Home Blog Page 8

“GWM” เปิดตัวแพ็กเกจขยายการรับประกันแบตเตอรี่ GWM ORA5 EV ยาวนานถึง 10 ปี หรือ 220,000 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้น 6,500 บาท

0
GWM ORA 5 EV 2

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุดเดินหน้าสร้างความมั่นใจระยะยาวให้แก่ลูกค้า GWM ORA 5 EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นยอดนิยม ด้วยการแนะนำ “แพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่นานสูงสุด 10 ปี และ แพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี” เพื่อส่งมอบความคุ้มครองที่ครอบคลุมและอุ่นใจยิ่งขึ้น โดยสิทธิ์ความคุ้มครองสามารถส่งต่อให้แก่ผู้ครอบครองคนใหม่ได้และไม่จำกัดระยะทางการขับต่อปีภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด  สำหรับลูกค้า GWM ORA5 EV  ที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิ์เพื่อซื้อแพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่และรถยนต์ ได้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2569

GWM ORA 5 EV 1

แพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่และรถยนต์สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น GWM ORA5 EV  มีรายละเอียดดังนี้ :

  • แพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี หรือ 220,000 กิโลเมตร

รับสิทธิ์ขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่ ซึ่งครอบคลุมชิ้นส่วนสำคัญหลัก 3 รายการ ได้แก่ แบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ จากมาตรฐานเดิม 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร เพิ่มเป็นสูงสุด 10 ปี หรือ 220,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ในราคาจำหน่าย 6,500 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

  • แพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร

รับสิทธิ์ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ที่ครอบคลุมระบบสำคัญ ทั้ง 8 ระบบ ได้แก่ ระบบระบายความร้อน, ชุดเพลาหน้าและท้าย, ระบบเบรก, ระบบไฟฟ้า, ระบบบังคับเลี้ยว, ระบบความปลอดภัย, ระบบปรับอากาศ และระบบชาร์จไฟฟ้า จากเดิม 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร เพิ่มเป็น 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ในราคาจำหน่าย 10,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทั้งนี้แพ็กเกจนี้จะไม่ครอบคลุมแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ เนื่องจากชิ้นส่วนดังกล่าวอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของแพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่

GWM ORA 5 EV 3

ทั้งนี้ ความคุ้มครองที่ระบุในแพ็กเกจดังกล่าวจะผูกติดกับตัวรถยนต์และสามารถส่งต่อให้ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์คนใหม่ได้ และไม่จำกัดระยะทางการขับขี่ต่อปีโดยลูกค้าต้องนำรถเข้ารับการบำรุงรักษาตามระยะที่บริษัทฯ กำหนด  และต้องใช้อะไหล่แท้ ณ ศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของ GWM เท่านั้น

คุณสมบัติและเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ:

  • เงื่อนไขตัวรถ : สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล GWM ORA 5 EV ที่ใช้งานภายในประเทศ มีอายุการใช้งานไม่เกิน 1 ปี หรือระยะทางสะสมไม่เกิน 15,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) นับจากวันส่งมอบ
  • สภาพรถยนต์ : จะต้องไม่ผ่านการดัดแปลงระบบไฟฟ้าหรือระบบขับเคลื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีประวัติอุบัติเหตุร้ายแรง น้ำท่วม หรือไฟไหม้
  • การดูแลรักษา : มีประวัติเข้ารับการบำรุงรักษาตามระยะครบถ้วน และเลือกใช้อะไหล่แท้ ณ ศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของ GWM เท่านั้น
  • ข้อยกเว้นความคุ้มครอง : ทั้งนี้ ความคุ้มครองไม่รวมถึงการเสื่อมสภาพตามปกติ อุบัติเหตุ การใช้งานผิดประเภท และการละเลยการบำรุงรักษาตามระยะที่บริษัทฯ กำหนด

GWM ORA 5 EV 4

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงการจัดทำแพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่และรถยนต์สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น GWM ORA5 EV ว่า “สิ่งที่ GWM ให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือการดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจและโปร่งใส และเชื่อว่าการรับประกันที่ดีที่สุด คือการรับประกันที่ไม่มีเงื่อนไขซ่อนเร้นและสามารถตรวจสอบได้ สำหรับระยะเวลา 10 ปี หรือ 220,000 กิโลเมตร ถือเป็นระยะที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับการใช้งานจริงของลูกค้า และยิ่งไปกว่านั้นความคุ้มครองที่ลูกค้าสามารถส่งต่อให้เจ้าของคนใหม่ได้ยังช่วยรักษามูลค่ารถในระยะยาว ทั้งนี้ GWM มุ่งมั่นให้ลูกค้า ORA 5 EV  ใช้รถได้อย่างอุ่นใจ มั่นใจได้ว่ารถของคุณจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเต็มประสิทธิภาพตลอดการใช้งาน เพราะการดูแลของเราไม่เคยจบลงแค่วันส่งมอบรถ”

ปัจจุบัน GWM มีศูนย์บริการมาตรฐาน GWM Partner Store มากกว่า 71 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการรับรองเฉพาะทางด้าน EV ที่พร้อมรองรับการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ สำหรับลูกค้า GWM ORA5 EV  ที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิ์เพื่อซื้อแพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่และรถยนต์ ได้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2569

 

 

 

 

“เอ็มจี” ชวนทดลองขับให้ชัด เพื่อความมั่นใจที่ชัวร์ กับแคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” พร้อมแชร์ทริก TEST DRIVE อย่างไร ให้รู้จัก “ตัวตนของรถ”  

0
TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์ 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ชวนผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ เปลี่ยนจากการเสิร์ชข้อมูลบนหน้าจอ สู่การสัมผัสประสบการณ์จริงหลังพวงมาลัย ผ่านแคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” เพื่อให้ผู้สนใจได้สัมผัสรถคันจริง ทดลองขับ ทดลองใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของ พร้อมแชร์เทคนิคการ TEST DRIVE ที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น และเตรียมจัดกิจกรรมที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ เอ็มจี หลากหลายรุ่นระหว่างวันที่ 18 – 20 กันยายน 2569 ณ โชว์รูม เอ็มจี ทั่วประเทศ

TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์ 2การทดลองขับมีความสำคัญในการเลือกรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า เพราะรถอีวีมาพร้อมประสบการณ์ที่แตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป ทั้งเรื่องระบบพลังงาน รูปแบบการขับขี่ การตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้า ความเงียบภายในห้องโดยสาร ไปจนถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และฟังก์ชันอัจฉริยะ
ต่าง ๆ การได้ทดลองใช้งานจริงพร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง จะช่วยให้เข้าใจเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ดีและมั่นใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมือใหม่ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก

TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์ 3

ในขณะที่ เอ็มจี มีรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่การใช้งานในเมือง เน้นขับขี่ง่าย คล่องตัว ไปจนถึงผู้ที่มองหาสมรรถนะ และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ได้ตรงกับความต้องการใช้งานมากที่สุด จึงเกิดเป็นแคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” เชิญชวนผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่มาสัมผัสและทดลองขับ ไม่ว่าจะเป็น NEW MG URBAN  ที่ตอบโจทย์คำว่า “EASY” ขับสบาย ใช้งานสะดวก และช่วยให้ชีวิตง่ายด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ NEW MG S5 EV PLUS
รถอีวีมหาชนที่ใคร ๆ ก็เลิฟ NEW MG4 MY2026 อีวีที่ขับสนุก ตอบสนองได้ตามใจสั่ง รวมถึง MG IM5 และ
MG IM6
สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์การขับขี่ในอีกระดับ และชื่นชอบเทคโนโลยีอัจฉริยะ

TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์ 4

เอ็มจี จึงแนะนำวิธี TEST DRIVE อย่างไร ให้รู้จัก “ตัวตนของรถ” ผ่านการลอง 4 ขั้นตอน ง่าย ๆ ดังนี้

TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์ 6

  • ลองขับ เพื่อสัมผัสบุคลิกของรถ สังเกตการตอบสนองของคันเร่ง พวงมาลัย ระบบเบรก และการควบคุมรถ รวมถึงความรู้สึกระหว่างขับขี่ เพราะผู้ขับขี่แต่ละคนมีสไตล์และความชอบที่ต่างกัน การได้ลองขับด้วยตัวเองจะช่วยให้รู้ว่ารถคันนั้นเหมาะกับเราหรือไม่
  • ลองนั่ง ในแบบที่คุณจะใช้งานจริง ลองปรับเบาะและพวงมาลัยให้เหมาะกับตัวเอง สำรวจตำแหน่งการนั่ง ทัศนวิสัย และพื้นที่ภายในห้องโดยสาร เพื่อดูว่าความสะดวกสบายและพื้นที่ใช้สอยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณหรือไม่
  • ลองใช้ฟังก์ชัน เพื่อดูว่าเทคโนโลยีตอบโจทย์ชีวิตอย่างไร โดยเฉพาะในรถอีวีที่มาพร้อมเทคโนโลยีและฟังก์ชันอัจฉริยะ การทดลองใช้งานจริงจะช่วยให้เข้าใจว่าฟังก์ชันเหล่านั้นทำงานอย่างไร ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ การลงมือลองขับโดยที่มีคนคอยแนะนำ จะทำให้เข้าใจและใช้เทคโนโลยีได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ลองนึกถึงการใช้งานในชีวิตจริง ระหว่างทดลองขับ ลองนึกภาพว่าหากต้องใช้รถคันนี้เดินทางไปทำงานทุกวัน หรือออกทริปวันหยุดกับครอบครัว รถคันนี้จะตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตได้มากน้อยเพียงใด ถ้าจะให้ดี ควรลองขับบนเส้นทางจริงที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะเห็นภาพมากที่สุด

TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์ 7

ทั้งนี้ เอ็มจี เตรียมมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ เอ็มจี หลากหลายรุ่นภายใต้แคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” ที่โชว์รูม เอ็มจี ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 18 – 20 กันยายน 2569 เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองขับ ทดลองใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ของรถ เพราะรถที่ใช่ อาจไม่ได้ตัดสินจากข้อมูลในโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ต้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

“ฟอร์ด ประเทศไทย” ครบรอบ 30 ปี จากฐานการผลิตระดับโลก สู่การสร้างคุณค่าให้ผู้คน ธุรกิจ และชุมชน

0
Ford Thailand 1

ตลอด 30 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวกและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน สร้างคุณค่าตั้งแต่สายการผลิต ครอบคลุมไปถึงชีวิตของผู้คน ธุรกิจ และชุมชนในทุกมิติ ทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การสานต่อความสำเร็จด้านมอเตอร์สปอร์ต การสร้างความผูกพันของคอมมูนิตี้ ตลอดจนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

Ford Thailand 2

นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอด 30 ปี ฟอร์ดเติบโตเคียงข้างประเทศไทยด้วยความร่วมมือจากพนักงาน ผู้จำหน่าย พันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า และชุมชน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนผ่านจำนวนรถยนต์ที่ผลิตหรือส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างงานและพัฒนาทักษะ การเติบโตของพันธมิตรทางธุรกิจ ความไว้วางใจของลูกค้า ความผูกพันของคอมมูนิตี้ผู้ใช้รถ และโอกาสที่เกิดขึ้นกับผู้คนในชุมชน เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนี้ และพร้อมเดินหน้าเคียงข้างประเทศไทยต่อไป”

Ford Thailand 3

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตลอด 30 ปี

ตลอด 30 ปี ฟอร์ดลงทุนสะสมในไทยกว่า 133,000 ล้านบาท ผ่านฐานการผลิตระดับโลก 2 แห่ง คือโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (Ford Thailand Manufacturing: FTM) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AutoAlliance Thailand: AAT) พร้อมผลิตและส่งออกรถยนต์ฝีมือคนไทยไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลกรวมกว่า 3.3 ล้านคัน อีกทั้งมีส่วนสร้างงานอีกนับหมื่นตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ และล่าสุดได้เข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของซูซูกิที่อยู่ข้างโรงงานเอฟทีเอ็มในจังหวัดระยอง เมื่อต้นปี 2569 ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย

Ford Thailand 5

พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ

ฟอร์ดส่งมอบรถยนต์คุณภาพให้ลูกค้าชาวไทยมาโดยตลอดผ่านฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถกระบะตอนครึ่ง (Open Cab) การนำเทคโนโลยีช่วยขับขี่ล้ำสมัยมาใช้ และประเทศไทยยังได้รับเลือกให้เป็นเวทีเปิดตัวระดับโลกของรถยนต์รุ่นสำคัญ อาทิ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันแรก และฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่น 4 ประตู อีกทั้งยังเป็นแบรนด์แรกในไทยที่เปิดตลาดรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ระดับพรีเมียม ด้วยการเปิดตัวฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ที่ผสานการออกแบบและความสะดวกสบายระดับพรีเมียม เข้ากับเทคโนโลยีช่วยขับขี่ขั้นสูงและสมรรถนะออฟโรด จนได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้านับตั้งแต่วันแรกที่เปิดรับจอง

Ford Thailand 5

ยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ  

ภายใต้แนวคิด ‘ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว’ ฟอร์ดพัฒนานวัตกรรมด้านบริการ ให้ลูกค้าได้รับความสะดวก ความมั่นใจ และความประทับใจตลอดการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด ล่าสุดฟอร์ดได้ต่อยอดการดูแลลูกค้าผ่าน Ford Rewards Club โปรแกรมสะสมคะแนนการใช้จ่ายที่ศูนย์บริการ แลกรับส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพิ่มความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของรถ ความไว้วางใจที่ลูกค้ามีทำให้ฟอร์ดได้รับการจัดให้อยู่อันดับ 2 ของด้านความพึงพอใจบริการหลังการขายโดยดิฟเฟอเรนเชียล* อีกทั้งยังสะท้อนในผลการใช้บริการของลูกค้า ทั้งแอปพลิเคชัน Ford app ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 130,000 ราย การนัดหมายเข้ารับบริการผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตเฉลี่ย 26% ต่อปี และอัตราการกลับเข้ารับบริการของลูกค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 83% ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

Ford Thailand 7

พิสูจน์สมรรถนะบนสนามแข่ง สร้างความภาคภูมิใจให้ลูกค้าฟอร์ด

Ford Thailand 8

มอเตอร์สปอร์ตเป็นส่วนหนึ่งในดีเอ็นเอของฟอร์ด และเพื่อสานต่อจิตวิญญาณ ‘แกร่งตัวจริง’ จึงได้เปิดตัวทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ในปีพ.ศ. 2563 และนับตั้งแต่วันแรกที่ลงแข่งขันสามารถคว้าแชมป์มาแล้วถึง 31 รางวัล ทั้งในรุ่นที่ลงแข่งขันและประเภท Overall จากศึกทางเรียบและออฟโรดในเวลาเพียง 7 ปี รวมถึงเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรและช่างเทคนิคได้ทดสอบรถยนต์ภายใต้สภาวะที่ท้าทาย พร้อมนำองค์ความรู้ไปใช้กับการผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ซึ่งเข้าแข่งขันด้วยรถที่พัฒนาบนพื้นฐานของรถโปรดักชันจากโรงงาน และสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันออฟโรดระดับเอเชียถึง 2 ปีซ้อน

Ford Thailand 9

เชื่อมโยงคอมมูนิตี้ สร้างความผูกพันที่มากกว่าการเป็นเจ้าของรถ

ฟอร์ดสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง จนเกิดเป็นคอมมูนิตี้ผู้ใช้รถกว่า 50 คลับทั่วประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสานสัมพันธ์ผ่านการเดินทางร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์พิเศษที่ฟอร์ดจัดขึ้นสำหรับเจ้าของรถอย่าง King of Tough, Raptor Track Experience หรือการเข้าชมการแข่งมอเตอร์สปอร์ต ไปจนถึงกิจกรรมเพื่อชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เรียนรู้และสัมผัสศักยภาพของรถ ขณะเดียวกันความคิดเห็นจากการใช้งานจริงของลูกค้ายังเป็นข้อมูลสำคัญที่ฟอร์ดนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการได้ดียิ่งขึ้น

Ford Thailand 10

สร้างโอกาสและความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

ฟอร์ดสนับสนุนชุมชนผ่านฟอร์ด ฟิแลนโธรพี (Ford Philanthropy) หน่วยงานเพื่อสังคมของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี โดยจัดสรรงบประมาณแล้วกว่า 282 ล้านบาท** ระหว่างปี 2558-2569 สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมกว่า 135 โครงการทั่วประเทศด้วยความร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร 22 แห่ง ครอบคลุมด้านการศึกษา การพัฒนาชุมชน การสร้างทักษะ และการยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมผนึกกำลังพนักงานจิตอาสาและผู้จำหน่ายผ่านกิจกรรม Ford Global Caring Month และ ‘ฟอร์ดร่วมด้วยช่วยสร้าง’ (Ford Building Together)ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในโครงการสำคัญคือ การจัดตั้ง ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน หรือ Ford Community Center (FCC) เป็นพื้นที่กลางเพื่อการเรียนรู้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

Ford Thailand 11

“เราจะเดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พร้อมสานต่อความร่วมมือกับผู้จำหน่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้า และเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นายรัฐการ จูตะเสน กล่าวเพิ่มเติม

