Home Blog Page 7

(มีคลิปวีดีโอ) ใช้งานจริง ”New Nissan Kicks (MY 2026)” ได้เปรียบด้านราคา ปรับหน้าตาใหม่ใช้งานง่ายและมีความปลอดภัยสูง

0
Nissan Kicks 1

ครั้งที่แล้วลองขับในสถานที่ปิด ทดสอบระบบต่างๆทั้งในด้านความปลอดภัยและการบังคับควบคุม แต่ในครั้งนี้ ผมเอามาทดลองใช้งานจริงในชีวิตประจำวันกับ “New Nissan Kock e-Power” ที่มาพร้อมกับการปรับโฉมใหม่กับคอนเ.ปต์ Life Advencer Suv ในรูปแบบขฃของ Compact SUV ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย กับค่าตัว 789,900 – 899,900 บาท จะมีความคุ้มค่า น่าใช้ ขนาดไหน ติดตามกันเลย

สำหรับ New Nissan Kicks เจนเนออรชั่นที่ 2 นี้ เปิดตัวด้วยกัน 3 รุ่นได้แก่ รุ่น V VL และ รุ่นท๊อฟ SV  ปรัยรูปลักษณ์ใหม่ในสไตล์ออลนิว ด้วยกระจังหน้า V Motin ที่มาพร้อมไฟหน้าเพรียว บาง ดูเรียบง่าย ส่องสว่างยิ่งขึ้นและระยะแสงในมุมกว้างเพิ่มอีก 14 ม. ซึ่งมีหน้าที่การทำงานคล้ายไฟตัดหมอก พร้อมแนวฝากระโปรงถูกยกให้สูง และ มีเหลี่ยมสันมากขึ้น

Nissan Kicks  2

ไฟท้ายแอลอีดีคาดกลาง ล้อ 17 นิ้วปัดเงา ในรูปแบบทูโทน และ ฝาท้ายไฟฟ้าไม่มีระบบไฟฟ้าติดตั้งมาให้ ส่วนพื้นที่สัมภาระด้านหลัง จุได้ 423 ลิตร

Nissan Kicks 3

ภายใน 2 สี เทาดำ และ สีใหม่ ฟ้า-เทาอ่อน เฉพาะในรุ่น SV (MoonStone) เบาะนั่ง Zero Gravity ทุกที่นั่ง นุ่ม สบาย โดยใช้วัสดุหุ้มเบาะที่มีคุณสมบัติไม่สะสมความร้อน ในส่วนคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะแถวหลังมีที่วางแขน และปรับหัวหมอนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

Nissan Kicks  4

ในส่วนชองจอแสดงข้อมูลขับขี่ขนาด 7 นิ้ว พร้อมการแสดงค่าแบบใหม่ เลือกและปรับการแสดงค่าด้วยปุ่มควบคุมที่พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น

Nissan Kicks 5

ระบบบันเทิงแสดงผ่านจอทัชสกรีน 12.3 นิ้ว (ใช้รุ่นอื่นๆด้วย)  เชื่อมต่อ แอบเปิ้ล และเอนดรอยด มาพร้อมกับไวเลทชาร์จ จุดชาร์จยูเอสบี เพิ่มจาก 3 เป็น 4 จุด

Nissan Kicks 6

ขุมพลังไม่ได้ปรัยเปลี่ยน ในรูปแบบอีเพาเวอร์ 1.2 ลิตร 136 แรงม้า พร้อมแรงบิด 280 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ขนาด 2 กิโลวัตต์ เหมือนเดิม แต่ปรับจูนเรื่องการทำงานของเครื่องยนต์ให้น้อยลง

โหมดขับขี่ 3 รูปแบบซึ่งมีผสม e pedal หรือการรีเจนตามการปรับเซ็ทจากโรงงานผู้ผลิต ซึ่งจะมีผลต่อการบริโภคเชื้อเพลิงเช่นเดียวกัน แต่ด้วยการทำงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า จึงไม่ต้องรอรอบเหมือนเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป

Nissan Kicks  7

ช่วงล่างปรับเซ็ทให้การขับขี่นั้นสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ไม่นุ่มจนย้วย ออกสไตล์กระฉับกระเฉง ส่วนของเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ได้เคยทดสอบไปแล้วนั้นทำงานได้สะดวกสบายในรูปแบบ Autonomous มากยิ่งขึ้น แถมยังรุ่มนวลมากยิ่งขึ้น

Nissan Kicks 9

ตัวช่วยที่มีเชื้อเพลิงเป็นต้นทาง ก่อนจะแปรเปลี่ยนไปเป้นกะแสไฟฟ้าเพิ่อเป้นพลังงานในการขับเคลื่อนมอเตอร์นั้นถือว่าได้เปรียบและเป้นการแก้จุดอ่อนเรื่องื้อเพลิงพลังงานของทั้งรถเครื่องยนต์สันดาปและรถไฟฟ้า จึงเป้นที่มาของเทคโนโลยี e-POWER และเมื่ออยุ่ในรูปลักษณ์ที่ปรัปปรุงให้มีความลงตัว สวยงาม มากยิ่งขึ้นกว่า ยิ่งในด้านเทคโนโลยีนั้นจัดเต็มทั้งด้านความสะดวกสบาย และ ความปลอดภัย ในราคาที่สมเหตุสมผลแบบนี้ ใครมองหารถยนต์รูปทรงอเนกประสงค์สไตล์ครอสโอเวอร์ New Nissan Kicks MY 2026 ก็เข้าไปเป้นตัวเลือกอันดับต้นๆของผู้บริโภคที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

(ข้อมูลทางเทคนิค)

ความยาว (มม.) 4,330

ความกว้าง (มม.) 1,760

ความสูง (มม.) 1,615 มม.

ระยะฐานล้อ (มม.) 2,615

ระยะความสูงใต้ท้องรถ (มม.) 175

ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง e-Power

กำลังมอเตอร์สูงสุด (แรงม้า)             136

แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร)  280

ระบบขับเคลื่อน      ล้อหน้า

ช่วงล่างหน้า: อิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง

หลัง: ทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง

เทคโนโลยีความระบบความปลอดภัย

ระบบเบรก ABS / EBD / BA

ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว VDC

ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน HSA

ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนตัว LCDN

ระบบเตือนการชนด้านหน้า PFCW

ระบบเบรกอัตโนมัติ ตรวจจับคนเดินถนน FEB-P

ระบบป้องกันรถออกนอกเลน LDP

ระบบเตือนมุมอับสายตา BSI

ระบบกล้องรอบคัน 360 องศา iAVM Intelligent Around View Monitor

ระบบตรวจจับวัตถุเคลื่อนไหวรอบคันด้วยกล้อง MOD Moving Object Detection

ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ProPILOT

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ICC Stop&Go

ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA Lane Keeping Assist

ระบบไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist

ระบบเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Driver Attention Assist

ระบบเตือนรถตัดผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert

ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง RAEB Rear Automatic Emergency Braking

ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง TPMS Tire Pressure Monitoring System

เทคโนโลยีช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ Ride Control

เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง Trace Control

ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า – ด้านข้าง – ม่านนิรภัย)

จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX

สัญญาณกันขโมย

ระบบกุญแจ Immobilizer

“เชอรี ประเทศไทย” โชว์ 5 ผลงานคาแรกเตอร์ “Chery Q” ฝีมือคนไทย ผ่านลวดลายความคิดสร้างสรรค์ โชว์อัตลักษณ์ไทย เตรียมต่อยอดสู่คาแรกเตอร์คู่หู Chery Q ทั่วโลก

0
เชอรี 1

เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) โชว์ 5 ผลงานไฟนอลลิสต์จากกิจกรรม “Chery Q Thai Qute Companion Contest” เวทีที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบชาวไทยได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบคาแรกเตอร์คู่หูของรถไฟฟ้า Chery Q ภายใต้แนวคิด “The Best Companionship & Thai Identity” ผสานความเป็นเพื่อนคู่ใจเข้ากับเสน่ห์และอัตลักษณ์ความเป็นไทยในมุมมองใหม่ สอดรับกับคอนเซปต์ของ “So Qute, So You คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท พร้อมต่อยอดผลงานสู่การเป็นคาแรกเตอร์ Chery Q อย่างเป็นทางการที่จะอยู่ในรถทุกคันทั่วโลก

เชอรี  2

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักออกแบบและคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ โดยแต่ละผลงานนำเสนอการตีความ Chery Q ผ่านความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ทั้งด้านบุคลิก รูปลักษณ์ เรื่องราว และองค์ประกอบที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกจนได้ 5 ผลงานโดดเด่น ได้แก่

  • ชื่อผลงาน “กนก” โดย คุณปิยาภรณ์ สินธุเจริญ

เชอรี  3

แนวคิดการออกแบบ: แรงบันดาลใจจากปลากัดไทย สะท้อนความคล่องตัวและมีชีวิตชีวาของรถ Chery Q  พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางอย่างมีเสน่ห์

  • ชื่อผลงาน “ข้าวนอน” โดย คุณนฤมิต คำวิเศษ

เชอรี 4

แนวคิดการออกแบบ: แรงบันดาลใจจากข้าวหอมมะลิผสมผสานความอ่อนน้อมแบบไทย ที่พร้อมเป็นเพื่อนคู่ใจเคียงข้างทุกการเดินทาง สะท้อนแนวคิดของรถ Chery Q ที่เป็นมากกว่าการขับขี่

  • ชื่อผลงาน “คิวบัฟ” โดย คุณเอกอัปสร จันทรวิลักษณ์

เชอรี 6

แนวคิดการออกแบบ: แรงบันดาลใจจากน้องควายน้อย พร้อมเป็นเพื่อนคู่ใจในทุกการเดินทาง สะท้อนความเฟรนด์ลี่และอบอุ่นของรถ Chery Q

  • ชื่อผลงาน “เฉา” โดย คุณปุญญพัฒน์ หอมขำ

เชอรี 8

แนวคิดการออกแบบ: แรงบันดาลใจที่ผสมผสานความน่ารักของ “สุนัขเชาเชา” ร่วมกับความแข็งแกร่งของ “ช้าง” ออกมาเป็นคาแรกเตอร์ลูกผสมที่พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางที่มีหัวใจแบบไทย

  • ชื่อผลงาน “มีโชค” โดย คุณกวิน วิวัฒน์มนัสกุล

เชอรี  8

แนวคิดการออกแบบ: แรงบันดาลใจจากช้างไทย สะท้อนแนวคิดการเป็นเพื่อนร่วมทางที่อุ่นใจของ Chery Q มาพร้อมคอนเซ็ปต์ของรถที่ “ขับเมื่อไหร่ก็มีโชค”

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี และไอคาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีที่ได้เห็นพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยผ่านกิจกรรม Chery Q Thai Qute Companion Contest ทุกผลงานสะท้อนมุมมองที่แตกต่างและสามารถนำเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาตีความให้ร่วมสมัย เชื่อมโยงเข้ากับบุคลิกที่สดใส เป็นมิตร และเข้าถึงง่ายของ Chery Q ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ 5 ผลงานโดดเด่นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักออกแบบไทยในการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์และสามารถสื่อสารกับผู้คนได้ในวงกว้าง”

เชอรี  10

“สำหรับ CHERY กิจกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านการออกแบบเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งเวทีที่เราอยากเปิดโอกาสให้ความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของดีไซเนอร์ไทยได้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล เราหวังว่าผลงานจากประเทศไทยจะสามารถต่อยอดสู่ระดับโลก และสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้งาน Chery Q ทั่วโลกได้ในอนาคต โดยกิจกรรมนี้จะประกาศผลในวันที่ 23 กันยายน นี้” มร. จิม ลีกล่าวเสริม

เชอรี  11

การจัด Chery Q Thai Qute Companion Contest สะท้อนแนวทางของ CHERY ในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับคนรุ่นใหม่ ตอกย้ำความตั้งใจและสร้างความเชื่อมั่นในกับผู้ขับขี่ชาวไทยทุกคน ผ่านกิจกรรมที่โชว์ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบในครั้งนี้ โดยก่อนหน้านี้ CHERY เคยเปิดพื้นที่ให้คนไทยแสดงศักยภาพผ่านเวทีการประกวดงานดีไซน์ CHERY V23 Style Up Challenge สำหรับรถไฟฟ้าทรงกล่องรุ่นฮิต Chery V23 ก่อนต่อยอดมาสู่การออกแบบคาแรกเตอร์ของ Chery Q ในครั้งนี้

Chery Q โดดเด่นด้วยแนวคิดการออกแบบ Square-Circle Design ที่ผสานความน่ารัก ความทันสมัย และความสปอร์ต พร้อมห้องโดยสารกว้างขวางสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เสริมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC ตอกย้ำการเป็น City EV ที่รวมดีไซน์ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และความคุ้มค่าไว้ในคันเดียว ภายใต้คอนเซปต์ “So Qute, So You คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนเมืองในราคาเริ่มต้นเพียง 469,900 บาท

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Chery Thailand สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับ Chery Q รวมถึงรถรุ่นอื่น ๆ พร้อมข้อเสนอพิเศษ ขอเชิญเยี่ยมชมโชว์รูมเชอรีทั้ง 57 แห่งทั่วประเทศ

 

 

  “GWM ORA 5” และ “TANK 300” คว้า 2 รางวัลใหญ่จากเวที Torino Automotive Design Award 2026 ตอกย้ำความสำเร็จบุกตลาดยุโรป

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ได้รับการยอมรับบนเวทีระดับสากลอีกครั้งจากการคว้า 2 รางวัลสำคัญบนเวที Torino Automotive Design Award 2026 (TADA) ณ งาน Salone Auto Torino 2026 ประเทศอิตาลี โดย GWM ORA 5 ได้รับรางวัลการออกแบบห้องโดยสารยอดเยี่ยม (Best Interior Design) ในกลุ่มรถยนต์ครอบครัว และ TANK 300 ได้รับรางวัลนวัตกรรมเทคโนโลยียอดเยี่ยม (Best Technological Innovation Award) ในกลุ่มรถยนต์พรีเมียม สะท้อนถึงศักยภาพด้านการออกแบบและเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญระดับสากล

GWM Thailand 2

เวทีระดับสากล ยืนยันความสำเร็จและการยอมรับในตลาดยุโรป

 

รางวัล Torino Automotive Design Award (TADA) ก่อตั้งขึ้นในปี 2568 โดย Salone Auto Torino เพื่อยกย่องความเป็นเลิศด้านการออกแบบและนวัตกรรมยานยนต์จากแบรนด์จีนที่ทำตลาดหรือกำลังเข้าสู่ตลาดยุโรป สำหรับการตัดสินในปี 2569 มีรถยนต์เข้าร่วมประเมินถึง 87 รุ่น จาก 46 แบรนด์ ครอบคลุม 3 ประเภทหลัก ได้แก่ กลุ่มรถยนต์ใช้งานในเมือง (City Car), กลุ่มรถยนต์ครอบครัว (Family Car) และ กลุ่มรถยนต์พรีเมียม (Premium Car ) พิจารณาจาก 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การออกแบบภายนอก การออกแบบภายใน และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นตัวแทนจากสื่อยานยนต์ชั้นนำของอิตาลี 10 สำนัก ร่วมตัดสินอย่างเข้มงวด

GWM Thailand 4

“การได้รับ 2 รางวัลใหญ่จากผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ของอิตาลีภายในระยะเวลาเพียงสองเดือนหลังจากที่ GWM เริ่มดำเนินธุรกิจและเปิดตัวในประเทศอิตาลี ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของเราสามารถตอบโจทย์ความต้องการและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในยุโรปอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้นรางวัลการออกแบบภายในห้องโดยสารของ GWM ORA 5 และรางวัลนวัตกรรมเทคโนโลยีของ TANK 300 สะท้อนถึงจุดเด่นสำคัญที่เราใช้เป็นหัวใจหลักในการนำเสนอผลิตภัณฑ์สู่ตลาดอิตาลี ได้แก่ การออกแบบที่โดดเด่น เทคโนโลยีล้ำสมัย และความคุ้มค่าในการใช้งาน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า” จูเซปเป
โลวาสซิโอ (Giuseppe Lovascio) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ GWM Italia กล่าว

 

GWM ORA 5 ยกระดับห้องโดยสารเพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตประจำวัน

GWM Thailand 7

 

GWM ORA 5 ได้รับรางวัล Best Interior Design Award ในกลุ่ม Family Car จากแนวคิดการออกแบบห้องโดยสารภายใต้คอนเซ็ปต์ “Triple Moments of Time” ที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมภายในรถให้สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างสะดวกสบายและยืดหยุ่นในทุกช่วงเวลาของวัน คณะกรรมการได้ชื่นชมแนวทางการออกแบบที่ผสมผสานความกว้างขวาง ความสะดวกสบาย และความสามารถในการใช้งานจริงได้อย่างลงตัว ผ่านพื้นที่ห้องโดยสารที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน กระจกบานใหญ่รอบคันช่วยเพิ่มความโปร่งโล่ง เบาะนั่งตามหลักสรีรศาสตร์ ระบบไฟ Ambient Light และพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่หลากหลาย ช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางในชีวิตประจำวันให้มีความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ORA 5 ยังมาพร้อมหน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาด 14.6 นิ้ว และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเข้าถึงข้อมูลและฟังก์ชันต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและเชื่อมต่อได้อย่างไร้รอยต่อ สะท้อนแนวคิดของ GWM ที่เชื่อว่าห้องโดยสารของรถยนต์ควรเป็นมากกว่าพื้นที่ที่สวยงาม แต่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

 

TANK 300 โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีไฮบริดออฟโรดขั้นสูง Hi4-T

GWM Thailand 9

 

ขณะที่ TANK 300 ได้รับรางวัล Best Technological Innovation Award ในประเภท Premium Car จากเทคโนโลยี Hi4-T ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อนำจุดแข็งของพลังงานไฟฟ้ามาผสานเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดอย่างแท้จริง เทคโนโลยี Hi4-T ประกอบด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง และระบบส่งกำลังไฮบริด ที่ทำงานร่วมกันภายใต้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Non-Decoupled Four-Wheel Drive Architecture ช่วยมอบทั้งพละกำลังสูงและประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ยอดเยี่ยม ความโดดเด่นของ Hi4-T คือความสามารถในการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อได้โดยตรงผ่านระบบกลไก (Direct Mechanical Drive) ทำให้ยังคงรักษาความสามารถในการขับขี่ในสภาพเส้นทางที่ท้าทายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ในสถานการณ์ที่ระดับพลังงานแบตเตอรี่ต่ำ เมื่อทำงานร่วมกับโครงสร้างตัวถังแบบ Body-on-Frame ระบบ Transfer Case แบบ 2 สปีด ระบบล็อกเฟืองขับ และโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย จึงสะท้อนศักยภาพของ GWM ในการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับสมรรถนะการใช้งานจริงได้อย่างลงตัว

เดินหน้าส่งมอบนวัตกรรมระดับโลกสู่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

GWM Thailand 10

ความสำเร็จจากเวที Torino Automotive Design Award 2026 ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงการยอมรับในระดับสากลต่อความโดดเด่นของ GWM ORA 5 และ TANK 300 เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ในตลาดยุโรป รวมถึงการลงทุนอย่างไม่หยุดยั้งในด้านการออกแบบ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

ในขณะที่กำลังขยายรากฐานธุรกิจไปทั่วโลก GWM มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเข้ากับการใช้งานจริง สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาคทั่วโลกได้อย่างลงตัว ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users”  สำหรับประเทศไทย GWM (Thailand) พร้อมสานต่อความมุ่งมั่นในการมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพระดับสากลสู่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ในทุกมิติ มุ่งสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งด้านบริการหลังการขายในประเทศไทยอย่างแท้จริง

 

 

 

 

 

กระแสนิยมรถไฟฟ้า “MAZDA6e” แรงทะลุปรอท ลูกค้าเชื่อมั่นในแบรนด์เพิ่มสูงขึ้น ดันยอดขายอันดับหนึ่งสองเดือนซ้อน

0
Mazda 1

มาสด้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดรถยนต์อย่างต่อเนื่อง หลัง The All-Electric Mazda6e รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าชาวไทย ดันยอดขายขึ้นอันดับ 1 กลุ่มรถยนต์นั่ง C/D Car Segment* ของแบรนด์ญี่ปุ่น สองเดือนซ้อน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกจากมาสด้า ทั้งในด้านการออกแบบอันสง่างาม เทคโนโลยีอัจฉริยะครบครัน ให้สมรรถนะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียว และมอบประสบการณ์การขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นสิ่งที่มาสด้ามุ่งมั่นพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบความสุขและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าชาวไทย

Mazda 2

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของ The All-Electric Mazda6e นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าชาวไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต โดย Mazda6e ยังคงถ่ายทอดเอกลักษณ์และดีเอ็นเอของแบรนด์มาสด้าไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาการขับขี่ Jinba-ittai ที่มอบความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ การให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการออกแบบภายใต้แนวคิด Kodo: Soul of Motion ที่ถ่ายทอดความสง่างามและทรงพลังผ่านเส้นสายของตัวรถ จนคว้ารางวัล World Car Design of the Year 2026 มาครองได้สำเร็จ ทั้งหมดนี้ได้ถูกผสานเข้ากับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของมาสด้าในการนำเสนอรถยนต์ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านการใช้งานในชีวิตประจำวันเพียงด้านเดียว แต่ยังมอบความรู้สึกและประสบการณ์การเดินทางที่สนุกสนาน สะดวกสบาย และเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของมาสด้า”

Mazda  3

The All-Electric Mazda6e นับเป็นก้าวสำคัญของมาสด้าในการเดินหน้าสู่โลกแห่งยานยนต์ไฟฟ้า และยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์มาสด้า มาสด้ายังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบ Joy Drives Lives ผ่านยนตรกรรมเพื่อเติมเต็มความสุขในการขับขี่และความสุขในการใช้ชีวิตของลูกค้าในทุกมิติ ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามาสด้าได้ส่งมอบ Mazda6e จำนวน 473 คัน และในเดือนสิงหาคมอีกจำนวน 506 คัน ส่งผลให้มียอดรวมสะสมในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 979 คัน สอดคล้องกับกระแสตอบรับที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำถึงความสนใจของลูกค้าชาวไทยที่มีต่อ Mazda6e ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์มาสด้าทุกรุ่น 8 เดือน (มกราคม-สิงหาคม) มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 5,371 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

“มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านสำหรับการตอบรับและความไว้วางใจที่มีต่อแบรนด์ที่เพิ่มสูงขึ้น เรากำลังเร่งดำเนินการส่งมอบ Mazda6e ให้ถึงมือลูกค้าโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันยังมียังคงมียอดจองสะสมอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าภายในเดือนกันยายนนี้จะทำการส่งมอบให้กับลูกค้าที่จองมาก่อนหน้านี้ครบทั้งหมด สำหรับลูกค้าที่เริ่มจองรถตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนเป็นต้นมาจะสามารถรับรถใหม่ได้ภายในเดือนตุลาคม 2569 เนื่องจากทางมาสด้าได้โควต้าเพิ่มเติม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ลูกค้าไม่ต้องกังวลใจเรื่องการบริการหลังการขาย เพราะมาสด้าได้สำรองอะไหล่ครบทุกชิ้นส่วนแบบ 100% พร้อมให้บริการลูกค้าครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

 

“อีซูซุ” จับมือพันธมิตรเดินหน้าทดสอบโซลูชั่นส์สับเปลี่ยนแบตเตอรี่ สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าในภาคธุรกิจโลจิสติกส์ไทย

0
อีซูซุ 2

“อีซูซุ” เริ่มทดสอบการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ เพื่อศึกษาและทดลองโซลูชั่นส์ การสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery-swapping Solution)” ในภาคโลจิสติกส์ไทย ร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท วี.คาร์โก จํากัด และ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร หวังยกระดับประสิทธิภาพในการขนส่งและพลังงานเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทยให้สำเร็จตามนโยบาย “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality)

 

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก อีซูซุมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์และรูปแบบการใช้งานแตกต่างจากรถยนต์ประเภทอื่น ทั้งในด้านความสามารถในการบรรทุก ความแข็งแกร่งทนทาน และประสิทธิภาพในการขนส่ง ขณะเดียวกัน เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่คำนึงถึงต้นทุนในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน อีซูซุจึงมีแนวคิด “ISUZU LIFE CYCLE SOLUTIONS” เพื่อดูแลและสนับสนุนลูกค้าตลอดอายุการใช้งานของรถ ควบคู่กับการเดินหน้าแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลาย” (Multi-Pathways to Carbon Neutrality) โดยพัฒนาเทคโนโลยีที่หลากหลาย ทั้งรถบรรทุกดีเซล รถบรรทุกไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) รถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) และรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน     เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า สำหรับรถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ อีซูซุจึงต่อยอดด้วยโซลูชั่นส์สับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า    เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

อีซูซุ 3 ปัจจุบันอีซูซุอยู่ระหว่างการศึกษาความต้องการของตลาด ตลอดจนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า โดยเทคโนโลยีการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องในการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้า พร้อมลดระยะเวลาจากการชาร์จแบตเตอรี่ อีซูซุจึงดำเนินโครงการศึกษาและทดสอบโซลูชั่นส์การสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery-Swapping Solution) ภายใต้การใช้งานจริงในภาคโลจิสติกส์ของประเทศไทย โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร ได้แก่ บริษัท วี.คาร์โก จำกัด ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้านแบบครบวงจร

 ในการทดสอบครั้งนี้ อีซูซุได้นำรถบรรทุกไฟฟ้า ‘อีซูซุ เอลฟ์ อีวี’ (Isuzu ELF EV) ซึ่งเป็นรถนำเข้าที่ได้รับการดัดแปลงจากรุ่นมาตรฐานที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นมาใช้ขนส่งสินค้าของโฮมโปรไปยังผู้บริโภค พร้อมติดตั้งสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ณ ศูนย์กระจายสินค้าของ วี. คาร์โก เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานรถและการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ภายใต้การดำเนินงานจริง โดยคาดว่าข้อมูลที่ได้รับจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนารูปแบบการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การใช้งานและยั่งยืนในอนาคต”

อีซูซุ 6

คุณอัศรี ศรีสงคราม กรรมการบริหาร บริษัท วี. คาร์โก จํากัด กล่าวว่า “วี. คาร์โกดำเนินธุรกิจ โลจิสติกส์ในประเทศไทยมายาวนานกว่า 37 ปี และมุ่งพัฒนาประสิทธิภาพการขนส่งควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการขนส่ง ลดความสูญเปล่าในการดำเนินงาน ตลอดจนการนำรถบรรทุกไฟฟ้ามาใช้ในการให้บริการลูกค้า เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และสร้างทุกระยะทางให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเราเชื่อว่าการกล้าริเริ่มและนำเทคโนโลยีใหม่มาทดลองใช้ในวันนี้ เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งที่ดีขึ้นสำหรับอนาคต

วี. คาร์โกมีประสบการณ์ในการใช้รถบรรทุกอีซูซุเพื่อให้บริการลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนความเชี่ยวชาญและการสนับสนุนจากอีซูซุ การเข้าร่วมทดสอบโซลูชั่นส์สับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีใหม่มาทดลองใช้ในการดำเนินงานจริง เพื่อศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพและความต่อเนื่องในการขนส่ง ควบคู่กับการลดมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การพัฒนาโซลูชั่นส์ด้านโลจิสติกส์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าและสังคมอย่างยั่งยืน”

อีซูซุ 4

คุณธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับโฮมโปร ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืน โดยโฮมโปรและ วี. คาร์โก เป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมายาวนาน ประกอบกับความเชี่ยวชาญด้านรถเพื่อการพาณิชย์และเทคโนโลยีของอีซูซุ ทำให้เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่โซลูชั่นส์การขนส่งที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคธุรกิจ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโฮมโปรคือ การดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของอีซูซุ โครงการ Isuzu Battery-swapping Solution จึงเป็นโอกาสในการนำ เทคโนโลยีมาช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคการขนส่ง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ โดยระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ช่วยลดระยะเวลารอชาร์จ ทำให้รถสามารถกลับมาใช้งานและขนส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราจึงมองโครงการนี้มากกว่าการนำรถไฟฟ้ามาใช้งาน แต่เป็นการร่วมกันพัฒนา “ระบบขนส่งแห่งอนาคต” ที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพทางธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยคาดหวังว่าผลจากการทดลองครั้งนี้จะสามารถนำไปต่อยอดและขยายการใช้งานในระบบโลจิสติกส์ของโฮมโปร เพื่อให้การลดการปล่อยคาร์บอนเกิดขึ้นจริงในกระบวนการดำเนินงาน อีซูซุจึงเป็นมากกว่าผู้ผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ แต่เป็น “Transport Solution Partner” ที่ร่วมพัฒนาโซลูชั่นส์ให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ และเราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างโฮมโปร วี. คาร์โก และอีซูซุ จะเป็นอีกก้าวสู่ Green Logistics ที่มีประสิทธิภาพและช่วยให้ ธุรกิจเดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น”

รายละเอียดการทดสอบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่

อีซูซุ 7

ก่อนหน้านี้ได้มีการติดตั้งสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่โรงงานสำโรงของบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และได้มีการทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์ อีวี” (Isuzu Elf EV) แบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ขนส่งสินค้าจากคลังชิ้นส่วนภายในโรงงานไปยังคลังชิ้นส่วนของบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มทดสอบการใช้งานจริง

การทดสอบในครั้งนี้จะดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570 ผ่านการขนส่งสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าให้แก่ HomePro ซึ่งเป็นลูกค้าผู้ใช้บริการขนส่งของ วี. คาร์โก โดยใช้รถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุนำเข้าที่ได้รับการดัดแปลงจากรุ่นมาตรฐานที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าโฮมโปร ณ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปยังผู้บริโภค ตลอดระยะเวลาการทดสอบ จะมีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานรถและการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ เพื่อศึกษาศักยภาพและความเหมาะสมของรถบรรทุกไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน ต้นทุนการดำเนินงาน  การลดระยะเวลาที่รถต้องหยุดวิ่ง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) โดยกระบวนการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ใช้เวลาประมาณ 7 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนแบตเตอรี่ที่สับเปลี่ยนในแต่ละครั้ง

ข้อมูลที่ได้รับจะถูกนำมาใช้ประเมินความเป็นไปได้ของโซลูชั่นส์การสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของไทย รวมถึงศึกษาประเด็นและข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินงาน เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการที่เหมาะสมกับธุรกิจโลจิสติกส์และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานจริง อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต

 

 

วิริยะประกันภัย คว้า 3 รางวัล ประกันภัยดีเด่นครบวงจร

0

นางสุภัทรา ทองขาว รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล “บริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น ประจำปี 2568” ในพิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Insurance Awards 2026) จัดขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พร้อมกันนี้ นางสราพร กลัดสมบัติ ตัวแทนประกันวินาศภัย สังกัดสาขาระยอง และ นางดวงนภา วีระพันธุ์ ตัวแทนประกันวินาศภัย สังกัดสาขาฉะเชิงเทรา ยังได้เข้ารับรางวัล “ตัวแทนประกันวินาศภัยคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2568” โดยมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัล ณ ห้องบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ บีทู โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับ “พิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร” สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมประกันภัย และเชิดชูเกียรติผู้ที่มีผลงานดีเด่นในการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านการประกันภัย ทั้งนี้ รางวัล “บริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น” และ “ตัวแทนประกันวินาศภัยคุณภาพดีเด่น” ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของวิริยะประกันภัย ในการดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยด้วยความโปร่งใสและความเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล โดยบริษัทฯ จะมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างต่อเนื่อง ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างครอบคลุมทุกมิติ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพตัวแทนประกันวินาศภัย ให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างเป็นมืออาชีพ ตลอดจนพร้อมเดินหน้าพัฒนาและขับเคลื่อนธุรกิจประกันวินาศภัยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนสืบต่อไป

“BIG MOTOR SALE” ประกาศ 3 ความสำเร็จ “ยกโชว์รูม มาขายที่นี่!” เฉลยตัวเลข +/- 50,000 คันมาจากไหน

0
BIG MOTOR SALE 1

ความสำเร็จ 3 ประการจากการจัดงาน BIG MOTOR SALE 2026 เปิดทางเลือกใหม่ให้ผู้ซื้อและ   ผู้จำหน่ายภายใต้แนวคิด…เราจะยกโชว์รูมมาขายที่นี่.! โดย บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด เกิดจากความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ด้วยหน้าที่ของ “ผู้จัดและดำเนินงาน” ที่ตั้งใจทุ่มเทจัดการสถานที่ให้สวยงามตามภูมิทัศน์ใหม่ บริหารและดำเนินงานให้ปลอดภัยและสะดวกสบาย จัดกิจกรรมเพื่อผู้ชมงานมากมาย ตลอดจนเน้นหนักด้านการประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนให้เข้าชมและเลือกซื้อยานยนต์ต่างๆ ในงาน ส่วนหน้าที่ของผู้แสดงงาน คือ การจัดคัดสรรผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่รุ่นล่าสุดมานำเสนอพร้อมด้วยแค็มเปญพิเศษมากมายเพื่อเชิญชวนผู้บริโภคอย่างเต็มที่ครบครัน

BIG MOTOR SALE 2

ปีที่ 13 ของการจัดงาน BIG MOTOR SALE จึงประสบความสำเร็จในการเปิดทางเลือกใหม่ของการซื้อขายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ช่วงกลางปีตลอด 10 วันงาน สามารถสร้างความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจโดยรวมในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน และมีผู้เข้าชมงานมากมายคับคั่งทุกวัน นับเป็นความสำเร็จสองประการแรก

ส่วนความสำเร็จประการที่สาม คือ “การประกาศยอดขายรถยนต์ ซื้อจอง” ในงานเป็นรายวัน ซึ่งผู้ประกอบการที่มาร่วมเปิดโชว์รูมในปีนี้มี 14 แบรนด์ ที่ยินดีประกาศแจ้งตัวเลข และอีก 17 แบรนด์ ไม่ประสงค์แจ้งยอดตลอดงาน ซึ่งทั้ง 17 แบรนด์นี้เป็นผู้ผลิต/จำหน่ายยานยนต์ในระดับ A และ B ทั้งสิ้น หลายแบรนด์สามารถทำยอดจำหน่ายในงานได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 คัน ในขณะที่บางแบรนด์สามารถขึ้นไปได้ถึง 8,000 คัน ขณะที่แบรนด์ระดับต่างๆ จะอยู่ที่ 2,000 และ 1,000 คัน +/- อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ จากประมาณการโดยคณะผู้ทำงานผ่านการสังเกตพฤติกรรม ความสนใจของผู้เข้าชมผลิตภัณฑ์ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์แบรนด์ต่างๆ ในแต่ละวันตลอด 10 วันแสดงงาน จะได้ตัวเลขออกมาดังนี้

ยอดแจ้งอย่างเป็นทางการจากโชว์รูมในงาน 14 แบรนด์ ทั้งหมด 11,165 คัน รวมกับยอด Secret หรือที่ไม่ประสงค์แจ้งยอดจำหน่ายตลอดงานของ 17 แบรนด์ เมื่อรวมทั้งหมดแล้วจะอยู่ที่ +/- 50,000 คัน (โดยในจำนวนรวมนี้จะมีมอเตอร์ไซค์รวมอยู่ที่ +2,500 คัน)

นับเป็นความสำเร็จประการที่สามของการจัดงาน BIG MOTOR SALE 2026 ที่ได้ร่วมกับบรรดาผู้ประกอบการสร้างความสุขแก่ผู้ซื้อและสร้างความเคลื่อนไหวในตลาดยานยนต์กลางปีอย่างน่าภาคภูมิใจ

ความสำเร็จสามประการนี้สะท้อนความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่อการเลือกซื้อยานยนต์ และบทบาทของ BIG MOTOR SALE ในฐานะผู้สร้างทางเลือกใหม่ รวมโชว์รูมยานยนต์ชั้นนำมาขายในที่เดียว เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้จำหน่าย พร้อมมีส่วนช่วยสร้างความคึกคักให้กับภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ยานยนต์ไทยในช่วงกลางปีได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของ BIG MOTOR SALE 2026 ไม่ได้สะท้อนเฉพาะจำนวนผู้เข้าชมงานหรือยอดจำหน่ายยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นเป็นนัยสำคัญ แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ จากการจ้างงานในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดงาน เช่น ผู้ก่อสร้าง พนักงาน – เจ้าหน้าที่จากแบรนด์ต่างๆ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ ศิลปิน – การแสดง ตลอดจนผู้ค้าขายรายย่อยอีกมากมาย

ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือ สนับสนุนการจัดและดำเนินงาน BIG MOTOR SALE 2026 ให้ลุล่วงด้วยความสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด จะยกโชว์รูมมาเปิดทางเลือกใหม่ให้ผู้ซื้อและผู้ขายเป็นปีที่ 14 ระหว่างวันที่ 20 – 29 สิงหาคม 2570 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/bigmotorsale.yanyont/

 

“เรเว่” ส่งมอบ DENZA D9 ยนตรกรรมระดับลักชัวรี ให้สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย

0
เรเว่ 1

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด  ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์์พลังงานใหม่ BYD และ DENZA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์พลังงานใหม่ โดยได้รับความไว้วางใจจากสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย พร้อมส่งมอบ DENZA D9 ยนตรกรรมพลังงานใหม่ระดับพรีเมียม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงานขับเคลื่อนนโยบาย ไปพร้อมกับการสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการใช้ DENZA D9 เป็นยานพาหนะในการออกปฎิบัติภารกิจ ตามแผนงานของสถานเอกอัครราชฑูต โดยพิธีส่งมอบรถยนต์ซึ่งจัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย มีผู้บริหารให้เกียรติร่วมพิธี ดังรายนามต่อไปนี้ 

เรเว่ 2DENZA D9 ยนตรกรรมพลังงานใหม่ระดับพรีเมียม ที่มากด้วยประโยชน์ใช้สอยในรูปแบบของรถยนต์ไฟฟ้า MPV ด้วยฟังก์ชันประตูสไลด์ไฟฟ้าอัตโนมัติเปิด-ปิดได้อย่างนุ่มนวล โดดเด่นด้วยห้องโดยสารกว้างขวาง นวัตกรรมล้ำสมัย สัมผัสความหรูหราในทุกองค์ประกอบ มอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและเหนือระดับ ด้วยเบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่ 2 พร้อมที่รองน่องปรับไฟฟ้า ทั้งยังผสานสิ่งอำนวยความสะดวกทีออกแบบได้อย่างลงตัว ไปกับโต๊ะอเนกประสงค์ และพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่พิเศษ ความจุสูงสุด 2,310 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง EV ประสิทธิภาพสูงที่สร้างมลพิษเป็นศูนย์ พร้อม BYD Blade Battery ขนาด 103.36 กิโลวัตต์ เอกสิทธิ์เทคโนโลยีของ BYD ที่ได้รับการยอมรับมาแล้วทั่วโลก ในด้านความทนทานและปลอดภัย ขับขี่ได้ไกลสุด 600 กิโลเมตร*

เรเว่ 3

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ยังมีรถยนต์พลังงานใหม่ส่วนบุคคลและเพื่อการพาณิชย์ ให้เลือกอีกหลายรุ่น ภายใต้แบรนด์ BYD และ DENZA พร้อมตอบสนองทุกความต้องการ สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับรถยนต์พลังงานใหม่จาก BYD และ DENZA ได้ที่ reverautomotive.com และ denzathailand.com ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้ที่ Official Facebook Page: BYD Thailand, DENZA RÊVER Thailand และ BYD RÊVER Thailand

เรเว่ 4

* เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ

 

 

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม พลังดีเซล วี6 ลุยมาหมดทุกบททดสอบ  ความแรงและความนุ่มนวลระดับพรีเมียม เพื่อทุกเส้นทาง

0
ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม 1

ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในชีวิตประจำวัน การเดินทางไกลกับครอบครัว หรือการออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ในวันหยุด ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม วี6 รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ระดับพรีเมียม พร้อมตอบโจทย์ทุกบทบาทของการเดินทาง ด้วยดีไซน์หรู เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ และขุมพลังดีเซล วี6 ขนาด 3.0 ลิตร ที่มอบทั้งพละกำลัง ความนุ่มนวล และการตอบสนองที่มั่นใจในทุกเส้นทาง

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม 2

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม วี6 ได้รับการตอบรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างดีนับตั้งแต่เปิดตัว สะท้อนความต้องการรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ระดับพรีเมียมที่รองรับได้ครบทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางไกล และการขับขี่ที่ต้องการสมรรถนะเหนือระดับ

หัวใจของสมรรถะ ขุมพลังดีเซล วี6 3.0 ลิตร

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม 3

หัวใจสำคัญของฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม วี6 คือ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ วี6 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 250 แรงม้า ที่ 3,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,750–2,250 รอบต่อนาที เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผสานความมั่นใจ ความราบรื่น และสมรรถนะที่ตอบโจทย์ในแบบรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ระดับพรีเมียม

จุดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซล วี6 ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขพละกำลังเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การส่งกำลังที่ราบรื่น โครงสร้างเครื่องยนต์ 6 สูบ มีสมดุลตามธรรมชาติ ลดแรงสั่นสะเทือนเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 4 สูบ โดยเฉพาะขณะออกตัว เร่งแซง ลากจูง หรือบรรทุกหนัก ผลลัพธ์คือห้องโดยสารที่เงียบและนุ่มนวลขึ้น พร้อมการตอบสนองของคันเร่งที่สม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มความมั่นใจตลอดการเดินทาง

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม 4

ตัวเลขแรงม้าและแรงบิดสะท้อนสมรรถนะของเครื่องยนต์ แต่ประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริงคือพลังที่มาอย่างต่อเนื่อง นุ่มนวล และควบคุมได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไกลกับครอบครัว การขับขี่ในเมือง หรือการใช้กำลังเครื่องยนต์บนเส้นทางที่ท้าทาย ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม วี6 จึงไม่ได้โดดเด่นเพียงในฐานะรถยนต์ที่มาพร้อมสมรรถนะอันทรงพลัง แต่ยังยกระดับความรู้สึกมั่นใจและพรีเมียมในทุกการเดินทาง

รางวัลที่สะท้อนความโดดเด่นของฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ดีเซลเทอร์โบ วี6 3.0 ลิตร ผสานสมรรถนะอันทรงพลังเข้ากับความนุ่มนวลในการขับขี่ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความสามารถในการรองรับการใช้งานที่หลากหลาย จนได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2025 และ 2026 ในฐานะ BEST PPV DIESEL 4WD PPV UNDER 3,200 C.C. จากบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความโดดเด่นของฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ในฐานะรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ระดับพรีเมียม ที่ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่ในชีวิตประจำวัน การเดินทางไกลกับครอบครัว และการออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในทุกเส้นทาง

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม 9

สมรรถนะที่ออกแบบเพื่อทุกการเดินทาง

  • กำลังสูงสุด 250 แรงม้า ที่ 3,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,250 รอบต่อนาที ช่วยให้การเร่งแซง การไต่ทางชัน การลากจูง และการเดินทางไกลเป็นไปอย่างมั่นใจ พร้อมตอบโจทย์ทั้งการใช้งานประจำวันและการออกเดินทางผจญภัย
  • เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ Electronic Shifter (e-Shifter) ส่งกำลังได้ต่อเนื่องและนุ่มนวล ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจทั้งในเมืองและบนเส้นทางระยะไกล
  • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ 4A ที่สามารถสลับระหว่าง 2H และ 4H ได้อัตโนมัติ พร้อมโหมดการขับขี่ 6 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลากจูง โหมดถนนลื่น โหมดโคลน และโหมดทราย เพื่อรองรับสภาพถนนและรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย

ความพรีเมียมที่เติมเต็มทุกจุดหมาย

นอกเหนือจากขุมพลังดีเซลเทอร์โบ วี6 3.0 ลิตร ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัมยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สะท้อนความพรีเมียมทั้งภายนอกและภายใน พร้อมเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกการเดินทาง

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม 8

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ดีเซล วี6 มีสีภายนอกให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเขียว Acasia Green สีขาว Snowflake white pearl สีเทา Meteor Grey สีเงิน Aluminium Metallic และสีดำ Absolute Black ลูกค้าที่สนใจฟอร์ด      เอเวอเรสต์ แพลทินัม ดีเซล วี6 สามารถเยี่ยมชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ หรือเว็บไซต์ www.ford.co.th

 

“มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ” มอบเงินกว่า 3.9 ล้านบาท มุ่งมั่นสนับสนุนกิจกรรมหลากหลายมิติ สร้างประโยชน์และขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน

0
มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 1

มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ ประธานกรรมการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เดินหน้าสานต่อภารกิจอันเป็นประโยชน์เพื่อสังคม ประจำปี พ.ศ. 2569 มอบเงินสนับสนุน มูลค่ารวม 3,980,000 บาท สำหรับ 7 โครงการ เพื่อสนับสนุนการศึกษา เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ได้แก่

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 2

  • กองทุนวิจัยวิศวกรรมศาสตร์จุฬาฯ–อีซูซุ เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการและต่อยอด องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมยานยนต์ผ่านงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนวัตกรรมสาขาเทคโนโลยียานยนต์และวิศวกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 3
  • ทุนการศึกษาแก่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่นมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 4
  • ทุนการศึกษาสำหรับผู้ทุพลลภาพแก่สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 5
  • เงินสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 6
  • อุปกรณ์การเรียนแก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 7
  • เงินสนับสนุนมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 8
  • อุปกรณ์จราจรแก่กองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองบังคับการตำรวจทางหลวงมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 10

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2530 ผ่านการร่วมมือกันของ 3 บริษัทในกลุ่มอีซูซุ ได้แก่ บริษัท  ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อีซูซุเอ็นยิ่น แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ปัจจุบันมีเงินกองทุนทั้งสิ้น 493.31 ล้านบาท โดยมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้างและปรารถนาที่จะเห็นสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไป