Home Blog Page 135

“เอ็มจี” ร่วมมือกับ อีซี่ โวลต์ นำ MG EP 100 คัน สานต่อความมุ่งมั่นการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถบริการสาธารณะ

0
MG EP Pic Open

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เอ็มจี และ บริษัท อีซี่ โวลต์ จำกัด (EASY VOLT) ร่วมผลักดันสังคมรถบริการพลังงานไฟฟ้าให้เติบโต สนับสนุนให้ผู้เช่ารถรับจ้างสาธารณะสามารถเช่าขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า TAXI EASY VIP ซึ่งจะช่วยลดทั้งต้นทุนด้านพลังงาน และมลพิษในอากาศ โดย นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (คนซ้าย) ได้ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% NEW MG EP PLUS จำนวน 100 คัน ให้กับ นายวรัชญ์ วัฒนากุลชัย ประธานกรรมการ บริษัท อีซี่ โวลต์ จำกัด(คนขวา) เพื่อใช้เป็นรถรับส่งผู้โดยสาร ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตอกย้ำให้เห็นถึงแผนงานการเดินหน้าสานต่อขยายระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของ เอ็มจี ซึ่งจะช่วยเติมเต็มการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของคนไทยให้มีความครอบคลุมและครบวงจรมากยิ่งขึ้น

MG EP 8

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถบริการสาธารณะถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่เอ็มจีดำเนินการมาโดยตลอด จากการเล็งเห็นข้อดีหลากหลายแง่มุม ทั้งกับผู้เช่าขับเองด้วยคุณสมบัติของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ช่วยลดภาระค่าเชื้อเพลิง”

MG EP 5

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม “อีกทั้งยังให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดี ผู้โดยสารสะดวกสบายด้วยห้องโดยสารที่เงียบ สามารถขนสัมภาระได้มากขึ้น และนั่งสบายตามแบบฉบับของรถสไตล์ STATION WAGON อีกทั้งในปัจจุบันจุดชาร์จรถไฟฟ้าได้กระจายตัวทุกพื้นที่ ซึ่งรวมถึงสถานี MG SUPER CHARGE ที่เปิดให้บริการแล้วกว่า 147 แห่ง ทั่วประเทศ การใช้งานรถไฟฟ้าในวันนี้จึงสะดวกสบายมากขึ้น จากความร่วมมือกันระหว่าง เอ็มจี และ อีซี่ โวลต์ ในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมืองไทย และขยายสังคมยานยนต์อีวีให้เติบโตขึ้นในอีกระดับ”

MG EP 2

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

“มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป” ต้อนรับเดือนแห่งสีสันด้วย ‘BMW PREMIUM SELECTION FESTIVAL’ กับรถผู้บริหารป้ายแดง ราคาพิเศษ 10-16 มิถุนายนนี้ ผสานแคมเปญพิเศษ ‘MID YEAR FESTIVAL’ ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา

0
BMW PREMIUM SELECTION FESTIVAL Pic Open

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต๊ กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างเป็นทางการ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เรียกความคึกคักของตลาดยานยนต์ไทยช่วงกลางปี กับเดือนแห่งสีสันที่เปี่ยมด้วยความหลากหลาย จัดกิจกรรม ‘BMW PREMIUM SELECTION FESTIVAL’ ระหว่างวันที่ 10-16 มิถุนายน 2567 ยกทัพรถผู้บริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไมล์น้อย ราคาพิเศษ พร้อมรับฟรี! GoPro Hero10 และบัตรน้ำมัน 5,000 บาท เมื่อจองและออกรถภายในเวลาที่กำหนด ควบคู่ไปกับแคมเปญพิเศษ ‘MID YEAR FESTIVAL’ ตลอดเดือนนี้ ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา

สมปราชญ์ โบสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ต้อนรับเดือนแห่งความหลากหลาย กับสีสันสุดตระการตา ด้วยกิจกรรมสุดปัง ‘BMW PREMIUM SELECTION FESTIVAL’ ให้ลูกค้าได้มีโอกาสเป็นเจ้าของรถผู้บริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ในราคาสุดคุ้ม ขอเชิญผู้ที่กำลังสนใจยนตรกรรมในเครือ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แวะเข้ามาที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู ใกล้บ้านครับ”

BMW PREMIUM SELECTION FESTIVAL 3

++ มิลเลนเนียม ออโต้ฯ ต้อนรับเดือนหก ยกทัพผู้บริหารสุดคุ้มค่า ให้ลูกค้าได้จับจอง

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จัดงาน ‘BMW PREMIUM SELECTION FESTIVAL’ นำขบวนรถผู้บริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ป้ายแดง ไมล์น้อย ราคาดี การันตีคุณภาพ มาให้เลือกสรรแบบจุใจ พร้อมรับฟรี! GoPro Hero10 และบัตรน้ำมัน 5,000 บาท เมื่อจองและออกรถภายในเวลา
ที่กำหนด ยิ่งไปกว่านั้น มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ได้หยิบยื่นแคมเปญพิเศษ ‘MID YEAR FESTIVAL’ ตลอดเดือนมิถุนายน ให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าเหนือระดับ

BMW PREMIUM SELECTION FESTIVAL 4

BMW
• ทดลองขับ ทุกรุ่น รับฟรี Starbucks Card มูลค่า 500 บาท*
• ดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้น 1.99%*
• ฟรี นาฬิกา Garmin Venu 2S มูลค่า 13,690 บาท*
• ฟรี บัตรรับประทานอาหารที่ Mei Jiang The Peninsula Bangkok มูลค่า 8,000 บาท*

MINI
• มินิ ราคาเริ่มต้นเพียง 1.85 ล้านบาท*
• อัปเกรด MSI สูงสุด 10 ปี*
• ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง*

MOTORRAD
• Bluetooth Sena 50S มูลค่า 13,299 บาท*
• ฟรี Gift Voucher ส่วดลดสินค้าไลฟ์สไตล์ 50%*

ครั้งแรกกับการจับมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำ สุดยิ่งใหญ่ พบหลากหลายกิจกรรมแห่งความสนุก ตลอดเดือนมิถุนายน

BMW PREMIUM SELECTION FESTIVAL 6

• 15-16 มิถุนายน Pet & Joy พบกับโชว์รูม Pet Friendly กับมหกรรมสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง เพื่อเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ กับกิจกรรมสุดโปรด พร้อมสินค้าและแบรนด์พันธมิตรชั้นนำ อาทิ Doggu, โรงพยาบาลสัตว์คชาเว็ท, Furrdaypet, Dr. Puppee Pure Joy, Mastervet Animal Hospital และ Sukina Petto ที่ มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาพัฒนาการ-ศรีนครินทร์

• 14-20 มิถุนายน ครั้งแรกที่ มิลเลนเนียม ออโต้ ร่วมกับ REV RUNNR เอาใจสายสปอร์ต
กับอุปกรณ์กีฬา แบรนด์ชั้นนำกว่า 100 รายการ อาทิ On, Hoka, Saucony, Goodr, Champion, Teva, Oakley จาก REV RUNNR ที่ยกขบวนสินค้านำมาให้เลือกช้อปอย่างจุใจ ที่โชว์รูม
มิลเลนเนียม ออโต้ พระราม 3 และยังมีสินค้า บีเอ็มดับเบิลยู ไลฟ์สไตล์ และแอคเซสเซอรี
ราคาพิเศษ

• 15-16 มิถุนายน สัมผัสรถผู้บริหาร มินิ ป้ายแดง ไมล์น้อย ราคาดี การันตีคุณภาพ
ที่ The Crystal

• 15–16 มิถุนายน Performance Drag Show จากกลุ่ม LGBTQ+ ที่จะสร้างสีสันและความสนุกในงาน และยนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู หลากรุ่น ที่ไอคอนสยาม รวมถึงวันที่ 15 และ 22 มิถุนายน ที่สยามพารากอน

• 21-23 มิถุนายน พบกองทัพรถยนต์ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ ที่ Food Villa ราชพฤกษ์

• 30 มิถุนายน Expression of Pride ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมขบวนพาเหรด เชื่อมต่อสีสันความหลากหลาย สร้างสรรค์สังคมอย่างเท่าเทียม Pride Month พาเหรดขบวนรถ
บีเอ็มดับเบิลยู BMW 430i Convertible มินิ Convertible และมอเตอร์ราด ลวดลายพิเศษ
ใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่ ดิ เอ็ม ดิสทริค

สอบถามข้อมูล โทร.1286 Millennium Auto Connect
Line Official: https://bit.ly/2Z3ou46 (@millenniumauto)
https://www.millenniumauto.co.th

รู้จักเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid เทคโนโลยีอัจฉริยะเอกสิทธิ์เฉพาะจาก BYD ที่ทำให้ “รถปลั๊กอินไฮบริด” มอบประสบการณ์ขับขี่ได้เสมือนรถ EV

0
BYD 1

ระยะหลังมานี้ผู้เล่นในตลาดยานยนต์ประเทศไทยนำเสนอรถยนต์หลากหลายประเภทเพื่อสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคกันมากขึ้น และหนึ่งในยนตรกรรมที่ยังคงได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อยก็คือรถยนต์ประเภท PHEV (Plug-in Hybrid) หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยการผสานขุมพลังที่สร้างจากไฟฟ้าร่วมกับน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเอง โดย BYD ก็เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ได้เผยโฉมรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่จะเข้าสู่ตลาดยานยนต์ไทยไปในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่ผ่านมา นำร่องโดย BYD SEALION 6 DM-i เอสยูวีขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด 1.5 ลิตร ที่ใช้แพลตฟอร์ม DM-i เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะจาก BYD ที่ทำให้รถยนต์ PHEV มอบประสบการณ์ขับขี่ได้เสมือนรถยนต์ไฟฟ้าแต่ DM-i คืออะไร และมีความแตกต่างจากเทคโนโลยีไฮบริดอื่นๆ อย่างไร วันนี้เราจะพามาเจาะลึกถึงเทคโนโลยีสุดล้ำนี้ไปพร้อมกัน DM–i Super Hybrid เทคโนโลยีขับเคลื่อนยานยนต์ที่ใช้ขุมพลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์เป็นหลัก

BYD 2

เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid เป็นเทคโนโลยีระบบพลังงานและชุดควบคุมการทำงานของรถยนต์ประเภท PHEV เอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ BYD โดยอักษรย่อ “DM” หมายถึง “Dual Mode” หรือระบบการทำงานที่ประสานขุมพลัง 2 รูปแบบ คือมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ส่วนอักษร “i” ย่อมาจากคำว่า “Intelligent” หรือเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ผสานการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างลงตัว

สิ่งที่ทำให้เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid โดดเด่นเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ คือ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาภายใต้การขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก (Electricity-based) โดยหลักการคือจะใช้ขุมกำลังขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถรองรับการสร้างพลังงานด้วยการชาร์จไฟทั้งในรูปแบบกระแสตรง DC และ การแสสลับ AC จากภายนอก ซึ่งหากยังไม่เพียงพอในการใช้งานในชีวิตประจำวัน การสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์ก็จะเป็นส่วนเสริมในการสร้างพลังงานหลักเพื่อการขับเคลื่อนให้กับ “มอเตอร์ไฟฟ้า” และเมื่อต้องการสร้างพลังงานสูงสุดเพื่อการขับเคลื่อนอย่างเต็มประสิทธิภาพ “เครื่องยนต์” จะสร้างพลังงานเสริมการขับขี่ เช่น การเร่งความเร็วกะทันหัน การแซง การขึ้นเนินสูง การขับขี่ทางไกลที่ใช้ความเร็วคงที่ เป็นต้น

ดังนั้นส่วนสำคัญของเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid คือ แพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับการใช้เชื้อเพลิงพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และมากกว่านั้นก็ยังพัฒนาเพื่อให้รถยนต์มีการปล่อยมลภาวะให้น้อยที่สุด กล่าวคือ ทุกๆ มลภาวะที่ปล่อยออกมาจะต้องมีอย่างจำกัดและถูกปล่อยออกมาเพื่อการใช้งานมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเปรียบเสมือนการขับเคลื่อนที่เสมือนรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด ซึ่งการขับเคลื่อนจะมีการส่งกำลังนิ่งเรียบและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและต่อเนื่องตลอดเส้นทาง

ขับขี่นุ่มนวล ห้องโดยสารไร้เสียงรบกวน เสมือนยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100%

BYD 3

เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid ถือเป็นการพัฒนาภายใต้สถาปัตยกรรม DM พลังงานขับเคลื่อนเทคโนโลยีรูปแบบ Plug-In Hybrid เจนเนอเรชันที่ 4 ซึ่งทีมพัฒนาของ BYD เองนั้นสะสมประสบการณ์ในการวิจัยและพัฒนาต่อยอดตั้งแต่เจนเนอเรชันที่ 1 ถึง เจนเนอเรชันที่ 4 มาร่วม 15 ปี ซึ่งการพัฒนาเพื่อขีดจำกัดของประสิทธิภาพการขับเคลื่อนและเพื่อสอดคล้องกับการใช้รถพลังงานสะอาด เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid ที่ปัจจุบันถูกใช้ใน BYD SEALION 6 DM-i หรือแม้กระทั่งรุ่นอื่นๆ ที่พัฒนาภายใต้สถาปัตยกรรม DM-i Super Hybrid นั้นจะขับเคลื่อนสภาวะขับเคลื่อน Hybrid รูปแบบต่างๆ ตามสถานการณ์ ดังนี้
1.EV Mode: โหมดการขับเคลื่อนโดยใช้ไฟฟ้า โดยเป็นการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ซึ่งมีการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แรงดันสูง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและไร้เสียงรบกวนเสมือนกับการขับยานยนต์ไฟฟ้า 100%
2.Series Mode: หรือโหมด HEV แบบอนุกรม เป็นโหมดการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่กำลังการขับเคลื่อนของมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์ที่มีการเดินเครื่องที่เรียบเนียนจึงทำให้การสร้างพลังงานไร้รอยต่อและสร้างสรรค์การขับเคลื่อนให้มีความนุ่มนวล และด้วยการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักจึงทำให้การขับเคลื่อนนั้นเสมือนยนตกรรมไฟฟ้ามากที่สุด
3.Parallel Mode: หรือโหมด HEV แบบขนาน ซึ่งเป็นโหมดการขับเคลื่อนที่มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ประสานการทำงานกันแบบเต็มกำลัง จึงส่งมอบประสิทธิภาพในด้านพละกำลังการขับขี่ที่ดีที่สุด มักจะถูกใช้ในช่วงที่ใช้กำลังขับเคลื่อนสูง เช่น การเร่งแซง การขึ้นเขา เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสมือนกับการขับขี่ยนตกรรมไฟฟ้ามากที่สุด ทุกๆ การชะลอความเร็วและการเบรกนั้น ระบบ Regenerative Braking เก็บพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นสร้างพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มระยะทางการเดินทางด้วยไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงปรับปรุงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้ดีมากยิ่งขึ้นรวมถึงอัตราการปล่อยมลภาวะให้ลดน้อยลง และ เพื่อให้รถยนต์นั้นใกล้คำว่ารถยนตกรรมไฟฟ้ามากที่สุด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสถึงยนตรกรรมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่จะช่วยให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารรวมถึงผู้คนสาธารณะได้รับทั้งเรื่องของความปลอดภัยในการใช้ถนนสาธารณะ และ มลภาวะสภาพแวดล้อมสาธารณะที่สะอาดมากยิ่งขึ้น

จุดเด่นของเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid

BYD 5

ไฮไลต์ของเทคโนโลยี DM-i คือเป็นแพลตฟอร์มที่รวมเอานวัตกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะไว้ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาเทคโนโลยีโดยใช้เครื่องยนต์ประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงซึ่งออกแบบเฉพาะสำหรับรถยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงพร้อมด้วยเทคโนโลยี Blade Battery เสริมด้วยระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่อัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ไฮบริดโดยเฉพาะ ฟังก์ชันการถ่ายโอนพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมายที่มอบความสะดวกให้ผู้ขับขี่ใช้งานได้อย่างมั่นใจ เช่น ระบบ VtoL ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid มีข้อได้เปรียบกว่าเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดอื่นๆ ในตลาดอยู่หลายประการ อาทิ
•ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์ที่มากกว่า
•ประสิทธิภาพการทำงานของระบบส่งกำลังไฮบริดที่มากกว่าเนื่องด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังสำหรับเทคโนโลยี Plug-In Hybrid โดยเฉพาะ
•เทคโนโลยี Blade Battery ซึ่งปลอดภัยกว่า ทั้งยังมีความจุที่มากและเพียงพอ เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
•เทคโนโลยี DM-i ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพทั้งด้านพละกำลัง ความนิ่งเรียบของการส่งถ่ายกำลังของขับเคลื่อน และการใช้อัตราสิ้นเปลืองของพลังงานและเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ
•การทำงานของ NVH (ระดับเสียง ความสั่นสะเทือน และความกระด้างของรถยนต์) ที่มีประสิทธิภาพ
พลังงานระบบไฮบริดที่ยังคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ เสมือนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%

เทคโนโลยี DM-i ได้รับการพัฒนาให้ขับเคลื่อนด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก และด้วยขนาดของแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาให้เพียงพอและเหมาะสมต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากเลือกขับรถด้วย EV Mode หรือโหมดการขับเคลื่อนโดยใช้ไฟฟ้า ในขณะที่แบตเตอรี่มีพลังงานคงเหลือปกติ ก็จะทำให้ขับขี่ได้โดยไม่สร้างมลพิษทางอากาศเลยแม้แต่น้อย เสมือนใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เพราะ EV Mode จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบขับเคลื่อนหลักโดยสมบูรณ์ และไม่มีการใช้ขุมพลังจากเครื่องยนต์เลย

หรือหากขับขี่ขณะที่แบตเตอรี่มีพลังงานคงเหลือต่ำ (Low SOC หรือแบตเตอรี่น้อยกว่า 25%) ระบบก็จะยังคงใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก โดยใช้วิธีสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์และส่งต่อมาที่มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของการลดปริมาณการปล่อยมลพิษได้อย่างชัดเจน และยังเป็นการใช้พลังงานเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะเมื่อระบบมีพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนแล้ว เครื่องยนต์ก็จะหยุดทำงานแล้วเปลี่ยนกลับมาขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้พลังงานมาจากแบตเตอรี่คงเหลือแทน นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังได้รับการออกแบบให้มีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ทำให้รถยนต์ไม่ต้องแบกภาระน้ำหนักรวมของตัวรถที่มากเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในการสร้างพลังงานขับเคลื่อนมากขึ้น

ทุกความชาญฉลาดของเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid ที่กล่าวมาข้างต้น พร้อมให้สัมผัสประสบการณ์สุดล้ำเสมือนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้วในรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเผยโฉมในประเทศไทยอย่าง BYD SEALION 6 DM-i พร้อมเปิดจองสิทธิ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ BYD SEALION 6 DM-i ในประเทศไทยได้ที่ Facebook BYD RÊVER Thailand

 

มาสด้า ทรานส์ฟอร์มองค์กรเสริมทัพผู้บริหาร ดันคนเก่งเสริมแกร่ง เร่งเครื่องสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นสร้างประสบการณ์ลูกค้า

0

มาสด้าผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ระดับพรีเมียมสัญชาติญี่ปุ่น ประกาศเสริมทัพครั้งสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต Competitive Advantage ดันผู้นำรุ่นใหม่เสริมความแข็งแกร่งการบริหารงานองค์กรแบบ 360 องศา นำแนวความคิดและเทคนิควิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่เชิงสร้างสรรค์ ภายใต้กลยุทธ์ Retention Business Model ให้ความสำคัญด้านการขาย การบริการ การดูแลลูกค้า โดยเฉพาะการสร้างความพึงพอใจสูงสุดกับแฟนมาสด้าในประเทศไทยให้เกิดความประทับใจ ด้วยพันธสัญญาเร่งด่วนคือส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าสัมผัสได้ ยึดมั่นสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตอกย้ำแบรนด์คือหัวใจสำคัญ การสร้างแบรนด์คือแนวทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืน สร้างความมั่นใจและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกมิติ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะเข้ามาเสริพทัพนับจากปีนี้เป็นต้นไป

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างใหม่ครั้งนี้ มีภารกิจหลักร่วมกัน คือการสร้างธุรกิจให้ยั่งยืนภายใต้นโยบาย Retention Business Model ผ่านการสร้างประสบการณ์ลูกค้าให้ดีที่สุด ขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรด้วยการทำงานเป็นทีม “One Mazda” รองรับ New Business Landscape ในอนาคต ตลอดจนการ Empowerment ดึงคนรุ่นใหม่เข้าร่วมทีม และดันผู้บริหารรุ่นใหม่ขององค์กรร่วมสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบ AGILE ให้เกิดความคล่องตัว เป็นมืออาชีพ และไร้รอยต่อ จากพนักงานภายในองค์กรสู่ผู้แทนจำหน่ายถ่ายทอดถึงลูกค้า ผ่านคุณค่าหลัก 3 แกน คือ ให้ความสำคัญกับมนุษย์อย่างแท้จริง มีสปิริตของนักสู้ แบบวัฒนธรรมญี่ปุ่น Omotenashi มอบประสบการณ์ความประทับใจด้วยความใส่ใจและเป็นมิตร ตามวิสัยทัศน์การมุ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่จะสร้างความสุขที่มากกว่าแค่ความสุขในการขับรถ สร้างคุณค่าและเติมเต็มชีวิตให้กับผู้คนที่ได้สัมผัสแบรนด์มาสด้าในทุกประสบการณ์และทุกช่วงเวลาของชีวิต

การปรับโครงสร้างการบริหารงานองค์กรใหม่ในครั้งนี้ ครอบคลุมการบริหารงานภายในองค์กรครบทุกฟังก์ชัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2567

  • สายงานกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจ นำทัพโดย นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส ขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่ง รองประธานกรรมการบริหาร หรือ Executive Vice President กำกับดูแลการดำเนินธุรกิจมาสด้าแบบครบวงจร ขับเคลื่อนองค์กรและผลักดันความสำเร็จของ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ให้เป็นแบรนด์ที่สร้างความรักความผูกพันอย่างเหนียวแน่นในใจของลูกค้าตลอดไป
  • สายงานวางแผนกลยุทธ์และปฏิบัติการ นำโดย มร. ทาเคชิ มิคามิ รองประธานบริหารส่วนวางแผนกลยุทธ์และปฏิบัติการ ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานบริหาร CFT Operations หรือ Vice President ผ่านวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับระบบปฏิบัติงาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงทำงานร่วมกันด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างวัฒนธรรมญี่ปุ่นผนวกกับความแข็งแกร่งของบุคลากรคนไทย
  • สายงานขาย นำโดย นายพิเชษฐ์ ปุณณารักษ์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย หรือ General Manager กำกับดูแลส่วนงานขายทั่วประเทศ ประสานงานกับผู้จำหน่ายแบบไร้รอยต่อ เนื่องจากปัจจุบันรูปแบบการดำเนินธุรกิจรถยนต์เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปและมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น
  • สายงานบริการหลังการขาย ดึง นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการหลังการขาย หรือ General Manager กำกับดูแลส่วนงานบริการหลังการขายทั่วประเทศ การวางระบบหลังบ้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลลูกค้า เพราะการบริการคือหัวใจสำคัญของการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า
  • สายงานการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ นำทีมโดย นายวัชระ เจียรบุญ ดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไปแผนกการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กำกับดูแลส่วนงานวางแผนกลยุทธ์การตลาด การสื่อสารแบรนด์ การวางแผนผลิตภัณฑ์ และสร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้า รวมถึงติดต่อประสานงานกับภาครัฐ

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับภาวะตลาดรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อพัฒนาธุรกิจให้สามารถเดินหน้าและเติบโตมั่นคงได้นั้น การเตรียมพร้อมตั้งแต่กระบวนการในการจัดการบริหารองค์กร และการพัฒนาองค์กรยุคใหม่ให้เหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่หลาย ๆ องค์กรหันมาใส่ใจกันมากขึ้น การปรับทัพผู้บริหารมาสด้าในจังหวะที่ตลาดรถยนต์มีการแข่งขันที่รุนแรงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมากที่สุดที่มาสด้ากำลังก้าวข้ามไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่และรถยนต์รุ่นใหม่ที่กำลังจ่อคิวลงตลาดในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระตุ้นตลาดรถยนต์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งผู้บริหารทั้งหมดจะนำเอาความรู้ความเชี่ยวชาญ ความสามารถอันเต็มเปี่ยม และประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมายาวนานมาบริหารองค์กรเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จของบริษัทร่วมกัน โดยเฉพาะการส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่เป็นเลิศให้ลูกค้า นำพาให้มาสด้าก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน

บุคคลในภาพ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (จากซ้ายไปขวา)

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร, นายพิเชษฐ์ ปุณณารักษ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย, มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร, นายวัชระ เจียรบุญ ผู้จัดการทั่วไปแผนกการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์, นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการหลังการขาย, มร. ทาเคชิ มิคามิ รองประธานบริหารส่วนวางแผนกลยุทธ์และปฏิบัติการ

“ฉางอัน” แจงรัฐ!!! ตั้งเป้าอีก3ปี ใช้ชิ้นส่วนในไทย 80%

0
ฉางอัน :Pic Open

นายเซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีสเอเชีย จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า CHANGAN (ฉางอาน) ได้เข้าพบ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อหารือเกี่ยวกับการจะร่วมสนับสนุน วิทยาลัยพลังงานแห่งชาติ ของกระทรวงพลังงาน เพื่อร่วมสร้างความสำคัญของพลังงานต่อการดำเนินชีวิต และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การจัดหาพลังงานในรูปแบบต่างๆ และกระตุ้นความสนใจในการวิเคราะห์แนวทางเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานในอนาคตอีกด้วย

ฉางอัน 1

นายเซิน ซิงหัว กล่าวสรุปว่า “ความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อประเทศไทยไม่เพียงแค่การผลิต และการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่เรายังทุ่มเทในการมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี และการศึกษาของภาคยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งเรามุ่งหวังที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตยานยนต์ที่ยั่งยืนของประเทศ และเสริมสร้างทักษะแรงงานในท้องถิ่นให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้”

นายเซิน ซิงหัวยังได้เสริมเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังกลุ่มผู้ประกอบการผลิตอะไหล่รถยนต์ภายในประเทศ ซึ่งทาง CHANGAN ตั้งเป้าหมายให้ Local Content ของรถยนต์ไฟฟ้า CHANGAN มีสัดส่วนอยู่ที่ 40% และเพิ่มเป็น 80% ภายในปีพ.ศ. 2570 ซึ้งตรงนี้ก็จะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น EV Hub อาเซียน

ฉางอัน 2

จากความสำเร็จล่าสุดของงาน Sourcing Day ของ CHANGAN Thailand เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ CHANGAN ในการส่งเสริมความร่วมมือพันธมิตรชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ในงานนี้ CHANGAN Thailand ได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ประกอบการธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยหลายราย รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ส่งผลไปยังการเติบโตทางเศรษฐกิจในตลาดไทยด้วย

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” เดินหน้าต่อสัญญา 10 ปี ขยายฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทย พร้อมส่งมอบเซลล์แบตเตอรี่ให้ สวทช. นำไปวิจัยด้านพลังงาน

0
Mercedes-Benz Pic Open

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคชาวไทยและสานต่อแผนการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ประกาศลงนามต่อสัญญาว่าจ้างกับ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด เป็นระยะเวลา 10 ปี ในฐานะพันธมิตรระยะยาวที่มีบทบาทในการประกอบรถยนต์และผลิตแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงขานรับนโยบายระดับโลกในการผลักดันแนวคิด Circular Economy ประเดิมด้วยการส่งมอบเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Cellblocks) ขนาด 2 MWh ซึ่งรวบรวมมาจากแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ใช้ทดสอบในกระบวนการผลิต ให้กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาวิจัยและสร้างแหล่งพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้เซลล์แบตเตอรี่ดังกล่าว ยังถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรชาวไทยในด้านพลังงาน ซึ่งจะส่งผลดีให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต

Mercedes-Benz 2

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์
(ประเทศไทย) จำกัด
กล่าวว่า “ย้อนกลับไปเมื่อ 120 ปีที่แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นรถยนต์แบรนด์แรกที่เข้ามาในประเทศไทย และเช่นเดียวกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ในวันนี้เราก็ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยการเป็นแบรนด์รถยนต์ลักชัวรี่แบรนด์แรกที่เริ่มผลิตแบตเตอรี่และประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในรุ่น EQS 500 4MATIC AMG Premium ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรทางธุรกิจของเรา และสำหรับก้าวต่อไปในการขยายกำลังการผลิตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้ดำเนินการต่อสัญญาว่าจ้างบริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ให้เป็นผู้ประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย ต่อไปเป็นระยะเวลาอีก 10 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการผลิตและการประกอบรถยนต์ที่มีมาตรฐานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง”

Mercedes-Benz 3

ความร่วมมือของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2522 ซึ่งร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ของรถยนต์ลักชัวรี่ที่อยู่คู่กับคนไทยอย่างยาวนาน ผ่านการผสานความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงกรรมวิธีการผลิตที่มีมาตรฐานระดับโลกจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ และความเชี่ยวชาญของโรงงานผลิตในประเทศที่มีดีเอ็นเอตรงกับแบรนด์อย่างแท้จริง ทำให้ในปัจจุบันมีรถยนต์กว่า 13 รุ่น ที่ถูกผลิตขึ้นในโรงงานแห่งนี้ ได้แก่ A-Class, C-Class, E-Class, S-Class, GLA, GLC, GLE, GLS, C-Coupe, GLC-Coupe, CLS, Maybach S-Class, และ EQS โดยมีการเฉลิมฉลองการประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ คันที่ 200,000 ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นายรัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด และ บริษัท ธนบุรี เอ็นเนอร์ยี่ สตอเรจ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) และเมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ในการเป็นผู้ดำเนินการประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการต่อไปเป็นระยะเวลาอีก 10 ปี โดยนอกจากการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตในทุกๆ ด้าน และการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์มาปรับใช้ในการผลิตรถยนต์ในประเทศ เพื่อขยายไลน์การประกอบรถยนต์ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ทางธนบุรีฯ ยังรองรับการผลิตแบตเตอรี่และการประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ผ่านโรงงานของบริษัท ธนบุรี เอ็นเนอร์ยี่ สตอเรจ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TESM) ที่มีการริเริ่มผลิตแบตเตอรี่และประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกอย่าง EQS 500 4MATIC AMG Premium ทั้งนี้เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพโรงงานและศักยภาพของบุคลากรให้ลูกค้าทุกคนมั่นใจในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสร้างตำนานบทใหม่ให้กับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทยต่อไป”
Mercedes-Benz 5

จากวิสัยทัศน์และนโยบายของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในระดับโลก ที่ขับเคลื่อนแผนงานด้านความยั่งยืนอย่างจริงจังในทุกมิติ หนึ่งในนั้นคือการผลักดันระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ภายใต้แนวคิด “Design for Circularity” ที่เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตในการเพิ่มสัดส่วนของการใช้วัสดุทดแทนที่มาจากกระบวนการรีไซเคิลชิ้นส่วนรถยนต์ ในขณะเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย
ก็ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการนำแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ใช้สำหรับการทดสอบแบตเตอรี่ในกระบวนการผลิต
มาพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้เชื่อมต่อกับสายส่งไฟฟ้า โดยริเริ่มด้วยการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MoU) กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมส่งมอบเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Cellblocks) ขนาด 2 เมกะวัตต์ ให้กับ สวทช. ภายในเดือนกรกฎาคม 2567 เพื่อสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่สังคมไทย ทั้งยังยกระดับความสามารถของบุคลากรไทย และสนับสนุนการทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศให้มีมาตรฐานระดับโลก

Mercedes-Benz 6

 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ กระทรวง อว. โดย สวทช. มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดโครงการวิจัยพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน หรือ ESS (Energy Storage System) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยได้ร่วมกับ บริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อสร้างศูนย์ออกแบบและการทดสอบแหล่งเก็บกักพลังงานจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าขึ้นในประเทศไทยเป็นแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน โดย สวทช. มีความมุ่งมั่น และเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้พลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) อีกทั้งความร่วมมือในครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนยานยนต์ระดับโลก ที่สามารถส่งเสริมระบบนิเวศที่เอื้อต่อการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทีล้ำสมัยของยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ โดยโมดูลแบตเตอรี่ที่ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ส่งมอบให้ สวทช. นับเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อนักวิจัยของเรา และเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายด้านการวิจัยพัฒนาพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนต่อสังคมไทย ได้อย่างแน่นอน ”

“นอกเหนือจากการส่งมอบประสบการณ์แบบลักชัวรีในทุกมิติภายใต้โมเดลธุรกิจใหม่ “Retail of the Future” ให้กับลูกค้าทุกคน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังให้ความสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรชาวไทย ทั้งผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจของเรา รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยก้าวสู่ระดับสากล” มร. มาร์ทิน กล่าวทิ้งท้าย

“ซูซูกิ” แจ้งยุตกิารดำเนินการผลิตทโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย

0
ซูซูกิ 2

ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น มีประกาศถึงการตัดสินใจยุติการผลิตที่โรงงำนผลิตรถยนต์ของบริษัทในเครือในประเทศไทย “บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด” (ซึ่งต่อไปนี้จะถูกเรียกว่า “SMT”) ภายในช่วงสิ้นปี พ.ศ. 2568 โดยการตัดสินใจในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนโครงสร้างการผลิตของซูซูกิทั่วโลก

ตามที่รัฐบาลไทยได้มีกำรส่งเสริมการลงทุนรถยนต์อีโคคาร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ในเวลาดังกล่าวซูซูกิได้สมัครเข้ำร่วมโครงการและก่อตั้ง SMT ขึ้น ในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจึงได้มีการเริ่มดำเนินกำรผลิตขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา โดยสามารถผลิตและส่งออกได้มากถึง 60,000 คันต่อปี ทั้งนี้ด้วยการส่งเสริมความเป็นกลางทางคำร์บอนและการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของทั่วโลก ซูซูกิได้มีการพิจำรณาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระดับโลก จึงได้ตัดสินใจยุติการดำเนินการของโรงงาน SMT ภายในช่วงสิ้นปี พ.ศ. 2568 นี้

แม้จะมีกำรยุติกำรดำเนินการของโรงงานในประเทศไทย แต่ SMT จะยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในการจำหน่ำยและให้บริการหลังการขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าชำวไทยต่อไป ซึ่งจะมีการปรับแผนธุรกิจเป็นการนำเข้ารถยนต์จากโรงงานในภูมิภาคแถบอาเซียน รวมถึงประเทศญี่ปุ่น นและประเทศอินเดีย

นอกจากนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนและให้สอดคล้องในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามนโยบายของภาครัฐบริษัทฯ จะมีการแนะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่ำงๆ รวมถึง HEVs เข้าสู่ตลาดในอนาคตด้วยเช่นกัน

ภำพรวมของบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ก่อตั้ง สิงหำคม พ.ศ. 2554
เริ่มท ำกำรผลิต มีนาคม พ.ศ. 2555
สถำนที่ตั้ง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง
รุ่นที่ทำกำรผลิต Swift, Ciaz, Celerio
ยอดการผลิต (ปีงบประมาณ 2566) 7,579 คัน
ยอดขาย (ปีงบประมาณ 2566) 10,807 คัน (ภายในประเทศไทย)
1,272 คัน (ส่งออก)

“เอ็มจี” เดินหน้า ต่อยอดแผนงานทศวรรษที่สอง กับการเปิดตัว MG EVolution Showroom ทั่วประเทศ  

0
MG EVolution Showroom Pic Open

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ย้ำภาพแบรนด์ผู้บุกเบิกยานยนต์ไฟฟ้าในเมืองไทยเปิดตัว MG EVolution Showroom หนึ่งในแผนงานพัฒนาศูนย์บริการให้ดูทันสมัย เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่รถไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในทางเลือกของลูกค้า เพื่อรองรับการขายและการบริการหลังการขายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ประเดิมเปิดตัว 3 โชว์รูมในพื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี และชลบุรี โดยมีแผนขยายครบ 10 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ภายในสิ้นเดือนนี้

MG EVolution Showroom  2

ในสถานการณ์ตลาดที่รถยนต์ไฟฟ้ามีอัตราการเจริญเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา การพัฒนาภาพลักษณ์โชว์รูมเพื่อให้ตอบโจทย์กับรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นส่วนสำคัญในแผนงานของ เอ็มจี ทั้งนี้ MG EVolution Showroom เป็นโชว์รูมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรองรับการขายและบริการหลังการขายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อีวีในระดับพรีเมียม (EV Premium) ซึ่งรถในกลุ่มดังกล่าว นำโดย NEW MG MAXUS 9  ลักชัวรี่ MPV ไฟฟ้า100% แบบ 7 ที่นั่งรุ่นแรกของ เอ็มจี NEW MG CYBERSTER สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่ง และล่าสุดที่จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ กับ NEW MG MAXUS 7 รถ e-MPV ยุคใหม่สำหรับครอบครัวสมัยใหม่

MG EVolution Showroom  7

มีการแบ่งพื้นที่ภายในอย่างเป็นระบบ อาทิ โซนจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้า โซนต้อนรับ โซนห้องประชุมสำหรับการสาธิตและให้ความรู้   โซนซ่อมบำรุงรักษา ซึ่งจะมีอุปกรณ์และเครื่องมือเฉพาะสำหรับการบำรุงดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ พร้อมช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญงาน รวมถึงสถานี MG SUPER CHARGE ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้

ในส่วนของพนักงานขายจะได้รับการอบรมความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำได้อย่างแม่นยำ ทำให้ลูกค้าเข้าใจในผลิตภัณฑ์อย่างครบถ้วน

โดย MG EVolution Showroom ได้ถูกออกแบบที่เน้นการสื่อสารถึงความทันสมัยและเข้าถึงง่ายสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่านการเลือกใช้โทนสีเงินและสีฟ้าเป็นสีหลัก ซึ่งสีเงินสื่อถึงความล้ำสมัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในขณะที่สีฟ้าที่ใช้เป็นเส้นสายประกอบสื่อถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดของรถยนต์ไฟฟ้า โดยกลุ่มแรกจะเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายนนี้ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เอ็มจี เอเบิล มอเตอร์ ปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ สาขาบายพาส ชลบุรี จังหวัดชลบุรี และ เอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ เพชรเกษม 65 จังหวัดกรุงเทพมหานคร และจะเปิดเพิ่มเติมอีก 7 แห่งทั่วประเทศภายในสิ้นเดือนมิถุนายน

MG EVolution Showroom  6

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่เติบโตสูงมาก โดย เอ็มจี ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดนี้เป็นหลัก นอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ เอ็มจี มียอดขายสะสมตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 จนถึงปัจจุบันกว่า 26,000 คันแล้วนั้น ในช่วงทศวรรษที่สอง เอ็มจีด้ เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เพิ่มถึงสามรุ่น โดยหนึ่งในรุ่นที่ถือเป็นความภูมิใจของ เอ็มจี คือ NEW MG4 ELECTRIC ซึ่งเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกของเอ็มจีที่ออกจากสายการผลิตภายในประเทศ โดยใช้ชิ้นส่วนจากประเทศไทยกว่า 17 บริษัท รวมถึงขยายพื้นที่เปิดโรงงานแบตเตอรี่ไฟฟ้า

MG EVolution Showroom  4

พื้นที่สำหรับพัฒนาชิ้นส่วนรถยนต์ เอ็มจี ที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ การเปิดพื้นที่คลังอะไหล่แห่งใหม่รวมพื้นที่ทั้งสิ้นกว่า 25,000 ตารางเมตร รองรับอะไหล่กว่า 30,000 รายการซึ่งทำให้ยอดลงทุนรวมของโรงงาน เอ็มจี สูงถึง 30,000 ล้านบาท ไม่เพียงเท่านั้น เอ็มจี ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถบริการสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ เอ็มจี ดำเนินการมาโดยตลอด และเดินหน้าแผนงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับศูนย์บริการของ เอ็มจี ด้วยการเปิดตัว MG EVolution Showroom และการขยาย MG SUPERCHARGE STATION กว่า 147 แห่ง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของ เอ็มจี ซึ่งจะช่วยเติมเต็มการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของคนไทยให้มีความครอบคลุมและครบวงจรมากยิ่งขึ้น” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

 

 

 

 

 

กลุ่มเอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ เดินหน้าสู่ความเป็นผู้นำ EV เปิด 2 โชว์รูม MG Evolution Showroom ครั้งแรกในไทย

0

กลุ่มเอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ เดินหน้ารุกตลาดรถยนต์อีวี เปิด 2 โชว์รูมมาตรฐานใหม่ MG EV Showroom พรีเมี่ยม ครั้งแรกในไทย มุ่งตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า และครองแชมป์ผู้นำ MG EV พร้อมมอบแคมเปญ EV ราคาพิเศษ ฟรี! ดอกเบี้ย ประกันภัยชั้น 1 นาน 2 ปี เฉพาะที่สาขาเพชรเกษม 65 และบายบาส ชลบุรี เท่านั้น

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธานบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด และประธานกลุ่มบริษัท เบส ออโต้เซลส์ จำกัด กลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีอย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทแม่ “เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย)” มีนโยบายสร้างมาตรฐานด้านบริการรูปแบบใหม่ ด้วยโชว์รูม-ศูนย์บริการ MG EV พรีเมี่ยม สำหรับรองรับการจำหน่ายรถยนต์ EV ระดับพรีเมี่ยมของ MG ในอนาคต ภายใต้กลยุทธ์ MG Evolution นั้น

กลุ่มเอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ เป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายเอ็มจีกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทแม่ให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV Authorized Dealer) หรือ MG Evolution showroom จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาเพชรเกษม 65 กรุงเทพฯ และสาขาบายพาส ชลบุรี

ทั้งนี้ ด้วยความพร้อมด้านการลงทุน และทำเลที่ตั้งของโชว์รูมที่มีศักยภาพ ประกอบกับเราต้องการที่จะขยายธุรกิจด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และยกระดับรูปแบบการบริการในทุกด้านสู่มาตรฐานใหม่ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า และรองรับเทรนด์ตลาดรถ EV ในไทยที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งมั่นคงให้แก่ธุรกิจ และก้าวสู่ความเป็นผู้นำของตลาดรถยนต์ MG EV ในอนาคต

ล่าสุด ทาง กลุ่มเอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ ได้มีการปรับปรุงโชว์รูมและศูนย์บริการทั้ง 2 แห่ง ตามมาตรฐานใหม่ในรูปแบบของ MG EV พรีเมี่ยม เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมเปิดให้บริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป

นายคณิต ชัยบริพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบส ออโต้เซลส์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับโชว์รูมและศูนย์บริการ  MG Evolution showroom ทั้ง 2 สาขา จะจัดแสดงและจำหน่ายรถยนต์ MG EV พรีเมี่ยม ทุกรุ่น ทุกเซกเมนต์ อาทิ New MG4 Electric, MG ZS EV, MG ES, MG EP เป็นต้น รวมไปถึงรถยนต์ EV Hyper Car ได้แก่ NEW MG MAXUS9, NEW MG MAXUS7 และ NEW MG CYBERSTER ที่จะนำมาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในเร็วๆ นี้

พร้อมกันนี้ เราได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรในส่วนของทีมที่ปรึกษาด้านการขายรถยนต์ EV โดยเฉพาะ เพื่อการนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าได้ถูกต้อง ชัดเจน และทีมงานช่างเทคนิคประจำศูนย์บริการ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมศูนย์ซ่อมตัวถังและสี รองรับบริการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบและครบวงจร  เพื่อลูกค้าทุกท่านจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในการก้าวเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างง่ายดาย

ในโอกาสนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอมและเชิญชวนทุกท่านสู่การบริการรูปแบบใหม่ของโชว์รูมและศูนย์บริการ MG EV พรีเมี่ยม ทั้ง 2 สาขา ทางกลุ่มเอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ ได้มอบข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า MG ในรุ่นต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.𝗡𝗲𝘄 𝗠𝗚𝟰 𝟮𝟬𝟮𝟰 (รถยนต์ไฟฟ้า 100%) ราคาเริ่มต้น 709,900 บาท

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี

ฟรี MG HOME CHARGER 1 ชุด พร้อมฟรีค่าติดตั้ง

พิเศษ! รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! ชุดพรมปูพื้น

2.𝗡𝗲𝘄 𝗠𝗚 𝗘𝗣 𝗣𝗹𝘂𝘀 (รถยนต์ไฟฟ้า 100%)  ราคาพิเศษ 771,000 บาท

รับดอกเบี้ยพิเศษ 0.99%*

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ.คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! MG HOME CHARGER 1 ชุด พร้อมฟรีค่าติดตั้ง

พิเศษ! รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! ชุดพรมปูพื้น

3.𝗡𝗲𝘄 𝗠𝗚 𝗠𝗔𝗫𝗨𝗦 𝟵 (รถยนต์ไฟฟ้า 100%) ราคาเริ่มต้น 2,499,000 บาท

ฟรี! 1 ปี ดอกเบี้ย 0%

ฟรี! 2 ปี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ.

ฟรี! 3 ปี ค่าชาร์จจาก MG SUPER CHARGE ที่โชว์รูม MG ทั่วประเทศ

ฟรี! 4 ปี ค่าบำรุงรักษา หรือ 75,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! 5 ปี รับประกันคุณภาพตัวรถ หรือ 160,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! 8 ปี เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่ หรือ 200,000 กม.(อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! MG HOME CHARGER 1 ชุด พร้อมฟรีค่าติดตั้ง

ฟรี! ชุดพรมปูพื้น

พิเศษ! เฉพาะลูกค้าเก่า MG แนะนำเพื่อนซื้อ NEW MG MAXUS 9

รับชาร์จฟรี ! 2 ปี โชว์รูม MG ทั่วประเทศ

ฟรี! ค่าบำรุงรักษา 4 ปี หรือ 75,000 กม.

 

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน คว้ารางวัล “รถกระบะยอดเยี่ยม” จาก อาเซียน เอ็นแคป กรังด์ปรีซ์ อวอร์ด 2024 ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด 5 ดาว

0

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ตอกย้ำความสำเร็จ ในการเป็นรถกระบะหนี่งเดียวที่คว้ารางวัล “รถกระบะยอดเยี่ยม” จาก อาเซียน เอ็นแคป กรังด์ปรีซ์ อวอร์ด 2024 (ASEAN NCAP Grand Prix Awards 2024) จากการได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว สำหรับ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ทุกรุ่นย่อย ภายใต้การทดสอบการชนของรถยนต์ใหม่ โดย อาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP) ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อประเมินสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ ที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างปี 2564 – 2566

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมด โดดเด่นด้วยแชสซีส์ใหม่ “เมกาเฟรม” (Mega Frame) ที่แข็งแกร่ง พร้อมด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่ช่วยรองรับแรงปะทะและลดการยุบตัวของห้องโดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เสริมด้วยเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ และถุงลม SRS ทั้งหมด 7 ตำแหน่ง* ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC – Active Stability Control) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL – Traction Control System) ระบบลิมิเต็ดสลิปแบบควบคุมด้วยเบรก (LSD – Active Limited Slip Differential Brake Control Type) และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ 360 องศา ไดมอนด์ เซนส์ (Diamond Sense) ที่มีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว ที่มีการตรวจจับคนเดินถนนและผู้ขับขี่จักรยานยนต์ (FCM – Forward Collision Mitigation with Pedestrian Detection)

การประกาศรางวัล อาเซียน เอ็นแคป กรังด์ปรีซ์ อวอร์ด 2024 (ASEAN NCAP Grand Prix Awards 2024)  จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี โดยเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2557 ด้วยเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยของยานยนต์ที่จำหน่ายในภูมิภาคอาเซียน โดยรางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ อาเซียน เอ็นแคป ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ที่จำหน่ายใน 10 ประเทศของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งนอกจากมุ่งปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้มีความปลอดภัยแล้ว ยังประเมินถึงสถานการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุให้กับกลุ่มผู้มีความเสี่ยงบนท้องถนน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อีกด้วย

 

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ยังได้รับการการันตีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว จาก ANCAP (Australasian New Car Assessment Program) ปี 2567 ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อประเมินสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ ที่จำหน่ายในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดย ออล-นิว ไทรทัน เป็นรถกระบะดับเบิ้ล แค็บ 4 ประตูรุ่นแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในการทดสอบประจำปี 2566 – 2568

ความสำเร็จทั้งหมดนี้เป็นการการันตีอย่างต่อเนื่องถึงคุณภาพเหนือระดับแห่งมาตรฐานด้านความปลอดภัย ของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้ดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) เพื่อเติมเต็มและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย พร้อมมอบความปลอดภัยและอุ่นใจได้ในทุกเส้นทาง พร้อมด้วยความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ความสงบเงียบและสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

* การติดตั้งถุงลม SRS 7 ตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับรูปแบบตัวถังและรุ่นย่อย