Home Blog Page 63

“ฮุนได มอเตอร์” ขึ้นแท่นพันธมิตรหลักศึกฟุตบอลอาเซียนอย่างเป็นทางการ ประเดิมทัวร์นาเมนต์ใหญ่ “ASEAN Hyundai Cup™”

0
ฮุนได มอเตอร์ 1

สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียน (ASEAN Football Federation หรือ AFF) เคาะชื่อใหม่ศึกลูกหนังทีมชาติสุดยิ่งใหญ่ของภูมิภาค เปลี่ยนเป็น “ASEAN Hyundai Cup™” อย่างเป็นทางการ หลังจับมือ ฮุนไดมอเตอร์ (Hyundai Motor) ขึ้นแท่นพันธมิตรหลัก ผู้นำระดับโลกด้านสมาร์ทโมบิลิตี้

ฮุนได มอเตอร์ 2

ข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นโดยการดำเนินงานของ SPORTFIVE พันธมิตรเชิงพาณิชย์รายเดียวของ AFF โดย ฮุนไดไม่ได้หยุดแค่การเป็นสปอนเซอร์หลักของ ASEAN Hyundai Cup™ เท่านั้น แต่ยังขยายบทบาทควบอีก 3 รายการสำคัญ ได้แก่ ASEAN Club Championship Shopee Cup™, ASEAN Women’s MSIG Cup™ และ ASEAN U-23 Championship™ โดยทั้งหมดถูกรวมภายใต้แบรนด์ ASEAN United FC เพื่อขับเคลื่อนวงการลูกหนังภูมิภาคร่วมกัน

ฮุนได มอเตอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1967 และปัจจุบันดำเนินธุรกิจในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจสู่สมาร์ทโมบิลิตี้โซลูชัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์ การเคลื่อนที่ทางอากาศ และยานยนต์ปลอดมลพิษ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าและเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน การสนับสนุนวงการฟุตบอลเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของแบรนด์มายาวนานตั้งแต่ปี 1999 ผ่านการเป็นพันธมิตรกับ FIFA ก่อนจะขยายบทบาทสู่ระดับทวีปผ่านการสนับสนุนศึก CONMEBOL Libertadores ในลาตินอเมริกา

Hyundai Cup™ ถือเป็นการจับมือครั้งแรกของฮุนได มอเตอร์ กับเวทีฟุตบอลอาเซียน ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์สำคัญในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งสร้างการเติบโตในตลาดหลัก เพิ่มการรับรู้แบรนด์ และกระชับสายสัมพันธ์กับกลุ่มแฟนบอลอาเซียนที่ความหลงใหลในเกมลูกหนัง ศึกชิงแชมป์อาเซียนในปี 2024 พิสูจน์ความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยสถิติผู้ชมถล่มทลายกว่า 541.5 ล้านคนทั่วโลก และยอดชมรวมทางโซเชียลมีเดียกว่า 12.66 พันล้านครั้ง ตอกย้ำสถานะของรายการนี้ในฐานะเวทีลูกหนังอันดับ 1 แห่งภูมิภาคอย่างแท้จริง
มร.ซันนี่ คิม ประธานบริษัท ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก สำนักงานใหญ่ กล่าวว่า “ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือพลังแห่งการรวมใจและขับเคลื่อนชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน กว่า 26 ปีในฐานะพันธมิตรระดับโลก เราเห็นศักยภาพของภูมิภาคอาเซียน ดินแดนที่ฟุตบอลไม่เคยหลับใหล และแฟนบอลยังเปี่ยมไปด้วยแพสชัน การเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของ ASEAN Hyundai Cup™ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแบรนด์หรือธุรกิจ แต่คือการเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ “Progress for Humanity” ที่มุ่งผลักดันด้านการศึกษา ความเท่าเทียม และการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านพลังของกีฬาฟุตบอล”

ฮุนได มอเตอร์ 3

ในฐานะศูนย์กลางสำคัญของฮุนไดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก เดินหน้าใช้เวที ASEAN Hyundai Cup™ เปิดตัวแนวคิด ‘Move the Game’ สื่อสารจุดยืนชัดเจนของแบรนด์ในการสนับสนุนผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งผลักดันอนาคตของการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน เพราะสำหรับฮุนได นวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของรถยนต์ แต่คือการสร้างผลกระทบเชิงบวกในสังคมผ่านโครงการต่าง ๆ อย่าง “Hyundai Kids Mobile Library” รถบัสพลังงานไฟฟ้าที่ดัดแปลงเป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ และเติมเต็มโอกาสในพื้นที่ห่างไกล ฮุนไดจึงไม่ได้เพียงแค่ “ขับเคลื่อนอนาคต” บนท้องถนน แต่ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นจริงทั้งในและนอกสนาม

พล.ต. เคียฟ ซาเมธ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน กล่าวเสริมว่า “ในนามของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียน (AFF) และสมาคมสมาชิก เราขอต้อนรับฮุนไดผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการเคลื่อนที่และนวัตกรรมอย่างเป็นทางการ ที่ยืนหยัดเคียงข้างวงการฟุตบอลมาโดยตลอด สู่บทบาท พันธมิตรหลักของการแข่งขัน ASEAN Hyundai Cup™ อย่างเป็นทางการ

ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของฮุนไดที่มีต่อวงการฟุตบอลทั่วโลก สอดคล้องอย่างสมบูรณ์แบบกับพันธกิจของ AFF ในการผลักดันการเติบโตและพัฒนาฟุตบอลในอาเซียน ASEAN Hyundai Cup™ จึงไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์ แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความฝันของนักเตะ แฟนบอล และทุกชาติในภูมิภาคนี้ วันนี้ AFF และฮุนได พร้อมร่วมกันเปิดฉากบทใหม่สุดเร้าใจ—บทที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นต่อไป เสริมสร้างพลังให้ชุมชน และส่งเสียงของอาเซียนให้กึกก้องบนเวทีโลก”

มร. ซีมัส โอไบรอัน ประธานและประธานกรรมการ SPORTFIVE ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “พันธมิตรของฮุนได ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของฟุตบอลอาเซียน โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ศึก ASEAN Championship กำลังเปลี่ยนผ่านจากรายการระดับภูมิภาค สู่เวทีระดับนานาชาติอย่างเต็มตัว ด้วยฐานแฟนบอลเหนียวแน่น และกระแสตอบรับที่เหนือความคาดหมาย ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ที่สายตาทั่วโลกเริ่มจับจ้องมาที่อาเซียน ภูมิภาคที่กำลังกลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของโลก”

“การเติบโตของทีมชาติอาเซียน เดินหน้าเคียงข้างกับบทบาทใหม่ของภูมิภาคในฐานะศูนย์กลางยานยนต์และการผลิตระดับโลก และ Hyundai Cup™ ก็เป็นฟันเฟืองสำคัญในกลยุทธ์ของฮุนได ที่ต้องการปักหมุดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นหัวใจของยอดขายทั่วโลก พร้อมไปกับการยกระดับแบรนด์ในเวทีฟุตบอลระดับสากล เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับฮุนไดและ AFF เพื่อยกระดับศึก Hyundai Cup™ ให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น ครองแชมป์ด้านเรตติ้ง และในขณะเดียวกัน ก็สนับสนุนวิสัยทัศน์ของฮุนไดในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง”

การประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้มีขึ้นในการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า ได้แก่ ได้แก่ พล.ต. เคียฟ ซาเมธ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน, มร. วินสตัน ลี เลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน, มร.ซันนี่ คิม ประธานบริษัท ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก สำนักงานใหญ่ และ มร. ซีมัส โอไบรอัน ประธานและประธานกรรมการ SPORTFIVE เอเชีย

ติดตามความเคลื่อนไหวทั้งหมดของการแข่งขันในเครือ ASEAN United FC ได้ที่ https://aseanutdfc.com และทุกช่องทางโซเชียล @aseanutdfc บน Instagram, Facebook, TikTok, YouTube, X และ LinkedIn

“ฮอนด้า” แถลงทิศทางธุรกิจ ปี 2025 เดินหน้าปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้ตอบรับสภาพแวดล้อมธุรกิจในปัจจุบัน

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด นำโดยนาย โทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหาร แถลงแนวทางการดำเนินธุรกิจของฮอนด้า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นที่การขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีข้อสรุปดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงของตลาด EV และการปรับกลยุทธ์ทิศทางใหม่
ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ผนวกกับความไม่แน่นอนทางธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากหลายปัจจัย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมที่เป็นพื้นฐานสำหรับการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานอย่างแพร่หลาย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของประเทศต่าง ๆ ฮอนด้า จึงจำเป็นต้องสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ลูกค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ผันผวน และไม่ใช่เพียงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังผนวกการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงด้วย เพื่อนำเสนอคุณค่าเหล่านั้นไปยังลูกค้าในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น พร้อมเข้าถึงได้ง่ายและจับต้องได้
โดย ฮอนด้า จะปรับกลยุทธ์ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ 2 ทิศทาง คือ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ และเสริมรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง ผ่านการปรับพอร์ตโฟลิโอด้านระบบขับเคลื่อนใหม่ อีกทั้งเตรียมพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ พร้อมผนวกความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ

รวมถึงปรับแผนเปิดตัวรถใหม่ เนื่องด้วยการชะลอตัวของตลาด EV ทั่วโลกที่ส่งผลให้เป้าหมายสัดส่วนยอดขาย EV ทั่วโลกของฮอนด้าในปี 2030 อาจต่ำกว่าเป้าหมาย 30% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า โดยนับจากนี้จะเน้นขุมพลังไฮบริด เป็นหลักในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด (HEV) เจเนอเรชันใหม่ที่จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป พร้อมเร่งขยายไลน์อัปไฮบริดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการปรับแนวทางนี้ ฮอนด้า ตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายในปี 2030 ให้มากกว่าระดับปัจจุบันที่ 3.6 ล้านคัน โดยมีเป้าหลักอยู่ที่ยอดขายรถยนต์ไฮบริด (HEV) ที่ 2.2 ล้านคัน
1-1 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ ผ่านการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่อย่างแพร่หลาย
●ฮอนด้า อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ ที่สามารถช่วยในการขับขี่ได้ เช่น การเร่งและการบังคับเลี้ยวตลอดเส้นทาง ตามจุดหมายที่ผู้ขับขี่ป้อนลงในระบบนำทาง
ไม่ว่าจะขับบนทางด่วนหรือถนนในเมือง ผ่านการต่อยอดองค์ความรู้ที่สั่งสมจากการพัฒนาเทคโนโลยี
การขับขี่อัตโนมัติ
●โดยฮอนด้ามีแผนในการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ ในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถไฮบริด (HEV) รุ่นหลัก ๆ ที่เตรียมเปิดตัวในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่น ในปี 2027
●สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศจีนที่มีการเติบโตของเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างก้าวกระโดด ฮอนด้า มีแผนที่จะทำงานร่วมกับ Momenta Global Limited ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพของจีนที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ เพื่อพัฒนา ADAS รุ่นถัดไปที่เหมาะสมกับสภาพถนนในประเทศจีน และติดตั้งในรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นที่จะเปิดตัวในประเทศจีนในอนาคต
1-2 เสริมแกร่งกลยุทธ์ EV
●ฮอนด้า มุ่งพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบไฮบริด e:HEV ทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง ให้เป็นระบบ
ขับเคลื่อนที่มีความก้าวหน้าในแง่มุมต่าง ๆ โดยพัฒนาต่อยอดบนระบบไฮบริด 2 มอเตอร์เดิม ผนวกเข้ากับ
1) การพัฒนาแพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ที่ล้ำสมัย มีเสถียรภาพในการขับขี่และน้ำหนักที่ลดลง และ 2) ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนสี่ล้อ (Electric AWD) ที่พัฒนาใหม่ ที่มอบการควบคุมที่แม่นยำและการตอบสนองของมอเตอร์ที่ทันใจ
●ตั้งเป้าพัฒนาระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV เจเนอเรชันใหม่ ให้มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีขึ้น 10% รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนให้กับรถไฮบริด (HEV) ของฮอนด้า และปรับต้นทุนของระบบฯ ลง 50% เมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่ติดตั้งในรถยนต์ที่เปิดตัวรุ่นปี 2018 และลดลงกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่ติดตั้งในรถยนต์ที่เปิดตัวในปี 2023 ในรุ่นปัจจุบัน
●สำหรับตลาดอเมริกาเหนือที่เป็นตลาดหลักของรถไฮบริด (HEV) ฮอนด้า มีแผนที่จะพัฒนาระบบไฮบริดสำหรับรถขนาดใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในตลาดนี้ โดยเตรียมที่จะติดตั้งในรถที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังของทศวรรษ 2020
●มีแผนเปิดตัวรถไฮบริด (HEV) เจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า รวมทั้งหมด 13 รุ่นทั่วโลก ภายในระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2027 เพื่อขยายไลน์อัปไฮบริด (HEV) ให้ครอบคลุมและตอบรับกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

1-3 แนวคิดของฮอนด้า ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแห่ง EV อย่างเต็มรูปแบบ
●ฮอนด้า คาดว่าเป้าหมายสัดส่วนยอดขาย EV ทั่วโลกของฮอนด้าในปี 2030 อาจลดลงต่ำกว่าเป้าที่ 30% ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า เนื่องด้วยการชะลอตัวของตลาด EV ทั่วโลก
●โดยยังคงเชื่อมั่นในแนวคิดว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) คือหนทางสำคัญในการมุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ดังนั้นฮอนด้า จะยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการเตรียมรากฐานความพร้อมที่มั่นคง
เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต
●สำหรับไลน์อัป Honda 0 Series (ฮอนด้า ซีโร่ ซีรีส์) ที่นับเป็นเสาหลักของธุรกิจ EV ของฮอนด้าในอนาคต จะมีการเผยโฉมรถยนต์รุ่นแรกในไลน์อัปในปีหน้า ซึ่งฮอนด้า จะส่งมอบคุณค่า SDV (Software-Defined Vehicle) ที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละคนผ่านฟังก์ชัน “ultra-personal optimization” ผ่านการทำงานร่วมกันของระบบปฏิบัติการยานยนต์ ASIMO OS และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่/ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (AD/ADAS) ที่ได้นำเสนอไปในงาน CES 2025
●นอกจากนี้ Honda 0 Series เจเนอเรชันถัดไป จะมาพร้อมสถาปัตยกรรมยานยนต์แบบ Centralized E&E Architecture เพื่อมอบระบบ AD/ADAS ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น
1-4 บทสรุปการปรับกลยุทธ์ EV
●ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์ สอดรับกับยุคสมัยแห่งยานยนต์อัจฉริยะ และผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เพื่อส่งมอบความสนุกสนานในการขับขี่ (Joy of Driving) อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรถยนต์ฮอนด้า
●เตรียมใช้โลโก้ H Mark ดีไซน์ใหม่ ในรถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า ที่จะเริ่มเปิดตัว
สู่ตลาดในปี 2027 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าในไลน์อัป Honda 0 Series ที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้า สะท้อนสัญญะแห่งการเปลี่ยนผ่านในธุรกิจยานยนต์ของฮอนด้า

1-5 ระบบการผลิตและการจัดสรรทรัพยากรด้านการผลิต
●มุ่งดำเนินงานตามกลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยเตรียมจัดทำระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่น ที่สามารถปรับการผลิตได้อย่างเหมาะสมตามความต้องการและเป้าการขายได้ ผ่านการสร้างสายการผลิตที่สามารถผลิตได้ทั้ง EV และ HEV เพื่อรองรับกับการเติบโตของการจำหน่ายรถไฮบริดอย่างต่อเนื่อง และเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในระยะกลางถึงระยะยาว
●พร้อมจัดตั้งห่วงโซ่อุปทานในแนวคิด “ผลิตสินค้าให้ใกล้ชิดลูกค้า” ซึ่งเป็นแนวคิดของ “การผลิตในท้องถิ่นเพื่อการบริโภคในท้องถิ่น” เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานให้แข็งแกร่งขึ้น และสามารถรองรับกับทุกการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดได้ในอนาคต

2. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในธุรกิจรถจักรยานยนต์

สำหรับปีงบประมาณล่าสุด ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2025 ที่ผ่านมา ฮอนด้า มียอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์รวมทั้งสิ้น 20.57 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของยอดขายรวมในตลาดรถจักรยานยนต์ทั่วโลก โดยความสำเร็จครั้งนี้ยังสร้างสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน 37 ประเทศและภูมิภาคอีกด้วย ทั้งนี้ คาดว่าความต้องการในตลาดรถจักรยานยนต์จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดรถจักรยานยนต์ใหญ่ที่สุดในโลก อันเนื่องมาจากการขยายตัวของประชากรและระดับรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่า ยอดขายรวมของอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 50 ล้านคัน เป็น 60 ล้านคันภายในปี 2030
เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฮอนด้า ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจ ผ่านการออกแบบที่สอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดหาวัตถุดิบและระบบการกระจายสินค้าที่ดีอีกด้วย นอกจากนี้ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่มีวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อม ฮอนด้า ได้เร่งการใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันในรุ่นเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ ที่รองรับเชื้อเพลิงทางเลือก

สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ฮอนด้า ได้เริ่มวางจำหน่ายรุ่น Active e: และ QC1 ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยได้มีการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศอินเดียเมื่อปีก่อน ขณะเดียวกัน ฮอนด้ายังได้เริ่มจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก อย่างรุ่น CUV e: และ ICON e: ในประเทศอินโดนีเซียเป็นแห่งแรก และมีแผนขยายตลาดต่อไปยังเวียดนาม ไทย และฟิลิปปินส์

สำหรับรุ่น CUV e: ฮอนด้ามีกำหนดวางจำหน่ายในภูมิภาคยุโรปและประเทศญี่ปุ่นภายในปีนี้ โดยฮอนด้าจะดำเนินการพัฒนาโมเดลไฟฟ้า พร้อมทั้งจัดตั้งโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะที่มีประสิทธิภาพสูงในประเทศอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2028 ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างธุรกิจจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยฮอนด้าวางแผนที่จะนำเสนอรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

เมื่อดำเนินการเช่นนี้แล้ว ฮอนด้าจะสามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความโดดเด่นและการพัฒนาระบบซัพพลายเชนที่ครอบคลุมทั้งในกลุ่มเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยในระยะยาว ฮอนด้าตั้งเป้าสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงด้วยส่วนแบ่งตลาดระดับโลกที่ 50% และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (ROS) มากกว่า 15% ภายในปีงบประมาณ 2531 (ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2031)

3. กลยุทธ์ด้านการเงิน – การพัฒนากำไร การประเมินการลงทุนใหม่ และการจัดสรรการลงทุน

●ฮอนด้า คาดการณ์ว่าจะเพิ่มผลกำไรของบริษัทฯ ภายในปี 2030 ด้วยแนวทางดังนี้
1)การขยายธุรกิจรถจักรยานยนต์อย่างต่อเนื่อง
2)การลดต้นทุนในธุรกิจยานยนต์ที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับใช้ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV เจเนอเรชันใหม่และแพลตฟอร์มใหม่
3)การเพิ่มยอดขายต่อหน่วยของรถไฮบริด (HEV) และจะยังคงมุ่งหน้าต่อไปเพื่อบรรลุเป้าหมาย ROIC (Return on Invested Capital) ของบริษัทที่ 10% สำหรับปีงบประมาณ 2031 (ปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2031)

●สำหรับแผนการลงทุนในกลยุทธ์ด้าน EV ที่ประกาศไว้เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่า 10 ล้านล้านเยนฮอนด้า ได้ปรับลดวงเงินลงทุนลง 3 ล้านล้านเยน เหลือ 7 ล้านล้านเยน ภายในปีงบประมาณ 2031 (ปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2031) โดยเป็นผลจากการตัดสินใจเลื่อนโครงการสร้าง value chain สำหรับ EV แบบครบวงจรในประเทศแคนาดา รวมถึงการยืดเวลาในการสร้างโรงงานที่จะผลิต EV เฉพาะออกไปก่อน

●สำหรับการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรเงินทุนในช่วง 5 ปี นับจากปีงบประมาณ 2027 เป็นต้นไป ฮอนด้ามีเป้าหมายในการสร้างกระแสเงินสดรวมมากกว่า 12 ล้านล้านเยน โดยผสมผสานศักยภาพในการสร้างเงินสดอย่างมั่นคงจากธุรกิจรถจักรยานยนต์ควบคู่กับการเพิ่มยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าต่อหน่วย สำหรับการจัดสรรทรัพยากรจนถึงปีงบประมาณ 2031

●ลดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV ลง 3 ล้านล้านเยน โดยฮอนด้า คาดว่าจะเพิ่มการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ไฮบริด (HEV) เพียงเล็กน้อย โดยในส่วนของผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ฮอนด้าจะยังคงรักษาเป้าหมายที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และมุ่งมั่นให้ได้ผลกำไรให้มากกว่า 1.6 ล้านล้านเยน

เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่รวดเร็วและมีความผันผวน ฮอนด้าจะปรับปรุงการจัดสรรทรัพยากรอย่างยืดหยุ่นและทันการณ์ พร้อมทั้งจัดตั้งธุรกิจยานยนต์ที่พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต และยังคงมุ่งเน้นการปรับปรุงผลกำไรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างรายได้ที่มั่นคงจากธุรกิจรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนแม้ในสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ฮอนด้าได้ตัดสินใจนำอัตราส่วนเงินปันผลต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DOE) มาใช้ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการรักษาผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจ ด้วยวิธีการนี้ ฮอนด้าจะสามารถเสริมสร้างโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงและต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้นควบคู่กันไป

GWM (Thailand) คว้ารางวัล “บริการหลังการขายยอดเยี่ยม” จากเวที GWM Globalตอกย้ำมาตรฐานการบริการหลังการขายระดับสากล

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด GWM (Thailand) คว้ารางวัลบริการหลังการขายยอดเยี่ยม (Service Excellence Award) จากเวที Annual GWM Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยรางวัลนี้มอบให้กับประเทศที่มีผลงานด้านการให้บริการหลังการขายที่โดดเด่นในกลุ่มเครือข่าย GWM ทั่วโลก สะท้อนถึงมาตรฐานการบริการที่เป็นเลิศของ GWM (Thailand) และความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าชาวไทยเพื่อยกระดับประสบการณ์การบริการที่มีคุณภาพที่มากกว่าและเหนือกว่าในทุกมิติ ตามแนวคิด GWM Go With More

GWM 2

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “GWM ให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายมาโดยตลอด เพราะเราเชื่อว่า ‘การขายรถ’ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับลูกค้า แต่ ‘การบริการหลังการขาย’ คือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์นั้นให้ยั่งยืน GWM (Thailand) ไม่เคยมองว่าบริการหลังการขายเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นหัวใจหลักของการสร้างความพึงพอใจและความไว้วางใจระยะยาวของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดประเทศไทย”

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 1

แม้ว่ารางวัลนี้จะมาจากภายในองค์กร GWM Global แต่กระบวนการคัดเลือกอิงจากเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานจริงอย่างเข้มงวด และเทียบเคียงกันระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระดับความพึงพอใจของลูกค้า การให้บริการตามมาตรฐานที่กำหนด การบริหารจัดการอะไหล่ การตอบสนองต่อข้อร้องเรียน และนวัตกรรมด้านบริการลูกค้า GWM (Thailand) ได้แสดงศักยภาพได้อย่างโดดเด่น ทั้งด้านการให้บริการลูกค้าผ่าน GWM SMART Service การบริหารจัดการอะไหล่ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การดูแลแก้ปัญหาลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส การรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง คุณภาพการบริการของพาร์ทเนอร์ สโตร์ ฯลฯ นอกจากนี้ รางวัลอันทรงเกียรตินี้ยังถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการที่ GWM (Thailand) เคยสร้างผลงานโดดเด่นในการเป็นแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนเพียงรายเดียวที่ติด Top 3 ในด้านความพึงพอใจบริการหลังการขาย ประจำปี 2567 จากผลการประเมินของ Differential บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยตลาดชั้นนำ ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้ใช้รถยนต์จริงทั่วประเทศตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โดยการประเมินครอบคลุมใน 5 มิติหลัก ได้แก่ 1) คุณภาพงานบริการ 2) ราคาและความคุ้มค่า 3) การบริการจากพนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ 4) การสื่อสารและความชัดเจน และ 5) ความสะดวก และความง่ายในการเข้าถึงบริการ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงคุณภาพของ GWM ในการดูแลลูกค้าหลังการขายอย่างรอบด้าน โดยรางวัลบริการหลังการขายยอดเยี่ยม จากเวที Annual GWM Awards 2025 ในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ที่ตอกย้ำถึงความสำเร็จของ GWM (Thailand) ในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 6

 

หนึ่งในจุดแข็งของ GWM (Thailand) คือเครือข่ายบริการ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ที่มีมากถึง 69 แห่งทั่วประเทศ และยังเดินหน้าขยายเพิ่มทั่วประเทศอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อมอบความอุ่นใจให้แก่ผู้ใช้งานรถยนต์ GWM โดยศูนย์บริการเหล่านี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้งานทั่วประเทศ ถึงการบริการที่รวดเร็ว สะดวกสบาย และเป็นมากกว่าศูนย์บริการรถยนต์ทั่วไป

เกรทวอลล์ มอเตอร์ 5

“เราไม่ได้มองแค่ยอดขายในแต่ละปี แต่เรามองภาพรวมของความเชื่อมั่นและความพึงพอใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ และประสบการณ์ที่พวกเขาได้รับในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ GWM (Thailand) จะเดินหน้าพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทุกคนสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นก่อนการขาย ระหว่างการขาย และที่สำคัญที่สุด คือ ‘หลังการขาย’ ซึ่งเป็นจุดที่สร้างคุณค่าและสร้างความแตกต่างให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเราอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม รางวัลนี้คือกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยให้เหนือความคาดหมาย ตามแนวคิด GWM Go With More” เวยน์ โจว กล่าวเสริม

“มาสด้า” ส่งมอบ MX-5 รุ่นลิมิเต็ด ฉลอง 35 ปี มีเพียง 4 คัน ในประเทศไทย

0
Mazda 2

มาสด้าส่งมอบรถสปอร์ตโรดสเตอร์แบรนด์ไอคอนระดับตำนานเจ้าของรถยนต์ขับสนุกที่สุดในโลก สร้างสถิติเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์ที่ขายดีที่สุดในโลกกว่า 1,200,000 คัน จนได้รับการบันทึกลงใน Guinness World Record สำหรับ New Mazda MX-5 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 35 ปี จำนวนสองคัน ให้กับ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาสโมสร และ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานบริหารสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี โดยมี นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ พร้อมด้วย นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิตอล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนฯ โดยรถรุ่นพิเศษนี้ผลิตขึ้นอย่างจำกัดจำนวน ทั่วโลกมีเพียง 2,559 คัน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี นับตั้งแต่รถมาสด้า MX-5 ได้เปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2532 และยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นสปอร์ตโรดสเตอร์ยอดนิยมของมาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม พร้อมความพิเศษสุดในทุกจุดสัมผัสรอบตัวรถ รวมถึงสัญลักษณ์รุ่นพิเศษ 35th Anniversary Edition พร้อม serial number บ่งบอกความพิเศษลิมิเต็ดอิดิชั่นที่ถูกผลิตขึ้นจำนวนจำกัด และในประเทศไทยมีลูกค้าที่ได้ครอบครองเพียง 4 คัน เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ได้ถูกครอบครองเป็นเจ้าของหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Mazda 2

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นด้วยดีเสมอมา เราให้คำมั่นสัญญาว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ยานยนต์และการบริการที่ดีที่สุด เพื่อมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เพราะมาสด้าเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า “ความสุขในการขับขี่รถยนต์” (Joy of Driving) จะนำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” (Joy of Living) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์มาสด้าจะนำมาซึ่งคุณค่าและความสุขในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า เพื่อสร้างการเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในทุกมิติและสร้างสรรค์สังคมไทยให้ยั่งยืนตลอดไป อย่างไรก็ตามสำหรับลูกค้าที่ครอบครองรุ่นพิเศษนี้ไม่ทัน มาสด้ายังมีรุ่นปกติ New Mazda MX-5 สปอร์ตโรดสเตอร์ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงใหม่ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ผนวกกับเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อการสื่อสารยุคดิจิตอลและเทคโนโลยี เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ วางราคาจำหน่าย 3,029,000 บาท

Mazda 4

 

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” มอบรางวัล “ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ปี 2567” ยกย่องความเป็นเลิศด้านการขาย บริการหลังการขาย และการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

0
.มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติ “ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ประจำปี 2567” (Mitsubishi Excellence Awards 2024) เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อยกย่องและแสดงความยินดีแก่ผู้จำหน่ายที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและเป็นเลิศทั้งในด้านการขาย และบริการหลังการขาย ในปีงบประมาณ 2567 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่เน้นการให้ความสำคัญกับลูกค้า เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุด พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพการขายและการบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง

ผู้จำหน่ายที่ได้รับรางวัล “ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ปี 2567” ได้แก่:
1. บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด (สำนักงานใหญ่) เขตกรุงเทพฯ
2. บริษัท แสงชัยมอเตอร์เซลส์ จํากัด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่
3. บริษัท มิตซู ชูเกียรติยนต์ กระบี่ จำกัด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดกลาง
4. บริษัท มิตซูไทยยนต์กลการ จำกัด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดเล็ก
5. บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด (สาขานวนคร) ผู้จำหน่ายใหม่ยอดเยี่ยม เขตกรุงเทพฯ
6. บริษัท มิตซูไทยยนต์ นครศรี จํากัด (สํานักงานใหญ่) ผู้จำหน่ายใหม่ยอดเยี่ยม เขตต่างจังหวัด

นอกจากรางวัล “ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ประจำปี 2567” มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมอบรางวัลพิเศษจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ ให้กับผู้จำหน่าย ได้แก่
1. รางวัลยอดขายสูงสุด เขตกรุงเทพฯ อันดับที่ 1 ได้แก่ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด
2. รางวัลส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่ อันดับที่ 1 ได้แก่
บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด

3. รางวัลส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดกลาง อันดับที่ 1 ได้แก่
บริษัท ชูเกียรติยนต์ กระบี่ จำกัด
4. รางวัลส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด เขตต่างจังหวัด กลุ่มจังหวัดขนาดเล็ก อันดับที่ 1 ได้แก่
บริษัท มิตซูไทยยนต์กลการ จำกัด
5. รางวัลส่งเสริมการขายโครงการพิเศษ อันดับที่ 1 ได้แก่ บริษัท มิตซู พระนคร ออโต้ จำกัด

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขันในปีนี้มีความสูสีและเข้มข้นเป็นอย่างมาก ทำให้การคัดเลือกผู้จำหน่ายที่ได้รับรางวัลไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีเพราะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้จำหน่ายของเรา ในการพัฒนาและยกระดับการขายและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดูแลลูกค้า ที่จะส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดและสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเราทุกคน ขอแสดงความยินดีกับผู้จำหน่ายที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ ในครั้งนี้”

“เกณฑ์การประเมินผลในปี 2567 มุ่งเน้นที่ความเป็นเลิศด้านการบริการ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย รวมถึงความสามารถในการรักษาและขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในแต่ละพื้นที่ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความพึงพอใจของลูกค้า ผ่านการส่งมอบรถยนต์ที่มีคุณภาพ และการยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของเราคือการเสริมสร้างความไว้วางใจในแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อต่อยอดความสำเร็จร่วมกับ
ผู้จำหน่ายทุกราย นำไปสู่การเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง และความสำเร็จที่ยั่งยืนในระยะยาว” มร. อินาบะ กล่าวเพิ่มเติม

นางสาว ชัญญาภัค ธนะคุณธนิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด (สำนักงานใหญ่) กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้าคนสำคัญทุกท่านที่ให้การสนับสนุน เอเบิล มอเตอร์ส ตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา และ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สำหรับรางวัลอันทรงเกียรติ รางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม เขตกรุงเทพฯ อันดับที่ 1 ที่ได้รับในวันนี้ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้ เพราะครอบครัว เอเบิล มอเตอร์ส ทุกคนที่ให้ความทุ่มเท และคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ และขอขอบคุณครอบครัวและบุคคลสำคัญทุกท่าน ที่เป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กันในตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเราทุกคนที่ เอเบิล มอเตอร์ส ยึดมั่นในการให้บริการด้วยความเป็นมืออาชีพ อย่างมีมาตราฐานและเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ และเราจะยังคงพัฒนาด้านกระบวนการขายอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นสร้างผลการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้นต่อไปค่ะ”

.มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย  2

นางสาว เกษสุดา ปิติเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซู ชูเกียรติยนต์ กระบี่ จำกัด กล่าวว่า “ขอขอบคุณมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มอบรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม (กลุ่มจังหวัดขนาดกลาง) อันดับที่ 1 ให้กับ มิตซู ชูเกียรติยนต์ กระบี่ และจัดงานมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้กับพวกเราค่ะ และขอบคุณทีมงาน มิตซู ชูเกียรติยนต์ กระบี่ ที่ส่งกำลังใจมาร่วมลุ้นรางวัลไปด้วยกัน เพราะเราได้ร่วมกันก้าวผ่านทุกความท้าทายตลอดปีที่ผ่านมา รางวัลนี้ถือเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงความสำเร็จและจุดแข็งที่พวกเราไม่เพียงมุ่งมั่นทำงานร่วมกันเป็นทีม แต่ยังติดตามการให้บริการหลังการขายอยู่เสมอ ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า เราจะรักษามาตรฐานและพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไปค่ะ”

.มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย  3

นอกจากรางวัลข้างต้น ยังมีรางวัลพิเศษอีก 2 รางวัล ที่มอบให้แก่ผู้จำหน่ายที่มีผลงานโดดเด่น และความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่
1.รางวัลยอดขายสูงสุดระดับประเทศ ปี 2567 ได้แก่ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด
2.รางวัลยอดขายสูงสุดระดับประเทศติดต่อกันมากกว่า 3 ปี ได้แก่ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด

นาย จักรพงษ์ ชัยตระกูลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด กล่าวว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่มิตซูรุ่งเจริญได้รับเกียรติ คว้ารางวัลอันทรงคุณค่าหลายรางวัลในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รางวัลยอดขายสูงสุดในเขตกรุงเทพฯ อันดับที่ 1 รางวัลยอดขายสูงสุดระดับประเทศ และ รางวัลยอดขายสูงสุดระดับประเทศติดต่อกันมากกว่า 3 ปี ความสำเร็จนี้เกิดจากการสนับสนุนที่ดีของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พร้อมด้วยความทุ่มเทของทีมงานมิตซูรุ่งเจริญ และที่สำคัญขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจมิตซูรุ่งเจริญ เราจะไม่หยุดพัฒนาเพื่อตอบแทนความไว้วางใจของทุกท่าน เรายึดมั่นในปณิธานการส่งมอบบริการที่เหนือความคาดหมาย ด้วยความเชื่อว่า หัวใจแห่งความสำเร็จคือการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องด้วยความเชื่อมั่น”

.มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย  5

 

NEW MG S5 EV คว้ามาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP โกลบอลอีวีรุ่นใหม่ที่การันตีความมั่นใจและความปลอดภัยในทุกการใช้งาน

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นหนึ่งในผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า กับ NEW MG S5 EV ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาวจาก Euro NCAP องค์กรทดสอบความปลอดภัยยานยนต์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด สะท้อนถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสากล เพื่อเติมเต็มทุกความต้องการในการใช้งานได้อย่างครอบคลุมที่สุด กับการมอบทางเลือกที่ดีกว่าแก่ผู้ขับขี่ด้วยการเป็นรถ e-SUV ที่ผสานนวัตกรรมล้ำสมัย ความปลอดภัยระดับสูง และความคุ้มค่าที่ลงตัวไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

2025 Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) ได้เผยการวัดผลคะแนน NEW MG S5 EV ในแต่ละด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารผู้ใหญ่ (Adult Occupant) ความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant) ความปลอดภัยสำหรับคนเดินถนน (Pedestrian) และระบบช่วยเหลือความปลอดภัย (Safety Assist) ซึ่งผ่านการประเมินความปลอดภัยของรถยนต์ อย่างเข้มงวด สามารถคว้าระดับความปลอดภัย 5 ดาว จากสถาบัน Euro NCAP ดังนี้

  • การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection) อยู่ที่ 90% มีรูปแบบการทดสอบ ด้านความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวรถยนต์จากการชนทั้งด้านหน้าและด้านข้าง พบว่าตัวห้องโดยสาร          ยังเสถียร ป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสารรอบด้าน ลดการกระแทกของผู้โดยสารด้วยถุงลมนิรภัยทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
  • การปกป้องผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant Protection) อยู่ที่ 82% โดยทดสอบด้วยหุ่นยนต์จำลองอายุ 6 และ 10 ปี พบว่า สามารถป้องกันได้ดีจากอุบัติเหตุการชนด้านหน้าและด้านข้างของตัวรถยนต์
  • การปกป้องผู้ใช้ถนนที่มีความเสี่ยง (Vulnerable Road Users: VRU) อยู่ที่ 82% โดยระบบความปลอดภัยของ NEW MG S5 EV มีการออกแบบที่สามารถดูดซับแรงกระแทกเมื่อเกิดการชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) สามารถทำการตรวจจับและตอบสนองต่อคนสัญจร อาทิ คนเดินเท้า จักรยาน และจักรยานยนต์ได้ดีทั้งในช่วงเวลากลางวันและกลางคืน รวมทั้งมีการติดตั้งระบบกล้องรอบคันเพื่อป้องกันการเปิดประตูกระแทกรถจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ด้านคนขับ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าประตูรถสามารถเปิดได้เพื่อให้ผู้โดยสารหลบหนีได้ในกรณีที่รถจมน้ำ
  • ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัย (Safety Assist) อยู่ที่ 78% โดยได้นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ขับขี่ ทั้งระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยทั้งเบาะโดยสารด้านหน้าและหลัง ระบบตรวจสอบสถานะคนขับ (Direct driver status monitoring system) ระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้อยู่ในช่องทางจราจร (Lane support system) และระบบช่วยเหลือด้านความเร็ว (Speed assistance system)  เป็นต้น

NEW MG S5 EV ถือเป็นโกลบอลโมเดลที่ถูกพัฒนาด้วยการใช้แพลตฟอร์มสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่าง Nebula Pure Electric Platform ที่คำนึงถึงความสมดุลและเสถียรภาพในการขับขี่อย่างแท้จริง มีการกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 จุดศูนย์ถ่วงต่ำ มาพร้อมช่วงล่างหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท และช่วงล่างหลังแบบอิสระ 5-Link Suspension และความปลอดภัยขั้นสูงที่มีความครบครัน อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS) ระบบป้องกันการไหลของรถ (AVH) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAS) ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (IHC) ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (Driver Monitor System) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control) ฯลฯ ทำให้ NEW MG S5 EV ผ่านการทดสอบจาก Euro NCAP และได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงคุณภาพของรถแต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ เอ็มจี ในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วโลก 

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การที่ NEW MG S5 EV ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาวจาก Euro NCAP จากการทดสอบประจำปี 2025 นี้ นับเป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยในระดับสูงสุดของ เอ็มจี ทั้งยังเป็นการตอกย้ำความเป็นโกลบอลอีวีอีกรุ่นที่มีความปลอดภัยเช่นเดียวกันกับโกลบอลโมเดลรุ่นยอดนิยมอย่าง NEW MG4 ELECTRIC ที่ได้รับคะแนน 5 ดาว ด้านความปลอดภัยจาก Euro NCAP จากการทดสอบในปี 2022 ซึ่งผลการทดสอบของ NEW MG S5 EV ในครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญระดับโลกของ เอ็มจี ในการพัฒนานวัตกรรมช่วยเหลือผู้ขับขี่ และระบบความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง สำหรับในประเทศไทย แน่นอนว่า NEW MG S5 EV ถือเป็น SUV มหาชนที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยจุดเด่น “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไวนั่งสบาย” พร้อมความมั่นใจด้วยการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty) ด้วยราคาเริ่มต้น เพียง 719,900 บาท สะท้อนความใส่ใจของ เอ็มจี ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและหลังการขาย เพื่อส่งมอบ “ความมั่นใจ” ที่มาพร้อม “ความคุ้มค่า” ในรถคันเดียว”

ลิงก์วิดีโอการทดสอบการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาวจาก Euro NCAP https://www.youtube.com/watch?v=L3KrmksmqiU

ทั้งนี้ Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) เป็นองค์กรที่เกิดจากความร่วมมือของกระทรวงคมนาคมในสหภาพยุโรป สมาคมยานยนต์ และสมาคมประกันภัยในประเทศต่างๆ โดยมีหน้าที่ในการทดสอบการชน (Crash Test) และการประเมินความปลอดภัยของรถยนต์ที่ครอบคลุมในทุกมิติ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

“ฮอนด้า” จับมือ “กรังด์ปรีซ์” ประกาศสานต่อ “ฮอนด้า วันเมคเรซ 2025” เสิร์ฟความมันส์ 4 สนาม เปิดฤดูกาลอีเวนต์ระดับโลก “จีที เวิลด์ ชาลเลนจ์”

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน )
โปรโมเตอร์มอเตอร์สปอร์ตแถวหน้าของไทย แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ สานต่อสุดยอดการแข่งขัน “ฮอนด้า วันเมคเรซ 2025″ (Honda One Make Race 2025)  คอนเฟิร์มชิงชัยทั้งสิ้น 4 สนามตลอดทั้งปี ประกาศความพร้อมเต็มร้อยเสิร์ฟความมันส์สนามแรกในอีเวนต์ระดับโลกอย่าง “จีที เวิลด์ ชาลเลนจ์ เอเชีย 2025” (GT World Challenge Asia Powered by AWS) ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม-1 มิถุนายนนี้ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ พร้อมจัด Honda One Make Race 2025 Exclusive Trip เชิญชวนลูกค้ารถยนต์ฮอนด้าผู้โชคดีสัมผัสความมันส์ของการแข่งขัน พร้อมร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ “ฮอนด้า ไดรฟ์วิ่ง คลีนิค” (Honda Driving Clinic)  และ “ฮอนด้า แทร็ก เอ็กซ์พีเรียนซ์” (Honda Track Experience) มอบประสบการณ์สุดพิเศษแก่ลูกค้าฮอนด้า

งานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของศึก ฮอนด้า วันเมคเรซ 2025 มีขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมี คุณพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเรืองฤทธิ์ นายกสมาคม ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา คุณรัชนี จิรถาวรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปสายงานวางแผนธุรกิจ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และคุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา กรรมการบริหาร/ประธานเจ้าหน้าที่สายการผลิต บริษัท กรังด์ปรีซ์  ร่วมประกาศความพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่

ศึก ฮอนด้า วันเมคเรซ ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย โดยมีไฮไลต์อยู่ที่การแข่งขันในรุ่น ฮอนด้า ซิตี้ แฮ็ทช์แบ็ค วันเมคเรซ (Honda City Hatchback One Make Race) ด้วยการนำรถยนต์ ฮอนด้า ซิตี้ แฮ็ทช์แบ็ค (Honda City Hatchback) มาปรับแต่งตามมาตรฐานความปลอดภัย เสริมสมรรถนะทั้งพละกำลัง และการยึดเกาะถนน มาประชันความเร็วกันอย่างดุเดือด บนสนามแข่งระดับโลก

เสน่ห์ของศึก ฮอนด้า ซิตี้ แฮ็ทช์แบ็ค วันเมคเรซ อยู่ที่ความเข้มข้นของการขับเคี่ยวในเรซ ด้วยรถแข่งที่มีสมรรถนะเท่าเทียมกัน โดยนักแข่งจะต้องเค้นทักษะการขับขี่อย่างสุดความสามารถเพื่อชี้ขาดผู้แพ้ผู้ชนะ และด้วยฝีมือของนักแข่งที่ใกล้เคียงกันส่งผลให้ผู้ชมได้สัมผัสเกมที่สนุกตื่นเต้นตลอดทั้งเรซ

ขณะเดียวกันยังมีการแข่งขัน ฮอนด้า คลับ เรซ (Honda Club Race) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคอความเร็วที่มีใจรักในรถยนต์ฮอนด้า นำรถแข่งฮอนด้าหลากหลายรุ่น มาร่วมประลองความเร็วกันในสนามแข่งมาตรฐาน ซึ่งในรุ่นนี้จะเป็นประตูสำหรับนักแข่งหน้าใหม่ ที่จะได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ต ได้ร่วมการแข่งขันที่มีมาตรฐาน และเปลี่ยนจาก “นักซิ่ง” สู่ “นักแข่ง” อย่างแท้จริง

นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดการแข่งขัน ฮอนด้า วันเมคเรซ กล่าวว่า “ในฤดูกาล 2025 กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต ในฐานะฝ่ายจัดการแข่งขันยินดีที่จะประกาศให้ทราบว่าเราจะสานต่อความมันส์ ฮอนด้า วันเมคเรซ ร่วมกับ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเดินหน้าสร้างประสบการณ์ด้านมอเตอร์สปอร์ตให้แฟนชาวไทย ปีนี้เราจะเริ่มต้นสนามแรกกับเรซระดับโลกอย่าง จีที เวิลด์ ชาลเลนจ์ เอเชีย ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่แฟนๆ จะได้เห็นรายการของไทยร่วมสุดสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าเราสามารถจัดการแข่งขันเคียงข้างในมาตรฐานระดับสูงเช่นกัน โดยฤดูกาลนี้ ฮอนด้า มุ่งมั่นอย่างมากที่จะยกระดับประสบการณ์ในกีฬาความเร็วให้แฟนๆ ชาวไทย เรายังคงมี ฮอนด้า ซิตี้ แฮ็ทช์แบ็ค วันเมคเรซ เป็นตัวชูโรง พร้อมด้วย ฮอนด้า คลับ เรซ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในวงการมอเตอร์สปอร์ตให้ผู้มีใจรักก้าวสู่การแข่งขันระดับอาชีพ ผมเชื่อว่าเกมการแข่งขันทุกรุ่นจะยังเข้มข้นสุดมันส์เหมือนเดิม”

นอกจากความมันส์ในสนามแล้ว ฮอนด้า ยังได้จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าคนพิเศษ Honda One Make Race 2025 Exclusive Trip เชิญชวนลูกค้ารถยนต์ฮอนด้าผู้โชคดีร่วมชมการแข่งขันแบบใกล้ชิดติดขอบสนาม พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษ อาทิ “ฮอนด้า ไดรฟ์วิ่ง คลีนิค” เวิร์กช็อปการขับขี่เชิงเทคนิค ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าฮอนด้าได้เรียนรู้ทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัยและถูกต้อง พร้อมเทคนิคการควบคุมรถในสไตล์สปอร์ต ถ่ายทอดความรู้โดยทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ และ “ฮอนด้า แทร็ก เอ็กซ์พีเรียนซ์” สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในการนำรถยนต์ฮอนด้าคู่ใจขับขี่บนสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สนามแข่งรถที่ได้รับมาตรฐานการรับรองสูงสุด จากสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ หรือ FIA

ขณะเดียวกัน ฮอนด้า วันเมคเรซ 2025 จะยังคงจับมือกับศึก พีที แม็กซ์นิตรอน เรซซิ่ง ซีรีส์ 2025 (PT Maxnitron Racing Series) ดวลความเร็วในฤดูกาลนี้ โดยจะถูกบรรจุเป็นสนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายนนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ต่อด้วยสนาม 3 ในวันที่ 29-31 สิงหาคมนี้ ในสนามเดียวกัน และปิดท้ายกันที่ สนามเฉพาะกิจ พีที สงขลา สตรีท เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 16-19 ตุลาคมนี้ ในศึก สงขลา กรังด์ปรีซ์

สำหรับแฟนๆมอเตอร์สปอร์ต  สามารถรับชมการถ่ายทอดสดความมันส์ การแข่งขันรายการ ฮอนด้า วันเมคเรซ 2025  ผ่านหน้าจอสดๆได้เช่นเคย ทางเพจ Honda One Make Race, GP Motorsport และ XO Autosport

กำหนดการแข่งขัน  Honda One Make Race 2025 มีดังนี้

  • Event 1 (Race1-2) วันที่ 31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568

แข่งขันในรายการ Fanatec GT World Challenge Asia, สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

  • Event 2 (Race 3-4) วันที่ 6-7 มิถุนายน 2568

แข่งขันในรายการ PT Maxnitron Racing Series, สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

  • Event 3 (Race 5-6) วันที่ 29 -31 สิงหาคม 2568

แข่งขันในรายการ PT Maxnitron Racing Series, สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

  • Event 4 (Race 7-8) วันที่ 16-19 ตุลาคม 2568

แข่งขันในรายการ PT Maxnitron Racing Series, สนามเฉพาะกิจ พีที สงขลา สตรีท เซอร์กิต

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47 จัดยิ่งใหญ่ เอาใจทุกเจนฯ

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47” ภายใต้แนวคิด “ความหวังยุคหลังสงคราม-The Post-War Hope” ชมรถโบราณทรงคุณค่า หายากกว่า 100 คัน พร้อมกิจกรรมดึงคนรุ่นใหม่ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 18-22 มิถุนายน 2568

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “งานประกวดรถโบราณ เป็นงานระดับประเทศที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 47 โดยแนวคิดของงานปีนี้คือ “ความหวังยุคหลังสงคราม-The Post-War Hope” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ ช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 สิ้นสุด ผู้คนต่างตั้งความหวังถึงอนาคตที่สดใส จากบรรดาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้น ทั้งประชากรเจเนอเรชันใหม่ สถาปัตยกรรมเมืองใหม่ แฟชันสไตล์ใหม่ ภาพยนตร์ ดนตรีแนวใหม่ รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่ ที่สะท้อนความหวังยุคหลังสงคราม ผ่านความหรูหรา สะดวกสบาย และเทคโนโลยีระดับสูง”

กัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า “ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ไม่ได้เป็นเพียงชอพพิงเดสติเนชันเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์การค้าที่ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน โดยงานประกวดรถโบราณนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของเจเนอเรชัน โดยจะมีการจัดแสดงรถโบราณ และรถคลาสสิคกว่า 100 คัน บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร

งานนี้นอกจากจะถ่ายทอดเสน่ห์ของยานยนต์ระดับตำนาน เพื่อดึงดูดความสนใจคนรุ่นใหม่ให้มาชมงาน แล้วยังมอบประสบการณ์พิเศษด้วยกิจกรรมสนุกสุดสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย อาทิ Game Jigsaw Challenge, Rally Scan, เวิร์คชอพทำพวงกุญแจรถคลาสสิค และอื่นๆ อีกมากมาย”

การประกวดรถโบราณแบ่งเป็น 7 ประเภท ตามมาตรฐานของสมาพันธ์รถโบราณสากล (FIVA) ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ (ก่อนปี 1904) รถรุ่นผ่านศึก (ปี 1905-1918) รถโบราณ (ปี 1919-1930) รถรุ่นก่อนสงคราม (ปี 1931-1945) รถรุ่นหลังสงคราม (ปี 1946-1960) รถคลาสสิค (ปี 1961-1970) และรถคลาสสิคร่วมสมัย (ปี 1971-ปัจจุบัน ย้อนหลัง 30 ปี)

นอกจากนั้น ยังมีการประกวดอีกหลายประเภท อาทิ รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถแจกวาร์ รถมีนี รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน และรถเฟียต พร้อมรถที่นำมาแสดงเป็นพิเศษ อีกทั้งมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย เช่น การประกวด ราชินีแห่งความสง่างาม (CONCOURS D’ELEGANCE- กงกูรส์ เดเลอกองศ์) เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรถโบราณ คอนเสิร์ทเพลงฮิทในอดีต จำหน่ายสินค้าวินเทจ หนังสือ นิตยสาร แสตมป์รถโบราณ รถโบราณจำลอง ฯลฯ

ผู้สนใจสามารถส่งรถเข้าประกวดได้ที่ imc.co.th/vintagecarclub/vcct ภายในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 หรือสอบถามรายละเอียดที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub และเชิญชมงานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 18-22 มิถุนายน 2568

‘ซูซูกิ’สร้างปรากฏการณ์ใหม่วงการอีโคคาร์ ยกระดับแคมเปญ Exclusive Maintenance Service บำรุงรักษารถฟรีนาน 7 ปี พร้อมเอกสิทธิ์เหนือระดับ SUZUKI Worry Free Privilege Booklet การันตีคุณภาพคุ้มค่าตลอดการใช้งาน

0
ซูซูกิ 1

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้แนะนำแคมเปญ SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777 ให้แก่ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์ โดยมุ่งหวังสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความใส่ใจที่เรายึดมั่นมาโดยตลอด นอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและคุ้มค่าแล้ว ซูซูกิยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านงานบริการหลังการขาย ซึ่งแคมเปญนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ซูซูกิได้อย่างชัดเจน”

ซูซูกิ 2

โดยซูซูกิสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในตลาดรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ แบรนด์แรกที่เปิดตัวแคมเปญสุดพิเศษ SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777 เพื่อยกระดับความคุ้มค่าและความอุ่นใจให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับผ่านโปรแกรมบำรุงรักษาฟรี 7 ปี (Exclusive Maintenance Service) ที่ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว แต่ยังเสริมความมั่นใจตลอดระยะเวลาการใช้งาน ว่ารถยนต์ของลูกค้าจะได้รับการดูแลและบำรุงรักษาอย่างมืออาชีพตามมาตรฐานคุณภาพของศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ อีกทั้งยังช่วยบริหารค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาให้เป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความใส่ใจของซูซูกิในทุกองค์ประกอบ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการหลังการขาย

ล่าสุด เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ โปรแกรมบำรุงรักษาฟรี 7 ปี (Exclusive Maintenance Service) จะมาพร้อมกับเอกสิทธิ์เหนือระดับ SUZUKI Worry Free Privilege Booklet ที่จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้กับลูกค้ารถยนต์ซูซูกิที่ได้รับสิทธิ์พิเศษในโปรแกรมดังกล่าว ซึ่งจะอำนวยความสะดวกเมื่อถึงเวลาที่เจ้าของรถมีความประสงค์ต้องการโอนกรรมสิทธิ์หรือขายต่อ โดย SUZUKI Worry Free Privilege Booklet จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อ และช่วยเพิ่มศักยภาพในการกำหนดมูลค่าให้กับรถยนต์ของผู้ขายได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นจุดแข็งที่ช่วยให้การซื้อขายรถยนต์มือสองตอบโจทย์ทั้งในด้านความมั่นใจและความคุ้มค่าอย่างแท้จริง

โดยสมุดคู่มือ SUZUKI Worry Free Privilege Booklet จะมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1.อธิบายสิทธิประโยชน์จากโปรแกรมบำรุงรักษาฟรี 7 ปี
2.อธิบายสิทธิประโยชน์จากเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี
3.อธิบายสิทธิประโยชน์การให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 7 ปี

นายวัลลภ กล่าวว่า “SUZUKI SWIFT เจเนอเรชันล่าสุด ยังคงครองใจลูกค้าในฐานะรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุ่นยอดนิยม นับตั้งแต่การเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2561 ด้วยดีไซน์สปอร์ตที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานกับสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและสนุกทุกจังหวะบนท้องถนน พร้อมความประหยัดคุ้มค่าและราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้ SUZUKI SWIFT ยังคงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดมา การมอบสิทธิพิเศษผ่านแคมเปญ SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777 จึงไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นความสนใจและเพิ่มแรงจูงใจในการตัดสินใจเป็นเจ้าของเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความใส่ใจของซูซูกิที่ต้องการมอบประสบการณ์การใช้งานที่คุ้มค่าและมั่นใจในระยะยาวให้กับลูกค้าทุกคนอีกด้วย”

ซูซูกิ 3

สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ SUZUKI SWIFT สปอร์ตอีโคคาร์รุ่นยอดนิยม ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 567,000 บาท โดยมีโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2568 ดังนี้

•รับสิทธิพิเศษฟรี SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777
ฟรี Exclusive Maintenance Service 7 ปี
ฟรี Suzuki Warranty 7 ปี
ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 7 ปี
•หรือ เลือกรับบริการผ่อนด้วย ดอกเบี้ย 0% ระยะเวลานาน 60 เดือน
•หรือ เลือกรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท สำหรับรุ่น GL และ GLX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 45,000 บาท สำหรับรุ่น GL NEXT พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือเลือก ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 4,999 บาท หรือเลือก ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน เพียงเดือนละละ 5,781 บาท
•ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก

ซูซูกิ 6

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การส่งมอบทั้งคุณภาพของสินค้าและงานบริการที่ดี คือหัวใจสำคัญในการตอบแทนความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับซูซูกิด้วยดีเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ SUZUKI SWIFT ที่ยังคงเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กซึ่งครองใจกลุ่มลูกค้าที่มองหารถที่สะท้อนตัวตนที่แตกต่างได้อย่างชัดเจน และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแบบที่ลงตัว”

การจัดแคมเปญ “SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777” พร้อมมอบสิทธิพิเศษที่ครอบคลุมการบำรุงรักษารถนานถึง 7 ปี รวมถึงคุณภาพตัวรถฟรี 7 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินฟรี 7 ปี ถือเป็นการตอกย้ำถึงความตั้งใจของซูซูกิในการสร้างมาตรฐานงานบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่า ซูซูกิพร้อมดูแลรถของลูกค้าในระยะยาวด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ประกอบกับการนำเสนอแคมเปญพิเศษ “SUZUKI WORRY FREE” หนึ่งในแผนการดำเนินธุรกิจ ที่ซูซูกิได้ทำการประกาศไปก่อนหน้า จึงเป็นการตอกย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นว่าซูซูกิจะสามารถรองรับการดูแลลูกค้าด้วยคุณภาพและมาตรฐานของซูซูกิได้อย่างแท้จริง มีรายละเอียดดังนี้:

1. ขยายการรับประกันอะไหล่และงานบริการ
•อุ่นใจไร้กังวล กับการขยายการรับประกันงานซ่อมและอะไหล่แท้ทุกชิ้น นานถึง 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร (โดยอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) จากเดิมที่รับประกันเพียง 3 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร
2. บริการพิเศษรถสำรองใช้ระหว่างซ่อม
•รถยนต์ที่อยู่ในระยะรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ไร้ความกังวลเรื่องไม่มีรถใช้งานระหว่างซ่อม ด้วยบริการพิเศษ ‘รถสำรองใช้ระหว่างซ่อม’ สำหรับรถยนต์ซูซูกิที่ต้องใช้เวลาตรวจเช็กมากกว่า 1 วัน (ไม่รวมระยะเวลาวิเคราะห์ปัญหา) และไม่รวมกรณีรถเกิดอุบัติเหตุ
3. HELLO SUZUKI APPLICATION ยกระดับงานบริการแบบ S-Solution
•HELLO SUZUKI คือ แอปพลิเคชัน ที่จะเชื่อมต่อข้อมูลการทำงานกับลูกค้า อำนวยความสะดวกสบายและความมั่นใจในงานบริการทุกขั้นตอน ทั้งการนัดหมายนำรถเข้ารับบริการ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล รายงานการการตรวจสอบและดูแลรถในทุกขั้นตอน รวมถึงการมอบสิทธิพิเศษมากมาย ด้วยการสะสมคะแนนจากค่าใช้จ่ายในการเข้าซ่อมบำรุงตามระยะอย่างต่อเนื่อง หรือซ่อมแซมที่ศูนย์บริการของซูซูกิทั่วประเทศ
4. ระบบการจัดการอะไหล่ มีเป้าหมายรองรับบริการได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี
•การจัดการเตรียมระบบจัดการอะไหล่รถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายภายในประเทศ ช่วยให้ลูกค้าคลายความกังวลเรื่องการขาดแคลนอะไหล่ในการบำรุงรักษารถ โดยมีเป้าหมายรองรับความต้องการของลูกค้าได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดการผลิต
•บริการจัดส่งอะไหล่แบบเร่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพื้นที่อื่นๆ ภายใน 48 ชั่วโมง
•คุ้มค่าต่อการใช้งาน ด้วยอะไหล่ในราคาที่เข้าถึงง่าย
5. ศูนย์บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
6. ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานของซูซูกิ

อย่างไรก็ตาม แคมเปญ “SWIFT WORRY FREE PROGRAM 777” ยังคงดำเนินภายใต้ปรัชญา “SUZUKI Cause We Care-เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มราคา สะท้อนแนวทางของซูซูกิที่มุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในราคาที่เข้าถึงได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนางานบริการในทุกมิติ เพื่อยกระดับมาตรฐานของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

“เอ็มจี” ชวนลุ้นเป็นผู้โชคดีได้ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ MG WEEKEND CLUB ร่วมปรุงน้ำหอมกับแบรนด์ผู้ดีอังกฤษอย่าง JO MALONE และสัมผัสกับความอัจฉริยะของ MG IM6 คันจริง

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ชวนลูกค้าเจ้าของรถ MG CYBERSTER, MG MAXUS 9 และ MG MAXUS 7 ร่วมลุ้นเป็นหนึ่งในผู้โชคดี 40 ท่าน ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ MG WEEKEND CLUB ครั้งแรกกับ JO MALONE แบรนด์น้ำหอมระดับพรีเมียมจากอังกฤษ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าคนสำคัญของ เอ็มจี ได้ปรุงกลิ่นน้ำหอมที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง เรียนรู้เทคนิคการออกแบบเครื่องหอมอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกับผู้เชี่ยวชาญจาก JO MALONE และรับชุดของขวัญสุดพิเศษจาก JO MALONE พร้อมร่วมสัมผัส และทดลองขับยนตรกรรมอัจฉริยะ MG IM6 โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 เวลา 09:30 น. – 13:00 น. ณ The Rabbit’s Grove Cafe กรุงเทพกรีฑา

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้ – 21 พฤษภาคม 2568 ที่ https://forms.gle/dSLyPnaLhcKDZfpt8 และติดตามรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมฯ ผ่านทางเฟซบุ๊ค MG Thailand https://www.facebook.com/MGcarsThailand วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เวลา 19:30 น.

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น

Hashtag