Home Blog Page 122

“ฟอร์ด” ปรับโฉมเรนเจอร์ XLS เน้นสปอร์ต หรูหรา พร้อมราคาเปิดตัวสุดพิเศษ

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 1

“ฟอร์ด” ลุยกระตุ้นตลาดกระบะสี่ประตูยกสูงด้วยการปรับโฉมรุ่นย่อยหลัก ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ รุ่นปี 2024 กระบะยกสูงเกียร์อัตโนมัติรุ่นเริ่มต้นในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ด้วยการปรับดีไซน์ภายนอกให้ดูดุดันยิ่งขึ้น เพิ่มความหรูหรา สะดวกสบายภายในห้องโดยสาร สร้างความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับลูกค้าที่มองหากระบะอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานรอบด้าน ทั้งใช้เพื่อการทำงาน เป็นรถสำหรับครอบครัว และการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ด้วยราคาพิเศษช่วงเปิดตัวสำหรับรุ่น 4 ประตูเพียง 799,000 บาท จากราคาเต็ม 919,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 2

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ รุ่นปี 2024 ให้ความรู้สึกสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยการตกแต่งสีดำรอบคัน ตั้งแต่กระจังหน้า กระจกมองข้าง ช่องระบายอากาศด้านข้าง กรอบไฟตัดหมอก มือจับประตู และกันชนท้าย รวมถึงล้ออัลลอยสีดำดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว และยังคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของฟอร์ด เรนเจอร์ ด้วยไฟหน้าแบบแอลอีดี มัลติรีเฟลกเตอร์ พร้อมไฟวิ่งกลางวันแบบแอลอีดี และบันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้การขนของจากท้ายกระบะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 3

เสริมความหรูหราภายในห้องโดยสาร

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 4

เป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดมอบความหรูหราและความคุ้มค่าสูงสุดให้กับรถกระบะรุ่นเริ่มต้น กับการตกแต่งภายในด้วยเบาะหนัง และแผงคอนโซลด้านหน้าที่ปรับดีไซน์ให้เข้ากับภายนอกที่ดูสปอร์ตมากขึ้น มาพร้อมหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay® และ Android Auto™ แบบไร้สาย พร้อมติดตั้งโมเด็มสำหรับเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่นฟอร์ดพาส ให้ลูกค้าเชื่อมต่อการสื่อสารกับรถได้ตลอดเวลา ช่วยยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถอย่างเหนือระดับด้วยฟีเจอร์ที่น่าสนใจ เช่น การสตาร์ทรถจากระยะไกล ตรวจเช็คข้อมูลรถเบื้องต้น รวมถึงการล็อคและปลดล็อคจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมพวงมาลัยไฟฟ้าที่ช่วยผ่อนแรงในการขับขี่ ปรับน้ำหนักให้เบาที่ความเร็วต่ำ และเพิ่มน้ำหนักเมื่อความเร็วสูง มอบความสะดวกสบายและความมั่นใจในการขับขี่ทั้งทางใกล้และไกล

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 4

ขุมพลังและเทคโนโลยี

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 6

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ รุ่นปี 2024 แบบ 4 ประตู ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร อัดแน่นด้วยฟีเจอร์และอุปกรณ์เทคโนโลยีครบครัน เพื่อตอบโจทย์การเป็นรถกระบะใช้งานแบบอเนกประสงค์ มาพร้อมความแข็งแกร่งของตัวถังและช่วงล่าง และระบบความปลอดภัยมากมาย อาทิ ถุงลมนิรภัย 6 จุด ได้แก่ คู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย กล้องมองหลังขณะถอยจอด ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ 8

“ฟอร์ดเชื่อมั่นว่าการปรับโฉมฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ ให้ดูสปอร์ตและหรูหราขึ้น จะทำให้รถฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นตัวเลือกที่โดนใจมากขึ้นสำหรับลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่า โดยเฉพาะการมอบราคาพิเศษช่วงเปิดตัวที่เร้าใจ นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จในตลาดกระบะยกสูงที่ฟอร์ดเชี่ยวชาญอยู่แล้ว และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งด้านสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง ความอเนกประสงค์ และความปลอดภัย” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ รุ่นปี 2024 แบบ 4 ประตู มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเงิน Aluminium Metallic สีขาว Arctic White สีเทา Meteor Grey และสีดำ Absolute Black พร้อมการรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีค่าแรงเช็กระยะ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมฟอร์ด ทั่วประเทศ

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ “New ORA 07” รุ่น Long Range สวย หรู เทคโนโลยีทันสมัย แถมมีดีที่ใช้งานได้ระยะทางไกล

0
New Ora 07 1

New ORA 07 รถไฟฟ้าอีกหนึ่วรุ่นที่ GWM ออกแบบให้มีความหรูหรา ทันสมัยในวไตล์สปอร์ตคูเป้ ภายในกว้างขวาง เทคโนโลยีทันสมัย พร้อมความโดดเด่นจากการใช้งานของแบตเตอรี่ไฟฟ้าขนาดความจุ 84 กิโลวัตต์ ซึ่งทำระยะทางไกลได้ถึง 640 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC โดยได้พละกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 150 กิโลวัตต์ ทำงานร่วมกับ 3 โหมดการขับขี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทั้ง Eco Nor Mal และ สปอร์ต

ก่อนหน้านี้ Auto MotorThailand ได้เคยไปสัมผัสกับ New ORA 07 ในสนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต แค่ครั้งนี้ลองนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวันดูว่า คุณสมบัติต่างๆรวมถึงเทคโนโลยีความทันสมัยของรถสปอร์ตคูเป้ไฟฟ้ารุ่นนี้ จะน่าสนใจมากน้อยงเพียงใด ติดตามรับชมได้จากรายงาน

ORA 07 Long Range ซีดานสปอร์ตท้ายลาด มากับความยาว 4,871 มม. กว้าง 1,862 มม. และสูง 1,500 มม. ระยะฐานล้อ 2,870 มม. ระยะต่ำสุดใต้ท้องรถ 125 มม. น้ำหนักตัวรถ 1,965 กก. ซึ่งขนาดและมิติของ ORA 07 ทั้ง 3 รุ่นนั้นเท่ากัน แต่ภายนอกจะแตกต่างในเรื่องของออฟชั่นเช่น ล้อแมกขอบ 18 ส่วนในรุ่น Long range Ultra และ Performance จะใช้ขอบ 19 นิ้ว และสปอยเลอร์ท้ายที่ควบคุมได้จากสวิทช์ภายในและเปิด/ปิดอัตโนมัติ

New Ora 07 2

ไฟหน้า Intelligent LED ทรงกลมดีไซน์โดดเด่น มาพร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ, ไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และไฟ Follow Me Home

New Ora 07 3

เสริมความสปอร์ตเด้วยหน้าต่างไร้กรอบที่เป็นกระจกแบบ 2 ชั้น รวมถึงหลังคาแก้วทั้งชิ้นเป้นแบบพาโนรามิคขนาดใหญ่

New Ora 07 4

ห้องโดยสารกว้างขวาง โอ่อ่า นั่งสบาย เสริมบรรยากาศหลากอารมณ์ด้วย Ambient Light แบบ Super I Space หน้าจอกลางอัจฉริยะแบบสัมผัส ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับความบันเทิงแบบ Wireless ได้อย่างครบครัน พร้อมหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัล ขนาด 10.25 นิ้ว สำหรับระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายออกแบบเท่ อยู่ใกล้ที่เท้าแขนบริเวณคอนโซลกลาง

New Ora 07 6

เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto มีระบบนำทางผ่านดาวเทียม Navigation System ลำโพง จำนวน 11 ตำแหน่ง ส่วนรุ่น Ultra ได้ลำโพง Infinity ระบบอัปเกรดเฟิร์มแวร์ผ่านระบบออนไลน์อัจฉริยะ FOTA ระบบสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ Voice Command แอปพลิเคชั่น GWM Application และเป็นจอที่แสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา

ฟีเจอร์ความปลอดภัยและตัวช่วยการขับขี่ล้นตันกว่า 20 ระบบ ทั้ง

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ
Intelligent ACC ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ TJA
ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก AEBI
ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA & RCTB
เซนเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 ตำแหน่ง
เซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 ตำแหน่ง
ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงการชนด้านหน้า
ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง WDS
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA
ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW
ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน LCK
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน ELK
ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 SCM
ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน HSA
ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู
ระบบตรวจความดันลมยาง TPMS
ระบบเตือนคนเดินขณะขับขี่

ออปชั่นที่ไม่มีเมื่อเทียบกันรุ่นลองท็อป Long Range Ultra

กระจกมองข้างปรับมุมองศาลดลงอัตโนมัติ เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง
สปอยเลอร์ไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิดอัตโนมัติ เมื่อปลดล็อกรถ หรือเมื่อความเร็วถึง 70 km/h
ฝาท้ายไฟฟ้า พร้อมระบบเตะเปิด Hand-free Tailgate
เบาะนั่งคนขับ พร้อมระบบ Memory Seat และระบบ Welcome Seat
สวิตช์ปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง
เบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบเบาะนวดไฟฟ้า
เบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบระบายอากาศ
หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกด้านหน้า Head-up display
ลำโพง Infinity จำนวน 11 ตำแหน่ง
ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ IIP แนวตรง / แนวเทียบข้าง /แนวเฉียง
ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ ARA
เซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 6 ตำแหน่ง
เซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 6 ตำแหน่ง

New ORA 07 Long Range ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลัง 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า) พร้อม แรงบิดสูงสุด 340 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่แบบ Ternary Lithium-ion ความจุ 83.49 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC Fastcharge สูงสุด 88 kW รองรับการชาร์จ AC 6.4 kW พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load) โดดเด่นด้วยระยะทางวิ่งสูงสุดอยู่ที่ 640 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) โหมดการขับขี่ มีให้เลือก 6 รูปแบบ ได้แก่ Eco Well Being Normal Sport Sport+ และ Individual รองรับการชาร์จ AC 6.4 kW รองรับการชาร์จ DC 88 kW

New Ora 07 8

ระบบรองรับด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังมัลติลิงค์ ส่วนระบบเบรกเป็นดิสทั้ง 4 ล้อ

การทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ได้โพกัสไปที่การใช้งานในเมืองเป็นหลัก ซึ่งถือว่าค่อนข้างสะดวกสบายแม้ตัวรถจะมีขนาดมิติที่ใหญ่โต ตัวช่วยการชับขี่ที่ถูกใช้เป็นโปรแกรมเริ่มต้น ส่งผลให้เกิดความปลอดภัยต่อการใช้รถและผู้ใช้ถนน แต่หากใครไมอบ เลือกปิดได้ทุกระบบ

New Ora 07 11

สมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 150 กิโลวัตต์ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน แต่สิ่งที่ถือว่าเป้นไฮไลท์ประจำรุ่นนั่นคือขนาดของแบตตเตอรี่ที่มีขนาดเกือบ 84 กิโลวัตต์ ส่งผลให้สามารถใช้งานได้ระยะทางไกล ระบบช่วงล่างทำงานร่วมกันได้อย่าลงตัว ไม่นุ่ม และ กระด้างจนเกินไป

New Ora 07 12
และสำหรับผู้ที่สนใจต้องรีบตัดสินใจกับแคมเปญข้อเสนอพิเศษ THE GREAT DEAL ลดแรง แซงทุกดีล
ลดทันที 180,000 บาท เป็นเจ้าของ ORA 07 ได้ในราคาพิเศษ
รุ่น Long Range ราคาพิเศษ 1,119,000.-* (จากปกติ 1,299,000.-)
ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท*
ฟรี GPSI บริการบำรุงรักษานาน 5 ปี มูลค่า 13,000 บาท*
ฟรี GWM Home Charger พร้อมติดตั้ง มูลค่าสูงสุด 60,000 บาท*
ระยะเวลาโปรโมชัน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 – 31 ตุลาคม 2567

“เรเว่” เคาะราคา “DENZA D9” พร้อมเตรียมเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ 10 แห่ง 

0
Denza D9 1

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เปิดตัวแบรนด์ DENZA (เดนซ่า) ยนตรกรรมพลังงานใหม่ในกลุ่มธุรกิจ BYD ที่นำเสนอนิยามใหม่ของความหรูหราให้กับทุกการเดินทาง เจาะกลุ่มผู้บริโภคในตลาดระดับบนด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือระดับ พร้อมขุมพลังของนวัตกรรมที่ตอกย้ำจุดยืนด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมโลกที่ยั่งยืนให้กับทุกคน พร้อมทั้งเปิดตัว DENZA D9 โมเดลแรกอย่างเป็นทางการสำหรับตลาดประเทศไทย โดยประกาศราคาขายแนะนำ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ DENZA D9 Performance AWD ราคา 2,699,900 บาท และ DENZA D9 Premium ราคา 1,999,900 บาท โดยเป็นราคาพิเศษเฉพาะผู้ที่จองตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เท่านั้น และสำหรับผู้ที่จองรถ DENZA D9 Performance AWD ภายในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 และรับรถภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 จะได้รับโฮมชาร์จเจอร์ ABB พร้อมบริการติดตั้ง เพิ่มอีกด้วย

Denza D9 2

แบรนด์ DENZA ถือกำเนิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์พลังงานใหม่ โดยพัฒนาและขับเคลื่อนโดยบีวายดีอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ซึ่งได้ปรับโครงสร้างภายในทำให้แบรนด์อยู่ภายใต้บีวายดี 100% โดยยังคงเน้นความโดดเด่นในการหลอมรวมเทคโนโลยีและความหรูหราเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ผ่านการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นรถครอสโอเวอร์ (Crossover) อย่าง DENZA N7, รถสปอร์ตอเนกประสงค์ (SUV) อย่าง DENZA N8, รถแฮทช์แบ็กทรงสปอร์ตระดับพรีเมียมอย่าง DENZA Z9 GT และรถตู้อเนกประสงค์ (MPV) DENZA D9 ที่เน้นสมรรถนะ ความหรูหรา และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้งยังการันตีด้วยความเป็นที่หนึ่งในตลาดรถตู้อเนกประสงค์ของจีนในปี พ.ศ. 2566 โดยมียอดจองและยอดขายมากกว่า 250,000 คัน

นายหลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยในช่วงสองถึงสามปีให้หลังสะท้อนถึงศักยภาพที่รอการปลดปล่อยของตลาดพรีเมียมซึ่งยังคงมีพื้นที่ให้ขยายตัวตามการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มผู้บริโภคในตลาดระดับบน เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความสำเร็จกับพันธมิตรระยะยาวอย่างเรเว่ ออโตโมทีฟ กับการเปิดตัวแบรนด์ DENZA อย่างเป็นทางการเพื่อยกระดับประสบการณ์ขับขี่ให้ชาวไทยได้สัมผัสถึงความหรูหราในทุกมิติ เราเชื่อว่าแบรนด์ DENZA จะเข้ามาสร้างสีสันและเพิ่มตัวเลือกผลิตภัณฑ์ยานยนต์ในตลาดให้กับผู้บริโภค กระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และผลักดันตลาดยานยนต์ลักชัวรี่พลังงานใหม่ในประเทศไทยให้เติบไตต่อไป”

Denza D9 3

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยที่หันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความยั่งยืน จึงยังเห็นการเติบโตและโอกาสของกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ซึ่งรวมถึงรถไฟฟ้าพรีเมียม เรเว่ ออโตโมทีฟ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ดียิ่งกว่าผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพพร้อมตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม วันนี้ เราพร้อมแล้วที่จะพาชาวไทยไปสัมผัสอีกระดับของความหรูหรากับ DENZA แบรนด์ยนตรกรรมพลังงานใหม่ระดับลักชัวรี่ ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย สมรรถนะที่ไม่เป็นรอง เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำทัพโดย DENZA D9 ซึ่งมาพร้อมดีไซน์ที่สะท้อนความโมเดิร์นและความหรูหรา เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงระบบความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ เราเชื่อว่า DENZA D9 จะไม่เพียงมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์และความมั่นใจให้กับทุกการเดินทาง แต่จะพลิกโฉมวงการยานยนต์ลักชัวรี่อเนกประสงค์ในไทยพร้อมกับสร้างความคึกคักให้กับทั้งอุตสาหกรรมส่งท้ายปีอย่างแน่นอน”

Denza D9 4

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “การเปิดตัวแบรนด์ DENZA นอกจากจะเป็นการนำแบรนด์ยนตรกรรมพลังงานใหม่มาสู่ตลาด ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเรเว่ในการสร้างระบบนิเวศ EV ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นในประเทศไทย รวมถึงส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ EV ในรูปแบบต่างๆ ทั้งยังเป็นการสานต่อความตั้งใจที่จะเป็นหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านรถยนต์พลังงานใหม่ ควบคู่ไปกับการก้าวสู่อนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตอกย้ำความเป็นผู้นำของเรเว่ที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว ที่สำคัญ เราจะยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความไว้วางใจและยกระดับประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย โดยมีโชว์รูมและศูนย์บริการเฉพาะของแบรนด์ DENZA ที่จะพร้อมให้บริการระดับพรีเมียมกับลูกค้าทุกท่านให้เข้ามาสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ระดับลักชัวรี่ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป และจะทยอยเปิดเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการใช้รถแบรนด์ DENZA ในอนาคตต่อไป”

Denza D9 6

เอกสิทธิ์ด้านบริการสำหรับลูกค้า DENZA โดยเฉพาะ

โชว์รูมและศูนย์บริการแบรนด์ DENZA นำเสนอบริการระดับพรีเมียมโดยบุคลากรทั้งหมดจาก DENZA ไม่ว่าจะเป็นพนักงานฝ่ายขายและทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อมอบประสบการณ์และความประทับใจให้กับลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรก โดยทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านสำคัญในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ในประเทศไทย พร้อมมอบความสะดวกสบายในการเข้าถึงให้กับลูกค้าหลากหลายพื้นที่ รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 แห่ง ประกอบด้วย

  • กรุงเทพมหานคร 3 แห่ง ได้แก่ สาธุประดิษฐ์ เพชรบุรีตัดใหม่ และศรีนครินทร์
  • ต่างจังหวัด 7 แห่ง ได้แก่ ระยอง ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต

DENZA D9 ดีไซน์หรูสะกดทุกสายตาและสมรรถนะที่ไม่เป็นรอง

ลักชัวรี่ MPV ที่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อรังสรรค์ที่สุดแห่งประสบการณ์การเดินทางอันหรูหราและเป็นเอกลักษณ์ด้วยการออกแบบภายใต้แนวคิด DENZA π – Motion ดีไซน์ด้านหน้ารถแบบ Pi Motion พร้อมด้วยไฟหน้ารูปแบบ Meteor Arrow และไฟท้ายออกแบบด้วยแนวคิดฝนดาวตกแห่งกาลเวลา มาพร้อมกับสมรรถนะอันเป็นเลิศจากมอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลังที่ให้กำลังสูงสุดถึง 275 kW และแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจาก BYD Blade Battery ขนาด 103.36 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 580 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC โดยสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ได้ภายใน 6.9 วินาที เพลิดเพลินกับการเดินทางที่ราบรื่นกว่าที่เคยด้วยระบบกันสะเทือนอัจฉริยะ DiSus-C เทคโนโลยีช่วงล่างแบบไฟฟ้าเอกสิทธิ์เฉพาะจากบีวายดี รองรับการปรับแต่งความกระด้างและความนุ่มนวลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังช่วยเสริมประสิทธิภาพในการควบคุมรถ ลดปัญหาการยุบตัวของตัวรถ การพลิกคว่ำ การเกิดแรงกระชากเมื่อเบรกหรือเหยียบคันเร่ง

Denza D9 6

ที่สุดแห่งความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

พื้นที่ภายในของ DENZA D9 ให้ความรู้สึกโปร่งสบายด้วย Panoramic Glass Roof ขนาด 1.1 ตารางเมตร พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า เนรมิตความกว้างขวางสะดวกสบายพร้อมรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง เพิ่มระดับความหรูหราด้วยเบาะหุ้มหนังแท้ Nappa เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่สอง ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง มาพร้อมระบบพนักพิงดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง รวมทั้งยังสามารถปรับหมอนรองศรีษะให้เข้ากับสรีระศรีษะได้อีกด้วย

Denza D9 7

Denza D9 8

นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับระบบนวดไฟฟ้าและระบบระบายอากาศ ยกระดับความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้นด้วยระบบจดจำตำแหน่งที่นั่งเบาะคนขับและผู้โดยสารแถวที่สอง ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Welcome Seat และปุ่ม reset ตั้งค่าเบาะ ทำให้สะดวกสบายในการขึ้น-ลงรถ ครบครันด้วยระบบมัลติมีเดียเพื่อความบันเทิง อาทิ หน้าจอมัลติมีเดียสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 15.6 นิ้ว

Denza D9 9

ระบบเครื่องเสียงชั้นนำระดับโลก Dynaudio Hi-Fi Class ลำโพง 14 ตำแหน่ง ที่พักแขนเบาะนั่งโดยสารแถวที่สอง พร้อมหน้าจอ LCD แบบมัลติฟังก์ชัน ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายทั้งหมด 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ห้องโดยสารตอนหน้า1 ตำแหน่ง และห้องโดยสารแถวที่สองอีก 2 ตำแหน่ง ทั้งยังมีระบบตู้เย็นภายในรถยนต์ที่สามารถปรับแต่งองศาตั้งแต่ -6 จนถึง 50 และสัญญาณอินเตอร์เน็ต 4G ในตัว ให้ทุกคนใช้ชีวิตยุคออนไลน์ได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ พร้อมทั้งเติมเต็มความเป็นส่วนตัวให้กับห้องโดยสารด้วยกระจกกันเสียง 2 ชั้นรอบคัน

Denza D9 10

อุ่นใจได้ทุกเส้นทางกับนวัตกรรมล้ำสมัย

DENZA D9 ยังมาพร้อมความโดดเด่นของเทคโนโลยีอีกมากมายเพื่อการขับขี่อัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็น กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา, เซนเซอร์ช่วยตรวจจับวัตถุรอบคัน 8 ตำแหน่ง, ระบบแสดงผลบนกระจกหน้า (W-HUD) ขนาด 12 นิ้ว รวมถึงเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครันสำหรับทุกเส้นทาง อาทิ

  • ระบบช่วยแจ้งเตือนอันตรายจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่ (DMS)
  • ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)
  • ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ (ICC)
  • ระบบจดจำป้ายสัญญาณจราจร (TSR)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)
  • ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้า (FCW)
  • ระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง (RCW)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (LCA)
  • ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถฉุกเฉิน (ELKA)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านจุดอับสายตาด้านหน้า (FCTA)
  • ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านจุดอับสายตาด้านหน้า (FCTB)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)
  • ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB)
  • ระบบช่วยเปิดไฟสูงอัตโนมัติ (HMA)
  • ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD)
  • ระบบช่วยเตือนวัตถุเคลื่อนผ่านขณะเปิดประตู (DOW)
  • ระบบช่วยควบคุมและช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ (RMI)
  • ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC)
  • ระบบช่วยป้องกันการลื่นไถลขณะขับขี่ (TCS)
  • ระบบช่วยควบคุมการไหลของรถอัตโนมัติ (AVH)
  • ระบบควบคุมการทรงตัวบนทางลาดชัน (HHC)
  • ระบบช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC)
  • ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD)
  • ระบบช่วยควบคุมและช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ (RMI)

Denza D9 12

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจอง DENZA D9 ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ DENZA ทุกสาขาตั้งแต่วันที่
29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหว รายละเอียดโปรโมชัน และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook DENZA REVER Thailand

 

 

“บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” และ “โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา” สร้างนิยามใหม่แห่งการเดินทางที่หรูหราและยั่งยืนด้วยบีเอ็มดับเบิลยู i7 และ 740d

0
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 1

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมกับโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เปิดตัวการให้บริการเดินทางระดับพรีเมียมแก่แขกผู้เข้าพัก ด้วยยนตรกรรมสองรุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport และยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้นับเป็นก้าวใหม่ในการยกระดับประสบการณ์การบริการแบบลักชัวรี ผสานการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับความสะดวกสบายระดับพรีเมียมสำหรับแขกผู้เข้าพักของโรงแรม ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสามโรงแรมที่ดีที่สุดของโลกจากการจัดอันดับ World’s 50 Best Hotels ครั้งแรก

ความร่วมมือในการให้บริการครั้งนี้นำเสนอ “Silent Arrival Experience” กับการเช็คอินแบบไร้รอยต่อ ระหว่างการเดินทางจากสนามบิน ช่วยลดขั้นตอนการเช็คอินเข้าห้องพักแบบดั้งเดิม สอดคล้องกับปณิธานของโฟร์ซีซั่นส์ในการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้แก่แขกผู้เข้าพัก และวิสัยทัศน์ด้านการเดินทางแห่งอนาคตของบีเอ็มดับเบิลยู

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 2

มร. เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือกับโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูในการเป็นผู้นำด้านการเดินทางแบบลักชูรีที่ยั่งยืน

การนำเสนอทางเลือกระหว่างยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% อย่างบีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport และยนตรกรรมอันทรงเกียรติอย่างบีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ให้แก่แขกผู้เข้าพักของโรงแรม ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้บริการ แต่ยังเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียม ทั้งนี้ โฟร์ซีซั่นส์เป็นหนึ่งในโรงแรมหรูในประเทศไทยที่นำเสนอยนตรกรรมอันโดดเด่นทั้งสองรุ่นนี้

ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันในการส่งมอบบริการและนวัตกรรมที่เหนือระดับ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้ได้สร้างการเติบโตให้กับ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย โดยส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มลูกค้าโรงแรมของเราได้เพิ่มขึ้นเป็น 61% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่มีต่อผลิตภัณฑ์ บริการ และคุณค่าที่ได้รับจากการเลือกใช้งานรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู”

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 3
โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่ในย่านเจริญกรุง ซึ่งเป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยห้องพักและห้องสวีท 299 ห้อง พร้อมวิวแม่น้ำอันงดงาม สถาปัตยกรรมแบบลดหลั่นและการออกแบบอันประณีตโดย ฌอง-มิเชล กาธี สร้างสรรค์ให้เป็นดั่งโอเอซิสใจกลางเมืองที่ผสานกับบริการรถยนต์หรูของบีเอ็มดับเบิลยูได้อย่างลงตัว

แขกผู้เข้าพักโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ สามารถสัมผัสประสบการณ์การเดินทางสู่ความหรูหราและความยั่งยืนผ่านยนตรกรรมที่พร้อมด้วยนวัตกรรมอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport หรือยนตรกรรมอันทรงเกียรติอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport โดยมีพนักงานขับรถมืออาชีพจาก เบลล์ ทรานสพอร์ท ที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี พร้อมผสานการบริการแบบไทยเข้ากับความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันเหนือระดับที่จะสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบ

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 4

มร. ลูบอช บาร์ทา รองประธานประจำภูมิภาค และผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ กล่าวว่า “ความร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ในการส่งมอบบริการที่เป็นเลิศ การผสานความเชี่ยวชาญระหว่างสองแบรนด์ระดับโลก ทำให้เราสามารถมอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นและหรูหราให้แก่แขกผู้เข้าพัก ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงกรุงเทพมหานคร ยนตรกรรมหรูทั้งสองรุ่นนี้ และประสบการณ์การเช็คอินแบบไร้รอยต่อ ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการของแขกที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างสรรค์การเดินทางที่จะสร้างความจดจำได้อย่างน่าประทับใจอีกด้วย”

บริการลิมูซีนด้วย บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport พร้อมให้บริการสำหรับการเดินทางระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทาง 40 นาที ที่จะเปลี่ยนการเดินทางธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์การเดินทางที่พิเศษกว่าที่เคย

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 5

บริการรับ-ส่งสนามบินอันล้ำสมัยนี้ นำเสนอกระบวนการเช็คอินแบบใหม่ที่ปฏิวัติประสบการณ์การเช็คอิน เมื่อแขกพบกับพนักงานขับรถที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สามารถทำการเช็คอินเข้าพักได้โดยตรงภายในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport หรือ บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ระหว่างการเดินทางไปยังโรงแรม การผสานการทำงานอย่างไร้รอยต่อนี้ ทำให้แขกสามารถเดินทางไปยังห้องพักได้ทันทีเมื่อถึงโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการเช็คอินที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ บริการนี้ยังเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะของยานยนต์ ช่วยให้การสื่อสารระหว่างรถรับ-ส่งกับทีมบริการของโรงแรมเป็นไปอย่างทันท่วงที เพื่อให้มั่นใจว่าห้องพักได้รับการจัดเตรียมอย่างสมบูรณ์แบบก่อนการมาถึง จึงตอบโจทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักธุรกิจและผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราที่ให้ความสำคัญกับเวลาและความสะดวกสบาย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโฟร์ซีซั่นส์ในการส่งมอบบริการที่เหนือความคาดหมาย

การนำเสนอยนตรกรรมทั้งสองรุ่นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ในด้านความยั่งยืนและความเป็นเลิศด้านความหรูหรา โดยยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% อย่างบีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport สอดคล้องกับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรม ซึ่งครอบคลุมทั้งมาตรการประหยัดพลังงานและโครงการลดมลพิษ ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ส่งมอบความเป็นเลิศด้านยานยนต์แบบคลาสสิกสำหรับแขกที่ชื่นชอบความหรูหราแบบดั้งเดิม

ยนตรกรรมทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบความบันเทิงล้ำสมัย รวมถึงจอภาพ BMW Theatre Screen ขนาด 31.3 นิ้ว แบบพาโนรามา ซึ่งเสริมให้ประสบการณ์ความบันเทิงของโรงแรมสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เคียงคู่ไปกับห้องอาหารและบาร์ทั้ง 6 แห่ง รวมถึง BKK Social Club ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบาร์ที่ดีที่สุดในเอเชียประสบการณ์การเดินทางสุดพิเศษนี้ได้ถูกออกแบบให้สอดรับกับปรัชญา Urban Wellness Centre ของโรงแรม ที่ให้ความสำคัญกับ กาย จิตใจ และการทำงาน ยกระดับการเดินทางให้เป็นมากกว่าการรับ-ส่ง นักธุรกิจสามารถบริหารจัดการงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยระบบเชื่อมต่อความเร็วสูงที่พร้อมให้บริการตลอดการเดินทาง ในขณะที่แขกที่เดินทางเพื่อการพักผ่อนสามารถเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายระดับพรีเมียมและระบบแสงแวดล้อมที่สะท้อนการออกแบบอันประณีตโดย ฌอง-มิเชล กาธี ระบบควบคุมอุณหภูมิและระบบป้องกันเสียงรบกวนของยนตรกรรมบีเอ็มดับเบิลยู สร้างบรรยากาศแห่งความสงบที่เตรียมพร้อมให้แขกสัมผัสกับความผ่อนคลายที่รอคอยอยู่ ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์

‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้น้องได้เรียน’ เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 5 มอบ 100 ทุน ให้แก่เยาวชนไทย ส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา

0
มิตซูบิชิ 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เดินหน้าสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมต้น (ม.1-3) จำนวน 100 คน ในโครงการ ‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้น้องได้เรียน’ ประจำปี 2567 โดยเป็นนักเรียนจากจังหวัดชลบุรี 70 คน และจังหวัดปทุมธานี 30 คน โครงการนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 หลังจากเริ่มดำเนินการมอบทุนการศึกษาครั้งแรกในปี 2563

มิตซูบิชิ 3

มร. เออิจิ โอกาวะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ กรรมการมูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 64 ปี โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งยังมีการจ้างงานจำนวนมาก เราเริ่มต้นโครงการ ‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้น้องได้เรียน’ ในปี 2563 ด้วยความร่วมมือจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยได้มอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่เรียนดีและประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ มาแล้วเป็นจำนวนทั้งหมด 574 ทุน ซึ่งรวมถึง 100 ทุน ที่มอบในปี 2567 นี้ และหวังว่าจะได้เห็นนักเรียนทุนของเราได้ศึกษาเล่าเรียนได้อย่างไม่ขาดตอน พัฒนาศักยภาพเชิงวิชาการของตนเองได้อย่างเต็มที่ และนำความรู้และประสบการณ์มาร่วมกันพัฒนาประเทศไทยต่อไป”

มิตซูบิชิ 4

นางผลิพร ธัญญอนันต์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อสาธารณะและระดมความร่วมมือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า “ขอขอบคุณโครงการ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้น้องได้เรียน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และมูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้รับโอกาสเล่าเรียนอย่างต่อเนื่อง และช่วยแบ่งเบาภาระด้านการเงินของหลายครอบครัว สอดคล้องกับหลักคิดของ กสศ. ที่ว่า ‘ให้การศึกษาคือกิจของทุกคน’ หรือ All for Education”

พิธีมอบทุนการศึกษาในจังหวัดชลบุรีจัดขึ้น ณ โรงงานแหลมฉบัง 3 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำโดย มร. เออิจิ โอกาวะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เด็กนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาจำนวนทั้งหมด 70 คน ยังได้มีโอกาสเยี่ยมชมโรงงานแห่งที่ 2 และโรงงานแห่งที่ 3 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อสัมผัสเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ที่ล้ำสมัย

มิตซูบิชิ 4

สำหรับพิธีมอบทุนการศึกษาในจังหวัดปทุมธานีจัดขึ้น ณ สถาบันการศึกษาและฝึกอบรมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำโดย นายจรูญ บัญญัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม สายงานกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคลและสิ่งแวดล้อม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย หลังเสร็จสิ้นพิธีมอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาจำนวนทั้งหมด 30 คน ยังได้เยี่ยมชมสถาบันการศึกษาและฝึกอบรมที่เป็นแหล่งพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญให้กับพนักงานของผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทั้งในด้านบริการการขาย บริการหลังการขาย และบริการซ่อมบำรุงโดยช่างเทคนิค

มิตซูบิชิ 5

มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในเดือนสิงหาคม 2563 ในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทยด้วยการดำเนินงานผ่านหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์ความรับผิดชอบต่อสังคม ‘สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย’ ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

 

“อีซูซุ” ร่วมกับ “กรมการขนส่งทางบก” จัด “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ ปีที่ 2” ส่งนักขับคุณภาพสู่สังคมไทย

0
อีซูซุ 1

อีซูซุ ในฐานะผู้นำวงการรถบรรทุกยอดขายอันดับ 1 ของเมืองไทย ตอกย้ำการเป็นเจ้าตลาดรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก และ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย จัด “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ ปีที่ 2” ให้กับบุคคลทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพการขับขี่ของนักขับรถบรรทุกมืออาชีพของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อยกระดับวงการขนส่งไทยสู่สากล ณ ศูนย์สอนขับรถบรรทุกขนาดใหญ่ กรมการขนส่งทางบก จังหวัดปทุมธานี

อีซูซุ 2

กลุ่มตรีเพชร โดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ด้วยการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากกรมการขนส่งทางบก ทำให้โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ ก้าวสู่ ปีที่ 2 ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในวงการอุตสาหกรรม ยานยนต์และโลจิสติกส์ไทย เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจการให้บริการโลจิสติกส์ของประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการขนส่งจึงต้องมีความพร้อมในการพัฒนาธุรกิจของตนเองให้สามารถรองรับการแข่งขันในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการ สำหรับอีซูซุนั้น เราพร้อมเคียงคู่ผู้ประกอบการด้วย Isuzu Life Cycle Solutions สนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่ขั้นตอนซื้อรถ เพื่อให้ได้รถบรรทุกที่คุ้มค่า ตอบโจทย์การใช้งาน ให้คำแนะนำ พร้อมหลักสูตรอบรมต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ วิเคราะห์และวางแผนในการลดต้นทุนได้อย่างดีเยี่ยมหมดกังวล ทุกปัญหาการซ่อมบํารุง ด้วยความพร้อมของบริการหลังการขาย โดยทีมงานมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ และอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการซ่อมบำรุง ทำให้ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงความพร้อมของอะไหล่หลากหลายรายการ ครอบคลุมทุกความต้องการด้วยคุณภาพมาตรฐาน ราคาประหยัด ทั้งหมดนี้ เพื่อมอบบริการที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้รถบรรทุกอีซูซุได้อย่างมั่นใจ และเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้อีซูซุขอแนะนำรถบรรทุกรุ่นใหม่ “ISUZU KING OF TRUCKS EURO 5 MAX…ขีดสุดทุกมิติขนส่ง” มาตรฐานไอเสียยูโร 5 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยไม่ต้องเติมน้ำยาบำบัดไอเสีย เช่น AdBlue® หรือน้ำยาอื่น ๆ ตลอดการใช้งาน แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพดีเยี่ยม ทั้งด้านสมรรถนะและการประหยัดน้ำมันที่เหนือชั้น และสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากข้อที่กล่าวมา บุคลากร โดยเฉพาะพนักงานขับรถที่มีทักษะที่ดีจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเช่นกัน”

อีซูซุ 3

ด้านคุณเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพนี้ เป็นอีกหนึ่งในความมุ่งมั่นของกรมการขนส่งทางบกที่จะผลิตพนักงานขับรถผู้มีคุณภาพและทักษะออกสู่ภาคการขนส่ง จึงได้จัด “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ” ขึ้น โดยเปิดโอกาสให้บุคคลที่สนใจเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎี การฝึกปฏิบัติและการทดสอบก่อนออกหนังสือรับรองเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถประเภททุกประเภท ชนิดที่ 2 ด้วยหลักสูตรแบบเข้มข้นและครบถ้วนเต็ม 5 วัน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดการอบรม โดยโครงการนี้ กรมการขนส่งทางบกได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากภาคเอกชนคือ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งกรมการขนส่งทางบกเห็นว่าการขนส่งทางถนนนั้นถือได้ว่าเป็นการขนส่งหลักของประเทศไทยที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมไทยให้ดีขึ้นได้ โดยรัฐบาลรวมถึงกรมการขนส่งทางบกมีนโยบายในการพัฒนาการขนส่ง ทางถนนให้มีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันได้ รวมถึงมีความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

อีซูซุ 3

ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ ปีที่ 2” ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนที่ดีเยี่ยม ด้วยการให้การสนับสนุนที่ดีในการสร้างอาชีพ และพัฒนาทักษะพนักงานขับรถที่มีประสิทธิภาพสู่สังคมไทย สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของกรมการขนส่งทางบก เพื่อยกระดับมาตรฐาน พัฒนากิจการการขนส่งทางบก รวมถึงสนับสนุนสิทธิประโยชน์ของสมาชิกในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านความปลอดภัย และประสิทธิภาพการให้บริการ”

อีซูซุ 6

สำหรับผู้เข้าร่วมการอบรม รุ่นที่ 2 ใน “โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ” ที่อีซูซุ ให้การสนับสนุน มีจำนวนทั้งหมด 35 คน ระยะเวลาเรียน 5 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2567 ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย รวมที่พักและอาหารตลอดการอบรม โดยการอบรมจะแบ่งเป็นภาคทฤษฎี และภาคฝึกปฏิบัติ ดังนี้

อีซูซุ 7

ภาคทฤษฎี ประกอบด้วย การให้ความรู้ทางกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยทางหลวง กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา ความรู้เกี่ยวกับการประกันภัยและความรับผิด ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการขนส่งวัตถุอันตราย ข้อปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินและการให้ความช่วยเหลือและปฐมพยาบาล จิตสำนึกและมารยาทในการขับรถ การคาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception) มนุษยสัมพันธ์และมารยาทในการขับรถ การส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย หน้าที่ผู้ขับรถและการบำรุงรักษารถ หัวใจและการบริการทางการขนส่ง หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ขับรถตั้งแต่รถขนาดเล็กไปจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่

อีซูซุ 9

ภาคฝึกปฏิบัติ ประกอบด้วย การตรวจเช็กรถและอุปกรณ์ต่างๆ การหมุนพวงมาลัย วิธีดู จุดบอดของรถเพื่อป้องกันอันตราย การขับรถเวลากลางคืน และการฝึกหัดขับรถ 12 ท่าฝึก สำหรับการอบรมภาคปฏิบัตินี้ ผู้เรียนจะฝึกจากรถบรรทุกอีซูซุ 6 ล้อ ขนาดกลาง รุ่น FRR Euro 5 Max

อีซูซุ 11

“สรยท.” ประกาศชื่อรถ-รถจักรยานยนต์เข้ารอบสุดท้าย THAILAND CAR OF THE YEAR 2024

0
สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 1

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. ประกาศรายชื่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวน 20 รุ่นที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายเพื่อให้สมาชิกที่ทรงคุณวุฒิได้ลงคะแนนคัดเลือกอีกครั้ง เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะที่จะครองรางวัลในแต่ละสาขา นั่นคือ รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปี 2567 หรือ THAILAND EV OF THE YEAR 2024 และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 หรือ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2024

หลังจากที่มีการเปิดให้สมาชิกโหวตลงคะแนนไปเมื่อวันที่ 17-22 ตุลาคมที่ผ่านมา ในที่สุด สมาคมฯ
ก็ได้รายชื่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เข้ารอบสุดท้ายจำนวน 20 รุ่นของการจัดงาน TCOTY 2024 หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 โดยแบ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในและไฮบริดจำนวน 5 รุ่น รถยนต์ไฟฟ้า-BEV จำนวน 9 รุ่น และรถจักรยานยนต์ จำนวน 6 รุ่น

ในปีนี้จะมีการมอบรางวัลโดยแบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 หรือ TCOTY 2024 หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปี 2567 หรือ THAILAND EV OF THE YEAR 2024 และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 หรือ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2024 โดยจะนำรถยนต์และจักรยานยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 20 รุ่น มาแบ่งการทดสอบตามสาขาของรางวัลที่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รุ่นนั้นๆ ผ่านเข้ารอบมา โดยสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมฯ จะเป็นผู้ทำการทดสอบภาคสนามและให้คะแนนในครั้งสุดท้าย

สำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายประกอบด้วย

– รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี หรือ TCOTY หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR ในปีนี้มีรถยนต์ที่เข้าเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 8 รุ่น และสมาชิกมีการลงคะแนนคัดเลือกรอบแรก เพื่อคัดเลือกรถยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 5 รุ่นเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย

  1. BMW Series 5 (G60)
  2. HONDA Accord e:HEV
  3. MERCEDES-Benz E-Class (W214)
  4. TOYOTA Yaris Cross
  5. MG3 Hybrid+

– รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปี หรือ THAILAND EV OF THE YEAR ในปีนี้มีรถยนต์ที่เข้าเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 18 รุ่น และสมาชิกมีการลงคะแนนคัดเลือกรอบแรก เพื่อคัดเลือกรถยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 9 รุ่นเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย

  1. AVATR 11
  2. BMW i5
  3. CHANGAN Deepal S07
  4. HONDA e:N1
  5. HYUNDAI IONIQ5 (5N)
  6. MERCEDES EQS 450 4Metic
  7. MG Maxus7
  8. NETA X
  9. ORA07

– รถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี หรือ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR ในปีนี้มีรถจักรยานยนต์ที่เข้าเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 11 รุ่น และสมาชิกมีการลงคะแนนคัดเลือกรอบแรก เพื่อคัดเลือกรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 6 รุ่นเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย

  1. BMW R1300 GS
  2. CYCLONE RA401
  3. HARLEY DAVIDSON Street Glide
  4. TRIUMPH SCRAMBLER 400X
  5. YAMAHA PG-1
  6. Zontes 350e 

สำหรับรถที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายทั้ง 20 รุ่นนี้ จะมีการจัดทดสอบภาคสนามเพื่อให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมฯ ได้ลงคะแนน ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ที่ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ หรือ ATTRIC เพื่อคัดเลือกยานยนต์เพียงรุ่นเดียวที่จะเป็นผู้ชนะในแต่ละสาขาของรางวัลในปีนี้ และจะมีการจัดพิธีมอบรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 THAILAND EV OF THE YEAR 2024 และ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2024 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ที่ The HALLS Bangkok ถนนวิภาวดีรังสิต

 

 

“RIDDARA” เปิดตัว RIDDARA RD6 “THE FIRST EV PICK UP IN THAILAND” รถกระบะไฟฟ้า 100% ครั้งแรกในไทย นิยามใหม่ของไลฟ์สไตล์ที่ไร้ขีดจำกัด เปิดราคาเริ่มต้น 8.99 แสนบาท

0
RIDDARA 10

RIDDARA (ริดดารา) เผยโฉม RIDDARA RD6 รถกระบะไฟฟ้า 100% คันแรกของเมืองไทย ชูนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ผสานศักยภาพรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ดีไซน์โดดเด่นพรีเมียม สะดวกสบายระดับ SUV พร้อมนำเสนอนิยามใหม่ของรถกระบะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัวรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างทุกความสำเร็จ และลุยไปกับทุกกิจกรรมของครอบครัว เปิดราคาขายเริ่มต้น 899,000 บาท

ดร. หลิง ซื่อ เฉวียน ประธานกรรมการบริหาร RIDDARA New Energy Automobile เปิดเผยว่า “RIDDARA เป็นแบรนด์รถกระบะพลังงานไฟฟ้าในเครือ GEELY Holding Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นในการพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ โดย RIDDARA ได้นำความโดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยี การผลิต รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของกลุ่ม GEELY Holding มาเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์กระบะพลังงานไฟฟ้าที่จะมาสร้างไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ด้วยการผสานศักยภาพของรถกระบะที่สามารถรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบในสภาพถนนที่มีความแตกต่างไปพร้อมกับการขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายแบบรถยนต์ SUV เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่และมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าตามแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมนวัตกรรมอันทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งนี้หลังก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตลาดรถกระบะไฟฟ้าในประเทศจีนด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 60% ในปี 2023 ที่ผ่านมา RIDDARA ก็พร้อมที่จะขยายสู่ตลาดโลกเพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ สร้างไลฟ์สไตล์เอาท์ดอร์ที่แตกต่างให้กับลูกค้าทั่วทุกมุมโลก”

RIDDARA 2

ดร. หลิง กล่าวเสริม “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ด้วยนโยบายจากรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่อย่างจริงจังทำให้มีแบรนด์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่เป็นรถยนต์พลังงานใหม่เข้าสู่ตลาดและได้รับความนิยมแพร่หลายในประเทศไทย ในขณะที่กลุ่มตลาดรถกระบะในประเทศไทยนั้นยังถือเป็นฐานการผลิตสำคัญที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งยังคงมีความท้าทายและความต้องการอันหลากหลายที่รอการเติมเต็ม

RIDDARA จึงทุ่มเทอย่างหนักทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราอย่างรอบด้านด้วยการนำเทคโนโลยีไฟฟ้าและนวัตกรรมการขับขี่อัจฉริยะมาสู่อุตสาหกรรมรถกระบะ โดยหวังว่าการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้มีส่วนขับเคลื่อนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการรถกระบะได้อย่างกว้างขวาง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รถ RIDDARA รุ่นแรกนี้จะสร้างมิติใหม่แห่งการขับขี่ที่ผสมผสานสมรรถนะแกร่งแบบรถกระบะไปพร้อมกับการขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายแบบรถยนต์ SUV เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งความเร็วได้อย่างน่าประทับใจ การประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน และคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่น่าไว้วางใจ พร้อมบทพิสูจน์ถึงความสามารถในการรับมือกับสภาพอากาศที่หลากหลาย จากการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมา ซึ่ง RIDDARA หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รถกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่ของเราจะสร้างมุมมองใหม่ให้กับรถกระบะในประเทศไทย ในการผสมผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมุ่งเน้นความสำคัญด้านความยั่งยืนไปพร้อมกัน” ดร. หลิง ซื่อ เฉวียน กล่าวสรุป

RIDDARA ผู้นำรถกระบะพลังงานไฟฟ้าในประเทศจีน

สำหรับ RIDDARA เปิดตัวอย่างเป็นทางการในจีนในปี 2022 โดยเป็นแบรนด์ในเครือ GEELY Holding Group ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ที่ได้รับความไว้วางใจและยอมรับในระดับสากล โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำของโลก Fortune Global 500 ติดต่อกันอย่างยาวนาน โดยปัจจุบัน GEELY Holding Group บริหารแบรนด์รถยนต์ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ครอบคลุมหลายเซกเมนท์ อาทิ ZEEKR , LYNK&CO, VOLVO, POLESTAR, รวมไปถึง LOTUS ทั้งนี้ RIDDARA มุ่งเน้นที่รถกระบะพลังงานใหม่ เพื่อส่งเสริมให้เกิดวิถีชีวิตใหม่ของผู้บริโภค พร้อมยึดหลักการบริหารโดยเน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง โดย RIDDARA มีการบริหารงานอย่างอิสระ แต่ยังคงตอบรับและสอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของ GEELY Holding Group โดยมีการทำงานและได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ขั้นตอนการผลิตอัจฉริยะ การจัดการด้านคุณภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน
ในปี 2023 ที่ผ่านมา RIDDARA ครองตำแหน่ง China’s NO.1 EV-pickup รถกระบะไฟฟ้ายอดขายอันดับหนึ่งในประเทศจีนด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกลุ่มรถกระบะในจีนมากกว่า 60% และมีแผนเปิดตัวรถกระบะพลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมแผนการขยายธุรกิจในระดับสากลที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยปัจจุบัน RIDDARA เปิดตัวรถกระบะพลังงานไฟฟ้าแล้วในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง อเมริกากลาง และอเมริกาใต้

RIDDARA 3
ในประเทศไทย RIDDARA จะดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท ริดดารา ออโต้โมบาย (ประเทศไทย) จำกัด (RIDDARA AUTOMOBILE (THAILAND) COMPANY LIMITED โดยพร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นผ่านการแนะนำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยและให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าคนไทยเป็นหลัก รวมไปถึงการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในทุกภาคส่วนเพื่อมอบประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้า และสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางตลาดรถกระบะพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

RIDDARA RD6 : THE FIRST EV PICKUP IN THAILAND

RIDDARA RD6 นับเป็น “THE FIRST EV PICK UP IN THAILAND” กระบะไฟฟ้า 100% ที่เปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบและพร้อมให้เป็นเจ้าของเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทย โดดเด่นด้วยนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแพลตฟอร์มรถยนต์ที่พัฒนาเอาจุดเด่นของรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาผสมผสานกัน ทำให้ RIDDARA RD6 มีความโดดเด่นทั้งในด้านของการออกแบบ สมรรถนะและความอัจฉริยะในแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยโครงสร้างตัวถังขนาดใหญ่และมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย และติดตั้งระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ที่ครบครัน พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับทั้งการเดินทาง และการทำกิจกรรมแบบเอาท์ดอร์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป

RIDDARA 14
EASY DRIVE TO WORK เปลี่ยนนิยามของกระบะให้เป็นได้มากกว่า
RIDDARA RD6 ให้สมรรถนะที่โดดเด่นด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และแรงบิดสูงสุด 595 นิวตันเมตร มาพร้อมช่องจ่ายกระแสไฟตามมาตรฐานยุโรปขนาด 6KW ที่กระบะท้ายพร้อมระบบป้องกันการจ่ายไฟฟ้าอัจฉริยะสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ทั้งในขณะจอดรถ ล็อกรถ ชาร์จไฟ หรือแม้กระทั่งขณะขับรถ นอกจากนี้ยังมาพร้อมการเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือทำให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน

LUXURIOUS COMFORT & INTELLIGENT COCKPIT FOR FAMILY มอบความสะดวกสบายและห้องโดยสารที่มาพร้อมนวัตกรรมทันสมัย
RIDDARA RD6 มอบความความสะดวกสบายระดับ SUV ด้วยห้องโดยสารระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาสำหรับทุกคนในครอบครัว ให้ห้องโดยสารที่เงียบสงบด้วยเทคโนโลยี Pure Electric NVH Silent พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Carbit link พร้อมที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายขนาด 50W มีระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศ CN95 filter PM 2.5 เบาะหนังคุณภาพสูง ดีไซน์เอกลักษณ์ ปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศที่เบาะโดยสาร เบาะหน้าเอนได้แบบ 180 องศา ปรับแต่งเพิ่มพื้นที่การใช้งานที่หลากหลายเพื่อทุกคนในครอบครัว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกครบครันพร้อมมอบความสะดวกสบายในทุกเส้นทาง

ENJOY OUTDOOOR LIFESTYLE พร้อมตอบทุกโจทย์กิจกรรมของครอบครัว
RIDDARA RD6 ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 แบบอัตโนมัติ โดยมีโหมดการขับขี่ 7 โหมด สำหรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน (Sand / Mud / Off-road / Wading / Economy / Comfort / Sport) อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุด 815 มิลลิเมตร มีพื้นที่บรรทุกกระบะท้ายขนาด 1,200 ลิตร ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าขนาด 70 ลิตร และพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังอีก 48 ลิตร อีกทั้งยังมีความสามารถในการลากจูงได้สูงสุดถึง 3,000 กิโลกรัม พร้อมบันไดท้ายซ่อนภายในประตูท้ายกระบะ ให้การขึ้นลงท้ายกระบะเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย

SAFETY IS THE FOUNDATION OF EVERY ADVENTURE มั่นใจในทุกเส้นทาง ปกป้องทุกคนในครอบครัว
RIDDARA RD6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยรอบคัน ซึ่งรวมถึงระบบช่วยในการขับขี่ ADAS (Advanced Driving Assistance Systems) สูงสุด 14 ระบบ และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 6 จุดช่วยปกป้องทั่วทั้งห้องโดยสาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของโครงสร้างรถ

RIDDARA 11

RIDDARA RD6 มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยมี 4 รุ่นย่อย ด้วยราคาจำหน่ายดังนี้
•RIDDARA RD6 2WD 63kWh ราคา 899,000 บาท
•RIDDARA RD6 2WD 73kWh ราคา 999,000 บาท
•RIDDARA RD6 4WD 73kWh ราคา 1,149,000 บาท
•RIDDARA RD6 4WD 86kWh ราคา 1,299,000 บาท

พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ เมื่อจอง RIDDARA ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธันวาคม 2567
•อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารและสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด)
•รับโฮมชาร์จเจอร์พร้อมค่าบริการติดตั้งฟรี
•ฟรีประกันภัยชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี
•การรับประกันคุณภาพรถใหม่ครอบคลุมระยะเวลา 6 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร
•การรับประกันมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่ขับเคลื่อน เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 200,000 กิโลเมตร
•ฟรีค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษาตามระยะทางสูงสุด 6 ครั้ง ภายใน 6 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
•ฟรี แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถขนาด 2GB ระยะเวลา 1 ปี
•บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง ฟรี 6 ปี
พร้อมกันนี้ RIDDARA ได้เปิดตัวบริการหลังการขายภายใต้ชื่อ RIDDARA CARE ที่พร้อมดูแลและให้บริการลูกค้าทุกท่านผ่านผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รวมไปถึงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า RIDDARA Call Center ที่ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 02-039-5777

“บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย” เปิดตัว “GS” สองรุ่นใหม่ F 900 GS และ F 900 GS Adventure เอาใจสายทัวริ่งเพื่อการผจญภัยที่เร้าใจยิ่งขึ้น

0
BMW F 900 GS 1

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เปิดตัวสมาชิกใหม่ในตระกูล GS สองรุ่นล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure มอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง เอนดูโร เสริมตระกูล GS ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ขนาดกลาง ที่ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดและการขับขี่ผจญภัยระยะไกลให้ครบครันยิ่งขึ้น พร้อมน้ำหนักที่ลดลงไปถึง 14 กิโลกรัม โดยในรุ่น F 900 GS โดดเด่นด้วยนวัตกรรมที่เหนือกว่า พร้อมความคล่องตัวและทรงพลัง ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure ถูกผสมผสานทั้งเทคโนโลยี เครื่องยนต์ เพื่อตอบโจทย์ผู้รักการเดินทางไกล ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมขุมพลังที่เหมาะกับเส้นทางออฟโรด ด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบแถวเรียงที่ล้ำสมัย และโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย

BMW F 900 GS 2

มร. ชิวาภาดา เรย์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้นำมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอนดูโรสองรุ่นใหม่มาเปิดตัวแก่แฟน ๆ ชาวไทย ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาในด้านสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด ทัวริ่ง และศักยภาพในการผจญสภาวะการขับขี่ที่ท้าทายต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญ ทั้งสองรุ่นนี้ ยังประกอบขึ้นที่โรงงานของเราในจังหวัดระยอง เพื่อส่งให้แก่ตลาดในประเทศและในภูมิภาค เป็นข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพในการผลิตและเครือข่ายการผลิตที่แข็งแกร่งของเรา เรามั่นใจว่าทั้งบีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS และ F 900 GS Adventure จะสามารถตอบโจทย์นักขี่ที่มองหามอเตอร์ไซค์สำหรับการผจญภัยระยะไกลได้อย่างแน่นอน”

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Style Passionราคาจำหน่าย: 649,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมการรับประกันคุณภาพ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

BMW F 900 GS 6

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Style GS Trophyราคาจำหน่าย: 665,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมการรับประกันคุณภาพ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

BMW F 900 GS 9

 

หัวใจสำคัญของ บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS คือเครื่องยนต์ที่ได้รับการอัพเกรดเป็น 2 สูบแถวเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 895 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 77 กิโลวัตต์ / 105 แรงม้า ที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 93 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบต่อนาที เครื่องยนต์นี้ส่งมอบอัตราเร่งที่รวดเร็วและการส่งกำลังที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกสภาพพื้นผิว และด้วยน้ำหนักที่ลดลงไปถึง 14 กิโลกรัมหากเทียบกับรุ่นก่อน ทำให้ F 900 GS เป็นหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ GS สปอร์ตที่คล่องตัวที่สุด

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS มาพร้อมกับโหมดการขับขี่มาตรฐานสองแบบ ได้แก่ ‘Rain’ และ ‘Road’ เพื่อการควบคุมที่เหมาะสมที่สุดในสภาพการขับขี่ที่หลากหลาย ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) และ ABS Pro ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการเข้าโค้งและการเบรก โหมด ‘Riding Modes Pro’ ที่เป็นอุปกรณ์เสริมจะเพิ่มโหมด ‘Dynamic’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ ซึ่งจะปรับการตอบสนองของคันเร่งและการเบรกให้รับกับทุกสภาพพื้นผิว นอกจากนี้ Riding Modes Pro ยังช่วยให้คนขับขี่สามารถเลือกตั้งค่าปุ่มต่าง ๆ ที่แฮนด์ด้านขวา และการควบคุมแรงบิดลากของเครื่องยนต์เป็นอีกองค์ประกอบใหม่ของ Riding Modes Pro ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน

BMW F 900 GS 10

มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ได้รับการออกแบบโครงรถใหม่ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการขับขี่แบบทัวริ่งและออฟโรด ถังน้ำมันขนาด 14.5 ลิตรที่ออกแบบใหม่ ผนวกกับการปรับส่วนท้ายรถและท่อไอเสียแบบ Akrapovič ช่วยลดน้ำหนักลง เพิ่มความคล่องตัวได้มากยิ่งขึ้น การปรับแต่งที่พักเท้าที่ต่ำลงและแฮนด์บาร์ที่สูงขึ้น ช่วยควบคุมระหว่างการขับขี่แบบออฟโรด และยังมีสวิงอาร์มที่น้ำหนักเบาขึ้น ตัวลดเสียงท่อไอเสียด้านหลังแบบสปอร์ตโดย Akrapovič ที่พักเท้าแบบเอนดูโร แฮนด์จับแบบอุ่น (heated grips) ขาตั้งข้างอะลูมิเนียม และไฟหน้า LED แบบใหม่ที่ให้แสงสว่างในมุมที่กว้างขึ้นเมื่อเปิดโหมดไฟต่ำอีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS ยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ตั้งแต่จอแสดงผลแบบ TFT ขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว ที่ให้การควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการนำทาง ควบคุมเพลง หรือรับสาย ผู้ขับขี่ก็สามารถทำได้อย่างราบรื่นผ่านแอปพลิเคชัน BMW Motorrad Connected และยังมีพอร์ตชาร์จ USB สองพอร์ต ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ มีพลังงานเพียงพอใช้งานระหว่างการขับขี่ทางไกล นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS ยังมาพร้อมกับแท่นยึดอุปกรณ์อเนกประสงค์ ช่วยให้นักขับขี่สามารถติดตั้งอุปกรณ์นำทาง กล้อง และอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ และยังมีฟีเจอร์ด้านความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นให้ผู้ขับขี่เลือกใช้งาน เช่น Keyless Ride ช่วยให้สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์และปลดล็อคฟังก์ชันต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องหยิบกุญแจออกจากกระเป๋า ที่สำคัญกว่านั้น มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติด้านความปลอดภัยมากมาย อาทิ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ช่วยให้สตาร์ทรถบนทางชันได้ง่ายขึ้น ระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ป้องกันการเร่งเครื่องโดยไม่ได้ตั้งใจในสถานการณ์เบรกฉุกเฉิน ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) และ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ABS Pro มอบความปลอดภัยยิ่งขึ้นในระหว่างการเข้าโค้งและการเบรกกะทันหัน เพื่อให้มั่นใจในการขับขี่ที่ปลอดภัยสูงสุดสำหรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด F 900 GS มีให้เลือก 2 สีที่ต่างเน้นย้ำถึงความสปอร์ตและการขับขี่แบบออฟโรด ได้แก่ สีเหลือง São Paulo สำหรับรุ่น Passion และสีขาวตัดฟ้า Lightwhite / Racing Blue Metallic สำหรับรุ่น GS Trophy

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure ราคา: 689,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมการรับประกันคุณภาพ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure ก้าวข้ามขีดจำกัดของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง เอนดูโร โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2 สูบแถวเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 895 ซีซี ที่ทรงพลังและอเนกประสงค์ ให้กำลังสูงสุด 77 กิโลวัตk’ / 105 แรงม้า ที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 93 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบต่อนาที มอบอัตราเร่งที่ราบรื่นและทรงพลังใน
ทุกสภาพพื้นผิว และเสียงของท่อไอเสียที่ทุ้มลึกและดุดันอันเป็นเอกลักษณ์ เพิ่มอารมณ์ให้กับประสบการณ์การขับขี่แบบผจญภัย

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure ยังได้รับการออกแบบที่เน้นความทนทาน อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและคุณสมบัติต่าง ๆ เพิ่มทั้งความสะดวกสบายและสมรรถภาพ มีโหมดการขับขี่มาตรฐานสองแบบ ได้แก่ ‘Rain’ และ ‘Road’ เพื่อให้มั่นใจถึงการควบคุมรถสูงสุดในสภาพอากาศและสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย สำหรับนักขับขี่ที่ต้องการความสามารถในการปรับตัวมากขึ้น ส่วนโหมด ‘Riding Modes Pro’ ซึ่งเป็นแพ็คเกจเสริม มาพร้อมโหมดเพิ่มเติม เช่น ‘Dynamic’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ ช่วยให้สามารถปรับแต่งการตอบสนองของคันเร่ง การเบรก และระบบควบคุมการยึดเกาะถนนให้เหมาะกับการผจญภัยทุกรูปแบบ นอกจากนี้ ระบบ Dynamic ESA (Electronic Suspension Adjustment) จะปรับช่วงล่างโดยอัตโนมัติตามสภาพพื้นผิวและน้ำหนักบรรทุก ให้ความสะดวกสบายในการขับขี่และการควบคุมที่แม่นยำ ซึ่งจำเป็นสำหรับการขับขี่แบบทัวริ่งในระยะไกล นับเป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยอย่างแท้จริง

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure สร้างขึ้นเพื่อการเดินทางระยะไกล ด้วยถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้น 23 ลิตร ตอบสนองผู้ที่ต้องการเดินทางโดยไม่ต้องหยุดเติมน้ำมันบ่อย ๆ และมาพร้อมกับการ์ดเครื่องยนต์แบบอะลูมิเนียม เพิ่มการปกป้องขึ้นไปอีกในสภาพถนนที่ขรุขระ กระจกบังลมปรับได้ มอบความยืดหยุ่นในการปรับแต่งการป้องกันลมและสภาพอากาศตามสภาพการขับขี่ ไฟหน้า LED มาตรฐานของรุ่นนี้ยังช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าในเวลาใดหรือสภาพพื้นผิวแบบใด

นอกจากดีไซน์ที่โดดเด่น แข็งแกร่งแต่ประณีต บีเอ็มดับเบิลยู F 900 GS Adventure ยังมาพร้อมตัวเลือกของสีสัน ได้แก่ สี Blackstorm Metallic สำหรับรุ่นพื้นฐาน และสี White Aluminium Matt สำหรับรุ่น Ride Pro เฉดสีเหล่านี้ช่วยเสริมลุคที่สอดคล้องกับโครงสร้างที่แข็งแกร่งของมอเตอร์ไซค์ สื่อถึงงานฝีมือระดับพรีเมียม ทำให้มีรูปลักษณ์ที่
โดดเด่นไม่แพ้ศักยภาพของรถด้วยเช่นกัน

Porsche เฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี เปิดตัว 911 GT3 และ 911 GT3 Touring รถสปอร์ตที่ยอดเยี่ยมบนท้องถนนและพร้อมใช้ในสนามแข่ง

0
PORSCHE 1

ปอร์เช่ (Porsche) เปิดตัว 911 จีที3 (911 GT3) รุ่นใหม่ รถสปอร์ตที่พร้อมสำหรับสนามแข่งอย่างแท้จริง ซึ่งเปิดตัวในปีครบรอบด้วยกลยุทธ์น้ำหนักเบา เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 4.0 ลิตร แบบไม่ใช้ระบบเทอร์โบอัดอากาศ ที่มีพละกำลังถึง 375 กิโลวัตต์ (510 แรงม้า) และแรงบิด 450 นิวตันเมตร พร้อมตัวเลือกใหม่ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นหลัก แพ็กเกจ Weissach ซึ่งมีให้เลือกเป็นครั้งแรกใน 911 จีที3 (911 GT3) คือการเสนอทางเลือกการปรับแต่งเพิ่มเติมสำหรับการใช้งานในสนามแข่ง นอกจากนี้ รถสปอร์ตนี้ยังมาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงออฟชั่นอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความสปอร์ตอีกด้วย

PORSCHE 2

911 จีที3 (911 GT3) มาพร้อมการออกแบบที่ทันสมัย
โมเดลใหม่ของ 911 จีที3 (911 GT3) มาพร้อมกับการออกแบบที่เฉียบคมขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงระบบอากาศพลศาสตร์ที่ปรับแต่ง ในทั้ง 2 เวอร์ชัน กันชนหน้าที่ปรับรูปทรงใหม่ ปีกสปอยเลอร์ที่ได้รับการปรับปรุง และการเปลี่ยนแปลงฟินส์ใต้รถ ช่วยเพิ่มแรงกดและเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศ ไฟหน้า Matrix LED ที่ออกแบบใหม่ ซึ่งมีให้เลือกใน 911 จีที3 (911 GT3) พร้อมวงแหวนสีขาวแบบออฟชั่น รวบรวมฟังก์ชันไฟส่องสว่างทั้งหมดของ 911 และช่วยลดความจำเป็นในการติดตั้งไฟเพิ่มเติมที่กันชนหน้า ทำให้พื้นที่สำหรับการดูดอากาศมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีลักษณะที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ในส่วนท้ายรถได้ปรับการออกแบบของกันชนหลัง ช่องนำอากาศ และฝาครอบหลัง ส่วนปีกหลังของ 911 จีที3 (911 GT3) มาพร้อมกับแผ่นข้างที่ให้มุมมองใหม่

PORSCHE 3

ปอร์เช่ (Porsche) ใช้ปีกนก (Trailing arm) ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ โดยมีรูปทรงหยดน้ำ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มแรงกดอากาศบริเวณซุ้มล้อเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง และช่วยระบายความร้อนของเบรกได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าแรงกดอากาศระหว่างล้อหน้าและล้อหลังยังคงสมดุลอยู่เสมอ แม้ในขณะเบรกจากความเร็วสูง วิศวกรด้านระบบกันสะเทือนได้ลดการเคลื่อนไหวและการโยนตัวของรถ (antidive) ในปอร์เช่ 911 จีที3 (911 GT3) รุ่นใหม่ จุดยึดลูกหมากด้านหน้าของแขนด้านล่างถูกย้ายลงมาให้ต่ำลงเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยการปรับปรุงเหล่านี้ได้รับมาจากปอร์เช่ 911 จีที3 อาร์เอส (911 GT3 RS) รุ่นปัจจุบัน ปอร์เช่ 911 จีที3 (911 GT3) มาพร้อมกับยางสปอร์ตขนาด 255/35 ZR 20 (ด้านหน้า) และ 315/30 ZR 21 (ด้านหลัง) ที่มีการยึดเกาะถนนเปียกที่ดียิ่งขึ้น และยังมีตัวเลือกยางสำหรับใช้ในสนามแข่งที่สามารถใช้งานบนถนนได้อีกด้วย

PORSCHE 4

แพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) มีพร้อมให้เลือกและสามารถปรับแต่งได้มากยิ่งขึ้น
ด้วยการเปลี่ยนโมเดล ปอร์เช่ (Porsche) ได้กำหนดความเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น 911 จีที3 (911 GT3) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นครั้งแรกที่แพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) ที่ได้รับความนิยมนี้ จะมีพร้อมให้คุณเลือกได้ตั้งแต่วันที่เปิดตัว ชื่อ “แพ็กเกจทัวริ่ง (Touring)” มาจากรุ่นอุปกรณ์ของ 911 คาร์เรร่า อาร์เอส 2.7 (911 Carrera RS 2.7) ในปี 1973 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม GT3 ตั้งแต่ปี 2017 ใน 911 จีที3 (911 GT3) ใหม่ รุ่นนี้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น โดยมีโลโก้ “911 GT3 touring” บนกริดฝาหลัง 911 จีที3 (911 GT3) พร้อมแพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) จะไม่มีปีกหลังแบบถาวร ทำให้สามารถรักษาเส้นสายอันสง่างามของ 911 ไว้ได้ ปีกหลังที่สามารถขยายได้พร้อมขอบที่สามารถดึงออกได้ Gurney flap และการออกแบบฟินที่ปรับแต่งบริเวณใต้ท้องรถ ช่วยให้เกิดสมดุลทางอากาศพลศาสตร์ ส่วนภายในมีการตกแต่งด้วยหนังคุณภาพสูงและให้ความรู้สึกสปอร์ตแบบคลาสสิก เป็นครั้งแรกที่ 911 จีที3 (911 GT3) แพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) มีระบบเบาะหลังให้เลือกติดตั้งเป็นออฟชั่นเสริม ซึ่งช่วยให้รถสปอร์ตที่ใช้งานในชีวิตประจำวันสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของลูกค้า เพื่อมอบความสนุกสูงสุดในการขับขี่ วอลเตอร์ โรห์ล (Walter Röhrl) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ ปอร์เช่ (Porsche brand ambassador) กล่าวว่า “เมื่อขับรถบนถนนที่คดเคี้ยว คุณจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าระบบบังคับเลี้ยวได้ถูกปรับแต่งให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจต่อตัวรถมากขึ้น และอัตราทดเกียร์ที่สั้นลง ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินในการขับขี่บนท้องถนนเป็นอย่างมาก”

PORSCHE  6

แพ็กเกจเฉพาะสำหรับ 911 จีที3 (911 GT3) และ 911 จีที3 ทัวริ่ง (Touring)
ปอร์เช่นำเสนอแพ็กเกจอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับ 911 จีที3 (911 GT3) ใหม่ ด้วยแพ็กเกจ Weissach ที่มีให้เลือกเป็นครั้งแรก ซึ่งช่วยให้ 911 จีที3 (911 GT3) ปรับแต่งได้มากยิ่งขึ้นสำหรับการใช้งานในสนามแข่ง บาร์กันโคลง ก้านข้อต่อ และแผ่นกันสั่นบนเพลาหลังทำจาก CFRP เช่นเดียวกับหลังคา แผ่นด้านข้างของปีกหลัง ฝาครอบด้านบนของกระจกมองข้าง สามเหลี่ยมกระจก และช่องลมที่ด้านหน้า การตกแต่งด้วยหนังและวัสดุ Race-Tex เพิ่มความสวยงามให้กับภายใน เป็นครั้งแรกที่ด้านบนของแผงหน้าปัดใน 911 จีที3 (911 GT3) ได้รับการปกคลุมด้วยวัสดุที่กันแสงสะท้อน Racetex ที่จับประตูจาก CFRP และตาข่ายเก็บของช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแผงประตูภายในเพื่อการออกแบบน้ำหนักเบา โรลเคจ CFRP และล้อแมกนีเซียมน้ำหนักเบามีให้เลือกเป็นออฟชั่น

PORSCHE 8

สำหรับ 911 จีที3 (911 GT3) ที่มาพร้อมแพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) ปอร์เช่ (Porsche) มีแพ็กเกจ Leichtbau (น้ำหนักเบา) ให้เลือก โดยหลังคาที่ทาสีตามสีตัวถัง รวมถึงสเตบิไลเซอร์ ก้านข้อต่อ และแผ่นกันสั่นบนเพลาหลังทำจาก CFRP ล้อแมกนีเซียมน้ำหนักเบาและแผงประตูน้ำหนักเบาก็เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจนี้ ร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด GT ที่เป็นมาตรฐาน ก้านเปลี่ยนเกียร์ที่สั้นลงจาก 911 S/T จะถูกนำมาใช้ ด้านหน้าของก้านเปลี่ยนเกียร์มีป้ายที่ระบุคำว่า “Leichtbau” เพื่อบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแพ็กเกจนี้

PORSCHE  10

911 จีที3 (911 GT3) ที่มาพร้อมปีกหลัง แพ็กเกจ Clubsport สำหรับการใช้งานในสนามแข่งจะมีให้เลือกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงโครงเหล็กที่ติดตั้งด้านหลัง เข็มขัดนิรภัย 6 จุดสำหรับผู้ขับขี่ และถังดับเพลิงแบบมือถือ เบาะนั่งแบบสปอร์ตน้ำหนักเบาที่เป็นออฟชั่น เป็นอุปกรณ์เบื้องต้นสำหรับแพ็กเกจนี้

PORSCHE 11

แอนเดรียส โพรนิงเกอร์ (Andreas Preuninger) ผู้บริหารสานงานรถยนต์ GT กล่าวว่า “911 จีที3 (911 GT3) ใหม่ ขึ้นแท่นเป็นรถที่น่าตื่นเต้นและมีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น เราได้ใส่ใจในรายละเอียดมากมายและเพิ่มคุณสมบัติที่ลูกค้าของเราต้องการ ซึ่งทำให้ จีที3 (GT3) สามารถปรับแต่งได้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือความชอบของผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น”

นาฬิกาจับเวลาสุดเอ็กคลูซีฟ กลายมาเป็น “ความสปอร์ตบนข้อมือ”

สำหรับเจ้าของ 911 จีที3 (911 GT3) และ 911 จีที3 (911 GT3) ทัวริ่ง (Touring) ปอร์เช่ ดีไซน์ (Porsche Design) นำเสนอไทม์พีซอันแสนพิเศษที่ถ่ายทอดการออกแบบและสมรรถนะของรถสปอร์ตไปยังข้อมือ นาฬิกาจับเวลาของ 911 จีที3 (911 GT3) และ 911 จีที3 (911 GT3) ทัวริ่ง (Touring) มาพร้อมกับกลไกที่แม่นยำซึ่งได้รับการรับรอง COSC คือ Porsche Design WERK 01.200 ที่มีฟังก์ชัน flyback ตัวเรือนที่ทำจากไทเทเนียมซึ่งมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ สามารถเลือกเคลือบคาร์ไบด์ไทเทเนียมสีดำได้ ผสมผสานการออกแบบรถสปอร์ตเข้ากับการผลิตนาฬิกาที่ทันสมัย หน้าปัดดีไซน์ GT3 ที่มีการตกแต่งด้วยสีเหลืองและโครงสร้างหกเหลี่ยมช่วยสะท้อนถึงแผงหน้าปัดของรถ ขณะที่โรเตอร์หมุนถูกออกแบบให้คล้ายกับล้อของ GT3 วงแหวนหน้าปัดมีให้เลือกตามสีตัวถังทั้งหมดของ 911 จีที3 (GT3) และแพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) รวมถึงสีในโปรแกรม Paint to Sample สายนาฬิกาที่ทำจากหนังภายในของปอร์เช่และด้าย ยังถูกปรับให้เข้ากับการตกแต่งของรถแต่ละคันอีกด้วย

PORSCHE 9

ในประเทศไทย ปอร์เช่ 911 จีที3 (Porsche 911 GT3) ใหม่และปอร์เช่ 911 จีที3 (GT3) ที่มาพร้อมแพ็กเกจทัวริ่ง (Touring) มีราคาเริ่มต้นที่ 21.4 ล้านบาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการปอร์เช่ทุกสาขา