Home Blog Page 117

(มีคลิปวีดีโอ)‘ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่’ ไมเนอร์เชนจ์ เตรียมเปิดจองสิทธิ์และรับข้อเสนอพิเศษก่อนใคร วันที่ 10 ก.ย. 2567 พร้อมเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 28 พ.ย. 2567 ในงานน Motor Expo 2024 และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

0
New Honda HRV e:HEV 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉมภาพแรกอย่างเป็นทางการของ ‘ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่’ รุ่นไมเนอร์เชนจ์เวอร์ชันประเทศไทย ที่มาพร้อมลุคใหม่ทั้งกระจังหน้าโครเมียมแบบสปอร์ตใหม่ ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ ล้ออัลลอยสีใหม่ และสีภายนอกใหม่ สีกากีแซนด์ (มุก) พร้อมหลังคาสีดำทูโทน และอัปความคุ้มค่า น่าเป็นเจ้าของยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มเติมหลากหลายฟังก์ชัน อาทิ ใหม่ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมไปในทุกเส้นทางด้วยขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV ผสานการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และชุดหน่วยควบคุมอัจฉริยะ (Intelligent Power Unit – IPU) ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 25.6 กิโลเมตร/ลิตร

เตรียมเผยสเปกและเริ่มเปิดรับจองสิทธิ์เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ก่อนใคร ในวันที่ 10 กันยายน 2567

ลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าของ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2567 – วันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 จะได้รับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท* เมื่อทำการจองและรับรถ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 31 ธันวาคม 2567* และเตรียมพบกับข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ*

สำหรับเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) รวมถึงแคมเปญ “Honda Happy Trade-in”
ขายรถคันเดิมเพื่อออกรถยนต์ เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ รับเพิ่มบัตรน้ำมันสูงสุด 30,000 บาท*
และข้อเสนอพิเศษอื่น ๆ ที่พร้อมมอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้าที่สนใจ โดยจะประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสเป็นครั้งแรกที่บูทฮอนด้าในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 หรืองาน Motor Expo 2024 และที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

Honda HRV e:HEV 3

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

 

ฟอร์ดแชร์เคล็ดลับการขับขี่แบบออฟโรด

0

หลายคนจินตนาการถึงการขับขี่ออฟโรดว่าเป็นการเดินทางที่แสนยากลำบากและสมบุกสมบัน อีกทั้งยังเป็นการทดสอบทักษะของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี เมื่อเร็วๆ นี้ ฟอร์ดจึงแนะนำเทคนิคการขับขี่ออฟโรดให้แก่ผู้เข้าร่วมทริปการขับขี่รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในต่างแดน เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่มีทักษะในการขับขี่ที่แตกต่างกัน

รถฟอร์ด เอเวอเรสต์ มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะพาคุณไปถึงจุดหมายและกลับมาอย่างปลอดภัยไม่ว่าจะขับรถขึ้นเขาหรือใช้งานในโหมดลากจูง โหมดการขับขี่1 ที่ปรับการทำงานของรถให้เหมาะกับสภาพถนนที่หลากหลาย รวมถึงมีแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ กล้องมองรอบทิศทางอันทันสมัย และระบบล็อกเฟืองท้าย ทำให้การผจญภัยบนเส้นทางสมบุกสมบันเป็นไปได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ยังต้องอาศัยความระมัดระวัง ความตั้งใจ และทักษะบางอย่างที่ไม่ได้ใช้บ่อยนักในชีวิตประจำวัน

ก่อนออกเดินทางไปออฟโรด ผู้ใช้งานควรตรวจสภาพรถยนต์ให้แน่ใจว่าพร้อมใช้งานมากที่สุด แนะนำให้ชวนเพื่อนขับขี่ออฟโรด2 ไปด้วยกันอย่างน้อยสองคันเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถช่วยเหลือกันได้ หากรถคันใดคันหนึ่งติดหล่มหรือเสียหาย ควรเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินต่างๆ ติดไปด้วยทุกครั้ง เช่น ชุดปฐมพยาบาล น้ำดื่ม เชือกสำหรับลากจูง โทรศัพท์มือถือ หรือโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม  โดยสรุปฟอร์ดแนะนำเคล็ดลับสำหรับการขี่ออฟโรด ดังนี้

1.จับพวงมาลัยให้มั่น

ควรจับพวงมาลัยโดยให้นิ้วหัวแม่มือทาบอยู่บนขอบด้านนอกของพวงมาลัย วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหากพวงมาลัยหมุนกะทันหันขณะขับขี่บนพื้นผิวที่ขรุขระ คนขับควรปรับที่นั่งเพื่อให้มองเห็นด้านหน้าได้ชัดเจน ข้อดีของฟอร์ด เอเวอเรสต์ คือคุณสามารถมองเห็นขอบกระโปรงหน้ารถได้จากหลังพวงมาลัย ทำให้ควบคุมรถได้ง่ายแม้อยู่บนเส้นทางที่ท้าทาย

2.ขับให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้

การขับรถเร็วนอกจากจะทำให้คุณมีเวลาน้อยลงในการตอบสนองหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด  ยังทำให้หยุดรถได้ช้าลงอีกด้วย ความเร็วสูงยังเพิ่มความเสี่ยงที่รถจะเสียหายเมื่อขับผ่านสิ่งกีดขวาง การขับช้าๆ ช่วยให้ระบบกันสะเทือนดูดซับแรงกระแทกเพื่อให้นั่งสบายมากขึ้น และทำให้มีเวลาสังเกตสิ่งรอบข้าง พร้อมคาดการณ์และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้มากขึ้น แม้บางอุปสรรคอาจต้องเร่งความเร็วให้ข้ามผ่านไปได้  เช่น การขึ้นเนินชัน แต่อุปสรรคส่วนมากควรขับผ่านด้วยความเร็วต่ำ จำไว้ว่า ควรขับช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเร็วเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

3.เลือกเส้นทางที่ดีที่สุด

มองดูทางข้างหน้าและเลือกเส้นทางที่มั่นใจว่าปลอดภัยที่สุด สิ่งสำคัญคือต้องเลือกเส้นทางที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับใต้ท้องรถ ให้เลือกเส้นทางที่ล้อทั้งสี่สัมผัสกับพื้นได้ตลอดเวลา หากเส้นทางแคบเป็นพิเศษ ชัน หรือมีสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็น ควรมี ‘ผู้สังเกตการณ์’ หรือเพื่อนที่ลงจากรถมาช่วยนำทางผ่านอุปสรรคได้ นอกจากนี้ ควรใช้ประโยชน์จากกล้องมองหน้ารถที่มีเส้นบอกระยะแบบ  ไดนามิกของฟอร์ด เอเวอเรสต์ด้วย บางครั้งคุณอาจพบหลุม บ่อระหว่างทาง แทนที่จะขับตรงเข้าหาหลุมและเสี่ยงกันชนครูด ควรขับลงหลุมแบบทำมุมเอียง ให้ล้อค่อยๆ ลงหลุมทีละล้อ

4.ควบคุมรถอย่างนุ่มนวล

ควรใช้คันเร่ง เบรก และการหมุนพวงมาลัยอย่างนุ่มนวล ควบคุมรถด้วยความรู้สึกมั่นใจอยู่เสมอ การเหยียบคันเร่งแบบกะทันหันอาจทำให้รถไม่ยึดเกาะถนนหรือสูญเสียการทรงตัว โดยเฉพาะบนพื้นผิวขรุขระหรือมีสิ่งกีดขวางอย่างก้อนหินหรือท่อนไม้ เมื่อต้องเผชิญกับสิ่งกีดขวางที่ต้องใช้ความเร็วต่ำ การแตะเบรกเบาๆ ร่วมกับการใช้คันเร่งจะช่วยป้องกันไม่ให้รถกระตุกและช่วยให้ควบคุมรถผ่านสิ่งกีดขวางได้ง่ายขึ้น เกียร์ต่ำขับเคลื่อนสี่ล้อ (4L) มีประโยน์ในสถานการณ์เช่นนี้

5.ใช้เกียร์ต่ำ หรือเกียร์ต่ำสุดที่มี

การเปลี่ยนไปใช้เกียร์ต่ำบนเส้นทางออฟโรด2 จะช่วยให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นในความเร็วต่ำ คุณจำเป็นต้องควบคุมรถให้ได้มากขึ้นเมื่อต้องขับขี่บนเส้นทางที่ท้าทาย หรือทางที่เต็มไปด้วยหินซึ่งมีแรงยึดเกาะน้อย หรือเมื่อต้องขับลงทางลาดชัน ผู้ขับขี่ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำได้เมื่อหยุดรถและหมุนเปลี่ยนเกียร์ เกียร์ต่ำจะทำงานร่วมกับโหมดการขับขี่บางโหมด เพื่อให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ

6.อย่าลืมใส่ใจลมยาง

การลดแรงดันลมยางของรถเป็นหนึ่งในเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่แบบออฟโรด2 และเพิ่มความสบายภายในห้องโดยสาร อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของยางและลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายทั้งต่อยางและต่อเส้นทางที่ขับผ่าน อย่างไรก็ตาม ควรปล่อยแรงดันลมยางออกในกรณีที่สามารถเติมลมยางกลับคืนก่อนกลับสู่ทางเรียบได้เท่านั้น

พร้อมที่จะเลี้ยวกลับได้เสมอหากไม่มั่นใจ

แม้จะใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อสมรรถนะสูงอย่างฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือก1 และมีระบบเกียร์ต่ำ แต่ผู้ขับขี่ยังคงต้องประเมินความเหมาะสมของสภาพเส้นทางออฟโรดด้วยตนเอง หากไม่มั่นใจที่จะขับผ่านเส้นทางข้างหน้า ให้หาเส้นทางอื่นอ้อมไป หรือกลับไปทางเดิมที่มา อย่าลืมว่าความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเสมอเมื่อขับขี่ออฟโรด2

ตรวจสภาพรถก่อนเดินทางกลับ

ก่อนกลับสู่ทางเรียบ ควรจอดรถและตรวจสอบรอบๆ ให้ละเอียดก่อน หากลดแรงดันลมยางลงก่อนหน้านี้ ก็อย่าลืมเติมลมกลับไปยังระดับที่เหมาะสมกับการขับขี่บนทางหลวง ตรวจสอบว่าป้ายทะเบียนไม่ถูกโคลนบดบัง และรถไม่ได้รับความเสียหาย หากมีสิ่งของที่ผูกไว้บนหลังคาหรือในกระบะ ให้ตรวจสอบว่าสายรัดยังคงแน่นหนาและไม่มีสิ่งใดเคลื่อนที่ได้ การตรวจสอบเหล่านี้จะช่วยให้มั่นใจว่าคุณพร้อมสำหรับการเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

หมายเหตุ

  1. เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะขั้นสูงไม่สามารถทดแทนการควบคุมโดยผู้ขับขี่ได้ รถอาจสูญเสียการควบคุมหากเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่
  2. ควรศึกษาคู่มือการใช้งานก่อนขับขี่ออฟโรดเสมอ ควรศึกษาลักษณะภูมิประเทศและระดับความยากของเส้นทางล่วงหน้า และใช้อุปกรณ์นิรภัยที่เหมาะสม

“BYD M6” รถ MPV ไฟฟ้า 6 ที่นั่ง เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีทันสมัย จำหน่ายราคา 829,900-929,000 บาท

0
BYD M6 1

บีวายดี บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต นำโดย นายหลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย บีวายดี ออโต้เอเชียแปซิฟิก และ นายเคอ ยู่ปิน ผู้จัดการทั่วไทย บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) ร่วมกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ นำโดย นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ เปิดตัว BYD M6 รถยนต์ MPV ไฟฟ้า 100% เอนกประสงค์ขนาด 6 ที่นั่ง ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบสนองความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัย สมรรถนะการขับขี่ยอดเยี่ยม และฟังก์ชันอัจฉริยะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับทุกเส้นทาง เตรียมวางจำหน่าย 2 รุ่น คือ BYD M6 Extended ราคา 929,900 บาท และ BYD M6 Dynamic ราคา 829,900 บาท พร้อมส่งมอบให้กับผู้บริโภคชาวไทยตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป

BYD M6 2

BYD M6 ได้รับการพัฒนาให้เป็นยนตรกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว ครบครันทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความปลอดภัย ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลายทั้งในชีวิตประจำวันและระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวระยะไกล โดยมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุดถึง 150kW และ BYD Blade Battery ขนาด 71.8 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กิโลเมตร และรุ่น 120 kW มาพร้อมขนาดแบตเตอรี 55.4 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 420 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC กว้างขวางและสะดวกสบายด้วยที่นั่ง 3 แถวที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 6 คน สัมผัสประสบการณ์การเดินทางได้กว้างขึ้นด้วยหลังคากระจกแบบพาโนรามิก (Panoramic Glass Roof) เพลิดเพลินกับเทคโนโลยีความบันเทิง หน้าจอสัมผัสระบบมัลติมีเดีย ขนาด 12.8 นิ้ว ปรับหมุนได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน รองรับ Apple CarPlay® และ Android Auto™ และที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย

BYD M6 2

นายหลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับแบรนด์บีวายดีซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมนับตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงปัจจุบัน สะท้อนจากยอดจดทะเบียน 17,402 คันในช่วง 7 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยตอกย้ำความแข็งแกร่งของบีวายดีกับยอดขายรวม 717,600 คันทั่วโลก การเปิดตัว BYD M6 ไม่เพียงเป็นการสานต่อความมุ่งมั่นของเราที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง แต่ยังเป็นการเดินหน้าภารกิจการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องให้กับลูกค้าในประเทศไทย เรามั่นใจว่า BYD M6 จะเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมและสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของชาวไทยโดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวได้เป็นอย่างดี”

BYD M6 4

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่มีเป้าหมายที่จะนำยนตรกรรมจากบีวายดีที่มาพร้อมความโดดเด่นล้ำสมัยทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยี มาตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างหลากหลายของผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยลูกค้ากลุ่มครอบครัวเป็นอีกกลุ่มที่มีความสำคัญ ที่มองหาความเอนกประสงค์และมาพร้อมพลังงานไฟฟ้า พิสูจน์ได้จากตลาดรถยนต์เอนกประสงค์ MPV ในประเทศไทยด้วยยอดขายรวมกว่า 9,009 คัน ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งเซ็กเม้นต์ที่มีศักยภาพ วันนี้ เรเว่และบีวายดี พร้อมแล้วที่จะเปิดประตูสู่อีกหนึ่งตลาดพร้อมกับขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นกับการเปิดตัว BYD M6 ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่กำลังมองหายานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีดีไซน์ทันสมัย กว้างขวาง ครบครันด้วยเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นสำคัญ”

BYD M6 5

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “นอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์คุณภาพภายใต้แบรนด์บีวายดีให้กับผู้บริโภคชาวไทย เรเว่ยังมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบการบริการที่เหนือระดับทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย ตอกย้ำการให้ความสำคัญกับลูกค้าทั้งรายปัจจุบันและรายใหม่ เราเชื่อว่า BYD M6 จะไม่เพียงสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ของไทยในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ยังจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้ผู้บริโภคกลุ่มครอบครัวและผู้ที่สนใจได้มีโอกาสสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ที่สะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริการที่คุ้มค่าและประสบการณ์อันน่าประทับใจไปด้วยกันกับครอบครัวบีวายดีของเรา”

BYD M6 7

BYD M6 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า MPV ขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ของตระกูลราชวงศ์ (Dynasty Series) ผสานความเรียบง่ายและทันสมัยให้ความรู้สึกถึงสุนทรียภาพทางเทคโนโลยีของพลังงานแห่งอนาคต กับดีไซน์ที่สะดุดตา ทั้งยังถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรองรับความต้องการของครอบครัว ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบาย เบาะนั่งโดยสารที่ปรับระดับได้ และพื้นที่สำหรับเก็บและจัดระเบียบสัมภาระได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยล้ำสมัยครบครัน อาทิ กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ระบบความปลอดภัยก่อนการชน ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพ และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ยกระดับความอุ่นใจให้กับทุกคนบนทุกเส้นทาง

BYD M6 8

นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกรอบคัน อาทิ
•ระบบส่งกำลังแบบ 8 in 1 ที่ช่วยให้ระบบมีการประมวลผลการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยลดน้ำหนักรวมของรถยนต์เพื่อเพิ่มระยะทางในการขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
•รองรับการชาร์จไฟแบบกระแสตรง (DC) กำลังสูงสุดที่ 115 กิโลวัตต์ ใช้เวลาเพียง 80 นาทีในการชาร์จไฟจาก SOC 0%-100% (เป็นเพียงระยะเวลาคาดการณ์ โดยมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้ระยะเวลาในการชาร์จนานขึ้น เช่น สภาพแวดล้อม อุณหภูมิแบตเตอรี่ กำลังการจ่ายไฟของเครื่องชาร์จ ฯลฯ)
•รองรับการชาร์จไฟแบบกระแสสลับ (AC) ที่ 7 กิโลวัตต์
•ระบบ VtoL ที่ช่วยให้รถยนต์สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพื่อจ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอก
•ประตูท้ายไฟฟ้า พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิด ประตูท้ายไฟฟ้าระยะไกล
•เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
•เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง
•เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ
•ระบบปรับอากาศอัตโนมัติและช่องระบายอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 ที่ช่วยให้ความเย็นกระจายได้ทั่วถึง
•ระบบกรองฝุ่นพร้อมแสดงค่า PM 2.5

BYD M6 10

BYD M6 พร้อมให้ผู้บริโภคชาวไทยสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ BYD ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook BYD RÊVER Thailand

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” เปิดตัว “The new CLE Coupé” ลงตลาดสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู ทั้ง CLE 300 4MATIC Coupé และ Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé

0
The new CLE Coupé 1

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด แถลงข่าวเปิดตัว The new CLE Coupé ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตที่เข้ามาแทนที่ตระกูล Coupé ทุกรุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ บุกตลาดประเทศไทยด้วยกลยุทธ์การวางตำแหน่งทางการตลาดในเซกเมนต์ Dream Car ออกแบบขนาดมิติตัวถังเทียบเท่า E-Class Coupé ประเดิมเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศ 2 รุ่น นำโดย CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic และ Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé จัดเต็มด้วยการติดตั้งอุปกรณ์และระบบการขับขี่ขั้นสูงที่ไม่เคยมีมาก่อนในรถสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู รุ่นประกอบในประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าทุกคนเป็นเจ้าของผ่านช่องทางออนไลน์และตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษกับ “Premium Gift Set” สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้า 100 คนแรก ที่ได้รับมอบรถในเดือนตุลาคม 2567

 

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประสบความสำเร็จในการทำตลาดรถสปอร์ต 2 ประตู โดยมีจุดเริ่มต้นความสำเร็จมาจากโมเดล Classic Coupé อย่างรุ่น Mercedes-Benz Coupé หรือที่รู้จักกันดีในฐานะ E-Class Coupé รหัสตัวถัง C123 ซึ่งถือเป็นรถสปอร์ต 2 ประตูรุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เข้ามาในประเทศไทย ตามด้วย Mercedes-Benz CE รหัสตัวถัง C124 ก่อนจะเข้าสู่ยุค Modern Luxury Coupé ด้วยการแนะนำ CLK ที่ทำตลาดต่อเนื่อง 2 เจเนเรชั่น และกลับมาใช้ชื่อ E-Class Coupé อีกครั้ง ด้วยรหัสตัวถัง C207 จนมาถึงรุ่นสุดท้ายที่ทำตลาดในไทยอย่าง C238 โดยรถในตระกูล Coupé ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

The new CLE Coupé 3

ในวันนี้ เราต้องการพาทุกคนก้าวสู่ยุคใหม่ของรถตระกูล Coupé ด้วยการแนะนำ The new CLE Coupé รถสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู เจเนเรชั่นล่าสุด ที่เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลงใหลในยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตที่มาพร้อมความหรูหรา ผสานด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยมีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic และรุ่นสมรรถนะสูงที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ขั้นสูงสุดอย่าง Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé”

The new CLE Coupé 2

The new CLE Coupé ทั้ง 2 รุ่น จะมาพร้อมระบบปฎิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุด MBUX Gen20x ซึ่งนับเป็นรุ่นที่ 2 ของรถที่ทำตลาดในประเทศไทย หลังจาก The new E-Class โดยระบบปฏิบัติการดังกล่าวมีความโดดเด่นด้วยระบบควบคุมการสร้าง routines mode หรือ AI-generated routines ที่ผสานระบบ AI ในการเรียนรู้และบันทึกรูปแบบการใช้งานของผู้ขับขี่ และยังมีการออกแบบปุ่มไอคอนให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า พร้อมแยกสีให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นตามมาตรฐานความปลอดภัย Euro NCAP อีกทั้งยังรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในทุกมิติ

Mercedes-Benz CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic ราคา 3,950,000 บาท

The new CLE Coupé 4

 

CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic รถสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่ง ในเซกเมนต์เดียวกับ E-Class Coupé นำเสนออีกขั้นของการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความสปอร์ต ความหรูหรา และความทันสมัยตามสไตล์ยนตรกรรมยุคใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง 2.0 ลิตร เทอร์โบทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า Mild-Hybrid 48V ติดตั้งระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ กระจายการส่งกำลังที่ด้านหน้า 45% และด้านหลัง 55% ใช้เกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC) ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ภายในเวลา 6.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

The new CLE Coupé 6

เมื่อเปรียบเทียบกับ E-Class Coupé จะพบว่ารถยนต์คันนี้มีตัวถังที่ยาวขึ้น กว้างขึ้น และเตี้ยกว่ารุ่นก่อนหน้า โดยมีมิติตัวถังขนาดความยาว 4,850 มม. ความกว้าง 1,861 มม. ความสูง 1,422 มม. และระยะฐานล้อ 2,865 มม. มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน AMG Bodystyling สะท้อนความสปอร์ตบนท้องถนนในทุกมิติ มอบความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางด้วยไฟหน้า DIGITAL LIGHT ซึ่งเป็นไฟหน้าอัจฉริยะที่มีความละเอียดสูงถึง 1 ล้านพิกเซลต่อ 1 โคมหลอด แบบ HD system และเทคโนโลยี Adaptive Highbeam Assist ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร ด้านบนมาพร้อมหลังคา Panoramic roof และช่วงล่างติดตั้งล้ออัลลอย AMG multi-spoke ขนาด 19 นิ้ว ผสานการทำงานกับ Sports suspension ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนขณะขับขี่อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ถังน้ำมันขนาดความจุ 66 ลิตร ยังช่วยมอบอิสรภาพในการเดินทางที่มากยิ่งกว่าที่เคย

 

 

ทางด้านดีไซน์ภายในมีการตกแต่งแบบ AMG Interior Package มอบความรู้สึกแบบสปอร์ตลักชัวรี่ด้วยแผงคอนโซลกลางแบบ high-gloss black สีดำ ด้านบนของคอนโซลหน้า (Instrument panel) และด้านบนของแผงประตูหุ้มด้วยหนัง ARTICO ตกแต่งลายแบบ Nappa เสริมความดุดันด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังทรงสปอร์ตสีแดงภายในห้องโดยสาร และสะดวกกับการขับขี่ไปกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ต แสดงผลด้วยหน้าจอรูปแบบใหม่ที่สามารถล็อกอินเข้าใช้งานด้วยระบบ Fingerprint scanner หน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบ Digital ขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอบริเวณคอนโซลกลางขนาด 11.9 นิ้ว ในส่วนของระบบฟอกอากาศแบบ ENERGIZING AIR CONTROL และระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC 2 โซน ก็ถูกติดตั้งมาอย่างครบครัน

The new CLE Coupé 7

ทั้งยังมาพร้อมระบบปฎิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุด MBUX Gen20x ซึ่งนับเป็นรุ่นที่ 2 ของรถที่ทำตลาดในประเทศไทย หลังจาก The new E-Class โดยระบบปฏิบัติการดังกล่าวมีความโดดเด่นด้วยระบบควบคุมการสร้าง routines mode หรือ AI-generated routines ที่ผสานระบบ AI ในการเรียนรู้และบันทึกรูปแบบการใช้งานของผู้ขับขี่ และยังมีการออกแบบปุ่มไอคอนให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า พร้อมแยกสีให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นตามมาตรฐานความปลอดภัย Euro NCAP อีกทั้งยังรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในทุกมิติ

The new CLE Coupé 8

CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic มาพร้อมแพลตฟอร์มความบันเทิงที่สามารถเชื่อมต่อสตรีมมิ่งต่าง ๆ อย่างง่ายดาย ทั้งยังให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับประสบการณ์การฟังเพลงด้วยระบบเสียงระดับพรีเมียมอย่าง Burmester® 3D surround sound system และเทคโนโลยี Dolby Atmos® ที่จะเพิ่มอรรถรสทางดนตรีและเพลิดเพลินกับเพลงโปรดในทุกเส้นทาง พร้อมรองรับอินเทอร์เน็ต 5G ในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมถึง Podcast ภาพยนตร์ เกม ไปจนถึงการประชุมผ่าน Zoom ให้ทุกการเดินทางครบจบได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ CLE 300 4MATIC Coupé AMG Dynamic ยังครบครันด้วยระบบความปลอดภัยอีกมากมาย อาทิ ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้า และควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC Plus) โดยสามารถเลือกระยะห่างที่ต้องการจากรถยนต์คันข้างหน้าได้ พร้อมปรับความเร็วให้เหมาะสม, ระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมกล้อง 360 องศา (Parking package with 360° camera), ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Active Brake Assist), ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST), ระบบป้องกันก่อนเหตุ (PRE-SAFE system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-Start Assist, ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system) ฯลฯ

โดยมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White) สีดำ (Obsidian Black) สีเทา (Graphite Grey) สีเงิน (High-tech Silver) และสีเทา (MANUFAKTUR Alpine Grey Solid)

Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé ราคา 5,250,000 บาท

The new CLE Coupé 9

รถสปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง มาพร้อมการติดตั้งอุปกรณ์ขั้นสูงจาก Mercedes-AMG ที่มีมากที่สุดในบรรดารถรุ่นประกอบในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น AMG Performance 4MATIC+, AMG DYNAMIC PLUS Package, Active engine mount และ AMG Real Performance Sound

The new CLE Coupé 10

ดีไซน์ภายนอกเพิ่มความดึงดูดสายตาบนท้องถนนด้วยการตกแต่งแบบ AMG Night Package มอบพลังความสปอร์ตและปราดเปรียวตามแบบฉบับของ AMG Exterior และเป็นครั้งแรกของรถยนต์ประกอบในประเทศที่มาพร้อมฝากระโปรงแบบ Power dome พร้อมกับ Central air outlet มีช่องปล่อยอากาศที่เข้ามาจากหน้าเครื่องยนต์และระบายบนฝากระโปรง ไฟหน้า DIGITAL LIGHT ผสานการทำงานกับ Adaptive Highbeam assist Plus ที่จะมอบความปลอดภัยขณะขับขี่แบบไร้กังวล

The new CLE Coupé 10

ระบบเบรกแบบ AMG high-performance brake system ด้านหน้า 4 พอร์ต และด้านหลัง 1 พอร์ต จะช่วยให้ควบคุมได้อย่างแม่นยำทุกสภาวะการขับขี่ มาพร้อมระบบ Active rear-axle steering สามารถเลี้ยวล้อหลังได้สูงสุดถึง 2.5 องศา เมื่อวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. และเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูงขึ้นเรื่อย ๆ จะมีการปรับล้อหลังได้สูงสุดอยู่ที่ 0.7 องศา ติดตั้งระบบถ่ายทอดเสียงเครื่องยนต์และเทอร์โบแบบ AMG Real Performance Sound ซึ่งเป็นนวัตกรรมท่อที่ดีที่สุดของ Mercedes-AMG มอบเสียงที่เร้าใจและแตกต่างกันตามโหมดการขับขี่ และสามารถเลือกปรับระดับเสียงท่อไอเสียได้ทั้งแบบ BALANCED หรือ POWERFUL ผ่านคอนโซลกลาง พร้อมเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตให้แก่ผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มพิกัด

The new CLE Coupé 12

ห้องโดยสารตกแต่งโดดเด่นตามสไตล์สปอร์ตในทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พวงมาลัย AMG Performance steering wheel พร้อมระบบพวงมาลัย AMG Steering 3 สเตจ ติดตั้งเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังและไมโครไฟเบอร์ ให้ความรู้สึกนุ่มสบายขณะโดยสาร มอบการขับขี่ที่เหนือกว่าด้วยระบบปฏิบัติการ MBUX Gen20x ที่ออกแบบมาตามรูปแบบโปรแกรม AMG ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอธีมพิเศษของ AMG การวัดแทร็กสนาม และการเรียนรู้ด้วยระบบ AI ที่จะผสานเข้ากับการทำงานของโหมด routine ทำให้สามารถเรียนรู้ข้อมูลของผู้ขับขี่แต่ละบุคคล และบันทึกไว้ในระบบเพื่อความสะดวกสบายแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมาพร้อม AMG Head-up Display, MBUX augmented reality for navigation และระบบเสียง Burmester® 3D surround sound system ลำโพง 17 ตัว กำลังขับ 710 วัตต์ พร้อม Dolby Atmos® ช่วยมอบเสียงเพลงที่คมชัดสมจริงรอบทิศทางราวกับอยู่ในสตูดิโอ

The new CLE Coupé 18

 

เครื่องยนต์ใข้ชุดเดียวกับ CLS 53 และ GLE 53 ในรูปแบบขุมกำลังเบนซิน 6 สูบ แถวเรียง 3.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า Mild-Hybrid 48V ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ สามารถกระจายแรงส่งกำลังได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบ 100% ใช้เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ AMG SPEEDSHIFT MCT 9G ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 560 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ภายในเวลา 4.2 วินาที และเป็นรุ่นแรกในประเทศไทยที่ติดตั้งแพ็กเกจ AMG Driver’s Package ช่วยปลดล็อกความเร็วได้สูงสุดถึง 270 กม./ชม.

The new CLE Coupé16

Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé มาพร้อมการเพิ่ม AMG DYNAMIC PLUS Package เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มอบไดนามิกการขับขี่ที่ปราดเปรียวและเร้าใจยิ่งขึ้นด้วยฟังก์ชั่น RACE START และ Drift mode ภายใต้โหมด DYNAMIC SELECT ช่วงล่างติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ Y-spoke ขนาด 20 นิ้ว พ่นด้วยสีดำด้าน black accents ผสานการทำงานด้วยระบบกันสะเทือนแบบ AMG RIDE CONTROL ที่ถูกออกแบบเพื่อเพิ่มความปราดเปรียวแต่ยังคงความสบายในการเดินทาง ทั้งยังติดตั้ง Active engine mounts ซึ่งเป็นลูกยางล้อมแท่นเครื่องไฟฟ้า นอกจากจะคงความนุ่มนวลขณะขับขี่บนพื้นถนนปกติแล้ว ยังช่วยยึดเกาะเพื่อไม่ให้เกิดการสั่นขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนสนามแข่งด้วยเช่นกัน

The new CLE Coupé 19

สำหรับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยนั้น Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé จัดมาให้อย่างเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST), ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist), ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Active Brake Assist), ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST), ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-Start Assist, ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system), ระบบเตือนแรงดันลมยาง (Tyre pressure monitoring system), โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program), Parking Package พร้อมกล้องถอยหลัง ฯลฯ

โดยมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีดำ (Obsidian Black) สีน้ำเงิน (Spectral Blue) สีเทา (MANUFAKTUR Alpine Grey Solid) สีขาว (MANUFAKTUR Opalite White Bright) และสีแดง (MANUFAKTUR Patagonia Red)

 

พานาโซนิค เอเนอร์จี และมาสด้า ร่วมมือพัฒนาแบตเตอรี่ใหม่ สำหรับยนตรกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตจากมาสด้า

0

บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มพานาโซนิค และ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้ออกประกาศในวันนี้ว่า ทั้งสองบริษัทได้เตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ชนิดรูปทรงกระบอกสำหรับยนตรกรรมแห่งอนาคตในเจเนอเรชั่นถัดไป ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งในยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตของมาสด้า (BEVs) โดยมีกำหนดเปิดตัวนับตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ซึ่งการประกาศในครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงของความร่วมมือก่อนหน้านี้ และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นต่อความร่วมมือในระยะกลางถึงระยะยาวของทั้งสองบริษัท ทั้งนี้ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น ได้อนุมัติโครงการความร่วมของทั้งสองบริษัทในการขยายกำลังการผลิตแบตเตอรี่ และการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันเดียวกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสร้างแหล่งผลิตแบตเตอรี่ที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะกลาง Sustainable Zoom-Zoom 2030  เพื่อโลกของเราที่ยังคงความสวยงามตลอดไป เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้คนให้มีความสุขยิ่งขึ้น และเพื่อสังคมที่น่าอยู่ตลอดไปมาสด้าได้แบ่งแผนงานการพัฒนาการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าออกเป็นสามเฟส เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงตามกลไกของตลาดและความต้องการของลูกค้า ซึ่งภายในปี 2027 มาสด้าวางแผนเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ (BEVs) ที่พัฒนาขึ้นจากแพลตฟอร์ม EV ที่ออกแบบเฉพาะขึ้นเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ บริษัท พาโนโซนิค เอเนอร์จี จำกัด ตั้งเป้าที่จะเพิ่มกำลังการผลิตและมีแผนที่จะผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ชนิดรูปทรงกระบอกขึ้นที่โรงงาน ซูมิโนเอะ และ คาอิซูกะ ในเมืองโอซาก้า เริ่มตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป โดยแบตเตอรี่เหล่านี้จะถูกบรรจุเป็นโมดูลโดยมาสด้า และสำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ พานาโซนิค เอเนอร์จี ได้วางกำลังการผลิตในประเทศญี่ปุ่นที่ 10GWh ต่อปี ภายในปี 2030

ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดให้แบตเตอรี่สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าเป็นทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และกำลังมุ่งหน้าขยายห่วงโซ่อุปทานของแบตเตอรี่ภายในประเทศ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ จากความร่วมมือระหว่างมาสด้าและพานาโซนิค เอเนอร์จี ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ชนิดรูปทรงกระบอกในประเทศ พร้อมทั้งขยายและเสริมสร้างฐานการผลิตของญี่ปุ่นอีกด้วย

โดยทั้งสองบริษัทจะยังคงร่วมมือกันต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคม เช่น การบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์และแบตเตอรี่ การสนับสนุนการจ้างงานในท้องถิ่นและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร

มร. คาซูโอะ ทาดาโนบุ ประธานและซีอีโอ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี จำกัด กล่าวว่า “ด้วยความร่วมมือในครั้งนี้ เรามีแนวโน้มที่จะขับเคลื่อนการขยายกำลังการผลิต BEVs และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของญี่ปุ่น ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของเราคือการสร้างสังคมที่ยั่งยืน และเรามุ่งมั่นที่จะบรรลุพันธกิจนี้”

มร. มาซาฮิโระ โมโร่ ประธานและซีอีโอของมาสด้า กล่าวเสริมว่า “มาสด้ามุ่งมั่นที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนและกำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานไฟฟ้าด้วยแนวทางที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการและวิถีชีวิตของลูกค้า เราจะใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูง มีประสิทธิภาพดี และปลอดภัย ซึ่งจัดหาโดยพานาโซนิค เอเนอร์จี และนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าของมาสด้าที่เอกลักษณ์ และมีความสมดุลระหว่างการออกแบบ ความสะดวกสบาย และระยะทางในการขับขี่เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าของเรา”

อ้างอิง

แผนการจัดหาแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่ได้รับการอนุมัติโดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น

รายการที่ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรูปทรงกระบอกสำหรับรถยนต์
ความสามารถในการผลิต6.5 GWh ต่อปี (ตามที่คาดการณ์ไว้ในปี 2030; ส่วนกำลังการผลิตเพิ่มเติม)
เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 83.3 พันล้านเยน
การสนับสนุนด้านการเงินประมาณ 28.3 พันล้านเยน (สูงสุด)
กิจกรรมการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานการผลิต การแนะนำ พัฒนา และปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต

ข้อมูลข้างต้นรวมถึงจำนวนเงินลงทุน เงินสนับสนุนของพานาโซนิค เอเนอร์จี ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาอื่น ๆ นอกเหนือจากความร่วมมือนี้

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ผนึกกำลังผู้แทนจำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้

0

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ผนึกกำลังตัวแทนผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ส่งมอบความช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย 12 จังหวัด ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ สุโขทัย กาญจนบุรี จันทบุรี ตราด ภูเก็ต ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยส่งมอบถุงยังชีพไปแล้วกว่า 5,000 ถุง รวมมูลค่าความช่วยเหลือทั้งสิ้น 4.3 ล้านบาท และจะทยอยมอบต่อเนื่องในพื้นที่ประสบอุทกภัยต่อไป

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังขอมอบสิทธิ์สำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าที่ประสบอุทกภัย ดังนี้

  • สำหรับรถยนต์ฮอนด้า : รับส่วนลดค่าอะไหล่ 30%* โดยสามารถนำรถยนต์ฮอนด้าที่ประสบอุทกภัยเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการฮอนด้าในจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ และสุโขทัย สำหรับพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบสามารถสอบถามเพิ่มเติม โทร 0 2341 7777
  • สำหรับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าหรือยี่ห้ออื่นๆ : ฟรีตรวจเช็กสภาพรถ ฟรีเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน ไส้กรอง และหัวเทียน* โดยสามารถนำรถจักรยานยนต์ฮอนด้าหรือยี่ห้ออื่นๆ ที่ประสบอุทกภัยเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการฮอนด้าในจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ในวันที่ 29-30 สิงหาคม 2567 เวลา 9:00 – 15:00 น. สำหรับพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบสามารถสอบถามเพิ่มเติม โทร 02-757-6111

ฮอนด้าขอส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบอุทกภัยทุกท่าน เราพร้อมอยู่เคียงข้างและส่งมอบความช่วยเหลือ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติอุทกภัยในครั้งนี้ และกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ววัน  ดังเจตนารมณ์ของฮอนด้าในการสร้างสรรค์คุณค่าเพื่อเป็นองค์กรที่สังคมไทยต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป

รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปี Porsche 911 Turbo เปิดตัวครั้งแรกในงาน Monterey Car Week

0

เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ 911 เทอร์โบ (911 Turbo) ปอร์เช่ (Porsche) ได้เปิดตัวรถสปอร์ตไอคอนิกรุ่นพิเศษ 911 เทอร์โบ 50 ปี (911 Turbo 50 Years) ซึ่งผสมผสานสมรรถะที่ยอดเยี่ยมและวัสดุชั้นเลิศเข้ากับองค์ประกอบการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร ทั้งภายในและภายนอกสะท้อนให้เห็นถึง 911 เทอร์โบ (911 Turbo) รุ่นประวัติศาสตร์ พร้อมด้วยองค์ประกอบการออกแบบที่ทันสมัยและสง่างามเหนือกาลเวลา แพ็คเกจ Heritage Design เป็นทางเลือกเพื่อช่วยยกระดับความสวยงามของรุ่นฉลองครบรอบนี้ ปอร์เช่ (Porsche) ได้จำกัดจำนวนผลิต 911 เทอร์โบ 50 ปี (911 Turbo 50 Years) โดยรุ่นนี้มีพื้นฐานมาจาก 911 เทอร์โบ เอส (911 Turbo S) รุ่นล่าสุด และมีจำนวน 1,974 คันเพื่อเป็นการระลึกถึงปีที่ 911 เทอร์โบ (911 Turbo) คันแรกเปิดตัว

รุ่นฉลองครบรอบที่ไม่ซ้ำใคร พร้อมความรู้สึกและดีไซน์แบบเทอร์โบ (Turbo)

เมื่อเปิดตัวในปี 1974 ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ รุ่นตัวถัง 930 (Porsche 911 Turbo Type 930) ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นไปได้ไปอีกขั้น โดยนำเทคโนโลยีเทอร์โบที่เป็นมาตรฐานจากรถแข่ง 917/10 และ 917/30 มาสู่รถสปอร์ตที่ผลิตในเชิงพาณิชย์ด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และผสมผสานกับการออกแบบที่โดดเด่นและความสามารถในการใช้งานในชีวิตประจำวันที่ไม่เคยมีมาก่อน รุ่นฉลองครบรอบ 911 เทอร์โบ 50 ปี (911 Turbo 50 Years)  ใช้พื้นฐานจาก 911 เทอร์โบ เอส (911 Turbo S) ที่เปิดตัวในปี 2019  ทั้งเป็นการแสดงความเคารพและการตีความใหม่ต่อมรดกอันล้ำค่านี้ กราฟฟิกด้านข้างตัวรถเป็นการยกย่องลวดลายประวัติศาสตร์ของปอร์เช่ 911 อาร์เอสอาร์ เทอร์โบ (Porsche 911 RSR Turbo) ที่นำเสนอที่งาน Frankfurt Motor Show ในปี 1973 ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้าของ 911 เทอร์โบ (911 Turbo) สำหรับรุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับสีพิเศษของ ปอร์เช่ เทอร์โบ (Porsche Turbo) ที่เรียกว่า เทอร์โบไนท์ (Turbonite) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ใช้ใน 911 สีเทอร์โบไนท์ (Turbonite) ยังถูกใช้ในแผงปิดเครื่องยนต์ด้านหลัง ฝาครอบถังน้ำมัน และตราสัญลักษณ์ Porsche นอกจากนี้ยังใช้เป็นสีตัดกันในโลโก้รุ่น Turbo 50 ปี อีกหนึ่งการอ้างอิงทางประวัติศาสตร์คือการใช้สีเทา Anthracite Grey บนแผ่นปีกหลัง กันชนหลัง ฐานกระจกมองข้าง และการตกแต่งช่องระบายอากาศ ตราสัญลักษณ์บนกระจังหน้าฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหลังมีภาพไอคอนเทอร์โบชาร์จเจอร์และตัวเลขปี 1974–2024 เมื่อเปิดประตู ไฟ LED ที่ประตูจะฉายภาพของเทอร์โบชาร์จเจอร์ลงบนพื้นข้างรถ 911 เทอร์โบ 50 ปี (911 Turbo 50 Years) มาพร้อมกับล้อ 911 Turbo S Exclusive Design ในสี เทอร์โบไนท์ (Turbonite)  เป็นมาตรฐาน

ภายในห้องโดยสารย้อนความรู้สึกของยุค 1970

ภายในของ 911 เทอร์โบ 50 ปี (911 Turbo 50 Years) ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ Turbo ในการระลึกถึงรุ่นเริ่มต้นของ ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo) ลวดลาย McKenzie tartan อันเป็นเอกลักษณ์ถูกนำมาประดับที่แผงกลางของที่หุ้มเบาะและแผงประตูภายใน การตัดกันและเพิ่มเติมของสีเทอร์โบไนท์ (Turbonite) ทำให้รถคันนี้แตกต่างจากรุ่น 911 เทอร์โบ เอส (911 Turbo S) รุ่นการผลิตทั่วไป ซึ่งจะเห็นได้บนเข็มขัดนิรภัย ปุ่มควบคุม การเย็บตกแต่ง แถบตกแต่งที่มีการฝังลวดลายในหนังสีดำ และตราสัญลักษณ์ Porsche บนพวงมาลัยสปอร์ต GT ส่วนโลโก้ Turbo 50 ปี ที่ส่องสว่างมีอยู่ที่แผ่นปิดข้างประตู ซึ่งมีการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมขัดสีดำ โลโก้นี้ยังเย็บปักลงบนที่รองศีรษะของที่นั่ง Adaptive Sports Seats Plus นอกจากนี้ยังมีโลโก้ Turbo 50 ปีที่ด้านหลังของเบาะนั่งด้านหลังซ้าย เหนือช่องเก็บของมีแผ่นฉลองครบรอบที่ทำจากอลูมิเนียม และมีหมายเลขรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเฉพาะ เสา A แผงบังแดด และหุ้มหลังคาด้วย Race-Tex ที่เจาะรู นาฬิกา Subsecond ของ Porsche Design แบบอนาล็อกที่มีการออกแบบ Turbo 50 ปี ตกแต่งอยู่บนแดชบอร์ด

แพ็คเกจ Heritage Design เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์

แพ็คเกจ Heritage Design 50 ปีของ Turbo ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์และเป็นตัวเลือกเสริมที่สามารถเลือกใส่ได้เพื่อเพิ่มเติมความพิเศษให้กับรุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี ด้วยฟีเจอร์การออกแบบและอุปกรณ์เสริมหลายอย่างที่ย้อนกลับไปยังรุ่น 911 Turbo ในยุค 1970 สีพื้นฐานของแพ็คเกจ Heritage Design คือสีเขียว Aventurine Green Metallic นอกจากนี้ยังมีสีมาตรฐาน 911 และสีจากโปรแกรม Paint to Sample ให้เลือกใช้ ส่วนหนึ่งของแพ็คเกจ Heritage Design คือกราฟฟิกตกแต่งคุณภาพสูงในสีขาว (ผิวซาติน) ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ อันได้แก่ หมายเลขรถที่มีให้เลือกได้ระหว่าง 0 ถึง 99 โลโก้ 50 ปีของ Turbo และโลโก้ Porsche ผู้ที่ชื่นชอบลุคมินิมัลสามารถเลือกละเว้นบางส่วนหรือทั้งหมดขององค์ประกอบกราฟฟิกได้ ตราสัญลักษณ์ Porsche ในอดีตจากปี 1964 ถูกใช้ที่ฝากระโปรงหน้าและที่ฝาครอบของล้อ Sport Classic ซึ่งทาสี  Brilliant Silver และ White (ผิวซาติน) โลโก้ Turbo 50 และ Porsche ที่ด้านหลังเป็นสีทอง ภายในรถมีส่วนประกอบหนังเพิ่มเติมและเพิ่มการออกแบบลวดลายตารางทำให้รุ่นเฉลิมฉลองครบรอบนี้มีความพิเศษครบถ้วน แผงตกแต่งแดชบอร์ด ช่องเก็บถุงมือ และการหุ้มพนักพิงที่นั่งมีลวดลายคลาสสิก ตราสัญลักษณ์ Porsche ในอดีตติดตั้งอยู่บนพวงมาลัย ขณะที่ช่องเก็บของกลางคอนโซลมีโลโก้ Porsche Exclusive Manufaktur ปั๊มลงในหนัง การแสดงผลในกลุ่มมาตรวัดและนาฬิกา Sport Chrono ในแพ็คเกจ Heritage Design มีสีเขียว

โดดเด่นในด้านประสิทธิภาพ รูปลักษณ์ และประวัติศาสตร์

ในทางเทคนิคแล้ว ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ 50 ปี (Porsche 911 Turbo 50 Years) มีพื้นฐานมาจาก 911 เทอร์โบ เอส (911 Turbo S) ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2019 มีเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ขนาด 3.7 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่แบบแปรผัน (variable turbine geometry (VTG) twin turbocharging) ให้พละกำลัง 478 kW (650 แรงม้า) และแรงบิด 800 นิวตันเมตร ด้วยน้ำหนักตัวรถเพียง 1,640 กิโลกรัม จึงทำให้อัตราส่วนพละกำลังต่อน้ำหนักที่ 2.52 กิโลกรัม/แรงม้า นอกจากนี้ 911 เทอร์โบ 50 ปี (911 Turbo 50) ยังใช้เวลาเพียง 2.7 วินาทีในการเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถทำความเร็ว 0 ถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 8.9 วินาที พละกำลังถูกส่งไปยังล้อด้วยระบบเกียร์คลัทช์ 8 สปีด (PDK) และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Porsche Traction Management (PTM) พร้อม Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) รวมถึงระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถกระจายแรงบิดแบบแปรผันให้กับล้อคู่หลังได้อย่างอิสระ ระบบไอเสียแบบสปอร์ตที่มีปลายท่อท้ายสีดำมาเป็นมาตรฐาน ระบบช่วงล่างแบบสปอร์ต Porsche Active Suspension Management (PASM) ที่ลดลง 10 มิลลิเมตร และระบบยกช่วงล่างด้านหน้าก็รวมอยู่ในอุปกรณ์มาตรฐานเช่นเดียวกับไฟหน้า LED matrix ที่มาพร้อมระบบ Dynamic Light System Plus ระบบเบรก PCCB (Porsche Ceramic Composite Brake) มาเป็นมาตรฐาน และมีการตกแต่งคาลิปเปอร์เบรกเป็นสีดำ

นาฬิกาจับเวลา Chronograph สำหรับรถสปอร์ตเหนือกาลเวลา

เฉพาะสำหรับเจ้าของปอร์เช่ 911 เทอร์โบ 50 ปี (Porsche 911 Turbo 50 Years), Porsche Design Timepieces กำลังเปิดตัวนาฬิกาพิเศษเพื่อเป็นการยกย่องรุ่นฉลองครบรอบ 911 Turbo 50 Years Chronograph ได้รับการติดตั้งกลไก Porsche Design WERK 01.200 ที่ได้รับการรับรองจาก COSC พร้อมฟังก์ชัน flyback เช่นเดียวกับรถยนต์ นาฬิกาถูกจำกัดการผลิตไว้ที่ 1,974 เรือนและผสมผสานการออกแบบคลาสสิกเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัย หน้าปัดสีดำที่มีองค์ประกอบในสีเทอร์โบไนท์ (Turbonite) เป็นดั่งภาพเสมือนที่สมบูรณ์แบบของนาฬิกาบนแดชบอร์ด สายทำจากหนังรถสีดำพร้อมการเย็บตกแต่งด้วย สีเทอร์โบไนท์ (Turbonite) มาพร้อมกับตัวล็อคพับเคสใสช่วยให้มองเห็นโรเตอร์ไขลานในสไตล์เดียวกับล้อของ 911 Turbo 50 หมายเลขรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่แกะสลักบนตัวเรือนไทเทเนียมสัมพันธ์กับหมายเลขรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นของรถยนต์ Chronograph ยังมีให้เลือกในเวอร์ชันพิเศษควบคู่กับแพ็คเกจ Heritage Design อีกด้วย

พร้อมรับคำสั่งซื้อทันที

รถสปอร์ตรุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี 911 เทอร์โบ (911 Turbo) รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นสามารถสั่งซื้อได้แล้วในราคาเริ่มต้นที่ 27,900,000 บาท การส่งมอบจะเริ่มในช่วงไตรมาศแรกของปี 2025 ซึ่งขณะนี้ ท่านสามารถเข้าชมได้แล้วในนิทรรศการพิเศษ Beyond Performance – 50 Years of Porsche Turbo ที่พิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ (Porsche Museum) ในสตุ๊ทการ์ท-ซุฟเฟนเฮาเซิน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมกับ กองทัพอากาศไทย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.เชียงราย

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ส่งต่อธารน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัย ในจังหวัดเชียงราย โดยบริจาคสิ่งของเครื่องใช้รวมมูลค่า 100,000 บาท ให้กับกรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ กองทัพอากาศไทย เพื่อสนับสนุนภารกิจบรรเทาทุกข์ของประชาชน สอดคล้องกับปณิธานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ด้านโครงการเพื่อสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ “สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย” ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม การศึกษา และสุขภาพ

นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังเปิดให้บริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี! สำหรับรถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่นซึ่งได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย พร้อมตรวจเช็กด้วยเครื่องสแกน MUT-III รวม 23 รายการ และมอบส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับค่าอะไหล่ ค่าแรง และค่าเคมีภัณฑ์* ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 กันยายน 2567 ที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วประเทศ โดยติดต่อ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด สำหรับลูกค้าผู้มีประกันภัยรถยนต์ จะสามารถรับส่วนลดตามรายการส่งเสริม
การขายนี้ได้เฉพาะค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในความคุ้มครองของบริษัทประกันภัยเท่านั้น

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เปิดตัวนายกสมาคมฯ อุปนายก และคณะกรรมการสมาคมฯชุดใหม่ พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลาง การผลิต EV ส่งออกอันดับต้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

0

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย จัดงานเเถลงข่าว เปิดตัวนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย พร้อมด้วยอุปนายกสมาคมฯ ท่านใหม่อีก 4 ท่าน ณ อาคารเคเอกซ์ (Knowledge Exchange – KX) กรุงธนบุรี ซึ่งภายในงานยังได้รับเกียรติจาก อดีตนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย 2 สมัย นายกฤษฎา อุตตโมทย์ กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนตลอดระยะเวลา 4 ปี เนื่องในโอกาสหมดวาระ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย 2 สมัย และพร้อมส่งมอบตำแหน่งดังกล่าวให้กับนายสุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ท่านปัจจุบันที่ได้รับการโหวตคัดเลือกจากคณะกรรมการสมาคมฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย โดยมีวาระนับจากวันที่ได้รับการแต่งตั้ง 2 ปี ตั้งเเต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ด้านนายสุโรจน์ เเสงสนิท ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด มีประสบการณ์ความรู้ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาอย่างยาวนานและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งในด้านผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และกับผู้บริโภค อีกทั้งภายในงานเเถลงข่าว ยังได้มีการแนะนำอุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ชุดใหม่ ได้แก่ ผศ.ดร.อุเทน สุปัตติ อุปนายกฯ ฝ่ายวิชาการและการพัฒนาบุคลากร, นายสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฯ ฝ่ายอุตสาหกรรมและการพัฒนาธุรกิจ, นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน อุปนายกฯ ฝ่ายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และนางสาวธมลวรรณ ชลประทิน อุปนายกฯ ฝ่ายการสื่อสารและประชาสัมพันธ์

นายสุโรจน์ เเสงสนิท เผยว่า “ผมขอขอบพระคุณสื่อมวลชนที่มาร่วมงานในวันนี้ พร้อมด้วย คณะกรรมการสมาคม และสมาชิกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยทุกๆท่านที่มอบความไว้วางใจให้กระผมดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ ซึ่งหน้าที่และภารกิจสำคัญที่เราต้องการพุ่งเป้า หลังจากที่กระผมได้รับตำแหน่งมานี้คือการโฟกัสที่การพัฒนาและผลักดัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ในห่วงโซ่อุปทาน เป็นภารกิจและพันธกิจสำคัญที่ผมอยากเห็นอนาคตที่ไทยจะกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นเทคโนโลยีเเห่งอนาคต นำมาสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับแรงงานไทย และพร้อมต่อยอดทักษะบุคลากรในประเทศให้มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในด้านการผลิต การพัฒนา และการซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการเป็นพันธมิตรกับองค์กรภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยยังมีพื้นที่การเติบโตไปได้ไกลอีกมาก หากได้รับการสนับสนุน ส่งเสริม และผลักดัน จากทุกๆภาคส่วน และทางสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย พร้อมเป็นองค์กรในการประสานความร่วมมือในด้านต่างๆ กับองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศอย่างยั่งยืน และต่อยอดสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ที่เเข็งแรง”

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุเทน สุปัตติ อุปนายกฯ ฝ่ายวิชาการและการพัฒนาบุคลากร กล่าวว่า “การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการเสริมสร้างความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยพร้อมที่จะสนับสนุนและผลักดันให้บุคลากรในอุตสาหกรรมมีทักษะและความเชี่ยวชาญที่ทันสมัย เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน”

นายสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฯ ฝ่ายอุตสาหกรรมและการพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า “สมาคมฯสนับสนุนนโยบาย 30@30 ของรัฐบาล เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด หรือแม้แต่การส่งเสริมเชื้อเพลิง biofuel ล้วนมีส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยิ่งไปกว่านั้นสมาคมฯ มีพันธกิจสำคัญต่อเนื่อง คือการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการใช้ชิ้นส่วนและซัพพลายเชนในประเทศไทย หวังว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการส่งออก ให้เป็น product champion สร้างรายได้ให้ประเทศเช่นเดียวกับรถปิคอัพ สมาคมฯ ได้เริ่มหารือกับบีโอไอ และสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ในการส่งเสริมการผลิตดังกล่าว  นอกจากนี้สมาคมฯยังร่วมมือกับบีโอไอในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่สนใจมาลงทุนในธุรกิจ EV หรือ Ecosystem อีกด้วย”

นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน อุปนายกฯ ฝ่ายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เผยว่า “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เป็นสิ่งที่เราต้องทำ เมื่อมีความต้องการจากผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ดังจะเห็นได้จากข้อมูลการเติบโตของจำนวนผู้ใช้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่รองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ล้วนเป็นสิ่งจำเป็น ภารกิจและภาระหน้าที่ของสมาคมฯ คือการผลักดันสิ่งอำนวยความสะดวกให้เกิดขึ้นในประเทศ และสนับสนุน พร้อมผลักดันนโยบายที่ยืดหยุ่นให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวนี้ ได้พัฒนา ต่อยอด และสร้างประโยชน์ในห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง”

นางสาวธมลวรรณ ชลประทิน อุปนายกฯ ฝ่ายการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า “ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ภารกิจหลักของสมาคมฯคือการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รุ่นและราคา สถานีชาร์จไฟฟ้าที่มีจำนวนและตำแหน่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมารยาทในการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของสมาคม เช่น Directory เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับภารกิจและพันธกิจของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย”

ทางนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และ อุปนายกสมาคมฯ พร้อมคณะกรรมการชุดใหม่จะมีวาระการดำเนินงานในกรอบ 2 ปี

 

‘ZEEKR’ ผนึกกำลัง ‘ZEEKR House เชียงใหม่’ มอบเงินสนับสนุนอุปกรณ์การศึกษาช่วยเหลือวิทยาลัยเทคนิคแพร่ หลังประสบอุทกภัย

0

บริษัท ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ ZEEKR ร่วมกับ ZEEKR House เชียงใหม่ มอบเงินสนับสนุนอุปกรณ์การศึกษา จำนวน 150,000 บาท เพื่อช่วยฟื้นฟูวิทยาลัยเทคนิคแพร่ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยเงินสนับสนุนนี้ จะนำไปฟื้นฟูห้องปฏิบัติการยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเรียนการสอนของนักศึกษาในแผนกยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

บริษัท ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ ZEEKR ร่วมกับ ZEEKR House เชียงใหม่ ตระหนักถึงความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดแพร่ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อวิทยาลัยเทคนิคแพร่ โดยเฉพาะห้องปฏิบัติการและห้องเรียนของแผนกยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายรุนแรง อุปกรณ์สำคัญ เช่น Wall Charger, โต๊ะเรียน, คอมพิวเตอร์ และชุดเครื่องมือการสอนถูกทำลาย ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการฝึกทักษะของนักศึกษาอย่างมาก

เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนการฟื้นฟูการศึกษา บริษัท ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และ ZEEKR House เชียงใหม่ จึงได้ร่วมกันมอบเงินสนับสนุนอุปกรณ์เกี่ยวข้องกับการศึกษา จำนวน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ให้กับวิทยาลัยเทคนิคแพร่ โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูห้องปฏิบัติการยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

การมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องปฏิบัติการยานยนต์ไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคแพร่โดยได้รับเกียรติจากคุณเป่า จ้วงเฟย (อเล็กซ์) ประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี และคุณเกรียงศักดิ์ จารุนนท์วิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ZEEKR House เชียงใหม่ เป็นตัวแทนในการมอบเงินช่วยเหลือ

เป่า จ้วงเฟย (อเล็กซ์) ประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี กล่าวว่า “ZEEKR ในฐานะแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนสังคมไทยในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาและการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เราหวังว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะช่วยให้นักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคแพร่สามารถกลับมาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด”

เกรียงศักดิ์ จารุนนท์วิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ZEEKR House เชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า “ในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชนภาคเหนือ เราอยากมีส่วนในการช่วยเหลือและสนับสนุนการฟื้นฟูหลังจากเหตุการณ์อุทกภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่น และประเทศชาติ เราหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกำลังใจและโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่”

วิทยาลัยเทคนิคแพร่เป็นสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาในจังหวัดแพร่ การสนับสนุนครั้งนี้จะช่วยฟื้นฟูห้องปฏิบัติการยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ โดยบริษัท ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และ ZEEKR House เชียงใหม่ ขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ประสบภัยทุกท่าน และมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในอนาคต

 

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ ZEEKR ได้ที่

Website: https://www.zeekrglobal.com/th/

Facebook: https://www.facebook.com/ZEEKRTHA/