Home Blog Page 64

“ฮอนด้า” เปิดศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริง “The M.O.V.E. by Honda” Immersive Experience Center แห่งแรกในไทย เปิดประตูสู่อนาคตแห่งการเดินทาง ภายใต้แนวคิด “Sense the Synergy”

0
ฮอนด้า 2

บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด และบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดตัว “The M.O.V.E. by Honda” ศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริงแห่งแรกของแบรนด์ใจกลางกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ โดยจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ณ EM GLASS ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE

ฮอนด้า 7

 

ขอเชิญทุกท่านมาสัมผัสประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคต ผ่านทั้ง 5 ประสาทสัมผัสในโซนมัลติเซนซอรีที่ผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับอารมณ์ ความรู้สึก และวิถีแห่งความยั่งยืนได้อย่าง กลมกลืนภายใต้แนวคิด “Sense the Synergy”

โซนทางเข้า และ Dream Sphere

ฮอนด้า 3

เริ่มต้นที่โซนทางเข้าด้วยการเช็กอินแบบอินเทอร์แอคทีฟที่พาผู้เข้าชมสัมผัสปรัชญาของฮอนด้าซึ่งยึด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” เป็นหัวใจสำคัญมาอย่างยาวนาน มุ่งเน้นทั้งความพึงพอใจ ของลูกค้า ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ

 

ถัดจากโซนทางเข้า ผู้เข้าชมจะได้ก้าวเข้าสู่ Dream Sphere — ห้องจัดแสดงภาพเคลื่อนไหวแบบ 360 องศา ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของฮอนด้าตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันและอนาคต ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสเส้นทางแห่งความฝันและความท้าทายตั้งแต่วันก่อตั้งไปจนถึงทศวรรษข้างหน้า พร้อมเชื่อมโยงถึงจิตวิญญาณแห่งความท้าทาย และเหตุการณ์สำคัญที่ได้หล่อหลอมเส้นทางของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน

ฮอนด้า 5

Future Ride
ในโซนนี้ ผู้เข้าชมจะได้ชมภาพแห่งอนาคตของรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ผ่านเครื่องจำลองการขับขี่อัจฉริยะที่มอบประสบการณ์แห่งอนาคตอย่างใกล้ชิด ภายใต้ธีม “Expected Life. Unexpected Discoveries.” ที่ชวนให้ก้าวข้ามความคุ้นเคย ไปค้นพบประสบการณ์และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในโลกของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
Future Mobility

ฮอนด้า 6

ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของฮอนด้าสู่ “New Mobility Ecosystem” หรือระบบนิเวศการเดินทางยุคใหม่ ที่ผสานยานยนต์อนาคตให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างไร้รอยต่อ เปิดโอกาสให้ผู้คนเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและเพิ่มความหลากหลายในการเดินทางให้มากยิ่งขึ้น ภายในโซน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสเครื่องจำลองเสมือนจริงแบบ 360 องศา พาเหินฟ้าจากกรุงเทพฯ สู่พัทยาเสมือนกำลังเดินทางจริง พร้อมเปิดมุมมองใหม่ว่าการเดินทางแห่งอนาคตอาจใกล้ตัวกว่าที่คิด

ฮอนด้า 19

ความเป็นอิสระในการเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้สะท้อนถึงพันธกิจของฮอนด้าในการสร้างการเดินทางที่ชาญฉลาด ยั่งยืน และสนุกยิ่งขึ้น พร้อมขยับความฝันด้านการเคลื่อนไหวของฮอนด้า ให้เข้าใกล้ความจริงด้วยการผสมผสานความสะดวกสบายเข้ากับความเพลิดเพลินได้อย่างลงตัว

Future Drive
ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของฮอนด้าในการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับโลกแห่งการเดินทาง จากความฝันในการ “รังสรรค์นิยามใหม่แห่งการขับเคลื่อน” มาสู่ความจริง เปลี่ยนภาพจำของรถยนต์ไฟฟ้าจาก “Thick and Heavy” เป็น “Thin, Light and Wise” ไม่ใช่เพียงแค่ยานยนต์ไฟฟ้า แต่รวมถึงนวัตกรรมที่มอบประสบการณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ความยั่งยืน และการใส่ใจผู้ใช้งานเป็นหัวใจสำคัญ

ฮอนด้า 8

แนวคิดนี้สะท้อนความเชื่อของฮอนด้าว่า อนาคตแห่งการขับเคลื่อน ต้องก้าวข้ามขอบเขตของเทคโนโลยี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ มอบความปลอดภัย และส่งมอบอิสระให้กับผู้คนและสังคม โดยในโซนนี้ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับยานยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้าที่หลอมรวมแนวคิดเหล่านี้ไว้ และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสู่อนาคตของการเดินทางที่ชาญฉลาด เปี่ยมไปด้วยความหมาย และสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดไปด้วยกัน

ฮอนด้า 16

The M.O.V.E. Cafe
The M.O.V.E Café คือบทสรุปของการเดินทางภายใน The M.O.V.E by Honda พื้นที่สุดท้ายที่ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสวิสัยทัศน์การเดินทางแห่งอนาคตของฮอนด้าผ่าน “รสชาติ” ปิดท้ายประสบ การณ์ครบทั้ง 5 ประสาทสัมผัสที่เป็นหัวใจของศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริงแห่งนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฮอนด้า 9

คาเฟ่แห่งนี้นำเสนอประสบการณ์การลิ้มรสที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ภายใต้แนวคิด “Sense the Synergy” โดยเชฟเดช คิ้วคชา ผสานทุกประสาทสัมผัส ทั้งการมองเห็น การได้ยิน กลิ่น การสัมผัส และรสชาติไว้ในหนึ่งเดียว ที่นี่จึงไม่ใช่แค่คาเฟ่ทั่วไป แต่เป็นจุดหมายที่รวมความคิดสร้างสรรค์ ด้านอาหารเข้ากับแรงบันดาลใจจากอนาคตแห่งการขับเคลื่อน ถ่ายทอดความประทับใจ และคุณค่าทางอารมณ์ในแบบเฉพาะของฮอนด้า

ฮอนด้า 13

The M.O.V.E. by Honda คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเส้นทางของฮอนด้าสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและความยั่งยืน ศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริงแห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่การจัดแสดงเทคโนโลยี ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และเทคโนโลยีการเคลื่อนที่ ที่หมุนเวียนมาให้ชม แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการถ่ายทอดจิตวิญญาณของโกลบอลแบรนด์สโลแกน “The Power of Dreams – How we move you.” สะท้อนเจตนารมณ์ของฮอนด้า ที่ยึดมั่นว่าการเดินทางไม่ใช่แค่การเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่คือการสร้างความผูกพันที่มีคุณค่า ก้าวสู่ความยั่งยืน และมอบประสบการณ์ที่เติมเต็มความหมายให้กับชีวิต

ฮอนด้า มุ่งขับเคลื่อนผู้คน ไม่เพียงแค่ในเชิงกายภาพ แต่ยังรวมถึงมิติของการขับเคลื่อนความรู้สึกและสังคมไปด้วยกัน ทั้งหมดนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในประเทศไทยกับ The M.O.V.E. by Honda ศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริงแห่งแรกของแบรนด์ ที่เปิดต้อนรับทั้งลูกค้า ผู้หลงใหลในนวัตกรรม และผู้ที่สนใจที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ได้แล้ววันนี้

ชื่อกิจกรรม: The M.O.V.E. by Honda
สถานที่: EM GLASS ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE 628 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
วันเปิดให้เข้าชม: 15 สิงหาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569
เวลาเปิดให้เข้าชม:
•วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เวลา 19:00 – 22:00 น.
•ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป เปิดทุกวัน เวลา 10:00 – 22:00 น
ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี
LINE Official Account: @TheM.O.V.E.byHonda
จัดโดย: บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด

“GWM (Thailand)” ดันยอดขาย 7 เดือนแรกโต 96% สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทย เร่งเดินหน้าพัฒนาบริการหลังการขายแบบเต็มพิกัด

0
GWM (Thailand) 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด ประกาศความสำเร็จอย่างแข็งแกร่งในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ด้วยยอดขายรวมสูงถึง 8,804 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มียอดขายอยู่ที่ 4,490 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 96% สะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผู้บริโภคชาวไทยต่อผลิตภัณฑ์และบริการของแบรนด์ การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์ ‘User-Centric’ ที่มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลางควบคู่กับการยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในประเทศไทยในระยะยาว

GWM (Thailand)  3

ความสำเร็จอันน่าจับตานี้ได้รับแรงขับเคลื่อนจากกระแสตอบรับอันร้อนแรงของ NEW GWM TANK 300 DIESEL รถยนต์ SUV ดีไซน์ทรง Boxy ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี 2568 ซึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในตลาดด้วยดีไซน์ที่แข็งแกร่งมีเอกลักษณ์ สมรรถนะที่ทรงพลัง และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด ตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ได้อย่างลงตัวทั้งการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง ส่งผลให้ NEW TANK 300 DIESEL ขึ้นแท่นหนึ่งในรุ่นยอดนิยมของ GWM ด้วยยอดขายสะสมในช่วง 7 เดือน (มกราคม – กรกฎาคม 2568) ที่ 3,183 คัน ตอกย้ำคุณภาพและความนิยมอันล้นหลามของคนไทยที่มีต่อรถยนต์คันนี้ การันตีด้วยเสียงของผู้ใช้จริงที่ต่างออกมาแบ่งปันความประทับใจจากการใช้งานรถกันอย่างต่อเนื่อง

GWM (Thailand) 3

สำหรับยอดขายรวม 8,804 คันในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เติบโตจากปีก่อนหน้าสูงถึง 96% สะท้อนถึงศักยภาพและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ GWM ในประเทศไทย โดยยอดขายของ GWM ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมาจาก GWM ORA 4,218 คัน (48%), GWM TANK 3,473 คัน (39%), และ GWM HAVAL 1,103 คัน (13%) โดยเจ้าเหมียวไฟฟ้าขวัญใจชาวไทย GWM ORA Good Cat ยังคงครองสัดส่วนสูงสุดถึง 3,573 คัน หรือคิดเป็น 40% ของยอดขายรวม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 175% ตามมาด้วย GWM TANK 300 DIESEL 3,183 คัน และเจ้าเหมียวไฟฟ้าสายสปอร์ตซีดาน ORA 07 กับยอดขาย 645 คัน สำหรับ GWM TANK 300 DIESEL ได้รับการตอบรับที่ล้นหลามจากลูกค้าชาวไทย ทำสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกรกฎาคมที่ 1,028 คัน สร้างกระแส TANK FEVER ในกลุ่มเป้าหมายที่ทันสมัยและรักการผจญภัย และกลายมาเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งในเซกเมนต์ SUV-C และ PPV

GWM (Thailand) 5

 

ความสำเร็จและการเติบโตของ GWM นั้น เป็นผลมาจากการใช้กลยุทธ์ User-centric หรือการรับฟังเสียงของผู้บริโภคและลูกค้าชาวไทยเพื่อใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง โดยผลิตภัณฑ์ที่ GWM เปิดตัวในประเทศไทย ล้วนได้รับการปรับปรุงจากข้อคิดเห็น ความชื่นชอบ และพฤติกรรมการขับขี่ของคนไทย อาทิ All New HAVAL H6 ที่ได้มีการปรับระบบช่วงล่าง การอัปเกรดระบบปฏิบัติการภายในรถ (UX/UI) ด้วย Coffee OS 3.0 อันล้ำสมัย พร้อม Petal Map ที่มีความละเอียดและแม่นยำสูง หรือแม้แต่การนำเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุดเข้ามาใน NEW GWM TANK 300 DIESEL และ NEW GWM TANK 500 DIESEL ก็เพื่อตอบสนองความชื่นชอบและการใช้งานของคนไทยเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ GMM (Thailand) ยังให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้านบริการหลังการขาย ที่เป็นจุดสร้างความแตกต่างและคุณค่าในระยะยาวให้กับลูกค้าในการตัดสินใจซื้อ และถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่เสริมสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ GWM อย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด GWM ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 3 จาก 12 แบรนด์รถยนต์ยอดนิยม ด้านความพึงพอใจของบริการหลังการขายประจำปี 2567 โดย Differential บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำระดับประเทศ และเป็นแบรนด์จากประเทศจีนเพียงแบรนด์เดียวที่สามารถขึ้นสู่ระดับ Top 3 ได้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์บริการหลังการขายให้รวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง โดย GWM เน้นการบริการผ่าน GWM SMART Service ที่มอบบริการที่ง่าย สะดวกสบาย ผ่านเทคโนโลยีอันล้ำสมัย พร้อมการบริการที่ใส่ใจ เชื่อถือได้ และฉับไว ด้วยการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ การอบรมบุคลากรอย่างเข้มขันทั้งทางภาคทฤษฎีและปฏิบัติ การควบคุมคุณภาพการให้บริการของศูนย์บริการ รวมถึงการขยายโครงการศูนย์สีและซ่อมตัวถังมาตรฐานครบวงจร (GWM Certified Body and Paint) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าไทยอย่างรอบด้านและยกระดับคุณภาพบริการในระยะยาว

GWM (Thailand) 4

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) เผยถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “GWM ขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่มอบความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่มีต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการของเรามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดขายเติบโตถึง 96% ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือนเท่านั้น เราเชื่อว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น HEV, PHEV, BEV หรือดีเซล ทำให้เรามีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับ GWM และพาร์ทเนอร์ชาวไทย สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้อย่างครอบคลุมและครบทุกกลุ่ม”

GWM (Thailand)  11

“นอกจากนี้ เรายังคงเดินหน้าภายใต้กลยุทธ์ ‘User-Centric’ ที่เน้นรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะอย่างใกล้ชิด และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้จริงในทุกมิติเพื่อนำมาพัฒนาในรถยนต์รุ่นถัด ๆ ไปให้เหมาะสมกับพฤติกรรมคนไทยและสภาพท้องถนนประเทศไทยให้มากที่สุด รวมถึงการยกระดับบริการหลังการขายให้รวดเร็ว ครอบคลุม และตรงจุด ผ่านการให้บริการที่มีคุณภาพในศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น เราวางแผนที่จะสร้างความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้ผ่านประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นกับกลุ่มลูกค้าเราให้มากยิ่งขึ้น พร้อมก้าวสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในตลาดยานยนต์ไทย”เวย์น โจว กล่าวเพิ่มเติม

“มาสด้า” ประกาศสนับสนุนสวาทแคทต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 เปิดตัวสโมสรฯ นักเตะ ชุดแข่งขัน พร้อมลุยศึกไทยลีกฤดูกาลใหม่

0
มาสด้า 1

“มาสด้า” ประกาศผลักดันวงการฟุตบอลไทยสู่ความยั่งยืนให้การสนับสนุนสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 พร้อมร่วมงานเปิดตัวสโมสรฯ นักกีฬา ผู้สนับสนุนและชุดแข่งขันในฤดูกาล 2025/26 ภายใต้ธีม “SWATCAT REBORN เริ่ม ลุย ใหม่” ตั้งเป้าคว้าอันดับดีที่สุด พร้อมคว้าชัยชนะส่งความสุขคืนสู่แฟนบอลทั่วประเทศและชาวโคราช ภายในงานฯ ยังได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้บริหารสโมสรฯ ผู้สนับสนุน และแฟนคลับ เข้าร่วมงานกันอย่างหนาแน่น ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคัก แสดงถึงความพร้อมเพื่อลุยศึกการแข่งขันนัดแรกที่จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

มาสด้า 2

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของมาสด้า ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนในทุกมิติและพร้อมส่งมอบความสุขให้กับผู้คน ดังนั้น การเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงในการขับเคลื่อนพันธกิจ ด้านความยั่งยืนของโลก ผู้คน และสังคม ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งกีฬาฟุตบอล ถือเป็นหนึ่งในพลังเป็นหนึ่งเดียวของสังคมที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้ในวงกว้าง มาสด้าเชื่อว่าการสนับสนุนกีฬาไม่ใช่เพียงการช่วยพัฒนานักกีฬาอาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนเยาวชนและผู้ที่มีความฝัน สร้างโอกาส เพื่อแสดงศักยภาพ เรียนรู้วินัย ทำงานเป็นทีม และเติบโตอย่างมีคุณภาพ ด้วยแนวคิดนี้ มาสด้าจึงยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างแรงบันดาลใจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของให้กับผู้คน สร้างสรรสังคม และผลักดันศักยภาพของประเทศไทยสู่เวทีโลก ผ่านพลังของกีฬาและกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

มาสด้า 3

ตลอดระยะเวลา 13 ปี ที่มาสด้าให้การสนับสนุนสวาทแคท  เห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย แต่นั่นคือความท้าทายของเราทุกคน เพราะการจะนำมาซึ่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ต้องผ่านการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป คือ หัวใจของการเป็นนักสู้ Challenger Spirit ของทีมสวาทแคท และแรงสนับสนุนที่ล้นหลามจากแฟนบอลทุกคนที่ส่งกำลังใจส่งเสียงเชียร์ตลอดการแข่งขัน เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน ในปีนี้ก็เช่นเดียวกับที่ผ่านมา มาสด้าจะยังคงให้การสนับสนุนสโมสรฯ อย่างเต็มที่ในทุกด้าน เพราะเราเชื่อว่า ฟุตบอล ไม่ได้เป็นเพียงแค่กีฬา แต่คือพลังบวกที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่ง สร้างแรงบันดาลใจและความสุขให้กับคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่เส้นทางของนักกีฬาอาชีพ และที่สำคัญคือการยกระดับวงการฟุตบอลไทยให้ก้าวสู่เวทีนานาชาติต่อไป

มาสด้า 4

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี กล่าวว่า ฤดูกาลที่ผ่านมา เป็นฤดูกาลแรกที่กลับขึ้นมาอยู่บนไทยลีก 1 เราได้เรียนรู้ถึงขีดจำกัด ข้อดี และข้อด้อยของทีม เราได้ตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของแฟนบอล ในปีนี้ สโมสรฯ จึงมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ ทั้งนักเตะไทย และต่างชาติ ตลอดจนการเปลี่ยนหัวหน้าผู้ฝึกสอน อย่าง “โค้ชหระ” ซึ่งเป็นโค้ชคนไทยที่มีคุณภาพ ดีกรีโค้ชเยาวชนทีมชาติไทย ที่จะร่วมผนึกกำลังเข้าสู่การเดินทางครั้งใหม่ของสวาทแคท ในส่วนของฝ่ายบริหาร ทุกคนพร้อมสนับสนุนทีมในทุก ๆ ด้าน อย่างเต็มที่ เพราะผมรเชื่อว่าการแข่งขันในลีกสูงสุดไม่ใช่เรื่องง่าย และเราก็ผ่านประสบการณ์มาแล้ว ทำให้เรามีความระมัดระวังมากขึ้นในทุกมิติ เตรียมพร้อมทุกอย่างให้สมบูรณ์มากที่สุด ก็ต้องขอบคุณผู้สนับสนุนทีมทุก ๆ ภาคส่วน ที่อยู่เคียงข้างทีมสวาทแคท ที่สำคัญก็คือพลังของแฟนบอลสวาทแคทที่คอยส่งเสียงเชียร์สนับสนุนทีมมาโดยตลอด

มาสด้า 6

 

สำหรับไฮไลท์สำคัญของงานฯ ในปีนี้ คือการเปิดตัวทีมนักกีฬา และชุดแข่งขันใหม่สำหรับฤดูกาล 2025/26 ที่ออกแบบโดย บริษัท โวลท์ เอนเนอร์จี แวร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุดออกกำลังกายมาตรฐานระดับสากล ที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับสโมสรฯ เป็นปีที่สาม ซึ่งชุดแข่งในปีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก แผนที่โคราชจีโอปาร์ค ซึ่งเป็นอุทยานธรณีระดับโลกที่ผสมผสานกับเอกลักษณ์ของจังหวัด เพื่อสะท้อนถึง พลังจากผืนแผ่นดินโคราชที่หล่อหลอมความแข็งแกร่งของทีมสโมสร และภาพเขียนสีโบราณอายุกว่า 4,000 ปี ณ เขาจันทร์งาม แหล่งศิลปะถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์เพียงแห่งเดียวในจังหวัดนครราชสีมา สะท้อนให้เห็นถึง รากเหง้า อัตลักษณ์ และจิตวิญญาณของชาวโคราช นำมาสู่การออกแบบลวดลายสุดล้ำบนเสื้อแข่งขันประจำ ฤดูกาล 2025/26

รายชื่อนักฟุตบอลสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ฤดูกาล 2025/26 ภายใต้การคุมทีมของ นายอิสระ ศรีทะโร หรือ โค้ชหระ หัวหน้าผู้ฝึกสอน และกัปตันทีม นายเมธี ทวีกุลกาญจน์ ผู้จัดการทีมฯ มีดังต่อไปนี้

มาสด้า 5

พัชรพงษ์ ประทุมมา, ธนภัทร์ วะรงค์, บาห์ บิล อาบูซ่า มามาดู, สิทธิโชค ภาโส, เดยัน เมเลก, วิคเตอร์ มาร์ติเนซ, ธนินนัทธ์ อธิศราวรเมศร์, เอลสัน ควินซี่ ฮูอี, เดอนี่ โปล คูณ ดาร์เบอเล่ย์, ณฐภพ แก้วกลาง, ฮิโรทากะ มิตะ, วรภพ ทวีสุข, บุคฆอรี เหล็มดี, อนุรักษ์ มุ่งดี, นพพล ละครพล, รัฐศาสตร์ บังสูงเนิน, ณัฐวุธ เจริญบุตร, พงศกร หาญรัตนะ, เดนนิส มูริลโล่, พนธกร หาญรัตนะ, ชิษณุพงศ์ พิมพ์สังข์, จักรพงษ์ แสนมะฮุง, ปัณณทัต เปรมปรีด์, พิณณวัฒน์ ผลสว่าง, อชิรวิชญ์ นัดสันเทียะ, เวนเดล มัทเธอุส, ธณชัย หนูราช, พิทวัส จีนไทย, เนนาด ลาลิช, พีระภัทร ผลสว่าง, อนุศักดิ์ ใจเพชร, ณรงค์ศักดิ์ เพชรนอก, สรวิศ สีฟ้า และ นพกร กันหาบาง

“ผมขอขอบคุณสโมสรฯ ที่เปิดโอกาสมาสด้าได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยสร้างประสบการณ์ความสุข เฉกเช่นเดียวกับปรัชญาการดำเนินธุรกิจของมาสด้า นั่นคือ ความสุขขับเคลื่อนชีวิต ผมขอขอบคุณแฟนคลับทุกท่าน ที่ให้ความศรัทธากับทีมของเราตลอดมา” นายธีร์ กล่าว

โปรแกรมการแข่งขันนัดแรกของทีมสวาทแคท ฤดูกาล 2025/26 มีดังต่อไปนี้

วัน ทีมเหย้า ทีมเยือน สนาม
เสาร์ที่ 16 ส.ค. 68 นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ชลบุรี เอฟซี กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา
ศุกร์ที่ 22 ส.ค. 68 ระยอง เอฟซี นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี WHA ระยอง สเตเดียม
เสาร์ที่ 30 ส.ค. 68 นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ราชบุรี เอฟซี กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

พร้อมกันนี้ เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้ามาสด้าและแฟนคลับที่ให้การสนับสนุนมาสด้าและสโมสรฯ มาตลอดระยะเวลา 13 ปี มาสด้าขอเชิญชวนลูกค้าร่วมเล่นเกมส์เพื่อลุ้นรับบัตรเข้าชมการแข่งขันนัดแรก ระหว่าง นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี และชลบุรี เอฟซี ในวันเสาร์ที่ 16 ส.ค. 68 บนหน้าเพจ Mazda official Facebook ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยจะประกาศรายชื่อผู้โชคดี 50 ท่าน (รางวัลท่านละ 2 ใบ) ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. 68 เวลา 19:00 น. ซึ่งลูกค้าผู้โชคดีสามารถสแกนรับบัตรเข้าชมการแข่งขัน ได้ที่บูธรถยนต์มาสด้า ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ตั้งแต่เวลา 17:30 น. เป็นต้นไป โดยลูกค้าสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Mazda official Facebook

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมเผยโฉม CLA 250+ with EQ Technology ครั้งแรกในงาน Motor Expo พร้อมส่งท้ายไลน์อัพ Mercedes-EQ ด้วยแคมเปญ “DEFINING ELECTRIC”

0
CLA 250 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ประเดิมจัดงาน CLASS OF ITS OWN. “The new CLA Designer Talk” สร้างปรากฏการณ์ในรอบ 20 ปี ด้วยการดึงตัว “เดนนิส บริงส์” (Dennis Brings) ดีไซเนอร์ระดับโลกจาก Mercedes-Benz Design มาร่วมเผยแรงบันดาลใจและแนวคิดการออกแบบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เจเนอเรชันล่าสุด “The new CLA” ก่อนที่จะนำรุ่น CLA 250+ with EQ Technology มาจัดแสดงในประเทศไทยครั้งแรกที่งาน Motor Expo 2025 โดย The new CLA มาพร้อมแพลตฟอร์ม MMA (Mercedes-Benz Modular Architecture) ที่เน้นความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพการผลิตให้สามารถเข้ากับรถยนต์ทุกระบบขับเคลื่อนทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์สันดาปภายใน สอดคล้องกับการปรับกลยุทธ์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากเดิมที่ใช้ซับแบรนด์ Mercedes-EQ จะถูกเปลี่ยนมาอยู่ภายใต้แบรนด์ Mercedes-Benz ทั้งหมด โดยรถยนต์ทุกรุ่นที่เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จะใช้ชื่อรุ่นตามด้วย “with EQ Technology” ส่วนรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจะตามด้วย “with EQ Hybrid Technology”

 CLA 250 3

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับการทำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้มีการใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ โดยเริ่มต้นด้วยการนำรุ่นแฟลกชิปในเซกเมนต์ Top-End Luxury อย่าง EQS มาเปิดตัวครั้งแรกในปี 2565 ทั้งรุ่นนำเข้าและรุ่นประกอบในประเทศ เพื่อทำให้คนไทยได้สัมผัสกับขั้นสุดของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับโลกจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก่อนที่ในปี 2566–2567 จะเริ่มเปิดตัวรถยนต์ในเซกเมนต์ Entry Luxury อย่าง EQB 250 ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนไปถึงการเปิดตัว EQE 350 4MATIC SUV, EQE 53 4MATIC+, EQE 300 และ EQS 450 4MATIC SUV ตามลำดับ ซึ่งจากระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีความเข้าใจในโจทย์และความพร้อมของผู้บริโภคชาวไทยสำหรับการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นอย่างดี

 CLA 250 3

โดยกลยุทธ์ด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ต่อจากนี้ หลังจากการเปลี่ยนผ่านของยุค Mercedes-EQ ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาดหวังให้ The new CLA เป็นโมเดลสำคัญที่จะเข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยที่มองหารถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ที่จับต้องได้ โดย CLA 250+ with EQ Technology จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ประกอบในประเทศไทยด้วยแพลตฟอร์ม MMA ที่ทำให้กระบวนการผลิตรถยนต์ของทุกระบบขับเคลื่อนมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อการกำหนดโครงสร้างราคาของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่จะเปิดตัวในอนาคต”

 CLA 250 4

ภายในงาน CLASS OF ITS OWN. “The new CLA Designer Talk” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้รับเกียรติจาก มร. เดนนิส บริงส์ (Dennis Brings) ตำแหน่ง Senior Designer จากสตูดิโอ Mercedes-Benz Design ในประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานในแผนก “Lights & Parts” โดยเดนนิส บริงส์ ได้พูดถึงแนวคิดการออกแบบและองค์ประกอบสำคัญของ The new CLA ไว้ดังนี้

 CLA 250 5

•ออกแบบภายใต้แนวคิด “Sensual Purity” ดีเอ็นเอของแบรนด์ที่สะท้อนไอคอนนิกสไตล์อันหรูหราและเรียบง่าย แต่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นที่สะกดทุกสายตา

 CLA 250 7

•นำเสนอสัญลักษณ์ดวงดาวของแบรนด์ให้เข้ากับองค์ประกอบต่างๆ ของตัวรถ อาทิ กระจังหน้า Starpanel ในรูปแบบไฟแอนิเมชัน โคมไฟหน้าติดตั้ง Daytime Running Light รูปทรง Star Shaped และไฟท้าย Digital Jewelry ที่ผสานเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้ออกมาเป็นรายละเอียดของอัญมณีที่ลงตัว

 CLA 250 9

•ดีไซน์ภายในของ The new CLA ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนหินญี่ปุ่น หรือ “Zen Garden” สะท้อนศิลปะแห่งการลดทอนและคงไว้เฉพาะสิ่งที่เป็นแก่นแท้ เหลือไว้เพียงส่วนประกอบที่เป็นหัวใจของวิศวกรรมยานยนต์ เช่น การใช้วัสดุกระจกบนจอกลาง MBUX Superscreen วัสดุโลหะบนคอนโซลกลาง และวัสดุหนังบนแผงบุนุ่มบริเวณข้างประตู

 CLA 250 11

CLA 250+ with EQ Technology จะเป็นก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ตอบโจทย์ในทุกมิติ ทั้งในด้านสมรรถนะอันทรงพลังที่ให้กำลังสูงสุด 272 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 335 นิวตันเมตร รวมถึงการติดตั้งแบตเตอรี่ 800V ขนาด 85 kWh ที่ให้ระยะทางการขับขี่สูงสุด 792 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP และมีประสิทธิภาพการชาร์จที่รองรับ DC Charge สูงสุด 320 kW โดยการชาร์จเพียง 10 นาที ด้วยกระแสไฟเต็มกำลัง จะสามารถขับขี่ได้ไกลถึง 325 กิโลเมตร นอกจากนี้ The new CLA ยังถือเป็นรถยนต์ที่ล้ำสมัยที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยการติดตั้งระบบปฏิบัติการ MB.OS ที่ผสานการทำงานของเทคโนโลยี AI ด้วยระบบ MBUX Virtual Assistance ที่ร่วมมือกับ Google นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชันระดับโลกมากมาย อาทิ ChatGPT, Gemini, Google Maps, Microsoft Teams, Webex, Zoom ฯลฯ

 CLA 250 12

นอกจากนี้ สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้จัดแคมเปญ “DEFINING ELECTRIC: Reimagine Intelligence.” ชวนลูกค้าทุกคนรับข้อเสนอสุดพิเศษ กับส่วนลดสูงสุดถึง 3 ล้านบาท พร้อมร่วมทดลองขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% กว่า 8 รุ่น ได้ที่โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) ในวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 และโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ (Central Village) ในวันที่ 23-24 และ 30-31 สิงหาคม 2568

รายละเอียดข้อเสนอพิเศษของแคมเปญ “DEFINING ELECTRIC: Reimagine Intelligence.”: https://mb4.me/FB-Defining

ลูกค้าที่สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ 31 แห่งทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ www.mercedes-benz.co.th หรือโซเชียลมีเดีผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

 

 

“ฟอร์ด” ชวนเจ้าของรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ โชว์สไตล์การแต่งรถสุดขีดในแบบคุณ! กับกิจกรรม EVEREST FAN MEET

0
ฟอร์ด ประเทศไทย 1

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรม EVEREST FAN MEET เชิญชวนแฟนฟอร์ด เอเวอเรสต์ ร่วมพบปะพูดคุย จิบกาแฟ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ พร้อมร่วมกิจกรรมประกวดรถแต่งฟอร์ด เอเวอเรสต์ให้สุดขีดในแบบคุณ ชิงรางวัลชนะเลิศสูงสุด แพ็คเก็จทัวร์สิงคโปร์ พร้อมตั๋วเข้าชมการแข่งขัน F1 รวมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 70,000 บาท

ฟอร์ด ประเทศไทย 2

กิจกรรม EVEREST FAN MEET ถือเป็นการรวมตัวของเจ้าของรถและคนรักฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มีความชื่นชอบการแต่งรถในแบบต่างๆ ที่บ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์และความเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนใคร โดยฟอร์ดได้นำรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ฟังก์ชั่นครบ พร้อมสมรรถนะพร้อมลุยในราคาที่คุ้มค่า ที่ได้รับการตกแต่งด้วยชุดอุปกรณ์เสริมที่สะท้อนสไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ มาจัดแสดงในงานเพื่อเป็นสีสันและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ที่ชื่นชอบการแต่งรถด้วย

ฟอร์ด ประเทศไทย 3

ฟอร์ด ประเทศไทย 5

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้พละกําลังสูงสุด 170 PS แรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร ตอบสนองทุกการขับขี่อย่างนุ่มนวลและฉับไว นอกจากนี้ ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ไฟหน้าแบบ LED รีเฟลกเตอร์ พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ภายในมาพร้อมเบาะหนังสีดำ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง หน้าจอแสดงผลจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch พร้อมความบันเทิงและระบบความปลอดภัยครบครัน ทุกฟังก์ชัน ออกแบบเพื่อความปลอดภัย

ฟอร์ด ประเทศไทย 7

นายเมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ‘กิจกรรม ‘EVEREST FAN MEET’ คือเวทีพิเศษที่เราอยากให้ลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ได้มารวมตัวกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ และโชว์สไตล์การแต่งรถในแบบของตัวเอง เรามั่นใจว่านอกจากจะสร้างความประทับใจแล้ว งานนี้ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพและสมรรถนะรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่พร้อมจะสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับในทุกเส้นทาง”

ฟอร์ด ประเทศไทย 8

นอกจากนี้ ฟอร์ด ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจร่วมโหวตให้คะเเนนรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ พร้อมสไตล์การเเต่งสุดเท่ จากกิจกรรม EVEREST FAN MEET ผ่านทางเฟสบุ๊คฟอร์ด เพียงกดไลค์ให้รถเอเวอรเสต์สุดเท่ คันที่คุณคิดว่าโดดเด่นที่สุดในงาน EVEREST FAN MEET ลุ้นรับของรางวัลจากฟอร์ด ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2568

ฟอร์ด ประเทศไทย 10

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรน ฟังก์ชั่นครบ พร้อมลุย แต่งได้สไตล์คุณ ราคาสุดพิเศษ 1,249,000 บาท* (จากราคาปกติ 1,397,000 บาท) ตอบโจทย์ทุกการเดินทางด้วยฟีเจอร์ล้ำสมัยและสไตล์ที่คุณเลือกสรรเองได้ สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th หรือที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ

(มีคลิปวีดีโอ) เคาะราคาเขย่าตลาด 699,000 บาท “BYD Seal5 DM-I Super Hybrid” ซีดานฺ B Segment ระบบไฮบริดเสียบปลั๊ก ประหยัดจัด น้ำมันเต็มถัง ทะลุ 1.000 กม. อะไรที่เด็ดมีอีกเยอะ…คำตอบอยู่ในคลิป

0
BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 1

กระตุ้นตลาดด้วยการเปิดราาเขย่าวงการอีกครั้งสำหรับ BYD Seal 5 DM-i Super Hybrid ซีดาน B-Segment plug in Hybrid รุ่นแรกในคลาส ที่มากับจุดเด่นของความประหยัด ขับสนุก อุปกรณ์ความสะดวกีรบคัน เปิดตัวด้วยกัน 2 รุ่น Standard ราคา 699.000 บาท และ Premium ราคา 739,000 บาท แต่ในช่วงแนะนำจะตรึงราคา 699,000 บาท ไปจนถึง 30 กันยายนนี้

BYD Seal5 Hybrid DM-i Super Hybrid รถรุ่นที่ 4 จากโรงงานระยอง รุ่นที่ 2 ที่ผลิตเมืองไทยและเป็นพวงมาลัยขวาครี้งแรกของโลก

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 2

ความใหญ่โตของตัวรถสามารถขึ้นไปเทียบชั้นกับซีดานในกล่ม C segment ได้อย่างสบาย ด้วยมิติความสูง: 4,780 x 1,837 x 1,495 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อที่ใหญ่สุดในคลาสหรือเทียบเท่าซีดานขนาดกลาง 2,71 ม. ส่งผลให้ภายในกว้างขวาง เสริมแกร่งให้กับตัวถังด้วยการดามเหล็กกล้าที่ประตู และ หลังคา แบบเด่ยวกับรถแข่งในสไตล์โรลบาร์ และ โรลเคส

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 3

ออกแบบภายใต้แนวคิด OCEAN AESTHETICS ผสานกับเส้นสายที่ลบเหลี่ยมสัน ตั้งแต่ลริเวณเสาบีจรดท้าย ไฟหน้า Starlight Full Led และ ไฟท้ายMatrix full Led เช่นเดียวกัน ล้อและยางขนาด 17 นิ้ว

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 3

ความใหญ่ของตัวถังยังส่งผลมาถึงห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย ซึ่งจุกระเป็าฮาร์ดเคสได้ถึง 6 ใบ หรือเทียบเท่าขนาดความจุ 450 ลิตร

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 4

เบาะนั้งคู่หน้าแอบซิ่งในสไตล์บักเกตซีท และ เบาะหลังเอน 27 องศาเป็นผลจากการวิจัยเพื่อให้ผ่อนคลายสรีระจากการเดินทาง

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 6

มาตรวัด 8.8 นิ้ว จอ 12.2 นิ้ว มีฟังค์ชั่รคาราโอเกะ เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทุกระบบแต่ต้องใช้สาย ไวเลทชาร์จติดจั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สะดวกสบายด้วยระบบ  NFC ทำงานผ่าน BYD Super APP ไม่ต้องพกกุญแจมีเพียงโทรศัพท์ก็พอ

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 7

เครื่อง 1.5 ลิตร มอเตอร์คู่ สำหรับขับ และปั่นไฟเข้าแบตในรูปแบบของ DM-i Super Hybrid ที่จะใช้พลังขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้าสูงถึง 80% ส่วนเครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นไฟและขัยเคลื่อนในกรณีที่แบตเตอรี่ต่ำ พละกำลังรวม 215  แรงม้า 300 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 ใช้เวลาเพียง 7.5 วินาที

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 8

เทคโนโลยี Blade Battery คงทน ทนไฟไหม้ มีออยคูล ขนาดความจุ 18.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ในรุ่น Premium เคลมระยะทางการใช้งานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 120 กม.ตามมาตรฐาน NEDC และ 13.8 ในรุ่น Standard

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 10

สามรถชาร์จได่แต่ AC Type 2 ซึ่งหากใช้ที่ชาร์จฉึกเฉินที่แถมกับตัวรถขนาด 2.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง จะชาร์จเต็มในเวลา 9 ชั่วโมง การันตีเซลส์แบตสูงถึง 10 ปี และรับประกันแบตเตอรี่ 12 โวลท์ถึง 6 ปี ทั้งมี VtoL มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 9

อัตราสิ้นเปลือง 3.8 ลิตรต่อ 100  กม. น้ำมัน 1 ถัง รวมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าถือเป็นไฮไลท์เด็ดซึ่งทำระยะทางได้ทะลุ 1000 กม.

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 11

ช่วงล่างแมคเฟอร์สันหลังทอร์ชั่น ดิสเบรค 4 ล้อมีระบบระบายความร้อนเบรคหน้า

9 เรดาร์รอบคันทำหร้าที่ในการประมวลผลของเทคโนโลยี ADAS เวอร์ชั่น 2+ ทำงานได้ราบลื่นกว่าที่เยได้ลอง มาพร้อมกล้อง 360 Camera ทำหน้าที่สอดส่องรอบคัน รวมถึงฟังค์ชั่นเตือนพร้อมเบรคขณะถอยหลัง

BYD Seal5 DM-I Super Hybrid 13

รายละเอียดของตัวรถพร้อมคุณสมบัติต่างๆที่เป็นจุดเด่น สำหรับเรื่องราวของการทดลองขับ รวมถึง Challenge เบาๆสไตล์ขับประหยัด แต่บังคับให้ใช้ความเร็วในบางช่วง จะการันตีความประหยัดใกล้เคียงกับตัวเลขที่เคลมจากโรงงานได้หรือไม่ การควบคุมรถรวมถึงอุปกรณ์อำนวบความสะดวกและความปลอดภัยใช้งานง่ายหรือยาก  “BYD Zeal5 DM-i Super Hybrid” จะให้ความคุ้มค่า หรือ แค่ราคาคุย ตามต่อได่ในคลิปวีดีโอ

“ฮุนได” ร่วมฉลองเทศกาลวันแม่ จัดแคมเปญ “Hyundai Drive with Mom”  ชวนแม่ทดลองขับรถฮุนได รับของขวัญพิเศษ พร้อมพาคุณแม่ไปอิ่มมื้อพิเศษ

0
ฮุนได 1

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เชิญชวนทุกครอบครัวมาร่วมเติมเต็มความสุขในวันแม่ปีนี้ กับแคมเปญสุดพิเศษ “Hyundai Drive with Mom” ที่จะเปลี่ยนวันแม่ธรรมดาให้กลายเป็นวันสนุกสุดอบอุ่น เพราะแค่พาแม่ไปเที่ยวก็สุขใจแล้ว แต่ถ้าพาแม่มาลองขับรถฮุนได บอกเลยว่าสนุกกว่าเดิม ฮุนไดจัดเต็มทั้งความสนุก ความประทับใจ และของขวัญสุดพิเศษแบบ 2 ต่อ ขับรถก็เพลิน รับของขวัญก็ฟิน แถมได้ชวนแม่ไปอิ่มฟรีมื้อพิเศษกับครอบครัว ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 9 – 21 สิงหาคม 2568 เท่านั้น ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ

เริ่มต้นความพิเศษด้วย ต่อที่ 1  ขับปุ๊บ รับเลย! เพียงทดลองขับรถยนต์ฮุนไดรุ่นใดก็ได้ รับทันที แผ่นน้ำหอม Hyundai รุ่น Limited มูลค่า 499 บาท ของขวัญเล็กๆ ที่ฮุนไดตั้งใจมอบให้ เพื่อเพิ่มความหอมสดชื่นในทุกการเดินทาง ให้คุณและแม่รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขยิ่งขึ้น (ของมีจำนวนจำกัด ขับก่อน ได้ก่อน) ถือเป็นโอกาสดีที่คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่สุดพิเศษ พร้อมรับของที่ระลึกกลับบ้านทันทีแบบไม่ต้องลุ้น

และความสนุกยังไม่จบแค่นั้น เพราะ ต่อที่ 2 แชร์ภาพประทับใจกับคุณแม่ รับเพิ่มความอร่อยที่ร้าน Santa Fe เพียงถ่ายรูปคุณกับแม่ขณะทดลองขับรถฮุนได แล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดียของคุณ ตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมเล่าความรู้สึกดีๆ ในวันพิเศษนี้ พร้อมติดแฮชแท็ก #HyundaiDrivewithMom และ #ชื่อโชว์รูมฮุนได ที่คุณทดลองขับ จากนั้นแคปเจอร์โพสต์และส่งมาที่ Facebook: Hyundai Thailand หรือ LINE: @HyundaiThailand รับทันที Gift Voucher ร้าน Santa Fe มูลค่า 300 บาท ให้คุณและแม่ได้ไปอิ่มอร่อยฟรีหนึ่งมื้อ (1 ครอบครัว / 1 สิทธิ์ ตลอดระยะเวลากิจกรรม ของมีจำนวนจำกัด)

อย่าปล่อยให้วันแม่ปีนี้ผ่านไปแบบเดิมๆ ชวนแม่มาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ลองขับรถใหม่ เท่ๆ กับฮุนได แล้วไปอิ่มฟรีที่ร้าน Santa Fe ได้ทั้งความสุข ความสนุก และของขวัญกลับบ้านแบบครบสูตร ทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ  ติดตามรายละเอียด และค้นหาโชว์รูมฮุนไดได้ที่ https://bit.ly/4mkw2Er

 

 

นิสสัน ส่งมอบรถกระบะ นิสสัน นาวารา ให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร

0
นิสสัน 1

นิสสัน ประเทศไทย นำโดย ทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส พร้อมด้วย สุวรรณา วัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ สยามนิสสัน ที.เค.เอฟ.เป็นตัวแทนส่งมอบรถยนต์นิสสัน นาวารา จำนวน 23 คัน ให้แก่ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งไว้วางใจ เลือกใช้นิสสัน นาวารา ในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ซึ่งทำให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ โดยมี ชาตรี แนวจำปา ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการดับเพลิงและกู้ภัย 6 เป็นผู้รับมอบ ณ สถานีดับเพลิงและกู้ภัย เขตบางบอน

นิสสัน 2

ทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นิสสัน นาวารา เป็นรถกระบะที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะ และความทนทาน นาวารามาพร้อมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่ จึงเป็นรถยนต์ที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจดับเพลิง และกู้ภัยของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร นิสสันภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจนี้เพื่อช่วยเหลือสังคม”

รถกระบะนิสสัน นาวารา เป็นรถยนต์กระบะที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้ใช้งานทั้งหน่วยงานราชการ และเอกชน ด้วยสมรรถนะ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ทรงพลังความจุ 2.3 ลิตร 4 สูบ แบบทวินเทอร์โบ สมรรถนะสูง แข็งแกร่งด้วยเชสซีเหล็กกล้า ที่สามารถลุยได้ทุกที่ และทุกรูปแบบของเส้นทาง ทั้งยังบรรทุกได้เต็มพิกัด นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ให้ความมั่นใจแก่ผู้ขับขี่

เจาะลึกรถแข่ง “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” ในศึก “เอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ 2025”

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 1

ฟอร์ด ประเทศไทย ส่งรถแข่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จำนวน 2 คัน ลุยศึกรายการเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 9 – 16 สิงหาคมนี้ บนเส้นทางสุดหินเริ่มจากพัทยา จังหวัดชลบุรี-ปราจีนบุรี-นครราชสีมา และกลับมาเข้าเส้นชัยที่เมืองพัทยาอีกครั้ง พร้อมพิสูจน์ความ ‘แกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์’ ต่อสายตาแฟนมอเตอร์สปอร์ตออฟโรดและคนรักฟอร์ด โดยฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คันแรกขับโดยคู่หูมากประสบการณ์ ไมเคิล ฟรีแมน และผู้นำทาง ไชยยา ชมมาลี ส่วนอีกคันหนึ่งขับโดย เบลี่ย์ โคล นักแข่งระดับโลกที่มากประสบการณ์บนทางลุย มาประกบกับ เพื่อน-ศิณพพงษ์ ไตรรัตน์ เนวิเกเตอร์ชาวไทยผู้เคยมีบทบาทในการพัฒนารถแข่งระดับโลกมาแล้ว

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 2

‘แร็พเตอร์’ ไม่ได้เป็นเพียงรถกระบะสมรรถนะสูงทั่วไป แต่เกิดมาเพื่อพิชิตสนามออฟโรดทั้งในประเทศและบนเวทีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Baja 1000, Finke Desert Race และล่าสุดในการแข่งขันสุดโหดอย่าง ดาการ์ แรลลี่ 2025 ที่ใช้เวลาการแข่งขันยาวนานถึงสองสัปดาห์ในทะเลทรายที่โหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยฟอร์ด แร็พเตอร์ T1+ จากทีมฟอร์ด เอ็ม-สปอร์ต (Ford M-Sport) ขับโดยแมทเทียส เอ็กสตร็อม นักแข่งแรลลี่ระดับโลก และ เอมิล เบิร์กควิสต์ เนวิเกเตอร์ผู้ช่ำชองจากสวีเดน คว้าอันดับ 3 Overall ใน คลาส Ultimate ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุดของรายการมาได้อย่างสมศักดิ์ศรี

 

เกิดมาพร้อมช่วงล่างสำหรับออฟโรด

ชัยชนะของ ‘แร็พเตอร์’ บนสนามแข่งขันออฟโรดสุดโหด เป็นบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นและประสบการณ์อันยาวนานของทีมวิศวกรและนักออกแบบของฟอร์ด ที่ร่วมกันสั่งสมและถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความแกร่งลงในทุกรายละเอียดของรถคันนี้ มาร์ค รัชบรูค ผู้อำนวยการทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เผยว่า แรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างแร็พเตอร์ มาจาก Baja 1000 สนามแข่งสุดโหดระดับตำนาน ที่ทำให้ทีมสามารถพัฒนารถไม่ใช่แค่สำหรับการแข่งขัน แต่ยังพร้อมส่งมอบสมรรถนะแบบเดียวกันนี้ให้กับลูกค้าใช้ได้จริงมากว่าสองทศวรรษ

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์  4

เทคโนโลยีช่วงล่างและโช้คอัพ FOX ที่ล้ำสมัย คือเบื้องหลังปรัชญาการออกแบบแร็พเตอร์ ถูกพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ ฟอร์ด F-150 แร็พเตอร์ รุ่นแรก ที่เลือกใช้โช้คอัพ FOX แบบ Internal Bypass ขนาด 2.5 นิ้ว มีการอัปเกรดเป็น โช้คอัพขนาด 3 นิ้ว เพิ่มความสามารถในการซับแรงกระแทก และพัฒนาไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีไลฟ์วาล์ว (Live Valve) ที่สามารถประมวลผลลักษณะภูมิประเทศแบบเรียลไทม์ ปัจจุบัน F-150 แร็พเตอร์ รุ่นปี 2024 ได้รับการติดตั้ง โช้ค FOX Live Valve Internal Bypass ขนาด 3 นิ้ว แบบคู่รุ่นล่าสุด ที่ไม่เพียงมอบความนุ่มนวลในทุกจังหวะการขับขี่ แต่ยังชาญฉลาดพอที่จะช่วยให้ทั้งเจ้าของรถและนักแข่งปรับตัวเข้ากับเส้นทางสุดโหดได้อย่างไร้รอยต่อ

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์  5

ปัจจุบันแฟนๆ ชาวไทยก็สามารถเป็นเจ้าของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร ที่ใช้ช่วงล่าง FOXTM แบบ Live Valve Internal Bypass 2.5 นิ้ว หรือฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รุ่นเดียวกับที่ใช้พัฒนาลงแข่ง ที่ใช้โช้คอัพ FOXTM แบบ Internal Bypass 2.5 นิ้ว พร้อมสัมผัสฉายา ‘แกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์’ หรือทดสอบขับได้แล้วที่โชว์รูมฟอร์ด

ครอบครัวแร็พเตอร์สำหรับทุกการผจญภัย

ฟอร์ดขยายไลน์อัปของครอบครัว ‘แร็พเตอร์’ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น ฟอร์ด F-150 แร็พเตอร์ ที่บุกเบิกความเป็นสุดยอดของรถกระบะสมรรถนะสูง ขณะที่ฟอร์ด บรองโก แร็พเตอร์ เป็นรถนั่งอเนกประสงค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากการแข่งขัน Ultra4 ที่นับเป็นหนึ่งในรายการแข่งขันออฟโรดที่ทรหดที่สุดที่ต้องแข่งในทะเลทรายและทางหิน และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นรถกระบะสำหรับทั้งการใช้งาน การท่องเที่ยวสมบุกสมบัน โดยสามารถเลือกใช้โหมดบาฮาขับขี่เพื่อความสนุกสนานสำหรับลูกค้าทั่วโลกและในประเทศไทย

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์  6

ดีเอ็นเอของรถแร็พเตอร์ทุกคัน คือ การผสานเทคโนโลยีทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัยและแม่นยำ สมรรถนะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งรถ และความมุ่งมั่นของฟอร์ดที่จะมอบความตื่นเต้นในการก้าวข้ามขีดจำกัดในการใช้ชีวิตให้กับลูกค้า ดีเอ็นเอดังกล่าวได้ก่อให้เกิดชุมชนคนรักแร็พเตอร์ไปทั่วโลกรวมกว่าหลายแสนคนที่มีใจรักในการผจญภัยและการแสวงหาประสบการณ์ออฟโรดขั้นสุดยอด

แรงบันดาลใจจากเวทีระดับโลก สู่ทางฝุ่นระดับเอเชียโดยฟอร์ด ประเทศไทย

ฟอร์ด ประเทศไทย ได้จับมือกับทีมฟีลลิค อินโนเวชันมอเตอร์สปอร์ต นำโดยผู้อำนวยการทีมไมเคิล ฟรีแมน ก่อตั้งทีมแข่งออฟโรดของฟอร์ดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นปีที่ได้ลงแข่งเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ เป็นครั้งแรก ต่อมาในปี 2567 ได้ส่งแร็พเตอร์ลงแข่งถึง 2 คัน และสามารถคว้ารางวัลอันดับ 4 ในรุ่นทีทูเอ หรือโปรดักชัน เอเชีย และรางวัลอันดับ 8 Overall มาได้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและพลังของทีมที่พร้อมท้าทายเส้นทางออฟโรดสุดโหดอย่างแท้จริง

สาวกมอเตอร์สปอร์ตเตรียมร่วมส่งแรงใจเชียร์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทั้ง 2 คัน ในศึกเอเชีย ครอส คันทรี แรลลี่ 2025 พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวของการแข่งขันได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ฟอร์ด

“กระทรวงอุตสาหกรรม” เตือนภัยหลังตรวจพบมียางรถยนต์ไม่ได้มาตรฐานจำหน่ายในตลาด

0
กระทรวงอุตสาหกรรม 1

กระทรวงอุตสาหกรรม สั่งปูพรม ตรวจเข้มโรงงานผลิตยางล้อและร้านจำหน่าย เตือนประชาชนเลือกซื้อยางรถให้ดู ECO sticker หลังพบยางตกเกรด, ไม่มี มอก., ไม่ได้มาตรฐาน และเสื่อมสภาพ ลักลอบวางจำหน่ายในตลาดจำนวนมาก ย้ำผู้ใช้ยางดังกล่าวโดยไม่ได้สังเกตแหล่งที่มาและสัญลักษณ์ที่บ่งบอกมาตรฐานของยางรถยนต์ที่กล่าวเบื้องต้นอาจจะได้รับผลกระทบกับความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ถ้าพบเห็นโปรดแจ้งเบาะแสร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ไม่มี มอก. ผ่านแอปพลิเคชั่น “แจ้งอุต”

กระทรวงอุตสาหกรรม 2

กระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งการให้ชุดสุดซอยตรวจปูพรมโรงงานผลิตยางล้อรถยนต์ทุกโรงงาน และตรวจร้านจำหน่ายยางทั่วประเทศเนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชนที่เลือกซื้อยางล้อรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันได้รับรายงานว่า มีการลักลอบนำยางรถยนต์เสื่อมสภาพตกเกรดวางจำหน่ายในท้องตลาดในหลายพื้นที่ อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนอย่างร้ายแรง รวมทั้งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผลิตภัณฑ์ยางล้อที่ผลิตหรือจำหน่ายในประเทศ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ตลอดจนภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศอย่างร้ายแรง

กระทรวงอุตสาหกรรม 3

จากกรณีที่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สั่งปิด “บริษัท ปริ๊งซ์ เฉิงซาน ไทร์ จำกัด” โรงงานผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เหตุลักลอบผลิตยางรถยนต์และรถบรรทุกไม่ได้มาตรฐาน มีการลบวันที่ผลิตยางและลบตราสัญลักษณ์ยี่ห้อที่แก้มยาง อีกทั้ง ยังพบยางที่ไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. จำนวนมาก ซึ่งยางรถยนต์และยางรถบรรทุกเป็น มอก.บังคับ ผู้ผลิตต้องได้รับใบอนุญาตและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ สมอ.กำหนด อีกทั้ง บริษัทฯ ยังมีการขนกากของเสียอันตรายกว่า 65.94 ตัน ออกนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังทำผิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในอีกหลายประเด็น ซึ่งมีพฤติกรรมที่จงใจกระทำผิดซ้ำซากมาโดยตลอด เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดอันตรายและความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงอุตสาหกรรม 5กระทรวงอุตสาหกรรม 4

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตรวจพบกองยางรถยนต์หลายขนาด ซึ่งถูกลบวันที่ผลิตยางและลบตราสัญลักษณ์ยี่ห้อที่แก้มยางกว่า 74,504 เส้น มูลค่ารวมกว่า 223 ล้านบาท ภายในป่า จ.ระยอง ซึ่งมีการปิดล้อมด้วยรั้วสังกะสีในลักษณะตั้งใจปกปิดการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากยางรถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐานดังกล่าวถูกส่งวนกลับไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภค อาจส่งผล กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างร้ายแรง และจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง

จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้สั่งการให้ ชุดสุดซอย ของกระทรวงอุตสาหกรรม และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) ปูพรมตรวจโรงงานผลิตยางล้อรถยนต์ในประเทศทุกโรงงาน และตรวจร้านจำหน่ายยางทั่วประเทศ เพื่อกำกับดูแลไม่ให้เกิดการลักลอบผลิตยางรถยนต์ที่ตกเกรดเสื่อมสภาพไม่ได้มาตรฐาน ที่อาจส่งผลกระทบกับความปลอดภัยและชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

กระทรวงอุตสาหกรรม 6

นอกจากนี้ อยากเน้นย้ำพี่น้องประชาชนที่กำลังเลือกซื้อยางล้อรถยนต์ ให้สังเกตป้าย ECO sticker ที่ติดบนยางล้อรถยนต์ ซึ่งยางรถยนต์ที่ได้ มอก. จะต้องติดป้าย ECO sticker ทุกเส้น หากพบยางรถยนต์ที่ไม่มีป้าย ECO sticker ขอให้สันนิษฐานว่า เป็นยางรถยนต์ที่ไม่มี มอก. ตกเกรด และเสื่อมสภาพ และขอให้ช่วยแจ้งเบาะแสร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ไม่มี มอก. ผ่านแอปพลิเคชั่น “แจ้งอุต” เพื่อกระทรวงจะได้ดำเนินการตรวจจับดำเนินคดีทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อไป

การเลือกซื้อยางล้อรถยนต์ ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย
•สังเกตป้าย ECO sticker ที่ติดบนยางรถยนต์ ทุกเส้น
•ป้าย, ยี่ห้อ, ขนาด, ผลิตโดย.. ที่ป้าย ECO sticker ตรงกับที่ยาง
•มีระบุ วัน, เดือน, ปี ที่ผลิตชัดเจน
•สังเกตเครื่องหมาย มอก. เลขที่ รับรอง คู่กับ QR Code ที่สามารถสแกน เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของยางเส้นนั้นได้

** หากพบยางรถยนต์ที่ไม่มีป้าย ECO sticker ขอให้สันนิษฐานว่า เป็นยางรถยนต์ที่ไม่มี มอก. ตกเกรด และเสื่อมสภาพ ช่วยแจ้งเบาะแส ร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ไม่มี มอก. ผ่านแอปพลิเคชั่น “แจ้งอุต”