Home Blog Page 105

เปิดยิ่งใหญ่…บางจาก บลูมมิ่ง เทลส์ สถานีบริการน้ำมันครบวงจรที่ “สวยสดชื่น” ที่สุด

0
บางจาก บลูมมิ่ง เทลส์ 1

เปิดสถานีบริการน้ำมันครบวงจรแห่งใหม่ล่าสุด “บางจาก บลูมมิ่งเทลส์ @พุทธมณฑลสาย 3” อย่างเป็นทางการ ที่สุดแห่งทำเลศักยภาพ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ท่ามกลางมนต์เสน่ห์แห่งความสุขสนุกเบิกบาน พร้อมเชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ

บางจาก  3

สถานีบริการน้ำมัน บางจาก บลูมมิ่งเทลส์ @พุทธมณฑลสาย 3 ได้รับเกียรติอย่างสูงจากผู้ใหญ่หลากหลายวงการมาร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดในครั้งนี้ ได้แก่ แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย นายทนง ลี้อิสสระนุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิทธิผล 1919 จำกัด นายวัฒนา พรพัฒน์กุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นางจันดา สายสมร กรรมการบริหาร บริษัท บลูมมิ่งเทลส์ จำกัด และ นางสาวจันทร์นภา สายสมร กรรมการบริหาร บริษัท บลูมมิ่งเทลส์ จำกัด

บางจาก 4

นางสาวจันทร์นภา สายสมร กรรมการบริหาร บริษัท บลูมมิ่งเทลส์ จำกัด กล่าวว่า การเปิดสถานีบริการน้ำมันแห่งนี้ ถือเป็นการเข้าสู่ไลน์ธุรกิจใหม่ นอกเหนือจากการจำหน่ายน้ำมันแล้ว ทางบลูมมิ่งเทลส์ยังตั้งใจให้บริการชุมชนใกล้เคียงเป็นการเชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ ด้วยการนำความแปลกใหม่และแตกต่างที่น่าสนใจมานำเสนอ นำแนวคิดจากแรงบันดาลใจแห่งความสดชื่น ถ่ายทอดสู่เสน่ห์แห่งการออกแบบให้ทุกตารางนิ้วอบอวลไปด้วยความสุขและความเบิกบาน

บางจาก 5

ภูมิสถาปัตย์ทุกตารางนิ้วแฝงเร้นมนต์เสน่ห์แห่งพันธุ์ไม้ รวมถึงนำสัญลักษณ์ดอกแค ของเขตบางแค และต้นไม้ประจำท้องถิ่นนานาพันธุ์มาใช้ในการออกแบบตกแต่งสถานที่ให้เป็นพื้นที่สีเขียว มีทั้งกล้วยไม้ ชวนชม ลีลาวดี และอินทนิล โดยมีร้านอินทนิลคาเฟ่เป็นแลนด์มาร์ค เติมความสดชื่นให้ทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือนได้เต็มเปี่ยมพลังกายและใจก่อนออกเดินทาง

สถานีบริการน้ำมัน บางจาก บลูมมิ่งเทลส์ บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ติดถนน 6 เลนบนถนนพุทธมณฑลสาย 3 เชื่อมต่อเพชรเกษม-บรมราชชนนี และถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 ใจกลางแหล่งที่อยู่อาศัยไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ และสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่ง อาทิ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี โรงเรียนกสินธร อะคาเดมี่ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศธนบุรี สนามแบตมินตันบ้านทองหยอด โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ตลาดสนามหลวง 2 ถนนอักษะที่สวยที่สุดในประเทศไทย

บางจาก 7

ภายในสถานีบริการน้ำมัน พร้อมพรั่งด้วยร้านค้า ร้านอาหารอร่อย และบริการอื่นๆ มากมายครบครัน ทั้งอินทนิลคาเฟ่/ มิสเตอร์โดนัท/ บลูมมิ่งดีไลท์/ ก๋วยจั๊บญวน by ป.อุบล และข้าวแกงครัวสยาม/ นับแคล/ ซินไฉฮั้ว/ ตำยำนัว บายเจ๊พีซ/ ครัวเพียงฝัน/ เต๋วชิ้นปลา/ Beauty Salon by Seanava/ วราภรณ์ และ Ai-Cha (ไอชา) เป็นต้น

พร้อมจุด EV Charging Station ล้ำสมัย พื้นที่รองรับการจอดรถมากกว่า 100 คัน นอกจากนี้ทางสถานียังให้ความสำคัญกับห้องน้ำสะอาด Blooming Toilet ที่ออกแบบตามหลักอารยสถาปัตย์ และได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนสำนักงานเขตบางแค ประเภทกลุ่มสถานีบริการเชื้อเพลิง เข้าร่วมกิจกรรมการประกวดห้องน้ำขวัญใจมหาชนแห่งปีของกรุงเทพมหานคร รวมถึงได้รับป้ายมาตรฐาน HAPPY TOILET ให้เป็นห้องน้ำถูกสุขลักษณะระดับดีเยี่ยมจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” ผุด 3 ทางเลือก ในการเป็นเจ้าของ GWM ORA Good Cat ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการที่แตกต่าง กับโปรฯ สุดปัง ข้อเสนอเดียวกับ Motor Expo 2024

0
เกรท วอลล์ มอเตอร์ 1

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เร่งเครื่องส่งท้ายปีอัดโปรโมชันสุดคุ้ม สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองเจ้าเหมียวไฟฟ้ายอดนิยม GWM ORA Good Cat รุ่น PRO, ULTRA และ GT ที่มาพร้อมดีไซน์สุดทันสมัยและฟังก์ชันการใช้งานสุดครบครัน รวมถึงประสิทธิภาพการขับขี่ที่โดดเด่น และเทคโนโลยีแห่งอนาคต กับข้อเสนอ 3 ทางเลือกสุดคุ้มค่า ตามความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของคนรุ่นใหม่ ทั้งการนำรถยนต์คันเก่ามาแลกรับส่วนลดเพิ่มเติม หรือเลือกรับดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน หรือ เลือกรับ Home Charger พร้อมแพ็กเกจการบำรุงรักษาตามระยะทาง (GPSI) โดยข้อเสนอดังกล่าวมีมูลค่าโดยรวมเทียบเท่ากับโปรโมชันของ GWM ORA Good Cat ในเดือนกันยายนและตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากแฟน ๆ แต่เพิ่มทางเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถเป็นเจ้าของเจ้าเหมียวไฟฟ้ายอดนิยมได้ง่ายขึ้น ซึ่งทั้ง 3 ทางเลือกนี้ เป็นข้อเสนอเดียวกับในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 Thailand International Motor Expo 2024 ที่กำลังจะจัดขึ้นปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ อย่ารอช้า เลือกแบบที่ใช่สำหรับตัวเอง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 นี้เท่านั้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 1

เลือกข้อเสนอที่ใช่ ในการเป็นเจ้าของ GWM ORA Good Cat ได้ง่าย ๆ กับ 3 ทางเลือกสุดพิเศษ!*

•ทางเลือกที่ 1 : คันเก่าอย่าทิ้ง แลกรับส่วนลดเพิ่มสุดคุ้ม
รับทันทีส่วนลด 170,000 บาท (รุ่น PRO และ ULTRA) และ 240,000 บาท (รุ่น GT) พร้อมรับเพิ่มอีก 30,000 บาท กรณีนำรถยนต์เก่ารุ่นใดแบรนด์ใดก็ได้มาแลกรถยนต์ใหม่ (Trade-in) โดยข้อเสนอดังกล่าวจะไม่รวม Home Charger มูลค่าสูงสุด 60,000 บาท และแพ็กเกจการบำรุงรักษาตามระยะทาง (GPSI) มูลค่า 11,000 บาท ซึ่งลูกค้าจะต้องชำระเงินซื้อเพิ่มเติมต่างหาก ทางเลือกนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำรถยนต์ตัวเก่ามาแลกซื้อแบบคุ้มค่าที่สุด

•ทางเลือกที่ 2 : ผ่อนจ่ายคล่องตัวกับดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน
รับทันทีส่วนลด 150,000 บาท (รุ่น PRO และ ULTRA) และ 210,000 บาท (รุ่น GT) พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน สำหรับเงินดาวน์ 25% มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 48,000 บาท สำหรับรุ่น PRO และ 55,000 บาท สำหรับรุ่น ULTRA และ 66,000 บาท สำหรับรุ่น GT ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการซื้อรถแบบผ่อนชำระแบบปลอดดอกเบี้ย คุ้มค่าคุ้มราคาเช่นกัน ซึ่งทางเลือกนี้ไม่รวม Home Charger มูลค่าสูงสุด 60,000 บาท และแพ็กเกจการบำรุงรักษาตามระยะทาง (GPSI) มูลค่า 11,000 บาท ซึ่งลูกค้าจะต้องชำระเงินซื้อเพิ่มเติม

•ทางเลือกที่ 3 : ครบเครื่องเรื่องความสะดวกสบาย หายห่วงเรื่องการบำรุงรักษา อุ่นใจไร้กังวลแบบยาว ๆ
รับทันทีส่วนลด 170,000 บาท (รุ่น PRO และ ULTRA) และ 240,000 บาท (รุ่น GT) พร้อม Home Charger มูลค่าสูงสุด 60,000 บาท และแพ็กเกจบำรุงรักษาตามระยะทาง (GPSI) มูลค่า 11,000 บาท ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกับเดือนกันยายนและตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อมอบความสะดวกสบายแบบครบวงจร ทั้งด้านการชาร์จและการดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการความอุ่นใจไร้กังวล มีทุกสิ่งครบครัน พร้อมใช้งานรถยนต์ทันที หลังจากการชำระเงินและรับมอบรถยนต์

GWM ORA Good Cat ทุกรุ่นมาพร้อมกับการรับประกันภัยชั้น 1 นานถึง 1 ปีเต็ม มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนาน 5 ปี มูลค่า 10,000 บาท บริการระบบตรวจสอบและสั่งการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถนาน 3 ปีเต็ม มูลค่า 10,500 บาท รวมถึงการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันแบตเตอรี่ เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 3

* เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ NEW GWM ORA GOOD CAT ได้ที่ https://www.gwm.co.th/Deal.html?type=ora, NEW GWM ORA GOOD CAT GT ได้ที่ https://www.gwm.co.th/Deal.html?type=oragt
** เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service

ห้ามพลาด สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เปี่ยมด้วยดีไซน์อันโดดเด่นและเทคโนโลยีอัจฉริยะในราคาสุดคุ้มกับ GWM ORA Good Cat ย้ำ! โปรโมชันและดีลพิเศษทั้ง 3 ทางเลือกนี้ เป็นข้อเสนอเดียวกับงาน Thailand International Motor Expo 2024 สัมผัสและสามารถจับจองได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 – 31 ธันวาคม 2567 นี้เท่านั้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GWM Contact Center 02-668-8888 หรือ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทุกสาขาทั่วประเทศ และเว็บไซต์ https://www.gwm.co.th

“อีเทอนิตี้ แอทวัน” ทุ่มงบเปิด “AVATR BANGNA” โชว์รูมมาตรฐานและศูนย์บริการครบวงจร แห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย

0
อีเทอนิตี้ แอทวัน 1

Eternity at One (อีเทอร์นิตี้แอทวัน) ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ “AVATR” (อวาทาร์) เดินหน้ารุกตลาดรถไฟฟ้าพรีเมียม ทุ่มงบกว่า 20 ล้าน เปิด AVATR BANGNA โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่งแรกในเซาท์อีสต์เอเชีย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมสร้างประสบการณ์ ความประทับใจการขับเคลื่อนยนตรกรรมระดับพรีเมียมให้แก่ลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อีเทอนิตี้ แอทวัน 2

นายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีเทอนิตี้ แอทวัน จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า AVATR เปิดเผยว่า CHANGAN (ฉางอาน) เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการวางกลยุทธ์ให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ซึ่งหลังจากที่มีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-จีน ในการนำเข้ารถ EV จากจีนทำให้รถ EV จากจีนได้แต้มต่อในการแข่งขันในวงการยานยนต์ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ EV จากจีนเป็นได้รับความเชื่อถือจากคนไทยและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เพราะสามารถตอบสนองความต้องการและตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามการดำเนินธุรกิจในไทย CHANGAN ให้ความสำคัญมุ่งเน้นด้านบริการหลังการขายและยึดมั่นส่งมอบสินค้าที่ดีที่สุดและคุ้มค่ามากที่สุดสู่ผู้บริโภค ล่าสุดจึงได้นำ AVATR 11 เข้ามาเจาะตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งบริษัท อีเทอนิตี้ แอทวัน จำกัด ได้รับความไว้วางใจจาก CHANGAN ให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า AVATR ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

อีเทอนิตี้ แอทวัน 4

“ AVATR 11 ถูกวางไว้ในเซกเมนต์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม และเป็นโปรดักส์เรือธง (Flagship) ที่ช่วยเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งให้กับภาพลักษณ์แบรนด์ในเครือ CHANGAN ทั้งนี้หลังจากเปิดตัวแบรนด์และเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น AVATR 11 พวงมาลัยขวาในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย ปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้มียอดจองเข้ามาอย่างล้นหลามโดยเฉพาะช่วงเดือนแรกหลังเปิดตัว และยังคงมีการจองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยในปี 2567 ตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า AVATR 11 ไว้ 500 คัน ซึ่งปัจจุบันยอดจองและยอดจำหน่ายใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตามในช่วงโค้งสุดท้ายของปีจะมีการทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทาง Mass Media เพื่อสร้างการรับรู้ในความหรูหราของแบรนด์ AVATR มากขึ้น

อีเทอนิตี้ แอทวัน 5

ดังนั้น เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์ AVATR ในอนาคต และสะท้อนความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทางบริษัท อีเทอนิตี้ แอทวัน จำกัด จึงได้ทุ่มงบประมาณในการลงทุนมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท เนรมิต AVATR BANGNA โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ AVATR แห่งแรกในเซาท์อีสต์เอเชีย พร้อมนำเสนอบริการด้านการขายและบริการหลังการขายครบวงจร บนทำเลที่มีศักยภาพและโดดเด่นบนถนนบางนา-ตราด ประตูสู่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญในประเทศไทย”

AVATR BANGNA ถูกเนรมิตให้มีความทันสมัยสะท้อนอัตลักษณ์ความเรียบหรู ที่เน้นการให้ความสำคัญสูงสุดกับการให้บริการลูกค้า มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โดยมีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ประกอบด้วยพื้นที่โชว์รถยนต์ไฟฟ้า AVATR พื้นที่พักผ่อน ห้องรับรองบริการหลังการขาย และโซนส่งมอบรถยนต์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,191 ตร.ม. ขณะที่โชว์รูมและศูนย์บริการสาขาพระราม 6 จะก่อสร้างเสร็จภายในสิ้นปี 2567 และเตรียมแผนรองรับความต้องการของลูกค้าในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และรวมทั้งมีแผนจะขยายศูนย์บริการต่างจังหวัด

พบกับศูนย์บริการ AVATR แบบครบวงจรได้ที่ AVATR Bangna ภายในโครงการ แอท ยู พาร์ค บางนา กม.12 สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page : AVATR Eternity At One หรือ Call Center 02-036-5888 และ Website : https://avatr-eternityatone.com/
#AvatrEternityAtOne #AVATRBANGNA

 

 

“มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป” กระตุ้นความเร้าใจเต็มสูบ กับ WBMW 220i Gran Coupe M SportW ฟรีชุดแต่ง M Performance มูลค่าเกือบ 100,000 บาท จัดให้ในราคาพิเศษ 1.99 ล้านบาท เฉพาะที่โชว์รูม BMW Millennium Auto

0
“มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป 1

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต๊ กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู อย่างเป็นทางการ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIAจัดแคมเปญส่งท้ายปี ดีกรีร้อนแรงแบบไม่ต้องรอ มอเตอร์ เอ็กซ์โป เอาใจคนรุ่นใหม่ ด้วยยนตรกรรมพรีเมียม บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe M Sport ในราคาสุดคุ้มค่า แบบไม่ต้องรองานมอเตอร์ เอ็กซ์โป วันนี้ ถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียมออโต้ ทุกสาขา

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป 1

ศรัณย์ อรรถเวทยวรวุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ หยิบยื่นความคุ้มค่าแบบไม่มีใครเหมือน กับยนตรกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่สไตล์เจนวาย และเจ้าของรถที่ต้องการยกระดับสู่ความพรีเมียมของ บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe M Sport ที่มาพร้อมชุดแต่ง M Performance ฟรี! มูลค่าเกือบ 100,000 บาท รับรองว่าความคุ้มค่าขนาดนี้ มีให้เฉพาะที่ บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ เท่านั้น”


“มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป” 3

++ BMW 220i Gran Coupe M Sport ก้าวแรกสู่โลกแห่งยนตรกรรมระดับพรีเมียม
บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe M Sport เป็นยนตรกรรมสปอร์ตคอมแพ็กต์สำหรับคนรุ่นใหม่ ตัวถังขนาดกะทัดรัด คล่องตัว ผสานเส้นสายและรายละเอียดต่างๆ ที่สะท้อนความเป็น
ยนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู ไว้อย่างครบถ้วน โดยครั้งนี้เพิ่มความสปอร์ตดุดันเหนือระดับ ด้วยการติดตั้งชุดแต่ง M Performance ของแท้ อาทิ กระจังหน้าสีดำ สเกิร์ตข้าง ครอบกระจกข้างคาร์บอนไฟเบอร์ สปอยเลอร์ฝากระโปรงท้ายคาร์บอนไฟเบอร์ และปลายท่อไอเสียแบบสปอร์ต มูลค่ารวมเกือบ 100,000 บาท รวมถึงข้อเสนอพิเศษอื่นๆ อาทิ

“มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป 4

•ผ่อนเริ่มต้นเพียง 15,999 บาทต่อเดือน*
•ดาวน์ 0%*
•ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%*
•เพิ่มมูลค่ารถเทรด-อินสูงสุดถึง 100,000 บาท*
•จองและออกรถภายในเดือนพฤศจิกายน เลือกรับฟรี! กล้อง GoPro Hero 10 หรือ นาฬิกา Garmin Venu 2S*

พิเศษ! ลูกค้าที่ออกรถกับ มิลเลนเนียม ออโต้ สมัครสมาชิก MGC-MOBILIFE รับคะแนนสะสม (ทุก 100 บาท = 1 คะแนน) หรือรับบริการหลังการขาย (ทุก 25 บาท = 1 คะแนน) เพื่อแลกรับหลากหลายสิทธิพิเศษ อาทิ ตั๋วเครื่องบิน, บริการเช่าเหมาลำเรือ, ที่พักโรงแรมหรู, ร้านอาหารชั้นนำ และอีกมาก

ALL NEW MG3 HYBRID+ กวาดยอดทั่วโลกสองไตรมาส มากกว่า 30,000 คัน ด้วยความเหนือชั้นของระบบไฮบริด และสมรรถนะการขับขี่

0
เอ็มจี 3 ไฮบริด 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ย้ำภาพความสำเร็จของโกลบอลโมเดลรุ่นยอดนิยม ALL NEW MG3 HYBRID+ สร้างยอดขายทั่วโลกสองไตรมาสรวมกว่า 32,000 คัน พร้อมการันตีความเชื่อมั่นด้วยรางวัลชั้นนำ อาทิ Affordable Car of the year 2024 จาก Auto Express UK และ รางวัล Best Value Car จาก The Business Car Awards ในสหราชอาณาจักร หลังปรากฏตัวครั้งแรกในงาน GENEVA INTERNATIONAL MOTOR SHOW 2024 และในประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

เอ็มจี 3 ไฮบริด 2

ALL NEW MG3 HYBRID+ หนึ่งในโกลบอลโมเดลที่เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนแบรนด์ เอ็มจี ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดดเด่นด้วยนวัตกรรม และแนวทางการพัฒนายนตรกรรมพื้นฐานที่เริ่มต้นจากรถยนต์ไฮบริด และเป็นรถยนต์ไฮบริดรุ่นล่าสุดของ เอ็มจี ที่มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีก้าวหน้าภายใต้การพัฒนาของ SAIC MOTOR และนับเป็นโมเดลแรกที่ผสานระบบ HYBRID+ ที่สะท้อนความตั้งใจในการมอบความสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านสมรรถนะและประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือกว่า และยังเป็นเครื่องยืนยันให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นว่า ไฮบริดที่ดีกว่าต้อง HYBRID+ ของเอ็มจีเท่านั้น

ALL NEW MG3 HYBRID+ โดดเด่นด้านการผสานพลังงานระหว่างเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าอย่างลงตัว ทำให้สมรรถนะใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังคงความรู้สึกขับสนุกด้วยโกลบอลจูนนิ่งจากวิศวกรระดับโลก มาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริดที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ของการขับขี่ได้ถึง 8 รูปแบบ โดยมีอัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้สูงสุดถึง 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร* ทำระยะทางได้ไกลสูงสุดมากกว่า 800 กิโลเมตร มาพร้อมกับความแรง ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 8 วินาที และอัตราเร่ง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 5 วินาที มาพร้อมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย รุ่นเริ่มต้นหรือรุ่น D อยู่ที่ 579,900 บาท และรุ่น X ในราคา 619,900 บาท

เอ็มจี 3 ไฮบริด 3
จุดเด่นหลักๆ ของรถยนต์ ALL NEW MG3 HYBRID+

•ALL NEW MG3 HYBRID+ เป็นโมเดลที่ผู้บริโภคต่างให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี และได้ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยถือเป็นรถแฮทช์แบคไฮบริดรุ่นล่าสุดของ เอ็มจี และเป็นโกลบอลโมเดลรุ่นที่สองที่ผลิตจากโรงงาน เอสเอไอซี มอเตอร์- ซีพี ณ จังหวัด ชลบุรี

•ALL NEW MG3 HYBRID+ ได้ทำการพัฒนาและปรับจูนทุกระบบโดยทีมวิศวกรระดับโลก เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานจริงบนถนนทั่วโลก โดยผ่านการทดสอบในทุกสภาพเส้นทาง สภาพอากาศ รวมถึงวิ่งทดสอบในสถานการณ์ที่หลากหลาย พร้อมการออกแบบห้องโดยสารภายในให้มีความเงียบกว่ารถทุกรุ่นในระดับเดียวกัน

•ALL NEW MG3 HYBRID+ ให้มากกว่าในกลุ่มรถขนาดเล็ก B-Segment ด้วยการยกระดับระบบการทำงานของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าให้มีการทำงานที่อิสระ ครอบคลุมโหมดการขับเคลื่อนที่หลากหลาย นำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่ครบครัน ทั้ง ประหยัดกว่า – ด้วยอัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้สูงสุดถึง 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร*กับน้ำมันหนึ่งถัง 36 ลิตร สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดมากกว่า 800 กิโลเมตร* แรงกว่า – แรงสุดในกลุ่มสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 8 วินาที และอัตราเร่ง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 5 วินาที มอบความคล่องตัว ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จ กว้างกว่า – กว้างที่สุดในคลาสเดียวกัน โดยเฉพาะห้องสัมภาระท้ายจุได้มากถึง 293 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,037 ลิตร ปลอดภัยกว่า – ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ซึ่งรวมระบบADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) หรือระบบอำนวยความสะดวกช่วยควบคุมการขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวน 8 ระบบ พร้อมระบบเบรกอัจฉริยะ (Intelligent Brake System) เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหารถยนต์ในกลุ่ม City Car ที่มาพร้อมฟังก์ชันระบบความปลอดภัยที่ครบครัน และเทคโนโลยีที่โดดเด่นด้วยความประหยัด

•ALL NEW MG3 HYBRID+ การันตีความเชื่อมั่นด้วยรางวัลชั้นนำ อาทิ รถยนต์ที่มอบความคุ้มค่าที่สุด “Affordable Car of the year 2024” จาก Auto Express UK และ “รางวัล Best Value Car” จาก The Business Car Awards ในสหราชอาณาจักร พร้อมยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงเดือนกันยายน รวมกว่า 32,000 คัน ทั้งยังเป็นรถยนต์ที่ผ่านคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการเข้ารับคัดเลือกรอบแรก และได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 รุ่น ให้เข้าสู่รอบสุดท้ายของการตัดสิน รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 (THAILAND CAR OF THE YEAR 2024) โดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย – สรยท. (THAI AUTOMOTIVE JOURNALISTS ASSOCIATION – TAJA)

เอ็มจี 3 ไฮบริด 4

•ALL NEW MG3 HYBRID+ อีกหนึ่งรุ่นที่ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ เอ็มจี ครบหนึ่งศตวรรษ ในการยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ และเป็นโมเดลที่สะท้อนภาพแนวทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในการนำเสนอยนตรกรรมไฮบริดประสิทธิภาพสูงที่จะเข้ามาแทนที่รถยนต์สันดาปภายใน โดยถือเป็นยนตรกรรมไฮบริดที่รวมทุกข้อดีของไฮบริดที่มี สู่ความลงตัวที่สุดในรุ่นนี้

 

“ซูซูกิ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นต่อเนื่อง เปิดศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานเพิ่ม 7 สาขา ยกระดับงานบริการ รองรับลูกค้าทั่วไทย ตั้งเป้าขยายครบ 50 แห่ง หวังรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รุ่น ในปีหน้า

0
Suzuki 123

ทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจ “Enhancing the Ability to Compete in the Upcoming Automotive Market” ในการมุ่งมั่นที่จะเพิ่มขีดความสามรถของผู้จำหน่ายรถยนต์ให้สามารถแข่งขันกับตลาดได้อย่างแข็งแรงในอนาคต ผ่านการยกระดับงานบริการรูปแบบใหม่ในทุกด้าน เน้นย้ำถึงการดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจ ซึ่งมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถรองรับการดูแลลูกค้าด้วยคุณภาพและมาตรฐานของซูซูกิได้อย่างแท้จริง

Suzuki 2

 

โดยหนึ่งในแผนงานสำคัญจากแคมเปญ “SUZUKI WORRY FREE” คือการร่วมมือกับทางผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ขยายงานบริการศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน เพื่อรองรับงานบริการได้อย่างครบครัน ซึ่งได้มีการแนะนำศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซูซูกิ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานงานบริการจาก บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ไปแล้วจำนวน 32 แห่ง เราเชื่อมั่นว่าลูกค้าซูซูกิ คือ คนสำคัญ จึงทำการเดินหน้าแผนงานดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยการเปิดศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซูซูกิเพิ่มเติมอีก 5 แห่ง ให้สามารถรองรับการดูแลลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานของซูซูกิอย่างแท้จริง

นอกจากการขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสีฯ ซูซูกิยังยกระดับไปอีกขั้นด้วยงานบริการแบบ S-Solution ซึ่งเป็นการช่วยเสริมให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการแนะนำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่เตรียมจะนำมาจำหน่ายในอนาคต โดยประกอบไปด้วยรถประเภทไฮบริดและรถพลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งเรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าแต่ละรุ่นจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้าและสามารถแข่งขันได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

Suzuki 5

“การสร้างความเชื่อมั่นว่าเราจะอยู่ดูแลลูกค้าต่อไปเป็นสิ่งสำคัญ การสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ผู้จำหน่ายไม่เพียงจะเป็นการตอบแทนความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ แต่ยังต้องการพัฒนาและยกระดับให้ซูซูกิสามารถดำรงอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในประเทศไทยอีกด้วย”

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับเป็นความภูมิใจและน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เราสามารถร่วมมือร่วมใจกับผู้จำหน่ายในการพัฒนาและเดินหน้าการยกระดับงานบริการให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ซูซูกิได้ร่วมกับผู้จำหน่ายในพิธีแต่งตั้งศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซูซูกิอย่างเป็นทางการ จำนวน 5 ราย แบ่งออกเป็น 7 สาขา ครอบคลุมพื้นที่บริการในหลายจังหวัดมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย

1.บริษัท เอ็น ซี เอ็ม ออโต้ เซอร์วิส จำกัด คุณวีรวัฒน์ พิพิธสุขสันต์ นนทบุรี กรุงเทพฯและปริมณฑล
2.บริษัท มาพรพาณิชย์ จำกัด (สาขาระยอง) คุณทวีศักดิ์ โอภาสรังสรรค์ ระยอง กลางและตะวันออก
3.บริษัท ซูซูกิลพบุรี จำกัด คุณอภิวัฒน์ เผ่าไทยเจริญสุข ลพบุรี กลางและตะวันออก
4.0ริษัท อินเตอร์เทรด ซูซูกิ จำกัด คุณภูวินท์ สิงห์สัมพันธ์ สิงห์บุรี กลางและตะวันออก
5.0ริษัท อาร์เฮงวัฒนา จำกัด (สำนักงานใหญ่) คุณชยธร อุเทนพัฒนันท์ ขอนแก่น ตะวันออกเฉียงเหนือ
6.0ริษัท อาร์เฮงวัฒนา จำกัด (สาขาเมืองขอนแก่น) คุณชยธร อุเทนพัฒนันท์ ขอนแก่น ตะวันออกเฉียงเหนือ
7.บริษัท อาร์เฮงวัฒนา จำกัด (สาขาชุมแพ) คุณชยธร อุเทนพัฒนันท์ ขอนแก่น ตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยผู้จำหน่ายทั้ง 5 ราย ผ่านการรับรองมาตรฐานงานบริการจาก บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ปัจจุบันเราจึงมีศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีที่ให้บริการทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 39 สาขา ซึ่ง 5 จุดแข็งอันสำคัญที่ทุกศูนย์บริการที่ผ่านมาตรฐานต้องมี ประกอบด้วย
อะไหล่แท้ซูซูกิ : เชื่อมั่นในคุณภาพของอะไหล่แท้ที่ได้รับรองมาตรฐานของซูซูกิ
บริการอย่างมืออาชีพ : มั่นใจในบริการและการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพเป็นมิตรและใส่ใจทุกรายละเอียดการซ่อมโดยช่างผู้มีความชำนาญที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการอบรมในการซ่อมรถยนต์ซูซูกิ
เครื่องมือมาตรฐานซูซูกิ : ใช้เครื่องมือเฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจากซูซูกิ ช่วยให้การซ่อมมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมั่นใจในคุณภาพงานซ่อม
สีซ่อมรถยนต์ที่ได้รับรองมาตรฐานซูซูกิ : ใช้สีซ่อมรถยนต์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานของซูซูกิ ทำให้สีรถสวยงามและทนทาน เหมือนใหม่จากโรงงาน
การรับประกันงานซ่อม : รับประกันงานซ่อมว่ามีคุณภาพและมาตรฐานสร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยจะรับประกันงานซ่อม 1 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และอะไหล่รับประกัน 1 ปี หรือ 20,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

นายวัลลภ ยังกล่าวอีกว่า ซูซูกิยังมีแผนงานที่จะขยายงานบริการศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซูซูกิ เพิ่มเติมให้เป็น 50 แห่ง ภายในเดือนมีนาคม 2568 เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจของซูซูกิและรองรับลูกค้าพร้อมส่งมอบบริการและประสบการณ์การใช้บริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าได้อย่างครบครันอีกด้วย

นอกจากการขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซูซูกิ งานบริการด้านอื่นๆ ยังถูกยกระดับเพิ่มเติมขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลลูกค้า (Dealer Management System หรือ DMS) ให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบเพื่อเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้ในแบบ Real Time ซึ่งช่วยให้ทราบถึงประวัติการเข้ารับบริการของลูกค้า และสามารถประเมินความต้องการ ไปจนถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการได้อย่างแม่นยำ

อย่างไรก็ตาม ปรัชญา “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” นอกจากเป็นแนวทางในการยึดมั่นให้เราพัฒนางานบริการและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพื่อลูกค้าแล้ว ยังเป็นโครงการที่ต้องการสื่อสารไปยังลูกค้าและคนไทยทุกท่าน ว่านอกเหนือจากที่ซูซูกิเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์แล้ว เรายังหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม พร้อมกับการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการอยู่คู่เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย

 

 

“ฟอร์ด” ปรับโฉมเรนเจอร์ XLS เน้นสปอร์ต หรูหรา พร้อมราคาเปิดตัวสุดพิเศษ

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 1

“ฟอร์ด” ลุยกระตุ้นตลาดกระบะสี่ประตูยกสูงด้วยการปรับโฉมรุ่นย่อยหลัก ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ รุ่นปี 2024 กระบะยกสูงเกียร์อัตโนมัติรุ่นเริ่มต้นในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ด้วยการปรับดีไซน์ภายนอกให้ดูดุดันยิ่งขึ้น เพิ่มความหรูหรา สะดวกสบายภายในห้องโดยสาร สร้างความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับลูกค้าที่มองหากระบะอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานรอบด้าน ทั้งใช้เพื่อการทำงาน เป็นรถสำหรับครอบครัว และการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ด้วยราคาพิเศษช่วงเปิดตัวสำหรับรุ่น 4 ประตูเพียง 799,000 บาท จากราคาเต็ม 919,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 2

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ รุ่นปี 2024 ให้ความรู้สึกสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยการตกแต่งสีดำรอบคัน ตั้งแต่กระจังหน้า กระจกมองข้าง ช่องระบายอากาศด้านข้าง กรอบไฟตัดหมอก มือจับประตู และกันชนท้าย รวมถึงล้ออัลลอยสีดำดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว และยังคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของฟอร์ด เรนเจอร์ ด้วยไฟหน้าแบบแอลอีดี มัลติรีเฟลกเตอร์ พร้อมไฟวิ่งกลางวันแบบแอลอีดี และบันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้การขนของจากท้ายกระบะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 3

เสริมความหรูหราภายในห้องโดยสาร

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 4

เป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดมอบความหรูหราและความคุ้มค่าสูงสุดให้กับรถกระบะรุ่นเริ่มต้น กับการตกแต่งภายในด้วยเบาะหนัง และแผงคอนโซลด้านหน้าที่ปรับดีไซน์ให้เข้ากับภายนอกที่ดูสปอร์ตมากขึ้น มาพร้อมหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay® และ Android Auto™ แบบไร้สาย พร้อมติดตั้งโมเด็มสำหรับเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่นฟอร์ดพาส ให้ลูกค้าเชื่อมต่อการสื่อสารกับรถได้ตลอดเวลา ช่วยยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถอย่างเหนือระดับด้วยฟีเจอร์ที่น่าสนใจ เช่น การสตาร์ทรถจากระยะไกล ตรวจเช็คข้อมูลรถเบื้องต้น รวมถึงการล็อคและปลดล็อคจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมพวงมาลัยไฟฟ้าที่ช่วยผ่อนแรงในการขับขี่ ปรับน้ำหนักให้เบาที่ความเร็วต่ำ และเพิ่มน้ำหนักเมื่อความเร็วสูง มอบความสะดวกสบายและความมั่นใจในการขับขี่ทั้งทางใกล้และไกล

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 4

ขุมพลังและเทคโนโลยี

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 6

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ รุ่นปี 2024 แบบ 4 ประตู ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร อัดแน่นด้วยฟีเจอร์และอุปกรณ์เทคโนโลยีครบครัน เพื่อตอบโจทย์การเป็นรถกระบะใช้งานแบบอเนกประสงค์ มาพร้อมความแข็งแกร่งของตัวถังและช่วงล่าง และระบบความปลอดภัยมากมาย อาทิ ถุงลมนิรภัย 6 จุด ได้แก่ คู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย กล้องมองหลังขณะถอยจอด ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 8

“ฟอร์ดเชื่อมั่นว่าการปรับโฉมฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ ให้ดูสปอร์ตและหรูหราขึ้น จะทำให้รถฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นตัวเลือกที่โดนใจมากขึ้นสำหรับลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่า โดยเฉพาะการมอบราคาพิเศษช่วงเปิดตัวที่เร้าใจ นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จในตลาดกระบะยกสูงที่ฟอร์ดเชี่ยวชาญอยู่แล้ว และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งด้านสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง ความอเนกประสงค์ และความปลอดภัย” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ รุ่นปี 2024 แบบ 4 ประตู มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเงิน Aluminium Metallic สีขาว Arctic White สีเทา Meteor Grey และสีดำ Absolute Black พร้อมการรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีค่าแรงเช็กระยะ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมฟอร์ด ทั่วประเทศ

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ “New ORA 07” รุ่น Long Range สวย หรู เทคโนโลยีทันสมัย แถมมีดีที่ใช้งานได้ระยะทางไกล

0
New Ora 07 1

New ORA 07 รถไฟฟ้าอีกหนึ่วรุ่นที่ GWM ออกแบบให้มีความหรูหรา ทันสมัยในวไตล์สปอร์ตคูเป้ ภายในกว้างขวาง เทคโนโลยีทันสมัย พร้อมความโดดเด่นจากการใช้งานของแบตเตอรี่ไฟฟ้าขนาดความจุ 84 กิโลวัตต์ ซึ่งทำระยะทางไกลได้ถึง 640 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC โดยได้พละกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 150 กิโลวัตต์ ทำงานร่วมกับ 3 โหมดการขับขี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทั้ง Eco Nor Mal และ สปอร์ต

ก่อนหน้านี้ Auto MotorThailand ได้เคยไปสัมผัสกับ New ORA 07 ในสนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต แค่ครั้งนี้ลองนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวันดูว่า คุณสมบัติต่างๆรวมถึงเทคโนโลยีความทันสมัยของรถสปอร์ตคูเป้ไฟฟ้ารุ่นนี้ จะน่าสนใจมากน้อยงเพียงใด ติดตามรับชมได้จากรายงาน

ORA 07 Long Range ซีดานสปอร์ตท้ายลาด มากับความยาว 4,871 มม. กว้าง 1,862 มม. และสูง 1,500 มม. ระยะฐานล้อ 2,870 มม. ระยะต่ำสุดใต้ท้องรถ 125 มม. น้ำหนักตัวรถ 1,965 กก. ซึ่งขนาดและมิติของ ORA 07 ทั้ง 3 รุ่นนั้นเท่ากัน แต่ภายนอกจะแตกต่างในเรื่องของออฟชั่นเช่น ล้อแมกขอบ 18 ส่วนในรุ่น Long range Ultra และ Performance จะใช้ขอบ 19 นิ้ว และสปอยเลอร์ท้ายที่ควบคุมได้จากสวิทช์ภายในและเปิด/ปิดอัตโนมัติ

New Ora 07 2

ไฟหน้า Intelligent LED ทรงกลมดีไซน์โดดเด่น มาพร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ, ไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และไฟ Follow Me Home

New Ora 07 3

เสริมความสปอร์ตเด้วยหน้าต่างไร้กรอบที่เป็นกระจกแบบ 2 ชั้น รวมถึงหลังคาแก้วทั้งชิ้นเป้นแบบพาโนรามิคขนาดใหญ่

New Ora 07 4

ห้องโดยสารกว้างขวาง โอ่อ่า นั่งสบาย เสริมบรรยากาศหลากอารมณ์ด้วย Ambient Light แบบ Super I Space หน้าจอกลางอัจฉริยะแบบสัมผัส ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับความบันเทิงแบบ Wireless ได้อย่างครบครัน พร้อมหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัล ขนาด 10.25 นิ้ว สำหรับระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายออกแบบเท่ อยู่ใกล้ที่เท้าแขนบริเวณคอนโซลกลาง

New Ora 07 6

เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto มีระบบนำทางผ่านดาวเทียม Navigation System ลำโพง จำนวน 11 ตำแหน่ง ส่วนรุ่น Ultra ได้ลำโพง Infinity ระบบอัปเกรดเฟิร์มแวร์ผ่านระบบออนไลน์อัจฉริยะ FOTA ระบบสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ Voice Command แอปพลิเคชั่น GWM Application และเป็นจอที่แสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา

ฟีเจอร์ความปลอดภัยและตัวช่วยการขับขี่ล้นตันกว่า 20 ระบบ ทั้ง

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ
Intelligent ACC ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ TJA
ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก AEBI
ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA & RCTB
เซนเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 ตำแหน่ง
เซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 ตำแหน่ง
ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงการชนด้านหน้า
ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง WDS
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA
ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW
ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน LCK
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน ELK
ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 SCM
ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน HSA
ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู
ระบบตรวจความดันลมยาง TPMS
ระบบเตือนคนเดินขณะขับขี่

ออปชั่นที่ไม่มีเมื่อเทียบกันรุ่นลองท็อป Long Range Ultra

กระจกมองข้างปรับมุมองศาลดลงอัตโนมัติ เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง
สปอยเลอร์ไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิดอัตโนมัติ เมื่อปลดล็อกรถ หรือเมื่อความเร็วถึง 70 km/h
ฝาท้ายไฟฟ้า พร้อมระบบเตะเปิด Hand-free Tailgate
เบาะนั่งคนขับ พร้อมระบบ Memory Seat และระบบ Welcome Seat
สวิตช์ปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง
เบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบเบาะนวดไฟฟ้า
เบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบระบายอากาศ
หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกด้านหน้า Head-up display
ลำโพง Infinity จำนวน 11 ตำแหน่ง
ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ IIP แนวตรง / แนวเทียบข้าง /แนวเฉียง
ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ ARA
เซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 6 ตำแหน่ง
เซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 6 ตำแหน่ง

New ORA 07 Long Range ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลัง 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า) พร้อม แรงบิดสูงสุด 340 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่แบบ Ternary Lithium-ion ความจุ 83.49 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC Fastcharge สูงสุด 88 kW รองรับการชาร์จ AC 6.4 kW พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load) โดดเด่นด้วยระยะทางวิ่งสูงสุดอยู่ที่ 640 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) โหมดการขับขี่ มีให้เลือก 6 รูปแบบ ได้แก่ Eco Well Being Normal Sport Sport+ และ Individual รองรับการชาร์จ AC 6.4 kW รองรับการชาร์จ DC 88 kW

New Ora 07 8

ระบบรองรับด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังมัลติลิงค์ ส่วนระบบเบรกเป็นดิสทั้ง 4 ล้อ

การทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ได้โพกัสไปที่การใช้งานในเมืองเป็นหลัก ซึ่งถือว่าค่อนข้างสะดวกสบายแม้ตัวรถจะมีขนาดมิติที่ใหญ่โต ตัวช่วยการชับขี่ที่ถูกใช้เป็นโปรแกรมเริ่มต้น ส่งผลให้เกิดความปลอดภัยต่อการใช้รถและผู้ใช้ถนน แต่หากใครไมอบ เลือกปิดได้ทุกระบบ

New Ora 07 11

สมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 150 กิโลวัตต์ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน แต่สิ่งที่ถือว่าเป้นไฮไลท์ประจำรุ่นนั่นคือขนาดของแบตตเตอรี่ที่มีขนาดเกือบ 84 กิโลวัตต์ ส่งผลให้สามารถใช้งานได้ระยะทางไกล ระบบช่วงล่างทำงานร่วมกันได้อย่าลงตัว ไม่นุ่ม และ กระด้างจนเกินไป

New Ora 07 12
และสำหรับผู้ที่สนใจต้องรีบตัดสินใจกับแคมเปญข้อเสนอพิเศษ THE GREAT DEAL ลดแรง แซงทุกดีล
ลดทันที 180,000 บาท เป็นเจ้าของ ORA 07 ได้ในราคาพิเศษ
รุ่น Long Range ราคาพิเศษ 1,119,000.-* (จากปกติ 1,299,000.-)
ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท*
ฟรี GPSI บริการบำรุงรักษานาน 5 ปี มูลค่า 13,000 บาท*
ฟรี GWM Home Charger พร้อมติดตั้ง มูลค่าสูงสุด 60,000 บาท*
ระยะเวลาโปรโมชัน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 – 31 ตุลาคม 2567

“เรเว่” เคาะราคา “DENZA D9” พร้อมเตรียมเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ 10 แห่ง 

0
Denza D9 1

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เปิดตัวแบรนด์ DENZA (เดนซ่า) ยนตรกรรมพลังงานใหม่ในกลุ่มธุรกิจ BYD ที่นำเสนอนิยามใหม่ของความหรูหราให้กับทุกการเดินทาง เจาะกลุ่มผู้บริโภคในตลาดระดับบนด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือระดับ พร้อมขุมพลังของนวัตกรรมที่ตอกย้ำจุดยืนด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมโลกที่ยั่งยืนให้กับทุกคน พร้อมทั้งเปิดตัว DENZA D9 โมเดลแรกอย่างเป็นทางการสำหรับตลาดประเทศไทย โดยประกาศราคาขายแนะนำ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ DENZA D9 Performance AWD ราคา 2,699,900 บาท และ DENZA D9 Premium ราคา 1,999,900 บาท โดยเป็นราคาพิเศษเฉพาะผู้ที่จองตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เท่านั้น และสำหรับผู้ที่จองรถ DENZA D9 Performance AWD ภายในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 และรับรถภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 จะได้รับโฮมชาร์จเจอร์ ABB พร้อมบริการติดตั้ง เพิ่มอีกด้วย

Denza D9 2

แบรนด์ DENZA ถือกำเนิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์พลังงานใหม่ โดยพัฒนาและขับเคลื่อนโดยบีวายดีอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ซึ่งได้ปรับโครงสร้างภายในทำให้แบรนด์อยู่ภายใต้บีวายดี 100% โดยยังคงเน้นความโดดเด่นในการหลอมรวมเทคโนโลยีและความหรูหราเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ผ่านการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นรถครอสโอเวอร์ (Crossover) อย่าง DENZA N7, รถสปอร์ตอเนกประสงค์ (SUV) อย่าง DENZA N8, รถแฮทช์แบ็กทรงสปอร์ตระดับพรีเมียมอย่าง DENZA Z9 GT และรถตู้อเนกประสงค์ (MPV) DENZA D9 ที่เน้นสมรรถนะ ความหรูหรา และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้งยังการันตีด้วยความเป็นที่หนึ่งในตลาดรถตู้อเนกประสงค์ของจีนในปี พ.ศ. 2566 โดยมียอดจองและยอดขายมากกว่า 250,000 คัน

นายหลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยในช่วงสองถึงสามปีให้หลังสะท้อนถึงศักยภาพที่รอการปลดปล่อยของตลาดพรีเมียมซึ่งยังคงมีพื้นที่ให้ขยายตัวตามการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มผู้บริโภคในตลาดระดับบน เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความสำเร็จกับพันธมิตรระยะยาวอย่างเรเว่ ออโตโมทีฟ กับการเปิดตัวแบรนด์ DENZA อย่างเป็นทางการเพื่อยกระดับประสบการณ์ขับขี่ให้ชาวไทยได้สัมผัสถึงความหรูหราในทุกมิติ เราเชื่อว่าแบรนด์ DENZA จะเข้ามาสร้างสีสันและเพิ่มตัวเลือกผลิตภัณฑ์ยานยนต์ในตลาดให้กับผู้บริโภค กระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และผลักดันตลาดยานยนต์ลักชัวรี่พลังงานใหม่ในประเทศไทยให้เติบไตต่อไป”

Denza D9 3

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยที่หันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความยั่งยืน จึงยังเห็นการเติบโตและโอกาสของกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ซึ่งรวมถึงรถไฟฟ้าพรีเมียม เรเว่ ออโตโมทีฟ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ดียิ่งกว่าผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพพร้อมตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม วันนี้ เราพร้อมแล้วที่จะพาชาวไทยไปสัมผัสอีกระดับของความหรูหรากับ DENZA แบรนด์ยนตรกรรมพลังงานใหม่ระดับลักชัวรี่ ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย สมรรถนะที่ไม่เป็นรอง เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำทัพโดย DENZA D9 ซึ่งมาพร้อมดีไซน์ที่สะท้อนความโมเดิร์นและความหรูหรา เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงระบบความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ เราเชื่อว่า DENZA D9 จะไม่เพียงมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์และความมั่นใจให้กับทุกการเดินทาง แต่จะพลิกโฉมวงการยานยนต์ลักชัวรี่อเนกประสงค์ในไทยพร้อมกับสร้างความคึกคักให้กับทั้งอุตสาหกรรมส่งท้ายปีอย่างแน่นอน”

Denza D9 4

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “การเปิดตัวแบรนด์ DENZA นอกจากจะเป็นการนำแบรนด์ยนตรกรรมพลังงานใหม่มาสู่ตลาด ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเรเว่ในการสร้างระบบนิเวศ EV ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นในประเทศไทย รวมถึงส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ EV ในรูปแบบต่างๆ ทั้งยังเป็นการสานต่อความตั้งใจที่จะเป็นหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านรถยนต์พลังงานใหม่ ควบคู่ไปกับการก้าวสู่อนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตอกย้ำความเป็นผู้นำของเรเว่ที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว ที่สำคัญ เราจะยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความไว้วางใจและยกระดับประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย โดยมีโชว์รูมและศูนย์บริการเฉพาะของแบรนด์ DENZA ที่จะพร้อมให้บริการระดับพรีเมียมกับลูกค้าทุกท่านให้เข้ามาสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ระดับลักชัวรี่ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป และจะทยอยเปิดเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการใช้รถแบรนด์ DENZA ในอนาคตต่อไป”

Denza D9 6

เอกสิทธิ์ด้านบริการสำหรับลูกค้า DENZA โดยเฉพาะ

โชว์รูมและศูนย์บริการแบรนด์ DENZA นำเสนอบริการระดับพรีเมียมโดยบุคลากรทั้งหมดจาก DENZA ไม่ว่าจะเป็นพนักงานฝ่ายขายและทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อมอบประสบการณ์และความประทับใจให้กับลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรก โดยทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านสำคัญในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ในประเทศไทย พร้อมมอบความสะดวกสบายในการเข้าถึงให้กับลูกค้าหลากหลายพื้นที่ รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 แห่ง ประกอบด้วย

  • กรุงเทพมหานคร 3 แห่ง ได้แก่ สาธุประดิษฐ์ เพชรบุรีตัดใหม่ และศรีนครินทร์
  • ต่างจังหวัด 7 แห่ง ได้แก่ ระยอง ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต

DENZA D9 ดีไซน์หรูสะกดทุกสายตาและสมรรถนะที่ไม่เป็นรอง

ลักชัวรี่ MPV ที่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อรังสรรค์ที่สุดแห่งประสบการณ์การเดินทางอันหรูหราและเป็นเอกลักษณ์ด้วยการออกแบบภายใต้แนวคิด DENZA π – Motion ดีไซน์ด้านหน้ารถแบบ Pi Motion พร้อมด้วยไฟหน้ารูปแบบ Meteor Arrow และไฟท้ายออกแบบด้วยแนวคิดฝนดาวตกแห่งกาลเวลา มาพร้อมกับสมรรถนะอันเป็นเลิศจากมอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลังที่ให้กำลังสูงสุดถึง 275 kW และแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจาก BYD Blade Battery ขนาด 103.36 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 580 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC โดยสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ได้ภายใน 6.9 วินาที เพลิดเพลินกับการเดินทางที่ราบรื่นกว่าที่เคยด้วยระบบกันสะเทือนอัจฉริยะ DiSus-C เทคโนโลยีช่วงล่างแบบไฟฟ้าเอกสิทธิ์เฉพาะจากบีวายดี รองรับการปรับแต่งความกระด้างและความนุ่มนวลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังช่วยเสริมประสิทธิภาพในการควบคุมรถ ลดปัญหาการยุบตัวของตัวรถ การพลิกคว่ำ การเกิดแรงกระชากเมื่อเบรกหรือเหยียบคันเร่ง

Denza D9 6

ที่สุดแห่งความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

พื้นที่ภายในของ DENZA D9 ให้ความรู้สึกโปร่งสบายด้วย Panoramic Glass Roof ขนาด 1.1 ตารางเมตร พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า เนรมิตความกว้างขวางสะดวกสบายพร้อมรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง เพิ่มระดับความหรูหราด้วยเบาะหุ้มหนังแท้ Nappa เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่สอง ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง มาพร้อมระบบพนักพิงดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง รวมทั้งยังสามารถปรับหมอนรองศรีษะให้เข้ากับสรีระศรีษะได้อีกด้วย

Denza D9 7

Denza D9 8

นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับระบบนวดไฟฟ้าและระบบระบายอากาศ ยกระดับความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้นด้วยระบบจดจำตำแหน่งที่นั่งเบาะคนขับและผู้โดยสารแถวที่สอง ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Welcome Seat และปุ่ม reset ตั้งค่าเบาะ ทำให้สะดวกสบายในการขึ้น-ลงรถ ครบครันด้วยระบบมัลติมีเดียเพื่อความบันเทิง อาทิ หน้าจอมัลติมีเดียสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 15.6 นิ้ว

Denza D9 9

ระบบเครื่องเสียงชั้นนำระดับโลก Dynaudio Hi-Fi Class ลำโพง 14 ตำแหน่ง ที่พักแขนเบาะนั่งโดยสารแถวที่สอง พร้อมหน้าจอ LCD แบบมัลติฟังก์ชัน ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายทั้งหมด 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ห้องโดยสารตอนหน้า1 ตำแหน่ง และห้องโดยสารแถวที่สองอีก 2 ตำแหน่ง ทั้งยังมีระบบตู้เย็นภายในรถยนต์ที่สามารถปรับแต่งองศาตั้งแต่ -6 จนถึง 50 และสัญญาณอินเตอร์เน็ต 4G ในตัว ให้ทุกคนใช้ชีวิตยุคออนไลน์ได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ พร้อมทั้งเติมเต็มความเป็นส่วนตัวให้กับห้องโดยสารด้วยกระจกกันเสียง 2 ชั้นรอบคัน

Denza D9 10

อุ่นใจได้ทุกเส้นทางกับนวัตกรรมล้ำสมัย

DENZA D9 ยังมาพร้อมความโดดเด่นของเทคโนโลยีอีกมากมายเพื่อการขับขี่อัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็น กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา, เซนเซอร์ช่วยตรวจจับวัตถุรอบคัน 8 ตำแหน่ง, ระบบแสดงผลบนกระจกหน้า (W-HUD) ขนาด 12 นิ้ว รวมถึงเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครันสำหรับทุกเส้นทาง อาทิ

  • ระบบช่วยแจ้งเตือนอันตรายจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่ (DMS)
  • ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)
  • ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ (ICC)
  • ระบบจดจำป้ายสัญญาณจราจร (TSR)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)
  • ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้า (FCW)
  • ระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง (RCW)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (LCA)
  • ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถฉุกเฉิน (ELKA)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านจุดอับสายตาด้านหน้า (FCTA)
  • ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านจุดอับสายตาด้านหน้า (FCTB)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)
  • ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB)
  • ระบบช่วยเปิดไฟสูงอัตโนมัติ (HMA)
  • ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD)
  • ระบบช่วยเตือนวัตถุเคลื่อนผ่านขณะเปิดประตู (DOW)
  • ระบบช่วยควบคุมและช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ (RMI)
  • ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC)
  • ระบบช่วยป้องกันการลื่นไถลขณะขับขี่ (TCS)
  • ระบบช่วยควบคุมการไหลของรถอัตโนมัติ (AVH)
  • ระบบควบคุมการทรงตัวบนทางลาดชัน (HHC)
  • ระบบช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC)
  • ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD)
  • ระบบช่วยควบคุมและช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ (RMI)

Denza D9 12

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจอง DENZA D9 ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ DENZA ทุกสาขาตั้งแต่วันที่
29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหว รายละเอียดโปรโมชัน และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook DENZA REVER Thailand

 

 

“บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” และ “โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา” สร้างนิยามใหม่แห่งการเดินทางที่หรูหราและยั่งยืนด้วยบีเอ็มดับเบิลยู i7 และ 740d

0
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 1

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมกับโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เปิดตัวการให้บริการเดินทางระดับพรีเมียมแก่แขกผู้เข้าพัก ด้วยยนตรกรรมสองรุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport และยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้นับเป็นก้าวใหม่ในการยกระดับประสบการณ์การบริการแบบลักชัวรี ผสานการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับความสะดวกสบายระดับพรีเมียมสำหรับแขกผู้เข้าพักของโรงแรม ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสามโรงแรมที่ดีที่สุดของโลกจากการจัดอันดับ World’s 50 Best Hotels ครั้งแรก

ความร่วมมือในการให้บริการครั้งนี้นำเสนอ “Silent Arrival Experience” กับการเช็คอินแบบไร้รอยต่อ ระหว่างการเดินทางจากสนามบิน ช่วยลดขั้นตอนการเช็คอินเข้าห้องพักแบบดั้งเดิม สอดคล้องกับปณิธานของโฟร์ซีซั่นส์ในการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้แก่แขกผู้เข้าพัก และวิสัยทัศน์ด้านการเดินทางแห่งอนาคตของบีเอ็มดับเบิลยู

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 2

มร. เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือกับโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูในการเป็นผู้นำด้านการเดินทางแบบลักชูรีที่ยั่งยืน

การนำเสนอทางเลือกระหว่างยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% อย่างบีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport และยนตรกรรมอันทรงเกียรติอย่างบีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ให้แก่แขกผู้เข้าพักของโรงแรม ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้บริการ แต่ยังเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียม ทั้งนี้ โฟร์ซีซั่นส์เป็นหนึ่งในโรงแรมหรูในประเทศไทยที่นำเสนอยนตรกรรมอันโดดเด่นทั้งสองรุ่นนี้

ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันในการส่งมอบบริการและนวัตกรรมที่เหนือระดับ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้ได้สร้างการเติบโตให้กับ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย โดยส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มลูกค้าโรงแรมของเราได้เพิ่มขึ้นเป็น 61% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่มีต่อผลิตภัณฑ์ บริการ และคุณค่าที่ได้รับจากการเลือกใช้งานรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู”

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 3
โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่ในย่านเจริญกรุง ซึ่งเป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยห้องพักและห้องสวีท 299 ห้อง พร้อมวิวแม่น้ำอันงดงาม สถาปัตยกรรมแบบลดหลั่นและการออกแบบอันประณีตโดย ฌอง-มิเชล กาธี สร้างสรรค์ให้เป็นดั่งโอเอซิสใจกลางเมืองที่ผสานกับบริการรถยนต์หรูของบีเอ็มดับเบิลยูได้อย่างลงตัว

แขกผู้เข้าพักโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ สามารถสัมผัสประสบการณ์การเดินทางสู่ความหรูหราและความยั่งยืนผ่านยนตรกรรมที่พร้อมด้วยนวัตกรรมอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport หรือยนตรกรรมอันทรงเกียรติอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport โดยมีพนักงานขับรถมืออาชีพจาก เบลล์ ทรานสพอร์ท ที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี พร้อมผสานการบริการแบบไทยเข้ากับความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันเหนือระดับที่จะสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบ

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 4

มร. ลูบอช บาร์ทา รองประธานประจำภูมิภาค และผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ กล่าวว่า “ความร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ในการส่งมอบบริการที่เป็นเลิศ การผสานความเชี่ยวชาญระหว่างสองแบรนด์ระดับโลก ทำให้เราสามารถมอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นและหรูหราให้แก่แขกผู้เข้าพัก ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงกรุงเทพมหานคร ยนตรกรรมหรูทั้งสองรุ่นนี้ และประสบการณ์การเช็คอินแบบไร้รอยต่อ ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการของแขกที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างสรรค์การเดินทางที่จะสร้างความจดจำได้อย่างน่าประทับใจอีกด้วย”

บริการลิมูซีนด้วย บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport พร้อมให้บริการสำหรับการเดินทางระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทาง 40 นาที ที่จะเปลี่ยนการเดินทางธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์การเดินทางที่พิเศษกว่าที่เคย

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 5

บริการรับ-ส่งสนามบินอันล้ำสมัยนี้ นำเสนอกระบวนการเช็คอินแบบใหม่ที่ปฏิวัติประสบการณ์การเช็คอิน เมื่อแขกพบกับพนักงานขับรถที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สามารถทำการเช็คอินเข้าพักได้โดยตรงภายในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport หรือ บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ระหว่างการเดินทางไปยังโรงแรม การผสานการทำงานอย่างไร้รอยต่อนี้ ทำให้แขกสามารถเดินทางไปยังห้องพักได้ทันทีเมื่อถึงโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการเช็คอินที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ บริการนี้ยังเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะของยานยนต์ ช่วยให้การสื่อสารระหว่างรถรับ-ส่งกับทีมบริการของโรงแรมเป็นไปอย่างทันท่วงที เพื่อให้มั่นใจว่าห้องพักได้รับการจัดเตรียมอย่างสมบูรณ์แบบก่อนการมาถึง จึงตอบโจทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักธุรกิจและผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราที่ให้ความสำคัญกับเวลาและความสะดวกสบาย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโฟร์ซีซั่นส์ในการส่งมอบบริการที่เหนือความคาดหมาย

การนำเสนอยนตรกรรมทั้งสองรุ่นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ในด้านความยั่งยืนและความเป็นเลิศด้านความหรูหรา โดยยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% อย่างบีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport สอดคล้องกับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรม ซึ่งครอบคลุมทั้งมาตรการประหยัดพลังงานและโครงการลดมลพิษ ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ส่งมอบความเป็นเลิศด้านยานยนต์แบบคลาสสิกสำหรับแขกที่ชื่นชอบความหรูหราแบบดั้งเดิม

ยนตรกรรมทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบความบันเทิงล้ำสมัย รวมถึงจอภาพ BMW Theatre Screen ขนาด 31.3 นิ้ว แบบพาโนรามา ซึ่งเสริมให้ประสบการณ์ความบันเทิงของโรงแรมสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เคียงคู่ไปกับห้องอาหารและบาร์ทั้ง 6 แห่ง รวมถึง BKK Social Club ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบาร์ที่ดีที่สุดในเอเชียประสบการณ์การเดินทางสุดพิเศษนี้ได้ถูกออกแบบให้สอดรับกับปรัชญา Urban Wellness Centre ของโรงแรม ที่ให้ความสำคัญกับ กาย จิตใจ และการทำงาน ยกระดับการเดินทางให้เป็นมากกว่าการรับ-ส่ง นักธุรกิจสามารถบริหารจัดการงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยระบบเชื่อมต่อความเร็วสูงที่พร้อมให้บริการตลอดการเดินทาง ในขณะที่แขกที่เดินทางเพื่อการพักผ่อนสามารถเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายระดับพรีเมียมและระบบแสงแวดล้อมที่สะท้อนการออกแบบอันประณีตโดย ฌอง-มิเชล กาธี ระบบควบคุมอุณหภูมิและระบบป้องกันเสียงรบกวนของยนตรกรรมบีเอ็มดับเบิลยู สร้างบรรยากาศแห่งความสงบที่เตรียมพร้อมให้แขกสัมผัสกับความผ่อนคลายที่รอคอยอยู่ ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์