Home Blog Page 107

“สมาคมรถโบราณฯ” จับมือ “เซ็นทรัล” ขับรถเที่ยวกรุงเก่า เยี่ยมเงาอดีต

0
สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย 1

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ เซ็นทรัลพัฒนา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถโบราณ และรถคลาสสิคกว่า 30 คัน ขับเที่ยวชานกรุง เส้นทางกรุงเทพฯ – พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย  2

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เผยว่า สมาคมฯ ร่วมกับ เซ็นทรัลพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงาน “คาราวานชานกรุง 2024” ภายใต้แนวคิด “เยือนกรุงเก่า เยี่ยมเงาอดีต” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงบริเวณใกล้เคียง ผ่านขบวนรถโบราณ และรถคลาสสิคทรงคุณค่ากว่า 30 คัน

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย  3

ด้านผู้บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เผยว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัล อยุธยา เป็นโครงการมิกซ์ยูสสปอตไลท์ระดับโลก แลนด์มาร์กของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้แนวคิด “อัศจรรย์อยุธยา” ด้วยสถาปัตยกรรมการตกแต่ง โดยเฉพาะฟาซาดสีขาวและสีทองที่สะท้อนอัตลักษณ์อันโดดเด่นของจังหวัดฯ ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงรถโบราณ และรถคลาสสิค ให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมเสน่ห์ของรถโบราณที่ทรงคุณค่า

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย 4

ขบวนคาราวานรถโบราณ เริ่มเดินทางจาก ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ มุ่งหน้าสู่ เบนซ์เภตรา อยุธยา เยี่ยมชมโชว์รูม และศูนย์บริการฯ ครบวงจรแห่งแรกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมพักทานอาหารกลางวัน

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย 5

ช่วงบ่าย เคลื่อนขบวนไป พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ชมกรุเครื่องทองสมัยกรุงศรีอยุธยา จำนวนมากกว่า 2,200 รายการ ณ อาคารเครื่องทองอยุธยา โดยมีโบราณวัตถุชิ้นเด่น เช่น พระแสงขรรค์ชัยศรี พระคชาธารจำลอง จุลมงกุฎ และพระสุวรรณมาลา นอกจากนั้นยังมี เครื่องทองจากวัดราชบูรณะ และส่วนจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับคติการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่พบในโบราณสถาน ได้แก่ พระปรางค์วัดพระราม พระปรางค์วัดมหาธาตุ เจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญ์ และเจดีย์ศรีสุริโยทัย เป็นต้น

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย 6

หลังจากนั้น มุ่งหน้าสู่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล อยุธยา เพื่ออวดโฉมรถโบราณ และรถคลาสสิค ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด และมอบเกียรติบัตรให้แก่เจ้าของรถโบราณที่เข้าร่วมกิจกรรม

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย 7

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย 8

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมของสมาคมรถโบราณฯ ได้ที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/vintagecarclub

 

“สรยท.” ประกาศรายชื่อรถเข้าเกณฑ์ THAILAND CAR OF THE YEAR, THAILAND EV OF THE YEAR และ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2024

0
สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 1

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. เปิดเผยรายชื่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เข้าเกณฑ์การมอบรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 หรือ TCOTY2024 โดยในปีนี้ ทางสมาคมฯ เล็งเห็นความสำคัญของตลาดรถจักรยานยนต์ จึงมีมตินำการมอบรางวัลรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี หรือ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR กลับมาอีกครั้ง นอกจากนั้น ยังถือเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่จะมีการมอบรางวัลให้กับกลุ่มรถยนต์พลังไฟฟ้าภายใต้ชื่อรางวัลรถยนต์พลังไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปี หรือ THAILAND EV OF THE YEAR

นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. กล่าว ‘การจัดงาน THAILAND CAR OF THE YEAR มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดงานยังคงบทบาทและหน้าที่สำคัญในการเป็นเวทีที่จะช่วยส่งเสริมและผลักดันผู้ผลิตยานยนต์ในการยกระดับสินค้าของพวกเขาให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ใช้ยานยนต์ที่มีคุณภาพ รวมถึงยังเป็นการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในทุกภาคส่วนของระบบ Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ซึ่งทั้งหมดถูกสะท้อนผ่านเกณฑ์ในการคัดเลือกของทางสมาคมที่ถูกกำหนดเอาไว้อย่างเหมาะสม’

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 2

ทางด้าน นายสุรมิส เจริญงาม อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสิน THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 เปิดเผยขั้นตอนการตัดสินและมอบรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปีนี้ว่า หลังจากนี้จะส่งรายชื่อรถยนต์ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดให้กับสมาชิก สรยท.โหวตคัดเลือกรถยนต์รอบแรกจำนวนกึ่งหนึ่ง เพื่อเข้าสู่การพิจารณารอบสุดท้ายซึ่งเป็นการทดสอบภาคสนามโดยคณะสื่อมวลชนที่มีความรู้ ประสบการณ์ ในการทดสอบรถยนต์ของเมืองไทยต่อไป

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 3

การทดสอบภาคสนามในรอบ 2 นั้น เป็นการร่วมให้คะแนนของสื่อมวลชนสายยานยนต์แลรถจักรยานยนต์ ตั้งแต่ระดับบรรณาธิการ คอลัมนิสต์ จนถึงผู้สื่อข่าวอาวุโส ที่คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ไทยมากกว่า 20-30 ปี เป็นการให้คะแนนตามหลักเกณฑ์ของการตัดสินรางวัล European Car of The Year ของยุโรป และ Japan Car of The Year ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อคัดเลือกรถยนต์เพียง 1 รุ่น ให้เป็นรถยอดเยี่ยมประจำปีของประเทศไทย

‘การจัดงานในปีนี้ยังคงต้องเผชิญหน้ากับบริบทของความเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์เหมือนกับปีที่ผ่านมา ซึ่งการจัดงาน THAILAND CAR OF THE YEAR ถือเป็นดัชนีที่สามารถใช้วัดและระบุถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์ไทยในแง่ของผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะในกลุ่มของรถยนต์พลังไฟฟ้า เราจะพบว่ามีทางเลือกในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมากกว่าในปี 2023 ซึ่งเป็นปีแรกของการจัดงาน’ นายสุรมิส กล่าวเพิ่มเติม

‘ในกลุ่มของรถจักรยานยนต์นั้น ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์หลักอีกประเภทของประเทศไทย และบ้านเราถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับภูมิภาคนี้ ดังนั้น ด้วยการเล็งเห็นความสำคัญ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น การมอบรางวัล THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR เพื่อเป็นหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมให้กับบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ได้พัฒนาและยกระดับสินค้าของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น’ เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ

สำหรับในปีนี้ ถือเป็นการจัดงานครั้งที่ 10 แล้ว โดยในกลุ่มรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 มีรถยนต์ที่เข้าเกณฑ์ตามกรอบการคัดเลือกจำนวน 8 คัน โดยพิจารณาจาก 3 หัวข้อหลักคือ เปิดตัวในช่วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 จนถึง 30 กันยายน 2567 เป็นรถยนต์ใหม่แบบโมเดลเชนจ์ และจะต้องมีการผลิตในประเทศไทย หรือนำเข้าจากประเทศในแถบอาเซียน โดยรถยนต์ทั้ง 8 รุ่นประกอบด้วย
1.BMW Series 5 (G60) – ประกอบในประเทศ : เปิดตัว 19 ตุลาคม 2567
2.BYD Sealion 6 DM-i – ประกอบในประเทศ : เปิดตัว 8 สิงหาคม 2567
3.Honda Accord e:HEV – ประกอบในประเทศ : เปิดตัว 17 พฤศจิกายน 2566
4.Mercedes-Benz CLE Coupe 4Matic (300 และ AMG53) – ประกอบในประเทศ : เปิดตัว 6 กันยายน 2567
5.Mercedes-Benz E-Class (W214) – ประกอบในประเทศ : เปิดตัว 4 มีนาคม 2567
6.MG3 Hybrid+ – ประกอบในประเทศ : เปิดตัว 20 สิงหาคม 2567
7.Toyota Hilux Champ – ประกอบในประเทศ : เปิดตัว 27 พฤศจิกายน 2566
8.Toyota Yaris Cross – ประกอบในประเทศ : เปิดตัว 5 ตุลาคม 2566
**การคัดเลือกรถเข้าสู่รอบสุดท้ายจะมีจำนวนทั้งสิ้น 5 คัน**

ส่วนกลุ่มรางวัล THAILAND EV OF THE YEAR 2024 นั้น จะยึดตามกรอบของ THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 ยกเว้นเรื่องฐานการผลิต แต่จะใช้การเป็นบริษัทที่อยู่ในโครงการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่บีโอไอ (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ได้อนุมัติให้การส่งเสริมแล้วในปี 2566-2567 นี้แล้วเท่านั้น และต้องสามารถแล่นทำระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้งไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC หรือเทียบเท่า โดยอ้างอิงจากเอกสารการทดสอบ หรือ ECO Sticker ของผู้ผลิตเป็นสำคัญ ซึ่งในปีนี้มีรถยนต์พลังไฟฟ้าผ่านเกณฑ์ถึง 18 รุ่นด้วยกัน ประกอบด้วย

1.Avatr 11 : เปิดตัว 17 กันยายน 2567
2.BMW i5 : เปิดตัว 19 ตุลาคม 2566
3.BMW iX2 : เปิดตัว 1 กุมภาพันธ์ 2567
4.BYD M6 : เปิดตัว 9 กันยายน 2567
5. Changan Deepal L07 : เปิดตัว 29 พฤศจิกายน 2566
6. Changan Deepal S07 : เปิดตัว 29 พฤศจิกายน2566
7.Changan Lumin : เปิดตัว 24 มีนาคม 2567
8.GAC HYPTEC HT : เปิดตัว 19 กันยายน 2567
9.Honda e:N1 : เปิดตัว 26 มีนาคม 2567
10.Hyundai IONIQ 5 (หรือ 5N) : เปิดตัว 30 พฤศจิกายน 2566
11.Hyundai IONIQ 6 : เปิดตัว 25 มีนาคม 2567
12.Mercedes-EQS 450 4Matic SUV : เปิดตัว 23 สิงหาคม 2567
13.MG Cyberster : เปิดตัว 27 มีนาคม 2567
14.MG Maxus 7 : เปิดตัว 13 มิถุนายน 2567
15.MINI Aceman : เปิดตัว 19 สิงหาคม 2567
16.MINI Cooper SE : เปิดตัว 18 กรกฎาคม 2567
17.Neta X : เปิดตัว 27 กรกฎาคม 2567
18.ORA07 : เปิดตัว 29 พฤศจิกายน 2566
**การคัดเลือกรถเข้าสู่รอบสุดท้ายจะมีจำนวนทั้งสิ้น 9 คัน**

ส่วนรางวัล THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2024 จะยึดตามเกณฑ์การคัดเลือกเช่นเดียวกับ THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 ในทั้ง 3 ประเด็นหลัก คือ เปิดตัวในช่วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 จนถึง 30 กันยายน 2567 เป็นรถยนต์ใหม่แบบโมเดลเชนจ์ และจะต้องมีการผลิตในประเทศไทย หรือนำเข้าจากประเทศในแถบอาเซียน ซึ่งในปีนี้มีรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเข้าเกณฑ์จำนวน 11 รุ่น ประกอบด้วย
1.BMW R 1300GS – เปิดตัวพฤษภาคม 2567
2.CYCLONE RA401 – เปิดตัว กันยายน 2567
3.DUCATI DESERT X RALLY – เปิดตัว พฤษภาคม 2567
4.GPX DZ3 – เปิดตัว กรกฎาคม 2567
5.HARLEY DAVIDSON Street Glide – เปิดตัว มกราคม 2567
6.KAWASAKI Meguro-S1 – เปิดตัว กันยายน 2567
7.KEEWAY GEMMA 125 – เปิดตัว มกราคม 2567
8.KEEWAY V 302C – เปิดตัว เมษายน 2567
9.TRIUMPH SCRAMBLER 400X – เปิดตัว ตุลาคม 2566
10.YAMAHA PG-1 – เปิดตัว พฤศจิกายน 2566

11.Zontes 350e – เปิดตัว มิถุนายน 2567
**การคัดเลือกรถเข้าสู่รอบสุดท้ายจะมีจำนวนทั้งสิ้น 6 คัน**

การลงคะแนนรอบแรกจะลงคะแนนโดยสมาชิกสามัญของสมาคมโดยมีระยะเวลาในการโหวตตั้งแต่วันที่ 17-22 ตุลาคม 2567 จากนั้นจะมีการนับคะแนนในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 โดยอนุกรรมการทำงานในปีนี้ และจะมีการประกาศรายชื่อรถยนต์และรถยนต์จักรยานยนต์ที่เข้ารอบสุดท้ายในวันที่ 28 ตุลาคม 2567 นี้ ก่อนที่จะมีการจัดทดสอบเพื่อให้คณะกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกได้ลงคะแนนอีกครั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ที่สนามทดสอบของศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และจะมีการจัดงานมอบรางวัลในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ที่ The HALLS Bangkok ถนนวิภาวดีรังสิต

“ฟอร์ด” จัดกิจกรรม ‘The Unexpected Driving Experience’ พาสัมผัสสมรรถนะเหนือชั้นของเอเวอเรสต์ แพลทินัม

0
ฟอร์ด ประเทศไทย 1

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรมสุดพิเศษ ‘The Unexpected Driving Experience’ ภายใต้แนวคิด ‘กล้าทุกความท้าทาย’ เมื่อวันที่ 5-6 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 152 คน ผู้เข้าร่วมได้รับประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจในสนามที่จำลองสถานการณ์ขับขี่ออนโรดหลากหลายรูปแบบ เพื่อทดสอบสมรรถนะการขับขี่และขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นแพลทินัม รุ่นย่อยใหม่ล่าสุดของรถยนต์นั่งอเนกประสงค์จากฟอร์ด ตอกย้ำนิยาม ‘แกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์’

ฟอร์ด ประเทศไทย 2

 

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้เทคโนโลยีล้ำสมัยและฟีเจอร์อันโดดเด่นของฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นแพลทินัม จากทีมผู้เชี่ยวชาญ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมค้นหาฟีเจอร์ของรถภายในเวลาที่กำหนด เพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ ความโดดเด่นของรถยนต์นั่งอเนกประสงค์รุ่นนี้ อยู่ที่ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E-Shifter ที่ให้พละกําลังสูงสุด 250 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร ตอบสนองทุกการขับขี่อย่างนุ่มนวลและฉับไว นอกจากนี้ ดีไซน์ภายนอกยังสะดุดตาด้วยล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดใหญ่ที่สุดในรถกลุ่มเดียวกัน พร้อมนวัตกรรมไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซนเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในยามค่ำคืน ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโทนสีดำสง่างาม และโลโก้ซิกเนเจอร์ PLATINUM ที่บ่งบอกถึงความพรีเมียม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะนั่งอัจฉริยะและระบบเครื่องเสียงคุณภาพสูงจาก Bang & Olufsen® ที่มอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับในทุกเส้นทาง

ฟอร์ด ประเทศไทย 4

หลังจากทำความรู้จักฟีเจอร์ที่น่าโดดเด่นของฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทดสอบการขับขี่สุดเร้าใจบนสนามทดสอบที่ออกแบบมาเพื่อพิสูจน์สมรรถนะอันเหนือชั้นในทุกมิติ เริ่มจากการทดสอบอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ที่แสดงขุมพลังอันดุดันของเครื่องยนต์วี 6 3.0 ลิตร 250 แรงม้า ผสานกับการทำงานของเกียร์ที่ตอบสนองได้อย่างฉับไวและนุ่มนวล ต่อด้วยการทดสอบสลาลอมที่ท้าทายความแม่นยำของพวงมาลัยและประสิทธิภาพของระบบช่วงล่าง ความตื่นเต้นยังคงดำเนินต่อเนื่องด้วยการทดสอบเปลี่ยนเลนแบบกะทันหัน ที่ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงช่วงล่างที่ยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยม ตามด้วยการทดสอบบนพื้นเปียกที่แสดงประสิทธิภาพของระบบป้องกันการลื่นไถลและระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อกและระบบ EBD ที่ช่วยกระจายแรงดันเบรก เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่แม้ในสภาพถนนเปียกหรือลื่น ไฮไลท์ของการทดสอบยังรวมถึงการทดสอบระบบกันสะเทือนที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและรักษาความเงียบภายในห้องโดยสาร ปิดท้ายด้วยการทดสอบความแม่นยำของพวงมาลัยด้วยวงเลี้ยวแคบเพียง 5.6 เมตร แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวของรถที่มีขนาดใหญ่ ทุกการทดสอบล้วนตอกย้ำถึงสมรรถนะอันเหนือชั้นของฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ที่พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายบนท้องถนน

ฟอร์ด ประเทศไทย 3

นายเมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “ฟอร์ดยินดีอย่างยิ่งที่ได้จัดกิจกรรม ‘The Unexpected Driving Experience’ ครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือความคาดหมายของฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นแพลทินัม อย่างแท้จริง การทดสอบบนสนามที่ท้าทายนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถ แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการตอบสนองทุกความต้องการของผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์ เราเชื่อว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความประทับใจและมั่นใจในคุณภาพของฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นแพลทินัม ที่พร้อมจะสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับในทุกเส้นทาง”

ฟอร์ด ประเทศไทย 5

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th หรือที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ

“ธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน” ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ปรับโฉมใหม่มุ่งสู่การเป็นศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ ครบวงจร การันตีมาตรฐานคุณภาพการให้บริการกว่า 8 ทศวรรษ

0
Benz Thonburi

บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด จุดเริ่มต้นของตำนานแห่งดวงดาวในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2484 เป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการแห่งแรก ประสบการณ์ยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ และเป็นอันดับ 1 ครองใจผู้ใช้รถยาวนานกว่า 80 ปี ปัจจุบันได้เปิดให้บริการ 4 สาขา ได้แก่ สาขาลุมพินี สาขางามวงศ์วาน สาขาราชดำเนิน และสาขาบางพลัด ให้บริการโดยทีมงานคุณภาพมากประสบการณ์ การันตีมาตรฐานโดย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และล่าสุด ในปี 2567 ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน ได้พัฒนาพื้นที่การให้บริการโฉมใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน โดยจัดงานฉลองเปิดตัวโฉมใหม่ ศูนย์บริการ ธนบุรี พานิช สาขาราชดำเนิน อย่างเป็นทางการ ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณปภณ วิริยะพันธุ์ ประธานบริหาร บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด, คุณรัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานบริหาร บริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด, Mr. Martin Schwenk President and CEO Mercedes-Benz Thailand และคณะผู้บริหาร ร่วมแสดงความยินดี

ธนบุรี พานิช 1

นายปภณ วิริยะพันธุ์ ประธานบริหาร บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด ได้แสดงวิสัยทัศน์จากสถานการณ์ในปัจจุบันและการคาดการณ์ถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มลูกค้าผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทางบริษัทฯ จึงมีนโยบายขยายธุรกิจในส่วนบริการหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับจำนวนลูกค้าให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และส่งมอบประสบการณ์การใช้บริการที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน

Benz Thonburi 3

ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน ให้บริการบนพื้นที่ขนาดรวม 2,193 ตารางเมตร โดยเน้นการออกแบบพื้นที่การใช้งานให้มีประโยชน์สูงสุด ซึ่งแบ่งออกเป็นโซนพื้นที่รองรับลูกค้าและพื้นที่ซ่อมบำรุงรถยนต์ พร้อมช่องซ่อมบำรุงรถยนต์ 9 ช่องบริการ สามารถรองรับการเข้ารับบริการรถยนต์มากกว่า 16 คันต่อวัน เครื่องมือครบครันและเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ดูแลลูกค้าทุกท่านด้วยทีมงานที่ปรึกษาการให้บริการ และช่างผู้เชี่ยวชาญที่ใส่ใจรายละเอียดในการดูแลรถยนต์ของลูกค้าทุกคัน จึงสามารถวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ตรงจุด เพิ่มความรวดเร็วในการซ่อม พร้อมพื้นที่รองรับลูกค้า เต็มเปี่ยมด้วยความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการในรูปแบบ Customer Centric ตามหลักการของบริษัท ธนบุรีพานิช ที่มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และบริการด้วยความจริงใจ

Benz Thonburi 4

แนวทางการดำเนินงานในปี 2567 ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน มุ่งเน้นแนวทาง Trustworthy, Proactive , Service mind, Quality, Effectiveness, Learning Agility พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของบุคลากร โดยมั่นใจว่าแนวทางดังกล่าว จะช่วยเสริมความแกร่งของแบรนด์ อีกทั้งเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน นำพาองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับ Core Value ของธนบุรี พานิช ทั้งนี้ นอกจากจะเสริมความแข็งแกร่งด้วยการพัฒนาพื้นที่สาขาเพื่อรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการ ธนบุรีพานิชยังเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมทางการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นโมเมนต์พิเศษในวันส่งมอบรถใหม่ หรือกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่สร้างความประทับใจ สำหรับคู่รัก, ครอบครัว, และไลฟ์สไตล์อื่นๆ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยคาดหวังว่าศูนย์บริการธนบุรีพานิชแห่งใหม่ จะมอบประสบการณ์ที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าตลอดการใช้งานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดนับตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

ปัจจุบัน ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน โฉมใหม่ ตั้งอยู่บนถนนดินสอ โดยลูกค้าผู้ใช้บริการสามารถใช้ทางเข้า จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนดินสอตรงไป 45 เมตร ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน ตั้งอยู่ฝั่งขวามือพร้อมให้บริการในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ระหว่างเวลา 08.00 – 17.00 น.

‘ซูซูกิ’เร่งดูแลลูกค้าในพื้นที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ ประกาศขยายแคมเปญช่วยเหลือลูกค้ารถน้ำท่วมถึงสิ้นปี พร้อมเพิ่มข้อเสนอพิเศษ ส่วนลดสูงสุด 25,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อรถใหม่ทดแทนรถที่เสียหาย

0
ซูซูกิ 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มอบการดูแลลูกค้ารถยนต์ ซูซูกิ ในพื้นที่ประสบอุทกภัย เน้นงานบริการแบบ S-Solution สื่อสารกับลูกค้าพร้อมประเมินอาการเพื่อทำการดูแลรถอย่างรวดเร็ว พร้อมประกาศขยายเวลาแคมเปญพิเศษ ส่วนลดพิเศษ 30% ให้แก่ลูกค้ารถยนต์ซูซูกิทุกรุ่นที่ถูกผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมเพิ่มข้อเสนอช่วยบรรเทาภาระ สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบและต้องการซื้อรถใหม่ มอบส่วนลดสูงสุด 25,000 บาท

ซูซูกิ 2

 

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่ประชาชนในหลายจังหวัดได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัย ทำให้ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งทางซูซูกิได้มี นโยบายเร่งด่วนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ บรรเทาความทุกข์ และความเดือดร้อนให้กับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ซูซูกิ โดยได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิในพื้นที่ประสบภัยดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่

ซูซูกิ 3

 

ล่าสุดหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลง ซูซูกิได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบและเข้าดูแล พบว่ามีกลุ่มลูกค้าที่ประสบภัย เริ่มทยอยนำรถยนต์เข้ามาซ่อมบำรุงจากการถูกน้ำท่วม โดยเบื้องต้นมีจำนวนรถยนต์ซูซูกิที่ได้รับความเสียหายจากทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ รวมจำนวน 28 คัน ซึ่งจากการประเมินอาการจากศูนย์บริการในพื้นที่ ได้ทำการแบ่งอาการความเสียหายออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 ท่วมครึ่งล้อรถยนต์ ระดับที่ 2 ท่วมครึ่งคันรถยนต์ และระดับที่ 3 ท่วมตั้งแต่บริเวณคอนโซลหน้ารถขึ้นไป ทั้งนี้ พบว่าความเสียหายต่อรถยนต์ที่มีจำนวนมากที่สุดจะอยู่ในกลุ่มระดับที่ 2

ซูซูกิ 5

ซูซูกิ ได้นำระบบบริการแบบ S-Solution เข้ามาช่วยให้การเชื่อมต่อข้อมูลการบริการกับลูกค้าเพื่อความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งการแจ้งยืนยันสภาพรถของลูกค้าก่อนเข้ารับบริการว่า รถได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด จากนั้นจะแจ้งความคืบหน้าของงานซ่อมบำรุงให้ลูกค้ารับทราบถึงขั้นตอนต่างๆ ทั้งการถ่ายทำคลิปวิดีโอ หรือส่งเป็นรูปภาพ ก่อนที่จะนำเสนอลูกค้า ถึงการเปลี่ยนหรือซ่อมชิ้นส่วนต่างๆ ตามสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับการเสนอราคา เพื่อประกอบการตัดสินใจให้กับลูกค้า ซึ่งรูปแบบการบริการดังกล่าว จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้าว่าจะได้รับบริการที่มีมาตรฐานจากศูนย์บริการของซูซูกิ นอกจากนั้น ยังเร่งเข้าไปช่วยประเมินงานซ่อมแซม พร้อมเข้าเจรจาช่วยเหลือเพื่อเร่งรัดการดำเนินการเรื่องประกันภัยให้กับลูกค้าทุกคันแล้ว

ซูซูกิ 7

“จากการประเมินเบื้องต้นรถทุกคัน สภาพเครื่องยนต์และเกียร์มีสภาพไม่เสียหายและสามารถใช้งานต่อได้ โดยปัญหาที่พบและต้องดูแลแก้ไขให้ลูกค้าโดยเร็ว ส่วนใหญ่จะพบปัญหาเรื่องของระบบไฟ และระบบปรับอากาศ ซึ่งในส่วนนี้เราจะช่วยลูกค้าลดภาระค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด แต่จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ตอกย้ำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ผลิตภัณฑ์ของซูซูกิมีความทนทาน คุ้มค่า การซ่อมบำรุงและดูแลรักษาง่าย สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าทำให้ได้รับความสำเร็จทางด้านยอดจำหน่ายสินค้ามาอย่างต่อเนื่อง”

ซูซูกิ  8

ทั้งนี้ ซูซูกิเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย นอกจากการปรับขยายเวลาแคมเปญช่วยเหลือน้ำท่วม ด้วยการมอบส่วนลดพิเศษ 30% สำหรับค่าอะไหล่ (ยกเว้นแบตเตอรี่ หัวเทียน ยางรถยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง) ค่าแรง และค่าเคมีภัณฑ์ให้แก่ลูกค้ารถยนต์ซูซูกิทุกรุ่น ออกไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ยังปรับเพิ่มเงื่อนไขพิเศษ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระ สำหรับลูกค้าที่รถยนต์ถูกน้ำท่วมจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ซูซูกิ 9

โดยได้จัดโครงการพิเศษ มอบส่วนลดช่วยเหลือลูกค้าที่ต้องการเลือกซื้อรถยนต์ซูซูกิคันใหม่ เนื่องมาจากรถคันเก่าประสบปัญหาในช่วงวิกฤตอุทกภัย โดยมีระยะเวลาเริ่มโครงการตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งรายละเอียดของข้อเสนอพิเศษมีดังนี้

•รถยนต์ซูซูกิที่เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย SUZUKI SWIFT, SUZUKI ERTIGA Hybrid และ SUZUKI XL7 Hybrid
•ผู้สนใจเแสดงเอกสารประกอบของรถยนต์คันที่เสียหายตามที่บริษัทฯ กำหนด
•สำหรับลูกค้ารถยนต์ซูซูกิที่ได้รับความเสียหายทุกรุ่น รับส่วนลดเพิ่ม 25,000 บาท
•สำหรับลูกค้ารถยนต์ยี่ห้ออื่นที่ได้รับความเสียหาย รับส่วนลดเพิ่ม 20,000 บาท
•เงื่อนไขพิเศษดังกล่าวยังไม่รวมรายการส่งเสริมการขายปกติที่มอบให้ในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม 2567
•สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากศูนย์บริการในพื้นที่

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เรามุ่งมั่นจะทำเพื่อเป็นการดูแลและตอบแทนลูกค้าทุกท่านในยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤติต่างๆ เราดำเนินการภายใต้แนวคิด “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” เราพร้อมจะเดินหน้าเพื่อเข้าไปช่วยแบ่งเบาและบรรเทาปัญหาของสังคมด้วยการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีแก่พนักงานและมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ด้วยความมุ่งหวังให้องค์กรและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว สามารถติดต่อเข้ารับบริการ และสอบถามเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิในพื้นที่ประสบภัย หรือติดต่อ SUZUKI Cause We Care หมายเลขโทรศัพท์ 1800-600-900

 

 

“นิสสัน ประเทศไทย” ร่วมมือผู้จำหน่าย นำน้ำใจช่วยชาวเชียงรายสู้ภัยน้ำท่วม

0
นิสสัน ประเทศไทย 1

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และ นิสสัน อาเซียน และ นายแพทย์กอบชัย จิตรสกุล ผู้ก่อตั้ง และ ประธาน บริษัท แองเจิลเวย์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกันนำสิ่งของจำเป็นในการยังชีพไปบริจาคให้แก่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นผู้รับมอบ

นิสสัน ประเทศไทย 2

นำโดยประธานนิสสัน ประเทศไทย และ นิสสัน อาเซียน พร้อมด้วย นิสสัน แองเจิลเวย์ เชียงราย ผู้จำหน่ายนิสสันในพื้นที่ นำเครื่องใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ ไปมอบให้แก่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย และโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในอำเภอแม่สาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนช่วยให้นักเรียนและชุมชน

นิสสัน ประเทศไทย 3

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และ นิสสัน อาเซียน และ ปิยากร จิตรสกุล กรรมการ บริษัท แองเจิลเวย์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสัน จังหวัดเชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมกันนำ อุปกรณ์การเรียนการสอน เครื่องกีฬา เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน รวมถึงถุงยังชีพ มอบให้โรงเรียนชุมชนบ้านไม้ลุงขน มิตรภาพที่ 169 ใน อ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย

นิสสัน ประเทศไทย 4

คณะผู้บริหารนิสสัน นำโดยโทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และ นิสสัน อาเซียน ร่วมกับ นายแพทย์กอบชัย จิตรสกุล ผู้ก่อตั้ง และ ประธาน บริษัท แองเจิลเวย์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกันนำสิ่งของจำเป็นในการยังชีพไปบริจาคให้แก่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมกันนี้ ได้จัดคาราวานนิสสัน นาวารา มอบของใช้จำเป็นจากบริษัทฯ และจากการร่วมบริจาคของพนักงานนิสสัน อาทิ อุปกรณ์การเรียนการสอน เครื่องกีฬา เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน รวมถึงถุงยังชีพ ให้แก่โรงเรียนชุมชนบ้านไม้ลุงขน มิตรภาพที่ 169 ใน อ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อร่วมฟื้นฟูชุมชนให้ได้กลับมาสู่การใช้ชีวิตในภาวะปกติโดยเร็ว

นิสสัน ประเทศไทย 6

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น คว้า 7 รางวัล จากกระทรวงแรงงาน

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด ได้รับ 7 รางวัลจากกระทรวงแรงงาน ในพิธีมอบรางวัลสถานประกอบกิจการที่มีระบบบริหารจัดการด้านแรงงานยอดเยี่ยม ประจำปี 2567 ได้แก่ รางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน 5 รางวัล และ รางวัลรับรองมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
ในสถานประกอบการ 2 รางวัล

มร. เออิจิ โอกาวะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลยกย่องจากกระทรวงแรงงานสำหรับความมุ่งมั่นปฏิบัติตามมาตรฐานสากลในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมในทุกโรงงาน อีกทั้งเรายังภาคภูมิใจที่ได้รับรางวัลรับรองมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบการอีก 2 รางวัล รางวัลแห่งความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของพนักงานทุกคน ข้อเสนอแนะและวิธีการแก้ไขปัญหาของพนักงานช่วยสร้างมาตรฐานขั้นสูงในด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยภายในโรงงานของเรา เราแน่วแน่ที่จะรักษามาตรฐานสูงสุดในด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย พร้อมกับสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคน”

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด ได้รับรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทั้งหมด 5 รางวัล โดยโรงงาน 1 และ 2 ได้รับรางวัลเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ในฐานะสถานประกอบการยอดเยี่ยม จากระดับทอง เป็นระดับไดมอนด์ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคนในสถานประกอบการ อาทิ กิจกรรมส่งเสริมการค้นหาความเสี่ยงและแนวทางป้องกันในสถานประกอบการ และการมุ่งเน้นปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด ยังได้รับ
รางวัลรับรองมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบการอีก 2 รางวัล เพื่อเชิดชูมาตรฐานขั้นสูงในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบการ ซึ่งรับรองว่าบริษัทได้ดำเนินมาตรการและบริหารจัดการตามเกณฑ์มาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับพนักงานเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมายและยาเสพติดในสถานประกอบการ ผ่านกิจกรรม อาทิ การสุ่มตรวจสารเสพติด และการตรวจค้นสารเสพติดโดยสุนัขตำรวจ K9 รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้และอันตรายจากยาเสพติด เป็นต้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ชู 4 กลยุทธ์หลัก ผลักดันประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ของรถยนต์พวงมาลัยขวาระดับโลก สร้างการเติบโตของธุรกิจในไทยสู่ปีที่ 4 อย่างมั่นคง

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ย้ำประเทศไทย เป็นพื้นที่ยุทธศาตรที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาสู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ล่าสุด ได้เร่งเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายนี้ผ่านแนวคิด Local Excellence to Global Success ด้วยการเสริมศักยภาพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแบบรอบด้าน ผ่านการปรับกลยุทธ์เพื่อเร่งเครื่องมุ่งสู่เป้าหมาย 4 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมขั้นสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย, บริการหลังการขายที่ครอบคลุม รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ, การขยายเครือข่ายและการบริหารผู้จัดจำหน่ายเพื่อการขายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการขยายธุรกิจฟลีทและรถยนต์ใช้แล้วภายใต้ GWM Certified Pre-Owned (CPO) และการสร้างแบรนด์ให้แตกต่างสู่การเป็นแบรนด์ในใจของคนไทยและคนทั่วโลก เพื่อมุ่งสู่ปลายทางแห่งความสำเร็จทั้งระดับภูมิภาคและบนเวทีโลก เพื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 อย่างแข็งแกร่งและเต็มภาคภูมิ ภายใต้การนำทัพโดย ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน  และ เจมส์ หยาง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ ร่วมกับ วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธาน และ ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย)

ภายใต้สถานการณ์ในตลาดรถยนต์ที่แข่งขันสูงอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย รวมถึงความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่างๆ ทั่วโลกนั้น Great Wall Motors International หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับ ดูแล และบริหารธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในตลาดต่างประเทศทั่วโลก ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการดำเนินธุรกิจ สู่การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตอกย้ำการเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำระดับโลก พร้อมเดินหน้าเติบโตคู่กับคนไทยและประเทศไทยในระยะยาว

ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ กล่าว “ประเทศไทยเป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการขยายธุรกิจสู่ระดับโลกภายใต้กลยุทธ์ “Ecological Globalization” เนื่องจากเป็นพื้นที่เปี่ยมด้วยศักยภาพสูงในหลาย ๆ ด้าน ทั้งภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะความรู้ความสามารถ ที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมรถยนต์ นอกจากนี้ เรามีการนำพันธมิตรของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมาลงทุนในประเทศไทย สร้างระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผมมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าภายใต้การดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Local Excellence to Global Success จะทำให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและการก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ลงทุนในประเทศไทยไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท และภายในอีก 3 ปีข้างหน้านี้เราจะลงทุนเพิ่ม รวมแล้วเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นกว่า 23,000 ล้านบาท เพื่อรองรับตลาด นอกเหนือไปจากการส่งมอบนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าชาวไทยแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงสนับสนุนการจ้างงานในท้องถิ่น รวมถึงการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ และทีมผู้บริหารและพนักงานในประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและมั่นคงร่วมกัน”

“บทบาทต่อจากนี้ของเรา คือ การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาสู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญเชิงกลยุทธ์ผ่านการลงทุนระยะยาว รวมถึงปรับเปลี่ยนการดำเนินงานหลากหลายด้านผ่านกลยุทธ์ด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการแข่งขันสูง ผมขอยืนยันว่าเราจะยังคงดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ยอดเยี่ยมให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับในตลาดโลก หลังจากประสบผลสำเร็จในการจำหน่ายแล้วกว่า 14 ล้านคันทั่วโลก Great Wall Motors International ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในต่างประเทศที่ 1 ล้านคัน ภายในปี พ.ศ. 2573 นี้ โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 เราทำยอดขายในตลาดต่างประเทศได้ถึง 316,000 คัน เติบโตจากปีที่แล้วถึง 22.17%” ปาร์คเกอร์ ฉี กล่าวปิดท้าย

ด้าน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เตรียมปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่เข้มข้นในปัจจุบัน ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ภายใต้แนวคิด Local Excellence to Global Success เพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน สร้างการเติบโต ขยายฐานลูกค้า รวมถึงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาสู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ประกอบด้วย

  • กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ (Product Strategy) ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมขั้นสูงที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภค เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งเน้นการปรับตำแหน่งการตลาดของผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการปรับแผนผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยอย่างแท้จริง ในราคาที่เหมาะสมที่แข่งขันได้ นอกจากนี้ ยังเตรียมนำผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของประเภทเครื่องยนต์ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ผ่านการรับฟังเสียงของผู้บริโภค (User-Centric) เพื่อนำไปพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี พ.ศ. 2568 เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมเปิดตัว HAVAL H6 HEV และ PHEV ไมเนอร์เชนจ์ รวมถึง GWM TANK ในเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งภายใต้กลยุทธ์เดียวกันนี้ และภายในงาน Motor Expo 2024 ปลายปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะนำนวัตกรรมใหม่ มาจัดแสดง พร้อมสร้างเสียงฮือฮาถึง 2 รุ่น ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม SUV ที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้โรงงานอัจฉริยะที่จังหวัดระยอง เป็นศูนย์กลางของการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาระดับโลก
  • กลยุทธ์ด้านการบริการหลังการขาย (After-Sales Service Strategy) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้าหมายในการส่งมอบบริการหลังการขายที่รวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ผ่านการสร้างศูนย์กระจายอะไหล่ขนาดใหญ่สำหรับตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งจะมีพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร รวมถึงการเพิ่มจำนวนการเก็บชิ้นส่วนอะไหล่กว่า 1,000 SKUs ในประเทศไทย โดยมี Part fill rate ที่ 97% รวมถึงการพัฒนาโครงการศูนย์สีและซ่อมตัวถังที่ได้มาตรฐานครบวงจร (Certified Body & Paint) ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และขยายสู่ต่างจังหวัดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาการให้บริการผ่าน GWM Smart Service เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและอุ่นใจให้กับลูกค้าในการใช้งาน ให้รองรับการใช้งานที่หลากหลายและครบถ้วนมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเร่งพัฒนาความรู้และความสามารถของช่างเทคนิคอย่างเข้มข้น ผ่านหลักสูตรที่เข้มข้นของศูนย์ฝึกอบรม (GWM Training Center) ที่ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถมอบบริการที่ดีและมีคุณภาพให้แก่ลูกค้า รวมถึงการรับฟังเสียงของลูกค้าเพื่อนำไปปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีและความพึงพอใจสูงสุดในทุกครั้งที่ใช้บริการ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการเป็นเจ้าของรถยนต์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์
  • กลยุทธ์ด้านการขาย (Sales Strategy) ผ่านการสร้างการเติบโตและการบริหารเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายเพื่อการขายที่มีประสิทธิภาพ โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งเน้นการทำงานพูดคุยกับพาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาการดำเนินงานให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตและการแข่งขันที่สูงขึ้นในของตลาด นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมุ่งมั่นในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพันธมิตรผู้จำหน่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด โดยในปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีพาร์ทเนอร์ สโตร์ ครอบคลุมทั่วประเทศทั้งหมด 70 แห่ง นอกเหนือไปจากนี้ ยังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในฐานะ Authorized Fleet Partner ทั่วประเทศ เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจฟลีทให้ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งบริษัทรถเช่า ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) และการเข้าร่วมประมูลของหน่วยงานภาครัฐ ยิ่งไปกว่านั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยายธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วภายใต้ GWM Certified Pre-Owned (CPO) เป็นบริการซื้อขายรถยนต์ใช้แล้วที่ผ่านการรับรองคุณภาพจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ใช้แล้วคุณภาพดีที่ได้มาตรฐานอีกด้วย
  • กลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์ (Brand Building) ให้แตกต่างสู่การเป็นแบรนด์ในใจของคนไทยและทั่วโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ เน้นการสร้างแบรนด์ในระยะยาวโดยมีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centric) ผ่านกิจกรรมระดับโลกต่าง ๆ มากมาย นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยายการรับรู้ของแบรนด์เพื่อเข้าถึงและสร้างการจดจำในกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ได้มากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดให้มีความทันสมัยและสร้างความแตกต่างมากยิ่งขึ้น ผ่านการสื่อสารเทคโนโลยีอันล้ำสมัยต่าง ๆ ที่มอบทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั้งที่เป็น First-in-class และ Best-in-class ด้านกิจกรรมเพื่อสังคม เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมให้มากยิ่งขึ้น สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเข้าไปมีส่วนร่วมในวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงมุ่งมั่นในการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าเดิม ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณค่าและจงรักภักดีกับแบรนด์ โดยส่งเสริมการแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีที่มีต่อแบรนด์สู่เพื่อน ครอบครัว และบุคคลรอบข้าง สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น นำไปสู่การเติบโตของชุมชนผู้ใช้งานของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างยั่งยืนในอนาคต

นอกจากกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้มีความฉับไวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงสร้างองค์กรที่เอื้อต่อการตัดสินใจ เพื่อสอดรับกับการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ประกอบกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมผู้บริหารและทีมงานที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง พร้อมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำของโลก และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันการเติบโตในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และไม่หยุดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่งมอบนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

เตรียมตัว แล้วปักหมุดของคุณให้พร้อม!! กับการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ ที่มากกว่าคำว่า “เร้าใจ” ใน Porsche World Road Show 2024

0

กล้าไหม..ที่จะท้าทายความแรงนี้!! ปอร์เช่ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป เชิญชวนแฟนพันธุ์แท้ปอร์เช่เตรียมพบกับความเร็ว ความแรง ดุดัน ระดับเวิลล์ คลาส ในงาน “Porsche World Roadshow 2024” กิจกรรม Driving Experience ที่จะพาคุณไปสัมผัสกับบรรยากาศการทดสอบสมรรถนะการขับขี่อย่างเร้าใจของยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่ทุกรุ่น ให้คุณได้ท้าทายทุกความกล้า เพื่อสร้างประสบการณ์แห่งการเดินทางครั้งใหม่ให้คุณ โดยงานนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 25 พฤศจิกายน 2567 ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์

เมื่อทัพยนตรกรรมสปอร์ตสุดยอดในตำนานมาบรรจบครบครันทุกรุ่นสายการผลิต กว่า 27 คัน ไม่ว่าจะเป็น ต้นกำเนิดจากขุมพลังระดับไอคอนิก ปอร์เช่ 911 , 718 สู่ยนตรกรรมที่สะท้อนความโฉบเฉี่ยวอย่างพานาเมร่า (Panamera), คาเยนน์  (Cayenne) รวมไปถึงยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ที่ไม่ได้คราฟต์แค่ดีไซน์ แต่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตและกิจกรรมที่เป็นคุณ อย่างมาคันน์ (Macan) และไทคานน์ (Taycan) พร้อมกับ Certified Porsche Instructor นักขับมืออาชีพ ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ที่จะมอบทักษะและประสบการณ์ผ่านโปรแกรมต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัส โลดแล่นสู่การเดินทางที่สร้างตำนานด้านหลังพวงมาลัยของท่านเอง ด้วยโปรแกรมการขับขี่ที่ดีไซน์ออกมาเพื่อตอบโจทย์ครบทุกสถานี อาทิ Handling ,Braking & Moose Test ,Slalom ,Road Tour ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ออกไปสัมผัสความเหนือระดับของขุมพลังที่ไร้ขีดจำกัดของสมรรถนะปอร์เช่ในสถานี Taxi Labs ที่ขับโดย Certified Porsche Instructor ที่มีประสบการณ์จริงจากสนามแข่งเตรียมเสิร์ฟความตื่นเต้นให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ด้วยการพาพุ่งทยานลงสนามไปนั่งทดสอบสมรรถนะความแรงของรถปอร์เช่อย่างดุดัน เร้าใจ  

อย่าพลาดโอกาสสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้! สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ โดยมีค่าใช้จ่าย 25,000 บาท ในวันธรรมดา (วันจันทร์ – วันศุกร์) และ 30,000 บาท ในวันเสาร์ – วันอาทิตย์ (พร้อมผู้ติดตาม 1 ท่าน) มีอาหารเช้า อาหารกลางวัน และของว่างรับรองตลอดวัน สามารถสมัครเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ที่ศูนย์บริการรถยนต์ปอร์เช่ทุกสาขา ให้ปอร์เช่เป็นตัวเลือกการเดินทางครั้งใหม่ ที่มากกว่าคำว่าผจญภัย ปอร์เช่คันโปรดของคุณ จะเอาอยู่แค่ไหน เตรียมไปลองกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม

รายชื่อรถยนต์ปอร์เช่ในกิจกรรม Porsche World Roadshow 2024

  • ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า (Porsche 911 Carrera)
  • ปอร์เช่ 911 จีที 3 อาร์เอส (Porsche 911 GT3 RS)
  • ปอร์เช่ 911 ทาร์กา 4 จีทีเอส (Porsche 911 Targa 4 GTS)
  • ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส คาบริโอเลต (Porsche 911 Turbo S Cabriolet)
  • ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ คูเป้ (Porsche 911 Turbo Coupé)
  • ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า2 คูเป้ (Porsche 911 C2 Coupé)
  • ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า2 คาบริโอเลต (Porsche 911 C2 Cabriolet)
  • 718 บ็อกซเตอร์ สไปเดอร์ อาร์เอส (718 Boxster Spyder RS)
  • 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส (718 Cayman GT4 RS)
  • ไทคานน์ 4เอส (Taycan 4S)
  • ไทคานน์ 4 ครอส ทัวริสโม่ (Taycan 4 Cross Turismo)
  • ไทคานน์ 4เอส ครอส ทัวริสโม่ (Taycan 4S Cross Turismo)
  • ไทคานน์ เทอร์โบ (Taycan Turbo)
  • ไทคานน์ เทอร์โบ เอส ครอส ทัวริสโม่ (Taycan Turbo S Cross Turismo)
  • คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybris Coupé)
  • คาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo)
  • คาเยนน์ จีทีเอส (Cayenne GTS)
  • มาคันน์ 4 รุ่นพลังงานไฟฟ้า (Macan 4 BEV)
  • มาคันน์ เทอร์โบ รุ่นพลังงานไฟฟ้า (Macan Turbo BEV)
  • พานาเมร่า 4 (Panamera 4)
  • พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid)
  • พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera 4 E-Hybrid Platinum Edition)
  • พานาเมร่า เทอร์โบ (Panamera Turbo)
  • พานาเมร่า เทอร์โบ เอส (Panamera Turbo S)

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งแคมเปญ “Power your Star” มอบแบตเตอรี่ฟรี หรือส่วนลดพิเศษ

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ขยายเวลาแคมเปญกลางปี 2567 มอบส่วนลดและสิทธิประโยชน์ในกลุ่มของแบตเตอรี่ (Starter Battery) และแบตเตอรี่สำรอง (Auxiliary Battery) ให้ทุกการเดินทางของลูกค้าปัจจุบันเป็นไปอย่างสะดวกสบายแบบเต็มพิกัด พร้อมยกระดับบริการหลังการขาย เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าคนสำคัญอย่างต่อเนื่อง ผ่านแคมเปญ “Power your Star” เมื่อนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น ทุกช่วงอายุของรถยนต์ (รวมรถ Van) มาเข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ และมียอดค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์บริการฯ ตามที่กำหนด ในช่วงระยะเวลาของแคมเปญ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 15 ธันวาคม 2567 จะได้รับสิทธิพิเศษ ดังนี้ 

เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป* เลือกรับสิทธิพิเศษ ดังนี้

  • รับส่วนลดพิเศษ 50 % สำหรับค่าแบตเตอรี่* (Starter Battery) มูลค่าสูงสุด 12,000 บาท
    ไม่รวมค่าแรง
  • หรือ รับฟรี! แบตเตอรี่สำรอง* (Auxiliary Battery) มูลค่าสูงสุด 12,630 บาท ไม่รวมค่าแรง

เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 40,000 บาทขึ้นไป*

  • รับฟรี! แบตเตอรี่* (Starter Battery) มูลค่าสูงสุด 24,000 บาท และ ฟรี! แบตเตอรี่สำรอง (Auxiliary Battery) มูลค่าสูงสุด 12,630 บาท ไม่รวมค่าแรง

รายละเอียดบริการที่เข้าร่วมรายการ

ยอดค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการตามเงื่อนไข สำหรับลูกค้า ดังนี้

  • ลูกค้าที่เข้ารับบริการทุกประเภทงาน ได้แก่ งานเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง รวมถึงงานซ่อมทั่วไป เฉพาะรายการที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระเงินค่าสินค้าและบริการเท่านั้น
  • ลูกค้าที่ซื้อสินค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์คอลเลคชัน/สินค้าประดับยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ (MB Collection and Accessories)
  • ลูกค้าที่เข้ารับบริการเปลี่ยนยาง MB Tires
  • ลูกค้าที่ต่ออายุบริการ Digital Extras หรือซื้อบริการเสริม SA+ ผ่าน URL Link หรือ QR Code จากศูนย์บริการฯ

*เงื่อนไขเพิ่มเติม

  1. สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้ารับบริการ ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 15 ธันวาคม 2567 และชำระค่าใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด
  2. ยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 20,000 บาท และ 40,000 บาท คำนวณเฉพาะค่าสินค้าและบริการตามประเภทที่กำหนด รวมค่าอะไหล่และค่าแรงหลังหักส่วนลดใด ๆ (ถ้ามี) ไม่รวมค่าแบตเตอรี่ โดยเป็นมูลค่าก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
  3. เฉพาะแบตเตอรี่ขนาด 12V เท่านั้นที่เข้าร่วมรายการ (แบตเตอรี่ขนาด 48V ไม่ร่วมรายการนี้)
  4. สามารถรับสิทธิพิเศษได้เพียง 1 สิทธิ ต่อ 1 หมายเลขตัวถังเท่านั้น
  5. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้ โดยต้องทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ได้รับภายในศูนย์บริการฯ ณ วันที่เข้ารับบริการเท่านั้น ไม่สามารถนำอะไหล่ออกไปนอกศูนย์บริการฯ
  6. เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดตรวจสอบรายละเอียดแคมเปญได้ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