Home Blog Page 106

‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้น้องได้เรียน’ เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 5 มอบ 100 ทุน ให้แก่เยาวชนไทย ส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา

0
มิตซูบิชิ 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เดินหน้าสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมต้น (ม.1-3) จำนวน 100 คน ในโครงการ ‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้น้องได้เรียน’ ประจำปี 2567 โดยเป็นนักเรียนจากจังหวัดชลบุรี 70 คน และจังหวัดปทุมธานี 30 คน โครงการนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 หลังจากเริ่มดำเนินการมอบทุนการศึกษาครั้งแรกในปี 2563

มิตซูบิชิ 3

มร. เออิจิ โอกาวะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ กรรมการมูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 64 ปี โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งยังมีการจ้างงานจำนวนมาก เราเริ่มต้นโครงการ ‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้น้องได้เรียน’ ในปี 2563 ด้วยความร่วมมือจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยได้มอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่เรียนดีและประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ มาแล้วเป็นจำนวนทั้งหมด 574 ทุน ซึ่งรวมถึง 100 ทุน ที่มอบในปี 2567 นี้ และหวังว่าจะได้เห็นนักเรียนทุนของเราได้ศึกษาเล่าเรียนได้อย่างไม่ขาดตอน พัฒนาศักยภาพเชิงวิชาการของตนเองได้อย่างเต็มที่ และนำความรู้และประสบการณ์มาร่วมกันพัฒนาประเทศไทยต่อไป”

มิตซูบิชิ 4

นางผลิพร ธัญญอนันต์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อสาธารณะและระดมความร่วมมือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า “ขอขอบคุณโครงการ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้น้องได้เรียน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และมูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้รับโอกาสเล่าเรียนอย่างต่อเนื่อง และช่วยแบ่งเบาภาระด้านการเงินของหลายครอบครัว สอดคล้องกับหลักคิดของ กสศ. ที่ว่า ‘ให้การศึกษาคือกิจของทุกคน’ หรือ All for Education”

พิธีมอบทุนการศึกษาในจังหวัดชลบุรีจัดขึ้น ณ โรงงานแหลมฉบัง 3 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำโดย มร. เออิจิ โอกาวะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เด็กนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาจำนวนทั้งหมด 70 คน ยังได้มีโอกาสเยี่ยมชมโรงงานแห่งที่ 2 และโรงงานแห่งที่ 3 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อสัมผัสเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ที่ล้ำสมัย

มิตซูบิชิ 4

สำหรับพิธีมอบทุนการศึกษาในจังหวัดปทุมธานีจัดขึ้น ณ สถาบันการศึกษาและฝึกอบรมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำโดย นายจรูญ บัญญัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม สายงานกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคลและสิ่งแวดล้อม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย หลังเสร็จสิ้นพิธีมอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาจำนวนทั้งหมด 30 คน ยังได้เยี่ยมชมสถาบันการศึกษาและฝึกอบรมที่เป็นแหล่งพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญให้กับพนักงานของผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทั้งในด้านบริการการขาย บริการหลังการขาย และบริการซ่อมบำรุงโดยช่างเทคนิค

มิตซูบิชิ 5

มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในเดือนสิงหาคม 2563 ในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทยด้วยการดำเนินงานผ่านหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์ความรับผิดชอบต่อสังคม ‘สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย’ ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

 

“อีซูซุ” ร่วมกับ “กรมการขนส่งทางบก” จัด “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ ปีที่ 2” ส่งนักขับคุณภาพสู่สังคมไทย

0
อีซูซุ 1

อีซูซุ ในฐานะผู้นำวงการรถบรรทุกยอดขายอันดับ 1 ของเมืองไทย ตอกย้ำการเป็นเจ้าตลาดรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก และ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย จัด “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ ปีที่ 2” ให้กับบุคคลทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพการขับขี่ของนักขับรถบรรทุกมืออาชีพของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อยกระดับวงการขนส่งไทยสู่สากล ณ ศูนย์สอนขับรถบรรทุกขนาดใหญ่ กรมการขนส่งทางบก จังหวัดปทุมธานี

อีซูซุ 2

กลุ่มตรีเพชร โดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ด้วยการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากกรมการขนส่งทางบก ทำให้โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ ก้าวสู่ ปีที่ 2 ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในวงการอุตสาหกรรม ยานยนต์และโลจิสติกส์ไทย เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจการให้บริการโลจิสติกส์ของประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการขนส่งจึงต้องมีความพร้อมในการพัฒนาธุรกิจของตนเองให้สามารถรองรับการแข่งขันในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการ สำหรับอีซูซุนั้น เราพร้อมเคียงคู่ผู้ประกอบการด้วย Isuzu Life Cycle Solutions สนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่ขั้นตอนซื้อรถ เพื่อให้ได้รถบรรทุกที่คุ้มค่า ตอบโจทย์การใช้งาน ให้คำแนะนำ พร้อมหลักสูตรอบรมต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ วิเคราะห์และวางแผนในการลดต้นทุนได้อย่างดีเยี่ยมหมดกังวล ทุกปัญหาการซ่อมบํารุง ด้วยความพร้อมของบริการหลังการขาย โดยทีมงานมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ และอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการซ่อมบำรุง ทำให้ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงความพร้อมของอะไหล่หลากหลายรายการ ครอบคลุมทุกความต้องการด้วยคุณภาพมาตรฐาน ราคาประหยัด ทั้งหมดนี้ เพื่อมอบบริการที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้รถบรรทุกอีซูซุได้อย่างมั่นใจ และเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้อีซูซุขอแนะนำรถบรรทุกรุ่นใหม่ “ISUZU KING OF TRUCKS EURO 5 MAX…ขีดสุดทุกมิติขนส่ง” มาตรฐานไอเสียยูโร 5 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยไม่ต้องเติมน้ำยาบำบัดไอเสีย เช่น AdBlue® หรือน้ำยาอื่น ๆ ตลอดการใช้งาน แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพดีเยี่ยม ทั้งด้านสมรรถนะและการประหยัดน้ำมันที่เหนือชั้น และสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากข้อที่กล่าวมา บุคลากร โดยเฉพาะพนักงานขับรถที่มีทักษะที่ดีจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเช่นกัน”

อีซูซุ 3

ด้านคุณเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพนี้ เป็นอีกหนึ่งในความมุ่งมั่นของกรมการขนส่งทางบกที่จะผลิตพนักงานขับรถผู้มีคุณภาพและทักษะออกสู่ภาคการขนส่ง จึงได้จัด “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ” ขึ้น โดยเปิดโอกาสให้บุคคลที่สนใจเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎี การฝึกปฏิบัติและการทดสอบก่อนออกหนังสือรับรองเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถประเภททุกประเภท ชนิดที่ 2 ด้วยหลักสูตรแบบเข้มข้นและครบถ้วนเต็ม 5 วัน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดการอบรม โดยโครงการนี้ กรมการขนส่งทางบกได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากภาคเอกชนคือ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งกรมการขนส่งทางบกเห็นว่าการขนส่งทางถนนนั้นถือได้ว่าเป็นการขนส่งหลักของประเทศไทยที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมไทยให้ดีขึ้นได้ โดยรัฐบาลรวมถึงกรมการขนส่งทางบกมีนโยบายในการพัฒนาการขนส่ง ทางถนนให้มีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันได้ รวมถึงมีความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

อีซูซุ 3

ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ ปีที่ 2” ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนที่ดีเยี่ยม ด้วยการให้การสนับสนุนที่ดีในการสร้างอาชีพ และพัฒนาทักษะพนักงานขับรถที่มีประสิทธิภาพสู่สังคมไทย สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของกรมการขนส่งทางบก เพื่อยกระดับมาตรฐาน พัฒนากิจการการขนส่งทางบก รวมถึงสนับสนุนสิทธิประโยชน์ของสมาชิกในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านความปลอดภัย และประสิทธิภาพการให้บริการ”

อีซูซุ 6

สำหรับผู้เข้าร่วมการอบรม รุ่นที่ 2 ใน “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ” ที่อีซูซุ ให้การสนับสนุน มีจำนวนทั้งหมด 35 คน ระยะเวลาเรียน 5 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2567 ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย รวมที่พักและอาหารตลอดการอบรม โดยการอบรมจะแบ่งเป็นภาคทฤษฎี และภาคฝึกปฏิบัติ ดังนี้

อีซูซุ 7

ภาคทฤษฎี ประกอบด้วย การให้ความรู้ทางกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยทางหลวง กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา ความรู้เกี่ยวกับการประกันภัยและความรับผิด ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการขนส่งวัตถุอันตราย ข้อปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินและการให้ความช่วยเหลือและปฐมพยาบาล จิตสำนึกและมารยาทในการขับรถ การคาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception) มนุษยสัมพันธ์และมารยาทในการขับรถ การส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย หน้าที่ผู้ขับรถและการบำรุงรักษารถ หัวใจและการบริการทางการขนส่ง หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ขับรถตั้งแต่รถขนาดเล็กไปจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่

อีซูซุ 9

ภาคฝึกปฏิบัติ ประกอบด้วย การตรวจเช็กรถและอุปกรณ์ต่างๆ การหมุนพวงมาลัย วิธีดู จุดบอดของรถเพื่อป้องกันอันตราย การขับรถเวลากลางคืน และการฝึกหัดขับรถ 12 ท่าฝึก สำหรับการอบรมภาคปฏิบัตินี้ ผู้เรียนจะฝึกจากรถบรรทุกอีซูซุ 6 ล้อ ขนาดกลาง รุ่น FRR Euro 5 Max

อีซูซุ 11

“สรยท.” ประกาศชื่อรถ-รถจักรยานยนต์เข้ารอบสุดท้าย THAILAND CAR OF THE YEAR 2024

0
สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 1

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. ประกาศรายชื่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวน 20 รุ่นที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายเพื่อให้สมาชิกที่ทรงคุณวุฒิได้ลงคะแนนคัดเลือกอีกครั้ง เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะที่จะครองรางวัลในแต่ละสาขา นั่นคือ รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปี 2567 หรือ THAILAND EV OF THE YEAR 2024 และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 หรือ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2024

หลังจากที่มีการเปิดให้สมาชิกโหวตลงคะแนนไปเมื่อวันที่ 17-22 ตุลาคมที่ผ่านมา ในที่สุด สมาคมฯ
ก็ได้รายชื่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เข้ารอบสุดท้ายจำนวน 20 รุ่นของการจัดงาน TCOTY 2024 หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 โดยแบ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในและไฮบริดจำนวน 5 รุ่น รถยนต์ไฟฟ้า-BEV จำนวน 9 รุ่น และรถจักรยานยนต์ จำนวน 6 รุ่น

ในปีนี้จะมีการมอบรางวัลโดยแบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 หรือ TCOTY 2024 หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปี 2567 หรือ THAILAND EV OF THE YEAR 2024 และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 หรือ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2024 โดยจะนำรถยนต์และจักรยานยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 20 รุ่น มาแบ่งการทดสอบตามสาขาของรางวัลที่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รุ่นนั้นๆ ผ่านเข้ารอบมา โดยสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมฯ จะเป็นผู้ทำการทดสอบภาคสนามและให้คะแนนในครั้งสุดท้าย

สำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายประกอบด้วย

– รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี หรือ TCOTY หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR ในปีนี้มีรถยนต์ที่เข้าเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 8 รุ่น และสมาชิกมีการลงคะแนนคัดเลือกรอบแรก เพื่อคัดเลือกรถยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 5 รุ่นเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย

  1. BMW Series 5 (G60)
  2. HONDA Accord e:HEV
  3. MERCEDES-Benz E-Class (W214)
  4. TOYOTA Yaris Cross
  5. MG3 Hybrid+

– รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปี หรือ THAILAND EV OF THE YEAR ในปีนี้มีรถยนต์ที่เข้าเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 18 รุ่น และสมาชิกมีการลงคะแนนคัดเลือกรอบแรก เพื่อคัดเลือกรถยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 9 รุ่นเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย

  1. AVATR 11
  2. BMW i5
  3. CHANGAN Deepal S07
  4. HONDA e:N1
  5. HYUNDAI IONIQ5 (5N)
  6. MERCEDES EQS 450 4Metic
  7. MG Maxus7
  8. NETA X
  9. ORA07

– รถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี หรือ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR ในปีนี้มีรถจักรยานยนต์ที่เข้าเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 11 รุ่น และสมาชิกมีการลงคะแนนคัดเลือกรอบแรก เพื่อคัดเลือกรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 6 รุ่นเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย

  1. BMW R1300 GS
  2. CYCLONE RA401
  3. HARLEY DAVIDSON Street Glide
  4. TRIUMPH SCRAMBLER 400X
  5. YAMAHA PG-1
  6. Zontes 350e 

สำหรับรถที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายทั้ง 20 รุ่นนี้ จะมีการจัดทดสอบภาคสนามเพื่อให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมฯ ได้ลงคะแนน ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ที่ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ หรือ ATTRIC เพื่อคัดเลือกยานยนต์เพียงรุ่นเดียวที่จะเป็นผู้ชนะในแต่ละสาขาของรางวัลในปีนี้ และจะมีการจัดพิธีมอบรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 THAILAND EV OF THE YEAR 2024 และ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2024 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ที่ The HALLS Bangkok ถนนวิภาวดีรังสิต

 

 

“RIDDARA” เปิดตัว RIDDARA RD6 “THE FIRST EV PICK UP IN THAILAND” รถกระบะไฟฟ้า 100% ครั้งแรกในไทย นิยามใหม่ของไลฟ์สไตล์ที่ไร้ขีดจำกัด เปิดราคาเริ่มต้น 8.99 แสนบาท

0
RIDDARA 10

RIDDARA (ริดดารา) เผยโฉม RIDDARA RD6 รถกระบะไฟฟ้า 100% คันแรกของเมืองไทย ชูนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ผสานศักยภาพรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ดีไซน์โดดเด่นพรีเมียม สะดวกสบายระดับ SUV พร้อมนำเสนอนิยามใหม่ของรถกระบะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัวรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างทุกความสำเร็จ และลุยไปกับทุกกิจกรรมของครอบครัว เปิดราคาขายเริ่มต้น 899,000 บาท

ดร. หลิง ซื่อ เฉวียน ประธานกรรมการบริหาร RIDDARA New Energy Automobile เปิดเผยว่า “RIDDARA เป็นแบรนด์รถกระบะพลังงานไฟฟ้าในเครือ GEELY Holding Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นในการพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ โดย RIDDARA ได้นำความโดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยี การผลิต รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของกลุ่ม GEELY Holding มาเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์กระบะพลังงานไฟฟ้าที่จะมาสร้างไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ด้วยการผสานศักยภาพของรถกระบะที่สามารถรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบในสภาพถนนที่มีความแตกต่างไปพร้อมกับการขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายแบบรถยนต์ SUV เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่และมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าตามแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมนวัตกรรมอันทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งนี้หลังก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตลาดรถกระบะไฟฟ้าในประเทศจีนด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 60% ในปี 2023 ที่ผ่านมา RIDDARA ก็พร้อมที่จะขยายสู่ตลาดโลกเพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ สร้างไลฟ์สไตล์เอาท์ดอร์ที่แตกต่างให้กับลูกค้าทั่วทุกมุมโลก”

RIDDARA 2

ดร. หลิง กล่าวเสริม “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ด้วยนโยบายจากรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่อย่างจริงจังทำให้มีแบรนด์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่เป็นรถยนต์พลังงานใหม่เข้าสู่ตลาดและได้รับความนิยมแพร่หลายในประเทศไทย ในขณะที่กลุ่มตลาดรถกระบะในประเทศไทยนั้นยังถือเป็นฐานการผลิตสำคัญที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งยังคงมีความท้าทายและความต้องการอันหลากหลายที่รอการเติมเต็ม

RIDDARA จึงทุ่มเทอย่างหนักทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราอย่างรอบด้านด้วยการนำเทคโนโลยีไฟฟ้าและนวัตกรรมการขับขี่อัจฉริยะมาสู่อุตสาหกรรมรถกระบะ โดยหวังว่าการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้มีส่วนขับเคลื่อนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการรถกระบะได้อย่างกว้างขวาง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รถ RIDDARA รุ่นแรกนี้จะสร้างมิติใหม่แห่งการขับขี่ที่ผสมผสานสมรรถนะแกร่งแบบรถกระบะไปพร้อมกับการขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายแบบรถยนต์ SUV เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งความเร็วได้อย่างน่าประทับใจ การประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน และคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่น่าไว้วางใจ พร้อมบทพิสูจน์ถึงความสามารถในการรับมือกับสภาพอากาศที่หลากหลาย จากการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมา ซึ่ง RIDDARA หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รถกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่ของเราจะสร้างมุมมองใหม่ให้กับรถกระบะในประเทศไทย ในการผสมผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมุ่งเน้นความสำคัญด้านความยั่งยืนไปพร้อมกัน” ดร. หลิง ซื่อ เฉวียน กล่าวสรุป

RIDDARA ผู้นำรถกระบะพลังงานไฟฟ้าในประเทศจีน

สำหรับ RIDDARA เปิดตัวอย่างเป็นทางการในจีนในปี 2022 โดยเป็นแบรนด์ในเครือ GEELY Holding Group ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ที่ได้รับความไว้วางใจและยอมรับในระดับสากล โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำของโลก Fortune Global 500 ติดต่อกันอย่างยาวนาน โดยปัจจุบัน GEELY Holding Group บริหารแบรนด์รถยนต์ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ครอบคลุมหลายเซกเมนท์ อาทิ ZEEKR , LYNK&CO, VOLVO, POLESTAR, รวมไปถึง LOTUS ทั้งนี้ RIDDARA มุ่งเน้นที่รถกระบะพลังงานใหม่ เพื่อส่งเสริมให้เกิดวิถีชีวิตใหม่ของผู้บริโภค พร้อมยึดหลักการบริหารโดยเน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง โดย RIDDARA มีการบริหารงานอย่างอิสระ แต่ยังคงตอบรับและสอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของ GEELY Holding Group โดยมีการทำงานและได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ขั้นตอนการผลิตอัจฉริยะ การจัดการด้านคุณภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน
ในปี 2023 ที่ผ่านมา RIDDARA ครองตำแหน่ง China’s NO.1 EV-pickup รถกระบะไฟฟ้ายอดขายอันดับหนึ่งในประเทศจีนด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกลุ่มรถกระบะในจีนมากกว่า 60% และมีแผนเปิดตัวรถกระบะพลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมแผนการขยายธุรกิจในระดับสากลที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยปัจจุบัน RIDDARA เปิดตัวรถกระบะพลังงานไฟฟ้าแล้วในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง อเมริกากลาง และอเมริกาใต้

RIDDARA 3
ในประเทศไทย RIDDARA จะดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท ริดดารา ออโต้โมบาย (ประเทศไทย) จำกัด (RIDDARA AUTOMOBILE (THAILAND) COMPANY LIMITED โดยพร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นผ่านการแนะนำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยและให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าคนไทยเป็นหลัก รวมไปถึงการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในทุกภาคส่วนเพื่อมอบประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้า และสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางตลาดรถกระบะพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

RIDDARA RD6 : THE FIRST EV PICKUP IN THAILAND

RIDDARA RD6 นับเป็น “THE FIRST EV PICK UP IN THAILAND” กระบะไฟฟ้า 100% ที่เปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบและพร้อมให้เป็นเจ้าของเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทย โดดเด่นด้วยนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแพลตฟอร์มรถยนต์ที่พัฒนาเอาจุดเด่นของรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาผสมผสานกัน ทำให้ RIDDARA RD6 มีความโดดเด่นทั้งในด้านของการออกแบบ สมรรถนะและความอัจฉริยะในแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยโครงสร้างตัวถังขนาดใหญ่และมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย และติดตั้งระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ที่ครบครัน พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับทั้งการเดินทาง และการทำกิจกรรมแบบเอาท์ดอร์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป

RIDDARA 14
EASY DRIVE TO WORK เปลี่ยนนิยามของกระบะให้เป็นได้มากกว่า
RIDDARA RD6 ให้สมรรถนะที่โดดเด่นด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และแรงบิดสูงสุด 595 นิวตันเมตร มาพร้อมช่องจ่ายกระแสไฟตามมาตรฐานยุโรปขนาด 6KW ที่กระบะท้ายพร้อมระบบป้องกันการจ่ายไฟฟ้าอัจฉริยะสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ทั้งในขณะจอดรถ ล็อกรถ ชาร์จไฟ หรือแม้กระทั่งขณะขับรถ นอกจากนี้ยังมาพร้อมการเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือทำให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน

LUXURIOUS COMFORT & INTELLIGENT COCKPIT FOR FAMILY มอบความสะดวกสบายและห้องโดยสารที่มาพร้อมนวัตกรรมทันสมัย
RIDDARA RD6 มอบความความสะดวกสบายระดับ SUV ด้วยห้องโดยสารระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาสำหรับทุกคนในครอบครัว ให้ห้องโดยสารที่เงียบสงบด้วยเทคโนโลยี Pure Electric NVH Silent พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Carbit link พร้อมที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายขนาด 50W มีระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศ CN95 filter PM 2.5 เบาะหนังคุณภาพสูง ดีไซน์เอกลักษณ์ ปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศที่เบาะโดยสาร เบาะหน้าเอนได้แบบ 180 องศา ปรับแต่งเพิ่มพื้นที่การใช้งานที่หลากหลายเพื่อทุกคนในครอบครัว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกครบครันพร้อมมอบความสะดวกสบายในทุกเส้นทาง

ENJOY OUTDOOOR LIFESTYLE พร้อมตอบทุกโจทย์กิจกรรมของครอบครัว
RIDDARA RD6 ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 แบบอัตโนมัติ โดยมีโหมดการขับขี่ 7 โหมด สำหรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน (Sand / Mud / Off-road / Wading / Economy / Comfort / Sport) อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุด 815 มิลลิเมตร มีพื้นที่บรรทุกกระบะท้ายขนาด 1,200 ลิตร ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าขนาด 70 ลิตร และพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังอีก 48 ลิตร อีกทั้งยังมีความสามารถในการลากจูงได้สูงสุดถึง 3,000 กิโลกรัม พร้อมบันไดท้ายซ่อนภายในประตูท้ายกระบะ ให้การขึ้นลงท้ายกระบะเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย

SAFETY IS THE FOUNDATION OF EVERY ADVENTURE มั่นใจในทุกเส้นทาง ปกป้องทุกคนในครอบครัว
RIDDARA RD6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยรอบคัน ซึ่งรวมถึงระบบช่วยในการขับขี่ ADAS (Advanced Driving Assistance Systems) สูงสุด 14 ระบบ และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 6 จุดช่วยปกป้องทั่วทั้งห้องโดยสาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของโครงสร้างรถ

RIDDARA 11

RIDDARA RD6 มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยมี 4 รุ่นย่อย ด้วยราคาจำหน่ายดังนี้
•RIDDARA RD6 2WD 63kWh ราคา 899,000 บาท
•RIDDARA RD6 2WD 73kWh ราคา 999,000 บาท
•RIDDARA RD6 4WD 73kWh ราคา 1,149,000 บาท
•RIDDARA RD6 4WD 86kWh ราคา 1,299,000 บาท

พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ เมื่อจอง RIDDARA ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธันวาคม 2567
•อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารและสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด)
•รับโฮมชาร์จเจอร์พร้อมค่าบริการติดตั้งฟรี
•ฟรีประกันภัยชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี
•การรับประกันคุณภาพรถใหม่ครอบคลุมระยะเวลา 6 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร
•การรับประกันมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่ขับเคลื่อน เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 200,000 กิโลเมตร
•ฟรีค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษาตามระยะทางสูงสุด 6 ครั้ง ภายใน 6 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
•ฟรี แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถขนาด 2GB ระยะเวลา 1 ปี
•บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง ฟรี 6 ปี
พร้อมกันนี้ RIDDARA ได้เปิดตัวบริการหลังการขายภายใต้ชื่อ RIDDARA CARE ที่พร้อมดูแลและให้บริการลูกค้าทุกท่านผ่านผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รวมไปถึงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า RIDDARA Call Center ที่ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 02-039-5777

“บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย” เปิดตัว “GS” สองรุ่นใหม่ F 900 GS และ F 900 GS Adventure เอาใจสายทัวริ่งเพื่อการผจญภัยที่เร้าใจยิ่งขึ้น

0
BMW F 900 GS 1

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เปิดตัวสมาชิกใหม่ในตระกูล GS สองรุ่นล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure มอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง เอนดูโร เสริมตระกูล GS ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ขนาดกลาง ที่ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดและการขับขี่ผจญภัยระยะไกลให้ครบครันยิ่งขึ้น พร้อมน้ำหนักที่ลดลงไปถึง 14 กิโลกรัม โดยในรุ่น F 900 GS โดดเด่นด้วยนวัตกรรมที่เหนือกว่า พร้อมความคล่องตัวและทรงพลัง ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure ถูกผสมผสานทั้งเทคโนโลยี เครื่องยนต์ เพื่อตอบโจทย์ผู้รักการเดินทางไกล ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมขุมพลังที่เหมาะกับเส้นทางออฟโรด ด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบแถวเรียงที่ล้ำสมัย และโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย

BMW F 900 GS 2

มร. ชิวาภาดา เรย์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้นำมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอนดูโรสองรุ่นใหม่มาเปิดตัวแก่แฟน ๆ ชาวไทย ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาในด้านสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด ทัวริ่ง และศักยภาพในการผจญสภาวะการขับขี่ที่ท้าทายต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญ ทั้งสองรุ่นนี้ ยังประกอบขึ้นที่โรงงานของเราในจังหวัดระยอง เพื่อส่งให้แก่ตลาดในประเทศและในภูมิภาค เป็นข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพในการผลิตและเครือข่ายการผลิตที่แข็งแกร่งของเรา เรามั่นใจว่าทั้งบีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS และ F 900 GS Adventure จะสามารถตอบโจทย์นักขี่ที่มองหามอเตอร์ไซค์สำหรับการผจญภัยระยะไกลได้อย่างแน่นอน”

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Style Passionราคาจำหน่าย: 649,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมการรับประกันคุณภาพ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

BMW F 900 GS 6

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Style GS Trophyราคาจำหน่าย: 665,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมการรับประกันคุณภาพ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

BMW F 900 GS 9

 

หัวใจสำคัญของ บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS คือเครื่องยนต์ที่ได้รับการอัพเกรดเป็น 2 สูบแถวเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 895 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 77 กิโลวัตต์ / 105 แรงม้า ที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 93 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบต่อนาที เครื่องยนต์นี้ส่งมอบอัตราเร่งที่รวดเร็วและการส่งกำลังที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกสภาพพื้นผิว และด้วยน้ำหนักที่ลดลงไปถึง 14 กิโลกรัมหากเทียบกับรุ่นก่อน ทำให้ F 900 GS เป็นหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ GS สปอร์ตที่คล่องตัวที่สุด

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS มาพร้อมกับโหมดการขับขี่มาตรฐานสองแบบ ได้แก่ ‘Rain’ และ ‘Road’ เพื่อการควบคุมที่เหมาะสมที่สุดในสภาพการขับขี่ที่หลากหลาย ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) และ ABS Pro ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการเข้าโค้งและการเบรก โหมด ‘Riding Modes Pro’ ที่เป็นอุปกรณ์เสริมจะเพิ่มโหมด ‘Dynamic’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ ซึ่งจะปรับการตอบสนองของคันเร่งและการเบรกให้รับกับทุกสภาพพื้นผิว นอกจากนี้ Riding Modes Pro ยังช่วยให้คนขับขี่สามารถเลือกตั้งค่าปุ่มต่าง ๆ ที่แฮนด์ด้านขวา และการควบคุมแรงบิดลากของเครื่องยนต์เป็นอีกองค์ประกอบใหม่ของ Riding Modes Pro ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน

BMW F 900 GS 10

มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ได้รับการออกแบบโครงรถใหม่ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการขับขี่แบบทัวริ่งและออฟโรด ถังน้ำมันขนาด 14.5 ลิตรที่ออกแบบใหม่ ผนวกกับการปรับส่วนท้ายรถและท่อไอเสียแบบ Akrapovič ช่วยลดน้ำหนักลง เพิ่มความคล่องตัวได้มากยิ่งขึ้น การปรับแต่งที่พักเท้าที่ต่ำลงและแฮนด์บาร์ที่สูงขึ้น ช่วยควบคุมระหว่างการขับขี่แบบออฟโรด และยังมีสวิงอาร์มที่น้ำหนักเบาขึ้น ตัวลดเสียงท่อไอเสียด้านหลังแบบสปอร์ตโดย Akrapovič ที่พักเท้าแบบเอนดูโร แฮนด์จับแบบอุ่น (heated grips) ขาตั้งข้างอะลูมิเนียม และไฟหน้า LED แบบใหม่ที่ให้แสงสว่างในมุมที่กว้างขึ้นเมื่อเปิดโหมดไฟต่ำอีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS ยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ตั้งแต่จอแสดงผลแบบ TFT ขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว ที่ให้การควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการนำทาง ควบคุมเพลง หรือรับสาย ผู้ขับขี่ก็สามารถทำได้อย่างราบรื่นผ่านแอปพลิเคชัน BMW Motorrad Connected และยังมีพอร์ตชาร์จ USB สองพอร์ต ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ มีพลังงานเพียงพอใช้งานระหว่างการขับขี่ทางไกล นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS ยังมาพร้อมกับแท่นยึดอุปกรณ์อเนกประสงค์ ช่วยให้นักขับขี่สามารถติดตั้งอุปกรณ์นำทาง กล้อง และอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ และยังมีฟีเจอร์ด้านความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นให้ผู้ขับขี่เลือกใช้งาน เช่น Keyless Ride ช่วยให้สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์และปลดล็อคฟังก์ชันต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องหยิบกุญแจออกจากกระเป๋า ที่สำคัญกว่านั้น มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติด้านความปลอดภัยมากมาย อาทิ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ช่วยให้สตาร์ทรถบนทางชันได้ง่ายขึ้น ระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ป้องกันการเร่งเครื่องโดยไม่ได้ตั้งใจในสถานการณ์เบรกฉุกเฉิน ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) และ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ABS Pro มอบความปลอดภัยยิ่งขึ้นในระหว่างการเข้าโค้งและการเบรกกะทันหัน เพื่อให้มั่นใจในการขับขี่ที่ปลอดภัยสูงสุดสำหรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด F 900 GS มีให้เลือก 2 สีที่ต่างเน้นย้ำถึงความสปอร์ตและการขับขี่แบบออฟโรด ได้แก่ สีเหลือง São Paulo สำหรับรุ่น Passion และสีขาวตัดฟ้า Lightwhite / Racing Blue Metallic สำหรับรุ่น GS Trophy

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure ราคา: 689,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมการรับประกันคุณภาพ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure ก้าวข้ามขีดจำกัดของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง เอนดูโร โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2 สูบแถวเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 895 ซีซี ที่ทรงพลังและอเนกประสงค์ ให้กำลังสูงสุด 77 กิโลวัตk’ / 105 แรงม้า ที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 93 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบต่อนาที มอบอัตราเร่งที่ราบรื่นและทรงพลังใน
ทุกสภาพพื้นผิว และเสียงของท่อไอเสียที่ทุ้มลึกและดุดันอันเป็นเอกลักษณ์ เพิ่มอารมณ์ให้กับประสบการณ์การขับขี่แบบผจญภัย

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure ยังได้รับการออกแบบที่เน้นความทนทาน อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและคุณสมบัติต่าง ๆ เพิ่มทั้งความสะดวกสบายและสมรรถภาพ มีโหมดการขับขี่มาตรฐานสองแบบ ได้แก่ ‘Rain’ และ ‘Road’ เพื่อให้มั่นใจถึงการควบคุมรถสูงสุดในสภาพอากาศและสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย สำหรับนักขับขี่ที่ต้องการความสามารถในการปรับตัวมากขึ้น ส่วนโหมด ‘Riding Modes Pro’ ซึ่งเป็นแพ็คเกจเสริม มาพร้อมโหมดเพิ่มเติม เช่น ‘Dynamic’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ ช่วยให้สามารถปรับแต่งการตอบสนองของคันเร่ง การเบรก และระบบควบคุมการยึดเกาะถนนให้เหมาะกับการผจญภัยทุกรูปแบบ นอกจากนี้ ระบบ Dynamic ESA (Electronic Suspension Adjustment) จะปรับช่วงล่างโดยอัตโนมัติตามสภาพพื้นผิวและน้ำหนักบรรทุก ให้ความสะดวกสบายในการขับขี่และการควบคุมที่แม่นยำ ซึ่งจำเป็นสำหรับการขับขี่แบบทัวริ่งในระยะไกล นับเป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยอย่างแท้จริง

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure สร้างขึ้นเพื่อการเดินทางระยะไกล ด้วยถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้น 23 ลิตร ตอบสนองผู้ที่ต้องการเดินทางโดยไม่ต้องหยุดเติมน้ำมันบ่อย ๆ และมาพร้อมกับการ์ดเครื่องยนต์แบบอะลูมิเนียม เพิ่มการปกป้องขึ้นไปอีกในสภาพถนนที่ขรุขระ กระจกบังลมปรับได้ มอบความยืดหยุ่นในการปรับแต่งการป้องกันลมและสภาพอากาศตามสภาพการขับขี่ ไฟหน้า LED มาตรฐานของรุ่นนี้ยังช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าในเวลาใดหรือสภาพพื้นผิวแบบใด

นอกจากดีไซน์ที่โดดเด่น แข็งแกร่งแต่ประณีต บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure ยังมาพร้อมตัวเลือกของสีสัน ได้แก่ สี Blackstorm Metallic สำหรับรุ่นพื้นฐาน และสี White Aluminium Matt สำหรับรุ่น Ride Pro เฉดสีเหล่านี้ช่วยเสริมลุคที่สอดคล้องกับโครงสร้างที่แข็งแกร่งของมอเตอร์ไซค์ สื่อถึงงานฝีมือระดับพรีเมียม ทำให้มีรูปลักษณ์ที่
โดดเด่นไม่แพ้ศักยภาพของรถด้วยเช่นกัน

Porsche เฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี เปิดตัว 911 GT3 และ 911 GT3 Touring รถสปอร์ตที่ยอดเยี่ยมบนท้องถนนและพร้อมใช้ในสนามแข่ง

0
PORSCHE 1

ปอร์เช่ (Porsche) เปิดตัว 911 จีที3 (911 GT3) รุ่นใหม่ รถสปอร์ตที่พร้อมสำหรับสนามแข่งอย่างแท้จริง ซึ่งเปิดตัวในปีครบรอบด้วยกลยุทธ์น้ำหนักเบา เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 4.0 ลิตร แบบไม่ใช้ระบบเทอร์โบอัดอากาศ ที่มีพละกำลังถึง 375 กิโลวัตต์ (510 แรงม้า) และแรงบิด 450 นิวตันเมตร พร้อมตัวเลือกใหม่ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นหลัก แพ็กเกจ Weissach ซึ่งมีให้เลือกเป็นครั้งแรกใน 911 จีที3 (911 GT3) คือการเสนอทางเลือกการปรับแต่งเพิ่มเติมสำหรับการใช้งานในสนามแข่ง นอกจากนี้ รถสปอร์ตนี้ยังมาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงออฟชั่นอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความสปอร์ตอีกด้วย

PORSCHE 2

911 จีที3 (911 GT3) มาพร้อมการออกแบบที่ทันสมัย
โมเดลใหม่ของ 911 จีที3 (911 GT3) มาพร้อมกับการออกแบบที่เฉียบคมขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงระบบอากาศพลศาสตร์ที่ปรับแต่ง ในทั้ง 2 เวอร์ชัน กันชนหน้าที่ปรับรูปทรงใหม่ ปีกสปอยเลอร์ที่ได้รับการปรับปรุง และการเปลี่ยนแปลงฟินส์ใต้รถ ช่วยเพิ่มแรงกดและเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศ ไฟหน้า Matrix LED ที่ออกแบบใหม่ ซึ่งมีให้เลือกใน 911 จีที3 (911 GT3) พร้อมวงแหวนสีขาวแบบออฟชั่น รวบรวมฟังก์ชันไฟส่องสว่างทั้งหมดของ 911 และช่วยลดความจำเป็นในการติดตั้งไฟเพิ่มเติมที่กันชนหน้า ทำให้พื้นที่สำหรับการดูดอากาศมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีลักษณะที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ในส่วนท้ายรถได้ปรับการออกแบบของกันชนหลัง ช่องนำอากาศ และฝาครอบหลัง ส่วนปีกหลังของ 911 จีที3 (911 GT3) มาพร้อมกับแผ่นข้างที่ให้มุมมองใหม่

PORSCHE 3

ปอร์เช่ (Porsche) ใช้ปีกนก (Trailing arm) ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ โดยมีรูปทรงหยดน้ำ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มแรงกดอากาศบริเวณซุ้มล้อเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง และช่วยระบายความร้อนของเบรกได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าแรงกดอากาศระหว่างล้อหน้าและล้อหลังยังคงสมดุลอยู่เสมอ แม้ในขณะเบรกจากความเร็วสูง วิศวกรด้านระบบกันสะเทือนได้ลดการเคลื่อนไหวและการโยนตัวของรถ (antidive) ในปอร์เช่ 911 จีที3 (911 GT3) รุ่นใหม่ จุดยึดลูกหมากด้านหน้าของแขนด้านล่างถูกย้ายลงมาให้ต่ำลงเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยการปรับปรุงเหล่านี้ได้รับมาจากปอร์เช่ 911 จีที3 อาร์เอส (911 GT3 RS) รุ่นปัจจุบัน ปอร์เช่ 911 จีที3 (911 GT3) มาพร้อมกับยางสปอร์ตขนาด 255/35 ZR 20 (ด้านหน้า) และ 315/30 ZR 21 (ด้านหลัง) ที่มีการยึดเกาะถนนเปียกที่ดียิ่งขึ้น และยังมีตัวเลือกยางสำหรับใช้ในสนามแข่งที่สามารถใช้งานบนถนนได้อีกด้วย

PORSCHE 4

แพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) มีพร้อมให้เลือกและสามารถปรับแต่งได้มากยิ่งขึ้น
ด้วยการเปลี่ยนโมเดล ปอร์เช่ (Porsche) ได้กำหนดความเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น 911 จีที3 (911 GT3) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นครั้งแรกที่แพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) ที่ได้รับความนิยมนี้ จะมีพร้อมให้คุณเลือกได้ตั้งแต่วันที่เปิดตัว ชื่อ “แพ็กเกจทัวริ่ง (Touring)” มาจากรุ่นอุปกรณ์ของ 911 คาร์เรร่า อาร์เอส 2.7 (911 Carrera RS 2.7) ในปี 1973 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม GT3 ตั้งแต่ปี 2017 ใน 911 จีที3 (911 GT3) ใหม่ รุ่นนี้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น โดยมีโลโก้ “911 GT3 touring” บนกริดฝาหลัง 911 จีที3 (911 GT3) พร้อมแพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) จะไม่มีปีกหลังแบบถาวร ทำให้สามารถรักษาเส้นสายอันสง่างามของ 911 ไว้ได้ ปีกหลังที่สามารถขยายได้พร้อมขอบที่สามารถดึงออกได้ Gurney flap และการออกแบบฟินที่ปรับแต่งบริเวณใต้ท้องรถ ช่วยให้เกิดสมดุลทางอากาศพลศาสตร์ ส่วนภายในมีการตกแต่งด้วยหนังคุณภาพสูงและให้ความรู้สึกสปอร์ตแบบคลาสสิก เป็นครั้งแรกที่ 911 จีที3 (911 GT3) แพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) มีระบบเบาะหลังให้เลือกติดตั้งเป็นออฟชั่นเสริม ซึ่งช่วยให้รถสปอร์ตที่ใช้งานในชีวิตประจำวันสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของลูกค้า เพื่อมอบความสนุกสูงสุดในการขับขี่ วอลเตอร์ โรห์ล (Walter Röhrl) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ ปอร์เช่ (Porsche brand ambassador) กล่าวว่า “เมื่อขับรถบนถนนที่คดเคี้ยว คุณจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าระบบบังคับเลี้ยวได้ถูกปรับแต่งให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจต่อตัวรถมากขึ้น และอัตราทดเกียร์ที่สั้นลง ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินในการขับขี่บนท้องถนนเป็นอย่างมาก”

PORSCHE  6

แพ็กเกจเฉพาะสำหรับ 911 จีที3 (911 GT3) และ 911 จีที3 ทัวริ่ง (Touring)
ปอร์เช่นำเสนอแพ็กเกจอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับ 911 จีที3 (911 GT3) ใหม่ ด้วยแพ็กเกจ Weissach ที่มีให้เลือกเป็นครั้งแรก ซึ่งช่วยให้ 911 จีที3 (911 GT3) ปรับแต่งได้มากยิ่งขึ้นสำหรับการใช้งานในสนามแข่ง บาร์กันโคลง ก้านข้อต่อ และแผ่นกันสั่นบนเพลาหลังทำจาก CFRP เช่นเดียวกับหลังคา แผ่นด้านข้างของปีกหลัง ฝาครอบด้านบนของกระจกมองข้าง สามเหลี่ยมกระจก และช่องลมที่ด้านหน้า การตกแต่งด้วยหนังและวัสดุ Race-Tex เพิ่มความสวยงามให้กับภายใน เป็นครั้งแรกที่ด้านบนของแผงหน้าปัดใน 911 จีที3 (911 GT3) ได้รับการปกคลุมด้วยวัสดุที่กันแสงสะท้อน Racetex ที่จับประตูจาก CFRP และตาข่ายเก็บของช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแผงประตูภายในเพื่อการออกแบบน้ำหนักเบา โรลเคจ CFRP และล้อแมกนีเซียมน้ำหนักเบามีให้เลือกเป็นออฟชั่น

PORSCHE 8

สำหรับ 911 จีที3 (911 GT3) ที่มาพร้อมแพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) ปอร์เช่ (Porsche) มีแพ็กเกจ Leichtbau (น้ำหนักเบา) ให้เลือก โดยหลังคาที่ทาสีตามสีตัวถัง รวมถึงสเตบิไลเซอร์ ก้านข้อต่อ และแผ่นกันสั่นบนเพลาหลังทำจาก CFRP ล้อแมกนีเซียมน้ำหนักเบาและแผงประตูน้ำหนักเบาก็เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจนี้ ร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด GT ที่เป็นมาตรฐาน ก้านเปลี่ยนเกียร์ที่สั้นลงจาก 911 S/T จะถูกนำมาใช้ ด้านหน้าของก้านเปลี่ยนเกียร์มีป้ายที่ระบุคำว่า “Leichtbau” เพื่อบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแพ็กเกจนี้

PORSCHE  10

911 จีที3 (911 GT3) ที่มาพร้อมปีกหลัง แพ็กเกจ Clubsport สำหรับการใช้งานในสนามแข่งจะมีให้เลือกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงโครงเหล็กที่ติดตั้งด้านหลัง เข็มขัดนิรภัย 6 จุดสำหรับผู้ขับขี่ และถังดับเพลิงแบบมือถือ เบาะนั่งแบบสปอร์ตน้ำหนักเบาที่เป็นออฟชั่น เป็นอุปกรณ์เบื้องต้นสำหรับแพ็กเกจนี้

PORSCHE 11

แอนเดรียส โพรนิงเกอร์ (Andreas Preuninger) ผู้บริหารสานงานรถยนต์ GT กล่าวว่า “911 จีที3 (911 GT3) ใหม่ ขึ้นแท่นเป็นรถที่น่าตื่นเต้นและมีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น เราได้ใส่ใจในรายละเอียดมากมายและเพิ่มคุณสมบัติที่ลูกค้าของเราต้องการ ซึ่งทำให้ จีที3 (GT3) สามารถปรับแต่งได้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือความชอบของผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น”

นาฬิกาจับเวลาสุดเอ็กคลูซีฟ กลายมาเป็น “ความสปอร์ตบนข้อมือ”

สำหรับเจ้าของ 911 จีที3 (911 GT3) และ 911 จีที3 (911 GT3) ทัวริ่ง (Touring) ปอร์เช่ ดีไซน์ (Porsche Design) นำเสนอไทม์พีซอันแสนพิเศษที่ถ่ายทอดการออกแบบและสมรรถนะของรถสปอร์ตไปยังข้อมือ นาฬิกาจับเวลาของ 911 จีที3 (911 GT3) และ 911 จีที3 (911 GT3) ทัวริ่ง (Touring) มาพร้อมกับกลไกที่แม่นยำซึ่งได้รับการรับรอง COSC คือ Porsche Design WERK 01.200 ที่มีฟังก์ชัน flyback ตัวเรือนที่ทำจากไทเทเนียมซึ่งมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ สามารถเลือกเคลือบคาร์ไบด์ไทเทเนียมสีดำได้ ผสมผสานการออกแบบรถสปอร์ตเข้ากับการผลิตนาฬิกาที่ทันสมัย หน้าปัดดีไซน์ GT3 ที่มีการตกแต่งด้วยสีเหลืองและโครงสร้างหกเหลี่ยมช่วยสะท้อนถึงแผงหน้าปัดของรถ ขณะที่โรเตอร์หมุนถูกออกแบบให้คล้ายกับล้อของ GT3 วงแหวนหน้าปัดมีให้เลือกตามสีตัวถังทั้งหมดของ 911 จีที3 (GT3) และแพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) รวมถึงสีในโปรแกรม Paint to Sample สายนาฬิกาที่ทำจากหนังภายในของปอร์เช่และด้าย ยังถูกปรับให้เข้ากับการตกแต่งของรถแต่ละคันอีกด้วย

PORSCHE 9

ในประเทศไทย ปอร์เช่ 911 จีที3 (Porsche 911 GT3) ใหม่และปอร์เช่ 911 จีที3 (GT3) ที่มาพร้อมแพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) มีราคาเริ่มต้นที่ 21.4 ล้านบาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการปอร์เช่ทุกสาขา

มาสด้า CX-5 รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นบุกเบิก ต้นกำเนิดเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่ครองใจลูกค้าทั่วโลก

0

เมื่อกล่าวถึงรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นยอดนิยมของมาสด้าแล้ว ใครหลายคนต้องนึกถึง มาสด้า CX-5 อย่างแน่นอน เพราะหากมองย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดรถอเนกประสงค์ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมีสัดส่วนการขายไม่มากนัก แต่การบุกเบิกของมาสด้า ด้วยการส่ง CX-5 ลงสู่ตลาดได้กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มหันมาให้ความนิยมรถยนต์ประเภทนี้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ หลายค่ายต่างเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเข้าสู่สนามการแข่งขันและช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าพัฒนารถยนต์รุ่นนี้อย่างจริงจัง และส่งลงตลาดครั้งแรก ในฐานะรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีที่มีรูปโฉมสง่างาม มาพร้อมสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ ที่ให้ทั้งพละกำลังแรงและประหยัดน้ำมัน และมีเครื่องยนต์ให้เลือกมากที่สุดในตลาดถึง 3 แบบ ที่สำคัญให้ความอเนกประสงค์และตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายสไตล์ ส่งผลให้มาสด้า CX-5 กลายเป็นรถเรือธงอันเลื่องชื่อในยุคนั้น ความสำเร็จที่เกิดขึ้นล้วนมาจากปณิธาน “กล้าที่จะแตกต่าง” มาสด้ากล้าที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางเลือกใหม่ ในสมัยนั้นยังไม่เป็นที่นิยมมากเท่าใดนัก นั่นคือโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่มาสด้ากลับมองตรงข้าม เล็งเห็นถึงโอกาสที่ยานยนต์ประเภทนี้จะตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มาสด้า CX-5 ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว กลายเป็นรุ่นยอดนิยมของลูกค้าทั้งในประเทศไทยและนานาประเทศนับแต่นั้นมา จนถึงปัจจุบันมีลูกค้าจากทั่วโลกครอบครองรถยนต์รุ่นนี้ไปแล้วเกือบ 5 ล้านคัน และหนึ่งในนั้นคือลูกค้าชาวไทยที่เป็นเจ้าของกว่า 33,000 คัน

จะเนื่องด้วยเหตุผลกลใดจึงทำให้ มาสด้า CX-5 เจเนอเรชั่นแรก เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2555 ถูกจับตามองเรียกความสนใจจากผู้คนทั่วโลกเป็นอย่างมาก กลายเป็นรถครอสโอเวอร์ที่สร้างชื่อให้กับมาสด้าอย่างรวดเร็ว พร้อมคว้ารางวัลความสำเร็จมากมาย อาทิ Japan Car of The Year ประจำปี 2555 – 2556 และรางวัล JNCAP Five-star award ประเทศญี่ปุ่น ปี 2556 จนถึงปัจจุบันมาสด้า CX-5 มียอดขายสะสมทั่วโลกสูงถึง 4.6 ล้านคัน นับเป็นยนตรกรรมแห่งความภาคภูมิใจของชาวมาสด้าต่อการพัฒนาด้านวิศวกรรมยานยนต์ เพื่อส่งมอบความสุขและความสนุกสนานในการขับขี่ให้ลูกค้าทั่วโลก อันเป็นปณิธานสูงสุดที่มาสด้ายึดมั่น

มาสด้า CX-5 เดินทางมาถึงประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน 2556 กลายเป็นรถครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นแรกที่สร้างชื่อเสียงอันโด่งดังให้กับแบรนด์มาสด้าจนผงาดขึ้นแถวหน้าของตลาด โดยอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟทั้งคัน ผนวกกับการออกแบบตามแนวทาง Kodo design – Soul of motion หรือ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันสง่างาม เกิดจากเส้นสายที่แสดงออกถึงความแข็งแกร่งอันทรงพลัง และความคล่องแคล่วปราดเปรียวของเสือชีต้าห์ที่กำลังกระโจนเข้าตะครุบเหยื่อซึ่งเป็นท่วงท่าที่สง่างาม นั่นคือแรงบันดาลใจของนักออกแบบ จึงกลายเป็นรถรุ่นยอดนิยมในตลาดประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โดยมียอดขายสะสมสูงถึง 17,365 คัน ส่วนเจเนอเรชั่นที่สองเปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ปัจจุบันมียอดขายรวม 15,767 คัน เมื่อรวมทั้งสองเจเนอเรชั่นแล้ว มาสด้า CX-5 มีอยู่ในการครอบครองของลูกค้าไปแล้วถึง 33,132 คัน โดยปัจจัยหลักสำคัญที่ส่งผลทำให้ มาสด้า CX-5 ประสบความสำเร็จจนได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย

CX5_14.75x20_TC
  • เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ

ความสำเร็จของมาสด้า CX-5 ล้วนมาจากองค์ประกอบที่สำคัญหลากหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟอันเลื่องชื่อที่ให้ทั้งพละกำลังแรงและประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟที่มีให้เลือกถึง 3 เครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน Skyactiv-G 2.0 ประหยัดน้ำมันและมอบความคุ้มค่าคุ้มราคา เครื่องยนต์เบนซิน Skyactiv-G 2.5 เทอร์โบ ให้สมรรถนะอันทรงพลัง และเครื่องยนต์คลีนดีเซล Skyactiv-D 2.2 ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน มาสด้า CX-5 ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ผสานและควบคุมการทำงานของรถทั้งคันประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมตอบโจทย์ทุกการใช้งานอย่างลงตัว

นอกจากองค์ประกอบที่สำคัญของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟแล้ว ยังรวมถึงระบบความปลอดภัยระดับโลก ด้วยโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟที่มีน้ำหนักเบาแต่ความแข็งแรงสูงและทนต่อแรงบิดมากขึ้น ให้ความปลอดภัยขั้นสูงสุดหากเกิดการชนปะทะ ระบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟ แน่นหนึบทุกการเข้าโค้ง และเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีด เป็นต้น องค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบเหล่านี้ คือองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลทำให้รถยนต์รุ่นนี้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

  • การออกแบบที่เรียบง่ายแต่งดงาม ตามแนวทาง Kodo – Soul of motion

ไม่เพียงเทคโนโลยีสกายแอคทีฟเท่านั้นที่ครองใจลูกค้า แม้แต่ผู้ที่พบเห็นยังได้ยลโฉมรูปลักษณ์อันงดงามที่ตราตรึงใจ จากการออกแบบ “Kodo design” Soul of Motion หรือ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันสง่างาม โดยได้รับการถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น เรียบง่ายแต่งดงาม Less is More และถูกบรรจงสรรค์สร้างเข้าไปในรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นจนถึงปัจจุบัน นี่คือจุดเริ่มต้นความสำเร็จครั้งสำคัญของมาสด้าที่หลอมรวมทุกองค์ประกอบสำคัญ ๆ มาพัฒนาจนเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วโลก

  • อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายครบครัน

มาสด้า CX-5 ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย ด้วยการออกแบบฟังก์ชั่นและการจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในตัวรถให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมตามหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้สัมผัสได้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ หรือ จินบะ-อิตไต รวมถึงระบบการเชื่อมต่อการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดผ่านระบบ Mazda Connect มาพร้อม Apple CarPlay® และระบบ Android Auto™ ที่แสดงผลบนหน้าจอสี Center Display แบบทัชสกรีน รวมถึงอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกสบายที่ใส่มาแบบครบครันที่รถเอสยูวีจะมอบให้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้มาสด้า CX-5 ตอบโจทย์และกลายเป็นรถครอสโอเวอร์เอสยูวีที่ถูกใจใครต่อใครหลายคน

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ เรื่องราวความเป็นมาและองค์ประกอบโดยสังเขปของมาสด้า CX-5 ที่ได้สร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยและวิธีคิด “กล้าที่จะแตกต่าง” Defy convention ด้วยการลงมือทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นจริง ทำให้อุปสรรคกลายเป็นความท้าทายบทใหม่ ที่พร้อมจะผลักดันให้มาสด้าก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง ในอนาคตก้าวต่อจากนี้ไปน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีไปสู่อนาคต มาสด้ากำลังเดินหน้าตามวิถีทางด้วยความมุ่งมั่นตามพันธสัญญา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น โดยนำเสนอเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ตอบโจทย์ของคนส่วนใหญ่ แล้วนำมาพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งมอบความสุขในการขับขี่ให้กับลูกค้าทุกคน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่มากขึ้น และเพื่อรักษาโลกของเราให้สดใสสวยงามไปสู่ลูกหลานของเราตลอดไป

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ชูแคมเปญบริการหลังการขายสุดคุ้ม ใกล้ไกลไปได้ทุกที่ พร้อมเดินทางอย่างมั่นใจในช่วงปลายปี

0
มิตซูบิชิ 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มอบแคมเปญสุดพิเศษสำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิหลากหลายรุ่น ทั้ง ‘มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต’ ‘มิตซูบิชิ ไทรทัน’ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์’ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส’ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี’ และ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี’ รวมไปถึงรถยนต์ ซิตี้คาร์ ‘มิตซูบิชิ แอททราจ’ และ ‘มิตซูบิชิ มิราจ’ ด้วยข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่นำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการ มิตซูบิชิทั่วประเทศ ในช่วงฤดูของการท่องเที่ยว กับ ส่วนลดร้อยละ 25 สำหรับไส้กรองระบบปรับอากาศ เมื่อเข้ารับบริการล้างแอร์แบบไม่ถอดตู้ และพิเศษยิ่งกว่าสำหรับลูกค้ารถยนต์ ‘มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต’ ‘มิตซูบิชิ ไทรทัน’ (ยกเว้น รถรุ่น มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ และมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นปี 2024) ฟรี! ไส้กรองน้ำมันเครื่อง เมื่อรับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสังเคราะห์เบนซินดีเซล พร้อม ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับกลุ่มอะไหล่ช่วงล่าง สายพานหน้าเครื่อง และสายพานไทม์มิ่งที่ร่วมรายการ สำหรับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์มิตซูบิชิที่สิ้นสุดระยะเวลาการรับประกัน ณ ศูนย์บริการมาตรฐานของผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2567 เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของแคมเปญได้ที่ https://www.mitsubishimotors.co.th/th/buy/promotion/aftersales_yearendpromotion

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ผู้นำด้านเทคโนโลยียนตรกรรมระดับโลก มุ่งมั่นที่จะยกระดับบริการหลังการขายให้เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไปในตลาด เพื่อแสดงความขอบคุณแก่ลูกค้าที่เชื่อมั่นในรถยนต์มิตซูบิชิ จึงมอบข้อเสนอพิเศษให้กับลูกค้าที่นำรถยนต์เข้าตรวจเช็ค ณ ศูนย์บริการมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ เติมความอุ่นใจและมอบความสะดวกสบายให้กับทุกทริปไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ก่อนออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว ให้คุณสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและความสะดวกสบายสูงสุดจากรถยนต์มิตซูบิชิ”

ในช่วงปลายฤดูฝน ความชื้นของสภาพอากาศอาจทำให้เกิดความอับชื้นในห้องโดยสาร และ ปัญหาเรื่องฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกิดในช่วงเวลานี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ ดังนั้นการล้างแอร์รถยนต์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ไม่ควรละเลย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมมอบส่วนลดร้อยละ 25 สำหรับไส้กรองระบบปรับอากาศ เมื่อเข้ารับบริการล้างแอร์แบบ ไม่ถอดตู้ และพิเศษยิ่งขึ้น สำหรับลูกค้ารถยนต์ ‘มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต’ และ ‘มิตซูบิชิ ไทรทัน’ (ยกเว้น รถรุ่น มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ และมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นปี 2024) ฟรี! ไส้กรองน้ำมันเครื่องเมื่อรับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสังเคราะห์เบนซินดีเซล นอกจากนี้ การตรวจเช็คความพร้อมและสมรรถนะของรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ จะเพิ่มความ อุ่นใจให้กับผู้ใช้รถขณะเดินทางท่องเที่ยวให้เพลิดเพลินกับช่วงเวลาที่แสนพิเศษกับครอบครัวได้อย่างเต็มที่ มิตซูบิชิ จึงมอบส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับกลุ่มอะไหล่ช่วงล่าง สายพานหน้าเครื่อง และสายพานไทม์มิ่งที่ร่วมรายการ สำหรับรถยนต์มิตซูบิชิที่สิ้นสุดระยะเวลาการรับประกัน โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการทั่วประเทศที่พร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานสูงสุด โดยช่างผู้ชำนาญงานที่ได้รับการฝึกอบรม และอะไหล่แท้จากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล…คุณแค่ขับ’ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567

ตรวจสอบรายการอะไหล่ที่ร่วมรายการ และรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือสอบถามรายละเอียด และ ติดต่อเพื่อนัดหมายเข้ารับบริการตรวจเช็ครถยนต์และบำรุงรักษา ได้ที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

มวยไทยทีมภาคเหนือชนะทีมภาคกลาง 2:1 ในศึก Isuzu Thailand Championship 2024 แชมป์ 2 รุ่นเข้าชกเวทีมวยโลก THAI FIGHT 2024

0
ISUZU 1

อีซูซุแสดงความยินดีกับทีมภาคเหนือ กล้าศึก อาวุธไฟท์เกียร์, วรจักรเล็ก เกียรติฉัตรชัย และ ยอดเทวินทร์ ม.ราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ในการแข่งขัน Isuzu Thailand Championship 2024 รอบชิงชนะเลิศ รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเข็มขัดแชมป์ และรถปิกอัพ “อีซูซุ ดีแมคซ์ สปาร์ค เกียร์อัตโนมัติ” ทั้งหมด 3 คัน มูลค่ารวมกว่า 1,700,000 บาท ไปครอง Isuzu Thailand Championship ศึกชิงแชมป์การแข่งขันนักมวยไทยในรูปแบบทีม ค้นหาสายเลือดนักสู้รุ่นใหม่ทั่วประเทศไทยเข้าสู่วงการมวยไทย โดยในรอบชิงชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่างทีมภาคเหนือและทีมภาคกลาง คู่แรกเป็นการปะทะของ ยอดเทวินทร์ ม.ราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จากทีมภาคกลาง กับ ซามูไร สีโอปอล จากทีมภาคเหนือ ถือเป็นนัดแก้มือล้างตา เพราะในรอบแรกซามูไรเคยแพ้น็อคยอดเทวินทร์มาก่อน ผลคือยอดเทวินทร์ชนะ ทำคะแนนให้ทีมภาคกลางไปก่อน 1 คะแนน

ISUZU 2

คู่ถัดมาเป็นการปะทะกันระหว่าง เพชรภาคใหม่ ช.ชนะมวยไทย จากทีมภาคกลาง กับ กล้าศึก อาวุธไฟท์เกียร์ จากทีมภาคเหนือ ผลออกมาเสมอกัน จึงต้องมาตัดสินกันยกที่สี่ ส่งผลให้กล้าศึกชนะไป ทำให้ทีมภาคเหนือตีตื้นขึ้นมาเสมอทีมภาคกลาง 1 ต่อ 1

ISUZU 3

 

คู่สุดท้าย ชนะชัย ช.ชนะมวยไทย จากทีมภาคกลาง ปะทะ วรจักรเล็ก เกียรติฉัตรชัย จากทีมภาคเหนือ ถือเป็นนัดล้างตาอีกหนึ่งคู่ ในรอบแรก วรจักรเล็กเคยชนะน็อคชนะชัยมาแล้ว ผลออกมา วรจักรเล็กชนะ ทำให้ทีมภาคเหนือชนะไปที่คะแนน 2 ต่อ 1 คว้าแชมป์ Isuzu Thailand Championship 2024

ISUZU 4

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวยินดี “ขอแสดงความยินดีกับทีมจากภาคเหนือ ที่คว้าแชมป์ Isuzu Thailand Championship ในปีนี้ได้ อีกทั้งยินดีกับ วรจักรเล็ก เกียรติฉัตรชัย และ ยอดเทวินทร์ ม.ราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ที่ได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยในรุ่น 65 และ 67 กิโลกรัม ในการแข่งขันรอบรองชนะเลิศและรอบสุดท้ายของ THAI FIGHT 2024 ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้ ผมขอให้ผู้ชมทุกท่านสนับสนุนนักมวยไทยทั้งหมด รวมถึงแชมป์ Isuzu Thailand Championship ในการเอาชนะคู่แข่งซึ่งเป็นนักมวยนานาชาติให้ได้สำเร็จใน THAI FIGHT 2024 ด้วย”

ISUZU 5

สามารถติดตามรายการ “Isuzu Thailand Championship” ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง 8 และ YouTube ช่อง THAI FIGHT OFFICIAL ตั้งแต่เวลา 18.00 – 20.00 น. ถ่ายทอดสดจาก THAI FIGHT ARENA @BEAT ACTIVE ไบเทค บางนา และร่วมเชียร์นักชกจากอีซูซุในการแข่งขัน “THAI FIGHT 2024” รอบ รองชนะเลิศ ในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2567 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด และรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2567 ที่จังหวัดพะเยา ซึ่งผู้ครองตำแหน่งแชมป์ “THAI FIGHT 2024” จะได้รับถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรถปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ รุ่น 2 ประตู” พร้อม เงินสด มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” เปิดตัวบริการมาตรฐานใหม่ “GWM Certified Body and Paint” รวม 6 แห่ง ส่งมอบงานซ่อมตัวถังและสีรถยนต์คุณภาพสูง ซ่อมได้ทันทีในความเสียหาย 25,000 บาทโดยไม่ต้องรอประกันอนุมัติ*

0
GWM 1

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ล้ำหน้าไปอีกขั้นด้วยการยกระดับมาตรฐานงานซ่อมตัวถังและสีรถยนต์ภายใต้ชื่อ GWM Certified Body and Paint เพื่อเน้นการพัฒนางานบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยการสร้างมาตรฐานการให้บริการที่มุ่งเน้นคุณภาพสูงสุดในทุกขั้นตอน ด้วยนวัตกรรมการซ่อมสีแบบสูตรน้ำ (Waterborne) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังให้ความทนทานในทุกสภาวะการขับขี่ นอกจากนี้ กระบวนการซ่อมยังถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวก รวดเร็ว ทันใจ สามารถซ่อมรถได้ทันทีไม่ต้องรอบริษัทประกันอนุมัติงานซ่อม* ในกรณีที่ความเสียหายตรงตามใบเคลมและมีมูลค่าไม่เกิน 25,000 บาท และยังสามารถนัดหมายเข้าซ่อมได้อย่างง่ายดายผ่าน GWM Application

ภายในปีนี้ (2567) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมกับพาร์ทเนอร์ สโตร์ เปิดตัวศูนย์บริการนำร่องในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมด 6 แห่ง และในอนาคตยังวางแผนที่จะขยายศูนย์บริการไปทั่วประเทศ โดยการยกระดับมาตรฐานงานซ่อมตัวถังและสีรถยนต์ GWM Certified Body and Paint นี้ เป็นหนึ่งในเป้าหมายในการสนับสนุนงานบริการหลังการขายของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตามแนวคิด Smart Service เพื่อส่งมอบการบริการหลังการขายที่เหนือกว่าในทุกมิติด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เชื่อมต่อแพลตฟอร์มการทำงานต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยแนวคิด “SMART” ประกอบด้วย S – Simple เรียบง่ายและสะดวกสบายในการเข้ารับบริการ, M – Modern ทันสมัยตามสไตล์ยุคดิจิทัล, A – Attention ใส่ใจในทุกขั้นตอนการบริการ, R – Reliable น่าเชื่อถือและมั่นใจด้วยทีมช่างที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน GWM และ T – Timeliness ส่งมอบการบริการที่ตรงเวลาและรวดเร็วทันใจ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในโลกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มีการนำระบบนี้มาใช้

Waterborne นวัตกรรมเดียวแต่ได้ถึงสองต่อ
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ดำเนินธุรกิจภายใต้การมุ่งเน้นส่งมอบนวัตกรรมที่ล้ำหน้า และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเสมอมา เห็นได้จากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเลือกต่าง ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้ง HEV, PHEV และ BEV กว่า 9 รุ่นที่จัดจำหน่ายแล้วในประเทศไทย ในขณะเดียวกันงานบริการหลังการขาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ก็ได้ให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างผลกระทบในเชิงบวกแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ได้แก่ ผู้ใช้รถ พนักงาน และช่างที่ใกล้ชิดกับกระบวนการซ่อมตัวถังและสี โดยนวัตกรรมการพ่นสีแบบสีสูตรน้ำ หรือ Waterborne Paint System นี้ เป็นนวัตกรรมที่ใช้น้ำเป็นองค์ประกอบหลักแทนตัวทำละลายอื่น ๆ เช่น ทินเนอร์ ที่สามารถกระจายตัวไปในอากาศ ส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงาน และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดมลพิษในชั้นบรรยากาศส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย ประโยชน์การใช้นวัตกรรมการพ่นสีแบบสีสูตรน้ำนี้ จะช่วยลดการสูญเสียสีระหว่างกระบวนการซ่อมได้ถึง 40% พร้อมทั้งสามารถควบคุมการกระจายของสีและเฉดสีได้อย่างละเอียดแม้ในพื้นที่เล็ก ๆ ช่วยให้กระบวนการซ่อมมีความรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังควบคุมเฉดสีได้อย่างแม่นยำ ด้วยเครื่องสแกนค่าสีและสูตรสีจากระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ได้งานสีของตัวรถที่เงางาม ทนทานต่อการใช้งานกว่าที่เคย เพื่อให้ผู้ใช้รถได้ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกสภาวะ โดยไม่ต้องกลัวการหลุดลอกของสี

บริการดีเยี่ยมด้วยคุณภาพเข้มข้น พร้อมการรับประกันงานคุณภาพนานถึง 1 ปีเต็ม
ภายใต้ GWM Certified Body and Paint นี้ จะมีเจ้าหน้าที่ปรึกษางานบริการให้คำแนะนำตั้งแต่รับแจ้งเคลมจนถึงรถซ่อมแซมเสร็จสิ้น ช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ในการบริการและคุณภาพของงานซ่อม ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ พร้อมการควบคุมระยะเวลาการซ่อมที่มีประสิทธิภาพด้วยการติดตามและอัปเดตสถานะงานซ่อมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมีการปรับปรุงคุณภาพของงานซ่อมตัวถังและสี พร้อมกับการเสริมสร้างทักษะบุคลากรโดยการอบรมพนักงานและช่างอย่างเข้มข้น และต้องผ่านการทดสอบและการประเมินผลตามมาตรฐานสากล อีกทั้งยังมอบการรับประกันคุณภาพสีที่ยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม ไม่จำกัดระยะทาง รวมถึงรับประกันคุณภาพอะไหล่เป็นเวลาหนึ่งปี หรือ 20,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) เพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทุกคน อุ่นใจในการบริการและมาตรฐานคุณภาพของงานซ่อมตัวถังและสีที่ได้รับจาก GWM Certified Body and Paint

เปิดให้บริการแล้ว 6 แห่ง พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าทันที
ณ เดือนตุลาคม 2567 เกรท วอลล์ มอเตอร์ และพาร์ทเนอร์ สโตร์ เปิดตัวศูนย์บริการนำร่อง GWM Certified Body and Paint ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งสิ้น 6 แห่ง ได้แก่ GWM เพรสทีจ ธัญบุรี, GWM พรีเมียร์ ศรีนครินทร์, GWM วี อัลติเมทคาร์ บางบัวทอง, GWM มอเตอร์ มอลล์ พระราม 2, GWM สตาร์เทรค สวนหลวง และ GWM จรัญสนิทวงศ์ โดยมีแผนจะดำเนินการขยายให้ครอบคลุมไปยังเขตพื้นที่ต่างจังหวัดต่อไป เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่า จะสามารถได้รับบริการซ่อมตัวถังและสีที่มีคุณภาพ ภายใต้มาตรฐานของ เกรท วอลล์ มอเตอร์

ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การบริการหลังการขายหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เพื่อเร่งเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายของการเป็นหนึ่งในผู้นำแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำของประเทศและในระดับโลก ผ่านแนวคิด Local Excellence to Global Success ด้วยการเสริมศักยภาพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแบบรอบด้าน โดยการยกระดับมาตรฐานงานซ่อมตัวถังและสีรถยนต์ GWM Certified Body and Paint นี้ เป็นเพียงหนึ่งในการพัฒนาในหลาย ๆ ด้านของงานบริการหลังการขายที่ครอบคลุม รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าของเรา นอกเหนือไปจากนี้ เรายังดำเนินการควบคู่ไปกับอีก 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมขั้นสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย การขยายเครือข่ายและการบริหารผู้จัดจำหน่ายเพื่อการขายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการขยายธุรกิจฟลีทและรถยนต์ใช้แล้วภายใต้ GWM Certified Pre-Owned (CPO) และการสร้างแบรนด์ให้แตกต่างสู่การเป็นแบรนด์ในใจของคนไทยและคนทั่วโลก เพื่อมุ่งสู่ปลายทางแห่งความสำเร็จทั้งระดับภูมิภาคและบนเวทีโลก เพื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 อย่างแข็งแกร่งและเต็มภาคภูมิ ตอกย้ำการเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำระดับโลก พร้อมเดินหน้าเติบโตคู่กับคนไทยและประเทศไทยในระยะยาว”

สำหรับผู้ใช้รถ GWM ทุกรุ่นที่สนใจเข้าใช้บริการงานซ่อมตัวถังและสีรถยนต์ GWM Certified Body and Paint สามารถนัดหมายการเข้าใช้บริการได้ที่ GWM Application เพื่อประหยัดเวลาและสามารถเข้ารับรถได้ทันทีเมื่อการซ่อมแซมเสร็จสิ้น หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM contact center โทร. 02-688-8888