Home Blog Page 103

“สื่อสากล” รับมอบโล่สนับสนุน “ร.ย.ส.ท.” ปี 2024

0
สื่อสากล 1

พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคม และคณะกรรมการบริหาร ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา มอบโล่ผู้สนับสนุนการแข่งขัน RAAT 2024 แก่ ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด เพื่อขอบคุณที่สนับสนุนการแข่งขันกีฬายานยนต์ ในงาน RAAT NIGHT OF CHAMPIONS 2024 ณ ESC PARK HOTEL เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568

“นิสสัน” ส่งมอบ นาวารา จำนวน 64 คัน ให้กับ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม

0
Nissan 1

นิสสัน ประเทศไทย โดย วฤทธิ์ ภักดียิ่งยง รองประธานสายงานขาย ร่วมกับ พิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล กรรมการผู้จัดการ สยามนิสสัน กรุงไทย ส่งมอบรถกระบะ นิสสัน นาวารา รุ่น คาลิเบอร์ จำนวน 64 คัน ให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม โดยมี วิสุทธิ์ เลิศไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาระบบการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นผู้รับมอบ

Nissan 1
วิสุทธิ์ เลิศไกร กล่าวว่า “สำนักงานฯ เลือกใช้ นิสสัน นาวารา ด้วยความมั่นใจทั้งด้านสมรรถนะ คุณภาพ และการบริการหลังการขายของนิสสันที่เชื่อถือได้ ขณะที่นิสสัน นาวารา เป็นรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานในกิจการภายในต่างๆ ของทางสำนักงานฯ ได้เป็นอย่างดี”

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ มีหน้าที่จัดการจัดการที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร และเพิ่มศักยภาพให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมให้เกษตรกรสามารถทำกินบนพื้นที่นั้นได้

Nissan 2

“นิสสัน นาวารา เป็นรถกระบะที่โดดเด่นในด้านสมรรถนะ ความทนทาน และการบรรทุกหนัก พร้อมทั้งความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร และระบบความปลอดภัยที่ให้มาแบบครบครัน จึงได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ หรือเอกชน” วฤทธิ์ ภักดียิ่งยง รองประธานสายงานขาย นิสสัน ประเทศไทย กล่าวเสริม

นิสสัน นาวารา รถกระบะที่ “ทน พร้อม ลุย” ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้งาน ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่ต้องการรถกระบะใช้งานหนัก และวางใจได้ ด้วยโครงสร้างแชสซีทำจากเหล็กกล้า รองรับทุกการบรรทุกหนักได้อย่างจุใจ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ความจุ 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 hp (Ps) แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร (Nm) เกียร์ออโตเมติก 7 สปีด สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบแมนนวล (M mode) ได้เพื่อความสนุกสนาน ควบคุมได้ดังใจ ให้ประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกเต็มพิกัดกับฝาท้ายที่ช่วยผ่อนแรงในการเปิด-ปิด และขนของที่กระบะได้สะดวก ตอบโจทย์การบรรทุกสัมภาระทั้งขนาดใหญ่ และเล็ก

 

พีที สเตชั่น ชวนสัมผัสประสบการณ์ความแรง กับของพรีเมียมสุดพิเศษ! “พวงกุญแจ ThaiGP 2025”

0
PT 1

นายสุทธิพงษ์ วรรณวานิช (กลาง) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยผู้บริหาร บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันพีที ในกลุ่ม บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (PTG) ขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก หรือ โมโตจีพี 2025 ซึ่งประเทศไทยได้รับโอกาสครั้งสำคัญในการเป็นเจ้าภาพ สนามที่ 1 ในการเปิดฤดูกาลการแข่งขันประจำปีนี้ ภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2025” การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกที่ได้รับความนิยมจากแฟน ๆ ชาวไทยและทั่วโลก

พีที สเตชั่น ได้จัดแคมเปญมอบของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “พวงกุญแจ ThaiGP 2025” ให้กับสมาชิกบัตร PT Max Card ได้เก็บสะสมเป็นที่ระลึก เพียงเติมน้ำมันกลุ่มเบนซินทุกชนิด ครบ 1,000 บาท หรือ เมื่อเติมน้ำมันดีเซล ครบ 1,200 บาท รับทันทีพวงกุญแจ ThaiGP 2025 จำนวน 1 ชิ้น (มูลค่า 159 บาท) ที่สถานีบริการน้ำมัน   พีทีที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ถึง 9 มีนาคม 2568 หรือจนกว่าของจะหมด

“เอเอเอสฯ” ชวนสัมผัสยนตรกรรมสปอร์ตไฟฟ้าแห่งอนาคต “มาคันน์ใหม่” ใน “AAS Joins the FTI EXPO 2025” มหกรรมสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรมไทยแห่งปี โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

0
ปอร์เช่ มาร์คันน์ 1

เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแห่งแรกในประเทศไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานสุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย FTI EXPO 2025 ที่นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตที่สะท้อนแนวคิดของงานในปีนี้อย่างลงตัว โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12–15 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10:00 – 18:00 น. ณ บูธ C4 ฮอลล์ 5–8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

ปอร์เช่ มาร์คันน์  2

โดยเอเอเอสฯ นำเสนอยนตรกรรมสปอร์ตไฟฟ้ารุ่นล่าสุด มาคันน์ใหม่ (The New All-Electric Macan – Macan 4) ที่ยกระดับการขับขี่ด้วย E-Performance ซึ่งมอบสมรรถนะที่เปรียบเทียบได้กับรถสปอร์ตที่สามารถขับได้ในทุกสภาพถนนและการใช้งานในชีวิตประจำวัน มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่ล่าสุดแบบ PSM (Permanent Magnet Synchronous Motor) ที่ให้พละกำลังสูงสุด 300 กิโลวัตต์ (408 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 5.2 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่ 220 กม./ชม. อีกทั้งพิสัยการเดินทางสูงสุดถึง 612 กิโลเมตรในมาตรฐาน WLTP

ปอร์เช่ มาร์คันน์  3

โดยใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้าพรีเมียม 800 โวลต์ที่รองรับการชาร์จเร็ว DC ถึง 270 กิโลวัตต์ ทำให้สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% ภายใน 21 นาที นอกจากนี้ยังสามารถชาร์จด้วยกระแสสลับ AC ได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ผ่านเครื่องชาร์จที่บ้าน และยังสามารถชาร์จไฟกลับสู่แบตเตอรี่ระหว่างการขับขี่ได้สูงสุด 240 กิโลวัตต์

ปอร์เช่ มาร์คันน์  4

มาคันน์ใหม่ (The New All-Electric Macan – Macan 4) คันนี้ มีการออกแบบตัวถังสีซิกเนเจอร์อย่างสีม่วง Provence พร้อมเส้นสายที่เฉียบคมและลวดลายแบบคูเป้ โดยมีความยาว 4,784 มิลลิเมตร กว้าง 2,152 มิลลิเมตร และสูง 1,622 มิลลิเมตร ห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้สะดวกสบายด้วยการจัดวางที่นั่งที่ลดต่ำลงและเพิ่มพื้นที่วางขา พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ที่รองรับการเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด รวมถึงระบบ Augmented Reality Head-Up Display (AR-HUD) บนกระจกหน้ารถเพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่ที่สมจริงยิ่งขึ้น โดยสามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้นที่ 5.39 ล้านบาท

ปอร์เช่ มาร์คันน์  6

นอกเหนือจากความโดดเด่นของดีไซน์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่สะท้อนถึงสมรรถนะและวิสัยทัศน์ของปอร์เช่ในการขับเคลื่อนอนาคตของ มาคันน์ใหม่ (The New All-Electric Macan – Macan 4) แล้ว ภายในบูธของ เอเอเอสฯ ยังนำเสนอสินค้า Porsche Lifestyle ให้เหล่าผู้หลงใหลในแบรนด์ปอร์เช่ได้เลือกช้อป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย แอคเซสซอรี่ และของสะสมสุดพรีเมียมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของยนตรกรรมสปอร์ตระดับโลก

เอเอเอสฯ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษภายในงาน และค้นพบอนาคตแห่งยนตรกรรมสปอร์ตจากปอร์เช่ที่บูธของเรา ผู้ที่ทำการจองรถยนต์จะได้รับของขวัญสุดพิเศษจากทางเอเอเอสฯ โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.eventtech.ai/events/fti-expo2025

 

 

RIDDARA จัดงาน “RIDDARA OWNERS CLUB FIRST MEETING” รับฟังประสบการณ์จากลูกค้าผู้ใช้งานจริงในประเทศไทย

0
ริดดารา 1

ประกาศเดินหน้าแผนการดำเนินงานครอบคลุมทุกมิติ ตั้งเป้ายอดขาย 10,000 คัน ภายในปีนี้ RIDDARA (ริดดารา) จัดกิจกรรมสุดพิเศษ “RIDDARA OWNERS CLUB FIRST MEETING” เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจใน RIDDARA และสร้างสังคมผู้ใช้งานรถกระบะพลังงานไฟฟ้าที่พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานจริงได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานร่วมกันเพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมประกาศเดินหน้าแผนการดำเนินงานในประเทศไทยครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การลงทุน และการดูแลลูกค้าด้วยการบริการหลังการขายที่เข้มแข็ง และการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายด้วยโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน 50 แห่งทั่วประเทศ รองรับการเติบโตของกลุ่มลูกค้า โดยตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 10,000 คัน

กิจกรรม “RIDDARA OWNERS CLUB FIRST MEETING” เป็นการเชิญชวนกลุ่มลูกค้าเจ้าของ RIDDARA RD6 มาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากบริษัทฯ ได้ประกาศจัดตั้งกลุ่ม RIDDARA OWNERS CLUB และเริ่มส่งมอบรถกระบะไฟฟ้า RIDDARA RD6 ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 ที่ผ่านมา โดยกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น ณ SILVERSKIN BISTRO & CAFÉ ร้านกาแฟสุดพรีเมียมย่านลำลูกกาคลอง 11 จังหวัดปทุมธานี ซึ่งนอกจากลูกค้า RIDDARA ได้สนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษที่บริษัทฯ ตั้งใจจัดขึ้นแล้วยังได้ร่วมพูดคุยกับกลุ่มผู้ใช้ RIDDARA อย่างเป็นอันเอง รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และบอกเล่าประสบการณ์การใช้งานจริงกับผู้บริหารของบริษัทฯ อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ริดดารา 2

“RIDDARA ขอขอบคุณลูกค้าคนไทยทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจใน RIDDARA เราพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่ยี่งยืนและแบ่งปันประสบการณ์อันดีร่วมกันกับลูกค้าคนไทยทุกคนในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้ สำหรับการจัดตั้ง RIDDARA OWNERS CLUB สังคมของผู้ใช้งานรถกระบะไฟฟ้า RIDDARA ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางหลักในการสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างเจ้าของ RIDDARA โดยเราพร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้าทุกท่านซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและการดำเนินงานของ RIDDARA ในประเทศไทยและนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” มร. หลิว ไห่โจว (Liu Haizhou) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ริดดารา ออโต้โมบาย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ในขณะที่ลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ต่างประทับใจ RIDDARA RD6 ทั้ง ในด้านอัตราเร่งที่ทันใจและช่วงล่างที่นุ่มนวลซึ่งแตกต่างจากรถกระบะทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังชื่นชมในเรื่องของความประหยัดพลังงานอีกด้วย
ริดดารา 3
RIDDARA เร่งการขยายตลาดในไทยเพิ่มทางเลือกด้านผลิตภัณฑ์ เดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และมอบการบริการลูกค้าที่เหนือกว่า โดยตั้งเป้ายอดขาย 10,000 คันภายในปีนี้

มร. หลิว ไห่โจว กล่าวเสริมถึงภาพรวมการดำเนินงานของ RIDDARA ในประเทศไทยว่า หลังจาก RIDDARA ได้เปิดตัวรถกระบะพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่น RIDDARA RD6 ในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย สำหรับปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 10,000 คัน โดยมีแผนจะแนะนำรถกระบะพลังงานไฟฟ้าที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุม และขยายทางเลือกด้านพลังงานใหม่ให้มีความหลากหลาย นอกจากนี้ บริษัทฯ กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และเป็นฐานการผลิตรถกระบะไฟฟ้าพวงมาลัยขวาที่สำคัญของ RIDDARA

“เรากำลังพิจารณาการลงทุนสร้างโรงงาน KD ในประเทศไทยเพื่อผลิต PHEV และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น” มร. หลิว ไห่โจว กล่าวย้ำ

ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตัวของฐานลูกค้า RIDDARA เปิดรับนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจที่สนใจร่วมขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานจาก 15 แห่งในปัจจุบัน ให้เป็น 50 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ โดยจะครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ในทุกภูมิภาค เพื่อให้ลูกค้าชาวไทยเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีของ RIDDARA ได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงการให้บริการรถทดลองขับถึงหน้าบ้าน

ริดดารา 4

ยิ่งไปกว่านั้น RIDDARA ยังมุ่งมั่นที่จะยกระดับการบริการหลังการขายภายใต้ชื่อ RIDDARA CARE ที่พร้อมดูแลและให้บริการลูกค้าอย่างเต็มที่ด้วยทีมงานมืออาชีพ พร้อมจัดเตรียมอะไหล่สำรองให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และมีบริการช่วยเหลือลูกค้ากรณีฉุกเฉินผ่าน RIDDARA Call Center ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความอุ่นใจและมั่นใจในการใช้งาน RIDDARA ให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น

RIDDARA ผู้นำด้านรถกระบะพลังงานไฟฟ้า

RIDDARA เป็นแบรนด์รถกระบะพลังงานไฟฟ้าในเครือ GEELY AUTO GROUP ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นในการพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ โดย RIDDARA ได้นำความโดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยี การผลิต รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของกลุ่ม GEELY มาเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์กระบะพลังงานไฟฟ้าที่จะมาสร้างไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ด้วยการผสานศักยภาพของรถกระบะที่สามารถรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบในสภาพถนนที่มีความแตกต่างไปพร้อมกับการขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายแบบรถยนต์ SUV เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่และมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าตามแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมนวัตกรรมอันทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน โดยปัจจุบัน RIDDARA สามารครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ของตลาดรถกระบะไฟฟ้าในประเทศจีน

RIDDARA RD6 โดดเด่นด้วยนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแพลตฟอร์มรถยนต์ที่พัฒนาเอาจุดเด่นของรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาผสมผสานกัน ทำให้ RIDDARA RD6 มีความโดดเด่นทั้งในด้านของการออกแบบ สมรรถนะและความอัจฉริยะในแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยโครงสร้างตัวถังขนาดใหญ่และมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย และติดตั้งระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ที่ครบครัน พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับทั้งการเดินทาง และการทำกิจกรรมแบบเอาท์ดอร์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป

ริดดารา 7

สมรรถนะโดดเด่นด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และแรงบิดสูงสุด 595 นิวตันเมตร มาพร้อมช่องจ่ายกระแสไฟตามมาตรฐานยุโรปขนาด 6KW ที่กระบะท้าย รวมไปถึงการเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือทำให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน

RIDDARA RD6 มอบความความสะดวกสบายระดับ SUV ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่เงียบสงบด้วยเทคโนโลยี Pure Electric NVH Silent พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว ที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายขนาด 50W ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศ CN95 filter PM 2.5และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะหนังคุณภาพสูงดีไซน์เอกลักษณ์สามารถปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศที่เบาะโดยสาร เบาะหน้าเอนได้แบบ 180 องศา พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกครบครัน

RIDDARA RD6 ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 แบบอัตโนมัติ โดยมีโหมดการขับขี่ 7 โหมด สำหรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน (Sand / Mud / Off-road / Wading / Economy / Comfort / Sport) อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุด 815 มิลลิเมตร มีพื้นที่บรรทุกกระบะท้ายขนาด 1,200 ลิตร ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าขนาด 70 ลิตร และพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังอีก 48 ลิตร อีกทั้งยังมีความสามารถในการลากจูงได้สูงสุดถึง 3,000 กิโลกรัม

ริดดารา 8

RIDDARA RD6 มีระบบความปลอดภัยรอบคัน ซึ่งรวมถึงระบบช่วยในการขับขี่ ADAS (Advanced Driving Assistance Systems) สูงสุด 14 ระบบ และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 6 จุดช่วยปกป้องทั่วทั้งห้องโดยสาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของโครงสร้างรถ

สำหรับ RIDDARA RD6 มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยมี 4 รุ่นย่อย ด้วยราคาจำหน่ายดังนี้
● RIDDARA RD6 2WD 63kWh ราคา 899,000 บาท
● RIDDARA RD6 2WD 73kWh ราคา 999,000 บาท
● RIDDARA RD6 4WD 73kWh ราคา 1,149,000 บาท
● RIDDARA RD6 4WD 86kWh ราคา 1,299,000 บาท

สัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ของ RIDDARA RD6 ได้ที่โชว์รูมทุกสาขาทั่วไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า RIDDARA Call Center ที่หมายเลข 02-039-5777

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ RIDDARA ได้ที่
Website : http://th.riddara.com/
Facebook : Riddara Thailand

 

 

“Mercedes-Benz Sprinter” ฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆ ทั่วโลก

0
Mercedes-Benz Sprinter 1

ครบรอบ 30 ปีแห่งความสำเร็จของ Mercedes-Benz Sprinter รถแวนระดับพรีเมียมที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดย Sprinter ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 2538 และได้ปฏิวัติวงการรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (Light Commercial Vehicle – LCV) จนกลายเป็นต้นแบบของรถในเซกเมนต์นี้ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา Sprinter ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและนวัตกรรมอันเหนือระดับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ สะท้อนผ่านความนิยมและความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก ซึ่งวัดได้จากอัตราการซื้อซ้ำในระดับที่สูง โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Sprinter ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องคือ ความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเพื่อนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้กลายเป็นตัวเลือกหลักของผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญด้านการดัดแปลงยานยนต์ ปัจจุบัน กว่า 75% ของ Sprinter ที่จำหน่ายทั่วโลกได้รับการดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะทาง

Mercedes-Benz Sprinter 2

ล่าสุด เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดฉากการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของ Sprinter ในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวรุ่น Special Edition พร้อมจัดแสดง Sprinter รุ่นแรก ควบคู่ไปกับรุ่นล่าสุด และรุ่นไฟฟ้าอย่าง eSprinter ณ พิพิธภัณฑ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในเมืองสตุทท์การ์ดต ภายใต้แคมเปญ “An Icon for 30 Years” ตอกย้ำบทบาทของ Sprinter ในฐานะต้นแบบของกลุ่มรถแวนพาณิชย์ และการเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา

Mercedes-Benz Sprinter 3

Klaus Rehkugler, หัวหน้าฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แวน กล่าวว่า “Mercedes-Benz Sprinter คือรถแวนระดับไอคอนิกที่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรามาเป็นเวลากว่า 30 ปี โดย Sprinter ได้สร้างประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อน และถูกจำหน่ายไปทั่วโลกในจำนวนมหาศาล เราคาดว่าจะมียอดขาย 5 ล้านคันภายในสิ้นปีนี้ ตลอดสามทศวรรษ ที่ผ่านมา Sprinter ได้เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คน และช่วยขับเคลื่อนโลกให้เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน่วยงานฉุกเฉิน บริการขนส่ง งานช่างฝีมือ หรือไซต์ก่อสร้าง และ Sprinter ได้พิสูจน์ว่าเป็นรถแวนสำหรับพันธมิตรทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา Sprinter ยังได้รับการพัฒนาให้เป็นรถแวนพลังงานไฟฟ้า 100% ที่สามารถใช้งานได้โดยปราศจากการปล่อยก๊าซ CO₂ ในระดับท้องถิ่นอีกด้วย”

30 ปี แห่งความสำเร็จของ Mercedes-Benz Sprinter

Mercedes-Benz Sprinter 5

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา Mercedes-Benz Sprinter ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับรถยนต์บนท้องถนนทั่วโลก และเป็นสัญลักษณ์แห่งสมรรถนะอันเหนือระดับ ปัจจุบัน Sprinter ได้เปิดไลน์การผลิตใน 3 ทวีป ได้แก่ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป โดยผ่านหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความเป็นตำนานในโลกยานยนต์ ดังนี้

ปี 2538: จุดเริ่มต้นสู่ยุคใหม่ของรถแวน

Mercedes-Benz Sprinter เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2538 และได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้แผ่นป้ายทะเบียนพิเศษ หรือ H-Plate ในประเทศเยอรมนี โดย Sprinter ได้เข้ามาสืบทอดตำนานต่อจาก Mercedes-Benz T1/TN และกลายเป็นรถแวนรุ่นแรกของแบรนด์ที่ใช้ชื่อแทนรหัสตัวเลขและตัวอักษรแบบเรียบ ๆ ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการตั้งชื่อในรุ่นก่อนหน้า แม้จะนำแนวคิดพื้นฐานทางเทคนิคมาจากรุ่นก่อน แต่ Sprinter ได้รับการออกแบบและการพัฒนาใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่โครงสร้างตัวถังไปจนถึงระบบวิศวกรรม โดยนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดรถแวน ณ เวลานั้น ซึ่งประกอบด้วย โครงสร้างตัวถังแบบ Self-supporting Body ระบบขับเคลื่อนล้อหลังที่ให้แรงยึดเกาะถนนสูง (High-traction Rear-wheel Drive) ระบบช่วงล่างสมัยใหม่ พร้อมระบบกันสะเทือนแบบอิสระด้านหน้า (Independent Front Suspension) และเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ทำให้ Sprinter กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานอย่างครบครันกว่ารถแวนรุ่นอื่น ๆ โดย Sprinter รุ่นแรกมาพร้อมดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอัตโนมัติ (Automatic Brake Differential) เข็มขัดนิรภัยแบบสามจุดที่สามารถปรับระดับได้ และตัวล็อกเข็มขัดที่ติดตั้งอยู่กับเบาะ พร้อมทั้งถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับเป็นอุปกรณ์เสริมที่สามารถเลือกติดตั้งได้ และมีตัวถังให้เลือกหลายรูปแบบ ได้แก่ Chassis, Flatbed และ Tipper ครอบคลุมทั้งแบบ Crewcab หรือ Single Cab, Panel Van และ Crewbus รองรับผู้โดยสาร 5 หรือ 9 ที่นั่ง, หลังคาแบบเตี้ยและหลังคาแบบสูง นอกจากนี้ Sprinter ยังมาพร้อมฐานล้อที่มีขนาดตั้งแต่ 3,000 ถึง 4,025 มิลลิเมตร และรองรับน้ำหนักรวมได้ตั้งแต่ 2,590, 2,800 หรือ 3,500 กิโลกรัม

Mercedes-Benz Sprinter 6

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในปี 2543 ด้วยการอัปเกรดระบบความปลอดภัยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับ (Driver’s Airbag) ถูกเพิ่มเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และยังมีตัวเลือกถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า (Front Passenger Airbag) ซึ่งได้รับการออกแบบให้ปกป้องผู้โดยสารที่นั่งบริเวณเบาะคู่ด้านหน้า นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2543 เป็นต้นไป ถุงลมนิรภัยแบบม่าน (Windowbags) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (ASR – Acceleration Skid Control) ได้ถูกเพิ่มเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อยกระดับความปลอดภัยของตัวรถ ในปี 2545 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้เพิ่มระบบ ESP® (Electronic Stability Program) ในรถ Sprinter ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ของระบบความปลอดภัยแบบ Active Safety และช่วยเสริมประสิทธิภาพการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น

ปี 2549: เทคโนโลยีและความปลอดภัยอันล้ำสมัยของ Sprinter เจเนอเรชันที่สอง

Sprinter เจเนอเรชันที่สอง เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2549 พร้อมมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า โดยสามารถเลือกฐานล้อได้ 3 ขนาด ความยาวตัวถัง 4 ขนาด ความสูงหลังคา 3 ระดับ และรองรับน้ำหนักรวมตั้งแต่ 3.0 ถึง 5.0 ตัน นอกจากนี้ระบบ ESP® (Electronic Stability Program) ยังได้ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรุ่นตัวถังทึบที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 3.5 ตัน

Mercedes-Benz Sprinter 7
ในปี 2551 ระบบ ESP® ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรูปแบบตัวถังที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 3.5 ตัน และยังมีการเพิ่มระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (Air Suspension System) เป็นอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการขับขี่ อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 2552 เมื่อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอเทคโนโลยี BlueEFFICIENCY ซึ่งมาพร้อมกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีดแบบใหม่ และระบบ Automatic Start-Stop System ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่และลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อมาในปี 2556 Sprinter ได้เปิดตัวระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist) ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยใหม่ล่าสุดในกลุ่มรถแวน ช่วยให้รถทรงตัวได้ดีขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับแรงลมขณะขับขี่ และตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา Sprinter ได้รับการพัฒนาให้รองรับน้ำหนักรวมสูงสุดถึง 5.5 ตัน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการพื้นที่ในการบรรทุกมากขึ้น

ปี 2561/2562: ยกระดับระบบการเชื่อมต่อ พร้อมนำเสนอตัวเลือกที่หลากหลาย ใน Sprinter เจเนอเรชันที่สาม

Mercedes-Benz Sprinter เจเนอเรชันที่สาม เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2561 โดยนอกจากจะรักษารูปแบบของตัวถังที่มีอยู่เดิมแล้ว เจเนอเรชันนี้ยังมาพร้อมทางเลือกที่มากขึ้น ด้วยการเปิดตัวระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (Front-Wheel Drive) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนารุ่นตัวถังแบบ Traction Head Variant โดย Sprinter รุ่นปี 2561 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านระบบอินโฟเทนเมนต์และการเชื่อมต่อ ด้วยการนำระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) มาใช้เป็นครั้งแรกในกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ ทำให้ Sprinter สามารถรับคำสั่งเสียง และรองรับบริการ Fleet Management, ข้อมูลยานพาหนะ, ข้อมูลผู้ขับขี่ และตำแหน่งที่ตั้ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านระบบความปลอดภัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ยกระดับ Sprinter ไปอีกขั้น ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยีช่วยขับขี่ขั้นสูง เช่น DISTRONIC Active Distance Assist ที่ช่วยควบคุมระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ

Mercedes-Benz Sprinter  8

ถัดมาในปี 2562 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัว eSprinter Panel Van รุ่นแรก ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเชิงพาณิชย์ นับเป็นก้าวสำคัญในการนำเสนอการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า พร้อมนำเสนอทางเลือกที่ช่วยให้ธุรกิจด้านการค้า โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินงานได้โดยปราศจากการปล่อยก๊าซ CO₂

ปี 2567: การต่อยอดความอเนกประสงค์ให้เหนือระดับกว่าที่เคย
Mercedes-Benz eSprinter รุ่นปัจจุบัน ถูกพัฒนาให้เป็นรถแวนอเนกประสงค์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ผสานทั้งสมรรถนะ ระยะทางขับขี่ และพื้นที่บรรทุกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดย eSprinter รุ่นล่าสุดเปิดตัวเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา และในปี 2568 จะมาพร้อม 2 รูปแบบตัวถัง 2 ความยาว และ 3 ขนาดแบตเตอรี่ รองรับระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 478 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) รถรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มแบบโมดูลาร์ที่ประกอบด้วย 3 โมดูลหลัก ซึ่งช่วยให้สามารถปรับแต่งให้เข้ากับตัวถังรุ่นต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญด้านการดัดแปลงยานยนต์สามารถพัฒนารูปแบบตัวถังเฉพาะทาง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น ด้วยพื้นที่บรรทุกสูงสุด 14 ลูกบาศก์เมตร และน้ำหนักรวมสูงสุด 4.25 ตัน eSprinter ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความสามารถในการใช้งานเทียบเท่ากับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในทุกมิติ

ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อัปเกรด eSprinter และ Sprinter รุ่นเครื่องยนต์สันดาปให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งระบบมัลติมีเดีย MBUX เวอร์ชันล่าสุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมเสริม Digital Extras รุ่นใหม่ นอกจากนี้ ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ ยังได้รับการอัปเกรดฟังก์ชันเพิ่มเติมและเสริมด้วยฟังก์ชันใหม่บางส่วน โดยบางฟังก์ชันติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น Active Brake Assist ที่มาพร้อม Cross-Traffic Function ซึ่งการอัปเกรดล่าสุดยังติดตั้งเครื่องชาร์จ AC ที่มีกำลัง 22 kW และแพ็กเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ เข้ามาเป็นอุปกรณ์เสริม โดยแพ็กเกจนี้จะรวมถึง Active Distance Assist DISTRONIC

รุ่นพิเศษ “30 Years Sprinter” ฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เฉลิมฉลอง 30 ปีแห่งความสำเร็จของ Sprinter ในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษ “30 Years Sprinter” ซึ่งจะพร้อมจำหน่ายตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยรุ่นพิเศษนี้สะท้อนถึงศักยภาพอันเหนือระดับของ Sprinter ด้วยอุปกรณ์เสริมที่ครบครัน และการออกแบบที่เน้นความพรีเมียมยิ่งขึ้น เสริมด้วยแพ็กเกจระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นใหม่ รวมถึงฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายอื่น ๆ พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มค่าให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดจาก Sprinter

นิทรรศการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ พิพิธภัณฑ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ถึง 30 มีนาคม พิพิธภัณฑ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในเมืองสตุทท์การ์ดต เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของตระกูล Sprinter โดยภายในนิทรรศการจะมีการจัดแสดง Sprinter รุ่นแรก ควบคู่ไปกับ Sprinter และ eSprinter รุ่นปัจจุบัน อีกทั้งผู้เยี่ยมชมกลุ่มแรกยังมีโอกาสได้รับของที่ระลึกพิเศษฉลองครบรอบ 30 ปี Sprinter เมื่อลงทะเบียนซื้อบัตรเข้าชม นอกจากนี้ ยังมีโซนพิเศษภายในร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ ที่นำเสนอสินค้าและของสะสมสำหรับแฟน ๆ Sprinter โดยเฉพาะ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โรงงาน 3 รับรางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ธงขาวดาวเขียว ประจำปี 2567

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โรงงาน 3 รับรางวัลใบประกาศเกียรติคุณธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมประจำปี 2567 จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อเป็นการยกย่องความเป็นเลิศในการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์การตรวจประเมินทั้งหมด 5 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติการบริหารจัดการ โดยโรงงาน 3 ได้รับรางวัลนี้ต่อจากโรงงาน 1 และ 2 ที่ได้รับรางวัลเดียวกันในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มุ่งมั่นจะเติบโตอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่น พร้อมเติบโตควบคู่ไปกับสังคมไทย

สำหรับรางวัลธงขาว-ดาวเขียว มุ่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและกำกับดูแลโรงงานใน
นิคมอุตสาหกรรม พร้อมส่งเสริมให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมนำหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคมมาใช้ในการดำเนินงาน พร้อมทั้งสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการโรงงาน ทำให้เกิดการบริหารจัดการที่มีมาตรฐานและความโปร่งใส อีกทั้งยังสนับสนุนให้อุตสาหกรรมและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โรงงาน 3 ได้รับการยอมรับในด้านความเป็นเลิศตามหลักเกณฑ์การตรวจประเมินครบทั้ง 5 มิติ เริ่มจาก มิติกายภาพ แสดงถึงความเป็นเลิศในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางกายภาพทั้งองค์รวม ซึ่งรวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ในขณะเดียวกัน มิติเศรษฐกิจ โรงงาน 3 ได้รับการยกย่องจากการดำเนินโครงการนักศึกษาฝึกงาน MMTh Talent Internship Program ที่มอบโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริงในโรงงานที่ทันสมัย พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชน โดยอนุญาตให้ร้านค้าชุมชนเข้ามาค้าขายสินค้าในพื้นที่ที่โรงงานจัดเตรียมไว้ให้เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพ

ภายใต้ มิติสิ่งแวดล้อม โรงงาน 3 ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 (วัฒนธรรมสีเขียว) จากกระทรวงอุตสาหกรรม และการรับรองธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ จากการนิคมอุตสาหกรรม ทั้งยังมีระบบและผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษที่เป็นไปตามกฎหมายกำหนด พร้อมด้วยระบบการจัดการน้ำเสียที่มีการหมุนเวียนน้ำในระบบพ่นสี และมีการควบคุมคุณภาพตลอดเวลา ระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ไม่มีการนำกากอุตสาหกรรมไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ (Zero Landfill) และมีการรณรงค์ส่งเสริมการแยกขยะในองค์กร โดยมีการเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้สีฐานน้ำ (Water-Based Paint) ในกระบวนการพ่นสีทั้งยังติดตั้งระบบบำบัดมลพิษอากาศชนิด Regenerative Thermal Oxidizer เพื่อกำจัดสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) ก่อนปล่อยอากาศสู่สิ่งแวดล้อม มีการตรวจวัดค่ามลพิษและควบคุมไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้านการอนุรักษ์พลังงาน โรงงาน 3 มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานที่มีกำลังการผลิต 7.6 เมกะวัตต์ ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 6,200 ตันต่อปี การติดตั้งระบบไฟส่องสว่าง LED และจัดทำโครงการและนวัตกรรมอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อประหยัดพลังงานซึ่งจะช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ความมุ่งมั่นในด้านสิ่งแวดล้อม ยังรวมถึงนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement Policy)  โดยจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น และปราศจากส่วนประกอบที่เป็นโลหะหนักอันตราย รวมไปถึงโครงการรากกล้าแห่งความยั่งยืน (Root for Sustainability) เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปูทางสู่แนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

ภายใต้ มิติด้านสังคม โรงงาน 3 ได้รับการยกย่องในด้านโครงการให้ความรู้เรื่องการแยกขยะและการรีไซเคิล รวมถึงโครงการภายในองค์กรต่าง ๆ เช่น โครงการมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนที่เรียนดี มุ่งส่งเสริมความเท่าเทียม
ด้านการศึกษาในสังคมไทย โดยมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนปีละ 100 ทุน โครงการมอบระบบไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่สร้างพลังงานมากกว่า 50 กิโลวัตต์ ให้แก่โรงพยาบาลชุมชน 40 แห่ง ภายในระยะเวลา 10 ปี โครงการวิ่งการกุศลเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ในจังหวัดชลบุรี โครงการส่งเสริมการจ้างงานผู้พิการอย่างต่อเนื่องร่วมกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม และการได้รับการรับรองมาตรฐานโรงงานสีขาวจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานสำหรับการส่งเสริมกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด เป็นต้น

ด้าน มิติการบริหารจัดการ โรงงาน 3 ได้ใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001, ISO 14001 และ ISO 45001 จากทียูวี (TÜV) พร้อมด้วยใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 และการดำเนินนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว

รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ริเริ่มโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในปี 2550 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้วยหลักธรรมาภิบาล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีความปลอดภัย มุ่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและกำกับดูแลโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจต่อการประกอบการของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม สำหรับโรงงานที่ได้รับธงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2567 แบ่งเป็นโรงงานที่ได้รับรางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ธงขาวดาวเขียว จำนวน 177 โรงงาน และโรงงานที่ได้รับรางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ธงขาวดาวทอง จำนวน 51 โรงงาน เพื่อยกย่องความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อม

กลุ่มธนบุรี แต่งตั้ง ‘ณรงค์ สีตลายน’ นำทัพ ‘จีลี่’ ในประเทศไทย เสริมแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง

0
กลุ่มธนบุรี 1

กลุ่มธนบุรี ภายใต้ชื่อ บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เสริมแกร่งทีมผู้บริหารพร้อมประกาศแต่งตั้ง นายณรงค์ สีตลายน ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ดูแลรับผิดชอบในการกำหนดทิศทาง กลยุทธ์และการดำเนินงานด้านการขาย การตลาดและบริการหลังการขาย เครือข่ายผู้จำหน่าย รวมถึงการสร้างแบรนด์ของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบรนด์จีลี่ในประเทศไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กร พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568

กลุ่มธนบุรี 2

สำหรับ นายณรงค์ สีตลายน เป็นผู้บริหารและผู้นำที่ได้สั่งสมประสบการณ์ในวงการยานยนต์ทั้งในระดับสากลและภายในประเทศมายาวนานกว่า 20 ปี ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านทางด้านเทคโนโลยี (Disruption) ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จนเป็นที่ยอมรับในประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านการวางกลยุทธ์ การสร้างแบรนด์ และการบริหารธุรกิจ โดยในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด นายณรงค์ มุ่งมั่นยกระดับการบริการของบริษัทฯ ให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ โดยให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหัวใจหลัก ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ภายใต้การบริหารของนายณรงค์ บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด จะดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกสู่การเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เริ่มจากการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในองค์กร การยกระดับบริการหลังการขาย และการขยายเครือข่ายบริการให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยปัจจุบันได้ดำเนินการทำสัญญากับผู้จำหน่ายแล้ว 22 แห่ง จากเป้าขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ 30 แห่งภายในปี 2568 ทั้งนี้ทางบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค ด้วยการนำเข้าและเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดเข้าสู่ตลาดไทยทุกปี สอดรับกลยุทธ์เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างแบรนด์ จีลี่ ให้แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับในประเทศไทย

กลุ่มธนบุรี 3

โดยในปี 2567 ที่ผ่านมากลุ่มบริษัท จีลี่ โฮลดิ้ง (Geely Holding Group) ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในระดับโลก โดยมียอดขายรถยนต์ทั่วโลกจำนวน 2.17 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในจำนวนนี้ มียอดขายในตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 403,923 คัน เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน  นอกจากนี้ ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ของกลุ่มบริษัทฯ ก็เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2567 มียอดขายรวมของรถยนต์พลังงานใหม่ NEV (New Energy Vehicle) จำนวน 888,235 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 92% เมื่อเทียบกับปีก่อน

กลุ่มธนบุรี 5

และเพื่อสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องกลุ่มบริษัท จีลี่ โฮลดิ้ง ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงศูนย์การออกแบบทั่วโลกในเมืองสำคัญต่างๆ อาทิ เซี่ยงไฮ้ หางโจว หนิงโป โกเธนเบิร์ก โคเวนทรี แคลิฟอร์เนีย และแฟรงก์เฟิร์ต โดยมีบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาและการออกแบบมากกว่า 20,000 คน และถือครองสิทธิบัตรนวัตกรรมมากกว่า 14,000 ฉบับ  ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ จีลี่ ในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ระดับโลก และการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

กลุ่มธนบุรี 6

สำหรับปี 2568 กลุ่มบริษัท จีลี่ โฮลดิ้ง มีความมุ่งมั่นพร้อมแผนงานในการบรรลุเป้าหมายยอดจำหน่ายรวมทั่วโลกที่ 2.71 ล้านคัน พร้อมยกระดับการดำเนินงาน ความสามารถทางธุรกิจ และกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ รวมถึงการพัฒนาบริการหลังการขาย เพื่อให้สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่องและดีที่สุด 

 

 

“Isuzu 2.2 MAXFORCE MAXDEAL โปรแรงสะใจ งานใหญ่สุดฟิน” ลุ้นรับทองคำ รวมมูลค่ากว่า 1,900,000 บาท

0

“Isuzu 2.2 MAXFORCE MAXDEAL โปรแรงสะใจ งานใหญ่สุดฟิน” พิเศษสำหรับลูกค้าจองรถปิกอัพ  อีซูซุ ดีแมคซ์ และรถอเนกประสงค์ มิว-เอ็กซ์ ทุกรุ่น รับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ ทองคำหนัก 2 บาท จำนวน 22 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 1,900,000 บาท นอกจากแคมเพจ์นพิเศษ ภายในงานยังจัดเต็มความบันเทิงจากศิลปินชื่อดังมากมาย อาทิเช่น วิน-เมธวิน โบกี้ไลอ้อน และดีเจพุฒ-พุฒิชัย พร้อมด้วยพิธีกรมากความสามารถ เป๊ก-เปรมณัช โบ-ธนากร และดีเจคิว พร้อมเพิ่มความสนุกกับกิจกรรม LIVE สุดฟิน สกาย-นานิ และ เต-นิว ที่จะมามอบความสุขและมอบโชคให้กับทุกคนพร้อมกันทั่วประเทศ โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในวันที่ 18 – 24 กุมภาพันธ์ 2568 ที่เซ็นทรัลหาดใหญ่ จ. สงขลา และ 19 – 25 กุมภาพันธ์ 2568 ที่เซ็นทรัลเวสต์เกต จ. นนทบุรี

  • วันที่ : 22 – 23 กุมภาพันธ์ 2568

กิจกรรม : พบกับคู่เพื่อนซี้สุดฟิน สกาย-นานิ LIVE on stage พร้อมพิธีกรสุดฮา เจนนี่  ปาหนัน และ มาร์ค ภาคิน (สามารถติดตามชมการ LIVE ได้ทาง Facebook All-New Isuzu D-Max)

พบกับ วิน-เมธวิน และโบกี้ไลอ้อน พร้อมพิธีกร เป๊ก-เปรมณัช และโบ-ธนากร

สถานที่ : เซ็นทรัลเวสต์เกต จ. นนทบุรี

ลงทะเบียนร่วมงานเพื่อรับของที่ระลึกสุดพิเศษจากอีซูซุ : https://bit.ly/4hHMADY

  • วันที่ : 22 – 23 กุมภาพันธ์ 2568

กิจกรรม : พบกับคู่จิ้นสุดฟิน เต-นิว LIVE on stage พร้อมพิธีกรสุดฮา เจนนี่ ปาหนัน และ มาร์ค ภาคิน (สามารถติดตามชมการ LIVE ได้ทาง Facebook All-New Isuzu D-Max)

พบกับ พุฒ-พุฒิชัย พร้อมพิธีกร ดีเจคิว

สถานที่ : เซ็นทรัลหาดใหญ่ จ. สงขลา

ลงทะเบียนร่วมงานเพื่อรับของที่ระลึกสุดพิเศษจากอีซูซุ : https://bit.ly/42yQ6fL

เงื่อนไขการร่วมกิจกรรม

สำหรับลูกค้าที่ทำการจองรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ และรถอเนกประสงค์ มิว-เอ็กซ์ ทุกรุ่น จากโชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศและได้ใบจองรถ ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 23.59 น. (จองรถและได้รับใบจองรถตามวันที่กำหนด) มีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท มูลค่า 89,000 บาท จำนวน 22 รางวัล รวมมูลค่าของรางวัลทั้งสิ้น 1,971,200 บาท ซึ่งแบ่งจับรางวัลออกเป็น 2 ครั้ง ดังนี้ จับรางวัลครั้งที่ 1 ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568 (เวลา 13.30 น.) จำนวน 10 รางวัล สำหรับผู้ที่จองรถปิกอัพอีซูซุตามเงื่อนไขฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 และจับรางวัลครั้งที่ 2 ในวันที่ 1 มีนาคม 2568 (เวลา 13.30 น.) จำนวน 12 รางวัล ณ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด (สำนักงานใหญ่)โดยนำข้อมูลสลากของผู้ที่ยังไม่ได้รางวัลในครั้งที่ 1 มารวมกับกองสลากของครั้งที่ 2 (รวมข้อมูลผู้จองรถอีซูซุตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568) ประกาศรายชื่อผู้โชคดี  ในวันที่ 15 มีนาคม 2568 ผ่านช่อง Facebook : ISUZU (All-New ISUZU D-Max) และมีกำหนดการแจก   ของรางวัลทั้งหมดวันที่ 1 – 6 เมษายน 2568 ทั้งนี้ ผู้ร่วมสนุกจะต้องรับรถภายในวันที่ 31 มีนาคม 2568 และทำตามกติกาการร่วมสนุกอย่างครบถ้วนเท่านั้น ถ้าทำตามกติกาการร่วมสนุกไม่ครบไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ก็ตาม ให้ถือว่าสิทธิ์ของผู้ที่ได้รับรางวัลเป็นโมฆะ ทางบริษัทฯ จะไม่มีความรับผิดชอบใด ๆ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/42zS6V5

 

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

วิริยะประกันภัย ครบรอบ 78 ปี องค์กรแห่งความมั่นคง เคียงข้างสังคมไทย ด้วยความเป็นธรรม

0

นางสุวพร ทองธิว ประธานกรรมการบริหาร และนายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปี แห่งการก่อตั้งบริษัทฯ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2490 เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรของบริษัททุกภาคส่วน ที่ร่วมปฏิบัติงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ในการเคียงข้างดูแลความเสี่ยงให้กับสังคมไทย ตลอดระยะเวลา 78 ปี แห่งความมั่นคงและเป็นธรรม โดยพิธีทำบุญดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ พร้อมกันนี้ สาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนของวิริยะประกันภัย ต่างร่วมใจกันจัดพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล อย่างพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

สำหรับ ปี 2568 นี้ วิริยะประกันภัย ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านประกันภัย ให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ โดยยังคงยึดหลัก “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” อันเปรียบเสมือนหัวใจหลักในการดำเนินงานของบุคลากรวิริยะประกันภัยจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล และคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ตามแนวทาง ESG (Environmental Social and Governance) เพื่อขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจประกันวินาศภัยที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการงมอบประสบการณ์ความคุ้มค่าให้ลูกค้าอย่างเป็นธรรม และเกิดความพึงพอใจสูงสุด ดั่งนโยบาย “มากกว่าความคุ้มครอง คือ ความคุ้มค่า”