Home Blog Page 126

วิริยะประกันภัย คว้ารางวัลแบรนด์ประกันภัยรถยนต์ ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศ

0

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2024” รางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 หมวดประกันภัยรถยนต์ จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศ โดย Marketeer Group สำนักข่าวการตลาดและสถาบันรางวัลคุณภาพ ซึ่งรางวัลดังกล่าวได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจประกันภัยรถยนต์ของวิริยะประกันภัย ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากผู้บริโภค และในโอกาสนี้ นายเพิ่มพล โพธิ์เพิ่มเหม บรรณาธิการและผู้ก่อตั้ง Marketeer Group และนางสมสมร โพธิ์เพิ่มเหม บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Marketeer ได้ร่วมแสดงความยินดีกับบริษัทฯ ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วย โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ ห้องฉัตรา บอลรูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้กรุงเทพ

สำหรับ เกณฑ์การมอบรางวัลบนเวที Marketeer No.1 Brand Thailand 2024 นั้น ทาง Marketeer Group ได้ร่วมมือกับ Marketing Moves บริษัทวิจัยทางการตลาดชั้นนำ ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 5,500 ตัวอย่าง ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยวิริยะประกันภัย ครองคะแนนเป็นอันดับ 1 ในหมวดประกันภัยรถยนต์ ที่ได้รับการรู้จัก (Awareness) จากกลุ่มผู้บริโภคมากที่สุด ด้วยปัจจัยของการมีผลิตภัณฑ์และบริการประกันวินาศภัยที่มีคุณภาพและความคุ้มค่า เป็นผู้นำธุรกิจประกันวินาศภัยพร้อมด้วยนวัตกรรมที่ก้าวหน้า สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เสมอ รวมถึงเป็นบริษัทฯ ที่มีชื่อเสียงและคุ้นเคยในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอขอบคุณผู้บริโภคที่ไว้วางไว้ให้วิริยะประกันภัย เป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจของทุกท่าน พร้อมทั้งขอให้คำมั่นสัญญาที่จะมุ่งมั่นทุ่มเทพัฒนาบริการประกันวินาศภัยในทุกด้านอย่างไม่หยุดยั้ง ดั่งที่ดำเนินการมาตลอด 77 ปี ด้วยความมั่นคงและเป็นธรรม

เอ็มจี ยืนหนึ่งแบรนด์อีวีขวัญใจคนไทย คว้ารางวัล No.1 Brand Thailand 3 ปีต่อเนื่อง

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย คว้ารางวัล No.1 Brand Thailand 2024 ในหมวดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงการเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคคนไทยไว้วางใจ และความสำเร็จในการยกระดับตลาดอีวีให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่มีนโยบายการดูแลที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม

NEW MG MAXUS 7

ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากกลยุทธ์ที่ครอบคลุม “ทุกมิติของอีวี” ตั้งแต่ บทบาทการเป็นผู้ผลิต ซึ่งเห็นได้จากการลงทุนที่มีมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 30,000 ล้านบาท ในการขยายพื้นที่โรงงานผลิตรถยนต์ โดยมีกำลังการผลิตมากถึง 100,000 คันต่อปี ซึ่งล่าสุด เอ็มจี ได้เพิ่มไลน์การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ รวมถึงเปิดโรงงานประกอบแบตเตอรี่แบบ Cell-To-Pack ที่มีกำลังการผลิตสูงสุดมากกว่า 50,000 แพ็คต่อปี อีกทั้งตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ผ่านมา เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์จีนที่ลุยทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจัง ด้วยเม็ดเงินลงทุนทางการตลาดอีกกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคคนไทย และมาพร้อมกับ บทบาทการเป็นผู้จำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างหลากหลายด้วยรถไฟฟ้าเอ็มจีที่มากถึง 7 รุ่น ตั้งแต่รถสปอร์ตโรดสเตอร์ขนาด 2 ที่นั่ง ไปจนถึง e-MPV ขนาด 7 ที่นั่ง และให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคคนไทยด้วย บทบาทการเป็นผู้ให้บริการหลังการขาย ซึ่งปัจจุบัน เอ็มจี มีโชว์รูมและศูนย์บริการที่พร้อมให้บริการลูกค้ากว่า 150 แห่ง ทั่วประเทศ มีเครือข่ายสถานีชาร์จ MG SUPER CHARGE อีกกว่า 150 แห่ง และล่าสุด เอ็มจี เปิดศูนย์บริการ MG EVolution Showroom โชว์รูมและศูนย์บริการสำหรับรถในกลุ่มพรีเมียมอีวี จำนวน 9 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้สอดรับกับยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า และยกระดับคุณภาพของสังคมอีวีในทุกมิติ

นอกจากนี้ เอ็มจี ยังเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงความต้องการ และเล็งเห็นถึงข้อกังวลใจในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค ล่าสุดได้ประกาศ “เพิ่มการรับประกันคุณภาพตลอดอายุการใช้งาน” หรือ “Lifetime Warranty” สำหรับแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ในรถยนต์ไฟฟ้า 4 รุ่น ประกอบด้วย NEW MG4 ELECTRIC ซึ่งเป็นโกลบอลอีวี NEW MG MAXUS 9 และ NEW MG MAXUS 7 ซึ่งเป็นรถ  e-MPV แบบ 7 ที่นั่ง รวมถึง NEW MG CYBERSTER สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งการรับประกันดังกล่าวจะครอบคลุมสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล โดยไม่จำกัดเฉพาะเพียงเจ้าของแรกเท่านั้น และไม่จำกัดระยะทางในการขับขี่ โดยการเพิ่มการรับประกันตลอดอายุการใช้งานนี้ยังรองรับถือการเปลี่ยนมือในอนาคต ซึ่งจะมีผลครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของรถทั้ง 4 รุ่น สะท้อนถึงความมั่นใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์และความมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในระยะยาว

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “รางวัล No.1 Brand Thailand ที่ เอ็มจี ได้รับติดต่อกันเป็นปีที่ 3 จากนิตยสาร Marketeer สะท้อนถึงความเป็นตัวจริง ที่จริงจัง และทำจริง ในเรื่องของอีวี เราไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการขาย แต่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้า การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และให้บริการที่เป็นเลิศ ส่งผลให้ เอ็มจี เป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืนในประเทศไทย รางวัลนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ครอบคลุมของเรา และเราจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

มาสด้าผนึกสวาทแคทสนับสนุนกีฬาโอลิมปิคพาลูกค้าชมฟุตบอลนัดพิเศษเพื่อการกุศล

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และทีมสวาทแคท ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกีฬาโอลิมปิค 2567 มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ ด้วยการร่วมสนับสนุนการจัดการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรเพื่อการกุศลนัดพิเศษ ระหว่างทีม เมืองทอง ยูไนเต็ด กับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี พร้อมนำลูกค้ามาสด้าและแฟนบอลเข้าชมการแข่งขันอย่างคับคั่งล้นสนาม สร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเตะเป็นอย่างมาก บ่งบอกถึงกระแสนิยมของกีฬาฟุตบอลที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนคนไทย ทั้งสองทีมเล่นกันอย่างสนุกท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายตลอดทั้งเกม 90 นาที ผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมเมืองทองเฉือนเอาชนะไปได้แบบสุดมัน 2 ประตู ต่อ 1 ที่สำคัญ รายได้จากการจัดแข่งขันในครั้งนี้จะถูกนำไปมอบให้กับสมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิค ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ใช้กีฬาในการพัฒนาทักษะและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสติปัญญาไทยต่อไป

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การจัดกิจกรรมเพื่อให้การสนับสนุนทางด้านกีฬาหรือสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง เป็นสิ่งที่มาสด้าเดินหน้าให้การส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกีฬาฟุตบอล ที่มาสด้าเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของทีมสวาทแคทอย่างยาวนานถึง 12 ปี ซึ่งเกิดจากความตั้งใจจริงของมาสด้าที่ต้องการมีส่วนช่วยสนับสนุนวงการกีฬาของประเทศไทย และร่วมผลักดันนักกีฬาไทยให้ไปไกลถึงในระดับสากล นับตั้งแต่มาสด้าได้เข้ามาให้การสนับสนุนสวาทแคทได้มีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ที่ล้วนมีส่วนผลักดันและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้เจริญก้าวหน้า รวมถึงช่วยเติมเต็มความฝันให้กับเยาวชนที่มีใจรักในกีฬาฟุตบอลได้มีโอกาสเรียนรู้เสริมทักษะ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาระดับอาชีพ กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่มาสด้าได้ดำเนินการเป็นประจำทุกปี

มาสด้าในฐานะเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของทีมสวาทแคท จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนทีมฯ ในการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรเพื่อการกุศลในครั้งนี้ มาสด้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีลูกค้ามาสด้าและบรรดาแฟนๆ สวาทแคทเป็นจำนวนมากเดินทางมาร่วมส่งเสียงเชียร์กันอย่างกึกก้องไปทั่วสนาม และยังเห็นสปิริตของนักกีฬาที่ยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งเป็นสปิริตเฉกเช่นเดียวกับชาวมาสด้าที่มีต้นกำเนิดจากเมืองฮิโรชิม่า ที่ไม่ย่อท้อต่อต่ออุปสรรคใดๆ และมาสด้าขอเชิญชวนคนไทยมาร่วมส่งกำลังใจนักกีฬาไทย ที่กำลังเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่กำลังลงทำการแข่งขันอยู่ในขณะนี้

มาสด้าซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์หลักของสโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ขอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลการกุศลในครั้งนี้ พร้อมสนับสนุนนักกีฬาโอลิมปิคของประเทศไทย ที่เดินทางไปร่วมการแข่งขันที่กรุงปารีส ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 – 11 สิงหาคม 2567 นี้ มาสด้าเชื่อว่าด้วยสปิริตและการร่วมแรงร่วมใจกันของประชาชนคนไทยในทุกฝ่ายที่มีให้กับนักกีฬาไทย จะเป็นแรงสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจได้เป็นอย่างดี และส่งเสริมให้นักกีฬาไทยสามารถคว้าชัยชนะ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างแน่นอน

ฟอร์ด เผย 6 เคล็ดลับประหยัดน้ำมัน เดินทางได้อย่างเบาใจ-สบายกระเป๋า

0

เชื่อว่าใครหลายคนกำลังวางแผนเดินทางช่วงวันหยุดยาวนี้ และกำลังคิดคำนวนถึงวิธีการขับขี่อย่างไรเพื่อให้ประหยัดน้ำมันมากที่สุด ฟอร์ดขอแนะนำเคล็ดลับการขับขี่ที่ประหยัดทั้งน้ำมันและเงินในกระเป๋า เพื่อประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการขับรถในเมืองหรือนอกเมือง

ขับขี่อย่างรอบคอบ

การเร่งเครื่องแรงเกินไปและเบรกกะทันหันทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักและส่งผลต่อการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมาก ผู้ขับขี่ควรสังเกตสภาพถนนและการจราจรรอบตัว รวมถึงเตรียมความพร้อมในการตอบสนองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นบนถนนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถค่อยๆ เร่งเครื่อง ปล่อยคันเร่งได้เร็ว และเบรกได้อย่างนิ่มนวล ยิ่งขับอย่างนุ่มนวลได้มากเท่าไร เครื่องยนต์จะยิ่งใช้เชื้อเพลิงได้มีประสิทธิภาพมากเท่านั้น

ผู้ขับขี่บางคนยังมีความเชื่อผิดๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ว่า ควรเข้าเกียร์ว่างเมื่อลงเนินเพื่อประหยัดน้ำมัน หากคุณต้องการประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุดและปลอดภัย ควรเปลี่ยนโหมดการขับขี่มาใช้โหมดประหยัด (Eco) แทน ซึ่งจะช่วยปรับการอัตราเร่งเครื่องและอัตราทดเกียร์ รวมถึงใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฟอร์ดยังแนะนำการใช้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ  ที่ช่วยให้อย่างขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายและยังช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย ซึ่งทั้งฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ  Stop & Go ที่ช่วยควบคุมการเร่งเครื่อง เบรก และเกียร์เพื่อให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายขึ้นให้กับผู้ใช้รถ

หมั่นตรวจเช็กสภาพตามกำหนด

เจ้าของรถควรนำรถเข้าตรวจเช็กสภาพให้ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ โดยพนักงานที่ศูนย์บริการฟอร์ดจะตรวจสภาพรถของคุณอย่างละเอียดทุกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าของรถจะได้รับบริการต่างๆ ตรงตามระยะเวลา ตั้งแต่การเปลี่ยนอะไหล่ หรือตั้งศูนย์ถ่วงล้อทุกปี หรือทุกๆ 10,000 กม. ซึ่งหากปล่อยให้ล้อรถไม่ขนานกัน นอกจากจะเป็นอันตรายแล้วยังอาจทำให้รถทำงานหนักขึ้นและใช้น้ำมันมากขึ้นด้วย ฟอร์ดมีบริการต่างๆ มากมายที่ลูกค้านัดหมายล่วงหน้าได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ฟอร์ดหรือแอปพลิเคชัน FordPass อย่างบริการรับประกันเช็กระยะใน 60 นาที (60-minute Express Service) ที่ศูนย์บริการทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีระบบจองออนไลน์ล่วงหน้า โดยช่างเทคนิคจะทำการตรวจสอบรถ 30 จุดตามมาตรฐานฟอร์ดให้โดยไม่คิดค่าแรงเพื่อให้มั่นใจว่ารถของคุณทำงานได้อย่างราบรื่น

ในกรณีที่เจ้าของรถไม่มีเวลานำรถเข้าศูนย์ฯ เอง สามารถนัดหมายบริการรับและส่งรถ (Pick-up and Delivery) โดยพนักงานของศูนย์ฯ ฟอร์ดจะไปรับรถของคุณถึงที่บ้านและนำกลับมาส่งหลังจากตรวจเช็คและดำเนินงานเสร็จ นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมีรถบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service Vehicle) ที่พร้อมให้บริการเช็กระยะด้วยมาตรฐานเดียวกับศูนย์บริการได้ถึงบ้าน

รถพร้อมแล้ว ยางก็ต้องพร้อม

ยางรถยนต์ที่นิ่มเกินไปหรือสึกหรอจะทำให้เกิดแรงเสียดทานขณะรถเคลื่อนตัวมากขึ้น นั่นหมายความว่า นอกจากรถจะทำงานหนักขึ้นแล้ว ยังต้องใช้น้ำมันมากขึ้นด้วย เจ้าของรถจึงควรตรวจสอบแรงดันลมยางเป็นประจำและต้องแน่ใจว่ายางรถยนต์มีแรงดันตามที่คู่มือแนะนำ (สามารถดูข้อมูลได้บนป้ายที่กรอบประตู) ทั้งนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ บางรุ่น ติดตั้งระบบตรวจสอบแรงดันลมยางที่จะช่วยเตือนเจ้าของรถหากยางมีแรงดันลดลง

อย่าบรรทุกของหนักควรหลีกเลี่ยงการบรรทุกสิ่งของที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะเพิ่มน้ำหนักให้กับรถ ดร. นีล ลูวิงตัน ผู้ดูแลด้านอากาศพลศาสตร์ของฟอร์ด ออสเตรเลีย กล่าวว่า “ทุกสิ่งที่คุณบรรทุกจะทำให้รถของคุณทำงานหนักขึ้น ซึ่งหมายความว่ารถก็จะใช้น้ำมันมากขึ้นตามไปด้วย”คำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์

ราวหรือแร็คหลังคาอาจช่วยให้บรรทุกสิ่งของได้ง่ายขึ้นก็จริง อย่างไรก็ตาม เจ้าของรถที่มีกล่องสัมภาระบนหลังคาหรือที่วางจักรยานควรถอดอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ออกเมื่อไม่ได้ใช้ เพราะอุปกรณ์เสริมถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับรถไม่ต่างจากการบรรทุกน้ำหนักท้ายรถมากเกินไป วิธีนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงการสร้างแรงต้านที่ไม่จำเป็นเมื่อขับขี่ได้

ดร. ลูวิงตัน กล่าวว่า “ถึงแม้การถอดที่วางจักรยานหรือกล่องสัมภาระอาจเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้งานและแค่ขับรถในเมือง การติดแร็คหลังคาจะทำให้รถใช้น้ำมันมากขึ้นกว่าที่จำเป็น เนื่องจากน้ำหนักและแรงต้านที่เพิ่มขึ้น”

เคล็ดลับการขับขี่แบบประหยัดในสภาพอากาศร้อน

สภาพอากาศร้อนอบอ้าวของประเทศไทย ทำให้ผู้ขับขี่ต้องเปิดแอร์ โดยการใช้ระบบปรับอากาศของรถจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นและใช้น้ำมันมาก ฟอร์ดแนะนำให้ใช้โหมดอัตโนมัติของระบบปรับอากาศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ในกรณีที่ต้องจอดรถในสภาพอากาศร้อน พยายามจอดในที่ร่มเพื่อช่วยให้ห้องโดยสารเย็นได้นานที่สุด แอร์บนรถจะได้ไม่ต้องทำงานหนักเมื่อสตาร์ท แต่ถ้าหาที่ร่มจอดรถไม่ได้ ควรหาซื้อที่บังแดดคุณภาพดีเพื่อช่วยให้ห้องโดยสารไม่ร้อนมากจนเกินไป

NETA เปิดตัว NETA X รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV อย่างเป็นทางการสู่ตลาดเมืองไทย ราคาเริ่มต้น 739,000 บาท จองวันนี้รับข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว

0
SUPAWATTPIXS

NETA ประกาศเปิดตัว NETA X รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV เสริมทัพผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย ชูจุดเด่นภายในห้องโดยสารกว้างนั่งสบาย 80% ของพื้นที่ห้องโดยสารเป็นวัสดุบุนุ่ม หน้าจอระบบสัมผัส ขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะ ให้ความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ระดับ 2.0 รวมถึงระบบความปลอดภัยที่ครบครัน โดยมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย กับราคาเริ่มต้นที่ 739,000 บาท ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ เฉพาะช่วงเปิดตัว พร้อมส่งมอบให้ลูกค้าต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

มร. ชู กังจื้อ (Mr. Shu GangZhi) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า NETA เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการเป็นผู้สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ เพื่อสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมตามปรัชญาTech For All” โดยล่าสุดได้ประกาศเปิดตัว NETA X รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นรถรุ่นที่สองของ NETA ที่เปิดตัวในปีนี้ ภายหลังจากการแนะนำ NETA V-II รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ City Car เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบัน NETA มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เลือก 2 สไตล์ รองรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศโดยตั้งเป้าเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยอย่างต่อเนื่องในทุกปี

ปัจจุบันเรามีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ NETA วิ่งอยู่บนถนนทั่วประเทศไทยแล้วกว่า 17,000 คัน ผมต้องขอขอบคุณลูกค้าคนไทย รวมไปถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่มอบความไว้ใจและสนับสนุนการดำเนินงานของแบรนด์ NETA ในประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่อง เราพร้อมและยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เติบโตยิ่งขึ้นในทุกมิติ สำหรับการเปิดตัว NETA X นอกจากจะเป็นการตอกย้ำแผนการดำเนินงานในประเทศไทยภายใต้กลยุทธ์ “All in Thailand, All for Thailandในการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ที่ทรงพลังและติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง แล้วยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ NETA ในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งคนไทยสามารถเป็นเจ้าของได้ สอดคล้องกับพันธกิจหลักของ NETA เพื่อสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยี อย่างเท่าเทียมสําหรับทุกคน หรือ Tech For All”  มร. ชู กังจื้อ กล่าว

NETA X “เติมเต็มทุกโมเมนต์ กับนิยามใหม่ของความกว้าง”

NETA X ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด และสโลแกน “เติมเต็มทุกโมเมนต์ กับนิยามใหม่ของความกว้าง” ชูจุดเด่นด้าน  พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างนั่งสบาย พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ให้ความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ระดับ 2.0 รวมถึงการติดตั้งระบบความปลอดภัยที่ครบครัน โดยมาพร้อมระบบส่งกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง กำลังสูงสุด 120 กิโลวัตต์ หรือ 163 แรงม้า ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 9.5 วินาที

NETA X มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ NETA X รุ่น Comfort มาพร้อมแบตเตอรี่ ลิเธียม ไอออนขนาด 51.8 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 401 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (มาตรฐาน NEDC) ราคา 739,000 บาท และ NETA X รุ่น Smart จับคู่กับแบตเตอรี่ ขนาด 62 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (มาตรฐาน NEDC) ราคา 799,000 บาท โดยมีสีตัวถังภายนอกให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ (Onyx Black) สีน้ำเงิน (Glacier Blue) และสีขาว (Pearl White) ภายในห้องโดยสารมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ (Prestige Black) ในรุ่น Comfort และสีน้ำตาล (Elegant Brown) ในรุ่น Smart

ความอัจฉริยะในการขับขี่ Excellence in Intelligent

NETA X ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ระดับ 2.0 ติดตั้งเซ็นเซอร์ รอบคันและเรดาห์รวม 11 จุด รองรับระบบควบคุมความเร็วในการขับขี่ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control) พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะย่านความเร็วสูง (ICA) และความเร็วต่ำ (TJA) รวมไปถึงการควบคุมรถให้อยู่ในเลน อาทิ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน และระบบช่วยเปลี่ยนเลนพร้อมระบบตรวจจุดอับสายตา เป็นต้น

ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย Excellence in Spacious

NETA X มีมิติตัวถังขนาดใหญ่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยความยาวตลอดทั้งคัน 4,619 มม. กว้าง 1,860 มม. และสูง 1,628 มม. โดยมีระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,770 มม. ให้พื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถจุถึง 508 ลิตร เบาะพับได้สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากถึง 1388 ลิตร พร้อมช่องเก็บของอเนกประสงค์ 24 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งห้องโดยสาร

 ความสะดวกสบาย Excellence in Comfortable

NETA X มอบความสะดวกสบายด้วยเบาะนั่งปรับได้ถึง 6 ทิศทาง พร้อมวัสดุบุนุ่มห้องโดยสารถึง 80% ของพื้นที่ มาพร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา รวมไปถึงระบบควบคุมรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ (NETA App) ช่องเชื่อมต่อ USB / Type-C และแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย พร้อมฟังก์ชัน V2L (Vehicle-to-Load) จ่ายกำลังไฟได้ สูงถึง 3.3 กิโลวัตต์ สามารถดึงพลังงานจากรถยนต์ไปใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอก

การเชื่อมต่ออัจฉริยะ Excellence in Interactive

NETA X มาพร้อมหน้าจอความละเอียดสูง ขนาด 15.6 นิ้ว สามารถเข้าถึงระบบนําทางแบบออนไลน์ การสตรีมมิ่งเพลง และการเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับระบบรถยนต์เป็นไปได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังมีระบบสั่งการด้วยเสียง รวมไปถึงระบบควบคุมรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ (NETA App) เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะแบบเรียลไทม์

 ระบบความปลอดภัย Safety

NETA X ใช้โครงสร้างที่ทำจากเหล็กแรงดึงสูง (High-strength Steel) ถึง 75% ของตัวถังมาพร้อมระบบถุงลมนิรภัยถึง 6 จุด และแบตเตอรี่ที่ผ่านการทดสอบ IP68 ซึ่งเป็นระดับกันน้ำและกันฝุ่นระดับสูงสุดในตลาด โดยสามารถผ่านการทดสอบการกันน้ำอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 48 ชั่วโมง

ต้นทุนการเป็นเจ้าของ Ownership Cost

NETA X ให้การใช้พลังงานและค่าบํารุงรักษาที่ต่ำ เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ถึง 3 เท่า จึงทําให้ NETA X เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าตัวเลือกที่ให้ความประหยัดและคุ้มค่าในระยะยาว

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-023-9981 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสาร และความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่:

ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ Cayenne S E-Hybrid Coupé ที่ประกอบขึ้นภายในภูมิภาคอาเซียน มอบประสบการณ์อันเหนือระดับในราคา 6,290,000 บาท พร้อมส่งมอบในไทยเดือนสิงหาคม 2567

0
Cayenne S E-Hybrid Coupé 1

ปอร์เช่ คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นใหม่ มาถึงประเทศไทยแล้ว รถยนต์รุ่นนี้ได้รับการปรับแต่งโดยเฉพาะสำหรับแฟนๆ ปอร์เช่ชาวไทย รถคันนี้ประกอบขึ้นที่โรงงานประกอบรถยนต์ปอร์เช่ในประเทศมาเลเซีย มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่เหนือกว่า ดีไซน์ที่ออกแบบใหม่ ขุมพลังไฮบริดประสิทธิภาพสูง และตัวเลือกการปรับแต่งที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทย

Cayenne S E-Hybrid Coupé 2

ปอร์เช่ ประเทศไทย มีความภาคภูมิใจที่จะประกาศเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) ที่ผลิตขึ้นสำหรับแฟนๆ ปอร์เช่ชาวไทย นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ แบรนด์รถยนต์หรูระดับโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รถเอสยูวีสปอร์ตคันนี้กลายเป็นรถรุ่นที่ 2ที่มาจากสายการผลิตของประเทศมาเลเซีย และเป็นรุ่นแรกที่ประกอบในภูมิภาคเพื่อส่งออกมายังประเทศไทย โดยมอบประสบการณ์อันเหนือระดับในราคาที่น่าสนใจ

ปอร์เช่ เข้าใจความต้องการอันหลากหลายของลูกค้าชาวไทย จึงได้ปรับแต่ง คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) ให้มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่เหนือชั้น มีฟีเจอร์มากมายเมื่อเทียบกับรุ่นพื้นฐานที่นำเข้าจากยุโรป นอกจากนี้ยังมีไมโครไซต์ (Microsite) เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับการจองรถยนต์รุ่นใหม่นี้ผ่านทางออนไลน์ เพื่อมอบประสบการณ์การจองที่สะดวกสบายให้กับลูกค้าที่สนใจ และรองรับการปรับแต่งเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นสีภายนอก ตัวเลือกหนังภายใน และอุปกรณ์เสริม Tequipment ต่างๆ

นายอัลเบรคท์ ไรโมลด์ (Mr. Albrecht Reimold) กรรมการบริหารฝ่ายการผลิต ปอร์เช่ เอจี กล่าวว่า “ปอร์เช่ บุกตลาดสำคัญนี้ด้วยการสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศมาเลเซียขึ้นเมื่อปี 2022 ตั้งแต่นั้นเราก็ประสบความสำเร็จมากมาย เช่น การส่งมอบคาเยนน์ (Cayenne) ที่ประกอบในมาเลเซียมากกว่า 1,000 คันให้กับลูกค้าชาวมาเลเซีย ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีหลังจากเริ่มประกอบ วันนี้เราเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตด้วยการยกระดับโรงงานประกอบที่กูลิมอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่า คาเยนน์ (Cayenne) รุ่นแรกที่ส่งออกไปยังภูมิภาคนี้ จะตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างสูงสุด”

นายฮานเนส รูออฟ (Hannes Ruoff) ประธานกรรมการบริหาร ปอร์เช่ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “การเปิดตัว คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นประกอบในมาเลเซียสำหรับประเทศไทย นับเป็นอีกก้าวสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตอกย้ำถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของตลาดที่มีความเคลื่อนไหวและไม่หยุดนิ่งสำหรับปอร์เช่ รถยนต์รุ่นแรกที่ส่งออกจากโรงงานประกอบในภูมิภาคของเราไปยังประเทศไทย สะท้อนถึงพลังแห่งวิสัยทัศน์ที่มีร่วมกันและความร่วมมือที่แข็งแกร่ง ซึ่งผลักดันให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จที่มากขึ้น”

นายปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่จะเปิดตัว คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด (Cayenne S E-Hybrid) รุ่นประกอบในภูมิภาค สำหรับประเทศไทย รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมอุปกรณ์ที่ผ่านการปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้าชาวไทยโดยเฉพาะ และด้วยราคาที่น่าสนใจ เราเชื่อมั่นว่ารุ่นย่อยใหม่นี้จะกลายเป็นรถยนต์ยอดนิยมสำหรับแฟนๆ ปอร์เช่และลูกค้าในประเทศไทยอย่างแน่นอน”

Cayenne S E-Hybrid Coupé 3

อุปกรณ์มาตรฐานที่เหนือกว่า
คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นสำหรับประเทศไทย โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ทรงพลังและสปอร์ตยิ่งขึ้น ลูกค้าชาวไทยสามารถเลือกสีตัวถังได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ได้แก่ สีขาวเมทาลิก Carrara White, สีดำเมทาลิก Chromite Black และสีเงินเมทาลิก Dolomite Silver

เสริมความโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ HD Matrix LED ดีไซน์ใหม่ ที่มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดดเด่นด้วยโมดูลความละเอียดสูง 2 ชุด และพิกเซลกว่า 32,000 พิกเซลต่อโคมไฟ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ขณะที่ล้ออัลลอยลาย คาเยนน์ (Cayenne) ขนาด 20 นิ้ว สีเทา Vesuvius Grey มอบความหรูหราและสปอร์ตให้กับรถ SUV คันนี้ได้อย่างลงตัว

Cayenne S E-Hybrid Coupé 4

ภายในของ คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นสำหรับประเทศไทย ได้รับการยกระดับด้วยฟีเจอร์เพิ่มเติมมากมาย เป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งพวงมาลัย GT Sports และ แพ็คเกจ Sport Chrono พร้อมนาฬิกา Porsche Design เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งช่วยยกระดับความหรูหราให้กับผู้ขับขี่ตั้งแต่ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสาร

รถเอสยูวี (SUV) สุดหรูรุ่นนี้ ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่ ระบบเสียงรอบทิศทาง BOSE® เบาะหนังคุณภาพเยี่ยม เลือกได้ 2 สี คือ สีดำ หรือ สีแดงบอร์โด (Bordeaux Red) พร้อมตราสัญลักษณ์ปอร์เช่บนพนักพิงศรีษะที่เบาะคู่หน้า อีกทั้งระบบควบคุมอุณหภูมิแยก 4 โซน เครื่องฟอกอากาศภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งไฟฟ้าปรับได้ 14 ทิศทางพร้อมระบบจำตำแหน่งสำหรับเบาะผู้โดยสารด้านหลัง และม่านบังแดดด้านหลังที่เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

Cayenne S E-Hybrid Coupé 6

ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบช่วยจอด (ParkAssist) พร้อมกล้องรอบทิศทาง (Surround View) และรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Apple® CarPlay มอบความสะดวกสบายสูงสุด ทั้งยังเอาใจผู้โดยสารด้านหลังด้วยระบบเตรียมติดตั้ง Rear Seat Entertainment ที่มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สามารถติดตั้งหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเพิ่มเติมได้อย่างง่ายดาย เพื่อยกระดับความเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

เพิ่มเติมความทันสมัยให้กับห้องโดยสารด้วย Porsche Driver Experience ประกอบด้วย ชุดหน้าปัดดิจิตอลแบบโค้งมนขนาด 12.6 นิ้ว และหน้าจอระบบ Infotainment ขนาด 12.3 นิ้ว สำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวา ตำแหน่งคันเกียร์อัตโนมัติได้รับการย้ายไปทางซ้ายของพวงมาลัยบนคอนโซลกลาง การปรับเปลี่ยนนี้ช่วยเพิ่มพื้นที่สำหรับช่องเก็บของและแผงควบคุมระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ ดีไซน์สวยงามทันสมัยในโทนสีดำ แผงควบคุมระบบปรับอากาศมาพร้อมปุ่มกดขนาดใหญ่ ใช้งานง่าย พร้อมสวิทช์ปรับอากาศแบบหมุน และปุ่มปรับระดับเสียงแบบสัมผัส ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายและดูหรูหรา

Cayenne S E-Hybrid Coupé 7
คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นสำหรับประเทศไทย ผสมผสานความสปอร์ตอันทรงพลังของ Cayenne S เข้ากับระบบขับเคลื่อนอันล้ำสมัยของ Cayenne E-Hybrid นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตระดับโลกในการมอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจ ผสานเทคโนโลยีไฮบริดที่ทั้งทรงประสิทธิภาพและล้ำหน้า

คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบ 3.0 ลิตร ให้กำลัง 260 กิโลวัตต์ (353 แรงม้า) แรงกว่าเครื่องยนต์ใน Cayenne E-Hybrid ถึง 36 กิโลวัตต์ (49 แรงม้า) เมื่อผสมผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่ ส่งผลให้ระบบมีกำลังรวม 382 กิโลวัตต์ (519 แรงม้า) รถเอสยูวีคูเป้รุ่นนี้เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 4.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 263 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระยะทางวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าสูงสุด 90 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน EAER City) เหมาะสำหรับการขับขี่ภายในกรุงเทพฯ ในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย

Cayenne S E-Hybrid Coupé 8

ปอร์เช่ ได้ยกระดับ คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) ด้วยระบบช่วงล่างลมอัจฉริยะแบบใหม่ ที่มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมระบบกันสะเทือนแบบถุงลม Porsche Active Suspension Management (PASM) เทคโนโลยี Two-Chamber Two-Valve ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ เพิ่มความมั่นคง และง่ายต่อการควบคุมรถยนต์ทั้งบนถนนและทางออฟโรด เมื่อเทียบกับระบบช่วงล่างมาตรฐานและรุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำและสมรรถนะของการขับขี่ ลดการโคลงของตัวรถในขณะขับขี่แบบสปอร์ต อีกทั้งยังช่วยให้การปรับโหมดการขับขี่ระหว่าง Normal, Sport และ Sport Plus แตกต่างกันอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

Cayenne S E-Hybrid Coupé 9

ระบบกันสะเทือนแบบถุงลมของ คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการขับขี่ที่มากขึ้น เทคโนโลยี Two-Chamber Two-Valve ช่วยปรับช่วงล่างได้หลากหลาย ตั้งแต่เน้นความนุ่มนวลสำหรับการขับขี่สบายๆ ไปจนถึงโหมดสปอร์ตที่เน้นการตอบสนองฉับไว

ปอร์เช่เข้าใจว่าลูกค้าต้องการความเป็นตัวเอง ดังนั้น คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นสำหรับประเทศไทย สามารถปรับแต่งผ่านไมโครไซต์พิเศษที่สร้างขึ้นสำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ

เว็บไซต์นี้เปิดโอกาสให้แฟนๆ ปอร์เช่ สามารถออกแบบคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) ในฝันได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีตัวถังและการตกแต่งภายใน รวมไปถึงการเพิ่มอุปกรณ์เสริม Tequipment หรือ แพ็คเกจปรับแต่งพิเศษจาก Porsche Exclusive Manufaktur

คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นสำหรับประเทศไทย ราคาเริ่มต้นที่ราคา 6,290,000 บาท โดยมีกำหนดส่งมอบให้ลูกค้าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 เป็นต้นไป สามารถจองรถยนต์รุ่นนี้ผ่านไมโครไซต์ (Microsite) ได้ที่ thcayenne.online

“มินิ ประเทศไทย” เปิดตัว “MINI Family” 4 รุ่นใหม่ พร้อมเปิดโลกดิจิทัลสุดล้ำ และเสริมความเร้าใจด้วยลุคใหม่สุดไอคอนิก

0
มินิ 1

มินิ ประเทศไทย เหยียบคันเร่งเต็มสปีดเข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ลุยเปิดตัวมินิใหม่ล่าสุด ในเจเนอเรชันที่ 5 แบบครบเครื่องทั้งความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดีไซน์สไตล์มินิมอลที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล และสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ ตอบโจทย์นักขับทุกสไตล์ ทั้งยังต่อยอดพันธกิจของแบรนด์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดยนตรกรรมไฟฟ้าแบบเต็มตัวภายในปี 2030 นำทัพโดย มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ พลิกประวัติศาสตร์ของความสนุกบนท้องถนนกว่า 60 ปี พร้อมโลดแล่นสร้างสีสันอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ที่ขับสนุกไม่แพ้กัน

มินิ 2

นอกจาก มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ในรุ่น 3 ประตูแล้ว มินิยังเปิดตัวอีก 2 รุ่นในตระกูลคันทรีแมนที่ใหญ่ขึ้นในทุกมิติเอาใจสายแอดเวนเจอร์ กับมินิ คันทรีแมน เอสอี ใหม่ ในระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 100% เป็นครั้งแรก พร้อมด้วย มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน โฉมใหม่ล่าสุดของครอสโอเวอร์ตัวแรงสำหรับสายสปอร์ตผจญภัยที่แฟน ๆ มินิชื่นชอบและมินิ ประเทศไทย ยังได้เผยโฉม มินิ เอซแมน เอสอี ใหม่ สู่แฟน ๆ ชาวไทยเป็นครั้งแรก กับสมาชิกใหม่ของแบรนด์มินิในรูปแบบคอมแพกต์ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ผสมผสานความรู้สึกการขับขี่แบบ “Go-Kart feeling” ในสไตล์มินิ เข้ากับความคล่องตัวแบบสารพัดประโยชน์ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์ที่แปลกใหม่จากทุกมุมมอง

คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากที่แฟน ๆ รอคอยกันมาพักใหญ่ วันนี้เราตื่นเต้นมากที่ได้นำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของมินิกลับมาทำตลาดในประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งรุ่นก่อนหน้าก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากลูกค้าในไทยจนขายหมดไปเมื่อปี 2566 ในครั้งนี้ มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ได้กลับมาอีกครั้งในเจเนอเรชันที่ 5 และจะมาปฏิวัติวงการยานยนต์ไฟฟ้าของไทยด้วยดีไซน์มินิมอลสุดล้ำ ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบรับยุคดิจิทัล และสมรรถนะการขับขี่ที่ยังคงความสนุก เร้าใจด้วยสไตล์การขับขี่แบบโกคาร์ทอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิเอาไว้อย่างครบถ้วน

มินิ 3

รถยนต์เจเนอเรชันใหม่ของมินิทุกรุ่น นับเป็นการผสมผสานงานออกแบบและความสนุกในการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ เพื่อมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมและยั่งยืนให้กับทั้งแฟน ๆ ที่ติดตามมินิมาอย่างยาวนาน รวมถึงลูกค้าใหม่ที่ต้องการจะก้าวเข้าสู่โลกของมินิเป็นครั้งแรก ซึ่งมินิเจเนอเรชันใหม่ยังไม่ละทิ้งคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของแบรนด์พร้อมทั้งยังส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับตัวรถ ผ่านทางนวัตกรรมดิจิทัลต่าง ๆ มากมายให้แก่ผู้ขับขี่ทั้งขณะที่ใช้งานในตัวรถ และเมื่อต้องการสื่อสารกับตัวรถขณะอยู่นอกห้องโดยสารอีกด้วย”

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่
ราคาจำหน่าย: 1,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

มินิ 4
มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ในเจเนอเรชันที่ 5 นี้ ได้นำดีไซน์ดีเอ็นเอดั้งเดิมของความเป็นมินิ มาผสมผสานเข้านวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 100% กับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างลงตัว ต่อยอดประสบการณ์การขับขี่ในรูปแบบ “Electrified Go-Kart” ที่ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับนักขับมาแล้วทั่วโลก ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ในแบบมินิมอลสุดล้ำและนวัตกรรมดิจิทัลที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้นสำหรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งตัวถังของมินิเจเนอเรชั่นใหม่นี้ ได้รับการออกแบบมาสำหรับระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ และมีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตรเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

มินิ 3

เมื่อแรกเห็น มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ จะรู้สึกได้ถึงความโดดเด่นสะดุดตาจากงานออกแบบใหม่ตามแนวคิด ‘ความเรียบง่ายอันทรงเสน่ห์’ ที่แม้จะดูเปลี่ยนไปตามนิยามใหม่ แต่ยังคงรักษาองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิเอาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งส่วนหน้ารถที่สั้น ฐานล้อยาว และล้อขนาดใหญ่ที่เติมบุคลิกความสปอร์ตแบบเต็มพิกัด ในขณะที่โฉมใหม่ในสไตล์มินิมอลของมินิ คูเปอร์ เอสอี รุ่นนี้ยังสามารถสังเกตเห็นได้จากมือจับประตูที่กลมกลืนกับพื้นผิวของตัวรถ เช่นเดียวกับซุ้มล้อและขอบด้านข้างรถที่เสมอกับผิวตัวถังรอบคัน ซึ่งเป็นไปตามแบบฉบับของมินิรุ่นคลาสสิก ทำให้รถดูมีขนาดใหญ่ขึ้น ในขณะที่ด้านหน้าของรถยังคงโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมอันเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ประจำตัว และยังสามารถสร้างสีสันที่สะท้อนสไตล์และตัวตนของผู้ขับขี่ได้เด่นชัดยิ่งกว่าเดิมด้วยโหมดไฟซิกเนเจอร์ที่มีให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่ Classic, Favoured และ JCW ดูสะดุดตาเคียงข้างกับกระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยมโฉมใหม่ที่ขับเน้นความสปอร์ตจากกรอบสีเงิน Vibrant Silver

 

สไตล์ความมินิมอลในงานออกแบบยังเห็นได้จากด้านข้างตัวถังที่ไม่มีแถบสีดำ เข้าคู่กับตัวถังที่เพรียวลมด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.28 เหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่นๆ ในเซกเมนต์เดียวกัน ส่วนด้านท้ายสวยสะอาดตา มีสัดส่วนและเส้นสายของตัวรถที่ดูทรงพลัง และคาดกลางด้วยแถบสีดำแนวนอนบริเวณกึ่งกลางฝากระโปรงท้าย
ตอบรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกองค์ประกอบ

มินิ 6

ห้องโดยสารของมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ยังได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความเรียบง่ายและความยั่งยืนควบคู่กัน โดยแผงหน้าปัด แผงประตู และฝาปิดช่องเก็บของต่าง ๆ ภายในรถล้วนผลิตจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 90% ส่วนเบาะนั่งสไตล์สปอร์ตยังคงความหรูหราและนุ่มสบายเช่นเคยด้วย Vescin สีน้ำเงิน Nightshade ซึ่งเป็นวัสดุหนังสังเคราะห์แบบใหม่ของมินิที่นำมาใช้แทนหนัง ซึ่งเป็นการเลือกใช้วัสดุที่ทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังมีความสวยงามและคุณภาพที่ยอดเยี่ยม และแม้แต่ภายนอก ล้อของมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ก็ยังตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนด้วยการใช้อลูมิเนียมรีไซเคิล มินิรุ่นล่าสุดนี้จะมาพร้อมกับชุดแต่ง Favoured Trim เพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยล้อขนาด 18 นิ้วแบบ Slide spoke ในดีไซน์ทูโทน ส่วนพื้นผิวหน้าแผงคอนโซลหุ้มด้วยผ้าถักลายตารางแบบทูโทน ในขณะที่กล่องเก็บของที่บุด้วยผ้าถักจากวัสดุพิเศษ พร้อมสายผ้าสำหรับใช้ช่วยเปิดที่เก็บของให้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น

จอแสดงผล OLED ทรงกลมความละเอียดสูงเป็นครั้งแรกของวงการยานยนต์สำหรับฟีเจอร์ที่โดดเด่นในห้องโดยสารของมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ที่สะท้อนตัวตนของมินิเวอร์ชั่นต้นตำรับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 คือหน้าจอ MINI Interaction Unit ทรงกลมขนาดใหญ่ที่แผงคอนโซลด้านหน้า ซึ่งเป็นจอแสดงผล OLED ความละเอียดสูง นำเสนอประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบายในแบบฉบับที่ไม่ต่างจากการใช้สมาร์ทโฟน โดยส่วนบนของหน้าจอจะเป็นพื้นที่แสดงข้อมูลสำคัญของตัวรถ เช่น ความเร็วรถและสถานะแบตเตอรี่ ในขณะที่ส่วนที่เหลือของจอแสดงผลทรงกลมยังสามารถปรับเปลี่ยนให้แสดงข้อมูลการนำทาง เพลงและความบันเทิงอื่น ๆ รวมถึงฟีเจอร์ด้านการเชื่อมต่อต่าง ๆ ได้อย่างครบครันและสะดวกง่ายดาย นอกจากนี้ ระบบ Head-up Display ก็ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นข้อมูลสำคัญของตัวรถได้โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนนอีกด้วย

 

หน้าจอ MINI Interaction Unit ยังถือเป็นหัวใจสำคัญของโหมดการใช้งาน MINI Experience ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยปรับแต่งประสบการณ์การขับขี่ และเติมสีสันให้กับทุกเส้นทางได้ตามใจชอบ ด้วย 7 โหมดที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นโหมดขับขี่ของตัวรถ เสียงจำลองที่ช่วยเสริมบรรยากาศการขับขี่ และสีสันจากหน้าจอรวมทั้งระบบไฟภายในห้องโดยสาร โดยในโหมดมาตรฐาน ‘Core Mode’ ห้องโดยสารจะได้รับการตกแต่งด้วยหน้าจอและไฟในโทนสี Laguna ที่เป็นหนึ่งในสีประจำตัวของมินิ พร้อมการขับขี่โหมด Comfort และเสียงจำลองแบบมาตรฐานที่ทั้งผู้ขับขี่และบุคคลภายนอกจะได้ยินไปด้วยกัน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่การขับขี่และคนเดินถนน ‘Go-Kart Mode’ จะเปลี่ยนชุดสีหน้าจอเป็นสีดำ Anthracite ผสมกับสีแดง และระบบไฟ ambient light สีแดง เติมความดุดันให้เข้ากับการขับขี่ในแบบสปอร์ตด้วยเสียงเครื่องยนต์จากรุ่นจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ที่ปรับแต่งมาเพื่อสร้างความเร้าใจโดยเฉพาะ ส่วน ‘Green Mode’ จะตั้งค่ารถเป็นโหมดการขับขี่แบบมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อเพิ่มระยะทางการขับขี่สูงสุด ขณะที่หน้าจอและระบบไฟส่องสว่างจะมาในสีเขียวนวลตา

นอกเหนือจาก 3 โหมดหลักนี้ MINI Interaction Unit ยังมาพร้อมกับบุคลิกและลูกเล่นที่โดดเด่นมากขึ้นในอีก 4 โหมด นับตั้งแต่ความสามารถในการซิงค์แสงไฟภายในกับภาพปกอัลบั้มของเพลงที่กำลังเล่นใน ‘Vivid Mode’ จากการใช้เทคโนโลยีลูกเล่นสี “Color Grabber” และการรองรับภาพพื้นหลังที่เลือกเองได้ใน ‘Personal Mode’ ไปจนถึงการสะท้อนภาพประวัติศาสตร์สุดคลาสสิกของมินิ ผ่านทั้งภาพและเสียงใน ‘Timeless Mode’ หรือบรรยากาศความเรียบง่าย สงบ สบายใน ‘Balance Mode’

มินิ 8

ด้านล่างของหน้าจอ MINI Interaction Unit ซึ่งติดตั้งอยู่บนคอนโซลด้านหน้า ผู้ขับจะได้พบกับแผงควบคุม Toggle Bar ดีไซน์ใหม่ อีกหนึ่งองค์ประกอบที่หวนคืนมาจากมินิรุ่นคลาสสิก โดย Toggle Bar ใหม่นี้ จะช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงฟังก์ชันสำคัญต่าง ๆ ในการขับขี่ได้อย่างสะดวกง่ายดาย ทั้งเบรกมือ สวิตช์เลือกเกียร์ สวิตช์หมุนสตาร์ท/ดับเครื่อง สวิตช์สลับโหมด MINI Experience หรือปุ่มการควบคุมระดับเสียงเพลงครบครันด้วยบริการด้านดิจิทัลและผู้ช่วยขับขี่อัจฉริยะ

อีกหนึ่งเทคโนโลยีใหม่ในมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ที่จะมาปฏิวัติวงการไม่ต่างจากหน้าจอ OLED ก็คือผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ MINI Intelligent Personal Assistant ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในไทย พร้อมตอบสนองทุกคำสั่ง เพียงออกเสียงเรียกว่า “Hey MINI!” หรือจะเลือกกดปุ่มสั่งการด้วยเสียงบนพวงมาลัยก็สะดวกไม่แพ้กัน ซึ่งนอกจากแค่การรับคำสั่ง MINI Intelligent Personal Assistant ยังสามารถปรากฏตัวทักทายคุณบนหน้าจอ MINI Interaction Unit ในรูปของรถ “MINI” ที่เป็นหน้าตาแบบมาตรฐาน หรืออาจเลือกอัปเกรดผ่านแพ็คเกจ MINI Connected ให้เป็นน้องหมา “Spike” ที่แฟน ๆ ต้องหลงรักก็ได้

มินิ 7

เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ MINI Operating System 9 แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่พัฒนาด้วยมือของทีมงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป บนพื้นฐานของ Android Open Source Project (AOSP) เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายดายด้วยระบบสัมผัส แสดงผลด้วยภาพกราฟิกเคลื่อนไหวที่สวยงามในทุกหน้าจอ และทำงานร่วมกับฟังก์ชันอื่น ๆ ได้หลากหลาย เช่น เชื่อมต่อกับแพ็คเกจ MINI Navigation ขณะขับขี่เพื่อช่วยนำทางด้วยระบบคลาวด์ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายแบบ 5G ในตัว และยังสามารถแสดงภาพสามมิติเพื่อช่วยนำทางผ่านจุดเลี้ยวที่ซับซ้อนได้อย่างมั่นใจ ส่วน MINI Connected Store ยังมอบแอปพลิเคชันที่หลากหลาย ครบครันทั้งแอปเพื่อการใช้งานและความบันเทิง รวมถึงเกม แอปสตรีมเพลงและวิดีโอ

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่หลากหลาย รวมถึงฟังก์ชันจอดรถอัตโนมัติอย่าง Parking Assistant และแพ็คเกจ Driving Assistant ซึ่งสามารถเลือกอัปเกรดเป็น Driving Assistant Plus ที่มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) โดยลูกค้าสามารถเลือกสมัครได้ในแบบ 1 เดือน 1 ปี 3 ปี และตลอดอายุการใช้งาน ส่วนฟีเจอร์กุญแจรถดิจิทัล MINI Digital Key Plus ยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายอีกระดับ ด้วยการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนและสมาร์ทวอชให้เป็นกุญแจรถ ซึ่งสามารถเปิดใช้งาน Welcome Light ได้โดยอัตโนมัติเมื่อเจ้าของรถอยู่ในระยะ 3 เมตรจากตัวรถ และสามารถปลดล็อคประตูอัตโนมัติเมื่อเดินเข้ามาในระยะ 1.5 เมตร รวมไปถึงการสตาร์ทเครื่องยนต์เมื่อนั่งอยู่ในตำแหน่งพร้อมจะออกเดินทาง นอกจากนี้ยังสามารถส่งต่อ Digital Key ให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย
ยกระดับอารมณ์การขับขี่แบบ Go-Kart ด้วยเทคโนโลยีระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%

ในด้านสมรรถนะรถ มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมกำลังระบบไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ผ่านการเสริมสมรรถนะมาอย่างรอบด้าน ส่งกำลัง 160 กิโลวัตต์ / 218 แรงม้า และแรงบิด 330 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ฉับไวใน 6.7 วินาที ทั้งยังทำงานผสานกับช่วงล่างที่ปรับแต่งมาเพื่อการควบคุมที่คล่องตัว ด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ฐานล้อที่ยาวขึ้นและขยับไปชิดมุมรถทั้ง 4 ด้าน (Short overhang) ทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น คงไว้ซึ่งสไตล์การขับขี่แบบโกคาร์ทไว้ได้อย่างครบถ้วน การบังคับเลี้ยวที่แม่นยำ แบตเตอรี่แรงดันสูง 54.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมงในมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ พร้อมส่งพลังงานสำหรับการเดินทางที่ระยะทางสูงสุด 402 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP นอกจากนี้ ตำแหน่งการติดตั้งแบตเตอรี่ในพื้นรถยังทำให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ส่งผลให้รถมีความสามารถในการยึดเกาะและการควบคุมที่ยอดเยี่ยม

แบตเตอรี่ของมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ รองรับการชาร์จไฟแบบ AC สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ในขณะที่การชาร์จไฟแบบ DC ทำได้สูงสุดที่ 95 กิโลวัตต์ โดยในโหมด DC จะสามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% ในเวลาเพียงไม่ถึง 30 นาที นอกจากนี้ แบตเตอรี่รุ่นนี้ยังรองรับการตั้งค่าการชาร์จต่าง ๆ เช่น เวลาชาร์จ ระดับแบตเตอรี่ที่ต้องการ และอื่น ๆ พร้อมการเข้าถึงข้อมูลแบตเตอรี่จากหน้าจอมือถือผ่าน MINI App

มินิ 10

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ พร้อมให้นักขับชาวไทยเป็นเจ้าของได้แล้วที่ราคา 1,699,000 บาท พร้อมแพ็คเกจ MSI Standard โดยมี 6 สีให้เลือก ได้แก่ Blazing Blue, Nanuq White, Melting Silver ที่มาพร้อมกับหลังคาสีดำ Jetblack และ British Racing Green, Sunny Side Yellow, Chili Red II ที่ให้ลูกค้าเลือกหลังคาดำ Jetblack หรือสีขาว Glazed White

ข้อเสนอพิเศษสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่*
•สำหรับลูกค้าที่จอง มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://minionlinesales.com/ และมีกำหนดรับมอบรถภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 จะได้รับแพ็คเกจ MINI Connected ฟรี 1 ปี*
•ลูกค้าที่จอง มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ และทำสัญญาทางการเงินกับ มินิ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม โดยมีกำหนดรับมอบรถภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 รับข้อเสนอผ่อนต่อเดือนเริ่มต้น 11,555 บาท/เดือน*
•สำหรับลูกค้าเก่าและลูกค้าปัจจุบันที่มีสัญญาทางการเงินกับ มินิ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย เมื่อจอง มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ และทำสัญญาทางการเงินกับ มินิ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม โดยมีกำหนดรับมอบรถภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 รับข้อเสนอขยายแพ็คเกจรับประกัน MINI Extended Protect (Extended warranty) สูงสุด 2 ปี (มูลค่ารวม 25,970 บาท)*
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ MINI Contact Center 1397

มินิ คันทรีแมน เอสอี ใหม่
ราคา: 3,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)
*รถคันที่จัดแสดงในงานไม่ใช่สเป็คที่จะจำหน่ายในประเทศไทย

มินิ 12

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของตระกูลคันทรีแมน ด้วยมินิ คันทรีแมน เอสอี ใหม่ ที่มาพร้อมกับเอกลักษณ์ด้านการออกแบบใหม่ล่าสุด ในปรัชญาเดียวกับมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ แต่ผสานความโดดเด่นของรถยนต์แบบออฟโรดอเนกประสงค์ รถยนต์สำหรับครอบครัว และความสนุกสนานของประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้มลพิษเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในคันเดียว

มินิ 13

 

มินิ คันทรีแมน เอสอี ใหม่ สืบทอดบุคลิกที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของคันทรีแมน ด้วยพื้นผิวตัวถังที่เฉียบคม แต่ยังคงกลิ่นอายขององค์ประกอบด้านการออกแบบสุดคลาสสิกของมินิ ทั้งช่วงล้อหน้าและฝากระโปรงหน้าที่สั้น ตัดกับฐานล้อที่ยาว ขนาดมิติตัวถังและฐานล้อมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า โดยมีความยาว 4,445 มิลลิเมตร กว้าง 1,843 มิลลิเมตร สูง 1,635 มิลลิเมตร และฐานล้อ 2,692 มิลลิเมตร โดดเด่นด้วยกระจังหน้ารูปทรงแปดเหลี่ยมดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟหน้า LED และระบบปรับเปลี่ยนรูปแบบแสงไฟตามโหมด Signature ต่าง ๆ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย Windmill Spoke ดีไซน์ทูโทน โดดเด่นด้วยหลังคาในสีใหม่ Vibrant Silver พร้อม Panorama Glass Roof เข้ากับกรอบกระจังหน้า ฝาครอบกระจกข้าง ล้อ เสา C รวมถึงชิ้นส่วนภายนอกอื่น ๆ ในสีเดียวกัน

มินิ 14

ภายในของ มินิ คันทรีแมน เอสอี ใหม่ มาในปรัชญาการออกแบบใหม่เช่นเดียวกับ มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ โดยบริเวณแผงแดชบอร์ดหุ้มด้วยผ้าถักในสี Dark Petrol รับกับเบาะ John Cooper Works Sport Seats สี Vintage Brown มาพร้อมระบบเสียง Harman Kardon surround sound เพื่อความบันเทิงที่เต็มอิ่มในทุกการเดินทาง

มินิ 15

มินิ คันทรีแมน เอสอี ใหม่ ยังมาพร้อมองค์ประกอบหลักและฟีเจอร์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกับใน มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ เจเนอเรชันที่ 5 อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผล OLED ทรงกลม MINI Interaction Unit โหมดการใช้งาน MINI Experience ที่มีอีกหนึ่งโหมดพิเศษเพิ่มมาจาก 7 โหมดในมินิ คูเปอร์ เอสอี คือ โหมด Trail ที่เน้นความเร้าใจสำหรับสายแอดเวนเจอร์ มาพร้อมฟังก์ชั่นอย่าง เข็มทิศ และกราฟฟิกต่าง ๆ ในระบบ Navigation เสริมฟีลลิ่งแบบออฟโร้ด และยังมีระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ MINI Intelligent Personal Assistant และฟีเจอร์ซอฟต์แวร์อันหลากหลายบนระบบปฏิบัติการ MINI Operating System 9 รวมถึงแผงควบคุมดีไซน์ใหม่ในแบบ Toggle Bar ที่รวบรวมทุกฟังก์ชันสำคัญของการขับขี่เอาไว้ในจุดเดียวเพื่อให้ผู้ขับขี่เข้าถึงได้ง่าย และครบครันด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่าง ระบบช่วยจอด Parking assistant Plus, Drive Recorder, กล้องรอบคัน Surround view และอื่น ๆ อีกมากมาย

มินิ 16

นอกจากนี้ เพื่อรองรับกับตัวถังที่มีขนาดใหญ่และกว้างขวางขึ้น ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% จึงได้รับการปรับแต่งให้ส่งพละกำลังสูงสุดถึง 230 กิโลวัตต์ / 313 แรงม้า ส่งแรงบิดสูงสุด 494 นิวตันเมตร สู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ ALL4 ที่สามารถเร่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 5.6 วินาที และยังทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่ได้รับการยกระดับความจุให้เป็น 66.45 กิโลวัตต์-ชั่วโมง พร้อมรองรับการชาร์จแบบกระแสสลับ AC กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และการชาร์จแบบกระแสตรง DC สูงสุดที่ 130 กิโลวัตต์ และมีระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 432 กิโลเมตรต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard 3 ปี หรือ 60,000 กม.)

มินิ 16

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ มาให้แฟน ๆ ชาวไทยเป็นเจ้าของในจำนวนจำกัดเพียง 5 คัน ผสมผสานสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลังในแบบฉบับของจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ เข้ากับจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของรถมินิที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ยกระดับทุกประสบการณ์การเดินทางให้พิเศษและเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณสปอร์ต ด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 233 กิโลวัตต์ / 317 แรงม้า ส่งแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร สู่ล้อทั้งสี่ ผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ ALL4 มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.26 เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการขับบนท้องถนนหรือเส้นทางออฟโรด ส่งผลให้มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ เร่งความเร็วถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 5.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มินิ 18

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ ยังโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่บ่งบอกถึงบุคลิกที่ดูสปอร์ตและดุดัน สะท้อนให้เห็นจุดเด่นทั้งด้านสมรรถนะและความอเนกประสงค์ของตัวรถ โดยแผ่นสะท้อนแสงแนวตั้งบริเวณด้านหน้ารถ ยังช่วยเน้นย้ำถึงความกว้างของตัวรถ ไฟหน้า LED มินิดีไซน์ใหม่ พร้อมแถบไฟแนวนอนอันเป็นเอกลักษณ์จากโหมด JCW Signature ยิ่งช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับรูปลักษณ์ของรถยนต์แบบ Sports Activity Vehicle ส่วนกระจังหน้าดีไซน์ใหม่รูปทรงแปดเหลี่ยมที่ตกแต่งด้วยสีดำ High-gloss Black และโลโก้ JCW ที่ได้รับการออกแบบใหม่ ช่วยเสริมให้ดีไซน์มีความทันสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งความมินิมอลที่ทั้งเรียบง่ายแต่โดดเด่น สะกดทุกสายตาบนท้องถนน

มินิ 17

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมสีตัวถังสีพิเศษ Legend Grey ซึ่งตัดกันอย่างโดดเด่นกับหลังคาสีแดง Chili Red ที่มาพร้อมกระจก Panorama และกระจกมองข้างสีแดงที่บ่งบอกถึงคาแรคเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ในขณะที่ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย John Cooper Works Flag Spoke ในแบบทูโทน ก็ช่วยดึงความโดดเด่นให้กับตัวรถ ส่วนท้ายรถยังมาพร้อมกับไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ในโหมด JCW Signature อันเป็นเอกลักษณ์ สอดรับกับตัวถังด้านหลังทรงตั้งตรงที่ช่วยตอกย้ำถึงความกว้างของตัวรถ

มินิ 18

ห้องโดยสารของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อตอกย้ำถึงความกว้างขวางและโอ่อ่า ตกแต่งด้วยสีแดงและสีดำบริเวณคอนโซล แผงประตู และเบาะนั่งแบบสปอร์ต ที่หุ้มด้วยหนังวีแกน Vescin และเนื้อผ้า ผสมผสานกันออกมาอย่างลงตัวและสะท้อนถึงจิตวิญญาณรถแข่งของจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับเก็บได้เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระสูงสุดตั้งแต่ 505-1,530 ลิตร

มินิ 19

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ ยังมาพร้อมกับหน้าจอกึ่งกลางคอนโซลแบบ OLED ทรงกลม ความละเอียดสูง อันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ เจเนอเรชันที่ 5 รองรับโหมดการใช้งาน MINI Experience และแผงควบคุมดีไซน์ใหม่ในรูปแบบ Toggle Bar ที่รวบรวมทุกฟังก์ชันสำคัญสำหรับการขับขี่เอาไว้ในที่เดียว รวมทั้งยังสามารถสั่งงานด้วยเสียง เพื่อควบคุมฟังก์ชันสำคัญต่าง ๆ เช่น ระบบนำทาง โทรศัพท์ และระบบความบันเทิงต่าง ๆ ในรถได้เช่นกัน

มินิ เอซแมน เอสอี ใหม่
ราคา: รอการประกาศอย่างเป็นทางการ

มินิ 20

เพื่อตอกย้ำทิศทางใหม่ของยนตรกรรมมินิ ในเจเนอเรชันที่ 5 มินิ ประเทศไทย ยังได้เผยโฉม มินิ เอซแมน เอสอี เป็นครั้งแรกสำหรับตลาดประเทศไทย ในฐานะรถยนต์ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้า 100% ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความคล่องตัวในการใช้ขับขี่ภายในเมือง มาเติมเต็มอีกหนึ่งกลุ่มลูกค้าที่มองหาอีกหนึ่งตัวเลือกระหว่างมินิ คูเปอร์ และมินิ คันทรีแมน โดดเด่นด้วยการออกแบบขนาดตัวรถที่เน้นประโยชน์พื้นที่ใช้สอยสูงสุด ในขนาดที่ไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป และดีไซน์ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่มินิบนท้องถนนให้สนุกเหนือระดับยิ่งกว่าที่เคย

มินิ 22

มินิ เอซแมน เอสอี พกพาทั้งความคล่องตัวของครอสโอเวอร์ขนาดเล็กด้วยความยาวตัวรถเพียง 4.07 เมตร แต่ยังเพียบพร้อมด้วยประโยชน์ใช้สอยสำหรับทุกสถานการณ์แบบรถ 5 ที่นั่ง ปรัชญาการดีไซน์ยังคงความเรียบง่ายแต่มากสเน่ห์เช่นเดียวกับรุ่นอื่น ๆ ในเจเนอเรชั่นใหม่ แต่มีองค์ประกอบที่ไม่ซ้ำใครอย่างรูปทรงไฟหน้า การออกแบบเส้นสายบริเวณซุ้มล้อ กราฟฟิกไฟท้ายเฉพาะสำหรับรุ่นเอซแมน รวมถึงการออกแบบชิ้นส่วนกรอบสีดำบริเวณกันชนท้ายช่วยตอกย้ำเอกลักษณ์ของมินิ เอซแมนยิ่งขึ้น ส่วนการออกแบบภายใน ยังเน้นย้ำประสบการณ์ดิจิทัลล้ำสมัยผ่านจอ OLED ทรงกลมเช่นเดียวกับมินิรุ่นอื่น ๆ พร้อมแผง Toggle Bar และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบครบครัน

มินิ 23

มินิ เอซแมน เอสอี ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ขนาด 54.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง เช่นเดียวกับ มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ให้พละกำลังสูงสุด 160 กิโลวัตต์ / 218 แรงม้า ส่งแรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็ว ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 7.1 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีระยะทางขับขี่สูงสุดที่ 405 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จแบบกระแสสลับ AC กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 0-100% ได้ในเวลา 5.45 ชั่วโมง และการชาร์จแบบกระแสตรง DC สูงสุดที่ 95 กิโลวัตต์ ที่ทำความเร็วในการชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลา 31 นาทีเท่านั้น

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เผยโฉม ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน รุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด คมเข้ม หล่อเต็มพิกัด

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เผยโฉม ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน รุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด ปรับโฉมจากออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ พลัส อัลตร้า เกียร์อัตโนมัติ เติมความหล่อเข้มเต็มพิกัดด้วยชุดแต่งสีดำรอบคัน สะท้อนนิยามแห่งความสปอร์ต แข็งแกร่งทรงพลัง ตามแบบฉบับรถกระบะที่เหนือระดับอย่างแท้จริง

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน ตอกย้ำแนวคิดแห่งการปฏิวัติเพื่อสิ่งใหม่ที่เหนือกว่า พร้อมสะท้อนตัวตนที่แตกต่างของผู้ขับขี่ ด้วยการตกแต่งภายนอกสีดำสุดเท่ ประกอบด้วย ไดนามิก ชีลด์และกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา ล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว กระจกมองข้างสีดำเงา มือเปิดประตูด้านนอกสีดำเงา มือเปิดกระบะท้ายสีดำเงา บันไดข้างตกแต่งสีไทเทเนียมรมดำ และกันชนหลังสีดำตกแต่งด้วยสีไทเทเนียมรมดำ ทั้งหมดนี้ผสานกันอย่างลงตัว เร่งอารมณ์สปอร์ตถึงขีดสุด ดึงดูดทุกสายตา

นอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตาแล้ว ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน ยังมาพร้อมเครื่องยนต์คลีนดีเซล เทอร์โบ ไฮเปอร์พาวเวอร์ (Hyper Power) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ให้พละกำลังที่เหนือกว่าและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ด้วยกำลังสูงสุดที่ 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ผสานช่วงล่างใหม่และแชสซีส์เมกาเฟรมใหม่ที่ใหญ่ขึ้นและแข็งแรงขึ้น เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มสบายเหนือระดับ คล่องตัวทั้งในเมืองและขณะเดินทางไกล

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ไดมอนด์ เซนส์ (Diamond Sense) ที่มีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation System: FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning: BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Lane Change Assist: LCA) ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert: RCTA) ระบบปรับระดับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ (Auto High Beam: AHB) กล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor: MAM) พร้อมระบบตรวจจับและแจ้งเตือนวัตถุหรือบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection: MOD) ซึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะทั้งหมดนี้ สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวและสภาพแวดล้อมรอบตัวรถ ด้วยเซ็นเซอร์และเรดาร์ที่ละเอียด แม่นยำ พร้อมปกป้องคุณให้ปลอดภัยในทุกเส้นทางที่ไปในแบบ 360 องศา

ภายในห้องโดยสารของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน ได้รับการออกแบบเพื่อมอบที่สุดแห่งความสะดวกสบายหรูหรา เติมเต็มสุนทรียภาพขณะขับขี่ที่เทียบได้กับรถเอสยูวี พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ครบครัน อาทิ หน้าจอขนาด 9 นิ้ว ที่รองรับได้ทั้ง Apple CarPlay ที่พร้อมเชื่อมต่อแบบไร้สาย และ Android Auto เพื่อให้เป็นรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานทั้งในชีวิตประจำวัน และการออกทริปเอาท์ดอร์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน มาพร้อมสีตัวถังสีเทา Graphite Gray และสีขาว White Diamond  โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 1,027,000 บาท ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายเพื่อทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

มาสด้า สานฝันเยาวชนไทยก้าวสู่เส้นทางโปรกอล์ฟระดับโลก พร้อมชวนลูกค้าเปิดประสบการณ์ร่วมเล่นกอล์ฟสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

0

มาสด้า ส่งเสริมเติมความฝันเยาวชนไทยสู่เส้นทางโปรกอล์ฟระดับโลก มอบโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าและครอบครัวผู้ใช้รถยนต์มาสด้า เพื่อคว้าสิทธิ์ในการเดินทางไปแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศเชิญชวนเยาวชนไทยทั้งชายและหญิงอายุระหว่าง 12-19 ปี สมัครเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟรอบคัดเลือก ที่จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหาผู้ที่ทำผลงานดีที่สุดเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายร่วมกับนักกอล์ฟเยาวชนที่เดินทางมาจากทั่วโลก 128 คน ในโครงการ “MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024” ซึ่งเป็นโครงการชั้นแนวหน้าระดับสากลที่เฟ้นหาและผลักดันเยาวชนกอล์ฟดาวเด่นให้ไปโลดแล่นบนเวทีระดับโลก ผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันรอบสุดท้ายจะได้เดินทางไปร่วมการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่หลายรายการในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงเยาวชนที่มีความสามารถโดดเด่นก็มีโอกาสที่จะได้รับการเสนอทุนการศึกษาเพื่อปูทางก้าวสู่เส้นทางนักกอล์ฟมืออาชีพอีกด้วย นับเป็นโครงการดีๆ ที่เยาวชนไทยผู้รักในกีฬากอล์ฟไม่ควรพลาด

อีกหนึ่งในกิจกรรมสุดพิเศษที่จัดขึ้นพร้อมกัน มาสด้ามอบเอกสิทธิ์สำหรับลูกค้ามาสด้าและครอบครัว เพื่อร่วมสนุกออกรอบเล่นกอล์ฟเป็นก๊วน พร้อมด้วยกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟต่างๆ มากมายตลอดงาน กับโครงการ MAZDA EXCLUSIVE TOURNAMENT 2024” ณ สนาม Alpine Golf Club โดยเปิดรับสมัครนักกอล์ฟสมัครเล่นลูกค้าเจ้าของรถยนต์มาสด้า จำนวน 32 คัน จำนวนนักกอล์ฟ 64 คน เข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟเพื่อสัมผัสประสบการณ์ความสนุกแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับความ สัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้ากับมาสด้า เป็นการสร้างสรรค์ประสบกาณร์ที่ดีที่สุดที่มาสด้าต้องการส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางร่วมกัน เพื่อให้แบรนด์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งในทุกประสบการณ์การใช้ชีวิตของลูกค้า และสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2567 ณ สนามกอล์ฟ Alpine Golf Club จังหวัดปทุมธานี

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมเพื่อให้การสนับสนุนเยาวชนที่มีความสามารถในด้านกอล์ฟครั้งนี้ อยู่ภายใต้โครงการ MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024” ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจของมาสด้าที่ต้องการต่อเติมความฝันให้กับเยาวชนที่มีใจรักในกีฬากอล์ฟ ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่บนสนามแข่งขันชั้นนำระดับโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็น Challenger Spirit ที่มีอยู่ในสายเลือดของนักกีฬาทุกคน เฉกเช่นเดียวกับแนวคิดหลักของแบรนด์มาสด้าที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ พร้อมผลักดันขีดความสามารถตนเองให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง มาสด้าเชื่อในศักยภาพของคนไทยที่มากฝีมือไม่แพ้ชาติใดในโลก และมาสด้าต้องการผลักดันเยาวชนไทยให้มีโอกาสได้เปล่งประกายประดับวงการกีฬา เพื่อก้าวสู่การเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพระดับโลก และนำชื่อเสียงกลับมาสู่ประเทศไทยต่อไปในอนาคต

การสมัครเข้าร่วมแข่งขันกอล์ฟสำหรับเยาวชนชายและหญิง MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024

เอกสิทธ์พิเศษนี้มาสด้าจัดขึ้นสำหรับกับลูกค้าและครอบครัวมาสด้า โดยเปิดรับสมัครทั้งประเภทเยาวชนชายและหญิง ที่มีอายุระหว่าง 12 – 19 ปี จำนวน 64 คน แบ่งเป็นเยาวชนชาย 32 คน และเยาวชนหญิง 32 คน รวม 64 คน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน “รอบคัดเลือก” ในวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2567 ณ สนาม Alpine Golf Club จังหวัดปทุมธานี ค่าสมัครเพียง 2,500 บาทต่อคน (รวมค่ากรีนฟรี รถกอล์ฟ และแคดดี้) ซึ่งผู้ชนะเลิศและทำผลงานดีที่สุด 16 อันดับแรกของแต่ละประเภท จะได้รับสิทธิ์เข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายในโครงการ “MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024” ที่จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ณ สนามกอล์ฟ Lotus Valley Golf Resort จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีโค้ชจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากสหรัฐอเมริกาเดินทางมาร่วมสังเกตุทักษะฝีมือการเล่นของแต่ละบุคคล ซึ่งเยาวชนที่มีความสามารถโดดเด่นมีโอกาสได้รับการเสนอทุนการศึกษาเพื่อปูทางก้าวสู่เส้นทางการเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ และผู้ที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย จำนวน 32 คน ในครั้งนี้ จะได้รับสิทธิ์ในการเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กรุณากดลิงค์เพื่อสมัครเข้าร่วมการแข่งขันสำหรับกอล์ฟเยวาชน https://m.mazda.co.th/PR-GPTP-0724

เยาวชนที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน กรุณาแสกน QR Code เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงาน

การสมัครเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟ MAZDA EXCLUSIVE TOURNAMENT 2024

เพื่อยกระดับประสบการณ์และมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าครอบครัวมาสด้าเกินความคากหวัง มาสด้าจัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟเอกสิทธิ์สำหรับลูกค้าครอบครัวมาสด้า เชิญชวนลูกค้าสมัครเข้าร่วมออกรอบเล่นกอล์ฟเป็นก๊วน ในโครงการ “MAZDA EXCLUSIVE TOURNAMENT 2024” ณ สนาม Alpine Golf Club จัดแข่งขัน วันที่  4 ตุลาคม 2567 เปิดรับสมัครคัดเลือกลูกค้าเจ้าของรถยนต์มาสด้า จำนวน 32 คัน โดยสามารถสมัครเข้าร่วม 2 คนต่อหนึ่งคัน รวมจำนวนจำนวน 64 คน ค่าสมัครเพียง 2,900 บาท (รวมค่ากรีนฟรี รถกอล์ฟ และแคดดี้) พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟต่างๆ มากมายตลอดงาน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2567 จนถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2567 เวลา 18:00 น. กรุณากดลิงค์เพื่อสมัครเข้าร่วมการแข่งขันสำหรับลูกค้ามาสด้า https://m.mazda.co.th/PR-GET-0724

ลูกค้ามาสด้าที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน กรุณาแสกน QR Code เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงาน

โครงการ “MAZDA U.S. COLLEGE PREP JUNIOR GOLF CHAMPIONSHIP 2024” และโครงการ “MAZDA EXCLUSIVE TOURNAMENT 2024” เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2567 จนถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2567 เวลา 18:00 น. และประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ผ่านทาง Facebook/MazdaThailandOfficial สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.mazda.co.th หรือสอบถามผ่านมาสด้าสปีดไลน์ 0-2030-5666

มาสด้ายังคงเดินหน้าให้ความสำคัญกับการส่งมอบคุณค่า และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกๆ ช่วงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการต่อเติมความฝันและการมอบโอกาสให้กับผู้คนได้ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองรัก ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านกีฬา มอเตอร์สปอร์ต หรือการให้การสนับสนุนด้านสังคมและชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและสร้างความรักความผูกพันโดยมีมาสด้าเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ความสุข เพื่อขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าด้วยกัน

“GAC AION” ปักหลักประเทศไทย เปิดโรงงานผลิตแห่งแรกในต่างประเทศและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มุ่งเป็นฮับการผลิตและส่งออกทั่วโลก

0
GAC AION 3

บริษัท ไอออน ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) หรือ GAC AION ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับโลกสัญชาติจีน เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกนอกประเทศจีน ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ในเขตโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC บนพื้นที่ 85,000 ตารางเมตร มีความพร้อมด้วยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงตามมาตรฐานระดับโลก เพื่อมุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ทั้งผลิตและจำหน่ายในประเทศรวมถึงส่งออกไปยังประเทศที่ใช้รถพวงมาลัยขวาทั่วโลก เพื่อสร้างการเติบโตทั้งด้านแบรนด์และยอดจำหน่าย ตลอดจนถึงผลักดันเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้เติบโตร่วมกัน

GAC AION 2

การเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาด้านการขาย การจัดจำหน่ายและการส่งเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งของแบรนด์ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่มีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตเช่นเดียวกับโรงงานในประเทศจีน โดยวางกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นไปตามมาตรฐานระดับโลก สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ มีคุณภาพสูง และเป็นมาตรฐานในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม โดย AION ได้ปรับปรุงแผนพัฒนาทั้งหมด 6 แนวทาง ซึ่งรวมถึง การเพิ่มความสามารถในการผลิต การขยายสายผลิตภัณฑ์ และการกำหนดแนวทางของตลาดในเรื่องฐานการผลิตและจำหน่ายทั่วประเทศ

คุณ เจิง ชิ่งหง (Zeng Qinghong) ประธานบริษัท GAC กรุ๊ป กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของบริษัทฯ ว่า “GAC กรุ๊ป เป็นบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 เป็นเวลา 11 ปี ติดต่อกัน และในปี 2566 GAC AION ยังคงอยู่ในอันดับที่ 165 และมียอดขายสูงถึง 2.5 ล้านคัน (ยอดขายรวมของทั้ง GAC กรุ๊ป) ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในด้านการขยายตลาดในเกือบทุกภูมิภาคของโลก ได้เข้าสู่ตลาดแล้วกว่า 30 ประเทศ ในห้าทวีปหลักของโลก และยังเป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ภายใต้กระแส “การเปลี่ยนแปลงสี่ด้าน” โดยในปี 2017 ได้ลงทุน 45,000 ล้านหยวน (6,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสร้างโรงงาน Guangzhou Automobile Group (GAC) รวมถึงได้ลงทุน 45 พันล้านหยวน (2.25 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ (GAC Zhilian New Energy Automobile Industrial Park) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า”

GAC AION 4

โดย AION เป็นบริษัทแนวหน้าของ GAC กรุ๊ป ในการพัฒนาของรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะสู่ตลาดโลก ที่ได้สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มีความล้ำหน้าและเป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นแบรนด์ที่มียอดขายครบ 1 ล้านคัน ด้วยระยะเวลาที่ “เร็วที่สุดในโลก” เพียง 4 ปี 8 เดือน และ GAC AION ยังคงอยู่ในสามอันดับแรกของยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ทั่วโลก ทั้งนี้ GAC AION มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการก้าวสู่โลกเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต โดยได้ค้นคว้าวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีอัจฉริยะ รวมถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายอัจฉริยะและยานพาหนะพลังงานใหม่ โดยมีโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีเทคโนโลยี แพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (AEP Platform) และเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ทำให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในการพัฒนารถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศจีน

การเปิดตัวโรงงานในประเทศไทยครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการขยายตลาด ที่มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ในระดับสากล สร้างการผลิตและผลักดันให้เกิดการจำหน่าย รวมถึงกระจายความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปสู่ระดับท้องถิ่น ซึ่ง AION ได้นำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยที่สุดเข้ามาในประเทศไทย พร้อมกับวางแผนสายงานอย่างครบวงจรทั้งหมด ทั้งระบบนิเวศพลังงาน วางรากฐานการฝึกอบรมพนักงาน และสร้างระบบอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ระดับโลก เพื่อช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

GAC AION 5

ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ถือเป็นการเสริมสร้างศักยภาพทางการแข่งขันของแบรนด์ทั้งในประเทศไทยและในระดับสากล ด้วยการเป็นฐานการผลิตรถยนต์แห่งแรกในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานผลิตสองแห่งในประเทศจีน มีกำลังการผลิต 500,000 คันต่อปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 120% ทั้งยังมียอดการผลิตและจำหน่ายอยู่ในสามอันดับแรกของอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เมื่อเปิดโรงงานแห่งนี้ขึ้นอีกหนึ่งแห่ง จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับบริษัทฯ ในการเป็นผู้ผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และยังมีแผนสร้างฐานการผลิตและการจำหน่ายใน 7 พื้นที่ทั่วโลก

GAC AION 6

“ไม่เพียงแค่การประกอบรถเท่านั้น แต่เราจะนำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยที่สุดเข้ามาในประเทศไทย พร้อมวางรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อให้การจำหน่ายและการบริการเป็นไปได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ” คุณ เจิง ชิ่งหง กล่าว

ความสำเร็จจากการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จะแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างจีนและไทยในด้านพลังงานใหม่ และเกิดเป็นการพัฒนาร่วมกันต่อไปในระยะยาว เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “การแบ่งปันเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์” ซึ่งสนับสนุนนโยบายในการเปลี่ยนแปลงพลังงานรถยนต์ให้เป็นพลังงานสีเขียว โดยโรงงานแห่งใหม่นี้ จะมุ่งเน้นการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ เพื่ออยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

คุณ นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า “ผมขอชื่นชม GAC AION ที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดโครงการลงทุนที่สำคัญแห่งนี้ในประเทศไทย นับจากวันที่ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยหารือกับทีมผู้บริหาร ซึ่งได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว และได้รับการอนุมัติโครงการในเดือนกันยายนของปีเดียวกัน ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเพียง 10 เดือน ในการเตรียมการลงทุนเพื่อเปิดโรงงาน แสดงถึงความมุ่งมั่นและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของทีมงาน ในการเดินหน้าขยายธุรกิจด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ นอกจากนี้ ความรวดเร็วในการเปิดโรงงานยังสะท้อนถึงศักยภาพของไทยที่จะเป็นแหล่งรองรับการลงทุนของบริษัทชั้นนำจากประเทศจีน และความพร้อมที่จะเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของภูมิภาคอีกด้วย”

GAC AION 7
คุณ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “ประเทศไทยให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนยานยนต์สมัยใหม่เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตของโลก โดยมีการกำหนดเป้าหมายและแผนงานในการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้ร้อยละ 30 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2030 ภายใต้แผน 30-30 รวมถึงการพัฒนาแรงงานฝีมือ การสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและความปลอดภัย ตลอดจนการให้บริการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติและศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (ATTiC) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายานยนต์สมัยใหม่ในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้วิสัยทัศน์ที่รัฐบาลกำหนดให้ “ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก”

GAC AION 7
คุณ กู่ ฮุ่ยหนาน (Gu Huinan) ประธานกรรมการบริษัท GAC AION กล่าวว่า “โรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะในประเทศไทยที่กำลังจะเปิดอย่างเป็นการทางในวันนี้ ได้นำเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ที่ล้ำสมัยที่สุดจากโรงงานในประเทศจีน และถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศจีนจะมีความร่วมมืออันดีที่เป็นมิตรกับประเทศไทย ในการผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ระหว่างสองประเทศ ให้มีความก้าวหน้าและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ผ่านการสนับสนุนจากภาครัฐของประเทศไทยและประเทศจีน”

GAC AION 7
คุณ หม่า ไห่หยาง (Ma Haiyang) ผู้จัดการทั่วไป GAC AION ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทฯได้ยึดมั่นในแนวคิดหลักว่า “คุณภาพต้องมาก่อน” และมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการผ่านยานยนต์พลังงานใหม่ที่มีคุณภาพและชาญฉลาดแก่ผู้บริโภคทั่วโลก ด้วยจุดเด่นด้านการผลิตที่ก้าวหน้าระดับโลก 4 ประการ ได้แก่ ความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีขั้นสูง คุณภาพสูง ประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และในวันนี้ ความสำเร็จของโรงงานในประเทศไทยไม่เพียงแต่เป็นเครื่องแสดงว่า AION ได้สร้างแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกอย่างแท้จริง แต่ยังส่งเสริมผลิตภัณฑ์ไฮเทค อุตสาหกรรมเทคโนโลยี และวัฒนธรรมเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของจีนไปต่างประเทศ” และเรามีความยินดีที่จะแนะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดของเราอย่าง AION V เจเนอเรชันที่ 2 ที่มาพร้อมกับความสามารถที่รอบด้าน เทคโนโลยีอันเหนือชั้น และมีความปลอดภัยสูง โดยการเผยโฉมในครั้งนี้ เกิดขึ้นพร้อมกันกับการเผยโฉมรถ AION V เจเนอเรชันที่ 2 ในประเทศจีน

GAC AION 8
โรงงานผลิตรถยนต์เชิงนิเวศอัจฉริยะแห่งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การทำตลาดในระดับโลกของเรา โดยมีข้อได้เปรียบด้านการผลิตอัจฉริยะชั้นนำของโลกสี่ประการ ได้แก่ ความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีขั้นสูง คุณภาพสูง ประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อข้อมูล 100% ในการผลิตแบบครบวงจร โดยมีการใช้หุ่นยนต์ร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อให้แน่ใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะไม่มีข้อบกพร่อง และเราตระหนักถึงการสลับแบบเรียลไทม์ของการกำหนดค่า 10W+ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้หลายพันคน เราใช้ “การรวมการจัดเก็บแสง การชาร์จ และการเปลี่ยน” การใช้พลังงานอย่างครอบคลุมเพื่อมอบ “โซลูชัน AION” สำหรับการเปลี่ยนแปลงสีเขียวของอุตสาหกรรมการผลิตของไทย

GAC AION 8
“การเปิดโรงงานผลิตรถยนต์เชิงนิเวศอัจฉริยะในประเทศไทยครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์ที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาร่วมกันของอุตสาหกรรมยานยนต์ระหว่างไทยและจีน ซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่าประเทศไทยเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพมากที่สุด และคาดว่าในอนาคต โรงงานแห่งนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้การพัฒนาขึ้นในประเทศไทย ผลักดันให้เกิดการจ้างงาน สร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับประเทศไทย และช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกทางหนึ่ง” คุณ หม่า ไห่หยาง กล่าว

สำหรับโรงงานในประเทศไทยจะใช้เทคโนโลยีการผลิตระดับชั้นนำของโลก และควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยี AI ที่ทรงพลัง การผลิตอัจฉริยะไร้คาร์บอนชั้นนำของโลก รวมถึงการเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานสะอาด จากประเทศจีน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานใหม่ Lighthouse Factory แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก โดยรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดย World Economic Forum ที่ได้ร่วมมือกับองค์กรชั้นนำอย่าง McKinsey & Company ในการคัดเลือกโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าเกณฑ์เทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตแบบคาร์บอนต่ำ เป็นการตอกย้ำว่า GAC AION มุ่งมั่นเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาดให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

GAC AION 10

ในการเปิดตัวโรงงานครั้งนี้ยังได้นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า AION V เจเนอเรชันที่ 2 อย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการเผยโฉม AION V เจเนอเรชันที่ 2 ในประเทศจีนอีกด้วย เพื่อตอกย้ำความสำคัญของตลาดในประเทศไทย รวมถึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยและทันสมัยที่สุดสู่ตลาดโลก โดยผลิตขึ้นตามหลักการ 8 จุดเด่นหลัก ได้แก่ ดีไซน์ที่โดดเด่น, พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง, เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยว, ระบบขับขี่อัจฉริยะระดับโลก, เทคโนโลยี AI อัจฉริยะ, มีระยะทางวิ่งไกลและทนทานต่อสภาพอากาศ, เทคโนโลยีชาร์จเร็วอัจฉริยะ, แบตเตอรี่มีความปลอดภัยสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก

นอกจากนี้ GAC AION ยังได้มอบรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 2 คัน ให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี ตามโครงการความร่วมมือระหว่าง GAC AION และสถาบันการศึกษาในประเทศไทย สำหรับใช้ในการศึกษาและเรียนรู้ ของนิสิตนักศึกษารวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยในอนาคตต่อไป