้มงวดเพื่อความปลอดภัย และลงทุนในการให้ความรู้แก่ประชาชนและบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตของ Autonomous Vehicle อย่างยั่งยืน

ยานยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และบทบาทของ GWM ในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง SEE และ ASL คือหลักฐานชัดเจนของความมุ่งมั่นสู่อนาคตที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น บนเวที Automotive Summit 2025 ครั้งนี้ GWM ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี แต่ยังชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของทิศทางอุตสาหกรรม ทั้งด้านนวัตกรรม กฎหมาย และสังคมที่จะต้องเดินหน้าควบคู่กัน เพื่อปูทางสู่ยุคใหม่ของการเดินทางที่อัจฉริยะและยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

“PTG” ติดอันดับ Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ขยับขึ้นสู่อันดับที่ 48 ในระดับภูมิภาค สะท้อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของ PTG

0
PTG 1

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2025 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันโดยขยับขึ้นจากอันดับที่ 58 มาอยู่ที่อันดับ 48 ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขึ้นสู่อันดับที่ 11 ของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จากการจัดอันดับโดย นิตยสาร Fortune ซึ่งอ้างอิงจากรายได้ในปี 2024 การจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของ PTG โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวมเติบโต 13.6% เทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) ซึ่งเกิดจากความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพการขยายธุรกิจในหลากหลายมิติ และการส่งมอบคุณค่าให้แก่ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กล่าวว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ PTG ได้รับการจัดอันดับในลิสต์สำคัญระดับภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง การขยับขึ้น 10 อันดับในปีนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่งของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทีมงานทุกคนที่ร่วมกันผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด ESG ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล”

Fortune Southeast Asia 500 เป็นการจัดอันดับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ โดยพิจารณาจากรายได้ของบริษัทในปีบัญชีล่าสุด (2567) ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ของการจัดอันดับ โดยมีบริษัทจาก 7 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา

สำหรับ PTG การได้รับการจัดอันดับในระดับภูมิภาคอีกครั้ง ยิ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนา ธุรกิจควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายการสร้างโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงชีวิตที่“อยู่ดี มีสุข” ในทุกด้านของช่วงชีวิต ผ่านการพัฒนานวัตกรรมการให้บริการที่ครอบคลุม และการขยาย เครือข่ายธุรกิจในทุกมิติ

“นิสสัน” มอบรางวัลผู้ชนะโครงการ “Nissan e-POWER Challenge 2024 ขับมันส์ ประชันไอเดีย” พร้อมพาผู้ชนะบินลัดฟ้าสู่ญี่ปุ่น สัมผัสต้นกำเนิดแบรนด์นิสสัน

0
นิสสัน 1

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผลผู้ชนะการแข่งขัน “NISSAN e-POWER Challenge 2024: The One and Only” ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับประเทศที่เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาร่วมพัฒนาแผนการตลาดเชิงสร้างสรรค์ และผลิตวิดีโอเพื่อส่งเสริมเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ของนิสสัน โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของนิสสันในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านนวัตกรรมที่ยั่งยืนและการมีส่วนร่วมกับชุมชนในระยะยาว โดยยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของนิสสันในการสร้างโลกที่สะอาด ปลอดภัย และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของเราว่าความรับผิดชอบขององค์กรไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพัฒนานักการตลาดรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเสริมพลังให้คนรุ่นใหม่สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนมากขึ้นอีกด้วย ด้วยการฝังคุณค่าเหล่านี้ลงในกิจกรรมที่จับต้องได้ และเกิดขึ้นจริง นิสสันยังคงสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยทีมที่ชนะเลิศได้รับทุนการศึกษา และทริปศึกษาดูงานสุดพิเศษที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของนิสสัน และเรียนรู้เกี่ยวกับตำนานของแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 90 ปี

นิสสัน 3

การแข่งขัน “NISSAN e-POWER Challenge 2024จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และพัฒนาศักยภาพของเยาวชน โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมทั้งความคิดสร้างสรรค์ และการวางกลยุทธ์ ทีมมหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศได้รับโจทย์ให้จัดทำข้อเสนอทางการตลาดที่แปลกใหม่ พร้อมผลิตวิดีโอคอนเทนต์ต้นฉบับที่สามารถสื่อสารคุณค่าของเทคโนโลยี   อี-พาวเวอร์ ของนิสสันได้อย่างน่าสนใจ และให้ความรู้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของนักศึกษา นิสสันได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และการสื่อสารมาร่วมให้คำแนะนำแบบเจาะจง และทำหน้าที่เป็นกรรมการตลอดการแข่งขัน

ทีมผู้เข้ารอบสุดท้ายจากแต่ละภูมิภาคได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอแนวคิดในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจัดขึ้นในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมา นักศึกษาได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ผ่านการนำเสนอในระดับมืออาชีพ พร้อมแผนการตลาดที่มีโครงสร้างชัดเจน ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักการตลาดมืออาชีพอย่างมาก แต่ละทีมมีมุมมองที่แตกต่างกัน บางทีมผสมผสานวัฒนธรรมไทยหรือความเชื่อท้องถิ่นเพื่อเสริมเรื่องราวให้มีเอกลักษณ์ หลายทีมโดดเด่นในด้านคุณภาพการผลิตวิดีโอ ตั้งแต่การพัฒนาเนื้อเรื่อง การเรียบเรียงเรื่องราว มุมกล้อง ไปจนถึงการดำเนินงานโดยรวม

นิสสัน 3

ทีมชนะเลิศระดับประเทศในโครงการ NISSAN e-POWER Challenge 2024 ขับมันส์ ประชันไอเดีย Content Creator & Marketing Contest” ในปีนี้ ได้แก่ทีมจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งได้รับทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท พร้อมทริปพิเศษ ไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่นิสสันในโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น

ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและเพื่อนๆ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพรับทุนการศึกษามูลค่า 50,000 บาท ซึ่งทีมนี้ยังมีผลงานที่ได้รับยอดวิวสูงสุด จนได้รับรางวัล NISSAN e-POWER Challenge Popular View เป็นครั้งที่ 2  ซึ่งได้รับทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท

ตัวแทนจากภาคเหนือ คือ ทีมมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมทุนการศึกษามูลค่า 30,000 บาท  ตามมาด้วยอีก 3 ทีมที่ได้รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ จากภาคกลางและภาคตะวันออก ทีมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทีมมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จากภาคใต้ ซึ่งแต่ละทีมได้รับทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท

นิสสัน 5

อัจจิมา วรรณพินทุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด, นิสสัน ประเทศไทย เปิดเผยความประทับใจต่อผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการในปีนี้

“น้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการ แม้ว่าจะยังเป็นมือสมัครเล่น แต่มีมุมมองที่สะดุดตาสะดุดใจนักการตลาดมืออาชีพหลายเรื่อง ซึ่งทำให้เราเข้าใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะกลายมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ ความกล้าของน้องๆ ที่จะออกจากคอมฟอร์ทโซน และทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของนิสสันที่ว่า DARE TO DO WHAT OTHERS DON’T หรือกล้าที่จะทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ คุณสมบัตินี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นวัตกรรม และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สำหรับน้องๆ ที่จะเดินไปบนเส้นทางของการเป็นนักการตลาดยุคดิจิทัลได้อย่างสนุกสนานและประสบความสำเร็จในวันข้างหน้า  นิสสันหวังว่าทริปไปญี่ปุ่นครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ เดินหน้าต่อไป  และเราจะยังคงสร้างโอกาสให้น้องๆได้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเองผ่านกิจกรรมดีๆ แบบนี้อีกในอนาคต”  อัจจิมากล่าว

สำหรับทีมชนะเลิศ นอกจากได้รับทุนการศึกษาแล้ว นิสสันยังได้จัดทริปนำน้องๆ ทั้ง 4 คนไปทัศนศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น  ซื่อน้องๆ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประทับใจมาก พวกเขาได้ไปสัมผัสกับความสวยงามของภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น และได้ไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ หัวใจของนิสสัน รวมถึง NISSAN Heritage ซึ่งเป็นศูนย์รวบรวมรถยนต์ที่เป็นตำนานของนิสสันตั้งแต่เริ่มยุคก่อตั้ง ทั้งรถยนต์แบบต่างๆ รวมทั้งรถแข่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับนิสสันในสนามแข่งระดับโลกที่ทำให้น้องๆ ได้ภาคภูมิใจกับแบรนด์นิสสันมากขึ้น และ  NISSAN GALLERY ซึ่งรวบรวมรถยนต์รุ่นปัจจุบันทุกประเภทไว้มากมาย

นอกจากนี้ น้องๆ ยังได้ไปเยี่ยมชม NISSAN Crossing GINZA ที่ให้ประสบการณ์แบบ immersive ได้สัมผัสกับนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตในธีม Nissan Intelligent Mobility ได้เห็นวิสัยทัศน์ของนิสสันที่จะสร้างสรรค์ยานยนต์และเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ และนวัตกรรมเพื่อไม่ให้มีการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเมื่อใช้รถนิสสัน ตลอดจนคอนเซ็ปต์คาร์ที่สะท้อนความโดดเด่นของนิสสันทั้งในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การออกแบบ และแนวคิดใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนโลกยานยนต์ในอนาคต

อีกหนึ่งไฮไลต์คือการได้เยี่ยมชมผลงานศิลปะแนว immersive ที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ TOKYO Team Lab Borderless: MORI Building DIGITAL ART MUSEUM ที่ให้แรงบันดาลใจและเติมพลังความคิดสร้างสรรค์ให้น้องๆ เพื่อนำไปใช้ในการทำงานในอนาคต

จิรชัย จันทร์ศรี ตัวแทนทีมชนะเลิศ กล่าวว่า “ขอบคุณนิสสันที่ได้ให้โอกาสกับเรา  การได้มาร่วมกิจกรรมนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ  ได้พบกับผู้บริหารและพนักงานของนิสสันที่นี่ ซึ่งทำให้ได้แรงบันดาลใจหลายเรื่อง  ได้รู้จักประวัติศาสตร์ความเป็นมาของนิสสัน ได้เห็นอนาคตในด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมที่น่าสนใจ  ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์นิสสันมากขึ้น ที่สำคัญคือ ตอนที่ร่วมโครงการ Nissan e-POWER Challenge เราได้รู้จักเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ว่าเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญเหมาะกับยุคปัจจุบัน มีความพิเศษเฉพาะตัว มีความคล่องตัว ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดี พอได้เห็นนวัตกรรมเทคโนโลยี   อี-พาวเวอร์ ล่าสุดที่ญี่ปุ่น พวกเรายิ่งรู้สึกประทับใจและมีแรงบันดาลใจมากขึ้นอีก”

 

“เอ็มจี” โชว์ศักยภาพ “ไฮบริดตัวจี๊ดหัวใจนักสู้” ALL NEW MG3 HYBRID+ ในรายการ GC GRID Competition

0
ALL NEW MG3 HYBRID+ 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย สร้างผลงานในเกมการแข่งขัน Gymkhana อย่างต่อเนื่อง หลังจากส่ง NEW MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER ที่ไม่ได้มีการจูนอัพ หรืออัพเกรดช่วงล่างใดๆ กรุยทางประเดิมลงแข่งในสนาม Gymkhana GC Grid Competition Series 2025 By HarsonTyres เป็นรุ่นแรก ล่าสุด เอ็มจี เสริมทัพเพิ่มอีกรุ่น ด้วยการส่ง ALL NEW MG3 HYBRID+ ลงแข่งขันในรายการเดียวกัน โชว์ศักยภาพ “ไฮบริดตัวจี๊ด” พร้อมต่อยอดการพิสูจน์สมรรถนะของรถแฮทช์แบ็กในสนามแข่งจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับระบบ HYBRID+ ที่ตอบสนองได้ดีส่งให้รถคล่องตัวและควบคุมได้อย่างยอดเยี่ยมในสนามแข่งที่ท้าทาย การลงสนามแข่งครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ที่มุ่งพัฒนาและยกระดับรถยนต์ให้มีสมรรถนะที่ดี พร้อมลงสนามแข่งได้โดยไม่ต้องปรับจูนเพิ่มเติม

