Home Blog Page 124

“ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต” พิสูจน์สมรรถนะรถแข่ง “ไทรทัน แรลลี่คาร์” ก่อนตะลุยศึก เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2024 ทวงบัลลังก์แชมป์ในรอบ 2 ปี

0
ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 2

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความพร้อมของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เตรียมลงสู้ศึกการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2024 หรือ เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2024 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11 – 17 สิงหาคมนี้ บนเส้นทางเขตภาคใต้และภาคกลางของประเทศไทย ด้วยรถกระบะไทรทัน1 จำนวน 4 คัน เพื่อทวงตำแหน่งแชมป์กลับคืนอีกครั้งในรอบ 2 ปี

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 1

 

ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้เตรียมพร้อมในด้านสมรรถนะและความแข็งแกร่งของรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ บนเส้นทางออฟโรด ด้วยระยะทาง 800 กิโลเมตรในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทีมแข่ง ทั้งในด้านสมรรถนะการขับขี่ ความปราดเปรียวคล่องตัว และการควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะระบบช่วงล่างด้านหลังที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยในวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา หรือ 5 วัน ก่อนเริ่มการแข่งขันเอเอ็กซ์ซีอาร์ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ทดสอบสมรรถนะของรถที่จะใช้ขับแข่งอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกองค์ประกอบของตัวรถนั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์และพร้อมตะลุยศึกครั้งนี้อย่างเต็มที่

“เราได้พัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของรถไทรทัน และขยายความกว้างของช่วงล้อ ทั้งยังปรับปรุงระบบกันสะเทือนหลังแบบจัดเต็ม โดยนำจุดเด่นของรถรุ่น ปาเจโร ซึ่งเคยคว้าแชมป์ดาการ์ แรลลี่ มาปรับใช้ในการแข่งขันครั้งนี้” มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต กล่าว “ผลลัพธ์ที่ได้คือ รถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ สามารถเร่งความเร็วได้เต็มสูบ แม้ในสเตจที่ต้องใช้ความเร็วสูง เช่น ขับขี่ด้วยความเร็วที่สูงกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยตัวรถได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังให้สมรรถนะการควบคุมรถที่ดียิ่งขึ้นตามที่เราต้องการ โดยเฉพาะบนสภาพถนนที่สมบุกสมบัน ซึ่งในปีนี้เรามีรถที่เข้าแข่งขันเพิ่มขึ้นจาก 3 คันเป็น 4 คัน และผมมั่นใจว่านักแข่งและผู้นำทางจะสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากเราจะมีเป้าหมายทวงคืนบัลลังก์แชมป์ในรอบ 2 ปีแล้ว เรายังต้องการสานต่อธรรมเนียมปฏิบัติของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตอันหฤโหด มาใช้ต่อยอดในการพัฒนารถยนต์ต่อไป”

ภาพรวมของการแข่งขัน “เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2024”
การแข่งขันเอเอ็กซ์ซีอาร์ในปีนี้ มีรถเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 67 คัน แบ่งเป็นประเภทรถยนต์ 46 คัน ประเภทรถจักรยานยนต์ 19 คัน และประเภทไซด์คาร์ 2 คัน พิธีเปิดการแข่งขันจะจัดขึ้นในวันที่ 11 สิงหาคม ณ หอนาฬิกา ใจกลางเมืองจังหวัด สุราษฎร์ธานี ทางภาคใต้ของไทย จากนั้น การแข่งขัน Leg 1 อย่างเต็มรูปแบบ จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 12 สิงหาคม ตามด้วยการแข่งขัน Leg 2 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวที่สุดของการแข่งขันทั้งหมด จะเริ่มต้นพิสูจน์ความแกร่งสุดท้าทายจากจังหวัด สุราษฎร์ธานีไปยังอำเภอหัวหิน ตะลุยผ่านเส้นทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ จากนั้นการแข่งขัน Leg 3 จะเป็นเส้นทางที่ต้องใช้ความเร็วสูงบนทางฝุ่นเรียบในอำเภอหัวหิน ตามด้วยการแข่งขัน Leg 4 ซึ่งจะฝ่าเส้นทางลาดชันขึ้นลงเขา มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนเข้าสู่การแข่งขัน Leg 5 ซึ่งวิ่งผ่านพื้นที่การเกษตร ที่มีลักษณะเป็นพื้นราบแต่มีทัศนวิสัยจำกัด ปิดท้ายด้วยการแข่งขัน Leg 6 ที่จะมุ่งเข้าสู่เส้นชัย ณ สกายวอร์ค กาญจนบุรี ซึ่งเป็นสะพานกระจกใส ที่เพิ่งเปิดตัวในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เมื่อปี 2565

รถสนับสนุน ของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต
สำหรับการแข่งขันในปี 2024 ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต มีรถสนับสนุนทั้งหมด 6 คัน ได้แก่ เดลิกา ดี:5 จำนวน 4 คันเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี 1 คัน และเดลิกา มินิ 1 คัน

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 4

เดลิกา ดี:5 เป็นรถมินิแวนอเนกประสงค์ที่มาพร้อมตัวถังอันแข็งแกร่งด้วยโครงสร้างนิรภัยรอบคันแบบ Rib-Bone และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขับขี่คล่องตัวปราดเปรียว ด้วยสมรรถนะการควบคุมรถที่ดีเยี่ยมในสภาพอากาศและสภาพถนนหลากหลายรูปแบบ โดย มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต จะขับขี่รถเดลิกา ดี:5 จำนวน 1 คัน เพื่อสำรวจเส้นทางการแข่งขัน โดยตัวรถได้รับการติดตั้งแผงอลูมิเนียมป้องกันเครื่องยนต์ ทั้งยังยกสูงขึ้นจากเดิม 20 มิลลิเมตรโดยประมาณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมรถบนเส้นทางสมบุกสมบัน

เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เป็นรถยนต์รุ่นแฟล็กชิพของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ได้ผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification Technology) และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWC (All-wheel Control Technology) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานและการขับขี่ที่ทรงพลังในสภาพอากาศและสภาพถนนที่หลากหลายตามแบบฉบับรถเอสยูวี พร้อมมีอัตราเร่งที่นุ่มนวลและเปี่ยมด้วยพลัง มอบความปลอดภัยและไว้วางใจได้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

เดลิกา มินิ เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กหลังคาสูงแบบเคคาร์2 (Kei-car) หรือที่รู้จักกันในชื่อ เดลิกา มินิแวน ซึ่งผสานห้องโดยสารที่กว้างขวางเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่สะดวกสบาย ปลอดภัย มั่นใจได้แม้ขณะขับขี่บนถนนทางกรวดและถนนลูกรัง

รถสนับสนุนทุกคันจะติดตั้งล้ออัลลอย CRAG T-GRABIC II ของแบรนด์ Work (เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ติดตั้งล้อ Work Emotion M8R) และยางออฟโรด GEOLANDAR ของแบรนด์ Yokohama ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น
ไม่ว่าจะเป็นทางฝุ่น หรือทางโคลน เพื่อให้รถทุกคันสามารถตะลุยผ่านเส้นทางการแข่งขันแรลลี่ได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ รถสนับสนุนทั้ง 6 คัน ยังได้รับการตกแต่งภายนอกเช่นเดียวกับรถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ ที่โดดเด่นด้วย
สีแดงที่แสดงถึงพลังอันฮึกเหิม พร้อมด้วยกราฟิกลวดลายดินฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย และสีเทาเมทัลลิก เพื่อสะท้อนถึงชั้นหินที่หนักแน่นและแข็งแกร่ง

การรายงานผลการแข่งขันประจำวัน
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จะรายงานความเคลื่อนไหวของการแข่งขันเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่วันแรกของการแข่งขัน คือ วันที่ 11 สิงหาคม ไปจนถึงการแข่งขันช่วงสุดท้ายในวันที่ 17 สิงหาคม ทางเว็บไซต์เอเอ็กซ์ซีอาร์ของบริษัทฯ
https://www.mitsubishi-motors.com/en/brand/ralliart/axcr/axcr2024/

[เว็บไซต์ของการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ สำหรับสื่อมวลชน]
https://library.mitsubishi-motors.com/axcr2024_ralliart/

“BYD” ร่วมกับ “เรเว่ ออโตโมทีฟ” เปิดตัว “BYD SEALION 6 DM-i Super Hybrid” ประเดิมยนตรกรรม Plug-in Hybrid รุ่นแรกที่ผลิตไทย ในราคา 939,900 บาท

0

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ เปิดตัว BYD SEALION 6 DM-i Super Hybrid รถยนต์ C-SUV ขนาดใหญ่ 5 ที่นั่ง 5 ประตู ที่มาพร้อมสมรรถนะเหนือชั้น มอบความสะดวกสบายระดับพรีเมียมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะรอบคัน ประเดิมเป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกจาก BYD ที่ผลิตโดยโรงงานบีวายดีประเทศไทย เปิดจองสิทธิ์แล้ววันนี้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ BYD ทั่วประเทศในราคาคาดการณ์จำหน่าย รุ่น Dynamic 939,900 บาท พร้อมส่งมอบให้ลูกค้าชาวไทยสัมผัสประสบการณ์เสมือนขับรถ EV ได้ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป

BYD SEALION 6 2
BYD SEALION 6 DM-i Super Hybrid มาพร้อมเทคโนโลยี DM-i อันล้ำสมัย ผสานจุดแข็งของรถยนต์ไฟฟ้า (BEVs) และ รถยนต์ไฮบริด (HEV) เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงพร้อม เครื่องยนต์เบนซินที่พัฒนามาเพื่อรถยนต์ Plug-In Hybrid โดยเฉพาะ สามารถสลับการทำงานระหว่างโหมดไฟฟ้าและโหมดไฮบริดได้อย่างชาญฉลาด โดยใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อการขับเคลื่อนจากมอเตอร์เป็นหลัก สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบ นุ่มนวล และยังมอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางทั้งสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันและการเดินทางเพื่อการพักผ่อนระยะทางไกล ด้วยเครื่องยนต์เบนซินประสิทธิภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานเสริมให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ และเพื่อประสิทธิภาพการส่งกำลังสูงสุดเครื่องยนต์จะทำงานเพื่อการขับเคลื่อนโดยตรงเมื่อต้องการกำลังขับเคลื่อนสูงสุด เช่น การเร่งแซง หรือเมื่อแบตเตอรี่มีระดับพลังงานต่ำ เป็นต้น เทคโนโลยี DM-i เอกสิทธิ์เฉพาะจาก BYD ไม่เพียงมอบการขับขี่ที่มีสมรรถนะสูงเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างดีเยี่ยม และลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ของ BYD “Cool the Earth By One Degree”

การนำร่องผลิตรถยนต์ที่โรงงานบีวายดีประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 600 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ จังหวัดระยอง เป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ BYD ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระดับชุมชนและระดับประเทศ โดย BYD ต้องการให้โรงงานซึ่งมีกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คันต่อปีแห่งนี้เติบโตเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ช่วยกระตุ้นการเติบโตของ GDP และยังมีแผนในการสร้างงานให้กับคนไทยกว่า 10,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ BYD ยังมีแผนการพัฒนาและการให้ความรู้ระยะยาวกับสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก และวิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำเข้ามาเพื่อพัฒนาตนเองและศึกษาความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันทันสมัย รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมซึ่งถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว ซึ่งไม่เพียงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานของประเทศ แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก นำไปสู่การยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

BYD SEALION 6 4

นายเบนสัน เค่อ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดีไทยแลนด์ จํากัด กล่าวว่า “ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมยานยนต์ที่โดดเด่นที่สุดและมีโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน สะท้อนจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเกือบ 40 เท่าในปี พ.ศ. 2566 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การเปิดโรงงานบีวายดีประเทศไทย ที่จังหวัดระยองเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม เป็นหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำว่า BYD ไม่เพียงมีเป้าหมายในการผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังต้องการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ สร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวไทย ตลอดจนส่งต่อองค์ความรู้และการเติบโตร่วมกันในระยะยาว ด้วยประสบการณ์อันยาวนานของ BYD ในวงการยานยนต์พลังงานใหม่ เทคโนโลยี DM-i ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของเราจึงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และส่งผลให้ BYD SEALION 6 DM-i Super Hybrid ได้การตอบรับอย่างท่วมท้น ด้วยยอดขายทั่วโลกทะลุ 1 ล้านคันภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีนับจากวันเปิดตัว การันตีความเป็นเลิศด้านสมรรถนะและประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ เราเชื่อมั่นว่า BYD SEALION 6 DM-i Super Hybrid ยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดจาก BYD รุ่นแรกที่ผลิตและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย จะเพิ่มความหลากหลายให้กับตลาดยานยนต์พลังงานใหม่และครองใจผู้บริโภคชาวไทยเช่นเดียวกัน”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ ออโตโมทีฟ ยินดีที่ได้ร่วมผนึกพลังกับ BYD ในการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น กับการเปิดตัว BYD SEALION 6 DM-i Super Hybrid รถยนต์ C-SUV ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีไฮบริดล้ำสมัยอย่าง DM-i ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะสำหรับการขับขี่ระยะไกล ด้วยเครื่องยนต์ที่ทำหน้าที่เสมือนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ครบครันด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยว นวัตกรรมล้ำสมัย และประสิทธิภาพในการช่วยลดการปล่อยคาร์บอน สอดรับกับวิสัยทัศน์ของกลุ่มธุรกิจเรเว่ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต ”

BYD SEALION 6 7

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “การเปิดตัว BYD SEALION 6 DM-i Super Hybrid ในประเทศไทย เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเรเว่ ออโตโมทีฟ ในการนำเสนอยานยนต์พลังงานใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตรงกับไลฟ์สไตล์การขับขีี่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบริการทั้งก่อนและหลังการขายให้ดียิ่งขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับแทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนที่ลูกค้าชาวไทยมอบให้กับเรเว่ ออโตโมทีฟและบีวายดีเสมอมา โดยผู้ที่สนใจน้องใหม่จาก BYD รุ่นนี้ สามารถสั่งจองได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ BYD ทั่วประเทศ ก่อนสัมผัสประสบการณ์เสมือนขับรถไฟฟ้า 100% ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป”

BYD SEALION 6 DM-i Super Hybrid เป็นรถ C-SUV ปลั๊กอินไฮบริดที่มาพร้อมดีไซน์ภายนอกโดดเด่นสะกดทุกสายตา รูปทรงกระจังหน้าแบบไร้ขอบ โค้งมนคล้ายหยดน้ำ ดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวภายใต้คอนเซ็ปต์ OCEAN X โฉบเฉี่ยวด้วยโคมไฟแบบตัว C เสริมความปราดเปรียวด้วยเส้นสายด้านข้างที่ลากยาวต่อเนื่องถึงด้านหลัง ตกแต่งด้วยแถบอลูมิเนียม เพิ่มความพรีเมียมสะดุดตาเมื่อวิ่งบนท้องถนน ยนตรกรรมเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid รุ่นนี้ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Synchronous Motor) พร้อมแบตเตอรี่ขับเคลื่อนขนาด 18.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบ MacPherson Strut เสริมความนุ่มนวลและการยึดเกาะถนนอย่างสมบูรณ์แบบ ผสานการทำงานกับระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบ Multi-link ยกระดับความนุ่มนวลและความสบายระหว่างการเดินทาง เก็บเสียงรบกวนจากภายนอกให้ห้องโดยสารเงียบสงบตลอดเส้นทาง

BYD SEALION 6 8

นอกจากนี้ BYD SEALION 6 DM-i Super Hybrid ยังมาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอย่างครบครันและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสาร อาทิ
•ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและถุงลมนิรภัยด้านข้าง – ฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
•ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ด้านหน้าและด้านหลัง
•กล้องมองรอบคัน 360 องศา
•เซนเซอร์ช่วยตรวจจับวัตถุด้านหน้าและด้านหลังรวม 6 จุด
•ระบบช่วยควบคุมการไหลของรถอัตโนมัติ (AVH)
•ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (CC)
•ระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัจฉริยะ (HBB)
•ระบบช่วยกระจายแรงเบรกอัจฉริยะ (HBA)
•หน้าจอเรือนไมล์ผู้ขับขี่แบบ LCD ขนาด 12.3 นิ้ว
•เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
•เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง
•หน้าจอสัมผัสระบบมัลติมีเดีย ปรับหมุนด้วยไฟฟ้า ขนาด 12.8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay® และ Android Auto™
•ลำโพง 9 ตำแหน่ง
•BYD Digital Key
•พอร์ตชาร์จ USB Type C 2 จุด และ Type A 2 จุด
•ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 2 ตำแหน่ง

BYD SEALION 6 11
BYD SEALION 6 DM-i Super Hybrid รุ่น Dynamic มาพร้อมสีภายนอกทั้งหมด 2 สี Quantum Black และ Horizon White พร้อมให้ลูกค้าชาวไทยจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ BYD ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook BYD RÊVER Thailand

 

ปอร์เช่ ประเทศไทย จัดงาน The New All-Electric Macan Sneak Preview เผยโฉมยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย กรุงเทพฯ (MOCA)

0
New Macan Eletric 1

ปอร์เช่ ประเทศไทยนำเสนอรถมาคันน์ 4 (Macan 4) และ มาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย กรุงเทพฯ (MOCA) งานเปิดตัวครั้งนี้มาพร้อมกับการแสดงดนตรีและแฟชั่นโชว์สุดอลังการที่สะท้อนเอกลักษณ์ของรถสปอร์ต SUV ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในค่ำคืนของงาน แขกผู้มีเกียรติจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดตระการตา รวมถึงการแสดงพิเศษจากปอร์เช่ ประเทศไทย ผ่านการรังสรรค์บรรยากาศของงานที่สร้างความสุนทรีย์ ด้วยบทเพลงโอเปร่าที่ถูกเลือกสรรมาอย่างลงตัว และการแสดงแฟชั่นโชว์สุดพิเศษที่นี่ที่เดียว ที่จะสะท้อนธีมของมาคันน์ (Macan) ใหม่ “Keep Your Essence” (รักษาเอกลักษณ์ของคุณ) ไม่ว่าจะเป็นความทันสมัย โดดเด่น แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ โดยโชว์ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคุณคริส หอวัง ที่จะมาปรากฏตัวภายในชุดราตรีสุดหรูที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อสะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์ของมาคันน์ (Macan) ใหม่ในครั้งนี้