หมายเหตุ

* 2026 Thailand Customer Experience Index (CXI) Studies ดัชนีความพึงพอใจงานบริการหลังการขายรถยนต์ในประเทศไทย ประจำปี 2569 ของดิฟเฟอเรนเชียล (Differential)

** งบประมาณมูลค่า 8.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2569

(มีคลิปวีดีโอ) “ฮุนได” เปิดตัว “Hyundai new STARIA Hybrid” คันเดียวครบ เพื่อครอบครัว-ธุรกิจ-เดินทางไกล

0
Hyundai 1

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ MPV พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว The new STARIA Hybrid ชูจุดเด่นในฐานะ MPV 11 ที่นั่ง ครั้งแรก และหนึ่งเดียวในตลาดไทยที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Hybrid ต่อยอดจุดแข็งของ STARIA ทั้งด้านพื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ ด้วยขุมพลัง Turbo Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ห้องโดยสาร และเบาะที่นั่งพรีเมียม ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 รองรับตั้งแต่การเดินทางของครอบครัว การเดินทางระยะไกล ไปจนถึงการใช้งานภาคธุรกิจ พร้อมเสริมความมั่นใจด้วย Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ ภายใต้สโลแกน “11-seater Hybrid. Ready for Every Mission รถไฮบริด 11 ที่นั่ง พร้อมสำหรับทุกภารกิจ” สะท้อนกลยุทธ์ของฮุนไดในการยกระดับทางเลือกในตลาด MPV ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผสานพื้นที่ สมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความอเนกประสงค์ไว้ในรถคันเดียว

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ฮุนไดได้สร้างฐานลูกค้าและความเชื่อมั่นในตลาดรถยนต์ MPV ของประเทศไทยผ่าน Hyundai H-1 ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งกลุ่มครอบครัวและผู้ประกอบการ ด้วยจุดเด่นด้านพื้นที่ ความอเนกประสงค์ และความสะดวกสบาย สิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก H-1 คือ ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับรถที่ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์ชีวิตในหลายรูปแบบ ซึ่งเราได้นำความเข้าใจนี้มาต่อยอดสู่ STARIA พร้อมให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เทคโนโลยี และความสามารถในการรองรับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น”

Hyundai Staria Hybrid 2

“The new STARIA Hybrid จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความแข็งแกร่งของฮุนไดในตลาด MPV ด้วยการนำจุดเด่นของ STARIA Diesel ที่ลูกค้าคุ้นเคย ทั้ง ห้องโดยสารกว้างขวาง 11 ที่นั่ง มอบความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ ด้วยเบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3  ผสานกับระบบขับเคลื่อน Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะแรง แต่ประหยัดน้ำมัน พร้อมเทคโนโลยี Hyundai Bluelink แอปพลิเคชันสั่งงานรถแค่ปลายนิ้ว และเทคโนโลยีช่วยขับขี่ และความปลอดภัยอัจฉริยะ Hyundai SmartSense เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างรถที่รองรับสมาชิกได้ครบ รถที่ขับสบาย หรือรถที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน เพราะ The new STARIA Hybrid รวมทุกคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ในรถคันเดียว พร้อมรองรับทั้งการเดินทางของครอบครัว ทริประยะไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจได้อย่างลงตัว”

Hyundai Staria Hybrid 3

Turbo Hybrid 242 แรงม้า สมรรถนะที่พร้อมรับทุกการเดินทาง ประหยัดน้ำมัน 17.2 กม./ลิตร(1)

Hyundai Staria Hybrid 4

The new STARIA Hybrid ยกระดับสมรรถนะของรถ MPV ขนาดใหญ่ ด้วยระบบขับเคลื่อน Turbo Hybrid ที่ผสานเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร T-GDI Turbo กำลังสูงสุด 178 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 72 แรงม้า และแบตเตอรี่ไฮบริดขนาด 1.49 kWh ให้กำลังรวมสูงสุด 242 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 367 นิวตัน–เมตร ตั้งแต่ 1,000–4,100 รอบต่อนาที ส่งกำลังสู่ล้อหน้า โดยแรงบิดที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ ช่วยให้รถออกตัวและเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเดินทางที่มีทั้งผู้โดยสารและสัมภาระจำนวนมากได้อย่างเหมาะสม เติมเต็มความคล่องตัวและความนุ่มนวลที่ต้องการจากรถสำหรับทั้งครอบครัวและการใช้งานทางธุรกิจ

Hyundai Staria Hybrid 5

นอกจากสมรรถนะที่ตอบโจทย์รถ MPV ขนาดใหญ่แล้ว ระบบ Hybrid ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) ตามมาตรฐาน NEDC(1) ช่วยให้ทุกการเดินทางไปได้ไกลขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Multi-link ที่ให้สมดุลระหว่างความมั่นคงและความสบายในการโดยสาร พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า และดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมความมั่นใจในการควบคุม เพื่อให้ The new STARIA Hybrid พร้อมรองรับตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงการเดินทางระยะไกลในทุกภารกิจ

Hyundai Staria Hybrid 6

11 ที่นั่งเต็มพื้นที่ เทคโนโลยีเต็มคัน ขับนุ่ม มั่นใจยิ่งขึ้นด้วย e-Motion Drive

The new STARIA Hybrid โดดเด่นด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 11 ที่นั่ง บนตัวถังยาว 5,253 มม. กว้าง 1,997 มม. สูง 1,990 มม. และระยะฐานล้อยาว 3,273 มม. ช่วยสร้างพื้นที่ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการเดินทางของครอบครัวขนาดใหญ่ สมาชิกหลายเจเนอเรชัน การเดินทางเป็นกลุ่ม ไปจนถึงการใช้งานเพื่อธุรกิจ พร้อมเพิ่มความสะดวกในการใช้งานจริงด้วย Smart Power Sliding Door ประตูสไลด์ไฟฟ้าทั้งสองด้าน ที่ช่วยให้การขึ้น-ลงรถง่ายขึ้น และ Smart Power Tailgate จัดการสัมภาระทำได้สะดวก ภายในยังมาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกการควบคุมด้านหน้าและด้านหลัง ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะคนขับปรับไฟฟ้าพร้อมระบบดันหลัง พร้อมจุดยึดเบาะเด็กแบบ ISOFIX จำนวน 4 จุด ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ Shift-by-Wire และเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold เพื่อให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ขณะที่ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ช่วยเสริมความมั่นคงและภาพลักษณ์ที่แข็งแรงให้กับตัวรถ

ด้านเทคโนโลยี The new STARIA Hybrid มาพร้อมหน้าจอสัมผัส Infotainment ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto พร้อม Hyundai Bluelink สำหรับเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เสริมความสะดวกด้วยช่องชาร์จ USB Type-C จำนวน 7 จุด ที่กระจายภายในห้องโดยสาร พร้อม Surround View Monitor กล้องมองภาพรอบทิศทาง และเซนเซอร์กะระยะด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องควบคุมรถในพื้นที่จำกัด ขณะที่อุปกรณ์ด้านความสะดวกและความบันเทิง เช่น Wireless Charger และระบบเครื่องเสียงพรีเมียม BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ช่วยยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้พร้อมสำหรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและทริประยะไกล

Hyundai Staria Hybrid 7

นอกจากนี้ The new STARIA Hybrid ยังมาพร้อม e-Motion Drive เทคโนโลยีที่ประสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและ ECU เพื่อยกระดับความนุ่มนวลในการโดยสาร ความแม่นยำในการควบคุม และเสถียรภาพของตัวรถ ผ่านระบบ e-Ride ที่ช่วยลดการสั่นและการโยนตัว, e-Handling ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำขณะเข้าโค้ง, e-EHA ที่เสริมการควบคุมในจังหวะหักหลบ และ e-Traction ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและรักษาเสถียรภาพของรถ ให้การขับขี่คล่องตัว มั่นคง และมั่นใจยิ่งขึ้นในหลากหลายสถานการณ์

Hyundai SmartSense 15 ระบบ เพราะทุก Mission ต้องมาพร้อมความมั่นใจ

The new STARIA Hybrid มาพร้อม Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การใช้งานในเมือง การเดินทางระยะไกล การควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ไปจนถึงการเปลี่ยนเลนและการถอยรถ โดยมีระบบสำคัญ อาทิ Smart Cruise Control with Stop & Go (SCC) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go, Forward Collision-Avoidance Assist (FCA) ระบบเตือนและช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, Forward Collision-Avoidance Assist with Junction Turning (FCA-JT) ระบบช่วยลดความเสี่ยงขณะเลี้ยวผ่านทางแยก รวมถึง Lane Keeping Assist (LKA) และ Lane Following Assist (LFA) ที่ช่วยสนับสนุนการควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางอย่างเหมาะสม

เสริมการดูแลรอบคันด้วย Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) ระบบเตือนและช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถในจุดอับสายตา, Blind-Spot View Monitor (BVM) ระบบแสดงภาพบริเวณจุดอับสายตา และ Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist (RCCA) ระบบช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ พร้อม High Beam Assist, Safe Exit Assist, Driver Attention Warning, Leading Vehicle Departure Alert, Manual Speed Limit Assist และ Rear Occupant Alert นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยพื้นฐานอย่าง ABS, Electronic Stability Control, Hill-start Assist Control, Multi-Collision Braking, Crosswind Stability Control และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง TPMS เพื่อเสริมความมั่นคงและความอุ่นใจตลอดทุกการเดินทาง

Hyundai Staria Hybrid 8

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว The new STARIA Hybrid ริเริ่มมาจากความเข้าใจลูกค้าที่ต้องการรถที่พร้อมรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ เพื่อบรรลุภารกิจที่สำคัญในแต่ละวัน โดยเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกหลากหลายเจเนอเรชัน และสามารถขับเคลื่อนความสุขของสมาชิกทุกคนในครอบครัวไปพร้อม ๆ กันได้ในรถคันเดียว สำหรับรถ MPV ขนาดใหญ่ 11 ที่นั่ง ที่ต้องรองรับทั้งผู้โดยสารและสัมภาระ วันนี้ ทางฮุนได จึงนำเสนอทางเลือกใหม่ ด้วยขุมพลัง Turbo Hybrid ช่วยให้การออกตัวและการเร่งแซงมีการตอบสนองที่มั่นใจ ขณะเดียวกันยังให้ความนุ่มนวลเมื่อขับขี่ในเมือง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อเดินทางระยะไกล จึงเหมาะทั้งกับการใช้งานของครอบครัวและธุรกิจ เราต้องการให้ Hyundai new STARIA Hybrid เป็นครั้งแรก และหนึ่งเดียวในไทยของรถไฮบริด 11 ที่นั่ง ที่ตอบโจทย์ครอบครัวที่มีสมาชิกหลายเจเนอเรชัน และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ที่สามารถใช้ได้ในทุก ๆ วัน ไม่ว่าภารกิจนั้นจะเป็นการเดินทางระยะสั้น การเดินทางพร้อมสมาชิกเต็มคัน หรือการใช้งานต่อเนื่องตลอดทั้งวัน”

Hyundai Staria Hybrid 9

“จุดสำคัญของ The new STARIA Hybrid คือการทำให้ลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างความอเนกประสงค์กับประสิทธิภาพ รถคันนี้ให้กำลังสูงสุด 242 แรงม้า และแรงบิด 367 นิวตัน-เมตร ขณะเดียวกันยังให้อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วย ดีไซน์ภายนอกใหม่ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าโฉมใหม่ พร้อมไฟท้าย Parametric Pixel LED เมื่อรวมกับ Hyundai SmartSense 15 ระบบ พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ ภายในเบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ ให้มีความสบายยิ่งขึ้น และอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร เราเชื่อว่า The new STARIA Hybrid มีความพร้อมที่จะเป็นรถหลัก สำหรับทั้งครอบครัวและธุรกิจ และรองรับทุกภารกิจได้อย่างแท้จริง”

พร้อมเป็นรถคันหลัก สำหรับทั้งครอบครัวและธุรกิจ
The new STARIA Hybrid
 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น MPV ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ครบยิ่งขึ้น ด้วย 11 ที่นั่ง ขุมพลัง Turbo Hybrid 242 แรงม้า ประหยัดสูงสุด 17.2 กม./ลิตร(1) พร้อม Connected Car Services – Hyundai Bluelink และ Hyundai SmartSense 15 ระบบ จึงพร้อมรองรับทั้งครอบครัว การเดินทางระยะไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจ โดยไม่ต้องเลือกระหว่างความอเนกประสงค์กับประสิทธิภาพ

Hyundai Staria Hybrid 10

The new STARIA Hybrid มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ Hyundai new STARIA Hybrid รุ่น Modern ราคา 2,099,000 บาท และ Hyundai new STARIA Hybrid รุ่น Premium ราคา 2,399,000 บาท พร้อมสีภายนอก Creamy White และ Abyss Black Pearl รวมถึงสีใหม่ Galaxy Maroon Pearl เฉพาะรุ่น Premium จับคู่กับห้องโดยสารสี Obsidian Black เพื่อเติมเต็มทางเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานและสไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

เพื่อฉลองการเปิดตัว ฮุนไดมอบข้อเสนอพิเศษ STARIA Hybrid Privilege Package(3) สำหรับลูกค้า The new STARIA Hybrid รับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.69% พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่งและ พ.ร.บ. นาน 1 ปี รวมถึง Hyundai Smart Careครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการบำรุงรักษาตามระยะนาน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร(2) พร้อมมอบความมั่นใจตลอดการเป็นเจ้าของด้วยการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร(2) และสิทธิ์ขยายการรับประกันภายใต้โปรแกรม myHyundaiCare PLUS สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร(2) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(2) ตลอดจนบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนาน 5 ปี นอกจากนี้ พิเศษสำหรับครอบครัวฮุนได (Hyundai Family) รับส่วนลดเพิ่มเติม 20,000 บาท เมื่อจองและรับรถ The new STARIA Hybrid ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/th/th/build-a-car/special-offers/the-new-staria-hybrid

การเปิดตัว The new STARIA Hybrid สะท้อนความมุ่งมั่นของฮุนไดในการสานต่อความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ MPV ของประเทศไทย จากความไว้วางใจที่ได้รับมาอย่างยาวนานตั้งแต่ Hyundai H-1 สู่การพัฒนา STARIA ให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยี Hybrid เข้ามาเติมเต็มทั้งด้านสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความสะดวกในการใช้งาน พร้อมตอกย้ำแนวทางของฮุนไดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากความต้องการจริงของผู้บริโภค เพื่อให้รถยนต์หนึ่งคันสามารถรองรับได้ทั้งครอบครัว การเดินทาง และธุรกิจ พร้อมสร้างคุณค่าและความมั่นใจตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ

Hyundai Staria Hybrid 11 

ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส The new STARIA Hybrid และทดลองขับได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ เพื่อสัมผัสการตอบสนองของขุมพลัง Turbo Hybrid ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร 11 ที่นั่ง และเทคโนโลยีที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมรับข้อมูลผลิตภัณฑ์ รายละเอียดข้อเสนอ และบริการจากผู้จำหน่ายฮุนไดอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The new STARIA Hybrid ได้ที่ https://www.hyundai.com/th/th/find-a-car/the-new-staria-hybrid/highlights

หมายเหตุ:

  1. อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองสูงสุด 17.2 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน NEDC ตามและเงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด
  2. โปรดสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพรถยนต์และแบตเตอรี่ รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินและบริการยกรถเป็นไปตามเงื่อนไขของรถยนต์แต่ละรุ่นฉบับสมบูรณ์ได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ
  3. ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่10 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารและบริษัทฯ กำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่https://www.hyundai.com/th/th/build-a-car/special-offers/the-new-staria-hybrid

 

“GWM” เปิดบทสรุปความสำเร็จ หลัง GWM TANK 300 DIESEL พิชิตศึก AXCR 2026 ตอกย้ำพลังทีม วิศวกรรม และเทคโนโลยีดีเซล 2.4 ลิตร จากสนามแข่งสู่ความมั่นใจบนถนนจริง

0
GWM Tank 300 Diesel 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM เปิดบทสรุปความสำเร็จของทีม GWM Ek Group Racing Team และ GWM TANK 300 DIESEL หลังสร้างผลงานอันน่าภาคภูมิใจในการแข่งขัน  Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026) ด้วยการนำรถแข่งทั้ง 2 คันผ่านบททดสอบครบทั้ง 6 สเตจ และเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ ท่ามกลางเส้นทางครอสคันทรีสุดโหดกว่า 2,000 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุดของวงการมอเตอร์สปอร์ตเอเชีย ในการแข่งขันครั้งนี้ รถ GWM TANK 300 DIESEL หมายเลข 114 ขับโดย โอฬาร สรสิริรัตน์ พร้อมผู้นำทาง สมเกียรติ น้อยจาด คว้าอันดับ 12 Overall และอันดับ 4 ในรุ่น T2A-D ขณะที่รถ GWM TANK 300 DIESEL หมายเลข 128 ขับโดย โทวัล ธรวรรณเสน พร้อมผู้นำทาง ชัพวิชญ์ จุลสันติรัตน์ จบการแข่งขันในอันดับ 15 Overall และอันดับ 6 ในรุ่น T2A-D สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ความทนทาน และศักยภาพของ GWM TANK 300 DIESEL ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร ในสภาพการใช้งานจริงบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย และสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายตลอดการแข่งขัน

GWM Tank 300 Diesel 2

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า  “ปัจจุบัน GWM มีเครือข่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ครอบคลุมทั้งยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ ครอบคลุมตั้งแต่ห้องปฏิบัติการทดสอบการชน อุโมงค์ลม ไปจนถึงสนามทดสอบที่จำลองสภาพพื้นผิวมากกว่า 100 รูปแบบ อีกทั้งยังมีขีดความสามารถในการทดสอบที่เข้มงวดกว่า 2,000 รายการ ครอบคลุมสภาพถนนและโซนจำลองทุกรูปแบบเท่าที่จะเป็นไปได้  อย่างไรก็ตามเราไม่ได้หยุดอยู่แค่การจำลองในห้องปฏิบัติการ  หลังจากพิสูจน์ยานยนต์ของเราในทะเลทรายอันสุดขั้วของการแข่งขัน Taklimakan Rally การเข้าร่วมศึก AXCR กับเส้นทางออฟโรดในเขตร้อนที่คาดเดาไม่ได้นี้ได้มอบความท้าทายที่แตกต่างออกไป  ยิ่งไปกว่านั้นการแข่งขันปีนี้ที่ถูกจัดขึ้นในประเทศไทย ทำให้เราสามารถพิสูจน์สมรรถนะรถของเราภายใต้สภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศจริงที่ผู้ใช้งานในประเทศไทยต้องเผชิญได้อย่างเต็มที่   ซึ่งการส่ง GWM TANK 300 DIESEL ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร ทั้ง 2 คัน เข้าร่วมการแข่งขันในรุ่น T2 ซึ่งยังคงมีพื้นฐานใกล้เคียงกับรถผลิตจริงมากที่สุด และสามารถเข้าเส้นชัยได้สำเร็จหลังเผชิญเส้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ได้สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจได้ของทั้งแบรนด์และไลน์อัปผลิตภัณฑ์ TANK ของเรา ทั้งในด้านวิศวกรรม โครงสร้างแชสซี ระบบส่งกำลัง และขุมพลังดีเซลที่สั่งสมความเชี่ยวชาญมายาวนานกว่า 30 ปี ได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน”

GWM Tank 300 Diesel 3

รถ SUV ทรงกล่อง Boxy Style ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางแบบออฟโรดขั้นสุด

สำหรับการแข่งขัน AXCR 2026 ทาง GWM ส่ง GWM TANK 300 จำนวน 2 คันลงแข่งขันในรุ่น T2A-D ซึ่งเป็นประเภท Production-Based Vehicle หรือรถที่ยังคงมีพื้นฐานใกล้เคียงกับรถผลิตจริงมากที่สุดตามข้อกำหนดการแข่งขัน โดยยังคงใช้โครงสร้างพื้นฐาน ระบบส่งกำลัง และวิศวกรรมหลักของรถที่จำหน่ายจริง พร้อมปรับอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับการแข่งขัน โดยหัวใจสำคัญของรถแข่งทั้งสองคันคือ เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบแปรผัน (VGT) ที่ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ ซึ่งช่วยส่งมอบแรงบิดอย่างต่อเนื่องในทุกสภาพเส้นทาง ควบคู่กับเทคโนโลยีออฟโรดอัจฉริยะที่ช่วยเสริมความมั่นใจในการควบคุมรถบนเส้นทางที่หลากหลาย ขณะที่ดีไซน์เอกลักษณ์ทรงกล่อง Boxy Style ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแกร่ง แต่ยังให้ความคล่องตัวสูง  และง่ายสำหรับผู้ขับขี่ สะท้อนศักยภาพของ GWM TANK 300 DIESEL ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางแบบออฟโรดขั้นสุด ผ่านการพิสูจน์จริงบนสังเวียนแรลลี่ระดับโลก

GWM Tank 300 Diesel 4

จากห้องทดสอบสู่สนามจริง อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความทนทานเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร และเกียร์ 9AT

หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากการแข่งขันครั้งนี้คือการเก็บข้อมูลการทำงานของรถภายใต้สภาวะขีดสุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่สามารถจำลองได้อย่างสมบูรณ์แม้ในสนามทดสอบมาตรฐานหรือการใช้งานบนถนนทั่วไป การแข่งขัน Asia Cross Country Rally (AXCR) 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีพิสูจน์ความสำเร็จของ GWM TANK 300 DIESEL สามารถคว้าอันดับ 4 และ 6 ในรุ่น T2A-D มาครองได้เท่านั้น แต่ยังเป็น “ห้องปฏิบัติการวิจัยเคลื่อนที่” ที่ดุดันเพื่อทดสอบขีดจำกัดทางวิศวกรรมของตัวรถ โดยภายหลังจบการแข่งขัน ทีมวิศวกรได้ส่งตัวอย่างน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์จากรถแข่ง หมายเลข 114 ไปวิเคราะห์เชิงลึกที่ Focus Lab ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่นที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO9001:2015 โดยผลทดสอบไม่พบความผิดปกติของการเจือปนธาตุ โลหะทั้ง 18 ชนิด (Fine Wear) และ 11 ชนิด (Coarse Wear) ในน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ เป็นการตอกย้ำว่าชิ้นส่วนภายในของเครื่องยนต์ 2.4T และเกียร์ 9AT มีอัตราการสึกหรอที่ต่ำมาก แม้จะถูกเค้นสมรรถนะอย่างหนักหน่วงที่สุดก็ตาม  ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลผลทดสอบยังระบุสถานะ “NORMAL”  (ปกติ) ในทุกมิติ ทั้งชิ้นส่วนโลหะ คุณภาพน้ำมัน และสิ่งเจือปน ถือเป็นอีกหนึ่งผลการพิสูจน์ เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนของ GWM ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาวะสุดขั้วได้เป็นอย่างดี โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพ ความทนทาน และความมั่นใจในการใช้งานจริงของลูกค้า พร้อมต่อยอดสมรรถนะของขุมพลังดีเซล และเทคโนโลยีออฟโรดอัจฉริยะ ให้สามารถรับมือกับสภาพเส้นทางที่หลากหลายได้อย่างมั่นใจและควบคุมได้ง่ายยิ่งขึ้น

GWM Tank 300 Diesel 5

ต่อยอดองค์ความรู้มอเตอร์สปอร์ต มุ่งพัฒนายานยนต์ที่ไว้วางใจได้ในทุกการเดินทาง

ความสำเร็จครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการทำงานร่วมกันภายใน GWM Ek Group Racing Team ซึ่งประกอบด้วยนักแข่ง ผู้นำทาง วิศวกร ช่างเทคนิค ทีมบริการ และทีมสนับสนุนที่ต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดตลอดการแข่งขัน ภายใต้สภาพเส้นทางและสภาพอากาศที่คาดเดาได้ยาก ความพร้อมในการเตรียมรถ การสื่อสารที่ชัดเจน การวางแผนอย่างรัดกุม และการตัดสินใจที่รวดเร็ว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รถทั้งสองคันสามารถเดินทางไปถึงเส้นชัยได้สำเร็จ นอกจากนี้  AXCR 2026 ยังเป็นภาพสะท้อนของความร่วมมือระหว่าง GWM (Thailand) และพาร์ทเนอร์ โดยมี EK Group พันธมิตรสำคัญที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน และร่วมส่งเสริมภาพลักษณ์และตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพ เทคโนโลยี และศักยภาพของผลิตภัณฑ์ GWM ในระยะยาว

GWM Tank 300 Diesel 11

การแข่งขัน AXCR 2026 ยังช่วยสะท้อนภาพของ GWM ในอีกมิติหนึ่ง จากแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่ สู่การแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูงที่สั่งสมมายาวนานกว่า 30 ปี พร้อมตอกย้ำศักยภาพของ GWM ในการตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มองหายานยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับพละกำลัง ความทนทาน และสมรรถนะออฟโรดของเครื่องยนต์ดีเซล

GWM Tank 300 Diesel 5

แม้การแข่งขัน AXCR 2026 จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่สำหรับ GWM นี่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บทใหม่บนเส้นทางมอเตอร์สปอร์ต บริษัทฯ ยังคงศึกษาความเป็นไปได้และโอกาสใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และทิศทางของแบรนด์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต พร้อมตอกย้ำบทบาทของ GWM Motorsport ในฐานะแพลตฟอร์มการเรียนรู้ระยะยาวที่เชื่อมต่อสนามแข่งขันเข้ากับการพัฒนารถยนต์สำหรับการใช้งานจริง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าสามารถไว้วางใจได้ในทุกการเดินทาง

 

 

“นิสสัน” ยกระดับภาษาดีไซน์ของยานยนต์ยุคใหม่ สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น

0
นิสสัน 1

เบื้องหลังความกล้าที่จะแตกต่าง: ถอดรหัสแนวคิดงานออกแบบของนิสสัน เอลแกรนด์ e-POWER ใหม่ ผ่านความประณีต เทคโนโลยี และการใช้งานจริง สำหรับนิสสัน งานดีไซน์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างรูปลักษณ์ที่สวยงาม แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ แนวคิด เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่ต้องการมอบให้กับผู้ใช้งาน

นิสสัน 2

เมื่อแนวทางการออกแบบยานยนต์ยุคใหม่เริ่มมีความใกล้เคียงกันมากขึ้น นิสสันจึงให้ความสำคัญกับการสร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจน โดยนำความประณีตแบบญี่ปุ่นมาผสานเข้ากับรูปทรง วัสดุ และเทคโนโลยีร่วมสมัย

เมื่อทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกัน

สำหรับ นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ design language หรือภาษาดีไซน์ คือแนวคิดที่เชื่อมโยงองค์ประกอบทุกส่วนของรถเข้าด้วยกัน ตั้งแต่รูปทรง สัดส่วน เส้นสาย พื้นผิว แสง สี และวัสดุ ไปจนถึงพื้นที่ภายใน และความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน

นิสสัน 2

ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มรายละเอียดให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้ทุกองค์ประกอบสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกไปจนถึงพื้นที่ภายใน เพื่อให้งานออกแบบ เทคโนโลยี และการใช้งานทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม

เมื่อคุมิโกะกลายเป็นรายละเอียดแห่งอนาคต

แนวทางหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือ ‘Timeless Japanese Futurism’ หรือ การออกแบบที่ผสมผสานระหว่าง ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี (Futurism) เข้ากับ ความเรียบง่าย และจิตวิญญาณดั้งเดิมของญี่ปุ่น (Japanese Traditionalism) ทำให้เกิดความรู้สึกที่ ทันสมัย มาพร้อมด้วยเทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสงบ อบอุ่น และเป็นไปตามกาลเวลา โดยนำความประณีต ความแม่นยำ และความกลมกลืนแบบญี่ปุ่น มาตีความ ผ่านการออกแบบยานยนต์ยุคใหม่ ดังตัวอย่างที่ชัดเจน ของการนำแรงบันดาลใจจากศิลปะงานไม้ดั้งเดิมของญี่ปุ่น หรือ ‘คุมิโกะ’ (Kumiko) มาพัฒนาเป็นลวดลายเรขาคณิตในงานออกแบบ

นิสสัน 3

แทนที่จะหยิบลวดลายดั้งเดิมมาใช้โดยตรง ทีมออกแบบได้ถอดองค์ประกอบสำคัญของคุมิโกะ ทั้งจังหวะ ความต่อเนื่อง และความละเอียดแม่นยำ ก่อนปรับให้เข้ากับวัสดุ เทคนิคการผลิต และบริบทของรถยนต์ยุคใหม่

ลวดลายดังกล่าวจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่ยังช่วยเชื่อมโยงรายละเอียดส่วนต่าง ๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมสะท้อนการประยุกต์งานฝีมือแบบญี่ปุ่นเข้ากับยานยนต์ร่วมสมัย

จากงานออกแบบสู่ประสบการณ์ภายในห้องโดยสาร

แนวคิดการออกแบบไม่ได้หยุดอยู่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังต่อเนื่องเข้าสู่พื้นที่ภายใน โดยให้ความสำคัญกับทั้งความสบาย และประสบการณ์ของผู้โดยสาร

โดยเฉพาะพื้นที่แถวสองที่ได้รับการออกแบบให้เป็นเสมือนเลานจ์ส่วนตัว โดยมีเบาะนั่งแบบ Zero Gravity Seat เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ร่วมกับระบบแสง และความบันเทิงแบบเต็มรูปแบบภายในห้องโดยสาร เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และเป็นส่วนตัวตลอดการเดินทางเสมือน การนั่งรถไฟความเร็วสูงแบบแม่เหล็กลอยตัวของญี่ปุ่น หรือ Private MAG-LEV

จากแนวคิดสู่การใช้งานจริง

เบื้องหลังรูปลักษณ์ที่เรียบง่าย และลงตัว คือกระบวนการพัฒนาที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างทีมออกแบบ และทีมวิศวกรรม เพราะทุกแนวคิดต้องผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัย การผลิต และการใช้งานจริง

นิสสัน 4

สำหรับนิสสัน องค์ประกอบอย่างกระจังหน้า และชุดไฟ แม้จะดูเป็นรายละเอียดที่เข้าใจได้ทันทีเมื่อมองเห็น แต่เบื้องหลังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านวิศวกรรม และระยะเวลาการพัฒนา รวมถึงต้องคำนึงถึงทั้งโครงสร้าง เทคโนโลยี และความเป็นไปได้ในการผลิต เพื่อให้สามารถผลิต และใช้งานได้จริง โดยยังคงแนวคิดด้านรูปลักษณ์ และประสิทธิภาพของรถไว้

แม้แต่องค์ประกอบอย่างสีตัวถังแบบทูโทน ก็ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพื่อสร้างความโดดเด่น แต่ยังต้องคำนึงถึงตำแหน่งของแนวสี และความสัมพันธ์กับสัดส่วนโดยรวม เพื่อช่วยเสริมให้เส้นสายของรถดูเรียบหรู และโฉบเฉี่ยวมากขึ้น

กระบวนการเหล่านี้สะท้อนว่างานดีไซน์ของนิสสันไม่ได้พัฒนาจากความสวยงามเพียงมิติเดียว แต่เป็นการผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับความแม่นยำทางวิศวกรรม เพื่อให้องค์ประกอบด้านรูปลักษณ์ เทคโนโลยี และการใช้งานทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

ต่อยอดแนวคิดสู่ยานยนต์ยุคใหม่

นิสสันยังคงพัฒนาแนวทางการออกแบบอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีเอกลักษณ์ พร้อมตอบโจทย์ทั้งด้านรูปลักษณ์ เทคโนโลยี และการใช้งานจริง

สัมผัสอีกขั้นของภาษาของการออกแบบยานยนต์แห่งอนาคตได้ใน นิสสัน เอลแกรนด์ e-POWER ใหม่

 

“STARFARER” ชวนคนรัก Mercedes-Benz รวมตัวใจกลางกรุงเทพฯ งาน “MORNING CAR MEET IN THE CITY” ที่คนรัก Mercedes-Benz จากทุกเจเนอเรชันจะได้มาพบกัน เปิดให้ทุกคนที่รักและชื่นชอบ Mercedes-Benz เข้าร่วมงาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถ 19 กันยายน 2569 เวลา 06.00–12.00 น. ณ อาคารจอดรถ centralwOrld ชั้น 5½ และ 6

0
STARFARER 1

STARFARER เตรียมจัดงาน “MORNING CAR MEET IN THE CITY” การรวมตัวของคนรัก Mercedes-Benz ใจกลางกรุงเทพฯ ในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 06.00–12.00 น. ณ อาคารจอดรถ centralwOrld ชั้น 5½ และ 6 เปิดพื้นที่ให้คนที่มี Passion เดียวกันได้มาพบปะ ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนเรื่องราว และใช้เวลาร่วมกันท่ามกลาง Mercedes-Benz จากหลากหลายรุ่นและหลายยุค

Mercedes-Benz ต่างรุ่น ต่างยุค กับ Passion เดียวกัน

ภายในงานจะได้พบกับ Mercedes-Benz หลากหลายสไตล์ ตั้งแต่รถคลาสสิก รถสปอร์ตและรถสมรรถนะสูง ไปจนถึง Mercedes-Benz รุ่นปัจจุบัน ที่จะมารวมตัวกันในพื้นที่เดียว สะท้อนให้เห็นว่าแม้รถแต่ละคัน ผู้คนแต่ละรุ่น และไลฟ์สไตล์จะแตกต่างกัน แต่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วยความชื่นชอบใน Mercedes-Benz

ภายใต้แนวคิด “Different Models. Generations and Stories. Connected by a Shared Passion for Mercedes-Benz.” STARFARER ตั้งใจให้งานนี้เป็นพื้นที่ของ Community ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเจ้าของรถ Mercedes-Benz แต่เปิดต้อนรับทุกคนที่รัก ชื่นชอบ หรือมี Passion ต่อ Mercedes-Benz ให้ได้มาพบปะ ทำความรู้จัก และเป็นส่วนหนึ่งของ Community เดียวกัน

เช้าวันเสาร์กับ Mercedes-Benz ดนตรี และ Community

นอกจากการรวมตัวของ Mercedes-Benz แล้ว ตลอดช่วงเช้ายังมีกิจกรรม DJ Live, Games & Activities พร้อมของรางวัล รวมถึง Food & Drink Pop-ups ตั้งแต่ Specialty Coffee ไปจนถึง Ice Cream ที่จะมาร่วมเติมบรรยากาศให้เช้าวันนี้เต็มไปด้วยรถ ดนตรี และไลฟ์สไตล์ของคนที่มี Passion เดียวกัน

STARFARER MORNING CAR MEET IN THE CITY จึงไม่ได้เป็นเพียงงานรวมรถ แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดให้คนต่างรุ่น ต่างสไตล์ และต่างเรื่องราว ได้มารู้จักและเชื่อมต่อกันผ่านสิ่งที่มีร่วมกัน คือ Passion ที่มีต่อ Mercedes-Benz

เปิดให้ทุกคนเข้าร่วมงาน เจ้าของรถลงทะเบียนล่วงหน้า

งาน STARFARER MORNING CAR MEET IN THE CITY จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 06.00–12.00 น. ณ อาคารจอดรถ centralwOrld ชั้น 5½ และ 6 เปิดให้ทุกคนที่รักและชื่นชอบ Mercedes-Benz เข้าร่วมงานได้ โดย ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถ Mercedes-Benz

สำหรับเจ้าของรถที่ต้องการนำ Mercedes-Benz มาร่วมใน Car Meet กรุณา ลงทะเบียนรถล่วงหน้า เนื่องจากพื้นที่สำหรับรถที่เข้าร่วมงานมีจำนวนจำกัด

ลงทะเบียนนำรถ Mercedes-Benz เข้าร่วมงาน

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeQGe3U8_xsUwcFf1CSrNuwPzLJfETaoSA89arTWuKRUUkkiw/viewform?usp=header

 

ส่องสเปก “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” ทั้ง 3 รุ่น ก่อนเปิดขายไทย 19 ตุลาคมนี้!

0
ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เผยไฮไลต์สเปก “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี รุ่นเรือธงเจเนอเรชันใหม่ ซึ่งกำหนดเปิดตัว พร้อมจำหน่าย 3 รุ่นย่อยอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 สานต่อตำนาน “ปาเจโร” สู่บทใหม่ของยนตรกรรมที่สะท้อนความเป็นที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยการผสาน “ความมั่นใจในการขับขี่” (Confidence) จากสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอันทรงพลังและเทคโนโลยีล้ำสมัย เข้ากับ “ความสะดวกสบาย” (Comfort) ทั้งด้านความสบายของห้องโดยสารและความคล่องตัวในการควบคุมรถ ก่อนก้าวไปอีกขั้นกับ “ความเหนือระดับ” (Prestige) ผ่านคุณภาพและความประณีตในทุกมิติ เพื่อเติมเต็มทุกการเดินทางและปลุกจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยอย่างแท้จริง

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร 1

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร มาด้วยขุมพลังคลีนดีเซล 2.4 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบ Single Variable-Geometry Turbocharger (VGT) ให้พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมและการตอบสนองที่ฉับไว ตั้งแต่ออกตัวไปจนถึงการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด (8AT) ที่ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่นและต่อเนื่อง พร้อมโหมดสปอร์ต (Sport Mode) และ Paddle Shift เพื่อเพิ่มความสนุกและความคล่องตัวในการควบคุมรถในหลากหลายสถานการณ์ ขณะเดียวกัน ช่วงล่างยังได้ปรับปรุงใหม่ ให้เกาะถนนทั้งทางดำและทางฝุ่นได้อย่างมั่นคงและนุ่มนวล รวมถึงยังยกระดับสมรรถนะการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อนแบบ Super-All Wheel Control (S-AWC) เอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II) ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) และ 7 Drive Mode ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้อย่างสบายใจในทุกสภาพถนน สภาพอากาศ และทุกรูปแบบการเดินทาง ตอกย้ำความเป็นปาเจโรที่พร้อมรับมือกับทุกเส้นทางที่ท้าทายออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร 3

ดีไซน์ภายนอกของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ยังคงถ่ายทอดความแกร่งในแบบรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี ด้วยมิติตัวถังรูปทรงบึกบึนและริ้วเส้นสายที่ทรงพลัง พร้อมนำเสนอกระจังหน้าแบบ Kendo Mask ในรุ่นเริ่มต้นและรุ่นกลาง ขณะที่รุ่นท็อปโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าแบบ Honeycomb พร้อมชุดตกแต่งพิเศษบริเวณกันชนหน้าและกันชนหลัง รวมถึงแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ (Skid Plate) และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมความเท่และความสง่างามให้กับตัวรถ ตลอดจนระบบไฟสว่างอัตโนมัติเมื่อปลดล็อก (Welcome Light) และไฟแอนิเมชันขณะล็อกและปลดล็อกรถ (Dynamic Flow Light) ที่สะกดทุกสายตา

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร4

ภายในห้องโดยสารได้รับการจัดพื้นที่และตำแหน่งเบาะนั่งอย่างเหมาะสม เพื่อมอบพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง
แก่ผู้โดยสารในทุกแถว ทั้ง 7 ที่นั่ง ให้ความรู้สึกไฮเอนด์ด้วยวัสดุเบาะหนังและหนังสังเคราะห์เกรดพรีเมียมในโทนสีน้ำตาลคาเมล (Camel) ที่จับคู่กับสีดำ (Black) อย่างมีชั้นเชิง ยกระดับความความเงียบ และความผ่อนคลายภายในห้องโดยสาร ด้วยกระจกกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass) ที่ติดตั้งทั้งกระจกประตูบานหน้าและบานหลัง ควบคู่กับวัสดุลดเสียงรบกวนที่ติดตั้งอย่างทั่วถึง ช่วยลดเสียงลมปะทะและเสียงเครื่องยนต์ระหว่างการเดินทาง เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถพูดคุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังมอบความสะดวกสบายขั้นสุดด้วยเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ระบบจดจำตำแหน่งเบาะนั่งคู่หน้า พวงมาลัย และกระจกมองข้าง โดยหน้าจอบริเวณด้านหน้าของห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากหน้าจอแนวนอนบริเวณคอนโซลหน้าของปาเจโรรุ่นแรก ซึ่งนำมาปรับใช้ให้ร่วมสมัยผ่านแผงหน้าจอแบบชิ้นเดียว (Monolithic Dual Display) ที่เชื่อมต่อหน้าจอระบบสัมผัสและหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ขนาด 14.3 นิ้ว จำนวน 2 หน้าจออย่างไร้รอยต่อ ก่อนเติมเต็มสุนทรียภาพด้วยเครื่องเสียง Dynamic Sound Yamaha Ultimate พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง คุณภาพสูง ดื่มด่ำคุณภาพเสียงเต็มอรรถรสตลอดการเดินทาง พิเศษยิ่งขึ้นด้วยหลังคากระจกพาโนรามา สัมผัสความโปร่งโล่ง พร้อมเปิดรับทัศนียภาพรอบตัว

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร 6

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร 7

มอบความอุ่นใจที่เหนือกว่าเดิม ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Senseครอบคลุม 360 องศา เสริมด้วยระบบเตือนและป้องกันการออกนอกเลน (LDP, LDW) ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (LCDN) ระบบเตือนรถสวนด้านหน้า (FCTA) ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน ในกรณีเหยียบคันเร่งผิดพลาด (EAPM) ระบบตรวจจับวัตถุเคลื่อนที่ (MOD) ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลังออกจากช่องจอด (RCTB) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) และระบบช่วยอ่านป้ายจราจร (TSR) รวมถึงยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะMI-PILOT ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและลดภาระของผู้ขับขี่ระหว่างการเดินทาง เสริมความมั่นใจและความปลอดภัยให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างเต็มเปี่ยม

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร 7

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร พร้อมจำหน่าย 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นเริ่มต้น รุ่นกลาง และรุ่นท็อป อย่างเป็นทางการ ที่โชว์รูมมิตซูบิชิกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ ในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ได้ที่

https://all-new-pajero.mitsubishi-motors.co.th/th

“CP Foton x SPARK EV” ขยายระบบนิเวศสถานีชาร์จรถเพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทย เตรียมเปิดสถานีชาร์จเพื่อภาคขนส่งกว่า 50 แห่ง

0
CP Foton x SPARK EV 3

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์คุณภาพสูงแบรนด์ “ซีพี โฟตอน” (CP FOTON) ในประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท สปาร์ค อีวี จำกัด ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ชั้นนำของประเทศไทย ประกาศแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภาคโลจิสติกส์ไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านการขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จเร็วสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าและกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะมากกว่า 50 แห่ง  เพื่อผลักดันการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดในระบบขนส่งอย่างเต็มรูปแบบ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ทั่วประเทศ

CP Foton x SPARK EV 2

นายเฉิน เต๋อเม่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า “เพื่อขับเคลื่อนภาคการขนส่งไทยให้ก้าวสู่ Green Logistics อย่างยั่งยืน CP FOTON มุ่งมั่นผลักดันการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครอบคลุม ทั้งการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับธุรกิจขนส่งยุคใหม่อย่างครบวงจร ความร่วมมือกับ SPARK EV ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศการชาร์จสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์ให้ตอบโจทย์การใช้งานเชิงธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับรถ CP FOTON แต่ละรุ่นได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและเวลาในการชาร์จได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน  รวมทั้งเติมเต็มความมั่นใจให้ผู้ประกอบการขนส่งทางไกลสามารถเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างราบรื่น โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน”

CP Foton x SPARK EV 3

ด้าน นายวรวีร์ ปลูกเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท สปาร์ค อีวี จำกัด  กล่าวว่า   “ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ SPARK EV มีแผนขยายเครือข่ายสถานีชาร์จเร็วมากกว่า 50 แห่ง บนเส้นทางขนส่งสินค้าสายสำคัญทั่วประเทศไทย โดยแต่ละแห่งจะมีความพร้อมทั้งด้านระบบการชาร์จและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับขี่รถเพื่อการพาณิชย์อย่างครบครัน  ในฐานะผู้ให้บริการและบริหารเครือข่ายสถานีชาร์จ (Charge Point Operator: CPO) SPARK EV มุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับเครือข่ายสถานีชาร์จสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบขนส่งพลังงานสะอาดในประเทศไทย ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขยายพอร์ตการให้บริการของ SPARK EV เข้าสู่เซกเมนต์ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์อย่างเต็มตัว”

CP Foton x SPARK EV 4

นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังมีแผนร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ได้แก่

  • โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จกำลังสูง : ร่วมพัฒนาโซลูชันสถานีชาร์จเร็วกระแสตรง (DC Fast Charging) กำลังสูง ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการพลังงานของรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดใหญ่และกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ
  • การเชื่อมต่อระบบและข้อมูล : เชื่อมต่อแพลตฟอร์มโมบายแอปพลิเคชันผ่าน API พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลการใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนเส้นทาง บริหารจัดการการชาร์จ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรถเพื่อการพาณิชย์

CP Foton x SPARK EV 5

ทั้งนี้ เพื่อมอบสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า CP FOTON ได้มอบสิทธิประโยชน์ด้านการชาร์จผ่าน “EV Card” มูลค่า 10,000 บาท ของ SPARK EV สำหรับลูกค้าที่ซื้อ eView Connect รถตู้ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์รุ่นใหม่ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 นี้ หรือจนกว่า ของจะหมด

“เอ็มจี” ชวนเจ้าของ MG URBAN อัปสกิลการใช้รถ สู่การเป็น “URBAN DRIVER” ตัวจริง

0
MG 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดคลาสเพิ่มความรู้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้กับลูกค้าผ่านเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “MG URBAN UP SKILL & WORKSHOP” สำหรับเจ้าของรถ MG URBAN เพื่อให้รู้จักรถคู่ใจอย่างรอบด้าน ทั้งเทคโนโลยี ฟังก์ชัน การดูแลรักษา และการใช้งานอย่างถูกต้อง พร้อมดึงประสิทธิภาพของรถมาใช้ได้เต็มที่ เสริมความมั่นใจให้ขับสนุก ปลอดภัย และ LIFE EASY กว่าที่เคยในทุกการเดินทาง

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดคลาสเพิ่มความรู้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้กับลูกค้าผ่านเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “MG URBAN UP SKILL & WORKSHOP” สำหรับเจ้าของรถ MG URBAN เพื่อให้รู้จักรถคู่ใจอย่างรอบด้าน ทั้งเทคโนโลยี ฟังก์ชัน การดูแลรักษา และการใช้งานอย่างถูกต้อง พร้อมดึงประสิทธิภาพของรถมาใช้ได้เต็มที่ เสริมความมั่นใจให้ขับสนุก ปลอดภัย และ LIFE EASY กว่าที่เคยในทุกการเดินทาง 2

“MG URBAN UP SKILL & WORKSHOP” จัดขึ้น ณ อาคารคาเบรียล แมรี่ ศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ด้านยานยนต์พลังงานใหม่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ โดยมีเจ้าของรถ MG URBAN เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 60 ท่าน เริ่มต้นด้วยช่วง TECHNICAL TALK จากผู้เชี่ยวชาญ เอ็มจี ที่พาเจาะลึกเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า ฟังก์ชัน และเทคโนโลยีอัจฉริยะของ MG URBAN ที่ช่วยให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันง่ายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งแนะนำการดูแลระบบแบตเตอรี่ การชาร์จไฟที่ถูกต้องและปลอดภัย ตลอดจนบริการหลังการขาย และการรับประกัน เพื่อให้เจ้าของรถเข้าใจทั้งขั้นตอนใช้งาน และดูแลรักษารถได้อย่างถูกวิธี

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดคลาสเพิ่มความรู้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้กับลูกค้าผ่านเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “MG URBAN UP SKILL & WORKSHOP” สำหรับเจ้าของรถ MG URBAN เพื่อให้รู้จักรถคู่ใจอย่างรอบด้าน ทั้งเทคโนโลยี ฟังก์ชัน การดูแลรักษา และการใช้งานอย่างถูกต้อง พร้อมดึงประสิทธิภาพของรถมาใช้ได้เต็มที่ เสริมความมั่นใจให้ขับสนุก ปลอดภัย และ LIFE EASY กว่าที่เคยในทุกการเดินทาง 3

อีกหนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมที่มีกูรูสายรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง คุณกอล์ฟ‒CG GO และคุณอ็อฟ‒Tsuit Review ที่สุดของเรื่องรีวิว มาร่วมแชร์ประสบการณ์ และทริกการขับขี่ MG URBAN ในสถานการณ์ต่าง ๆ อาทิ เทคนิคการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าทางไกล การขับขี่ขึ้น–ลงเขา การใช้งานระบบช่วยเหลือการขับขี่ฃั้นสูง (ADAS) อย่างปลอดภัย รวมถึงเทคนิคการขับรถยนต์ไฟฟ้าให้ประหยัด และคุ้มค่ามากขึ้น

เอ็มจี 5

นายฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ดังนั้นความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในตัวผลิตภัณฑ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ เอ็มจี เราไม่ได้ให้ความสำคัญแค่เพียงนำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าเท่านั้นต่เราอยากส่งต่อองค์ความรู้ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การใช้งานเทคโนโลยี การดูแลรักษา ไปจนถึงการรับมือในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยทั้งต่อตัวผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้รถบนท้องถนน กิจกรรม MG URBAN UP SKILL & WORKSHOP ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ให้เราได้แบ่งปันความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง สอดคล้องกับแนวคิดของ เอ็มจี ที่อยากให้ทุกการเดินทาง
และการใช้ชีวิตของลูกค้าเป็นเรื่องง่ายดายอย่างแท้จริง”

เอ็มจี 6

หลังจากได้รับความรู้ในภาคทฤษฎี ผู้เข้าร่วมยังมีโอกาสได้ลงมือเรียนรู้กับรถยนต์ไฟฟ้าจริงผ่าน 4 เวิร์กชอปโดยหมุนเวียนเข้าร่วมกิจกรรมจนครบทุกสเตชัน ได้แก่ การใช้งานฟังก์ชันฉุกเฉิน การใช้งานอุปกรณ์ฉุกเฉิน การใช้งานระบบ i-SMART และความรู้เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าแรงดันสูง (HV) และระบบชาร์จ โดยใช้เวลา 40 นาทีต่อสเตชัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์และการใช้งานจริงอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมเปิดโอกาสให้สอบถามข้อสงสัยกับทีมผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ช่วยเปลี่ยนเรื่องเทคนิคอันซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

เอ็มจี 7

กิจกรรมในครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงให้ลูกค้ารู้จัก MG URBAN มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำแนวคิดของ เอ็มจี
ในการสร้างประสบการณ์หลังการขายที่มีคุณค่า ด้วยการเติมเต็มทั้งองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ใหม่ ๆ
ให้ลูกค้าได้สัมผัสจริง เพราะเมื่อเทคโนโลยีที่อยู่ในรถถูกใช้อย่างถูกวิธี ความสะดวก ความมั่นใจ และความปลอดภัย
ก็จะเกิดขึ้นได้พร้อมกันในทุกการเดินทาง และเป็นอีกหนึ่งพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

เอ็มจี 10

สำหรับใครที่สนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของ ‘THE URBAN CLUB’ สามารถติดตามรายละเอียดและอัปเดตกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ Facebook: MG Thailand

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand