Home Blog Page 64

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47 จัดยิ่งใหญ่ เอาใจทุกเจนฯ

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47” ภายใต้แนวคิด “ความหวังยุคหลังสงคราม-The Post-War Hope” ชมรถโบราณทรงคุณค่า หายากกว่า 100 คัน พร้อมกิจกรรมดึงคนรุ่นใหม่ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 18-22 มิถุนายน 2568

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “งานประกวดรถโบราณ เป็นงานระดับประเทศที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 47 โดยแนวคิดของงานปีนี้คือ “ความหวังยุคหลังสงคราม-The Post-War Hope” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ ช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 สิ้นสุด ผู้คนต่างตั้งความหวังถึงอนาคตที่สดใส จากบรรดาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้น ทั้งประชากรเจเนอเรชันใหม่ สถาปัตยกรรมเมืองใหม่ แฟชันสไตล์ใหม่ ภาพยนตร์ ดนตรีแนวใหม่ รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่ ที่สะท้อนความหวังยุคหลังสงคราม ผ่านความหรูหรา สะดวกสบาย และเทคโนโลยีระดับสูง”

กัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า “ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ไม่ได้เป็นเพียงชอพพิงเดสติเนชันเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์การค้าที่ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน โดยงานประกวดรถโบราณนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของเจเนอเรชัน โดยจะมีการจัดแสดงรถโบราณ และรถคลาสสิคกว่า 100 คัน บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร

งานนี้นอกจากจะถ่ายทอดเสน่ห์ของยานยนต์ระดับตำนาน เพื่อดึงดูดความสนใจคนรุ่นใหม่ให้มาชมงาน แล้วยังมอบประสบการณ์พิเศษด้วยกิจกรรมสนุกสุดสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย อาทิ Game Jigsaw Challenge, Rally Scan, เวิร์คชอพทำพวงกุญแจรถคลาสสิค และอื่นๆ อีกมากมาย”

การประกวดรถโบราณแบ่งเป็น 7 ประเภท ตามมาตรฐานของสมาพันธ์รถโบราณสากล (FIVA) ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ (ก่อนปี 1904) รถรุ่นผ่านศึก (ปี 1905-1918) รถโบราณ (ปี 1919-1930) รถรุ่นก่อนสงคราม (ปี 1931-1945) รถรุ่นหลังสงคราม (ปี 1946-1960) รถคลาสสิค (ปี 1961-1970) และรถคลาสสิคร่วมสมัย (ปี 1971-ปัจจุบัน ย้อนหลัง 30 ปี)

นอกจากนั้น ยังมีการประกวดอีกหลายประเภท อาทิ รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถแจกวาร์ รถมีนี รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน และรถเฟียต พร้อมรถที่นำมาแสดงเป็นพิเศษ อีกทั้งมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย เช่น การประกวด ราชินีแห่งความสง่างาม (CONCOURS D’ELEGANCE- กงกูรส์ เดเลอกองศ์) เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรถโบราณ คอนเสิร์ทเพลงฮิทในอดีต จำหน่ายสินค้าวินเทจ หนังสือ นิตยสาร แสตมป์รถโบราณ รถโบราณจำลอง ฯลฯ

ผู้สนใจสามารถส่งรถเข้าประกวดได้ที่ imc.co.th/vintagecarclub/vcct ภายในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 หรือสอบถามรายละเอียดที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub และเชิญชมงานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 18-22 มิถุนายน 2568

‘ซูซูกิ’สร้างปรากฏการณ์ใหม่วงการอีโคคาร์ ยกระดับแคมเปญ Exclusive Maintenance Service บำรุงรักษารถฟรีนาน 7 ปี พร้อมเอกสิทธิ์เหนือระดับ SUZUKI Worry Free Privilege Booklet การันตีคุณภาพคุ้มค่าตลอดการใช้งาน

0
ซูซูกิ 1

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้แนะนำแคมเปญ SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777 ให้แก่ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์ โดยมุ่งหวังสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความใส่ใจที่เรายึดมั่นมาโดยตลอด นอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและคุ้มค่าแล้ว ซูซูกิยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านงานบริการหลังการขาย ซึ่งแคมเปญนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ซูซูกิได้อย่างชัดเจน”

ซูซูกิ 2

โดยซูซูกิสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในตลาดรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ แบรนด์แรกที่เปิดตัวแคมเปญสุดพิเศษ SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777 เพื่อยกระดับความคุ้มค่าและความอุ่นใจให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับผ่านโปรแกรมบำรุงรักษาฟรี 7 ปี (Exclusive Maintenance Service) ที่ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว แต่ยังเสริมความมั่นใจตลอดระยะเวลาการใช้งาน ว่ารถยนต์ของลูกค้าจะได้รับการดูแลและบำรุงรักษาอย่างมืออาชีพตามมาตรฐานคุณภาพของศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ อีกทั้งยังช่วยบริหารค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาให้เป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความใส่ใจของซูซูกิในทุกองค์ประกอบ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการหลังการขาย

ล่าสุด เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ โปรแกรมบำรุงรักษาฟรี 7 ปี (Exclusive Maintenance Service) จะมาพร้อมกับเอกสิทธิ์เหนือระดับ SUZUKI Worry Free Privilege Booklet ที่จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้กับลูกค้ารถยนต์ซูซูกิที่ได้รับสิทธิ์พิเศษในโปรแกรมดังกล่าว ซึ่งจะอำนวยความสะดวกเมื่อถึงเวลาที่เจ้าของรถมีความประสงค์ต้องการโอนกรรมสิทธิ์หรือขายต่อ โดย SUZUKI Worry Free Privilege Booklet จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อ และช่วยเพิ่มศักยภาพในการกำหนดมูลค่าให้กับรถยนต์ของผู้ขายได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นจุดแข็งที่ช่วยให้การซื้อขายรถยนต์มือสองตอบโจทย์ทั้งในด้านความมั่นใจและความคุ้มค่าอย่างแท้จริง

โดยสมุดคู่มือ SUZUKI Worry Free Privilege Booklet จะมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1.อธิบายสิทธิประโยชน์จากโปรแกรมบำรุงรักษาฟรี 7 ปี
2.อธิบายสิทธิประโยชน์จากเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี
3.อธิบายสิทธิประโยชน์การให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 7 ปี

นายวัลลภ กล่าวว่า “SUZUKI SWIFT เจเนอเรชันล่าสุด ยังคงครองใจลูกค้าในฐานะรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุ่นยอดนิยม นับตั้งแต่การเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2561 ด้วยดีไซน์สปอร์ตที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานกับสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและสนุกทุกจังหวะบนท้องถนน พร้อมความประหยัดคุ้มค่าและราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้ SUZUKI SWIFT ยังคงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดมา การมอบสิทธิพิเศษผ่านแคมเปญ SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777 จึงไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นความสนใจและเพิ่มแรงจูงใจในการตัดสินใจเป็นเจ้าของเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความใส่ใจของซูซูกิที่ต้องการมอบประสบการณ์การใช้งานที่คุ้มค่าและมั่นใจในระยะยาวให้กับลูกค้าทุกคนอีกด้วย”

ซูซูกิ 3

สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ SUZUKI SWIFT สปอร์ตอีโคคาร์รุ่นยอดนิยม ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 567,000 บาท โดยมีโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2568 ดังนี้

•รับสิทธิพิเศษฟรี SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777
ฟรี Exclusive Maintenance Service 7 ปี
ฟรี Suzuki Warranty 7 ปี
ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 7 ปี
•หรือ เลือกรับบริการผ่อนด้วย ดอกเบี้ย 0% ระยะเวลานาน 60 เดือน
•หรือ เลือกรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท สำหรับรุ่น GL และ GLX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 45,000 บาท สำหรับรุ่น GL NEXT พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือเลือก ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 4,999 บาท หรือเลือก ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน เพียงเดือนละละ 5,781 บาท
•ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก

ซูซูกิ 6

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การส่งมอบทั้งคุณภาพของสินค้าและงานบริการที่ดี คือหัวใจสำคัญในการตอบแทนความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับซูซูกิด้วยดีเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ SUZUKI SWIFT ที่ยังคงเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กซึ่งครองใจกลุ่มลูกค้าที่มองหารถที่สะท้อนตัวตนที่แตกต่างได้อย่างชัดเจน และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแบบที่ลงตัว”

การจัดแคมเปญ “SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777” พร้อมมอบสิทธิพิเศษที่ครอบคลุมการบำรุงรักษารถนานถึง 7 ปี รวมถึงคุณภาพตัวรถฟรี 7 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินฟรี 7 ปี ถือเป็นการตอกย้ำถึงความตั้งใจของซูซูกิในการสร้างมาตรฐานงานบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่า ซูซูกิพร้อมดูแลรถของลูกค้าในระยะยาวด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ประกอบกับการนำเสนอแคมเปญพิเศษ “SUZUKI WORRY FREE” หนึ่งในแผนการดำเนินธุรกิจ ที่ซูซูกิได้ทำการประกาศไปก่อนหน้า จึงเป็นการตอกย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นว่าซูซูกิจะสามารถรองรับการดูแลลูกค้าด้วยคุณภาพและมาตรฐานของซูซูกิได้อย่างแท้จริง มีรายละเอียดดังนี้:

1. ขยายการรับประกันอะไหล่และงานบริการ
•อุ่นใจไร้กังวล กับการขยายการรับประกันงานซ่อมและอะไหล่แท้ทุกชิ้น นานถึง 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร (โดยอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) จากเดิมที่รับประกันเพียง 3 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร
2. บริการพิเศษรถสำรองใช้ระหว่างซ่อม
•รถยนต์ที่อยู่ในระยะรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ไร้ความกังวลเรื่องไม่มีรถใช้งานระหว่างซ่อม ด้วยบริการพิเศษ ‘รถสำรองใช้ระหว่างซ่อม’ สำหรับรถยนต์ซูซูกิที่ต้องใช้เวลาตรวจเช็กมากกว่า 1 วัน (ไม่รวมระยะเวลาวิเคราะห์ปัญหา) และไม่รวมกรณีรถเกิดอุบัติเหตุ
3. HELLO SUZUKI APPLICATION ยกระดับงานบริการแบบ S-Solution
•HELLO SUZUKI คือ แอปพลิเคชัน ที่จะเชื่อมต่อข้อมูลการทำงานกับลูกค้า อำนวยความสะดวกสบายและความมั่นใจในงานบริการทุกขั้นตอน ทั้งการนัดหมายนำรถเข้ารับบริการ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล รายงานการการตรวจสอบและดูแลรถในทุกขั้นตอน รวมถึงการมอบสิทธิพิเศษมากมาย ด้วยการสะสมคะแนนจากค่าใช้จ่ายในการเข้าซ่อมบำรุงตามระยะอย่างต่อเนื่อง หรือซ่อมแซมที่ศูนย์บริการของซูซูกิทั่วประเทศ
4. ระบบการจัดการอะไหล่ มีเป้าหมายรองรับบริการได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี
•การจัดการเตรียมระบบจัดการอะไหล่รถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายภายในประเทศ ช่วยให้ลูกค้าคลายความกังวลเรื่องการขาดแคลนอะไหล่ในการบำรุงรักษารถ โดยมีเป้าหมายรองรับความต้องการของลูกค้าได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดการผลิต
•บริการจัดส่งอะไหล่แบบเร่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพื้นที่อื่นๆ ภายใน 48 ชั่วโมง
•คุ้มค่าต่อการใช้งาน ด้วยอะไหล่ในราคาที่เข้าถึงง่าย
5. ศูนย์บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
6. ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานของซูซูกิ

อย่างไรก็ตาม แคมเปญ “SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777” ยังคงดำเนินภายใต้ปรัชญา “SUZUKI Cause We Care-เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มราคา สะท้อนแนวทางของซูซูกิที่มุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในราคาที่เข้าถึงได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนางานบริการในทุกมิติ เพื่อยกระดับมาตรฐานของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

“เอ็มจี” ชวนลุ้นเป็นผู้โชคดีได้ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ MG WEEKEND CLUB ร่วมปรุงน้ำหอมกับแบรนด์ผู้ดีอังกฤษอย่าง JO MALONE และสัมผัสกับความอัจฉริยะของ MG IM6 คันจริง

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ชวนลูกค้าเจ้าของรถ MG CYBERSTER, MG MAXUS 9 และ MG MAXUS 7 ร่วมลุ้นเป็นหนึ่งในผู้โชคดี 40 ท่าน ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ MG WEEKEND CLUB ครั้งแรกกับ JO MALONE แบรนด์น้ำหอมระดับพรีเมียมจากอังกฤษ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าคนสำคัญของ เอ็มจี ได้ปรุงกลิ่นน้ำหอมที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง เรียนรู้เทคนิคการออกแบบเครื่องหอมอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกับผู้เชี่ยวชาญจาก JO MALONE และรับชุดของขวัญสุดพิเศษจาก JO MALONE พร้อมร่วมสัมผัส และทดลองขับยนตรกรรมอัจฉริยะ MG IM6 โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 เวลา 09:30 น. – 13:00 น. ณ The Rabbit’s Grove Cafe กรุงเทพกรีฑา

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้ – 21 พฤษภาคม 2568 ที่ https://forms.gle/dSLyPnaLhcKDZfpt8 และติดตามรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมฯ ผ่านทางเฟซบุ๊ค MG Thailand https://www.facebook.com/MGcarsThailand วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เวลา 19:30 น.

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น

Hashtag

“พีที สเตชั่น” จับมือ “โป๊ยเซียน” แจกยาดม 20,000 หลอด เติมความสดชื่นเต็ม MAX ในแคมเปญ “เพื่อนคู่ใจทุกการเดินทาง”

0
พีที สเตชั่น 1

บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันพีที ในกลุ่ม บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (PTG) จับมือกับ บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาดมตรา “โป๊ยเซียน” ร่วมสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สดชื่นและใส่ใจยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมในแคมเปญ “เพื่อนคู่ใจทุกการเดินทาง” แจก ยาดมตราโป๊ยเซียน 20,000 ชิ้น

สำหรับลูกค้าสมาชิก PT Max Card เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ 800 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับฟรี ยาดมตราโป๊ยเซียน 1 ชิ้น (มูลค่า 24 บาท) ที่สถานีบริการน้ำมันพีทีที่ร่วมรายการ ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ถึง 5 มิถุนายน 2568 หรือจนกว่าของจะหมด

พีที สเตชั่น 2

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และ ดร.ธีจุฑา ประสาทแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ปิโตรเลียมไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด พร้อมด้วย ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ กรรมการและที่ปรึกษาฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด กล่าวถึงแคมเปญนี้ว่า เป็นการสื่อสารความตั้งใจร่วมกันในการส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจให้ทุกคนมีพลังพร้อมเดินหน้าต่อ โดย พีที สเตชั่น พร้อมเป็นเพื่อนคู่ใจทุกการเดินทาง เพื่อให้คนไทย “อยู่ดีมีสุข”

“GWM” รวมพลคนรักแมว จัด ‘ORA Meeting 2025’ ภาคอีสาน ต่อยอดกลยุทธ์เชื่อมโยงลูกค้า เสริมแกร่ง GWM Family ขับเคลื่อนยานยนต์พลังงานใหม่ทั่วไทย  

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users) ล่าสุดเดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้า ผ่านแนวคิดระดับโลกอย่าง “อยู่ในท้องถิ่น เพื่อตลาดท้องถิ่น และบูรณาการกับชุมชนท้องถิ่น” (Being in the Local Market, For the Local Market, and Integrating into the Local Community) กับกิจกรรม “ORA Meeting 2025 รวมพลคนรักแมว โซนภาคอีสาน” จัดขึ้น ณ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานใหม่ GWM ORA Good Cat และ GWM ORA 07 กว่า 94 คน พร้อมขบวนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากสีสันอีกกว่า 37 คัน ที่ร่วมกันเดินทางจากศูนย์ GWM เอกสห โคราช เป็นระยะทางทั้งสิ้นกว่า 78 กิโลเมตร นอกจากจะสะท้อนความแข็งแกร่งของ GWM Family แล้ว ยังเป็นการตอกย้ำถึงความนิยมของรถยนต์พลังงานใหม่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า แต่ยังเชื่อมโยง GWM เข้ากับชีวิตของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ การบริการที่ครอบคลุม และกิจกรรมที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานในแต่ละพื้นที่ได้อย่างลงตัว

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 2

ตลอดการเดินทางในกิจกรรม ORA Meeting 2025 รวมพลคนรักแมว โซนภาคอีสาน” ผู้ร่วมทริปได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจตลอดเส้นทางจากหลากหลายจุดหมายสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา เริ่มต้นที่ “อนุสาวรีย์ท้าว สุรนารี (ย่าโม)” แลนด์มาร์กที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญของชาวโคราช

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 3

ก่อนจะแวะพักผ่อนในบรรยากาศสุดอบอุ่นที่ “French Kitsch Café” คาเฟ่ในสวนสไตล์ยุโรปสุดวินเทจ ที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งสุดชิค เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับคาราวานของเจ้าเหมียวทั้งสองรุ่น ให้ได้เก็บภาพความทรงจำร่วมกัน จากนั้นรับประทานาอาหารกลางวันและร่วมกิจกรรมสุดสนุกที่ “Patra Sweet House @Sikhio” พร้อมเสิร์ฟอาหารจานเด็ดที่หลากหลายในบรรยากาศสบาย ๆ

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 5

เดินทางต่อไปยัง “ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง” จุดแวะที่อัดแน่นด้วยสาระความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนและความยั่งยืน ปิดท้ายทริปอย่างน่าประทับใจที่ “จุดชมวิวกังหันลม ณ เขายายเที่ยง” สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังซึ่งเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาด และจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเขื่อนลำตะคองและแนวภูเขาโดยรอบได้แบบพาโนรามา ท่ามกลางสายฝนชุ่มฉ่ำและกังหันลมขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 7

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้า GWM ORA Good Cat และ GWM ORA 07 ทุกท่านสำหรับความเชื่อมั่นและไว้วางใจที่มีให้กับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเรา และร่วมกันจัดกิจกรรมอันแสนอบอุ่นให้เกิดขึ้นในครั้งนี้ เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนผู้ใช้งาน GWM ทั่วประเทศ เพื่อสานสัมพันธ์และเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของ GWM Family ในประเทศไทย GWM เชื่อว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ คือหัวใจของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการรับฟัง พูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้งานจริงมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ เพื่อต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ประสบการณ์ด้านการขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด ‘GWM GO With More’ ในอนาคต GWM จะยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้งานทุกท่านได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอนาคตของยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย”

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 10

Final Call! หมดแล้วหมดเลย โอกาสสุดท้ายที่คุณจะได้เป็นเจ้าของ SUBARU FORESTER และ SUBARU XV ล็อตสุดท้ายเวอร์ชั่น CKD มอบสิทธิประโยชน์สูงสุดถึง 305,000 บาท ก่อนนำเข้ารุ่นใหม่ปลายปีนี้

0
Subaru Forester 1

บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุอย่างเป็นทางการในประเทศไทย
ประกาศจำหน่ายล็อตสุดท้ายของ SUBARU FORESTER และ SUBARU XV รุ่นประกอบแบบ CKD (Completely Knocked Down) ปล่อยแคมเปญสุดพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจ ก่อนที่เจนเนอเรชั่นถัดไปจะผลิตและนำเข้าทั้งคันจากประเทศญี่ปุ่นแบบ CBU (Completely Built Unit) ซึ่งนำร่องด้วย ALL NEW SUBARU FORESTER เจนเนอเรชั่นใหม่ ในราคาหลังรวมรวมภาษีนำเข้า แล้วสูงกว่ารุ่นปัจจุบัน

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2

นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ธุรกิจของซูบารุในประเทศไทยยังคงแข็งแกร่งและได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า ด้วยเหตุผลของคุณภาพของรถและบริการที่ไว้ใจได้ และความโดดเด่นด้านความปลอดภัยของความเป็นรถญี่ปุ่นรายเดียวที่ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร แม้ในช่วงก่อนหน้าจะมีข่าวเรื่องการยุติการประกอบ SUBARU FORESTER เจนเนอเรชั่นที่ 5 ที่โรงงาน Tan Chong Subaru Automotive (Thailand) ที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และด้วยความร่วมมือจากสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข่าวสารด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้เรายังได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากทั้งลูกค้าปัจจุบันรวมถึงลูกค้าใหม่ที่ตัดสินใจมาเป็นครอบครัว SUBARU ของเราอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ซูบารุเองยังมุ่งมั่นและเล็งเห็นความสำคัญในการที่จะรองรับและดูแลในส่วนบริการหลังการขายสำหรับลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยย้ายคลังอะไหล่จากพื้นที่เดิมในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง มาไว้ในพื้นที่ของสำนักงานใหญ่ที่ จ.ปทุมธานี เรียบร้อยแล้วในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสต๊อก และเพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่งชิ้นส่วนอะไหล่ไปยังศูนย์บริการทั่วประเทศ

แนะนำให้ลูกค้าผู้สนใจติดต่อสอบถามรุ่นรถและสีที่ยังมีจำหน่ายกับโชว์รูมที่สะดวก ยังมีข้อเสนอพิเศษให้สำหรับรถรุ่นประกอบแบบ CKD (Completely Knocked Down) ผลิตในประเทศลอตสุดท้าย สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถภายใน 31 พฤษภาคม 2568 นี้เท่านั้นหรือจนกว่ารถจะหมด

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 4

•ออก SUBARU FORESTER EyeSight วันนี้รับสิทธิประโยชน์ สูงสุด 305,000 บาท รวมประกันภัยชั้น 1 และ รับประกันตัวรถไม่จำกัดระยะทาง 5 ปี

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 5
•ออก SUBARU XV EyeSight ด้วยแคมเปญ BUY 1 GET 1 FREE ในราคาเพียง 999,000 บาท รวมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และพิเศษชุดแต่ง GT สุดสปอร์ต

CEO “ลามิน่า” รับมอบโล่เชิดชูเกียรติ

0

นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารลามิน่า รับมอบโล่เชิดชูเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะผู้อุปการะมูลนิธิช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาเป็นระยะเวลา 20 ปี ในงาน Stream of Giving สายธารแห่งการให้ไม่สิ้นสุด ครบรอบ 50 ปี CCF ณ หอประชุมสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น

ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณแก่ผู้อุปการะที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนมูลนิธิฯ อีกทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นความสำคัญของการให้และการอุปการะเด็ก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อุปการะได้พบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเด็กและเยาวชนที่ได้รับการสนับสนุน งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อและสนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน

“ฟอร์ด เรนเจอร์” พร้อมระเบิดความแรงอีกครั้ง! เตรียมลุยสนามทางเรียบในไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2568

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ 1

เสียงเครื่องยนต์ของฟอร์ด เรนเจอร์กำลังจะดังกระหึ่มอีกครั้ง เมื่อทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง เตรียมลงสนามใน ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ ปี 2568 ซึ่งนับเป็นปีที่ 6 แล้ว ที่ฟอร์ด ประเทศไทยให้การสนับสนุนการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยมีสองนักแข่งขวัญใจมอเตอร์สปอร์ต แซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค และแจ็ค เลมวาร์ด ที่จะพาฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 3 และ 41 ท้าทายขีดจำกัดบนสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ในวันที่ 22-25 พฤษภาคม 2568 เพื่อถ่ายทอดดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

ฟอร์ด เรนเจอร์ 9

ฟอร์ด เรนเจอร์ 2

“ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ฟอร์ด ไม่ได้เพียงแค่ลงแข่งในสนามทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย แต่ยังได้ปลุกจิตวิญญาณมอเตอร์สปอร์ตของแฟนชาวไทย ผ่านดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ถ่ายทอดออกมาผ่านนักแข่งมากฝีมือ ทีมวิศวกรที่ทุ่มเทเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาจากสนามจริง และรถแข่งสมรรถนะสูงทุกคัน เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และสานต่อเจตนารมณ์ของทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ที่จะสร้างตำนานการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตไปทั่วโลกอีกด้วย” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2444 ที่เฮนรี่ ฟอร์ดได้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ชมการแข่งที่ดีทรอยต์ ไดรฟ์วิ่ง คลับ ในมิชิแกน ด้วยการคว้าชัยชนะเหนือนักแข่งมืออาชีพอย่างอเล็กซานเดอร์ วินตัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฟอร์ดก็ได้สร้างปรากฏการณ์ในสนามแข่งหลากหลายรายการ

สร้างตำนานที่การแข่งขันแนสคาร์ (NASCAR) ในอเมริกา
NASCAR หรือ National Association for Stock Car Auto Racing คือการแข่งขันรถยนต์สต็อก หรือการนำรถยนต์ที่จำหน่ายในท้องตลาดมาปรับแต่งรถเพื่อนำมาใช้ในการแข่งขันเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นรายการแข่งรถที่ความนิยมสูงสุดในสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2492 รถลินคอล์นที่ขับโดย จิม โรเปอร์ ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าชัยชนะในการแข่งแกรนด์ เนชั่นแนล เรซ ครั้งแรก จากนั้นฟอร์ดได้คว้าแชมป์ 7 สมัยในรายการแนสคาร์ คัพ ซีรี่ส์ ประจำปี เริ่มต้นจาก บิล เอลเลียตต์ ผู้คว้าแชมป์วินสตัน คัพ ในปี พ.ศ. 2531 ตามมาด้วยชัยชนะใน บุช ซีรีส์ ของจอห์นนี่ เบนสัน จูเนียร์ (พ.ศ. 2538), เดล จาร์เร็ตต์ (พ.ศ. 2542), แมตต์ เคนเซธ (พ.ศ. 2546), เคิร์ต บุช (พ.ศ. 2547) และโจอี้ โลกาโน ที่คว้าแชมป์ในปี พ.ศ. 2561, 2564, 2567 และล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ฟอร์ด เรนเจอร์ 3

ชัยชนะใน เลอ ม็อง (Le Mans) ทะยานสู่หนังจอเงิน
หนึ่งในภาพที่ตราตรึงที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งรถของฟอร์ด คือการเข้าเส้นชัยอย่างยิ่งใหญ่ของฟอร์ด จีที 40 มาร์ค 2 ในอันดับที่ 1-2-3 ของการแข่งขัน เลอ ม็อง 24 ชั่วโมง (Le Mans 24 Hours) ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2509 ความสำเร็จครั้งนั้นเกิดขึ้นภายใต้การนำทีมของวิศวกรระดับตำนาน แครอล เชลบี้ คันที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งขับโดย บรูซ แม็คลาเรน และ คริส เอมอน ตามมาด้วยคันที่สองของ เคน ไมลส์ และ เดนนี่ ฮูล์ม ปิดท้ายด้วยคันที่สามที่ขับโดย รอนนี่ บัคนัม และ ดิค ฮัทเชอร์สัน นับเป็นการประกาศศักดาของฟอร์ดบนเวทีระดับโลก และยังคว้าแชมป์ในการแข่งขันเลอ ม็องติดต่อกันอีก 3 ครั้ง ซึ่งชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้ถูกถ่ายทอดสู่จอภาพยนตร์ในเรื่อง Ford v Ferrari ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของฟอร์ดได้อย่างทรงพลังและน่าจดจำ

ฟอร์ด เรนเจอร์ 4

ฟอร์ด มัสแตง กับความยิ่งใหญ่ในการแข่งเอสซีซีเอ ทรานส์ แอม แชมเปี้ยนชิพ (SCCA Trans-Am Championship)
หลังจากฟอร์ด จีที 40 มาร์ค 2 สร้างชื่อให้กับฟอร์ดในสนามระดับโลกแล้ว ต่อมาก็ถึงเวลาที่ ฟอร์ด มัสแตง จะก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความแรงในสนามแข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายการ เอสซีซีเอ ทรานส์ แอม แชมเปี้ยนชิพในปี พ.ศ. 2513 ที่เน้นการแข่งขันของรถยนต์ที่ดัดแปลงจากรถยนต์ทั่วไป รถฟอร์ด มัสแตง บอสส์ 302 ที่ได้รับการพัฒนาโดย บัด มัวร์ ขับโดยพาร์เนลลี โจนส์ นำชัยชนะครั้งสำคัญมาสู่ทีมฟอร์ดอย่างยิ่งใหญ่ ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2538-2540 ฟอร์ด มัสแตง เราช์ โคบรา สานต่อความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ในรายการเดียวกันถึง 3 ปีติดต่อกัน ตอกย้ำชื่อเสียงของฟอร์ด มัสแตงในฐานะรถเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ผลิตขายจริง

ฟอร์ด เรนเจอร์ 6

ตำนานแดร็ก เรซซิ่ง ฟันนี่ คาร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิป
ฟอร์ดสร้างชื่ออย่างยิ่งใหญ่ในโลกของ แดร็ก เรซซิ่ง หรือการแข่งขันทางตรงที่ใช้ความเร็วสูงสุด โดยเฉพาะในรายการระดับโลกอย่าง เอ็นเอชอาร์เอ ฟันนี่ คาร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิป (NHRA Funny Car World Championship) ซึ่งฟอร์ดสามารถคว้าแชมป์ได้หลายครั้งตลอดหลายทศวรรษ นับจาก ฟอร์ด มัสแตง “ม้าโทรจัน” ของ แลร์รี่ ฟูลเลอร์ตัน ที่คว้าแชมป์ในปี พ.ศ. 2515 จากนั้นในปี พ.ศ. 2517 ในการแข่งขันที่ ออตตาวา มอเตอร์สปีดเวย์ เชิร์ล เกรียร์ ก็ได้จารึกประวัติศาสตร์ด้วยการขับฟอร์ด มัสแตง เชน ไลท์นิ่ง เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง แม้รถจะไฟไหม้ในรอบควอลิฟาย แต่สามารถซ่อมแซมจนกลับมาแข่งและคว้าชัยได้ภายในคืนเดียว ในช่วงปี พ.ศ. 2528-2531 เคนนี่ เบิร์นสไตน์ คว้าแชมป์ 4 สมัยติดต่อกัน ด้วยฟอร์ด เทมโป ขณะที่ในยุค 2000s ฟอร์ดยังคงสานต่อความสำเร็จในสนามนี้ ด้วยชัยชนะในปี พ.ศ. 2546 และ 2552

ฟอร์ด ยังคงเดินหน้าเขียนบทใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ของการแข่งขันทางเรียบระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเตรียมส่งทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ กลับสู่สนามในตำนานอย่างเลอ ม็อง 24 ชั่วโมง ในปี พ.ศ. 2570 เพื่อย้อนรำลึกถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่

บิล ฟอร์ด ประธานบริหารบริษัทฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าวว่า “ฟอร์ดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของสมรรถนะรถและการแข่งขัน ทั้งทางเรียบและออฟโรด เมื่อเราลงสนามแข่งขัน เราสู้เพื่อชัยชนะ ไม่มีสนามใดที่มีความหมายต่อประวัติศาสตร์ของเรามากไปกว่าเลอ ม็อง ซึ่งเราเคยเผชิญหน้ากับคู่แข่งตัวฉกาจ และสามารถคว้าชัยชนะมาได้ หลังจาก 50 ปี เราพร้อมแล้วที่จะกลับไปคว้าชัยอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ศักยภาพในสนามที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

และในปีนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมแล้วที่จะปลุกสัญชาตญาณความแรงให้ลุกโชนอีกครั้งบนสนามทางเรียบของไทย สาวกมอเตอร์สปอร์ตและคนรักฟอร์ดสามารถร่วมให้กำลังใจทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง และนักแข่งระหว่างการแข่งไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2568 ได้ทางไลฟ์สตรีมบนเฟซบุ๊กฟอร์ด

 

“CHANG-AN” เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในต่างประเทศแห่งแรกในไทย ตอกย้ำความแข็งแกร่งระดับภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย EV Hub เต็มรูปแบบ

0
CHANG-AN 1

CHANG-AN Automobile ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะคาร์บอนต่ำ เปิดโรงงานฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง (CHANG-AN Automobile Rayong Factory) ปักธงฐานการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบวงจรแห่งแรกในต่างประเทศ ที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย มูลค่าการลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจระดับโลกและตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวต่อภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย โดยโรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์และจะเป็นศูนย์กลางการผลิตสำหรับตลาดอาเซียนและตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลก ยกระดับความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 CHANG-AN 2

ในโอกาสเดียวกันนี้ CHANG-AN ยังได้ฉลองการผลิตรถยนต์คันที่ 28.59 ล้าน ซึ่งเป็น DEEPAL S05 ประกาศความสำเร็จอีกครั้งของการดำเนินกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปทั่วโลก โดยพัฒนาจาก “แบรนด์ที่ก้าวสู่ระดับสากล” สู่การเป็น “ผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลก” อย่างแท้จริง

พิธีการเปิดโรงงานได้รับเกียรติจาก นายจู หัวหรง ประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, นายหวัง ฮุย รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, นายเคลาส์ ไซซิโอรา รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, นายเติ้ง เฉิงหาว รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DEEPAL และ นายเซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายเจียง เว่ย อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย, นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พร้อมด้วยพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนาโรงงานแห่งนี้ที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างไทยและจีน

 CHANG-AN 4

โรงงานของ CHANG-AN ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 250 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่สำหรับดำเนินการผลิตอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมประกอบตัวถัง, การพ่นสี, การประกอบเครื่องยนต์ และการประกอบแบตเตอรี่ มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 100,000 คันต่อปี โดยใช้หุ่นยนต์ 39 ตัวในพื้นที่เชื่อมประกอบตัวถัง และใช้หุ่นยนต์ 29 ตัวสำหรับกระบวนการพ่นสีที่ต้องอาศัยความละเอียดสูงเพื่อให้สีบนตัวรถมีความทนทานมากกว่า 10 ปี พร้อมทั้งลดการปล่อยมลภาวะได้ถึง 40% นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบอัตโนมัติ 18 ระบบและแบบกึ่งอัตโนมัติ 125 ระบบ จึงสามารถผลิตรถยนต์หลายรุ่นที่ใช้ระบบส่งกำลังต่างกันได้พร้อมกัน ทั้งยังมีระบบดิจิทัลช่วยให้ดำเนินงานและจัดการผ่านออนไลน์ได้ 100% ลดระยะเวลาจากการสั่งซื้อถึงการส่งมอบจาก 21 วันเหลือเพียง 15 วัน โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 200,000 คันในเฟสที่สอง

 CHANG-AN 5

โรงงานแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและกระบวนการทำงานที่ทันสมัยและปล่อยคาร์บอนต่ำ โดย CHANG-AN มีแผนที่จะติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 14 เมกะวัตต์ ซึ่งจะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ถึง 45% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในโรงงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมด้วยส่วนประกอบที่ส่งเสริมความยั่งยืนอีกมากมาย อาทิ ระบบระบายอากาศหมุนเวียน, ระแนงระบายความร้อน, การใช้แสงธรรมชาติ, และระบบรีไซเคิลน้ำฝน คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนพลังงานลง 20% นอกจากนี้ การเปิดโรงงานยังจะสร้างโอกาสการจ้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่งตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วย

นายจู หัวหรง ประธาน บริษัท CHANG-AN Automobile กล่าวว่า “การเปิดโรงงานแห่งนี้เป็นก้าวสำคัญสำหรับ CHANG-AN ที่ยกระดับจากการส่งออกรถยนต์สู่การสร้างระบบนิเวศในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเดินหน้า 3 แผนธุรกิจหลัก ได้แก่ Green CHANG-AN, Smart CHANG-AN และ Global CHANG-AN โดยจะเริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงานในจังหวัดระยอง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในระยะยาวต่อประเทศไทยและปรัชญาที่มุ่งพัฒนาการดำเนินงานในท้องถิ่นให้สร้างประโยชน์ต่อชุมชน เราออกแบบโรงงานแห่งนี้โดยให้โดดเด่นด้านความยั่งยืนและนวัตกรรม ใช้กระบวนการผลิตที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด (Lean Manufacturing Processes) ระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีล้ำสมัย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ CHANG-AN ต่ออนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมเป้าหมายของเราที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคและตลาดรถพวงมาลัยขวาที่สำคัญ ครอบคลุมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เราจะยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ ‘In Thailand, For Thailand’ พร้อมทั้งส่งมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ให้ความสำคัญกับ AI, ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และยานพาหนะไฟฟ้าที่สามารถบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่งได้ (eVTOL)”

นายเซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับตลาดประเทศไทย และรักษาความเป็นเลิศในการผลิตเพื่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อผู้บริโภคทั้งในไทยและทั่วภูมิภาค โรงงานที่จังหวัดระยองจึงเป็นตัวแทนของความสำเร็จสำหรับ CHANG-AN หลายด้าน ทั้งการเป็นโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่แห่งแรก และโรงงานผลิตแบบครบวงจรแห่งแรก โดยมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพกว่า 90% เป็นระบบอัตโนมัติ ตอกย้ำความเป็นผู้นำของเราในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ทั้งยังช่วยให้เราสามารถขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ นำเสนอโซลูชันการเดินทางอันชาญฉลาดและรักษ์โลกได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ การเปิดโรงงานแห่งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค เราภาคภูมิใจที่จะได้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โซลูชันด้านการคมนาคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้กับประเทศเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าและชาวไทยทุกคน”

 CHANG-AN 8

ภายในงาน CHANG-AN ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะพลิกโฉมวงการยานยนต์ไทยผ่านการจัดแสดงนวัตกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่ CTV, Super Integrated E-Drive และ เทคโนโลยี Range Extender รวมถึงยนตรกรรมหลากหลายรุ่นทั้งจากแบรนด์ DEEPAL (รุ่น S05, E07, S07, L07 และ G318) แบรนด์ AVATR (รุ่น 11, 12 และ 07) และรถยนต์บินได้ด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ EHang ให้สื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติได้สัมผัสโซลูชันล้ำสมัยมากมายที่ CHANG-AN กำลังนำเสนอสู่ตลาดประเทศไทย

 CHANG-AN 9

CHANG-AN มีแผนที่จะเปิดตัวรถใหม่อีก 12 รุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยทั้งหมดจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมถึงสร้างคลังอะไหล่สำหรับตลาดรถพวงมาลัยขวา โดยเมื่อแล้วเสร็จจะเก็บชิ้นส่วนได้ถึง 98% ของจำนวนอะไหล่ทั้งหมด และมีเป้าหมายในการจัดส่งอะไหล่ภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังจะอัปเกรดแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อให้พร้อมมอบบริการได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบอัจฉริยะทั้งการควบคุมยานพาหนะ, การบำรุงรักษา, การตรวจสอบแบตเตอรี่ และการเช็คสภาพจากระยะไกล

CHANG-AN มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยในปี 2567 ที่ผ่านมามียอดขายถึง 2.68 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในจำนวนดังกล่าวป็นรถยนต์พลังงานใหม่ถึง 735,000 คัน เพิ่มขึ้นประมาณ 52.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า CHANG-AN วางเป้าหมายที่จะมียอดขาย 5 ล้านคันต่อปีภายในปี 2573 โดยที่ 3 ล้านคันของจำนวนดังกล่าวจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่ การเปิดโรงงานที่จังหวัดระยองจึงไม่เพียงตอกย้ำความมุ่งมั่นของ CHANG-AN ที่มีต่อประเทศไทยและตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังจะช่วยส่งเสริมการเติบโตในภูมิภาคให้กับบริษัทอย่างยั่งยืน ตลอดจนช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

“CHERY และ OMODA & JAECOO” เปิดตัวสุดยอดเทคโนโลยี Super Hybrid System ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์โลกสู่ยุคใหม่

0
CHERY 1

OMODA & JAECOO (โอโมด้า แอนด์ เจคู่) และ CHERY (เชอรี) ภายใต้บริษัท CHERY Automobile ผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ประกาศวิสัยทัศน์ทรงพลังในการนำประเทศไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมสมรรถนะ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพพลังงานระดับสูงสุด เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่แห่งพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการทำตลาดปีนี้ พร้อมประกาศความเคลื่อนไหวเชิงรุกของ CHERY และ OMODA & JAECOO ในไทย และเตรียมเปิดสายการผลิตในโรงงานไทยไตรมาส 3 พร้อมประกาศเปิดตัวรถใหม่ปีนี้ นอกจากนี้ CHERY Automobile ยังจับมือบริษัท คิง เจน จำกัด (มหาชน) หรือ KGEN ภายใต้นโยบายการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนโยบายการสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันพัฒนาแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สัญชาติไทย ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ยุคใหม่แห่งพลังงานสะอาด และนวัตกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน โดยมีท่านศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นเกียรติในงาน

 

เฉิน ชุนชิง รองประธาน เชอรี่ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ CHERY และ OMODA & JAECOO ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การประกาศความพร้อมและแผนการลงทุนในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่เรามีต่อตลาดไทย และเป็นก้าวสำคัญในวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในภูมิภาค เรามีความพร้อมเต็มที่ในทุกมิติ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำหน้า การพัฒนาด้านการขายและการบริการหลังการขายโดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนการพัฒนาฐานการผลิตในไทยที่ทันสมัยระดับโลก เรามั่นใจอย่างยิ่งว่ากลยุทธ์ธุรกิจของ CHERY และ OMODA & JAECOO จะตอบความต้องการของผู้บริโภคไทยและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน”ก้าวสู่อนาคตยานยนต์เทคโนโลยีไฮบริด CHS/SHS ล้ำสมัย

Chery 2

CHERY และ OMODA & JAECOO ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมสมรรถนะ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพพลังงานระดับสูงสุด เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่แห่งพลังงานสะอาด ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีไฮบริด CHS (CHERY Hybrid System) / SHS (Super Hybrid System) ล้ำสมัย ที่โดดเด่นใน 4 ด้านหลัก
•ประสิทธิภาพพลังงานสูงสุด: เครื่องยนต์ไฮบริดเฉพาะทาง 1.5T GDI ให้ประสิทธิภาพทางความร้อนสูงถึง 44.5% สูงที่สุดในอุตสาหกรรม
•พลังขับเคลื่อนระดับโลก: ระบบส่งกำลัง DHT 230/280 สามารถให้กำลังสูงสุดถึง 280 กิโลวัตต์ และรอบเครื่องสูงสุดถึง 24,000 รอบ/นาที
•ความปลอดภัยเหนือมาตรฐาน: ระบบตัดพลังงานฉุกเฉินภายใน 2 มิลลิวินาที และการปกป้องในทุกสภาพอากาศ รวมถึงการลุยน้ำลึกถึง 700 มม.
•ความสามารถรอบด้าน (All Scenario): ระบบบริหารพลังงานล่วงหน้า (Predictive Energy Management) ลดการใช้พลังงานลง 15% และสามารถกู้คืนพลังงานจากเบรกได้ถึง 80%

OMODA & JAECOO เตรียมเปิดตัวรถอีกหลากหลายรุ่นภายใต้เทคโนโลยี SHS, BEV, HEV และ REEV ภายในปีนี้ และเตรียมพบกับ Mr.J เร็วๆ นี้

OMODA & JAECOO เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นที่มาพร้อมเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System), เครื่องยนต์ BEV (Battery Electric Vehicle), HEV (Hybrid Electric Vehicle) และ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) เพื่อตอบโจทย์ ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีกำหนดการเปิดตัว JAECOO 5 EV และ JAECOO 6T EV ภายในไตรมาส 3 ตามมาด้วย OMODA C7 SHS และ OMODA C9 SHS ในไตรมาส 4 ของปีนี้ และเพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

Chery 6

ในขณะเดียวกัน ยังได้มีการปรับราคา OMODA C5 EV Long Range รุ่นใหม่ โดยยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะและฟังก์ชันเดิมอย่างครบถ้วน ได้แก่ OMODA C5 EV Long Range Dynamic ราคา 649,000 บาท และราคา OMODA C5 EV Long Range Max ราคา 699,000 บาท และยังมีโปรโมชันดาวน์เริ่มต้น 8,888 บาท ผ่อนนานสูงสุด 84 เดือน*
-ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี*
-บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 5 ปี*
-โฮมชาร์ทเจอร์พร้อมติดตั้ง (เฉพาะ OMODA C5 EV Long Range Max)*
-การรับประกันครอบคลุมระยะเวลา 8 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร*

สำหรับ JAECOO 6 EV 4WD มีโปรโมชันพิเศษภายในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายนนี้เท่านั้น โดยมอบส่วนลดสูงสุดมูลค่ากว่า 150,000 บาท สำหรับสี Forest Green และ Lunar Silver*
-ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี*
-บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 5 ปี*
-โฮมชาร์ทเจอร์พร้อมติดตั้ง*
-การรับประกันครอบคลุมระยะเวลา 8 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร*

ขณะเดียวกัน JAECOO 7 SHS ที่พิสูจน์ความสามารถด้วยสถิติการขับขี่ระยะทางไกลถึง 1,433 กิโลเมตร ด้วยน้ำมันเพียงหนึ่งถังและการชาร์จแบตเตอรี่เพียงหนึ่งครั้ง ซึ่งถือเป็นระยะทางขับขี่ที่ไกลที่สุดในประเทศไทย และติดอันดับ 5 ของโลกจากการแข่งขันระดับนานาชาติ JAECOO 7 SHS Global Super Hybrid Marathon นอกจากนั้น JAECOO ได้จัดแคมเปญ ECO Bonus มอบส่วนลดพิเศษ 10,000 บาท สำหรับลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ประเภทเครื่องยนต์สันดาป (ICE) หรือ ไฮบริด (HEV) พร้อมฟรีค่าบำรุงรักษารถ (ค่าแรง และ ค่าอะไหล่) เป็นระยะเวลา 2 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) 2 ปี ฟรี Home Charger และ สายชาร์จ V-2-L สำหรับผู้จองและรับรถภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น* รถแบรนด์ CHERY เดินหน้าบุกตลาดไทยเต็มกำลัง

CHERY ประกาศความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีแผนการลงทุนและการพัฒนาธุรกิจระยะยาว พร้อมกลยุทธ์การวางตำแหน่งแบรนด์และผลิตภัณฑ์ในตลาดรถยนต์ไทยที่เน้นย้ำจุดเด่นด้านเทคโนโลยี คุณภาพ และความคุ้มค่า ในปีนี้ CHERY เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่น CHERY Tiggo 8, CHERY V23 (iCAR V23), CHERY Tiggo Cross และ CHERY Tiggo 7 ทาง CHERY ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศไทย ให้ครบ 30 แห่ง ในประเทศไทย เพื่อให้บริการลูกค้าอย่างครอบคลุม มุ่งมั่นสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดและมอบประสบการณ์การใช้งาน ที่เหนือระดับให้กับผู้บริโภคชาวไทยภายในปีนี้ เริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงาน จ.ระยอง ไตรมาส 3 ปี 2568 ประเดิมด้วยรุ่น JAECOO 6 EV

Chery 8

CHERY และ OMODA & JAECOO ประกาศความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานในประเทศไทย ที่อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 104 ไร่ โดยมีมูลค่าการลงทุนที่วางแผนไว้ทั้งสิ้นราว 5,000 ล้านบาท พร้อมเริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงานใน ไตรมาส 3 ปี 2568 ด้วยเป้าหมายกำลังการผลิตเป็น 80,000 คันต่อปีภายในปี 2571 โดยเริ่มการผลิต JAECOO 6 EV เป็นรุ่นแรกเพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกในเอเชีย โรงงานแห่งนี้จะเน้นการผลิตแบบ Completely Knocked Down (CKD) พร้อมติดตั้งหุ่นยนต์เชื่อมสำหรับ การเชื่อมอลูมิเนียมที่แม่นยำ นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีแผนการลงทุนในการผลิตยานยนต์เพิ่มเติม ทั้งขยายกำลังการผลิตและโมเดลไฟฟ้าไฮบริด (HEV) รถยนต์รุ่นอื่นๆ ของ CHERY Group และการจัดตั้งโรงพ่นสีภายในปี 2570 รวมถึงการให้ความสำคัญในการจัดจ้างงานสำหรับการทำงานในโรงงานนี้โดยเริ่มต้นจะเป็นแรงงานไทย 150 คน สำหรับการทำงานกะเดียว และจะขยายโรงงานและอัตราการจ้างแรงงานไทยเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย

ฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การเดินสายการผลิตที่โรงงานระยองนับเป็นก้าวสำคัญของเรา ไม่เพียงแสดงถึงความมุ่งมั่นในการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของเราในศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค การเริ่มต้นด้วย JAECOO 6 EV คือการนำเสนอนวัตกรรมระดับโลกสู่ตลาดไทย และเราตั้งใจที่จะผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยของเรากับความเชี่ยวชาญของบุคลากรไทย เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและภูมิภาค นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวไกล และเรามุ่งมั่นที่จะเติบโต
ไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างยั่งยืน”

และเร็วๆ นี้ CHERY Automobile ยังจับมือบริษัท คิง เจน จำกัด (มหาชน) หรือ KGEN ภายใต้นโยบายการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนโยบายการสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาคอาเซียน โดยความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นพัฒนาแบรนด์ EV แห่งชาติของไทย ส่งเสริมขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี EV ภายในประเทศ และสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยมุ่งเน้นการจำหน่ายในประเทศไทย โดยชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยี EV และราคาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้บริโภคไทย เพื่อสนับสนุนให้คนไทยสามารถเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ โครงการยังใช้ข้อได้เปรียบด้านภาษีในฐานะ “รถยนต์สัญชาติไทย” เพื่อสร้างระบบราคาที่เหมาะสม พร้อมกระตุ้นห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ ตั้งแต่การจัดหาชิ้นส่วน การจ้างงาน ไปจนถึงการพัฒนาเครือข่ายบริการหลังการขายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในทุกภูมิภาค

Chery 9

งาน Next Era Mobility: TECH DAY by CHERY and OMODA & JAECOO จัดขึ้นที่ Movenpick BDMS Wellness Resort กรุงเทพฯ นับเป็นก้าวสำคัญของทั้ง CHERY และ OMODA & JAECOO ในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์แห่งอนาคต

*เงื่อนไขแต่ละข้อเสนอพิเศษมีเนื้อหาและช่วงเวลาที่มีความแตกต่าง แต่ทั้งนี้เงื่อนไขทั้งหมดเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด และบางข้อเสนอพิเศษนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการโปรโมชันอื่นๆ ได้

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ WWW.OMODAJAECOO.CO.TH หรือสอบถามรายละเอียดได้ โทร. 02-020-8888 หรือที่ผู้จำหน่ายทั่วประเทศ