Home Blog Page 102

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ ” เปิดตัวทัพยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เสริมทัพไลน์อัพยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury กว่า 6 รุ่น ครอบคลุมทั้งแบรนด์ Mercedes-Maybach และรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในกลุ่ม G-Class, S-Class และ V-Class โดยจัดแสดงภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Art of Cultivated Luxury” นำเสนอความงดงามของศิลปะร่วมสมัยที่ผสานเข้ากับยนตรกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่าน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ Luxury on Wheel, The Essence of Elegance, Culinary Mastery, The Art of Fine Drinking, และ Notes of Perfection สะท้อนถึงความประณีต รสนิยมชั้นสูง และสุนทรียภาพแห่งชีวิต รวมถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการมอบประสบการณ์อันเหนือระดับให้กับลูกค้าระดับไฮเอนด์ในทุกมิติ โดยจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ณ ชั้น 3 อาคารเดอะ ฟอรัม แอท วัน แบงค็อก (One Bangkok Forum)

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2

ไฮไลท์สำคัญของงาน “The Art of Cultivated Luxury” คือการเปิดตัวและจัดแสดงยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ กว่า 6 รุ่น ดังนี้

Mercedes-Maybach EQS 680 SUV รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybach ที่สุดแห่งยนตรกรรมเอสยูวีที่ตอบโจทย์การใช้งานอันเหนือระดับจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 12,500,000 บาท และ “Mercedes-Maybach S 580 e Premium” รถยนต์ซีดานระดับไฮเอนด์ลักชัวรีที่สะท้อนเอกลักษณ์ความสง่างามในแบบฉบับของ S-Class โดยกลับมาพร้อมตัวถังสีทูโทนใหม่ แบบ Local Production จำหน่ายในราคาเริ่มต้น 11,300,000 บาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 4

Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology ครั้งแรกกับการสานต่อตำนาน 45 ปี ของ G-Class เจ้าของฉายา “King of Off-Road” มาพร้อมระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า 100% และมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ทำให้สามารถทำแรงบิดได้สูงสุดถึง 1,164 นิวตันเมตร ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่มากที่สุดของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว 2 รุ่น ในรุ่น STANDARD ราคาเริ่มต้น 9,500,000 บาท และรุ่น EDITION ONE ราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท

โดยสำหรับรุ่น EDITION ONE จะจำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 6 คัน ในประเทศไทย นอกจากนี้ยังเปิดตัว Mercedes-Benz G 450 d ยนตรกรรม The new G-Class ที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลตามคำเรียกร้องของกลุ่มลูกค้าชาวไทย จำหน่ายในราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 6

Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium ยนตรกรรมลักชัวรี่ซีดานที่มอบความครบเครื่องในทุกมิติ ทั้งสุนทรียภาพด้านการขับขี่ ความสะดวกสบายของการโดยสาร ระบบความบันเทิง และความปลอดภัยขั้นสูง มาพร้อมการเพิ่มความสะดวกสบายทุกการขับขี่ที่มากขึ้น ด้วยระบบควบคุมทิศทางตัวรถแบบเลี้ยว 4 ล้อ (Rear axle steering 4.5°) จำหน่ายในราคา 7,580,000 บาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 6

Mercedes-Benz V 300 d Exclusive รถแวนระดับลักชัวรี่ 6 ที่นั่ง รุ่นนำเข้ามาตรฐานยุโรป ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการเดินทางแบบครอบครัวและการใช้งานในทางธุรกิจ มอบความสะดวกสบายและความหรูหราระดับเฟิร์สคลาส พร้อมทั้งเสริมสมรรถนะที่ทรงพลังยิ่งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว จำหน่ายในราคา 5,820,000 บาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 8

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวยนตรกรรมทั้ง 6 รุ่น สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเลิศในทุกด้านของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างแท้จริง โดยแบรนด์ Mercedes-Maybach และรถยนต์กลุ่ม S-Class ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราแบบร่วมสมัย ด้วยการตกแต่งภายในสุดประณีต เทคโนโลยีล้ำสมัย และการออกแบบที่เหนือกาลเวลา ในส่วนของรถยนต์กลุ่ม G-Class นั้น เป็นตัวแทนด้านขุมพลังและมรดกอันยิ่งใหญ่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมตอกย้ำถึงความสง่างามที่มาพร้อมความแข็งแกร่งและสมรรถนะขั้นสูง และสำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่กว้างขวางในการใช้งาน เรายังได้นำเสนอรถแวนอเนกประสงค์ในกลุ่ม V-Class ที่เหมาะสำหรับกลุ่มครอบครัวและกลุ่มนักธุรกิจ พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานที่หลากหลาย”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 10

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงเครื่องประดับและเฟอร์นิเจอร์หายากที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันจาก “Lotus Arts de Vivre” แบรนด์จิวเวลรี่และของตกแต่งบ้านชื่อดังของไทย และนาฬิกาหรูจาก “SHH by Pendulum” รวมไปถึงเมนูอาหารและเครื่องดื่มสุดพิเศษที่รังสรรค์โดยเชฟระดับมิชลินสตาร์อย่าง “WANAYOOK” คาเวียร์บาร์สุดพรีเมียมจาก “Prunier” และแชมเปญชั้นเลิศจาก “Laurent-Perrier” พร้อมดื่มด่ำไปกับบทเพลงอันไพเราะจากวงออร์เคสตรา “THAILAND PHILHARMONIC” ที่มาเติมเต็มประสบการณ์แห่งความลักชัวรี่ในแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เราไม่ได้เพียงแค่นำเสนอความเหนือชั้นด้านสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในรถยนต์ทุกรุ่นเท่านั้น แต่เรายังมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความประณีตและความสง่างามในทุกองค์ประกอบ โดย ‘Cultivated Luxury’ ถือเป็นการผสมผสานระหว่างรสนิยม วัฒนธรรม และคุณค่าอย่างลงตัว เรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานใหม่แห่งความลักชัวรี่นี้” มร. มาร์ทิน กล่าวปิดท้าย

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

“อีซูซุ” เปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE…The FORCE of FUTURE พลังใหม่…กำหนดโลก

0
อีซูซุ 1

อีซูซุส่งเครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE…The FORCE of FUTURE พลังใหม่…กำหนดโลก พร้อมใหม่! เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แบบ REV TRONIC กระตุ้นตลาดโค้งสุดท้าย แรงขึ้น เร็วขึ้น ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าเดิม ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น และมีค่า CO2 ต่ำที่สุดในรถระดับเดียวกัน ทั้งในรถอีซูซุ ดีแมคซ์ และ มิว-เอ็กซ์ และใหม่! 3.0 Ddi MAXFORCE สำหรับกลุ่มที่ต้องการเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูง โดยรถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 558,000 – 1,284,000 บาท และรถอเนกประสงค์ มิว-เอ็กซ์ ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 1,194,000 – 1,771,000 บาท พร้อมให้สัมผัสที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป

อีซูซุ 2

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุในฐานะผู้นำด้านเครื่องยนต์ดีเซลระดับโลก ได้พัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE พลังใหม่…กำหนดโลก เร่งแซงเร็วขึ้น พละกำลังสูงขึ้น แต่ให้ความประหยัดน้ำมันที่มากขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น และมีค่า CO2 ต่ำที่สุด ในรถระดับเดียวกัน มีให้เลือกทั้งในรถอีซูซุ ดีแมคซ์ และ มิว-เอ็กซ์ ซึ่งได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานอีซูซุเป็นระยะทางเทียบเท่า 2,200,000 กิโลเมตร จนมั่นใจว่าเครื่องยนต์นี้มีความแรง ทนทาน และประหยัดน้ำมันเหมาะสมกับตลาดมากที่สุด พร้อมที่จะถ่ายทอดสมรรถนะอันยอดเยี่ยมในทุก ๆ ด้าน อีกทั้งเครื่องยนต์ตัวใหม่ล่าสุดนี้ยังสามารถรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือทำงานควบคู่กับพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ในอนาคตได้อีกด้วย ถือเป็นเทคโนโลยีดีเซลที่จะกำหนดอนาคตแห่งการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง

อีซูซุ 4

นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำระบบส่งกำลังใหม่ทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีดใหม่ แบบ Genius Sport Shift ที่มีการปรับเปลี่ยนอัตราทดให้เหมาะสมกับการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE และใหม่! เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต Rev Tronic ให้อัตราทดต่อเนื่องทุกช่วงความเร็ว ตอบสนองไว แม่นยำ นุ่มนวล สู่การขับขี่ที่สนุกขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มไลน์อัพใหม่กับ MU-X The Next Peak รุ่น RS เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE อีซูซุ วีครอส 4×4 4 ประตู เกรด ZP เกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ 3.0 Ddi MAXFORCE และ อีซูซุ ดีแมคซ์ สปาร์ค 4×4 เกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ 3.0 Ddi MAXFORCE นอกจากนี้ยังมาพร้อมสีใหม่ “เทา เอลบรุส โอเพค” (Elbrus Grey Opaque) ในอีซูซุ ดีแมคซ์ทุกรุ่น…เรามั่นใจอย่างยิ่งว่า เทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล แห่งอนาคต ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE และ ใหม่! 3.0 Ddi MAXFORCE พลังใหม่…กำหนดโลก จะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการสมรรถนะรถอันยอดเยี่ยม ที่มาพร้อมกับความประหยัดน้ำมัน และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างแน่นอน”

อีซูซุ 6

เครื่องยนต์แห่งอนาคต ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE พลังใหม่…กำหนดโลก ขนาด 2.2 ลิตร ให้พลังแรงสุดถึง 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถึง 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,400 รอบ/นาที ออกตัว เร่งแซงเร็วขึ้น กับแรงบิดช่วงออกตัวสูงขึ้นถึง 56% เครื่องยนต์ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE พลังใหม่…กำหนดโลก เครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต ที่เราได้พัฒนาขึ้นในทุกด้าน เร่งแซงเร็วขึ้น พละกำลังสูงขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าเดิมสูงสุด 10.7% (ข้อมูลจาก ECO Sticker ในรุ่น Hi-Lander 2 ประตู เกรด L สภาวะนอกเมือง) ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น และมีค่า CO2 ต่ำที่สุดในรถระดับเดียวกัน ใหม่! หัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูงถึง 250 MPa. และ ใหม่! ECM แบบ MULTI-CORE ประสิทธิภาพสูง ใหม่! E-VGS เทอร์โบแปรผันควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ใหม่! ห้องเผาไหม้แบบ High Swirl เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้สมบูรณ์แบบ ใหม่! ลูกสูบแบบแรงเสียดทานต่ำพิเศษ และเสื้อสูบแบบขึ้นรูปแกร่งพิเศษ พร้อมระบบหล่อลื่นเครื่องยนต์ใหม่แบบ Hi-flow นอกจากนี้ อีซูซุยังได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ ใหม่! 3.0 Ddi MAX FORCE พลังใหม่…กำหนดโลก ให้พลังแรงสุดถึง 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และ แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที ด้วย ECM ใหม่ แบบ MULTI-CORE ประสิทธิภาพสูง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการใช้งานที่ต้องการกำลังสูงเป็นพิเศษ

อีซูซุ 7

งานแนะนำเครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE และ ใหม่! 3.0 Ddi MAXFORCE The FORCE of FUTURE พลังใหม่…กำหนดโลก ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายในงานมีการจัดการทดสอบสมรรถนะการขับขี่โดยสื่อมวลชน การจัดแสดงเครื่องยนต์ Engine Exhibition การจัดรถโชว์หลากหลายรุ่นของอีซูซุ ดีแมคซ์ และมิว-เอ็กซ์ ทั้งรุ่นมาตรฐานจากโรงงาน และรถตกแต่งสไตล์พิเศษ รวมทั้งสิ้น 23 คัน และบูธจากพาร์ทเนอร์มากมาย นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยบนเวทีกับเหล่าบรรดานักแข่งรถและกูรูเรื่องรถชื่อดังที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ และโชว์พิเศษจากศิลปินชื่อดัง วิน-เมธวิน และมะปราง-อลิสา กับการขับรถมิว-เอ็กซ์ และอีซูซุ ดีแมคซ์ ที่ใช้พลังงานทางเลือกจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผสม HVO น้ำมันไบโอดีเซลเจเนอเรชันใหม่สังเคราะห์จากน้ำมันพืชใช้แล้ว ตามแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ของอีซูซุ

อีซูซุ 9

สัมผัสเครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE และ ใหม่! 3.0 Ddi MAXFORCE The FORCE of FUTURE พลังใหม่…กำหนดโลก ใน อีซูซุ ดีแมคซ์ และมิว-เอ็กซ์ ได้ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป และในงาน Thailand International Motor Expo 2024 ณ อาคารชาเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567 สามารถติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

 

 

เตรียมพบกับ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ ในปี 2569

0
Ford Ranger Super Duty 1

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประกาศความพร้อมเปิดตัวรถกระบะรุ่นใหม่ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเพื่อส่งมอบสมรรถนะการใช้งานที่เหนือระดับไปอีกขั้นสำหรับลูกค้าที่เกิดมาแกร่งอย่างแท้จริง โดยพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศออสเตรเลีย ปี พ.ศ. 2569

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ถือกำเนิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มลูกค้าฟลีต และผู้ประกอบการดัดแปลงรถยนต์ชั้นนำทั่วออสเตรเลีย ในการพัฒนารถกระบะขนาดกลางรุ่นใหม่ที่มาพร้อมสมรรถนะที่เหนือกว่ารถกระบะขนาดกลางทั่วไป

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ได้รับการออกแบบและพัฒนาให้มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นทั้งด้านมวลรวมของรถ หรือน้ำหนักรถสูงสุดรวมบรรทุก (Gross Vehicle Mass – GVM) น้ำหนักรถสูงสุดรวมบรรทุกและลากจูง (Gross Combined Mass – GCM) รวมถึงความสามารถในการลากจูง และสมรรถนะออฟโรดที่เหนือระดับ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานตามวัตถุประสงค์ของแต่ละกลุ่มลูกค้า อาทิ หน่วยกู้ภัยฉุกเฉิน เกษตรกร ผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณูปโภค ป่าไม้ เหมืองแร่ ช่างเทคนิคด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเพื่อการทำงานด้านอื่นๆ

“ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ผสานความเป็นเลิศระหว่างฟีเจอร์อัจฉริยะและระบบความปลอดภัยขั้นสูงจากฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมแห่งปีมาแล้วหลายรางวัลในหลายประเทศ มาพร้อมกับสมรรถนะที่ตอบโจทย์การใช้งานหนัก เพื่อนำเสนอรถกระบะที่ลูกค้าต้องการแต่ยังไม่มีรถรุ่นใดในตลาดที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ออกแบบให้มีความยืดหยุ่น พร้อมสมรรถนะที่ตอบโจทย์การใช้งานหนักที่ลูกค้าต้องการ และสร้างความมั่นใจด้วยการรับประกันคุณภาพจากโรงงานฟอร์ด” ซอนดรา ซัตตัน ฟุง ผู้จัดการทั่วไป แบรนด์รถกระบะระดับโลก ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่นใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาโดยทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มตลาดนานาชาติของฟอร์ด นำโดยทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,500 คน ทั้งนักออกแบบ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากประเทศออสเตรเลีย โดยจะผลิตที่โรงงานในประเทศไทยเพื่อจำหน่ายในตลาดโลก

เมื่อเทียบกับรถกระบะขนาดกลางทั่วไป ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ มอบความสามารถที่เหนือกว่าหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
•ลากจูงได้มากขึ้น: รองรับการลากจูงสูงสุด 4,500 กิโลกรัม (เมื่อติดตั้งเบรกที่รถพ่วง)
•บรรทุกได้มากขึ้น: น้ำหนักรถสูงสุดรวมบรรทุก (GVM) สูงสุดถึง 4,500 กิโลกรัม
•ให้คุณ ‘ทำได้’ มากขึ้น: น้ำหนักรถสูงสุดรวมบรรทุกและลากจูง (GCM) สูงสุดถึง 8,000 กิโลกรัม

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พารถยนต์ไฟฟ้า EQS SUV ตะลุยเส้นทาง กรุงเทพฯ-เบตง เติมความมั่นใจทุกการขับขี่ เช็คอินจุดชาร์จทั่วภาคใต้!

0
EQS 450 4MATIC 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย พาตะลุยเส้นทางกรุงเทพฯ-เบตง ทดสอบสมรรถนะการขับขี่ไปกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่น EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic ผนึกกำลัง RÊVERSHARGER ผู้ให้บริการชาร์จ EV แบบครบวงจรภายใต้บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น สามารถเข้าถึงสถานีชาร์จสาธารณะ (Public Charge) ที่ครอบคลุมทุกเส้นทางทั่วประเทศ มุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การขับขี่ในยุคพลังงานสะอาด เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จที่ทันสมัยและคุณภาพสูง พร้อมยกระดับประสบการณ์การชาร์จแบบครบวงจร และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

 EQS 450 4MATIC 2

ไฮไลท์ทริป กรุงเทพฯ-เบตง กับรถยนต์รุ่น EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic

ตลอดการเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เบตง จ.ยะลา รวมระยะทางกว่า 1,279 กิโลเมตร ไม่เพียงแค่การไปถึงจุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ในทุกกิโลเมตร โดย EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic ได้แสดงให้เห็นสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ด้วยความสามารถในการขับขี่ได้ไกลสูงสุด 658 กิโลเมตร (WLTP) ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ทำให้การเดินทางในครั้งนี้เต็มไปด้วยประสบการณ์ในทุกมิติ ตั้งแต่การขับขี่บนถนนหลายสายที่แตกต่างกัน การเบรกและการเร่งความเร็วเพื่อสัมผัสอิสระบนท้องถนน ไปจนถึงการเพลิดเพลินกับธรรมชาติที่สวยงามสองข้างทางของภาคใต้

 EQS 450 4MATIC 5

 

ระหว่างการเดินทางยังได้พิสูจน์ถึงความสะดวกสบายจากสถานีชาร์จที่กระจายอยู่ตามเส้นทางตั้งแต่กรุงเทพฯ ลงไปถึงภาคใต้ เพียงแค่แวะพัก รถยนต์ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากหัวชาร์จความเร็วสูงได้เต็มความจุในเวลาอันสั้น พร้อมที่จะเดินทางต่อไปยังทุกจุดหมายอย่างราบรื่น

•จุดที่ 1 One Bangkok (กรุงเทพมหานคร) – ปั๊มน้ำมันบางจาก หจก. ธนัญธร ฐิติพร (หัวหิน)
ปริมาณการชาร์จ 41.137 kWh ระยะทาง 229 กิโลเมตร

•จุดที่ 2 ปั๊มน้ำมันบางจาก หจก. ธนัญธร ฐิติพร (หัวหิน) – ปั๊มน้ำมันเชลล์ ชลลดาการปิโตรเลียม (ชุมพร)
ปริมาณการชาร์จ 38.274 kWh ระยะทาง 264 กิโลเมตร

•จุดที่ 3 ปั๊มน้ำมันเชลล์ ชลลดาการปิโตรเลียม (ชุมพร) – โรงแรมดิโอวาเลย์ (สุราษฎร์ธานี)
ปริมาณการชาร์จ 78.4 kWh ระยะทาง 181 กิโลเมตร

•จุดที่ 4 โรงแรมดิโอวาเลย์ (สุราษฎร์ธานี) – ปั๊มน้ำมันเชลล์ บางกล่ำ (หาดใหญ่)
ปริมาณการชาร์จ 93.326 kWh ระยะทาง 323 กิโลเมตร

•จุดที่ 5 ปั๊มน้ำมันเชลล์ บางกล่ำ (หาดใหญ่) – ชายแดน อ.เบตง
ปริมาณการชาร์จ 81.1 kWh ระยะทาง 282 กิโลเมตร

 EQS 450 4MATIC 3

ขับเคลื่อนทุกเส้นทางด้วยเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษที่เหนือกว่าใคร

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังมาพร้อมข้อเสนอที่มอบให้กับลูกค้าที่ซื้อ EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic ในแพ็กเกจ “Worry Free” และเริ่มต้นสัญญามายสตาร์กับ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2567 พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน เพิ่มความอุ่นใจ และเติมเต็มทุกความสะดวกสบายไปอีกขั้น ดังนี้

•เงินชำระส่วนแรก 0% เริ่มต้น 72,000 บาท/เดือน เมื่อทำสัญญามายสตาร์*
•ฟรี! ค่าบริการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแบบ DC ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (Unlimited DC Charging)
เป็นระยะเวลา 1 ปี ผ่านสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่กำหนดไว้ของผู้ให้บริการ SHARGE**
•ฟรี! Wallbox พร้อมติดตั้ง**

ข้อมูลเพิ่มเติมข้อเสนอ https://mb4.me/eq-mystar-offer

*เงินชำระส่วนแรก หมายถึง เงินชำระงวดแรกตามที่ระบุในสัญญามายสตาร์ ค่าเช่าชำระข้างต้นอ้างอิงระยะเวลาของสัญญาที่
60 เดือน โดยกำหนดระยะทางการใช้งานรถยนต์ที่ 20,000 กิโลเมตร/ปี
**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด อุปกรณ์บางส่วนในภาพอาจแตกต่างจากที่จำหน่ายจริง โปรดตรวจสอบรายการอุปกรณ์ของรถยนต์แต่ละรุ่นที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

“Porsche World Roadshow Thailand 2024” พร้อมให้คุณพิสูจน์สมรรถนะที่เร้าใจ ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์

0
Porsche World Roadshow 1

มักมีคำกล่าว ที่ได้ยินอยู่เสมอว่า วิธีที่ดีที่สุดในการสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ปอร์เช่คือการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Porsche World Roadshow – PWRS กลับมาจัดที่ประเทศไทยอีกครั้งหลังห่างหายไป 2 ปี ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่หลายคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ปอร์เช่ ประเทศไทยจัดกิจกรรมต้อนรับสื่อมวลชนในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2024 สำหรับประสบการณ์การขับขี่ปอร์เช่สุดพิเศษนี้ โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมผัสความตื่นเต้นก่อนใคร และรอบสำหรับผู้ที่สนใจจะเริ่มต้นความเร้าใจตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 25 พฤศจิกายน 2024 ปอร์เช่เชิญชวนลูกค้าและแฟน ๆ ในประเทศไทยมาร่วมสัมผัสประสบการณ์การทดลองขับรถรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์รถสปอร์ตระดับตำนานจากเยอรมนี

Porsche World Roadshow 2

กิจกรรมนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับคำแนะนำ เทคนิคการขับขี่โดยผู้ฝึกสอนที่ได้รับการรับรองจากโรงาน ปอร์เช่ เยอรมนี (Porsche Instructor) ทั้งจากประเทศไทยและยุโรปอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน ซึ่งมีกิจกรรมหรือสถานีจำลองต่าง ๆ เพื่อการฝึกฝนทักษะการขับขี่ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมรถ ทดสอบสมรรถนะและช่วงล่าง (Handling), การเบรกและหักหลบหลีกสิ่งกีดขวาง พร้อมทั้งทดสอบการควบคุมรถขณะขับเคลื่อนผ่านแอ่งน้ำ (Braking & Moose Test), การขับขี่แบบสลาลม (Slalom) ทดสอบความคล่องตัวและสมรรถนะที่เหนือชั้น ต่อด้วยสถานีโร้ดทัวร์ (Road tour) เป็นการทดสอบการขับขี่แบบในชีวิตประจำวัน บนสภาพท้องถนนสาธารณะ ปิดท้ายด้วย Taxi Laps เวลาแห่งความตื่นเต้นของผู้ร่วมกิจกรรม จะมีโอกาสได้นั่งรถที่ขับโดยผู้ผึกสอนในจังหวะความเร็วที่เร้าใจถึงขีดสุด เพื่อให้ผู้ขับขี่ทุกระดับได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบครบถ้วน ผู้ที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป และมีใบขับขี่ที่ไม่หมดอายุ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้

Porsche World Roadshow 3

ปอร์เช่ (Porsche) ขนทัพรถสปอร์ตจำนวนมากถึง 26 คันให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ขับขี่และสัมผัสประสบการณ์อย่างครบครันทุกรุ่น ตั้งแต่รถที่เหมาะสำหรับสนามแข่งอย่าง 718 เคย์แทน จีที4 อาร์เอส (718 Cayman GT4 RS) ไปจนถึงรถที่มีความเร็วพุ่งทะยานดังมิสไซด์อย่าง 911 เทอร์โบ เอส คาบลิโอเล็ต (911 Turbo S Cabriolet) จากเจนเนอเรชั่น 992 รุ่นแรก โดยรถทั้งหมดนั้นมีพละกำลังรวมเกือบ 10,000 แรงม้า Porsche World Roadshow จะมอบประสบการณ์และความประทับใจอีกครั้งหนึ่งในชีวิตให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน ในการขับขี่รถสปอร์ตที่ได้รับความนิยมมากที่สุด พร้อมสร้างความทรงจำที่ไม่รู้ลืมได้บนสนามทดสอบ และที่สำคัญไฮไลต์อีกหนึ่งสิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ไทคานน์ เทอร์โบ จีที (Taycan Turbo GT) ที่มาพร้อมพละกำลัง 1,034 แรงม้า สามารถเพิ่มพลัง 120 กิโลวัตต์ (kW) ในโหมด ‘Attack Mode’ เพียงแค่กดปุ่มเดียว

นายวินธร บุนนาค รักษาการกรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “Porsche World Roadshow – PWRS คือรูปแบบกิจกรรมทดลองขับรถยนต์ที่ดีที่สุดในเรื่องของการพิสูจน์ศักยภาพทางพลศาสตร์สูงสุดของรถสปอร์ตประสิทธิภาพสูงของเรา เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้จัดงาน PWRS ในประเทศไทยอีกครั้ง ในขณะที่เราส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่น่าประทับใจ เรายังให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมให้กับลูกค้าและแฟน ๆ ของเราในอีกด้วย”

Porsche World Roadshow 4

“หลังจากผ่านงานสำคัญและช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จ อย่างเช่น การเปิดตัว คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด (Cayenne S E-Hybrid) รุ่นประกอบในภูมิภาคเป็นครั้งแรก และการพรีวิว มาคันน์ใหม่ (Macan) รุ่นพลังงานไฟฟ้า 100% ตอนนี้เราจะนำพาความตื่นเต้นขึ้นอีกระดับที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์แห่งนี้ ที่ซึ่งเราจะได้ค้นพบความหลงใหล นวัตกรรม และสมรรถนะของปอร์เช่ ซึ่งดีที่สุดเมื่อได้สัมผัสโดยตรงจากที่นั่งของผู้ขับขี่หลังพวงมาลัยในรถสปอร์ตปอร์เช่” นายวินธร กล่าวเสริม

ปอร์เช่ 911 ใหม่ เปิดตัวเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นับเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า (Porsche 911 Carrera) รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการปรับปรุงพัฒนาอย่างครบถ้วน จะถูกนำมาเผยโฉมเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงาน Porsche World Roadshow – PWRS ครั้งนี้ โดย 911 รุ่นใหม่นี้ถือเป็นการผสมผสานสมรรถนะและนวัตกรรมไว้ได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่เฉียบคม ห้องโดยสารดิจิตอลใหม่ และเครื่องยนต์บ็อกเซอร์แบบทวินเทอร์โบ ขนาด 3.0 ลิตร อันทรงพลัง

Porsche World Roadshow 6

ดีไซน์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวของ 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) ใหม่ มาพร้อมกับกันชนหน้าเฉพาะรุ่นและไฟหน้า Matrix LED ที่มีดีไซน์ 4 จุดอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมไฟ LED สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันที่ด้านหน้าของรถ ซึ่งทำหน้าที่เป็นไฟสัญญาณเลี้ยวอีกด้วย และช่วยเพิ่มพื้นที่ให้กับช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าของรถ สำหรับในงาน PWRS Thailand นั้น ท่านจะได้มีโอกาสทดลองขับและสัมผัสกับรถ 911 ใหม่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรถสีภายนอกใหม่ เช่น สีฟ้า Lugano Blue และ สีเขียว Shade Green

ในส่วนของภายในห้องโดยสาร 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) ใหม่นี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ อาทิ ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ด้านซ้ายของพวงมาลัย ที่สืบทอดดีไซน์จากรถแข่ง GT สมัยใหม่ และเป็นครั้งแรกที่ 911 มาพร้อมกับแผงมาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.6 นิ้ว ที่สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้ถึง 7 รูปแบบ รวมถึงโหมด หน้าจอคลาสสิค (Classic) ที่มีดีไซน์แบบดั้งเดิม โดยมีหน้าปัดวงกลม 5 อัน และมีมาตรวัดการหมุนรอบเครื่องยนต์ที่อยู่ตรงกลาง

Porsche World Roadshow 6

ด้วยนวัตกรรมเครื่องยนต์ใหม่ อาทิ เทอร์โบชาร์จเจอร์จากรุ่น GTS ของเจเนอเรชั่นก่อน และเครื่องทำความเย็นแบบอัดอากาศจากรุ่นเทอร์โบ (Turbo) ทำให้ 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) รุ่นใหม่นี้มีกำลังสูงสุดถึง 290 กิโลวัตต์ (394 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที (และ 3.9 วินาที เมื่อติดตั้งแพ็คเกจ *Sport Chrono*)

ไทคานน์ (Taycan) และ มาคันน์ (Macan) ใหม่ เปิดตัวครั้งแรก บนสนามทดสอบในงาน PWRS
ผู้เข้าร่วมงาน PWRS Thailand เตรียมพบกับประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจจากรถปอร์เช่ E-Performance รุ่นล่าสุด อย่างไทคานน์ (Taycan) ที่ได้รับการพัฒนารอบด้าน และ มาคันน์ (Macan) ใหม่ ที่เป็นยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% โดยทั้ง 2 รุ่นใหม่จะโชว์สมรรถนะด้านพลศาสตร์บนสนามแข่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่งานนี้

Porsche World Roadshow 8

หลังจากทำลายสถิติเวลาต่อรอบจากสนามแข่ง 3 แห่งใน 3 ทวีป – ได้แก่ เวทเทอเทค เรซเวย์ ลากูน่า เซก้า (Weathertech Raceway Laguna Seca) ในอเมริกาเหนือ, Nürburgring Nordschleife (นูร์บูร์กริง นอร์ดสไลฟ์เฟอ) ในยุโรป และ เซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต (Shanghai International Circuit) ในเอเชีย ในครั้งนี้ ไทคานน์ เทอร์โบ จีที (Taycan Turbo GT) พร้อมจะมาเป็นหนึ่งในรถไฮไลต์ที่จัดแสดงในงาน PWRS Thailand

ด้วยการใช้เทคนิคการผลิตที่เน้นน้ำหนักเบา ปอร์เช่ (Porsche) จึงสามารถลดน้ำหนักของ ไทคานน์ เทอร์โบ จีที (Taycan Turbo GT) ได้ถึง 75 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับ ไทคานน์ เทอร์โบ เอส (Taycan Turbo S) โดยไทคานน์ เทอร์โบ จีที (Taycan Turbo GT) มาพร้อมกำลังสูงสุด 1,034 แรงม้าเป็นมาตรฐาน และยังสามารถเพิ่มพลังชั่วขณะผ่านโหมด “Attack Mode” สูงสุด 120 กิโลวัตต์ ทำให้กลายเป็นรถ ปอร์เช่ (Porsche) ที่ทรงพลังที่สุดในบรรดารถยนต์สายการผลิตจากโรงงานในปัจจุบัน

ปอร์เช่ (Porsche) ได้อัปเดต ไทคานน์ (Taycan) อย่างครอบคลุม โดยเพิ่มพละกำลัง ระยะทางขับขี่ที่ไกลขึ้นอัตราเร่งที่เร็วกว่าเดิม และการชาร์จที่เร็วขึ้นและเสถียรยิ่งขึ้น นอกจากนี้แบรนด์รถสปอร์ตระดับตำนานจากประเทศเยอรมนีนี้ยังได้ปรับแต่งดีไซน์ของรถให้คมชัดยิ่งขึ้น และสร้างความแตกต่างจากรถรุ่นอื่น ๆ ได้อย่างเด่นชัดยิ่งขึ้นสำหรับรุ่นเทอร์โบ (Turbo)

Porsche World Roadshow 9

ไทคานน์ (Taycan) ทุกรุ่นมาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันยิ่งขึ้น และยังมาพร้อมกับ Porsche Driver Experience รุ่นล่าสุด ซึ่งประกอบด้วยหน้าจอแสดงผลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ความสามารถในการปรับแต่งที่หลากหลาย และการใช้งานที่เข้าใจง่าย

นอกจากนี้ ทุกท่านจะยังได้พบกับ มาคันน์ (Macan) ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า SUV รุ่นแรกของปอร์เช่ (Porsche) ที่พร้อมจะให้ลูกค้าและแฟน ๆ ได้ลองมาสัมผัสประสบการณ์ ในงาน PWRS Thailand นี้ โดย มาคันน์ (Macan) รุ่นใหม่ มาพร้อมกับดีไซน์เหนือกาลเวลา สมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ (Porsche) ระยะทางขับขี่ทางไกล และความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าปอร์เช่ที่มองหารถ SUV

Porsche World Roadshow 10

แค่เพียงตัวเลขก็บ่งบอกถึงสมรรถนะ E-Performance ในระดับท็อปคลาส โดยมาคันน์ (Macan) สามารถสร้างพละกำลังได้สูงสุดถึง 265 กิโลวัตต์ (360 แรงม้า) ด้วยโหมด overboost ในขณะที่ มาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) รุ่นท็อป สามารถผลิตพละกำลังได้สูงสุดถึง 470 กิโลวัตต์ (639 แรงม้า) แรงบิดสูงสุดในทุกรุ่นอยู่ในช่วง 563 นิวตันเมตร ถึง 1,130 นิวตันเมตร นอกจากนี้ มาคันน์ (Macan) ยังสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 5.7 วินาที ขณะที่ มาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) ใช้เวลาเพียง 3.3 วินาที

รูปลักษณ์อันคุ้นเคยของ มาคันน์ (Macan) ได้รับการยกระดับด้วย Porsche Active Aerodynamics (PAA) เพื่อสร้างค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.25 Cd ผสานพลังและประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์เพื่อให้ได้สมรรถนะสูงสุดบนสนามแข่ง ซึ่งเมื่อรวมกับพื้นที่ภายในที่กว้างขวางขึ้น และฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบาย เช่น กระโปรงท้ายขนาดใหญ่และช่องเก็บสัมภาระหน้ารถ ขนาด 84 ลิตร ทำให้ มาคันน์ (Macan) พร้อมที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ในฐานะเอสยูวีคอมแพคต์ (compact SUV) ที่สปอร์ตที่สุดสำหรับผู้เข้าร่วมงาน PWRS Thailand

Porsche World Roadshow จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-25 พฤศจิกายน 2567 ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ บัตรเข้าชม Porsche World Roadshow ในประเทศไทย เริ่มต้นที่ 25,000 บาท สำหรับช่วงวันธรรมดา (วันจันทร์ถึงวันศุกร์) และ 30,000 บาทสำหรับช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ (วันเสาร์และวันอาทิตย์) โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถมีผู้ติดตามได้ 1 ท่าน (ผู้ติดตามไม่สามารถนั่งในรถได้)

บัตรเข้าชมครอบคลุมกิจกรรมการขับขี่ และอาหารสำหรับทั้ง 2 ท่าน ตลอดทั้งวัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับประสบการณ์ที่ทั้งตื่นเต้นและหรูหรา สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ได้ที่ศูนย์ปอร์เช่ (Porsche Centre) และปอร์เช่ สตูดิโอ (Porsche Studio) ทุกแห่งทั่วประเทศไทย

Porsche Centre Bangkok : 02 552 6655
Porsche Centre Pattanakarn : 02 369 1111
Porsche Centre Bangna : 095 943 5999
Porsche Studio Bangkok (ICONSIAM) : 02 288 0911
Porsche Studio Siam Paragon : 02 610 9911

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดสเปกเต็ม GWM POER SAHAR HEV รถกระบะขุมพลังไฮบริดคันแรกของไทย เตรียมเปิดราคาในงาน Motor Expo 2024

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดสเปกอย่างเต็มรูปแบบของ GWM POER SAHAR HEV รถกระบะขุมพลังไฮบริดรุ่นแรกในไทย ที่พร้อมเข้ามาเปลี่ยนนิยามของรถกระบะให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ก่อนเปิดราคาอย่างเป็นทางการภายในงาน Motor Expo 2024 ที่กำลังจะถึงนี้ มาพร้อมกับดีไซน์ที่โดดเด่นผสมผสานระหว่างความประณีต ความหรูหรา และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างลงตัว มอบประสบการณ์การเดินทางระดับเฟิร์สคลาสให้กับผู้ขับขี่ในทุกเส้นทางตามคำนิยาม “New First-Class Intelligent Pickup” ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดีทั้งในด้านประสิทธิภาพการใช้งานและความสะดวกสบายภายในคันเดียวกัน เสริมทัพความแข็งแกร่งของยานยนต์พลังงานใหม่ที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

GWM POER SAHAR HEV – New First-Class Intelligent Pickup

รถกระบะพลังงานไฮบริดรุ่นแรกในไทย จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดย GWM POER SAHAR HEV โดดเด่นด้านพละกำลังและแรงบิดในการขับขี่ มาพร้อมกับสองรุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 2.0T HEV PRO DOUBLE CAB AUTO และรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผันที่มอบพละกำลังสูงสุด 180 กิโลวัตต์ หรือ 244 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ผสานขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่มอบพละกำลังสูงสุด 78 กิโลวัตต์ หรือ 106 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 268 นิวตันเมตร ร่วมกับระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection นอกจากนี้ GWM POER SAHAR HEV ยังมาพร้อมกับโหมดการขับขี่หลากหลายโหมดเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ต่าง ๆ โดยรุ่น 2.0T HEV PRO DOUBLE CAB AUTO มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต และโหมดประหยัด และรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 5 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด โหมด 4L และโหมด 4H พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ในทุกสถานการณ์และทุกสภาพพื้นผิวทั้งการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและการผจญภัยสุดเร้าใจ โดย GWM POER SAHAR HEV มาพร้อมกับ 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำสุดคลาสสิค (Sun Black) สีขาวสุดเรียบหรู (Hamilton White) และสีเทาสะกดทุกคู่สายตา (Ayers Gray) ร่วมกับเฉดสีภายในอย่าง สีดำ Jade Black ที่จะทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกเสมือนกับใช้บริการในที่นั่งระดับเฟิร์สคลาสที่ผสามผสานสุนทรียภาพและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว

GWM POER SAHAR HEV มาพร้อมกับมิติตัวรถที่มีความยาวถึง 5,445 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,991 มิลลิเมตร และความสูง 1,924 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 3,350 มิลลิเมตร ซึ่งนับว่ายาวที่สุดในตลาดรถกระบะในปัจจุบัน ทำให้ห้องโดยสารมีความกว้างขวางสะดวกสบายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้งตอนหน้าและตอนหลัง เสมือนหนึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์เอสยูวี ระยะความสูงใต้ท้องรถ 224 มิลลิเมตร ระยะห่างของล้อคู่หน้าและหลัง 1,635 มิลลิเมตร อีกทั้งยังมาพร้อมกับความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ให้มาถึง 75 ลิตร และความสามารถในการลุยน้ำได้ถึง 800 มิลลิเมตรอีกด้วย แม้ว่าการออกแบบภายนอกจะเพรียบพร้อมไปด้วยความหรูหราแล้วแต่ก็ยังแฝงไปด้วยจิตวิญญาณของนักผจญภัยเพื่อพาเหล่าผู้ขับขี่ออกลุยได้ในทุกสถานการณ์

เรียบหรูด้วยดีไซน์ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ สู่นิยามใหม่ของการเดินทางที่เหนือระดับ

สำหรับการออกแบบภายนอกของ GWM POER SAHAR HEV เริ่มจากดีไซน์ด้านหน้าที่ตกแต่งด้วยกระจังหน้าโครเมียมดีไซน์ใหม่สะท้อนความเรียบหรูอย่างมีระดับให้กับผู้ขับขี่ มาพร้อมกับไฟหน้า LED อัจฉริยะหลากหลายรูปแบบ ทั้งระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และฟังก์ชันหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home) ร่วมกับระบบไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED (DRL – Daytime Running Light) ระบบไฟตัดหมอกด้านหน้า-หลังแบบ LED (เฉพาะรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD) และระบบไฟท้ายแบบ LED นอกจากนี้บริเวณไฟหน้ายังมาพร้อมกับโลโก้ POER ที่ช่วยสะท้อนตัวตนความเป็นรถกระบะพรีเมียมได้เป็นอย่างดี สำหรับดีไซน์ด้านหลังก็ถูกออกแบบมาให้โดดเด่นและเรียบหรูให้เข้ากับดีไซน์ด้านหน้าได้อย่างลงตัวกับฝาท้ายอัจฉริยะที่สามารถเปิด-ปิดได้ถึง 2 รูปแบบ ร่วมกับระบบผ่อนแรง (เฉพาะรุ่น  2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD) สามารถควบคุมได้ง่าย ๆ เพียงสัมผัสแค่ปลายนิ้ว อีกทั้งยังสามารถรองรับการใช้งานทุกรูปแบบได้อีกด้วย นอกจากรูปลักษณ์อันเรียบหรูที่ถูกออกแบบรอบตัวรถแล้ว ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ที่มาพร้อมกับยางขนาด 265/60 ยังสะท้อนความพรีเมียมผสานกับดีไซน์ภายนอกของตัวรถได้เป็นอย่างดี

ด้านการออกแบบภายในก็สามารถตอบสนองด้านความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานได้อย่างครบครัน ผสานกับความหรูหราที่จะมอบประสบการณ์สุดล้ำค่าให้ผู้ขับขี่ในทุกการเดินทางด้วยลำโพงจำนวน 6 ตำแหน่งสำหรับรุ่น 2.0T HEV PRO DOUBLE CAB AUTO และลำโพง Infinity 10 ตำแหน่งสำหรับรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD ให้คุณภาพเสียงระดับสูง ร่วมกับหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว ที่จะทำให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินทั้งการรับชมและการรับฟังได้อย่างเต็มรูปแบบ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ขับขี่ยังสามารถสัมผัสความสะดวกสบายขั้นสูงสุดที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย หน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay, Android Auto, Bluetooth, MP5, online music, online radio, ระบบนำทาง รวมถึงข้อมูลการขับขี่ อีกทั้งยังมีหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว พวงมาลัยพร้อมสวิตซ์ควบคุมทั้งเครื่องเสียงและจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Paddle Shift) ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชันหยุดอัตโนมัติขณะรถหยุดนิ่ง สวิตซ์ควบคุมโหมดการขับขี่ เกียร์แบบ Electronic Shifter กุญแจ Smart Key และระบบ Push Start System กระจกมองหลังลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ กระจกมองข้างปรับและพับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว ระบบปรับระดับอัตโนมัติขณะถอยหลัง* พร้อมระบบจดจำตำแหน่ง* (*เฉพาะรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD) ระบบกรองอากาศ N95 และอื่น ๆ อีกมากมาย เทคโนโลยีทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่และรถยนต์พร้อมใช้งานในทุกสถานการณ์ตลอดทั้งการขับขี่ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ GWM POER SAHAR HEV ยังมาพร้อมกับเบาะนั่งภายในรถที่จะมอบความผ่อนคลายและลดความเมื่อยล้าให้กับผู้ขับขี่ โดย รุ่น 2.0T HEV PRO DOUBLE CAB AUTO มาพร้อมกับเบาะหนังสังเคราะห์คุณภาพดีเยี่ยมที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ถึง 6 ทิศทาง และรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD กับเบาะหนังแท้ที่สามารถปรับไฟฟ้าได้สูงถึง 8 ทิศทาง พร้อมดันหลังไฟฟ้าที่ปรับได้ถึง 4 ทิศทาง ร่วมกับระบบ Memory Seat และ Welcome Seat อีกทั้งยังมีระบบระบายอากาศและระบบเบาะนวดไฟฟ้าสำหรับเบาะนั่งแถวที่ 1 นอกจากจะมอบความผ่อนคลายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าแล้ว ผู้โดยสารร่วมทางก็จะได้รู้สึกผ่อนคลายตลอดเส้นทางเช่นกันด้วยเบาะนั่งแถวที่ 2 ที่สามารถปรับเอนได้ถึง 33 องศา พร้อมที่พักแขนตอนกลาง ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลังโดยเฉพาะ และช่องจ่ายไฟสำรอง 220V (เฉพาะรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD) ซึ่งฟังก์ชันต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยลดความเมื่อยล้า เพิ่มความผ่อนคลายให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้เดินทางถึงจุดหมายได้อย่างสะดวกสบาย โดยเฉพาะการขับขี่ทางไกล มอบประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากการโดยสารรถกระบะรูปแบบเดิม ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น GWM POER SAHAR HEV ยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีอัจฉริยะหลากหลายที่จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารมากถึง 29 รายการ ทั้งที่เป็น First in class และ Best in class เพิ่มความมั่นใจให้ในทุกการเดินทาง อาทิ กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2 (SCM) ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) และสำหรับรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD ยังมาพร้อมกับระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ 3 รูปแบบ (IIP) ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) และระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่ความเร็วต่ำ (MEB) อีกด้วย นอกจากนี้ GWM POER SAHAR HEV ยังมาพร้อมกับการเชื่อมต่อและการควบคุมรถจากระยะไกลผ่าน GWM application ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายขั้นสุดให้กับผู้ขับขี่ อาทิ ระบบเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ ระบบล็อกและปลดล็อกประตู ระบบค้นหาตำแหน่งรถยนต์ และระบบตรวจสอบสถานะอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่เพียงเท่านั้นยังรองรับระบบสั่งงานด้วยเสียง อาทิ การเปิด-ปิดหรือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ การโทรออก และการสั่งเปิด-ปิดหน้าต่างรถยนต์ เป็นต้น เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสุดพิเศษให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างครบครัน

ยกระดับวงการรถกระบะให้ก้าวไปอีกขั้นกับการฉีกกฎการขับขี่รถกระบะในรูปแบบเดิม ๆ ไปกับ GWM POER SAHAR HEV รถกระบะพลังงานไฮบริดระดับเฟิร์สคลาส พร้อมเผยราคาอย่างเป็นทางการภายในงาน Motor Expo 2024 ที่กำลังจะถึงนี้

งานวิ่งการกุศล “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ชวนกันวิ่ง ชวนกันให้ ครั้งที่ 5” มอบเงินบริจาค 850,000 บาท ให้แก่ โรงพยาบาลเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี

0

นายแพทย์ ปิยะวิทย์ หมดมลทิน (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะจันทร์ พร้อมด้วย นางสาวนงลักษณ์ สุวรรณโท (ที่ 2 จากขวา) พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ เป็นตัวแทนโรงพยาบาลและเหล่าบุคลากรรับมอบเงินบริจาคสมทบทุนมูลค่า 850,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี สำหรับจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์จาก งานวิ่งการกุศล “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ชวนกันวิ่ง ชวนกันให้ ครั้งที่ 5” โดย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำโดย มร. เรียวอิจิ อินาบะ (กลาง) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย มร. โนโบรุ สึจิ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานคณะกรรมการบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มร. เออิจิ โอกาวะ (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มร. ชิน คุโบะ (ซ้ายสุด) กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์องค์กร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ (ขวาสุด) กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

ชมงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” ผ่าน MOTOR EXPO APPLICATION ลุ้นรับฟรี รถยนต์ SUZUKI รุ่น SWIFT GL มูลค่า 567,000 บาท

0

“MOTOR EXPO” APP อัดแน่นข้อมูลของงาน “MOTOR EXPO 2024” ทั้งรีวิวรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทุกแบรนด์ภายในงานจาก Influencer ชื่อดัง และรายละเอียดอื่นๆ ของงาน อาทิ โปรโมชั่น บริการรถรับส่งชมงานฟรี รายงานสภาพจราจร พร้อมแผนผังที่จอดรถ กิจกรรรมมากมาย ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมี BUYER’S GUIDE ช่วยเลือกซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ด้วยข้อมูลเปรียบเทียบคันต่อคัน พร้อมคำนวณสินเชื่อ มีการจำหน่ายบัตรเข้าชมงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” ผ่านระบบออนไลน์ มีราคาบัตรแบ่งเป็น 100 บาท / คน / วัน และราคา 240 บาท รับบัตรชมงาน 3 ใบ โดยบัตร 1 ใบ สามารถใช้ได้ 1 ครั้ง ​จำกัดสิทธิ์ใช้ได้ 1 ใบต่อวัน เมื่อการสั่งซื้อสำเร็จจะได้รับ QR Code เพื่อนำไปแสดงกับเจ้าหน้าที่ ณ ประตูทางเข้างาน (หากต้องการเข้าชมงานซ้ำภายในวันเดียวกัน กรุณาประทับตราที่ประตูทางออก เด็กความสูงต่ำกว่า 120 ซม. และผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรี)

ยิ่งกว่านั้น ดาวน์โหลด MOTOR EXPO APP ทั้งระบบ iOS และ Android รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม “ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรางวัล” รถยนต์ SUZUKI รุ่น SWIFT GL มูลค่า 567,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน–31 ธันวาคม 2567

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” จะจัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2567 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล” และสามารถซื้อบัตรชมงานได้ทาง motorexpo.co.th

ย้อนตำนานต้นกำเนิดปิกอัพมาสด้าในประเทศไทยกว่า 74 ปี ยังคงสรรสร้างยนตรกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนใคร

0

การไหลผ่านของเวลาที่ล่วงเลยมาอย่างยาวนานของมาสด้า คือบทพิสูจน์บนเส้นทางแห่งความสำเร็จในการมุ่งมั่นพัฒนายานยนต์ไปพร้อมกับการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า และความภาคภูมิใจแห่งยนตรกรรม ตลอดระยะเวลาอันยาวนานยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ด้วยก้าวย่างที่มั่นคง แข็งแรง สร้างพื้นฐานไว้อย่างแน่นหนา จวบจนปัจจุบัน เป็นบทสรุปแห่งความสำเร็จกว่า 74 ปี ในประเทศไทย “มาสด้า” ก่อตั้งโดย “คุณจูจิโร่ มัทซึดะ” เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมจุกไม้คอร์กในปี พ.ศ. 2463 ต่อมาเริ่มผลิตเครื่องมือกลไกในปี พ.ศ. 2472 เนื่องจากเป็นผู้ที่หลงใหลในเทคโนโลยีของรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้ มร. มัทสึดะ ก้าวเข้าสู่โลกของการผลิตมอเตอร์ไซค์ กระทั่งในปี พ.ศ. 2474 จึงได้เริ่มผลิตรถบรรทุกสามล้อ เรียกว่า “มาสด้า โก” เป็นรถคันแรกที่ผลิตออกสู่ตลาดในนาม “มาสด้า” ก่อนที่จะได้เริ่มผลิตเครื่องยนต์ 2 จังหวะ เป็นรายแรกของโลก ปัจจุบัน “มาสด้าเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวที่ผลิตเครื่องยนต์โรตารี่”

ตำนานที่คงอยู่ตลอดกาล หลังจากเริ่มนำรถมาสด้าเข้ามาให้คนได้รู้จัก ในปี พ.ศ. 2507 โดย บริษัท กมลสุโกศล ได้นำเข้าปักอัพมาสด้าตัวแรก รุ่น 800 ซีซี 4 สูบ เข้ามาจำหน่ายในชื่อรุ่น “Familia 800” ความจุ 782 ซีซี 48 แรงม้า แบบ 4 ประตู ซึ่งได้รับความนิยมและถูกกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน

ลงทุนสร้างโรงงานในไทยปักหลักตลาดสำคัญฐานผลิตและส่งออกทั่วโลก

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2538 มาสด้าได้ตกลงร่วมทุนกับพันธมิตรก่อตั้ง บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์แห่งใหม่ที่จังหวัดระยอง และเริ่มทำการผลิตเต็มอัตราในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2540 บนเนื้อที่ 529 ไร่ ด้วยเงินลงทุนถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ มีกำลังการผลิต 135,000 คันต่อปี และผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน รุ่น B2500 สำหรับส่งออก และจำหน่ายภายในประเทศ รวมถึงรถยนต์นั่งรุ่น 323 โปรทีเจ

มาถึงปี พ.ศ. 2542 ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จึงได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น จัดตั้งคณะผู้บริหารใหม่ เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ เป็น “บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด” มุ่งเน้นแนวทางการบริหารไปที่ด้านการตลาด การขาย การบริการลูกค้า และการสนับสนุนผู้จำหน่าย เพื่อนำเสนอรถยนต์มาสด้ารุ่นต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ทำให้มาสด้าเริ่มต้นการผลิตรถปิกอัพที่ ชื่อว่า มาสด้า ไฟเตอร์ โฉมใหม่ ถือเป็นผู้บุกเบิกรถปิกอัพที่มีประตูแค็บเปิดได้เป็นครั้งแรกของโลก และทำให้มาสด้าประสบความความสำเร็จอย่างสูง โดยมียอดขายสะสมสูงกว่า 55,000 คัน

จุดเริ่มต้นตำนาน MAZDA BT-50

เมื่อเดือนมีนาคม 2549 มาสด้าเปิดตัวแนะนำรถสปอร์ตปิกอัพ MAZDA BT-50 เครื่องยนต์คอมมอลเรล ให้พลังแรงเต็มพิกัด ด้วยรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวทั้งภายนอกและภายใน พิถีพิถันใส่ใจทุกรายละเอียด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ซูม-ซูม” โชว์เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมยานยนต์สุดล้ำแห่งอนาคต พร้อมระบบความปลอดภัยเต็มคัน สร้างชื่อเสียงของแบรนด์มาสด้าให้กระหึ่มทั่วโลกอีกครั้ง

รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ได้รับการออกแบบภายใต้ DNA ของมาสด้า ประกอบด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว พิถีพิถันทุกรายละเอียด และขีดสุดแห่งพลังที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว เป็นรถปิกอัพโฉมเฉี่ยวสไตล์ ซูม-ซูม รวมถึงเครื่องยนต์อันทรงพลัง คอมมอนเรล ชื่อ มาสด้า BT-50 เป็นชื่อที่ใช้สำหรับตลาดทั่วโลก คำว่า มาสด้า BT-50 มาจาก B-Series Truck ซึ่งเป็นรหัสที่ใช้เรียกรถปิกอัพมาสด้ามาอย่างยาวนานและถือเป็นตำนานรถปิกอัพมาสด้า ส่วนตัวเลข 50  หมายถึงความสมดุลที่อยู่กึ่งกลางของน้ำหนักการบรรทุกของปิกอัพครึ่งตัน และมีน้ำหนักบรรทุกมากกว่า 1 ตัน ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อรถรุ่นนี้ได้เปิดตัวที่ประเทศไทยเป็นแห่งแรกของโลก โดยผลิตจากโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ มีมาตรฐานเดียวกับโรงงานมาสด้า ประเทศญี่ปุ่น ควบคุมดูแลโดยทีมวิศวกรมาสด้า ผลิตและจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังกว่า 130 ประเทศ ทั่วโลก

มาสด้า BT-50 เครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด ดีเซล ไดเรคท์อินเจ็คชัน เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ พร้อมระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด คอมมอนเรล มีให้เลือกทั้งแบบ MZR-CD 3,000 ซีซี 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร และ MZR-CD 2,500 ซีซี 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 330   นิวตันเมตร ถือได้ว่าเป็นเครื่องยนต์ที่แรงที่สุดในรถกระบะเมืองไทย เพราะให้แรงบิดสูงสุดมหาศาลอย่างต่อเนื่อง

สร้างมาตรฐานปิกอัพใหม่แนะนำฟรีสไตล์แค็ปเจ้าแรกจนเป็นที่นิยมในตลาด

ต่อมาในเดือนมกราคม 2555 มาสด้าเริ่มสตาร์ทอีกครั้ง ด้วยการแนะนำ มาสด้า บีที-50 โปร ใหม่ มาพร้อมคอนเซ็ปต์แบบฮีโร่ “ขับเคลื่อนทุกสิ่ง…ให้เป็นจริงได้” ซึ่งเป็นรถปิกอัพรุ่นใหม่ล่าสุดจากสายการผลิตในประเทศไทยที่พร้อมอวดโฉมอันสง่างามดุจรถยนต์นั่งระดับหรู ที่ลบภาพความเป็นปิกอัพแบบเดิมๆ จนหมดสิ้น เหนือชั้นด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวสไตล์ ซูม-ซูม มาพร้อมเครื่องยนต์อันทรงพลังแรงสุดในตลาด ดีไอ-ธันเดอร์ โปร (Di-THUNDER PRO) อัดแน่นด้วยออพชั่นที่ใส่มาแบบเต็มๆ รูปลักษณ์การออกแบบที่งดงามทั้งภายนอกและภายในดุจรถอเนกประสงค์สุดหรูและมีมิติขนาดที่ใหญ่สุดในตลาด ซึ่งมาสด้า บีที-50 โปร ใหม่ มีให้ลูกค้าได้เลือกหลายรุ่นทั้ง ฟรีสไตล์แค็ป หรือบานแค็ปเปิดได้ และดับเบิ้ลแค็ป 4 ประตู มาใน 2 เครื่องยนต์ คือ ดีไอ-ธันเดอร์ โปร 3.2 ลิตร 200 แรงม้า แรงบิด 470 นิวตันเมตร  และ ดีไอ-ธันเดอร์ โปร 2.2 ลิตร 150 แรงม้า แรงบิด 375 นิวตันเมตร ที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมัน มีทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ โดยเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง หรือ Hi-Racer จะเป็นจุดขายที่สำคัญของมาสด้าซึ่งจะทำให้มาสด้าบรรลุเป้าหมายการขายรถปิกอัพที่ตั้งไว้ในปีนี้  22,000 คันอย่างแน่นอน

ปิกอัพมาสด้า บีที-50 โปร ใหม่ ได้ฉีกทุกกฎของการออกแบบปิกอัพแบบเดิมๆ ด้วยการผสมผสานแนวคิดการออกแบบที่เน้นความสวยงามมีสไตล์ ควบคู่กับการใช้งานของปิกอัพที่มากกว่ารถเก๋ง ออกแบบภายใต้แนวคิด “นากาเร่” เป็นความงดงามที่อยู่ในธรรมชาติ ด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหวและดุดันมาประยุกต์ให้เข้ากับแนวคิดการออกแบบ “โคโดะ” หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว ด้วยแรงบันดาลใจจากภาพของเสือชีต้าห์อันสง่างาม น่าเกรงขาม แต่คงไว้ซึ่งความปราดเปรียวและพลังที่ดุดัน พร้อมกระโจนไปข้างหน้าอย่างว่องไว ทำให้มาสด้า บีที -50 โปร ใหม่ เป็นปิกอัพคันแรกของโลกที่มีเส้นสายที่สวยงามพลิ้วไหวอยู่รอบคันตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้าย ให้อารมณ์ความสปอร์ตและมีบุคลิกที่โดดเด่น ฉีกออกจากรถปิกอัพแบบเดิม ๆ นอกจากนี้สิ่งอำนวยความสะดวกที่มาพร้อมรูปลักษณ์อันสง่างามทันสมัยนี้ คือความลงตัวใหม่สำหรับทุกรูปแบบการใช้งาน และยังมีขนาดของมิติตัวถังที่ใหญ่สุดในตลาดรถปิกอัพของประเทศไทย สร้างความสำเร็จอย่างมากด้วยยอดขายสะสมสูงถึง 110,000 คัน

มาสด้า นักสู้ผู้ไม่เคยย่อท้อ

ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2564 ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับวิกฤตโคโรน่าไวรัส แต่มาสด้าไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ มาสด้าเปิดตัวปิกอัพที่ลูกค้าทั่วโลกใฝ่ฝันและเฝ้ารอมานาน กับ All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยการผนวกคุณสมบัติของรถปิกอัพที่ดีที่สุดในโลกรวมเป็นหนึ่งเดียว คือ รถปิกอัพที่ถูกออกแบบอย่างสง่างามที่สุดโลก คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ประหยัดน้ำมันมากที่สุด มีความทนทานสูงสุด รวมทั้งค่าดูแลรักษาต่ำสุด  กลับมายึดฐานลูกค้าเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถปิกอัพอีกครั้ง

All-New Mazda BT-50 เจนเนอเรชั่นใหม่ “พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต” เติมเต็มทุกมิติของชีวิตดุจ Life-Partner สัมผัสแห่งดีไซน์อันสง่างามจาก “โคโดะ ดีไซน์” เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีตระกูล CX Series เจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้า ที่ผสานกับรูปลักษณ์อันทรงพลังสไตล์ปิกอัพ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย มอบความสะดวกสบายเสมือนรถเอสยูวี และคุ้มค่าด้วยอัตราประหยัดน้ำมันมากที่สุดในคลาส การผนวกรวมจุดเด่นทั้งหมดเหล่านี้ และความต้องการของลูกค้าที่อยากจะเห็นจากรถปิกอัพในปัจจุบัน ทำให้ All-New Mazda BT-50 เป็นปิกอัพที่มีความอเนกประสงค์และตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบที่ตรงต่อความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน เป็นการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ให้กับตลาดปิกอัพ ตั้งแต่การใช้งานได้ในทุกโอกาส ขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้กว้างขึ้นและเพิ่มโอกาสทางการขายให้มากขึ้น

ปัจจุบันผู้ซื้อรถปิกอัพ ไม่ได้มองเพียงแค่ความแข็งแกร่ง ความทนทานในการใช้งาน หรืออัตราการประหยัดน้ำมันเท่านั้น วันนี้ลูกค้าใส่ใจในทุกรายละเอียด ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และดีไซน์มากขึ้น การผสมผสานความแข็งแกร่ง อึด ทน ในรถสไตล์รถปิกอัพเข้ากับ โคโดะ ดีไซน์ ที่เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม จึงเกิดเป็นความโดดเด่น แตกต่างไม่เหมือนใคร บ่งบอกได้ว่า นี่คือ ปิกอัพสายพันธุ์ใหม่ของมาสด้า เกิดเป็นความแข็งแกร่งควบคู่กับความสง่างามของรถปิกอัพยุคใหม่ ตอบโจทย์รูปแบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในยุคปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น ด้วยระบบ Infotainment รองรับการเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay® แบบไร้สาย และ Android Auto™* ซึ่งสามารถใช้งาน Miracast แบบไร้สายผ่าน Wifi และรองรับการเชื่อมต่อแบบ MirrorLink อีกทั้งยังมีระบบนำทางที่ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

ก้าวที่มั่นคงสู่อนาคตที่ยั่งยืนของมาสด้าในประเทศไทย

ปัจจุบันมาสด้าลงทุนรวมกว่า 56,300 ล้านบาท มีกำลังการผลิตสูงถึง 240,000 คัน ส่งออกไปทั่วโลกกว่า 130 ประเทศ ในอาเซียน เอเชียแปซิฟิก ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกากลาง แอฟริกา รวมถึงส่งกลับไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันผลิตรถยนต์มาสด้า2, มาสด้า3, CX-3 และ CX-30 และลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ขึ้นเมื่อปี 2556 ภายใต้ชื่อ บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน เมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MPMT จังหวัดชลบุรี บนเนื้อที่กว่า 800 ไร่ ผลิตเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลและสกายแอคทีฟเบนซิน จำนวน 100,000 ลูก/ปี เกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟไดร์ฟ 400,000 ลูก/ปี ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเกียร์อัตโนมัตินอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ด้วยเงินลงทุนกว่า 26,000 ล้านเยน หรือประมาณ 11,000 ล้านบาท และเพิ่มเงินลงทุนอีกประมาณ 22,100 ล้านเยน หรือประมาณ 7,500 ล้านบาท

น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับเรื่องราวความเป็นมาของรถปิกอัพมาสด้า นับจากอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ก้าวผ่านเรื่องราวผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มาแล้วมากมาย แต่ด้วยสปิริต ความเป็นมาสด้า เพราะเรากล้าที่จะแตกต่าง ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคเฉกเช่นเดียวกับชาวฮิโรชิมา กว่า 104 ปี ของมาสด้าญี่ปุ่น กว่า 74 ปี ในประเทศไทย มาสด้ายังคงเดินหน้าตามแผนการดำเนินธุรกิจสู่ความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมสร้างความรัก ความผูกพัน ให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่ดี และเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้ทุกรุ่น ทุกช่วงเวลาของชีวิต กลายเป็น “มาสด้า แฟมิลี่”  นั่นคือแก่นแท้ของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของมาสด้าในประเทศไทย

“NETA” ส่งแคมเปญพิเศษรับเทศกาลแห่งความสุข “Golden Miles” แจกหนัก ให้นักสะสมเลขไมล์ เลขไมล์เยอะ ยิ่งเพิ่มโอกาสเป็นเจ้าของ NETA X รุ่น 401 Comfort หรือทองคำ รวมกว่า 2 ล้านบาท

0
Neta 1

บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เดินหน้าเปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปี รับเทศกาลแห่งความสุข “โกลเด้น ไมล์ (Golden Miles) NETA แจกหนัก ให้นักสะสมเลขไมล์” ชวนบอกลาค่าน้ำมัน ยิ่งเลขไมล์เยอะยิ่งเพิ่มโอกาส รับรางวัลใหญ่ ถึง 10 รางวัล สำหรับเจ้าของรถที่เลขไมล์สะสมสูงสุด 10 อันดับแรก ลำดับที่ 1 ถึง 9 ได้รับสร้อยคอทองคำ 2 สลึง ลำดับที่ 10 ได้ NETA X รุ่น 401 Comfort และยังมีรางวัลพิเศษอื่น ๆ อีกมายมายเมื่อทดลองขับ หรือจองรถ รวมมูลค่ากว่า 2,000,000 บาท สามารถร่วมแคมเปญ “โกลเด้น ไมล์” ได้ที่ https://campaign.neta.co.th/goldenmile/register ตั้งแต่ 18 พฤศจิกายน 2567 ถึง 16 ธันวาคม 2567 ประกาศผู้โชคดี 25 ธันวาคม 2567

มร. ชู กังจื้อ (Mr. Shu GangZhi) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ในช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี และช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 NETA Auto ขอขอบคุณในความเชื่อมั่น และไว้วางใจของลูกค้าชาวไทยที่มีต่อ แบรนด์ NETA เราอยากชวนลูกค้าที่ปัจจุบันใช้รถน้ำมัน เปลี่ยนจากใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน มาร่วมทดลองรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของ NETA ด้วยแคมเปญ ‘โกลเด้น ไมล์ (Golden Miles) NETA แจกหนัก ให้นักสะสมเลขไมล์’ เพียงทดลองขับ หรือ จองรถ NETA V-II หรือ NETA X ทุกรุ่น รับบัตรของขวัญโลตัส และร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นรถที่เลขไมล์สะสมสูงสุด 10 อันดับแรก เพิ่มโอกาสคว้ารางวัลรถ NETA X รุ่น 401 Comfort หรือ สร้อยคอทองคำ รวมมูลค่ากว่า 2,000,000 บาท”

รายละเอียดแคมเปญ:
1. ลงทะเบียน และทดลองขับ NETA X หรือ NETA V-II ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 – 16 ธันวาคม 2567
– รับบัตรของขวัญโลตัส มูลค่า 100 บาท (จำนวน 6,000 รางวัล) จำนวนจำกัด หรือจนกว่าของจะหมด
2. จองรถ NETA X หรือ NETA V-II ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 – 16 ธันวาคม 2567 และออกรถ NETA V-II หรือ NETA X
รุ่น 401 Comfort ภายใน 31 ธันวาคม 2567 หรือ รับรถยนต์ NETA X รุ่น 480 Smart ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568
– รับบัตรของขวัญโลตัส มูลค่า 500 บาท (จำนวน 1,200 รางวัล) จำนวนจำกัด หรือจนกว่าของจะหมด
3. ลงทะเบียนร่วมแคมเปญ เพิ่มโอกาสเป็น 1 ใน 10 เจ้าของรถที่เลขไมล์สูงที่สุด คว้ารางวัลใหญ่ 10 รางวัล*
– รับสร้อยคอทองคำ รางวัลละ 2 สลึง มูลค่ารางวัลละ 23,740 บาท (ราคา ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2567) จำนวน 9 รางวัล
สำหรับเจ้าของรถที่มีเลขไมล์สูงที่สุด ลำดับที่ 1 – 9
– รับรถ NETA X รุ่น 401 Comfort มูลค่า 739,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
สำหรับเจ้าของรถที่มีเลขไมล์สูงที่สุด ลำดับที่ 10
*ต้องเป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยกเว้นระบบ BEV ขนาดไม่เกิน 7 ที่นั่ง (รย.1) ในนามบุคคลธรรมดาที่มีเลขไมล์สะสมตั้งแต่ 50,000 กม.ขึ้นไป
ประกาศผลของรางวัลสำหรับผู้โชคดี ทาง Facebook Official ของ NETA Auto Thailand วันที่ 25 ธันวาคม 2567
เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถตรวจสอบเงื่อนไขได้ที่ https://campaign.neta.co.th/goldenmile

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-023-9968 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสาร และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของ NETA ได้ที่:
● Facebook : Neta Auto Thailand
● NETA Line Official : @netaautothailand
● Website : www.neta.co.th