Home Blog Page 136

“อีซูซุ” เริ่มใช้ “HVO” น้ำมันไบโอดีเซลเจนเนอเรชั่นใหม่

0
HVO 1

ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มทำการทดสอบการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ผสม HVO น้ำมันไบโอดีเซลเจนเนอเรชั่นใหม่สังเคราะห์จากน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้สูงสุด 30%

HVO 2

โดยนำมาทดสอบกับรถบรรทุก Isuzu ELF ของบริษัท มนต์ทรานสปอร์ต จำกัด บริษัททำธุรกิจขนส่งชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้สภาพการใช้งานจริง

HVO 3

จากการตรวจเช็กล่าสุดที่ระยะวิ่ง 5,000 กิโลเมตร ยังไม่พบปัญหาหรือความผิดปกติแต่อย่างใดซึ่งการทดสอบในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายส่งเสริม“โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) และคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 อีซูซุเชื่อว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้โดยสร้างผลกระทบน้อยที่สุดต่อโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน รวมถึงเครือข่ายการคมนาคมไทย

HVO 4

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย เปิดตัวแบรนด์ ‘XPENG’ และยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘G6’ เริ่มต้นที่ราคา 1,439,000 -1,599,000 บาท

0
XPENG G6 1

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ (XPENG) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดงานเปิดตัวแบรนด์ เอ็กซ์เผิง และยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘G6’ อย่างเป็นทางการ โดยจะเริ่มทยอยส่งมอบให้ลูกค้าที่สั่งจองไว้ก่อนหน้า รวมถึงแสดงศักยภาพในการจำหน่ายและให้บริการหลังการขาย ผ่านเครือข่าย 12 โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจร

XPENG G6 2

มร. เจมส์ วู รองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน, เอ็กซ์เผิง มอเตอร์ส กล่าวว่า “เอ็กซ์เผิง เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอัฉจริยะ และเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าทุกระดับ ที่หลงใหลในเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยเราเชื่อว่าเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อรูปแบบของการเดินทางในอนาคต ปัจจุบัน เอ็กซ์เผิง ได้รับความนิยมเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศแถบยุโรป รวมไปถึงตะวันออกกลาง เรามีนโยบายในการทำตลาดระดับโลก ผ่านความร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายในประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายในการจำหน่ายที่ครอบคลุม พร้อมบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ ผสานการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสม กับกลุ่มลูกค้าในประเทศไทย”

XPENG G6 3

อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า “เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจาก เอ็กซ์เผิง มอเตอร์ส ให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ‘เอ็กซ์เผิง’ ยานยนต์ไฟฟ้าอัฉจริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบในประเทศไทย ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างลงตัว พร้อมนำเสนอมิติใหม่แห่งการเดินทางอย่างยั่งยืน”

XPENG G6 4เอ็กซ์เผิง แบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ก่อตั้งช่วงปี 2557 โดย มร. เหอ เสี่ยวเผิง (He Xiaopeng) ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า ‘เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อรูปแบบของการเดินทางในอนาคต’ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับเทคโนโลยีล้ำสมัย พิสูจน์ได้จากสัดส่วนกว่า 40% ของพนักงานทั้งหมดร่วม 20,000 ชีวิต ทำงานอยู่ในแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันก้าวล้ำ ไปถึงยานยนต์บินได้ หุ่นยนต์สุดไฮเทค และอื่นๆ หลังจากนั้นเพียงสองปี เอ็กซ์เผิง ก็สามารถผลิตยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบรุ่นแรกสำเร็จ

จังหวะการขับเคลื่อนธุรกิจของ เอ็กซ์เผิง ก้าวหน้าเป็นลำดับ นอกจากแผนในการเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแต่ละรุ่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ G3, P7, G9 เป็นต้น ยังนับเป็นก้าวสำคัญกับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (NYSE-New York Stock Exchange) ขณะเดียวกัน ก็ได้รุกตลาดเข้าสู่ประเทศแถบยุโรป เปิดโชว์รูมในหลากหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ฮ่องกง, สิงคโปร์, มาเลเซีย, เนเธอร์แลนด์, สวีเดน และ เดนมาร์ก มีการนำเสนอระบบขับอัตโนมัติบนทางหลวง (NGP-Navigation Guided Pilot) เป็นรายแรกในประเทศจีน พร้อมเปิดตัวแฟลกชิปสมาร์ทเอสยูวีรุ่น ‘G9’ ควบคู่ไปกับการเฉลิมฉลองในโอกาสที่รุ่น ‘P7’ ได้รับการผลิตครบ 100,000 คัน

สำหรับปีที่ผ่านมา เอ็กซ์เผิง ได้เปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะสองรุ่น คือ อัลตร้าสมาร์ทเอสยูวีคูเป้ ‘G6’ และ ‘X9’ อัลตร้าสมาร์ทเอ็มพีวี 7 ที่นั่ง ที่พกพาเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย ภายใต้โรงงานผลิต 3 แห่งในประเทศจีน คือ จ้าวชิง, กวางโจว และอู่ฮัน ที่มีกำลังผลิตรวมสูงกว่า 600,000 คันต่อปี พร้อมขยายการทำตลาดไปอีกหลายประเทศทั้งในยุโรป และทวีปอื่นๆ ทั่วโลก

XPENG G6 5

‘เอ็กซ์เผิง จีซิกส์’ ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแบบ Ultra-Smart SUV Coupe ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจากนักเขียนนิยายไซ-ไฟ (Sci-Fi) เป็นยานยนต์ไฟฟ้าแบบมอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง โครงสร้างบริเวณประตูแบบ 3 ชั้น มีความกว้างเป็นพิเศษ ช่วยปกป้องแบตเตอรี่จากการชนด้านข้างได้ดียิ่งขึ้น รองรับแรงกระแทกสูงสุดถึง 80 ตัน แบ่ง 2 รุ่นย่อย คือ G6 Standard Range ชาร์จไฟเต็ม ขับได้ไกลสุด 505 กิโลเมตร (NEDC) และ G6 Long Range ชาร์จไฟเต็ม ขับได้ไกลสุด 625 กิโลเมตร (NEDC)

XPENG G6 6

มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ SiC Architecture ทั้งในส่วนระบบขับเคลื่อนและแบตเตอรี่ ส่งผลให้กินกระแสไฟต่ำ ความร้อนสะสมน้อย และประสิทธิภาพโดยรวมสูง ที่สำคัญติดตั้งเป็นส่วนเดียวกับตัวถัง เรียกว่า Cell Integrated Body (CIB) ที่ได้การยอมรับว่าทันสมัยและดีที่สุดในปัจจุบันส่งผลให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ช่วยลดน้ำหนักและมีพื้นที่ห้องโดยสารกว้าง มีการอัพเดททั้งเฟิร์มแวร์และซอฟท์แวร์อัตโนมัติ ผ่านระบบออนไลน์ (OTA-Over The Air) ช่วยให้มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยตลอดเวลา และทำให้ผู้ขับได้ใช้สิ่งที่ใหม่และทันสมัยก่อนใคร ห้องโดยสาร ‘Intelligent cockpit’ ตกแต่งล้ำสมัย มีจอแสดงข้อมูลการขับขนาด 10.2 นิ้ว ด้านหน้าผู้ขับ ทัชสกรีนอเนกประสงค์ขนาด 14.96 นิ้ว ติดตั้งกลางแดชบอร์ด มาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง Full scenario voice assistant 2.0 รองรับ Real time continuous voice command recognition, การใช้งานแบบมัลติโซน และการใช้งานแบบออฟไลน์

XPENG G6 7

ราคาจำหน่าย XPENG G6

G6 Standard ราคา 1,439,000 บาท
G6 Long Range ราคา 1,599,000 บาท

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำตลาดในประเทศไทย ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ‘เอ็กซ์เผิง’ ที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำอนาคต ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตยุคใหม่ และเพิ่มความปลอดภัยในการขับมากยิ่งขึ้น ได้แต่งตั้งพาร์ทเนอร์จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการกลุ่มแรกในประเทศไทย ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล ตลอดจนจังหวัดหลักในแต่ละภูมิภาคจำนวน 12 แห่ง นำโดย นำโดย เอ็กซ์เผิง รามคำแหง โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจรที่ได้เปิดให้บริการแล้ว ต่อด้วย สุขุมวิท, ประดิษฐ์มนูธรรม, แจ้งวัฒนะ, ราชพฤกษ์, พัทยา, ราชบุรี, ขอนแก่น, อุบลราชธานี, อุดรธานี, เชียงใหม่ และเอ็กซ์เผิง ภูเก็ต จะทยอยเปิดบริการเร็วๆ นี้ และยังมีผู้สนใจร่วมลงทุนจากทั่วประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

 

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” แต่งตั้งพาร์ทเนอร์ 8 แห่ง เดินหน้าเต็มสูบขยายธุรกิจฟลีททั่วประเทศ เพื่อส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่ให้ลูกค้าองค์กร ก้าวสู่สังคมไทยไร้คาร์บอน

0
เกรท วอลล์ มอเตอร์ 1

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เดินหน้าเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นและขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังสู่การเป็นสังคมไทยไร้คาร์บอน โดยได้แต่งตั้งพาร์ทเนอร์จำนวน 8 แห่งทั่วประเทศ สู่การเป็น “Authorized Fleet Partner” เพื่อให้เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ในการจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้กับลูกค้าฟลีทกลุ่มต่าง ๆ และโครงการพิเศษ รวมถึงการประมูลงานราชการและหน่วยงานเอกชน ในพื้นที่ที่แต่ละพาร์ทเนอร์ได้รับมอบหมาย ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านรถยนต์พลังงานใหม่ที่ขับเคลื่อนโลกด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตที่ตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภคทั้งระดับบุคคลทั่วไปและระดับองค์กรได้อย่างแท้จริง

เกรท วอลล์ มอเตอร์  3

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำทีมโดย นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป นายสฤษดิ์พงษ์ เพ่งเล็งผล ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาเครือข่าย และ นางสาวณธษา ทิพย์สม ผู้จัดการฝ่ายขายลูกค้ารายใหญ่และโครงการพิเศษ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เข้าร่วมพิธีแต่งตั้งพาร์ทเนอร์ทั้ง 8 แห่ง ซึ่งครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมไปถึงภาคเหนือและภาคใต้ ได้แก่ GWM เพรสทีจ ปทุมธานี, GWM อนุภาษ ภูเก็ต, GWM ซีซีซีออโต้ เชียงใหม่, GWM เอก ระยอง, GWM ซ.เอราวัณ นครปฐม, GWM ไอคอนิก รามอินทรา, GWM เกรท วัน ออโต้ แจ้งวัฒนะ และ GWM พระนคร อุดมสุข โดยพาร์ทเนอร์เหล่านี้เป็นพาร์ทเนอร์ที่มีศักยภาพซึ่งได้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ จากคุณสมบัติ 3 ประการ คือ ประสบการณ์ด้านการขายกับทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน การมีพนักงานที่มีคุณภาพและมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการขาย ด้านผลิตภัณฑ์ และการบริการ รวมถึงการมีความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนและระบบการจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐได้เป็นอย่างดี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพาร์ทเนอร์ทั้ง 8 แห่งนี้ จะสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีคุณภาพพร้อมบริการที่ดีและครอบคลุมที่สุดให้กับกลุ่มลูกค้าฟลีทได้เป็นอย่างดี

เกรท วอลล์ มอเตอร์  2

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้เราได้ร่วมมือกับ 8 พาร์ทเนอร์หลักในฐานะ Authorized Fleet Partner ของเราในเขตพื้นที่สำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจฟลีทให้ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้มากยิ่งขึ้น โดยพาร์ทเนอร์ทั้ง 8 แห่งนี้ จะทำงานร่วมกันกับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างใกล้ชิดเพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มองค์กรให้มากขึ้น ทั้งบริษัทรถเช่า ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) และการเข้าร่วมประมูลของหน่วยงานภาครัฐ โดยเร็ว ๆ นี้ บริษัทยังเตรียมเฟ้นหาพาร์ทเนอร์ที่มีคุณภาพเพื่อเข้ามาเติมเต็มธุรกิจฟลีทให้ครอบคลุมทั่วประเทศทั้งในภาคอีสานและภาคตะวันตกอีกด้วย เพื่อส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่สู่กลุ่มลูกค้าและองค์กรเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากที่สุด เพื่อช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเป็นสังคมไร้คาร์บอนอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือครั้งนี้มีนโยบายร่วมกันในการดำเนินธุรกิจที่มีความชัดเจน โปร่งใส ตรงไปตรงมาและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยเน้นการทำงานที่กระชับและรวดเร็วเพื่อตอบความต้องการของกลุ่มลูกค้าองค์กรที่สนับสนุนและให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ พร้อมจับมือร่วมกับพันธมิตรสร้างบัตรชาร์จไฟฟ้า และเดินหน้าขยายสถานีชาร์จเพื่อเพื่อรองรับความต้องการและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้ากลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง”

การขยายโอกาสด้านธุรกิจฟลีท ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักสำคัญสำหรับงานขายของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จะนำผลิตภัณฑ์รถยนต์พลังงานใหม่เข้าสู่กลุ่มลูกค้าระดับองค์กร โดยรถยนต์ของกลุ่มลูกค้าฟลีท จะมาพร้อมการรับประกันและบริการหลังการขายที่เพิ่มความอุ่นใจเพื่อให้ลูกค้าระดับองค์กรมั่นใจในการใช้งานรถยนต์คุณภาพจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างต่อเนื่องและไร้กังวลในทุกมิติ ตอบความต้องการในทุกการเดินทางเพื่อประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมลูกค้าองค์กรในทุกขนาด และหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงสนับสนุนกลุ่มอาชีพพิเศษ อาทิ แพทย์ ผู้พิพากษา ตำรวจ ทหาร และข้าราชการอื่น ๆ อีกทั้งยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่อย่างเป็นรูปธรรมและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป ประเทศไทย” มอบรางวัลมูลค่าร่วม 4 ล้านบาท ให้กับลูกค้าผู้โชคดีจากแคมเปญ Lucky Draw ในช่วงมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป ประเทศไทย 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป ประเทศไทย โดย เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จัดงานมอบรางวัล Lucky Draw ให้กับลูกค้าผู้โชคดีจากแคมเปญ “แจกเมอร์เซเดส-เบนซ์ แจกทอง มูลค่าร่วม 4 ล้านบาท” ซึ่งเป็นข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และทำสัญญาทางการเงินกับบริษัทฯ หรือซื้อด้วยเงินสด ในช่วงการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 18 มีนาคม – 30 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา โดยมีทีมผู้บริหาร นำโดย คุณศุภวุฒิ จีรมนัสนาคร กรรมการผู้จัดการ และคณะผู้บริหารบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี มร. คาย-อูเว่ ทริลเลนแบร์ก รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด มาร่วมมอบรางวัลในครั้งนี้

เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป ประเทศไทย 2

แคมเปญดังกล่าวถือเป็นข้อเสนอสุดพิเศษในช่วงงานมอเตอร์โชว์ ซึ่งทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ตั้งใจมอบให้กับลูกค้าคนสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยแบ่งรางวัลออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รางวัลสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ และทำสัญญาทางการเงินกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ประกอบไปด้วย รถยนต์ Mercedes-Benz C 220 d AMG Line จำนวน 1 รางวัล ทองคำแท่งหนัก 10 บาท จำนวน 1 รางวัล และทองคำแท่งหนัก 5 บาท จำนวน 1 รางวัล และสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์และชำระด้วยเงินสด จะมีโอกาสได้รับทองคำแท่งหนัก 5 บาท จำนวน 3 รางวัล

เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป ประเทศไทย 3
นายศุภวุฒิ จีรมนัสนาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะตัวแทนของบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผมมีความยินดีที่จะมอบรางวัลให้กับผู้โชคดีทุกท่านในครั้งนี้ นอกเหนือจากการนำเสนอบริการทางการเงิน เรายังให้บริการด้านประกันภัย และเรายังมีธุรกิจที่ต่อเนื่องเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตลอดอายุสัญญา ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ใช้แล้วเมื่อต้องการเปลี่ยนรถใหม่ (Used Car) และการรักษาฐานลูกค้าของเราเมื่อสิ้นสุดสัญญา (Loyalty Program) ซึ่งผมขอแสดงความยินดีกับลูกค้าทั้ง 6 ท่าน โดยหลังจากนี้หากเป็นลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์แล้ว ท่านจะมีโชคดีอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายนี้ เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับท่าน”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป ประเทศไทย 4

คุณวรวุธ ลีรพงศ์นันต์ ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลใหญ่รถยนต์ Mercedes-Benz C 220 d AMG Line ในแคมเปญ กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัลนี้ว่า “ผมรู้สึกยินดีและก็ดีใจเป็นอย่างมากครับ ขอขอบคุณเมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ที่ได้มอบรางวัลและสิ่งดีๆ ให้กับผม เมื่อช่วงต้นปีผมได้ตัดสินใจซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเลือกทำสัญญาทางการเงินกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ โดยทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการให้บริการและดูแลผมเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องเอกสาร และเรื่องการอนุมัติที่รวดเร็ว ซึ่งทำให้ผมประทับใจเป็นอย่างมากครับ และถ้าให้ผมนึกถึง luxury car ผมก็นึกถึงเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นอันดับแรก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์มีความโดดเด่นเรื่องสมรรถนะความพรีเมี่ยม และชื่อเสียงอันทรงคุณค่า ส่วนเมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ถือเป็นแบรนด์ให้บริการทางการเงินที่ถือเป็นของคู่กัน โดยเราเชื่อมั่นและมั่นใจในคุณภาพการให้บริการอยู่แล้วครับ”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป ประเทศไทย 6

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการจับรางวัลไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2567 ณ โรงแรมวิลล่า บารอน ปากเกร็ด โดยมีคุณพรสรรค์ กัลยางกูร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด เป็นผู้จับสลากรายชื่อผู้โชคดี และมีพิธีมอบรางวัลให้กับผู้โชคดีทั้งหมดในวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ นำโดย คุณศุภวุฒิ จีรมนัสนาคร และทีมผู้บริหาร เป็นผู้มอบรางวัล

รางวัลในแคมเปญ “ลุ้นโชครถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และทองคำ มูลค่าร่วม 4 ล้านบาท” แบ่งออกเป็น 2 ประเภท และมีผู้ได้รับรางวัล ดังนี้
1. ลูกค้าที่ทำสัญญาทางการเงินกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย)
•รางวัลรถยนต์ C 220 d AMG Premium
ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ คุณ วรวุธ ลีรพงศ์นันต์
•รางวัลทองคำแท่งหนัก 10 บาท
ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ คุณ น้ำค้าง ภาพฉิมพลี
•รางวัลทองคำแท่งหนัก 5 บาท
ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ คุณ จิตตานันทิ์ จตุพรพรรณยา
2. ลูกค้าที่ชำระด้วยเงินสด
•รางวัลทองคำแท่งหนัก 5 บาท
คุณวรรณนภา นันทจันทร์ คุณปรีชา มอไธสง และคุณชิณโชติ ภัคสุขชัย
สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และบริการทางการเงินของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้
ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th/mobility หรือที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัปเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand
IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ชวนลูกค้าและแฟนมอเตอร์สปอร์ต ร่วมให้กำลังใจนักแข่ง ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต สู้ศึกเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2024

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ตอกย้ำจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ชวนลูกค้าและแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อสัมผัสความตื่นเต้นเร้าใจในการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2024 หรือ “เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2024” เริ่มจากเชิญชวนลูกค้ามาพบปะกับทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต อย่างใกล้ชิด ณ โชว์รูมผู้จำหน่าย บริษัท วี กรุ๊ป มิตซูออโต้เซลล์ จำกัด (สาขาเมืองสุราษฎร์ธานี) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามด้วยกิจกรรมร่วมเชียร์ทีมนักแข่ง ในพิธีลอดซุ้มเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ณ หอนาฬิกา ใจกลางเมืองสุราษฎร์ธานี โดยมีลูกค้าของผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูสุราษฎร์ จำกัด (สำนักงานใหญ่) มาร่วมสนุกอย่างเต็มที่

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 2

ปิดท้ายด้วยกิจกรรม ‘The Exclusive Story Ep.2 – The Undying Flame AXCR 2024’ ที่ชวนลูกค้าและแฟน ๆ ร่วมให้กำลังใจทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ในพิธีปิดการแข่งขันเอเอ็กซ์ซีอาร์ 2024 ณ สกายวอร์ค กาญจนบุรี ซึ่งเป็นสะพานกระจกใส และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ยังได้สัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษ ด้วยการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรี อาทิ คาเฟ่โทมิเอโดะพาร์ค และที่สกายวอร์ค กาญจนบุรี เพื่อพบปะกับทีมนักแข่งของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ทั้งนี้ ผลรวมของการแข่งขันทั้ง 6 วัน ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้ารางวัลอันดับที่ 5 ด้วยรถหมายเลข 107 ซึ่งขับแข่งโดย คัตสึฮิโกะ ทากูชิ และทาคาฮิโระ ยาสุอิ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 3

ลูกค้าและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook Fanpage: Mitsubishi Motors Thailand .www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

ALL NEW MG3 HYBRID+ อีกขั้นของมาตรฐานไฮบริดยุคใหม่ ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 559,900 บาท

0
ALL NEW MG3 HYBRID+ 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จุดประกายตลาดรถยนต์ไทยครึ่งปีหลังด้วยการเปิดตัว พร้อมกันทุกภูมิภาคเป็นครั้งแรก กับรถรุ่นล่าสุด ALL NEW MG3 HYBRID+ เพื่อบุกตลาด B-Segment พร้อมสร้างจุดเปลี่ยนให้กับวงการไฮบริด ในฐานะรถยนต์ไฮบริดที่มีสมรรถนะสูงภายใต้คอนเซ็ปต์ “อิสระพลัสเวล” ยนตรกรรมที่พลัสมาให้ครบ แรง ขับสนุก ประหยัดเหนือชั้น ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีไฮบริดอัจฉริยะ อีกระดับของประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ในราคาครอบครองได้ง่าย พร้อมสัมผัสตัวจริงและทดลองขับได้ที่งาน BIG MOTOR SALE 2024 และ โชว์รูม เอ็มจี กว่า 150 แห่งทั่วประเทศ

 ALL NEW MG3 HYBRID+ 2

ALL NEW MG3 HYBRID+ มีความโดดเด่นด้วยระบบ HYBRID+ ที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดจาก SAIC MOTOR เพื่อพัฒนายนตรกรรมที่มาพร้อมสมรรถนะและความประหยัดที่เหนือชั้น โดยระบบ HYBRID+ เป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า ทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงในทุกสภาวะการขับขี่ อีกทั้งรถรุ่นนี้ยังถือเป็น Global Model ที่พัฒนาและปรับจูนทุกระบบโดยทีมวิศวกรระดับโลก เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานจริงบนถนนทั่วโลก โดยผ่านการทดสอบในทุกสภาพเส้นทาง สภาพอากาศ รวมถึงวิ่งทดสอบในสถานการณ์ที่หลากหลาย สำหรับในประเทศไทย ALL NEW MG3 HYBRID+ มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “อิสระพลัสเวล” นำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่ครบครัน ทั้งความประหยัด ความสนุกเร้าใจ เป็นการยกระดับระบบการทำงานของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้มีการทำงานที่อิสระ ครอบคลุมโหมดการขับเคลื่อนที่หลากหลาย มอบความคล่องตัว ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จ เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหารถยนต์ในกลุ่ม City Car ที่มาพร้อมฟังก์ชันครบครัน พรัอมสมรรถนะ และเทคโนโลยีที่โดดเด่นในระดับราคาที่คนไทยเป็นเจ้าของได้ง่าย

ALL NEW MG3 HYBRID+ 3

การเปิดตัว ALL NEW MG3 HYBRID+ ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอยานยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ เอ็มจี ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในวงการยานยนต์ไทยและระดับโลก ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ความคุ้มค่า และการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ALL NEW MG3 HYBRID+ จึงไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่มองหายานพาหนะที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของ เอ็มจี ในการก้าวสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน

ALL NEW MG3 HYBRID+ 5

นายซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกจาก ALL NEW MG3 HYBRID+ จะเป็น The Best-in-Class ใน B-Segment ด้วยการยกระดับผลิตภัณฑ์ในหลายๆ ด้านแล้วนั้น ครั้งนี้ เอ็มจี ยังได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ แตกต่างจากการเปิดตัวรถยนต์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น การเปิดโอกาสให้ผู้สนใจลงทะเบียนทดลองขับรถรุ่นใหม่นี้ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 4 ภาคทั่วไทย เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสสมรรถนะของ ALL NEW MG3 HYBRID+ รวมไปถึงการทดสอบขับจริงบนท้องถนน ผ่านกิจกรรมขับทางไกล “กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ด้วยน้ำมันถังเดียว” ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถเมื่อขับขี่บนถนนจริง สามารถวิ่งได้ไกลถึง 800 กิโลเมตร ต่อน้ำมันหนึ่งถัง ทั้งนี้ เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นและพิสูจน์คุณภาพของรถ เอ็มจี ในทุกการเดินทาง และยังเป็นครั้งแรกที่ เอ็มจี ได้ทำการเปิดตัว ALL NEW MG3 HYBRID+ พร้อมกันในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ (Nationwide launch) โดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นที่ สยามสแควร์วัน นอกจากนี้ ในภูมิภาคต่างๆ ได้มีการจัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในย่านสำคัญของแต่ละพื้นที่ อาทิ ภาคเหนือ ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์โคราช และภาคใต้ ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ โดยในทุกสถานที่จะมีกิจกรรมพิเศษต่อเนื่องจากการเปิดตัว เพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาได้สัมผัสประสบการณ์อย่างใกล้ชิด โดย เอ็มจี พร้อมให้ผู้ที่สนใจสามารถจองและทดลองขับได้ที่ งาน BIG MOTOR SALE 2024 และศูนย์บริการของ เอ็มจี 150 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนนี้ เป็นต้นไป”

ALL NEW MG3 HYBRID+ 6

ALL NEW MG3 HYBRID+ รถแฮทช์แบ็กไฮบริด 5 ประตู โกลบอลโมเดลรุ่นล่าสุดของ เอ็มจี จากสายการผลิตในประเทศไทย รถในกลุ่ม B-Segment มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “อิสระพลัสเวล” สะท้อนถึงการผสานความลงตัวระหว่างการขับสนุกเต็มสมรรถนะและความประหยัดเต็มประสิทธิภาพ ที่พลัสมาอย่างครอบคลุมทุกระบบการขับเคลื่อนโดดเด่นด้วยระบบ HYBRID+ เทคโนโลยีใหม่จาก เอ็มจี ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ผสานความลงตัวของทุกระบบไฮบริด สู่นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนทุกความคุ้นชินของรถไฮบริดในรูปแบบเดิมๆ ด้วยขุมพลังไฮบริดมากถึง 8 โหมดขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของผู้ขับขี่ สามารถขับได้ไกลสูงสุดมากกว่า 800 กิโลเมตร ประหยัดกว่า!!! ด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 26.2 กิโลเมตรต่อลิตร แตกต่างด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุม มอบความคุ้มค่า และการันตีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมด้วยรางวัล และผลการทดสอบโดยทีมวิศวกรรมชั้นนำระดับโลก

ALL NEW MG3 HYBRID+ 7

ALL NEW MG3 HYBRID+ โดดเด่นเหนือใครด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหราได้อย่างลงตัว ปราดเปรียว และคล่องตัวในสไตล์รถแอทช์แบ็ก มาพร้อมความเท่ และดุดันด้วยการดีไซน์ไฟหน้าแบบใหม่ Hunter Eye Headlamp หรือ ดวงตานักล่า ที่ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกระจังหน้าแบบใหม่

ALL NEW MG3 HYBRID+ 8

ไฟท้ายได้รับแรงบันดาลใจจากปีกผีเสื้อ สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว เส้นสายการออกแบบรอบตัวถังเน้นความโค้งมนตามแบบฉบับของ เอ็มจี

ALL NEW MG3 HYBRID+ 8

•มิติตัวถัง 4,113 x 1,797 x 1,502 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง)
•ระยะความยาวฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร
•ระยะต่ำสุดจากพื้น 117 มิลลิเมตร
•ไฟหน้า แบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
•ไฟท้ายและไฟเบรกดวงที่สาม
•ไฟตัดหมอกหลัง
•ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights)
•กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว และพับอัตโนมัติ
•ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบอัตโนมัติ พร้อมใบปัดน้ำฝนด้านหลัง
•ล้ออัลลอยด์ขนาด 16 นิ้ว

ALL NEW MG3 HYBRID+ 10

INTERIOR DESIGN: ภายในสปอร์ตอย่างมีสไตล์ สะดวกสบาย ครบจบทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน
ภายในห้องโดยสารสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ Modular Concept ที่ให้ความสำคัญกับ วัสดุที่มีคุณภาพพร้อมการออกแบบคอนโซลที่เล่นระดับให้มีมิติ

ALL NEW MG3 HYBRID+ 11

เพิ่มความหรูหราด้วยภายในแบบทูโทนขาวสลับดำ เน้นความสะดวกในการใช้สอย สำหรับทั้งคนขับและผู้โดยสาร ทั้งเพิ่มรรถประโยชน์ในการใช้งาน โดยเฉพาะการออกแบบห้องโดยสารที่โดดเด่นในเรื่องของพื้นที่เหนือศีรษะ (Head room) และพื้นที่วางขา (Leg room) ที่ไม่อึดอัด

ALL NEW MG3 HYBRID+

ALL NEW MG3 HYBRID+ ถือเป็นรถที่กว้างที่สุดในคลาสเดียวกัน โดยเฉพาะห้องสัมภาระท้ายจุได้มากถึง 293 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,037 ลิตร

ALL NEW MG3 HYBRID+ 13

•พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ – วางสายโทรศัพท์
•กระจกไฟฟ้า One Touch Up-Down ด้านผู้ขับขี่
•หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว (Digital Multi – Function Display) และหน้าจอสี
ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว

ALL NEW MG3 HYBRID+ 14

ALL NEW MG3 HYBRID+ 16

•ลำโพง 6 จุด
•ช่องใส่ของภายในห้องโดยสาร 25 จุด
•เบาะนั่งคนขับปรับ 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง
•ที่พักแขนด้านหน้า และเบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้
•ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ALL NEW MG3 HYBRID+ 16
•รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และสมาร์ทโฟนระบบ Android แบบไร้สาย
•ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start
•ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล
•ระบบกรองอากาศ PM 2.5

ALL NEW MG3 HYBRID+ 18

PERFORMANCE: ขับสนุกเหมือนรถไฟฟ้า เร็วกว่าเพราะไม่ต้องรอชาร์จไฟ สมรรถนะและประสิทธิภาพที่เหนือกว่ารถไฮบริดทั่วไปใน B-Segment ซึ่งให้กำลังมากที่สุดในคลาสเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 102 แรงม้า (75 กิโลวัตต์) ผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร แรงสุดในกลุ่ม B-Segment สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 8 วินาที และอัตราเร่ง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 5 วินาที ผลลัพธ์จากเทคโนโลยีไฮบริดใหม่ของ เอ็มจี อย่างระบบ HYBRID+ กับ 8 โหมดขับเคลื่อนที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ประหยัดน้ำมันสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร และ ขับสนุกที่สุดในคลาส

ALL NEW MG3 HYBRID+ 19

ALL NEW MG3 HYBRID+ 24

•การทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว DVVT 102 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ High-performance Permanent Magnet Synchronous Motors กำลังสูงสุด 136 แรงม้า
ให้ขุมพลังรวมสูงสุดถึง 194 แรงม้า (143 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร
•แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ ในรูปแบบ Cell-To-Pack ความจุ 1.83 kWh ซึ่งมีความจุมากที่สุด
ในรถขนาดเดียวกัน

ALL NEW MG3 HYBRID+ 22
•โหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT
•ระบบส่งกำลัง Hybrid Transmission ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ไฟฟ้าแบบ E-AT 3 อัตราทดเกียร์ ปรับการทำงานแบบอัตโนมัติ
•ระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 3 ระดับ ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย
•รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร
•ระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS)
•ระบบช่วงล่างหน้า MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง
•ระบบช่วงล่างหลัง Torsion Beam
•ดิสก์เบรกหน้าพร้อมช่องระบายความร้อน และดิสก์เบรกหลัง

ALL NEW MG3 HYBRID+ 23

SAFETY: มอบความปลอดภัยเหนือระดับทุกการเดินทาง มาพร้อมโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (Full Space Frame) เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ซึ่งรวมระบบADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) หรือระบบอำนวยความสะดวกช่วยควบคุมการขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวน 8 ระบบ พร้อมระบบเบรกอัจฉริยะ (Intelligent Brake System)

ALL NEW MG3 HYBRID+ 26

•ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
•ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
•ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
•ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
•ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS (Electronic Differential System)
•ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
•ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
•ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK (Emergency Lane Keeping System) โดยผสานรวมระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist) และ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning) เข้าไว้ด้วยกัน
•ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
•ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking)
•ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ UDW (Unsteady Driving Warning)
•ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ ICA (Intelligent Cruise Assist)
•ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-beam control)
•ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
•ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
•กล้องรอบคัน 360 องศา แบบ High Definition
•จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
•ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock)
•สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
•ระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer
•ระบบไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่อง (FOLLOW ME HOME)

ALL NEW MG3 HYBRID+ 29

นิยามใหม่ของรถไฮบริด ที่สุดใน B-Segment มาพร้อมกับความคุ้มค่ามากที่สุด มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น D และ รุ่น X โดยมีสีตัวถังให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง (Scarlet Red) สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) และสีเทา (Metal Ash Grey) จับคู่กับเบาะสีดำ ในรุ่น D ทั้งยังมีสีให้เลือกเพิ่มเติม คือ สีฟ้า (ST. Moritz Blue) และ สีเหลือง (Pastel Yellow) จับคู่กับเบาะสีทูโทน ในรุ่น X

ราคาจำหน่าย:

•ALL NEW MG3 HYBRID+ รุ่น X ราคา 619,900 บาท (ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 599,900 บาท)

•ALL NEW MG3 HYBRID+ รุ่น D ราคา 579,900 บาท (ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 559,000 บาท)

ALL NEW MG3 HYBRID+ 30

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ ALL NEW MG3 HYBRID+
•ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 1 ปี
•รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
•พิเศษ! เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
•ดาวน์ต่ำเริ่มต้น 5% หรือ 27,950 บาท
•ผ่อนเริ่มต้น 6,291 บาท คำนวณจากราคาพิเศษเปิดตัวของรุ่นย่อย D ดาวน์ 25% ระยะเวลาผ่อน 84 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.69%
•เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 2.39% ผ่อนนาน 48 เดือน หรือเลือกรับดอกเบี้ยปกติ ดาวน์ต่ำเริ่มต้น 5%
•ฟรี ชุดพรมปูพื้น
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ฟอร์ด เปิดตัวเซ็ตชุดแต่ง ‘แอดเวนเจอร์แพ็ค’ ราคาสุดเร้าใจ เสริมสไตล์ความเท่ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต

0

ฟอร์ด ประเทศไทย นำเสนอชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษสำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ตอบโจทย์ลูกค้าฟอร์ดที่ชื่นชอบการแต่งรถคู่ใจให้มีเอกลักษณ์ด้วยชุดแต่งพิเศษ ‘แอดเวนเจอร์แพ็ค’ มาในราคาสุดเร้าใจเพียง 20,000 บาท จากราคาปกติ 59,567 บาท พิเศษจำนวนจำกัด เมื่อจองและออกรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต พร้อมแพ็คเกจเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง (DAT Pack B)  ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567 และจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง พร้อมโปรโมชั่นพิเศษต่อที่สองด้วยดอกเบี้ย 0.99% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งพร้อมชุดแต่ง

“ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต เป็นรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัวที่พร้อมเป็นเพื่อนคู่ใจในทุกการเดินทางนอกจากการออกแบบสุดเท่ สมรรถนะที่ดีเยี่ยม และแพ็คเกจเทคโนโลยีความปลอดภัยที่มาในราคาคุ้มค่าแล้ว ชุดแต่ง ‘แอดเวนเจอร์แพ็ค’ ยังนับเป็นการรวบรวมชุดแต่งยอดนิยมที่เหมาะสำหรับการผจญภัยในวันหยุดพักผ่อนมานำเสนอในราคาเร้าใจ เราจัดเต็มด้วยชุดแต่งดีไซน์เท่ และอุปกรณ์เสริมสำหรับบรรทุกสัมภาระเพิ่มเติม ซึ่งเรามั่นใจว่าจะช่วยเสริมให้ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ตอบโจทย์การใช้งานที่ลูกค้ามองหาได้อย่างสมบูรณ์แบบ” นายเมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ ‘แอดเวนเจอร์แพ็ค’ ช่วยเสริมความเท่และดุดันให้กับตัวรถด้วย กระจังหน้า FORD สีดำ คิ้วไฟหน้าและคิ้วไฟท้ายสีดำ สติ๊กเกอร์ตกแต่งด้านข้างตัวรถ เสริมลุคสปอร์ตด้วยชุดคิ้วโป่งล้อสีดำด้าน เสริมหล่อภายในด้วยชุดชายบันไดประตู สเตนเลส  พร้อมตอบโจทย์ไลฟสไตล์ลูกค้าที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวแบบผจญภัยสายแคมปิ้งด้วยชุดแร็คติดหลังคา ARB ชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ    แอดเวนเจอร์แพ็ค เป็นอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษซึ่งจำหน่ายและติดตั้งโดยผู้จำหน่ายฟอร์ด ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ โดยอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดมาพร้อมการรับประกันคุณภาพสูงสุด 5 ปี/150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) ลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ www.ford.co.th

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต พร้อมแพ็คเกจเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง (DAT Pack B) รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่มอบทั้งความสมบุกสมบันในการเดินทาง ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ในราคาสุดคุ้ม ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และตกแต่งแนวสปอร์ต จำหน่ายในราคา 1,580,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีดำ แอบโซลูท แบล็ก สีน้ำตาลอีควิน็อกซ์ บรอนซ์ สีเทา เมทิเออร์เกรย์ สีน้ำเงิน ไลท์นิ่งบลู สีเงินอลูมิเนียม เมทัลลิก และสีขาว สโนวเฟล็ก ไวท์เพิร์ล (เพิ่มเงิน 12,000 บาท)

 

หมายเหตุ:

1 แพ็คเกจและอุปกรณ์เสริมสำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต พร้อมแพ็คเกจเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง (DAT Pack B) ราคา 58,000 บาท

  • อัพเกรดจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch จากขนาด 1 นิ้ว เป็น 12 นิ้ว
  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ Stop&Go และระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ Auto High Beam
  • ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน AEB with Pedestrian Detection
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Warning System
  • ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง
  • ระบบตรวจจับรถในจุดบอด และระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอด
  • กล้องมองรอบคัน 360 องศา
  • ระบบป้องกันการชนเมื่อถอยหลัง
  • ระบบช่วยการหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คว้า 2 ถ้วยรางวัล สนามเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ 2024

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับทีมฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต ประกาศความสำเร็จด้วยการยืนโพเดียมถึงสองอันดับ ได้แก่ รางวัลอันดับ 4 ในรุ่นทีทูเอ หรือโปรดักชัน เอเชีย และรางวัลอันดับ 8 Overall ท่ามกลางกำลังใจเชียร์อย่างคับคั่งตลอดการแข่งขัน เอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ 2024 ระหว่างวันที่ 12-17 สิงหาคม 2567

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟอร์ด ประเทศไทย ส่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 2 คัน หมายเลข 131 และหมายเลข 118 ลงแข่งในรายการแรลลี่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยบรรยากาศการแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือดบนเส้นทางออฟโรดสมบุกสมบัน ซึ่งผู้เข้าร่วมแข่งขันและผู้นำทางจะได้ทราบเส้นทางล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนปล่อยตัว แม้รถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ทั้ง 2 คันจะพบอุปสรรคหลากหลายทุกรูปแบบจากเส้นทางสุดทรหด แต่รถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 131 ที่เริ่มต้นจากตำแหน่งที่ 23 Overall ในช่วง Leg ที่ 1 สามารถไล่คู่แข่งขึ้นมาหลายอันดับจนขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 12 ใน Leg ที่ 4 และรักษาผลงานได้อย่างดีจนถึงการแข่งขันวันสุดท้าย โดยนักขับ วุฒิชัย ศรแดง และผู้นำทาง ชรินทร์ หาญสูงเนิน ได้ดึงเอาสมรรถนะของรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ที่ผลิตจากโรงงาน และใช้ทักษะและประสบการณ์ของแชมป์ ครอส คันทรี่ ฝ่าฟันสภาพถนนที่ท้ายทาย ขึ้นมาจบการแข่งขันในอันดับ 4 ของรุ่นทีทูเอ และอันดับ 8 Overall กวาด 2 ถ้วยรางวัลให้กับทีมได้สำเร็จ

“ผมรู้สึกยินดี และขอบคุณที่ได้มีโอกาสร่วมแข่งกับทีมฟอร์ด และฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต รวมถึงการได้ทำงานร่วมกับผู้นำทางที่คร่ำหวอดในวงการอย่างคุณชรินทร์” นายวุฒิชัย ศรแดง กล่าว “ขอขอบคุณฟอร์ด ประเทศไทยสำหรับการสนับสนุนเป็นอย่างดีในครั้งนี้ และต้องขอขอบคุณทีมวิศวกรจากโรงงานฟอร์ดในระยอง และทีมงานช่างเทคนิคทุกท่านที่คอยช่วยเหลือแข่งขันกับเวลาอย่างไม่ย่อท้อ รวมถึงเสียงเชียร์ที่สร้างความฮึกเหิมจากลูกค้าฟอร์ดตลอดเส้นทาง การแข่งครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้สัมผัสสมรรถนะที่แกร่งจริงของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ในสนามแข่งเป็นครั้งแรก นอกจากความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งแรกของทีมแล้ว ผมยังทึ่งกับสมรรถนะของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่ดุดันสมกับสโลแกนของรถ”

ด้านฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 118 ขับโดย ไมเคิล ฟรีแมน และนำทางโดยไชยยา ชมมาลี แม้จะพบความท้าทายมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาและอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขัน แต่ด้วยสปิริตและความสามารถของนักแข่ง ความชำนาญของทีมช่างเทคนิคและวิศวกรโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) และอุปกรณ์อะไหล่บริการที่ครบครัน สามารถพารถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 118 จบการแข่งขันที่อันดับ 6 ในรุ่นและ 35 Overall

“ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทีมฟอร์ด และฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ตได้รับสองถ้วยแรกจากการแข่งขันในรายการระดับนานาชาติได้สำเร็จ” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ความสำเร็จครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่ารถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ซึ่งลงแข่งด้วยสมรรถนะที่พัฒนามาจากโรงงานสามารถรับมือกับความท้าทายทั้งบนทางเรียบและพื้นที่ออฟโรด ไม่ว่าจะเป็นทางโคลนลื่น แอ่งน้ำ เนินสูงชัน ไปจนถึงพื้นทราย ท่ามกลางสภาพอากาศอันแปรปรวนในแต่ละวัน การร่วมลงแข่งครั้งนี้จึงสร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานฟอร์ดทุกคน โดยเฉพาะทีมโรงงานของฟอร์ดในจังหวัดระยองที่มีส่วนอย่างมากในการช่วยให้รถมีความพร้อมสำหรับการแข่งในแต่ละวัน รวมถึงลูกค้าเจ้าของรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่ส่วนหนึ่งได้เดินทางมาร่วมให้กำลังใจระหว่างการแข่งขันอีกด้วย”

วิริยะประกันภัย ส่งมอบวิกผมแก่ผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

0

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รับมอบวิกผมแท้ จำนวน 50 หัว ภายใต้โครงการ “วิริยะรวมใจกัน ปันเส้นผม เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” จาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนมอบ พร้อมด้วย ดร.อรณัฏฐ์ อชีรญาวัฒน์ ประธานกรรมการมูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่ เนื่องในเทศกาลวันแม่แห่งชาติ เพื่อส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่มีอาการผมร่วงหลังจากรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการ “วิริยะรวมใจกัน ปันเส้นผม เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยตระหนักถึงปัญหาของโรคมะเร็ง ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้ป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงรับบริจาคเส้นผมจากพนักงานและครอบครัววิริยะประกันภัย และจัดกิจกรรมจิตอาสาช่วยคัดแยกเส้นผม เพื่อรวบรวมและคัดเลือกเส้นผมที่มีคุณภาพ นำมาถักทอเป็นวิกผมแท้ ที่มีความสวยงามและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยดำเนินการส่งมอบวิกผมไปแล้วทั้งสิ้น จำนวน 150 หัว ในช่วงปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้สนับสนุนงบประมาณการถักทอผมกำพร้า จากคลังของมูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่ สำหรับส่งมอบให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งผ่านโรงพยาบาลนางฟ้ากว่า 90 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย

“บีโอไอ” ไฟเขียวให้ “ฮุนได โมบิลิตี้” ทุ่มงบลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อเริ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ในประเทศไทย

0
ฮุนได โมบิลิตี้ 1

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมเดินหน้าทุ่มงบลงทุนก้อนใหญ่มูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ครบวงจรในประเทศไทย หลัง ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตามนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย EV3.5 ซึ่งโครงการดังกล่าวมีโรงงานประกอบรถยนต์ชั้นนำภายในประเทศไทย เป็นพันธมิตรสำคัญ

ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการเร่งการเปลี่ยนถ่ายตลาดรถยนต์ของประเทศไทย เข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วขึ้น ด้วยการเพิ่มทางเลือก IONIQ รถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ และเพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมให้กับผู้บริโภค ทั้งยังช่วยลดมลพิษบนท้องถนน เพื่ออากาศที่สะอาดขึ้นสำหรับทุกคน ถือเป็นการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ‘ความก้าวหน้าเพื่อมนุษยชาติ’

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับสากลจากเกาหลีใต้ ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างยาวนาน เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพและกำหนดให้ประเทศไทย เป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ของฮุนไดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลไทยได้ออกนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม ตามมาตรการ EV3.5 ฮุนไดจึงพร้อมขานรับต่อการสนับสนุนครั้งนี้อย่างเต็มที่ ในวันนี้ เราได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการบีโอไอ ในการลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ และแบตเตอรี่ครบวงจร นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของฮุนได ในการร่วมสร้างรากฐานของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า และร่วมผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ สู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

โครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และแบตเตอรี่ครบวงจรครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ลงทุนโครงการ กับพันธมิตรรายสำคัญเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ชั้นนำภายในประเทศ ซึ่งมีความพร้อมในการเริ่มลงทุนทันที โดยตั้งเป้าหมายเริ่มการผลิตในช่วงต้นปี 2569

บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการร่วมมือกับบีโอไอ ในการพิจารณาแผนจัดหาชิ้นส่วน จากกลุ่มผู้ผลิตในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงหุ้นสวนธุรกิจทุกฝ่าย เข้าสู่ระบบห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมรถยนต์ให้ได้มากที่สุด นอกจากนั้น บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ระหว่างการดำเนินงานตามขั้นตอนขออนุมัติเข้าร่วมโครงการ EV3.5 จากกรมสรรพสามิตร ซึ่งจะมีการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป หลัง ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้รับใบอนุญาตจากบีโอไอ โดยจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับโครงการนี้อีกครั้งในอนาคต

มาตรการ EV3.5 เป็นมาตรการที่ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่ต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค โดยมาตรการ EV3.5 นี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุน ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มเติม ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายเดิมเปลี่ยนถ่ายสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และดึงบริษัทรถยนต์รายใหม่ ให้เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศเพิ่มมากขึ้น