Home Blog Page 138

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” เดินหน้าแผน Circular Economy ลุยโปรเจกต์ “Urban Mining” สู่การสร้างวัสดุทดแทนชิ้นส่วนรถยนต์ในขั้นตอนการผลิต

0
Urban Mining ภาพเปิด

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประกาศลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ร่วมกับ TSR Recycling GmbH & Co. KG โดยมีเป้าหมายในการผลักดันกลยุทธ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้โปรเจกต์ “Urban Mining” หรือการทำเหมืองในเมือง ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ครบอายุการใช้งานกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ ทั้งการรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต พร้อมเดินหน้าสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัสดุทดแทน (Secondary Raw Materials) ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนในยุโรป โดยมุ่งเน้นไปที่วัสดุที่มาจากเหล็ก อลูมิเนียม โพลิเมอร์ ทองแดง และแก้ว นอกจากนี้ ในบันทึกข้อตกลงยังเพิ่มเติมไปถึงการวิเคราะห์ความต้องการและแหล่งที่มาของวัสดุ รวมถึงการประเมินผลเชิงพาณิชย์ โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมองค์กร เพื่อก้าวสู่เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

Urban Mining 2

Markus Schäfer คณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป เอจี กล่าวว่า “ด้วยวิสัยทัศน์ ‘Design for Circularity’ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เราได้คำนึงถึงความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการผลิตรถยนต์ โดยมีเป้าหมายที่จะลดการใช้วัสดุจากแหล่งธรรมชาติ (Primary Resources) ด้วยการเก็บรักษาวัสดุตั้งต้นต่างๆ ไว้ในขั้นตอนการผลิตให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราคาดว่าจะสามารถลดการใช้วัสดุจากแหล่งธรรมชาติเหล่านี้ ในการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ลงให้ได้ถึง 40% ภายในปี พ.ศ. 2573 เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิม ในการร่วมมือพันธมิตรเรามีเป้าหมาย เพื่อเพิ่มสัดส่วนของวัสดุทดแทน (Secondary Raw Materials) ที่มาจากการรีไซเคิลชิ้นส่วนของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ เรายังเล็งเห็นถึงศักยภาพในการทำ “Urban Mining” ซึ่งเป็นวิธีที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและสามารถอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีค่า ผ่านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน”

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงชิ้นส่วนวัสดุทดแทนที่จะถูกส่งออกไปยังทุกภาคส่วน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ได้อย่างเต็มกำลัง โดยมีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่า “Downcycling” ซึ่งเป็นกระบวนการที่วัสดุจะถูกลดมูลค่าลง แต่ยังช่วยยืดอายุให้วัสดุเหล่านี้สามารถนำไปสร้างเป็นสิ่งใหม่ได้ สำหรับหนึ่งตัวอย่างความร่วมมือระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ บริษัท TSR และซัพพลายเออร์เจ้าใหญ่ คือการรีไซเคิลอลูมิเนียมให้กลายเป็นวัสดุชนิดใหม่ ซึ่งวัสดุชนิดใหม่นี้จะกลายเป็นนวัตกรรมแรกของโลกที่ประกอบด้วยอลูมิเนียมที่ถูกรีไซเคิลหลังการใช้งาน (Post-Consumer Recycled Aluminium) สูงถึง 86% และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศได้ถึง 73% โดยผลทดสอบการหลอมขึ้นรูปชิ้นส่วนต้นแบบในครั้งแรกนับว่าประสบความสำเร็จและกำลังอยู่ระหว่างการประเมินผลต่อไป โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาดหวังที่จะนำเข้าสู่กระบวนการผลิตรถยนต์ให้ได้โดยเร็วที่สุด

Urban Mining 4

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นรับผิดชอบการดำเนินธุรกิจด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต โครงการริเริ่มดังกล่าวนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุวิสัยทัศน์ “Ambition 2039” ซึ่งมีเป้าหมายในการทำให้กระบวนการผลิตรถยนต์ใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2582

 

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ส่งมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ แห่งที่ 9 ณ โรงพยาบาลนาดี จ. ปราจีนบุรี รวมติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาดแล้วทั้งสิ้น 450 กิโลวัตต์ ด้วยงบกว่า 14.4 ล้านบาท

0
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ภาพเปิด

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เดินหน้าส่งมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ แก่โรงพยาบาลนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 9 ภายใต้โครงการ ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ รวมทั้งติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 450 กิโลวัตต์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 270 ตันต่อปี ด้วยงบกว่า 14.4 ล้านบาท พร้อมมุ่งเดินหน้าส่งมอบพลังงานสะอาดให้แก่โรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ 40 แห่ง ภายใน 10 ปี

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 1

มร. เออิจิ โอกาวะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดเผยว่า “โครงการ ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ เป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของแผนการดำเนินงานเพื่อสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย’ ใน 3 ด้านหลัก คือ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โดยเราได้วางแผนใช้เงินลงทุนกว่า 60 ล้านบาท เพื่อติดตั้งและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ขนาด 50 กิโลวัตต์ ให้แก่แต่ละโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ 40 แห่ง ภายในช่วงระยะเวลา 10 ปี เพื่อสร้างแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนให้กับโรงพยาบาล และยกระดับการให้บริการด้านสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย พร้อมส่งเสริมเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนเป็นกลาง โดยคาดว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของโรงพยาบาลนาดีได้กว่า 30 ตันคาร์บอนต่อปี”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 2

นางวิไลรัตน์ โยธาพันธ์ หัวหน้ากลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลนาดี กล่าวว่า “ด้วยการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ของทางมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทำให้ภาระค่าไฟฟ้าของโรงพยาบาลลดลง ทางโรงพยาบาลจึงสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปใช้ดำเนินงานที่มีความสำคัญด้านอื่น ๆ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการบริการและการดูแลสุขภาพของชุมชนให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้โรงพยาบาลของเราเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลางอย่างยั่งยืนอีกด้วย”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 5

นายทนงค์ ดวงมุกพะเนาว์ รองนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า “ในฐานะตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรโครงการ ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ นับว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งในความร่วมมือสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมช่วยลดค่าไฟฟ้าของโรงพยาบาลชุมชนแต่ละแห่งที่เข้าร่วมโครงการฯ ทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของโรงพยาบาล และโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ดีของคนในชุมชน”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 7

นายธรรมรัฏฐ์ งามแสง นายอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวปิดท้ายว่า “ประเทศไทยมีเป้าหมายระยะยาวในการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลางอย่างยั่งยืนภายในปี 2593 ขณะเดียวกัน ยังมีเป้าหมายลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 30 ภายในปี 2573 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608 เป้าหมายเหล่านี้จะสำเร็จลุล่วงได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือองค์กรหน่วยงานต่าง ๆ ขอขอบคุณมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่ช่วยสนับสนุนความพยายามของเราในการขับเคลื่อนสู่สังคมปราศจากคาร์บอน พร้อมกับนำความยั่งยืนและพลังงานสะอาดมาสู่ชุมชนของเรา”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 9

โครงการ ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ได้รับการริเริ่มขึ้นในปี 2565 จากความร่วมมือระหว่าง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) โดยได้ทำการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ในโรงพยาบาลชุมชนไปแล้วทั้งหมด 9 แห่ง ประกอบด้วย

1. โรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
2. โรงพยาบาลพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย
3. โรงพยาบาลเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง
4. โรงพยาบาลวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
5. โรงพยาบาลปง จังหวัดพะเยา
6. โรงพยาบาลชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ
7. โรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี
8. โรงพยาบาลบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
9. โรงพยาบาลนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

SUZUKI XL7 HYBRID 5 จุดเด่น โดนใจลูกค้า กว้างขวาง ประหยัด ทนทาน คุ้มค่า ราคาเข้าถึงง่าย พร้อมอัดโปรโมชั่นแรง ขับฟรี 90 วัน ผ่อนนาน 99 เดือน

0
Suzuki XL7 Pic Open

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่เปิดตัว SUZUKI XL7 HYBRID “Empower Your Journey” รถยนต์ Multi-Dynamic Crossover ที่ผสานกับเทคโนโลยี Hybrid ออกมาแข่งขันในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง นับว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นอกจากกระแสความนิยมที่ลูกค้าหันมาให้ความสนใจกับรถในกลุ่ม MPV มากยิ่งขึ้นแล้ว SUZUKI XL7 HYBRID ยังมีความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด ซึ่งประกอบไปด้วย 5 จุดเด่น ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้าในปัจจุบันได้อย่างครบครัน

Suzuki XL7 2

1. ห้องโดยสารกว้างขวาง ปรับใช้ได้อเนกประสงค์
ความอเนกประสงค์ของห้องโดยสาร SUZUKI XL7 HYBRID ด้วยเบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าตกแต่งด้วยหนัง แบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ช่องวางเครื่องดื่มมากถึง 8 ตำแหน่ง โดยเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถแยกพับอิสระแบบ 60:40 เลื่อนเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารได้กว้างขวาง ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 3 แยกพับอิสระแบบ 50:50 ซึ่งเมื่อพับเบาะแถว 2 และ 3 ราบกับพื้นห้องโดยสาร เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย จาก 550 ลิตร เป็น 803 ลิตร ขนสัมภาระตามไลฟ์สไตล์ได้อย่างเต็มที่
นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับการตกแต่งภายใน ดีไซน์คอนโซลแบบสปอร์ต ตกแต่งด้วยลายไม้ ผสานอารมณ์ที่ดูสุขุมนุ่มลึก อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน มาตรวัดพร้อมจอ LCD แสดงข้อมูลการขับขี่ Driving G-Force และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง หน้าจอกลางระบบสัมผัส ขนาด 10 นิ้ว พร้อมฟังก์ชันเอ็นเตอร์เทนเมนต์ รองรับทุกการเชื่อมต่อความบันเทิงภายในตัวรถ สะดวกไปกับแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย พวงมาลัยเป็นทรง D-Shape ให้ความรู้สึกแนวสปอร์ต มาพร้อมกับปุ่มแบบมัลติฟังก์ชันที่สามารถควบคุมเครื่องเสียง ปุ่มสั่งการโทรศัพท์ และเพิ่มความคล่องตัวให้กับการขับขี่ด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)

Suzuki XL7 3

2.ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย เทคโนโลยี Hybrid
ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ รหัส K15B ขนาด 1.5 ลิตร กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 74.0 x 85.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.5:1 พละกำลัง 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับ Integrated Starter Generator (ISG) Hybrid และ แบตเตอรี่ Lithium-ion 10Ah 12V จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า
ระบบ Hybrid ของซูซูกิ มอเตอร์ ISG (Integrated Starter Generator) ถูกออกแบบมาให้เสริมแรงบิดสูงถึง 50 นิวตันเมตร หรือกว่า 36% ของแรงบิดเครื่องยนต์ โดยจะเข้ามาช่วยเสริมพละกำลังในช่วงของการออกตัวและเร่งแซง ช่วยให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังช่วยเสริมให้ระบบ Idling Stop ทำงานได้ดียิ่งขึ้น จึงกลายเป็นรถยนต์เอนกประสงค์ที่มีอัตราการประหยัดน้ำมันถึง 19.2 กม/ลิตร (ตามมาตรฐาน Eco Sticker)

Suzuki XL7 4

ด้านของแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 10Ah 12V ถูกติดตั้งในตำแหน่งสูง ปลอดภัยจากการขับขี่ในสภาพถนนที่มีน้ำท่วมขัง อีกทั้งยังมีน้ำหนักเพียง 7 กิโลกรัม ซึ่งไม่ได้ทำให้น้ำหนักของตัวรถเพิ่มขึ้นมากนัก ทั้งยังมีการรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 5 ปี

3.สมรรถนะดี ช่วงล่างแกร่ง ลุยได้ทุกสภาพถนน
แพลตฟอร์ม HEARTECT เทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิ ที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะ และความปลอดภัย ช่วงล่างทำจากเหล็ก High Tensile และใช้โครงสร้างตัวถัง TECT ซึ่งทำจากเหล็กกล้าน้ำหนักเบา แต่ให้ความแข็งแรงทนทาน ผสานเข้ากับระบบกันสะเทือน ด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมคอยล์สปริง ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมคอยล์สปริง ช่วยให้สามารถขับขี่ได้ในทุกสภาพถนน จะขับขี่ทางเรียบก็มอบความนุ่มนวล ขับง่าย ขับสบาย หรือจะลุยทางฝุ่นก็พร้อมรองรับการฝ่าอุปสรรคได้อย่างมั่นใจ

Suzuki XL7 5

4.ทนทาน บำรุงรักษาง่าย ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล
ความโดดเด่นของรถยนต์ซูซูกิทุกรุ่น คือ เรื่องของความทนทานในการใช้งาน บำรุงรักษาง่าย ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายต่อการเข้าเช็คระยะตามรอบในแต่ละครั้งราคาสมเหตุสมผล ซึ่ง SUZUKI XL7 HYBRID ก็เช่นเดียวกัน นับว่าเป็นหนึ่งในรถที่สร้างความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภค นอกจากเทคโนโลยีไฮบริดที่พัฒนาให้ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขับขี่ และมอบความประหยัดให้แก่ลูกค้า ด้านการบำรุงรักษายังง่ายดาย มีค่าบำรุงรักษาในระยะยาวที่ต่ำกว่าท้องตลาดอีกด้วย

Suzuki XL7 6

5.ราคาไม่แพง เป็นเจ้าของได้ง่าย ผ่อนสบายกับแคมเปญพิเศษ
SUZUKI XL7 HYBRID วางจำหน่ายในราคา 799,000 บาท ซึ่งหากเทียบออปชั่นและสมรรถนะของรถคันนี้ นับว่ามีความคุ้มค่าและความครบครันที่สุดรุ่นหนึ่ง ที่ซูซูกินำเสนอแก่สำหรับผู้บริโภคชาวไทย ด้านมาตรฐานความปลอดภัยมีระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน Hill Hold Control ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX กล้องมองภาพขณะถอยจอด เซนเซอร์กะระยะช่วยจอดด้านหลัง กุญแจ Immobilizer และ ระบบสัญญาณกันขโมย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยแคมเปญพิเศษ ซื้อรถ SUZUKI XL7 HYBRID ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2567 เลือกรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 7,888 บาท หรือ เลือกผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน หรือ เลือกขับฟรี 90 วัน พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วใมงอีกด้วย ทั้งนี้ เงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดและสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

SUZUKI XL7 คือหนึ่งในรถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ด้วยความครบครัน ทั้งด้านความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยครบครัน รวมถึงสมรรถนะการขับขี่อันโดดเด่นที่พร้อมจะพาคุณไปพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกเส้นทาง โดยนับตั้งแต่เดือนเปิดตัวครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2563 ถึง เดือนเมษายน 2567 มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 8,788 คัน ซึ่ง SUZUKI XL7 HYBRID จะเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้าที่จะช่วยส่งเสริมยอดขายรถยนต์ซูซูกิให้เติบโตขึ้นแน่นอน” นายวัลลภ กล่าว

“โอมาคาเสะ คาร์” จับมือ “อัลฟ่า เอกซ์” เจาะเซ็กเม้นท์ใหม่ระดับ Hi-end ประมูลง่ายเพียงปลายนิ้วบนแอปพลิเคชันใหม่ “Omakase Cars Online Auction”

0
โอมาคาเสะ คาร์ 1

กลุ่มตรีเพชร ร่วมมือกับ บริษัท อัลฟ่า เอกซ์ จำกัด (Alpha X) ผู้ให้บริการทางการเงินสำหรับพาหนะลักชัวรี่ ครอบคลุมรถยนต์, บิ๊กไบค์, เรือยอทช์, เรือสันทนาการ และเครื่องบินส่วนตัว ภายใต้พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้ร่วมลงทุนจัดตั้ง ระหว่างบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA และบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX รุกตลาดรถหรู ผ่านการประมูลรถยนต์มือสองรูปแบบออนไลน์ ด้วยแอปพลิเคชันใหม่ บนสมาร์ทโฟน “Omakase Cars Online Auction” พร้อมให้บริการรถหลากรุ่น หลายแบรนด์ จากบริษัทชั้นนำอย่างครบวงจร

โอมาคาเสะ คาร์ 2

กลุ่มตรีเพชร โดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า ““โอมาคาเสะ คาร์” ได้ดำเนินธุรกิจขาย และประมูลรถมือสอง มาเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งด้านคุณภาพของตัวรถ และการให้บริการโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่ทันสมัย และยังได้มอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้า ผ่านการประมูลรูปแบบออนไลน์บนแอปพลิเคชันใหม่ “Omakase Cars Online Auction” โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมมีผู้สนใจดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมากกว่า 13,000 ราย ในปีนี้ธุรกิจ “โอมาคาเสะ คาร์” ได้ต่อยอดความสำเร็จอีกขั้น ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Hi-end ผนึกกำลังกับ Alpha X ผู้ให้บริการทางการเงินสำหรับยานพาหนะพรีเมี่ยม-ลักชัวรี่ คัดสรรรถอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบสนองลูกค้า สามารถประมูลรถที่มีคุณภาพในราคาที่ดี สะดวก รวดเร็ว และหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ ในเวลาเดียวกัน ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลรถอย่างละเอียดด้วยตัวเอง ไม่มีค่าใช้จ่ายดำเนินการในการประมูล และที่สำคัญลูกค้ายังมั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนนั้นเป็นการประมูลอย่างโปร่งใส เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นมิติใหม่ของการประมูลรถยนต์ ผ่านการให้บริการครบวงจร สร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่สะดวกสบาย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้บริโภค ตรงกับคอนเซ็ปต์ “สะดวก โปร่งใส ไว้ใจ Omakase Cars Online Auction””

โอมาคาเสะ คาร์ 3

คุณวศิน ไสยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟ่า เอกซ์ จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ “โอมาคาเสะ คาร์” ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเพื่อการประมูลรถยนต์มือสองแบบออนไลน์ บนสมาร์ทโฟน “Omakase Cars Online Auction” มีความมั่นใจในแพลตฟอร์มของ Omakase ที่ตอบสนองลูกค้าให้เข้าถึงการประมูลรถได้อย่างคล่องตัวพร้อมรายละเอียดของรถยนต์ที่ชัดเจน ผ่านขั้นตอนที่โปร่งใส สะดวกสบาย และนอกจากนี้ หากลูกค้ามีความสนใจที่จะซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนรถยนต์ในอนาคต อัลฟ่า เอกซ์ สามารถมอบประสบการณ์แสนพิเศษ ในการให้บริการได้ครบจบในที่เดียวกับ Omakase แอปพลิเคชัน”

ปัจจุบัน “โอมาคาเสะ คาร์” มีทั้งหมด 8 สาขาทั่วประเทศ ดังนี้
•กรุงเทพฯ และปริมณฑล : สาขางามวงศ์วาน, สาขาเกษตร-นวมินทร์, สาขาบางใหญ่
•ต่างจังหวัด : สาขากลางดง และสาขาปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
•สาขาวังมะนาว จังหวัดเพชรบุรณ์
•สาขาท่าพระ จังหวัดขอนแก่น
•สาขาบ้านดู่ จังหวัดเชียงราย

โดยสาขาใหม่ล่าสุดที่พร้อมจะอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้า มีแผนจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการคือที่สาขาท่าพระ จังหวัดขอนแก่น และสาขาบ้านดู่ จังหวัดเชียงราย ในเดือน พฤษภาคม 2567 รวมถึงการประมูลรถยนต์มือสองออนไลน์รูปแบบใหม่ผ่านทางแอปพลิเคชันใหม่บนสมาร์ทโฟน “Omakase Cars Online Auction” สร้างความแตกต่างและยกระดับการซื้อ-ขายรถยนต์มือสองในรูปแบบการประมูลออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในการเข้าถึงรถอีซูซุมือสอง รวมถึงรถหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ที่มีคุณภาพได้ในราคาที่ดี สะดวก รวดเร็ว ผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส

โอมาคาเสะ คาร์ 4

รถที่นำมาประมูลนั้น ได้ผ่านขั้นตอนการคัดรถยนต์จากแหล่งที่เชื่อถือได้จากบริษัทฯ และสถาบันการเงินชั้นนำ ผ่านการจัดเกรดรถที่มีมาตรฐานโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านรถยนต์ ตรวจสอบประวัติการซ่อมบำรุงย้อนหลังจากศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ ก่อนนำรถเข้าสู่กระบวนการตรวจเช็กสภาพกว่า 220 รายการ ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อตรวจเช็กการทำงานของระบบรถยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ และบริการหลังการขายครบวงจร

โอมาคาเสะ คาร์ 5

สำหรับลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมประมูล สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “Omakase Cars Online Auction” ได้จาก App Store และ Google Play Store หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/OmakaseCarOnlineAuction : Omakase Car Online Auction ประมูลออนไลน์ โอมาคาเสะ คาร์ หรือ Line Official Account: @omakasecarauction และสามารถชมรถยนต์กลุ่มพรีเมียม-ลักชัวรี่ ที่เข้าประมูลจริงได้ที่ “โอมาคาเสะ คาร์ สาขางามวงศ์วาน กรุงเทพฯ” ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08:00 – 17:00 น. หรือ โทร. 082-250-8888

มาสด้าผนึกผู้จำหน่ายทั่วประเทศรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว จัดประชุมใหญ่ Mazda Mirai ก้าวที่แข็งแกร่งสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

0

มาสด้าผนึกผู้จำหน่ายทั่วประเทศรวมใจเป็นหนึ่งเดียว เข้าร่วมประชุมประจำปีงบประมาณ FY2024 หรือ Mazda Dealer National Conference ภายใต้ธีม Mazda Mirai 2024 และแนวคิด “Reinvent for a Sustainable Future ประกาศยึดมั่นนโยบายการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด Customer Experience Management สร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้าและมอบสิทธิประโยชน์เกินกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง ย้ำการสร้างแบรนด์คือหนทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืน มุ่งมั่นสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ เดินหน้าสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าจากอดีตและตลอดไป ให้เกิดเป็นความผูกพันเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน โดยมีเป้าหมายและพันธกิจไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะส่งมอบคุณค่าของแบรนด์จากรุ่นสู่รุ่น โดยมีผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ คณะผู้บริหารระดับสูงจาก มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย พร้อมพันธมิตรทางธุรกิจ เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน

การประชุมผู้จำหน่ายประจำปี หรือ Mazda Mirai 2024 มาสด้าได้นำเสนอนโยบายและแผนธุรกิจระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ทำให้ผู้จำหน่ายเห็นทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นและเกิดความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน ภายใต้แนวคิด Reinvent for a Sustainable Future ผ่าน 3 คีย์เวิร์ดสำคัญ คือ Reinvention หมายถึงการปรับและเปลี่ยนวิธีคิดการทำงานเพื่อให้ทันกับสถานการณ์โลกธุรกิจในปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว Sustainability คือการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ไม่เพียงในแง่ของการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่รวมถึงผู้คนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงาม เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น และ Future คืออนาคตที่พวกเราจะก้าวเดินไปพร้อมกัน ระหว่าง มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และผู้จำหน่าย ประสานมือสร้างพันธกิจร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการส่งมอบความสุขให้กับลูกค้ามาสด้าตลอดไป

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2567 มาสด้ายังคงเดินหน้าตามแผนการดำเนินธุรกิจสู่ความยั่งยืนในระยะยาว สิ่งสำคัญที่จะทำให้มาสด้าเกิดความแข็งแกร่งจึงไม่ใช่การขายรถใหม่เพียงอย่างเดียว ทุกภาคส่วนต้องสร้างความรัก ความผูกพัน ให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่ดี จนเกิดเป็นความประทับใจ กลับมาซื้อซ้ำ และเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้ทุกรุ่น ทุกช่วงเวลาของชีวิต กลายมาเป็น “มาสด้า แฟมิลี่” นั่นคือแก่นแท้ของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของ Retention Business คือการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าให้ดีที่สุด รวมถึงการแนะนำจุดเด่นของรถมาสด้าให้กับคนอื่นๆ ต่อไป มาสด้าเชื่อว่าแนวทางการทำธุรกิจด้วยวิถีนี้จะนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน พร้อมยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างเต็มกำลัง และให้ความสำคัญสูงสุดต่อการสร้างแบรนด์ Brand Value Management โดยเฉพาะการบริการหลังการขายให้ถือเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ตามกลยุทธ์ Retention Business Model ตั้งเป้าเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ลูกค้าเลือก Top Customer Retention และเป็นอันดับหนึ่งด้านการบริการ Top Service Retention เพื่อส่งมอบรอยยิ้มและความสุขให้ลูกค้า Joy Drives Lives โดยเฉพาะผลประกอบการของผู้จำหน่ายต้องแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ก้าวต่อไปของมาสด้าคือการสร้างธุรกิจให้เติบโตแบบยั่งยืน โดยเฉพาะนโยบายด้านการขายและการบริการ รวมถึงการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับแฟนมาสด้า เนื่องจากเป็นกลยุทธ์สำคัญที่มาสด้าได้ดำเนินการมาตลอด 2-3 ปีนี้ และกำลังเห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาลูกค้าให้อยู่กับมาสด้าตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถมาสด้า ถึงแม้ว่าวันนี้ลูกค้าจะมีทางเลือกที่หลากหลาย แต่เราก็ยังยืนหยัดที่จะเน้นนโยบาย เพื่อรักษาและดูแลฐานลูกค้าเก่าเป็นอันดับแรก นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญต่อการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของมาสด้าที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลกและกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยแผนการดำเนินธุรกิจ Retention Business Model ซึ่งเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่เคยประกาศไปก่อนหน้านี้ แต่เพิ่มเติมเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้น คือเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งด้าน Customer Retention เป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเลือกเป็นอันดับแรก และให้บริการลูกค้าจนเกิดความพึงพอใจ นำเสนอคุณค่าของแบรนด์ผ่านประสบการณ์และสร้างความพึงพอใจสูงสุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานระยะกลาง Mid-Term Plan หัวใจหลักสำคัญคือการสร้างมูลค่าแบรนด์สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

เนื่องจากปัจจุบันรูปแบบการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป และมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการขายรถใหม่เพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเกิดความแข็งแกร่งได้ แต่การเอาใจใส่ดูแลลูกค้าให้ครบทุกองค์ประกอบ คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของผู้จำหน่ายเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนเคียงข้างลูกค้าตลอดไป สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไปตามแนวทางการบริหารคุณค่าหลักของแบรนด์มาสด้า หรือ PPV ประกอบด้วย Purpose การสร้างคุณค่าและเติมเต็มความมีชีวิตชีวาให้กับผู้คนที่ได้สัมผัสกับแบรนด์มาสด้าในทุกประสบการณ์ และทุกช่วงเวลาของชีวิต ตามด้วย Promise คำมั่นสัญญาจากมาสด้า คือการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ครบทุกมิติได้อย่างสมดุล ทั้งทางด้านอารมณ์ความรู้สึกและกายภาพ รวมถึงชุมชนและสังคม และคุณค่าหลักที่สำคัญอย่างยิ่งที่บุคลากรมาสด้าทุกคนยึดมั่น คือ Values หรือ คุณค่า ทัศนคติ แนวคิด และพฤติกรรม ให้ความสำคัญกับมนุษย์อย่างแท้จริง มีจิตวิญญาณนักสู้ ส่งมอบประสบการณ์ความประทับใจด้วยความใส่ใจและเป็นมิตรโดยไม่คาดหวังรางวัลตอบแทน โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกบริบท

นี่คือ แนวทางในการสร้างแบรนด์มาสด้าให้แข็งแกร่งและยั่งยืนตลอดไป เพื่อมุ่งสู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในด้าน Customer Retention และ Service Retention เพื่อแทนคำมั่นสัญญาว่ามาสด้าจะเป็นแบรนด์ที่มอบความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้า Joy Drives Lives แทนคำขอบคุณที่ลูกค้าไว้วางใจและเลือกใช้รถมาสด้าให้เป็นรถคู่ใจไปตลอดการเดินทาง

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” จับมือ “EVme” เปิด Virtual Platform การขายรถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ต่อยอดนโยบายราคาเดียว ขยายช่องทางส่งมอบรถยนต์คุณภาพสู่มือผู้บริโภคชาวไทย

0
GWM Pic Open

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด หรือ EVme แพลตฟอร์มผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย เปิด Virtual Platform ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายและการปล่อยเช่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ชาวไทยทั่วประเทศได้สัมผัสรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น ชูความแข็งแกร่งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะแบรนด์ที่เชื่อมต่อประสบการณ์ผู้บริโภคแบบ O2O (Online-to-Offline) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำเจตจำนงในการยืนหยัดส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่ภายใต้ ‘นโยบายราคาเดียว’ หรือ ‘One Price Policy’ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าทั่วไทยจะได้รับรถยนต์พลังงานใหม่จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่คุ้มค่าคุ้มราคาในทุกช่วงเวลา สะท้อนการมีส่วนร่วมในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำการก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในสามของแบรนด์ผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือ xEV Leader ในประเทศไทย ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือ Top 3 in 3

GWM 2

เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำทีมโดย นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป และ นายสฤษดิ์พงษ์ เพ่งเล็งผล ผู้อำนวยการฝ่ายขาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เข้าร่วมพิธีลงนามข้อตกลงฯ ร่วมกับ นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ และ นายจิระพงศ์ เลาห์ขจร ประธานเจ้าหน้าที่การพาณิชย์ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด บริษัทใน กลุ่ม อรุณ พลัส โดยพิธีร่วมลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุม ชั้น 17 บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด ซึ่งผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายต่างมีเจตจำนงที่จะร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่สังคมสีเขียวอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

GWM 3

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การร่วมมือกันระหว่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์ และ EVme นับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการต่อยอดการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าของเราได้มากยิ่งขึ้น โดยการผนึกกำลังของทั้งสองบริษัทฯ นับว่าเป็นการนำความแข็งแกร่งของการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ และแพลตฟอร์มผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทยของ EVme เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อร่วมกันส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีคุณภาพสู่มือแฟน ๆ ชาวไทยได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะมีแพลตฟอร์มของ EVme และแอปพลิเคชันของ GWM เป็นหัวใจหลักในการเชื่อมต่อประสบการณ์ จากแนวคิดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการสร้างรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่เข้ามาสู่ประเทศไทยเชื่อมต่อประสบการณ์ผู้บริโภคแบบ O2O (Online-to-Offline) ประกอบกับจุดเด่นของ EVme ที่นับว่าเป็นพันธมิตรทางธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง ทำให้วันนี้เราภูมิใจที่จะเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายในรูปแบบ Virtual Platform ที่มีศักยภาพสูงและมีความใกล้ชิดกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เราเชื่อมั่นว่า EVme และ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะร่วมสร้างความสำเร็จและการเติบโตให้กับ ORA ผลิตภัณฑ์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของเราได้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงยึดมั่นในการใช้ ‘นโยบายราคาเดียว’ ในทุกช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีคุณภาพพร้อมราคาที่มีความคุ้มค่าและสมเหตุสมผลให้กับลูกค้าทั่วประเทศอีกด้วย ในอนาคต เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงมุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย เพื่อตอกย้ำความพร้อมในการขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ในไทยอย่างมั่นคงและเป็นรูปธรรม”

GWM 6

นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด กล่าวว่า “เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทย และเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบร่วมกับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เราพร้อมที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการให้ความรู้ แนะนำ และสร้างยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ผ่านกลยุทธ์ต่าง ๆ ของเรา เช่น การทำโฆษณาออนไลน์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ EVme เพื่อนำเสนอจุดเด่นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแต่ละรุ่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ควบคู่ไปกับการจัดทำคอนเทนต์แบบสร้างสรรค์เพื่อนำเสนอโปรโมชันและแคมเปญที่น่าสนใจผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ EVme นอกจากนี้ เรายังมีบริการเช่ารถยนต์บนแอปพลิเคชัน Evme เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจในเทคโนโลยีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในวงกว้างมากยิ่งขึ้นแล้ว ปัจจุบันเราได้เปิดช่องทางการขายรถยนต์โดยลูกค้าสามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้สะดวกมากขึ้นผ่าน Virtual Platform ของเราที่ครบวงจร เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยคุณภาพของรถยนต์ไฟฟ้าจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกอบกับจุดเด่นของ EVme จะสามารถเปลี่ยนผู้ใช้บริการเช่าให้กลายเป็นผู้ซื้อหลังจากที่มีการเช่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ โดยจากการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมาเราพบว่า ลูกค้ามากกว่า 50% ที่มาเช่ารถยนต์ไฟฟ้ากับเรา จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าแพลตฟอร์มและบริการของเราจะสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าชาวไทยได้อย่างแน่นอน”

GWM 9

 

ภายใต้ความร่วมมือกับ EVme ในครั้งนี้ จะครอบคลุมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั้งสิ้น 4 รุ่น ได้แก่ ORA Good Cat, ORA Good Cat GT, ORA 07 รุ่น Performance และ ORA 07 รุ่น Long Range โดยผู้บริโภคชาวไทยสามารถทำการจองรถยนต์ทั้ง 4 รุ่นผ่านแพลตฟอร์มของ EVme โดยมี GWM Partner Store เป็นผู้ทำการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าตามสาขาที่ลูกค้าสะดวก ผ่านบริการอันหลากหลายที่มีความยืดหยุ่นสูงของ EVme ภายใต้ข้อเสนอและราคาเดียวกันทั่วประเทศอีกด้วย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) มุ่งหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคชาวไทยในยุคปัจจุบัน และเติมเต็มระบบนิเวศและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากล

“NEW MG CYBERSTER” กับการทดสอบระบบความปลอดภัย เพื่อถ่ายทอดเทคนิคการควบคุมรถอย่างปลอดภัย ก่อนส่งมอบรถให้ลูกค้าในเดือน กรกฎาคม นี้

0
NEW MG CYBERSTER Pic Open

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยความคืบหน้ายอดจอง NEW MG CYBERSTER ในประเทศไทยกว่า 1,000 คัน พร้อมนำรถ NEW MG CYBERSTER พวงมาลัยขวาสเปคไทยทดสอบสมรรถนะระบบความปลอดภัยที่มีการจำลองหลากหลายสถานการณ์จริงบนท้องถนน โดยคณะวิศวกรจากเอ็มจี ทั้งไทยและต่างประเทศ ก่อนทยอยส่งมอบรถในเดือนกรกฎาคม นี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมสัมผัสสมรรถนะของ NEW MG CYBERSTER บนนถนนจริงได้ระหว่างวันที่ 22-26 พฤษภาคม นี้ ณ Dawn to Dusk BKK

NEW MG CYBERSTER 2

สำหรับการทดสอบสมรรถนะการขับขี่ของรถปอร์ตโรดสเตอร์สมรรถนะสูงในครั้งนี้ ทีมวิศวกรยานยนต์ เอ็มจี ได้นำรถ NEW MG CYBERSTER รุ่นพวงมาลัยขวาทดสอบสมรรถนะในหลากหลายสถานี ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องของอัตราเร่ง กำลังเครื่องยนต์และแรงบิด การทรงตัวขณะเข้าโค้งหลายรูปแบบ รวมถึงระบบความปลอดภัยของรถในสถานการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่สนามพีระ เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี โดยรีดสมรรถนะการขับขี่ของรถรุ่นนี้ออกมาให้มากที่สุด เพื่อเตรียมถ่ายทอดชุดข้อมูลความรู้ และประสบการณ์ไปสู่กลุ่มลูกค้าที่สนใจ และเจ้าของสปอร์ตโรดสเตอร์รุ่นนี้ ให้สามารถควบคุมขับขี่ได้อย่างมั่นใจ สร้างความเข้าใจในการใช้งานรถอย่างถูกต้อง มุ่งเน้นให้เกิดความปลอดภัยทั้งกับผู้ขับขี่ รวมถึงผู้ใช้ถนน พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนทดลองขับสปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่ง จาก เอ็มจี ที่ถ่ายทอดสปอร์ตดีเอ็นเอของโรดสเตอร์ที่ออกมาโลดแล่นบนท้องถนนได้อย่างเหนือชั้น อีกทั้งยังมีความโดดเด่นในแง่ของดีไซน์ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ มาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ครบครัน กับกิจกรรม MG EXCLUSIVE TEST DRIVE โดย ลูกค้าที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสยนตรกรรมระดับพรีเมี่ยม ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ NEW MG CYBERSTER NEW MG MAXUS 7 และ NEW MG MAXUS 9 ระหว่างวันที่ 22-26 พฤษภาคมนี้ ณ Dawn to Dusk BKK ซอยกรุงเทพกรีฑา 20 ลงทะเบียนทดลองขับ ได้ที่ https://bit.ly/3QQYW1H

NEW MG CYBERSTER 3

สำหรับ NEW MG CYBERSTER เป็นสปอร์ตโรดสเตอร์อีวีที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ด้วยความโดดเด่นของประตูปีกนกแบบปุ่มสัมผัสเปิด-ปิดและหลังคาซอฟต์ท็อป มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor แบบมอเตอร์คู่ขับเคลื่อนด้วย 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุดที่ 544 แรงม้า มาพร้อมดีไซน์การออกแบบอย่างพิถีพิถัน สะท้อนกลิ่นอายความสปอร์ตสุดคลาสสิกทั้งภายในและภายนอก โดย SAIC’s Advanced Design Studio ในลอนดอน สหราชอาณาจักร อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ครอบคลุมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM มากถึง 26 ระบบ โดยมีสีภายนอกให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีแดง Flame Red สีเหลือง Photon Yellow และสีบรอนซ์เงิน Bullet Silver ภายใน ห้องโดยสารเป็นแบบทูโทน โดยสีทูโทนดำ-แดง จะแมทซ์กับสีภายนอกสีแดง และสีเหลือง ส่วนสีทูโทน-เทาขาวจะแมทซ์กับสีภายนอกสีบรอนซ์เงิน ในราคาจำหน่ายที่ 2,499,000 บาท พร้อมทยอยส่งมอบรถในเดือน กรกฎาคม 2567 นี้เป็นต้นไป สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/NEWMGCYBERSTER

NEW MG CYBERSTER 5

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน พิสูจน์ความประหยัดน้ำมันเหนือชั้น ด้วยอัตราประหยัดสูงสุด 24.71 กิโลเมตรต่อลิตร* ในการทดสอบเส้นทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เชิญลูกค้าและสื่อมวลชนจากประเทศไทยและประเทศกัมพูชาเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบการขับ ‘ปฏิวัติทุกขีดจำกัด กับความประหยัดเกินคาด’ (Disruptor Unleashed: Break the Limits in Fuel Efficiency) ท้าพิสูจน์ที่สุดแห่งความประหยัดน้ำมันของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ในทริป การเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองเสียมเรียบ กัมพูชา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูง พละกำลังที่ดุดัน และความสะดวกสบายของออล-นิว ไทรทัน ที่สร้างขึ้นเพื่อปฎิวัติทุกความท้าทาย ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานเชิงพาณิชย์และส่วนบุคคล

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ทั้งหมด 15 คัน ที่เข้าร่วมในกิจกรรมทดสอบการขับครั้งนี้ ประกอบด้วย รถที่จำหน่ายในประเทศไทย 10 คัน และจำหน่ายในกัมพูชา 5 คัน ได้แก่ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นซิงเกิ้ล แค็บ แอคทีฟ (150 แรงม้า) ซิงเกิ้ล แค็บ โปร (184 แรงม้า) เมกะ แค็บ โปร (150 แรงม้า) และ ดับเบิ้ล แค็บ พลัส อัลตรา เกียร์อัตโนมัติ (184 แรงม้า) รวมถึงรุ่น ดับเบิ้ล แค็บ จีแอลเอส ขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ซึ่งจำหน่ายในกัมพูชา ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4N16 รุ่นใหม่ อันทรงพลัง ด้วยเทคโนโลยีคลีนดีเซล ให้ขุมพลังแรงเร็วเต็มสมรรถนะโดยมีมลภาวะต่ำ  ตอบโจทย์การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พิสูจน์อัตราประหยัดน้ำมันได้อย่างเหนือชั้น

การทดสอบการขับในครั้งนี้ ซึ่งได้รับการกำหนดให้ใช้ความเร็วในระดับปกติของผู้ใช้งานทั่วไปตามกฎหมายระหว่าง 40 – 120 กม.ต่อชั่วโมง ด้วยอุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส สามารถทำสถิติการประหยัดน้ำมันได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยตัวเลขที่มากกว่าป้ายข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล หรือ ECO Sticker โดยผลการทดสอบพบว่า รถคันที่ประหยัดน้ำมันที่สุดคือรุ่น ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ซิงเกิ้ล แค็บ แอคทีฟ (150 แรงม้า) มีอัตราบริโภคน้ำมัน 24.71 กม.ต่อลิตร*

โดยค่าเฉลี่ยอัตราประหยัดน้ำมันของรถที่เข้าร่วมทดสอบ มีดังนี้

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน (รุ่นรถยนต์)ตัวเลขค่าเฉลี่ยอัตราประหยัดน้ำมัน
กม.ต่อลิตร
ซิงเกิ้ล แค็บ แอคทีฟ (150 แรงม้า)23.04
ซิงเกิ้ล แค็บ โปร (184 แรงม้า)20.00
เมกะ แค็บ โปร (150 แรงม้า)22.11
ดับเบิ้ล แค็บ พลัส อัลตรา เกียร์อัตโนมัติ (184 แรงม้า)20.12

 

กิจกรรมทดสอบการขับในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 30 คน ประกอบด้วยลูกค้าและสื่อมวลชนจากประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ที่ได้สัมผัสความเหนือชั้นของออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ทั้งในด้านสมรรถนะการขับขี่ ความสะดวกสบาย และความประหยัดน้ำมัน

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “กิจกรรมทดสอบการขับ ‘ปฏิวัติทุกขีดจำกัด กับความประหยัดเกินคาด’ หรือ Disruptor Unleashed: Break the Limits in Fuel Efficiency จัดขึ้นเพื่อแสดงถึงสมรรถนะแห่งขุมพลัง และความประหยัดน้ำมันอันยอดเยี่ยมของออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ทริปทดสอบอันน่าประทับใจจากกรุงเทพฯ สู่เมืองเสียมเรียบได้สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านสมรรถนะและความประหยัด พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูงของออล-นิว  มิตซูบิชิ ไทรทันได้เป็นอย่างดี”

“เรามีความมั่นใจว่าลูกค้าของเราจะชื่นชอบในความประหยัดและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ ที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่งที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานทั้งเพื่อการพาณิชย์และการใช้งานส่วนบุคคล สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของเราที่จะพัฒนาและออกแบบยานยนต์ที่หลอมรวมปรัชญาความเป็นที่สุดแห่งดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ให้ความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง เพื่อปลุกจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย พร้อมพาคุณขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้เร็วกว่าที่เคย และถึงบ้านด้วยความปลอดภัยในทุกเส้นทาง” นายสาโรจน์ กล่าวเพิ่มเติม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นักสิทธ์ นุ่มวงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบขับครั้งนี้กล่าวถึงความสำคัญของวิธีการคำนวณอัตราบริโภคน้ำมันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและเทียบเคียงได้กับการใช้งานจริง “การทดสอบในครั้งนี้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามมาตรฐานในการวัดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถูกใช้บนระยะทางที่กำหนดเพื่อคำนวณอัตราบริโภคน้ำมันให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง การดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติเช่นนี้ช่วยสร้างความมั่นใจในผลลัพธ์อัตราบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากกิจกรรมทดสอบขับครั้งนี้จะตรงตามสถานการณ์ใช้งานจริง”

นายปิยพนธ์ ศักดิ์ศรี ลูกค้าที่เข้าร่วมทดลองขับ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ พลัส อัลตรา เกียร์อัตโนมัติ พละกำลัง 184 แรงม้า ซึ่งสามารถทำสถิติประหยัดน้ำมันในทริปนี้อยู่ที่ 20.32 กม.ต่อลิตร กล่าวว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมพิสูจน์การทดสอบการประหยัดน้ำมันของออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ในครั้งนี้ ในบางช่วงของการขับ ผมใช้ความเร็วสูงถึง 120 กม.ต่อชั่วโมง แต่อัตราการประหยัดน้ำมันยังคงดีเยี่ยม นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกประทับใจทีมงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ให้การดูแลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในทริปนี้ยังช่วยพิสูจน์ถึงที่สุดแห่งสมรรถนะของออล-นิว   ไทรทัน ซึ่งมีช่วงล่างที่นุ่มนวล สมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยม ปุ่มและสวิทช์ควบคุมต่าง ๆ ที่ใช้งานได้ง่ายและตอบโจทย์การใช้งานได้จริง ห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย ที่สำคัญคือ ประหยัดน้ำมันมากแบบเหนือความคาดหมาย ถือเป็นทริปที่ให้ประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ได้ขับรถคู่ใจเพื่อไปเยือนมรดกโลกอย่างนครวัดและนครธมที่น่าประทับใจมากครับ”

ขณะที่ นายอุดม นาดี ลูกค้าที่เข้าร่วมทดลองขับ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ พลัส อัลตรา เกียร์อัตโนมัติ พละกำลัง 184 แรงม้า ซึ่งสามารถทำสถิติประหยัดน้ำมันในทริปนี้ อยู่ที่ 19.45 กม.ต่อลิตร กล่าวว่า “แม้ว่าผมจะขับรถโดยใช้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 80-100 กม.ต่อชั่วโมง ในเขตประเทศไทย และความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 40-50 กม.ต่อชั่วโมง ในเขตประเทศกัมพูชา แต่ผลการทดสอบการประหยัดน้ำมันที่ได้ก็ยังน่าทึ่งและน่าประทับใจ นอกจากนี้จุดแข็งของรถกระบะรุ่นนี้คือช่วงล่างซึ่งออกแบบมาได้ดีมาก มอบความนุ่มนวลและการควบคุมตัวรถอย่างยอดเยี่ยม ภายในห้องโดยสารยังมีความกว้างขวาง ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็ครบครัน ผมรู้สึกประทับใจที่ได้ร่วมกิจกรรมทดสอบในครั้งนี้ ซึ่งมีการเตรียมงานอย่างดีและทำให้ได้เห็นสถิติการประหยัดน้ำมันที่น่าทึ่งจากการขับ ออล-นิว ไทรทัน อีกด้วย”

* อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจากรถยนต์ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ซิงเกิ้ล แค็บ แอคทีฟ (2,442 ซีซี)  เลขทะเบียน บห 7558 สระบุรี ผ่านเส้นทางกรุงเทพ-เสียมเรียบ เป็นระยะทาง 395 กิโลเมตร ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2667  โดยผู้ใช้งานจริง และสื่อมวลชน โดยมีอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมคำนวณอัตราสิ้นเปลืองประหยัดน้ำมันและเป็นสักขีพยานตลอดเส้นทาง

ปอร์เช่ ประเทศไทย มอบความคุ้มค่าเหนือระดับกับแคมเปญสุดพิเศษ “ดูแลรถยนต์ตลอดระยะเวลา 5 ปี” สำหรับรถปอร์เช่พานาเมร่า (โมเดล G2 II) ทุกรุ่น

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำยนตรกรรมสปอร์ตหรูระดับโลก เผยแคมเปญสุดพิเศษ “ดูแลรถยนต์ตลอดระยะเวลา 5 ปี” สำหรับรถปอร์เช่ พานาเมร่า (G2 II) ที่พร้อมส่งมอบทุกรุ่น ยนตรกรรมสปอร์ตซาลูนสุดหรู 4 ประตู รถปอร์เช่ พานาเมร่าประกอบไปด้วย ระบบช่วงล่างแบบถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ ช่วยให้รถสปอร์ตรุ่นนี้มอบความนุ่มนวลและความสะดวกสบายในการขับขี่ พร้อมทั้งปรับระดับความสูงของตัวรถเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่แบบสปอร์ต โดยรถปอร์เช่พานาเมร่าที่เข้าร่วมแคมเปญนี้ มีทั้ง Panamera 4 E-Hybrid, Panamera 4 E-Hybrid Executive, Panamera 4 E-Hybrid Platinum Edition และ Panamera 4S E-Hybrid ที่พร้อมส่งมอบเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของท่าน ตอบรับแนวคิด “Drive Defines Us” ปอร์เช่ เชื่อว่าการขับขี่ไม่ใช่แค่การเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่เป็นการแสดงออกถึงตัวตน ความหลงใหล และแรงบันดาลใจของผู้ขับขี่ รถสปอร์ตทุกรุ่นของปอร์เช่จึงไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และตัวตนที่แท้จริง จุดเด่นของปอร์เช่ คือการผสมผสานระหว่างสมรรถนะอันทรงพลัง เทคโนโลยีล้ำสมัย และดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครให้แก่เจ้าของรถปอร์เช่ทุกท่าน

พบกับข้อเสนอสุดคุ้มสำหรับเจ้าของรถปอร์เช่ พานาเมร่า (G2 II) ด้วยสิทธิพิเศษมากมาย เมื่อซื้อรถปอร์เช่พานาเมร่า (โมเดล G2 II) ทุกรุ่น ที่พร้อมส่งมอบ และรับรถภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2567 รับทันทีแคมเปญดูแลรถตลอดระยะเวลา 5 ปี* ประกอบด้วย

การรับประกันจากโรงงานปอร์เช่ ตลอดระยะเวลา 5 ปี  เพื่อให้ท่านมั่นใจได้กับคุณภาพและสมรรถนะของรถปอร์เช่ พานาเมร่า (G2 II)  คู่ใจของท่านได้ยาวนานยิ่งขึ้น เราจึงขยายระยะเวลาการรับประกันจากโรงงานปกติ 2 ปี เพิ่มเติมอีก 3 ปี รวมเป็น 5 ปีเต็ม*
*หมายเหตุ: ภายใต้เงื่อนไขการคุ้มครองที่โรงงานกำหนด

การบำรุงรักษารถยนต์ เป็นเวลา 5 ปีเต็ม สะดวกสบายไร้กังวล กับบริการบำรุงรักษารถปอร์เช่ พานาเมร่า (G2 II) ของท่านฟรี 5 ปี หรือระยะทาง 75,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)**

    • 12 เดือน / 15,000 กม.
    • 24 เดือน / 30,000 กม.
    • 36 เดือน / 45,000 กม.
    • 48 เดือน / 60,000 กม.
    • 60 เดือน / 75,000 กม.
      *หมายเหตุ: รายละเอียดการบำรุงรักษาแต่ละปี เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ความคุ้มค่าที่เหนือกว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ใช้งานรถยนต์บ่อย หรือไม่บ่อยนัก ข้อเสนอนี้ก็ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะอีกต่อไป มั่นใจได้ว่ารถยนต์ของท่านจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดจากช่างผู้เชี่ยวชาญของปอร์เช่ ด้วยการบำรุงรักษาตามมาตรฐานของโรงงาน ซึ่งการบำรุงรักษารถยนต์แบบ 5 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความอุ่นใจในการดูแลรักษารถยนต์ระยะยาว หรือแบบ 75,000 กม. ก็เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งานรถยนต์เป็นประจำเช่นกัน

การบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน นาน 5 ปี เพราะเราเข้าใจดีว่าทุกการเดินทางมีความสำคัญ เราพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ยาวนาน 5 ปีเต็ม เพื่อให้ท่านอุ่นใจได้ตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล มั่นใจได้เลยว่าบริการช่วยเหลือฉุกเฉินครอบคลุมทุกสถานการณ์ และปลอดภัยในทุกการเดินทาง

อย่าปล่อยให้โอกาสสุดพิเศษนี้หลุดลอยไป! รีบจับจองรถปอร์เช่ พานาเมร่า (G2 II) ที่พร้อมส่งมอบ และรับข้อเสนอ “ดูแลรถยนต์ตลอดระยะเวลา 5 ปี” ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2567 เท่านั้น

วิริยะประกันภัย ร่วมใจมอบปฏิทินเก่า ผลิตสื่ออักษรเบรลล์ เพื่อผู้พิการทางการมองเห็น

0

นางสาววารุณี ซื่อสัตย์สกุลชัย ผู้จัดการแผนกกิจกรรมเพื่อสังคม ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบปฏิทินตั้งโต๊ะเก่า ภายใต้โครงการ “ปฏิทินเก่า เราขอ ส่งต่อผู้พิการทางสายตา” ให้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยมี นางชนิดาภา เพ็ชรรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปผลิตสื่อการเรียนการสอนแก่นักเรียนนักศึกษาผู้พิการทางการมองเห็น ณ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ บริษัทฯ ดำเนินกิจกรรมโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ด้วยการรวบรวมปฏิทินเก่าที่ไม่ใช้แล้วจากพนักงานวิริยะประกันภัยส่งมอบให้ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอดนำไปผลิตเป็นสื่อการเรียนการสอนอักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและสื่อการเรียนรู้ที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการช่วยลดปริมาณขยะ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับภารกิจเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ในการมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “Green Office” ซึ่งสอดรับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ว่าด้วยการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG ในการเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนองค์กรโดยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และกำกับดูแลกิจการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน