Home Blog Page 9

(มีคลิปวีดีโอ)“อีซูซุ” เดินหน้าสานต่อโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” แห่งที่ 47 แก่โรงเรียนบ้านไหล่สูง จังหวัดอุบลราชธานี”

0
อีซูซุ 1

กลุ่มอีซูซุในประเทศไทย โดย มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และคุณสมศรี พร้อมญาติ ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 11 กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาสิ่งที่ดีให้สังคมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งมอบระบบน้ำดื่มสะอาดในโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” แห่งที่ 47 ให้แก่ โรงเรียนบ้านไหล่สูง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของนักเรียนและครูในโรงเรียนรวมถึงคนในชุมชนตอกย้ำปรัชญาการดำเนินธุรกิจ หรือ “วิถีอีซูซุ” นั่นคือ “ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา”

มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต’ เป็นโครงการเพื่อสังคมระยะยาวที่กลุ่มอีซูซุมุ่งมั่นดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความตั้งใจที่จะส่งมอบน้ำดื่มสะอาดให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศไทยให้นักเรียนและบุคลากรในสถานศึกษาได้มีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอและยั่งยืน แม้ในช่วงเวลาที่สังคมต้องเผชิญกับความท้าทายและสถานการณ์   อันยากลำบาก กลุ่มอีซูซุยังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่จะสานต่อโครงการ ‘อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เยาวชนไทย และส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมต่อไป”

อีซูซุ 1

โรงเรียนบ้านไหล่สูง ตำบลไหล่ทุ่ง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี  เปิดสอนตั้งแต่ระดับ   ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงเรียนแห่งนี้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภค เนื่องจากแหล่งน้ำในพื้นที่มีคุณภาพไม่เหมาะสม ทั้งยังพบปัญหาน้ำสนิม น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ซึ่งไม่สามารถบำบัดด้วยเครื่องกรองน้ำทั่วไปที่โรงเรียนมีอยู่ในปัจจุบันได้ จึงทำให้มีความจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำดื่มสำหรับบริโภคทั้งหมด ในปริมาณสัปดาห์ละ 15 ถัง ราคาถังละ 15 บาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 900 บาท ต่อเดือน หากโรงเรียนบ้านไหล่สูงได้รับการสนับสนุนจากโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อน้ำดื่ม และสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ที่ยังขาดแคลนภายในโรงเรียนได้ ด้วยเหตุนี้กลุ่มอีซูซุจึงส่งทีมงานลงพื้นที่พร้อมเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลสำรวจปัญหาและติดตั้งระบบน้ำดื่มสะอาดที่ประกอบด้วย ระบบบ่อน้ำบาดาลครบวงจร ระบบกรองน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐาน อาคารผลิตน้ำดื่ม พร้อมจัดอบรมวิธีการใช้งาน การทำความสะอาด และการบำรุงรักษาให้แก่บุคลากรที่รับผิดชอบ รวมทั้งการเข้าไปตรวจสอบคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้มาตรฐานด้านสุขอนามัย โครงการนี้จะช่วยให้นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน และชุมชนใกล้เคียงกว่า 3,000 คน ได้มีน้ำดื่มสะอาดถูกหลักอนามัยบริโภคอย่างต่อเนื่อง พร้อมขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลที่ความลึก 44 เมตร ซึ่งมีอัตราการสูบน้ำ 10 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (10,000 ลิตรต่อชั่วโมง) และติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคภายในโรงเรียนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว จะช่วยสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียนและบุคลากรได้อย่างยั่งยืน

อีซูซุ 4

นอกจากนี้ โครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” ได้เพิ่มอุปกรณ์พิเศษในกระบวนการผลิตน้ำดื่มสะอาด นั่นคือการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของอีซูซุในเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งเป็นนโยบายหลักของอีซูซุ รวมทั้งการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทยในการใช้พลังงานจากทรัพยากรทดแทน และยังช่วยลดค่าไฟฟ้าของโรงเรียนได้ประมาณ 3,000 บาท ต่อเดือนอีกด้วย

อีซูซุ 6 อีซูซุ 6

คุณสมศรี พร้อมญาติ ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 11 กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงโครงการว่า “รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่โรงเรียนบ้านไหล่สูงได้รับการสนับสนุนจากโครงการอีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต และขอขอบคุณกลุ่มอีซูซุในประเทศไทย ที่ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับโรงเรียนและชุมชนโดยรอบ ทำให้นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนในพื้นที่มีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านระบบประปาและการปรับปรุงคุณภาพน้ำให้กับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่อีกด้วย ถือเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับชุมชนอย่างแท้จริง”

อีซูซุ  9

คุณจารุวรรณ เสียงไพเราะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านไหล่สูง กล่าวถึงปัญหาน้ำที่โรงเรียนว่า “โรงเรียนขาดแคลนน้ำไม่มีน้ำบริโภคและอุปโภค ในบ่อของเราน้ำมีไม่เพียงพอถ้าหน้าฝนน้ำจะมีดินโคลนปะปน หน้าแล้งก็แทบจะเรียกว่าไม่มีน้ำ ทำให้เราขาดแคลนน้ำที่ใช้ในโรงเรียนอย่างมาก ทางกลุ่มอีซูซุในประเทศไทยพบกับปัญหาที่สำคัญของเราและได้มาช่วยสร้างอาคารผลิตน้ำดื่มที่ใช้สำหรับอุปโภคบริโภค ต้องขอบพระคุณโครงการอีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต เพราะน้ำที่อีซูซุสร้างให้กับพวกเรานั้นเป็นน้ำที่ได้มาตรฐานสามารถดื่มได้     เป็นการพัฒนาให้ลูกนักเรียนได้เจริญเติบโตได้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงและเป็นเด็กที่ดีต่อไปค่ะ”

อีซูซุ 10

โครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” เป็นโครงการระยะยาวที่กลุ่มอีซูซุมุ่งมั่นตามปณิธานที่ได้ตั้งไว้ว่า จะดำเนินโครงการนี้จนกว่าจะไม่มีโรงเรียนในประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องน้ำดื่มสะอาดอีกต่อไป เพื่อตอบแทนสังคมโดยมีเป้าหมายที่จะบรรเทาความเดือดร้อนปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดให้หมดไป อีซูซุยังมุ่งเน้นแนวคิด “Isuzu Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ตอกย้ำคุณค่าแบรนด์อีซูซุที่อยู่เคียงข้างคนไทย และเติบโตคู่สังคมไทย ที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการทำธุรกิจในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนประเทศไทยต่อในอนาคตอย่างยั่งยืน

อีซูซุ 13

 

“Leapmotor” สร้างสถิติใหม่! ยอดส่งมอบรถเดือนสิงหาคมทะลุ 103,129 คัน เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 เพิ่มขึ้นกว่า 80.72% ในประเทศจีน

0
Leapmotor 1

Leapmotor เดินหน้าสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก 103,129 คัน ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 80.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมทำสถิติยอดส่งมอบทะลุ 100,000 คัน เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และครองอันดับ Top 4 แบรนด์รถยนต์ NEV ระดับโลก และ Top 3 แบรนด์ NEV สัญชาติจีน

ในเดือนสิงหาคม 2569 Leapmotor สร้างผลงานโดดเด่นด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 103,129 คัน นับเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันที่บริษัทสามารถทำยอดส่งมอบทะลุหลัก 100,000 คัน และยังเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันที่ Leapmotor สร้างสถิติยอดส่งมอบรายเดือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าทั่วโลก

ยอดส่งมอบในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นถึง 80.72% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ Leapmotor ก้าวขึ้นติดอันดับ Top 4 แบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ระดับโลก และ Top 3 แบรนด์ NEV จากประเทศจีน ตอกย้ำศักยภาพในการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันในตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ระดับสากล

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่ง Leapmotor สร้างประวัติศาสตร์ด้วยยอดส่งมอบ 101,267 คัน และกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่สัญชาติจีนรายแรกที่สามารถทำยอดส่งมอบรถยนต์

ทะลุ 100,000 คันต่อเดือน สะท้อนถึงทิศทางการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก

จากความต้องการที่แข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ในหลากหลายเซกเมนต์ ส่งผลให้ Leapmotor มียอดส่งมอบสะสมในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 รวม 560,883 คัน เพิ่มขึ้น 70.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมครองตำแหน่งผู้นำในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ NEV สัญชาติจีนรายใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์และความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่เริ่มจำหน่ายรถยนต์ในปี 2563 Leapmotor มียอดส่งมอบรถยนต์สะสมทั่วโลกแล้วทั้งสิ้น 1,759,320 คัน โดยบริษัทสามารถก้าวผ่านหลัก 1.5 ล้านคัน ได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และสามารถเพิ่มจำนวนรถยนต์ที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้าทั่วโลกได้มากกว่า 250,000 คันภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนถึงอัตราการขยายตัวที่โดดเด่น รวมถึงความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั้งในตลาดจีนและตลาดต่างประเทศ

ด้วยจุดแข็งด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างครบวงจรภายในองค์กร (Full-domain Independent R&D) ควบคู่กับขีดความสามารถด้านการผลิตที่ดำเนินการภายในบริษัทอย่างครอบคลุม Leapmotor ยังคงเดินหน้าพัฒนาและนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ

ล่าสุด ในงาน Leapmotor 2026 Annual Technology Conference ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16 กันยายน 2569 บริษัทเตรียมเผยโฉมเทคโนโลยีช่วยขับขี่เจเนอเรชันใหม่ที่พัฒนาบนพื้นฐานของ World Model พร้อมนำเสนอความก้าวหน้าล่าสุดด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ระบบมอเตอร์ และระบบควบคุมไฟฟ้า (Electric Control)

การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนถึงความสามารถของ Leapmotor ในการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีมาสู่การใช้งานจริงและต่อยอดสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ พร้อมสนับสนุนการขยายตัวอย่างรวดเร็วในตลาดโลก และเสริมความแข็งแกร่งให้ Leapmotor ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นที่สุดในโลก

 

“Motor Expo Racing Team” สู้ยาว 10 ชั่วโมง RAAT Thailand Endurance Championship 2026 ปิดสนามสุดท้าย คว้าอันดับ 2 รุ่น TC4 มาครอง

0
Motor Expo Racing Team 1

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ นำทีม “Motor Expo Racing Team” ขับรถคู่ใจ HONDA CR-Z หมายเลข 63 พร้อมด้วย ชาริยะ นุยา, พงศ์พล นารายพิทักษ์ และณัฐนันท์ คฤโฆษ จบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 2 รุ่น TC4 และอันดับที่ 4 Overall ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบสุดหฤโหด 10 ชั่วโมง รายการ RAAT Thailand Endurance Championship 2026 สนามสุดท้ายของฤดูกาล ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569   

Motor Expo Racing Team 2

Motor Expo Racing Team 3

Motor Expo Racing Team 4

Motor Expo Racing Team 5

“มาสด้า” เปิดรับสมัครเยาวชนกอล์ฟ ก้าวที่กล้า มุ่งหน้าสู่เส้นทางนักกอล์ฟระดับโลก เอกสิทธิ์พิเศษสำหรับลูกค้าครอบครัวมาสด้า

0
Mazda 1

มาสด้าเดินหน้าสร้างโอกาสด้านกีฬาควบคู่กับการศึกษา มอบอีกหนึ่งเอกสิทธิ์ให้กับลูกค้าครอบครัวมาสด้า ประกาศเชิญชวนเยาวชนทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 10–18 ปี สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน Mazda U.S. College PREP Junior Golf Championship 2026 เพื่อคว้าโอกาสรับทุนการศึกษาและก้าวสู่เส้นทางการแข่งขันกอล์ฟทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมรับสิทธิพิเศษอีกมากมายที่มาสด้าเตรียมไว้ให้กับลูกค้า Mazda Family โดยเฉพาะ อาทิ ส่วนลดค่าสมัครมูลค่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ*1 สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันโดยไม่ต้องผ่านรอบคัดเลือก สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน College-Am 2027 (NCAA)*2 รวมถึงสิทธิ์ร่วมกิจกรรม Exclusive Golf Clinic อย่างใกล้ชิดกับโค้ชกอล์ฟอาชีพที่บินตรงมาจากสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ความรู้โดยเฉพาะ จำนวนจำกัดเพียง 24 คน เท่านั้น เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 ผ่านทาง Mazda U.S. College PREP Junior Golf Championship 2026 Registration – Google Forms โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–14 พฤศจิกายน 2569 ณ สนามกอล์ฟ Rancho Charnvee Resort Khaoyai & Country Club จังหวัดนครราชสีมา

Mazda 2

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มาสด้ายังคงเดินหน้าส่งเสริมเยาวชนไทยก้าวไกลสู่เวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนทั้งการศึกษา กีฬา และการพัฒนาศักยภาพ โดยโครงการ Mazda U.S. College PREP Junior Golf Championship 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะกีฬากอล์ฟ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาและต่อยอดสู่โอกาสในระดับสากล มาสด้าเชื่อว่า เมื่อเยาวชนได้ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองรัก พร้อมได้รับโอกาสและแรงสนับสนุนที่เหมาะสมก็สามารถก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ นี่คืออีกหนึ่งความตั้งใจของมาสด้าภายใต้แนวคิด ‘Joy Drives Lives…ความสุขขับเคลื่อนชีวิต’ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนเยาวชนให้ก้าวไปข้างหน้าในเส้นทางที่เลือก”

ภายใต้โครงการ Mazda U.S. College PREP Junior Golf Championship 2026 มาสด้าจะทำการเปิดรับสมัครและคัดเลือกเยาวชนจำนวน 24 คน ที่เป็นลูกค้าครอบครัวมาสด้า เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันร่วมกับเยาวชนอีก 120 คน จากนานาชาติที่จะเดินทางเข้าร่วมการแข่ง โดยเตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 พฤศจิกายน 2569 ณ สนามกอล์ฟ Rancho Charnvee Resort Khaoyai & Country Club จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเยาวชนลูกค้ามาสด้าที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน จะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ได้แก่

  • รับสิทธิ์ (Exemption) ในการเข้าร่วมการแข่งขัน
  • ส่วนลดค่าสมัคร 200 ดอลลาร์สหรัฐ
  • รับของที่ระลึกสุดพิเศษจากมาสด้า
  • สิทธิ์ในการเข้าร่วม Exclusive Golf Clinic กับโค้ชจากประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 11 พ.ย. 69
  • Exclusive welcome dinner (สำหรับผู้แข่งขัน)

รายละเอียดการรับสมัคร

  • รับสมัครตั้งแต่วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 จนถึงวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 เวลา 23:59 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ Mazda U.S. College PREP Junior Golf Championship 2026 Registration – Google Forms
  • เยาวชนชายและหญิง ที่มีอายุระหว่าง 10-18 ปี
  • ผู้ปกครองของเยาวชนผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม ต้องเป็นลูกค้ามาสด้า (รวมถึง เพื่อน และ เครือญาติ) โดยต้องสามารถแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้

การประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม

  • ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 24 คน ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2569 เวลา 15:00 น. บนหน้าเว็บไซต์มาสด้า mazda.co.th ภายใต้หัวข้อกิจกรรมอิเวนต์ และรายชื่อสำรอง จำนวน 6 คน โดยทางมาสด้าจะติดต่อไปทางโทรศัพท์เพื่อยืนยันสิทธิ์ ในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 15:00 น. เป็นต้นไป

รางวัลและสิทธิประโยชน์พิเศษ

  • แชมป์และรองแชมป์ ในรุ่น Middle School และ High School ทั้งชายและหญิง จะได้รับ สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน College-Am 2027 พร้อมโอกาสออกรอบฝึกซ้อมร่วมกับนักกอล์ฟระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาในเดือนตุลาคม 2570
  • นักกอล์ฟ 50% อันดับแรก ของแต่ละรุ่น จะได้รับ สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน
    • FCG–AR Junior World Cup Invitational ณ Santa Lucia River Club, Port St. Lucie, Florida เดือนมกราคม 2570
    • FCG–AR Junior World Cup Invitational ณ Kingsmill, Williamsburg, Virginia เดือนกรกฎาคม 2570

Mazda 3

สำหรับลูกค้าครอบครัวมาสด้าที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mazda.co.th ภายใต้หัวข้อกิจกรรมอิเวนต์

“มาสด้าเชื่อว่า ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเมื่อไปถึงจุดหมาย แต่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางของการเรียนรู้ การก้าวข้ามความท้าทาย และการได้ลงมือทำในสิ่งที่รักและมีความหมาย สะท้อนแนวคิด ‘Joy Drives Lives หรือ ความสุขขับเคลื่อนชีวิต’ ที่มาสด้ามุ่งมั่นสานต่อผ่านการสร้างโอกาสและแรงบันดาลใจ เพื่อสนับสนุนให้ทุกคนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง ก้าวไปข้างหน้า และใช้ชีวิตในแบบที่มีความสุข พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นายภพนิพิฐ กล่าวเสริม

หมายเหตุ:

*1 ราคาค่าสมัครจำนวนเต็ม 435 ดอลลาร์สหรัฐ รวมค่ากรีนฟี และรถกอล์ฟ ตลอด 3 วัน

*2 แชมป์และรองแชมป์ ในรุ่น Middle School และ High School ทั้งชายและหญิง จะได้รับ สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน College-Am 2027 พร้อมโอกาสออกรอบฝึกซ้อมร่วมกับนักกอล์ฟระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาในเดือนตุลาคม 2570

 

 

ร่วมค้นพบความแตกต่างในแบบ BMW กับแนวคิด “ MADE DIFFERENT” ที่งาน BMW XPO วันที่ 3-6 กันยายนนี้ ณ เมกาบางนา

0
BMW XPO 1

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย สร้างนิยามใหม่ให้กับการเดินทางระดับพรีเมียมในงาน BMW Xpo 2026 ภายใต้แคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “MADE DIFFERENT” ตลอด 4 วัน งานนี้ออกแบบมาเพื่อตอกย้ำความแตกต่างอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู โดยขอเชิญชวนลูกค้ามาร่วมสัมผัสถึงตัวตนที่โดดเด่นในแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู (Feel what makes BMW Different at BMW Xpo) ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา ระหว่างวันที่ 3 – 6 กันยายน 2569 นี้    

BMW XPO 2

คุณคริส จู ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “งาน BMW Xpo 2026 ภายใต้แนวคิด
‘MADE DIFFERENT’ ตอกย้ำตัวตนของบีเอ็มดับเบิลยูในฐานะแบรนด์พรีเมี่ยมที่โดดเด่นเรื่องความประณีตทางวิศวกรรม ความหรูหราล้ำสมัย ความมั่นใจและอุ่นใจตลอดการเป็นเจ้าของ ไปจนถึงสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ซึ่งเป็นดีเอ็นเอของเรา
เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ BMW M3 พร้อมเชิญชวนลูกค้าทุกท่านมาสัมผัสยนตรกรรมและข้อเสนอพิเศษที่คัดสรรมาเพื่อ BMW Xpo 2026”

BMW XPO 3

BMW Xpo 2026 ยังได้ตอกย้ำจุดยืนของบีเอ็มดับเบิลยูในฐานะแบรนด์ยานยนต์พรีเมียมที่โดดเด่น ผ่านโซนจัดแสดงใน
4 คอนเซ็ปต์ ภายใต้แคมเปญ “MADE DIFFERENT” ได้แก่

  • Freude Am Fahren (สุนทรียภาพแห่งการขับขี่): ร่วมฉลองครบรอบ 40 ปี ของยนตรกรรมระดับตำนาน บีเอ็มดับเบิลยู M3 ผู้ที่หลงใหลในความเร็วสามารถสัมผัสโซนจัดแสดงรถยนต์ระดับตำนาน (Heritage Display) ประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู M3 บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive และรถยนต์สมรรถนะสูง บีเอ็มดับเบิลยู M3 CS
  • New Luxury (นิยามใหม่แห่งความพรีเมียม): ก้าวเข้าสู่โลกแห่งความหรูหราล้ำสมัยกับพื้นที่จัดแสดงรถยนต์หรูระดับแฟล็กชิปของบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งสะท้อนจุดสูงสุดของการออกแบบยานยนต์พรีเมียม นำโดย
    บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d และรถยนต์ทรงพลัง บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e
  • German Engineering (วิศวกรรมแห่งเยอรมัน): ร่วมสัมผัสความแม่นยำทางวิศวกรรมและนวัตกรรม
    อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ผ่านการทดลองขับรถยนต์รุ่นที่ท่านสนใจ รวมถึงบีเอ็มดับเบิลยู M3 Touring เพื่อสัมผัสสมรรถนะและประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างด้วยตนเอง
  • Peace of Mind (ความอุ่นใจเหนือระดับ): มอบความสบายใจอย่างแท้จริงให้กับเจ้าของรถบีเอ็มดับเบิลยู ลูกค้าที่จองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3, ซีรีส์ 5, X3 และ X4 (เฉพาะรุ่น 330e M Sport, 520d M Sport,
    530e M Sport, 320d, M340i, X3 20d และ X4) นอกจากสิทธิ์ในการอัปเกรด BSI เป็น 6 ปีแล้ว ลูกค้ายังจะได้รับข้อเสนอพิเศษทางการเงินสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเพียง 1.99% หรือเลือกรับสิทธิ์ผ่อนชำระต่อเดือนในอัตราต่ำพิเศษ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเป็นเจ้าของ ทั้งนี้ ลูกค้าที่รับมอบรถภายใน
    วันที่ 30 กันยายน 2569 จะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษกับแพ็กเกจ BSI Ultimate Plus 6 ที่ครอบคลุมงานบริการ (BSI) และการรับประกันคุณภาพอะไหล่ภายในรถ (BRI) นานถึง 6 ปี เพื่อให้มั่นใจได้ถึงการครอบครองรถยนต์อย่างไร้กังวลในระยะยาว

BMW XPO 5

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ การจัดแสดงบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Performance และ บีเอ็มดับเบิลยู X3 20d xDrive
M Performance ที่ได้รับการติดตั้งชุดแต่ง M Performance Parts ของแท้จากบีเอ็มดับเบิลยู เพื่อเสริมความโดดเด่นด้านดีไซน์และสมรรถนะให้เร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 30% สำหรับชุดแต่งและอุปกรณ์ตกแต่งแท้จากบีเอ็มดับเบิลยู (BMW Original Accessories) ที่ร่วมรายการ สำหรับลูกค้าที่สั่งจองภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

นอกเหนือจากยนตรกรรมสุดล้ำ งาน BMW Xpo 2026 ยังเป็นจุดหมายปลายทางแห่งไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร ผู้ร่วมงานสามารถสนุกสนานกับกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟมากมายที่บูธบีเอ็มดับเบิลยู โดยสามารถนำเสื้อผ้าส่วนตัวมาพิมพ์ลายพิมพ์ลายสไตล์คัสตอม ร่วมสนุกกับกิจกรรมพิมพ์ลายแทตทู หมุนตู้กาชาปองเพื่อสะสมสติกเกอร์ พร้อมป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มฟรี นอกจากนี้ ยังขอเชิญชวนแฟนคลับยานยนต์ร่วมกิจกรรมรวมพลคนรักรถ “M Cars Meet” ในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน เวลา 07.00 น. ตามด้วยการรับฟังเสวนาพิเศษ (Panel Talks) ที่น่าสนใจ เริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

BMW XPO 5

เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบในการก้าวเข้าสู่โลกแห่งยนตรกรรมระดับพรีเมียม ลูกค้าที่ทำการจองรถยนต์ภายในงาน
จะได้รับของแถมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ได้แก่ ร่มบีเอ็มดับเบิลยูดีไซน์พิเศษ และรถยนต์โมเดล ซึ่งมีทั้งขนาด 1:18 และ
ขนาด 1:64 ในรุ่นคลาสสิก เช่น บีเอ็มดับเบิลยู Isetta บีเอ็มดับเบิลยู 3.0 CSL และบีเอ็มดับเบิลยู Z8

ร่วมสัมผัสแคมเปญ “MADE DIFFERENT” และรับข้อเสนอสุดพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน ได้ที่งาน BMW Xpo 2026
ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา ระหว่างวันที่ 3 – 6 กันยายน 2569 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสนอแคมเปญ
BSI Ultimate Plus 6 และรายละเอียดการจัดงาน กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู
ประเทศไทย ที่ www.bmw.co.th

 

 

 

 

“ฮุนได” เตรียมเขย่าตลาด MPV ไทย เปิดตัว “Hyundai new STARIA Hybrid” ครั้งแรกในไทย หนึ่งเดียวในตลาดกับ MPV 11 ที่นั่ง พร้อมขุมพลังไฮบริด

0
ฮุนได 1

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย เตรียมสร้างบทใหม่ของการเดินทางให้กับทุกครอบครัวไทย ด้วย Hyundai new STARIA Hybrid รถ MPV 11 ที่นั่ง พร้อมขุมพลังไฮบริดที่โดดเด่นหนึ่งเดียวในตลาด ผสานพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางสำหรับสมาชิกในครอบครัวทุกเจเนอเรชัน เข้ากับความแรงที่ไม่ทิ้งความประหยัดของระบบขับเคลื่อนไฮบริด พร้อมตอบโจทย์ทุกบทบาทของชีวิต และกิจกรรมร่วมกันของทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในชีวิตประจำวัน ทริปพร้อมหน้าทั้งครอบครัว การออกไปทำกิจกรรมในวันหยุด หรือการใช้งานในรูปแบบที่หลากหลายสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของครอบครัว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฮุนไดมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตลาด MPV ไทย โดยมี Hyundai H-1 เป็นหนึ่งในรุ่นที่สร้างความสำเร็จและการยอมรับอย่างกว้างขวาง ก่อนส่งต่อแนวคิดของรถ MPV สำหรับผู้ใช้ชาวไทยมายัง Hyundai STARIA Diesel ที่ยกระดับทั้งดีไซน์ พื้นที่ใช้สอย และประสบการณ์ภายในห้องโดยสาร

วันนี้ ความต้องการของผู้ใช้ MPV มีความหลากหลายมากขึ้น การเดินทางหนึ่งครั้ง อาจรวมสมาชิกหลายเจเนอเรชัน ตลอดจนสัตว์เลี้ยง สัมภาระ และอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมที่แตกต่างกัน เดินทางไปพร้อม ๆ กันด้วยรถคันเดียว Hyundai new STARIA Hybrid จึงเข้ามาเติมเต็มไลน์อัป STARIA โดยยังคงจุดเด่นของห้องโดยสารแบบ 11 ที่นั่ง และพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย พร้อมเพิ่มทางเลือกใหม่ด้วยระบบขับเคลื่อนไฮบริด เพื่อรองรับทุกเจเนอเรชัน ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัวในรถคันเดียว

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ระบบขับเคลื่อนไฮบริด ที่เข้ามาเติมเต็มคุณสมบัติของ STARIA ด้วยการขับขี่ที่นุ่มและเงียบ แต่ยังคงทั้งแรง และประหยัด พร้อมประสิทธิภาพที่เหมาะกับการใช้งานของ MPV ขนาดใหญ่ เมื่อผสานเข้ากับพื้นที่สำหรับผู้โดยสาร 11 ที่นั่ง จึงทำให้ Hyundai new STARIA Hybrid เป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายทางเลือกของ Hyundai STARIA ให้ตอบรับกับความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ Hyundai new STARIA Hybrid ใหม่ ยังเตรียมมาพร้อมเทคโนโลยีและฟังก์ชันที่ได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มทั้งความสะดวกสบายและความมั่นใจ พร้อมรองรับการใช้งานตั้งแต่ครอบครัว การเดินทางเป็นหมู่คณะ ไปจนถึงภารกิจทางธุรกิจ โดยรายละเอียดทั้งหมด พร้อมราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ จะได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569

เตรียมพบกับครั้งแรกในไทยของ Hyundai new STARIA Hybrid หนึ่งเดียวของ MPV 11 ที่นั่ง พร้อมขุมพลังไฮบริด และอีกก้าวสำคัญของ Hyundai ในตลาด MPV ไทย พร้อมเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เปิดตัว “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี รุ่นเรือธงเจเนอเรชันใหม่ ที่สะท้อนตัวตนแบรนด์อย่างแท้จริง

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) เปิดตัว “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร1” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี โฉมใหม่ครั้งแรกของโลกอย่างเป็นทางการ พร้อมวางตำแหน่งเป็นรถยนต์รุ่นเรือธงเจเนอเรชันล่าสุด สะท้อนตัวตนบทใหม่ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ผลิตขึ้นที่ฐานการผลิตของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย โดยจะเริ่มเปิดตัวและวางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นที่แรก ก่อนขยายไปยังประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ภายในปีงบประมาณ 25692 และมีแผนเปิดตัวไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมตลาดในภูมิภาคอาเซียน ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2525 ปาเจโรได้พลิกโฉมเซกเมนต์รถยนต์ครอสคันทรีขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ด้วยการรวมสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแท้จริง เข้ากับความสะดวกสบายแบบรถยนต์นั่ง จนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง และกลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ปลุกกระแสรุ่นรถยนต์เพื่อการพักผ่อนและสันทนาการ (Recreation Vehicle – RV) ในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งปาเจโรทั้ง 4 รุ่น มียอดการผลิตกว่า 3.29 ล้านคัน ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในรุ่นรถยนต์ที่เป็นตำนานที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ครองใจผู้ใช้งานในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ได้สานต่อแนวคิดผลิตภัณฑ์ที่นิยามความเป็นปาเจโรมาตั้งแต่รุ่นแรก ด้วยการผสาน “ความมั่นใจในการขับขี่” (Confidence) ซึ่งสะท้อนผ่านสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอันยอดเยี่ยม และความน่าเชื่อถือที่ได้รับการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน เข้ากับ “ความสะดวกสบาย” (Comfort) ทั้งในด้านความสบายของห้องโดยสาร และความคล่องตัวในการควบคุมรถ ก่อนต่อยอดรากฐานอันแข็งแกร่งนี้ด้วย “ความเหนือระดับ” (Prestige) ผ่านคุณภาพและความประณีตในแบบฉบับไอคอนิก ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร เป็นยนตรกรรมที่ได้รับการพัฒนาให้ก้าวไปอีกขั้นในทุกมิติ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น แข็งแกร่งจากเส้นสายที่คมชัด ทรงพลัง เสริมด้วยวัสดุภายในห้องโดยสารคุณภาพสูงที่ออกแบบมาให้รองรับทุกการใช้งาน พร้อมสอดแทรกดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างลงตัว

ภายใน ห้องโดยสารของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมคงมิติตัวรถที่ช่วยให้ควบคุมและบังคับเลี้ยวได้ง่าย นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบ Super-All Wheel Control (S-AWC) เอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งประสานการควบคุมการเร่ง การเข้าโค้ง และการเบรก เพื่อการตอบสนองของรถที่แม่นยำและเป็นธรรมชาติ ร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II) ที่มอบสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่เหนือชั้น และความง่ายสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน รวมถึงโครงสร้างแชสซีส์แบบแลดเดอร์เฟรม (Ladder Frame) ที่มีความแข็งแกร่งและทนทานสูง พร้อมระบบกันสะเทือนที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างเหมาะสม โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ จะทำงานร่วมกันเพื่อมอบความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ในทุกสภาพเส้นทาง พร้อมลุยทุกการผจญภัยได้อย่างไร้กังวล

“ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะกลางถึงระยะยาวสู่ปี 2573 เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าและเพิ่มมูลค่าขององค์กร ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และ​เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ควบคู่ไปกับการตอกย้ำเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น” มร. เคสุเกะ คิชิอุระ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น กล่าว “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ถ่ายทอดวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ในฐานะรถยนต์รุ่นเรือธง รถยนต์รุ่นนี้จะนำทัพไลน์อัปตระกูลปาเจโรที่จะตามมาในอนาคต รวมถึงรถยนต์ทั้งหมดของเรา โดย ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร คือรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี ระดับพรีเมียม ที่ผู้ขับขี่สามารถมั่นใจและพึ่งพาได้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งเราจะทยอยเปิดตัวสู่ตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกค้าทุกท่านจะตั้งตารอคอยการมาถึงของรถยนต์รุ่นนี้”

เว็บไซต์พิเศษสำหรับ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร:

https://www.mitsubishi-motors.co.jp/global/en/lineup/pajero/special/

Increase the illumination on the rear door area to better integrate it with the overall lighting conditions. Keep the lighting natural and consistent with the existing scene. Preserve the environment, sky, ground, shadows, reflections, vehicle angle, body color, design, proportions, camera perspective, and composition exactly as they are. No other changes.

ภาพรวมผลิตภัณฑ์3

ความเหนือระดับ (Prestige): คุณภาพเหนือระดับ สะท้อนความเป็นที่สุดของรุ่นเรือธง

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร พัฒนาขึ้นเพื่อสืบทอดจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของปาเจโรทุกรุ่นที่ผ่านมา พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดสู่บทใหม่ของยนตรกรรม ที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเปิดตัวของรุ่นที่ 4 ภายใต้แนวคิดการออกแบบ “Grand Charisma” ที่ทุกองค์ประกอบได้รับการรังสรรค์และใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อถ่ายทอดรูปลักษณ์ที่ทรงพลังและสัมผัสที่หรูหราระดับพรีเมียม ตอกย้ำการเป็นยนตรกรรมเรือธงเจเนอเรชันถัดไปของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส อย่างสง่างาม

  • การออกแบบภายนอก

ด้วยการต่อยอดแนวคิดการออกแบบสัดส่วนตัวถังที่โดดเด่นและทรงพลังในแนวตั้ง พร้อมเอกลักษณ์การออกแบบที่เน้นเส้นสายแนวนอนจากปาเจโรรุ่นแรกให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น ด้วยซุ้มล้อขนาดใหญ่ที่สะท้อนถึงสมรรถนะอันทรงพลัง และพื้นผิวตัวถังที่ได้รับการปั้นแต่งอย่างมีมิติ เสริมบุคลิกให้ดูสง่างามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน โดยด้านหน้าถ่ายทอดความแข็งแกร่งจากภายในผ่านแรงบันดาลใจจาก “เคนโด้” (Kendo) ศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับวินัย ความมุ่งมั่น และความแข็งแกร่งของจิตใจ พร้อมนำเสนอทางเลือกกระจังหน้า 2 รูปแบบ ได้แก่ กระจังหน้าแบบซี่แนวนอน ที่สะท้อนความประณีตพิถีพิถันตามแบบฉบับงานฝีมือญี่ปุ่น และกระจังหน้าลายรังผึ้ง ที่ผสานความงดงามจากฟังก์ชันการใช้งานเข้ากับความแข็งแกร่งได้อย่างไร้ที่ติ โดยทั้งสองรูปแบบยังโดดเด่นด้วยไฟหน้ารูปทรงตัว T อันเป็นเอกลักษณ์ เติมเต็มรูปลักษณ์ด้านหน้าให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น

ซิกเนเจอร์ของปาเจโรยังถ่ายทอดผ่านรายละเอียดต่าง ๆ รอบคัน ไม่ว่าจะเป็น เสา C ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโรลบาร์ของปาเจโร รุ่นแรก รวมถึงโครงสร้างทรงหกเหลี่ยม (Hexagonal Motif) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากตำแหน่งยางอะไหล่ท้ายรถในรุ่นก่อนหน้า องค์ประกอบทั้งหมดนี้ถือเป็นการนำความเป็นปาเจโรมาตีความใหม่ได้อย่างลงตัว

  • การออกแบบภายใน

ภายในห้องโดยสารมีการนำแผงหน้าจอแนวนอนบริเวณคอนโซลหน้าจากปาเจโรรุ่นแรกมาปรับใช้ใหม่ โดยผสานฟังก์ชันการใช้งานเข้ากับห้องโดยสารระดับพรีเมียม ด้วยแผงหน้าจอแบบชิ้นเดียว (Monolithic Display) ที่เชื่อมต่อหน้าจอขนาด 14.3 นิ้ว4 จำนวน 2 หน้าจออย่างไร้รอยต่อ พร้อมภาพกราฟิกบนจอที่ให้กลิ่นอายความเป็นปาเจโร รวมถึงหน้าจอมัลติมิเตอร์ (Multi Meter) ที่นำชุดมาตรวัดสามส่วนในตำนานมาปรับโฉมให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน

วัสดุพื้นผิวมีการใช้เทคนิคงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “คิเมะโคมิ” (Kimekomi) บนหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง ด้วยการฝังวัสดุให้แนบลึกไปกับพื้นผิว ช่วยเพิ่มความทนทานและรักษารูปทรงได้ดี โดยแผงประตูยังตกแต่งด้วยตะเข็บรูปตัว S ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะ ความประณีตสูง และการเย็บที่แม่นยำตามแนวโค้งที่ซับซ้อน สะท้อนถึงฝีมือและความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือชาวญี่ปุ่น

  • สีตัวถัง

เฉดสีตัวถังเสริมบุคลิกอันน่าเกรงขามและความเหนือระดับ โดยมีสีไฮไลต์ 2 เฉดสี ได้แก่ สีอาร์เมอร์ คอปเปอร์ (Armor Copper) ที่ถ่ายทอดความรู้สึกหนักแน่นและแข็งแกร่งดุจโลหะชิ้นใหญ่ พร้อมขับเน้นให้รูปทรงตัวถังที่มีมิติและสัดส่วนอันบึกบึนดูโดดเด่นยิ่งขึ้น และสีแฟนทอม บลู (Phantom Blue) สีฟ้าอมเทาที่ให้ความรู้สึกสง่างามและมั่นคง เสริมความโดดเด่นด้วยประกายสีทอง  ที่เผยประกายแตกต่างไปตามมุมและการเปลี่ยนแปลงของแสง สะท้อนบุคลิกอันทันสมัย ความประณีต และความงดงามจากฟังก์ชันการใช้งาน โดยสีตัวถังเหล่านี้กลมกลืนเข้ากับหลากหลายสภาพแวดล้อม ตั้งแต่การขับขี่ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการออกเดินทางและทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ภายในห้องโดยสารมีการเลือกใช้โทนสีน้ำตาลคาเมล (Camel) ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ความพรีเมียม ควบคู่กับความงดงามที่ผสานประโยชน์ใช้สอยได้อย่างลงตัว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเฉดสีตามธรรมชาติของวัสดุแท้ อีกทั้งยังช่วยพรางร่องรอยจากการใช้งานในชีวิตประจำวันให้สังเกตเห็นได้ยากยิ่งขึ้น และยังได้รับการออกแบบอย่างลงตัวเมื่อจับคู่กับโทนสีดำ เพื่อสร้างความตัดกันอย่างมีระดับ แต่ยังคงกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับรูปลักษณ์ภายนอกอันทรงพลังของตัวรถ

  • ความเงียบภายในห้องโดยสารที่ดียิ่งขึ้น

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ได้รับการยกระดับมาตรฐานการลดเสียงรบกวนอย่างครอบคลุมรอบด้าน เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนสามารถพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนทางหลวงหรือในภาวะที่มีเสียงรบกวนสูง โดยนอกจากกระจกบังลมหน้าแล้ว ยังได้นำกระจกกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass) มาใช้กับกระจกประตูทั้งบานหน้าและบานหลัง ควบคู่ไปกับการติดตั้งวัสดุลดเสียงรบกวนอย่างทั่วถึงตลอดโครงสร้างตัวถังและจุดสำคัญต่าง ๆ ของตัวรถ ช่วยลดทั้งเสียงลมปะทะและเสียงเครื่องยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่สงบและผ่อนคลายยิ่งขึ้น ให้ผู้โดยสารในทุกแถวที่นั่งสามารถเพลิดเพลินกับการพูดคุยได้อย่างสบายใจ

  • ระบบอินโฟเทนเมนต์และการเชื่อมต่ออัจฉริยะ

ระบบอินโฟเทนเมนต์อันล้ำสมัย เติมเต็มคุณค่าใหม่ให้กับทุกช่วงเวลาบนท้องถนน โดยแผงหน้าจอแบบชิ้นเดียว (Monolithic Display)  ที่เชื่อมหน้าจอระบบสัมผัสและหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 14.3 นิ้ว ช่วยปลุกเร้าแรงบันดาลใจในการผจญภัยผ่านกราฟิกที่ดูสะอาดตา ใช้งานง่าย นอกเหนือจากลำดับการแสดงผลเมื่อเริ่มต้นระบบที่ได้รับการออกแบบเฉพาะ และเอฟเฟกต์ภาพที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันในแต่ละโหมดการขับขี่แล้ว หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (Meter Display) ยังมาพร้อมธีมภาพพื้นหลังถึง 16 แบบ ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาของวันได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ดีไซน์มาตรวัด 3 ช่องสุดไอคอนิกจากรุ่นก่อนหน้าได้ถูกนำมาตีความใหม่เป็นหน้าจอมัลติมิเตอร์ (Multi Meter) ที่แสดงผลข้อมูลการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น ระดับความสูง ทิศทางการเดินทาง อุณหภูมิ หน้าจอแสดงผลระดับความชันและความเอียง และสถานะการทำงานของระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ช่วยให้ผู้ขับขี่ประเมินสถานะและสภาวะการขับขี่ได้อย่างแม่นยำเพียงแค่ชำเลืองมอง ขณะที่ระบบ
เครื่องเสียงเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน (Smartphone-link Display Audio) ยังรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ช่วยให้การเข้าถึงระบบแผนที่นำทาง แอปพลิเคชันฟังเพลง และอื่น ๆ ที่รองรับ เป็นไปได้อย่างง่ายดาย

ความมั่นใจในการขับขี่ (Confidence): สมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่วางใจได้

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ได้รับการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่จากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II) ที่ได้รับการพิสูจน์จากการใช้งานท่ามกลางหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่โหดหินที่สุดของโลก พร้อมยกระดับความสามารถรอบด้านด้วยระบบ Super-All Wheel Control (S-AWC) เอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่เหนือชั้นในทุกด้านตามแบบของปาเจโร

ด้วยการทำงานประสานกันระหว่างเครื่องยนต์คลีนดีเซลที่ทรงพลังแต่ควบคุมได้อย่างง่ายดาย โครงสร้างแชสซีส์แบบแลดเดอร์เฟรม (Ladder Frame) ที่ทั้งแกร่งและทนทานสูง และระบบกันสะเทือนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเพื่อช่วยรักษาหน้ายางให้สัมผัสพื้นผิวอย่างเหมาะสม ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร จึงมอบสมรรถนะออฟโรดที่ไว้วางใจได้ พร้อมความคล่องตัวในการควบคุมและความนุ่มนวลในการขับขี่บนถนนลาดยาง ช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางได้อย่างมั่นใจในทุกเส้นทาง

  • เครื่องยนต์คลีนดีเซล 4 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดรุ่นใหม่

เครื่องยนต์คลีนดีเซล 2.4 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาเป็นพิเศษ พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบ Single Variable-Geometry Turbocharger (VGT) ให้แรงบิดสูงสุดถึง 480 นิวตันเมตร5 มอบอัตราเร่งที่ทรงพลัง และการตอบสนองฉับไวได้ดั่งใจ  ตั้งแต่ออกตัวต่อเนื่องไปจนถึงการขับขี่ด้วยความเร็วสูง จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด (8AT) พร้อมโหมดสปอร์ต ที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่นและต่อเนื่อง ทั้งบนถนนปกติและเส้นทางออฟโรด โดยระบบส่งกำลังดังกล่าวมอบอัตราเร่งที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำตามความต้องการของผู้ขับขี่ ควบคู่กับการลดเสียงรบกวนที่ดียิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและเหนือระดับขั้นสุด

  • โครงสร้างแบบแลดเดอร์เฟรม (Ladder Frame) ที่แข็งแกร่ง พร้อมระบบกันสะเทือนประสิทธิภาพสูง

โครงสร้างแชสซีส์แบบแลดเดอร์เฟรม (Ladder Frame) ที่มีความแข็งแกร่งสูง ซึ่งได้รับการต่อยอดจากประสบการณ์การแข่งขันแรลลี่ตลอดหลายทศวรรษ รวมถึงการทดสอบและพัฒนาในสภาพแวดล้อมอันสมบุกสมบัน ทำหน้าที่เป็นพื้นฐานสำคัญของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร พร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งต่อแรงบิดและแรงดัดได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ตัวรถมีเสถียรภาพในการควบคุมและมอบความนุ่มนวลตลอดการขับขี่ในระดับสูง รวมถึงความทนทานและวางใจได้ในทุกการใช้งาน

ระบบกันสะเทือนด้านหน้าอิสระแบบปีกนกสองชั้นทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบคานแข็ง     5-Link ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ช่วยให้ล้อสัมผัสพื้นถนนได้อย่างมั่นคง รองรับการเดินทางบนเส้นทางออฟโรดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมมอบการควบคุมพวงมาลัยที่เป็นธรรมชาติและการทรงตัวที่ดี

นอกเหนือจากการมอบสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอันยอดเยี่ยมแล้ว ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ยังได้รับการพัฒนาโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้โดยสารตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระยะไกลหรือการขับขี่บนพื้นผิวขรุขระ ทำให้ “ความสะดวกสบายในทุกเส้นทางออฟโรด” (Off-Road Comfort) เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญในการพัฒนา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสมรรถนะออฟโรดและความประณีตในการขับขี่บนถนนให้เกิดขึ้นในระดับสูง โดยแท่นยึดตัวถังที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งยังช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่ไม่พึงประสงค์ขณะขับขี่บนถนนขรุขระและเส้นทางทุรกันดาร พร้อมช่วยยกระดับการควบคุมและความนุ่มนวลในการขับขี่ ให้ประสบการณ์การขับขี่โดยรวมมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

  • สมรรถนะรอบด้านด้วยระบบ Super-All Wheel Control (S-AWC)

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร มาพร้อมระบบ Super-All Wheel Control (S-AWC) เอกสิทธิ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งช่วยให้การควบคุมรถเป็นธรรมชาติและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างเสถียรภาพในการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II) เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางได้ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ 2H (ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง) 4H (ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์) 4HLc (ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมล็อกเฟืองกลาง) และ 4LLc (ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมล็อกเฟืองกลางและใช้เกียร์อัตราทดต่ำ) ซึ่งช่วยเสริมสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด และรักษาการทรงตัวในการควบคุมรถบนถนนลาดยางได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II) ระบบ Super-All Wheel Control  (S-AWC) ยังทำงานร่วมกับระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ซึ่งควบคุมการกระจายแรงบิดระหว่างล้อซ้ายและขวาผ่านการทำงานของเบรกคู่หน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Active Stability and Traction Control – ASTC) ที่ช่วยกระจายแรงขับเพื่อคงเสถียรภาพบนพื้นผิวที่ลื่น และระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (Anti-lock Braking System – ABS) ที่ช่วยป้องกันล้อล็อกและการลื่นไถลขณะเบรก โดยระบบ Super-All Wheel Control (S-AWC) จะประมวลผลและปรับสมดุลแรงขับเคลื่อนและแรงเบรกของล้อทั้ง 4 อย่างเหมาะสมตามการควบคุมของผู้ขับขี่และสภาพพื้นผิวถนน ช่วยให้สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ และสะดวกสบาย ในหลากหลายสภาพอากาศและเส้นทาง

พร้อมกันนี้ ยังมีโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ได้แก่ Normal, Eco, Gravel, Snow, Mud, Sand และ Rock ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะกับสภาพเส้นทางที่แตกต่างกัน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถและเดินทางได้อย่างมั่นใจบนพื้นผิวถนนที่หลากหลาย นอกจากนี้ จานเบรกขนาดใหญ่ 18 นิ้ว และหม้อลมเบรกไฟฟ้า ยังมอบน้ำหนักแป้นเบรกที่มั่นใจและให้ความรู้สึกในการเบรกที่เป็นธรรมชาติ

  • มิติตัวรถที่ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการขับขี่ที่หลากหลาย

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ได้รับการออกแบบมาเพื่อการขับขี่ที่ง่ายดายและสะดวกสบาย ตั้งแต่การใช้งานบนถนนในเมืองไปจนถึงการผจญภัยในโลกกว้าง ด้วยตัวรถที่มีความยาว 4,920 มิลลิเมตร กว้าง 1,925 มิลลิเมตร และสูง 1,910 มิลลิเมตร6 พร้อมความกว้างช่วงล้อหน้าและหลัง 1,630 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,870 มิลลิเมตร

ตัวรถมาพร้อมระยะต่ำสุดถึงพื้น 230 มิลลิเมตร6 ควบคู่กับมุมไต่ 30.4 องศา6 มุมคร่อม 22.6 องศา6 และมุมจาก 25.8 องศา6 โดยการกระจายน้ำหนักด้านหน้าและด้านหลังในอัตราส่วน 52:48 โครงสร้างแชสซีส์แบบแลดเดอร์เฟรมที่มีความแข็งแกร่งและทนทานสูง ยังทำงานประสานอย่างลงตัวกับระบบช่วงล่างที่มีระยะช่วงยุบ-ยืดสูง ช่วยให้ล้อสามารถยึดเกาะพื้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาการสัมผัสกับพื้นถนนแม้ต้องผ่านพื้นผิวที่ไม่เรียบ พร้อมรับมือกับเส้นทางทุรกันดารและภูมิประเทศที่ท้าทายได้อย่างมั่นใจ

 

ความสะดวกสบาย (Comfort): ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร และความคล่องตัวในการควบคุม

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร มอบห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารทุกคน ด้วยการจัดสรรการวางเบาะนั่ง รวมถึงพื้นที่ใช้สอยอย่างเหมาะสม พร้อมใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่พื้นที่สำหรับผู้โดยสารแถวที่สาม ความสะดวกในการเข้า-ออก ความเงียบสงบภายในห้องโดยสาร ไปจนถึงการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนได้รับความสบายตลอดทั้งเส้นทาง แม้ในการเดินทางระยะไกล

  • ห้องโดยสารพรีเมียม กว้างขวาง และสะดวกสบาย

ห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่งของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ได้รับการจัดพื้นที่และตำแหน่งเบาะนั่งอย่างเหมาะสม เพื่อมอบพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางแก่ผู้โดยสารในทุกแถว โดยเบาะนั่งคนขับได้รับการจัดวางให้อยู่ในตำแหน่งสูงขึ้น เพื่อเพิ่มมุมมองการมองเห็นและช่วยให้กะระยะตัวรถได้ง่ายยิ่งขึ้น ขณะที่เบาะนั่งแถวที่สองสามารถเลื่อนได้ถึง 150 มิลลิเมตร พร้อมกลไกพับเบาะแบบจังหวะเดียว ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกห้องโดยสารและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนเบาะนั่งแถวที่สามมอบพื้นที่เหนือศีรษะที่กว้างขวางสำหรับผู้โดยสารผู้ใหญ่ พร้อมออกแบบพื้นที่วางเท้าอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถสอดปลายเท้าเข้าไปใต้เบาะนั่งแถวที่สองได้อย่างง่ายดาย

เพื่อมอบความสบายตลอดการเดินทางในทุกที่นั่ง เบาะนั่งคู่หน้าและแถวที่สอง ถูกออกแบบมาให้รองรับสรีระอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้โดยสารนั่งได้อย่างผ่อนคลาย ขณะที่เบาะนั่งแถวที่ 3 ได้รับการปรับตำแหน่งและองศาการนั่งให้เหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ยังมาพร้อมระบบระบายอากาศสำหรับเบาะนั่งที่ช่วยส่งผ่านความเย็นอย่างเป็นธรรมชาติทั่วทั้งตัวเบาะ พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน ที่สามารถตั้งอุณหภูมิแยกอิสระในแต่ละโซน เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เหมาะสม ตั้งแต่บริเวณเบาะคู่หน้าไปจนถึงผู้โดยสารแถวที่สาม

  • เทคโนโลยีความปลอดภัยครอบคลุม 360 องศา และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ เพื่อความอุ่นใจยิ่งกว่าเดิม

ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยครอบคลุม 360 องศา และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้ขับขี่ในทุกสภาวะการเดินทาง ประกอบด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation – FCM) ที่สามารถตรวจจับคนเดินเท้า นักปั่นจักรยาน และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ พร้อมระบบช่วยเบรกขณะเลี้ยวผ่านทางแยก ระบบคาดการณ์และเตือนการชนด้านหน้าตรง (Predictive Forward Collision Warning – PFCW) และระบบช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด (Emergency Assist for Pedal Misapplication – EAPM) รวมถึงยังมีระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (Emergency Lane Assist – ELA) ที่ได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกใน ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร โดยใช้กล้องด้านหน้าและเรดาร์ในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องจราจรและยานพาหนะโดยรอบ พร้อมส่งสัญญาณเตือนและช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่อระบบตรวจพบความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางการจราจร ขณะที่ระบบเตือนด้านหน้าขณะถอยออกจากช่องจอด (Front Cross Traffic Alert – FCTA) สามารถตรวจจับรถที่กำลังเข้ามาจากด้านใดด้านหนึ่งบริเวณทางแยก พร้อมแจ้งเตือนผู้ขับขี่ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถที่วิ่งตัดผ่านด้านหน้า

สำหรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร มาพร้อม MI-PILOT ระบบช่วยเหลือการขับขี่บนทางหลวงแบบเลนเดียวของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดยทำงานร่วมกับระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control – ACC) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keep Assist – LKA) เพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม และประคองรถให้อยู่กึ่งกลางช่องทางบนทางหลวง ช่วยลดภาระและความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ระหว่างการเดินทางระยะไกล

ยิ่งไปกว่านั้น ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ได้รับการติดตั้งถุงลม 8 ตำแหน่ง รวมถึงถุงลม SRS ตรงกลางระหว่างผู้โดยสารด้านหน้าเป็นครั้งแรกอีกด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการกระแทกระหว่างผู้โดยสารเบาะคู่หน้าในกรณีเกิดการชน พร้อมเสริมการปกป้องผู้โดยสารในระดับสูง ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยครอบคลุม 360 องศา และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ จึงช่วยเสริมความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตลอดการเดินทาง

  • กล้องมองภาพรอบคันแบบ 3 มิติ เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยรอบด้าน

กล้องมองภาพรอบคันแบบ 3 มิติ เป็นการรวมภาพจากกล้อง 4 ตัวที่ติดตั้งรอบตัวรถ เข้ากับภาพจำลอง 3 มิติ
ของตัวรถ เพื่อแสดงสภาพแวดล้อมโดยรอบได้อย่างรอบด้าน โดยประมวลผลภาพด้วยความเร็วประมาณ 30 เฟรมต่อวินาที และแสดงผลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจอดรถและควบคุมรถในพื้นที่จำกัดได้สะดวกยิ่งขึ้นในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังเพิ่มการรับรู้สภาพพื้นผิวและลักษณะภูมิประเทศรอบตัวรถได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่บนเส้นทางออฟโรด

กล้องรอบคันแบบ 3 มิติ ยังมาพร้อมฟีเจอร์แสดงภาพใต้ท้องรถด้านหน้า ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสภาพพื้นผิวถนนบริเวณใต้ท้องรถและด้านหน้ารถ ซึ่งโดยปกติจะเป็นพื้นที่อับสายตาจากตำแหน่งผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องขับผ่านเส้นทางท้าทาย ทั้งทางลาดชันและพื้นผิวที่เต็มไปด้วยก้อนหิน โดยมุมมองนี้จะแสดงผลขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเลือกใช้โหมดขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4HLc (ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมล็อกเฟืองกลาง) หรือ 4LLc (ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมล็อกเฟืองกลางและใช้เกียร์อัตราทดต่ำ) และยังสามารถเปิดใช้งานด้วยตัวเองได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการควบคุมรถและมีสมาธิจดจ่อกับเส้นทางเบื้องหน้าได้อย่างเต็มที่เมื่อขับขี่แบบออฟโรด

  • เทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะ MITSUBISHI CONNECT เพื่อความสะดวกในชีวิตประจำวัน

MITSUBISHI CONNECT รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและเพิ่มความอุ่นใจในสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยบริการเชื่อมต่อที่หลากหลาย อาทิ การควบคุมระบบปรับอากาศและตรวจสอบสถานะของตัวรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟน รวมถึงฟังก์ชัน SOS Call ที่เชื่อมต่อผู้โดยสารไปยังศูนย์ปฏิบัติการเพื่อรับความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

  • เครื่องเสียง Dynamic Sound Yamaha Ultimate: สุนทรียภาพแห่งเสียงระดับพรีเมียมตลอดการเดินทาง

เพื่อเติมเต็มบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร มาพร้อมเครื่องเสียง Dynamic Sound Yamaha Ultimate ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกับยามาฮ่า คอร์ปอเรชั่น เพื่อมอบความสุนทรีย์ที่เต็มอิ่มขั้นสุด โดยเครื่องเสียงนี้ประกอบด้วยลำโพงทั้งหมด 12 ตำแหน่ง และแอมพลิฟายเออร์ 2 ชุด พร้อมเทคโนโลยีชดเชยเสียงรบกวนที่ช่วยปรับระดับความดังและการจูนเสียงโดยอัตโนมัติตามความเร็วของตัวรถ เพื่อลดผลกระทบจากเสียงรบกวนจากพื้นถนน ช่วยให้ผู้โดยสารสัมผัสประสบการณ์การฟังเพลงที่เต็มอรรถรสและมีคุณภาพในหลากหลายรูปแบบการขับขี่

  1. ทําตลาดภายใต้ชื่อ มอนเตโร (Montero) ในบางประเทศ
  2. ปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุมตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570
  3. ข้อมูลจำเพาะและฟีเจอร์อาจแตกต่างกันตามรุ่นย่อยและ/หรือตลาดที่จำหน่าย
  4. หน้าจอขนาด 3 นิ้ว มีเฉพาะในรุ่นย่อยที่กำหนด
  5. แรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร มีเฉพาะในข้อมูลจำเพาะที่กำหนด
  6. สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งยางขนาด 20 นิ้ว

มาสด้า ผนึกสวาทแคท รวมพลัง “สู้สุดใจ” ก้าวไปด้วยกัน ผลักดันฟุตบอลไทย พร้อมสู้ศึกการแข่งขันฤดูกาล 2026/27

0

มาสด้าเดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี หรือ “สวาทแคท” สนับสนุนสโมสรในการแข่งขันไทยลีก 2 ฤดูกาล 2026/27 ภายใต้ธีม “SWATCAT STRONGER สู้สุดใจ” ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมาสด้าในการส่งต่อความสุขและสร้างแรงบันดาลใจผ่านกีฬา ตามแนวคิด “Joy Drives Lives” พร้อมร่วมเป็นพลังสนับสนุนนักกีฬาและวงการฟุตบอลให้ก้าวข้ามทุกความท้าทาย มุ่งพัฒนาศักยภาพและผลักดันความฝันของผู้คนให้ก้าวไปสู่เป้าหมาย รวมถึงมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาวงการฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน เพื่อสร้างผลงานที่น่าภาคภูมิใจและส่งต่อความสุขให้กับแฟนบอลชาวโคราชตลอดฤดูกาล

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือว่า “มาสด้ามุ่งมั่นส่งต่อความสุขและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนผ่านแนวคิด “Joy Drives Lives” ครอบคลุมถึงการสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬา เพื่อส่งเสริมพลังของความมุ่งมั่น ความมีน้ำใจนักกีฬา และการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ล้วนเป็นการถ่ายทอดคุณค่าที่มาสด้าให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยในฤดูกาล 2026/2027 มาสด้ายังคงเดินหน้าสนับสนุนสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 เพื่อร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนให้นักกีฬาและวงการฟุตบอลไทยก้าวข้ามทุกความท้าทาย พัฒนาศักยภาพของนักกีฬาระดับเยาวชนสู่เป้าหมายการเล่นระดับอาชีพ ร่วมสร้างความสุข ความภาคภูมิใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนบอลชาวไทยทุกคน ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและผลักดันวงการฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป”

“มาสด้าและทีมสวาทแคทเติบโตเคียงข้างกันมาอย่างยาวนาน โดยมาสด้าดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 75 ปี สวาทแคทไม่ใช่เพียงสโมสรฟุตบอล แต่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและความภาคภูมิใจของคนโคราชและแฟนฟุตบอลชาวไทย สำหรับฤดูกาลนี้ ภายใต้แนวคิด “SWATCAT STRONGER สู้สุดใจ” มาสด้าเชื่อมั่นในพลังของความมุ่งมั่นและสปิริตนักสู้ของทีม เป้าหมายสำคัญคือการร่วมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสโมสร พัฒนาศักยภาพของทีม และก้าวผ่านทุกความท้าทายไปด้วยกัน เพื่อสร้างผลงานที่ดีและส่งต่อความภาคภูมิใจและความสุขให้กับแฟนบอลชาวโคราชตลอดฤดูกาล” นายธีร์ กล่าวเสริม

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวแสดงความยินดีกับสโมสร “สวาทแคท” ว่าไม่ได้เป็นเพียงสโมสรฟุตบอล แต่เป็นตัวแทนของคนโคราช เป็นศูนย์รวมของพลัง ความรัก ความภาคภูมิใจ และความผูกพัน พร้อมระบุว่าแนวคิด “SWATCAT STRONGER สู้สุดใจ” สะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่เกิดจากพลังของทุกฝ่าย ทั้งนักฟุตบอล ผู้บริหาร ทีมงาน ผู้สนับสนุน และแฟนบอลที่รวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว

นายประเสริฐ บุญชัยสุข ประธานสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี กล่าวถึงทิศทางของสโมสรในฤดูกาล 2026/27 ว่า “STRONGER” ไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นในสนาม แต่หมายถึงการที่นักฟุตบอล ทีมงาน ผู้บริหาร ผู้สนับสนุน และแฟนบอลจะต้องเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นไปพร้อมๆ กัน อันเกิดจากประสบการณ์ การก้าวผ่านอุปสรรคนานัปการ หลอมรวมเป็นพลังของครอบครัวสวาทแคท พร้อมย้ำว่านักฟุตบอลทุกคนที่สวมเสื้อสโมสรลงสนาม ทุกคนกำลังลงเล่นในนามของนครราชสีมาและแฟนบอลทั้งจังหวัด”

นอกจากนี้ ก่อนเริ่มพิธีอย่างเป็นทางการ ยังได้รับเกียรติจาก โรงเรียนนอร์เทอดามนครราชสีมา นำการแสดงเปิดงาน สร้างสีสันและบรรยากาศ ก่อนเข้าสู่ช่วงพิธีการ โดยมี นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวแสดงความยินดีและกล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมกีฬาในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมสนับสนุนให้สโมสรเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการกีฬา การสร้างชื่อเสียง และนำความภาคภูมิใจให้กับจังหวัดในการเปิดงานครั้งนี้

พร้อมกันนี้ภายในงานฯ ได้มีการเปิดตัวชุดแข่งขันใหม่ของสวาทแคทประจำฤดูกาล 2026/27 พร้อมกัน 3 ชุด รวมถึงเปิดตัวนักฟุตบอล ทีมงานผู้ฝึกสอนประจำฤดูกาล 2026/27 และทีมงานบริหาร อย่างเป็นทางการ โดยมีพันธมิตรและผู้สนับสนุนของสโมสรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงเยาวชนสวาทแคท อะคาเดมี่ ที่มาร่วมงานพร้อมกับแฟนบอลสวาทแคทจนเต็มพื้นที่ Korat Hall 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งภาพประทับใจของงาน สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างทีมฟุตบอลอาชีพ การพัฒนาเยาวชน ผู้สนับสนุน และชุมชน ตอกย้ำพลังความร่วมมือที่พร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน สู่เป้าหมายในการสร้างทีมที่แข็งแกร่ง และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนโคราชและแฟนบอลสวาทแคททั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “STRONGER สู้สุดใจ”

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดตัวแคมเปญประจำเดือนกันยายน 

0
เกัย 1

 บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดตัวแคมเปญพิเศษประจำเดือนกันยายนอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ  แคมเปญนี้ มาพร้อมข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อร่วมส่งต่อความพิเศษให้กับลูกค้าคนสำคัญของเกีย ด้วยดีลดีที่สุดขยายระยะเวลาต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคม 2569 กับ The Kia Carnival รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัวที่ได้รับความนิยมกับคนไทยมาเป็นเวลามากกว่า 20 ปี นอกจากนี้แล้วในรถยนต์รุ่นอื่นๆเช่น The Kia EV5 รถยนต์ที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ด้วยเส้นสาย ดีไซน์เฉพาะตัว ก็เข้าร่วมเคมเปญสุดพิเศษเดือนนี้ด้วยเช่นกัน เกีย พร้อมมอบความคุ้มค่า และ ประโยชน์ระยะยาวในการเป็นเจ้าของ โดยมีรายละเอียดแต่ละรุ่น ดังนี้ 

เกัย  2

  • The Kia Carnival Diesel SXL มาตรฐานใหม่ของรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียมที่คู่ใจทุกครอบครัวคนไทยมากกว่า 20ปี รับส่วนลดมูลค่า 595,000 บาท  (จากราคาจำหน่ายปกติ 2,594,000 บาท)
  • The new Kia Carnival HEV Premium มอบการขับเคลื่อนแบบไฮบริดที่หรูหรา สะดวกสบาย เหมาะสำหรับครอบครัวและผู้บริหารรับส่วนลดสูงสุดมูลค่า 200,000 บาท (จากราคาจำหน่ายปกติ 2,499,000 บาท)
  • The Kia EV5 รถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% มาพร้อมเทคโนโลยีภายในห้องโดยสารล้ำสมัย
    ราคาพิเศษเริ่มต้น 1.08 ล้านบาท (ในรุ่นAir หลังหักส่วนลดมูลค่า 319,000 บาท) และพิเศษสุดสำหรับรุ่น Earth Long Range กับราคาจำหน่ายใหม่ 1,349,000 บาท (จากราคาจำหน่ายเดิม 1,599,000 บาท) พร้อมรับส่วนลดพิเศษ 50,000 บาท
  • The Kia Sorento PHEV รถ SUV 3 แถว 6 ที่นั่ง ผสานประสิทธิภาพของระบบปลั๊กอินไฮบริด เข้ากับความสะดวกสบายระดับพรีเมียม พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD ราคาพิเศษ 1.549 ล้านบาท (หลังหักส่วนลดมูลค่า 550,000 บาท)

เกัย  4

นอกจากข้อเสนอด้านราคาที่คุ้มค่า เกียยังเสริมความมั่นใจในการเป็นเจ้าของด้วยแพ็กเกจดูแลแบบครบวงจร อาทิ การรับประกันคุณภาพตัวรถสูงสุด 7 ปี การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง สูงสุด 8 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

ลูกค้าสามารถสัมผัสและทดลองขับรถยนต์เกียทุกรุ่นได้แล้ววันนี้ ที่ผู้แทนจำหน่ายเกียอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kia.com/th หรือสอบถามข้อมูลจากผู้แทนจำหน่ายเกียใกล้บ้านคุณ

“ซูซูกิ” สานต่อความสำเร็จ ขยายความสุขเพื่อลูกค้าซูซูกิและครอบครัว เป็นเจ้าของ SUZUKI FRONX ได้ง่ายยิ่งขึ้น ส่งแคมเปญ GLX และ GLX PLUS ราคาพิเศษเริ่มต้น 649,000 บาท จำนวนจำกัดเพียง 499 คัน ตั้งแต่ 1 ก.ย.-31 ต.ค 69

0

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจากซูซูกินำเสนอแคมเปญพิเศษสำหรับ SUZUKI FRONX รุ่น GL ในราคาเริ่มต้น 599,000 บาท เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าซูซูกิและสมาชิกในครอบครัว ปรากฏว่าได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าอย่างล้นหลาม ส่งผลให้จำนวนสิทธิ์ตามแคมเปญดังกล่าวเต็ม และต้องปิดรับสิทธิ์ก่อนสิ้นสุดระยะเวลาแคมเปญอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่า SUZUKI FRONX ยังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มองหายนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวีที่ผสานความคุ้มค่า ดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

ซูซูกิ 2

จากความสำเร็จของการนำเสนอแคมเปญดังกล่าว และความสนใจจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของ SUZUKI FRONX ในรุ่นย่อยอื่นเพิ่มมากขึ้น ซูซูกิจึงเดินหน้าสานต่อความสำเร็จ พร้อมขยายโอกาสให้ลูกค้าซูซูกิและสมาชิกในครอบครัวสามารถเป็นเจ้าของยนตรกรรม B-SUV Hybrid ได้ในราคาที่คุ้มค่ายิ่งขึ้น   ด้วยการนำเสนอแคมเปญ SUZUKI FRONX รุ่น GLX และ GLX PLUS ได้ในราคาสุดพิเศษเริ่มต้นเพียง 649,000 บาท จำนวนจำกัด 499 คัน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้

ซูซูกิ 3

SUZUKI FRONX GLX

  • ลูกค้าเจ้าของรถยนต์ซูซูกิและครอบครัวเลือกรับสิทธิพิเศษ
  • ราคาพิเศษ เริ่มต้น 649,000 บาท
  • หรือเลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 50,000 บาท
  • ลูกค้าทั่วไป
  • ราคาพิเศษ เริ่มต้น 669,000 บาท
  • ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 30,000 บาท

ทุกเงื่อนไขรับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 ปี

ซูซูกิ 4

SUZUKI FRONX GLX PLUS

  • ลูกค้าเจ้าของรถยนต์ซูซูกิและครอบครัวเลือกรับสิทธิพิเศษ
  • ราคาพิเศษ เริ่มต้น 699,000 บาท
  • หรือเลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 50,000 บาท
  • ลูกค้าทั่วไป
  • ราคาพิเศษ เริ่มต้น 719,000 บาท
  • หรือเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 30,000 บาท
  • ทุกเงื่อนไขรับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 ปี

ซูซูกิ 5

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากข้อเสนอพิเศษในการเป็นเจ้าของ SUZUKI FRONX แล้ว ซูซูกิยังคงมุ่งมั่นส่งมอบความอุ่นใจตลอดระยะเวลาการครอบครองรถ ด้วยโปรแกรม SUZUKI FRONX Worry Free Maintenance Package ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถตามระยะทางนานถึง 7 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ครอบคลุมทั้งค่าแรงและค่าอะไหล่แท้สำคัญตามตารางบำรุงรักษาอย่างเป็นทางการของซูซูกิ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้สูงสุด 6,781 บาท เมื่อเทียบกับราคาปกติ โดยรุ่น GLX/GLX PLUS ราคาเพียง 35,999 บาท จากราคาปรกติ 42,780 บาท เมื่อซื้อพร้อมกับการออกรถใหม่ หรือหากลูกค้าซื้อหลังรับรถภายใน 90 วัน ในราคา 37,999 บาท สามารถนำไปรวมกับการผ่อนชำระค่างวดรถ เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนการบริหารค่าใช้จ่ายและมั่นใจในการครอบครองรถในระยะยาว

ซูซูกิ 6

SUZUKI FRONX มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือกทั้งแบบ K15B ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น และ K15C DUALJET ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ ที่เป็นการผสานพลังเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี Integrated Starter Generator (ISG)  และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ พร้อมมอบสมรรถนะที่เร้าใจด้วยอัตราเร่งที่เฉียบคม และประหยัดน้ำมัน ทำให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างนุ่มนวลและเงียบสบายอย่างลงตัว

โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตทันสมัย ทั้งไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Light กระจังหน้าทรงพลัง ไฟท้าย LED เชื่อมต่อเต็มแนว ภายในห้องโดยสาร ติดตั้งจอสัมผัส 9 นิ้วรองรับ Apple CarPlay แบบไร้สายและ Android Auto พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน Paddle Shift ระบบ Push Start แท่นชาร์จไร้สาย และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

โครงสร้างตัวถัง TECT และแพลตฟอร์ม HEARTECT ที่แข็งแรงแต่น้ำหนักเบา พร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน เช่น Hill Hold Control, ESP, ระบบ Idling Stop, จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX, และรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.8 เมตร ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมือง อุ่นใจทุกเส้นทางกับระบบความปลอดภัยรอบคันของ SUZUKI FRONX ในทุกรุ่น ด้วยถุงลมนิรภัย SRS มากถึง 6 ตำแหน่ง และพิเศษเฉพาะสำหรับ GLX PLUS ที่ครบครันด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่สูงสุดในทุกเส้นทาง ประกอบไปด้วย

  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II (DSBS II)
  • จอแสดงข้อมูล Head-up Display (HUD)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist (LKA)
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW)
  • ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Prevention (LDP)
  • ระบบเตือนเมื่อรถส่าย Vehicle Sway Warning
  • ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor (BSM)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)
  • กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Surround View Monitor
  • เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน Parking Sensor

“ซูซูกิขอขอบคุณลูกค้าคนไทยที่เปิดโอกาสให้เราได้ดูแลและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนชีวิตอย่างมีคุณภาพ เราจะยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพ พร้อมพัฒนางานบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ความไว้วางใจจากลูกค้าทุกท่านคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ซูซูกิมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และพร้อมเคียงข้างลูกค้าชาวไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”

ซูซูกิ7

ซูซูกิมีโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุม  75 แห่งทั่วประเทศ พร้อมด้วยศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน 44 แห่ง และศูนย์บริการ 2S (Service & Spare Parts) จำนวน  11 แห่ง อีกทั้งยังมีบริการ “Mobile Service” ที่พร้อมดูแลรถยนต์นอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตรวจสอบระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือการบำรุงรักษาพื้นฐานต่างๆ พร้อมด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้บริการควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย