Home Blog Page 151

มาสด้า ทรานส์ฟอร์มองค์กรเสริมทัพผู้บริหาร ดันคนเก่งเสริมแกร่ง เร่งเครื่องสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นสร้างประสบการณ์ลูกค้า

0

มาสด้าผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ระดับพรีเมียมสัญชาติญี่ปุ่น ประกาศเสริมทัพครั้งสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต Competitive Advantage ดันผู้นำรุ่นใหม่เสริมความแข็งแกร่งการบริหารงานองค์กรแบบ 360 องศา นำแนวความคิดและเทคนิควิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่เชิงสร้างสรรค์ ภายใต้กลยุทธ์ Retention Business Model ให้ความสำคัญด้านการขาย การบริการ การดูแลลูกค้า โดยเฉพาะการสร้างความพึงพอใจสูงสุดกับแฟนมาสด้าในประเทศไทยให้เกิดความประทับใจ ด้วยพันธสัญญาเร่งด่วนคือส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าสัมผัสได้ ยึดมั่นสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตอกย้ำแบรนด์คือหัวใจสำคัญ การสร้างแบรนด์คือแนวทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืน สร้างความมั่นใจและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกมิติ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะเข้ามาเสริพทัพนับจากปีนี้เป็นต้นไป

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างใหม่ครั้งนี้ มีภารกิจหลักร่วมกัน คือการสร้างธุรกิจให้ยั่งยืนภายใต้นโยบาย Retention Business Model ผ่านการสร้างประสบการณ์ลูกค้าให้ดีที่สุด ขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรด้วยการทำงานเป็นทีม “One Mazda” รองรับ New Business Landscape ในอนาคต ตลอดจนการ Empowerment ดึงคนรุ่นใหม่เข้าร่วมทีม และดันผู้บริหารรุ่นใหม่ขององค์กรร่วมสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบ AGILE ให้เกิดความคล่องตัว เป็นมืออาชีพ และไร้รอยต่อ จากพนักงานภายในองค์กรสู่ผู้แทนจำหน่ายถ่ายทอดถึงลูกค้า ผ่านคุณค่าหลัก 3 แกน คือ ให้ความสำคัญกับมนุษย์อย่างแท้จริง มีสปิริตของนักสู้ แบบวัฒนธรรมญี่ปุ่น Omotenashi มอบประสบการณ์ความประทับใจด้วยความใส่ใจและเป็นมิตร ตามวิสัยทัศน์การมุ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่จะสร้างความสุขที่มากกว่าแค่ความสุขในการขับรถ สร้างคุณค่าและเติมเต็มชีวิตให้กับผู้คนที่ได้สัมผัสแบรนด์มาสด้าในทุกประสบการณ์และทุกช่วงเวลาของชีวิต

การปรับโครงสร้างการบริหารงานองค์กรใหม่ในครั้งนี้ ครอบคลุมการบริหารงานภายในองค์กรครบทุกฟังก์ชัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2567

  • สายงานกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจ นำทัพโดย นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส ขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่ง รองประธานกรรมการบริหาร หรือ Executive Vice President กำกับดูแลการดำเนินธุรกิจมาสด้าแบบครบวงจร ขับเคลื่อนองค์กรและผลักดันความสำเร็จของ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ให้เป็นแบรนด์ที่สร้างความรักความผูกพันอย่างเหนียวแน่นในใจของลูกค้าตลอดไป
  • สายงานวางแผนกลยุทธ์และปฏิบัติการ นำโดย มร. ทาเคชิ มิคามิ รองประธานบริหารส่วนวางแผนกลยุทธ์และปฏิบัติการ ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานบริหาร CFT Operations หรือ Vice President ผ่านวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับระบบปฏิบัติงาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงทำงานร่วมกันด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างวัฒนธรรมญี่ปุ่นผนวกกับความแข็งแกร่งของบุคลากรคนไทย
  • สายงานขาย นำโดย นายพิเชษฐ์ ปุณณารักษ์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย หรือ General Manager กำกับดูแลส่วนงานขายทั่วประเทศ ประสานงานกับผู้จำหน่ายแบบไร้รอยต่อ เนื่องจากปัจจุบันรูปแบบการดำเนินธุรกิจรถยนต์เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปและมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น
  • สายงานบริการหลังการขาย ดึง นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการหลังการขาย หรือ General Manager กำกับดูแลส่วนงานบริการหลังการขายทั่วประเทศ การวางระบบหลังบ้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลลูกค้า เพราะการบริการคือหัวใจสำคัญของการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า
  • สายงานการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ นำทีมโดย นายวัชระ เจียรบุญ ดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไปแผนกการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กำกับดูแลส่วนงานวางแผนกลยุทธ์การตลาด การสื่อสารแบรนด์ การวางแผนผลิตภัณฑ์ และสร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้า รวมถึงติดต่อประสานงานกับภาครัฐ

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับภาวะตลาดรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อพัฒนาธุรกิจให้สามารถเดินหน้าและเติบโตมั่นคงได้นั้น การเตรียมพร้อมตั้งแต่กระบวนการในการจัดการบริหารองค์กร และการพัฒนาองค์กรยุคใหม่ให้เหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่หลาย ๆ องค์กรหันมาใส่ใจกันมากขึ้น การปรับทัพผู้บริหารมาสด้าในจังหวะที่ตลาดรถยนต์มีการแข่งขันที่รุนแรงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมากที่สุดที่มาสด้ากำลังก้าวข้ามไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่และรถยนต์รุ่นใหม่ที่กำลังจ่อคิวลงตลาดในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระตุ้นตลาดรถยนต์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งผู้บริหารทั้งหมดจะนำเอาความรู้ความเชี่ยวชาญ ความสามารถอันเต็มเปี่ยม และประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมายาวนานมาบริหารองค์กรเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จของบริษัทร่วมกัน โดยเฉพาะการส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่เป็นเลิศให้ลูกค้า นำพาให้มาสด้าก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน

บุคคลในภาพ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (จากซ้ายไปขวา)

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร, นายพิเชษฐ์ ปุณณารักษ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย, มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร, นายวัชระ เจียรบุญ ผู้จัดการทั่วไปแผนกการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์, นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการหลังการขาย, มร. ทาเคชิ มิคามิ รองประธานบริหารส่วนวางแผนกลยุทธ์และปฏิบัติการ

“ฉางอัน” แจงรัฐ!!! ตั้งเป้าอีก3ปี ใช้ชิ้นส่วนในไทย 80%

0
ฉางอัน :Pic Open

นายเซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีสเอเชีย จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า CHANGAN (ฉางอาน) ได้เข้าพบ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อหารือเกี่ยวกับการจะร่วมสนับสนุน วิทยาลัยพลังงานแห่งชาติ ของกระทรวงพลังงาน เพื่อร่วมสร้างความสำคัญของพลังงานต่อการดำเนินชีวิต และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การจัดหาพลังงานในรูปแบบต่างๆ และกระตุ้นความสนใจในการวิเคราะห์แนวทางเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานในอนาคตอีกด้วย

ฉางอัน 1

นายเซิน ซิงหัว กล่าวสรุปว่า “ความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อประเทศไทยไม่เพียงแค่การผลิต และการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่เรายังทุ่มเทในการมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี และการศึกษาของภาคยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งเรามุ่งหวังที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตยานยนต์ที่ยั่งยืนของประเทศ และเสริมสร้างทักษะแรงงานในท้องถิ่นให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้”

นายเซิน ซิงหัวยังได้เสริมเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังกลุ่มผู้ประกอบการผลิตอะไหล่รถยนต์ภายในประเทศ ซึ่งทาง CHANGAN ตั้งเป้าหมายให้ Local Content ของรถยนต์ไฟฟ้า CHANGAN มีสัดส่วนอยู่ที่ 40% และเพิ่มเป็น 80% ภายในปีพ.ศ. 2570 ซึ้งตรงนี้ก็จะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น EV Hub อาเซียน

ฉางอัน 2

จากความสำเร็จล่าสุดของงาน Sourcing Day ของ CHANGAN Thailand เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ CHANGAN ในการส่งเสริมความร่วมมือพันธมิตรชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ในงานนี้ CHANGAN Thailand ได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ประกอบการธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยหลายราย รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ส่งผลไปยังการเติบโตทางเศรษฐกิจในตลาดไทยด้วย

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” เดินหน้าต่อสัญญา 10 ปี ขยายฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทย พร้อมส่งมอบเซลล์แบตเตอรี่ให้ สวทช. นำไปวิจัยด้านพลังงาน

0
Mercedes-Benz Pic Open

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคชาวไทยและสานต่อแผนการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ประกาศลงนามต่อสัญญาว่าจ้างกับ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด เป็นระยะเวลา 10 ปี ในฐานะพันธมิตรระยะยาวที่มีบทบาทในการประกอบรถยนต์และผลิตแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงขานรับนโยบายระดับโลกในการผลักดันแนวคิด Circular Economy ประเดิมด้วยการส่งมอบเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Cellblocks) ขนาด 2 MWh ซึ่งรวบรวมมาจากแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ใช้ทดสอบในกระบวนการผลิต ให้กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาวิจัยและสร้างแหล่งพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้เซลล์แบตเตอรี่ดังกล่าว ยังถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรชาวไทยในด้านพลังงาน ซึ่งจะส่งผลดีให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต

Mercedes-Benz 2

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์
(ประเทศไทย) จำกัด
กล่าวว่า “ย้อนกลับไปเมื่อ 120 ปีที่แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นรถยนต์แบรนด์แรกที่เข้ามาในประเทศไทย และเช่นเดียวกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ในวันนี้เราก็ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยการเป็นแบรนด์รถยนต์ลักชัวรี่แบรนด์แรกที่เริ่มผลิตแบตเตอรี่และประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในรุ่น EQS 500 4MATIC AMG Premium ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรทางธุรกิจของเรา และสำหรับก้าวต่อไปในการขยายกำลังการผลิตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้ดำเนินการต่อสัญญาว่าจ้างบริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ให้เป็นผู้ประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย ต่อไปเป็นระยะเวลาอีก 10 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการผลิตและการประกอบรถยนต์ที่มีมาตรฐานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง”

Mercedes-Benz 3

ความร่วมมือของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2522 ซึ่งร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ของรถยนต์ลักชัวรี่ที่อยู่คู่กับคนไทยอย่างยาวนาน ผ่านการผสานความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงกรรมวิธีการผลิตที่มีมาตรฐานระดับโลกจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ และความเชี่ยวชาญของโรงงานผลิตในประเทศที่มีดีเอ็นเอตรงกับแบรนด์อย่างแท้จริง ทำให้ในปัจจุบันมีรถยนต์กว่า 13 รุ่น ที่ถูกผลิตขึ้นในโรงงานแห่งนี้ ได้แก่ A-Class, C-Class, E-Class, S-Class, GLA, GLC, GLE, GLS, C-Coupe, GLC-Coupe, CLS, Maybach S-Class, และ EQS โดยมีการเฉลิมฉลองการประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ คันที่ 200,000 ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นายรัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด และ บริษัท ธนบุรี เอ็นเนอร์ยี่ สตอเรจ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) และเมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ในการเป็นผู้ดำเนินการประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการต่อไปเป็นระยะเวลาอีก 10 ปี โดยนอกจากการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตในทุกๆ ด้าน และการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์มาปรับใช้ในการผลิตรถยนต์ในประเทศ เพื่อขยายไลน์การประกอบรถยนต์ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ทางธนบุรีฯ ยังรองรับการผลิตแบตเตอรี่และการประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ผ่านโรงงานของบริษัท ธนบุรี เอ็นเนอร์ยี่ สตอเรจ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TESM) ที่มีการริเริ่มผลิตแบตเตอรี่และประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกอย่าง EQS 500 4MATIC AMG Premium ทั้งนี้เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพโรงงานและศักยภาพของบุคลากรให้ลูกค้าทุกคนมั่นใจในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสร้างตำนานบทใหม่ให้กับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทยต่อไป”
Mercedes-Benz 5

จากวิสัยทัศน์และนโยบายของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในระดับโลก ที่ขับเคลื่อนแผนงานด้านความยั่งยืนอย่างจริงจังในทุกมิติ หนึ่งในนั้นคือการผลักดันระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ภายใต้แนวคิด “Design for Circularity” ที่เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตในการเพิ่มสัดส่วนของการใช้วัสดุทดแทนที่มาจากกระบวนการรีไซเคิลชิ้นส่วนรถยนต์ ในขณะเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย
ก็ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการนำแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ใช้สำหรับการทดสอบแบตเตอรี่ในกระบวนการผลิต
มาพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้เชื่อมต่อกับสายส่งไฟฟ้า โดยริเริ่มด้วยการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MoU) กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมส่งมอบเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Cellblocks) ขนาด 2 เมกะวัตต์ ให้กับ สวทช. ภายในเดือนกรกฎาคม 2567 เพื่อสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่สังคมไทย ทั้งยังยกระดับความสามารถของบุคลากรไทย และสนับสนุนการทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศให้มีมาตรฐานระดับโลก

Mercedes-Benz 6

 ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ กระทรวง อว. โดย สวทช. มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดโครงการวิจัยพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน หรือ ESS (Energy Storage System) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยได้ร่วมกับ บริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อสร้างศูนย์ออกแบบและการทดสอบแหล่งเก็บกักพลังงานจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าขึ้นในประเทศไทยเป็นแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน โดย สวทช. มีความมุ่งมั่น และเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้พลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) อีกทั้งความร่วมมือในครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนยานยนต์ระดับโลก ที่สามารถส่งเสริมระบบนิเวศที่เอื้อต่อการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทีล้ำสมัยของยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ โดยโมดูลแบตเตอรี่ที่ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ส่งมอบให้ สวทช. นับเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อนักวิจัยของเรา และเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายด้านการวิจัยพัฒนาพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนต่อสังคมไทย ได้อย่างแน่นอน ”

“นอกเหนือจากการส่งมอบประสบการณ์แบบลักชัวรีในทุกมิติภายใต้โมเดลธุรกิจใหม่ “Retail of the Future” ให้กับลูกค้าทุกคน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังให้ความสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรชาวไทย ทั้งผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจของเรา รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยก้าวสู่ระดับสากล” มร. มาร์ทิน กล่าวทิ้งท้าย

“ซูซูกิ” แจ้งยุตกิารดำเนินการผลิตทโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย

0
ซูซูกิ 2

ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น มีประกาศถึงการตัดสินใจยุติการผลิตที่โรงงำนผลิตรถยนต์ของบริษัทในเครือในประเทศไทย “บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด” (ซึ่งต่อไปนี้จะถูกเรียกว่า “SMT”) ภายในช่วงสิ้นปี พ.ศ. 2568 โดยการตัดสินใจในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนโครงสร้างการผลิตของซูซูกิทั่วโลก

ตามที่รัฐบาลไทยได้มีกำรส่งเสริมการลงทุนรถยนต์อีโคคาร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ในเวลาดังกล่าวซูซูกิได้สมัครเข้ำร่วมโครงการและก่อตั้ง SMT ขึ้น ในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจึงได้มีการเริ่มดำเนินกำรผลิตขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา โดยสามารถผลิตและส่งออกได้มากถึง 60,000 คันต่อปี ทั้งนี้ด้วยการส่งเสริมความเป็นกลางทางคำร์บอนและการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของทั่วโลก ซูซูกิได้มีการพิจำรณาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระดับโลก จึงได้ตัดสินใจยุติการดำเนินการของโรงงาน SMT ภายในช่วงสิ้นปี พ.ศ. 2568 นี้

แม้จะมีกำรยุติกำรดำเนินการของโรงงานในประเทศไทย แต่ SMT จะยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในการจำหน่ำยและให้บริการหลังการขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าชำวไทยต่อไป ซึ่งจะมีการปรับแผนธุรกิจเป็นการนำเข้ารถยนต์จากโรงงานในภูมิภาคแถบอาเซียน รวมถึงประเทศญี่ปุ่น นและประเทศอินเดีย

นอกจากนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนและให้สอดคล้องในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามนโยบายของภาครัฐบริษัทฯ จะมีการแนะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่ำงๆ รวมถึง HEVs เข้าสู่ตลาดในอนาคตด้วยเช่นกัน

ภำพรวมของบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ก่อตั้ง สิงหำคม พ.ศ. 2554
เริ่มท ำกำรผลิต มีนาคม พ.ศ. 2555
สถำนที่ตั้ง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง
รุ่นที่ทำกำรผลิต Swift, Ciaz, Celerio
ยอดการผลิต (ปีงบประมาณ 2566) 7,579 คัน
ยอดขาย (ปีงบประมาณ 2566) 10,807 คัน (ภายในประเทศไทย)
1,272 คัน (ส่งออก)

“เอ็มจี” เดินหน้า ต่อยอดแผนงานทศวรรษที่สอง กับการเปิดตัว MG EVolution Showroom ทั่วประเทศ  

0
MG EVolution Showroom Pic Open

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ย้ำภาพแบรนด์ผู้บุกเบิกยานยนต์ไฟฟ้าในเมืองไทยเปิดตัว MG EVolution Showroom หนึ่งในแผนงานพัฒนาศูนย์บริการให้ดูทันสมัย เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่รถไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในทางเลือกของลูกค้า เพื่อรองรับการขายและการบริการหลังการขายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ประเดิมเปิดตัว 3 โชว์รูมในพื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี และชลบุรี โดยมีแผนขยายครบ 10 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ภายในสิ้นเดือนนี้

MG EVolution Showroom  2

ในสถานการณ์ตลาดที่รถยนต์ไฟฟ้ามีอัตราการเจริญเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา การพัฒนาภาพลักษณ์โชว์รูมเพื่อให้ตอบโจทย์กับรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นส่วนสำคัญในแผนงานของ เอ็มจี ทั้งนี้ MG EVolution Showroom เป็นโชว์รูมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรองรับการขายและบริการหลังการขายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อีวีในระดับพรีเมียม (EV Premium) ซึ่งรถในกลุ่มดังกล่าว นำโดย NEW MG MAXUS 9  ลักชัวรี่ MPV ไฟฟ้า100% แบบ 7 ที่นั่งรุ่นแรกของ เอ็มจี NEW MG CYBERSTER สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่ง และล่าสุดที่จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ กับ NEW MG MAXUS 7 รถ e-MPV ยุคใหม่สำหรับครอบครัวสมัยใหม่

MG EVolution Showroom  7

มีการแบ่งพื้นที่ภายในอย่างเป็นระบบ อาทิ โซนจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้า โซนต้อนรับ โซนห้องประชุมสำหรับการสาธิตและให้ความรู้   โซนซ่อมบำรุงรักษา ซึ่งจะมีอุปกรณ์และเครื่องมือเฉพาะสำหรับการบำรุงดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ พร้อมช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญงาน รวมถึงสถานี MG SUPER CHARGE ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้

ในส่วนของพนักงานขายจะได้รับการอบรมความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำได้อย่างแม่นยำ ทำให้ลูกค้าเข้าใจในผลิตภัณฑ์อย่างครบถ้วน

โดย MG EVolution Showroom ได้ถูกออกแบบที่เน้นการสื่อสารถึงความทันสมัยและเข้าถึงง่ายสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่านการเลือกใช้โทนสีเงินและสีฟ้าเป็นสีหลัก ซึ่งสีเงินสื่อถึงความล้ำสมัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในขณะที่สีฟ้าที่ใช้เป็นเส้นสายประกอบสื่อถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดของรถยนต์ไฟฟ้า โดยกลุ่มแรกจะเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายนนี้ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เอ็มจี เอเบิล มอเตอร์ ปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ สาขาบายพาส ชลบุรี จังหวัดชลบุรี และ เอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ เพชรเกษม 65 จังหวัดกรุงเทพมหานคร และจะเปิดเพิ่มเติมอีก 7 แห่งทั่วประเทศภายในสิ้นเดือนมิถุนายน

MG EVolution Showroom  6

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่เติบโตสูงมาก โดย เอ็มจี ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดนี้เป็นหลัก นอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ เอ็มจี มียอดขายสะสมตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 จนถึงปัจจุบันกว่า 26,000 คันแล้วนั้น ในช่วงทศวรรษที่สอง เอ็มจีด้ เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เพิ่มถึงสามรุ่น โดยหนึ่งในรุ่นที่ถือเป็นความภูมิใจของ เอ็มจี คือ NEW MG4 ELECTRIC ซึ่งเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกของเอ็มจีที่ออกจากสายการผลิตภายในประเทศ โดยใช้ชิ้นส่วนจากประเทศไทยกว่า 17 บริษัท รวมถึงขยายพื้นที่เปิดโรงงานแบตเตอรี่ไฟฟ้า

MG EVolution Showroom  4

พื้นที่สำหรับพัฒนาชิ้นส่วนรถยนต์ เอ็มจี ที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ การเปิดพื้นที่คลังอะไหล่แห่งใหม่รวมพื้นที่ทั้งสิ้นกว่า 25,000 ตารางเมตร รองรับอะไหล่กว่า 30,000 รายการซึ่งทำให้ยอดลงทุนรวมของโรงงาน เอ็มจี สูงถึง 30,000 ล้านบาท ไม่เพียงเท่านั้น เอ็มจี ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถบริการสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ เอ็มจี ดำเนินการมาโดยตลอด และเดินหน้าแผนงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับศูนย์บริการของ เอ็มจี ด้วยการเปิดตัว MG EVolution Showroom และการขยาย MG SUPERCHARGE STATION กว่า 147 แห่ง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของ เอ็มจี ซึ่งจะช่วยเติมเต็มการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของคนไทยให้มีความครอบคลุมและครบวงจรมากยิ่งขึ้น” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

 

 

 

 

 

กลุ่มเอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ เดินหน้าสู่ความเป็นผู้นำ EV เปิด 2 โชว์รูม MG Evolution Showroom ครั้งแรกในไทย

0

กลุ่มเอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ เดินหน้ารุกตลาดรถยนต์อีวี เปิด 2 โชว์รูมมาตรฐานใหม่ MG EV Showroom พรีเมี่ยม ครั้งแรกในไทย มุ่งตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า และครองแชมป์ผู้นำ MG EV พร้อมมอบแคมเปญ EV ราคาพิเศษ ฟรี! ดอกเบี้ย ประกันภัยชั้น 1 นาน 2 ปี เฉพาะที่สาขาเพชรเกษม 65 และบายบาส ชลบุรี เท่านั้น

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธานบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด และประธานกลุ่มบริษัท เบส ออโต้เซลส์ จำกัด กลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีอย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทแม่ “เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย)” มีนโยบายสร้างมาตรฐานด้านบริการรูปแบบใหม่ ด้วยโชว์รูม-ศูนย์บริการ MG EV พรีเมี่ยม สำหรับรองรับการจำหน่ายรถยนต์ EV ระดับพรีเมี่ยมของ MG ในอนาคต ภายใต้กลยุทธ์ MG Evolution นั้น

กลุ่มเอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ เป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายเอ็มจีกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทแม่ให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV Authorized Dealer) หรือ MG Evolution showroom จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาเพชรเกษม 65 กรุงเทพฯ และสาขาบายพาส ชลบุรี

ทั้งนี้ ด้วยความพร้อมด้านการลงทุน และทำเลที่ตั้งของโชว์รูมที่มีศักยภาพ ประกอบกับเราต้องการที่จะขยายธุรกิจด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และยกระดับรูปแบบการบริการในทุกด้านสู่มาตรฐานใหม่ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า และรองรับเทรนด์ตลาดรถ EV ในไทยที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งมั่นคงให้แก่ธุรกิจ และก้าวสู่ความเป็นผู้นำของตลาดรถยนต์ MG EV ในอนาคต

ล่าสุด ทาง กลุ่มเอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ ได้มีการปรับปรุงโชว์รูมและศูนย์บริการทั้ง 2 แห่ง ตามมาตรฐานใหม่ในรูปแบบของ MG EV พรีเมี่ยม เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมเปิดให้บริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป

นายคณิต ชัยบริพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบส ออโต้เซลส์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับโชว์รูมและศูนย์บริการ  MG Evolution showroom ทั้ง 2 สาขา จะจัดแสดงและจำหน่ายรถยนต์ MG EV พรีเมี่ยม ทุกรุ่น ทุกเซกเมนต์ อาทิ New MG4 Electric, MG ZS EV, MG ES, MG EP เป็นต้น รวมไปถึงรถยนต์ EV Hyper Car ได้แก่ NEW MG MAXUS9, NEW MG MAXUS7 และ NEW MG CYBERSTER ที่จะนำมาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในเร็วๆ นี้

พร้อมกันนี้ เราได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรในส่วนของทีมที่ปรึกษาด้านการขายรถยนต์ EV โดยเฉพาะ เพื่อการนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าได้ถูกต้อง ชัดเจน และทีมงานช่างเทคนิคประจำศูนย์บริการ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมศูนย์ซ่อมตัวถังและสี รองรับบริการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบและครบวงจร  เพื่อลูกค้าทุกท่านจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในการก้าวเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างง่ายดาย

ในโอกาสนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอมและเชิญชวนทุกท่านสู่การบริการรูปแบบใหม่ของโชว์รูมและศูนย์บริการ MG EV พรีเมี่ยม ทั้ง 2 สาขา ทางกลุ่มเอ็มจี เบส ออโต้เซลส์ ได้มอบข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า MG ในรุ่นต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.𝗡𝗲𝘄 𝗠𝗚𝟰 𝟮𝟬𝟮𝟰 (รถยนต์ไฟฟ้า 100%) ราคาเริ่มต้น 709,900 บาท

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี

ฟรี MG HOME CHARGER 1 ชุด พร้อมฟรีค่าติดตั้ง

พิเศษ! รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! ชุดพรมปูพื้น

2.𝗡𝗲𝘄 𝗠𝗚 𝗘𝗣 𝗣𝗹𝘂𝘀 (รถยนต์ไฟฟ้า 100%)  ราคาพิเศษ 771,000 บาท

รับดอกเบี้ยพิเศษ 0.99%*

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ.คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! MG HOME CHARGER 1 ชุด พร้อมฟรีค่าติดตั้ง

พิเศษ! รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! ชุดพรมปูพื้น

3.𝗡𝗲𝘄 𝗠𝗚 𝗠𝗔𝗫𝗨𝗦 𝟵 (รถยนต์ไฟฟ้า 100%) ราคาเริ่มต้น 2,499,000 บาท

ฟรี! 1 ปี ดอกเบี้ย 0%

ฟรี! 2 ปี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ.

ฟรี! 3 ปี ค่าชาร์จจาก MG SUPER CHARGE ที่โชว์รูม MG ทั่วประเทศ

ฟรี! 4 ปี ค่าบำรุงรักษา หรือ 75,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! 5 ปี รับประกันคุณภาพตัวรถ หรือ 160,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! 8 ปี เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่ หรือ 200,000 กม.(อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! MG HOME CHARGER 1 ชุด พร้อมฟรีค่าติดตั้ง

ฟรี! ชุดพรมปูพื้น

พิเศษ! เฉพาะลูกค้าเก่า MG แนะนำเพื่อนซื้อ NEW MG MAXUS 9

รับชาร์จฟรี ! 2 ปี โชว์รูม MG ทั่วประเทศ

ฟรี! ค่าบำรุงรักษา 4 ปี หรือ 75,000 กม.

 

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน คว้ารางวัล “รถกระบะยอดเยี่ยม” จาก อาเซียน เอ็นแคป กรังด์ปรีซ์ อวอร์ด 2024 ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด 5 ดาว

0

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ตอกย้ำความสำเร็จ ในการเป็นรถกระบะหนี่งเดียวที่คว้ารางวัล “รถกระบะยอดเยี่ยม” จาก อาเซียน เอ็นแคป กรังด์ปรีซ์ อวอร์ด 2024 (ASEAN NCAP Grand Prix Awards 2024) จากการได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว สำหรับ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ทุกรุ่นย่อย ภายใต้การทดสอบการชนของรถยนต์ใหม่ โดย อาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP) ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อประเมินสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ ที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างปี 2564 – 2566

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมด โดดเด่นด้วยแชสซีส์ใหม่ “เมกาเฟรม” (Mega Frame) ที่แข็งแกร่ง พร้อมด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่ช่วยรองรับแรงปะทะและลดการยุบตัวของห้องโดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เสริมด้วยเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ และถุงลม SRS ทั้งหมด 7 ตำแหน่ง* ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC – Active Stability Control) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL – Traction Control System) ระบบลิมิเต็ดสลิปแบบควบคุมด้วยเบรก (LSD – Active Limited Slip Differential Brake Control Type) และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ 360 องศา ไดมอนด์ เซนส์ (Diamond Sense) ที่มีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว ที่มีการตรวจจับคนเดินถนนและผู้ขับขี่จักรยานยนต์ (FCM – Forward Collision Mitigation with Pedestrian Detection)

การประกาศรางวัล อาเซียน เอ็นแคป กรังด์ปรีซ์ อวอร์ด 2024 (ASEAN NCAP Grand Prix Awards 2024)  จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี โดยเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2557 ด้วยเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยของยานยนต์ที่จำหน่ายในภูมิภาคอาเซียน โดยรางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ อาเซียน เอ็นแคป ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ที่จำหน่ายใน 10 ประเทศของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งนอกจากมุ่งปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้มีความปลอดภัยแล้ว ยังประเมินถึงสถานการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุให้กับกลุ่มผู้มีความเสี่ยงบนท้องถนน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อีกด้วย

 

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ยังได้รับการการันตีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว จาก ANCAP (Australasian New Car Assessment Program) ปี 2567 ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อประเมินสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ ที่จำหน่ายในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดย ออล-นิว ไทรทัน เป็นรถกระบะดับเบิ้ล แค็บ 4 ประตูรุ่นแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในการทดสอบประจำปี 2566 – 2568

ความสำเร็จทั้งหมดนี้เป็นการการันตีอย่างต่อเนื่องถึงคุณภาพเหนือระดับแห่งมาตรฐานด้านความปลอดภัย ของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้ดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) เพื่อเติมเต็มและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย พร้อมมอบความปลอดภัยและอุ่นใจได้ในทุกเส้นทาง พร้อมด้วยความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ความสงบเงียบและสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

* การติดตั้งถุงลม SRS 7 ตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับรูปแบบตัวถังและรุ่นย่อย

เปิดจองพื้นที่ MOTOR EXPO 2024 ค่ายรถยนต์ จักรยานยนต์ แห่จองพื้นที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” เต็มภายในครึ่งชั่วโมง

0

บริษัท สื่อสากล จำกัด เปิดจองพื้นที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” ได้รับความสนใจจากค่ายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์อย่างล้นหลาม โดยพื้นที่แสดงรถยนต์ถูกจองหมดภายในเวลาเพียง 40 นาที

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จของงานปีก่อน ที่มียอดจำหน่ายรถยนต์ 53,248 คัน จักรยานยนต์ 7,373 คัน สร้างเม็ดเงินสะพัดรวมกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้การเปิดจองพื้นที่ MOTOR EXPO 2024 ภายในอาคารชาลเลนเจอร์ 1-3 รวม 60,000 ตารางเมตร ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยนอกจากพื้นที่รถยนต์ ซึ่งมีการขยายเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับแบรนด์ใหม่ๆ จะถูกจองเต็มอย่างรวดเร็วแล้ว พื้นที่สำหรับจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องยังถูกจองไปกว่า 98 %”

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม…ยานยนต์ล้ำอนาคต-Innovative Spirit…Futuristic Vehicles” โดยมีผู้อุปถัมภ์อย่างเป็นทางการ ได้แก่ บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด

พบกับ งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2567 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”

“BYD” เปิดโชว์รูม EV-D อุบล แห่งที่ 300 ของเอเชียแปซิฟิก ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นโชว์รูมบีวายดีแห่งที่ 108 ในประเทศไทย ตอบรับดีมานด์โตต่อเนื่องพร้อมหนุนไทยเป็นศูนย์กลางอีวีเต็มรูปแบบ

0
BYD

บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ประกาศเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าภารกิจการเพิ่มจำนวนศูนย์บริการให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอีวีของอาเซียนตามนโยบายภาครัฐ

BYD 2

สำหรับโชว์รูมและศูนย์บริการ BYD ที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นแห่งที่ 300 ของภูมิภาคอาเซียนและเป็นแห่งที่ 108 ของไทย ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 15 ไร่ พร้อมนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นที่มีจำหน่ายในประเทศให้กับลูกค้า โดยสามารถให้บริการดูแลรักษาและซ่อมบำรุง ได้อย่างครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในห้องส่งมอบรถ 2 ห้องเป็นลายดอกบัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด มาพร้อมจุดบริการอัดประจุไฟฟ้าประกอบด้วยหัวชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จำนวน 2 หัว และหัวชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จำนวน 2 หัว รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 320 ล้านบาท

นายยู่ปิน เคอ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะมียอดจำหน่ายรถอีวีสูงถึง 2.5 ล้านคันภายในปี พ.ศ. 2578 หรือกว่า 30% ของทั้งภูมิภาค การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งนี้จะช่วยรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ BYD ในฐานะผู้นำที่พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่สังคมแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ภาคภูมิใจที่ได้สานต่อความมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทยด้วยการเดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุม เราเชื่อว่าโชว์รูมแห่งใหม่ที่จังหวัดอุบลราชธานีจะช่วยให้ผู้บริโภคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของยานยนต์ของ BYD ได้อย่างสะดวกสบายยิ่งกว่าที่เคย และเป็นส่วนหนึ่งที่จะได้ช่วยเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ท้องถนนพร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้อย่างแท้จริงในอนาคตไปด้วยกัน”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าสู่ครอบครัวตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อร่วมส่งมอบบริการคุณภาพทั้งด้านการขายและหลังการขายตลอดจนประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ผู้บริโภค เราเชื่อว่าโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งนี้จะไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ BYD แต่ยังเพิ่มความอุ่นใจให้กับลูกค้าในพื้นที่ รวมถึงผู้ใช้รถ BYD ที่ต้องสัญจรไปมาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย”

ดร.สมชาย เหล่าสายเชื้อ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทคนรักดี กล่าวว่า “อุบลราชธานีเป็นจังหวัดใหญ่ที่ครองอันดับสอง ทั้งในด้านขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงถือเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญระดับภูมิภาคของไทย ในฐานะที่เป็นคนอุบลราชธานีโดยกำเนิด จึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้นำ BYD แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอันดับหนึ่งของโลกมาให้พี่น้องชาวอีสานได้สัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เมืองดอกบัวงามแห่งนี้ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป ตนมองว่าในอนาคตเรื่องของพลังงานทางเลือกใหม่ พลังงานสะอาดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตที่โลกกำลังให้ความสำคัญ ในการช่วยแก้ปัญหาเรื่องสภาวะโลกร้อน Global Warming จึงได้ก่อตั้งบริษัท EV-D Group ขึ้น ซึ่งประกอบด้วย EV-D อุบลราชธานี, EV-D วารินชำราบ, EV-D อำนาจเจริญ, EV-D ศรีสะเกษ และ EV-D ยโสธร ภายใต้หลักคิดที่ว่า E-Environment สิ่งแวดล้อม V- Value คุณค่า และ D –Do- ทำ ‘ต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมให้ดีและมีคุณค่า’”

BYD 3

ทั้งนี้ บริษัท EV-D อุบล จำกัด เริ่มก่อสร้างโชว์รูมชั่วคราว เพื่อจำหน่ายรถไฟฟ้า BYD เมื่อวันที่ 1 พ.ย 2565 จนในปี 2566 และมีส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า BYD 8.87% เป็นอันดับ 1 ของประเทศ ด้วยจำนวน 828 คัน สำหรับ EV-D อุบลฯ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน ออกแบบดำเนินการก่อสร้างด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 320 ล้านบาท โดยมุ่งมั่นตั้งใจให้เป็นโชว์รูมที่ดีที่สุด พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ไว้คอยต้อนรับลูกค้าทุกท่าน โดยลูกค้าชาวอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สนใจ สามารถเข้าใช้บริการได้ที่โชว์รูม EV-D อุบลเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8:00 – 17:00 น.

และนอกจากนี้ ทาง BYD และ Rever ยังได้ผนึกกำลังเสริมทัพการขายและการบริการให้ครอบคลุมพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ โดยเตรียมแต่งตั้งผู้จำหน่ายใหม่จากประเทศจีน (Dealers) ในเขตการขายกรุงเทพ อีก 3 ราย ได้แก่ Harmony group และ อีก 2 กลุ่มทุนจากประเทศจีน ได้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งทั้ง 3 ผู้จำหน่ายมีประสบการณ์และความชำนาญในธุรกิจยานยนต์กับแบรนด์ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการอย่างรอบด้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมที่จะเข้ามาช่วยให้ลูกค้าในประเทศไทยได้เข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้า BYD และการบริการอย่างครบวงจร ได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” อัปสกิลเซลส์ผ่านกิจกรรม “Friends of Mercedes” ดึง 3 อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาชี้เส้นทางสู่คอนเทนต์ครีเอเตอร์

0
Friends of Mercedes Pic Open

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ผนึกกำลังตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ จัดกิจกรรม “Friends of Mercedes” การประกวดเฟ้นหาที่ปรึกษาทางการขายที่มีความโดดเด่นและมีความสามารถในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ออกมาให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรฐานการตัดสินและแนวคิด “Think Luxury, Act Luxury” เน้นย้ำการยกระดับแนวความคิดและการแสดงออกของที่ปรึกษาทางการขายในฐานะตัวแทนของแบรนด์ระดับลักชัวรี่ ผ่านการร่วมมือกับครีเอทีฟเอเจนซี่ชั้นแนวหน้าของไทยอย่าง บีบีดีโอ กรุงเทพ (BBDO Bangkok) ในฐานะที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและมีบทบาทเป็นหนึ่งในคณะกรรมการในการตัดสินผู้ชนะของกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งจากผลการตัดสิน มีที่ปรึกษาทางการขายจากแต่ละตัวแทนจำหน่ายฯ ที่ชนะเลิศและขึ้นชื่อว่าเป็น “Friends of Mercedes” ในประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 16 คน จากผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 37 คน โดยมีคณะผู้บริหารจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ นำโดย มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ มร. คาย-อูเว่ ทริลเลนแบร์ก รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและการขาย ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ชนะทุกคน

Friends of Mercedes 2

ในกิจกรรม “Friends of Mercedes” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ดึง 3 อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในประเทศไทยมาร่วมเป็นวิทยากรในการเสริมทักษะและองค์ความรู้ให้แก่ที่ปรึกษาการขาย ได้แก่ คุณพีท – ทสร บุณยเนตร Chief Creative Officer (CCO) จาก BBDO Bangkok คุณเต้ย – นิธิ ท้วมประถม เจ้าของช่อง Autolifethailand.tv และคุณอู๋ – อติชาญ เชิงชวโน เจ้าของช่อง spin9 โดยวิทยากรทุกท่านได้แชร์เทคนิคและประสบการณ์ทั้งในด้านของการคิดครีเอทีฟไอเดีย การสร้างสรรค์วิดิโอ รวมถึงการใช้เครื่องมือในการทำคอนเทนต์ในปัจจุบันผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมิเดียต่างๆ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มรูปแบบวิดิโออย่าง TikTok และ YouTube เพื่อให้ที่ปรึกษาการขายเข้าใจถึงแนวคิดและวิธีการต่างๆ และสามารถนำไปปรับใช้ในการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ และรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Friends of Mercedes 3

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เชื่อว่าตัวแทนจำหน่ายฯ และที่ปรึกษาทางการขายทุกคน มีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนการบริการและเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับลูกค้ามากที่สุด กิจกรรมในครั้งนี้จึงถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจในด้านการสื่อสาร รวมถึงยกระดับแนวความคิดและทักษะต่างๆ ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมที่เปรียบเสมือนกระบอกเสียงของแบรนด์ เพื่อเป้าหมายเดียวกันในการส่งมอบประสบการณ์และบริการระดับลักชัวรี่ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้แก่ลูกค้าทุกคน

Friends of Mercedes 7
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth