Home Blog Page 145

“บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” แต่งตั้ง มร. ธอมัส กอเรียน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจคนใหม่

0
บีเอมดับเบิลยู 1

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง มร. ธอมัส กอเรียน เป็นผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ เข้ารับตำแหน่งต่อจาก มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ซึ่งย้ายกลับไปรับตำแหน่งที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ณ กรุงมิวนิค ประเทศเยอรมนี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป

มร. กอเรียน ร่วมงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มานานกว่า 12 ปี โดยก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายภูมิภาคของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป โดยดูแลประเทศอินเดียและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ในด้านการขายและการตลาดจากตำแหน่งก่อนหน้าในฐานะผู้ชำนาญการด้านการวางแผนผลิตภัณฑ์และราคา ณ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็น การวางกลยุทธ์ด้านราคา การวางแผนการขาย และการวางแผนผลิตภัณฑ์ หลังจากนั้นจึงได้ย้ายไปรับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการบริหารคุณภาพและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย และผู้จัดการฝ่ายขายภูมิภาคตะวันออกกลาง สำหรับตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจสำหรับตลาดประเทศไทยนี้ มร. กอเรียน จะรับผิดชอบการบริหารและพัฒนาภาพรวมของการขายของบีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทย รวมถึงการวางกลยุทธ์และการบริหารจัดการเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านการขายสำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทั้งรุ่นนำเข้าและรุ่นประกอบในประเทศไทย

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เรายินดีที่ได้ต้อนรับ
มร. ธอมัส กอเรียน ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่าทศวรรษของการทำงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ มร. กอเรียน
จะช่วยสร้างความสำเร็จของเราในตลาดยนตรกรรมพรีเมียมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เรามั่นใจว่า มร. กอเรียน จะมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการบริหารและวางกลยุทธ์ขององค์กรให้ไปถึงความสำเร็จตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมผลักดันให้เกิดการเติบโตและการพัฒนาของบีเอ็มดับเบิลยู ในประเทศไทยอย่างไม่หยุดยั้ง”

“และในโอกาสนี้ เราขอแสดงความชื่นชม มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ในความทุ่มเทที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อองค์กรของเรา ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ความเสียสละและความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมของ มร. ดอนเนอซาน มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างมากของบีเอ็มดับเบิลยู นำไปสู่การได้รับยอดจดทะเบียนสูงสุดและการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศไทยเป็นเวลาสี่ปีติดต่อกัน เราภูมิใจที่ มร. ดอนเนอซาน เป็นหนึ่งในสมาชิกสำคัญของเราและร่วมขับเคลื่อนการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครและเสริมสร้างความภักดีในแบรนด์ให้แก่ลูกค้าของเรา ขอขอบคุณ มร. ดอนเนอซาน และขอให้ประสบความสำเร็จกับเส้นทางต่อไปใน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในมิวนิค” มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา กล่าวสรุป

“เอเอเอสฯ” ขนทัพยนตรกรรมปอร์เช่เยือนแดนไข่มุกอันดามันรับซัมเมอร์

0
เอเอเอส ภาพเปิด

เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส เยือนแดนไข่มุกอันดามันสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าจังหวัดภูเก็ต และในโซนภาคใต้ สัมผัสประสบการณ์แห่งการขับขี่สไตล์สปอร์ตที่สะท้อน DNA ของปอร์เช่หลากหลายรุ่น กับสุดยอดยนตรกรรม อาทิ Porsche 911 Carrera, Taycan, Panamera, Cayenne และ Macan ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 25 -28 เมษายน 2567 ณ อินเตอร์คอนติเนนตัลภูเก็ต รีสอร์ท พร้อมเสิร์ฟความเอ็กซ์คลูซีฟด้านการบริการหลังการขาย กับกิจกรรม Porsche Mobil Service Clinic ตรวจเช็คสภาพรถยนต์ปอร์เช่ ฟรี 24 รายการ ให้กับลูกค้าเอเอเอสฯ ภายใต้นโยบาย AAS Looking After You and Your Car โดยลูกค้าที่ บี-ควิก โลตัส สามกอง (ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9) ด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่ทันสมัย พร้อมทีมช่างผู้ช านาญการที่ผ่านการฝึกอบรมและรับรองมาตรฐานระดับเหรียญทองจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี

เอเอเอส 1

ภายในงานดังกล่าว ทางเอเอเอสฯ ยังได้น าทีม Porsche Pros ผู้เชี่ยวชาญจากทาง Porsche ซึ่งผ่านการอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ (Instructor) จากทางโรงงานปอร์เช่โดยตรง มาคอยดูแลให้ค าปรึกษา เทคนิคและข้อแนะน าในการขับขี่เพื่อความปลอดภัยทั้งก่อนและหลังการทดลองขับแบบเต็มสมรรถนะ

เอเอเอส 2

สำหรับลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถลงทะเบียนและนัดหมายทดลองขับ ที่ Devas’ Lounge อินเตอร์คอนติเนนตัลภูเก็ต รีสอร์ท สัมผัสบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในห้องรับรองพร้อมเครื่องดื่มและอาหารว่าง Afternoon Tea Sets ชั้นเลิศที่คัดสรรอย่างดี

เอเอเอส 3

สำหรับลูกค้าคนสำคัญกับอีกกิจกรรมไฮไลท์พิเศษที่ไม่ควรพลาด เอเอเอสฯ ร่วมกับ K-Bank จัดสัมมนาสไตล์ Tips Talk หัวข้อ “ทิศทางการลงทุน ปี2567” (พอร์ตหุ้น) โดย คุณกรกฏ กมลเนตรพสิุทธิ์ผู้ชว่ ยกรรมการผู้จัดการ (หลักทรัพยก์ สิกรไทย) เพื่อการวางแผนและผู้ที่สนใจในการลงทุน ปิดท้ายด้วยกิจกรรม ศาสตร์แห่งตัวเลขทุกแขนง โดย อาจารยค์ ฑา ชินบัญชร ซึ่งจัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ที่28เมษายน 2567 ตั้งแต่เวลา 13.00–16.30 น. ณ ห้อง Arlang Ballroom

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกชมและช๊อปสินค้า Porsche Lifestyle กับ Porsche Collection พิเศษ ที่ทางเอเอเอสฯ มอบส่วนลดพิเศษ 25% เอาใจนักสะสม และร่วมสนุกกับบูทพาร์ทเนอร์ KBank, KLeasing, Ergo, Sulwhasoo ที่มาสร้างสีสันภายในงานนี้ด้วย

สนใจเข้าร่วมกิจกรรมลงทะเบียนได้ที่:
Exclusive Test Drive: Join the AAS Porsche Ride in Phuket
https://bit.ly/3Q9kFl3
Investment Tips Talk and Personalised Mutelu: Join the AAS Porsche Ride in Phuket
https://bit.ly/4aE378Ohttps://bit.ly/4aE378O

“นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี” ผงาดคว้าแชมป์ไทยลีก 2

0
มาสด้า ภาพเปิด

หลังจากมาสด้าประกาศหนุนสวาทแคทต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อลงสู้ศึกไทยลีก 2 ตลอดฤดูกาลนี้ เพราะมาสด้ายังคงเชื่อมั่นในสปิริตความเป็นนักสู้ของทีม ส่งผลให้แมตช์ก่อนสุดท้ายที่เดิมพันด้วยตำแหน่งแชมป์ เจ้าแมวพิฆาตก็ไม่ทำให้แฟนบอลชาวโคราชผิดหวัง ด้วยการเปิดบ้านเอาชนะทีมหนองบัว พิชญ คู่แข่งสำคัญที่กำลังเบียดกันลุ้นแชมป์ไปสุดมัน 3-0 ผงาดคว้าแชมป์ ครองความยิ่งใหญ่ท่ามกลางแฟนบอลเข้าชมเต็มสนามกว่า 25,000 คน ที่เดินทางมาให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม พร้อมกลับขึ้นสู่ไทยลีกอีกครั้งในฤดูกาลหน้า

มาสด้า 1

มาสด้าส่งเสริมและสนับสนุนกีฬาฟุตบอลของประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนทีมสวาทแคทมาตั้งแต่สมัยที่ยังเล่นอยู่ในไทยลีก 2 จนทีมสามารถก้าวขึ้นสู่ไทยลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดของประเทศในฐานะแชมป์ รวมระยะเวลากว่า 11 ปี และโลดแล่นอยู่ในไทยลีกนานถึง 9 ปี แต่เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาทีมสวาทแคทหล่นลงมาเล่นในไทยลีก 2 แต่ทั้งนี้ทางผู้บริหารสโมสรฯ ประกาศชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับบรรดาแฟนๆ แมวพิฆาตว่าปีนี้จะต้องกลับขึ้นสู่ไทยลีกให้ได้อีกครั้ง และก็ทำได้สำเร็จพร้อมสร้างความสุขให้กับแฟนบอลด้วยการคว้าแชมป์ไทยลีก 2 มาได้อย่างสวยสดงดงาม โดยไม่แพ้ทีมใดในบ้านถึง 17 นัด และเสียประตูน้อยกว่าทุกทีมตลอดฤดูกาล ซึ่งแมตช์สุดท้ายจะออกไปเยือนทีมจันทบุรีในวันเสาร์ที่ 27 เมษายนนี้

มาสด้า 2

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แมตช์นี้นับเป็นนัดสำคัญยิ่งต่อการตัดสินแชมป์ประจำฤดูกาล มีแฟนบอลหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศเข้าชมการแข่งขันในแมตช์นี้มากสุดถึง 24,556 คน ซึ่งทีมสวาทแคทยังคงครองสถิติอันดับหนึ่งที่มีผู้เข้าชมเกมมากที่สุด วันนี้ทุกคนในทีมต่างร่วมแรงร่วมใจกันลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ด้วยพลังศรัทธาและเชื่อมั่นในสปิริตความเป็นนักสู้ของทุกคนในทีม ซึ่งเป็น ดีเอ็นเอเฉกเช่นเดียวกับชาวมาสด้า เราไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคและเชื่อมั่นในสปิริตความเป็นนักสู้ พร้อมฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มากว่า 100 ปี และอยู่เคียงข้างคนไทยมาถึง 73 ปี และเราจะยังคงอยู่เคียงข้างสังคมไทยตลอดไป มาสด้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนวงการฟุตบอลไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ฟุตบอลเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีของผู้คน ไม่ใช่เฉพาะกับชาวโคราชเท่านั้น แต่รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ”

มาสด้า 3

สำหรับการแข่งขันแมตช์สำคัญในครั้งนี้ มีบุคคลสำคัญๆ ที่เดินทางมาให้กำลังใจนักเตะของทีมอย่างคับคั่ง ประกอบไปด้วย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาสโมสรฯ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานบริหารสโมสร คณะผู้บริหารของสโมสรฯ พร้อมด้วยผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ รวมถึงเหล่าบรรดานักเตะแมวพิฆาต ทีมสตาฟโค้ช ฝ่ายเทคนิค และนักฟุตบอลเยาวชนจากอะคาเดมี่ ร่วมชมและเชียร์แมตช์นี้จนล้นสนาม

มาสด้า 6

ตลอดเกมการแข่งขันทั้งสองทีมสู้กันสุดเร้าใจท่ามกลางกองเชียร์กว่า 25,000 คน หลังจบเกมการแข่งขันทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เป็นฝ่ายเอาชนะทีมหนองบัว พิชญ เอฟซี ไปได้ 3-0 คว้าแชมป์ไทยลีก 2 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีพิธีมอบถ้วยฉลองแชมป์สุดอลังการ และได้รับเกียรติอย่างสูงจาก มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่เดินทางมาร่วมชมการแข่งขันและมอบถ้วยเกียรติยศในครั้งนี้

 

“อีซูซุ” ท้าประลองความเร็วในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “ISUZU ONE MAKE RACE 2024”

0
ISUZU ONE MAKE RACE 2024 Pic Open

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ ฟาอีส ยูไนเต็ด มอเตอร์สปอร์ต ผู้จัดการแข่งขัน บริษัท ต.สยาม คอมเมอร์เชียล จำกัด ผู้จำหน่ายยางรถยนต์ TOYO TIRE บริษัท อีซียู ช็อป 1 จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกล่องเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ บริษัท พีเคออโต้โมทีฟ จำกัด ผู้จำหน่ายคลัตช์ BRC และบริษัท ไพโอเนียร์ เอ็นจิเนียริ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดทัพ “อีซูซุ ดีแมคซ์ 3.0 L เหนือลิมิต…พิชิตโลก” รวม 20 คัน ร่วมประชันความเร็วในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “ISUZU ONE MAKE RACE 2024” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ชิงรางวัลถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พร้อมเงินรางวัลรวม 200,000 บาท” ประเดิมสนามแรก วันที่ 26 – 28 เมษายน 2567 ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

ISUZU ONE MAKE RACE 2024 2

 

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในรายการ ISUZU ONE MAKE RACE ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ซึ่งการแข่งขันในทุกปีที่ผ่านมานั้นได้รับผลตอบรับที่ดีทั้งจากนักแข่งที่เข้าร่วมการแข่งขัน และผู้ชมที่ติดตามการแข่งขันเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี ซึ่งในปีนี้จะมีการแข่งขันแยกเป็น 2 รุ่น 2 เรซ คือ ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 UNLIMIT และ ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 PRODUCTION GROUP “N” 2024 รุ่นใหม่ เป็นไฮไลท์สำคัญในปีนี้ เพราะด้วยการสร้างรถแบบ GROUP “N” ตามกติกาสากลโดยใช้เครื่องยนต์มาตรฐานมาจากโรงงาน ปรับปรุงเพิ่มเติมความสวยงามด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าล่างรูปแบบใหม่ เปลี่ยนฝากระโปรงแบบ VACUUM รูปทรงใหม่สร้างแอโรไดนามิคส์ จัดระเบียบเส้นทางของอากาศพลศาสตร์เป็นอย่างดี ปรับปรุงช่วงล่างให้มีประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะ โช้ค สปริง แหนบ ใส่ระบบเบรกแบบ 8 POT ต่อยอดจากการทำรถแข่งรุ่นก่อนๆ และพัฒนาฝีมือนักขับให้ดีขึ้น ซึ่งได้ตอกย้ำภาพลักษณ์รถปิกอัพ “อีซูซุ ดีแมคซ์” ในฐานะรถแข่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะอันเหนือชั้นทั้งในด้านความแรง และการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ตลอดจนมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นเลิศจนได้รับการยอมรับจากนักแข่งชั้นนำในวงการมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทยที่สนใจเข้าร่วมทำการแข่งขันในรายการนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้กลุ่มตรีเพชรขอขอบคุณคณะผู้จัดการแข่งขัน และนักแข่งรายการ “ISUZU ONE MAKE RACE 2024” ทุกท่าน ที่เลือกใช้รถ “อีซูซุ ดีแมคซ์” ให้เป็นรถแข่งคู่ใจในการแข่งขัน สำหรับการแข่งขันในปีนี้ได้รับเกียรติจาก โดม Black Vanilla-คุณราชนันทร์ คุณาริยานุกูล นักดนตรีที่ผันตัวเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ต เข้าร่วมการแข่งขันในรุ่น ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 PRODUCTION GROUP “N” นอกจากนี้ขอแสดงความยินดีกับ คุณฐณะวัฒน์ ตั้งจิตรมณีศักดา จากการคว้าแชมป์ ในรุ่น 1.9 และคุณธนพล ชูเจริญผล แชมป์ในรุ่น 3.0 ได้รับรางวัลถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท จากการแข่งขัน Isuzu One Make Race 2023 ด้วย”

ISUZU ONE MAKE RACE 2024 6

 

ร่วมเชียร์นักแข่งในรายการ “ISUZU ONE MAKE RACE 2024” เพื่อชิงรางวัลถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่า 200,000 บาท เริ่มการแข่งขันสนามแรกในวันที่ 26 – 28 เมษายน 2567 ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี และจะทำการแข่งขันแบบออนทัวร์เพื่อเก็บคะแนนในแต่ละสนาม และจัดลำดับผู้เข้าแข่งขันในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งหนึ่ง เพื่อค้นหาที่สุดเจ้าแห่งความเร็วในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแห่งปี 2024

ISUZU ONE MAKE RACE 2024 5

สำหรับกำหนดการแข่งขันทั้ง 6 สนาม ดังนี้
•สนามที่ 1 วันที่ 26 – 28 เมษายน 2567 สนามพีระเซอร์กิตพัทยา ชลบุรี
•สนามที่ 2 วันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2567 สนามพีระเซอร์กิตพัทยา ชลบุรี
•สนามที่ 3 วันที่ 9 – 11 สิงหาคม 2567 สนามแก่งกระจานเซอร์กิต เพชรบุรี
•สนามที่ 4 วันที่ 4 – 6 ตุลาคม 2567 สนามพีระเซอร์กิตพัทยา ชลบุรี
•สนามที่ 5 วันที่ 1 – 3 พฤศจิกายน 2567 สนามพีระเซอร์กิตพัทยา ชลบุรี
•สนามที่ 6 วัน ที่ 6 – 8 ธันวาคม 2567 สนามพีระเซอร์กิตพัทยา ชลบุรี

ISUZU ONE MAKE RACE 2024 3

ติดตามข้อมูลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “ISUZU ONE MAKE RACE 2024” ได้ที่ www.isuzu-tis.com และ www.facebook.com/allnewisuzudmax

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” แต่งตั้งผู้บริหารใหม่ พร้อมเดินหน้าเสริมทัพ สร้างความเติบโตต่อเนื่อง

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศแต่งตั้ง นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ ขึ้นดำรงตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย ดูแลรับผิดชอบด้านการขายและบริการหลังการขาย รวมถึงสายงานการตลาด สายงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการ พร้อมเสริมทัพด้วยสองผู้บริหารชาวญี่ปุ่นที่จะร่วมสนับสนุนการทำงาน ได้แก่ มร. ทะอิจิ นาคาจิมะ ในตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานขายและการตลาด และ นางสาว ริสึโคะ คาเนะโคะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการ โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567

มิตซูบิชิ 1

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ ได้สั่งสมประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน จนเป็นที่ยอมรับในความมุ่งมั่นทุ่มเท ความเฉียบคมทางธุรกิจ รวมถึงทักษะความเป็นผู้นำที่ดี โดยก่อนหน้านี้ ได้ดำรงตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานขาย บริการหลังการขาย และการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย นับตั้งแต่ปี 2564 และในปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย เพื่อดูแลรับผิดชอบในการยกระดับและสร้างความแข็งแกร่งด้านการขายและบริการหลังการขาย รวมถึงสายงานการตลาด สายงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างต่อเนื่อง และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า

มิตซูบิชิ 2

ขณะที่ มร. ทะอิจิ นาคาจิมะ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานขายและการตลาด เพื่อดูแลรับผิดชอบในด้านการปฏิบัติการขาย ฝ่ายบริหารการขาย ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ และฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรม ซึ่งครอบคลุมสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และศูนย์ฝึกอบรมของภูมิภาคอาเซียน โดย มร. นาคาจิมะ ได้เริ่มต้นทำงานกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในปี 2541 ทางด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ในภูมิภาคยุโรป ก่อนที่จะได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบในหลากหลายตลาดต่างประเทศ ได้แก่ รัสเซีย ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ ด้วยความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนากลยุทธ์การขาย และการดำเนินการด้านการตลาด

มิตซูบิชิ 4

ด้วยความเชี่ยวชาญในงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการ นางสาว ริสึโคะ คาเนะโคะ เริ่มต้นทำงานกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ตั้งแต่ปี 2540 และได้สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านการปรับปรุงพัฒนาการขายในประเทศญี่ปุ่น งานวางแผนการตลาดระหว่างประเทศ และ งานบริหารการสื่อสารกับลูกค้า โดยในปัจจุบัน ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการ เพื่อดูแลรับผิดชอบฝ่ายสื่อสารการตลาด ฝ่ายกลยุทธ์ดิจิทัล ฝ่ายบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รวมถึงฝ่ายบริการหลังการขาย ฝ่ายอะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่ง และฝ่ายบริการข้อมูลเทคนิค

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะตลาดที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ การเสริมทัพผู้บริหารในครั้งนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทฯ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทย รวมถึงระดับภูมิภาคและระดับโลก ทั้งนี้ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นหัวใจสำคัญด้านยุทธศาสตร์ทั้งในเชิงธุรกิจและศูนย์กลางการผลิตของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ที่ผ่านมาจึงได้มีการขับเคลื่อนแผนการเติบโตผ่านการลงทุนสำคัญๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การลงทุนในสายการผลิตใหม่สำหรับออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ที่ประกอบด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะมากกว่า 250 ตัว และการผลิตเครื่องยนต์ใหม่ “ไฮเปอร์พาวเวอร์” ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรถ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ในปี 2566 และ การลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อเปิดตัวโรงงานพ่นสีแห่งใหม่ที่แหลมฉบัง ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในปี 2565

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนการลงทุน ด้วยงบกว่า 500 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสายการผลิตที่โรงงานประกอบรถยนต์ ณ แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า xEV โดยเริ่มจาก เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ไปพร้อมกับรถยนต์อีโคคาร์ที่ผลิตอยู่เดิม

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถยนต์ที่พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้า และเติมเต็มความสนุกเร้าใจในการการขับขี่ เพื่อปลุกจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ภายใต้ดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) ด้วยปณิธานที่จะสร้างความเติบโตและพัฒนาไปพร้อมกับสังคมไทยและลูกค้าคนพิเศษ

“บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย” ครองแชมป์ผู้นำตลาดกลุ่มรถยนต์พรีเมียมต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปี 2567 ด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

0
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ภาพเปิด

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประกาศความสำเร็จต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย ด้วยการครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์พรีเมียมของประเทศไทยในไตรมาสแรกของปี 2567 จากความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่หลากหลาย บริการที่เหนือระดับ และประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่ความสำเร็จด้านการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมา มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยู (BEV) เพิ่มขึ้นถึง 108% จาก 6 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู iX2 บีเอ็มดับเบิลยู iX3 บีเอ็มดับเบิลยู iX บีเอ็มดับเบิลยู i4 บีเอ็มดับเบิลยู i5 และ บีเอ็มดับเบิลยู i7 รวม 487 คัน นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นถึง 74% ด้วยจำนวนจดทะเบียนอยู่ที่ 548 คัน ผลสำเร็จครั้งนี้สอดคล้องกับการประกาศของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการสร้างหมุดหมายครั้งสำคัญด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าสะสมถึง 1 ล้านคันทั่วโลก เพิ่มขึ้นถึง 40.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการผันผวนของตลาดและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค เรายังคงยึดมั่นในการนำเสนอความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมหลากหลาย บริการ และประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม พร้อมมุ่งไปสู่การสร้างสรรค์อนาคตอันยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ของเรา และที่สำคัญ ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยนำไปสู่ความสำเร็จของเราในฐานะผู้นำตลาดยานยนต์พรีเมียมได้อย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมาจนถึงไตรมาสแรกของปี 2567 นี้ การส่งมอบผลิตภัณฑ์ บริการและประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงให้กับลูกค้าของเรา ถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเหนือกว่าการเปลี่ยนแปลงของราคารถยนต์ในตลาด”

“นอกจากนี้ ยอดจดทะเบียนในกลุ่มรถยนต์ระดับผู้บริหารทั้งประเภทซีดานและรถยนต์อเนกประสงค์ของบีเอ็มดับเบิลยู ก็มีอัตราเติบโตขึ้นถึง 8.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบีเอ็มดับเบิลยู iX และบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของเราในไตรมาสแรกเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าของเราก็ยังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมียอดการเติบโตที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นถึง 108.1% จากรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูหลากหลายรุ่น แม้ว่ายอดจดทะเบียนโดยรวมของตลาดยานยนต์ในไทยจะยังต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเซกเมนต์พรีเมียมที่มียอดจดทะเบียนโดยรวมลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ก็ยังคงรักษาผลงานที่แข็งแกร่งของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูไว้ได้ด้วยยอดจดทะเบียน 3,561 คัน และมินิ 407 คัน ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกระบบขับเคลื่อนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทย ผสมผสานการมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ควบคู่กับการพัฒนายานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เรายังคงเป็นผู้นำในตลาดและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม” มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา กล่าว

ในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้ส่งมอบยานยนต์ให้กับลูกค้าจำนวน 594,671 คัน ในไตรมาสแรกของปี 2567 เติบโตขึ้น 1.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สำหรับแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มียอดจำหน่ายรวมที่ 531,039 คัน เพิ่มขึ้นถึง 2.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อนหน้า ขณะที่มินิ มียอดขายทั่วโลกที่ 62,107 คัน และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ก็สร้างความสำเร็จด้วยยอดขายเดือนมีนาคมที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้มียอดส่งมอบมอเตอร์ไซค์และสกูตเตอร์ในไตรมาสแรกรวมอยู่ที่ 46,434 คัน
นอกจากนี้ กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูรายงานผลการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยจำนวนรถยนต์ที่ส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วโลก 78,691 คัน เพิ่มขึ้น 40.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีบีเอ็มดับเบิลยู i4 บีเอ็มดับเบิลยู iX3 บีเอ็มดับเบิลยู iX1 บีเอ็มดับเบิลยู iX และบีเอ็มดับเบิลยู i7 เป็นรุ่นที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด นอกจากการเติบโตของกลุ่ม BEV ที่สำคัญแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังมียอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 21.6% เมื่อเทียบปีต่อปี สำหรับกลุ่มพรีเมียมไฮเอนด์ในช่วงไตรมาสแรก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งก้าวไปสู่อนาคตที่แข็งแกร่งและมีความยั่งยืนต่อไปในปี พ.ศ. 2567

ทั้งนี้ ยอดจดทะเบียนอันดับหนึ่งในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมของไทยเป็นปีที่ 4 ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพ นวัตกรรมการออกแบบ และการให้บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งกว่าใครของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย รวมทั้งตอกย้ำเป้าหมายในระยะยาวของบริษัทในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยการเป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งมอบสุนทรียะแห่งการขับขี่ เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ลูกค้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

“ฮอนด้า” แจกจริง! รถยนต์และรถจักรยานยนต์ 30 รางวัล มูลค่ารวม 13 ล้านบาท  ให้ผู้โชคดีแคมเปญ “Honda Double Happy, Double Lucky ซื้อรถฮอนด้าวันนี้ แฮปปี้คูณสอง”

0
Honda Pic Open

เพื่อเป็นการขอบคุณในความเชื่อมั่นและไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ฮอนด้า บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายฮิเดโอะ คาวาซากะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ พร้อมด้วย คุณอารีย์ สุชนลิมะกุล ผู้จัดการทั่วไปส่วนการขายและส่วนบริการหลังการขาย ส่งมอบรางวัลใหญ่รถยนต์ฮอนด้าในไลน์อัปเอสยูวี 4 รุ่น นำโดย รถยนต์ฮอนด้ารุ่น ซีอาร์-วี เกรด e:HEV RS 4WD สีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก) จำนวน 1 คัน รถยนต์ฮอนด้ารุ่น ซีอาร์-วี  เกรด EL 4WD สีขาวแพลทินัม (มุก) จำนวน 1 คัน  รถยนต์ฮอนด้ารุ่น เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี เกรด e:HEV RS สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) หลังคาสีดำ (ทูโทน) จำนวน 2 คัน รถยนต์ฮอนด้ารุ่น บีอาร์-วี เกรด EL สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) จำนวน 3 คัน รถยนต์ฮอนด้ารุ่น ดับเบิลยูอาร์-วี  เกรด RS  สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) หลังคาสีดำ (ทูโทน) จำนวน 3 คัน พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ฮอนด้า จีออโน่ พลัส (GIORNO+) รุ่น ABS จำนวน 20 คัน รวมทั้งสิ้น 30 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท ให้ลูกค้าผู้โชคดีจากแคมเปญ Honda Double Happy, Double Lucky ซื้อรถฮอนด้าวันนี้ แฮปปี้คูณสอง” ที่ซื้อและรับรถยนต์ฮอนด้าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 31 มกราคม 2567

Honda 2

ทั้งนี้ ลูกค้าฮอนด้าผู้โชคดี ยังได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ และความประทับใจที่มีต่อแบรนด์ฮอนด้า อาทิ

Honda 1

คุณชลิต แสงประสิทธิ์ ลูกค้าที่ซื้อ ฮอนด้า ซีอาร์-วี และได้รับรางวัล รถยนต์ฮอนด้ารุ่น ซีอาร์-วี เกรด e:HEV RS 4WD สีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก) กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจมาก ๆ ไม่น่าเชื่อว่าตนเองจะมีโอกาสได้รางวัลใหญ่  ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของตนที่ซื้อรถยนต์ฮอนด้า จากคำแนะนำของเพื่อน ๆ ที่ใช้รถยนต์ฮอนด้า ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าใช้ดี จากที่ตนได้ซื้อและใช้งาน ฮอนด้า ซีอาร์-วี อี:เอชอีวี  รู้สึกประทับใจในสมรรถนะการขับขี่ที่ดี นุ่มสบาย ขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย อีกทั้งเหมาะกับการใช้งานในครอบครัว”

Honda 3

คุณปรีชาณรงค์ สว่างโยธิน ลูกค้าที่ซื้อ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี  และได้รับรางวัล รถยนต์ฮอนด้ารุ่น เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี เกรด e:HEV RS สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) หลังคาสีดำ (ทูโทน) เผยว่า การที่ได้เป็นผู้โชคดีในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด เพราะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมซื้อรถยนต์ฮอนด้า จากความชอบส่วนตัวที่มีต่อรถยนต์ฮอนด้าและข้อมูลจากคนรอบข้าง  ผมจึงตัดสินใจซื้อ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี  โดยประทับใจดีไซน์ที่สวยงาม การขับขี่ที่นุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน พร้อมด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันและบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม”

Honda 4

คุณชมนุช วรกุลพิสุทธิ์ ลูกค้าที่ซื้อ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ และได้รับรางวัล รถจักรยานยนต์ฮอนด้า
จีออโน่ พลัส (
GIORNO+) รุ่น ABS กล่าวว่า “เป็นลูกค้าฮอนด้าที่ใช้รถยนต์ฮอนด้ามาโดยตลอด รู้สึกดีใจที่ได้เป็นหนึ่งในผู้โชคดี และขอบคุณทางฮอนด้าที่จัดแคมเปญแบบนี้ตอบแทนลูกค้า หลังจากที่ได้ซื้อ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ก็ประทับใจทั้งดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ ความประหยัดน้ำมัน และระบบความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม อีกทั้งยังรู้สึกประทับใจในรถยนต์ฮอนด้าที่ไม่มีปัญหาในการใช้งาน รวมไปถึงศูนย์บริการก็ดูแลลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเป็นอย่างดี

สำหรับรายชื่อลูกค้าฮอนด้าผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลใหญ่จากการจับฉลากครั้งสุดท้ายในแคมเปญ Honda Double Happy, Double Lucky ซื้อรถฮอนด้าวันนี้ แฮปปี้คูณสอง” ทั้ง รถยนต์ฮอนด้าในไลน์อัปเอสยูวี 4 รุ่น จำนวน 10 คัน และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า จีออโน่ พลัส (GIORNO+) รุ่น ABS จำนวน 20 คัน รวม 30 รางวัล ได้แก่

  • รางวัลรถยนต์ฮอนด้ารุ่น ซีอาร์-วี เกรด e:HEV RS 4WD สีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก) มูลค่ารางวัลละ 1,729,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ คุณชลิต แสงประสิทธิ์
  • รางวัลรถยนต์ฮอนด้ารุ่น ซีอาร์-วี เกรด EL 4WD สีขาวแพลทินัม (มุก) มูลค่ารางวัลละ 1,661,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ คุณมานิตา ปัญญา
  • รางวัลรถยนต์ฮอนด้ารุ่น เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี เกรด e:HEV RS สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) หลังคาสีดำ (ทูโทน) มูลค่ารางวัลละ 1,189,000 บาท จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ คุณธนชพร เหล่าไพโรจน์จารี และคุณปรีชาณรงค์ สว่างโยธิน
  • รางวัลรถยนต์ฮอนด้ารุ่น บีอาร์-วี เกรด EL  สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) มูลค่ารางวัลละ 977,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ คุณสถาพร แก้วประยูร  คุณวันทนีย์ ดิลกรัตน์สุชาติ และบริษัท บูม แอนด์ บูม เซอร์วิส จำกัด
  • รางวัลรถยนต์ฮอนด้ารุ่น ดับเบิลยูอาร์-วี เกรด RS  สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) หลังคาสีดำ (ทูโทน) มูลค่ารางวัลละ 879,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ คุณนภินทร สุรินทร์  คุณธีรศักดิ์ ดวงสาธิต และคุณลลิตา เรืองแข
  • รางวัลรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่น จีออโน่ พลัส (GIORNO+) รุ่น ABS มูลค่ารางวัลละ 66,900 บาท จำนวน 20 รางวัล (ติดตามรายชื่อได้ทาง https://www.honda.co.th/promotions/detail/hondadoublehappy
    doublelucky
    )

Honda 6

สามารถเช็กรายชื่อลูกค้าผู้โชคดีทั้ง 30 ท่าน ในแคมเปญ “Honda Double Happy, Double Lucky ซื้อรถฮอนด้าวันนี้ แฮปปี้คูณสอง” ได้ทาง https://www.honda.co.th/promotions/detail/hondadoublehappydoublelucky และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 โดยสามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรมทดลองขับที่โชว์รูมฮอนด้าผ่าน  www.honda.co.th/testdrive ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 30 เมษายน 2567 จะได้รับฟรี Happy Puffy Bag มูลค่า 250 บาท*

 

 

“มาสด้า e-Skyactiv R-EV” เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ไปได้ไกลกว่า ขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนเพื่อผู้คน สังคม และโลกของเรา

0
มาสดา

มาสด้า ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะทุกก้าวย่างเกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจจริงเพื่อมวลมนุษยชาติ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน นี่คือบทพิสูจน์ที่ท้าทายเพื่อแก้ปัญหาด้านส่งแวดล้อมในฐานะผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น หนึ่งในวิธีที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด คือการพัฒนานวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผ่านระบบส่งกำลังของเครื่องยนต์ทุกประเภท ตั้งแต่เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) รถไฟฟ้าไฮบริด (HEV) ไปจนถึงรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (EV) วิวัตนาการเหล่านี้คือหนึ่งในวิถีทางไปสู่ Well-to-wheel ที่มาสด้าให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นกำเนิด ขบวนการขุดเจาะ การสกัดวัสดุที่จำเป็นในการผลิต ไปจนถึงสิ้นสุดอายุการใช้งานของยานพาหนะผ่านกระบวนการรีไซเคิล เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งในแต่ละภูมิภาคก็จะถูกปรับให้มีความเหมาะสมและแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากไม่มีวิธีใดวิธีเดียวที่เหมาะสมกับทุกภูมิภาค มาสด้าจึงได้คิดค้นทุกวิถีทางในการแก้ปัญหา ตามแนวทาง Multi-Solution นั่นคือการแสวงหานวัตกรรมที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย จนบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

มาสดา 1

หนึ่งในกลยุทธ์ของมาสด้าที่เดินหน้าตามแนวทาง Multi-Solution คือการพัฒนาเครื่องยนต์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) ด้วยการนำข้อดีของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาผสานกับพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้ได้ระยะทางขับขี่ที่ไกลขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น จึงเกิดเป็นเทคโนโลยี  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่ดีที่สุด โดยพัฒนาต่อยอดจากรถไฟฟ้า 100% ซึ่งมาสด้านำเอาเครื่องยนต์โรตารี่อันเลื่องชื่อมาใช้เป็นตัวปั่นกระแสไฟ เปลี่ยนเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยให้การขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าได้ระยะทางไกลมากขึ้น ตอบโจทย์ยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเชื้อจากฟอสซิลไปสู่พลังงานไฟฟ้า เพิ่มทางเลือกให้เกิดความหลากหลายมากขึ้นในการเลือกรถยนต์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตน และความเหมาะสมตามความพร้อมของแต่ละภูมิประเทศ

หัวใจหลักสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยี e-Skyactiv R-EV คือ เครื่องยนต์โรตารี่ เป็นตัวปั่นกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เครื่องยนต์มีขนาดเพียง 830 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า ลูกสูบหมุน 1 โรเตอร์ ทำจากอลูมิเนียม น้ำหนักเบาเพียง 15 กิโลกรัม เล็กกว่าเครื่องยนต์แบบลูกสูบที่ให้กำลังใกล้เคียงกัน และแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนขนาด17.8 กิโลวัตต์ วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 85 กิโลเมตร โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อได้รับการปั่นพลังงานไฟฟ้ากลับเข้ามาจากเครื่องยนต์โรตารี่ จะทำให้เพิ่มระยะทางในการวิ่งได้ไกลถึง 600 กิโลเมตร จากการทำงานของเครื่องยนต์โรตารี่ที่ใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน มาผสานกับการทำงานของระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขยายระยะทางในการขับขี่ กลายเป็นเทคโนโลยี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ได้จากเครื่องยนต์โรตารี่ อันเกิดจาก “จิตวิญญาณแห่งความท้าทาย” หรือ “Challenger Spirit” อันมีเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า

มาสดา 3

เทคโนโลยี e-Skyactiv R-EV ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่เป็นตัวปั่นไฟนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดจากความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ตามแนวทาง Multi-Solution เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีที่มาพร้อมทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้คนในแต่ละสังคม อีกหนึ่งโมเดลของมาสด้าที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ในการปั่นกระแสไฟ คือรถต้นแบบที่มาสด้านำมาเผยโฉมเป็นครั้งแรกในงาน Japan Mobility Show 2023 Mazda Iconic SP สปอร์ตคอมแพ็คคาร์คอนเซ็ปต์ ที่ได้รับการออกแบบเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยใหม่และตอบโจทย์ลูกค้าที่ “รักในรถยนต์” และ “ปรารถนาที่จะครอบครองรถยนต์ที่สามารถถ่ายทอดความสุขในการขับขี่” โดยคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์โรตารี แบบ 2 โรเตอร์ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า (Two-rotor Rotary EV System) อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะมาสด้าที่ยังคงมีขนาดกะทัดรัด จึงทำให้มีความยืดหยุ่นสูงในเรื่องการจัดวางพื้นที่ของห้องเครื่องยนต์ ซึ่งช่วยให้รถต้นแบบคันนี้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำและให้สมรรถนะในการขับขี่ดีขึ้น โดยแบตเตอร์รี่จะถูกชาร์จด้วยพลังงานแบบย้อนกลับและจากเครื่องยนต์โรตารีแบบ 2 โรเตอร์ ที่ใช้ในการผลิตพลังงาน ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์

 

อีกหนึ่งคอนเซ็ปต์คาร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับชาวมาสด้าอย่างน่าภาคภูมิใจ ด้วยการคว้ารางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมประจำปีจากประเทศอิตาลี คือ RX-VISION SKYACTIV-R คือเครื่องยนต์โรตารีเจนเนอเรชั่นใหม่ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของมาสด้า เครื่องยนต์สามเหลี่ยมลูกสูบหมุน แบบ 2 โรเตอร์ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า (Two-rotor Rotary EV System) โดยเครื่องยนต์โรตารี่จะทำหน้าที่เป็นตัวปั่นกระแสไฟและส่งพลังงานกลับคืนสู่แบตเตอรี่เช่นเดียวกับ e-Skyactiv R-EV ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลพิษของคาร์บอนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเครื่องยนต์โรตารี่ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้สามารถใช้พลังงานเชื้อเพลิงได้หลากหลายประเภท รวมถึงพลังงานไฮโดรเจน พลังงานสะอาดทางเลือกแห่งอนาคต

มาสดา 4

การนำเทคโนโลยี e-Skyactiv R-EV มาใช้ในเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดนี้ เป็นการปลุกฟื้นคืนชีพตำนานเครื่องยนต์โรตารี่ ต้นกำเนิดรถสปอร์ตมาสด้าหลากหลายรุ่นในอดีต ที่ถูกถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นดีเอ็นเอของมาสด้าที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค หรือ Challenger Spirit ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ มาสด้าจะยังคงเฟ้นหาวิธีการต่างๆ ต่อไป ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่หลากหลาย ตามแนวทาง Multi-Solution เพื่อผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป เพื่อโลกของเราให้ยังคงความสวยงาม เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้คน และเพื่อสร้างสรรสังคมของเราให้น่าอยู่ตราบนานเท่านานสู่ลูกหลานของเราตลอดไป

 

คาราวานสื่อจีน เยี่ยมชม “เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย)” ชูต้นแบบการดำเนินธุรกิจและผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ในระดับโลก

0
เกรท วอลล์ มอเตอร์ 1

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ต้อนรับสื่อมวลชนจากประเทศจีนจำนวนมากกว่า 20 สำนักข่าวที่มาเยือนประเทศไทยเพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจในฐานะที่เป็นต้นแบบของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั่วโลก ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์การขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า การมีฐานการผลิตที่ทันสมัยที่จังหวัดระยอง (GWM Smart Factory) การใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ (New Retails Business) รวมถึงการนำธุรกิจเกี่ยวเนื่องเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศสังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนภายใต้กลยุทธ์ Ecological Go-Abroad

 

สำหรับการมาเยี่ยมชมของสื่อมวลชนประเทศจีนในครั้งนี้ เริ่มต้นที่ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและเรียนรู้ความแตกต่างในการจัดงานมอเตอร์โชว์ในประเทศไทย ซึ่งในครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งก่อนเพราะได้มีการเปิดตัว รถกระบะพลังงานไฮบริดคันแรกในประเทศไทย GWM POER SAHAR HEV พร้อมให้สื่อมวลชนได้พูดคุยถึงการดำเนินธุรกิจกับทางผู้บริหาร ในวันถัดมา คณะสื่อมวลชนมุ่งหน้าจังหวัดระยองสู่โรงงานเกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ที่เป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) เต็มรูปแบบแห่งแรกในอาเซียน ซึ่งในปัจจุบันมีการผลิตและประกอบรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศไทยแล้วถึง 10 รุ่น ภายใต้แบรนด์ HAVAL GWM TANK และ ORA ทั้งไฮบริด ปลั๊กอิน-ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า 100% รวมถึง GWM POER SAHAR HEV ที่จะทำการเปิดตัวในเดือนพฤษภาคมนี้อีกด้วย ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัย ระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน สื่อมวลชนได้มีโอกาสเยี่ยมชมสายพานการผลิตตั้งแต่กระบวนการผลิต การประกอบชิ้นส่วนรถ จนถึงกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของรถยนต์ภายในโรงงาน ปิดท้ายทริปด้วยการเข้าเยี่ยมชมโชว์รูม GWM ไอคอนิก รามอินทรา ศูนย์บริการครบวงจร เพื่อศึกษาขั้นตอนการบริการลูกค้าตั้งแต่แรกเริ่มประสบการณ์จนถึงบริการหลังการขาย รวมถึงการนำเทคโนโลยีอันทันสมัย เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการและการดูแลลูกค้า ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัทฯ ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างรอบด้าน ตอกย้ำความเป็นหนึ่งในผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยและความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจในระดับสากลของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

เกรท วอลล์ มอเตอร์  2

ประเทศไทย ถือเป็นประเทศยุทธศาสตร์ในการขยายการดำเนินธุรกิจสู่ตลาดโลก เพื่อยกระดับแบรนด์สู่การเป็นบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกหรือ Global Intelligent Technology Company อย่างแท้จริง และถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์เข้ามาดำเนินงาน และตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางในการบุกตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยได้ตั้งเป้าลงทุนในประเทศไทยด้วยเม็ดเงินทั้งสิ้น 22.6 พันล้านบาท และได้ลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 12.5 พันล้านบาท บริษัทฯ ได้วางรากฐานในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่งในทุกด้าน และมุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยลงทุนตั้งโรงงานอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบที่จังหวัดระยอง ซึ่งถือเป็นโรงงานผลิตขนาดใหญ่แห่งที่สองนอกประเทศจีน

เกรท วอลล์ มอเตอร์  4

โดยในปัจจุบันได้สร้างงานสร้างรายได้ให้กับบุคลากรทั้งสิ้น 1,015 คน นอกจากนี้ ยังสร้างระบบนิเวศด้านยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้นำพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาลงทุนและดำเนินการในประเทศไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น SVOLT, HYCET, Exquisite, MIND และ NOBO ที่เป็นพาร์ทเนอร์ด้านแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ สายไฟ และชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ต่าง ๆ ภายใต้กลยุทธ์ Ecological Go Abroad ซึ่งถือเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวและเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

เกรท วอลล์ มอเตอร์  6

ในด้านการดำเนินธุรกิจ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้นำเอารูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ (New Retail Business) เข้ามาใช้ ซึ่งถือเป็นการเข้ามาปฏิวัติรูปแบบการดำเนินงานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยภายใต้ระบบราคาเดียว หรือ One Price Policy ถือเป็นประเทศแรกในโลกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มีการใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบนี้ โดยมีการเชื่อมต่อประสบการณ์ลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ หรือ O2O (Online to Offline) ซึ่งมี GWM แอปพลิเคชันเป็นหัวใจหลักของการดำเนินงานทั้งด้านการขาย การบริการหลังการขาย รวมถึงชุมชนของผู้ใช้ และการควบคุมสั่งงานตัวรถภายใต้ระบบเทเลมาติกผ่านโทรศัพท์มือถือ

เกรท วอลล์ มอเตอร์  7

นอกจากนี้ ด้านตัวแทนจำหน่าย เราเปลี่ยนการบริหารจัดการจากระบบดีลเลอร์เป็นระบบพาร์ทเนอร์ โดยมี Partner Store เป็นศูนย์กลางในการให้บริการแก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การให้บริการทดลองขับ การขาย และการบริการหลังการขาย รวมถึงประสบการณ์อื่น ๆ โดยระบบการบริหารงานรูปแบบใหม่นี้ จะช่วยลดข้อจำกัดและข้อกังวลต่าง ๆ ของทั้งลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายเดิม ๆ ให้หมดไป ภายใต้นโยบายราคาเดียว ลูกค้าไม่ต้องมีการเปรียบเทียบราคาและข้อเสนอก่อนตัดสินใจซื้อ สามารถซื้อได้จาก Partner Store ที่สะดวกเข้ารับบริการ และ Partner Store ไม่จำเป็นต้องรับภาระการบริหารจัดการสต็อกรถเพราะสต็อกรถได้รับการควบคุมดูแลโดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ สำนักงานใหญ่ และสามารถทุ่มเททรัพยากรกับการให้บริการลูกค้าเพียงอย่างเดียว

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่จะต้อนรับสื่อมวลชนทุกท่านจากประเทศจีนในการมาเยี่ยมชมกิจการของเกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า โดยการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เข้ามาจุดกระแสและผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม เราได้เข้ามาสร้างปรากฏการณ์และเรื่องราวน่าประทับใจมากมาย เราได้เข้ามาปฏิวัติแนวทางปฏิบัติของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยด้วยการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ หรือ New Retail Business รวมถึงนโยบายราคาเดียว หรือ One Price Policy ตลอดจนเปิดโรงงานที่มีมาตรฐาน มีการนำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมายมาให้คนไทยได้สัมผัส ตลอดจนการมุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ให้ลูกค้าโดยยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-centric) เราจะยังคงเดินหน้าต่ออย่างไม่หยุดยั้ง โดยในปีนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายใหม่ในการขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในสามแบรนด์ผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายในสามปีนับจากนี้ หรือ Top 3 in 3 รวมถึงตั้งเป้าหมายการเพิ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ xEV ในประเทศไทยให้ครบทั้งสิ้น 15 รุ่น ภายในปี 2568 เรายังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความแข็งแกร่งและมั่นคง พร้อมส่งมอบรถยนต์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและคุ้มค่าคุ้มราคาสำหรับลูกค้าชาวไทย สร้างงาน สร้างรายได้ เติบโตคู่กับประเทศไทย รวมถึงผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคและในระดับโลก”

เกรท วอลล์ มอเตอร์  7

ในการมาของคณะสื่อมวลชนประเทศจีนถือเป็นโอกาสอันดีที่ทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในการสะท้อนการเป็นบริษัทต้นแบบของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั่วโลก ควบคู่ไปกับการเน้นย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) สู่สายตาชาวโลก ในช่วยการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเข้าสู่สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเลือกให้ทัดเทียมระดับสากล

“เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์” ทดสอบรถบัสไฟฟ้า BYD B70 ให้บริการรับ – ส่ง ย่านทองหล่อ ฟรี! ชวนสัมผัสประสบการณ์การเดินทางด้วยไฟฟ้า 100% ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

0
เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ ภาพเปิด

เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ จำกัด ผู้แทนจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อการพาณิชย์จาก BYD อย่างเป็นทางการ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์การคมนาคมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครั้งแรกในไทยของการนำรถบัสพลังงานไฟฟ้า 100% BYD B70 ทดสอบให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารในพื้นที่ย่านทองหล่อโดยไม่คิดค่าบริการ ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน พ.ศ. 2567 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมอบโซลูชันการขนส่งด้วยยานพาหนะแห่งอนาคตควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมไร้มลพิษ เพื่อโลกที่สะอาด น่าอยู่ และยั่งยืนมากยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ 1

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์โดยกลุ่มธุรกิจเรเว่ มีความยินดีที่ได้นำเสนอบริการขนส่งมวลชนให้กับผู้บริโภคโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในย่านทองหล่อซึ่งเป็นพื้นที่การค้าและแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใจกลางเมืองหลวง มีผู้คนและยานพาหนะสัญจรไปมาในแต่ละวันจำนวนมาก การให้บริการรถบัสไฟฟ้า BYD B70 สามารถนั่งได้สูงสุดถึง 36 ที่นั่ง และมีระยะทางวิ่งสูงสุด 150 กิโลเมตรต่อหนึ่งรอบการชาร์จ ในครั้งนี้ นับเป็นตัวเลือกหนึ่งในการเดินทางที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้สัมผัสประสบการณ์ความสะดวกสบายจากการใช้รถบัสไฟฟ้า 100% ตลอดการเดินทางไปกับเทคโนโลยีมากมายจาก BYD อาทิ จุดชาร์จ USB ทุกที่นั่ง, ทางลาดขึ้นรถสำหรับผู้ทุพพลภาพ และระบบรักษาความปลอดภัยด้วยเซ็นเชอร์บริเวณประตูขณะขึ้น-ลง ขณะที่คนขับยังสะดวกสบายกับปุ่ม Push Start, ปุ่มเปลี่ยนเกียร์ และระบบสั่งการล้ำสมัย ตอกย้ำการสานต่อภารกิจของกลุ่มธุรกิจเรเว่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี พ.ศ. 2608 ตามนโยบายภาครัฐอีกด้วย”

เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ 2

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “การนำรถบัสไฟฟ้า BYD B70 มาให้บริการรับ-ส่งในย่านทองหล่อ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเรเว่ บัสแอนด์ทรัค ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจาก BYD Commercial Vehicle ให้จัดตั้งโรงงานประกอบรถบรรทุกและรถขนส่งโดยสารพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์นอกประเทศจีนเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ทั้งยังเป็นโอกาสดีสำหรับผู้บริโภคทุกคนที่จะได้เข้าถึงยานยนต์โดยสารพลังงานสะอาด 100% ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ BYD ก่อนใคร โดยหลังจากเปิดให้ทดลองให้บริการมา เราได้การตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้โดยสาร เราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์รถบรรทุกและรถโดยสารจาก BYD จะเข้ามาพลิกโฉมธุรกิจและอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและทัดเทียมนานาประเทศชั้นนำทั่วโลกได้อย่างแน่นอน”

เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ 4

ในอนาคต เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ มีแผนที่จะนำเสนอรถขนส่งโดยสารพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ BYD ให้กับภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ โลจิสติกส์ การคมนาคม การท่องเที่ยว รวมทั้งการขนส่งมวลชน เพื่อยกระดับทั้งอุตสาหกรรมให้สามารถมอบบริการที่ดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ตลอดจนสร้างเสริมโลกที่ยังยืนจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ 6
ทั้งนี้ เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ จะให้บริการรับ-ส่งในย่านทองหล่อโดยไม่คิดค่าบริการด้วยรถบัสไฟฟ้า BYD B70 โดยให้บริการครอบคลุมเส้นทางและพื้นที่สำคัญหลายจุด ไม่ว่าจะเป็น ท่าเรือทองหล่อ, สำนักงานเขตวัฒนา, สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ, โรงพยาบาลคามิลเลียน, อาคารโฮมเพลส, โครงการ เจ อเวนิว, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ มาร์เช่ ทองหล่อ และรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีทองหล่อ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน พ.ศ. 2567