มร. ปีเตอร์ โรห์เวอร์ (Peter Rohwer) กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า “มาคันน์ (Macan) ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้านี้ ผสมผสานสมรรถนะอันน่าตื่นตาเข้ากับการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ (Porsche) ตามรอยไทคานน์ (Taycan) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคันแรกของเรา มาคันน์ (Macan) ใหม่สะท้อนถึงความหลงใหลในนวัตกรรมของเรา ในขณะที่ยังคง DNA ความเป็นปอร์เช่ (Porsche) อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอเชิญแฟนๆ ของปอร์เช่ (Porsche) ในประเทศไทย ร่วมกันรักษาเอกลักษณ์และเฉลิมฉลองความเป็นตัวตนที่มีความหมาย”

มาคันน์ 4 (Macan 4) และ มาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่ประเทศสิงคโปร์ ในเดือนมกราคม 2024 มาคันน์ (Macan) ใหม่มอบสมรรถนะ E-Performance สำหรับทุกสภาพถนนและการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวเลขสมรรถนะเทียบเท่ารถสปอร์ต ผสานกับการชาร์จเร็วที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 270 กิโลวัตต์ และพิสัยการเดินทางสูงสุดถึง 613 กิโลเมตรในมาตรฐาน WLTP

ปอร์เช่ (Porsche) ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PSM (Permanent Magnet Synchronous) รุ่นใหม่ล่าสุดทั้งเพลาหน้าและเพลาหลัง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและการส่งกำลังที่แม่นยำ ผลลัพธ์คือสมรรถนะระดับสูงสุด เมื่อทำงานร่วมกับระบบ Launch Control ปอร์เช่ มาคันน์ 4  (Macan 4) สามารถสร้างพละกำลังสูงสุด 300 กิโลวัตต์ (408 แรงม้า) ด้วยพลังโอเวอร์ บูส และแรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.2 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับผู้ที่ชื่อนชอบและต้องการสมรรถนะที่สูงขึ้น เราขอนำเสนอ มาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) ที่มาพร้อมพละกำลังสูงสุด 470 กิโลวัตต์ (639 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 1,130 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ภายใน 3.3 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

ปอร์เช่ มาคันน์ (Macan) ใหม่ มาพร้อมแพลตฟอร์มไฟฟ้าพรีเมียม 800 โวลต์

มอเตอร์ไฟฟ้าของมาคันน์ (Macan) ใหม่ ได้รับพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนซึ่งติดตั้งอยู่ที่ตัวถังด้านล่าง มีความจุพลังงานรวม 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 95 กิโลวัตต์ชั่วโมง แบตเตอรี่แรงสูง (HV) เป็นส่วนประกอบหลักของแพลตฟอร์มไฟฟ้าระดับพรีเมียม (PPE) ที่พัฒนาขึ้นใหม่พร้อมรองรับกำลังไฟฟ้าถึง 800 โวลต์ ซึ่งปอร์เช่ (Porsche) นำใช้เป็นครั้งแรกในมาคันน์ (Macan) ใหม่นี้

มาคันน์ (Macan) สามารถชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงหรือ DC ได้สูงสุด 270 กิโลวัตต์ ชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 80% ภายในเวลาประมาณ 21 นาที สำหรับสถานีชาร์จ 400 โวลต์ รถสามารถแบ่งแบตเตอรี่ 800 โวลต์ ออกเป็นสองส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จ ทำให้สามารถชาร์จไฟได้สูงสุด 135 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ ยังสามารถชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ผ่าน Wallbox ที่บ้าน และสามารถชาร์จไฟคืนสู่แบตเตอรี่ขณะขับขี่ได้สูงสุด 240 กิโลวัตต์

ลวดลายสปอร์ตและเส้นสายแบบคูเป้

ด้วยลวดลายที่เฉียบคมและดีเอ็นเอการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ ทำให้มาคันน์ 4 (Macan 4) และมาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) ใหม่ โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่สปอร์ตและทรงพลัง

ฝากระโปรงหน้าที่ลาดเอียงและโป่งล้อที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่น ทำให้ มาคันน์ 4 (Macan 4) และมาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) ใหม่ มีความยาว 4,784 มิลลิเมตร กว้าง 1,938 มิลลิเมตร และสูง 1,622 มิลลิเมตร สร้างลุคที่ดุดันและสปอร์ตแม้จะจอดนิ่งอยู่กับที่ สามารถเลือกติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว พร้อมยางขนาดต่างกัน ระยะฐานล้อยาวขึ้น 86 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (2,893 มิลลิเมตร) ทำให้ได้ระยะส่วนหน้าและท้ายของรถที่สั้นลง

ไฟหน้าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ชุดไฟเดย์ไลท์แบบ 4 จุด ฝังอยู่ในปีกช่วยเน้นความกว้างของตัวรถ โมดูลไฟหน้าหลักพร้อมเทคโนโลยี LED เมทริกซ์ที่เป็นอุปกรณ์เสริม จะอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงเล็กน้อยที่ด้านหน้า

เส้นสายหลังคาแบบ Porsche Flyline ผสานเข้ากับกระจกหลังแบบราบเรียบ เมื่อผสานกับประตูไร้ขอบและเส้นสายด้านข้างอันเป็นเอกลักษณ์ของมาคันน์ (Macan) จึงทำให้ตัวรถดูเรียบหรูและสปอร์ต บั้นท้ายรถโดดเด่นด้วยเส้นสายที่แข็งแรง โลโก้ PORSCHE ถูกวางไว้ตรงกลางแถบไฟท้าย 3 มิติ

 

แอโรไดนามิกส์แบบแอคทีฟและพาสซีฟ (Active and passive aerodynamics) เพื่อระยะทางที่ไกลขึ้น

ปอร์เช่ (Porsche) ผสานดีเอ็นเอการออกแบบเข้ากับระบบอากาศพลศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ ด้วยระบบ Porsche Active Aerodynamics (PAA) ที่ควบคุมการทำงานของชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวรถ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.25 ทำให้มาคันน์ (Macan) ใหม่เป็นหนึ่งในรถ SUV ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำที่สุด ซึ่งช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่และประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน

ระบบ Porsche Active Aerodynamics (PAA) ประกอบด้วย สปอยเลอร์หลังแบบปรับได้ ช่องดักอากาศด้านหน้าแบบปรับได้ และแผ่นปิดใต้ท้องรถแบบเต็มพื้นที่ ช่องดักอากาศใต้ไฟหน้าและด้านหน้ารถที่ออกแบบให้ต่ำลง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศ ส่วนด้านท้ายรถมีการออกแบบให้มีขอบด้านข้างที่ช่วยลดแรงต้านอากาศ และดิฟฟิวเซอร์แบบช่องลมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์

ช่องเก็บสัมภาระ 2 ตำแหน่งและพื้นที่ภายในที่เพิ่มขึ้น

ปอร์เช่ มาคันน์ (Macan) ใหม่ เป็นรถ SUV ที่เน้นสมรรถนะการขับขี่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายในการใช้งานประจำวัน มาพร้อมอุปกรณ์ครบครัน และพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง การเปลี่ยนมาใช้ระบบไฟฟ้า ทำให้ Macan ใหม่มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังเบาะหลังมากขึ้น โดยสามารถจุได้สูงสุด 540 ลิตร (โหมดคาร์โก้)

นอกจากนี้ มาคันน์ (Macan) ใหม่ ยังมีช่องเก็บสัมภาระด้านหน้า หรือที่เรียกว่า ‘frunk’ ความจุ 84 ลิตร เพิ่มเติมจากรุ่นก่อนหน้า ทำให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระรวม 127 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลงทั้งหมด จะสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังได้สูงสุดถึง 1,348 ลิตร และยังสามารถลากจูงได้ที่น้ำหนักสูงสุด 2,000 กิโลกรัม

ตำแหน่งที่นั่งของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าของมาคันน์ (Macan) ใหม่ ลดต่ำลง 28 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ในขณะที่ผู้โดยสารตอนหลังนั่งต่ำลง 15 มิลลิเมตร พร้อมพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้น ภายในห้องโดยสารเน้นความกว้างด้วยการออกแบบในโทนสีดำ และคอนโซลกลางที่ยกสูง ช่วยสร้างความรู้สึกถึงตำแหน่งการขับขี่ที่ต่ำลงและเน้นสมรรถนะมากขึ้น พร้อมให้ความรู้สึกโปร่งสบายด้วยกระจกบานใหญ่

นอกจากหน้าจอสัมผัสแบบดิจิทัลแล้ว มาคันน์ (Macan) ยังมีองค์ประกอบการควบคุมแบบอะนาล็อกที่เลือกสรรมา ได้แก่ ระบบปรับอากาศและการควบคุมช่องแอร์ แถบไฟ LED ถูกออกแบบรวมเข้ากับแถบตกแต่งของห้องโดยสารและประตู ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งไฟส่องสว่างภายในและเป็นไฟเพื่อการสื่อสาร ทำหน้าที่ให้ข้อมูลหรือคำเตือนในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การทักทาย กระบวนการชาร์จไฟ หรือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่

ปอร์เช่ (Porsche) ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในบางส่วนของห้องโดยสารของมาคันน์ (Macan) ไฟฟ้ารุ่นนี้

ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและการเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด

มาคันน์ (Macan) มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลและระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุด โดยมีหน้าจอถึง 3 หน้าจอ ประกอบด้วยหน้าปัดแบบโค้งขนาด 12.6 นิ้ว และหน้าจอกลางขนาด 10.9 นิ้ว

เป็นครั้งแรกที่ผู้โดยสารสามารถดูข้อมูล ปรับการตั้งค่าบนระบบอินโฟเทนเมนต์ หรือการสตรีมเนื้อหาวิดีโอขณะเดินทาง เพลิดเพลินผ่านหน้าจอขนาด 10.9 นิ้วของตนเองที่เป็นอุปกรณ์เสริมเลือกติดตั้งได้

และเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ (Porsche) นำเสนอการแสดงผลภาพบนกระจกหน้ารถ (Head-up Display) ที่ใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) เป็นครั้งแรก โดยสามารถแสดงข้อมูลเสมือนจริง เช่น ลูกศรนำทาง ซ้อนทับกับภาพจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยภาพจะปรากฏขึ้นที่ระยะห่าง 10 เมตรจากผู้ขับขี่ และมีขนาดที่สอดคล้องกับหน้าจอขนาด 87 นิ้ว ทั้งหมดนี้คือ Porsche Driver Experience แนวคิดเพื่อสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจแก่ผู้ขับขี่

มาคันน์ (Macan) ใหม่ มาพร้อม ระบบอินโฟเทนเมนต์รุ่นใหม่ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android Automotive OS โดย Porsche Communication Management (PCM) ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Porsche” สามารถแนะนำเส้นทาง รวมถึงสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว และผู้โดยสารสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Porsche App Center เพื่อใช้งานในรถยนต์ได้ทันที

มาคันน์ (Macan) รุ่นแรกที่ติดตั้งระบบเลี้ยวล้อหลังและช่วงล่างแบบวาล์วคู่

ปอร์เช่ (Porsche) พัฒนามาคันน์ (Macan) ขึ้นมา โดยมุ่งเน้นไปที่ไดนามิกการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ    แบรนด์ รวมถึงสัมผัสของการใช้พวงมาลัยที่เป็นเอกลักษณ์ ยอร์ก เคอร์เนอร์ (Jörg Kerner) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า “ด้วยตำแหน่งการนั่งที่เน้นความสปอร์ต ระยะฐานล้อต่ำ และการควบคุมพวงมาลัยที่แม่นยำ ทำให้มาคันน์ (Macan) ใหม่มอบประสบการณ์การขับขี่สไตล์รถสปอร์ตที่แท้จริง”

มาคันน์ (Macan) ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ Porsche Traction Management (ePTM) สามารถกระจายแรงบิดระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลังได้เร็วกว่าระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเดิมถึง 5 เท่า และสามารถตอบสนองต่อการลื่นไถลได้ภายใน 10 มิลลิวินาที นอกจากนี้ ระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) ยังช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน ความเสถียร และการควบคุมตัวรถได้อย่างแม่นยำ

มาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) มีช่วงล่างแบบถุงลมที่มาพร้อมกับระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) ซึ่งเป็นช่วงล่างที่สามารถปรับเลเวลความนุ่มนวลได้ โดยใช้ระบบไฟฟ้าควบคุม สำหรับมาคันน์ 4 (Macan 4) เป็นช่วงล่างสปริงที่มาพร้อมกับระบบ PASM เช่นกัน ระบบ PASM ใหม่ได้รับการออกแบบบนพื้นฐานของระบบช่วงล่างแบบ 2 Valve ที่มอบความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถมอบความนุ่มนวล รวมถึงการแสดงสมรรถนะในการยึดเกาะกับพื้นผิวถนน ระบบนี้จะทำให้ผู้ขับขี่สัมผัสการตอบสนองของช่วงล่างในแต่ละโหมดการขับขี่ได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าเคย

เป็นครั้งแรกที่มาคันน์ (Macan) มีระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง ที่มาเป็นอุปกรณ์เสริมให้สามารถเลือกติดตั้งได้ โดยมีมุมบังคับเลี้ยวสูงสุด 5 องศา ช่วยให้รถยนต์สามารถเลี้ยวกลับรถได้ด้วยรัศมีวงเลี้ยวเพียง 11.1 เมตร ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความเสถียรในการขับขี่ที่ความเร็วสูง ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากระบบบังคับเลี้ยวล้อหน้าที่เสถียรและแม่นยำ ซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์

ท่านสามารถออกแบบรถปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan) ในฝันได้แล้ววันนี้ ผ่าน Porsche Car Configurator ในราคาเริ่มต้นที่ 5.39 ล้านบาทสำหรับ มาคันน์ 4 (Macan 4) และราคา 7.79 ล้านบาท สำหรับมาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo)

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน ปอร์เช่ ประเทศไทย ขอเชิญทุกท่านสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ต SUV รุ่นใหม่ล่าสุด Porsche Macan 4 และ Macan Turbo ที่งาน “The new all-electric Macan Sneak Preview at The Emsphere” จัดขึ้นที่ AAS House ชั้น 2 โซน EM Innovation ศูนย์การค้า The Emsphere

 

พิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถ Porsche Macan ใหม่ภายในงาน รับทันทีแพ็คเกจสุดคุ้มมากมาย อาทิ

  • บัตรชาร์จไฟฟ้าราคาพิเศษ สูงสุด 850 กิโลวัตต์ต่อปี นาน 3 ปี
  • การรับประกันรถยนต์ นาน 2 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมสิทธิ์ซื้อแพ็คเกจขยายการรับประกันเพิ่มเติมได้สูงสุด 15 ปี
  • ของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากปอร์เช่ (Porsche) อาทิ กระเป๋าถือ และร่ม Porsche Martini Racing
  • สิทธิพิเศษจากศูนย์การค้า The Emsphere อาทิ บัตรจอดรถฟรี 1 ปี เมื่อมียอดใช้จ่าย 200,000 บาทขึ้นไป และบัตร Platinum M Card เมื่อมียอดใช้จ่าย 1.5 ล้านบาทขึ้นไป

อย่าพลาดโอกาสเป็นเจ้าของ Porsche Macan รุ่นใหม่ พร้อมรับสิทธิประโยชน์มากมายภายใน 30 กันยายนนี้

เอ็มจี พร้อมประกาศราคา ALL NEW MG3 HYBRID+ อย่างเป็นทางการใน วันที่ 20 สิงหาคมนี้

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เตรียมยกระดับตลาดรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัว ALL NEW MG3 HYBRID+ ยนตรกรรมที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ของ SAIC MOTOR CORPORATION ที่ผสานความประหยัดควบคู่กับสมรรถนะการขับสนุก และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว พร้อมประกาศราคาจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้

ALL NEW MG3 HYBRID+ โดดเด่นด้วยระบบ HYBRID+ กับสมรรถนะอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้าผสานความแรงของและเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรรุ่นใหม่ รวมพละกำลังสูงสุดถึง 194 แรงม้า พร้อมแรงบิด 250  นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ไฟฟ้า EDU 3 ระดับ มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-Ion ความจุ 1.83 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เหนือชั้นด้วย 8 โหมดขับเคลื่อน รวมทุกระบบไฮบริดไว้ได้อย่างลงตัว ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้อย่างราบรื่นในทุกช่วงความเร็ว มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นเสมือนรถไฟฟ้าแต่สามารถเดินทางได้ไกลโดยไม่ต้องชาร์จ ประสิทธิภาพของ ALL NEW MG3 HYBRID+ ได้รับการการันตีจากสื่อทั่วโลก รวมถึงการทดสอบในประเทศไทยที่สามารถขับด้วยน้ำมันเพียง 1 ถังจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ โดยมีอัตราสิ้นเปลืองพลังงานเฉลี่ยดีที่สุดถึง 26 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงของ เอ็มจี

การเปิดตัว ALL NEW MG3 HYBRID+ ในครั้งนี้ จะตอกย้ำภาพลักษณ์ของ เอ็มจี ในฐานะแบรนด์ที่สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ด้วยยนตรกรรมนำเสนอความเป็น The Best in Class ของรถในกลุ่ม B-segment ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการยานพาหนะที่มีสมรรถนะโดดเด่น ประหยัด ทันสมัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับราคาจำหน่าย ALL NEW MG3 HYBRID+ ที่ทยอยเปิดตัวในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก สะท้อนถึงความเป็นไฮบริดแฮทช์แบ็คที่เข้าถึงได้ง่าย ด้วยราคาที่คุ้มค่า โดยในสหราชอาณาจักรเปิดตัวที่ราคา 18,495 ปอนด์ เทียบเป็นสกุลเงินไทย 845,221 บาท* ในรุ่น SEและ รุ่น Trophy ที่ 20,495 ปอนด์ หรือเทียบเป็นสกุลเงินไทย 936,621 บาท* พร้อมการรับประกัน 7 ปี 80,000 ไมล์ (128,748 กิโลเมตร)

(ราคาอ้างอิงจาก: https://www.mg.co.uk/new-cars/mg3-hybrid)

ประเทศในแถบโซนยุโรปเปิดตัวด้วยราคา 21,490 เทียบเป็นสกุลเงินไทย 841,518 บาท* ในรุ่น Comfort และ 23,490 ยูโร หรือประมาณ 919,835 บาท* ในรุ่น Luxury พร้อมการรับประกัน 7 ปี 150,000 กิโลเมตร (ราคาอ้างอิงจาก: https://www.mgmotor.fr/configurator/mg3)

ส่วนในออสเตรเลียราคาอยู่ที่ 30,490 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เทียบเป็นสกุลเงินไทย 716,237 บาท* ในรุ่น Excite และรุ่น Essence 32,574 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เทียบเป็นสกุลเงินไทย 765,192 บาท*  พร้อมการรับประกัน 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ราคาอ้างอิงจาก: https://mgmotor.com.au/models/mg-allnewmg3/)

และในฟิลิปปินส์เปิดตัวรถรุ่นนี้ที่ราคา 1,088,888 เปโซฟิลิปปินส์ หรือประมาณ 686,217 บาท* (รุ่น Hybrid CVT) พร้อมการรับประกัน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (ราคาอ้างอิงจาก: https://mgmotor.com.ph/mg3/)

*อ้างอิงข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนจากธนาคารแห่งประเทศไทยประจำวันที่ 6 สิงหาคม ทั้งนี้คุณสมบัติ, สเปค ราคาและสีของรุ่นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค

ในส่วนของประเทศไทย ALL NEW MG3 HYBRID+ เตรียมบุกตลาด B-Segment พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ซึ่งหากค่าตัวอยู่ที่ราวๆ 6xx,xxx บาท จะทำให้รถรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ ประหยัดน้ำมัน สมรรถนะสูง และคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของ

สำหรับลูกค้าท่านไหนที่สนใจสามารถลงทะเบียนทดลองขับก่อนเปิดตัวได้ตั้งแต่วันที่ 9 – 18 สิงหาคม 2567 ได้ตามสถานที่ดังต่อไปนี้

  • กรุงเทพ: Curve Café (มธ. รังสิต), Jamaica Park Suvarnabhumi (กรุงเทพกรีฑา)
  • ขอนแก่น: Doubleyou Café
  • ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน): Khajee Café & Eatery
  • พิษณุโลก: MADE for MOUTH
  • เชียงใหม่: Vaanaa Cafe & Bistro
  • สุราษฎร์ธานี: Renovate • Espresso Bar

ช่องทางลงทะเบียนทดสอบ ALL NEW MG3 HYBRID+ : https://bit.ly/4frQpNl

ลูกค้าสามารถลงทะเบียนความสนใจและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ALL NEW MG3 Hybrid+ ตามลิงค์นี้ https://hellohybridplus.mgcars.com/

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand

ฟอร์ดส่ง ‘เรนเจอร์ แร็พเตอร์’ โชว์ความแกร่งในสนามเอเชีย ครอส คันทรี แรลลี่ 2024

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศความพร้อมสนับสนุนทีมฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต พร้อมส่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จำนวน 2 คัน ลุยศึกเอเชีย ครอส คันทรี แรลลี่ 2024 เปิดตัวนักแข่งมากประสบการณ์ แสดงพลังความ ‘แกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์’ มุ่งชิงชัยในการแข่งขันเส้นทางสุราษฎร์ธานี-กาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 12-17 สิงหาคม 2567

ในการแข่งขันปี 2024 นี้ ฟอร์ดและฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต ร่วมกันมุ่งมั่นพัฒนารถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 118 และหมายเลข 131 ลงแข่งรุ่น T2A หรือโปรดักชัน เอเชีย ซึ่งเป็นรุ่นสำหรับรถที่ผลิตจากโรงงานในเอเชียเช่นเดียวกับในปี 2023 พร้อมส่งทีมแข่งนำโดยไมเคิล ฟรีแมน ผู้อำนวยการทีมมากประสบการณ์ในการแข่งขันทางเรียบ และไชยยา ชมมาลี ผู้นำทางมือฉมังในวงการแรลลี่ ซึ่งเคยได้ลงสนามร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว มาลงแข่งในรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 118 ในครั้งนี้

ทีมแข่งยังได้เปิดตัวรถแข่งคันใหม่ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 131 พร้อมนักแข่งใหม่ ได้แก่ วุฒิชัย ศรแดง นักแข่งแรลลี่มืออาชีพ ดีกรีแชมป์ถ้วยพระราชทานที่มากความสามารถด้านการนำทางมาตั้งแต่วัยเยาว์ จับคู่กับผู้นำทางคือ ชรินทร์ หาญสูงเนิน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการแข่งขันมานานกว่า 30 ปี

“ปีนี้เรามาพร้อมความมุ่งมั่นและประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากปีที่แล้ว” คุณไมเคิล ฟรีแมน กล่าว “เรามั่นใจว่าสมรรถนะของรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทั้ง 2 คัน และการเสริมทัพครั้งสำคัญด้วย 2 นักแข่งมากฝีมือนี้ จะทำให้ทีมฟอร์ด และฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต พิชิตเส้นทางที่ท้าทายในปีนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม”

ฟอร์ดได้ยกระดับสมรรถนะของรถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ให้แกร่งกว่าที่เคย โดยมุ่งพัฒนาการยึดเกาะถนน ความทนทาน และการตอบสนองต่อเส้นทางสมบุกสมบันให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น ทีมแข่ง และวิศวกรจากโรงงานของฟอร์ดในประเทศไทย ได้นำความชำนาญอันโดดเด่นของแต่ละฝ่ายมาร่วมกันพัฒนารถและได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ และทักษะจากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านอะไหล่และการบำรุงรักษา โดยมีทีมช่างเทคนิคมืออาชีพและหน่วยบริการเคลื่อนที่ฟอร์ด (Mobile Service Vehicle) มาให้การสนับสนุนตลอดการแข่งขัน เพื่อให้มั่นใจว่ารถแข่งทั้ง 2 คันจะฝ่าฟันทุกบททดสอบที่เต็มไปด้วยความท้าทายในสนามแข่งได้อย่างมีประสทธิภาพสูงสุด

“การส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันเอเชีย ครอส คันทรี แรลลี่ 2024 เป็นปีที่ 2 ด้วยรถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ถึง 2 คัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนาศักยภาพด้านมอเตอร์สปอร์ต และแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในสมรรถนะของรถกระบะพันธุ์แกร่งของฟอร์ด” คุณรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้แสดงถึงความทนทานและสมรรถนะอันเหนือชั้นของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ให้ลูกค้าฟอร์ด ผู้ชื่นชอบการแข่งขันแรลลี่ และคอออฟโรดตัวจริงได้เห็นอีกด้วย”

“ไพรม์มัส กรุ๊ป” ประกาศขยายอาณาจักรสู่แบรนด์ลักชัวรี่ย์ “ZEEKR” เตรียมผุดโชว์รูมระดับพรีเมี่ยมครบวงจร ย่านทำเลทอง “ราชพฤกษ์”

0

“ไพรม์มัส กรุ๊ป” ประกาศขยายอาณาจักรธุรกิจยานยนต์สู่แบรนด์ลักชัวรี่ “ZEEKR” ในนาม “ZEEKR PRIMUS” เตรียมผุดโชว์รูมระดับพรีเมี่ยม ย่านทำเลทอง “ราชพฤกษ์” ชูจุดแข็งบริการสุดลักชัวรี่ย์ สร้างความต่างเหนือคู่แข่ง ประเดิมเปิด ZEEKR PRIMUS POP UP STORE ชมและทดลองขับ ZEEKR X พร้อมรับแคมเปญพิเศษ ที่เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางแค ตั้งแต่ 1 ส.ค.67 เป็นต้นไป 

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัท ไพรม์มัส ผู้จำหน่ายรถยนต์ระดับชั้นแนวหน้าของประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา นับเป็นปีทองด้านการลงทุนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีบริษัทและแบรนด์รถยนต์รายใหม่จากประเทศจีน ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ได้เล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจด้านการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ หลังประสบความสำเร็จในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับลักชัวรี่ย์ Mercedes-Benz จึงมีนโยบายที่จะขยายการลงทุนและสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจมากขึ้น ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคคนไทย

ล่าสุด “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ ZEEKR ประเทศไทย  โดยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ ZEEKR” (ซีเคอร์) อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ  “บริษัท ไพรม์มัส เพรสทีจ จำกัด” (Primus Prestige Co.,Ltd.) หรือในนาม “ZEEKR PRIMUS” และได้ดำเนินการก่อสร้างโชว์รูมและศูนย์บริการ ZEEKR ระดับพรีเมี่ยม ที่มีบริการครบวงจรทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ย่านถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นแหล่งทำเลทองที่มีศักยภาพ เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ มีเครือข่ายการคมนาคมสายหลักที่หลากหลาย ทำให้อำนวยความสะดวกด้านบริการ และตอบโจทย์ความต้องการที่สมบูรณ์แบบให้แก่ลูกค้า ZEEKR ได้เป็นอย่างดี ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568

ZEEKR เป็นบริษัทในเครือของ GEELY HOLDING GROUP ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทยานยนต์ชั้นนำระดับโลก ที่มีศักยภาพ ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนารถยนต์ การผลิตรถยนต์ และการสร้างเครือข่ายจำหน่ายที่มีอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่สำคัญ ZEEKR เป็นแบรนด์รถไฟฟ้าในกลุ่มพรีเมียม-ลักชัวรี่ย์ และมีนโยบายในการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยการมอบประสบการณ์ระดับลักชัวรี่ย์ให้แก่ลูกค้าทุกคน ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” นั่นคือ การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ

ดังนั้น การร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง ZEEKR ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดธุรกิจยานยนต์ของ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ในการสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและความมั่นคงให้แก่ธุรกิจดังกล่าว ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จที่ยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย” นายณัฏฐวุฒิ กล่าว

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท ไพรม์มัส กรุ๊ป เปิดเผยว่า “ไพรม์มัส กรุ๊ป” เป็นกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับชั้นแนวหน้า และประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz ด้วยนโยบายที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักในการบริหารงานที่มุ่งเปิดประสบการณ์ใหม่ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ด้วยบริการระดับลักชัวรี่ย์ที่สมบูรณ์แบบและครบวงจรทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย จากบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ  ผ่านบทพิสูจน์แห่งความสำเร็จในทุกมิติ

ด้วยคะแนน CSI อันดับ 1 จากการสำรวจความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า Mercedes-Benz และการเติบโตของยอดจำหน่ายในแต่ละปี รวมถึงการกลับเข้ามาใช้บริการซ้ำของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของลูกค้าที่มี “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ซึ่งแนวคิดและกลยุทธ์แห่งความสำเร็จนี้ จะถ่ายทอด DNA สู่ ZEEKR PRIMUS ในการบริหารงานและการดูแลลูกค้าเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในทุกระดับชั้น 

ในระยะแรก ทาง “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ได้วางแผนสำหรับการรองรับการให้บริการด้านการขายและบริการหลังการขายแก่ลูกค้ารถยนต์ ZEEKR โดยกำหนดงานแผนตามลำดับ ดังนี้

1.การจัดสรรพื้นที่สำหรับการแสดงรถยนต์ ZEEKR ในรูปแบบ ZEEKR PRIMUS POP UP STORE บริเวณชั้น 1 หน้า B2S ที่เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

2.โชว์รูมและศูนย์บริการ (ชั่วคราว) บนถนนราชพฤกษ์ เพื่อจัดแสดงรถยนต์ ZEEKR พร้อมศูนย์บริการรองรับงานด้านบริการหลังการขาย โดยจะสามารถเปิดให้บริการได้ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2567 เป็นต้นไป

3.โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจร (ถาวร) บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ย่านถนนราชพฤกษ์ โดยจะตั้งเป็น SHOWROOM ระดับพรีเมี่ยม พร้อมศูนย์บริการครบวงจรของ ZEEKR ในประเทศไทย คาดว่าจะแล้วเสร็จ และเริ่มเปิดดำเนินการได้ ในเดือนมีนาคม 2568

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จในครั้งนี้ ทาง ZEEKR PRIMUS” ได้มอบโอกาสในการเป็นเจ้าของรถยนต์ ZEEKR รุ่นใหม่ล่าสุด  ZEEKR X” รถคอมแพค อีวี เอสยูวี พละกำลังระบบมอเตอร์คู่ 428 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.8 วินาที ระยะทางวิ่งสูงสุด 540 กม.ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง พร้อมอุปกรณ์ด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัยครบครัน ตามมาตรฐาน EURO NCAP มีให้เลือก 2 รุ่น คือ รุ่น STANDARD RWD ราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท และรุ่น FLAGSHIP AWD ในราคา 1,349,000 บาท

พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี, ดอกเบี้ยพิเศษ, ผ่อนชำระนานสูงสุด 84 เดือน และฟรี!, การรับประกันตัวรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กม., รับประกันมอเตอร์ นาน 8 ปี หรือ 180,000 กม. พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ออกรถ ZEEKR X 500 ท่านแรก รับฟรี! WALLBOX มูลค่า 50,000 บาท ที่ ZEEKR PRIMUS POP UP STORE ชั้น 1 หน้า B2S เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ 085-959-9605 หรือ Line: https://lin.ee/Xor3FAc

นิสสัน เปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ นิสสัน ที พี ออโต้เซลส์ จ.สตูล เพิ่มความครอบคลุมการดูแลลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้

0

นิสสัน ประเทศไทย เปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ นิสสัน ที พี ออโต้เซลส์ ที่อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ภายใต้คอนเซ็ปต์ 2S (Service & Spare parts only) มาพร้อมศูนย์บริการซ่อมบำรุง และจำหน่ายอะไหล่แท้ของ นิสสัน เพื่อให้การดูแล และให้บริการลูกค้า ได้ครอบคลุมทั้งในจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียง

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสันประเทศไทย และอาเซียน กล่าวว่า “ทางนิสสันมีความภูมิใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่งกับผู้จำหน่าย นิสสัน ที พี ออโต้เซลส์ ที่ได้เปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ เพื่อการดูแลที่ครอบคลุมรวมถึงมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในเขตจังหวัดสตูล และพื้นที่ใกล้เคียง นิสสันมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของเครือข่ายผู้จำหน่าย ที่ต้องสามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของตลาด และความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างฉับไว ถือเป็นการสานต่อความมุ่งมั่นของนิสสันในการสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดให้กับลูกค้า”

สำหรับศูนย์บริการ นิสสัน ที พี ออโต้เซลส์ ตั้งอยู่เลขที่ 50 ถนนสตูลธานี ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล เปิดทำการวันจันทร์ – เสาร์ ตั้งแต่เวลา  08:00 น. ถึง  17:00 น. หยุดวันอาทิตย์

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต พิสูจน์สมรรถนะรถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ ก่อนตะลุยศึก เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2024 ทวงบัลลังก์แชมป์ในรอบ 2 ปี

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความพร้อมของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เตรียมลงสู้ศึกการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2024 หรือ เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2024 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11 – 17 สิงหาคมนี้ บนเส้นทางเขตภาคใต้และภาคกลางของประเทศไทย ด้วยรถกระบะไทรทัน1 จำนวน 4 คัน  เพื่อทวงตำแหน่งแชมป์กลับคืนอีกครั้งในรอบ 2 ปี

ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้เตรียมพร้อมในด้านสมรรถนะและความแข็งแกร่งของรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ บนเส้นทางออฟโรด ด้วยระยะทาง 800 กิโลเมตรในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทีมแข่ง ทั้งในด้านสมรรถนะการขับขี่ ความปราดเปรียวคล่องตัว และการควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะระบบช่วงล่างด้านหลังที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยในวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา หรือ 5 วัน ก่อนเริ่มการแข่งขันเอเอ็กซ์ซีอาร์ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ทดสอบสมรรถนะของรถที่จะใช้ขับแข่งอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกองค์ประกอบของตัวรถนั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์และพร้อมตะลุยศึกครั้งนี้อย่างเต็มที่

“เราได้พัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของรถไทรทัน และขยายความกว้างของช่วงล้อ ทั้งยังปรับปรุงระบบกันสะเทือนหลังแบบจัดเต็ม โดยนำจุดเด่นของรถรุ่น ปาเจโร ซึ่งเคยคว้าแชมป์ดาการ์ แรลลี่ มาปรับใช้ในการแข่งขันครั้งนี้” มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต กล่าว “ผลลัพธ์ที่ได้คือ รถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ สามารถเร่งความเร็วได้เต็มสูบ แม้ในสเตจที่ต้องใช้ความเร็วสูง เช่น ขับขี่ด้วยความเร็วที่สูงกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยตัวรถได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังให้สมรรถนะการควบคุมรถที่ดียิ่งขึ้นตามที่เราต้องการ โดยเฉพาะบนสภาพถนนที่สมบุกสมบัน ซึ่งในปีนี้เรามีรถที่เข้าแข่งขันเพิ่มขึ้นจาก 3 คันเป็น 4 คัน และผมมั่นใจว่านักแข่งและผู้นำทางจะสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากเราจะมีเป้าหมายทวงคืนบัลลังก์แชมป์ในรอบ 2 ปีแล้ว เรายังต้องการสานต่อธรรมเนียมปฏิบัติของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตอันหฤโหด มาใช้ต่อยอดในการพัฒนารถยนต์ต่อไป” 

ภาพรวมของการแข่งขัน “เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2024”

การแข่งขันเอเอ็กซ์ซีอาร์ในปีนี้ มีรถเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 67 คัน แบ่งเป็นประเภทรถยนต์ 46 คัน ประเภทรถจักรยานยนต์ 19 คัน และประเภทไซด์คาร์ 2 คัน พิธีเปิดการแข่งขันจะจัดขึ้นในวันที่ 11 สิงหาคม ณ หอนาฬิกา ใจกลางเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทางภาคใต้ของไทย จากนั้น การแข่งขัน Leg 1 อย่างเต็มรูปแบบ จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 12 สิงหาคม ตามด้วยการแข่งขัน Leg 2 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวที่สุดของการแข่งขันทั้งหมด จะเริ่มต้นพิสูจน์ความแกร่งสุดท้าทายจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังอำเภอหัวหิน ตะลุยผ่านเส้นทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ จากนั้นการแข่งขัน Leg 3 จะเป็นเส้นทางที่ต้องใช้ความเร็วสูงบนทางฝุ่นเรียบในอำเภอหัวหิน ตามด้วยการแข่งขัน Leg 4 ซึ่งจะฝ่าเส้นทางลาดชันขึ้นลงเขา มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนเข้าสู่การแข่งขัน Leg 5 ซึ่งวิ่งผ่านพื้นที่การเกษตร ที่มีลักษณะเป็นพื้นราบแต่มีทัศนวิสัยจำกัด ปิดท้ายด้วยการแข่งขัน Leg 6 ที่จะมุ่งเข้าสู่เส้นชัย ณ สกายวอร์ค กาญจนบุรี ซึ่งเป็นสะพานกระจกใส ที่เพิ่งเปิดตัวในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เมื่อปี 2565

รถสนับสนุน ของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต

สำหรับการแข่งขันในปี 2024 ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต มีรถสนับสนุนทั้งหมด 6 คัน ได้แก่ เดลิกา ดี:5 จำนวน 4 คัน
เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี 1 คัน และเดลิกา มินิ 1 คัน

เดลิกา ดี:5  เป็นรถมินิแวนอเนกประสงค์ที่มาพร้อมตัวถังอันแข็งแกร่งด้วยโครงสร้างนิรภัยรอบคันแบบ Rib-Bone และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขับขี่คล่องตัวปราดเปรียว ด้วยสมรรถนะการควบคุมรถที่ดีเยี่ยมในสภาพอากาศและสภาพถนนหลากหลายรูปแบบ โดย มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต จะขับขี่รถเดลิกา ดี:5 จำนวน 1 คัน เพื่อสำรวจเส้นทางการแข่งขัน โดยตัวรถได้รับการติดตั้งแผงอลูมิเนียมป้องกันเครื่องยนต์ ทั้งยังยกสูงขึ้นจากเดิม 20 มิลลิเมตรโดยประมาณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมรถบนเส้นทางสมบุกสมบัน

เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เป็นรถยนต์รุ่นแฟล็กชิพของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ได้ผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification Technology) และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWC (All-wheel Control Technology) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานและการขับขี่ที่ทรงพลังในสภาพอากาศและสภาพถนนที่หลากหลายตามแบบฉบับรถเอสยูวี พร้อมมีอัตราเร่งที่นุ่มนวลและเปี่ยมด้วยพลัง มอบความปลอดภัยและไว้วางใจได้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

เดลิกา มินิ  เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กหลังคาสูงแบบเคคาร์2 (Kei-car) หรือที่รู้จักกันในชื่อ เดลิกา มินิแวน ซึ่งผสานห้องโดยสารที่กว้างขวางเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่สะดวกสบาย ปลอดภัย มั่นใจได้แม้ขณะขับขี่บนถนนทางกรวดและถนนลูกรัง

รถสนับสนุนทุกคันจะติดตั้งล้ออัลลอย CRAG T-GRABIC II ของแบรนด์ Work (เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ติดตั้งล้อ Work Emotion M8R) และยางออฟโรด GEOLANDAR ของแบรนด์ Yokohama ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นทางฝุ่น หรือทางโคลน เพื่อให้รถทุกคันสามารถตะลุยผ่านเส้นทางการแข่งขันแรลลี่ได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ รถสนับสนุนทั้ง 6 คัน ยังได้รับการตกแต่งภายนอกเช่นเดียวกับรถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ ที่โดดเด่นด้วย
สีแดงที่แสดงถึงพลังอันฮึกเหิม พร้อมด้วยกราฟิกลวดลายดินฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย และสีเทาเมทัลลิก เพื่อสะท้อนถึงชั้นหินที่หนักแน่นและแข็งแกร่ง 

 

การรายงานผลการแข่งขันประจำวัน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จะรายงานความเคลื่อนไหวของการแข่งขันเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่วันแรกของการแข่งขัน คือ วันที่ 11 สิงหาคม ไปจนถึงการแข่งขันช่วงสุดท้ายในวันที่ 17 สิงหาคม ทางเว็บไซต์เอเอ็กซ์ซีอาร์ของบริษัทฯ

https://www.mitsubishi-motors.com/en/brand/ralliart/axcr/axcr2024/

[เว็บไซต์ของการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ สำหรับสื่อมวลชน]

https://library.mitsubishi-motors.com/axcr2024_ralliart/

  1. จำหน่ายในชื่อ L200 ในบางประเทศ
  2. เคคาร์ เป็นประเภทรถยนต์ที่มีขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่น

มาสด้าประกาศสนับสนุน“สวาทแคท” ลุยศึกไทยลีก เปิดตัวชุดแข่งและนักเตะที่พร้อมลงฟาดแข้งในฤดูกาลใหม่

0
Mazda Swatcat 1

มาสด้าประกาศเดินหน้าผลักดันแผนพัฒนากีฬาควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ลงนามต่อสัญญาฉบับใหม่เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของทีม “สวาทแคท” เตรียมลุยสู้ศึกไทยลีกฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น จัดงานเปิดตัวสโมสรฯ ผู้สนับสนุน และชุดแข่งขันในฤดูกาล 2024/25 ภายใต้ธีม “SWATCAT IS REAL สวาทแคท ของแทร่” สื่อถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของทีมฟุตบอลชื่อดังแห่งเมืองโคราช ด้วยการเลื่อนชั้นกลับขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้อีกครั้งในฐานะแชมป์ T2 เปิดตัวขุนพลนักเตะใหม่ฝีเท้าฉกาจทั้งสายเลือดไทยและต่างชาติเสริมทัพสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีม ลั่นปีนี้ทีมมีความพร้อมกว่าเดิมมาก ตั้งเป้าทำอันดับให้ดีที่สุด พร้อมเชิญชวนแฟน ๆ ร่วมเชียร์ไปด้วยกัน

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฤดูกาลที่ผ่านมามีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นมากมาย ทีมสวาทแคทได้นำความสุข นำชัยชนะกลับมาเป็นของขวัญให้แฟน ๆ ทุกคน ทำให้เรากลับขึ้นมายืนหนึ่งในไทยลีกได้อย่างสง่างาม ในฐานะแชมป์ T2 ผมชื่นชมในความอุตสาหะและการทุ่มเทของนักกีฬา โค้ช ผู้บริหาร และทีมงานทุกคน ที่สำคัญคือแฟน ๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจส่งเสียงเชียร์ช่วยผลักดันให้ทีมก้าวไปสู้เป้าหมายได้สำเร็จ เราทุกคนต่อสู้เพื่อทีมที่เรารัก โดยไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค สิ่งเหล่านี้คือสปิริตที่เรามีร่วมกัน นี่คือบทพิสูจน์ที่นำพาให้เราชาวสวาทแคทก้าวเดินมาจนถึงทุกวันนี้ได้ มาสด้าสนับสนุนสวาทแคทตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ 12 ปีเต็ม ผ่านประสบการณ์ร่วมกันมากมาย ทั้งสุข และเศร้า ผ่านอุปสรรคนานัปการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้ความรักความผูกพันของเราเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นมิตรภาพที่เหนียวแน่นมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเฉพาะคนโคราชเท่านั้น แต่รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การสนับสนุน “สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี”  เป็นจุดเริ่มสำคัญของมาสด้าในการบุกเบิก Sports Marketing วันนี้ มาสด้าและสวาทแคทเดินทางมาไกล แต่เราจะไม่หยุดเดิน เราต้องไปให้ถึงจุดหมายที่ทุกคนคาดหวัง เราประสบความสำเร็จจากการก้าวขึ้นมาเล่นในไทยลีก T1 อีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์ T2 ปีนี้มาสด้าสานต่อการสนับสนุนทีมต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน เราทุกคนเชื่อมั่นในสปิริตของทีม เรามั่นใจว่าฤดูกาลนี้สโมสรจะประสบความสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะทุกคนมีความความพยายาม มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท และไม่เคยยอมแพ้ ด้วยสปิริตแห่งนักสู้นี้ เรามีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าปีนี้ทีมจะก้าวขึ้นไปอยู่แถวหน้าของตาราง การลงนามความร่วมมือกันระหว่างมาสด้าและสโมสรฯ ในครั้งนี้ คือ พันธสัญญาที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน ต่อสู้ไปด้วยกัน เพื่อความสำเร็จของทีม รวมถึงความสุขของแฟนบอล โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพวงการกีฬาฟุตบอลของเมืองไทยให้ก้าวไปสู่ระดับชั้นนำของโลกดังที่ทุกคนตั้งความหวัง

“ปีนี้มาสด้ายังคงให้การสนับสนุนทีมสวาทแคทอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมก้าวสู้เป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะเราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ชัยชนะเท่านั้น การที่มาสด้ามีส่วนช่วยผลักดันนักเตะและวงการฟุตบอลของไทยให้เติบโตไปไกลกว่าเดิม ผมมั่นใจว่าทีมงานทั้งหมด ทั้ง ผู้บริหารสโมสรฯ โค้ช และนักเตะทุกคน ต่างมีใจสู้ไม่ถอย ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้ทีมก้าวสู้เป้าหมายตามที่ต้องการ เพราะสิ่งเหล่านี้คือสปิริตที่เรามีร่วมกัน เราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่เก็บชัยชนะเท่านั้น เราต้องการพัฒนาและยกระดับฟุตบอลไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมให้นักกีฬาก้าวสู่ระดับอาชีพ ที่สำคัญ คือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นให้เติบโตไปพร้อม ๆ กันทุกภูมิภาคทั่วประเทศ” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ประธานเปิดงาน กล่าวว่า ฤดูกาลที่ผ่านมา เราสามารถทำเป้าหมายได้สำเร็จ คว้าแชมป์ฟุตบอลไทยลีก 2 ได้เลื่อนชั้นกลับขั้นมาอยู่บนไทยลีก 1 ส่วนฤดูกาลใหม่นี้ ก็เป็นปีที่มีความท้าทาย เราในฐานะทีมน้องใหม่ ซึ่งในส่วนของฝ่ายบริหาร ผมพร้อมให้การสนับสนุนทีมในทุก ๆ ด้าน อย่างเต็มที่ เพราะผมรู้ว่าการแข่งขันในลีกสูงสุดไม่ใช่เรื่องง่าย และเราก็ผ่านประสบการณ์มาแล้ว ทำให้เรามีความระมัดระวังมากขึ้นในทุกมิติ และเตรียมพร้อมทุกอย่างให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด ก็ต้องขอบคุณผู้สนับสนุนทีมทุก ๆ ท่าน ที่ยังอยู่เคียงข้างทีมสวาทแคท และที่สำคัญก็คือแฟนบอลสวาทแคทที่คอยส่งเสียงเชียร์สนับสนุนทีมมาโดยตลอด

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานบริหารสโมสรฯ กล่าวว่า เราทำสำเร็จตามเป้าหมาย คือ เลื่อนชั้นกลับไปสู่ลีกสูงสุดภายในปีเดียว และเราขึ้นมาด้วยการคว้าแชมป์ไทยลีก 2 ทำให้มีความมั่นใจ ซึ่งฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงเราพร้อมต่อยอดผลงาน มีการเตรียมความพร้อมรับมือในทุกด้าน ทั้งด้านบริหารและการเตรียมทีม ที่มี โค้ชโจ ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น เป็นเฮดโค้ช ได้เตรียมความพร้อมตัวผู้เล่นที่เสริมเข้ามาใหม่ผนวกกับตัวผู้เล่นเดิมที่มีการผสมผสานจนเกิดความลงตัวและพร้อมลงสนามแข่งขัน ผมจึงอยากเชิญชวนแฟนบอลชาวโคราชเข้ามาส่งกำลังใจเชียร์ทีมในสนามให้เยอะ ๆ ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นว่าการแข่งขันในปีนี้จะเป็นการต่อสู้ที่สนุกของพวกเรา

สำหรับอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานฯ คือการเปิดตัวชุดแข่งขันใหม่ประจำฤดูกาล 2024/25 ที่มาจากการออกแบบของ VOLT โดยมี 3 แบบ คือ SWATCAT HOME JERSEY (สีส้ม), SWATCAT AWAY JERSEY (สีน้ำเงิน), SWATCAT THIRD JERSEY (สีเทา) และชุดผู้รักษาประตู3 สี คือ สีดำ, สีขาว, สีเหลือง โดยนักฟุตบอลของสวาทแคทยังได้ร่วมกันเดินแบบโชว์ตัว สวมชุดแข่งขันใหม่อวดสายตาแฟนบอลอย่างเป็นทางการครั้งแรก ท่ามกลางบรรยากาศสุดชื่นมื่น และเต็มไปด้วยความอบอุ่น โดยกิจกรรมจัดขึ้นที่โคราช ฮอลล์ 2 ชั้น 4 ศูนย์การค้า เซ็นทรัล โคราช เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” เปิดตัว รถบริการนอกสถานที่ “มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส” รุ่นใหม่ล่าสุด! ส่งตรงบริการซ่อมบำรุง ให้ลูกค้าอุ่นใจได้ทุกที่

0
มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส 1

ริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส รุ่นใหม่ล่าสุด! ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการบริการ อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้มากขึ้น ดูแลลูกค้าได้มากกว่าเดิมโดยครอบคลุมพื้นที่บริการได้กว้างไกลยิ่งกว่า ส่งตรงบริการซ่อมบำรุงถึงที่ได้ทันใจ ด้วยช่างเทคนิคของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์สูง พร้อมอุปกรณ์ตรวจเช็กและบำรุงรักษาครบครัน ขานรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าองค์กร ลูกค้ารายใหญ่ ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย รวมถึงลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส มุ่งสร้างความประทับใจสูงสุดให้กับลูกค้า ด้วยบริการที่หลากหลายและครบครัน ทั้งการตรวจสภาพและบำรุงรักษาตามกำหนด และการให้ความช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน เติมความอุ่นใจให้กับลูกค้า พร้อมมอบความสะดวกสบายมากกว่าที่เคย เพื่อผูกใจลูกค้าให้เหนียวแน่นอยู่กับแบรนด์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส 2

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบความสะดวกสบาย และสร้างความประทับใจสูงสุดให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นคนสำคัญของเรา รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส จึงเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อส่งมอบบริการที่ดีเยี่ยม ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งมีความหลากหลายในเชิงการใช้งานรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าองค์กร ที่มีรถยนต์ในครอบครองจำนวนมาก ลูกค้าผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย ซึ่งใช้รถยนต์ในหลากหลายรูปแบบ หรือลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส สามารถเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ทุกที่ทุกเวลา ด้วยทีมช่างที่มีประสบการณ์สูง ซึ่งได้รับการฝึกอบรมจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมด้วยอุปกรณ์ตรวจเช็กและบำรุงรักษาที่ครบครัน ซึ่งนอกจากจะเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย โดยเข้าไปอำนวยความสะดวกถึงที่ เพิ่มความอุ่นใจให้กับลูกค้า”

รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นจากรุ่นแรกซึ่งเปิดตัวในปี 2562 โดยได้รับการติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องมืออันทันสมัยเพิ่มเติมกว่า 60 รายการ จึงสามารถรองรับงานบริการได้หลากหลายรูปแบบยิ่งขึ้น ครอบคลุมบริการได้มากกว่า ทั้งการบำรุงรักษาตามกำหนดและการตรวจเช็กระยะได้ถึง 100,000 กิโลเมตร การเปลี่ยนของเหลว อาทิ น้ำมันเครื่อง และระบบของเหลวอื่นๆ รวมถึงการตรวจสอบระบบเบรก เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้อย่างเต็มเปี่ยมในสมรรถนะของรถยนต์และระบบความปลอดภัย

มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส 3

รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส จะให้บริการโดยเครือข่ายผู้จำหน่ายของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อมอบความสะดวกสบาย ส่งตรงบริการถึงที่ ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว โดยนายโฆษิต รินทรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูจันทบุรี จำกัด กล่าวว่า “รถมิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส รุ่นใหม่ ช่วยเพิ่มศักยภาพในการให้บริการของผู้จำหน่ายได้อย่างดี ขยายพื้นที่ให้บริการได้ครอบคลุมกว้างไกล โดยการให้บริการงานนอกสถานที่จะช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งเราสามารถส่งรถออกไปให้บริการลูกค้าได้ทุกที่อย่างทันท่วงที มอบความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา และเพิ่มความอุ่นใจให้กับลูกค้าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีแผนที่จะทยอยส่งมอบรถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส อย่างต่อเนื่อง สู่ผู้จำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ โดยในล็อตแรกได้ดำเนินการส่งมอบรวมทั้งสิ้น 8 คัน ให้แก่ผู้จำหน่าย ดังนี้
1. บริษัท มิตซูจันทบุรี จำกัด (สำนักงานใหญ่) จังหวัดจันทบุรี
2. บริษัท แสงชัยมอเตอร์เซลล์ จำกัด (สาขาแม่โจ้) จังหวัดเชียงใหม่
3. บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด (สาขาแจ้งวัฒนะ) จังหวัดกรุงเทพมหานคร
4. บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด (สำนักงานใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ
5. บริษัท เอ.เอ.เอส มอเตอร์ จำกัด (สำนักงานใหญ่) จังหวัดปัตตานี
6. บริษัท เอ.เอ.เอส มอเตอร์ จำกัด (สาขานราธิวาส) จังหวัดนราธิวาส
7. บริษัท มิตซูชัยพร จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร
8. บริษัท กวงไถ่มอเตอร์เซลล์ จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ

มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส 7

รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ อำนวยความสะดวกสบายให้ลูกค้าอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านบริการตรวจเช็กทั่วไปโดยละเอียดทั้งหมด 22 รายการ เช่น ระบบปรับอากาศและระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นการตรวจเช็กรถยนต์อย่างถี่ถ้วน ครอบคลุมทุกจุด วางใจได้ และในด้านบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน อาทิ การเติมน้ำมันเชื้อเพลิง การจั๊มสตาร์ทเครื่องยนต์ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ และการเปลี่ยนยางรถยนต์โดยใช้ยางสำรองของลูกค้า ฯลฯ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อย่างไร้กังวล ภายใต้สโลแกน “เราดูแล…คุณแค่ขับ” ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของบริษัทฯ ในการพัฒนาด้านบริการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า