Home Blog Page 102

คำชี้แจงจากนิสสัน ประเทศไทย

0
Nissan 1

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฟื้นฟูกิจการทั่วโลกของ นิสสัน และการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่กำลังดำเนินการในภูมิภาคอาเซียน และประเทศไทย นิสสันจะทำการรวมกระบวนการผลิตรถยนต์บางส่วนจากโรงงานที่ 1 ไปยังโรงงานที่ 2 ในประเทศไทย และดำเนินการปรับปรุงสายการผลิต ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2025 ภายใต้แผนงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนคงที่ และเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ในประเทศไทย

โรงงานที่1 จะยุติการประกอบรถยนต์ โดยจะถูกปรับให้เป็น โรงงานประกอบตัวถัง ประกอบชิ้นส่วนพลาสติก และปั๊มขึ้นรูปชิ้นส่วน รวมถึงงานโลจิสติกส์ภายในโรงงาน

ทั้งนี้ประเทศไทยจะยังคงเป็นตลาดสำคัญของนิสสันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะเติบโต และพัฒนาแบรนด์ และธุรกิจ ในตลาดอาเซียน และประเทศไทยต่อไป

“ซูซูกิ”ประกาศแผนรุกตลาด เปิดตัวรถใหม่พร้อมยกระดับคุณภาพงานบริการภายในปี 2568 ดันยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 41% จากเป้าหมายตัวรถยนต์ใหม่ 2 รุ่น พร้อมมอบรางวัล Best Dealer Award 2024

0
ซูซูกิ 1

ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้มีการจัดประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “Empowering Growth for Sustainable Future ขับเคลื่อนพลังสู่อนาคตที่ยั่งยืน” เปิดเผยแผนกลยุทธ์ทางการตลาดพร้อมการสนับสนุนผู้จำหน่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 41% อีกทั้งแผนยกระดับคุณภาพงานบริการและอะไหล่ เพื่อรองรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ในปี 2568 พร้อมมอบรางวัล Best Dealer Award 2024 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ด้วยสถานการณ์การหดตัวของตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์และการแข่งขันที่รุนแรงในประเทศ รวมถึงความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายใหม่ ส่งผลทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ของซูซูกิมีจำนวน 5,654 คัน

ซูซูกิ 2

สำหรับในปีนี้ ซูซูกิมีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจเป็นการนำเข้ารถยนต์จากหลากหลายประเทศเข้ามาจำหน่าย จะนำไปสู่การเป็นแบรนด์ที่จำหน่ายรถยนต์ Global Model ในตลาดประเทศไทย ซึ่งยังคงรักษาจุดแข็งในเรื่องความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่มีให้ลูกค้าได้เลือกใช้งานตามไลฟ์สไตล์และความต้องการเช่นเดิม ยังมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวน 2 รุ่น ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้างมากขึ้น คาดว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้าและสามารถแข่งขันได้ในอนาคตอย่างแน่นอน รวมถึงเรายังมีแผนที่จะยกระดับงานบริการในทุกด้าน เพื่อดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจ และสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าซูซูกิของเราได้ โดยในปีนี้เรามีเป้าหมายการจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิเป็น 8,000 คัน คิดเป็นการเติบโตในอัตราที่เพิ่มขึ้น 41% เมื่อเที่ยบจากยอดขายในปีทีผ่านมา

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา เราเดินหน้าแผนงานเพื่อยกระดับงานบริการและอะไหล่ในหลายด้าน ทั้งการแนะนำแคมเปญ “SUZUKI WORRY FREE” ไปจนถึงการเร่งขยายเปิดศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซูซูกิ ซึ่งในปีนี้ เรายังคงพัฒนาการยกระดับงานบริการแบบ S-Solution เพื่อสร้างความมั่นใจในงานบริการแก่ลูกค้าทุกขั้นตอน อีกทั้งเรายังมี HELLO SUZUKI APPLICATION เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ทั้งการนัดหมายเข้ารับบริการ รายงานสถานะการซ่อม ตรวจสอบประวัติการบริการ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล รวมถึงการมอบสิทธิพิเศษมากมาย ด้วยการสะสมคะแนนจากค่าใช้จ่ายในการเข้าซ่อมบำรุงตามระยะอย่างต่อเนื่อง หรือซ่อมแซมที่ศูนย์บริการของซูซูกิทั่วประเทศ เพื่อรองรับกับแผนงานในอนาคต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับตลาดรถยนต์ เน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าว่าจะสามารถมอบบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของซูซูกิได้อย่างแท้จริง

ซูซูกิ 6

สำหรับแคมเปญ “SUZUKI WORRY FREE” เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถรองรับการดูแลลูกค้าด้วยคุณภาพและมาตรฐานของ ซูซูกิได้อย่างแท้จริง ซึ่งรายละเอียดจะประกอบไปด้วย 7 หัวข้อ ดังนี้

1. ฟรี! ค่าแรงเช็กระยะ สูงสุด 3 ปี
•สำหรับลูกค้าที่นำรถเข้าเช็กระยะต่อเนื่องตามกำหนดกับศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิทุกสาขา ฟรี! ค่าแรงเช็กระยะ สูงสุด 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร (โดยอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
2. ขยายการรับประกันอะไหล่และงานบริการ
•อุ่นใจไร้กังวล กับการขยายการรับประกันงานซ่อมและอะไหล่แท้ทุกชิ้น นานถึง 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร (โดยอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) จากเดิมที่รับประกันเพียง 3 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร
3. บริการพิเศษรถสำรองใช้ระหว่างซ่อม
•รถยนต์ที่อยู่ในระยะรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ไร้ความกังวลเรื่องไม่มีรถใช้งานระหว่างซ่อม ด้วยบริการพิเศษ ‘รถสำรองใช้ระหว่างซ่อม’ สำหรับรถยนต์ซูซูกิที่ต้องใช้เวลาตรวจเช็กมากกว่า 1 วัน (ไม่รวมระยะเวลาวิเคราะห์ปัญหา) และไม่รวมกรณีรถเกิดอุบัติเหตุ
4. HELLO SUZUKI APPLICATION ยกระดับงานบริการแบบ S-Solution
•HELLO SUZUKI คือ แอปพลิเคชัน ที่จะเชื่อมต่อข้อมูลการทำงานกับลูกค้า อำนวยความสะดวกสบายและความมั่นใจในงานบริการทุกขั้นตอน ทั้งการนัดหมายนำรถเข้ารับบริการ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล รายงานการการตรวจสอบและดูแลรถในทุกขั้นตอน รวมถึงการมอบสิทธิพิเศษมากมาย ด้วยการสะสมคะแนนจากค่าใช้จ่ายในการเข้าซ่อมบำรุงตามระยะอย่างต่อเนื่อง หรือซ่อมแซมที่ศูนย์บริการของซูซูกิทั่วประเทศ
5. ระบบการจัดการอะไหล่ มีเป้าหมายรองรับบริการได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี
•การจัดการเตรียมระบบจัดการอะไหล่รถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายภายในประเทศ ช่วยให้ลูกค้าคลายความกังวลเรื่องการขาดแคลนอะไหล่ในการบำรุงรักษารถ เพราะซูซูกิมีคลังอะไหล่ 2 แห่ง ทั้งที่คลังอ่อนนุช กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่จัดเก็บขนาด 1,216 ตารางเมตร และคลังอะไหล่ จังหวัดระยอง มีพื้นที่จัดเก็บขนาด 4,076 ตารางเมตร รวมถึงคลังอะไหล่ของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ มีอะไหล่จัดเก็บรวมมากถึง 741,000 ชิ้น โดยมีเป้าหมายรองรับความต้องการของลูกค้าได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดการผลิต
•บริการจัดส่งอะไหล่แบบเร่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพื้นที่อื่นๆ ภายใน 48 ชั่วโมง คุ้มค่าต่อการใช้งาน ด้วยอะไหล่ในราคาที่เข้าถึงง่าย
6. ศูนย์บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
•ลูกค้ามั่นใจกับศูนย์บริการ 91 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
7. ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานของซูซูกิ
•ปัจจุบันซูซูกิมีผู้จำหน่ายที่มีบริการศูนย์ซ่อมตัวถังและสีตามมาตรฐานของซูซูกิ ด้วยกันทั้งหมด 41 แห่ง มั่นใจในบริการและการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพเป็นมิตรและใส่ใจทุกรายละเอียดการซ่อมโดยช่างผู้มีความชำนาญที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการอบรมในการซ่อมรถยนต์ซูซูกิ

นอกจากการประกาศวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังได้มีการจัดพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะในการแข่งขัน ‘SUZUKI Best Dealer Award 2024’ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนพัฒนางานบริการของผู้จำหน่าย ผ่านการจัดการแข่งขันผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ซึ่งจัดมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 มุ่งหวังจะยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานในทุกด้าน โดยมีรายชื่อผู้ได้รับรางวัล ดังนี้

รางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม 2567 ระดับ Best of the Best

คุณรณกฤต ฐิติกฤตานน บริษัท ดี โฟร์ คาร์ซิตี้ กรุงเทพมหานคร

รางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม 2567 ระดับ Platinum Dealer
คุณสนาวุธ คลังเจริญพงษ์ภา บริษัท คลัง ออโตโมบิลส์ จำกัด (สำนักงานใหญ่) นครราชสีมา
คุณวรปรัชญ์ อุปัติศฤงค์ บริษท เอส.ยู.ซูซูกิ ภูเก็ต ภูเก็ต
คุณชยธร อุเทนพัฒนันท์ บริษัท อาร์เฮงวัฒนา จำกัด (สำนักงานใหญ่) ขอนแก่น
คุณณัฐวุฒิ ชคทิศ บริษัท เอ.ซี.ออโตโมบิล(2002) จำกัด (สำนักงานใหญ่) สงขลา
คุณพีรพัฒน์ สิทธิยานุรักษ์ บริษัท ซูซูกิ หัวหิน (สิทธิภัณฑ์) จำกัด ประจวบคีรีขันธ์
คุณศุภชัย พฤฒิธาดา บริษัท ยนต์ตระการ พรีเมียม คาร์ จำกัด นนทบุรี

‘SUZUKI Best Dealer Award 2024’ มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก โดยให้ผู้จำหน่ายที่เข้าแข่งขัน นำเสนอแนวคิดสู่ความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านการขาย และการบริการหลังการขาย ไปจนถึงการพัฒนางานเพื่อยกระดับงานบริการให้ดีมากยิ่งขึ้น และสามารถผ่านตามเกณฑ์ที่บริษัทฯ ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้เป็นแนวทางการพัฒนางานเพื่อแข่งขันกับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบันและเตรียมพร้อมสู่การแข่งขันในอนาคตอีกด้วย

นายวัลลภ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ซูซูกิมีความพยายามอย่างยิ่งในการพัฒนางานบริการหลังการขายเพื่อยกระดับคุณภาพของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้จำหน่ายของซูซูกิทุกรายที่ทุ่มเทและทำงานอย่างหนัก จึงขอให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่า เราจะยังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพในทุกด้าน พร้อมส่งมอบสินค้าที่มีความคุ้มค่า คุ้มราคาเหมาะสมกับลูกค้า โดยยึดความสำคัญด้านการบริการทั้งก่อนและหลังการขายเป็นที่ตั้ง เพื่อตอบแทนลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจเป็นครอบครัวเดียวกันกับซูซูกิ

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย” แถลงวิสัยทัศน์ปี 2568 เดินหน้าธุรกิจลักชัวรีรีเทลเต็มรูปแบบ พร้อมประเดิมเปิดตัว Mercedes-AMG กว่า 3 รุ่นในงาน Motor Show 2025

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดรถยนต์ระดับลักชัวรี แต่เรายังคงสร้างผลลัพธ์ที่แข็งแกร่ง และเดินหน้าพัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เราพร้อมก้าวเข้าสู่ปี 2568 ภายใต้วิสัยทัศน์ “Brand at Heart, Performance in Mind” ที่จะยกระดับการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ การขับเคลื่อนผลประกอบการทางธุรกิจ และการขยายไลน์อัพรถยนต์ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า 100% ควบคู่ไปกับสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าผ่านกิจกรรมสุดพิเศษที่จะเข้าถึงไลฟ์สไตล์และยกระดับมอบประสบการณ์ของผู้บริโภคในทุกมิติ”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2

ในปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดตัวยนตรกรรมใหม่กว่า 25 รุ่น ครอบคลุมตั้งแต่เซกเมนต์ Entry Luxury ไปจนถึงรถยนต์ระดับ Top-End Luxury โดยโมเดลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ The new E-Class ที่มีการเติบโตของยอดขายกว่า 65% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และสามารถคว้ารางวัล “Best Performer” ประจำปี 2567 จากสถาบัน Euro NCAP แสดงให้เห็นถึงความเป็นที่สุดของยนตรกรรมที่มาพร้อมสมรรถนะและความปลอดภัยขั้นสูง

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้บุกเบิกรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในตลาดลักชัวรี ด้วยการนำเสนอโมเดลใหม่อย่างต่อเนื่อง นำโดยรถพลังงานไฟฟ้ารุ่นประกอบในประเทศอย่าง EQS 450 4MATIC SUV ที่เปิดตัวพร้อมกับ EQE 300 Sedan ต่อด้วย Mercedes-Maybach EQS 680 SUV และ G 580 with EQ Technology ในขณะที่รถสปอร์ต 2 ประตู รุ่นสมรรถนะสูงอย่าง Mercedes-AMG CLE 53 ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่มีกระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยมด้วยการครองสัดส่วนยอดขายกว่า 30% จากยอดขายทั้งหมดของแบรนด์ Mercedes-AMG

โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเดินหน้าธุรกิจอย่างเต็มกำลัง เริ่มต้นด้วยการต่อยอดความสำเร็จของโมเดลล่าสุดอย่าง The new E-Class, CLE Coupé, EQE 300 Sedan, EQS 450 4MATIC SUV และอีกหลากหลายรุ่นจากทุกเซกเมนต์ของแบรนด์ รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่จาก Mercedes-AMG พร้อมกันถึง 3 รุ่น ในงาน Motor Show 2025 เพื่อสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงไตรมาสแรกของปี

สำหรับโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงสะท้อนความโดดเด่นในเรื่องของราคาจำหน่ายที่เท่าเทียมกันทั้งประเทศ ความโปร่งใสในขั้นตอนการซื้อรถ และการยกระดับประสบการณ์ในทุกมิติสำหรับลูกค้าทุกคน รวมถึงการนำแนวคิด MAR20X (Mercedes-Benz Retail Experience) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาและออกแบบศูนย์บริการของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาปรับใช้ในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งในด้านการยกระดับช่องทางการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Touchpoints) การพัฒนาบุคลากรและกระบวนการ (People & Process) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digitalization) และการออกแบบสถาปัตยกรรม (Architecture) โดยในปีที่ผ่านมา มีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ กว่า 50% ที่เริ่มดำเนินงานภายใต้แนวคิด MAR20X และในปีนี้จะขยายสู่ 60% จนไปถึงในปี 2570 ที่บริษัทฯ วางแผนที่จะขยายให้ครอบคลุมมากกว่า 90% ของจำนวนตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการทั้งหมด
ในประเทศไทย

นอกจากนี้ ในด้านของกิจกรรมพิเศษสำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะมีการจัดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เริ่มด้วยกิจกรรมที่จัดร่วมกับคอมมูนิตี้อย่างเป็นทางการอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลับ (ประเทศไทย) ในการรวมรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาสสิก ในตำนานไว้มากกว่า 10 คัน มาขับขี่กันใน Road Trip สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ระหว่างวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ ต่อเนื่องด้วยการจัดกิจกรรมทดสอบรถยนต์ประจำปีอย่าง Mercedes-Benz Driving Events และ SUV Driving Events รวมทั้งสิ้น 18 ครั้ง โดยมีทั้งการขับขี่ในบนถนนและบนสนามแข่ง (On Road/On Track) รวมถึงการกลับมาในรอบ 5 ปี ของ “MercedesTrophy” รายการการแข่งขันกอล์ฟ ที่มีนักกอล์ฟผู้ร่วมแข่งขันมากกว่า 1,000 คน จาก 7 รอบการแข่งขัน โดยทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์และลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับความสำเร็จในด้านการบริการลูกค้าในปี 2567 ที่ผ่านมา เรามีเครือข่ายศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมทั้งหมด 41 แห่ง และมีศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง (Certified Body & Paint Service Center) ที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาคกว่า 26 แห่ง ในส่วนของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มียอดการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยแพ็กเกจ MBSP มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 12% พร้อมกับการเปิดตัวแพ็กเกจ MBSP Extra Guarantee Lite ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าเก่าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์จาก MBTires มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 84% และบริการ Digital Extras บนแพลตฟอร์ม Mercedes-Benz Store มียอดขายเพิ่มขึ้น 86% นอกจากนี้ เรายังจัดแคมเปญต่าง ๆ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น แคมเปญ Welcome Back Stars สำหรับการคืนสิทธิการรับประกันคุณภาพเดิมของ High Voltage Battery จนถึงอายุรถปีที่ 10 และการร่วมมือกับแบรนด์มิชลิน ในแคมเปญ Mercedes-Benz & Michelin Sustainability in Motion เพื่อช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 4

ทางด้านฝ่ายบริการลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมพัฒนาและนำเสนอบริการหลังการขายแก่ลูกค้าในทุกมิติ โดยมีแผนที่จะเปิดตัว Service Select Loyalty Program สำหรับลูกค้าเก่าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อมอบประสบการณ์การดูแลรถยนต์ทั้งในด้านการบำรุงรักษาและข้อเสนอพิเศษสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่ StarParts รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ด้านดิจทัลด้วยบริการ Digital Extras ที่จะมีแพ็คเกจเสริมอย่าง Entertainment Package Plus ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์วิดีโอสตรีมมิงและการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในรถยนต์ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความบันเทิงให้กับผู้ใช้งาน อีกทั้งกิจกรรม Nationwide Service Clinics ที่จะจัดร่วมกับทีม Flying Doctor จากประเทศเยอรมนี ต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 เพื่อมอบการบริการและการดูแลรักษารถยนต์ที่เป็นมาตรฐานระดับโลก

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 5

“ทุกการลงทุนและความมุ่งมั่นของเรา ล้วนสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เรามองเห็นถึงโอกาสการเติบโตที่มั่นคง และศักยภาพอันแข็งแกร่งของตลาด เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกการขับขี่และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการส่งมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี ผ่านการบริการและการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับลูกค้าทุกคน เพื่อสร้างแรงผลักดันให้กับธุรกิจรีเทลและภาพรวมอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” มร. มาร์ทิน ชเวงค์ กล่าวสรุป

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน ติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่ โรงพยาบาลพรเจริญ และ โรงพยาบาลสระใคร

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้า โครงการ ‘Solar For Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ส่งมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนเพิ่มอีก 2 แห่ง ได้แก่โรงพยาบาลพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ และโรงพยาบาลสระใคร จังหวัดหนองคาย ซึ่งช่วยให้จำนวนโรงพยาบาลชุมชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เพิ่มขึ้นเป็น 12 แห่ง รวมกำลังไฟฟ้าทั้งหมด 600 กิโลวัตต์ และช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 360 ตันต่อปี สอดคล้องกับเป้าหมายและความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลชุมชน 40 แห่งทั่วประเทศภายใน 10 ปี นับตั้งแต่เริ่มโครงการนี้ในปี 2564 จนถึงปัจจุบัน

มร. ชิน คุโบะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารองค์กรและการเงิน บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘Solar For Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนในประเทศไทย การติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้กับโรงพยาบาลชุมชน จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พร้อมยกระดับบริการด้านการแพทย์สำหรับชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ดีได้มากขึ้น เราคาดว่าจะลงทุนจำนวน 60 ล้านบาท ในการติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ในโรงพยาบาลชุมชนจำนวน 40 แห่ง  ภายในระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนสำหรับโรงพยาบาล ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไทย
สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอีกด้วย”

นายแพทย์ ตฤณกฤต สิทธิศร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ กล่าวแสดงความขอบคุณว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์นี้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของเราได้อย่างมาก ทำให้เราสามารถจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อยกระดับบริการทางการแพทย์สำหรับชุมชนของเรา โครงการนี้ยังช่วยผลักดันเราสู่เป้าหมายความยั่งยืน โดยมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต พร้อมนำพลังงานสะอาด
มาสู่ชุมชนท้องถิ่นของเรา”

นายแพทย์ อลงกฏ ดอนละ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสระใคร จังหวัดหนองคาย กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของพลังงานสะอาดในการพัฒนาบริการด้านการแพทย์ ระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์จะช่วยลดค่าไฟฟ้าของเราได้อย่างมาก ทำให้เราสามารถนำทรัพยากรไปลงทุนเพิ่มเติมในด้านการดูแลผู้ป่วยและโครงการด้านสุขภาพ การสนับสนุนจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความสามารถของโรงพยาบาลของเรา แต่ยังช่วยสนับสนุนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอีกด้วย”

โครงการ ‘Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ เป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานเพื่อสังคมของ
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย’ และหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยได้ทำการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ในโรงพยาบาลชุมชนแล้วทั้งหมด 12 แห่ง ประกอบด้วย

  1. โรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
  2. โรงพยาบาลพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย
  3. โรงพยาบาลเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง
  4. โรงพยาบาลวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  5. โรงพยาบาลปง จังหวัดพะเยา
  6. โรงพยาบาลชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ
  7. โรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี
  8. โรงพยาบาลบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
  9. โรงพยาบาลนาดี จังหวัดปราจีนบุรี
  10. โรงพยาบาลนายายอาม จังหวัดจันทบุรี
  11. โรงพยาบาลพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ
  12. โรงพยาบาลสระใคร จังหวัดหนองคาย

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตอกย้ำความสำเร็จแห่งปี 2567 คว้า 14 รางวัลคุณภาพทั่วโลก การันตีสมรรถนะการขับขี่เหนือระดับ คุ้มค่าทุกมิติ

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ผู้นำตลาดรถยนต์ระดับโลก พร้อมยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ล่าสุดประกาศความสำเร็จระดับโลกตลอดทั้งปี 2567 คว้า 14 รางวัลคุณภาพชั้นนำจากทั่วโลก การันตีถึงความสำเร็จของแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์กลุ่มเซกเมนต์เอสยูวีและกระบะพรีเมียม ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกมิติ ทั้งด้านสมรรถนะที่ทรงพลัง เหนือชั้น และมีประสิทธิภาพรวม 8 รางวัล และด้านความคุ้มค่าแบบรอบด้าน 4 รางวัล รวมถึงรางวัลที่สะท้อนด้านความปลอดภัยอีก 2 รางวัล ซึ่งทุกรางวัลได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญและสื่อชั้นนำในวงการยานยนต์ระดับโลก ซึ่งล้วนเป็นเครื่องหมายยืนยันถึงความสำเร็จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการพัฒนายานยนต์คุณภาพที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมล้ำหน้าที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างรอบด้าน สู่การมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในทุกการขับขี่

สมรรถนะเปี่ยมประสิทธิภาพและทรงพลังที่การันตีโดย 8 รางวัลแห่งความภาคภูมิจากกว่า 3 ทวีป

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับการยอมรับจากหลากหลายองค์กรและสื่อยานยนต์ชั้นนำทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านสมรรถนะที่โดดเด่นของรถยนต์แต่ละรุ่น ซึ่งสามารถคว้ารางวัลสำคัญ ได้แก่

  • GWM HAVAL H6 คว้ารางวัล Best Hybrid 2024 จากนิตยสาร Autoesporte และ Best Hybrid of Top Car TV Premio ในประเทศบราซิล ซึ่งรางวัล Best Hybrid of Top Car TV Premio เป็นรางวัลด้านยานยนต์เพียงรางวัลเดียวในบราซิลที่รวบรวมนักข่าวจากโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต วิทยุ/พอตแคสต์ หนังสือพิมพ์ และสื่อสิ่งพิมพ์เข้าด้วยกัน ทั้ง 2 รางวัลนี้ยืนยันถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีไฮบริดอัจฉริยะที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค
  • GWM POER SAHAR กวาดถึง 4 รางวัล จากเวที NAMPO Cape exhibition ในเมือง Bredasdorp ประเทศแอฟริกาใต้ ได้แก่ 4×4 Winner 2024, Pickup Truck of the Year 2024, Towing Winner 2024 และ Category Winner 161KW+ สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง สมรรถนะออฟโรดที่เหนือชั้น และความสามารถในการลากจูงที่โดดเด่น
  • GWM ORA 07 LONG RANGE ได้รับรางวัล Best EV SEDAN จากเวที Thailand Car of The Year 2024 โดย Grandprix International ประเทศไทย ตอกย้ำถึงศักยภาพของรถยนต์ไฟฟ้าที่มอบระยะทางวิ่งที่เหนือกว่าพร้อมประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัย
  • GWM TANK 300 HEV ได้รับรางวัล BEST HYBRID 4×4 OFFROAD จากเวที Thailand Car of The Year 2024 โดย Grandprix International ประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถรอบด้านของ GWM TANK 300 HEV ในฐานะ รถออฟโรดไฮบริดที่มีทั้งพละกำลัง ประสิทธิภาพ และความล้ำสมัย พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่ต้องการ ความทนทาน ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีล้ำหน้า ในการเดินทางทั้งบนถนนและเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย

ความคุ้มค่าแบบรอบด้าน ที่ได้รับการยอมรับจาก 4 รางวัลสำคัญ

นอกจากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้รับการยอมรับด้านความคุ้มค่าคุ้มราคาจากหลากหลายสื่อและองค์กรชั้นนำ ได้แก่

  • GWM HAVAL H6 คว้า 2 รางวัลจากประเทศบราซิลอย่าง Award of Lowest Cost Ownership และ 2024 “Best Buy” Category by Quatro Rodas แสดงให้เห็นถึงความประหยัดทั้งในด้านการบำรุงรักษาและต้นทุนการใช้งานในระยะยาว สะท้อนความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพและราคา
  • GWM ORA ได้รับรางวัล 2024 “Best Buy” Category by Quatro Rodas จากประเทศบราซิล ตอกย้ำถึงความคุ้มค่าในแง่ของคุณสมบัติ ฟังก์ชัน และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย
  • GWM POER SAHAR ได้รับรางวัล The Best Commercial HEV Award จากการประกาศรางวัล Thailand Car of The Year 2024 โดย Grandprix International ประเทศไทย ยืนยันถึงสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความสามารถในการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

 

ความปลอดภัยระดับ 5 ดาวที่ได้รับการรับรองจากประเทศออสเตรเลีย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะและความคุ้มค่า แต่ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระดับสูงสุด โดยพัฒนารถยนต์ทุกคันให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดระดับโลก โดยในปี 2024 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Australasian New Car Assessment Program (ANCAP) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

  • GWM POER SAHAR และ GWM TANK 500 ผ่านมาตรฐาน Five-star Certification in Australia จาก ANCAP ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่ง ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ รวมถึงฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบความปลอดภัยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ไม่เพียงแต่ผ่านมาตรฐานในปัจจุบัน แต่ยังพัฒนาเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) และระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (Passive Safety) ให้ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับการปกป้องสูงสุดในทุกเส้นทาง

นอกเหนือจากความสำเร็จในการคว้ารางวัลระดับโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังประกาศความสำเร็จด้านยอดขายทั่วโลกในปี 2567 ด้วยยอดขายสะสมทะลุ 14.9 ล้านคัน โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียว มียอดขายเติบโตสูงถึง 20.25% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตอกย้ำการเติบโตที่แข็งแกร่งและการขยายตลาดในระดับสากล ในกลุ่มรถยนต์เอสยูวี GWM HAVAL ยังคงครองตำแหน่งผู้นำด้วยยอดขายตลอดปีที่ 706,234 คัน และยอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 9.46 ล้านคัน ขณะที่ GWM TANK รถยนต์ออฟโรดระดับพรีเมียมทำยอดขาย 231,001 คัน เพิ่มขึ้น 42.12% จากปีก่อน และ GWM WEY ในกลุ่มรถ MPV หรู มียอดขาย 54,728 คัน เพิ่มขึ้น 31.55% จากปีก่อน ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนถึงความสามารถของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์ และการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

มาสด้าปักหมุดประเทศไทยทุ่มลงทุนกว่า 5,000 ล้าน สร้างฐานการผลิต xEVs เตรียมผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคอมแพ็คเอสยูวี 100,000 คันต่อปี

0

มาสด้าประกาศแนวทางการดำเนินธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์ขึ้นในประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ดีลเลอร์ และพันธมิตรทางธุรกิจ นำทัพโดย มร. มาซาฮิโร โมโร ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วย นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญสุดในรอบทศวรรษ เพื่อเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อการก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ภายใต้ธีม The Future, Crafted by the Joy of Driving ชูวิสัยทัศน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ล่าสุด เพื่อส่งมอบความสุขในการขับขี่ตามแนวทาง Multi-solution ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าควบคู่กับแผนเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 5 รุ่น ภายใน 3 ปี เชื่อมั่นระบบเศรษฐกิจและศักยภาพของประเทศไทยประกาศทุ่มเงินลงทุนอีกกว่า 5,000 ล้านบาท ผลักดันโรงงานผลิตรถยนต์ในไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ หรือ xEVs นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านไปยังรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต โดยทำการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคอมแพ็ค  เอสยูวี 100,000 คันต่อปี เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

มร. มาซาฮิโร โมโร ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์รอบด้านจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่มาสด้ายังคงยึดมั่นในแนวทางที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง นั่นคือ การพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพสูง เพื่อมอบความสุขในการขับขี่และการใช้ชีวิตทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน เพราะมาสด้าเป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากเมืองฮิโรชิมาซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ เราจึงต้องการมอบความสุข สร้างรอยยิ้ม และช่วยยกระดับความเป็นอยู่ให้กับผู้คนในสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการดำเนินธุรกิจของเรา แม้ว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้าก็ตาม

  • ภาพรวมมาสด้าทั่วโลกเพื่อก้าวสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า ด้วยแนวทาง Multi-solution และ Intentional Follower

ภาพรวมของมาสด้าทั่วโลก เป้าหมายของเราคือการนำเสนอรถยนต์ที่มาพร้อมพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 รวมถึงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่มาพร้อมพลังงานไฟฟ้า มาสด้าคาดว่ายอดจำหน่ายของรถ BEVs อยู่ที่ประมาณ 25-40% ของยอดจำหน่ายทั่วโลก ซึ่งมาสด้ากำลังเดินหน้าตามแนวทาง Multi-Solution Strategy เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ควบคู่กับการใช้แนวทาง Intentional Follower Approach โดยทำการศึกษาตลาดอย่างใกล้ชิดและรับฟังข้อคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ดีที่สุด คาดว่าภายในปี พ.ศ. 2573 มาสด้าจะมียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อน 100% ของยอดจำหน่ายรวมทั้งหมด แต่ในระหว่างนี้ เรากำลังเดินหน้าตามแผนพัฒนา xEVs ประกอบด้วยแผนกลยุทธ์ 3 เฟส ประกอบด้วย เฟสที่ 1 เป็นการเตรียมความพร้อม เฟสที่ 2 การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจาก HEV, PHEV และ BEV จนถึงเฟสที่ 3 เป็นการแนะนำรถไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

มาสด้าพร้อมเดินหน้าส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ตามแนวทาง Multi-solution ซึ่งรวมถึง MHEVs, HEVs, PHEVs, BEVs, R-EVs และรถยนต์ที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตรงกับความต้องการมากที่สุด เราเชื่อว่าแนวทางนี้จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด

  • แผนกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในไทย

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญอันดับต้น ๆ มาสด้าตระหนักถึงกระแสตอบรับที่ดีและความต้องการรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มาสด้าจึงเร่งแผนในการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าให้เร็วขึ้น เพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า โดยวางแผนในการแนะนำรถไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นไปตามกลยุทธ์ 3 เฟส เช่นเดียวกัน ซึ่งเฟส 2 จะเป็นการนำเสนอรถพลังงานไฟฟ้าในไทย โดยมาสด้าจะทำการเปิดตัวแนะนำเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้ง BEV, PHEV, HEV ระหว่างปี พ.ศ. 2568 – 2570 โดยเริ่มจากการเปิดตัวแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่น Mazda6e ในปีนี้ ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมาสด้าและพาร์ทเนอร์ในประเทศจีน

  • สร้างไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พลังงานไฟฟ้า คอมแพ็คเอสยูวี ตั้งเป้าการผลิต 100,000 คันต่อปี

มร. มาซาฮิโร โมโร ประธานกรรมการบริหาร & ซีอีโอ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงแผนธุรกิจว่า มาสด้าในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมากกว่า 70 ปี ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ มาสด้า เซลส์ และผู้จำหน่ายมาสด้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรงงานผลิตรถยนต์ที่จังหวัดระยอง AutoAlliance (AAT) ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ทำการผลิตรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รวมทั้ง โรงงานผลิตเครื่องยนต์และเกียร์อัตโนมัติ Mazda Powertrain Manufacturing Thailand (MPMT) ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2558 ทั้งสองโรงงานนี้คือรากฐานสำคัญที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์มาสด้าและชิ้นส่วน เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกยังตลาดต่างประเทศทั่วโลก วันนี้ มาสด้าได้เตรียมความพร้อมไปอีกขั้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญในการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้า xEVs ด้วยการเพิ่มเงินลงทุนเป็นจำนวนกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าคอมแพ็คเอสยูวี โดยมุ่งเน้นไปที่การประกอบรถยนต์ การผลิตเครื่องยนต์ เกียร์ และแบตเตอรี่ พร้อมวางเป้ากำลังการผลิตอยู่ที่ 100,000 คันต่อปี นี่คือจุดเริ่มต้นและก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ต่อการลงทุนเพิ่มเติมสำหรับประเทศไทยเพื่อผลิตรถพลังงานไฟฟ้าของมาสด้าและเป็นก้าวสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ไม่เพียงเท่านี้  มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่สุด รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการประกอบรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามายังประเทศไทย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะช่างฝีมือประกอบรถยนต์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทยจะเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับมาสด้าทั่วโลก และพร้อมสำหรับการเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า xEVs ในอนาคตอันใกล้นี้ต่อไป

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหาร & ซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเกี่ยวกับทิศทางและแผนการดำเนินธุรกิจมาสด้าในประเทศไทยว่า สำหรับประเทศไทยนั้น มาสด้ามุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อเดินหน้าสู่ความสำเร็จไปพร้อมกันทั้งองค์กร ตามแนวทาง Management Policy ประกอบด้วย ผู้จำหน่าย พนักงาน และที่สำคัญสูงสุด คือ ลูกค้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ (Customer-Centric) สำหรับการเปลี่ยนแปลงของมาสด้าที่กำลังจะเกิดขึ้น แบ่งออกเป็น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

กลยุทธ์ที่ 1: การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรด้วย “ผู้คน”

  • สร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กร โดยมีเป้าหมายในการเป็นองค์กรที่ Agile และ Insight-Driven คล่องตัว ยืดหยุ่น และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลเชิงลึก ในปัจจุบัน กลุ่มมิลเลนเนียล หรือ Gen-Y มีประมาณ 70% ของพนักงานทั้งหมด กลุ่มคนเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มีการศึกษาสูง ปรับตัวได้ดี มีเป้าหมายชัดเจน มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราจะใช้จุดแข็งและพลังของกลุ่มมิลเลนเนียลผสานการทำงานร่วมกับ Gen-X และ Gen-Z เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า
  • สนับสนุนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ด้วยโปรแกรม “Career@Mazda” ที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของพนักงานทั้งที่ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และผู้จำหน่าย เพื่อพัฒนาทักษะ และส่งเสริมการสร้างความผูกพันของพนักงานกับแบรนด์และเพื่อนร่วมงาน
  • สร้างโปรแกรม “Mazda Signature Services” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่อยู่บนพื้นฐานของการส่งมอบคุณค่าอันมีเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า 3 ประการ ได้แก่—“Radically Human,” การให้ความสำคัญกับมนุษย์ “Challenger Spirit,” สปิริตที่ไม่ย่อท้อ และ “Omotenashi” ให้การดูแลเช่นเดียวกับคนในครอบครัว เพื่อให้มั่นใจว่าคุณค่าของแบรนด์จะถูกถ่ายทอดไปยังลูกค้าในทุก ๆ touchpoint ของการบริการ

กลยุทธ์ที่ 2: ยกระดับการบริการและการสื่อสารกับลูกค้าด้วยข้อมูลเชิงลึก

ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ และสื่อสารกับลูกค้าด้วยข้อมูลเชิงลึก ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม VOF หรือ “Voice of Fans” เพื่อช่วยวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้าแบบเรียลไทม์ พร้อมนำความคิดเห็นมาจัดเก็บเป็นข้อมูล วิเคราะห์ และตอบกลับอย่างทันท่วงที ทั้งในช่องทาง Digital และผ่านพนักงาน เพื่อปรับปรุงการบริการและสร้างความพึงพอใจสูงสุด

นอกจากนี้ มาสด้ากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง รวมถึงคลังข้อมูลที่สามารถให้ข้อมูลลูกค้าอย่างครบถ้วน อาทิ การสร้างระบบ Data Warehouse และการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ SCV (Single Customer View) 360 องศา รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือ Social Listening เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ นำมาออกแบบ พัฒนา และปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่นำเสนอนั้นตรงกับความต้องการและความรู้สึกของลูกค้าอย่างแท้จริง

กลยุทธ์ที่ 3: การสร้างประสบการณ์ลูกค้าแบบไร้รอยต่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์

ด้านออนไลน์: มีการพัฒนาเว็บไซต์องค์กรใหม่ โดยเปลี่ยนให้เป็น Mazda NEXTperience Hub ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ได้รับการออกแบบเพื่อให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยี รวมถึงข่าวสารและการให้บริการต่าง ๆ ไม่ว่าลูกค้าต้องการลงทะเบียนจองคิวรถเพื่อทดลองขับ หรือนัดหมายเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ ซึ่งจะช่วยให้การมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์เป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และไร้รอยต่อ

นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม “Mazda SkyJourney” ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการมาตรฐานที่ผู้จำหน่ายมาสด้าทุกแห่งใช้ในการดำเนินงาน ระบบนี้ถูกการออกแบบมาเพื่อให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างแม่นยำและมีมาตรฐานสูง เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นและสะดวกสบายในทุกขั้นตอน

ด้านออฟไลน์: มีการนำ “Mazda BASICS” แนวทางใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจของผู้จำหน่าย โดยมีพื้นฐานมาจากปรัชญาและคุณค่าของแบรนด์ ซึ่งเกิดจากแนวทางที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และสปิริตของ Omotenashi หรือปรัชญาด้านการบริการแบบญี่ปุ่น คุณค่าเหล่านี้จะถ่ายทอดผ่านการพัฒนาบุคลากร และการดำเนินงานของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานของมาสด้าในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแผนพัฒนาธุรกิจในอนาคต มาสด้ามีแนวทางในการดำเนินงานด้านอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

  • ด้านการปรับโครงสร้างและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย

ปัจจุบัน ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาสด้ามีผู้จำหน่ายทั้งหมด 19 โชว์รูม สามารถรองรับลูกค้าที่มาเข้ารับการบริการได้ถึง 250,000 รายต่อปี หรือมากกว่า 20,000 คันต่อปี ซึ่งเพียงพอกับลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน  ในส่วนต่างจังหวัด มาสด้ากำลังเพิ่มศักยภาพของผู้จำหน่ายที่มีอยู่ทั้งหมด 65 แห่ง ให้พร้อมรองรับต่อความต้องการของลูกค้าที่จะเข้ามารับบริการ ด้วยกลยุทธ์ PMA ใหม่ ที่กำหนดขอบเขตให้ผู้จำหน่ายที่มีศักยภาพสูงมีพื้นที่ในการดูแลลูกค้าเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน สามารถรองรับปริมาณงานซ่อมได้สูงสุด 450,000 คันต่อปี หรือมากกว่า 37,000 คันต่อเดือน สำหรับภาพรวมทั่วประเทศ ปัจจุบันเรามีลูกค้า 250,000 คัน ที่อยู่ในระบบของเรา ซึ่งเครือข่ายผู้จำหน่ายของเราทั้งหมด 84 โชว์รูม สามารถส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เรายังนำ Mazda BASICS มาใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ผู้จำหน่ายสามารถส่งมอบงานด้านการขายและการบริการที่มีมาตรฐานสูงสุดได้

  • กลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์

มาสด้าในประเทศไทยมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานถึง 70 ปี เรามีพันธกิจสำคัญคือการยกระดับประสบการณ์และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน เพราะเราเชื่อว่า “ความสุขในการขับขี่รถยนต์” นำมาซึ่ง “ความสุขในการใช้ชีวิต” สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า เพราะความสุขไม่ได้หมายถึงแค่เพียงการมีรอยยิ้ม แต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภายใน คือความหมายและการเติมเต็มการใช้ชีวิต สะท้อนการสร้างคุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึก มีต้นกำเนิดจากความเข้าใจพื้นฐานของมนุษย์ และได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “Omotenashi” หรือปรัชญาแนวคิดการบริการแบบญี่ปุ่น

หลังจากนี้ มาสด้าจะผลักดันธุรกิจด้วยการนำเสนอปรัชญาใหม่ของแบรนด์ นั่นคือ “Joy Drives Lives” หรือ ความสุขที่ขับเคลื่อนชีวิต เพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนประสบการณ์ลูกค้า และสร้าง Customer Journey รูปแบบใหม่ และพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอน รวมถึงการเริ่มต้นปรับรูปแบบธุรกิจในประเทศไทย (Business Transformation) โดยมุ่งให้ความสำคัญกับลูกค้าในทุกสิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์มาสด้าจะนำมาซึ่งคุณค่าและความสุขของการเป็นเจ้าของรถมาสด้า

  • กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีในไทย

มาสด้ากำลังเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ Multi-solution โดยจะทำการเปิดตัวรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ ถึง 5 รุ่น ระหว่างปี พ.ศ. 2568 – 2570 เพื่อสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า รวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV 2 รุ่น รถ PHEV 1 รุ่น และรถ HEV 2 รุ่น โดยรุ่นแรกที่ลูกค้าได้สัมผัสในเร็ว ๆ นี้ คือ รถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่น Mazda6e

mazda6e
  • กลยุทธ์ด้านการผลิต

มาสด้ายังคงเดินหน้าผลักดันการผลิตที่โรงงานในประเทศไทย ทั้งที่โรงงาน AAT และ MPMT เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากโรงงานทั้งสองแห่ง และสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคอมแพ็คเอสยูวี ทั้งการจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศทั่วโลก โดยโรงงานผลิตทั้งสองแห่งมีคุณภาพมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก นี่คือรากฐานที่มั่นคงที่จะช่วยเสริมสร้างให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน และเป็นศูนย์กลางที่สำคัญในการผลิตรถ xEVs ในอนาคต

ทั้งหมดนี้ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับมาสด้าทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดประเทศไทย ที่ทางมาสด้าออกมาประกาศเดินหน้าเต็มขุมกำลัง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งสำคัญสุดของมาสด้าในการผลิตและส่งออก เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งพนักงาน ผู้จำหน่าย โดยเฉพาะลูกค้าชาวไทย เพราะลูกค้าคือหัวใจสำคัญที่สุดของการดำเนินธุรกิจของมาสด้า ดังนั้น เราจึงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา ซึ่งเราจะดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมั่นคงกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิต เพื่อให้แบรนด์มาสด้าเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงไปพร้อม ๆ กับการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ” นายธีร์ กล่าว

Mercedes-Benz Sprinter ฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆ ทั่วโลก

0

ครบรอบ 30 ปีแห่งความสำเร็จของ Mercedes-Benz Sprinter รถแวนระดับพรีเมียมที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดย Sprinter ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 2538 และได้ปฏิวัติวงการรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicle – LCV) จนกลายเป็นต้นแบบของรถในเซกเมนต์นี้ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา Sprinter ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและนวัตกรรมอันเหนือระดับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ สะท้อนผ่านความนิยมและความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก ซึ่งวัดได้จากอัตราการซื้อซ้ำในระดับที่สูง โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Sprinter ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องคือ ความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเพื่อนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้กลายเป็นตัวเลือกหลักของผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญด้านการดัดแปลงยานยนต์ ปัจจุบัน กว่า 75% ของ Sprinter ที่จำหน่ายทั่วโลกได้รับการดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะทาง

ล่าสุด เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดฉากการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของ Sprinter ในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวรุ่น Special Edition พร้อมจัดแสดง Sprinter รุ่นแรก ควบคู่ไปกับรุ่นล่าสุด และรุ่นไฟฟ้าอย่าง  eSprinter ณ พิพิธภัณฑ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในเมืองสตุทท์การ์ดต ภายใต้แคมเปญ

An Icon for 30 Years” ตอกย้ำบทบาทของ Sprinter ในฐานะต้นแบบของกลุ่มรถแวนพาณิชย์ และการเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา

Klaus Rehkugler, หัวหน้าฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แวน กล่าวว่า “Mercedes-Benz Sprinter คือรถแวนระดับไอคอนิกที่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรามาเป็นเวลากว่า 30 ปี โดย Sprinter ได้สร้างประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อน และถูกจำหน่ายไปทั่วโลกในจำนวนมหาศาล เราคาดว่าจะมียอดขาย 5 ล้านคันภายในสิ้นปีนี้ ตลอดสามทศวรรษ ที่ผ่านมา Sprinter ได้เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คน และช่วยขับเคลื่อนโลกให้เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน่วยงานฉุกเฉิน บริการขนส่ง งานช่างฝีมือ หรือไซต์ก่อสร้าง
และ Sprinter ได้พิสูจน์ว่าเป็นรถแวนสำหรับพันธมิตรทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา Sprinter ยังได้รับการพัฒนาให้เป็นรถแวนพลังงานไฟฟ้า 100% ที่สามารถใช้งานได้โดยปราศจากการปล่อยก๊าซ CO₂ ในระดับท้องถิ่นอีกด้วย”

30 ปี แห่งความสำเร็จของ Mercedes-Benz Sprinter

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา Mercedes-Benz Sprinter ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับรถยนต์บนท้องถนนทั่วโลก และเป็นสัญลักษณ์แห่งสมรรถนะอันเหนือระดับ ปัจจุบัน Sprinter ได้เปิดไลน์การผลิตใน 3 ทวีป ได้แก่ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป โดยผ่านหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความเป็นตำนานในโลกยานยนต์ ดังนี้

ปี 2538: จุดเริ่มต้นสู่ยุคใหม่ของรถแวน

Mercedes-Benz Sprinter เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2538 และได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้แผ่นป้ายทะเบียนพิเศษ หรือ H-Plate ในประเทศเยอรมนี โดย Sprinter ได้เข้ามาสืบทอดตำนานต่อจาก Mercedes-Benz T1/TN และกลายเป็นรถแวนรุ่นแรกของแบรนด์ที่ใช้ชื่อแทนรหัสตัวเลขและตัวอักษรแบบเรียบ ๆ ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการตั้งชื่อในรุ่นก่อนหน้า แม้จะนำแนวคิดพื้นฐานทางเทคนิคมาจากรุ่นก่อน แต่ Sprinter ได้รับการออกแบบและการพัฒนาใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่โครงสร้างตัวถังไปจนถึงระบบวิศวกรรม โดยนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดรถแวน ณ เวลานั้น ซึ่งประกอบด้วย โครงสร้างตัวถังแบบ Self-supporting Body ระบบขับเคลื่อนล้อหลังที่ให้แรงยึดเกาะถนนสูง (High-traction Rear-wheel Drive) ระบบช่วงล่างสมัยใหม่ พร้อมระบบกันสะเทือนแบบอิสระด้านหน้า (Independent Front Suspension) และเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ทำให้ Sprinter กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานอย่างครบครันกว่ารถแวนรุ่นอื่น ๆ โดย Sprinter รุ่นแรกมาพร้อมดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอัตโนมัติ (Automatic Brake Differential) เข็มขัดนิรภัยแบบสามจุดที่สามารถปรับระดับได้ และตัวล็อกเข็มขัดที่ติดตั้งอยู่กับเบาะ พร้อมทั้งถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับเป็นอุปกรณ์เสริมที่สามารถเลือกติดตั้งได้ และมีตัวถังให้เลือกหลายรูปแบบ ได้แก่ Chassis, Flatbed และ Tipper ครอบคลุมทั้งแบบ Crewcab หรือ Single Cab, Panel Van และ Crewbus รองรับผู้โดยสาร 5 หรือ 9 ที่นั่ง, หลังคาแบบเตี้ยและหลังคาแบบสูง นอกจากนี้ Sprinter ยังมาพร้อมฐานล้อที่มีขนาดตั้งแต่ 3,000 ถึง 4,025 มิลลิเมตร และรองรับน้ำหนักรวมได้ตั้งแต่ 2,590, 2,800 หรือ 3,500 กิโลกรัม

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในปี 2543 ด้วยการอัปเกรดระบบความปลอดภัยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับ (Driver’s Airbag) ถูกเพิ่มเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และยังมีตัวเลือกถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า (Front Passenger Airbag) ซึ่งได้รับการออกแบบให้ปกป้องผู้โดยสารที่นั่งบริเวณเบาะคู่ด้านหน้า นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วงกลาง ปี 2543 เป็นต้นไป ถุงลมนิรภัยแบบม่าน (Windowbags) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (ASR – Acceleration Skid Control) ได้ถูกเพิ่มเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อยกระดับความปลอดภัยของตัวรถ ในปี 2545 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้เพิ่มระบบ ESP® (Electronic Stability Program) ในรถ Sprinter ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ของระบบความปลอดภัยแบบ Active Safety และช่วยเสริมประสิทธิภาพการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น

ปี 2549: เทคโนโลยีและความปลอดภัยอันล้ำสมัยของ Sprinter เจเนอเรชันที่สอง

Sprinter เจเนอเรชันที่สอง เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2549 พร้อมมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า โดยสามารถเลือกฐานล้อได้ 3 ขนาด ความยาวตัวถัง 4 ขนาดความสูงหลังคา 3 ระดับ และรองรับน้ำหนักรวมตั้งแต่ 3.0 ถึง 5.0 ตัน นอกจากนี้ระบบ ESP® (Electronic Stability Program) ยังได้ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรุ่นตัวถังทึบที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 3.5 ตัน

ในปี 2551 ระบบ ESP® ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรูปแบบตัวถังที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 3.5 ตัน และยังมีการเพิ่มระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (Air Suspension System) เป็นอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการขับขี่ อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 2552 เมื่อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอเทคโนโลยี BlueEFFICIENCY ซึ่งมาพร้อมกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีดแบบใหม่ และระบบ Automatic Start-Stop System ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่และลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อมาในปี 2556 Sprinter ได้เปิดตัวระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist) ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยใหม่ล่าสุดในกลุ่มรถแวน ช่วยให้รถทรงตัวได้ดีขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับแรงลมขณะขับขี่ และตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา Sprinter ได้รับการพัฒนาให้รองรับน้ำหนักรวมสูงสุดถึง 5.5 ตัน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการพื้นที่ในการบรรทุกมากขึ้น

ปี 2561/2562: ยกระดับระบบการเชื่อมต่อ พร้อมนำเสนอตัวเลือกที่หลากหลาย ใน Sprinter เจเนอเรชันที่สาม

Mercedes-Benz Sprinter เจเนอเรชันที่สาม เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2561 โดยนอกจากจะรักษารูปแบบของตัวถังที่มีอยู่เดิมแล้ว เจเนอเรชันนี้ยังมาพร้อมทางเลือกที่มากขึ้น ด้วยการเปิดตัวระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (Front-Wheel Drive) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนารุ่นตัวถังแบบ Traction Head Variant โดย Sprinter รุ่นปี 2561 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านระบบอินโฟเทนเมนต์และการเชื่อมต่อ ด้วยการนำระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) มาใช้เป็นครั้งแรกในกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ ทำให้ Sprinter สามารถรับคำสั่งเสียง และรองรับบริการ Fleet Management, ข้อมูลยานพาหนะ, ข้อมูลผู้ขับขี่ และตำแหน่งที่ตั้ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านระบบความปลอดภัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ยกระดับ Sprinter ไปอีกขั้น ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยีช่วยขับขี่ขั้นสูง เช่น DISTRONIC Active Distance Assist ที่ช่วยควบคุมระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ

ถัดมาในปี 2562 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัว eSprinter Panel Van รุ่นแรก ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเชิงพาณิชย์ นับเป็นก้าวสำคัญในการนำเสนอการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า พร้อมนำเสนอทางเลือกที่ช่วยให้ธุรกิจด้านการค้า โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินงานได้โดยปราศจากการปล่อยก๊าซ CO₂

ปี 2567: การต่อยอดความอเนกประสงค์ให้เหนือระดับกว่าที่เคย

Mercedes-Benz eSprinter รุ่นปัจจุบัน ถูกพัฒนาให้เป็นรถแวนอเนกประสงค์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ผสานทั้งสมรรถนะ  ระยะทางขับขี่ และพื้นที่บรรทุกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดย eSprinter รุ่นล่าสุดเปิดตัวเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา และในปี 2568 จะมาพร้อม 2 รูปแบบตัวถัง 2 ความยาว และ 3 ขนาดแบตเตอรี่ รองรับระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 478 กิโลเมตร[1] (ตามมาตรฐาน WLTP) รถรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มแบบโมดูลาร์ที่ประกอบด้วย 3 โมดูลหลัก ซึ่งช่วยให้สามารถปรับแต่งให้เข้ากับตัวถังรุ่นต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญด้านการดัดแปลงยานยนต์สามารถพัฒนารูปแบบตัวถังเฉพาะทาง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น ด้วยพื้นที่บรรทุกสูงสุด 14 ลูกบาศก์เมตร และน้ำหนักรวมสูงสุด 4.25 ตัน eSprinter ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความสามารถในการใช้งานเทียบเท่ากับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในทุกมิติ

ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อัปเกรด eSprinter และ Sprinter รุ่นเครื่องยนต์สันดาปให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งระบบมัลติมีเดีย MBUX เวอร์ชันล่าสุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมเสริม Digital Extras รุ่นใหม่ นอกจากนี้ ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ ยังได้รับการอัปเกรดฟังก์ชันเพิ่มเติมและเสริมด้วยฟังก์ชันใหม่บางส่วน โดยบางฟังก์ชันติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น Active Brake Assist ที่มาพร้อม Cross-Traffic Function ซึ่งการอัปเกรดล่าสุดยังติดตั้งเครื่องชาร์จ AC ที่มีกำลัง 22 kW และแพ็กเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ เข้ามาเป็นอุปกรณ์เสริม โดยแพ็กเกจนี้จะรวมถึง Active Distance Assist DISTRONIC

รุ่นพิเศษ “30 Years Sprinter” ฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เฉลิมฉลอง 30 ปีแห่งความสำเร็จของ Sprinter ในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษ “30 Years Sprinter” ซึ่งจะพร้อมจำหน่ายตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยรุ่นพิเศษนี้สะท้อนถึงศักยภาพอันเหนือระดับของ Sprinter ด้วยอุปกรณ์เสริมที่ครบครัน และการออกแบบที่เน้นความ พรีเมียมยิ่งขึ้น เสริมด้วยแพ็กเกจระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นใหม่ รวมถึงฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายอื่น ๆ พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มค่าให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดจาก Sprinter

นิทรรศการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ พิพิธภัณฑ์เมอร์เซเดส-เบนซ์

ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ถึง 30 มีนาคม พิพิธภัณฑ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในเมืองสตุทท์การ์ดต เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของตระกูล Sprinter โดยภายในนิทรรศการจะมีการจัดแสดง Sprinter รุ่นแรก ควบคู่ไปกับ Sprinter และ eSprinter รุ่นปัจจุบัน อีกทั้งผู้เยี่ยมชมกลุ่มแรกยังมีโอกาสได้รับของที่ระลึกพิเศษฉลองครบรอบ 30 ปี Sprinter เมื่อลงทะเบียนซื้อบัตรเข้าชม นอกจากนี้ ยังมีโซนพิเศษภายในร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ ที่นำเสนอสินค้าและของสะสมสำหรับแฟน ๆ Sprinter โดยเฉพาะ

 

[1] ค่าที่ระบุได้รับการทดสอบตามขั้นตอนการวัดมาตรฐาน WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicles Test Procedure) ที่กำหนด โดยค่าดังกล่าวอ้างอิงจากตลาดเยอรมนี ทั้งนี้ ระยะทางขับขี่จริงอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ ลักษณะการขับขี่ของแต่ละบุคคล, สภาพถนนและการจราจร, อุณหภูมิภายนอก, การใช้ระบบปรับอากาศหรือเครื่องทำความร้อน และปัจจัยอื่น ๆ

NEW MG MAXUS9 รุ่น V จำนวนจำกัด 100 คัน ราคา 2.199 ล้าน และ 2.229 ล้าน บาท

0

ข้อเสนอพิเศษ สำหรับ NEW MG MAXUS 9 รุ่น V รถ Display car จำนวนจำกัด 100 คันเท่านั้น ราคา 2,199,000 บาท และ 2,229,000 บาท สำหรับสีเทา 2-Tone พร้อมประกันแบตเตอรี่ และมอเตอร์ ไม่จำกัดอายุการใช้งาน และ

EXCLUSIVE PACKAGE

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี

– ฟรี MG Home Charger พร้อมบริการติดตั้ง

– ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

– ฟรี ค่าบริการ i-SMART 5 ปี

– รับประกันแบตเตอรี่ ชุดควบคุม และมอเตอร์ “ตลอดอายุการใช้งาน” (สำหรับลูกค้าประเภทบุคคล)

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

“สื่อสากล” รับมอบโล่สนับสนุน “ร.ย.ส.ท.” ปี 2024

0

พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคม และคณะกรรมการบริหาร ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา มอบโล่ผู้สนับสนุนการแข่งขัน RAAT 2024 แก่ ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด เพื่อขอบคุณที่สนับสนุนการแข่งขันกีฬายานยนต์ ในงาน RAAT NIGHT OF CHAMPIONS 2024 ณ ESC PARK HOTEL เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” ทุ่มงบกว่า 250 ล้านบาท ลงทุนใน GWM Sunergy Space หลังคาลานจอดรถจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย พร้อมติดตั้งโซลูชันพลังงานสะอาดจากบ้านปู เน็กซ์

0
GWM 1

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ประกาศก้าวสำคัญรับปี 2568 มุ่งเน้นการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนแบบรอบด้าน ทุ่มงบการลงทุนกว่า 250 ล้านบาท เปิดตัวโครงการ GWM Sunergy Space นวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาลานจอดรถ (Solar Carport) ณ โรงงานอัจฉริยะของ GWM จังหวัดระยอง ซึ่งระบบโซลาร์นี้มีขนาด 8 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ปีละกว่า 10 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ติดตั้งโดยบ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการ Net Zero Solutions ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อผลักดันการใช้พลังงานทดแทนและลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบหลักในทุกกิจกรรมของบริษัท โดยมุ่งเน้นประโยชน์ 4 ด้านเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ การส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทน การลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลัก การป้องกันความร้อนจากแสงแดดที่ตกลงบนรถยนต์ของ GWM ทุกรุ่น สู่การกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพไปยัง GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ กว่า 70 สาขาทั่วประเทศ และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ทั้งนี้ โครงการ GWM Sunergy Space จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่บรรยากาศได้มากกว่า 5,000 ตันต่อปี และยังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อผลักดันการใช้พลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนเคียงข้างชาวไทย

เกรทวอลล์  3

ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การลงทุนในโครงการ GWM Sunergy Space ครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวิสัยทัศน์ของเราในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัยและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ระดับโลกที่ตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ บ้านปู เน็กซ์ ในการพัฒนาโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่จอดรถที่ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างในโรงงานของเราที่จังหวัดระยอง ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้าหลัก อีกทั้งยังป้องกันความร้อนจากแสงแดดสำหรับรถที่เพิ่งออกจากสายการผลิตไปพร้อมกัน โครงการ “GWM Sunergy Space” ถือเป็นหนึ่งในความร่วมมือที่สำคัญระหว่างทั้งสองบริษัท ในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและสร้างความยั่งยืนให้กับการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งสะท้อนถึงการเดินหน้าเข้าสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาดในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยและในภูมิภาค”

เกรทวอลล์ 2

GWM Sunergy Space ถือเป็นโครงการที่มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บริเวณที่จอดรถที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีกำลังการผลิตขนาด 8 เมกะวัตต์ และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละกว่า 10 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง โครงการดังกล่าว มีประโยชน์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
•การผลิตพลังงานทดแทน – ระบบโซลาร์บนหลังคาลานจอดรถจะเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าช่วยผลิตพลังงานสะอาดที่สามารถนำมาใช้ในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
•การลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลัก – การใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานทดแทนจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบไฟฟ้าหลักในพื้นที่ ๆ ช่วยประหยัดต้นทุนในการผลิตและประหยัดพลังงานในระยะยาว
•การป้องกันความร้อนจากแสงแดด – แผงโซลาร์เซลล์จะช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดที่ตกลงบนรถยนต์ GWM ที่ผลิตออกมาและเตรียมส่งมอบให้กับลูกค้าในอนาคต ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานและรักษาความคงทนของวัสดุอุปกรณ์ของตัวรถที่มีความเซ็นซิทีฟกับแสงและความร้อน
•การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด – โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในภาคการผลิต ยังช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงานสะอาดในภาคธุรกิจต่าง ๆ และสังคมโดยรวม เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่สิ่งแวดล้อม

เกรทวอลล์  5

นายสมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “บ้านปู เน็กซ์ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบบริการ Net Zero Solutions โดยติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคาลานจอดรถที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยให้กับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งคาดว่าตลอดอายุสัญญาการติดตั้งโซลาร์ฯ 20 ปีนี้ จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้กว่า 600 ล้านบาทและลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 100,000 ตัน โซลูชันของเราเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และสะท้อนถึงศักยภาพในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอุตสาหกรรม รวมถึงช่วยขับเคลื่อนการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย เราตั้งใจที่จะพัฒนา Net Zero Solutions แบบครบวงจรให้เหมาะสมกับธุรกิจลูกค้ามากที่สุด เพื่อการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้กับธุรกิจได้มากขึ้นในระยะยาว”

เกรทวอลล์  6

ในอนาคต เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้าขยายพื้นที่ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาลานจอดรถเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ พร้อมตอกย้ำความพร้อมที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง ในฐานะการเป็นบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) โดยเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย รองรับการเติบโตของระบบนิเวศและอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน พร้อมตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทยและยกระดับศักยภาพของประเทศให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล