Home Blog Page 133

“มาสด้า” เดินหน้ายกระดับศักยภาพบุคลากรผู้จำหน่ายทั่วประเทศ จัดสัมมนา Make the move to a sustainable future

0
Mazda 1

มาสด้าจัดงานรวมพลคนแถวหน้า Mazda National Dealer Leadership Seminar 2024 งานสัมมนาเพื่อพัฒนาบุคลากรของผู้จำหน่ายมาสด้าในระดับผู้บริหาร ประจำปี 2024 ภายใต้แนวคิด “Make the Move to a Sustainable Future” โดยได้รับความร่วมมือจากบุคลากรระดับผู้นำทีมของผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศในทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายขาย ฝ่ายบริการ ฝ่ายซ่อมตัวถังและสี เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 250 คน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บุคลากรผู้จำหน่าย โดยเฉพาะการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้สัมผัสในทุก touchpoint ไปตลอดช่วงระยะเวลาที่เป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า ตามแนวทาง Retention Business Model ที่ให้ความสำคัญกับเสริมสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ อันเป็นแนวทางที่มาสด้าประเทศไทยและมาสด้าทั่วโลกได้เน้นย้ำ ยึดมั่นเป็นนโยบายหลักสำคัญตลอดมา โดยให้ความสำคัญต่อการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าและยกระดับความเป็นเลิศในการส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าแบบครบวงจร

Mazda 2

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า งานสัมมนาจัดขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเกิดแรงบันดาลใจให้กับบุคลากรของผู้จำหน่าย แสดงให้เห็นถึงการทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ One Mazda Team ที่พร้อมผนึกกำลังทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อผลักดันองค์กรให้เกิดความแข็งแกร่งและก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน โดยเฉพาะการบริหารคุณค่าหลักของแบรนด์ หรือ P.P.V. ประกอบด้วย Purpose การสร้างคุณค่าและเติมเต็มความมีชีวิตชีวาให้กับผู้คนที่ได้สัมผัสกับแบรนด์มาสด้าในทุกประสบการณ์และทุกช่วงเวลาของชีวิต ตามด้วย Promise คำมั่นสัญญาจากมาสด้า คือการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ครบทุกมิติได้อย่างสมดุลทั้งทางด้านอารมณ์ความรู้สึกและกายภาพ รวมถึงชุมชนและสังคม และคุณค่าหลักที่สำคัญอย่างยิ่งที่บุคลากรมาสด้าทุกคนยึดมั่น คือ Values หรือ คุณค่า ทัศนคติ แนวคิด และพฤติกรรม อันเป็นค่านิยมที่แบรนด์ยึดมั่น โดยให้ความสำคัญกับมนุษย์อย่างแท้จริง มีจิตวิญญาณนักสู้ ส่งมอบประสบการณ์ความประทับใจด้วยความใส่ใจและเป็นมิตรโดยไม่คาดหวังรางวัลตอบแทน โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกบริบท

Mazda 2

การพัฒนาและยกระดับศักยภาพบุคลากรคือหนึ่งในวิถีทาง Thai Mazda Way ที่มาสด้าให้ความสำคัญสูงสุด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มาสด้ามีการจัดอบรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่ได้ประกาศนโยบายที่เน้นย้ำการทำงานเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน ตามแนวทาง Retention Business Model ที่ยึดมั่นการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าให้ดีที่สุดในทุกองค์ประกอบ เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้าและมอบสิทธิประโยชน์ที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า มาสด้าจึงได้ใช้โอกาสนี้ในการถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติ ด้วยการถ่ายทอดแนวคิดและวิถีการทำงานพร้อมทั้งเป้าหมายที่บุคลากรมาสด้าต้องถือปฏิบัติร่วมกัน ผ่านการทำ Visual Storytelling หรือ การสร้างสรรค์ภาพวาดที่เป็นบทสรุปจากการสัมมนา พร้อมกับนำเสนอทักษะความรู้ โดยเฉพาะการยกระดับประสบการณ์ที่ดีและความประทับใจให้กับลูกค้า ด้วยแบรนด์ที่ส่งมอบบริการอันเป็นอัตลักษณ์ ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรรับเชิญพิเศษมากมาย ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์การสร้างแบรนด์ (CEO – VML Thailand) การตลาดในยุคดิจิทัล (CEO – Content Shifu) ให้กับบุคลากรของผู้จำหน่ายในระดับผู้นำองค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถนำเอาหลักการเหล่านี้ไปถ่ายทอดให้กับทีมเพื่อประโยชน์สูงสุดในการทำงาน เพื่อส่งมอบการดูแลลูกค้าได้อย่างดีที่สุด และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้บุคลากรของผู้จำหน่าย โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์มาสด้าให้แข็งแกร่งและยั่งยืนตลอดไป เพื่อมุ่งสู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในด้าน Top Customer Retention และ Top Service Retention เพื่อแทนคำมั่นสัญญาว่ามาสด้าจะเป็นแบรนด์ที่มอบความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้า Joy Drives Lives แทนคำขอบคุณที่ลูกค้าไว้วางใจและเลือกใช้รถมาสด้าให้เป็นรถคู่ใจไปตลอดการเดินทาง

Mazda 6

Mazda 8

SUZUKI CARRY “รถส่งความสุข” เดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ยกขบวน Suzuki Carry Barber Truck ส่งความสุขแก่ผู้สูงอายุ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ รถคู่คิดธุรกิจ SME

0
Suzuki Carry Barber Truck 1

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจากซูซูกิเปิดตัว SUZUKI CARRY รถกระบะเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กเข้าสู่ตลาดประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2549 ก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เข้าไปอยู่ในใจของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมหรือ SME จนมาถึงการเปิดตัวเจเนอเรชั่นที่ 2 ในปี 2562 ด้วยรูปโฉมทันสมัย คงไว้ซึ่งจุดเด่นในเรื่องความอเนกประสงค์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “Carry Your Dream เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน” ส่งให้ปัจจุบันมียอดขายสะสมในประเทศไปมากกว่า 61,436 คัน

Suzuki Carry Barber Truck 2

โดย SUZUKI CARRY นับเป็นรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กที่อยู่คู่กับผู้ประกอบการไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยแนวคิดของซูซูกิ นอกจากคำนึงถึงความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าที่จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีความคุ้มค่าในทุกด้านแล้ว “ซูซูกิ” ยังยกให้ SUZUKI CAARY เป็นตัวแทนแห่งความมุ่งมั่นในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคมไทยผ่านแคมเปญ “SUZUKI Cause We Care-เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” จึงเป็นความมุ่งหวังที่จะพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชนและสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

Suzuki Carry Barber Truck 3

หนึ่งในโครงการสำคัญที่เรายังคงเดินหน้าส่งมอบความสุขกันมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 คือ กิจกรรม “Carry Your Dream Carry Your Life” โดยจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ณ มูลนิธิคนตาบอดแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ร่วมมือกับทั้งผู้ประกอบการที่เป็นพันธมิตร และผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ ทำการดัดแปลงรถกระบะเพื่อการพาณิชย์อเนกประสงค์ SUZUKI CARRY ให้กลายเป็นร้านตัดผมเคลื่อนที่เพื่อนำไปให้บริการ พร้อมทั้งการมอบเครื่องอุปโภค บริโภคที่จำเป็นไว้ให้ทางมูลนิธิฯ ซึ่งจากจุดเริ่มต้นในครั้งนั้น เราได้ขยายการจัดกิจกรรมการส่งมอบความสุขนี้ไปยังผู้ด้อยโอกาสทางสังคมยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ไทยมาจนถึงปัจจุบัน

Suzuki Carry Barber Truck 5

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับทางผู้ประกอบการร้านตัดผมจากร้าน “เฮ้ย รถตัดผมชาย Jirass Barber” และผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิในพื้นที่ นำโดย คุณพงษ์ธร อุเทนพัฒนันท์ กรรมการผู้จัดการ และ คุณชยธร อุเทนพัฒนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เฮงวัฒนา จำกัด นำ SUZUKI CARRY Barber Truck มาให้บริการตัดผมแก่ผู้สูงอายุ ณ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุขอนแก่นเป็นศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ รวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุในจังหวัดขอนแก่น โดยเป็นศูนย์ พัฒนา การจัดสวัสดิการสังคมฯ ที่เปิดให้บริการแก่ผู้สูงอายุประเภทมาเช้า – เย็นกลับ (Day Center) ซึ่งนอกจากการให้บริการตัดผมแล้ว ในครั้งนี้ยังมีอินฟลูเอนเซอร์สายกีฬาชื่อดัง เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อมอบความสนุก พร้อมสร้างรอยยิ้ม ความสุขและความประทับใจให้แก่ทุกท่านอีกด้วย ทั้งยังได้มอบเครื่องอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นให้กับทางศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุขอนแก่น โดยมีคุณภธิรา กิตติเดชานันท์ ผู้อำนวยการ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุขอนแก่น และนายอาคม ศิลปดอนบม นายกเทศมนตรี ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นผู้แทนในการรับมอบอีกด้วย

Suzuki Carry Barber Truck 8

จากทุกกิจกรรมที่ซูซูกิจัดขึ้น โดยมี SUZUKI CARRY เป็นสื่อกลางในการส่งมอบทุกความสุขให้คนไทย ตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าของรถยนต์รุ่นนี้ สามารถตอบรับต่อความต้องการที่หลากหลายเป็นได้มากกว่ารถขนสินค้าหรือสัมภาระ เปรียบเสมือนดั่งพาร์ทเนอร์คนสำคัญที่พร้อมจะสนับสนุน และร่วมขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการด้วยความจริงใจ เดินหน้าไปสู่จุดหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

นายวัลลภ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิด “Carry Your Dream เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน” ยังคงเป็นดีเอ็นเอที่ชัดเจนของ SUZUKI CARRY เพราะไม่ว่าความฝันของคุณจะเป็นอย่างไร หรืออยู่ท่ามกลางวิกฤตการณ์แบบไหน SUZUKI CARRY ก็พร้อมจะเป็นยานพาหนะที่อยู่เคียงข้างร่วมฝ่าวิกฤตในทุกสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนารูปแบบให้สามารถรองรับการดัดแปลงได้อย่างหลากหลาย จึงตอกย้ำได้อย่างชัดเจนว่า SUZUKI CARRY เป็นได้มากกว่ารถขนสินค้าหรือสัมภาระ แต่เปรียบเสมือนพาร์ทเนอร์คนสำคัญ ที่พร้อมจะสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการด้วยความจริงใจ เดินหน้าไปสู่จุดหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน อีกทั้งเรายังมีพันธมิตรเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศเข้ามาร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟลีสซิ่ง ช่วยเรื่องการอนุมัติสินเชื่อให้มีความหลากหลายและช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

“เกีย เซลส์ (ประเทศไทย)” ประกาศแต่งตั้งประธานและกรรมการผู้จัดการใหม่

0
Kia 1

บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงใหม่ ได้แก่ นายจอง วอน คัง (แอนดี้ คัง) ในตำแหน่งประธาน และนายกิติสร ปุณณะหิตานนท์ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยผู้บริหารใหม่ระดับสูงทั้งสองท่านจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเติบโตของ เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ตามแผนกลยุทธ์ขององค์กรที่ชื่อว่า “Plan S-5” เพื่อให้สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในฐานะ ‘Sustainable Mobility Solutions Provider’ หรือ ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ รวมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเครือข่ายการขายและบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เดินหน้าส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูงหลากหลายรุ่นที่วางจำหน่ายในตลาดทั่วโลกให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

Kia 2

นายจอง วอน คัง หรือ ‘แอนดี้ คัง’ เข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่เดือนเมษายน 2024 เขาได้นำความเชี่ยวชาญกว่า 24 ปี จากการสั่งสมประสบการณ์จากการทำงานที่สำนักงานใหญ่ของเกีย คอร์เปอเรชัน และสาขาต่างๆในต่างประเทศ โดยมีปรัชญาการทำงาน คือ มุ่งเน้นการบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีความสามารถในการแข่งขันผ่านการมองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และการสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับผู้คนเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นและสร้างพลังเชิงบวกต่อกัน ตลอดจนการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการให้เกียรติกัน มีความเป็นมืออาชีพภายในสถานที่ทำงาน รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับพันธมิตรทางธุรกิจและเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายอย่างครอบคลุม

กว่า 2 ทศวรรษในการทำงานของแอนดี้ คัง เขาได้สั่งสมความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ อาทิ การขาย การประสานงานการขาย ธุรกิจระดับโลก การวางแผนองค์กร และการจัดการการผลิต โดยเขาเคยเป็นหัวหน้าแผนกอเมริกาเหนือ ณ สำนักงานใหญ่ของเกีย คอร์เปอเรชัน ก่อนที่จะมารับตำแหน่งประธาน บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด คุณแอนดี้มีบทบาทสำคัญในการขยายและพัฒนาตลาดในฐานะผู้บริหาร CEC ระดับนานาชาติที่เกีย สหราชอาณาจักร (Kia UK) ระหว่างปี 2020 ถึง 2023 รวมถึงเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย ณ เกีย มอเตอร์ ยุโรป (Kia Motors Europe) ตั้งแต่ปี 2019 ถึง 2020 โดยก่อนหน้านั้น เขาได้เริ่มเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับนานาชาติที่ เกีย ออสเตรเลีย (Kia Australia) ในปี 2014 โดยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานการขาย และในระหว่างปี 2011 ถึง 2013 เขาได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกอเมริกาเหนือของสำนักงานใหญ่ ในช่วงปี 2000 ถึง 2005 เขาดำรงตำแหน่งด้านการจัดการการผลิตในโรงงานให้กับเกียที่โรงงาน Gwang Ju ในประเทศเกาหลีใต้ คุณแอนดี้ คัง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจาก Ross Business School มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา

นายกิติสร ปุณณะหิตานนท์ หรือ ‘บี’ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2024 โดยรับผิดชอบในการเป็นผู้นำทีมเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ทั้งในด้านการขายและบริการหลังการขาย เพื่อรองรับการดำเนินงานของเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายให้เกิดประสิทธิภาพและมาตรฐานสูงสุด ครอบคลุมถึงหน้าที่ในการจัดกิจกรรมทางการตลาดและการวางแผนผลิตภัณฑ์ของ เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ในฐานะผู้บริหารที่มีความสามารถและมีภาวะความเป็นผู้นำสูง คุณกิติสรเชื่อว่าการเข้าใจความคาดหวังของผู้บริโภคเป็นกุญแจสำคัญสู่การชนะใจพวกเขา อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต โดยตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2020 คุณกิติสรเคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิตาชิ เอลลิเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายลิฟต์ฮิตาชิแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ก่อนหน้านั้น เขาได้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท
สยามนิสสันเซลส์ จำกัด ในปี 2015 และมีผลงานที่โดดเด่นในการช่วยผลักดันให้นิสสันขึ้นสู่ตำแหน่ง CSI อันดับ 1 ในประเทศไทยโดยเจดี พาวเวอร์ในปี 2019 ได้สำเร็จ ในปี 2010 คุณกิติสรดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายขายบริษัท สยามนิสสันเซลส์ จำกัด มีหน้าที่ดูแลการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยเขาได้เข้ามาร่วมงานกับสยามกลการ (Siam Motors) ตั้งแต่ปี 2004 ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการและอะไหล่ของสยามนิสสันเซลส์ ซึ่งเป็นแผนกค้าปลีกนิสสันของกลุ่มสยามกลการ (Siam Motors Group) คุณกิติสรสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Kia 4

นายจอง วอน คัง หรือ ‘แอนดี้ คัง’ ประธานบริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “แม้ว่าตลาดยานยนต์โดยรวมของไทยจะมีการเติบโตลดลง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 แต่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าก็มีการเติบโตขึ้นถึง 37% (ปีต่อปี) โดยเกียได้เล็งเห็นถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่ในตลาด EV เนื่องจากลูกค้าค่อนข้างจะให้ความสนใจต่อเทคโนโลยีใหม่และสามารถปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ใหม่เหล่านี้ได้ โดยแบรนด์เกียมีรถยนต์รุ่นต่างๆ ที่สามารถแข่งขันได้มากมายในตลาดทั่วโลก และเราจะศึกษาแนวโน้มของตลาดประเทศไทยอย่างใกล้ชิด แม้ว่าเกียจะถือว่าเป็นแบรนด์ใหม่ในประเทศไทย แต่ก็เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งในตลาดโลก เราจะไม่พยายามสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ โดยใช้แนวทางที่ไม่สมเหตุสมผล แต่เราจะดำเนินแผนงานที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ระดับองค์กรที่ชื่อว่า ‘Plan S-5’ ซึ่งเรามุ่งหวังที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำของบริษัทฯในฐานะ ‘Sustainable Mobility Solutions Provider’ หรือ ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ รวมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเครือข่ายการขายและบริการหลังการขายที่ครอบคลุม สามารถส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูงรุ่นต่างๆ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดทั่วโลกสู่ลูกค้าชาวไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

นายกิติสร ปุณณะหิตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “ผมมีความตื่นเต้นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี โดดเด่น และแตกต่างอย่างเป็นเอกลักษณ์จากคู่แข่งในตลาด รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า และนี่คือวิสัยทัศน์ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดประเทศไทย”

“เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย” จัดพิธีลงนามสัญญา ประกาศแต่งตั้ง 12 พาร์ทเนอร์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นด้วยบริการครบวงจร

0
XPENG 1

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ภายใต้บริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างกลุ่มอรุณ พลัส ในเครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA มุ่งสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบในประเทศไทย จัดพิธีลงนามสัญญา พร้อมประกาศแต่งตั้ง 12 พาร์ทเนอร์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ (XPENG) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ณ โครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์

XPENG 8

มร. เจสัน ดิง ผู้อำนวยการต่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กวางโจว เสี่ยวเผิง ออโตโมทีฟ เทคโนโลยี กล่าวว่า “ผมมีความยินดี ที่วันนี้ได้มีส่วนร่วมในพิธีลงนามสัญญา แต่งตั้งพาร์ทเนอร์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เอ็กซ์เผิง อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ เอ็กซ์เผิง ในการทำตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอ็กซ์เผิง เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอัฉจริยะ และเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าทุกระดับ ที่หลงใหลในเทคโนโลยีล้ำสมัย ก่อตั้งช่วงปี 2557 โดย มร. เหอ เสี่ยวเผิง (Mr. He Xiaopeng) ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า ‘เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อรูปแบบของการเดินทางในอนาคต’ เน้นการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำยุคไปถึงยานยนต์บินได้ ปัจจุบัน เอ็กซ์เผิง ได้รับความนิยมเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศแถบยุโรป รวมไปถึงตะวันออกกลาง วันนี้ เอ็กซ์เผิง ได้ขยายเครือข่ายสู่ประเทศไทย ที่นับเป็นตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยศักยภาพของกลุ่มอรุณ พลัส ในเครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ MGC-ASIA และเครือข่ายพาร์ทเนอร์ทุกราย จะส่งผลให้ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เอ็กซ์เผิง เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าในประเทศไทย รวมถึงอีกหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต”

XPENG 5

อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย, กล่าวว่า “เอ็กซ์เผิง เป็นแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แห่งการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต อีกทั้งเป็นผู้ผลิตรายเดียวในประเทศจีน ที่มีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาด้วยตนเองแบบครบวงจร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ได้รับการตอบรับจากผู้สนใจมาสมัครเป็นพาร์ทเนอร์เป็นจำนวนมาก และในวันนี้ เรามีความยินดีที่จะประกาศการลงนามสัญญาแต่งตั้ง 12 พาร์ทเนอร์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน”

XPENG 4

ลงนามสัญญาแต่งตั้งพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการกลุ่มแรก รวมทั้งสิ้น 12 ราย
เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำตลาดในประเทศไทย ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ ที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำอนาคต ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตยุคใหม่ และเพิ่มความปลอดภัยในการขับมากยิ่งขึ้น จัดพิธีลงนามสัญญาแต่งตั้งพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการกลุ่มแรกในประเทศไทย ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ตลอดจนจังหวัดและเมืองหลัก คือ แจ้งวัฒนะ, ตากสิน, พระราม 2, ราชพฤกษ์, หัวหมาก, เชียงใหม่, พิษณุโลก, ขอนแก่น, นครราชสีมา, อุดรธานี, ราชบุรี และพัทยา รวมทั้งสิ้น 12 ราย โดยเริ่มทยอยเปิดให้บริการในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2567

และในขณะเดียวกัน เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย อยู่ในขั้นตอนคัดเลือกพาร์ทเนอร์ในพื้นที่สำคัญๆ อาทิ จังหวัดระยอง เพชรบุรี-หัวหิน สงขลา-หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อครอบคลุมบริการหลังการขาย ให้กับเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เอ็กซ์เผิง
++ โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการต้นแบบอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ สาขาหัวหมาก

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย มีแผนเปิดตัวโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการต้นแบบอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ แห่งแรกในประเทศไทย สาขาหัวหมาก ช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2567 สร้างขึ้นภายใต้คอนเซปต์ล้ำยุค ผสานสัมผัสของรูป รส กลิ่น เสียง ที่สะท้อนความเป็นยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียมได้อย่างชัดเจน เน้นนวัตกรรมและความไฮเทค สอดคล้องกับตัวรถที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ผสานกับความอัจฉริยะของ AI เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับ พิเศษกับ ‘Experience Room’ ที่ให้ลูกค้าได้เรียนรู้นวัตกรรมและการใช้งานต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้งานฟังก์ชั่นของยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เอ็กซ์เผิง ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ขณะที่ศูนย์บริการก็เพียบพร้อมด้วยเครื่องมือเฉพาะทางอันล้ำสมัย ผสานการบริหารจัดการอะไหล่อย่างเหมาะสม พร้อมศูนย์ซ่อมสีและตัวถังมาตรฐานสากล รองรับการบริการยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแบบครบวงจร

++ เสริมแกร่งให้พาร์ทเนอร์ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า
ด้วยจุดแข็งทางธุรกิจของกลุ่ม อรุณ พลัส และ MGC-ASIA นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย พร้อมสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของพาร์ทเนอร์ ด้วยจุดแข็งของกลุ่มอรุณ พลัส ด้านความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้า และศูนย์บริการรถยนต์ทั้งภายในและภายนอกสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ตลอดจนความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจค้าปลีกยานยนต์และบริการหลังการขายกว่า 24 ปี ของ MGC-ASIA ที่เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า และพร้อมที่จะส่งมอบบริการที่ดีที่สุด ผ่านพาร์ทเนอร์ ไปยังลูกค้าเอ็กซ์เผิง เพื่อสร้างความร่วมมือและความสำเร็จร่วมกัน ผลักดันให้ เอ็กซ์เผิง เป็นแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะชั้นนำ ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง

++ พร้อมเริ่มส่งมอบ XPENG G6 ให้ลูกค้าช่วงไตรมาส 3 ปีนี้
ปัจจุบันเริ่มทำตลาดในประเทศไทย ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เอ็กซ์เผิง รุ่น จีซิกส์ (G6) Ultra Smart Coupe SUV ที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจากนักเขียนนิยายไซ-ไฟ (Sci-Fi) มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ มอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง แบ่ง 2 รุ่นย่อย คือ Standard Range ชาร์จไฟเต็มขับได้ไกลสุด 580 กิโลเมตร* อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 6.9 วินาที* และ Long Range ชาร์จไฟเต็ม ขับได้ไกลสุด 755 กิโลเมตร* อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 6.7 วินาที* ความเร็วสูงสุดเท่ากันที่ 202 กิโลเมตรต่อชั่วโมง* รองรับ Super-fast charge โดยชาร์จไฟจาก 10-80% ใช้เวลาต่ำกว่า 20 นาที* ผสานระบบช่วยขับ ADAS ติดตั้งแบตเตอรี่แบบ Cell Integrated Body เป็นส่วนเดียวกับโครงสร้างตัวถังซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน และการขึ้นรูปตัวถังแบบ Die-cast Structure เพิ่มความแข็งแกร่ง 83% พร้อมได้รับมาตรฐานความปลอดภัย C-NCAP ระดับ 5 ดาว*

 

“DEEPAL BRG SRINAKARIN” ชวนสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่งาน “DEEPAL DAY” 21 – 23 มิถุนายน 2567 นี้ ที่โชว์รูม DEEPAL BRG SRINAKARIN

0
\BRG 1

Deepal BRG Srinakarin เชิญชวนลูกค้าและผู้ที่สนใจมาร่วมสัมผัสสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้นของรถยนต์ไฟฟ้า 100% Deepal S07 และ Deepal L07 กับกิจกรรมสุดพิเศษขับสนุก สุขทั้งครอบครัว ขับเที่ยวทั่วไทยไปกับ Deepal DAY ที่ Deepal BRG Srinakarin สำหรับลูกค้าที่สนใจ เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ พร้อมทดสอบสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้น ของรถยนต์ไฟฟ้า Deepal บนถนนศรีนครินทร์ ในวันที่ 21 – 23 มิถุนายน 2567 นี้

สำหรับใครที่อยู่ใกล้ๆโซนศรีนครินทร์หรือกำลังตัดสินใจ เลือก Deepal อยู่สามารถเข้ามาร่วมกิจกรรมพร้อมรับสิทธิพิเศษมากมายภายได้ที่งาน

สามารถลงทะเบียนทดลองขับ Test Drive ได้ที่ลิงก์ : bit.ly/4bbpaDo

กิจกรรมภายในงาน
-Exclusive Test Drive ลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อทดลองขับ DEEPAL S07 และ L07
-สัมผัสเทคโนโลยีที่ทันสมัยของ DEEPAL S07 และ L07
-กิจกรรมสุดพิเศษมากมายภายในงาน
-ของรางวัลสุดพิเศษ สำหรับผู้ที่จองรถในวันงาน
แคมเปญพิเศษ : เฉพาะลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ รุ่น Deepal S07 และ L07 ให้คุณเลือกรับ
• Voucher โรงแรมที่พักได้ 1 แห่ง หรือ
• เลือกรับ เครดิตชาร์จรถไฟฟ้า มูลค่า 10,000 บาท

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
**สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าที่จอง 1 – 30 มิถุนายน 2567 และรับรถภายใน 30 มิถุนายน 2567

DEEPAL BRG SRINAKARIN เปิดให้บริการเรียบร้อยยแล้ว พร้อมให้บริการทั้งโชว์รูม พร้อมให้บริการทั้งโชว์รูม และศูนย์บริการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่ โทร. 065-391-6409 / Website : www.deepalbrg.com / Line : @deepalbrg (มี@ข้างหน้า) / Instagram : Deepalbrg_Srinakarin

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ปล่อยแพ็กเกจรายเดือนสำหรับลูกค้าที่ใช้ฟีเจอร์เสริมผ่าน Mercedes me มอบทางเลือกความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง

0
Mercedes me 1

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ดิจิทัลออกสู่ตลาดมากมาย อาทิ แอปพลิเคชัน “Mercedes me” ที่เพียงแค่เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็สามารถเปิดประตูสู่โลกดิจิทัลและพบกับฟังก์ชันระดับชั้นนำมากมาย ทั้งยังมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในทุกที่ ด้วยบริการดิจิทัลต่าง ๆ เช่น ฟีเจอร์การสั่งการระยะไกลจากสมาร์ทโฟน ฟีเจอร์สำหรับเช็คสถานะการชาร์จแบตได้เรียลไทม์ ฟีเจอร์สำหรับปรับอากาศให้เดินทางได้อย่างรื่นรมย์ และฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมากมาย ในตลอดช่วง 1 – 3 ปีแรก ลูกค้ามีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์บางฟีเจอร์* ที่ติดตั้งมาพร้อมกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมื่อบริการดิจิทัลหมดอายุ ลูกค้าสามารถเลือกขยายเวลารับบริการได้ โดยสามารถเลือกชำระเงินได้ทั้งแบบแพ็กเกจ 1 ปี และแพ็กเกจ 3 ปี

 Mercedes me 2

*สำหรับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางเทคนิคของรถยนต์แต่ละรุ่น

ล่าสุดทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมนำเสนอบริการ “Digital Extras” ในรูปแบบ แพ็กเกจรายเดือน (Subscription) สำหรับการใช้งานบนแอปพลิเคชัน Mercedes me เพื่อเป็นทางเลือกของความสะดวกสบายให้กับลูกค้าไปอีกขั้น โดยมอบความอิสระในการยกเลิกการใช้งานได้ทุกเมื่อ และสามารถทดลองใช้บริการดิจิทัลได้ฟรี! เป็นระยะเวลา 1 เดือน นับจากวันที่สมัคร

บริการ Digital Extras แบบแพ็กเกจรายเดือน (Subscription) ครอบคลุมทั้งการต่ออายุบริการ Digital Extras ขั้นพื้นฐาน และการอัปเกรดรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยสามารถเลือกแพ็กเกจได้ตามความต้องการ ทั้งเพื่อความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการช่วยเหลือเพิ่มเติมที่เหนือระดับยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

Renewal Packages : การต่ออายุบริการ Digital Extras ขั้นพื้นฐาน สำหรับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป ที่รองรับแอปพลิเคชัน Mercedes me และหมดอายุการใช้งาน Digital Extras ฟรี 3 ปีแรก* ในราคาแบบรายเดือน เริ่มต้นเพียง 80 บาท/เดือน* ดังนี้

•Remote Packages เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมตลอดเวลา ราคา 350 บาท ต่อเดือน

•Navigate Packages เดินทางสู่จุดหมายอย่างรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ด้วยข้อมูลทางการจราจรแบบเรียลไทม์ ราคา 540 บาท ต่อเดือน

•Excellence Packages เอ็กซ์คลูซีฟแพ็กเกจที่มาพร้อม Remote Package และ Navigation Package (ระบบนำทาง) ราคา 760 บาท ต่อเดือน

•Remote Engine Start ระบบสตาร์ทรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อปรับอุณหภูมิภายในรถยนต์ให้สะดวกสบายขั้นสุดก่อนออกเดินทาง ราคา 220 บาท ต่อเดือน

•Remote & Navigation Services เสริมการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าและการชาร์จไฟให้สะดวกสบายและง่ายดายมากขึ้นในทุกเส้นทาง ราคา 80 บาท ต่อเดือน

(ราคาข้างต้นรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

*การใช้งานรองรับสำหรับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ปี 2019 เป็นต้นไป ที่สามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน Mercedes me
*จำนวนของบริการเสริม Digital Extras ที่รวมอยู่ อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรุ่นรถยนต์ โปรดตรวจสอบความพร้อมในการใช้งาน โดยราคาและบริการจะปรากฏขึ้น เมื่อคุณเข้าสู่ระบบและเชื่อมต่อรถยนต์แล้ว

 Mercedes me 3

On Demand Packages (SA+) : บริการ Digital Extras เสริม ในการปรับแต่งรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการขับขี่ สำหรับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป ที่รองรับแอปพลิเคชัน Mercedes me ในราคาแบบรายเดือน เริ่มต้นเพียง 75 บาท/เดือน* ดังนี้

•MBUX Entertainment เปลี่ยนห้องโดยสารให้เป็นคอนเสิร์ตของศิลปินคนโปรดแบบไม่มีสะดุด ผ่านการเชื่อมต่อวิทยุและสตรีมมิ่ง ราคา 75 บาท ต่อเดือน

•Individualization ปรับแต่งรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้เป็นเอกลักษณ์ยิ่งขึ้นตามความต้องการและความชื่นชอบ ราคา 370 บาท ต่อเดือน

•Active Distance Assist DISTRONIC ผู้ขับขี่สามารถควบคุมระยะห่างที่ต้องการจากรถยนต์ข้างหน้า พร้อมปรับความเร็วให้เหมาะสมด้วย DISTRONIC ราคา 500 บาท ต่อเดือน

•Beginner Driver and Valet Service Mode ระบบควบคุมอัตราเร่งที่นุ่มนวลและจำกัดการเข้าถึงข้อมูลโปรไฟล์ส่วนบุคคลจากผู้ขับขี่คนอื่น ๆ ราคา 100 บาท ต่อเดือน

•Rear Axle Steering มอบความคล่องแคล่วในการเข้าจอดและการหลบหลีก ลดวงเลี้ยวเพื่อการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น (ปรับมุมพวงมาลัยได้สูงสุด 10 องศา) ราคา 2,540 บาท ต่อเดือน

•Emergency key deactivation ระบบรักษาความปลอดภัยของกุญแจรถหากสูญหาย โดยล็อคและปลดล็อคผ่านระบบปิดการใช้งานกุญแจฉุกเฉิน ราคา 200 บาท ต่อเดือน

•Traffic Sign Assist ระบบตรวจสอบป้ายจราจร ทั้งการจำกัดความเร็ว การห้ามแซง และกฎจราจรอื่น ๆ ที่เลือกไว้ได้ตลอดเวลา ราคา 450 บาท ต่อเดือน

(ราคาข้างต้นรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

ทดลองใช้งาน Mercedes me Store ได้ที่ https://mb4.me/mercedesme_store สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Mercedes me บน Apple Store (iOS) ผ่าน https://mb4.me/MMC_Apple และ Android ผ่าน https://mb4.me/MMC_GooglePlay สอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 41 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250

ทั้งนี้ การใช้งานของแต่ละบริการขึ้นอยู่กับข้อมูลเฉพาะทางเทคนิค โปรดตรวจสอบรายละเอียดก่อนการตัดสินใจ และเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดตรวจสอบรายละเอียดแพ็กเกจ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

“บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย” เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR สีใหม่

0
BMW F 900 XR 1

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับนักบิดชาวไทยสายผจญภัยอีกครั้ง เปิดตัวสีใหม่สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ด้วยสีตัวถังภายนอกสีน้ำเงิน Racing Blue Metallic และยังคงรักษาเอกลักษณ์ที่แท้จริงของตระกูลไดนามิกโรดสเตอร์ ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ สปอร์ต พร้อมสะกดทุกสายตาบนท้องถนน บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ยังคงนำเสนอความสปอร์ตซึ่งมาพร้อมกับความสามารถอันหลากหลายและฟีเจอร์ทันสมัยต่าง ๆ พร้อมมอบสมรรถนะในการขับขี่ระยะไกลที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเดินทางไปบนถนนอันคดเคี้ยวหรือท่องเที่ยวไปในเมือง

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR 2

มร. ชิวาภาดา เรย์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่าการเพิ่มตัวเลือกสีใหม่สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ช่วยยกระดับรูปลักษณ์แบบไดนามิก และเสริมมาดแบบใหม่ให้กับมอเตอร์ไซค์แนวสปอร์ตผจญภัยรุ่นนี้ พร้อมผสานความสปอร์ตและสมรรถนะแบบทัวริ่งไว้ได้อย่างลงตัว ซึ่งช่วยถ่ายทอดความรู้สึกอิสระและไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ให้กับนักบิดในการขับขี่ทุกเส้นทาง บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR นำเสนอคุณลักษณะเฉพาะในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง มาพร้อมคุณสมบัติที่โดดเด่นและเทคโนโลยีล่าสุดที่ได้รับการต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นนักบิดที่มีประสบการณ์หรือมือใหม่ เราขอเชิญชวนแฟน ๆ ทุกท่านให้มาสัมผัสประสบการณ์สุดยอดการผจญภัยในการขับขี่และสมรรถนะอันทรงพลังของมอเตอร์ไซค์ที่น่าตื่นเต้นรุ่นนี้ ซึ่งผสมผสานความคล่องตัว ความสะดวกสบาย และสไตล์เข้ากับตัวเลือกสีใหม่ที่โดดเด่น

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR สีน้ำเงิน Racing Blue Metallic                               

ราคาจำหน่าย: 599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR 3

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR นับเป็นที่สุดของมอเตอร์ไซค์ในตระกูลแอดเวนเจอร์ สปอร์ต อย่างแท้จริง
ด้วยสมรรถนะโฉบเฉี่ยว ตำแหน่งการขับขี่ี่แบบนั่งตรงสไตล์ GS ความสะดวกสบายในการขับขี่ระยะไกล ทั้งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และรูปลักษณ์ที่สื่อถึงความทรงพลัง เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ ความโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ยังอยู่ที่การสืบทอดดีไซน์และคอนเซปต์ของมอเตอร์ไซค์ในตระกูล XR ที่ผสานความสปอร์ตและสมรรถนะแบบทัวริ่งเข้าไว้ได้อย่างลงตัว ทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีในการขับขี่ที่
ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟหน้า LED ที่ปรับองศาตามการเลี้ยวโค้ง (Adaptive Cornering Light) และระบบ Keyless Ride ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติที่ไม่เคยมีมาก่อนในมอเตอร์ไซค์ระดับกลาง

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งพละกำลัง 73 กิโลวัตต์ (99 แรงม้า) ที่ 8,500 รอบต่อนาที ให้แรงบิด 88 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดดเด่นด้วยขนาดของเครื่องยนต์ 895 ซีซี พร้อมองศาการจุดระเบิดที่ 270/450 องศา และระบบเก็บเสียงแบบใหม่ มอบเสียงทรงพลังและเร้าใจยิ่งขึ้น ทั้งยังมาพร้อมระบบคลัทช์แบบ anti-hopping และระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์ เพื่อมอบความปลอดภัยยิ่งขึ้นให้แก่ผู้ขับขี่ มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 4.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วค่าออกเทน 91 ขึ้นไป

BMW F 900 XR 5

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR สร้างความสนุกเร้าใจในการขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่ ‘Rain’ และ ‘Road’ รวมทั้ง Riding Modes Pro ประกอบด้วย ‘Dynamic’ และ ‘Dynamic Pro’ เพื่อยกระดับความสปอร์ตให้เร้าใจยิ่งขึ้น ระบบ ABS Pro ช่วยให้ควบคุมมอเตอร์ไซค์ได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์การขับขี่ พร้อมระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ระบบ Dynamic ESA และ ระบบตรวจสอบความดันลมยาง (RDC) ในขณะที่ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติยังช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาความเร็วรถให้คงที่ได้ นอกจากนั้น ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Gear Shift Assistant Pro ยังช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้เกือบทุกช่วงน้ำหนักบรรทุกและช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์โดยไม่ต้องควบคุมคลัตช์ ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ยังช่วยป้องกันมือชาและความเมื่อยล้าเมื่อขับขี่ไปในในสภาพอากาศที่หนาวเย็น

 

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 15.5 ลิตร โดยถังน้ำมันของรุ่นนี้มีน้ำหนักเบาและผ่านกระบวนการเชื่อมที่นำมาใช้ในการผลิตมอเตอร์ไซค์เป็นครั้งแรก ขณะที่โครงสร้างการยึดเหล็กกล้าส่วนท้ายรถก็ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานเป็นครั้งแรกในมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้เช่นกัน จึงทำให้ส่วนท้ายรถมีรูปลักษณ์ที่เพรียวและสั้นยิ่งขึ้น นอกจากนั้น บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ซึ่งมีระยะสปริงที่ค่อนข้างยาวขึ้น ช่วยมอบความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และหลากหลายกว่าในสไตล์แบบทัวริ่ง

ระบบไฟหน้า LED ที่ปรับองศาตามการเลี้ยวโค้ง (Adaptive Cornering Light) พร้อมระบบ Headlight Pro นอกจากจะสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ยิ่งขึ้นแล้ว ยังนับว่าเป็นฟีเจอร์ที่โดดเด่นในมอเตอร์ไซค์ขนาดมิดไซส์ ทำให้การขับขี่เวลากลางคืนมีความอุ่นใจยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าส่องสว่างตามการเลี้ยวโค้ง และหลอดไฟทั้งหมดเป็นแบบ LED ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับมอเตอร์ไซค์ในตระกูล F-Series ทุกรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR มาพร้อมตำแหน่งที่นั่งซึ่งมอบทั้งความสปอร์ตและความสบายสำหรับการขับขี่แบบทัวริ่งเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่ระยะไกล ชุดแฟริ่งด้านหน้าที่มาพร้อมกระจกกันลมปรับระดับได้มอบทั้งลุคสปอร์ตและการป้องกันให้แก่ผู้ขับขี่

BMW F 900 XR 7

นอกจากนี้ในรุ่นนี้ ยังมาพร้อมโซ่ M Endurance ด้วยคุณสมบัติการหล่อลื่นและความทนทานต่อการสึกหรอที่ยอดเยี่ยม โซ่ M Endurance ช่วยมอบความสะดวกสบายด้านการบำรุงรักษามากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการทำความสะอาดที่ยุ่งยากและหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากต้องเผชิญปัญหาน้ำมันหล่อลื่นกระเด็นหากใช้โซ่ธรรมดา โซ่ M Endurance จึงมอบทั้งความสะดวกสบายและความทนทานในการใช้งานสูงสุด

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ยังมีหน้าจอ TFT สีขนาด 6.5 นิ้วและระบบเชื่อมต่อ BMW ConnectedRide เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ฟีเจอร์ดังกล่าวช่วยให้นักบิดสามารถคุยโทรศัพท์ ฟังเพลง หรือใช้งานระบบนำทางได้อย่างสะดวกในขณะขับขี่ ทั้งนี้ มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีวางจำหน่ายแล้วในสีน้ำเงิน Racing Blue Metallic 

“นิสสัน” สาธิตความก้าวหน้าของการให้บริการด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติ บนถนนสาธารณะ

0
Nissan Mobility Services 01

นิสสัน” สาธิตความก้าวหน้าของระบบขับขี่อัตโนมัติผ่านรถยนต์ต้นแบบที่ติดตั้งเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นภายในองค์กร โดยมีเป้าหมายในการเปิดตัวบริการผ่านระการขับขี่อัตโนมัตินี้ภายในปีงบประมาณ 2027 รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน ลีฟ ประกอบด้วยกล้อง 14 ตัว Radar 10 ตัว และเทคโนโลยี LIDAR 6 ตัว นำเสนอถึงความก้าวหน้าของนิสสันในด้านการพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาพแวดล้อมของเมืองที่มีความซับซ้อน และเมื่อเปรียบเทียบกับรถต้นแบบรุ่นก่อนๆ ที่บริษัทได้สาธิตไปก่อนหน้านี้ รถยนต์ทดสอบรุ่นล่าสุดมีเซ็นเซอร์ที่ถูกติดตั้งบนหลังคาหลายชุด ซึ่งขยายพื้นที่ในการช่วยตรวจจับได้อย่างมากขึ้น และทำให้สามารถตรวจจับสภาพแวดล้อมได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

Nissan Mobility Services 2

ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้ คือประสิทธิภาพของการจดจำ การคาดการณ์พฤติกรรม และฟังก์ชันการตัดสินใจ ตลอดจนฟังก์ชันการควบคุมที่ได้รับการปรับปรุง ทำให้การทำงานมีความราบรื่นขึ้นในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนต่างๆ รอบๆ พื้นที่ถนนที่พลุกพล่านในเมืองโยโกฮามา ซึ่งใกล้กับสำนักงานใหญ่ของ นิสสันในประเทศญี่ปุ่น นิสสัน ลีฟ ต้นแบบคันดังกล่าวสามารถแสดงให้เห็นความสามารถในการคาดการณ์พฤติกรรมของคนเดินถนนได้อย่างราบรื่น มีการเปลี่ยนเลนได้อย่างแม่นยำ และตัดสินใจได้อย่างปลอดภัยเมื่อเข้าสู่ถนนที่มีทางแยก

Nissan Mobility Services 3

นิสสันได้ศึกษาโมเดลธุรกิจสำหรับบริการการขับเคลื่อนแห่งอนาคตมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2017 ในขณะที่การสาธิตในปัจจุบันกำลังดำเนินการมาตรฐาน SAE ระดับ 2 ในฐานะผู้ขับเคลื่อนความปลอดภัยในปัจจุบัน บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยายฟังก์ชันการทำงานเพิ่มขึ้น และเริ่มนำเสนอบริการการขับขี่แบบอัตโนมัติภายในประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มในปีงบประมาณ 2027* ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น หน่วยงานท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนส่งต่างๆ

Nissan Mobility Services 4

ในไตรมาสที่สี่ของปีงบประมาณนี้ นิสสันตั้งเป้าที่จะเริ่มการทดลองในพื้นที่มินาโตะมิไร และวางแผนที่จะดำเนินการทดสอบสาธิตการให้บริการภายในปีงบประมาณ 2025 โดยในระหว่างการทดลองใช้งาน ระดับฟังก์ชันของการขับขี่อัตโนมัติจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น พร้อมประเมินการยอมรับของลูกค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้การบริการแบบไร้คนขับอย่างมีประสิทธิภาพ

Nissan Mobility Services 7

โครงการริเริ่มนี้ ดำเนินการโดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรมของญี่ปุ่น กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง การท่องเที่ยว และกระทรวงกลางอื่นๆ นอกจากนี้ กระทรวงต่างๆ ยังพร้อมส่งเสริมความคิดริเริ่มในการตระหนักถึงการบริการการเคลื่อนที่แบบอัตโนมัติใหม่ๆ ในระดับที่ 4 ของมาตรฐานของคณะกรรมการส่งเสริมการเดินทาง หรือ Mobility Acceleration Committee

Nissan Mobility Services 8

วิสัยทัศน์ระยะยาวของนิสสัน คือการเสริมศักยภาพการขับเคลื่อนด้วยการแก้ปัญหาการบริการขนส่งที่ชุมชนท้องถิ่นเผชิญอยู่ ชุมชนท้องถิ่นโดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการเดินทางหลายประการ เช่น การขาดแคลนคนขับ ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนประชากรผู้สูงวัย เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาความท้าทายนี้ นิสสันต้องการมอบบริการใหม่ๆ มากมายที่ช่วยให้สามารถขับขี่ได้อย่างอิสระ

 

“มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน” ร่วมมือ ดย.จัดอบรม “ค่ายรวมพลคนทำดี และลมหายใจไร้มลทิน”

0
ลมหายใจไร้มลทิน 1

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ให้ความร่วมมือกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ค่ายรวมพลคนทำดี และลมหายใจไร้มลทิน” โดยมี อภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมฯ ณ โรงแรม เดอะ รอยัล ซิตี้ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 และทำกิจกรรมจิตอาสา ณ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี วันที่ 15 มิถุนายน 2567

ลมหายใจ 2

การอบรมเชิงปฏิบัติการ “ค่ายรวมพลคนทำดี และลมหายใจไร้มลทิน” จัดขึ้นเพื่อรณรงค์เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริตแก่เด็ก และเยาวชน สร้างเครือข่ายเพื่อเป็นแกนนำในการรณรงค์เสริมสร้างค่านิยมในการทำความดี ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีชมรมเด็ก และเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ และผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน สมาชิกชมรมลมหายใจไร้มลทิน เข้ารวมการอบรมทั้งสิ้นกว่า 80 คน

ลมหายใจ 3

ในงาน ชไมพร ปภัสร์พงษ์ รองผู้อำนวยการ มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ได้มอบรางวัลภายใต้โครงการ Kid D Project ประจำปี 2566 รางวัลดาวทอง ได้แก่ โรงเรียนสตรีวัดระฆัง, รางวัลดาวเงิน ได้แก่ โรงเรียนเทพศิรินทร์, รางวัลดาวเด่น ได้แก่ โรงเรียนโพธิสารพิทยากร, รางวัลชมเชย ได้แก่ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม และโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ

ลมหายใจ 6

ผลงานโครงการ Kid D Project ปี 2566 รางวัลดาวทอง ของโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ชื่อโครงการ S.R. BIN เป็นการให้ความรู้ในการคัดแยกขยะประเภทต่างๆ อย่างถูกต้อง ให้แก่นักเรียน เพื่อสร้างจิตสํานึกความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบในการรักษาสภาพแวดล้อมให้เกิดขึ้นในกับนักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง สามารถติดตามผลงานได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=oW3tcokoqSA

 

ค่ายลมหายใจไร้มลทินที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ได้นำโครงการ Kid D Project มาต่อยอดกิจกรรมเพื่อสร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชน รวมถึงมีวิทยากรภาครัฐ และเอกชนร่วมให้คำปรึกษาด้วย

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org dcy.go.th และ facebook.com/LomhaijaiFoundation

 

“Porsche Finder” แพลตฟอร์มแห่งการซื้อรถสปอร์ตปอร์เช่ในฝัน สะดวก ครบ จบในคลิกเดียว

0
Porsche Finder 1

ปอร์เช่ ประเทศไทย เดินหน้าสานฝันผู้หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตระดับโลก เปิดตัว Porsche Finder อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มค้นหารถยนต์ Porsche ทั้งรุ่นใหม่และรถยนต์ Porsche Pre-owned ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ เพื่อมอบประสบการณ์การค้นหาและเป็นเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ในฝันที่ง่าย สะดวก และตรงใจผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น เพียงปลายนิ้วสัมผัส

Porsche Finder 5

มร.ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป กล่าวว่า “Porsche Finder คือแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล ให้ท่านสามารถเลือกซื้อรถปอร์เช่ได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาโชว์รูม Porsche Finder ครบครันทุกข้อมูล พร้อมบริการทางการเงินที่ช่วยให้ท่านเป็นเจ้าของปอร์เช่ได้ง่ายขึ้น” เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ สู่ปอร์เช่ในฝัน เริ่มจากเลือกรถสปอร์ตรุ่นที่ท่านสนใจ พร้อมระบุรายละเอียดต่างๆ เช่น ปีที่ผลิต ระบบส่งกำลัง สี และอื่นๆ เพื่อให้ได้รถที่ตรงใจมากที่สุด จากนั้นสร้างปอร์เช่ในฝันของท่านด้วยการเลือกสีภายนอก ภายใน และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ตามสไตล์ที่เป็นท่าน เมื่อเจอคันที่ใช่แล้ว จองเลยง่ายๆ ผ่าน Porsche Finder ด้วยเงินมัดจำเพียง 200,000 บาท

Porsche Finder 6

Porsche Finder ครบครันทุกข้อมูล พร้อมบริการทางการเงินที่ช่วยให้ท่านเป็นเจ้าของรถปอร์เช่ได้ง่ายขึ้น เพราะเราเข้าใจว่าการออกแบบรถยนต์ปอร์เช่ในฝัน (Build Your Porsche) คือสิ่งที่ท่านตั้งใจ ดังนั้นเมื่อได้รถที่ต้องการท่านสามารถวางมัดจำจองรถยนต์ออนไลน์ได้ทันที เพื่อมั่นใจได้ว่ารถคันนี้จะเป็นของท่านอย่างแน่นอน พร้อมบริการทางการเงินจาก TTB DRIVE ที่จะช่วยให้ท่านเป็นเจ้าของปอร์เช่ ได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ TTB มอบให้เฉพาะลูกค้าที่จองรถสปอร์ตผ่าน Porsche Finder โดยบริการทางการเงิน ครอบคลุมรอบด้านไม่ว่าจะเป็น วงเงินอนุมัติสินเชื่อรวดเร็ว อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

Porsche Finder 6
ปลดล็อกประสบการณ์ใหม่ สู่ปอร์เช่ในฝันของท่าน ง่าย ครบ จบในคลิก Porsche Finder ไม่ได้เป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มค้นหารถยนต์ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าในการเป็นเจ้าของปอร์เช่คันโปรดของท่านในยุคดิจิทัลนี้ เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ Porsche Finder ท่านก็สามารถค้นหา เลือก และจองรถปอร์เช่รุ่นที่ใช่ได้ทันที มั่นใจได้ว่ารถที่ท่านจองจะมาถึงมือท่านอย่างแน่นอน Porsche Finder คืออีกหนึ่งความมุ่งมั่นของปอร์เช่ ประเทศไทย ในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยมุ่งเน้นการนำเสนอบริการที่สะดวกสบาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าทุกท่าน

Porsche Finder 7

สัมผัสประสบการณ์การเป็นเจ้าของปอร์เช่ ที่เหนือกว่าได้แล้ววันนี้ที่ Finder.porsche.com
*เงื่อนไขการคืนเงินเป็นไปตามข้อกำหนดของตัวแทนจำหน่าย