Home Blog Page 69

“PORSCHE” เผยโฉมยนตรกรรมรุ่นสูงสุดของตระกูล 911 กับ Porsche 911 Turbo S ในงาน IAA Mobility

0
Porsche 911 Turbo S 1

ปอร์เช่ เผยโฉมยนตรกรรมรุ่นสูงสุดของตระกูล 911 ในงาน IAA Mobility ที่กรุงมิวนิก ด้วยระบบขับเคลื่อน T-Hybrid สุดล้ำพร้อมกับเทอร์โบคู่ไฟฟ้า ทำให้ 911 เทอร์โบ เอส (911 Turbo S) รุ่นใหม่ กลายเป็นรถในตระกูล 911 ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมาพร้อมกับขุมกำลัง 523 กิโลวัตต์ (711 แรงม้า) ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ผสานสมรรถนะในการขับขี่ที่โดดเด่น ความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

สตุ๊ทการ์ท. 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ ก้าวตามรอยตำนานที่ยิ่งใหญ่ของรุ่นก่อนหน้า ที่ถือเป็นมาตรฐานในโลกของรถสปอร์ต ด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้น ความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล ความพิเศษเฉพาะตัว และการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดย 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ พร้อมที่จะยกระดับมาตรฐานขึ้นไปอีกขั้นในทุกมิติ โดยมีให้เลือกทั้งตัวถังแบบคูเป้และคาบริโอเลต พร้อมกับสมรรถนะที่สูงขึ้น ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ระบบแอโรไดนามิกที่อัจฉริยะมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วงล่างที่ปรับปรุงใหม่และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่พิเศษมากยิ่งขึ้น

Porsche 911 Turbo S 2

แฟรงค์ โมเซอร์ (Frank Moser) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์รถยนต์ 911 และ 718 กล่าวว่า “911 เทอร์โบ เอส คือการขับปอร์เช่ 911 ที่สมบูรณ์แบบและใช้งานได้หลากหลายที่สุด ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน การขับขี่ระยะไกล หรือบนสนามแข่ง 911 เทอร์โบ เอส ใหม่นี้ มอบความสะดวกสบาย มีเอกลักษณ์ และรวดเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน

ขุมพลังเทอร์โบคู่พร้อมเทคโนโลยี T-Hybrid สุดล้ำ
ขุมพลังสมรรถนะสูงที่ี่พัฒนาขึ้นมาใหม่ให้กำลังรวม 523 กิโลวัตต์ (711 แรงม้า) ทำให้ 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ กลายเป็นยนตรกรรมในตระกูล 911 ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร ซึ่งพร้อมใช้งานในช่วงรอบเครื่องกว้างตั้งแต่ 2,300 – 6,000 รอบต่อนาที และยังมีจุดพีคกำลังที่ต่อเนื่องเป็นพิเศษระหว่าง 6,500 – 7,000 รอบต่อนาที ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเรียกใช้พลังสูงสุด 711 แรงม้าได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี T-Hybrid น้ำหนักเบา 400 โวลต์ ซึ่งทำให้มีกำลังเพิ่มขึ้น 61 แรงม้าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยเทคโนโลยี T-Hybrid เปิดตัวครั้งแรกจาก 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) ปี 2024 และพัฒนาต่อยอดมาจนถึงใน 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ โดยใน จีทีเอส (GTS) ใช้ เทอร์โบไฟฟ้า (eTurbo) เพียงตัวเดียว แต่สำหรับ 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ นี้ถูกติดตั้ง eTurbo คู่ โดยใบพัดและคอมเพรสเซอร์ได้รับการออกแบบเฉพาะเพื่อตอบโจทย์สำหรับรุ่นสูงสุด ซึ่งทั้งสองตัวจะช่วยเพิ่มสมรรถนะและการตอบสนองของระบบขับเคลื่อนได้อีกด้วย ทั้งยังมีแบตเตอรี่แรงดันสูงน้ำหนักเบา พร้อมความจุ 1.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง เหมือนกับใน 911 คาร์เรร่า จีทีเอส โดยทำงานร่วมกับเกียร์ PDK 8 สปีดที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Porsche Traction Management (PTM) ผลลัพธ์คือ 911 เทอร์โบ เอส คูเป้ (911 Turbo S Coupé) รุ่นใหม่นี้ ทำเวลา 0-100 กม./ชม. ได้ใน 2.5 วินาที โดยเร็วกว่ารุ่นก่อน 0.2 วินาที และใช้เวลาเพียง 8.4 วินาที ถึง 200 กม./ชม. ซึ่งเร็วกว่ารุ่นก่อนหน้า 0.5 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 322 กม./ชม.

Porsche 911 Turbo S 3

เร็วกว่ารุ่นก่อนราว 14 วินาทีบนสนาม Nürburgring Nordschleife

ถึงแม้ว่าจะมีองค์ประกอบที่เพิ่มขึ้นจากระบบไฮบริดประสิทธิภาพสูง แต่ 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียง 85 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้กลับถูกชดเชยด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้นอย่างเต็มที่ในทุกด้าน โดยพิสูจน์ได้จากเวลาในการทดสอบช่วงสุดท้ายในฤดูใบไม้ร่วงปี 2024 บนสนามนูร์เบอร์กริง นอร์ดชไลเฟอ (Nürburgring Nordschleife) ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส รุ่นพรางตัว ทำเวลาได้ 7:03.92 นาที ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งรวดเร็วกว่ารุ่นก่อนหน้าราว 14 วินาที ยอร์ก เบิร์กไมสเตอร์ (Jörg Bergmeister) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของปอร์เช่ ผู้ร่วมพัฒนาและทดสอบ กล่าวว่า “คุณแทบจะไม่รู้สึกถึงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามกลับรู้สึกว่ารถคันนี้มีความคล่องตัว ยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น รวมถึงทำเวลาได้เร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าในทุก ๆ ช่วงสำคัญของสนาม”

Porsche 911 Turbo S 5

ระบบเบรกและยางที่ได้รับการปรับแต่งเพื่อสมรรถนะสูงสุด

วิศวกรของปอร์เช่ได้ปรับปรุงองค์ประกอบโดยรอบของ 911 เทอร์โบ เอส เพื่อให้สมกับการเป็นรถในตระกูล 911 รุ่นสูงสุด โดยยางรุ่นใหม่ที่นำมาใช้ ได้พัฒนาให้ยึดเกาะบนถนนที่แห้งได้มากขึ้น ทั้งยังคงประสิทธิภาพบนถนนที่เปียกได้ดี เพลาหลังของรถยนต์สปอร์ตรุ่นนี้ติดตั้งยางที่กว้างขึ้น 10 มิลลิเมตรเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีขนาด 325/30 ZR 21 ส่วนเพลาหน้าใช้ยางขนาด 255/35 ZR 20 ซึ่งเหมือนกับรุ่นก่อนหน้า ระบบ Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน มาพร้อมผ้าเบรกแบบใหม่ สามารถรองรับแรงกดมหาศาล ช่วยยกระดับสมรรถนะการเบรกและสัมผัสแป้นเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งทีมวิศวกรยังได้เพิ่มเส้นผ่านศูนย์กลางของจานเบรกที่เพลาหลังจาก 390 มม. เป็น 410 มม. ส่วนเพลาหน้าใช้จานเบรกขนาด 420 มม. ซึ่งทำให้ 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ มาพร้อมระบบเบรก PCCB ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ปอร์เช่เคยติดตั้งในรถยนต์รุ่นสองประตู

Porsche 911 Turbo S 7

 

ระบบแอโร์ไดนามิกแบบแอคทีฟอัจฉริยะ

แนวคิดแอโรไดนามิกรูปแบบใหม่ได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนและเสถียรภาพของ 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ โดยประกอบด้วย ช่องลมระบายอากาศแบบแอคทีฟแนวตั้งบริเวณด้านหน้า และดิฟฟิวเซอร์หน้าแบบแอคทีฟ ร่วมกับสปอยเลอร์หน้าที่ปรับได้ และสปอยเลอร์หลังที่สามารถยืดออกและปรับองศาได้ ซึ่งสืบทอดมาจากรุ่นก่อนหน้า ทั้งหมดทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ การไหลเวียนของอากาศเพื่อระบายความร้อนในระบบเบรกและหม้อน้ำถูกปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันระบบแอโรไดนามิกแบบ แอคทีฟยังสามารถปรับการทำงานอย่างชาญฉลาดตามสถานการณ์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการลดแรงยกเพื่อเพิ่มเสถียรภาพ หรือการลดแรงต้านอากาศเมื่อองค์ประกอบต่างๆ ถูกพับเก็บเข้าไป โดยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ (Drag Coefficient)ของ 911 เทอร์โบ เอส คูเป้ จะลดลง 10% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ในโหมดที่ใช้องค์ประกอบแอโรไดนามิกทั้งหมดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ระบบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟยังช่วยเสริมการเบรกบนถนนเปียก โดยในโหมดเปียก (Wet Mode) ดิฟฟิวเซอร์ด้านหน้าจะปิดเพื่อป้องกันจานเบรกหน้าจากละอองน้ำ

Porsche 911 Turbo S 6

แชสซีเพื่อความคล่องตัวและเสถียรภาพที่เหนือกว่า
ระบบขับเคลื่อน T-Hybrid ที่มาพร้อมระบบไฟฟ้าแรงดันสูงและชุดแบตเตอรี่ ช่วยให้ปอร์เช่สามารถติดตั้งระบบ Porsche Dynamic Chassis Control แบบควบคุมด้วยไฟฟ้า–ไฮดรอลิก (ehPDCC) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน 911 เทอร์โบ เอส รุ่นใหม่ ซึ่งช่วยลดการโคลงของตัวรถขณะเปลี่ยนทิศทาง และเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าและออกโค้ง โดยทำงานร่วมกับคานกันโคลงที่เชื่อมถึงกัน โดยมีแรงดันน้ำมันถูกปรับตามสภาพการขับขี่ ทำให้ตัวคานสร้างแรงพยุงและรักษาสมดุลของรถ ส่งผลให้รถสปอร์ตทรงพลังคันนี้ควบคุมง่ายขึ้น มั่นใจยิ่งขึ้น และให้ทั้งความสบายและพลวัตการขับขี่ที่ดีกว่าเดิม

ในการพัฒนานี้ ได้ปรับปรุงทั้งความสะดวกสบายและสมรรถนะการขับขี่ ซึ่งยกระดับทำให้ 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ มีทั้งความสะดวกสบาย มั่นคงและคล่องตัวในเวลาเดียวกัน โดยสำหรับในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ระบบควบคุมแชสซีไฟฟ้า–ไฮดรอลิก (ehPDCC) มาพร้อมระบบยกเพลาหน้าเป็นมาตรฐาน ซึ่งสามารถตอบสนองได้รวดเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ด้วยการผสานเข้ากับระบบไฟฟ้าแรงสูง 400 โวลต์

ระบบท่อไอเสียสปอร์ตใหม่ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน มาพร้อมหม้อพักไอเสียด้านหลังและปลายท่อไอเสียที่ทำจากไทเทเนียม ช่วยตอกย้ำเอกลักษณ์เฉพาะของ 911 Turbo S ด้วยเสียงเร้าใจที่ออกแบบขึ้นเพื่อรถยนต์สปอร์ตรุ่นสูงสุดโดยเฉพาะ พร้อมทั้งช่วยลดน้ำหนักตัวรถได้ถึง 6.8 กิโลกรัม นอกจากนี้การปรับปรุงเครื่องยนต์ภายในยังช่วยเพิ่มมิติของเสียงรถให้มีความเร้าใจมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 3.6 ลิตร ที่ทำงานด้วย ระบบวาล์วไทมิ่งแบบไม่สมมาตร (Asymmetrical Timing) เพื่อสร้างเสียงเครื่องยนต์ที่มีหลากหลายมิติและความถี่ ทำให้ได้เสียงที่หนักแน่น ลึก และคมชัดยิ่งขึ้น

Porsche 911 Turbo S 7

ดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟพร้อมชุดอุปกรณ์แบบพรีเมียม

ใน 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ ถือเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่นำกลยุทธ์การออกแบบของรุ่นเทอร์โบมาใช้กับตระกูล 911 โดยมีองค์ประกอบหลายส่วนโดดเด่นด้วยสี Turbonite ที่สงวนไว้เฉพาะในรุ่นเทอร์โบ เท่านั้น รวมถึงสัญลักษณ์ปอร์เช่และตัวอักษร “Turbo S” ในด้านท้ายรถ รวมไปถึงอุปกรณ์ตกแต่งเฉพาะรุ่น Turbo S ที่ปีกหลังและกรอบกระจกข้าง และล้อของ Turbo S ยังมาพร้อมดีไซน์ใหม่แบบ Center Lock ที่มาในโทนสี Turbonite เพิ่มความมีเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น

ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของรุ่นเทอร์โบ 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ มาพร้อมตัวถังและช่วงล้อที่กว้างกว่าคาร์เรร่า (Carrera) อย่างชัดเจน พร้อมช่องดักอากาศที่ด้านข้างบริเวณท้ายรถ กันชนหลัง ออกแบบใหม่ให้โดดเด่นด้วยช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ ช่วยเน้นความกว้างของตัวถัง รวมถึงปลายท่อไอเสียไทเทเนียม ดีไซน์เฉพาะของเทอร์โบรุ่นใหม่ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ เทอร์โบ เอส เช่นเดียวกับลวดลายมุก (pearl structure) แบบไดนามิกเหนือเส้นไฟท้าย ทั้งนี้ยังมีปลายท่อไอเสียไทเทเนียมทรงวงรีพร้อมพื้นผิวพิเศษให้เลือกเป็นออปชัน โดยรวมแล้วดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ทำให้ เทอร์โบ เอส แตกต่างอย่างชัดเจนจาก 911 รุ่นอื่น ๆ

Porsche 911 Turbo S 8
การตกแต่งด้วยสี Turbonite คือเอกลักษณ์ที่สะท้อนความพิเศษภายในตัวรถ โดยจะปรากฏอยู่ทั้งบนแผงประตู พวงมาลัย แผงแดชบอร์ด คอนโซลกลาง ตะเข็บตกแต่ง นาฬิกา Sport Chrono และชุดมาตรวัด รวมไปถึง เข็มขัดนิรภัยและปุ่มหลายจุดบนคอนโซลกลาง ก็ถูกออกแบบโดยใช้สี Turbonite เช่นกัน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ เพิ่มวัสดุตกแต่งลายคาร์บอนผสานกรอบโทน Neodyme และเพดานบุไมโครไฟเบอร์เจาะรู (Perforated Microfiber) พร้อมชั้นรองสีดำ เพื่อยกระดับความหรูหราและเอกลักษณ์ของห้องโดยสาร

ปอร์เช่ยังติดตั้งไฟหน้า HD Matrix LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมฟังก์ชันไฟส่องสว่างอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อต้องขับขี่ในเวลากลางคืน รวมไปถึง Sport Chrono Package พร้อมมาตรวัดอุณหภูมิยาง ระบบช่วงล่าง PASM ปรับเฉพาะรุ่น ระบบควบคุมการโคลงไฟฟ้า–ไฮดรอลิก PDCC และท่อไอเสียสปอร์ตไทเทเนียม เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และภายในมีการติดตั้งเบาะ Sport Seats Plus แบบปรับไฟฟ้า 18 ทิศทางพร้อมฟังก์ชันจำตำแหน่ง และตัวอักษร “Turbo S” บนพนักพิงศีรษะที่เป็นมาตรฐานจากโรงงาน และลายปั๊มนูน Turbo S บนเบาะและแผงประตู ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ของ 911 Turbo 930 รุ่นแรก ทั้งยังมีเบาะสปอร์ตน้ำหนักเบาแบบพับได้ที่คุ้นเคยมาจาก 911 GT3 ให้เลือกเป็นออปชันสำหรับรุ่นคูเป้

Porsche 911 Turbo S 8

สำหรับตัวเลือกการปรับแต่งที่มากขึ้น สามารถเลือกปรับแต่งผ่าน Porsche Exclusive Manufaktur โดยนอกจากสีตัวถังในแพ็คเกจ Paint to Sample ที่มีให้เลือกมากกว่า 100 เฉดสี ยังสามารถเลือกปรับแต่งล้อ Turbo Exclusive Design แผ่นคาร์บอนพ่นสี Neodyme หลังคาคาร์บอนน้ำหนักเบา ไฟท้ายและช่องดักอากาศด้านหลังแบบ Exclusive Design และยังเป็นครั้งแรกที่สามารถเลือกก้านปัดน้ำฝนคาร์บอน ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าปกติถึง 50% พร้อมทั้งยังสามารถปรับแต่งภายในเพิ่มเติมได้ทั้ง ตะเข็บตกแต่งสีตัดกัน การปั๊มนูนชื่อเฉพาะ คอนโซลเบาะและแผงข้างประตูหุ้มหนังพร้อมตะเข็บตกแต่งสุดประณีต รวมถึงกุญแจพ่นสีเฉพาะบุคคล

911 Turbo S บนข้อมือคุณ

Porsche Design Timepieces Configurator เปิดโอกาสให้คุณได้ออกแบบรถยนต์สปอร์ตบนข้อมือของคุณได้ โดยสามารถปรับแต่งให้เหมือนกับ 911 เทอร์โบ เอส ได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุก ๆ รายละเอียด หน้าปัดสีดำรุ่นใหม่มาพร้อมกับองค์ประกอบในโทน Turbonite ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของตัวรถ และนอกจากสี Turbonite แล้ว สีตัวถังในทุกเฉดสี (รวมถึงสีที่สั่งทำเฉพาะ) ยังสามารถนำมาปรับแต่งรอบหน้าปัดนาฬิกาได้ โดยตัวเรือนทำมาจากไทเทเนียมเคลือบสีดำและสายทำมาจากหนังและด้ายจากภายในรถยนต์ปอร์เช่ ซึ่งไฮไลต์คือตัวอักษร “Turbo S” ที่จะถูกปั๊มลงบนสาย โดยนาฬิกาจะขับเคลื่อนด้วยกลไก Porsche Design Caliber WERK 01.200 พร้อมการรับรอง COSC และฟังก์ชัน Flyback โรเตอร์ขึ้นลานที่สามารถเลือกได้ สะท้อนดีไซน์จากล้อของ 911 Turbo S หลายรุ่น พร้อมตราสัญลักษณ์ของปอร์เช่ ในสี Turbonite ที่เป็นเอกลักษณ์ และในด้านหลังตัวเรือนสามารถสลักข้อความได้ โดย Chronograph 911 Turbo S ทุกเรือนจะถูกสั่งผลิตด้วยมือแบบสั่งทำพิเศษที่โรงงานนาฬิกาปอร์เช่ในเมืองเกรนเชน (Grenchen) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Porsche 911 Turbo S 10
911 เทอร์โบ เอส ใหม่ เปิดให้สั่งจองแล้ววันนี้ในประเทศไทย โดยราคาสำหรับ 911 เทอร์โบ เอส รุ่นคูเป้ เริ่มต้นที่ 27,900,000 บาท และราคาสำหรับ 911 เทอร์โบ เอส รุ่นคาบริโอเลตเริ่มต้นที่ 29,200,000 บาท โดยคาดว่าทั้ง 2 รุ่นจะสามารถส่งมอบ์ได้ในช่วงกลางปี 2026

(มีคลิปวีดีโอ) “ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์ตร้า แพ็ค” รุ่นพิเศษ ปรับโฉม 3 รุ่น แร็พเตอร์-ไวลด์แทรค-XLS เจาะตลาดคนรักการแต่งรถ พร้อมประกันโรงงาน

0
Ford Ranger Extra Pack 1

ฟอร์ด ประเทศไทยสร้างสีสันให้กับตลาดรถกระบะอีกครั้ง ปรับโฉมรถกระบะ 3 รุ่นย่อยพิเศษ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์ตร้า แพ็ค’ มอบทางเลือกใหม่สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการแต่งรถ ให้เป็นกระบะสุดแกร่งที่มาพร้อมชุดแต่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวส่งตรงจากโรงงาน นำโดยสุดยอดรถกระบะสมรรถนะสูงฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ตร้า แพ็ค เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 รถกระบะที่ตอบโจทย์ทั้งความสมบุกสมบัน และการใช้ชีวิตประจำวันอย่างฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เอ็กซ์ตร้า แพ็ค รุ่น 2.0 ลิตร เทอร์โบ และฟอร์ด เรนเจอร์ XLS เอ็กซ์ตร้า แพ็ค กระบะ 4 ประตูยกสูง รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด ทั้งสามรุ่นย่อยมาพร้อมการรับประกันตัวรถและอุปกรณ์เสริมพิเศษนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร เปิดจองผ่านช่องทางออนไลน์ www.ford.co.th วันที่ 12 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น.เป็นต้นไป

นายเมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “เราทราบว่าลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับการปรับแต่งรถให้ดูมีสไตล์ ดุดัน และโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ฟอร์ดจึงตอบโจทย์นี้ด้วย ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์ตร้า แพ็ค’ ที่นำรถรุ่นเรือธงมาตกแต่งเพิ่มความเท่และดุดัน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์เสริมมาตรฐานจากโรงงาน ลูกค้าจะได้รับรถที่พร้อมใช้งานในสไตล์ที่ต้องการทันที โดยมั่นใจได้ทั้งในคุณภาพของอุปกรณ์เสริมและการรับประกันจากฟอร์ด เพื่อมอบความคุ้มค่าและความมั่นใจในทุกการขับขี่”

Ford Ranger Extra Pack 2

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ตร้า แพ็ค เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ขั้นสุดแห่งรถกระบะที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันชาญฉลาด และดีไซน์ที่ดุดัน ได้รับการปรับลุคเสริมความแกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์ ด้วยสปอร์ตบาร์ใหม่สุดเท่ สร้างความโดดเด่นให้กับรถกระบะสมรรถนะสูงสุดในตระกูลเรนเจอร์ เพิ่มลวดลายแสดงสุดยอดแห่งขุมพลัง ด้วยสติกเกอร์ลายเอกลักษณ์เฉพาะแร็พเตอร์ เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 เท่านั้น พร้อมยกระดับการเดินทางให้คอออฟโรดตัวจริง ด้วยโช้คอัพ FOXTM แบบ Live Valve Internal Bypass 2.5 นิ้ว และโหมดการขับขี่ 7 โหมด ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ให้เหนือมาตรฐานสำหรับคอออฟโรดตัวจริง ทั้งยังอวดความเท่ของเครื่องยนต์ วี 6 ได้ด้วยระบบ Active Valve Exhaust ปรับระดับเสียงท่อ 4 โหมด ที่เจ้าของรถควบคุมได้ผ่าน MY Mode ระบบบันทึกการตั้งค่าและเรียกใช้งานตามสไตล์ผู้ใช้รถแต่ละคน โดยสามารถกำหนดรูปแบบพวงมาลัย ระบบกันสะเทือน และท่อไอเสียได้ตามใจชอบ ภายในมอบความสะดวกสบายทุกการเดินทางด้วยห้องโดยสารที่ใช้เบาะหนัง และหนังสังเคราะห์ เฉพาะของแร็พเตอร์ โดยเบาะนั่งคนขับและผู้โดยสาร สามารถปรับไฟฟ้าได้ 10 ทิศทาง และเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงในรถด้วยลำโพง Bang & Olufsen® 10 ตำแหน่ง ที่มีเฉพาะในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 เท่านั้น จำหน่ายในราคา 1,984,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง มีสีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ แอบโซลูท แบล็ก สีขาว อาร์คติค ไวท์ สีเทา คอมมานด์ เกรย์ และสีส้ม โค้ด ออเรนจ์

Ford Ranger Extra Pack  3

ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เอ็กซ์ตร้า แพ็ค รุ่น 2.0 ลิตร เทอร์โบ รถกระบะสำหรับลูกค้าที่มองหาทางเลือกในการใช้รถที่มีสมรรถนะในการขับขี่ พร้อมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือการพักผ่อน มาพร้อมการปรับโฉมใหม่ ด้วยล้ออัลลอยใหม่แบบบีดล็อกขนาด 18 นิ้ว มอบความเท่ที่แตกต่างโดดเด่นพร้อมทุกการผจญภัย สติกเกอร์ลายใหม่ ตกแต่งด้านข้างตัวรถตั้งแต่ประตูด้านหน้าถึงประตูผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมสปอร์ตบาร์ที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นไวลด์แทรคไม่เหมือนใคร ใช้ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มอบกำลังสูงสุด 170 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร ภายในตกแต่งแสดงอัตลักษณ์เฉพาะรุ่นแบบไวลด์แทรค พร้อมด้วยระบบเสียงและความบันเทิง รวมถึงฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ครบครัน จำหน่ายในราคา 1,104,000 บาท พร้อมฟรีประกันภายชั้นหนึ่ง มีสีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ สีขาว อาร์คติค ไวท์ สีเทา เมทิเออร์ เกรย์ และสีดำ แอบโซลูท แบล็ก

Ford Ranger Extra Pack  4

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS เอ็กซ์ตร้า แพ็ค รถกระบะ 4 ประตูยกสูง ที่ตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์สำหรับกลุ่มลูกค้าเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม มาพร้อมรุ่นพิเศษจำนวนจำกัดที่เสริมความสปอร์ตไปอีกขั้นด้วยการปรับโฉมสุดเท่ ไม่ว่าจะเป็นโรลบาร์ใหม่ เพิ่มความดุดันพร้อมเป็นตัวช่วยสำหรับคุณในทุกการใช้งาน และสติกเกอร์ตกแต่งด้านท้ายของตัวรถดีไซน์ใหม่ มอบทางเลือกให้ลูกค้าผู้ที่ต้องการทั้งรถกระบะพันธุ์แกร่งสำหรับการทำงาน และภาพลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร สามารถอวดความดุดันและโดดเด่นไปได้ทุกที่ อัดแน่นด้วยฟังก์ชันที่ตอบโจทย์เจ้าของรถเรนเจอร์ไม่ว่าจะเป็นบันไดข้างและบันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ฝาท้ายกระบะที่สามารถปรับเป็นโต๊ะทำงานช่างอเนกประสงค์ พร้อมจุดยึดอุปกรณ์ช่าง 2 จุด และไม้บรรทัดวัดขนาดแบบ Built-in ที่แบ่งระยะวัดทุก 10 มิลลิเมตร ภายในมอบความสะดวกสบายด้วยเบาะนั่งคนขับปรับ 6 ทิศทาง และด้านผู้โดยสาร 4 ทิศทาง และหน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดแบบสีขนาด 4 นิ้ว พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A รองรับ Wireless Apple CarPlay® และ Android Auto™ จำหน่ายในราคาพิเศษ 809,000 บาท (จากราคาปกติ 934,000 บาท) ตั้งแต่ 12 กันยายน 2568 ถึง 31 ตุลาคม 2568 มีสีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว อาร์คติค ไวท์ และสีเทา เมทิเออร์ เกรย์

Ford Ranger Extra Pack  5

ฟอร์ด เรนเจอร์ เอ็กซ์ตร้า แพ็ค ทั้ง 3 รุ่นย่อย มาพร้อมการรับประกันนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

Ford Ranger Extra Pack  6

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับรถฟอร์ด รุ่นใหม่ ได้ทางเว็บไซต์ฟอร์ด www.ford.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด ประเทศไทย ทั้ง Facebook ฟอร์ด, YouTube Ford Thailand, TikTok Ford Thailand และ Line @FordThailand ผ่านแฮชแท็ก #FordRangerExtraPack #FordRangerRaptor #FordRangerWildtrak #FordRangerXLS #YouCantFakeTough

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ “Nissan Serena e-Power” CMY2025) MPV ไซส์กลาง ขับสนุก นั่งสบาย เทคโนโลยี e-Power ช่วยเรื่องประหยัด

0
Nissan Serena e-Power 1

Nissan Serena e-Power เอ็มพีวี ไซส์กลางที่ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย นำเข้าทั้งคันจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อกระตุ้นตลาด โดยได้กระแสตอบรับอย่างดีจากยอดจองกว่า 1,000 คัน ที่กำลังทยอยส่งมอบให้กับลูกค้า ไฮไลท์ของรถรุ่นนี้นอกจากการออกแบบที่ทันสมัย ยังได้รับการพัฒนาพร้อมขยายความจุของเครื่องยนต์เป็นขนาด 1.4 ลิตร พร้อมระบบ e-POWER เจเนอเรชันล่าสุด ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า รวมถึงระบบความปลอดภัยรอบคัน 360° Safety Shield ในครั้งนี้ Auto Motor Thailand ได้นำมาทดลองพร้อมรีวิวเพื่อประกอบการตัดสินใจ สำหรับใครที่กำลังมองหารถครอบครัวไว้ตอบโจทย์การใช้งาน ติดตามเรื่องราวได้จากรายงาน   

1,690,000 บาท คือค่าตัวของ Nissan Serena e-POWER รหัส C28 ซึ่งทำตลาดในไทยเพียงรุ่นเดียวและใช้ชื่อรุ่นว่า “Highway Star” และคันที่เราได้นำมาทดสอบในครั้งนี้มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน Stylish Package ทั้ง สเกิร์ตกันชนหน้า,ชายบันไดข้าง,สปอยเลอร์หลังคา,ชุดไฟเลี้ยวแบบต่อเนื่อง,ล้ออัลลอยด์ขนาด 16 นิ้ว, คิ้วกันชนท้าย ,กันสาดประตู ,กระจังหน้าแบบสปอร์ต ,ชุดพรมปูพื้น ทั้งหมดในส่วนของชุดแต่งที่กล่าวไว้ มูลค่ารวม 65,290 บาท

Nissan Serena e-Power 2

กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ Next Generation V-Motion ไฟหน้าแบบ Full LED มีไฟ Daytime รวมไว้เสร็จสรรพ ความโดดเด่นของรถคันนี้มาจากประตูสไลด์ไฟฟ้าพร้อมเซ็นเซอร์เท้า สำหรับเข้าออกห้องโดยสาร ประตูท้ายแบบ Dual Back Door แยกส่วนการเปิด/ปิด ไม่ต้องยกทั้งบาน

Nissan Serena e-Power 3

กระจกบานหน้าและหน้าต่างคู่หน้าแบบ Acoustic Glass ช่วยลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ภายในเป็นแบบ 7 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Captain Seat พร้อมโต๊ะอเนกประสงค์พับเก็บได้ และเบาะแถวที่ 3 สามารถปรับเอนและพับเก็บได้ พร้อมพนักพิงศีรษะ 3 ตำแหน่ง

ห้องโดยสารกว้างขวางมาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 3 โซน และระบบฟอกอากาศ Plasmacluster ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ติดตั้งมาตรวัด Full Digital ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว พร้อมการแสดงภาพกราฟิก 3 มิติ พ่วงจอสัมผัสขนาดเดียวกันสำหรับใช้งานระบบ Nissan Connect รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ พร้อมเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย มีปุ่ม Camera ไว้แสดงภาพจากกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitoring – IAVM)

Nissan Serena e-Power 5

Nissan Serena e-Power 6

พัฒนาระบบ e-Power รุ่นล่าสุด โดยใช้ครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.4 ลิตร พละกำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตร ที่ 5,600 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,700 – 8,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 315 นิวตันเมตร ที่ 0 – 3,600 รอบ/นาที เคลมอัตราสิ้นเปลือง 18.2 กม./ลิตร

ระบบ e-PEDAL ยังคงใช้เป็นตัวเร่งการชาร์จไฟ รวมถึงช่วยในการชะลอความเร็วจนถึงหยุดนิ่ง โหมดรขับขี่ให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ Standard, ECO Sport และ EV

Nissan Serena e-Power 5

ระบบช่วงล่างเซ็ทอัพมาให้ขับสบาย ด้านหน้าใช้แบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ระบบเบรกเป็นดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ

ในครั้งนี้ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน 360° SAFETY SHIELD ซึ่งประกอบไปด้วย

-ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ Intelligent Emergency Braking (IEB)
-ระบบการเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชน Intelligent Forward Collision Warning (IFCW)
-สัญญาณหยุดฉุกเฉินอัตโนมัติ ขณะเบรกกะทันหัน (ESS)
-ระบบกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM)
-ระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน Moving Object Detection (MOD)
-ระบบเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW)
-ระบบป้องกันการชนรถในจุดอับสายตา Intelligent Blind Spot Intervention (IBSI)
-ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning (LDW)
-ระบบควบคุมรถเมื่อออกนอกช่องทาง Intelligent Lane Intervention (ILI)
-ระบบเตือนขณะถอยรถ Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ Intelligent Cruise Control (ICC)
-กระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror (IRVM)
-ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)
-ระบบเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (IDA)
-ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ Vehicle Dynamic Control (VDC)
-ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA)
-สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ ขณะเบรกกะทันหัน
-ระบบเสียงเตือนคนเดินถนน VSP (Vehicle Sound for Pedestrian)
-สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้าและหลัง

การใช้งานในเมืองไม่ถือเป็นรื่องยาก เพราะวงเลี้ยวแคบเพียง 5.7 ม. เสียงรบกวนในห้องโดยสารงานมีน้อยมาก จากคุณสมบัติการปกป้องขอกระจก 2 ชั้น ในรูปแบบ Acoustic Glass ทัศนวิสัยในการขับขี่กว้างขวาง มองได้สบาย นำหนักพวงมาลัยผู้หญิงขับสบาย แถมปรับรูปแบบตามการขับขี่ได้หลากรูปแบบ

Nissan Serena e-Power 8

คาแรกเตอร์ของช่วงล่างปรับเซทมานุ่ม นั่งสบาย แต่การยึดเกาะยังคงทำให้การขับขี่สนุนสนาน ระบบ e-POWER ที่ใช้มอเตอรืไฟฟ้าเป็นพลังในการขับเคลื่อน เนื่องจากไม่ต้องรอรอบ เหมือนเครื่องยนต์สันดาป ส่งผลให้ลอยตัวได้รวดเร็ว แต่ก็ประหยัดเอาเรื่อง อัตราสิ้นเปลืองทำได้เกือบ 20 กม.ลิตรตามอีโค่สติกเกอร์เป็นสิ่งการันตี

Nissan Serena e-Power 10

ในส่วนของระบบ e-Power หากเปิดใช้งานยังทีการดึงหนัก ซึ่งหากใช้ในสถานการณ์ลงทางชัน จะช่วยเป็น Engine Brake ได้ในตัว และยั่วยเร่งการชาร์จให้รวดเวยิ่งขึ้น แต่หากปิดการใช้งาน การรีชาร์จพลังงานก็ยังทำปกติ เพียงแต่จะช้ากว่าใช้ระบบช่วย

Nissan Serena e-Power 11

ในขณะนี้ Nissan Sereana e-Power ยังคงล่าแต้มยอดจำหน่ายอยู่อย่างต่อเนื่อง จากลูกค้ากลุ่มที่ไม่ต้องการเสียเวลาในการชาร์จไฟ รวมถึงความเชื่อมั่นในแบรนดืซึ่งหากมองเรื่องหลังการขาย Nissan ยังเป็นต่อรถยนต์แบรนด์ใหม่จากจีนอยู่หลายขุม เพราะเรื่องของเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศนั่นเอง

“มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป” จัด ‘AMAZING 9 EXECUTIVE CAR DAY’ ยกขบวนรถผู้บริหารป้ายแดงในเครือ BMW Group ครบทุกเซกเมนท์ กว่า 50 คัน ราคาสุดว้าว พร้อมลุ้นรางวัลรวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท 10-14 กันยายน 2568 ณ QUARTIER AVENUE ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์

0
AMAZING 9 EXECUTIVE CAR DAY 1

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และ มอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ จัดมหกรรม ‘AMAZING 9 EXECUTIVE CAR DAY’ ที่สุดแห่งการรวมตัวของรถผู้บริหาร บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด รวมกว่า 50 คัน ครบทุกเซกเมนต์ มาจัดแสดงพร้อมจำหน่าย ภายใต้ราคาสุดพิเศษแบบไม่เคยมีมาก่อน ระหว่างวันที่ 10–14 กันยายน 2568 QUARTIER AVENUE ชั้น G และอาคารจอดรถ อาคาร C ชั้น BM ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ หรือรับสิทธิพิเศษสำหรับยนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู ทุกรุ่น ได้ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ และ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขาทั่วประเทศ

AMAZING 9 EXECUTIVE CAR DAY 2

ศรัณย์ อรรถเวทยวรวุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “มิลเลนเนียม ออโด้ กรุ๊ป ร่วมฉลองเดือน 9 ด้วยกิจกรรมสุดว้าวกว่าทุกครั้ง เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ ได้ครอบครองรถผู้บริหารป้ายแดงในเครือ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป กับราคาที่ยากจะปฏิเสธ พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท”

AMAZING 9 EXECUTIVE CAR DAY 3

++ ‘Amazing 9 Executive Car Day’ ที่สุดของดีลแห่งปี งานนี้ไม่ควรพลาด

ภายในงาน เปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจ ได้สัมผัสกับรถผู้บริหารป้ายแดง บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด แบบละลานตากว่า 50 คัน ให้เลือกครบ
จบในงานเดียว มาพร้อมส่วนลดและข้อเสนอที่ไม่ซ้ำกับในโชว์รูม รวมถึงสิทธิประโยชน์
และรางวัลต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท โดยไฮไลท์ภายในงาน มีดังนี้

AMAZING 9 EXECUTIVE CAR DAY 5

 

บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้

  • BMW 220i Gran Coupe ราคาจำหน่ายปกติ 2,119,000 บาท ราคาพิเศษ 1,599,000 บาท*
  • BMW 320d M Sport LCI 1 ราคาจำหน่ายปกติ 2,939,000 บาท ราคาพิเศษ 2,299,000 บาท*
  • BMW 330e M Sport LCI 1 ราคาจำหน่ายปกติ 3,169,000 บาท ราคาพิเศษ 2,099,000 บาท*
  • BMW 530e M Sport Condrive ราคาจำหน่ายปกติ 4,139,000 บาท ราคาพิเศษ 2,499,000 บาท*
  • BMW X1 sDrive20i M Sport ราคาจำหน่ายปกติ 2,739,000 บาท ราคาพิเศษ 1,999,000 บาท*
  • BMW i5 eDrive40 M Sport ราคาจำหน่ายปกติ 5,219,000 บาท ราคาพิเศษ 2,999,000 บาท*
  • BMW i7 xDrive60 M Sport ราคาจำหน่ายปกติ 8,149,000 บาท ราคาพิเศษ 4,899,000 บาท*

AMAZING 9 EXECUTIVE CAR DAY 6

  • ดอกเบี้ยพิเศษ 1.79%*
  • รับประกันคุณภาพนานสูงสุด 6 ปี*
  • นำรถคันเก่ามาเทรด-อิน รับฟรี! กล้องติดรถยนต์ BMW Advanced Car Eye 3.0 มูลค่า 23,000 บาท*
  • ลุ้นรับบัตรโดยสารสายการบินไทย, บัตรที่พักหรูจาก ANATARA VACATION CLUB (Avani+Samui – Pool Villa (3 วัน 2 คืน) พร้อม Avani Spa 60 นาที สำหรับ 2 ท่าน, สมาร์ทวอชต์ Garmin และรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท*
  • MOBILIFE Package มูลค่า 10,000 บาท*

พิเศษสำหรับสมาชิก SCARLET, PLATINUM M CARD และ EM STELLAR รับเพิ่ม Shopping Complex Cash Coupon มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท* และสำหรับสมาชิก M CARD รับคะแนน M Point สูงสุด 160,000 คะแนน* เมื่อจองและออกรถภายในเวลาที่กำหนด

AMAZING 9 EXECUTIVE CAR DAY 5

มินิ มิลเลนเนียม ออโต้

AMAZING 9 กับ MINI Millennium Auto คัดพิเศษ! รถผู้บริหารป้ายแดง ไมล์น้อย 9 คัน
ครบทุกรุ่น พร้อมข้อเสนอที่ทำให้การเป็นเจ้าของมินิง่ายกว่าที่คิด

  • ราคาเริ่มต้นเพียง 1,490,000 บาท*
  • ผ่อนเริ่มต้น 9,999 บาทต่อเดือน*
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง*
  • ฟรี! กล้องติดรถยนต์ MINI Advanced Car Eye 3.0*

AMAZING 9 EXECUTIVE CAR DAY 9

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มิลเลนเนียม ออโต้

  • ยนตรกรรมไฮไลท์ CE04 (ไฟฟ้า 100%), C400GT, R1300GSA, S1000RR*
  • ส่วนลดสูงสุด 264,000 บาท*
  • ประกันภัยชั้นหนึ่ง*
  • ฟรี! เก้าอี้แคมป์ปิ้ง BMW MOTORRAD
  • ฟรี! Dry bag Rack-Pack 30 Touratech waterproof*

เพลิดเพลินกับกิจกรรมสร้างสีสัน ในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ พร้อม Evening Live Music
เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

สอบถามข้อมูล โทร.1286 Millennium Auto Connect

BMW Millennium Auto Line Official: https://bit.ly/2Z3ou46 (@millenniumauto)

Line Official: https://lin.ee/Cg7ysco

FB/IG: MINI Millennium Auto

https://www.millenniumauto.co.th

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

แรงต่อเนื่อง! ครึ่งทางเปิดลงทะเบียน จองสิทธิ์เป็นเจ้าของ ALL NEW SUZUKI FRONX ยอดพุ่ง 2,607 คัน ก่อนเปิดตัว 25 กันยายน

0
ALL NEW SUZUKI FRONX 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยยอดจองสิทธิ์ ALL NEW SUZUKI FRONX ผลตอบรับดีเกินคาด ผ่านครึ่งทางตัวเลขทะลุ 2,607 คัน หลังการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในแบรนด์ซูซูกิได้เป็นอย่างดี

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากการเปิดแคมเปญพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ ALL NEW SUZUKI FRONX ให้สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เพียงครึ่งทางของการเปิดลงทะเบียนมีผู้บริโภคให้ความสนใจจองสิทธิ์เข้ามาสูงถึง 2,607 คัน และยังคงมีลูกค้าให้ความสนใจลงทะเบียนจองสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

All New Suzuki FRONX 1

ALL NEW SUZUKI FRONX ถูกพัฒนาขึ้นมาให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทย การตอบรับอย่างรวดเร็วผ่านยอดจองสิทธิ์ที่ผ่านไปเพียงสองสัปดาห์ ซูซูกิขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความสนใจจองสิทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่น ความไว้วางใจทางด้านคุณภาพ การให้บริการ ว่าเราจะสามารถมอบความคุ้มค่าตั้งแต่ก้าวแรกที่เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่สนใจจองสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าของ ALL NEW SUZUKI FRONX ยังสามารถลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ www.suzuki.co.th/getreadyforfronx ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 24 กันยายน 2568 โดยผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จและทำการจองพร้อมรับมอบรถยนต์ ALL NEW SUZUKI FRONX หลังจากวันที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 จะได้รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท ฟรี

เตรียมพบกับการเปิดตัวและประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ ALL NEW SUZUKI FRONX ได้ในวันที่ 25 กันยายน 2568 นี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.suzuki.co.th หรือโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

“มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ” มอบเงินกว่า 3.5 ล้าน สานต่อเจตนารมณ์สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

0
มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 1

มร. ทาคาชิ ฮาตะ ประธานกรรมการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ยึดมั่นในวิสัยทัศน์องค์กร คือ “วิถีอีซูซุ : ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา” เดินหน้าสานต่อภารกิจอันเป็นประโยชน์เพื่อสังคม ประจำปี พ.ศ. 2568 มอบเงินสนับสนุน มูลค่ารวม 3,580,000 บาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอีก 1,500,000 บาท สำหรับ 6 โครงการ ได้แก่

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 2

•ทุนการศึกษาแก่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 3
•ทุนการศึกษาสำหรับผู้ทุพลลภาพแก่สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 4
•เงินสนับสนุนมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 5
•อุปกรณ์การเรียนแก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 6
•เงินสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 7
•และอุปกรณ์จราจรแก่หน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติรวม 7 หน่วยงาน

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ 10

เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ครอบคลุมทั้งการศึกษา การดำรงชีวิต ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ตลอดจนการเสริมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

“GWM” ค้นหาฮีโร่ตัวจริง ปลุกพลังบวก ชวน TANKER ทั่วประเทศ แชร์โมเมนต์สุดประทับใจในแคมเปญ “TANK HERO MOMENT”

0
GWM 1

GWM (Thailand) มุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก โดยยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” นอกจากความมุ่งมั่นส่งมอบยานยนต์ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ทุกเส้นทางแล้ว แต่รถยนต์ทุกรุ่น ทุกขุมพลังของ GWM ยังเป็นเพื่อนคู่ใจของผู้ขับขี่ที่พร้อมออกผจญภัยไปกับชีวิตจริง และครั้งนี้ GWM ได้ต่อยอดพลังของคอมมูนิตี้ “TANKER CLUB” ให้ก้าวไปอีกระดับ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้ TANK ทุกรุ่น ได้แบ่งปันความเป็น ‘ฮีโร่’ ที่มีอยู่ในตัวเอง ภายใต้แคมเปญล่าสุด “TANK HERO MOMENT” ครั้งแรกในประเทศไทย! ชวน TANKER จากทั่วทุกมุมของประเทศร่วมถ่ายทอดช่วงเวลาแห่งความกล้าหาญ ท้าทาย ความมีน้ำใจ และแรงบันดาลใจ ผ่านภาพถ่ายหรือรูปแบบวิดีโอภายใต้เรื่องจริง เพื่อร่วมสร้างพลังบวกให้กับคอมมูนิตี้ TANKER และสังคมไทย พร้อมลุ้นเป็น TANK HERO of THE MONTH และ TANK HERO of THE YEAR รับรางวัลจากการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ในทุกเดือนและปี ตั้งแต่ 1 กันยายน 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568

GWM 2

เพราะ “ฮีโร่” สามารถปรากฏขึ้นได้ในหลายแง่มุมของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการยืนหยัดเพื่อดูแลตัวเอง การมอบพลังและความห่วงใยให้กับคนรอบข้าง หรือการลุกขึ้นมาทำสิ่งเล็ก ๆ ที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่ยิ่งใหญ่ต่อสังคม ทุกโมเมนต์ล้วนสะท้อนความหมายของการเป็น “ฮีโร่” ในแบบที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น
•Self: การเป็นฮีโร่เพื่อตัวเอง ผ่านการพัฒนาศักยภาพและการเดินทางตามเป้าหมายชีวิต
•Family & Friends: การเป็นฮีโร่เพื่อครอบครัวและเพื่อน ด้วยการดูแล ยืนเคียงข้าง และเป็นกำลังใจ
•Society: การเป็นฮีโร่เพื่อสังคม ผ่านการช่วยเหลือชุมชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

GWM 3

กติกาและรูปแบบกิจกรรม

GWM 5

1.TANK HERO of The Month ประจำเดือนกันยายน
1.1 ผู้ใช้งานรถ GWM TANK 300 และ NEW GWM TANK 500 ถ่ายภาพโมเมนต์ที่ผู้ใช้ภาคภูมิใจ พร้อมเล่าเรื่องราวฮีโร่ในนิยามของตัวเอง
1.2 โพสต์เรื่องราวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของผู้ใช้ ในรูปแบบรูปภาพหรือวิดีโอ ตั้งโพสต์เป็นสาธารณะ
พร้อมติดแฮชแท็ก #TANKHEROMOMENT และแท็ก @GWMTANKTHAILAND และ @GWMTHAILAND
1.3 ผู้ใช้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกใจคณะกรรมการมากที่สุดจะได้รับรางวัล 1. เหรียญ TANK HERO MOMENT จำนวน 1 เหรียญ 2. แจ็กเก็ต TANK HERO MOMENT จำนวน 1 ตัว และ 3. AED เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้ายี่ห้อ Yuwell จำนวน 1 เครื่อง มูลค่ารวมของรางวัลทั้งสิ้น 57,500 บาท
1.4 ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน – 30 กันยายน 2568 (ภายในเวลา 23.59 น.)
1.5 ประกาศผลประจำเดือนกันยายนในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00น. ทาง Facebook Page: GWM TANK THAILAND
1.6 กิจกรรม TANK HERO of The Month จะมีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกเดือน โปรดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Page: GWM TANK THAILAND
2. TANK HERO of The Year 2025
2.1 เมื่อได้รับ TANK HERO of The Month ครบทุกเดือนแล้ว ผู้ชนะจะถูกนำมาคัดเลือกรวม และเปิดให้คนร่วมโหวตออนไลน์ เพื่อค้นหาสุดยอด TANKER ประจำปี พร้อมรับรางวัลชนะเลิศ แพ็กเกจที่พักสุดเอ็กซ์คลู-ซีฟโรงแรม Cape Nidhra หัวหิน มูลค่า 34,000 บาท
2.2 ผู้ร่วมโหวตสามารถกด Like & Comment ใต้โมเมนต์ที่ชื่นชอบ พร้อมเหตุผลที่โดนใจ หากผ่านเกณฑ์คัดเลือก จะได้รับรางวัล Starbucks Card มูลค่า 500 บาท จำนวน 15 รางวัล มูลค่ารวม 7,500 บาท

GWM 5

หมายเหตุ ศึกษารายละเอียดเงื่อนไขและข้อกำหนดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3VJMfrn

หนึ่งในจุดเด่นของแคมเปญ “TANK HERO MOMENT” คือการเลือกของรางวัลเป็น AED เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนความโดดเด่นของแคมเปญและจิตวิญญาณที่แท้จริงของ TANKER ได้อย่างชัดเจน ฉีกจากแคมเปญโดยทั่วไปโดยสิ้นเชิง

เครื่อง AED นี้ไม่เพียงจะช่วยเหลือครอบครัวของ TANKER ในเหตุการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกด้วย การเลือกของรางวัลนี้สะท้อนจิตวิญญาณที่โดดเด่นของแบรนด์ GWM และจิตวิญญาณนี้เองจะดึงดูดให้ผู้ที่สนใจให้อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว TANK มากขึ้นเรื่อย ๆ

GWM 7

ล่าสุด สมาชิก TANKER ในไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นรวมแล้วกว่าเกือบ 6,000 คน โดยเมื่อไม่นานมานี้ TANKER CLUB ได้มีโอกาสต้อนรับ “ป้อง ณวัฒน์” เข้าสู่คอมมูนิตี้รายล่าสุดแล้วเป็นที่เรียบร้อยกับรถ SUV พรีเมียม 7 ที่นั่งคู่ใจอย่าง NEW GWM TANK 500 DIESEL สะท้อนการเติบโตที่แข็งแกร่งของคอมมูนิตี้ผู้ใช้งาน GWM TANK ทั่วประเทศ ที่มี “TANK SPIRIT” หรือจิตวิญญาณเดียวกัน ทั้งในแง่ความเป็นตัวของตัวเอง (Independent), จิตใจที่เปิดกว้างและพร้อมแบ่งปัน (Good at Heart), ความอิสระในการใช้ชีวิต (Freedom), ความรักและศรัทธาในสิ่งที่เลือก (Love & Passionate) มีชีวิตชีวาพร้อมพลังในการสร้างสรรค์ (Active) และความพร้อมในการออกเดินทางผจญภัยในทุกเส้นทาง (Adventurous)

เบื้องหลังทุกการเดินทางของ GWM TANK ไม่ได้มีเพียงจุดหมายปลายทาง แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวที่สะท้อนความเป็นฮีโร่ในแบบที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งคือการเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง บางครั้งคือการอยู่เคียงข้างครอบครัวและเพื่อน หรือบางครั้งคือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมรอบตัว แคมเปญ TANK HERO MOMENT จึงเป็นการเชิญชวนให้ทุกคนออกมาเล่าเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อให้ทุกโมเมนต์ฮีโร่ถูกบันทึกและส่งต่อเป็นพลังบวกให้กับโลกใบนี้

 

“กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย” ผนึกกำลังผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์มอบความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน จ.เพชรบูรณ์

0
กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย 1

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับตัวแทนผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในพื้นที่ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมฉับพลันในจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยในครั้งนี้ กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ได้ส่งมอบถุงยังชีพให้แก่ คุณศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ณ. ที่ว่าการอำเภอหล่มสัก เพื่อนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ รวมมูลค่าความช่วยเหลือกว่า 300,000 บาท แสดงถึงความมุ่งมั่นของกองทุนในการยืนหยัดเคียงข้างประชาชนไทยในยามวิกฤต

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย 2

ทั้งนี้ในปี 2568 กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน 4 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย น่าน แพร่ และเพชรบูรณ์ รวมมูลค่าความช่วยเหลือทั้งสิ้นกว่า 800,000 บาท

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย 3

นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังมอบสิทธิพิเศษแก่ลูกค้ารถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ด้วยส่วนลดค่าอะไหล่ 30%* ส่วนลดค่าแรง 10% ส่วนลดเคมีภัณฑ์และอุปกรณ์ตกแต่ง 10% รวมถึงบริการล้างแอร์แบบไม่ถอดตู้ในราคา ลด 20% โดยสามารถนำรถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้าในจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แก่ บริษัท เพชรบูรณ์ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด สำนักงานใหญ่ และสาขาหล่มสัก

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย 4

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ยังคงเดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจให้ประชาชนในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและฟื้นฟูชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย 8

 

“NEW MG IM6” ผ่าน Euro NCAP ระดับ 5 ดาว บทพิสูจน์ผู้นำรถ Premium Intelligent e-SUV มาตรฐานระดับสากล

0
NEW MG IM6 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ทัดเทียมกับอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ด้วยการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่มีมาตรฐานสากลในระดับสากล

ล่าสุดกับ NEW MG IM6 รถ e-SUV อัจฉริยะ ได้ตอกย้ำความมั่นใจให้กับผู้บริโภคชาวไทยด้วยการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวสูงสุดจาก Euro NCAP ซึ่งผลคะแนนดังกล่าวมาจากการประเมินผลการทดสอบอย่างครอบคลุมในทุกมิติ โดยองค์กรอิสระที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ตอกย้ำบทบาทของ NEW MG IM6 ในฐานะ “The First-ever Premium Intelligent e-SUV” ที่ไม่เพียงแต่มอบเทคโนโลยีอัจฉริยะเหนือระดับ แต่ยังผสานมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยได้อย่างไร้กังวล

NEW MG IM6 2

2025 Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) ได้เผยการวัดผลคะแนน NEW MG IM6 ในแต่ละด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารผู้ใหญ่ (Adult Occupant) ความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant) ความปลอดภัยสำหรับคนเดินถนน (Pedestrian) และระบบช่วยเหลือความปลอดภัย (Safety Assist) ซึ่งผ่านการประเมินความปลอดภัยของรถยนต์อย่างเข้มงวด สามารถคว้าระดับความปลอดภัย 5 ดาว จากมาตรฐาน Euro NCAP ดังนี้

•การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection) อยู่ที่ 90% มีการทดสอบด้านความปลอดภัยทั้งการชนด้านหน้าและด้านข้าง พบว่าห้องโดยสารของ NEW MG IM6 ยังมีความเสถียร ปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่งได้อย่างดี พร้อมลดแรงกระแทกด้วยระบบถุงลมนิรภัยรอบคัน ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง รวมถึงเบาะหน้าพร้อมพนักพิงศีรษะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บขณะชนท้าย นอกจากนี้ประตูสามารถปลดล็อคได้ในกรณีที่รถจมน้ำ เพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง
•การปกป้องผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant Protection) อยู่ที่ 85% ในการทดสอบชนทั้งด้านหน้า และด้านข้าง พบว่า NEW MG IM6 ให้การปกป้องที่ดีเยี่ยมสำหรับทุกส่วนสำคัญของร่างกาย ทั้งหุ่นทดสอบจำลองเด็กอายุ 6 ปี และ 10 ปี นอกจากนี้ ถุงลมนิรภัยด้านหน้าสามารถปิดการทำงานได้เพื่อให้สามารถติดตั้งเบาะนิรภัยเด็กแบบหันหน้าไปด้านหลังในตำแหน่งดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม และมีการแสดงข้อมูลชัดเจนแก่ผู้ขับขี่เกี่ยวกับสถานะของถุงลมนิรภัย
•การปกป้องความเสี่ยงของผู้ใช้ถนน (Vulnerable Road Users) อยู่ที่ 83% ระบบความปลอดภัยของ NEW MG IM6 ออกแบบมาเพื่อลดแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ที่สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อผู้ใช้ถนน เช่น คนเดินเท้า ผู้ขี่จักรยาน และมอเตอร์ไซค์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระบบยังปกป้องผู้ที่อยู่ด้านหลังรถและยานพาหนะอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ NEW MG IM6 ยังติดตั้งกล้องรอบคันเพื่อช่วยป้องกันการเปิดประตูกระแทกรถจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ด้านผู้ขับ
•ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัย (Safety Assist) อยู่ที่ 87% โดยได้นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ขับขี่ ทั้ง ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ที่ทำงานได้ดีทั้งกับยานพาหนะ รอบคัน ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย ทั้งเบาะโดยสารด้านหน้าและหลัง ระบบตรวจสอบสถานะคนขับ (Direct Driver Monitoring System) สามารถตรวจจับอาการเหนื่อยล้าได้ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้อยู่ในช่องทางจราจร (Emergency Lane Keeping) ที่ช่วยปรับทิศทางและประคองรถเมื่อออกนอกเลนและเข้าช่วยในสถานการณ์คับขัน รวมถึง ระบบช่วยเหลือด้านความเร็ว (Adaptive Cruise Control) ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกให้ระบบตั้งค่าการจำกัดความเร็วได้โดยอัตโนมัติ

NEW MG IM6 3

NEW MG IM6 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียมที่พร้อมด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้นและเทคโนโลยีครบครัน บนแชสซีดิจิทัลอัจฉริยะใหม่ (IM Digital Chassis) ที่ทำจากอะลูมิเนียม มอบความสมดุลและประสิทธิภาพในการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม ขับเคลื่อนด้วยพลังสูงสุด 778 แรงม้า และแรงบิด 802 นิวตันเมตร ในรุ่น Performance AWD และรองรับการเดินทางได้ไกลสูงสุดถึง 750 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) ในรุ่น Premium Long Range ด้วยสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูง 800V และแพลตฟอร์มที่ออกแบบโดยเฉพาะจาก SAIC MOTOR CORPORATION ทำให้ชาร์จเร็วขึ้นด้วย รองรับกำลังสูงสุด 396 kW เติมพลังจาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 18 นาที* เพื่อให้การเดินทางเต็มประสิทธิภาพ NEW MG IM6 ใช้ระบบแบตเตอรี่ขั้นสูงที่พัฒนาร่วมกับ CATL ที่มาพร้อมมาตรการป้องกันความร้อนที่ล้ำสมัย และมาตรฐาน EU (ECE-R100.03) ทำให้มั่นใจได้ในความปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้นยังมาพร้อมเทคโนโลยีที่ยกระดับทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ One Touch iAD Auto Parking Assist ฟังก์ชัน One Touch Escape สำหรับออกจากช่องจอดแคบ และระบบ One Touch Reverse ที่ช่วยถอยหลังอัตโนมัติได้สูงสุด 100 เมตรในซอยตัน พร้อมระบบความปลอดภัย Advanced Synchronized Protection System อันล้ำสมัย โดยเฉพาะจุดเด่นอย่าง ระบบอัจฉริยะแสดงผลในที่มืดและฝนตก (Intelligent Rainy Night Mode) ที่ผสานการทำงานของกล้องรอบคัน การปรับค่าช่วงล่างถุงลมอัตโนมัติในรุ่น Performance AWD ช่วยลดปัญหาทัศนวิสัยในการมองเห็นระหว่างการขับขี่ ในขณะที่ความปลอดภัยก็ได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษเช่นกัน ด้วยโครงสร้างตัวถังเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงและเหล็กกล้าเกรดพิเศษ ครอบคลุมกว่า 80% ของตัวรถ เพื่อให้มีความแข็งแกร่งสูงสุดและปกป้องผู้โดยสารอย่างเต็มที่ พร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง รวมถึง Center Airbag เพิ่มชั้นการป้องกันอีกระดับ เพื่อลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ในกรณีที่เกิดการชนด้านข้าง ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบเพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุด และได้รับการการันตีความเชื่อมั่นโดยผ่านการรับรองมาตรฐานระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ในครั้งนี้

NEW MG IM6 6 4

ปัจจุบัน NEW MG IM6 มีให้เลือกถึง 3 รุ่น เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง ได้แก่ รุ่น Premium 2WD ที่เน้นความหรูหราพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ เหมาะสำหรับผู้ใช้ในเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายและความมีสไตล์ ในราคาพิเศษ 1,299,900 บาท ส่วนรุ่น Premium Long Range ตอบโจทย์ผู้ที่ใช้งานทางไกลบ่อยครั้ง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ ด้วยระยะทางสูงสุด 750 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ราคาพิเศษ 1,499,900 บาท และ รุ่น Performance AWD สำหรับผู้ที่มองหาสมรรถนะขั้นสุด ด้วยมอเตอร์คู่และแบตเตอรี่ขนาด 100 kWh อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.48 วินาที พร้อมระบบช่วงล่างระบบถุงลม ราคาพิเศษ 1,699,900 บาท ทั้งหมดนี้คือการนำเสนอทางเลือกที่ใช่ สำหรับความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งานในประเทศไทยอย่างแท้จริง *ระยะเวลาในการชาร์จขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังไฟของเครื่องชาร์จ

NEW MG IM6 5

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “การที่ NEW MG IM6 ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ถือเป็นเครื่องยืนยันความเป็น “โกลบอลโมเดล” อย่างแท้จริง เพราะไม่ได้เป็นเพียง “The First-ever Premium Intelligent e-SUV” ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมการออกแบบที่เน้นความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งนับเป็นรถยนต์ เอ็มจี รุ่นที่สองของปีนี้ที่ได้รับการรับรองระดับสูงสุด ต่อจาก NEW MG S5 EV ความสำเร็จที่ต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ที่จะยกระดับยนตรกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับดีไซน์และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวด้วยเครือข่ายศูนย์บริการครบวงจรกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ ความพร้อมของคลังอะไหล่ รวมถึงการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุม ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในทุกการเดินทางและตลอดการใช้งานรถยนต์ได้อย่างไร้กังวล”

ลิงก์วิดีโอการทดสอบการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาวจาก Euro NCAP https://www.youtube.com/watch?v=PptL4gay6lw

ทั้งนี้ รถที่ใช้ทดสอบ Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) ในครั้งนี้ เป็นรถ MG IM6 ที่จำหน่ายในยุโรป
โดยมีองค์กรที่เกิดจากความร่วมมือของกระทรวงคมนาคมในสหภาพยุโรป สมาคมยานยนต์ และสมาคมประกันภัยในประเทศต่าง ๆ โดยมีหน้าที่ในการทดสอบการชน (Crash Test) และการประเมินความปลอดภัยของรถยนต์ที่ครอบคลุมในทุกมิติ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

เปิดคลัง”วอลโว่” ให้เข้าชมกันครั้งแรก! เลือกรุ่นที่ใช่ กับแคมเปญที่ชอบ ในงาน Volvo Warehouse Mega Deal พร้อมสิทธิประโยชน์มูลค่าสูงสุดถึง 1,000,000 บาท

0
วอลโว่ 1

ครั้งแรกจาก วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย กับงาน Volvo Warehouse Mega Deal งานที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อรถใหม่วอลโว่ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า 100% อาทิ Volvo EX90, Volvo EX40, Volvo EC40 และ Volvo EX30 หรือรถปลั๊กอินไฮบริด รุ่น Volvo XC90 โฉมใหม่, Volvo XC90, Volvo XC60 และ Volvo S90 หรือรถผู้บริหาร รถป้ายแดงไมล์น้อย (Volvo Selekt) ถึงคลังสินค้า โดยไม่เพียงลูกค้าสามารถเลือกรุ่นรถ สเปค หรือสีที่ต้องการ แต่ยังสามารถเลือกแคมเปญส่งเสริมการขายที่ปรับได้ดั่งใจบนสิทธิประโยชน์มูลค่า 200,000 – 1,000,000 บาท (แล้วแต่รุ่น) และข้อเสนอเพิ่มเติมในงานซึ่งจะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 13 – 14 และ 17 – 21 กันยายน พ.ศ. 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ คลังสินค้าวอลโว่ ถนนบางนา-ตราด กม. 23

งาน Volvo Warehouse Mega Deal คืองานที่ผู้สนใจเป็นเจ้าของรถวอลโว่ไม่ควรพลาด เนื่องจากเป็นงานเดียวที่ผู้สนใจสามารถเลือกชมรถทุกรุ่น ทุกสี ที่พร้อมจำหน่าย พร้อมทดลองขับได้ตรงจากคลังสินค้าวอลโว่ และรับข้อเสนอเพื่อส่งเสริมการขายสุดพิเศษ อาทิ

สำหรับรถใหม่ภายในงาน เลือกรับสิทธิประโยชน์มูลค่า 200,000 – 1,000,000 บาท* (แล้วแต่รุ่น) พร้อมรับ
•ฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่งเป็นระยะเวลา 1 ปี
•บริการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
•บริการหลังการขาย ได้แก่
oบริการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
oบริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 ปี
หรือเลือกรับ
•บริการหลังการขายตามแพ็คเกจ Volvo Premium Service Package Pro (แล้วแต่รุ่นที่ร่วมรายการ)
oบริการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
oบริการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
oบริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 ปี
•เครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่แรงดันสูงแบบติดผนัง และบริการตรวจสภาพระบบไฟฟ้าและติดตั้ง

สำหรับรถผู้บริหาร รถป้ายแดงไมล์น้อยที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของวอลโว่ คาร์ (Volvo Selekt certified used cars) ในงาน

รถไฟฟ้า 100%
•EX30 Ultra – Twin MY24 สี Moss Yellow ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท มาพร้อม VPSP Pro มีเพียง 1 คันเท่านั้น
•EX30 Ultra – Single MY25 สี Moss Yellow ราคาเริ่มต้น 1.32 ล้านบาท มาพร้อม VPSP Pro มีเพียง 2 คันเท่านั้น
•EX30 Ultra – Twin MY25 สี Moss Yellow ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท มาพร้อม VPSP Pro มีเพียง 3 คันเท่านั้น
•EX90 Ultra – Twin 7 seats MY25 สี Sand Dune ราคาเริ่มต้น 3.94 ล้านบาท มาพร้อม VPSP Pro มีเพียง 1 คันเท่านั้น
รถปลั๊กอินไฮบริด
•S60 Ultimate Dark MY24 สี Onyx Black ราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท มาพร้อม VPSP Pro มีเพียง 2 คันเท่านั้น
•S90 Ultimate Bright MY24 สี Onyx Black MY24 ราคาเริ่มต้น 2.39 ล้านบาท มาพร้อม VPSP Pro มีเพียง 1 คันเท่านั้น
•XC90 Plus Dark MY24 สี Onyx Black ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท มาพร้อม VPSP Pro มีเพียง 2 คันเท่านั้น
•XC90 Ultimate Bright MY24 สี Denim Blue ราคาเริ่มต้น 2.99 ล้านบาท มาพร้อม VPSP Pro มีเพียง 1 คันเท่านั้น
พิเศษสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนร่วมงานที่เว็บไซต์ https://cutt.ly/wrK5wxaG และทดลองขับภายในงาน รับฟรี บัตรกำนัลสตาร์บัคส์ มูลค่า 500 บาท**

ผู้สนใจร่วมงานสามารถเดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวที่ คลังสินค้าวอลโว่ ถนนบางนา-ตราด กม. 23 (แผนที่ https://cutt.ly/irK5rwjX) หรือ ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อจองคิวใช้บริการรถรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีบางนา

หมายเหตุ
*สิทธิประโยชน์สูงสุดสำหรับการซื้อรถวอลโว่เท่านั้น ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://cutt.ly/wrK5wxaG
**สิทธิมีจำนวนจำกัด

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้ที่
เว็บไซต์ – www.volvocars.com/th
Facebook – https://www.facebook.com/volvocarsth
Youtube – https://www.youtube.com/user/VolvoCarsThailand
LINE – https://page.line.me/002olnns?oat_content=url&openQrModal=true

เยี่ยมชม Volvo Studio ICONSIAM ได้ที่ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และ เยี่ยมชม Volvo Studio EmSphere ได้ที่ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวอลโว่ สำหรับสอบถามข้อมูลทั่วไป กรุณาโทร 02-544-0446

สำหรับลูกค้าวอลโว่ปัจจุบันสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าได้ที่ https://bit.ly/459u6HD