 ALL NEW MG3 HYBRID+ 2

ALL NEW MG3 HYBRID+ คือยนตรกรรมแฮทช์แบ็กไฮบริด 5 ประตู ที่ เอ็มจี วางหมากอย่างมีกลยุทธ์ให้เป็น “ยนตรกรรมไฮบริดตัวจี๊ดพร้อมที่จะก้าวสู่โลกของเกมส์การแข่งขัน” สำหรับคนรุ่นใหม่ที่โหยหาความเร้าใจในชีวิตประจำวัน โดยไม่ละทิ้งความคุ้มค่าในการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม First Jobber ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน หรือสายขับรุ่นใหม่ที่ต้องการรถคันแรกที่ตอบโจทย์ทั้งความสนุกและความมั่นใจบนท้องถนน รถรุ่นนี้ถูกพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ได้มีดีสำหรับแค่ใช้งานในชีวิตประจำวันที่มอบความประหยัดในสไตล์รถไฮบริด หากแต่ยังมี “ความสามารถที่เกินคาด” ที่พร้อมเปิดประตูสู่เส้นทางการแข่งขัน ด้วยระบบไฮบริดรุ่นใหม่ที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 102 แรงม้า (75 กิโลวัตต์) รองรับเชื้อเพลิง E20 กับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดเร้าใจสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร จึงสามารถเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างฉับไวภายในเวลาเพียง 8 วินาที ช่วงล่างที่ถูกออกแบบใหม่ น้ำหนักเบา ระบบบังคับเลี้ยวแม่นยำ และระบบ Regenerative Braking ช่วยให้ควบคุมได้อย่างมั่นคง แม้ในสถานการณ์ที่ต้องเข้าโค้งหรือเร่งออกตัวอย่างต่อเนื่อง โดดเด่นทั้งประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ด้วยระยะทางวิ่งไกลกว่า 800 กิโลเมตรต่อหนึ่งถังน้ำมัน พื้นที่เก็บสัมภาระที่จุได้มากถึง 1,037 ลิตร พร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองและสายขับทุกเจเนอเรชัน

NEW MG3 3

บทพิสูจน์ตัวจริงกับเวทีการแข่งขันสนามพิเศษ GC GRID Competition เอ็มจี เดินหน้าผนึกกำลังพันธมิตรระดับแนวหน้าของวงการ ด้วยความร่วมมือกับยางรถยนต์ YOKOHAMA และครีเอเตอร์สายซิ่ง อย่าง คุณตี้ DayDreamDrive เพื่อยกระดับประสบการณ์การแข่งขันไปอีกขั้น โดย ALL NEW MG3 HYBRID+ ถือเป็นการผสานศิลปะของการควบคุมเข้ากับสมรรถนะรถยนต์อย่างแท้จริง และเส้นทางการแข่งขันที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แฝงไปด้วยอุปสรรคแบบ Urban Challenge อาทิ โค้งแคบ ทางเลี้ยวต่อเนื่อง และการหลบหลีกในพื้นที่จำกัด เอ็มจี เชื่อมั่นว่าเหมาะที่สุดสำหรับการเผยศักยภาพที่แท้จริงของตัวรถ และการแสดงออกถึงบุคลิก และสมาธิ เทคนิค ของนักแข่ง ร่วมกับ ALL NEW MG3 HYBRID+ ที่ออกแบบมาให้โดดเด่นในเรื่อง ความคล่องแคล่ว แม่นยำ และการตอบสนองของพวงมาลัยที่เฉียบคม การออกตัวที่ฉับไว ทำให้สามารถพุ่งทะยานเข้าสู่โค้งต่อเนื่องได้ สะท้อนความสมดุลระหว่างความสนุกในการขับขี่กับเทคโนโลยีที่พร้อมลุยทั้งสนามแข่งและท้องถนนจริง

NEW MG3 4

สำหรับการแข่งขันในรายการนี้ รถ ALL NEW MG3 HYBRID+ ที่ลงแข่งเป็นรถสแตนด์ดาร์ด ไม่มีการจูนเครื่องยนต์หรือตัดต่อกำลังเพิ่มเติมแต่อย่างใด โดยมีการปรับเปลี่ยนเพียงบางจุดเพื่อให้เหมาะสมกับสนามแข่ง ได้แก่ การเปลี่ยนยางคู่หน้าเป็น YOKOHAMA Advan A052 และยางหลังเป็น YOKOHAMA Advan Neova AD08RS ทั้งหมดผ่านการทดสอบจริงก่อนวันแข่งขัน นอกจากนี้ยังมีการปรับเซ็ตช่วงล่างโดย PROFENDER และติดตั้งชุดระบบเบรกจาก RUNSTOP เพื่อรองรับจังหวะและสไตล์การขับในสนามอย่างเฉพาะเจาะจง

ALL NEW MG3 HYBRID+ ได้ผ่านการพิสูจน์ความแกร่งในสนามแข่งขันจริงมาแล้วอย่างไม่ธรรมดา ผ่านรายการ GC GRID Competition 2025 รอบที่ 3 และ 4 ณ สนาม ปทุมธานี สปีดเวย์ ที่ระเบิดฟอร์มได้อย่างโดดเด่น โดยสามารถทะยานคว้าอันดับที่ 3 มาครองได้อย่างสง่างาม ในการแข่งขัน สร้างกระแสชื่นชมบนโซเชียลจากแฟนๆ ที่ไม่คาดคิดว่า ALL NEW MG3 HYBRID+ คันเดียวกับที่ใช้จัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมาจะสามารถคว้าอันดับ 3 ซึ่งครั้งนี้ไม่เพียงแค่ตอกย้ำถึงศักยภาพของรถไฮบริดตัวจี๊ดคันนี้ แต่ยังประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เอ็มจี ไม่ได้เพียงแค่สร้างรถที่ขับขี่สนุกในชีวิตประจำวัน แต่กำลังทะยานเข้าสู่สังเวียนการแข่งขันอย่างมั่นคงและสง่างาม

NEW MG3 5

และในการแข่งขัน GC GRID Competition Exhibition Match ครั้งนี้ ALL NEW MG3 HYBRID+ สามารถสร้างผลงานด้วยการคว้ารางวัล อันดับ 3 รุ่น GC5 “เกียร์ออโต้” (Auto) ได้ทั้ง 2 สนาม ตอกย้ำความเป็น “ไฮบริดตัวจี๊ด” สมรรถนะไฮบริดขับสนุกที่พร้อมลุยทุกโค้งอย่างมั่นใจ นอกจากนี้ NEW MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER ยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงจาก เอ็มจี ลงสนามแข่งขันรุ่น GC9 “EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ไม่จำกัดระบบขับเคลื่อน” โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น โดยคว้าอันดับที่ 1 ในการแข่งขันทั้งสองวัน ตอกย้ำศักยภาพของการเป็นรถ “อีวีสายพันธุ์แท้” ที่พร้อมลุยสนามจริงได้อย่างมั่นใจและเร้าใจทุกโค้ง

NEW MG3 9

เสียงจากนักแข่ง “ตี้ DayDreamDrive” ALL NEW MG3 HYBRID+ ทำให้โลกไฮบริดเปลี่ยนไป
คุณตี้ – ฐนอนันต์ ตีระอรรถชวิน จากเพจ DayDreamDrive นักแข่งและครีเอเตอร์สายยานยนต์ชื่อดัง ซึ่งเป็นนักขับหลักของรุ่นนี้ ได้ถ่ายทอดความประทับใจหลังจบการแข่งขันว่า “ALL NEW MG3 HYBRID+ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง เดิมทีผมมีความกังวลเล็กน้อยว่ารถไฮบริดที่ไม่ได้มีการปรับแต่งใด ๆ อาจมีอัตราเร่งที่ไม่ทันใจ แต่เมื่อได้ลองขับจริงกลับพบว่า การตอบสนองของตัวรถรวดเร็วและเฉียบคมอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะในสนามที่เต็มไปด้วยโค้งต่อเนื่อง ช่วงล่างและระบบพวงมาลัยถูกออกแบบมาอย่างลงตัว จูนเพิ่มอีกนิดก็สามารถทำให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในสนามแข่ง จนให้ความรู้สึกราวกับกำลังขับรถแข่ง ทั้งที่ความจริงแล้วนี่คือรถที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ถือเป็นรถไฮบริดที่เปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง”

NEW MG3 7

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การที่ เอ็มจี นำ ALL NEW MG3 HYBRID+ ลงแข่งขันในเกมการแข่งขันในรูปแบบ Gymkhana เป็นการประสานระหว่างความสามารถการควบคุมของคนขับและสมรรถนะของรถยนต์ที่ลงตัว และถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถไฮบริดรุ่นใหม่จาก เอ็มจี ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ขับขี่ได้ทุกวันและแฝงไว้ด้วยหัวใจของการขับสนุกที่ถือเป็นเอกลักษณ์การออกแบบรถยนต์ของ เอ็มจี ซึ่งนี่คือสิ่งที่ เอ็มจี ตั้งใจจะมอบให้ ไม่ใช่แค่ในฐานะรถยนต์ที่ใช้งานได้จริงเท่านั้น แต่ เอ็มจี มอบโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสสัมผัสความรู้สึกของเกมการแข่งขันอย่างแท้จริง”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

‘Hyundai Executive Car, Clearance Sale’ ยกขบวนรถผู้บริหารไมล์น้อย ลดสูงสุดกว่า 900,000 บาท! 2 วันเท่านั้น 21–22 มิถุนายนนี้ ที่ Hyundai H-Space วิภาวดี

0
Hyundai 1

ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ขอเชิญสัมผัสประสบการณ์เลือกซื้อรถยนต์ผู้บริหารไมล์น้อยคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่คุ้มเกินคาด “Hyundai Executive Car, Clearance Sale” ครั้งแรกของงานรถไมล์น้อยป้ายแดงและรถยนต์จัดแสดงสภาพเยี่ยมจากฮุนได พร้อมข้อเสนอสุดเร้าใจ จัดเต็มครบทุกรุ่นทุกเซกเมนต์ โอกาสดี ๆ มีแค่ 2 วันเท่านั้น วันที่ 21–22 มิถุนายนนี้เท่านั้น ณ โชว์รูม Hyundai H-Space วิภาวดี 8 โมงเช้า ถึง 8 โมงเย็น จำนวนจำกัด

พบกับยนตรกรรมระดับเรือธง ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปยอดนิยม อาทิ CRETA, STARGAZER, SANTA FE, PALISADE และ STARIA หรือหากคุณกำลังมองหานวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่คว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วอย่าง IONIQ 5 และ IONIQ 6 ก็พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของในราคาสุดพิเศษ ไฮไลต์สำคัญของงานนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ราคาที่เร้าใจ แต่คือความคุ้มค่าระดับสูงสุด ที่ลูกค้าจะได้รับรถยนต์ทุกคันมาพร้อมการรับรองคุณภาพจากศูนย์บริการมาตรฐานฮุนได ดูแลอย่างพิถีพิถัน เสมือนใหม่ พร้อมการรับประกันหลังการขายแบบเดียวกับรถใหม่ป้ายแดง

ไฮไลต์จากงาน Hyundai Executive Car Clearance Sale ราคาสุดเฉพาะในงาน*
oSTARGAZER Smart 6 ราคาพิเศษ 499,000 บาท*
oSTARIA Premium with Sunroof ส่วนลดสูงสุด 550,000 บาท*
oCRETA Smart ราคาพิเศษ 699,000 บาท*
oSANTA FE Exclusive ส่วนลดสูงสุด 550,000 บาท*
oPALISADE Exclusive ส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท*
oIONIQ 5 First Edition ส่วนลดสูงสุด 900,000 บาท*
oIONIQ 6 ราคาพิเศษ 1,599,000 บาท*

จำนวนรถมีจำกัด อย่าพลาดโอกาสเดียวในรอบปีที่จะได้ครอบครองยนตรกรรมระดับพรีเมียมในราคาที่คุณสัมผัสได้ พร้อมคุณภาพที่ไว้ใจได้จริง แล้วพบกันที่ ฮุนได H-Space วิภาวดี 08.00-20.00น. 21-22 มิถุนายน 68
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท กำหนด เฉพาะรุ่นและสีรถที่ร่วมรายการ

RIDDARA RD6 รถกระบะไฟฟ้า 100% ในเครือ GEELY เข้าประจำการในบริษัท รักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานไทย สนับสนุนภารกิจ “สนามบินต้นแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Airport)”

0
Geely Riddara 1

GEELY RIDDARA ประเทศไทย เดินหน้าแผนงานกลยุทธ์ด้านการขายสำหรับลูกค้าองค์กรหลังบรรลุข้อตกลงด้านการขาย RIDDARA RD6 ให้กับบริษัท ไทยอีวี จำกัด (Thai EV) ซึ่งเป็นบริษัทฯ ที่ให้บริการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เช่าระยะยาวให้กับ บริษัท รักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานไทย จำกัด (บรท.) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) โดยรถกระบะไฟฟ้า RIDDARA RD6 ทั้งหมดจะเข้าประจำการแทนรถกระบะเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปและให้บริการด้านความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนานานชาติสุวรรรณภูมิ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผลักดันให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นสนามบินต้นแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Airport) แห่งแรกในไทย ตามนโยบายของการท่าอากาศยานไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

Geely Riddara 2

มร. จาง ชง ผู้จัดการทั่วไป GEELY RIDDARA ประเทศไทย กล่าวเน้นย้ำถึงการส่งมอบรถกระบะไฟฟ้า RIDDARA RD6 ในครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือกับบริษัท ไทยอีวี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และโซลูชั่นแบบครบวงจร ได้สนับสนุนวิสัยทัศน์รวมทั้งแผนการดำเนินงานของ GEELY RIDDARA ในการสร้างประสบการณ์ใหม่ของการใช้งานรถกระบะในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เรามั่นใจว่าการนำรถกระบะพลังงานไฟฟ้ารุ่น RIDDARA RD6 ไปใช้ในการปฎิบัติภารกิจต่างๆ ของ บริษัท รักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานไทย จำกัด นอกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ยกระดับการปฎิบัติการด้านความปลอดภัยแล้วยังสนับสนุนนโยบายด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งสู่การเป็น Green Airport ได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการตอกย้ำว่าภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่สามารถเป็นผู้นำในการนำแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนมาใช้ได้อย่างชัดเจน”

Geely Riddara 3

GEELY RIDDARA ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานรถกระบะไฟฟ้า สำหรับ RIDDARA RD6 คือผลลัพธ์ของการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบประการณ์ที่เหนือกว่าด้วยการประสานสมรรถนะและความสามารถในการบรรทุกของรถกระบะ เข้ากับความอัจฉริยะของยานยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ “การได้เห็นรถกระบะไฟฟ้าของเรากลายเป็นส่วนสำคัญในแผนงานด้านความยั่งยืนของบริษัทชั้นนำขนาดใหญ่หลากหลายองค์กรนับเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งของเราเพราะสิ่งนี้จะเป็นการยืนยันถึงวิสัยทัศน์ของเราที่สะท้อนให้เห็นว่าเรารถกระบะพลังงานไฟฟ้าของเราสามารถมอบประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายที่สามารถผสานรวมเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างราบรื่นอย่างและลงตัว” มร. จาง ชง ผู้จัดการทั่วไป GEELY RIDDARA ประเทศไทย กล่าว
Geely Riddara 4

RIDDARA RD6 รถกระบะพลังงานไฟฟ้า 100% ผสานจุดเด่นของรถกระบะและรถยนต์ไฟฟ้าเข้าด้วยกันจึงมอบความสะดวกสบายระดับ SUV ตอบโจทย์ทุกการใช้งานแบบกระบะ โดดเด่นด้วยสมรรถนะด้วยอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ได้ภายใน 4.5 วินาที ให้แรงบิดสูงสุดถึง 595 นิวตันเมตร รองรับน้ำหนักบรรทุกได้ถึง 1 ตัน และลากจูงสูงสุด 3,000 กิโลกรัม พร้อมห้องโดยสารกว้างขวางสไตล์ SUV ที่มอบความสะดวกสบาย พร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือการขับขี่อย่างครบครัน อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่ารถกระบะเครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไป

Deliver RIDDARA 5

GEELY RIDDARA พร้อมร่วมมือกับองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมเพื่อส่งมอบยานยนต์ที่สอดรับกับความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กรและพร้อมให้คำปรึกษาสำหรับองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยหน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อฝ่ายขายองค์กรเพื่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเพื่อรับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ที่ GEELY RIDDARA Call Center หมายเลข 02-039-5777

RIDDARA RD6 โดดเด่นด้วยนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแพลตฟอร์มรถยนต์ที่พัฒนาเอาจุดเด่นของรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาผสมผสานกัน ทำให้ RIDDARA RD6 มีความโดดเด่นทั้งในด้านของการออกแบบ สมรรถนะและความอัจฉริยะในแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยโครงสร้างตัวถังขนาดใหญ่และมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย และติดตั้งระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ที่ครบครัน พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับทั้งการเดินทาง และการทำกิจกรรมแบบเอาท์ดอร์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป

Deliver RIDDARA 6

อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และแรงบิดสูงสุด 595 นิวตันเมตร มาพร้อมช่องจ่ายกระแสไฟตามมาตรฐานยุโรปขนาด 6KW ที่กระบะท้าย รวมไปถึงการเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือทำให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน

สะดวกสบายระดับ SUV ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่เงียบสงบด้วยเทคโนโลยี Pure Electric NVH Silent พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว ที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายขนาด 50W ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศ CN95 filter ที่สามารถกรองฝุ่นPM2.5และไอเสียจากภายนอกห้องโดยสารได้ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะหนังคุณภาพสูงดีไซน์เอกลักษณ์สามารถปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศที่เบาะโดยสาร เบาะหน้าเอนราบได้แบบ 180 องศา พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกครบครัน

Deliver RIDDARA 7

ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 แบบอัตโนมัติ โดยมีโหมดการขับขี่ 7 โหมด สำหรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน (Sand / Mud / Off-road / Wading / Economy / Comfort / Sport) อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุด 815 มิลลิเมตร มีพื้นที่บรรทุกกระบะท้ายขนาด 1,200 ลิตร ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าขนาด 70 ลิตร และพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังอีก 48 ลิตร อีกทั้งยังมีความสามารถในการลากจูงได้สูงสุดถึง 3,000 กิโลกรัม

RIDDARA RD6 มีระบบความปลอดภัยรอบคัน ซึ่งรวมถึงระบบช่วยในการขับขี่ ADAS (Advanced Driving Assistance Systems) สูงสุด 14 ระบบ และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 6 จุดช่วยปกป้องทั่วทั้งห้องโดยสาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของโครงสร้างรถ

RIDDARA RD6 มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยมีราคาจำหน่ายดังนี้
•RIDDARA RD6 2WD 63kWh ราคา 899,000 บาท
•RIDDARA RD6 2WD 73.9 kWh ราคา 999,000 บาท
•RIDDARA RD6 2WD 86kWh ราคา 1,159,000 บาท
•RIDDARA RD6 4WD 73.9 kWh ราคา 1,149,000 บาท
•RIDDARA RD6 4WD 86kWh ราคา 1,299,000 บาท
•RIDDARA RD6 4WD 86kWh (Sunroof) ราคา 1,335,000 บาท

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ RIDDARA ได้ที่
•Website: http://th.riddara.com
•Facebook: Riddara Thailand

เริ่มแล้ว “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47” อวดโฉมรถสุดวินเทจ ฉลอง 30 ปี ฟิวเจอร์พาร์ค

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47” แสดงรถโบราณ ทรงคุณค่ากว่าร้อยคัน พร้อมยกทัพรถคลาสสิค ร่วมฉลอง 30 ปี ฟิวเจอร์พาร์ค วันนี้–22 มิถุนายน 2568

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47 จัดภายใต้แนวคิด “ความหวังยุคหลังสงคราม-The Post-War Hope” โดยปีนี้มีผู้ส่งรถโบราณ และรถคลาสสิคเข้าประกวด และจัดแสดงให้ชมกว่า 100 คัน ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์

การประกวดแบ่งออกเป็น 7 รุ่น ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ รถรุ่นผ่านศึก รถโบราณ รถรุ่นก่อนสงคราม รถรุ่นหลังสงคราม รถคลาสสิค และรถคลาสสิคร่วมสมัย โดยรถเด่น ได้แก่ Mercedes-Benz 300 Cabriolet D ปี 1953 รถเปิดประทุนคันงาม ซึ่งเป็นแบบในโปสเตอร์งานปีนี้

ยิ่งกว่านั้น ยังมีการประกวด รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถแจกวาร์ รถมีนี รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน และรถเฟียต พร้อมรถคลาสสิคร่วมสมัย อายุ 30 ปี ที่นำมาแสดงเป็นพิเศษร่วมฉลองครบรอบ 30 ปี ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์

ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ เสวนาเกี่ยวกับรถโบราณ การประกวดราชินีแห่งความสง่างาม มินิคอนเสิร์ตจากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำหน่ายสินค้าวินเทจ เช่น รถโบราณจำลอง หนังสือ นิตยสาร ฯลฯ

กัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า “ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัดพื้นที่แสดงรถโบราณ และรถคลาสสิค กว่า 4,000 ตารางเมตร เพราะเราไม่ได้เป็นเพียงช้อปปิ้ง เดสติเนชั่น เท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์การค้าที่ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน โดยงานประกวดรถโบราณนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของแต่ละเจเนอเรชัน

นอกจากนี้ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ พร้อมมอบประสบการณ์พิเศษด้วยกิจกรรมสนุกที่ตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย ได้แก่ Game Jigsaw Challenge / เวิร์คช็อพทำพวงกุญแจรถคลาสสิค – เติมสีสันตามสไตล์ / Rally Scan – ตามหารถไฮไลท์ภายในงาน รับของรางวัลมากมาย อาทิ กระเป๋า Limited Edition 30th Anniversary , กล่องกระดาษทิชชู ฯลฯ

ชม “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47” ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 18-22 มิถุนายน 2568 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub

“นิสสัน ประเทศไทย” ขยายเครือข่ายเข้าถึงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เปิดโชว์รูมแห่งใหม่ นิสสัน ชลบุรี มอเตอร์ เอ็กซ์เพรส จ.ชลบุรี

0
NISSAN 1

นิสสัน ประเทศไทย ขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย สานต่อความมุ่งมั่นในการให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ ด้วยการเปิดโชว์รูม และศูนย์บริการ นิสสัน ชลบุรี มอเตอร์ เอ็กซ์เพรส แห่งใหม่ในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

โชว์รูม นิสสัน ชลบุรี มอเตอร์ เอ็กซ์เพรส แห่งใหม่นี้ เป็นศูนย์บริการครบวงจรแบบ 3S (จำหน่ายรถยนต์, ศูนย์บริการ, อะไหล่แท้) ที่มีความพร้อมสำหรับบริการลูกค้าในทุกด้าน ตั้งแต่ การจำหน่ายรถยนต์ใหม่ทุกรุ่น รวมถึงมีศูนย์บริการมาตรฐานที่มีทีมช่าง ผู้เชี่ยวชาญ และอุปกรณ์มาตรฐานสูง พร้อมทั้งศูนย์ซ่อมสี และตัวถัง ที่ใช้อะไหล่แท้ และที่มีประสิทธิภาพ มอบความมั่นใจสูงสุด ครอบคลุมการบริการทุกรูปแบบตามที่ลูกค้าต้องการ

NISSAN Thailand 4

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และนิสสัน อาเซียน กล่าวว่า “การเปิดโชว์รูม นิสสัน ชลบุรี มอเตอร์ เอ็กซ์เพรส ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการให้บริการลูกค้าในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง เราขอขอบคุณพันธมิตรผู้จำหน่ายที่เชื่อมั่นในแบรนด์นิสสันและร่วมเดินทางไปกับเราในเส้นทางนี้ เราจะร่วมกันส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ยอดเยี่ยม เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าชาวไทย

NISSAN Thailand 6

นิสสันยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และโชว์รูมแห่งใหม่นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นในทุกภูมิภาค เราหวังว่าจะได้เติบโตและสนับสนุนกันต่อไปในอนาคต”

สมพงษ์ ชัยสมบูรณ์สุข กรรมการผู้จัดการ นิสสัน ชลบุรี มอเตอร์ เอ็กซ์เพรส กล่าวว่า “เรามีความเชื่อมั่นในแบรนด์นิสสันมาโดยตลอด เรามั่นใจในมาตรฐาน คุณภาพ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า รวมถึงการบริหารงานด้านการบริการหลังการขาย จึงเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจเปิดโชว์รูมแห่งใหม่นี้ เรามุ่งมั่น และพร้อมที่จะให้บริการอย่างครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุด”

Nissan 1

สำหรับโชว์รูม นิสสัน ชลบุรี มอเตอร์ เอ็กซ์เพรส ตั้งอยู่บนถนนเลี่ยงเมืองชลบุรี มีพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ที่กว้างขวาง พร้อมศูนย์บริการหลังการขายแบบครบวงจร เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00–17.00 น. โดยแผนกขายเปิดให้บริการเพิ่มเติมในวันอาทิตย์ เวลา 09.00–16.00 น. ลูกค้าในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้ามาสัมผัสประสบการณ์กับรถยนต์นิสสันและบริการต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองที่โชว์รูมแห่งใหม่ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02-401-9600 หรือ เว็บไซต์ นิสสัน ประเทศไทย

MOTIF รุกตลาดยานยนต์เต็มกำลัง เปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ เสริมไลน์อะไหล่คุณภาพ มุ่งสู่ผู้นำตลาดรถยนต์เมืองไทย

0
Motif 1

MOTIF ประกาศเดินหน้ารุกตลาดยานยนต์อย่างมั่นคง พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดถึง 3 รายการพร้อมกัน ได้แก่ ปีกนกรถยนต์, แร็คพวงมาลัยทั้งเส้น, และ คอยล์จุดระเบิด โดยมุ่งหวังขยายฐานลูกค้าในกลุ่มผู้ใช้งานรถยนต์ทุกระดับ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ “แบรนด์อะไหล่คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้”

โมทีฟ 2

ที่ผ่านมา MOTIF ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วในฐานะ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอะไหล่ทดแทนรายใหม่ที่มาแรง จากการเปิดตัวสินค้าหลากหลายประเภท ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคทั่วประเทศ ด้วยจุดแข็งด้าน คุณภาพที่ไว้ใจได้ ผสานกับ ราคาที่สมเหตุสมผล ล่าสุด ทางแบรนด์ได้ก้าวต่อไปอีกขั้นด้วยการส่ง 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดในเวลาเดียวกัน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้รถยนต์ในปัจจุบัน

เริ่มต้นกันที่ ปีกนกรถยนต์ MOTIF โดดเด่นด้วย การผลิตภายใต้มาตรฐานระดับสากล ได้แก่ ISO 9001 และ TS16949 พร้อมผ่านกระบวนการ ทดสอบคุณภาพ 100% ทุกชิ้นงาน ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ในความแข็งแรงและความปลอดภัย

โมทีฟ 3

จุดเด่นอยู่ที่โครงสร้างพิเศษ เสริมเหล็กแนวกลาง เพิ่มความแข็งแรงเป็นพิเศษ รองรับแรงสั่นสะเทือนจากการขับขี่ทุกสภาพถนน เหมาะกับรถยนต์ทุกประเภท นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ ลูกหมากปีกนกที่ออกแบบเฉพาะรุ่น ตรงรุ่นกับรถยนต์ทุก SEGMENT ไม่ว่าจะเป็นรถเล็ก รถกลาง หรือรถกระบะ รับประกันคุณภาพสูงสุดถึง 20,000 กิโลเมตร หรือ 1 ปีเต็ม

สำหรับ แร็คพวงมาลัยทั้งเส้น MOTIF อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถที่ใส่ใจในเรื่อง ความแม่นยำในการควบคุมพวงมาลัย

โมทีฟ 6

ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพระดับพรีเมียม ใช้ ซีลยาง HNBR คุณภาพสูง ซึ่งมีคุณสมบัติทนความร้อนและสารเคมีได้ดีเยี่ยม พร้อม ยางกันฝุ่นเกรด TPV ที่ช่วยป้องกันสิ่งสกปรก ความร้อน และน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นพิเศษคือ การเลือกใช้เหล็กรัดสแตนเลสเกรด 304 แข็งแรง ทนทาน ไม่เป็นสนิม และ ลูกปืนแร็คสั่งทำพิเศษ ตามมาตรฐาน OEM ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานกว่าทั่วไป โดยสินค้ารับประกันถึง 100,000 กิโลเมตร หรือ 12 เดือน เพิ่มความมั่นใจทุกครั้งที่จับพวงมาลัย

และสุดท้าย คอยล์จุดระเบิด MOTIF เทคโนโลยีล้ำหน้าเพื่อรถยนต์สมัยใหม่โดยเฉพาะ มาพร้อม วงจรอัจฉริยะ Thermal Guard ที่ช่วยควบคุมความร้อนสะสมจากการทำงานของคอยล์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาคอยล์ไหม้หรือเสื่อมสภาพ

โมทีฟ 5

ด้วย มาตรฐานระดับ OE (Original Equipment) และการออกแบบที่รองรับการใช้งานหนักในระยะยาว คอยล์จุดระเบิดรุ่นนี้จึงเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการความเสถียรในการขับขี่อย่างต่อเนื่อง รับประกันสินค้านานถึง 6 เดือน คุ้มค่าในทุกมิติของการใช้งาน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Fanpage: MOTIFThailandBrand และสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ได้แล้ววันนี้ที่ SUPERPART ศูนย์จำหน่ายอะไหล่รถยนต์ครบวงจรทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตทั่วประเทศ

“ฟาสต์ ออโต โชว์ 2025” ชี้ช่อง ดูรถไม่เป็นก็ซื้อรถมือสองมาใช้ได้อย่างมั่นใจ จับมือผู้ประกอบการชั้นนำสร้างมาตรฐานใหม่ ยกระดับความเชื่อมั่นตลาดรถยนต์ใช้แล้ว

0
ฟาสต์ ออโต โชว์ 2025 1

ในงานแถลงข่าว “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” (FAST Auto Show Thailand) มหกรรมจำหน่ายรถยนต์ครบวงจรช่วงกลางปี ผู้จัดงานได้ร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วชั้นนำของประเทศ จัดเสวนาในหัวข้อ “เทรนด์รถมือสอง 2568 : มาตรฐานใหม่ยกระดับความเชื่อมั่นตลาดรถยนต์ใช้แล้ว” รวมตัวเร่งสร้างจุดแข็งด้านมาตรฐานคุณภาพสินค้าและบริการ ปรับกลยุทธ์การตลาดด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อรองรับการฟื้นตัวเต็มที่ พร้อมผลักดันธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยมี นายอัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ รองประธานจัดงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ นายโย ปัญญาตระกูลชัย DDS คาร์เซ็นเตอร์ นายศิลา ปัญญาตระกูลชัย ดา ศรีนครินทร์ และนายภิญโญ ธนวัชรภรณ์ โยรัชดา ร่วมเสวนา ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

ฟาสต์ ออโต โชว์ 2025 2

•”รถยนต์ใช้แล้ว ทางเลือกคุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจซบ – จ่อปรับขึ้นราคาอีก 10-15%”
ภาพรวมของธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วยังคงทรงตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ และการแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ใหม่ แต่ “รถยนต์ใช้แล้ว” ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ต้องการใช้รถในช่วงเศรษฐกิจทรงตัวและกำลังซื้อถดถอย นับเป็นโอกาสของผู้บริโภค เนื่องจากรถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าทดแทนที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภค เพราะราคามีการปรับฐานลงมาจนเริ่มคงที่แล้ว ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ใหม่ รถยนต์ใช้แล้วจะมีทางเลือกที่หลากหลายมากกว่า ทั้งยี่ห้อและรุ่นรถ หรือในรุ่นเดียวกันก็จะมีราคาที่น่าสนใจมากกว่า คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังราคารถยนต์ใช้แล้วมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นราว 10-15% เนื่องจากรถที่มีคุณภาพสูงในตลาดเริ่มมีจำนวนจำกัด
•”ยุคซื้อขายรถมือสองออนไลน์ ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับกลยุทธ์-ยกระดับบริการสร้างความเชื่อมั่น”
ปัจจุบันการซื้อ-ขายรถยนต์ใช้แล้วสามารถตกลงกันทางออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นการปรับตัวของผู้ประกอบการจึงมีความสำคัญมากในช่วงเวลานี้ ต้องปรับกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค เช่น การพัฒนาการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถค้นหา เปรียบเทียบ และซื้อขายรถยนต์ได้อย่างสะดวก การเน้นให้ข้อมูลความคุ้มค่าของรถยนต์ใช้แล้ว เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภคในสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย รวมถึงยกระดับคุณภาพและความเชื่อมั่น เช่น จัดให้มีระบบตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ (Inspection) โดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมการรับประกันที่น่าเชื่อถือ หรือเพิ่มบริการเสริมเพื่อสร้างความพึงพอใจ เช่น บริการจัดส่งรถถึงบ้าน บริการหลังการขาย ฯลฯ เพราะการยกระดับคุณภาพบริการถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

•”ผู้ซื้อเน้นความคุ้มค่า-คุณภาพ รถมือสองใช้น้อยยังฮิต-เทคโนโลยีช่วยเสริมความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ”
พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น คำนึงถึงคุณภาพสินค้าและบริการหลังการขายมากกว่าราคา ทำให้รถยนต์ใช้แล้วที่มีคุณภาพดีหรือรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาน้อยยังคงได้รับความสนใจเป็นพิเศษ และมีการใช้เทคโนโลยีออนไลน์เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ที่มีคุณภาพดี เปรียบเทียบราคาที่เหมาะสม และเลือกซื้อกับผู้ประกอบการที่ไว้วางใจ พร้อมปัจจัยสนับสนุน เช่น การรับประกันคุณภาพ และการตรวจสอบจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อ รวมถึงผู้ซื้อมีความมั่นใจในสินทรัพย์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น
•”รถคุณภาพดีมีน้อย-ขายไว รถค้างลานส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์รับซื้อ”
รถที่เข้าในลานประมูลจะมีการคัดเกรดแยกเป็นกลุ่มตามสภาพ ซึ่งรถยนต์ที่สภาพดีนั้นหายากและมีจำนวนไม่มาก ขณะที่มีความต้องการสูง ดังนั้นจึงถูกจำหน่ายออกอย่างรวดเร็ว ส่วนรถที่เหลือค้างจำนวนมากในลานประมูลตามที่เห็นในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เป็นรถหลากหลายเกรดที่ผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วที่ดีและมีความรับผิดชอบต่อการขายสินค้าจะไม่รับซื้อเนื่องจากคุณภาพไม่ได้มาตรฐานของผู้ประกอบการและไม่สามารถออกใบรับประกันสินค้าให้ได้
•”มือสองไฮบริด-ยุโรปนิยมสูง EV ยังชะลอตัวจากข้อจำกัดสินเชื่อ”
รถยนต์ใช้แล้วที่ได้รับความนิยมสูงและราคาปรับขึ้นไป คือ รถในกลุ่มไฮบริดและรถยุโรปสภาพดีเพราะค่อนข้างหายาก ส่วนรถยนต์ไฟฟ้ามือสองปัจจุบันยังไม่อยู่ในความสนใจเพราะโอกาสในการทำธุรกิจยาก เนื่องจากมีปัจจัยแปรผัน เช่น การปรับลดราคาของรถใหม่ป้ายแดง สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ หรือจัดสินเชื่อให้น้อยด้วยเงินดาวน์ 30 – 40%
•”สร้างความเชื่อมั่นตลาดรถมือสอง ‘ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์’ นำร่องรับประกันซื้อคืนรายแรก”

“ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์” เป็นมหกรรมจำหน่ายรถงานแรกของประเทศไทยที่ได้ริเริ่มข้อตกลงและทำสัญญากับกลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วที่เข้ามาร่วมงาน เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการรับประกันของธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วให้เป็นที่แพร่หลาย ด้วยการ “รับประกันซื้อคืน” ตั้งแต่ครั้งแรกของการจัดงานในปี 2012 ถึงปัจจุบัน เพื่อต้องการลบจุดอ่อนของธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วที่ผู้บริโภคกลัว เพราะไม่เชี่ยวชาญเรื่องรถ ไม่มั่นใจในคุณภาพของสินค้าและบริการ ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงซื้อ โดยตลอดระยะเวลาจัดงาน 12 ครั้งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีและไม่เคยเกิดกรณีรับซื้อคืนแต่อย่างใด

•“ยกระดับตลาดรถมือสอง ‘ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025’ ชูจุดแข็งรับประกันไมล์แท้-คุณภาพรถ”
“ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” เป็นงานแรกที่หยิบยกเรื่อง “การรับประกันไมล์แท้” มาเป็นจุดแข็งและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ใช้แล้วในปีนี้ เพิ่มเติมจากเงื่อนไขเดิม ที่รับประกันซื้อคืนหากรถยนต์ใช้แล้วที่ซื้อในงานเคยมีประวัติ ไฟไหม้ จมน้ำ ตัดต่อ ชนหนัก และไม่สามารถจดทะเบียนได้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมออกใบรับประกันระบุคุณภาพเกรดของรถยนต์ใช้แล้วทุกคันภายในงาน เพื่อกระตุ้นผู้ประกอบการให้เห็นความสำคัญเรื่องคุณภาพสินค้า และร่วมกันยกระดับมาตรฐานรถยนต์ใช้แล้ว เป็นการช่วยลดความกังวลใจทั้งหมดของผู้บริโภคและนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้ทันที

ฟาสต์ ออโต โชว์ 2025 3

“ด้วยความร่วมมือของ “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์” ในการผลักดันและสร้างมาตรฐานใหม่ร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วตลอดระยะเวลาหลายปี ทำให้คนที่ดูรถไม่เป็นก็ซื้อรถมือสองมาใช้ได้อย่างมั่นใจ เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วที่มีมาตรฐานจะมีกระบวนการคัดสรรรถยนต์ ตรวจสภาพรถยนต์อย่างละเอียดก่อนจะมาจำหน่าย และมีเงื่อนไขการรับประกัน พร้อมการบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมที่มากขึ้น แต่เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในการเลือกซื้อมากขึ้นอีก ทางทีมผู้จัดงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” ได้มีการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ใช้แล้วทุกคันที่เข้ามาจำหน่ายในงานอย่างเข้มงวด ถือเป็นงานแรกและงานเดียวในประเทศไทยที่เพิ่มการการันตีไมล์แท้ซื้อคืน 100% ของรถที่นำมาจำหน่ายในงาน เพิ่มจากเงื่อนไข 5 ข้อที่กำหนดไว้เดิม จึงเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคได้นำข้อมูลมาเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการเลือกสรรรถยนต์ใช้แล้วคุณภาพดี รวมทั้งเลือกซื้อรถใหม่ป้ายแดงที่แต่ละบริษัทนำเสนอพร้อมแคมเปญโปรโมชั่น เข้ามา “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “รถใหม่โปรโดนใจ รถมือสองไมล์แท้รับประกันซื้อคืน” เข้าชมฟรี แถมลุ้นรับรางวัลมากมาย ตั้งแต่วันที่ 2 – 6 กรกฎาคม ศกนี้ ณ ไบเทค บางนา” นายอัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ รองประธานจัดงาน กล่าวสรุปท้าย

ติดตามรายละเอียดของงาน“ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” ได้ที่ Facebook : FAST AUTO SHOW