Home Blog Page 125

“นิสสัน” และ “ฮอนด้า” ร่วมกันวิจัยเทคโนโลยีพื้นฐานของยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software (SDV) สำหรับยานยนต์ในรุ่นต่อไป

0
Nissan & Honda 1

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด และ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ร่วมแถลงโดยแจ้งว่า ทั้งสองบริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จะดำเนินการวิจัยร่วมกันในเทคโนโลยีพื้นฐานของยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software หรือ Software-Defined Vehicles (SDVs) สำหรับยานยนต์ ในรุ่นต่อไป เมื่อวันที่ 15 มีนาคม เกี่ยวกับการเริ่มหารือในความร่วมมือเชิงกลยุทธ์สำหรับเทคโนโลยีอัจฉริยะ และการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยทั้งสองบริษัทยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการกระชับกรอบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งกำลังหารือ และพิจารณาในขอบเขตที่กว้างมากขึ้นอีกด้วย

นิสสัน และ ฮอนด้า ร่วมในการอภิปรายและการพิจารณาที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อร่วมมือกันในด้านต่างๆ รวมถึงเพื่อเร่งความพยายามในการสร้างสังคมที่เป็นกลางทางคาร์บอนและปราศจากอุบัติเหตุจากการจราจร ทั้งสองบริษัทกำลังร่วมกันการวิจัยและพัฒนา และลงทุนในเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อส่งเสริมการขยายผลและการวิวัฒนาการของรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะ ยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software หรือ SDV ซึ่งเป็นขอบเขตการศึกษาในด้านความเป็นอัจฉริยะ และการใช้พลังงานไฟฟ้า

บริษัททั้งสองยังเชื่อด้วยว่าซอฟต์แวร์ในด้านต่างๆ ซึ่งรวมถึง การขับขี่อัตโนมัติ การเชื่อมต่อ และ ปัญญาประดิษฐ์ จะกำหนดมูลค่าของยานพาหนะในอนาคต จะกลายเป็นแหล่งที่มาของความสามารถในการแข่งขัน เป็นพื้นที่ที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และการทำงานร่วมกันสามารถเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากการหลอมรวมทรัพยากรของทั้งสองบริษัท ได้แก่ ความรู้ทางเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์

จากมุมมองที่มีร่วมกัน นิสสัน และ ฮอนด้า ได้ทำข้อตกลงการวิจัยร่วมเกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐานของยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software (SDV) สำหรับยานยนต์รุ่นต่อไป และกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการส่งมอบคุณค่าใหม่ๆ จากการสร้างสรรค์ร่วมกันในครั้งนี้อีกด้วย

บันทึกความเข้าใจที่ลงนามใหม่ของทั้งสองบริษัทนี้ มีเป้าหมายที่จะกระชับความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อกำหนดขอบเขตความร่วมมือที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น และเร่งให้เกิดการบรรลุความร่วมมือเชิงกลยุทธ์

นับจากนี้ไป นิสสัน และฮอนด้าจะยังคงศึกษาวิธีการสร้างการทำงานร่วมกันเพิ่มเติมระหว่างทั้งสองบริษัท และทำงานเพื่อดำเนินการตามมาตรการเฉพาะอย่างรวดเร็ว
แพลฟอร์มสำหรับยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software หรือ Software Defined Vehicle (SDV) ของยานยนต์รุ่นต่อไป

1. ข้อตกลงการวิจัยร่วมกันเกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับแพลตฟอร์มยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software (SDV) รุ่นต่อไป
•แพลตฟอร์มสำหรับ SDV รุ่นต่อไปเป็นรากฐานสำคัญของสาขาปัญญาประดิษฐ์ ทั้งสองบริษัทตกลงที่จะดำเนินการวิจัยร่วมกันเกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐานและเริ่มต้นการวิจัยแล้ว
•นิสสัน และ ฮอนด้า ตั้งเป้าที่จะทำการวิจัยขั้นพื้นฐานให้เสร็จสิ้นภายในเวลาประมาณหนึ่งปี และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของการพัฒนาการผลิตจำนวนมาก
ประเด็นสำคัญของความร่วมมือในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์
2. แบตเตอรี่
•แบตเตอรี่เป็นองค์ประกอบสำคัญของ EV และทั้งสองบริษัทจะพิจารณาขอบเขตของความร่วมมือจากมุมมองระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันข้อมูลจำเพาะและการจัดหาร่วมกัน การนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่และสินทรัพย์ของทั้งสองบริษัทมารวมกันจะช่วยให้มีการนำเสนอตัวเลือกของแบตเตอรี่ที่หลากหลาย ตั้งแต่รุ่นประสิทธิภาพสูงไปจนถึงรุ่นที่ใช้ต้นทุนต่ำ ตลอดจนผลการลดต้นทุนผ่านการกระจายการลงทุน และการป้องกันความเสี่ยง พร้อมความได้เปรียบด้านปริมาณการผลิต
•ทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงพื้นฐานเพื่อรวมข้อมูลจำเพาะของโมดูลเซลล์แบตเตอรี่สำหรับ EV จากมุมมองระยะกลางถึงระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อให้แบตเตอรี่ที่พวกเขาวางแผนจะสามารถจัดหาให้ใช้งานได้ในยานพาหนะของทั้งสองบริษัท
•ฮอนด้า และ นิสสัน จะศึกษาการจัดหาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตโดย L-H Battery Company, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ฮอนด้า และ LG Energy Solution ให้กับนิสสันในอเมริกาเหนือหลังปี 2571
3. เพลาขับเคลื่อนไฟฟ้า
•ทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงพื้นฐานเพื่อรวมข้อมูลจำเพาะของ เพลาขับเคลื่อนไฟฟ้า หรือ e-Axles ของตนร่วมกัน ในระยะกลางถึงระยะยาว สำหรับใช้ในรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเจเนอเรชั่นถัดไปของทั้งสองบริษัท
•ขั้นตอนแรกที่ตกลงร่วมกันคือการใช้มอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ซึ่งเป็นแกนหลักของ เพลาขับเคลื่อนไฟฟ้า (e-Axles) ร่วมกัน
4. การผสมผสานผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
ด้วยโมเดลที่จะจำหน่ายทั่วโลกของ นิสสัน และ ฮอนด้า ทั้งสองบริษัทจะพิจารณาเสริมโมเดลจากมุมมองระยะสั้น ระยะกลาง จนถึงระยะยาว โดยในระยะสั้น นิสสัน และ ฮอนด้า บรรลุข้อตกลงพื้นฐานเกี่ยวกับรุ่นและภูมิภาคที่จะเสริมโดยแต่ละบริษัท และยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับโครงร่างของระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่จะดำเนินการร่วมกันโดยทั้งสองบริษัท ทั้งนี้ ยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และ ยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (EVs) ถือเป็นยานพาหนะเพื่อการเสริมซึ่งกันและกัน
5. การบริการด้านพลังงานและจัดการหมุนเวียนทรัพยากรในประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังตกลงที่จะศึกษาความเป็นไปได้ของความร่วมมือในด้านบริการพลังงานและการหมุนเวียนทรัพยากรในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ การชาร์จ อุปกรณ์ด้านพลังงาน บริการด้านพลังงานที่ใช้แบตเตอรี่ และบริการชาร์จไฟฟ้า

 

“ฮอนด้า” ปรับลดราคา ซิตี้ อี:เอชอีวี รุ่นละ 40,000 บาท ชูจุดเด่นรถซิตี้คาร์ ฟูลไฮบริด ประหยัดเหนือเกินคาด พร้อมฟังก์ชันครบครัน

0
Honda City 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความนิยมของตลาดxEV และกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทย มอบความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของยนตรกรรมฟูลไฮบริด e:HEV ได้ง่ายขึ้น ปรับราคาใหม่ สำหรับ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ลงทุกรุ่นย่อย โดยรุ่น e:HEV SV ราคา 729,000 บาท และรุ่น e:HEV RS 799,000 บาท ดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมรอบคัน ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับไลฟ์สไตล์หลากหลายของคนยุคใหม่ มาพร้อมระบบฟูลไฮบริด e:HEV ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ให้ทั้งอัตราเร่งแรงเร้าใจ และอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม พร้อมพาคุณเดินทางสู่ทุกจุดหมายและไปได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร ด้วยน้ำมันเพียง 1 ถัง*

มั่นใจทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่มาพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (with Low-Speed Follow: with LSF) เฉพาะรุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS อีกทั้งหลากหลายเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่** อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)

ถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหลังแบบ Type-C 2 ตำแหน่ง ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)

ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยข้อเสนอพิเศษ เมื่อจองและรับรถตั้งแต่
วันที่ 1 สิงหาคม 2567 – 1 กันยายน 2567 ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ รับดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99%*** พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี หรือลูกค้าสามารถเลือกผ่อนเบาดาวน์สบาย กับโปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ผ่อนเริ่มต้น 7,265 บาท/เดือน (คำนวณจาก ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี รุ่น e:HEV SV เงื่อนไขดาวน์ 20%) หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10% พร้อมมอบความอุ่นใจในการใช้งานรถฟูลไฮบริด e:HEV ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปีและรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.honda.co.th/promotions

ฮอนด้า ซิตี้ มาพร้อม 2 ทางเลือกของขุมพลังการขับเคลื่อน ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการ
โดยมีให้เลือกรวม 6 รุ่นย่อย แบ่งเป็น
•ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย
oรุ่น e:HEV RS ราคา 799,000 บาท
oรุ่น e:HEV SV ราคา 729,000 บาท
•ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย
oรุ่น RS ราคา 749,000 บาท
oรุ่น SV ราคา 679,000 บาท
oรุ่น V ราคา 629,000 บาท
oรุ่น S ราคา 599,000 บาท

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีน้ำเงินออบซิเดียน (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) (เฉพาะรุ่น RS และ e:HEV RS) สีขาวแพลทินัม (มุก) (เฉพาะรุ่น SV, RS, e:HEV SV และ e:HEV RS) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) และสีขาวทาฟเฟต้า (เฉพาะรุ่น S และ V)

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง
โทร 0 2341 7777 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.honda.co.th/city

ขอเชิญชวนลูกค้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ทดลองขับยนตรกรรมฮอนด้าได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ โดยทำ
การลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านทาง www.honda.co.th/testdrive

ข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ ฮอนด้า ซิตี้ และ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ โดยจองและรับรถตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2567 – 1 กันยายน 2567

•ฮอนด้า ซิตี้ มาพร้อม 2 ข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1.ดอกเบี้ย 0% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี
2.ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อน 4 ปี หรือ ผ่อน 5 ปี ได้ตามสไตล์ที่คุณชอบ
ผ่อน 4 ปี ค่างวดเริ่มต้น 6,224 บาท / ผ่อน 5 ปี ค่างวดเริ่มต้น 5,970 บาท (คำนวณจาก ฮอนด้า ซิตี้ เกรด S เงื่อนไขดาวน์ 20%) หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%

•ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี มาพร้อม 2 ข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1.ดอกเบี้ย 0.99% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
2.ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อน 4 ปี หรือ ผ่อน 5 ปี ได้ตามสไตล์ที่คุณชอบ
ผ่อน 4 ปี ค่างวดเริ่มต้น 7,575 บาท / ผ่อน 5 ปี ค่างวดเริ่มต้น 7,265 บาท (คำนวณจาก ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี รุ่น e:HEV SV เงื่อนไขดาวน์ 20%) หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%

 

สิงหาคม นี้ เตรียมพบกับประสบการณ์ไฮบริด+ ที่ประหยัดกว่า แรงกว่า กับ ALL NEW MG3 HYBRID+ ใน 4 ภูมิภาคทั่วไทย

0
All New MG 3 Hybrid+ 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เรียนเชิญลูกค้าและผู้สนใจทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์ EXCLUSIVE ก่อนใคร กับเทคโนโลยีไฮบริดใหม่ล่าสุดที่ เอ็มจี นำมาใส่ในรถยนต์ HATCHBACK กับความประหยัด และความสนุกในการขับขี่ที่เหนือกว่า ของ ALL NEW MG3 HYBRID+ ด้วยระบบขับเคลื่อนที่ยกระดับ ครอบคลุมทุกช่วงความเร็ว ให้การขับขี่คล่องตัว ตอบสนองฉับไว ให้ความรู้สึกการขับ ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้า ได้ทั้งความเงียบ ความนุ่ม และความแรง ด้วยอัตราเร่ง 0 – 100 ภายใน 8 วินาที สำหรับลูกค้าและผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนทดลองขับได้ก่อนใครได้ที่ https://bit.ly/4frQpNl

กรุงเทพ: Curve Café (มธ. รังสิต), Jamica Craft Cafe (กรุงเทพกรีฑา)
ขอนแก่น: Doubleyou Café
ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน): Khajee Café & Eatery
พิษณุโลก: MADE for MOUTH
เชียงใหม่: Vaanaa Cafe & Bistro
สุราษฎร์ธานี: Renovate • Espresso Bar

ลูกค้าสามารถลงทะเบียนความสนใจและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ALL NEW MG3 Hybrid+ ตามลิงค์นี้ https://hellohybridplus.mgcars.com/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

สรุป 5 ความต่างของ ‘ORA 07 LONG RANGE ULTRA’ และ ‘ORA 07 LONG RANGE’ อัปเกรดสู่การขับขี่ที่เหนือกว่า

0

หลังจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดตัว ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA รถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูงอีกหนึ่งรุ่นออกมา ทำให้ ORA 07 ในปัจจุบันมีทั้งหมดถึง 3 รุ่น เพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลายและตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้งาน ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นอย่าง ORA 07 รุ่น LONG RANGE ราคา 1,299,000 บาท สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความคุ้มค่าคุ้มราคากับระยะทางการขับขี่ที่ไกลถึง 640 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) รุ่น LONG RANGE ULTRA ราคา 1,399,000 บาท สำหรับผู้ที่ชอบระยะทางการขับขี่ที่ไกลพร้อมความสะดวกสบายแบบจัดเต็มจากเทคโนโลยีล้ำสมัยต่าง ๆ และรุ่น PERFORMANCE ในราคา 1,499,000 บาท สำหรับผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบสมรรถนะจากมอเตอร์คู่และต้องการไปสุดทุกทางแบบไร้ขีดจำกัด

สำหรับ ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA รถยนต์รุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวให้คนไทยได้สัมผัสกันนั้น มาจากกลยุทธ์การยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-centric) ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ รับฟังเสียงของผู้บริโภคเพื่อนำมาพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการอ็อปชันล้นแต่ยังต้องการระยะทางการขับขี่ที่ไกล โดยมี 5 ความต่างที่อัปเกรดจากรุ่น LONG RANGE เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่สนุก โดดเด่น และแตกต่างอย่างมีสไตล์

  • รถติดหรือขับทางไกลก็ไม่หวั่นกับความผ่อนคลายขั้นสุดจากเบาะนั่งสุดอัจฉริยะเหนือใคร

เทคโนโลยีเบาะนั่งสุดล้ำจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จะทำให้ลืมภาพการขับขี่ในอดีตที่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารเกิดความเมื่อยล้าเมื่อต้องนั่งภายในรถเป็นเวลานานเนื่องจากสถานการณ์รถติดหรือการขับขี่ระยะทางไกล ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA จึงเพิ่มความสะดวกสบายขั้นสุดด้วยเบาะนั่งคนขับพร้อมระบบจดจำตำแหน่งอย่าง Memory Seat และ Welcome Seat อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ในการขึ้นและลงจากรถได้เป็นอย่างดี เบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้ามาพร้อมระบบระบายอากาศ ที่จะทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายเมื่อร่างกายได้สัมผัสกับพื้นผิวของเบาะขณะนั่งตลอดทั้งเส้นทาง อีกทั้งยังมีระบบเบาะนวดไฟฟ้า ลดความปวดเมื่อยและสร้างความเพลิดเพลินและผ่อนคลายไปในตัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องนั่งภายในรถเป็นเวลานาน นอกจากนี้ อำนวยความสะดวกไปอีกขั้นกับเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังไฟฟ้า เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับไฟฟ้าได้ถึง 4 ทิศทาง เพิ่มความสบายในการปรับเบาะนั่งให้เข้ากับสรีระและวิสัยทัศน์ขณะเดินทางให้ได้มากที่สุด เพิ่มความสะดวกสบายได้อย่างตรงจุดและตรงใจในทุกมิติ

 

  • ครบครันด้วยความบันเทิงแบบขั้นสุดกับ Infotainment สุดล้ำ ให้ทุกการเดินทางมีแต่เรื่องราวของความสนุก

พร้อมเข้ามาเปลี่ยนทุก ๆ การเดินทางให้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยระบบความบันเทิงของ ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA เพิ่มความสนุกและความล้ำยิ่งกว่าเคย ด้วยลำโพง Infinity จำนวน 11 ตัว พร้อมระบบแอมพลิฟายเออร์อิสระที่ให้คุณภาพเสียงระดับสูง มอบประสบการณ์ความบันเทิงกระตุ้นโสตประสาทแบบรอบทิศทาง อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็ว ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีได้อย่างไม่มีสะดุด ลื่นไหล เพิ่มความสนุกในทุกการเดินทาง นอกจากนี้ ยังเพิ่มฟังก์ชันหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกด้านหน้า (Head-up display) ที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถดูข้อมูลได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนนและช่วยให้ไม่เสียสมาธิในการขับขี่ โดยช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมากอีกด้วย

  • แม้จะช็อปปิงจนของล้นมือก็หมดห่วง กับประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าพร้อมระบบแฮนด์ฟรี

ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA ยังมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น กับประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าพร้อมระบบแฮนด์ฟรี ซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่หมดห่วงหากช็อปปิงจนของล้นมือ หรือสัมภาระเยอะจากการทำงาน จนทำให้ไม่สามารถใช้มือเปิดประตูท้ายรถได้ เพียงแค่ยกเท้าผ่านระบบเซนเซอร์ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายรถก็จะทำการเปิดโดยอัตโนมัติในทันทีในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที หมดปัญหาและตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสายช็อป สายเที่ยว หรือสายงานล้นมือ

  • อัปลุคเอาใจสายสปอร์ต เพิ่มความโดดเด่นด้วยสปอยเลอร์หลังไฟฟ้าสุดไฮเทค

ORA 07 ทุกรุ่นยังคงเน้นดีไซน์สปอร์ตคูเป้ ออกแบบให้โฉบเฉี่ยว โดดเด่นเหนือใคร โดย ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA มีความแตกต่างแบบเฉพาะด้านไม่เหมือนใคร ในด้านความปราดเปรียวด้วยสปอยเลอร์หลังไฟฟ้า ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ดีไซน์ของรถมีความเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานความสปอร์ตและความสง่างามได้อย่างลงตัว แต่ยังช่วยเพิ่มแรงกดที่ส่วนท้ายของรถ ทำให้รถสามารถยึดเกาะถนนได้เป็นอย่างดี สร้างความสมดุลและความปลอดภัยให้กับรถในขณะที่มีการขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้สปอยเลอร์หลังไฟฟ้ายังมาพร้อมกับฟังก์ชันเปิด-ปิดอัตโนมัติ ที่สามารถตั้งให้เปิดเมื่อปลดล็อกรถ หรือเมื่อความเร็วถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ถึงแม้จะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

เซนเซอร์กะระยะด้านหลัง 6 จุด

กล้องแสดงภาพ รอบทิศทาง 360 องศา

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (IIP) ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent ACC)

 

  • ปลอดภัย สะดวกสบายขั้นสุดกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยสุดล้ำ

เพราะความปลอดภัยในทุกการเดินทาง คือสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นพัฒนา ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA ได้เพิ่มฟังก์ชันด้านความปลอดภัย หมดกังวลในทุกการเดินทาง ทั้งการเพิ่มเซนเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังเป็น 6 ตำแหน่ง รวม 12 ตำแหน่ง ที่จะช่วยให้การประมวลผลข้อมูลของรถยนต์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของรถมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ช่วยแจ้งเตือนเมื่อตำแหน่งรถอยู่ในสภาวะเสี่ยง และระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA – Auto Reversing Assistance) หมดห่วงเรื่องการลืมเส้นทางหรือการขับขี่ที่ต้องการถอยหลังกลับมา เช่น ทางตัน เป็นต้น เพราะระบบจะช่วยจดจำเส้นทางเมื่อรถขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะสามารถถอยหลังกลับได้โดยอัตโนมัติในระยะ 50 เมตร  รวมถึงระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IIP – Integration Intelligent Parking) โดยออกแบบให้ตรวจจับวัตถุและเส้นบริเวณช่องจอดหรือจุดจอดรถ เมื่อผู้ขับขี่ระบุช่องจอด รถจะทำการจอดให้เองโดยอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจอดรถในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย รวมถึงพื้นที่จำกัดในเมืองได้อย่างง่ายดายและปลอดภัยอีกด้วย

และนี่คือบทสรุป 5 ความต่างของรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้ ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA ที่มีการอัปเกรดและเพิ่มเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยแบบเต็มพิกัดจากรุ่น LONG RANGE ให้เทียบเท่ารุ่น PERFORMANCE พร้อมสีภายนอก 2 สี ได้แก่ สีขาว (Jade White) และสีเทา (Amethyst Grey) ที่ไม่ว่าจะผู้ขับขี่จะเป็นใคร หรือเพศไหน ต่างยอมรับว่าเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เติมเต็มไลฟ์สไตล์ และช่วยมอบลุคพรีเมียมที่ใคร ๆ ต้องมองแทบเหลียวหลัง

โดย ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA จำหน่ายแล้วในราคา 1,399,000 บาท มาพร้อมกับโปรโมชันสุดพิเศษมากมายจากทาง เกรท วอล มอเตอร์ ระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่ 1 – 31 สิงหาคม 2567 รวมมูลค่าสูงสุดถึง 180,000 บาท ได้แก่

  • ดอกเบี้ยพิเศษ 99% เมื่อดาวน์ 25% ผ่อน 48 เดือน* มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 62,000 บาท
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปีเต็ม มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท (ข้อกำหนดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
  • ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์ พร้อมติดตั้งในระยะสายไฟยาวไม่เกิน 15 เมตร 1 ครั้ง จากตู้ควบคุมไฟฟ้าในบ้าน (ตู้เมน) (ไม่รวมแท่นชาร์จ) มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
  • ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM Pro Service Inclusive – GPSI) สูงสุดไม่เกิน 5 ครั้ง ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 75,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) มูลค่า 13,000 บาท**
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 10,000 บาท**
  • ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี มูลค่า 10,500 บาท
  • ฟรี ม่านบังแดดหลังคา GWM มูลค่า 1,200 บาท
  • ฟรี กรอบป้ายทะเบียนและพรม GWM มูลค่ารวม 2,000 บาท
  • ด้านการรับประกันคุณภาพ ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันแบตเตอรี่ EV เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

 

* เนื่องจากสถานการณ์ดอกเบี้ยลอยตัวในปัจจุบัน บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ เฉพาะเมื่อจองและส่งเอกสารทำสัญญาตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว อัตราดอกเบี้ยพิเศษจะเป็นไปตามที่บริษัทฯ และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด

** เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service

นิสสันนำเสนอรายงานสำหรับแผนบูรณาการเพื่อสร้างความยั่งยืนใหม่

0

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด เผยแพร่รายงานสำหรับแผนบูรณาการประจำปี 2024 ซึ่งนำเสนอความก้าวหน้าทางธุรกิจของบริษัท ในขณะที่เร่งดำเนินการเพื่อไปสู่วิสัยทัศน์ของบริษัทในระยะยาว Ambition 2030 ด้วยการยึดหลักของการสร้างความยั่งยืน

สำหรับรายงานฉบับแรกไม่เพียงนำเสนอวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ แผนธุรกิจ และข้อมูลทางการเงิน ของนิสสันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลต่อสังคมในระยะกลางถึงระยะยาวอีกด้วย ด้วยความพยายามต่างๆ ของนิสสันที่มุ่งหวังจะสร้างชุมชนที่ปลอดภัย การมีส่วนร่วมในความก้าวหน้าของสังคม และการช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ และระบบนิเวศ โครงการริเริ่มของบริษัท ได้แก่ โครงการ Nissan Green Program 2030 (NGP2030) รุ่นที่ 5 รวมถึงการรวบรวมโครงการริเริ่มเชิงกลยุทธ์เพื่อสังคมของนิสสัน โครงการ Nissan Social Program 2030 (NSP2030) ซึ่งทั้งสองโครงการสนับสนุนกลยุทธ์ธุรกิจที่ครอบคลุมของบริษัท รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์ของความพยายามเหล่านี้มีอยู่ในรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนประจำปี 2024 ซึ่งอัปเดตจากรายงานด้าน ESG ที่เผยแพร่เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา

โครงการนิสสัน กรีน 2030

ในปี พ.ศ. 2545 นิสสันได้ประกาศแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมระยะกลางแผนแรกภายใต้ชื่อ Nissan Green Program หรือ NGP และนับตั้งแต่นั้นมา บริษัทก็ได้ทำงานเพื่อให้บรรลุปรัชญาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมายาวนาน นั่นคือ “การอยู่ร่วมกันระหว่างผู้คน ยานยนต์ และธรรมชาติ”

สำหรับโครงการ Nissan Green Program 2030 (NGP2030) ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพึ่งพาทรัพยากร และคุณภาพอากาศและน้ำ โดยถือเป็นลำดับความสำคัญหลักสามประการที่ต้องเร่งจัดการ โดยนิสสันมุ่งมั่นที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่มุ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสหรือน้อยกว่า เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางของคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน และลดการพึ่งพาและผลกระทบต่อธรรมชาติและระบบนิเวศให้น้อยที่สุด

เป้าหมายความยั่งยืนที่สำคัญภายใต้โครงการ NGP2030 ได้แก่:

  • ลดการปล่อยก๊าซ CO2 ตลอดวงจรชีวิตรถยนต์ลง 30%
  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตต่อคันลง 52%
  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อคันสำหรับรถรุ่นใหม่ลง 50% ในตลาดหลัก 4 แห่ง ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน นอกจากนี้ นิสสันจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประเภทเดียวกันลง 5% ทั่วโลก
  • เพิ่มอัตราส่วนชิ้นส่วนที่ใช้วัสดุที่มียั่งยืนในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีนเป็น 40%

โครงการ นิสสันโซเชียล 2030

ขณะที่โครงการ นิสสันโซเชียล 2030 (NSP2030) เป็นแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุม และเสริมความต่อเนื่องของโครงการริเริ่มเพื่อสังคมต่างๆ ของนิสสัน ทำหน้าที่เป็นรากฐานของแผนธุรกิจ The Arc จะมีส่วนช่วยให้บรรลุเป็นหมายระยะยาว Nissan Ambition 2030 ภายใต้แนวทางที่คำนึงถึงผู้คนเป็นศูนย์กลาง หรือ people-centric approach นิสสันมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับพนักงาน ชุมชน และพันธมิตร และสังคมในวงกว้าง แนวทางแบบองค์รวมนี้จะช่วยให้บริษัทสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง และสร้างโลกที่ดีขึ้นและน่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป

  • 6 แกนหลักของ โครงการ นิสสันโซเชียล 2030 ได้แก่ ความปลอดภัย คุณภาพ การจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ ทรัพย์สินทางปัญญา ชุมชน และพลังของพนักงาน บริษัทมีเป้าหมายและแผนปฏิบัติการสำหรับแต่ละหัวข้อจนถึงปี 2030 เพื่อให้แน่ใจว่าคุณค่าทางสังคมจากโครงการจะได้รับการกำหนดและมีความชัดเจน
  • นิสสันให้ความสำคัญสูงสุดกับผู้คนมาโดยตลอด โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจสำคัญของความพยายาม นี่คือรากฐานของวัฒนธรรมองค์กรของบริษัท และสะท้อนให้เห็นในหกแกนหลักของโครงการ
  • นอกจากนี้แกนหลักด้าน “พลังของพนักงาน” ยังครอบคลุมประเด็นด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการรวมกลุ่มกัน (Diversity, Equity & Inclusion – DEI) รวมถึงสิทธิมนุษยชนของพนักงาน การเรียนรู้และการพัฒนา และสุขภาพและความปลอดภัย มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้นิสสัน มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่พนักงานทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันโดยได้รับการสนับสนุน และสามารถเป็นตัวของตัวเองเพื่อบรรลุศักยภาพสูงสุดของแต่ละบุคคลได้ ส่งผลให้เกิดการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ทั้งบริษัทและพนักงานพัฒนาและก้าวหน้าด้านนวัตกรรมร่วมกันต่อไป นอกจานี้นิสสันมีความมุ่งมั่นเป็นพิเศษในด้าน DEI ที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเปราะบาง อาทิ LGBTQ+ ผู้ปกครองที่อยู่ในการทำงาน ผู้ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และอื่นๆ โดยบริษัทพร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่ขับเคลื่อนโดยพนักงานเพื่อสถานที่ทำงานที่เปิดกว้างและมีนวัตกรรมมากขึ้น

ความยั่งยืนที่นิสสัน

โครงการนิสสัน กรีน 2030 (NGP2030) และ โครงการ นิสสันโซเชียล 2030 (NSP2030) เป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนธุรกิจใหม่ของนิสสัน The Arc ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่วิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัทที่รู้จักภายใต้ชื่อ Ambition 2030 โจจิ ทากาวะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืนของ Nissan (Joji Tagawa – Chief Sustainability Officer) กล่าวว่า “เพื่อให้มั่นใจว่าความก้าวหน้าของเรา วิสัยทัศน์ระยะยาวของเรานั้นครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดของเรา สิ่งสำคัญคือเราต้องร่วมมือกับพวกเขาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำความคิดเห็นมาพัฒนา ด้วยความพยายามของบริษัท เราต้องร่วมกันเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เราสามารถทำให้บริษัทมีความยั่งยืนและมีส่วนร่วมในสังคมที่ยั่งยืนในท้ายที่สุด ซึ่งทั้งหมดล้วนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของนิสสัน นั่นคือ การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อยกระดับชีวิตของผู้คน”

นิสสันจะยังคงเดินหน้าพัฒนาความยั่งยืนต่อไปในรูปแบบต่างๆที่ทำได้และมีความเหมาะสมที่สุด โดยยึดถือเป็นหลักสำคัญของบริษัท บนเส้นทางที่จะนำไปสู่โลกที่สะอาดขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น และอยู่ร่วมกันมากขึ้น

ฟอร์ดเปิดตัวแคมเปญใหญ่ ฉลอง 28 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เผยความสำเร็จทางยอดขายของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 พร้อมเดินหน้ารุกตลาดครึ่งปีหลัง ผลักดันธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น ชูกลยุทธ์ย้ำจุดแข็งของผลิตภัณฑ์รถฟอร์ด ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว พร้อมอัดกิจกรรมการตลาดที่เน้นเข้าถึงผู้บริโภคให้มีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ ผ่านแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี ‘Ford 28th Anniversary’ มอบข้อเสนอพิเศษลุ้นรับเงินคืนและข้อเสนอสุดคุ้มด้านการบริการจำนวนมาก 

การที่รถฟอร์ดยังได้รับความนิยมอย่างมากท่ามกลางสภาพตลาดที่ท้าทายในปีนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับแบรนด์ฟอร์ด” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว สำหรับครึ่งปีหลัง เรายังมุ่งมั่นที่จะต่อยอดธุรกิจจากจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ และการเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทั้งการดึงดูดลูกค้าใหม่ด้วยแคมเปญที่เร้าใจ และการดูแลลูกค้าเดิมให้มีความอุ่นใจในการใช้งาน 

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ครองตำแหน่งรถที่มียอดขายดีที่สุดอันดับ 3 ทั้งในเซ็กเมนต์รถกระบะและ PPV ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยยอดขายรวม 11,282 คัน ทำให้ฟอร์ด รักษาตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาดรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยส่วนแบ่งตลาด 29% และยังเป็นอันดับ 1 ในตลาดรถกระบะ 4×4 แบบสี่ประตู ด้วยส่วนแบ่งตลาด 37% ด้านรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ กระแสดีต่อเนื่อง โดยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 27% ในเดือนเมษายน หลังจากการเปิดตัวฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม เมื่อต้นปี

ในส่วนของแผนการตลาด ฟอร์ดชูความแกร่งของแบรนด์ในฐานะผู้นำตลาดรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อผ่านกิจกรรม ‘King of Tough’ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ร่วมทดสอบรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงในสนามสุดท้าทายที่ออกแบบมาเป็นพิเศษถึง 3 สนาม ในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี ซึ่งตลอดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมงานจะได้มีโอกาสแข่งขันเพื่อคัดเลือกผู้ชนะจากแต่ละสนามรวม 6 คน เป็นตัวแทนร่วมทริปสุดพิเศษบนเส้นทางลาวและเวียดนามในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังโหมกระแส ‘ฟอร์ด เรนเจอร์’ ให้แรงต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง จับมือนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ‘มนต์แคน แก่นคูน’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เปิดตัวเพลงใหม่ล่าสุด ‘สิพาความคิดฮอด…มากอดเด้อ’ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างฟอร์ดและลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยฟอร์ดมั่นใจว่า เพลงใหม่นี้จะได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามเช่นเดียวกับเพลง ‘พร้อมสู้ไหวกับอ้ายบ่’ เมื่อปีที่ผ่านมา

ด้านงานบริการลูกค้า ฟอร์ดเผยว่ายอดการใช้งานนวัตกรรมบริการลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกบริการในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีแล้ว ทั้งบริการนัดหมายออนไลน์ หน่วยบริการเคลื่อนที่ บริการรับ-ส่งรถนอกสถานที่ และบริการตรวจเช็กตามระยะรวดเร็วภายในเวลา 60 นาที สะท้อนให้เห็นถึงความคุ้นเคยและความมั่นใจในการใช้งานนวัตกรรมที่สะดวกสบายของลูกค้า โดยในช่วงครึ่งปีหลัง ฟอร์ดพร้อมพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกค้าได้รับความ ‘สะดวก มั่นใจ ประทับใจ’ ยิ่งขึ้น อาทิ

  • การเพิ่มหน่วยให้บริการเคลื่อนที่ที่รองรับงานบริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานฟอร์ดอีก 6 แห่ง จากเดิม 40 แห่งในปีที่แล้ว
  • การพัฒนาช่องทางการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ที่จะรองรับฟังก์ชั่นต่างๆ เพื่อให้การสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้ารวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นการอัปเดตสถานะงานซ่อม
  • การยกระดับการจัดการอะไหล่รูปแบบใหม่ เสริมความแม่นยำและรวดเร็วในการกระจายอะไหล่ได้อย่างครอบคลุม
  • การเน้นย้ำความคุ้มค่าของการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด โดยค่าใช้จ่ายในการเช็กระยะของฟอร์ดเมื่อครบ 120,000 กิโลเมตร หรือ 6 ปี อยู่ในระดับที่คุ้มค่าและแข่งขันได้เมื่อพิจารณาต้นทุน บาท ต่อ กิโลเมตร

นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 28 ปี ของการดำเนินธุรกิจของฟอร์ดในประเทศไทย ฟอร์ดยังได้เปิดตัวแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ ‘Ford 28th Anniversary’ มอบสิทธิ์ลุ้นรับเงินคืนรวมมูลค่ากว่า 2,240,000 บาท เมื่อจองและออกรถฟอร์ดระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2567 ประกอบด้วย

  • รางวัลเงินคืนมูลค่า 280,000 บาท จำนวน 5 รางวัล
  • รางวัลเงินคืนมูลค่า 28,000 บาท จำนวน 30 รางวัล
  • การจอง 1 คัน จะได้รับ 1 สิทธิ์ พิเศษ! รับสิทธิ์ในการจับฉลากรางวัลเงินคืน 28 สิทธิ์ต่อการจองรถ 1 คัน หากจองรถฟอร์ดระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคม 2567

นอกจากนี้ แคมเปญ Ford 28th Anniversary ยังมาพร้อมข้อเสนอสุดคุ้มด้านบริการที่หลากหลายระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2567 ให้กับลูกค้าครอบครัวฟอร์ด ได้แก่

  1. ส่วนลดพิเศษ 28% เมื่อซื้ออุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ด ได้แก่ ฝาปิดท้ายกระบะทุกรุ่น และ/หรือ สปอร์ตบาร์ Hamer จำนวนจำกัด 100 สิทธิ์ตลอดระยะเวลาแคมเปญ (อุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดรับประกันสูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
  2. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรองในราคาเพียง 280 บาท จำนวน 1,000 สิทธิ์ต่อเดือน ครอบคลุมถึงน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 913D SAE 5W30 ไส้กรองน้ำมันเครื่อง และชุดแหวนรอง โดยลูกค้าต้องทำการนัดหมายผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น
  3. ส่วนลดพิเศษ 2,800 บาท เมื่อซื้อโปรแกรมขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ Ford Care Gold และ Driveline ทุกแพ็กเกจ จำนวน 500 สิทธิ์ ส่วนลดโปรโมชั่นสามารถใช้ซื้อโปรแกรมขยายระยะการรับประกันคุณภาพรถยนต์ฟอร์ดแพ็กเกจใดก็ได้ สำหรับรถที่ยังอยู่ในเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพจากโรงงานที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถฟอร์ดและเงื่อนไขแคมเปญพิเศษได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด ประเทศไทย ทั้ง Facebook ฟอร์ด YouTube Ford Thailand TikTok Ford Thailand และ Line @FordThailand

ลูกค้าการันตีความเหนือระดับ กับประสบการณ์การขับขี่สุดล้ำจาก Mitsubishi e:MOTION ในงาน Mitsubishi e:MOTION VERSE เปิดมิติการขับขี่สุดท้าทาย

0
Mitsubishi e:MOTION VERSE 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดกิจกรรม ‘Mitsubishi e:MOTION VERSE เปิดมิติการขับขี่สุดท้าทาย’ ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับกับ Mitsubishi e:MOTION ที่มีที่มาจากคำว่า ELECTRIFIED MOTION การขับเคลื่อนที่ผสานพลังงานไฟฟ้า เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง มั่นใจในทุกเส้นทาง เพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ สุดเร้าใจไปกับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดรุ่นแรกจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส

Mitsubishi e:MOTION VERSE  2

กิจกรรม ‘Mitsubishi e:MOTION VERSE เปิดมิติการขับขี่สุดท้าทาย’ จัดขึ้นที่หนองค้อ แอร์ฟิลด์ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นครั้งแรกของการทดลองขับขี่ในยามค่ำคืนที่จัดขึ้นโดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในสนามที่จำลองขึ้นจากเส้นทางที่ ท้าทายและหลากหลาย เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบที่จะได้จาก Mitsubishi e:MOTION พร้อมพาผู้ทดลองขับได้ลุยกับทุกสภาพถนน และตอบโจทย์สถานการณ์ใช้งานจริงได้อย่างยอดเยี่ยม

Mitsubishi e:MOTION VERSE 3

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจในไทยมานานกว่า 63 ปี ปัจจุบันมีเครือข่ายผู้จำหน่ายมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ได้รับการผลิตที่โรงงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในจังหวัดชลบุรี ทุกท่านจึงสามารถมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานการผลิตได้อย่างแน่นอน”

Mitsubishi e:MOTION VERSE  5

“เราจัดกิจกรรมทดลองขับ Mitsubishi e:MOTION VERSE เปิดมิติการขับขี่สุดท้าทายในครั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสความเป็นที่สุดของการผสานการทำงานของเทคโนโลยีอันเหนือชั้น ที่จะสร้างความเชื่อมั่นและพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีของเราได้รับการพัฒนาและพร้อมที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ที่ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน มั่นใจได้ในความปลอดภัยมั่นใจได้ในความปลอดภัยในทุกสภาพถนนและทุกสภาพอากาศ  โดยเฉพาะเมื่อผู้ขับขี่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด” มร. อินาบะ กล่าวเพิ่มเติม

Mitsubishi e:MOTION VERSE  6

Mitsubishi e: MOTION เป็นการผสานการทำงานระหว่างเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส อันได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (Full HEV System) ให้อัตราเร่งที่ดีเยี่ยม แต่ยังประหยัดน้ำมัน ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดใหม่ ที่ได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid System) อีกทั้งยังสามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ถึง 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ ให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับรูปแบบการขับขี่ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ลุยได้ทุกสภาพถนน ทุกรูปแบบการเดินทาง สร้างประสบการณ์การเดินทางไร้ข้อจำกัด ให้ความมั่นใจและปลอดภัยทุกสถานการณ์ พร้อมด้วยระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดยระบบนี้จะควบคุมการทำงานของล้อด้านในและด้านนอกขณะเข้าโค้งให้ทำงานสัมพันธ์กันและรักษาสมดุลของตัวรถ เพื่อรักษาเสถียรภาพให้การขับขี่ในทุกโค้งเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ยังโดดเด่นเหนือระดับ ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายเหนือกว่ารถในระดับเดียวกัน

Mitsubishi e:MOTION VERSE 8

กิจกรรม ‘Mitsubishi e:MOTION VERSE เปิดมิติการขับขี่สุดท้าทาย’ ได้ออกแบบสนามทดสอบจำนวนทั้งสิ้น 5 สถานี เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงคุณสมบัติและสมรรถนะที่โดดเด่นของประสบการณ์การขับขี่แบบ Mitsubishi e:MOTION สถานีแรกเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่จากพลังงานไฟฟ้า ด้วย ‘Charge Mode’ และ ‘EV Priority Mode’ ที่สามารถชาร์จไฟฟ้ากลับคืนเข้าแบตเตอรี่ได้แม้จะจอดอยู่กับที่ด้วยเวลาอันสั้น และยังให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าจากพลังงานไฟฟ้า 100% ที่เงียบ พร้อมความคล่องตัวในการหลบสิ่งกีดขวาง ตลอดจนการเก็บเสียงที่ดีเยี่ยมของห้องโดยสาร

สถานีที่สอง เป็นการจำลองการทำงานของ ‘Tarmac Mode’ ผู้ขับขี่ต้องเหยียบคันเร่งในอัตราความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนถนนลาดยางในระยะทางที่กำหนด เพื่อสัมผัสถึงพละกำลังแรงบิดอันทรงพลังเช่นเดียวกับโหมดสปอร์ต แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล เมื่อถึงสถานีที่สาม ผู้ขับขี่จะต้องปรับรูปแบบการขับขี่ไปยัง ‘Wet Mode’ โหมดการขับขี่บนถนนเปียกลื่น ซึ่งเป็นรูปแบบการขับขี่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับภูมิอากาศของประเทศไทยโดยเฉพาะ และในสถานีนี้ ผู้ขับขี่ยังได้ทดสอบระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง  (Active Yaw Control: AYC)  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่โดยเฉพาะในขณะเข้าโค้ง โดยไม่เกิดอาการท้ายปัด หรือ อันเดอร์สเตียร์ (understeer)

Mitsubishi e:MOTION VERSE 10

สำหรับในสถานีที่สี่ ผู้ขับขี่ได้ทดสอบการใช้งานรูปแบบการขับขี่ ‘Gravel Mode’ ทดสอบการขับขี่บนถนนลูกรัง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการขับขี่บนถนนที่ลื่นไถลจากกรวดหินและฝุ่น แต่ยังสามารถควบคุมตัวรถได้อย่าง
มีเสถียรภาพและมั่นใจ และสถานีสุดท้ายกับการทดสอบรูปแบบการขับขี่ ‘Mud Mode’ โดยรูปแบบการขับขี่นี้จะมีการปรับการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนอันสมบุกสมบัน ให้สามารถผ่านไปได้โดยไม่ติดหล่ม พร้อมกับความสูงใต้ท้องรถที่ 205 มิลลิเมตร จึงทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลกับอุปสรรคบนพื้นผิวถนน

 

จากการทดสอบสมรรถนะทั้ง 5 สถานี จึงเป็นการตอกย้ำถึงสมรรถนะอันเหนือกว่าของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และเอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ที่เหนือกว่ารถยนต์ขับเคลื่อนสองล้อ ในกลุ่มรถยนต์ประเภทเดียวกัน

 

นอกเหนือจากการได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ไปกับ Mitsubishi e:MOTION ลูกค้ายังได้สนุกกับการเล่นเกมและกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย พร้อมกระทบไหล่กับดาราดังภายในงาน ที่มาร่วมสร้างความสนุกสนานไปกับลูกค้า และร่วมทดสอบการขับขี่กับลูกค้าผู้โชคดีร่วมกัน

 

นายพีรพัฒน์ ธรวิวัฒน์ อายุ 43 ปี เจ้าของรถ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส หนึ่งในลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ กล่าวว่า “กิจกรรมทดลองขับครั้งนี้มีความแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น และเป็นโอกาสดีที่ทำให้ได้มาพิสูจน์การทำงานของระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ล้ำสมัย พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ซึ่งผมรู้สึกประทับใจ Wet Mode และ Gravel Mode รวมถึงระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง หรือ AYC ที่ทำให้เข้าโค้งแล้วรถไม่เสียอาการ มั่นใจได้ถึงความปลอดภัย ทั้งนี้ ผมใช้รถ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส มาแล้ว 4 ปี ประทับใจทั้งในด้านสมรรถนะ ความทนทาน ความปลอดภัยและช่วงล่างของรถ รวมถึงศูนย์บริการที่นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้  และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลใส่ใจลูกค้าเป็นอย่างดี”

 

อีกหนึ่งลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม นางสาวลักษณ์นารา เล็กกระจ่าง อายุ 31 ปี เจ้าของรถ มิตซูบิชิ แอททราจ กล่าวว่า “รู้สึกสนุกและตื่นตาตื่นใจกับการทดลองขับตอนกลางคืน และเมื่อได้ทดลองขับก็รู้สึกประทับใจในความเงียบของห้องโดยสาร การขับขี่ที่นุ่มนวล และอัตราเร่งที่ดีมาก ส่วนตัวชอบ Wet Mode กับระบบ AYC ที่ทำให้ตัวรถเกาะถนนได้ดีเยี่ยมขณะเข้าโค้ง ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยและตอบโจทย์การใช้งานจริง เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวันที่ต้องขับบนเส้นทางจังหวัดอุตรดิตถ์ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือ ที่ถนนบนภูเขาจะลื่นมาก ๆ ในช่วงหน้าฝน”

Mitsubishi e:MOTION VERSE 11

ลูกค้าและผู้สนใจสามารถสัมผัสเทคโนโลยีอันเหนือชั้นของ Mitsubishi e:MOTION โดยสามารถติดต่อขอทดลองขับได้ที่ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษเฉพาะ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี สำหรับ 500 ท่านแรก ที่ลงทะเบียนผ่าน https://bit.ly/3LyVplr ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2567 และออกรถ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 รับฟรี! บัตรเติมน้ำมันมูลค่า 4,000 บาท พร้อมแพ็กเกจพิเศษ MITSUBISHI XTRA CARE และสามารถเลือกรับข้อเสนอดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน

ลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH หรือติดต่อเพื่อขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

 

 

 

 

 

Primus Pattaya เปิดโชว์รูม Mercedes-Benz สุดอลังการ! สร้างประสบการณ์ครั้งใหม่ ตอกย้ำผู้นำตัวแทนจำหน่ายรถหรู

0

“ไพรม์มัส พัทยา” เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Benz สุดอลังการ! ชูแนวคิด Top of Mind สร้างประสบการณ์ใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตัวแทนจำหน่ายรถหรู ปักหมุดรุกตลาดลูกค้าไฮเอนด์ กับแคมเปญ “Mercedes-Benz Trade-in program” พิเศษ! รับมูลค่าเพิ่ม 150,000 บาท เมื่อเลือกรถ Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic หรือรุ่น C 220 d AMG Line พร้อมรับฟรี! ค่า Excess เมื่อนำรถ “เคลมสีรอบคัน” ที่เบนซ์ไพรม์มัส สาขาพัทยา และสาขาเลียบด่วน หมดเขต 31 ส.ค.67

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัทในเครือ ไพรม์มัส  และทีโอเอเวนเจอร์ โฮลดิ้ง  เปิดเผยว่า การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Benz เฟส 2 บนถนนสุขุมวิท-พัทยาใต้ ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการขยายเครือข่าย และสร้างการเติบโตที่ความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ทั้งเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายและสร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์ Mercedes-Benz ในพื้นที่พัทยา และพื้นที่ใกล้เคียง อีกด้วย

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ในฐานะผู้นำระดับชั้นแนวหน้าของตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz ที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยแนวคิดการเป็นแบรนด์ที่ 1 ในใจของลูกค้า (Top of Mind) โดยยกระดับมาตรฐานด้านบริการให้มีความหลากหลายและคุณภาพสูงสุด เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่าง และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกระดับชั้น

ผมเชื่อมั่นว่า “จากประสบการณ์และความสำเร็จของ “ไพรม์มัส กรุงเทพ” จะเป็นแนวทางให้ “ไพรม์มัส พัทยา” สามารถส่งมอบการบริการด้านการขายและบริการหลังการขายที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมและดีที่สุดในทุกมิติ ให้แก่ลูกค้า Mercedes-Benz ในพื้นที่พัทยา และพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างแน่นอน”

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ พัทยา จำกัด และกลุ่มบริษัทในเครือ “ไพรม์มัส” เปิดเผยว่า “ไพรม์มัส กรุ๊ป” เป็นกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับชั้นแนวหน้า เริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz โดยเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งแรก บนถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เมื่อปี 2020 โดยการดำเนินธุรกิจมุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจและเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง Customer Centric  ผ่านการสร้างประสบการณ์ใหม่ทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย ที่ให้ความแตกต่างและเปี่ยมด้วยคุณภาพ ส่งผลทำให้  “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว  ด้วยยอดจำหน่ายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกปี และลูกค้ากลับเข้ามาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ที่สร้างความภาคภูมิใจมากสุด คือ การได้รับคะแนน CSI 1 จากการสำรวจความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า Mercedes-Benz

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีนโยบายที่จะขยายการลงทุนสร้างเครือข่ายการจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz แห่งใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการให้บริการลูกค้า และขยายธุรกิจให้มีการเติบโตยิ่งขึ้น ที่สำคัญ คือ เพื่อเป็นการส่งต่อแนวคิดและการบริหารงานแห่งความสำเร็จนี้ เพื่อสร้างความสุขและบริการชั้นเลิศให้แก่ลูกค้าได้หลากหลายยิ่งขึ้น

ประกอบกับ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” มีศักยภาพด้านการลงทุนและการบริหารธุรกิจ เราจึงตัดสินใจขยายเครือข่าย ด้วยการเปิดสาขาตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz เป็นแห่งที่ 2 ด้วยเงินลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ในการก่อสร้างโชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Benz แห่งใหม่ ในเขตพัทยา ภายใต้ชื่อ “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ พัทยา” โดยมีบริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายแบบครบวงจร บนพื้นที่ 2 แห่ง คือ

1.โชว์รูมจัดแสดงและจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG รุ่นใหม่ พร้อมศูนย์ Service Center ที่มีบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น ทุกแบบ รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้สูงสุดถึง 500 คันต่อเดือน บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ย่านถนนสุขุมวิท-พัทยาใต้

2.โชว์รูมจัดแสดงรถยนต์ Mercedes-Benz Certified Used Car รถยนต์ใช้แล้วหลากหลายรุ่น ด้วยคุณภาพมาตรฐาน ในราคาคุ้มค่า และศูนย์ซ่อมสี-ตัวถัง “BP Center Service” ขนาดใหญ่และทันสมัยสุดในภาคตะวันออก มีช่องซ่อมสำหรับบริการมากถึง 15 ช่องซ่อม รองรับการบริการครบวงจร ทั้งงานซ่อมหนักและเบา พร้อมรับงานซ่อมจากบริษัทประกันทุกแห่ง ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ย่านถนนสุขุมวิท-นาจอมเทียน

ด้วยศักยภาพดังกล่าวนี้ เราจึงมั่นใจว่า “ไพรม์มัส พัทยา” จะสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดี และมีประสิทธิภาพในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ได้อย่างแน่นอน

นายจิระพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทางโชว์รูมและศูนย์บริการของ “ไพรม์มัส พัทยา” ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งในเขตพัทยา และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นอย่างดี โดยทำยอดขายรถยนต์ Mercedes-Benz และรถยนต์ไฟฟ้า EQ สูงกว่าเป้าหมาย 214% และยอดขายรถยนต์ Mercedes-AMG  สูงกว่าเป้าหมาย 250% ส่งผลให้ “ไพรม์มัส พัทยา” มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz ต่างจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนงานบริการหลังการขาย มีลูกค้า Mercedes-Benz ให้ความสนใจและเข้ารับบริการทั้งด้านการบำรุงรักษาทั่วไป และการซ่อมสีและตัวถัง รวมทั้งสิ้นกว่า 780 ราย

และในช่วงเฉลิมฉลองการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ Mercedes-Benz สาขาพัทยา อย่างเป็นทางการ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ขอมอบเอกสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz กับแคมเปญพิเศษ Mercedes-Benz Trade-in program” รับมูลค่าเพิ่ม 150,000 บาท เมื่อเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic หรือ Mercedes-Benz C 220 d AMG Line พร้อมรับฟรี! ค่า Excess เมื่อนำรถยนต์ Mercedes-Benz เข้ารับบริการเคลมซ่อมสี-ตัวถังรอบคัน หมดเขต 31 สิงหาคม 2567

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด และนัดหมายการเข้ารับบริการต่าง ๆ ที่ “เบนซ์ไพรม์มัส สาขาพัทยา” โทร.038 051 555 หรือ Line : @primuspattaya และสาขาเลียบด่วน-เอกมัยรามอินทรา โทร.02 095 5555 หรือ Line : @benzprimus

“ลมหายใจไร้มลทิน” ชวนเด็ก และเยาวชน ส่งผลงานประกวด ชิงทุนการศึกษา

0

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน ชวนเด็ก และเยาวชน ส่งผลงานประกวด 4 ประเภท ได้แก่ เรียงความ ร้องเพลง วาดภาพ และ VDO Clip เพื่อร่วมรณรงค์สร้างค่านิยมซื่อสัตย์สุจริต ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 สิงหาคม 2567

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ก่อตั้งเมื่อปี 2550 โดยบริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” และได้รับการสนับสนุนจาก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดโครงการภายใต้แนวคิด “จะคิด ทำ สอนอย่างไร” เพื่อเสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริตแก่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนเด็ก และเยาวชนระดับปฐมวัย ถึงอุดมศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวด ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. ประกวดเรียงความเสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “คนรุ่นใหม่ใจซื่อมือสะอาด”
  2. ประกวดร้องเพลงประกอบดนตรี เพลง “คิดดี ทำดี” และเพลง “ด้วยลมหายใจที่ไร้มลทิน”
  3. ประกวดวาดภาพศิลปะสะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “พลิกฟื้นลมหายใจของโลกในยุคหมอกควัน”
  4. ประกวด VDO Clip สะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “ซื่อสัตย์สุจริต ชีวิตติดโซเชียล”

เด็ก และเยาวชน ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายละเอียดกิจกรรมพร้อมใบสมัคร ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ที่ lomhaijai.org หรือ www.dcy.go.th โทรศัพท์ 0-2055-8444 ต่อ 316, 318

“ลามิน่า” คว้ารางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน

0

ลามิน่าฟิล์ม” ตอกย้ำความเป็นผู้นำฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร คว้ารางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1  ของประเทศไทย ประจำปี 2567 หรือ Marketeer No.1 Brand Thailand 2024 ต่อเนื่องปีที่ 9 ตอกย้ำความแข็งแกร่งของลามิน่าที่หนึ่งในใจผู้บริโภค จัดโดยมาร์เก็ตเธียร์ กรุ๊ป ร่วมกับ บริษัท มาร์เก็ตติ้ง มูฟ จำกัด

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า”  จากสหรัฐอเมริกา โดย นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รับรางวัลดังกล่าวด้วยคะแนนโหวตสูงสุดอันดับ 1 ในหมวดฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ ที่ได้รับความนิยมและความเชื่อมั่นด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติกันร้อนกันยูวียอดเยี่ยม บริการเหนือชั้น การให้ข้อมูลที่แท้จริง และการตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน

การมอบรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1  ให้กับแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ  81 หมวด รวม 69 แบรนด์ในครั้งนี้ มาร์เก็ตเธียร์ กรุ๊ป ร่วมกับ บริษัท มาร์เก็ตติ้ง มูฟ จำกัด ซึ่งมีศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล ภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นประธานคณะทำงานและวิจัย เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้อง แม่นยำ สมบูรณ์แบบ และทันต่อสถานการณ์ จึงมีการสำรวจถึง 6,000 ตัวอย่างจากผู้บริโภคทั่วประเทศ

“ลามิน่า” ผ่านการยอมรับในฐานะฟิล์มกรองแสงอันดับ 1 จากผู้ใช้รถทั่วประเทศ ไม่เคยหยุดพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่อย่างต่อเนื่อง อาทิ แนะนำฟิล์มเทคโนโลยีใหม่ Lamina Digital Boost เพื่อยานยนต์ยุค AI เป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในเมืองไทย, เปิดตัวฟิล์มนิรภัยติดกระจกหลังคารถยุคใหม่ Lamina Power Sunroof จนถึงการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัวฟิล์มกรองแสงเพื่อสัตว์เลี้ยง Lamina Buddy Series ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย

นอกจากนี้บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ในฐานะผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูงมืออาชีพระดับเอเชียแปซิฟิค ยังนำเข้าผลิตภัณฑ์ด้านยานยนต์อีกมากมาย อาทิ อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ (Thule) จากประเทศสวีเดน ผลิตภัณฑ์ฟิล์มนิรภัยปกป้องสีรถลูมาร์ (LLumar) จากสหรัฐอเมริกา และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษายานยนต์ครบวงจรแอลลักซ์ (LLux) คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย