Home Blog Page 101

บางจากฯ จับมือ สปสช. เปิด ‘คลินิกปันรักษ์’ ให้บริการสุขภาพพื้นฐาน ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก

0
บางจาก 1

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และบริษัท All Healthy จำกัด เปิดคลินิกปันรักษ์ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขพื้นฐานได้สะดวกและง่ายขึ้น ต่อยอดธุรกิจเสริมด้าน Health & Wellbeing ตามแผนยุทธศาสตร์การตลาดของบริษัทฯ เดินหน้าการสร้างสรรค์สถานีบริการน้ำมันบางจากให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับคนทุกช่วงวัย

บางจาก 2

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ประธานกรรมาธิการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฏร ทพ. อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และผู้บริหารจากบริษัท All Healthy จำกัด ร่วมเปิด ‘คลินิกปันรักษ์’ สาขาแรกในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่ถนนอ่อนนุช ซอยอ่อนนุช 55 เมื่อเร็วๆ นี้

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์การตลาดของบางจากฯ คือการพัฒนาสถานีบริการน้ำมันให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ทั้งพลังงานคุณภาพสูง พร้อมเป็นจุดนัดพบและศูนย์กลางของชุมชน ตลอดจนการดูแลสุขภาพ ตามแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก โดยแนวทางหนึ่งคือการดำเนินธุรกิจเสริมด้าน Health & Wellbeing ที่ครอบคลุมสุขภาพกาย ใจ และโภชนาการ ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าให้บริการด้านสุขภาพกว่า 200 แห่ง และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 300 แห่งในปีนี้ ล่าสุดนี้ได้ต่อยอดเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพพื้นฐาน ด้วยการร่วมมือกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และบริษัท All Healthy เปิด “คลินิกปันรักษ์” ภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ให้บริการรักษาพยาบาลเบื้องต้น เช่น การตรวจรักษาโรคทั่วไป เย็บแผล อุบัติเหตุฉุกเฉิน ฉีดวัคซีน และตรวจสุขภาพประจำปี รองรับทั้งผู้ใช้สิทธิบัตรทองและผู้ชำระเงินเอง โดยในระยะแรก บริษัทฯ ตั้งเป้าเปิดคลินิกปันรักษ์ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก 5 สาขาภายในปี 2568

นอกจากนี้ บางจากฯ ยังมีโครงการให้บริการด้านสาธารณสุขด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาและดูแลสุขภาพได้ทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ Health-Screening Kiosk ที่สามารถวัดค่าพื้นฐานด้านสุขภาพ ได้แก่ ส่วนสูง น้ำหนัก อุณหภูมิ ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด รวมถึงตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อคัดกรองโรคหัวใจเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน พร้อมให้คำแนะนำด้านสุขภาพ

และอีกหนึ่งนวัตกรรมคือ เครื่องบำบัดด้วยออกซิเจนแรงดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy) ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนล้าและบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับและระบบไหลเวียนโลหิต อีกทั้งยังช่วยเร่งการฟื้นตัวหลังผ่าตัด เสริมการเผาผลาญ และเพิ่มภูมิต้านทาน โดยผู้ใช้บริการจะได้รับความผ่อนคลายไปด้วยในระหว่างการบำบัด

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า รัฐบาลมีนโยบายที่มุ่งพัฒนา “30 บาทรักษาทุกที่” ในการขยายบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยและภาระงานบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล จึงได้ขยาย “หน่วยบริการนวัตกรรมสาธารณสุข” ในระบบฯ ที่ดำเนินการอยู่นี้ โดยมี “คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น” เป็นหนึ่งในหน่วยบริการฯ

บางจาก 3

อย่างไรก็ดีแม้ว่า สปสช. จะดำเนินการทั้งในส่วนของสิทธิประโยชน์บริการ และเตรียมความพร้อมของระบบต่างๆ เพื่อรองรับการให้บริการ แต่การจะบรรลุตามเป้าหมายได้นั้น จุดที่ตั้งของหน่วยบริการถือเป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้ประชาชนใช้สิทธิเข้ารับบริการตามนโยบายได้ และ “สถานีบริการน้ำมันบางจาก” ก็เป็นพื้นที่ตอบโจทย์ ซึ่งด้วยความตระหนักอันดีของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่นฯ ในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยรวมถึงคำนึงถึงสุขภาพของลูกค้า โดยในจำนวนนี้เป็นผู้มีสิทธิบัตรทองฯ จึงนำมาสู่ความร่วมมือนี้

ทั้งนี้ คลินิกปันรักษ์ เป็นหน่วยบริการนวัตกรรมฯ แห่งแรกที่ได้จัดตั้งขึ้นในสถานีบริการน้ำมันบางจากภายใต้ความร่วมมือกับ สปสช.ที่มีบริการครบครัน พร้อมให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ ทั้งบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น บริการการแพทย์ทางไกลในลักษณะผู้ป่วยนอกทั่วไป (OP Telemedicine) ที่ครอบคลุมรักษา 42 กลุ่มโรคและอาการสำหรับ ผู้มีสิทธิบัตรทองฯ และบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 7 รายการ สำหรับประชาชนทั่วไป

“เชื่อมั่นว่าคลินิกปันรักษ์จะเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่ขยายหน่วยบริการนวัตกรรมในสถานีบริการน้ำมันบางจากพื้นที่ต่างๆ ด้วยความมุ่งมั่นของสองหน่วยงานในการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยต่อไป” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว

 

 

“ฮุนได” เปิดตัว “The New IONIQ 5 N Line” มาพร้อมชุดแต่งดีไซน์จากสนามแข่ง ในราคา 1.988 ล้านบาท

0
IONIQ 5 N Line 1

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย เปิดตัว IONIQ 5 N Line รุ่นปี 2025 เสริมไลน์อัป IONIQ 5 เจ้าของรางวัลระดับโลกด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ผสานกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ พัฒนาไดนามิกการขับขี่ด้วยแบตเตอรี่ใหม่ การเปิดตัวรุ่น N Line ยังเป็นก้าวสำคัญของฮุนไดในการนำสุนทรียศาสตร์การออกแบบจากมอเตอร์สปอร์ตมาสู่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาทั้งดีไซน์สปอร์ตและความอเนกประสงค์ในหนึ่งเดียว

IONIQ 5 N Line  2

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “N Line คือการออกแบบพิเศษของฮุนไดเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจมากขึ้นสำหรับรถไฟฟ้า โดยฮุนไดมุ่งทลายข้อจำกัดของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ผ่านการนำเสนอนวัตกรรม สมรรถนะ และการออกแบบที่ล้ำสมัย ซึ่งรถยนต์ในรุ่น N Line ยังเป็นมากกว่าความสวยงาม เพราะผสมผสานทั้งองค์ประกอบดีไซน์แนวสปอร์ต ในขณะเดียวกันยังคงความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองหรือเดินทางไกลบนทางหลวง IONIQ 5 N Line จึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสความเร้าใจในชีวิตประจำวัน”

IONIQ 5 N Line 3

IONIQ 5 N Line เปี่ยมพลังและนวัตกรรมที่ดีขึ้น
การอัปเกรดครั้งสำคัญของ IONIQ 5 N Line ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยชุดแบตเตอรี่แบบใหม่ขนาด 84.0 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มระยะทางการขับขี่ได้สูงสุดถึง 530 กม. (จากเดิม 481 กม. ในแบตเตอรี่ขนาด 72.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง) มอบประสิทธิภาพและความมั่นใจในการเดินทางที่ไกลขึ้น นอกจากนี้ดีไซน์ภายนอกยังได้รับการออกแบบใหม่เพื่อให้ดูสปอร์ต ด้วยดีไซน์ด้านหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกันชนหน้า-หลัง และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่ออกแบบใหม่เฉพาะรุ่น N Line เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์

IONIQ 5 N Line 4

ภายในห้องโดยสารของ IONIQ 5 N Line ผสานความสปอร์ตและความสะดวกสบายระดับพรีเมียมอย่างลงตัว พวงมาลัยหุ้มหนังฉลุลายพร้อมตะเข็บด้ายแดง เบาะนั่งสไตล์สปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Alcantara พร้อมโลโก้ N เบาะผู้ขับขี่ปรับเอนนอนได้แบบ Zero Gravity ด้วยไฟฟ้าพร้อมที่พักขา เพิ่มบรรยากาศสปอร์ตด้วยคันเร่งและเบรกดีไซน์สปอร์ต แผงหน้าปัดดีไซน์ N Line และแผงบุหลังคาสีดำ คอนโซลกลางแบบ Universal Island ที่ปรับปรุงใหม่ วางปุ่มควบคุมต่าง ๆ ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย พร้อมแท่นชาร์จไร้สายที่ย้ายมาตำแหน่งด้านบนของคอนโซลกลาง เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดในทุกการเดินทาง

IONIQ 5 N Line 6

“Spark your drive. เติมตัวตนที่ใช่” ด้วย IONIQ 5 N Line
IONIQ 5 N Line เป็นโมเดลแรกที่ทำตลาดพร้อมชุดแต่ง N Line ของฮุนได เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจมากขึ้น โดยถูกวางตำแหน่งให้อยู่ระหว่าง IONIQ 5 และ รุ่นสมรรถนะสูงอย่าง IONIQ 5 N ผสมผสานแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ตมายังการออกแบบ IONIQ 5 N Line ภายใต้สโลแกน “Spark your drive. เติมตัวตนที่ใช่” ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของยานยนต์กลุ่ม N ของฮุนได ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการโดดเด่นบนท้องถนนด้วยการออกแบบที่แตกต่าง ในขณะที่ยังคงความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

IONIQ 5 N Line  6

เทคโนโลยีการขับขี่ที่ปลอดภัย และล้ำสมัย

IONIQ 5 N Line ผสานเทคโนโลยีล่าสุดของฮุนไดเพื่อมอบความมั่นใจในการขับขี่ที่ปลอดภัยและชาญฉลาด มาพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ล้ำสมัย ด้วยหน้าจอสัมผัสมัลติมีเดียขนาด 12.3 นิ้วและแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ wireless Apple CarPlay และ Android Auto เพื่อการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนที่สะดวกไร้สาย เพื่อเพิ่มความปลอดภัย IONIQ 5 N Line ยังติดตั้งระบบ Hyundai SmartSense™ ซึ่งมีทั้งระบบช่วยหลีกเลี่ยงการชนในจุดบอด (BCA) ระบบหลีกเลี่ยงการชนด้านหน้า (FCA) ระบบช่วยรักษาตำแหน่งในช่องเดินรถ (LKA) และระบบควบคุมในช่องเดินรถ (LFA) รวมถึงระบบควบคุมความเร็วคงที่อัจฉริยะ (SCC) พร้อมระบบ Stop & Go โดยคุณสมบัติเหล่านี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกลของคุณ

IONIQ 5 N Line 7

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว IONIQ 5 N Line ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง รถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นการขยายไลน์อัปของ IONIQ 5 โดยผสานการออกแบบที่นำแรงบันดาลใจจากวงการมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับเทคโนโลยีไฟฟ้าขั้นสูง เพื่อนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะมาสู่ตลาดเมืองไทย ยกระดับพอร์ตโฟลิโอของ IONIQ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ฮุนไดในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม”

IONIQ 5 N Line 9

IONIQ 5 N Line เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1.988 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสรถคันจริง ได้ที่ IONIQ Lab อาคารทรูดิจิทัลพาร์ค ฝั่งเวสต์ ได้ระหว่างวันที่ 21-28 กุมภาพันธ์ 2568 หรือพบกับข้อเสนอสุดพิเศษได้ที่ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ IMPACT Challenger กรุงเทพฯ

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ส่งแคมเปญบริการหลังการขาย “Elevate Your Ride” มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษครอบคลุมทุกช่วงอายุรถยนต์

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับบริการหลังการขาย เพื่อตอบแทนลูกค้าคนสำคัญให้ทุกการเดินทางราบรื่นและมั่นใจยิ่งขึ้น ผ่านแคมเปญ “Elevate Your Ride” เมื่อนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น ทุกช่วงอายุของรถยนต์ (รวมรถ Van) มาเข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ และมียอดค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์บริการฯ ตามที่กำหนด* ในช่วงระยะเวลาของแคมเปญ ระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 – 30 เมษายน 2568 โดยลูกค้าจะได้รับสิทธิพิเศษ ดังนี้

เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป (ยอดรวมค่าอะไหล่และค่าแรงหลังหักส่วนลด ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เลือกรับสิทธิพิเศษ**อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
1.ส่วนลดพิเศษ 50 % จานเบรก 1 คู่ (หน้าซ้าย-ขวา หรือ หลังซ้าย-ขวา) หรือ
2.รับฟรี! ผ้าเบรก 1 คู่ (หน้าซ้าย-ขวา หรือ หลังซ้าย-ขวา) หรือ
3.รับฟรี! ไส้กรองฝุ่นแอร์ เมื่อมีการเข้ารับบริการ Service A หรือ B เท่านั้น
**มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 40,000 บาทขึ้นไป (ยอดรวมค่าอะไหล่และค่าแรงหลังหักส่วนลด ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เลือกรับสิทธิพิเศษ***อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
1.รับฟรี! ผ้าเบรก 1 คู่ และ จานเบรก 1 คู่ (หน้าซ้าย-ขวา หรือ หลังซ้าย-ขวา) หรือ
2.รับฟรี! ผ้าเบรก 2 คู่ (หน้าซ้าย-ขวา และ หลังซ้าย-ขวา)
***มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท

*เงื่อนไขและข้อกำหนดเพิ่มเติม ดังนี้
1.สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 – 30 เมษายน 2568 และชำระค่าใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด
2.ยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 20,000 บาท และ 40,000 บาท (มูลค่าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม) คำนวณเฉพาะค่าสินค้าและบริการตามประเภทที่กำหนด รวมค่าอะไหล่และค่าแรงหลังหักส่วนลดใดๆ (ถ้ามี)
3.ยอดค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการฯ ตามเงื่อนไข สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการ ดังนี้
•ลูกค้าที่เข้ารับบริการประเภท งานเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง รวมถึงงานซ่อมทั่วไป เฉพาะรายการที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระเงินค่าสินค้าและบริการเท่านั้น
•ลูกค้าที่ซื้อสินค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์คอลเลคชัน/สินค้าประดับยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์
(MB Collection and Accessories)
•ลูกค้าที่เปลี่ยนยาง MB Tires
*หมายเหตุ: ไม่รวมการเข้ารับบริการตามการรับประกัน (Warranty) ปกติ, ไม่รวมยอดใช้จ่ายในการซื้อแพ็กเกจ MBSP และบริการเสริม Digital Extras, งาน Internal , งานบริการหรืองานซ่อมสำหรับรถยนต์ประเภทฟลีท (Fleet) ,รถยนต์ที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ หรืองานเคลมประกันภัย และไม่รวมงานซ่อมสีและตัวถัง

4.ในกรณีที่มูลค่าอะไหล่ที่ได้รับมีมูลค่ามากกว่าสิทธิพิเศษสูงสุดที่กำหนดไว้ (10,000 และ 25,000 บาท ตามเงื่อนไขฯ) ลูกค้าจะเป็นผู้ชำระค่าเงินค่าอะไหล่ส่วนต่าง
5.สิทธิพิเศษเฉพาะอะไหล่ ไม่รวมค่าแรง ทั้งนี้ ลูกค้าเป็นผู้ชำระค่าแรงในการเปลี่ยนอะไหล่ที่ได้รับ
6.กรณีลูกค้าประสงค์จะเลือกสิทธิพิเศษรับฟรีผ้าเบรกหรือจานเบรก รถยนต์ที่เข้ารับบริการจะต้องมีเงื่อนไข ดังนี้
•รถยนต์แสดงสัญลักษณ์ไฟโชว์ หรือมีข้อความแจ้งเตือนการเปลี่ยนอะไหล่
(ผ้าเบรก/จานเบรก)
•ผ้าเบรกปัจจุบัน ต้องมีความหนาเท่ากับหรือน้อยกว่า 6 มม. หรือ
•จานเบรกปัจจุบัน ต้องสึกหรอมากกว่า 1.5 มม. จากความหนาปกติของอะไหล่ใหม่

7.สามารถรับสิทธิพิเศษได้เพียง 1 สิทธิ ต่อ 1 หมายเลขตัวถังเท่านั้น
8.สิทธิพิเศษไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชั่นอื่นได้
9.สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้ โดยลูกค้าจะต้องเปลี่ยนอะไหล่ฟรีตามรายการที่เลือกรับ (ผ้าเบรก ไส้กรองอากาศ หรือจานเบรก) ณ ศูนย์บริการฯ ในวันที่เข้ารับบริการเท่านั้น และไม่สามารถนำเฉพาะชิ้นส่วนอะไหล่ที่ได้รับออกนอกศูนย์บริการฯ
10.เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดตรวจสอบเงื่อนไขและรายละเอียดแคมเปญได้ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://mb4.me/TH_CSSpecialOffers หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าฯ โทร. 1250
ทั้งนี้ เงื่อนไขให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการกำหนด
#MercedesBenz #MercedesBenzThailand #MBTHCS

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” ชูนวัตกรรมสุดล้ำปกป้องทุกชีวิตของ GWM ORA Good Cat การันตีความปลอดภัย มั่นใจในทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝัน  

0
เกรท วอลล์ มอเตอร์ 1

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ผู้นำตลาดรถยนต์ระดับโลก พร้อมยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ชำแหละทุกชิ้นส่วนของแบตเตอรี่แรงดันสูงของ GWM ORA Good Cat พร้อมเผยรายละเอียดศักยภาพความปลอดภัยที่เหนือชั้นและเบื้องหลังเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าของรถยนต์ไฟฟ้า GWM ORA Good Cat ที่เป็นผลลัพธ์ของการวิจัยและพัฒนาของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับสูงสุด เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วโลกและในประเทศไทยมั่นใจและอุ่นใจกับการใช้น้องเหมียวไฟฟ้าในทุกเส้นทาง โดย GWM ORA Good Cat ได้ถูกขนานนามว่าเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง สามารถปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารจากทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 2

ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดีกับ GWM ORA Good Cat ซึ่งนอกเหนือจากดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ผู้ใช้งานหลายคนต่างมีประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมกับ GWM ORA Good Cat โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความประทับใจและอุ่นใจจากความปลอดภัยขั้นสูงจากเหตุการณ์ฉุกเฉินและไม่คาดฝันหลากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและอยู่ตามหน้าสื่อต่าง ๆ ทั้งอุบัติเหตุการชนบนท้องถนน น้ำท่วมสูง หรือแม้กระทั่งเพลิงไหม้ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดของมาตรฐานด้านความปลอดภัยของ GWM ORA Good Cat ได้อย่างแท้จริง กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ชาวไทยเปิดใจรับเจ้าเหมียวไฟฟ้าคันนี้เข้าไปอยู่ในใจแล้วกว่า 4 ปี อย่างไม่มีข้อกังขา ปัจจุบัน น้องเหมียวไฟฟ้ายังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องด้วยหลากหลายเหตุผลสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหตุผลด้านความปลอดภัย พิสูจน์ได้ด้วยยอดขายสะสมรวมทั้งสิ้น 15,000 คัน (ข้อมูลเดือน มกราคม 2568) และล่าสุดก็ยังสามารถคว้ายอดจองอันดับ 1 ของบูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภายในงาน Motor Expo 2024 ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความนิยมและความไว้วางใจที่ลูกค้าชาวไทยมีต่อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นนี้”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 3

องค์ประกอบสำคัญ 4 ด้านที่การันตีความปลอดภัยขั้นสูงของ GWM ORA Good Cat ประกอบด้วย โครงสร้างตัวถังรถที่แข็งแกร่ง แบตเตอรี่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านความปลอดภัยสุดอัจฉริยะ ระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (Passive Safety) และเชิงป้องกัน (Active Safety) รวมถึงการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากเวทีระดับโลก

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 5

โครงสร้างตัวถังจากเหล็กกล้าอันทรงพลัง ปกป้องผู้โดยสารจากทุกเหตุการณ์บนท้องถนน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มีการนำเหล็กกล้าคุณภาพสูงมาใช้ในการผลิตและประกอบรถยนต์พลังงานใหม่ในทุก ๆ รุ่น ซึ่ง GWM ORA Good Cat มีตัวถังที่ใช้เหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงถึง 71.71% ของส่วนประกอบทั้งหมด ประกอบไปด้วย เหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูง 31.89% เหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงพิเศษ 24.89% และเหล็กกล้าที่ผ่านการขึ้นรูปด้วยความร้อน 14.93% ที่สามารถต้านทานแรงดึงได้สูงถึง 1,520 Mpa และสามารถทนแรงกดได้มากกว่า 10 ตัน อีกทั้งโครงสร้างของตัวรถได้รับการออกแบบให้มีลักษณะเป็นกรงทรงกลมเพื่อให้สามารถกระจายน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดแรงกระแทกจากด้านข้าง โดยโครงสร้างด้านหน้าจะมีการออกแบบการกระจายแรงใน 3 ทิศทางที่เป็นเอกลักษณ์ ช่วยให้แรงชนถูกกระจาย ถ่ายโอน ผ่านส่วนบน กลาง และล่างของโครงสร้างรถ โดยจะทำงานร่วมกับแผ่นเสริมแรงบริเวณเสา B ของรถยนต์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับจุดรับแรงที่สำคัญ ผนวกกับคานเสริมผนังกั้นด้านหน้าที่เชื่อมต่อกับเสา A ของรถยนต์ ช่วยปกป้องโครงสร้างรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของด้านหลังของรถยนต์มีโครงสร้างคานยาวด้านหลังออกแบบให้เป็นแนวตรง ผลิตจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวถัง ลดการเสียรูปและความเสียหายของรถยนต์แม้เกิดการชนท้าย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 6

แบตเตอรี่ไฟฟ้าทรงพลัง อัดแน่นเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านความปลอดภัยขั้นสูง รองรับทุกสถานการณ์ ทุกเส้นทาง

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 8

แบตเตอรี่แรงดันสูงของ GWM ORA Good Cat ผลิตจากโรงงาน SVOLT Energy ในประเทศไทย มีจุดเด่น 4 ประเภท ได้แก่ การปกป้องจากการกระแทก ความต้านทานการกัดกร่อน ความทนทานต่อไฟ และป้องกันการระเบิดได้ดี คุณสมบัติเหล่านี้ทำจากวัสดุนวัตกรรมใหม่ โดยมีวาล์วระบายความดันป้องกันการระเบิดและการควบคุมอุณหภูมิ  ตัวแบตเตอรี่มีวัสดุฝาครอบบน (Upper Shell) ทำจากวัสดุ SMC (Sheet Molding Compound) ซึ่งสามารถทนทานไฟ ป้องกันการลุกไหม้ มีความแข็งแรงสูง ส่วนวัสดุฝาครอบล่าง (Lower Shell) เป็นแผ่นเหล็กหนา 1.2 มิลลิเมตร มีการเคลือบพื้นผิวซึ่งทำจากอลูมิเนียมอัลลอยด์ซีรีส์ 6 ซึ่งทนต่อการกัดกร่อนและมีความแข็งแรงสูงสามารถทนต่อแรงกด 25 kN (เทียบเท่ากับวัตถุน้ำหนัก 2.551 ตัน) ส่วนขอบด้านข้างของแบตเตอรี่สามารถทนต่อแรงกด 100 kN (เทียบเท่ากับวัตถุน้ำหนัก 10.2 ตัน) แบตเตอรี่แพ็กมีคุณสมบัติคือ น้ำหนักเบา มีความแข็งแรงสูง ทนต่อแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือนได้ดี สามารถป้องกันการกัดของสัตว์และช่วยปกป้องชุดแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งาน

 

นอกจากนี้ จุดเริ่มต้นของความปลอดภัยใน GWM ORA Good Cat เริ่มต้นที่เซลล์แบตเตอรี่ โดยมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่รูปทรงใบมีดสั้น (Short Blade Battery) ที่เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยขั้นสูง ด้วยโครงสร้างเซลล์ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LiFePO4) ซึ่งมีความเสถียรสูงและทนทาน สามารถทำงานได้ในช่วงอุณหภูมิระหว่าง -30 ถึง 60 องศาเซลเซียส ในช่วงความกดอากาศ -150 ถึง 5,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง และภายใต้สภาวะความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ 2 ถึง 98% เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย นอกจากนี้ แต่ละเซลล์แบตเตอรี่ยังมีการติดตั้งวาล์วป้องกันการระเบิดที่สามารถระบายแรงดันออกทางด้านข้าง เพื่อลดความเสี่ยงจากแรงดันที่มากเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น การจัดวางแบบ CTP Matrix ยังช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน ลดการใช้พื้นที่ และช่วยกระจายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น พร้อมรับประกันประสิทธิภาพที่เสถียรแม้ในสภาวะการใช้งานที่ท้าทายได้อีกด้วย

 

ในขณะที่กระบวนการประกอบแบตเตอรี่ของ GWM ORA Good Cat ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน พร้อม ระบบติดตามพารามิเตอร์ที่ละเอียดและแม่นยำเพื่อรับรองคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด ในระหว่างการประกอบนั้น มีการตรวจสอบทุกจุดเชื่อมต่อสายไฟ ด้วยระบบติดตามที่สามารถตรวจวัดแรงดันไฟฟ้า อุณหภูมิ กระแสไฟ และการส่งสัญญาณได้อย่างแม่นยำ กระบวนการตรวจสอบนี้ยังรวมถึงการทดสอบความทนทานต่อแรงกระแทก ความต้านทานต่อการกัดกร่อน และการป้องกันการรั่วซึมของของเหลวด้วยมาตรฐาน IPX9K และ IP67 ได้อีกด้วย ซึ่งแบตเตอรี่ GWM ORA Good Cat ผ่านการทดสอบที่เข้มงวด ทั้งการตกจากความสูง 1 เมตร และการทดสอบการกัดกร่อนโดยการพ่นน้ำเกลือเป็นเวลา 40 วัน การแช่น้ำลึก 1 เมตรนาน 1 ชั่วโมง โดยไม่มีการรั่วไหล ไม่มีการลัดวงจร ไม่เกิดสนิม การรั่วซึม ไฟไหม้ หรือระเบิด ด้วยมาตรฐานการประกอบที่พิถีพิถันและให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยสูงสุดนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่ GWM ORA Good Cat พร้อมมอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมและความปลอดภัยขั้นสูงอย่างแท้จริง

 

สำหรับระบบการจัดการแบตเตอรี่ หรือ Battery Management System (BMS) ของ GWM ORA Good Cat ได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยสูงสุด ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบและควบคุมสถานะของแบตเตอรี่ได้แบบเรียลไทม์ ทั้งแรงดันไฟฟ้า อุณหภูมิ สภาพการชาร์จ (SOC) สภาพสุขภาพของแบตเตอรี่ (SOH) การควบคุมคอนแทคเตอร์ (Contactor) และการจัดการแรงดันสูง พร้อมระบบวิเคราะห์และแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างแม่นยำ โดย BMS ทำหน้าที่เสมือนสมองของมนุษย์ ที่จะสามารถตรวจจับความผิดปกติและดำเนินการตามระดับความรุนแรงที่กำหนดไว้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่ไม่กระทบต่อการทำงานของระบบ ไปจนถึงข้อผิดพลาดร้ายแรงที่ต้องหยุดระบบทันที นอกจากนี้ เมื่อตรวจพบแรงกระแทกหรืออุบัติเหตุ ระบบไฟฟ้าจะตัดการทำงานโดยอัตโนมัติภายในเวลาเพียง 0.1 วินาที เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจรและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างทันท่วงที

 

ให้มาแบบจัดเต็มกับระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (Passive Safety) และเชิงป้องกัน (Active Safety) พร้อมถุงลมนิรภัยถึง 6 ตำแหน่ง และ 2 ปุ่มฉุกเฉิน ป้องกันและช่วยเหลือผู้ขับขี่ในทุกการเดินทาง

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 9

GWM ORA Good Cat มาพร้อมถุงลมนิรภัยถึง 6 ตำแหน่ง เสริมความปลอดภัยรอบตัวคันรถ พร้อมลดความรุนแรงให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารอันเนื่องมาจากการชนและการกระแทก ประกอบไปด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ช่วยปกป้องศีรษะและหน้าอกของผู้ขับขี่และผู้โดยสารแถวหน้า ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงต่อการบาดเจ็บร้ายแรง ถุงลมนิรภัยด้านข้าง พองตัวบริเวณแผงประตู ป้องกันการกระแทกและเศษกระจก พร้อมเสริมการป้องกันช่วงกลางและช่วงล่างของร่างกาย และม่านถุงลมนิรภัย คลุมหน้าต่างทั้งสองฝั่ง ปกป้องศีรษะและใบหน้าจากการชนด้านข้าง ยิ่งไปกว่านั้น GWM ORA Good Cat ยังมาพร้อมกับ 2 ปุ่มฉุกเฉิน ได้แก่ ปุ่ม SOS สำหรับกดโทรออกในกรณีฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง พร้อมส่งพิกัดตำแหน่งเพื่อขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ได้อย่างทันท่วงที และปุ่ม Call Center สำหรับกดโทรออกเพื่อขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ Call Center โดยตรง จากทั้งตัวถัง ถุงลมนิรภัย และปุ่มฉุกเฉินที่ถูกคิดค้นและผลิตด้วยความพิถีพิถันทำให้ GWM ORA Good Cat สามารถดูดซับแรงกระแทกและลดความเสี่ยงในการที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้รับผลกระทบจากการชนรุนแรงที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ GWM ORA Good Cat ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยสำหรับการขับขี่แบบอัตโนมัติในระดับ L2+ ที่จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจ เช่น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 และระบบอื่น ๆ อีกมากมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างครบครัน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับแพลตฟอร์มโมดูลาร์อัจฉริยะที่มีการเสริมความปลอดภัยในการขับขี่อย่าง GWM e-LEMON ด้วยน้ำหนักเบาจึงช่วยให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่ง การเบรก และการควบคุมพวงมาลัยได้อย่างฉับไว อีกทั้งแพลตฟอร์มดังกล่าวยังผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการขับขี่บนถนนที่มีพื้นผิวที่ขรุขระและสภาพแวดล้อมแบบสุดขั้วได้อย่างเต็มรูปแบบ 

เจ้าเหมียวการันตี “ความปลอดภัย” ที่ไม่ใช่แค่ในไทยแต่จากทั่วโลก

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 10

จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่อัดแน่นมาแบบครอบคลุมใน GWM ORA Good Cat ส่งผลให้ได้รับการยอมรับด้านความปลอดภัยจากเวทีและมาตรฐานต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก ทั้งการรับรองความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาว จาก Australasian New Car Assessment Program (ANCAP) และจาก European New Car Assessment Programme (Euro NCAP) ซึ่งทั้งสองสถาบันเป็นสถาบันประเมินรถยนต์ใหม่ตามมาตรฐานออสตราเลเซียและยุโรปตามลำดับ นอกจากด้านความปลอดภัยแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้รับการประเมินสุขภาพยานยนต์ของจีน (C-AHI) กับคะแนนระดับ 5 ดาวในทุก ๆ ด้าน การรับรองมาตรฐานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระดับ 5 ดาว จาก การวัดประสิทธิภาพที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปี 2566 หรือ Green NCAP 2023 และรางวัลรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มียอดขายที่ดีที่สุดในประเทศไทย ปี 2565 เรียกได้ว่าเจ้าเหมียวไฟฟ้าคันนี้ได้รับการยอมรับจากทั้งประเทศไทยและต่างประเทศได้เป็นอย่างดีในฐานะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เต็มไปด้วยความปลอดภัยในทุกสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน

ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงที่ครอบคลุมในทุกมิติ GWM ORA Good Cat จึงเป็นยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% ที่มอบความมั่นใจ อุ่นใจ ให้กับผู้ใช้งานในทุกการเดินทาง ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ออกแบบระบบความปลอดภัยมาเพื่อปกป้องและป้องกันทุกชีวิตใน GWM ORA Good Cat ได้อย่างรอบด้าน จนเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นสำคัญที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อความอุ่นใจให้กับลูกค้าทุกคน ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มอบให้กับรถ GWM ORA Good Cat ทุกคัน มีทุนประกันที่ครอบคลุมราคารถ 100%  เป็นระยะเวลา 1 ปี  ซึ่งเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ลูกค้าก็จะได้รับค่ารถคืนเต็มจำนวนจากบริษัทประกันภัยอีกด้วย

 

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เร่งเครื่องรับปี 2568 เผยโฉมทัพรถยนต์-มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่พร้อมแผนขยายธุรกิจ ต่อยอดความเป็นผู้นำในตลาดพรีเมียม

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดฉากปี 2568 อย่างแข็งแกร่งด้วยการประกาศกลยุทธ์สำคัญระลอกแรก หลังจากที่รักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมของประเทศไทยไว้ได้เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยจากเสียงตอบรับที่ดีของลูกค้าชาวไทยที่มีต่อรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ จากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยตลอดรอบปีที่ผ่านมา บริษัทจึงพร้อมที่จะสานต่อกระแสตลาดด้วยการเปิดตัวรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ใหม่รวม 9 รุ่นในช่วงต้นปีนี้ เพื่อนำสมรรถนะและนวัตกรรมสุดตื่นตาจากสนามแข่งมาให้สัมผัสกันบนท้องถนนในไทย ก่อนจะเดินหน้าเปิดตัวรุ่นอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกตลอดปี 2568

สำหรับปีที่ผ่านมา ท่ามกลางตลาดรถยนต์เซกเมนต์พรีเมียมในประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน บีเอ็มดับเบิลยูและมินิทำยอดส่งมอบรถยนต์รวมกันอยู่ที่ 13,659 คันในปี 2567 ครองส่วนแบ่งตลาดที่ 45% ทั้งนี้ ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ 12,208 คันของบีเอ็มดับเบิลยูในปีที่แล้ว ทำให้แบรนด์ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำยอดจดทะเบียนรถยนต์ระดับพรีเมียมในประเทศไทยได้เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ขณะที่การเปิดตัวรุ่นใหม่ในตระกูล New MINI Family ส่งผลให้มินิมียอดส่งมอบรถเพิ่มสูงขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 7.6%

นอกเหนือจากยอดส่งมอบรถยนต์ที่มั่นคงในภาพรวมแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังทำผลงานในตลาดรถยนต์สำหรับลูกค้าองค์กรได้อย่างยอดเยี่ยมในปีที่แล้ว หลังจากที่ส่วนแบ่งตลาดฟลีทในกลุ่มรถยนต์หรูของบีเอ็มดับเบิลยูขยายตัวขึ้นมาเป็น 70% ในปี 2567 หรือโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 27% ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มธุรกิจการโรงแรมมีให้ต่อบีเอ็มดับเบิลยู

BMW S 1000 RR

มร. เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เราได้ก้าวเข้าสู่ปี 2568 อย่างเต็มตัว ด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้ายิ่งขึ้นในการยกระดับทั้งนวัตกรรมการขับขี่และความพึงพอใจของลูกค้า ในปีที่ผ่านมา รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรุ่นสมรรถนะสูงของเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในตลาด เราจึงพร้อมสนองความต้องการของลูกค้าทันทีด้วยทัพรถยนต์ใหม่จากตระกูล M และ M Performance นำโดยบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 ใหม่ พร้อมด้วยมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ รุ่นแรกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และซูเปอร์ไบค์ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ที่ผ่านการปรับโฉมอีกครั้ง นอกจากการเปิดตัวรุ่นใหม่ทั้งหมดนี้แล้ว เรายังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมายที่จะนำแนวคิด ‘Retail Next’ เข้าไปเป็นหัวใจของโชว์รูมบีเอ็มดับเบิลยูทุกแห่งทั่วประเทศภายในสองปีข้างหน้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าทั้งในด้านการขายและบริการ ผ่านความร่วมมือกับผู้จำหน่ายตลอดทั้งปี 2568″

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเติบโตโดดเด่น เสริมรากฐานที่แข็งแกร่งให้อนาคตวงการยานยนต์ไทย

ในปี 2567 ภารกิจการขับเคลื่อนนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยูดำเนินอย่างต่อเนื่องด้วยไลน์รถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งสิ้น 6 รุ่นในประเทศไทย หลังจากที่ได้เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู i5 และ iX2 เข้ามาเสริมทัพรุ่น iX3, i4, i7 และ iX ทั้งนี้ ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมของบีเอ็มดับเบิลยูเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีที่แล้ว โดยพุ่งขึ้นจาก 13.5% ในปี 2566 มาเป็น 22.6% ในปี 2567 และมีส่วนช่วยผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาดพรีเมียมของบีเอ็มดับเบิลยูเพิ่มสูงขึ้นเป็นสถิติใหม่ที่ 39.9% ส่วนการเปิดตัวมินิในเจเนอเรชันใหม่ New MINI Family ในปี
ที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้แฟน ๆ ชาวไทยได้เป็นเจ้าของมินิไฟฟ้าโฉมใหม่ได้ ทั้งในรุ่นคูเปอร์ คันทรีแมน และ
น้องใหม่ล่าสุดอย่างเอซแมน จึงทำให้ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าของมินิเติบโตขึ้นกว่า 44% จากปีก่อนหน้า

BMW M5 Touring

สำหรับตลาดไทย แฟน ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู M ยังคงให้การต้อนรับรุ่นใหม่อย่างบีเอ็มดับเบิลยู M5 และ M4 CS อย่างอบอุ่น หลังจากที่เปิดตัวไปในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 ที่ผ่านมา และปี 2568 ก็จะตื่นเต้นเร้าใจ
ยิ่งกว่าเดิม ด้วยรถยนต์ใหม่จากตระกูล M และ M Performance ที่จ่อคิวรอเปิดตัวเพิ่มเติมอีกตลอดปี

สถิติและผลการดำเนินงานในตลาดไทยทั้งหมดนี้ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าและตลาดที่มอบให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตลอดปี 2567 บริษัทได้พิสูจน์ถึงสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและหนึ่งในบริษัทที่ได้รับการยอมรับสูงสุดโดยผู้บริโภคไทย ด้วยรางวัลจากเวที “Thailand’s Most Admired Company” สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยนิตยสาร BrandAge และรางวัลสาขาตลาดรถยนต์พรีเมียมจากเวที “No.1 Brand Thailand” โดยนิตยสาร Marketeer ส่วนในวงการยานยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 GS ก็ได้รับเลือกให้เป็นรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีโดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 และ i5 ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีและรถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปีด้วยเช่นกัน

เครือข่ายผู้จำหน่ายพร้อมต่อยอดประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น และสานต่อการขยายแนวคิด ‘Retail Next’ ทั่วประเทศ

ผลการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าในปี 2567 เผยให้เห็นว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ทำผลงานได้ดีขึ้นทั้งในด้านการขายและการบริการ ด้วยคะแนน Net Promoter Score (NPS) ด้านการขายที่ 95 คะแนน (เพิ่มขึ้น
1 คะแนนจากปี 2566) และด้านการบริการที่ 93 คะแนน (เพิ่มขึ้น 2 คะแนนจากปี 2566) โดยนับเป็นสถิติสูงสุดสำหรับทั้งสองด้าน

ในปี 2568 นี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นในทุกจุดสัมผัส แนวคิด “Retail Next” ที่มุ่งเน้นการผสานนวัตกรรมดิจิทัลและงานออกแบบที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จะขยายตัวครอบคลุมโชว์รูมและศูนย์บริการกว้างขวางขึ้นในปีนี้ ภายใต้เป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราส่วนของโชว์รูมแบบ Retail Next จาก 60% เป็น 100% ทั่วประเทศภายในสองปีข้างหน้า ดังจะเห็นได้จากการเปิดตัวโชว์รูม เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส อยุธยา ในช่วงปลายปีที่แล้ว ด้วยพื้นที่โชว์รูมและศูนย์บริการรวม 8,800 ตารางเมตรที่ครบครันด้วยประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ และงานออกแบบที่สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของอยุธยา

เพื่อตอบสนองต่อกระแสความสนใจในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย บริษัทได้ขยายความร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่ายด้วยการรับรองโชว์รูม “M Certified” เพิ่มอีก 3 สาขา ได้แก่
ยุโรปา มอเตอร์ (สาขาสำนักงานใหญ่), อมร เพรสทีจ รังสิต และบาร์เซโลนา มอเตอร์ บางแค ซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยูมีโชว์รูม M Certified พร้อมมอบประสบการณ์สุดตื่นตาตื่นใจในโลกของบีเอ็มดับเบิลยู M ให้กับลูกค้าในกว่า 8 สาขาทั่วกรุงเทพฯ

ทางด้านมินิ ก็เตรียมเดินเกมรุกต่อยอดความคึกคักจากปีที่ผ่านมา ด้วยการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายมินิอย่างเป็นทางการ ทั้งที่บาร์เซโลนา มอเตอร์ บางแค, เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ราชพฤกษ์ และยุโรปา มอเตอร์ สำนักงานใหญ่ ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ก็ได้ขยายเครือข่ายพันธมิตรแล้วเช่นกันด้วยการเปิดตัวโชว์รูมใหม่ของ
โมโตกรุ๊ปในย่านพระราม 5

MINI John Cooper Works Electric ใหม่

มินิเตรียมกลับสู่สายการผลิตในไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

โรงงานและสายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ที่จังหวัดระยอง นับเป็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในประเทศไทย และยังเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายสายการผลิตทั่วโลก ในปีนี้ โรงงานแห่งนี้จะได้ต้อนรับมินิ ในโอกาสที่มินิ คันทรีแมน รุ่นล่าสุด จะหวนคืนสู่สายการผลิตในประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้แฟน ๆ ชาวไทยจับจองเป็นเจ้าของมินิรุ่นใหญ่ตัวนี้กันได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การกลับมาของมินิยังทำให้โรงงานแห่งนี้เป็นสายการผลิตแห่งเดียวในโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่สามารถประกอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์จากทั้งแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

พร้อมยกระดับบริการทางการเงินด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ต่อยอดความไว้วางใจของลูกค้า ท่ามกลาง
ความท้าทายตลอดปี
2567

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ทำผลงานได้อย่างมั่นคงในปี 2567 ด้วยยอดลูกค้าใหม่ที่ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อยท่ามกลางการหดตัวของตลาดรวมในประเทศไทย อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาเสริมประสบการณ์ให้กับลูกค้า สามารถสร้างเสียงตอบรับได้ดีไม่น้อย และส่งผลให้ครึ่งหนึ่งของลูกค้าใหม่ที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จากทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด วางใจในบริการทางการเงินของบริษัท ขณะที่ 1 ใน 3 รายก็เลือกจัดการข้อตกลงทางการเงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ myBMW / MINI Finance

นอกจากนี้ ธุรกิจในกลุ่มประกันภัยรถยนต์และกลุ่มลูกค้าองค์กรล้วนทำผลงานได้ดีในปี 2567 ด้วยอัตราการเข้าถึงตลาดที่เพิ่มขึ้นเป็น 64% และ 68% ตามลำดับ

คุณจริยา คูนลินทิพย์ ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “เรามีเป้าหมายที่จะยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า สอดคล้องกับทิศทางในภาพรวมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ซึ่งเป็นผลให้ในปีที่แล้ว เราทำคะแนน Net Promoter Score ได้สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 78 คะแนน
เรายังคงยกให้ลูกค้าเป็นหัวใจหลักในการทำงานทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมให้ลูกค้าเป็นเจ้าของบีเอ็ม
ดับเบิลยู มินิ หรือบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด คันใหม่อย่างง่ายดายและสบายใจที่สุดด้วยข้อเสนอทางการเงิน
ของเรา หรือประสบการณ์พิเศษมากมายสำหรับลูกค้า เช่น การแข่งขัน BMW Golf Cup หรือกิจกรรม BMW Driving Experience ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 เราก็จะสานต่อภารกิจเหล่านี้ด้วยนวัตกรรมที่มี AI
เป็นแรงขับเคลื่อน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์และเข้าถึงบริการทางการเงินของเราได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นไปอีก”

ในปี 2567 บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ได้นำระบบอัตโนมัติแบบ Robotic Process Automation (RPA) เข้ามาใช้งานรวม 12 ระบบ ซึ่งส่งผลให้การอนุมัติสินเชื่อของลูกค้าราว 13% สามารถทำได้แบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ขณะที่การแนะนำเทคโนโลยีลายเซ็นแบบดิจิทัลที่ปลอดภัยก็
ทำให้ 36% ของสัญญาใหม่ในปีที่แล้วผ่านการเซ็นรับรองแบบดิจิทัล

ไฮไลท์จากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในปี 2025

BMW 420i Coupe M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupe M Sport ใหม่
ราคา: 3,599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

BMW 430i Coupe M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport ใหม่
ราคา: 4,099,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้ กลับมาอีกครั้งกับการปรับโฉมที่ผสมผสานความสุนทรีย์ในการขับขี่และความสง่างามสไตล์สปอร์ตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยทั้งบีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupe M Sport และ 430i Coupe M Sport มาพร้อมงานออกแบบภายนอกที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น เพิ่มทางเลือกสีตัวถังใหม่ 2 สี ได้แก่ Brooklyn Grey และ Cape York Green  และดีไซน์ห้องโดยสารที่ขับเน้นนวัตกรรมดิจิทัลล้ำสมัยของบีเอ็มดับเบิลยูให้โดดเด่น

นอกจากช่วงล้อแบบหน้ากว้าง เส้นสายที่ไหลลื่นตลอดคัน และสัดส่วนตัวถังแบบทอดยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ 4 แล้ว รถยนต์ทั้งสองรุ่นยังมีแชสซีที่ปรับแต่งมาเพื่อสมรรถนะอันยอดเยี่ยมและทรวดทรงที่เด่นสะดุดตาจากด้านข้าง ส่วนไฟหน้า LED รูปทรงบางเฉียบ (อัปเกรดเป็นระบบไฟหน้า Adaptive LED พร้อมไฟท้ายเลเซอร์สำหรับรุ่น 430i Coupe M Sport) วางขนาบข้างกระจังหน้าทรงไตคู่ซึ่งล้อมกรอบด้วยโครเมียมด้าน ส่วนแพ็คเกจ M Sport ที่ติดตั้งมาให้ ก็เติมความสปอร์ตอย่างเผ็ดร้อนด้วยดิฟฟิวเซอร์ที่ด้านล่างกันชนท้าย ปลายท่อไอเสียคู่ขนาดใหญ่ ระบบเบรก M Sport และชุดแต่ง M high-gloss Shadow Line บริเวณด้านข้าง

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport ใหม่ ยกระดับงานออกแบบให้เด่นขึ้นไปอีกด้วยหลังคากระจกระบบไฟฟ้า พร้อมชุดแต่ง M high-gloss Shadow Line และล้ออัลลอยน้ำหนักเบา M ขนาด 19 นิ้ว แบบ Double Spoke แบบสลับสี ซึ่งต่างจากรุ่น 420i Coupe M Sport ที่มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว แบบ Double Spoke แบบสลับสี

หัวใจที่ขับเคลื่อนบีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupe M Sport ใหม่ ให้โลดแล่น คือเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic ให้กำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตรที่ 1,350-4,000 รอบต่อนาที จึงทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดเข้ามาที่ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วน 430i Coupe M Sport ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบเช่นกัน แต่ให้กำลังเพิ่มขึ้นเป็น 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550-4,400 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์ 8 สปีด Steptronic Sport จึงลดเวลาการเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงให้เหลือเพียง 5.8 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. เสริมความเร้าใจด้วยฟังก์ชั่น Launch Control

ภายในห้องโดยสาร ทั้งสองรุ่นยังเสิร์ฟบรรยากาศความสปอร์ตต่อเนื่อง เริ่มจากเบาะหลังแบบแยกที่นั่งที่ช่วยให้ผู้โดยสารด้านหลังสนุกไปกับการโลดแล่นบนท้องถนนได้เหมือนกับผู้โดยสารเบาะหน้า ส่วนวัสดุตกแต่งภายในก็ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งสองรุ่น ด้วยผิวแบบ Aluminium Fine Brushed ในรุ่น 420i และ M Carbon Fibre ในรุ่น 430i นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport ยังเสริมความหรูภายในไปอีกขั้นด้วยเบาะหนัง Vernasca แต่งสีดำ/แดง หรือ Mocha พร้อมเบาะแบบ lumbar support สำหรับเบาะหน้า และระบบเสียงเซอร์ราวด์จาก Harman Kardon

ระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8.5 พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าเดิมในซีรีส์ 4 ใหม่ ทั้งสองรุ่น ด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่และประสบการณ์ดิจิทัลใหม่ ๆ มากมายบนหน้าจอโฮมสกรีนที่ปรับโฉมให้ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยี QuickSelect ที่ทำงานคู่กับระบบควบคุม BMW iDrive ได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupe M Sport ติดตั้งแพ็คเกจ BMW Live Cockpit Plus ที่มาพร้อมกับระบบนำทางแบบคลาวด์ผ่าน BMW Maps ซึ่งปรับปรุงให้สามารถป้อนจุดหมายปลายทางและแสดงข้อมูลระหว่างการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport ก้าวต่อไปอีกขั้นด้วยแพ็คเกจ BMW Live Cockpit Professional ที่เพิ่มทั้งระบบแสดงผล BMW Head-Up Display สตรีมวิดีโอจากมุมมองของผู้ขับขี่ขึ้นแสดงบนหน้าจอหลัก พร้อมเสริมด้วยคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ตลอดเส้นทาง ฟังก์ชัน Augmented View เพื่อช่วยค้นหาที่จอดรถที่ยังว่างในลานจอดที่เต็มไปด้วยรถคันอื่น และปิดท้ายด้วย Parking Assistant Plus ที่พร้อมช่วยให้การจอดรถที่ปลายทางง่ายดายไร้กังวล

 

บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive ใหม่
ราคา: 5,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

แฟนๆ บีเอ็มดับเบิลยูที่อยากยกระดับความสนุกในการขับขี่ของซีรีส์ 4 คูเป้ขึ้นไปอีกขั้น ต้องเตรียมสัมผัสความแรงที่เหนือกว่าจากบีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive ใหม่ ที่เสริมทั้งพละกำลังและความคล่องตัวด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร ส่งพลังสู่พื้นถนนผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ BMW xDrive ให้สมรรถนะสูงสุด 285 กิโลวัตต์ / 387 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,800-5,000 รอบต่อนาที จึงทำเวลาเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ 4.5 วินาที นอกจากนี้ ฟีเจอร์ Sprint ที่เพิ่มมาในแพคเกจ M Sport Pro ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถดึงพลังของเครื่องยนต์ออกมาให้เต็มพิกัดมากขึ้น เพื่อการเร่งความเร็วในระยะสั้นไม่เกิน 10 วินาที พร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่ดุดันสมกับสมรรถนะ ขณะที่ระบบกันสะเทือน Adaptive M และเฟืองท้ายแบบ M Sport เพิ่มความแม่นยำในการควบคุมและช่วยเปลี่ยนทุกเส้นทางให้ขับสนุกในทุกจังหวะ

นอกเหนือจากพละกำลังที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive ใหม่ยังมาพร้อมรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่ง สะท้อนความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบา M ขนาด 19 นิ้ว แบบ Double Spoke สีดำ Jet Black ไฟหน้า Adaptive LED พร้อมไฟท้ายเลเซอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ตระกูล M อย่างบีเอ็มดับเบิลยู M4 CSL ฝาครอบกระจกมองข้าง M HP กระจังหน้าทรงไตคู่ในสีดำเงาพร้อมสัญลักษณ์ M ที่ด้านข้าง คาลิเปอร์เบรก M Sport สีแดงเงา เข้าคู่กับชุดแต่ง M high-gloss Shadowline จนเกิดเป็นโฉมด้านข้างที่โฉบเฉี่ยวและดึงดูดทุกสายตา ก่อนจะปิดท้ายด้วยสปอยเลอร์ M สีดำ Black Sapphire

ส่วนห้องโดยสารก็เปี่ยมความสปอร์ตไม่แพ้กัน ด้วยเบาะนั่ง M Sport ด้านหน้า พร้อมเข็มขัดนิรภัย M ให้ความกระชับและนุ่มสบายสำหรับการออกโลดแล่นบนทุกเส้นทาง พร้อมระบบเสียงเซอร์ราวด์ Harman Kardon และงานออกแบบภายในที่สะท้อนทั้งความหรูและความแรง ผ่านชุดแต่ง M Carbon Fibre นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive ใหม่ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ครบครัน ทั้ง BMW Head-Up Display, Parking Assistant Plus และ Active Cruise Control พร้อมฟังก์ชัน Stop&Go ซึ่งสามารถใช้งานได้ผ่านหน้าจอแสดงผลดิจิทัล BMW Live Cockpit Professional พร้อมระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8.5

บีเอ็มดับเบิลยู M440i xDrive ใหม่ พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ในสี Mineral White Metallic, Black Sapphire Metallic, Brooklyn Grey Metallic, และ Fire Red Metallic

 

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่
ราคา: 4,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดสำหรับรุ่นใหม่ในตระกูลซีรีส์ 4 กับบีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่ ที่นำความสุนทรีย์ในการขับขี่ของ 430i รุ่นคูเป้มาเพิ่มความพิเศษอีกขั้นด้วยหลังคาผ้าแบบ panel bow soft-top ด้วยรูปทรงสวยสะดุดตา พร้อมขับเน้นทรวดทรงและเส้นสายที่ดูปราดเปรียวในสไตล์รถสปอร์ตเปิดประทุนได้อย่างลงตัว หลังคาผ้านี้ผสมผสานทั้งความแข็งแรงของหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้และรูปโฉมสไตล์คลาสสิกของหลังคาผ้าแบบเดิม โดยระบบเปิด-ปิดหลังคาแบบไฟฟ้าสามารถทำงานขณะขับขี่ที่ความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้เวลาเปิด-ปิดทั้งหมด 18 วินาที

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport มอบสมรรถนะและคาแรกเตอร์ในการขับขี่ที่ไม่ต่างจากรุ่นคูเป้ ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร รุ่นเดียวกัน ให้กำลังได้สูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า โดยรุ่นเปิดประทุนนี้สามารถทำเวลาเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ที่ 6.2 วินาที และยังคงความเร็วสูงสุดไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเช่นเดิม

งานออกแบบทั้งภายนอกและภายในของบีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่ ล้วนเป็นการนำแนวคิดจากรุ่นคูเป้มาตีความใหม่ในสไตล์เปิดประทุน รุ่นเปิดประทุนนี้มาพร้อมกับล้ออัลลอยน้ำหนักเบา M ขนาด 19 นิ้ว แบบ Double Spoke สองสีเช่นเดียวกับรุ่นคูเป้ ส่วนตัวถังโฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่ง M Sport และ M high-gloss Shadowline ที่ด้านข้าง พร้อมไฟหน้าแบบ Adaptive LED และไฟท้ายเลเซอร์ ส่วนภายใน โฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่ง M Carbon Fibre และติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ครบครัน รวมถึงระบบช่วยจอด Parking Assistant Plus บนหน้าจอ BMW Live Cockpit Professional พร้อมระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8.5 และระบบเครื่องเสียงเซอร์ราวด์ Harman Kardon

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่ พร้อมให้เลือกเป็นเจ้าของได้ใน 5 สี ได้แก่ ขาว Mineral White Metallic, ดำ Black Sapphire Metallic (ทั้งสองสีมาพร้อมเบาะหนัง Vernasca ตกแต่งสีดำ/แดง), เทา Brooklyn Grey Metallic, น้ำเงิน Tanzanite Blue Metallic (ทั้งสองสีมาพร้อมเบาะหนัง Vernasca ตกแต่งด้วยตะเข็บสีดำ) และเขียว Cape York Green Metallic (พร้อมเบาะหนัง Vernasca ตกแต่งด้วยตะเข็บสีน้ำตาล)

 

บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ใหม่
ราคา: 3,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 รุ่นยอดนิยมตลอดกาลที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูมาโดยตลอด พร้อมแล้วที่จะต้อนรับอีกหนึ่งสมาชิกใหม่ในตลาดไทยด้วยรุ่นท็อปสมรรถนะสูงอย่างบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive

บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ใหม่ สวยสง่าด้วยเส้นสายและพื้นผิวที่ปั้นแต่งมาอย่างประณีตในทุกสัดส่วนภายใต้รูปโฉมของซีรีส์ 3 รุ่นปัจจุบัน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่และไฟหน้า Adaptive LED แบบ M Lights Shadowline  ส่วนตัวรถมีทั้งหลังคากระจกระบบไฟฟ้า ชุดแต่งสไตล์สปอร์ต M Aerodynamics พร้อมกรอบหน้าต่าง M high-gloss Shadowline และสปอยเลอร์ท้ายสไตล์ M ส่วนด้านข้างของตัวรถที่ดูเรียบหรูแบบสปอร์ต ก็ยิ่งเตะตาด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบา BMW Individual ขนาด 19 นิ้ว แบบ Y-spoke สองสี พร้อมคาลิเปอร์เบรก M Sport สีแดงเงา

ในฐานะรุ่นท็อประดับ M Performance ของซีรีส์ 3 บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 285 กิโลวัตต์ / 387 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,800-5,000 รอบต่อนาที ส่งลงสู่พื้นถนนผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ BMW xDrive ทั้งหมดนี้ทำให้ บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ใหม่ เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 4.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังมั่นใจในทุกสถานการณ์ด้วยช่วงล่าง Adaptive M ระบบเกียร์ที่ติดตั้งเฟืองท้าย M Sport และฟังก์ชันช่วยเหลือผู้ขับขี่มากมายที่พร้อมรับประกันความสนุกสำหรับผู้ขับขี่ทุกระดับ

ห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ใหม่ ให้บรรยากาศเรียบหรูและมุ่งเสริมประสบการณ์การขับขี่ให้เข้มข้นและถึงใจที่สุด ด้วยเพดาน M headliner สีดำ Anthracite อุปกรณ์ภายในที่ตกแต่งด้วยชุดแต่ง M Carbon Fibre เบาะนั่งแบบสปอร์ตด้านหน้า พร้อมพวงมาลัยหนัง M ที่มีเครื่องหมายสีแดงที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และแผงหน้าปัดแบบ Luxuryซึ่งหุ้มด้วยวัสดุ Sensatec พร้อมแต่งพื้นผิวให้เนี้ยบยิ่งขึ้นด้วยตะเข็บในสีตัดกัน ส่วนหน้าจอ BMW Live Cockpit Professional เปิดให้เข้าถึงการควบคุมและตั้งค่าต่าง ๆ ของรถอย่างง่ายดาย รวมถึงความบันเทิงผ่านระบบเสียงเซอร์ราวด์ Harman Kardon และฟังก์ชันช่วยการขับขี่ต่าง ๆ

บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ใหม่ พร้อมโลดแล่นบนท้องถนนของเมืองไทยด้วยสีพิเศษอย่างเทา Dravit Grey ซึ่งเพิ่มมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเฉพาะสำหรับรุ่น M Performance จากสีเดิมของซีรีส์ 3 อย่างสีเทา Brooklyn Grey Metallic, น้ำเงิน Portimao Blue Metallic, ขาว Mineral White Metallic และดำ Black Sapphire Metallic โดยทั้ง 5 สีมาพร้อมเบาะหนัง Vernasca ที่ตกแต่งด้วยด้ายสีดำและน้ำเงิน

 

BMW M2 

บีเอ็มดับเบิลยู M2 ใหม่
ราคา: 6,649,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

BMW M Racetrack Training

บีเอ็มดับเบิลยู M2 (M Racetrack) ใหม่
ราคา: 7,349,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู M2 ใหม่ พร้อมนำเสนอที่สุดของความสนุกในการขับขี่สำหรับนักขับตัวจริง ด้วยสมรรถนะเหนือระดับ
ในตัวรถขนาดกะทัดรัดที่ทั้งสวยเด่นและอัดแน่นด้วยนวัตกรรมมากกว่าที่เคย แถมด้วยตัวเลือกพิเศษสุดในรุ่นย่อยที่เสริมแพ็คเกจ M Racetrack มาเติมความแรงถึงขีดสุดให้แฟน ๆ สาย M ได้ตื่นเต้นกันขึ้นไปอีก

M2 รุ่นใหม่นี้ เพิ่มกำลังเครื่องยนต์จากรุ่นก่อนหน้ามาอีก 15 กิโลวัตต์ / 20 แรงม้า จึงทำให้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo ตัวนี้ให้กำลังสูงสุดถึง 353 กิโลวัตต์ / 480 แรงม้า และทำแรงบิดสูงสุดได้ 600 นิวตันเมตรที่ 2,700-5,620 รอบต่อนาที ทั้ง M2 รุ่นปกติและรุ่น M Racetrack ทำเวลา 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ 4.0 วินาทีเท่ากัน แต่รุ่น M Racetrack จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่ารุ่นพื้นฐาน 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บีเอ็มดับเบิลยู M2 ใหม่ ต่อยอดความแรงจากเครื่องยนต์ด้วยคันเร่งที่ปรับจูนมาให้ตอบสนองฉับไว้ยิ่งขึ้น ส่วนระบบระบายความร้อนที่ออกแบบมาเพื่อสมรรถนะระดับ M โดยเฉพาะ สามารถรักษาอุณหภูมิการทำงานของระบบส่งกำลังให้เหมาะสมแม้ขณะขับขี่แบบเต็มประสิทธิภาพ ส่วนระบบกันสะเทือน Adaptive M และเฟืองท้าย M Sport ในชุดเกียร์ก็เพิ่มความแม่นยำในทุกการควบคุม

พื้นผิวภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู M2 ใหม่ ตกแต่งด้วยเส้นสายที่ดูทรงพลัง เข้ากับสัดส่วนของตัวรถที่บ่งบอกถึงสมรรถนะและความสปอร์ตอย่างชัดเจน ด้วยช่วงล้อที่กว้าง ตัดกับขนาดตัวรถที่กะทัดรัด ส่วนกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ จัดวางในแนวนอนอยู่เหนือช่องรับอากาศแบบสามส่วนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของระบบ
ส่งกำลังและเบรก ชุดไฟหน้า Adaptive LED ปรับแต่งมาสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะด้วยดีไซน์ไฟหน้าเดี่ยวดวงเดียวสำหรับทั้งไฟต่ำและไฟสูง ภายใต้แนวคิดเดียวกับตัวแรงรุ่นคลาสสิก ต้นกำเนิดของซีรีส์ 2 อย่างบีเอ็มดับเบิลยู 02 ซึ่งเคยเป็นเจ้าถนนในช่วงปลายทศวรรษ 60 ถึง 70 มาก่อน

ส่วนด้านข้าง มีซุ้มล้อที่ดูบึกบึนคู่กับขอบประตูล่างที่ยื่นออกเล็กน้อย ล้อมกรอบล้ออัลลอย M น้ำหนักเบา ขนาด 19 นิ้ว (หน้า) / 20 นิ้ว (หลัง) แบบ double-spoke ซึ่งมีให้เลือกทั้งสีเงิน สองสี และสีดำ Jet Black ส่วนกันชนท้ายมาพร้อมดิฟฟิวเซอร์สไตล์รถแข่งและชุดท่อไอเสียคู่สีดำ ตบท้ายลุคสปอร์ตแบบพร้อมลงสนามแข่งด้วยหลังคาแบบคาร์บอน

เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโดยสาร ผู้ขับขี่ก็จะได้พบกับพวงมาลัยคาร์บอนแบบท้ายตัดและชุดแป้นเกียร์ด้านหลัง พร้อมมอบ
ความแม่นยำสูงสุดในการควบคุมในลุคที่เข้ากันอย่างลงตัวกับเบาะนั่ง M Sport ชุดแต่ง M Carbon Fibre ภายใน และไฟสัญลักษณ์ M ที่มือจับประตูที่ช่วยเสริมบรรยากาศของความแรงสไตล์ M ไปอีกขั้น ส่วนรุ่น M Racetrack ตัวท็อป เปลี่ยนเบาะหน้าเป็นแบบ M Carbon bucket seat ที่ให้ความกระชับสูงสุด สำหรับระบบช่วยการขับขี่และการควบคุมทั่วไปนั้น M2 ทั้ง 3 รุ่น มีแพ็คเกจ BMW Live Cockpit Professional ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบครบชุด

บีเอ็มดับเบิลยู M2 มีให้เลือกเป็นเจ้าของได้ใน 8 สี ได้แก่น้ำเงิน Zandvoort Blue Solid, ขาว Alpine White Solid, เหลือง Sao Paulo Yellow Solid, แดง Fire Red Metallic, เทา Skyscraper Grey Metallic, เทา Brooklyn Grey Metallic, น้ำเงิน Portimao Blue Metallic และดำ Black Sapphire Metallic  ส่วนรุ่นพิเศษ M Racetrack มีให้เลือก 5 สีด้วยกัน ได้แก่ น้ำเงิน Zandvoort Blue Solid, ขาว Alpine White Solid, เหลือง Sao Paulo Yellow Solid, แดง Fire Red Metallic และเทา Skyscraper Grey Metallic พร้อมเบาะหนัง Merino แต่งไฮไลท์สีดำ เอ็กซ์คลูซีฟ

 

BMW M5 Touring 

บีเอ็มดับเบิลยู M5 Touring ใหม่
(ประกาศราคาเร็ว ๆ นี้)

BMW M5 Touring (Ceramic Brake)

บีเอ็มดับเบิลยู M5 Touring ใหม่ พร้อมเบรกเซรามิค
(ประกาศราคาเร็ว ๆ นี้)

หลังจากที่เปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ก่อนในฐานะรถเซฟตี้คาร์คันล่าสุดของการแข่งขัน MotoGP ในงาน MotoGP Season Launch ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ บีเอ็มดับเบิลยู M5 Touring ใหม่ ก็เตรียมตัวเผยโฉมในโชว์รูมและท้องถนนทั่วไทยพร้อม ๆ กับการลงทำหน้าที่ในสนามแข่งครั้งแรกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ กับรายการ MotoGP Thailand Grand Prix ที่จังหวัดบุรีรัมย์

บีเอ็มดับเบิลยู M5 Touring ใหม่ สรรสร้างมาในทุกรายละเอียดเพื่อการขับขี่ทุกรูปแบบ ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและทริปเดินทางไกล ทั้งยังพร้อมมอบสมรรถนะที่เป็นเลิศควบคู่กับทางเลือกในการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วน คุณสมบัติทั้งหมดนี้รวบรวมไว้ภายใต้งานออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งพันธุ์แท้ โดยรูปทรงของตัวถังด้านข้างผ่านการปรับแต่งให้เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นซุ้มล้อที่นูนเด่นหรือเส้นหลังคาที่ทอดยาวไปด้านท้าย ส่วนด้านหน้ารถ แสดงคาแรกเตอร์ความแรงเต็มที่ด้วยช่องรับลมขนาดใหญ่ กระจังหน้าไตคู่แบบ M พร้อมไฟส่องสว่าง BMW Iconic Glow ขณะที่ท้ายรถประดับด้วยแถบไฟท้ายที่โค้งรับกับทุกสัดส่วน ตั้งอยู่เหนือดิฟฟิวเซอร์คู่และชุดท่อไอเสีย 4 ท่อที่ยิ่งขับเน้นความสง่างามและน่าเกรงขามให้ชัดเจน และยังสามารถจุสัมภาระได้สูงสุดถึง 1,630 ลิตร

ระบบขับเคลื่อน M HYBRID ในบีเอ็มดับเบิลยู M5 Touring ใหม่ ผสานเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตรเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมด้วยชุดเกียร์ 8 สปีด M Steptronic โดยตัวเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวให้กำลังสูงสุด 430 กิโลวัตต์ / 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตรที่ 1,800-5,400 รอบต่อนาที ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้า เทคโนโลยี BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ 5 ให้กำลังเพิ่มอีก 145 กิโลวัตต์ / 197 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร โดยรวมแล้ว ระบบ M HYBRID ในบีเอ็มดับเบิลยู M5 Touring ใหม่ ให้พละกำลังสูงสุดถึง 535 กิโลวัตต์ / 727 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่น่าทึ่งถึง 1,000 นิวตันเมตร

ด้วยสมรรถนะระดับนี้จากระบบส่งกำลัง บีเอ็มดับเบิลยู M5 Touring ใหม่ จึงต้องมีแชสซีที่ออกแบบมาด้วยนวัตกรรมจากบีเอ็มดับเบิลยู M เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง พร้อมด้วยช่วงล่าง Adaptive M เพื่อมอบความแม่นยำสูงสุดในทุกสภาพถนนและเส้นทาง M5 รุ่นใหญ่ตัวนี้เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกอัปเกรดประสบการณ์ไปอีกขั้นด้วยระบบเบรกเซรามิก M Carbon ceramic ที่ช่วยลดระยะเบรก เพิ่มความไวในการตอบสนองในกรณีขับขี่เต็มสมรรถนะโดยใช้ทั้งคันเร่งและเบรกคู่กัน

บีเอ็มดับเบิลยู M5 Touring ใหม่มาพร้อมล้ออัลลอย M น้ำหนักเบา ขนาด 20 นิ้ว (หน้า) / 21 นิ้ว (หลัง) แบบ Double Spoke และพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุด 1,630 ลิตร พร้อมระบบเปิดประตูท้ายอัตโนมัติ ห้องโดยสารที่ออกแบบมาเพื่อผู้ขับขี่เป็นพิเศษ ครบครันด้วยงานออกแบบสุดสปอร์ตสไตล์ M ทั้งพวงมาลัยหนัง M เบาะนั่ง M multifunction พร้อมเข็มขัดนิรภัย M ระบบไฟภายในแบบเฉพาะรุ่น M และระบบเสียงเซอร์ราวด์จาก Bowers & Wilkins โดยทั้งหมดนี้ เสริมความหรูหราโฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่ง Dark Silver M ที่ผสมผสานสีเงินเข้มเข้ากับคาร์บอนไฟเบอร์ได้อย่างพอดี

ระบบควบคุม BMW iDrive เวอร์ชันล่าสุด พร้อมด้วยระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8.5 ที่รองรับการควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านทั้งหน้าจอสัมผัสและการสั่งการด้วยเสียง ติดตั้งมาคู่กับแพ็คเกจ BMW Live Cockpit Professional ซึ่งรวมถึงระบบนำทาง BMW Maps และฟังก์ชัน Augmented View และระบบช่วยการขับขี่มากมายจาก Driving Assistant Professional ครอบคลุมทั้งระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยและการเปลี่ยนเลน, Active Cruise Control และตัวช่วยนำทางแบบ Active Navigation ขณะที่ Parking Assistant Professional ช่วยให้ควบคุมการจอดรถผ่านสมาร์ทโฟนจากภายนอกตัวรถได้

บีเอ็มดับเบิลยู X3 M50 xDrive
ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ: 4,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู X3 20d xDrive M Sport Pro
ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ: 3,799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)
 

บีเอ็มดับเบิลยู X3 กลับมาอีกครั้งในเจนเนอเรชันที่ 4 เพื่อสานต่อความสำเร็จในฐานะรถยนต์อเนกประสงค์มากความสามารถที่ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทยต่างไว้วางใจ โดยในรุ่นล่าสุดนี้ มาพร้อมกับดีไซน์ที่ให้อารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้นและสง่างามกว่าเดิม พร้อมเสริมทั้งประสิทธิภาพและความคล่องตัวให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ลูกค้าในไทยยังจะได้สัมผัสกับ X3 ที่มีประสิทธิภาพระดับ M Performance เป็นครั้งแรก กับการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู X3 M50 xDrive

บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ มีรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่ดูกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียว พร้อมลดทอนดีไซน์บางส่วนให้สะอาดตาและโฉบเฉี่ยวที่สุด ภายใต้รูปทรงและสัดส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ในตระกูล X ทุกรุ่น ด้วยความยาวที่เพิ่มขึ้น 34 มิลลิเมตรและความกว้างที่เพิ่มขึ้น 29 มิลลิเมตรจากรุ่นก่อนหน้า บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ ได้นำขนาดของตัวถังที่ใหญ่ขึ้นมาผสานกับความสูงที่ลดลง 25 มิลลิเมตรและระยะล้อที่กว้างขึ้น จึงทำให้ตัวรดูทรงพลังและสปอร์ตยิ่งกว่าเดิม

ส่วนหน้ารถมาพร้อมกับกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู แต่ปรับโฉมด้วยรูปลักษณ์แบบใหม่
ไม่ว่าจะเป็นซี่กระจังหน้าที่จัดวางในแนวตั้งและทแยงมุม พร้อมไฟ BMW Iconic Glow ที่กรอบกระจังหน้าในทั้งสองรุ่น ขณะที่ไฟขับขี่กลางวัน ไฟด้านข้าง และไฟเลี้ยว ล้วนติดตั้งอยู่ในชุดไฟหน้า LED โดยจัดเรียงมิติซ้อนกันเป็นรูปตัว L ส่วนไฟหน้าดวงหลักแบบ Adaptive LED ใช้ระบบไฟสูงแบบ matrix high beam เพื่อลดการรบกวนสายตาผู้ขับขี่คนอื่น พร้อมด้วยฟังก์ชันปรับองศาขณะเข้าโค้ง ตกแต่งด้วยรายละเอียดในสีฟ้า พร้อมชุดแต่ง M Lights Shadowline

ทรวดทรงด้านข้างของบีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ โดดเด่นด้วยสเกิร์ตและแนวหลังคาที่ทอดยาวไปด้านท้ายรถ ซุ้มล้อหลังขนาดใหญ่ส่งให้ช่วงท้ายรถดูกว้างขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่กระจกหลังถูกล้อมกรอบด้วยสปอยเลอร์บนหลังคาและที่บังลมด้านข้าง บีเอ็มดับเบิลยู X3 20d xDrive M Sport Pro ใหม่ ซ่อนปลายท่อไอเสียไว้ในกันชนท้าย มาพร้อมล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้วในดีไซน์ Double spoke แบบสลับสี ส่วน บีเอ็มดับเบิลยู X3 M50 xDrive ขับเน้นความสปอร์ตอย่างเต็มพิกัดด้วยชุดท่อไอเสียคู่ทั้งด้านซ้ายและขวา พร้อมล้ออัลลอย M ขนาด 21 นิ้ว ลาย Star spoke แบบสลับสี

ภายในห้องโดยสาร บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ ผสานความสารพัดประโยชน์ในแบบ SAV ตัวจริง เข้ากับความกว้างขวางโอ่อ่า และบรรยากาศสุดพรีเมียม โดยในส่วนของที่นั่งคนขับยังคงเน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางด้วยองค์ประกอบครบครัน ทั้งจอโค้ง BMW Curved Display ระบบควบคุมมัลติฟังก์ชัน BMW Interaction Bar พวงมาลัยแบบตัดขอบล่าง และคันเกียร์ที่มาในดีไซน์ใหม่ ส่วนไฟในห้องโดยสารก็ได้รับการออกแบบมาในโทนสีที่ตัดกันอย่างลงตัวบนพื้นผิวคอนโซลหน้ารถและบานประตู โดยจัดวางเป็นกรอบรอบปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ช่องแอร์ และมือจับประตู ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระก็กว้างขวางสมกับความอเนกประสงค์ของตระกูล X3 ด้วยความจุสัมภาระสูงสุด 1,700 ลิตร เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าถึง 570 ลิตร ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้สัมผัสความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ด้วยเบาะนั่งสไตล์สปอร์ตที่ปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า และหุ้มด้วยวัสดุ Veganza ในรุ่น X3 20d xDrive M Sport Pro ส่วนรุ่นใหญ่อย่าง X3 M50 xDrive ถือเป็นครั้งแรกที่นำหนัง BMW Individual leather Merino มาใช้กับเบาะในรุ่น X3 เช่นเดียวกับแผงควบคุมด้านหน้าในชุดแต่ง Luxury ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในรุ่นนี้ด้วยพื้นผิวแบบถักจากวัสดุรีไซเคิลในลุคสุดเรียบหรู

บีเอ็มดับเบิลยู X3 20d xDrive M Sport Pro ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 145 กิโลวัตต์ / 197 แรงม้า และมอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. แบบทันใจในเวลา 7.7 วินาที ส่วนตัวแรง X3 M50 xDrive ซึ่งเป็น X3 ที่มีสมรรถนะ M Performance เป็นรุ่นแรกในตลาดไทย จะยกระดับความตื่นเต้นทั้งบนท้องถนนและเส้นทางออฟโรดไปอีกขั้นด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบ เทคโนโลยี TwinPower Turbo ความจุ 3.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุด 293 กิโลวัตต์ / 398 แรงม้า สู่ล้อทั้งสี่ผ่านเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ BMW xDrive ทั้งหมดนี้ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู X3 M50 xDrive ใหม่ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 4.6 วินาที นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ ทั้งสองรุ่น ยังพร้อมเติมความแรง ให้การตอบสนองที่ฉับไวยิ่งกว่าเมื่อกดคันเร่งด้วยระบบ Sport Boost โดยทั้งสองรุ่นนำระบบ mild hybrid 48V มาทำงานคู่กับเครื่องยนต์หลักเพื่อให้ส่งกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและประหยัดน้ำมันมากขึ้นไปพร้อมกัน

บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ ยกระดับทั้งความคล่องตัว เสถียรภาพขณะเข้าโค้ง และความสะดวกสบายในการเดินทางไกล ด้วยตัวถังที่แข็งแกร่งกว่ารุ่นก่อนหน้า ฐานล้อหลังที่กว้างขึ้น และการปรับแต่งทุกส่วนประกอบและระบบควบคุมอย่างละเอียด โดยบีเอ็มดับเบิลยู X3 M50 xDrive เสริมความคล่องตัวด้วยช่วงล่างแบบ Adaptive M พวงมาลัยหนังสไตล์ M และเบรก M Sport ส่วนในด้านระบบช่วยการขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่มาพร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบเตือนการออกนอกเลน เป็นมาตรฐาน มาพร้อม Driving Assistant Plus ซึ่งเพิ่มทั้งระบบเตือนการเปลี่ยนเลนและระบบช่วยจำกัดความเร็วสำหรับรุ่น X3 20d xDrive M Sport Pro และ Driving Assistant Professional ใน X3 M50 xDrive ที่เพิ่มความสะดวกไปอีกขั้น และเมื่อถึงเวลาต้องถอยจอด X3 ทั้งสองรุ่นก็มาพร้อมกับระบบ Parking Assistant Plus ที่ประกอบด้วยระบบช่วยถอยจอด Reversing Assistant รวมถึงกล้องมองหลังที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน และสามารถอัพเกรดเป็น Parking Assistant Professional ผ่าน ConnectedDrive Upgrade โดยจะเพิ่มฟังก์ชัน Manoeuvering Assistant และ Remote Control Parking

นอกเหนือจากระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ทั้งหมดนี้ บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ ยังยกระดับความสะดวกสบายและความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน กระจกลดเสียงรบกวน ฟังก์ชัน Comfort Access ระบบเปิดประตูท้ายอัตโนมัติ ระบบพับกระจกมองข้างแบบไฟฟ้า ระบบสัญญาณกันขโมย และระบบ BMW Live Cockpit Professional

บีเอ็มดับเบิลยู X3 20d xDrive ใหม่ พร้อมให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้เร็ว ๆ นี้ โดยมีให้เลือกในสี Alpine White, Black Sapphire Metallic, Brooklyn Grey Metallic และ Tanzanite Blue Metallic ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู X3 M50 xDrive เพิ่มอีกหนึ่งทางเลือกด้วยสีพิเศษเฉพาะรุ่นอย่าง Dune Grey metallic

 

MINI John Cooper Works Electric ใหม่
(ประกาศราคาเร็ว ๆ นี้

“New MINI Family” เจเนอเรชันล่าสุดของมินิที่เพิ่งเปิดตัวไปในปีที่ผ่านมา เตรียมก้าวไปอีกขั้นด้วยการมาถึงของรุ่นท็อปพลังแรง MINI John Cooper Works Electric ซึ่งเป็นครั้งแรกของ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ กับการก้าวสู่โลกของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

MINI John Cooper Works Electric แบบ 3 ประตู มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าล้วนที่ให้กำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่เรียกใช้งานได้ทันทีแบบไม่มีหน่วง นอกจากจะตอบสนองการส่งกำลังได้อย่างรวดเร็วในแบบรถ BEV แล้ว JCW ไฟฟ้ารุ่นนี้ยังเติมความแรงได้อีกขณะออกตัวด้วยฟังก์ชัน Electric Boost ที่เสริมพลังให้มอเตอร์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 20 กิโลวัตต์เป็นระยะสั้น ๆ ขณะเร่งความเร็ว ส่วนช่วงล่างก็ผ่านการปรับจูนมาในสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ เต็มตัว ให้ความรู้สึก “Go-Kart feeling” ที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิในแบบพลังสูง คล่องตัวกับทุกโค้งในแบบที่แฟน ๆ มินิชื่นชอบ

การตกแต่งและอุปกรณ์พิเศษเฉพาะรุ่นรอบคัน ทำให้ MINI John Cooper Works Electric เป็นส่วนผสมที่ลงตัว
ระหว่างประวัติศาสตร์จากโลกมอเตอร์สปอร์ตและอนาคตของวงการยานยนต์ JCW รุ่นใหม่นี้ สวยเฉี่ยวด้วยโลโก้ JCW สีแดง-ขาว-ดำ ที่ได้แรงบันดาลใจจากธงตาหมากรุก และสปอยเลอร์ท้ายที่สวยเด่นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านอากาศพลศาสตร์ และด้านระยะทางการขับขี่ที่สูงถึง 371 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

ภายในห้องโดยสาร ยังเต็มไปด้วยโทนสีแดงและดำอันเป็นเอกลักษณ์ของจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ทั้งพวงมาลัยสปอร์ต JCW สีดำที่ประดับด้วยตะเข็บสีแดงและหุ้มผ้าที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเพื่อให้จับถนัดมือ เบาะสปอร์ต JCW ให้การรองรับที่มั่นคงระหว่างการขับขี่แบบสุดตัว ตกแต่งด้วยตะเข็บสีแดงตัดกับหนังเทียมสีดำเช่นเดียวกับผิวหน้าของคอนโซล นอกจากนี้ ระบบ MINI Experience Modes ในรุ่นนี้ ยังมีโหมด Go-Kart ที่เพิ่มเข้ามาสำหรับรถยนต์ตระกูล JCW โดยเฉพาะเพื่อเติมกลิ่นอายของมอเตอร์สปอร์ตให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยโหมดนี้จะตั้งค่าพวงมาลัยให้ไวมากขึ้น คันเร่งตอบสนองเร็วขึ้น และแสดงข้อมูลเพิ่มเติมบนหน้าจอ OLED ทรงกลมด้านหน้า ทั้งแรงบิด กำลังเครื่องยนต์ และแรง G แบบเรียลไทม์

MINI John Cooper Works Electric รุ่นแรกนี้ มีให้เลือกเป็นเจ้าของในสีเทา Legend Grey, แดง Chili Red II, ขาว Nanuq White, ดำ Midnight Black II และน้ำเงิน Blazing Blue

 


BMW / MINI Digital Key Plus
พร้อมใช้งานบน Android ผ่านสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy
 

เทคโนโลยี Digital Key เปิดตัวสำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2563 เพื่อเปลี่ยนสมาร์ทโฟนของคุณให้กลายเป็นกุญแจรถ สามารถปลดล็อกแล้วเข้าถึงตัวรถได้ง่าย ๆ แต่ยังปลอดภัยและไม่ต้องพกกุญแจตัวจริง นอกจากนี้ Digital Key ยังทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องเดียวทำหน้าที่เป็นกุญแจรถได้หลายคัน ทั้งยังสามารถแชร์กุญแจให้กับสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นตามที่เจ้าของรถต้องการ และกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงและใช้งานรถได้ตามแต่ละเครื่อง ส่วนระบบ Digital Key Plus ในรุ่นถัดมา ก็ยกระดับความสะดวกขึ้นไปอีกขั้นด้วยการปลดล็อกรถเพียงแค่พกสมาร์ทโฟนเข้ามาใกล้ตัวรถ ไม่จำเป็นต้องหยิบออกจากกระเป๋าอีกต่อไป

วันนี้ เจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่รองรับ Digital Key Plus สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้กับอุปกรณ์ Android เป็นครั้งแรก โดยรองรับสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy S21 Plus ขึ้นไป รวมถึงรุ่นล่าสุดอย่าง S25 เช่นกัน จึงนับเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าในการควบคุมและโต้ตอบกับรถสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ลูกค้าที่ใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับจะสามารถใช้แอป My BMW ร่วมกับ Samsung Wallet เวอร์ชันล่าสุดเพื่อเข้าถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ของ Digital Key Plus ได้เต็มรูปแบบ นับจากการตั้งค่าเริ่มต้นใช้งานกุญแจ และการแชร์กุญแจกับสมาร์ทโฟนเครื่องอื่น รวมถึงข้ามแพลตฟอร์มจาก Android ไป iOS ด้วย นอกจากนี้ รถยนต์ที่มาพร้อมกับระบบ Parking Assistant Professional ยังสามารถจับคู่กับ Digital Key Plus เพื่อใช้งานฟังก์ชัน Remote Control Parking เพื่อใช้สมาร์ทโฟนควบคุมการจอดรถจากภายนอกตัวรถได้

BMW / MINI Digital Key Plus รองรับอุปกรณ์ iPhone 11, Apple Watch Series 6 และ Samsung Galaxy S21 Series หรือรุ่นใหม่กว่า ขณะที่ระบบ BMW / MINI Digital Key แบบดั้งเดิม สามารถใช้งานได้กับ iPhone XR, Apple Watch SE (รุ่นแรก) และ Samsung Galaxy S20 Series หรือรุ่นใหม่กว่า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟังก์ชัน BMW / MINI Digital Key Plus และอุปกรณ์ที่รองรับ สามารถค้นหาได้ที่ https://www.bmw.co.th/th/topics/offers-and-services/bmw-digital-services-and-connectivity/bmw-digital-key.html

 

BMW S 1000 RR

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR
(ประกาศราคาเร็ว ๆ นี้)

ซูเปอร์ไบค์พันธุ์แท้ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR พร้อมหวนคืนสู่ท้องถนนอีกครั้งในโฉมใหม่ ให้แฟนๆ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดได้ตื่นตาตื่นใจกันก่อนที่ฤดูกาลใหม่บนสนามแข่งจะเริ่มเปิดฉากขึ้น

S 1000 RR ใหม่ ถูกปรับแต่งในหลายจุดสำคัญเพื่อยกระดับสมรรถนะในสนามแข่งให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น โดยขุมพลังในรุ่นนี้ยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงแบบ 4 จังหวะ ขนาด 999cc ตัวเดิม ให้กำลังสูงสุด 154 กิโลวัตต์ / 210 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร และสำหรับการกลับมาในครั้งนี้ ก็มากับการรับรองมาตรฐานมลภาวะ Euro 5+ อย่างเป็นทางการ ส่วนคันเร่งใหม่แบบช่วงชักสั้นก็ให้การตอบสนองฉับไวยิ่งขึ้นในขณะบิดทำความเร็ว ส่วนปีก winglet ที่ติดตั้งมาเพิ่มก็ช่วยกดตัวรถให้เกาะถนนมั่นคงกว่าเดิม ฝาครอบล้อหน้าโฉมใหม่ มีช่องระบายอากาศในตัวสำหรับช่วยทำความเย็นระบบเบรก และแผงด้านข้างตัวถังก็มีการปรับโฉมให้สวยเฉี่ยวกว่าในรุ่นเดิม

โหมดการขับขี่แบบ Pro ถูกติดตั้งมาเป็นฟังก์ชันมาตรฐานในบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ จึงทำให้ผู้ขับขี่สามารถเรียกใช้งานโหมดใหม่อย่าง Race Pro ที่ปรับคันเร่งให้ตอบสนองเร็วขึ้น ปรับจูนทั้งแรงบิดจากเครื่องยนต์ การชะลอความเร็วโดยไม่ใช้เบรก ระบบช่วยออกตัวทางชัน (Hill Start Control Pro) และระบบเบรก ABS ที่เลือกตั้งค่าต่างหากได้ถึง 5 ระดับการทำงาน นอกจากนี้ ระบบช่วยควบคุมเบรก Dynamic Brake Control (DBC) ก็ยังเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์มาตรฐานใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในรุ่นนี้

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ เปิดตัวในประเทศไทยด้วยสีเทา Bluestone metallic และขาว Light white M Motorsport

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT
(ประกาศราคาเร็ว ๆ นี้)

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมเติมสีสันให้กับการเดินทางในตัวเมืองด้วยบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT สกู๊ตเตอร์
ขนาดกลางรุ่นล่าสุดที่มอบความพรีเมียมในแบบของยนตรกรรม Gran Turismo ให้การขับขี่ระยะไกลแบบสองล้อทั้งสะดวกและสบายมากกว่าที่เคย

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานมลภาวะ Euro 5+ มาเป็นที่เรียบร้อย ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวที่ผ่านการพิสูจน์คุณภาพมาแล้วในรุ่นอื่น ๆ ให้พละกำลังสูงสุด 25 กิโลวัตต์ / 34 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตร เพื่อการขับขี่ที่ปราดเปรียวแบบไร้กังวล สกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ติดตั้งระบบด้านความปลอดภัยมาครบครันเทียบเท่ากับมอเตอร์ไซค์รุ่นใหญ่ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด โดยมีทั้งระบบเบรก BMW Motorrad ABS Pro ที่ช่วยควบคุมการเบรกขณะเอียงตัวเข้าโค้งและป้องกันไม่ให้ล้อล็อกจนเสียการควบคุม ทั้งยังทำงานผสานกับระบบ Dynamic Brake Control (DBC) เพื่อลดความเสี่ยงขณะชะลอความเร็ว โดยหากความเร็วที่ลดลงในระดับหนึ่ง ตัวรถจะไม่รับคำสั่งจากคันเร่งเพื่อกันไม่ให้รถพุ่งหรือไถล และหากชะลอรถลงมาก ๆ ระบบ DBC ก็จะเปิดไฟฉุกเฉินให้โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) และ Engine Drag Torque Control (MSR) ก็มีติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเช่นกัน โดย DTC ช่วยเสริมความปลอดภัยขณะเร่งความเร็ว โดยเฉพาะในกรณีที่เอียงตัวเข้าโค้งหรือขับขี่บนถนนลื่น ส่วน MSR ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวรถเสียศูนย์ขณะปล่อยหรือผ่อนคันเร่งกะทันหัน โดยระบบจะปล่อยให้คันเร่งทำงานเพิ่มเติมเพื่อให้เครื่องยนต์สร้างแรงบิดในระดับที่สอดรับกับแรงเบรกหรือการชะลอความเร็ว จึงทำให้ตัวรถไม่ไถลลื่นที่ล้อหลัง

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองอย่างแท้จริง ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระทั้งใต้เบาะนั่งและบริเวณช่องเก็บของด้านหน้า ซึ่งมีความจุเพิ่มขึ้นรวมกัน 12 ลิตร กระจกบังลมด้านหน้าของรุ่นนี้สามารถปรับระดับให้พอดีกับตัวผู้ขับขี่ได้ ขณะที่แพ็คเกจ Connectivity Pro ก็เพิ่มความสะดวกด้วยหน้าจอ TFT ใหญ่เต็มตา ขนาด 10.25 นิ้ว ทำงานเชื่อมโยงกับแอป BMW Motorrad Connected และปุ่มควบคุมที่ติดตั้งอยู่บริเวณแฮนด์ข้างซ้าย ซึ่งออกแบบมาให้ใช้ควบคุมการตั้งค่าต่าง ๆ ได้สะดวก พร้อมเรียกใช้งานฟังก์ชันระบบนำทางและการเปิดเพลงจากสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ ตัวรถในภาพรวมยังผ่านการปรับแต่งให้มีระดับความสูงจากพื้นที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ทำให้ขับขี่สบายกว่าที่เคย

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ พร้อมโลดแล่นในไทยในสีดำ Blackstorm Metallic พร้อมด้วยรุ่นพิเศษ Style Exclusive ที่โดดเด่นด้วยสีขาว Diamond White Metallic และระบบไฟส่องสว่างที่สามารถฉายภาพโลโก้บีเอ็มดับเบิลยูลงที่พื้นถนนได้

BMW M340i xDrive

แคมเปญพิเศษสำหรับ BMW M และ BMW M Performance

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เตรียมส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษกับแคมเปญ “BMW M Racetrack Training” ที่ BMW Advanced Driving Centre ในประเทศเกาหลีใต้  ในช่วงเดือนตุลาคม 2025 นี้ โดยโอกาสพิเศษนี้เปิดให้เฉพาะลูกค้า 30 ท่านแรกที่จองและรับรถยนต์ BMW M หรือ BMW M Performance รุ่นที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 30 เมษายน 2025 ลูกค้า 30 ท่านแรกที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับเชิญให้เข้าร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งรวมค่าเครื่องบินไป-กลับและที่พัก ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสรถยนต์ BMW M และ BMW M Performance หลากหลายรุ่น เช่น BMW M340i รวมถึง BMW M3 และ M4 สำหรับกิจกรรมการขับรถในสนามจะครอบคลุมการฝึกฝนทักษะการขับขี่ในด้านต่างๆ เช่น การควบคุมรถ การใช้ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) และการทดสอบทักษะการขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง การควบคุมการดริฟต์ และประสบการณ์ในสนามแข่งเต็มรูปแบบ

 

ตอกย้ำความสำเร็จ ZEEKR 009 ส่งมอบกว่า 1,000 คันในไทย! พร้อมเปิดตัวรุ่น 7 ที่นั่ง เพื่อตอบโจทย์ทุกการเดินทางทั้งครอบครัวและกลุ่มเพื่อน

0

ZEEKR ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี พร้อมพลิกโฉมประสบการณ์แห่งการเดินทาง ด้วยการเปิดตัว ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง อย่างเป็นทางการยนตรกรรมไฟฟ้าเอ็มพีวีที่ถูกรังสรรค์เพื่อนิยามใหม่ของความลักชูรี ภายใต้แนวคิด “Every Journey Shines, Every Seat Matters” ด้วยการยกระดับความสะดวกสบายให้ทุกการเดินทาง ทั้งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
โดยยังคงประสบการณ์ระดับเฟิร์สคลาสในทุกที่นั่ง ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 3.099 ล้านบาท

 ความสำเร็จของ ZEEKR 009 รุ่น 6 ที่นั่งในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการส่งมอบแล้วกว่า 1,000 คัน ทั่วประเทศไทยเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ZEEKR 009 ไม่เพียงแค่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นตัวแทนของไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนรสนิยมของผู้ใช้ได้อย่างลงตัว ZEEKR 009 ทลายกรอบ “ความหรูหราแบบเดิมๆ” และมุ่งเน้นประสบการณ์ของผู้ใช้เป็นสำคัญ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดเอ็มพีวีระดับลักชูรี โดย ZEEKR 009 รุ่น 6 ที่นั่ง ออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัวและความหรูหราอย่างไรที่ติ


ส่วน ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้แนวคิดเดียวกัน “Every Journey Shines, Every Seat Matters”นำเสนอทางเลือกใหม่สำหรับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่มองหาประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและเหนือระดับ โดยยกระดับมาตรฐานยนตรกรรมหรูสำหรับครอบครัวให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ด้วยการผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับความหรูหรา ทำให้ ZEEKR 009 ไม่ใช่เพียงแค่พาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็นนิยามใหม่ของความพรีเมียมที่มอบทั้งสมรรถนะเหนือชั้น ห้องโดยสารระดับเฟิร์สคลาส และวัสดุคุณภาพสูงที่สะท้อนถึงความประณีตในทุกรายละเอียดโดยในรุ่นนี้ยังคงไว้ซึ่งฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์อย่างครบครัน เช่น เบาะหนัง Nappa นุ่มพิเศษ มาพร้อมระบบนวดไฟฟ้เพื่อความสบายสูงสุด พร้อมดื่มด่ำกับความบันเทิงผ่านหน้าจอ OLED ทัชสกรีนขนาด 15.05 นิ้ว, หน้าจอแสดงผลแบบเออาร์ AR-HUD ขนาด 35.95 นิ้ว และ หน้าจอเพดานสำหรับผู้โดยสารด้านหลังแบบ OLED ระบบสัมผัสขนาด 17 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8295 อันทรงพลัง พร้อมระบบเสียง YAMAHA 30 จุดรอบคัน มอบประสบการณ์เสียงรอบทิศทางระดับพรีเมียม ให้ทุกเส้นทางเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย หรูหรา และเหนือระดับอย่างแท้จริง ที่พร้อมยกระดับทุกการเดินทางของคุณให้กลายเป็นช่วงเวลาพิเศษที่น่าจดจำ พร้อมกันนี้ยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่เหนือชั้น กับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ให้กำลังสูงถึง  603 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 4.5 วินาที และแบตเตอรี่ขนาด 116 kWh ที่ให้ระยะทางการขับขี่ 686 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC เดินทางอย่างนุ่มนวลด้วยช่วงล่างแบบถุงลมประสิทธิภาพสูง และระบบกันสะเทือน CCD Electromagnetic Vibration Reduction System และระบบความปลอดภัย ZEEKR AD ที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ ระบบป้องกันการชนด้านหน้า รวมไปถึงเตือนการชนจากด้านหลัง มั่นใจในทุกเส้นทางกับระบบ Passive Safety Systems ทั้งโครงสร้างด้านหลังแบบ Single-Piece Die-Casting Aluminum และถุงลม 7 จุด

ZEEKR 009 มี 3 โทนสีรถภายนอกได้แก่

  • สีขาว (Crystal White) พร้อมสีภายในสีดำ (Stone Black)
  • สีดำ (Phantom Black) พร้อมสีภายในสีเทาขาว (Stone Grey & Polar white) และสีดำ (Stone Black)

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวสีใหม่ ได้แก่

  • สีเขียว (Mineral Green) พร้อมสีภายในสีเทาขาว (Stone Grey & Polar white) และสีดำ (Stone Black)

อเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี กล่าวว่า
“หลังจากความสำเร็จของ ZEEKR 009 รุ่น 6 ที่นั่ง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากตลาด เราได้ศึกษาความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทยและพบว่า ความต้องการรถเอ็มพีวีไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความต้องการและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัว ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง จึงเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าที่เดินทางกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เทคโนโลยี และดีไซน์แบบลักชูรี ตอกย้ำแนวคิด ‘Every Journey Shines, Every Seat Matters’ โดยภายใต้เเนวคิดนี้ เรามีการนำเสนอเรื่องราวของ ZEEKR 009 ผ่านภาพยนตร์โฆษณาใหม่ ที่ถ่ายทอดแก่นแท้ของการเดินทางสุดพิเศษ โดยบอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของตัวละครหลักที่กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เปรียบการเดินทางด้วย ZEEKR 009 เสมือนการเดินทางของชีวิตที่ทุกก้าวล้วนมีความหมาย ทุกที่นั่งคือพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ และทุกความสำเร็จคือจุดหมายหลักที่จะมุ่งไป โดยภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ไม่เพียงต้องการนำเสนอคุณสมบัติอันโดดเด่นของ ZEEKR 009 แต่เป็นการสะท้อนคุณค่าและอารมณ์ที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถสัมผัสได้อย่างมีชั้นเชิง”

สำหรับ ZEEKR 009 รุ่น 7 ที่นั่ง ราคา 3,099,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • ฟรี Wallbox ขนาด 11 kW พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง*
  • ฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน*
  • ฟรี ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองเป็นระยะเวลา 1 ปี*
  • ฟรี ค่าจดทะเบียนรถยนต์*
  • การรับประกันรถยนต์ เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่แรงดันสูง เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 180,000 กิโลเมตร
    (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี*
  • ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง สูงสุดไม่เกิน 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือระยะทาง 60,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*

และสำหรับผู้ที่สนใจ ZEEKR 009 รุ่น 6 ที่นั่ง พร้อมข้อเสนอพิเศษดังนี้

  • ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง สูงสุดไม่เกิน 6 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 ปี
    หรือระยะทาง 120,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • ฟรี Wallbox ขนาด 11 kW พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง*
  • ฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน*
  • ฟรี ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองเป็นระยะเวลา 1 ปี*
  • ฟรี ค่าจดทะเบียนรถยนต์*
  • การรับประกันรถยนต์ เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • การรับประกันมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่แรงดันสูง เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 180,000 กิโลเมตร
    (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี*

ในราคา 3,159,000 บาท

โดยข้อเสนอพิเศษนี้กำหนดให้มีผลเริ่มตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 – วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และกำหนดรับรถรับรถภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ZEEKR 009 ทั้งรุ่น 6 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง พร้อมให้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุดได้แล้ววันนี้ที่ ZEEKR House ทั้ง 10 แห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ZEEKR Call Center โทร 02-086-9999, Official Facebook Page ZEEKR Thailand และ LINE Official ZEEKR Thailand (@zeekrtha) หรือคลิก https://lin.ee/3lJF6Jbo

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมลงนามกับกระทรวงแรงงาน ใน “ปฏิญญาความปลอดภัยว่าด้วยการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย”

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามในปฏิญญาความปลอดภัยว่าด้วยการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกับกระทรวงแรงงาน ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการในประเทศไทย โดยความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด พร้อมทั้งสนับสนุนภารกิจของกระทรวงแรงงานในการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย

มร. เออิจิ โอกาวะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัย และยึดถือเป็นค่านิยมพื้นฐานที่หลอมรวมอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรของเรา การร่วมลงนามในปฏิญญาความปลอดภัยว่าด้วยการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกับกระทรวงแรงงานในครั้งนี้ สอดคล้องกับพันธกิจของเราในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยทั้งภายในองค์กรและครอบคลุมถึงเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน เราภูมิใจที่ได้เป็นผู้นำและเป็นแบบอย่าง โดยพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้กับพนักงาน อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย”

ปฏิญญาความปลอดภัยว่าด้วยการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน
ด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการทั่วประเทศ โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย Safety Culture Together” โดยมุ่งลดอัตราการประสบอันตรายจากการทำงานกรณีร้ายแรงให้เหลือไม่เกิน 1 รายต่อลูกจ้าง 1,000 คน และลดอัตราการเสียชีวิตจากการทำงานให้เหลือไม่เกิน 3 รายต่อลูกจ้าง 100,000 คน ภายในปี 2573 นอกจากนี้ยังมุ่งขยายแนวทางปฏิบัติในการขับเคลื่อนความปลอดภัยให้ครอบคลุมธุรกิจห่วงโซ่อุปทานทั่วประเทศ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาความปลอดภัยในการทำงานของประเทศไทย

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นหนึ่งใน 18 องค์กรชั้นนำที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการนี้ เนื่องจากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความมุ่งมั่นดำเนินงานด้านมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นเลิศมาอย่างยาวนาน มีเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากและครอบคลุมหลายภาคส่วน พร้อมกับประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ รางวัลกิจกรรมรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ ประจำปี 2567 (Zero Accident Campaign 2024) โดยโรงงาน 1 และ โรงงาน 2 ได้รับรางวัลโล่เกียรติยศระดับแพลทินัม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเพื่อยกย่องการดำเนินงานที่มีชั่วโมงปลอดอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานสะสม 55.5 ล้านชั่วโมงทำงาน อันแสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

อินฟินิท ออโตโมบิล ผนึกกำลัง 7 แบงก์ เยี่ยมชมโรงงานฉางอาน ประเทศจีน

0

บริษัท อินฟินิท ออโตโมบิล จำกัด นำโดยนายอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร ให้เกียรติตอบรับคำเชิญของบริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการนำผู้บริหารธนาคารทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) “กรุงศรี ออโต้” ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) TTB DRIVE โดย ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัท ลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) จำกัด บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด และบริษัท ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนา ในโรงงานบริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล ณ​ เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โครงการนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 กุมภาพันธ์ 2568 แบ่งเป็นกิจกรรมเยี่ยมชมโรงงานและศูนย์วิจัยและพัฒนา บริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล และเข้าร่วมชมสนามทดสอบรถยนต์ของบริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล โดยวัตถุประสงค์ของโครงการนี้เพื่อศึกษาดูงาน เรียนรู้วิสัยทัศน์และพันธกิจของศูนย์วิจัยและพัฒนา ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวทางการพัฒนาธุรกิจ และศึกษานวัตกรรมกระบวนการผลิตของบริษัท ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองฉงชิ่ง หนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศจีน

โครงการดังกล่าวนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือจากทั้งภาคธุรกิจและภาคสถาบันการเงิน  เพื่อสานต่อแนวทางการทำธุรกิจจำหน่ายรถยนต์และการให้บริการที่ได้คุณภาพ ครอบคลุมทุกความต้องการของฐานลูกค้าในประเทศไทยแต่ละกลุ่มที่ขยายตัวมากขึ้น ความร่วมมือของทางอินฟินิท ออโตโมบิล ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) และสถาบันการเงินระดับต้นของประเทศทั้ง 7 แห่งเป็นการปูทางไปสู่ความพร้อมในการนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาจัดจำหน่ายในประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคที่สนใจยานพาหนะพลังงานทางเลือกที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์รถยนต์ในเครือฉางอาน ในฐานะผู้นำด้วยยอดขายในระดับต้นของประเทศในปีที่ผ่านมาท่ามกลางการแข่งขันในตลาดอันร้อนแรง

ปัจจุบันบริษัท อินฟินิท ออโตโมบิล จำกัด ได้จัดจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากบริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำนวน 5 รุ่น ได้แก่

  1. อวาทาร์ รุ่น 11 (AVATR 11) ผ่านโชว์รูม อวาทาร์ สยามพารากอน และโชว์รูม อวาทาร์ พระราม 3
  2. ดีพอล รุ่น E07 (DEEPAL E07)
  3. ดีพอล รุ่น S07 (DEEPAL S07)
  4. ดีพอล รุ่น L07 (DEEPAL L07)
  5. ลูมิน (LUMIN)

โดยดีพอล และลูมิน จัดจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายในเครืออินฟินิท ออโตโมบิล ทั้ง 30 แห่งทั่วประเทศ

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” จ่อคิวนำ GWM TANK 300 ขุมพลังดีเซล เข้าขายไทย พร้อมเปิดให้ได้สัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของ…อีกไม่นานเกินรอ

0
GWM Tank 300 1

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) พร้อมปลุกกระแสรถเอสยูวีสไตล์ BOXY ให้สายลุยเตรียมหลั่งอะดรีนาลีนไปกับการเดินทางครั้งใหม่ที่หลายคนต่างตั้งตารอคอย กับการมาถึงของ GWM TANK 300 ขุมพลังใหม่ล่าสุด เครื่องยนต์ดีเซลอันทรงพลัง ที่เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่พร้อมแรงสั่นสะเทือนให้แฟน ๆ ผู้ชื่นชอบรถยนต์เอสยูวีที่มีสไตล์และเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แข็งแกร่ง และทรงพลัง สะกดทุกสายตา พร้อมตอบโจทย์การใช้งานที่ครอบคลุม มอบความคุ้มค่าทั้งการขับขี่ในชีวิตประจำวันแบบหล่อเหลาและเท่ หรือแม้แต่การท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่หลากหลายรูปแบบทั้งในเมือง-นอกเมือง ออนโรดและออฟโรด

สำหรับ GWM TANK 300 ขุมพลังดีเซลรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ จะมาพร้อม 3 รุ่นย่อย ที่ครอบคลุมทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ให้แฟน ๆ ชาวไทยได้เลือกคันที่ใช่ที่สะท้อนตัวตนและจิตวิญญาณได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล ถือเป็นความเชี่ยวชาญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ได้มีการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในประเทศจีนและได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลก ทั้งในด้านสมรรถนะ ประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน และความทนทาน พร้อมมาฉีกกฏการขับขี่เครื่องยนต์ดีเซลแบบเดิม ๆ นับถอยหลังพร้อมไขทุกคำตอบไปด้วยกันกับ GWM TANK 300 ขุมพลังดีเซลกันได้เร็ว ๆ นี้

เอ็มจี ส่ง NEW MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER โชว์ศักยภาพ “อีวีตัวจี๊ด” บนสนามแข่ง ในรายการ Gymkhana GC Grid Competition Series 2025 By Harson Tyres

0
MG 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ตอกย้ำการเป็นผู้บุกเบิกวงการยานยนต์ไฟฟ้าไทยสร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ขยายการรับรู้สู่กลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ล่าสุด นำ NEW MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER ลุยสนามแข่ง Gymkhana ในรายการ Gymkhana GC Grid Competition Series 2025 By Harson Tyres ประเดิมแข่งแมทช์แรกในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นการพิสูจน์สมรรถนะของขุมพลังยานยนต์ไฟฟ้าของ “อีวีสายพันธุ์แท้” อย่าง NEW MG4 ELECTRIC ในสภาพเส้นทางที่ท้าทาย

โดยมี “คุณหน่อง-เอมอมร” นักแข่งรถตัวแทนจาก เอ็มจี ร่วมลงสนามคู่กับ NEW MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER และพันธมิตรยางล้อจาก Yokohama และ Maxion Wheels ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญในการลงแข่งขันครั้งนี้ สำหรับรายการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทดสอบความสามารถและโชว์ศักยภาพอันทรงพลังของรถเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของแบรนด์ เอ็มจี ในการก้าวเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทย ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ยุคใหม่ ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้กับวงการยานยนต์ไทยในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

MG 2

สำหรับการแข่งขันจิมคาน่า (Gymkhana) เป็นการแข่งขันที่สามารถใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ในการแข่ง ด้วยการใช้ความเร็วรถระดับต่ำถึงปานกลางในการแข่งขัน โดยไม่เน้นความเร็วรถเป็นหลักแต่จะเน้นเรื่องทักษะเทคนิคการขับขี่ในแต่ละจุดทดสอบแทน และใช้ระยะเวลาที่ทำได้เป็นตัวชี้วัดในการตัดสินการแข่งขันในแต่ละครั้ง

ซึ่งการแข่งขัน Gymkhana GC Grid Competition Series 2025 By Harson Tyres เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหว ครั้งสำคัญของแบรนด์ เอ็มจี ในการส่ง “อีวีสายพันธุ์แท้” อย่าง NEW MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการขนานนามให้เป็น “อีวีตัวจี๊ด” โดดเด่นด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุด 435 แรงม้า (320 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร โดยสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.8 วินาที เพื่อทดสอบสมรรถนะบนสนามแข่ง และส่งเสริมให้นักแข่งสามารถสร้างผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมี “คุณหน่อง-เอมอมร” นักแข่งรถตัวแทนจากแบรนด์ เอ็มจี กับผลงานการแข่งขันที่โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น รางวัลรองแชมป์อันดับที่ 4 จากการแข่งขัน Auto Special Gymkhana Thailand 2002 รางวัลอันดับที่ 2 จากการแข่งขัน Gymkhana By Under Up 2022 การคว้ารางวัลอันดับที่ 1 รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง จากการแข่งขัน Gymkhana Classic Revival 2024 มาครองได้ และล่าสุfกับการแข่งขัน Gymkhana GC Grid Competition Series 2025 By Harson Tyres สนามแรกในปีนี้ ที่สามารถคว้ารางวัลอันดับที่ 1 ในรุ่น GC9 มาได้ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงฝีมืออันยอดเยี่ยมของ “คุณหน่อง-เอมอมร” และทีมเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำแบรนด์ในฐานะผู้สนับสนุนสำคัญที่มีบทบาทในการผลักดันนักแข่งให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในวงการมอเตอร์สปอร์ต แม้จะต้องเผชิญกับบททดสอบที่ท้าทายและการแข่งขันอันดุเดือดก็ตาม

MG 3

เผยมุมมองของคุณหน่อง-เอมอมร กับประสบการณ์การขับ NEW MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER ลุยสนามแข่ง

คุณหน่อง-เอมอมร กล่าวว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ลงแข่งในรุ่น GC 9 รถพลังงานไฟฟ้า100% ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ตที่ผลักดันให้ผมพัฒนาความสามารถตัวเองมากยิ่งขึ้น และการขับ NEW MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER ลงแข่งขันในรายการนี้ ทำให้ผมมั่นใจในทุกเส้นทางการแข่งขัน ด้วยสมรรถนะที่ทรงพลัง ทั้งความเร็ว แรง และเร้าใจ เป็นรถที่โดดเด่นและให้ประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างด้วยการกระจายน้ำหนักที่สมดุลแบบ 50:50 และจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ (Low Centre of Gravity) พร้อมระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท และช่วงล่างหลังแบบ 5-Link Suspension ซึ่งช่วยเสริมสมรรถนะและการควบคุมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถตอบสนองต่อการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกสภาพถนน ทำให้สามารถควบคุมรถไปตามเส้นทางการแข่งขันในสไตล์ Gymkhana ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น สำหรับการแข่งขันในปีนี้ ตัวรถที่ใช้แข่งไม่ได้มีการปรับจูนใหม่ใดๆ จะมีเพียงแค่การปรับมาใช้ยางล้อจาก Yokohama และ Maxion Wheels ที่ช่วยยึดเกาะถนนได้เป็นอย่างดี สำหรับการแข่งขันในแมทช์ต่อไป ผมตั้งใจที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้มากยิ่งขึ้น พร้อมสนุกไปกับการแข่งขันฤดูกาลใหม่ และหวังว่าจะได้มีโอกาสขับรถจากแบรนด์ เอ็มจี รุ่นใหม่ๆ ลงสนามอีกครั้ง”

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอ็มจี เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี จากจุดเริ่มต้นในการเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ต ที่ประสบความสำเร็จในสนามแข่งสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดยานยนต์ระดับนานาชาติ ซึ่งในปัจจุบัน เอ็มจี ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาและผลักดันแบรนด์เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่อย่างจริงจัง ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเข้ากับสมรรถนะยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสะท้อนจิตวิญญาณและดีเอ็นเอความเป็นสปอร์ตของแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เอ็มจี ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นสปอร์ตจากอดีตสู่ปัจจุบัน แต่ยังมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสมรรถนะและนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุด สำหรับ NEW MG4 ELECTRIC เป็นโกลบอลอีวีรุ่นแรกที่พัฒนาขึ้น บน NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM และยังถือเป็นโกลบอลอีวีรุ่นยอดนิยมที่ได้รับกระแสตอบรับ อย่างดีเยี่ยมจากผู้ใช้อีวีทั่วโลก โดย ณ ปัจจุบันมียอดขายในประเทศไทยรวมแล้วว่า 13,000 คัน และยอดขายสะสมทั่วโลกมากกว่า 200,000 คัน ด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะดีเยี่ยม เทคโนโลยีที่ทันสมัย และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน รวมถึงยังเป็นโมเดลที่ได้รับการการันตีคุณภาพด้วยรางวัล THAILAND EV OF THE YEAR 2023 และคว้ารางวัลในระดับสากลจากเว็บไซต์ผู้เชี่ยวชาญรถยนต์อีวี และยนตรกรรมรุ่นนี้ ยังผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) อีกด้วย NEW MG4 ELECTRIC เป็นโมเดลที่ผมเชื่อว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาแบรนด์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตยุคใหม่ พร้อมขับเคลื่อนแบรนด์ เอ็มจี ให้ก้าวไกลไปในทิศทางที่ใหญ่ยิ่งขึ้นและเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับสากลมากขึ้นด้วยเช่นกัน”

MG 4

ตารางการแข่งขัน GC GRID Competition 2025 ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์
สนาม 1: 16 กุมภาพันธ์ 2025
สนาม 2: 6 เมษายน 2025
สนาม 3: 3 พฤษภาคม 2025
สนาม 4: 4 พฤษภาคม 2025
สนาม 5: 29 มิถุนายน 2025
สนาม 6: 2 สิงหาคม 2025
สนาม 7: 3 สิงหาคม 2025
สนาม 8: 5 ตุลาคม 2025

#MGThailand #MGCarsTH #PASSIONDRIVES #NEWMG4ELECTRIC