Home Blog Page 151

“นิสสัน ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์” คอนเซ็ปต์คาร์ สุดล้ำจากญี่ปุ่น โชว์ตัวในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45

0
นิสสัน ภาพเปิด

นิสสันจุดประกายสร้างความตื่นเต้นในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 กับ “นิสสัน ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์ (Hyper Tourer)” รถยนต์ไฟฟ้ามินิแวนต้นแบบ ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ จัดแสดงในไทยเป็นประเทศแรก หลังเปิดตัวในงาน เจแปน โมบิลิตี้ โชว์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ นิสสัน ยังเผยโฉม นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ อิดิชั่น และรถยนต์ครบทุกรุ่นที่บูทของนิสสันภายในงาน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ “SAY YES” ที่มีข้อเสนอพิเศษหลากหลาย ตั้งแต่ดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 0% ไปจนผ่อนนาน 96 เดือน ช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพจากนิสสันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย และนิสสัน อาเซียน กล่าวว่า “นิสสัน เชื่อมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนขณะเดินทางด้วยกัน ดังนั้น รถยนต์ต้นแบบ ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์ จึงสะท้อนมุมมองใหม่ของนิสสันที่มีต่อการเดินทางด้วยกันได้อย่างชัดเจน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรในอาเซียน เราเชื่อว่าแนวคิดการพัฒนารถต้นแบบ นิสสัน ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์ จะช่วยให้เรายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในอนาคต และมีความสุขกับการเดินทางได้อย่างหรูหรา สะดวกสบาย”

นิสสัน 1
นิสสัน ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์ เป็นหนึ่งในรถต้นแบบ 5 รุ่น ที่นิสสันเปิดตัวในงาน เจแปน โมบิลิตี้ โชว์ 2023 มินิแวนรุ่นนี้ ผสมผสานจิตวิญญาณของการให้บริการแบบญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การขับขี่อัตโนมัติ ฟังก์ชัน V2X หรือ (vehicle-to-everything) และแบตเตอรี่ไฟฟ้าความจุสูงยังช่วยให้สามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับบ้าน ร้านค้า และสำนักงาน ขณะเดินทาง หรือทำกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ

รูปลักษณ์ภายนอกของรถยนต์รุ่นนี้สื่อถึงความรู้สึกสบายที่มาจากภายใน ด้วยรูปโฉมภายนอกตัวถังที่เรียบลื่นไหล มีเส้นสายที่เฉียบคม เข้ากันได้ดีกับรูปลักษณ์ที่ดูโอ่อ่ากลมกลืนกับภูมิทัศน์โดยรอบ พื้นที่ห้องโดยสารภายในกว้างขวางเป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าของนิสสัน ซึ่งรวบรวมชิ้นส่วนขนาดเล็ก และแบตเตอรี่แบบ Solid-state ไว้อย่างกะทัดรัด และลงตัว เพื่อให้เกิดนวัตกรรมยานยนต์ที่มีความสร้างสรรค์ ขณะที่คอนโซลเหนือศีรษะ และไฟส่องสว่างมีลวดลายแบบคูมิโกะ และโคอุชิ อันเป็นลักษณะเฉพาะแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่สร้างความรู้สึกหรูหรา

ในขณะที่พื้นห้องโดยสารประกอบด้วยแผง LED แสดงภาพคล้ายแม่น้ำ และท้องฟ้า ช่วยสร้างความผ่อนคลายที่ผสมผสานสไตล์ ที่มีทั้งความเป็นดิจิทัล และความธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างลงตัวรถยนต์ต้นแบบคันนี้มาพร้อมกับระบบควบคุมการขับขี่ e-4ORCE จากนิสสัน จะช่วยควบคุมล้อทั้งสี่ได้อย่างแม่นยำทั้งตอนเร่ง และชะลอความเร็ว ด้วยการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้เวลากับเพื่อนร่วมทางได้อย่างเต็มที่ เบาะหน้าสามารถปรับหมุนได้ 360 องศา ช่วยให้ผู้โดยสารตอนหน้า และตอนหลังสามารถหันมาพูดคุยกันได้อย่างสะดวก ผู้โดยสารตอนหลังสามารถใช้จอแสดงผลแบบสวมใส่ (wearable display) เพื่อดู และใช้งานระบบนำทาง และควบคุมเครื่องเสียงบนจอแสดงผลตรงกลางเบาะหน้า ช่วยให้ผู้โดยสารทุกคนรู้สึกสะดวกสบาย และมีส่วนร่วมในการเดินทาง นอกจากนี้ ระบบ AI สามารถตรวจจับข้อมูลแบบไบโอเมตริค biometrics อาทิ คลื่นสมอง อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ และเหงื่อ สามารถเลือกเพลงอัตโนมัติ และปรับบรรยากาศในห้องโดยสารให้เหมาะกับอารมณ์ในช่วงนั้นๆ

ขณะที่นิสสัน ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์ สะท้อนแนวคิดรถมินิแวนแห่งอนาคต ในบูทนิสันยังมีรถยนต์ที่พร้อมให้ลูกค้าเป็นเจ้าของครบครัน โดยอีกหนึ่งไฮไลต์ประจำบูท ได้แก่
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ อิดิชั่น รถยนต์คอมแพค เอสยูวี ที่มากับเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ที่ให้ประสบการณ์ในการขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จ นอกจากนั้นยังมาพร้อมเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ “อี-เพดัล สเต็ป” (e-Pedal Step) สามารถเร่ง และชะลอความเร็วได้ในคันเร่งเดียว รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน ‘360 Degree Safety Shield’ ให้ความมั่นใจทุกการขับขี่ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ อิดิชั่น ตกแต่งเพิ่มเติมจากรุ่นมาตรฐานในเกรด VL โดยเพิ่มเติมความสปอร์ตพรีเมียมรอบคัน ด้วยชุดตกแต่งวัสดุโทนสีดำ 10 รายการ ทั้งภายนอก และภายใน ได้แก่ กระจังหน้าตัววี คิ้วกันชนหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีเงิน สติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ STAR EDITION ที่ตัวถังรถด้านข้าง สัญลักษณ์ STAR EDITION ด้านหลัง พนักพิงศีรษะคู่หน้า และคิ้วบันไดสแตนเลส ชุดตกแต่งรอบปุ่มควบคุมชุดปรับอากาศสีดำ และชุดพรมพร้อมผ้ายางปูพื้น โดยนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ อิดิชั่น มีราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่น มาตรฐานในเกรด VL 19,900- บาท

นอกจากนี้ นิสสันยังนำรถยนต์รุ่นยอดนิยมมาเสริมทัพในงาน ได้แก่ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ คอมแพคซีดานที่ “แรงจริง จัดให้” ด้วยเครื่องยนต์ HRA0 ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุดถึง 100 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 152 นิวตันเมตร (Nm) ให้อัตราเร่งที่แรงและรวดเร็ว ให้ทุกการเดินทางสนุกเต็มพิกัด รูปลักษณ์ปราดเปรียวมากขึ้นด้วยกระจังหน้าคอนเซปต์ Next-generation V-motion และสีตัวถังทันสมัยเป็นเอกลักษณ์อย่าง Gray Sky Pearl นอกจากนี้ เทคโนโลยี NissanConnect Services ให้การเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่ และรถผ่านสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชัน* เสริมด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายจากรถพรีเมียมสู่คอมแพคซีดาน อาทิ เทคโนโลยีเซนเซอร์ตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tire Pressure Monitoring System – TPMS) เทคโนโลยีเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist – HBA) และเทคโนโลยีแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW) รวมถึงการติดตั้งฟังก์ชั่น SOS เพื่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันทีผ่านระบบเครื่องเสียงภายในรถยนต์ เมื่อเกิดเหตุต่างๆ

นิสสัน 5

นิสสัน นาวารา รถกระบะที่ทุกรุ่นทนถึงใจ ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่ต้องการรถกระบะใช้งานหนัก และวางไจได้ ด้วยโครงสร้างโมโนเฟรมแชสซีทำจากเหล็กกล้าชิ้นเดียวตลอดคัน (Fully Boxed Frame) รองรับทุกการบรรทุกหนักได้อย่างจุใจ หรือนิสสัน นาวารา PRO-4X และ นิสสัน นาวารา แบล็คอิดิชั่น ที่ให้ผู้ขับขี่สนุกกับทุกการเดินทาง การผจญภัย และการใช้งานทั่วไป ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ความจุ 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า (Ps) แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร (Nm) เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ที่สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบแมนนวล (M mode) ได้เพื่อความสนุกสนาน ควบคุมได้ดังใจ ให้ประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกเต็มพิกัด กับฝาท้ายแบบช่วยผ่อนแรงในการเปิด-ปิด และขนของที่กระบะได้สะดวก ตอบโจทย์การบรรทุกสัมภาระทั้งขนาดใหญ่ และเล็ก

นิสสัน 7

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต รถยนต์แบบ PPV ที่ “คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม” ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและความบันเทิงแบบครบครัน ห้องโดยสารกว้างขวางตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ประหยัดน้ำมัน มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ไปได้ทุกเส้นทาง อุ่นใจกับ ‘360 Degree Safety Shield’ เทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ระบบความบันเทิงระดับไฮเอนด์ด้วยเครื่องเสียงจาก Bose Premium Audio พร้อมลำโพงคุณภาพสูง 8 ตำแหน่ง จอสำหรับผู้โดยสารด้านหลังขนาด 11 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ททีวี หรือ HDMi เพิ่มความบันเทิงให้แก่ผู้โดยสาร

นิสสัน 9
นอกจากนี้นิสสันยังจัด “โปรใหญ่ Say YES” แคมเปญส่งเสริมการขายต้อนรับบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมยอดนิยมได้ง่ายมากขึ้น ด้วยความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าของรถยนต์แต่ละรุ่น โดยมีตั้งแต่ดอกเบี้ย 0% ไปจนดาวน์เริ่มต้น 9,999 บาท หรือระยะเวลาในการผ่อนนานสูงสุด 96 เดือน** ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ภายในงาน รวมถึงที่โชว์รูมผู้จำหน่ายนิสสัน ทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทย www.nissan.co.th

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” จัดแสดงยานยนต์รุ่นใหม่ นำโดย เอ็กซ์แพนเดอร์ เอซอีวี และเอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี พร้อม มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ มากับโปรโมชั่นสุดพิเศษ ในงาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0
มิตซูบิชิ ภาพเปิด

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขนทัพยานยนต์รุ่นใหม่คุณภาพสูง ภายใต้แนวคิดที่มุ้งเน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำโดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ร่วมด้วย มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2024 พร้อมจัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษ ดอกเบี้ย 0% และข้อเสนออื่น ๆ อีกมากมายที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 พร้อมตอกย้ำดีเอ็นเอผู้นำด้านมอเตอร์สปอร์ตและจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันแรลลี่ ด้วยการจัดแสดงรถแข่ง ออล-นิว ไทรทัน แรลลี่คาร์ พร้อมลงสู้ศึกเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ หรือ “AXCR 2024”

มิตซูบิชิ 1

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปัจจุบัน ตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบสนองความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมของผู้คน หนึ่งในการดำเนินกลยุทธ์ของเราก็คือ การเพิ่มการลงทุน ด้วยงบกว่า 500 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสายการผลิตที่โรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่ 3 ณ แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า xEV โดยเริ่มจาก เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ไปพร้อมกับรถยนต์อีโคคาร์ที่ผลิตอยู่เดิม โดยเรายังอยู่ในระหว่างการวางแผนพัฒนาและเปิดตัวรถยนต์มิตซูบิชิ ระบบไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในประเทศไทย รวมถึงตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลกอีกด้วย”

มิตซูบิชิ 2

“ทั้งนี้ เราได้นำสุดยอดยนตรกรรมคุณภาพสูง ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดน้ำมัน มาจัดแสดงในงานนี้ โดยเรามั่นใจว่ารถยนต์ของเราจะมอบประสบการณ์ความสนุก ตื่นเต้นเร้าใจ และความทรงจำสุดพิเศษให้แก่ทุกท่าน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการจัดงานมอเตอร์โชว์ในปีนี้ นั่นก็คือ “The Mobility of Joyful Experiences” หรือ ประสบการณ์ความสนุกของทุกการเดินทาง” มร. อินาบะ กล่าวเพิ่มเติม

ไฮไลท์ภายในงานปีนี้ ได้แก่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด รุ่นแรกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ใหม่ในแบบ Mitsubishi e:MOTION เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและมั่นใจในทุกเส้นทาง จากการผสาน 3 สุดยอดเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System) มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และน่าตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความคล่องตัว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน และ ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง

มิตซูบิชิ 5

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่อยู่ภายในรถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มาจัดแสดงให้ชมแบบเอ็กซ์คลูซีฟอีกด้วย การจัดแสดงนี้ จะเผยให้เห็นความปราณีตในการออกแบบเครื่องยนต์ มอเตอร์ ชุดแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนขับเคลื่อนที่มอบสมรรถนะขับขี่และการควบคุมอันเหนือชั้น ในแบบ Mitsubishi e:MOTION

ลูกค้าที่ซื้อ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ภายในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จะได้รับข้อเสนอจากแคมเปญพิเศษ ประกอบด้วย ราคาช่วงแนะนำเริ่มต้นที่ 912,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 0% และแพ็กเกจพิเศษ MITSUBISHI XTRA CARE บริการหลังการขายที่พร้อมมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้าแบบจัดเต็ม

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานนี้ ได้แก่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2024 มาพร้อมขุมกำลังใหม่ “ไฮเปอร์พาวเวอร์ (Hyper Power)” เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล วีจี เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ เทอร์โบ 4 สูบ ความจุ 2.4 ลิตร พร้อมหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์แบบคอมมอนเรลเจเนอเรชันใหม่ ทรงพลังและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานไอเสียระดับยูโร 5 (Euro 5) สร้างพละกำลังสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ที่ 2,250 – 2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ใหม่ ประสานการทำงานกับเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัว ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

มิตซูบิชิ 4

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2024 มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และขับเคลื่อน 2 ล้อ โดยรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ Elite Edition พร้อมเดินทางสู่จุดหมายในทุกสภาพอากาศและสภาพถนนทุกรูปแบบ ด้วยระบบขับเคลื่อน ซูเปอร์ซีเล็คต์ โฟร์วีลไดร์ฟ ทู (Super Select 4WD II) เอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งสามารถปรับเข้าสู่โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ (4H Full-time) ได้ทันที แม้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็ว (Shift-on-the-Fly) ทั้งยังมีโหมด 4HLc (ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง) และ 4LLc (ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ) รวมถึงโหมดการขับขี่แบบออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel สำหรับการขับขี่บนทางฝุ่น Mud/Snow สำหรับการขับขี่บนผิวทางที่ปกคลุมด้วยโคลนหรือหิมะ รวมถึงขณะที่ฝนตกซึ่งพื้นผิวถนนมีความลื่น Sand สำหรับการขับขี่บนพื้นผิวทราย และ Rock สำหรับขับขี่บนผิวทางที่ขรุขระหรือพื้นผิวหิน

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2024 ยังมาพร้อมดีไซน์ภายนอกใหม่ ในสไตล์สปอร์ตพรีเมียม ด้วยกระจังหน้าใหม่ แผงกันชนหน้า – หลัง ใหม่ และ ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้วดีไซน์ใหม่สีดำ พร้อมยกระดับความพรีเมียมภายในห้องโดยสาร ด้วยการตกแต่งภายในด้วยสีทูโทน ดำ-แดงเบอร์กันดี เบาะหนังสังเคราะห์ลาย Diamond Cut พร้อมคุณสมบัติสะท้อนความร้อน Heat Guard พร้อมด้วยจอแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 8 นิ้ว ใหม่ เพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็นและใช้งานง่าย

มิตซูบิชิ 7

ภายในงานนี้ ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2024 ได้ในราคาเริ่มต้น 1,389,000 บาท และรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.09% พร้อมรับแพ็จเกจบำรุงรักษา ฟรี 5 ปี และข้อเสนอพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดง รถออล-นิว ไทรทัน แรลลี่คาร์ ที่ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ท จะใช้ลงแข่งในการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ หรือ AXCR 2024 เพื่อท้าทายความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยสถิติแชมป์อันดับ 1 การแข่งขัน AXCR 2022 และรางวัลชนะเลิศประเภททีม ในปี 2023 โดย รถแข่ง ออล-นิว ไทรทัน แรลลี่คาร์ สร้างขึ้นจากรถกระบะ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ที่ผลิตในไทย รุ่นเดียวกับที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาด มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ให้ขุมพลังแรงเร็วเต็มสมรรถนะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

มิตซูบิชิ 8

ผู้สนใจสามารถชมรถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกรุ่นได้ที่บูธ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย A09 ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม และติดต่อเพื่อขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และติดตามข้อมูลข่าวสารของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

 

อีซูซุจัดเต็มมอเตอร์โชว์ 2024 นำเสนอยนตรกรรมหลากหลายทางเลือก รวมทั้งรถ EV เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกไลฟ์สไตล์

0
อีซูซุ 13

อีซูซุจัดเต็มรถโชว์ ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ทั้งด้าน การใช้งานและไลฟ์สไตล์อันหลากหลาย กับไฮไลท์รถปิกอัพไฟฟ้าต้นแบบ “Isuzu D-Max EV Concept” และรถบรรทุกไฟฟ้า “Isuzu Elf EV” เพื่อก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมรถแต่งสร้างแรงบันดาลใจ และรถรุ่นมาตรฐานยอดนิยม กับโซนตกแต่ง 5 โซน รวมทั้งสิ้น 15 คัน และกิจกรรมความสนุกในรูปแบบต่าง ๆ ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 ครั้งที่ 45 ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

อีซูซุ 1

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา อีซูซุได้ประกาศนโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนด้วยแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ครอบคลุมการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ การพัฒนาพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่รวมถึงระบบการจัดการ และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของอีซูซุ โดยคำนึงถึงความต้องการที่ซับซ้อนและแตกต่างกันของลูกค้า ในงานมอเตอร์โชว์ 2024 นี้ อีซูซุได้นำรถพลังงานไฟฟ้า 2 รุ่นมาอวดโฉม ได้แก่ “Isuzu D-Max EV Concept” รถปิกอัพไฟฟ้าต้นแบบ จากฐานการผลิตในประเทศไทยที่จะส่งออกไปยังประเทศนอร์เวย์ในปีหน้า และ “Isuzu Elf EV” รถบรรทุกไฟฟ้าที่เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว รวมถึงรถแต่งหลากหลายสไตล์เอาใจสายออฟโรดและเรซซิ่ง พร้อมรถมาตรฐานยอดนิยมอีกหลายรุ่น นำทีมโดย “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์” เหนือลิมิต…พิชิตโลก รถอเนกประสงค์สุดหรู “เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์” รวมทั้งรถปิกอัพสปอร์ตดีไซน์ใหม่ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ แรง…ทะลุเวิร์ส” โดยรถทั้งหมดซึ่งมีทั้งรถต้นแบบ รถแต่ง และรถรุ่นมาตรฐาน ได้นำมาจัดแสดงเป็นโซนเพื่อนำเสนอจุดแข็งด้านเทคโนโลยีในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ของโลก และตอบโจทย์ครบด้านความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่าทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์”

อีซูซุ 2
นอกจากนี้ มร. ทาคาชิ ฮาตะ ยังกล่าวอีกว่า “อีซูซุพร้อมสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับนโยบายรัฐบาลไทยในการผลิตรถทุกรุ่นให้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 ด้วยการใช้เทคโนโลยี DOC (Diesel Oxidation Catalyst) ในรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ และระบบ DPD (Diesel Particulate Diffuser) ในรถบรรทุกขนาดกลางบางรุ่น รถปิกอัพและรถนั่งอเนกประสงค์ ทำให้รถอีซูซุมาตรฐานยูโร 5 สามารถรักษาสมรรถนะรถ ประสิทธิภาพการใช้งานอันยอดเยี่ยม และยังสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น กล่าวคือ รถอีซูซุทุกรุ่นสามารถผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 โดยไม่เติมน้ำยาบำบัดไอเสียในเครื่องยนต์ดีเซล เช่น AdBlue ทั้งในรถปิกอัพ รถอเนกประสงค์ และรถบรรทุกอีซูซุทุกรุ่น ต่างกับเทคโนโลยีบำบัดไอเสียอื่น ๆ ที่ต้องเติมน้ำยาบำบัดไอเสีย เช่น AdBlue ตลอดการใช้งาน เป็นการเพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายแก่ผู้ใช้รถ การพัฒนารถมาตรฐานยูโร 5 แม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตรถสูงขึ้นมาก แต่เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับลูกค้ามากเกินไป อีซูซุจึงขอปรับราคารถมาตรฐานยูโร 5 เพิ่มขึ้นดังนี้
-รถอีซูซุเครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ยูโร 5 ราคาเพิ่มขึ้น 15,000 บาท
-รถอีซูซุเครื่องยนต์ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ยูโร 5 ราคาเพิ่มขึ้น 20,000 บาท

อีซูซุ 4

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 นี้เป็นต้นไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ”
โซนการตกแต่ง 5 คอนเซ็ปต์ภายในบูธอีซูซุ

1. โซนรถยนต์ไฟฟ้า (ISUZU EV VERSE) ครั้งแรกกับการจัดแสดงรถไฟฟ้าของอีซูซุ พร้อมมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

อีซูซุ  6
•รถปิกอัพไฟฟ้าต้นแบบ “อีซูซุ ดีแมคซ์” (Isuzu D-Max EV Concept) รถปิกอัพ 4 ประตู ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full Time โดยใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซล ชุดมอเตอร์คู่และเฟืองท้าย “eAxle” พัฒนาขึ้นใหม่ทำงานร่วมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ผสานกับช่วงล่างด้านหลังใหม่หมดแบบ De-Dion มั่นใจบนทุกสภาพถนน เหมาะสมกับการใช้งานของรถปิกอัพ สร้างดุลยภาพในการขับขี่ทั้งความนุ่มนวล และความสามารถในการบรรทุกอันยอดเยี่ยม จุดเด่นคือ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ให้กำลังรวมสูงสุด 130 กิโลวัตต์ แรงบิดรวมสูงสุด 325 นิวตัน-เมตร การออกแบบโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มความสามารถในการลากจูงได้ มีแผนจะเริ่มผลิตเพื่อส่งออกอย่างเป็นทางการจากฐานการผลิตประเทศไทยในปี 2568 และเปิดตัวในประเทศภาคพื้นทวีปยุโรปบางประเทศ เช่น นอร์เวย์ ในปี 2568 จากนั้นมีกำหนดการจะเปิดตัวในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ไทย ตลอดจนประเทศหรือภูมิภาคอื่น ๆ เป็นลำดับถัดไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและความพร้อมของสาธารณูปโภคด้านสถานีชาร์จรถไฟฟ้า
รายละเอียดตัวรถ
-ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time
-กำลังรวมสูงสุด: 130 กิโลวัตต์
-แรงบิดรวมสูงสุด : 325 นิวตัน-เมตร
-ระบบขับเคลื่อน eAxle ด้านหน้า :กำลังสูงสุด 40 กิโลวัตต์,แรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตร
-ระบบขับเคลื่อน eAxle ด้านหลัง :กำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์,แรงบิดสูงสุด 217 นิวตัน-เมตร
-ความเร็วสูงสุด : มากกว่า 130 กิโลเมตร/ ชั่วโมง
-ความสามารถในการลากจูง : 3.5 ตัน
-ประเภทแบตเตอรี่ : ลิเธียมไอออน
-ความจุแบตเตอรี่สูงสุด : 66.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
-น้ำหนักบรรทุกสูงสุด : 1 ตัน
•รถบรรทุกไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์ อีวี” (Isuzu Elf EV) พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Isuzu Modular Architecture and Component Standard : I-MACS” สำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแนวคิดการออกแบบ “Center Drive System EV” ซึ่งเป็นการออกแบบรถบรรทุกไฟฟ้าโดยเฉพาะที่คำนึงถึงความสมดุลของ การกระจายน้ำหนักรถ ระยะ ช่วงล้อหลัง และรัศมีวงเลี้ยวที่เหมาะสม เหมาะกับการใช้งานบรรทุกเบา วิ่งระยะสั้น อาศัยความคล่องตัว โดยใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งได้เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม 2566

อีซูซุ 5

ในขณะเดียวกัน อีซูซุพัฒนาเทคโนโลยีการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping System) เพื่อลดเวลาในการจอดชาร์จแบตเตอรี่ อีกทั้งยังสามารถเลือกแบตเตอรี่ ได้ตั้งแต่จำนวน 2-5 ก้อน เพื่อให้เหมาะกับระยะทางการขนส่ง
รายละเอียดตัวรถ
-ระบบขับเคลื่อน : ขุมพลังไฟฟ้าแบบมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวแบบ 4×2 (ขับเคลื่อนล้อหลัง)
-ช่วงล่าง : ด้านหน้า – ช่วงล่างแบบอิสระ ด้านหลัง – ช่วงล่างแบบแหนบ
-ระบบเบรก : ดิสก์เบรก หน้าและหลัง เบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Brake Hold
-ประเภทแบตเตอรี่ : ลิเธียมไอออน
-ความจุแบตเตอรี่ (ที่ใช้งานได้) : 100 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
-กำลังสูงสุด : 150 กิโลวัตต์
-แรงบิดสูงสุด : 370 นิวตัน-เมตร
-ขนาดรถ : (ยาว) 6,098 มม. x (กว้าง) 1,995 มม. x (สูง) 2,214 มม.
-ระยะฐานล้อ : 3,395 มม.
-น้ำหนักรถเปล่า : 3.2 ตัน
-น้ำหนักรถรวมบรรทุก : 7.5 ตัน
-การชาร์จ : รองรับมาตรฐานการชาร์จแบบ ChadeMo อีกทั้งมีระบบ Regenerative Braking ซึ่งสามารถชาร์จในระหว่างการเบรกกลับเข้าแบตเตอรี่ และผู้ใช้งานสามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ โดยอีซูซุได้เตรียมมาตรฐานการชาร์จที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศ เช่น หัวชาร์จแบบ CCS2 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เพื่อรองรับการใช้งานในยุโรป เป็นต้น

2. โซนออฟโรด (OFF ROAD VERSE) เติมแต่งความเท่ด้วยชุดแต่งพิเศษ ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยและแคมป์ปิ้ง

อีซูซุ 7
•“ใหม่! อีซูซุ วี-ครอส 4×4” เครื่องยนต์อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ 4 ประตู เกรด M สีเทาไอลาย์ โอเพค (Islay Gray Opaque) มาพร้อมชุดแต่ง IRONMAN 4×4 ตอบโจทย์นักเดินทางสายลุย ด้วยชุดแต่ง ดังนี้ กันชนหน้าแบบสามเขาพร้อมไฟสปอร์ตไลท์ LED รอกไฟฟ้าขนาด 9,500 ปอนด์ ไซเรียลการ์ดพร้อมบันไดข้าง กันชนหลังแบบเต็มรองรับเซ็นเซอร์และโซน่าด้านหลัง ชุดขาจับพร้อมแร็คหลังคาอะลูมิเนียม Atlas ชุดขาจับพร้อมไฟสปอร์ตไลท์รอบคัน หลังคาอะลูมิเนียม Alu Cab คุณภาพสูง ขาจับพร้อมแม่แรงไฮลิฟท์แจ็ค เต๊นท์หลังคาอะลูมิเนียม Orion ยาง BRIDGESTONE DUELER AT002 ขนาด 285/60 R18 และล้อ Lenso รุ่น MX Cezar ขนาด 18 นิ้ว

ใหม่! ระบบ Rough Terrain Mode ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ทั้ง 2 และ 4 ล้อ ด้วยการควบคุมการกระจายกำลังทุกรอบความเร็ว และระบบ Electronic Diff-Lock ระบบล็อกเฟืองท้าย ให้กำลังเครื่องยนต์ส่งไปยังล้อหลังซ้ายและขวาได้เท่ากัน ทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้อย่างง่ายดาย

•“เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์ รุ่น Ultimate” รุ่น 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ สีดำบาวาเรียน (Bavarian Black Mica) มาในคอนเซ็ปต์ “be UNCHARTED” หมุดหมายใหม่ กับ Passion ไม่สิ้นสุด ครั้งแรกกับการแต่งรถครอบครัวสายลุย จัดเต็มด้วยชุดแต่ง TJM รอบคัน พร้อมชุดแต่งอื่น ๆ อย่างกันชนหน้า TJM รุ่น CHASER BAR ไฟส่องสว่าง LED ติดกันชนหน้าพร้อมชุดไฟเลี้ยวในกันชนหน้า รอกไฟฟ้าขนาด 9,500 ปอนด์ บันไดข้าง TJM ชุดช่วงล่างหน้าและหลัง TJM พร้อมปีกนก TJM

อีซูซุ 8
ทั้งนี้ยังมีเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ISUZU MATRIX SAFETY INTELLIGENCE ที่เหนือกว่าด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS แบบกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน และยังคงความสะดวกสบายยิ่งกว่าด้วยฝาท้าย Smart Tailgate เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ทำงานร่วมกับระบบ Step Sensor อีกด้วย

3. โซนเรซซิ่ง (RACING VERSE) เอาใจสายรถแต่งที่เน้นความมันส์ ขับสนุก…ทะลุเวิร์ส ทั้งรถแต่งครบจบจากโรงงาน และรถแต่งพิเศษที่เสริมหล่อทั้งยกสูงและโหลดเตี้ย

อีซูซุ  9

•“อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น SPEED 4 ประตู” สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) ปิกอัพสปอร์ตดีไซน์ใหม่ ทุกองค์ประกอบโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ใหม่! ชุดแต่ง The X Package โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโทนเข้มตัดแดง Garnet Red สติกเกอร์ Dual Stripes คาดหน้า-หลัง พร้อมสเกิร์ตหน้า-หลังสไตล์ Integrated สเกิร์ตข้างดีไซน์เฉพาะตัว ล้ออัลลอย 16” Gloss Black ให้อารมณ์สปอร์ตเร้าใจ เหนือกว่าด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ พร้อมดีไซน์ Aerodynamic ให้ออกไปโลดแล่นนอกกรอบกับทุกมิติ
-ใหม่! หน้าปัดแสดงข้อมูลสไตล์เรซซิ่ง สะท้อนตัวตนผ่านโลโก้ X
-ใหม่! หน้าจอ Infotainment 8 นิ้ว ระบบสัมผัส ดีไซน์สปอร์ตโทนแดง รองรับระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับการใช้งาน)
-ใหม่! คอนโซลดีไซน์แบบ Flaming Wing เพิ่มความเร้าใจ
-ใหม่! เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตทูโทนดำ-แดง พร้อมโลโก้ X
-เกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อม Genius Sport Shift

อีซูซุ 10
• “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น HI-LANDER 4 ประตุ” สีดำบาวาเรียน (Bavarian Black Mica) ปิกอัพสปอร์ตยกสูงให้คุณสนุกเกินคาดกับทุกเส้นทางเหนือจินตนาการ เอกลักษณ์ กระจังหน้าโทนเข้มตัดแดง Garnet Red สติกเกอร์ Dual Stripes คาดหน้า-หลัง พร้อมสเกิร์ตหน้า-หลังสไตล์ Integrated Aerodynamic Sport Bar เหนือกระบะท้าย ล้ออัลลอย 18” Gloss Black ห้องโดยสารโทนดำ-เทา
– ใหม่! หน้าจอแสดงข้อมูล Integrated MID 7 นิ้ว โทนแดงให้อารมณ์สปอร์ตพรีเมียม พร้อมโลโก้ X
– ใหม่! หน้าจอ Infotainment 8 นิ้ว ระบบสัมผัส ดีไซน์สปอร์ตโทนแดง รองรับระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับการใช้งาน)
– ใหม่! Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย เปลี่ยนเกียร์ง่ายเพียงปลายนิ้ว
ขับสนุกเร้าใจ
– ใหม่! คอนโซลดีไซน์แบบ Iron Structure เพิ่มความเท่อย่างมีสไตล์
– ใหม่! เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม ด้วยเทคโนโลยี COOLMAX พร้อมโลโก้ X
– มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (Rev Tronic) พร้อม Sequential Paddle Shift (เฉพาะรุ่น 4 ประตู) และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อม Genius Sport Shift
•”เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์ รุ่น Active” สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) รถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว เสริมหล่อด้วย ชุดเบรกหน้า RUN STOP R8 Caliper แบบ 6POT พร้อมจานเบรกขนาด 380 มม ชุดเบรกหลัง RUN STOP R3 Caliper แบบ 4POT พร้อมจานเบรกขนาด 355 มม ชุดโช๊คอัพและสปริงโหลด PROFENDER รุ่น TUNE SERIES พร้อม ปีกนกและลูกหมากกันโคลงแต่ง ล้อ Lenso รุ่น Venom VT5 ขนาด 20 นิ้ว สี BZ และยาง BRIDGESTONE รุ่น Ecopia H/L100 ขนาด 265/50R20
•“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ สเปซแค็บ” เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด S สีเงินโบฮีเมียน เมทัลลิก (Bohemian Silver Metallic) ปลดล็อกศักยภาพใหม่ ด้วยดีไซน์ที่ โดดเด่น ผสานสมรรถนะความทนทานและความประหยัดน้ำมันขั้นสุด ตกแต่งพิเศษอย่างชุด โช๊คอัพและสปริงโหลด EXPLORAR แบบสปริงในตัวพร้อม SUB TANK ล้อ Lenso รุ่น Venom VT7 ขนาด 18 นิ้ว สี HB และยาง TOYO รุ่น Proxes Sport2 255/45R18
4. โซนเอาท์ดอร์ไลฟ์สไตล์ (Outdoor Lifestyle Verse) :
•“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 4 ประตู” 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด M สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) ตกแต่งด้วย BICYCLE CARRIER สำหรับขนย้ายจักรยานคู่ใจให้พร้อมปั่นได้ทุกสนาม เติมเต็มไลฟ์สไตล์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานในช่วงวันพักผ่อน มาพร้อมกับชุดคาน THULE รุ่น WINGBAR EVO ชุดจับจักรยานบนหลังคา THULE รุ่น UPRIDE 599 ชุดจับจักรยานแบบยึดกระบะท้าย THULE รุ่น BED RIDER 822XT พร้อมจักรยาน TREK 4 คัน ดังนี้
-จักรยาน TREK FUEL EX 5 GEN 5
-จักรยาน TREK SUPERCALIBER 9.7
-จักรยาน TREK SLASH 8
-จักรยาน TREK DUAL SPORT 2 GEN 5

•เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์ รุ่นพิเศษ! “PHANTOM COLLECTION” รุ่น 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ สีเทาไอลาย์ โอเพค (Islay Gray Opaque) สปอร์ตเอสยูวี สุดหรู ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา โทนสีดำ และภายนอกเร้าใจกับล้ออัลลอย Gloss Black ขนาด 20 นิ้ว เบาะนั่งดีไซน์พรีเมียม หรูหราสีดำตัดเย็บด้วยวัสดุพิเศษ โอบกระชับพร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ฝาท้ายแบบ Smart Tailgate เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ทำงานร่วมกับระบบ Step Sensor หน้าจอระบบ Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว รองรับการใช้งานทั้งระบบ Android Auto และ Wireless Apple CarPlay มาพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS แบบมีกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน ตอบรับชีวิตเหนือระดับแต่ใช้งานได้อเนกประสงค์ ขนย้ายได้แม้แต่กระดานโต้คลื่น (SURFBOARD) ตกแต่งพิเศษด้วย ชุดคาน THULE รุ่น WINGBAR EDGE กล่องบรรทุกสัมภาระ THULE รุ่น MOTION XT SPORT ชุดจับเซิร์ฟบอร์ด THULE รุ่น SUP TAXI 810

อีซูซุ 11
5. โซนรถยนต์รุ่นมาตรฐานยอดนิยม (Popular Standard Verse)

•“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 4 ประตู” 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด Z สีดำบาวาเรียน (Bavarian Black Mica) ปลดล็อกนิยามใหม่แห่งปิกอัพ ระดับ TOP CLASS ที่ผสมผสานความหรูหราอย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด สมรรถนะการขับเคลื่อนที่ทรงพลัง และเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น

•เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์ รุ่นพิเศษ! “PHANTOM COLLECTION” รุ่น 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite Pearl White) ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา โทนสีดำ และภายนอกเร้าใจกับล้ออัลลอย Gloss Black ขนาด 20 นิ้ว เบาะนั่งดีไซน์พรีเมียม สีดำตัดเย็บด้วยวัสดุพิเศษ โอบกระชับพร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ฝาท้ายแบบ Smart Tailgate เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ทำงานร่วมกับระบบ Step Sensor หน้าจอระบบ Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว รองรับการใช้งานทั้งระบบ Android Auto และ Wireless Apple CarPlay มาพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS แบบมีกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน
•“เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์ รุ่น Elegance” รุ่น 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ สีน้ำเงินกลาเซียร์ ไมก้า (Glacier Blue Mica) มาในคอนเซ็ปต์ “be UNCHARTED” หมุดหมายใหม่ กับ Passion ไม่สิ้นสุด ตอบโจทย์ความหลงใหลในการใช้ชีวิต ทั้งในด้านดีไซน์ และความสะดวกสบาย เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันชาญฉลาด ตลอดจนความรู้สึกในการขับขี่ที่แตกต่างจากรถอเนกประสงค์ที่คุณเคยสัมผัส ภายในกว้างขวางในโทนสี Macchiato Brown สีน้ำตาลเทาสลับสีน้ำตาลเข้มให้อารมณ์นุ่มลึก เพิ่มอารมณ์หรูด้วยวัสดุ Piano Black และ Chrome เต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ADAS แบบมีกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน สะดวกสบายยิ่งกว่าด้วย ฝาท้ายแบบ Smart Tailgate แบบ Step Sensor
•“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ แค็บโฟร์” เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด L สีเงินโบฮีเมียน เมทัลลิก (Bohemian Silver Metallic) ตอบโจทย์ด้านสมรรถนะ ความทนทาน และประหยัดน้ำมันขั้นสุด
-ใหม่! ไฟหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว ISUZU Vision Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยว
-ใหม่! กระจังหน้าแบบ 3-Dimension ดุดันสะกดทุกสายตากับ สี Silky Silver และ Dark Grey
-ใหม่! Air Curtain ที่กันชนหน้า นวัตกรรม Aerodynamic ลดแรงต้านอากาศ แบบฉบับรถสปอร์ตหรู
-ใหม่! ไฟท้ายแบบ Triple-Armour LED สัญลักษณ์ใหม่แห่งความโดดเด่น
-ใหม่! ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว โฉบเฉี่ยวทันสมัย
-ใหม่! ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานที่หลากหลายสะดวกสบาย ตามหลัก Usability Design โดดเด่นด้วย “Miura” Design (“มิอุระ” ดีไซน์)
-เบาะผ้าดีไซน์ใหม่
-ใหม่! หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 8 นิ้ว ใช้รองรับการใช้งานทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay
•“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ สเปซแค็บ” เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด L สีเทาไอลาย์ โอเพค (Islay Gray Opaque) ปลดล็อกศักยภาพใหม่ ไปได้ไกลกว่า ออกแบบให้สอดรับกับทุกไลฟ์สไตล์
-ใหม่! กระจังหน้าแบบ 3-Dimension ดุดันสะกดทุกสายตากับ Silky Silver และ Dark Grey
-ใหม่! ไฟหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว ISUZU Vision Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยว
-ใหม่! Air Curtain ที่กันชนหน้า นวัตกรรม Aerodynamic ลดแรงต้านอากาศ แบบฉบับรถสปอร์ตหรู
-ใหม่! ไฟท้ายแบบ Triple-Armour LED สัญลักษณ์ใหม่แห่งความโดดเด่น
-ใหม่! ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว โฉบเฉี่ยวทันสมัย
-ใหม่! ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานที่หลากหลายสะดวกสบาย ตามหลัก Usability Design โดดเด่นด้วย “Miura” Design (“มิอุระ” ดีไซน์)
-ใหม่! หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 8 นิ้ว รองรับการใช้งานทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay
-เบาะผ้าดีไซน์ใหม่
-ใหม่! กล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอดแบบ Built-in พร้อมเส้นกะระยะ Lane Guide
นอกจากนี้ภายในบูธยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุก…ทะลุเวิร์สตามโซนต่างๆ ร่วมเก็บภาพสุดประทับใจกับ 4 เวิร์สสุดล้ำของอีซูซุ เวิร์สไหนที่ใช่สำหรับคุณ

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสและทดลองขับได้ที่บูธอีซูซุ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

“มาสด้า” ปลุกชีพตำนานโรตารี่นำ Mazda MX-30 e-SKYACTIV R-EV จัดแสดงพร้อมรถใหม่หลากรุ่น ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45

0
มาสดา ภาพเปิด

มาสด้า เนรมิตบูธจัดแสดงรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบใหม่หมด ภายใต้ธีม Love of Cars เพื่อถ่ายทอดความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตที่กำลังดำเนินไปตามกรอบระยะเวลา ตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ที่หลงไหลในการขับขี่และรักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนจัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวที่มีลูกค้าอยู่ในทุกช่วงเวลา และมีรถยนต์มาสด้าเป็นพาร์ทเนอร์ในทุกประสบการณ์ ตอกย้ำการให้ความสำคัญที่มีลูกค้าเป็นหนึ่งในทุกการเติบโต สื่อสารอารมณ์ความรู้สึก ความสนุกสนานในการขับขี่ ความสุขในการใช้ชีวิต และอนาคตที่รถยนต์มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ได้แบ่งปันความทรงจำที่มีต่อรถยนต์ร่วมกัน เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้าและแบรนด์มาสด้าให้แนบแน่นยิ่งขึ้น พร้อมปลุกตำนานโรตารี่ด้วยการจัดแสดงเทคโนโลยีแห่งอนาคต Mazda MX-30 e-SKYACTIV R-EV ที่ผสานการทำงานร่วมกันระหว่างระบบไฟฟ้ากับเครื่องยนต์โรตารี่ กลายเป็น Plug-in Hybrid ที่ให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายและไปได้ไกลกว่า มาให้คนไทยได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด

 

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้มาสด้าออกแบบบูธใหม่ทั้งหมด ภายใต้ธีม Love of Cars ได้แรงบันดาลใจจากการมีลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งในทุกประสบการณ์ของการเดินทาง เป็นศูนย์รวมความสุขของผู้ที่รักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น โซนแกลเลอรี่วอลล์ ที่ลูกค้าส่งภาพความประทับใจกับรถยนต์คันโปรด You and Mazda Moments ถ่ายทอดประสบการณ์ความสุขในทุกช่วงเวลาของลูกค้า ซึ่งเป็นปณิธานที่เรามุ่งหวังและตั้งใจที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน และยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่รักในรถยนต์ “The Memorable Love of Cars” เสียสละรถโมเดลผ่านทางมาสด้า เพื่อส่งต่อให้กับเด็กๆ เยาวชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้สละเข้ามามากกว่า 500 คัน และมาสด้าเพิ่มเติมอีก 1,000 คัน โดยจะเร่งส่งต่อรถโมเดลเหล่านี้ให้ถึงมือเด็กๆ โดยเร็วที่สุด

ส่วนไฮไลท์สำคัญ คือ การจัดแสดงเทคโนโลยี Multi-Solution มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ส่งมอบเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายและมีความเหมาะสมในแต่ละภูมิภาค เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า ในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเชื้อเพลิงไปสู่พลังงานไฟฟ้า หลายคนคงจดจำเครื่องยนต์โรตารี่ สัญลักษณ์แห่งการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และความคิดสร้างสรรค์ นี่คือหนึ่งใน Multi-Solution เทคโนโลยีแห่งอนาคตจากมาสด้า การนำเทคโนโลยี e-SKYACTIV R-EV มาใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เป็นการปลุกฟื้นคืนชีพตำนานเครื่องยนต์โรตารี่ ต้นกำเนิดรถสปอร์ตมาสด้าหลากหลายรุ่นในอดีต ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นดีเอ็นเอสายพันธุ์สปอร์ตที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

มาสดา 3

หัวใจหลักสำคัญของการพัฒนา MAZDA MX-30 e-SKYACTIV R-EV คือเครื่องยนต์โรตารี่ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เครื่องยนต์ขนาด 830 ซีซี เล็กกว่าเครื่องยนต์ลูกสูบทั่วไปที่ให้กำลังใกล้เคียงกัน ให้พละกำลังสูงสุดถึง 170 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที ลูกสูบหมุน 1 โรเตอร์ ทำจากวัสดุอลูมิเนียม น้ำหนักเบาเพียง 15 กก. ประกอบกับแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนขนาด 17.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง เมื่อวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวได้ระยะไกลถึง 85 กิโลเมตร ที่เกิดจากจากการชาร์จเพียงครั้งเดียว ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง และเมื่อได้รับการปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้ากลับเข้ามาจากเครื่องยนต์โรตารี่จะทำให้เพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้ไกลกว่า 600 กิโลเมตร ทำให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับการเดินทางไกลเพื่อออกไปหาประสบการณ์ใหม่ในการดำเนินชีวิต ซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพของเครื่องยนต์โรตารี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงขนาดถัง 50 ลิตร มาผสานการทำงานของระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขยายระยะทางในการขับขี่ กลายเป็นเทคโนโลยี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่สมบูรณ์แบบที่มีต้นกำเนิดจากการทำงานของเครื่องยนต์โรตารี่ อันเกิดจาก “จิตวิญญาณแห่งความท้าทาย” หรือ “Challenger Spirit” อันมีเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นที่นำมาจัดแสดงภายในงานฯ ล้วนเป็นยนตรกรรมได้รับการถ่ายทอดปรัชญาของมาสด้า เพื่อยกระดับประสบการณ์ความสุขในทุกการขับขี่ และการใช้ชีวิตประจำวันในทุกๆ ด้านให้กับลูกค้าทุกคน ซึ่งรวมถึง การนำ NEW MAZDA MX-5 รถสปอร์ตโรดสเตอร์แบรนด์ไอคอนยอดนิยม ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงใหม่ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำสมัย กับเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการเชื่อมต่อ และเทคโนโลยีในการขับขี่ เพื่อถ่ายทอดปรัชญา จินบะ-อิตไต (Jinba-Ittai) ให้โดดเด่นสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ขับขี่จะสามารถสัมผัสได้ถึงอัตราเร่ง และการควบคุมพวงมาลัยที่ตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม ฉับไว ไม่ว่าจะขับรถในเมือง ทางโค้ง หรือขับในสนามแข่ง

มาสดา 5

โดยเฉพาะในระบบเกียร์แมนนวลที่มาพร้อม DSC-TRACK ซึ่งเป็นระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ (Dynamic Stability Control: DSC) ใหม่ ที่ใส่เพิ่มเติมเข้าในรถรุ่นนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้เหมือนกับการขับรถแข่งในสนามแข่ง โดยระบบจะยอมให้เกิด Understeer หรือ Oversteer เพียงเล็กน้อย และระบบจะเข้ามาช่วยเหลือในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถควบคุมรถได้ หรือก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รถหมุนเท่านั้น เพื่อช่วยควบคุมรถเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จึงสามารถมอบความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น และขับขี่ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ตอกย้ำถึงแนวทางในการพัฒนารถยนต์ของมาสด้าได้เป็นอย่างดี ในด้านการยกระดับคุณค่าประสบการณ์ของลูกค้าให้ครบทุกมิติ วางราคาจำหน่าย 3,029,000 บาท ดอกเบี้ย 2.49%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)3 ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี และฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี

นอกจากนี้ มาสด้ายังนำรถปิกอัพที่เปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ มาจัดแสดงเป็นครั้งแรก New Mazda BT-50 พร้อม…ให้คุณออกนำทุกเส้นทาง ภายใต้แนวคิดการออกแบบ Kodo : Soul of Motion โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม เช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์เอสยูวี มาสด้านำเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เทอร์โบ 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร ลงในรุ่นขับสองยกสูง Hi-Racer ทั้งรุ่นฟรีสไตล์แค็บและดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู มาพร้อมสีใหม่ สีเทา ร็อค เกรย์ กระจังหน้า Signature Wing และชุดกันชนหน้าสีดำเงา ล้ออัลอยด์ 18 นิ้ว ภายในเบาะหนังทูโทนสีน้ำตาล-ดำ ติดตั้ง Sport Paddle Shift พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ACC แบบ Stop & Go เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้น 7 แสนกว่าบาท

สำหรับมาสด้า บีที-50 ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่นย่อย รุ่นฟรีสไตล์แคป ขับเคลื่อน 2 ล้อ แบบยกสูง (FSC Hi-Racer) และรุ่นดับเบิ้ลแคป ขับเคลื่อน 2 ล้อ แบบยกสูง (DBL Hi-Racer) มีการติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจ กับอัตราเร่งและการออกตัวที่ดีเยี่ยม ตอบสนองทุกการขับขี่กับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Sport Paddle Shift) และในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ยังมาพร้อมระบบ Rough Terrain Mode ที่ติดตั้งมาใหม่ และระบบ Electronic Diff-Lock ที่เฟืองท้าย ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในเส้นทางขับขี่แบบออฟโร้ด ในขณะที่ราคาเป็นเจ้าของได้ง่ายมากขึ้นเริ่มต้นเพียง 752,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.99%1 ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง2 ที่สำคัญสำหรับครอบครัวมาสด้ารับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของมาสด้า คือการจัดแสดง New Mazda6 20th Anniversary Edition รถสปอร์ตซีดานระดับไฮเอนด์ ที่เปิดให้ลูกค้าจองแล้ววันนี้ในจำนวนจำกัดเพียง 100 คัน ในประเทศไทยเท่านั้น ด้วยราคาจำหน่าย 2.499 ล้านบาท ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง2 ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 7 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) ขยายการรับประกันคุณภาพนานสูงสุด 7 ปี4 ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 7 ปี สำหรับครอบครัวมาสด้ารับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท รวมถึงสิทธิพิเศษอีกมากมายที่ทางมาสด้าเตรียมไว้ให้กับลูกค้า 100 ท่าน ที่เป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นนี้ในประเทศไทย

มาสดา 7

นอกจากนี้ มาสด้ายังได้นำยนตรกรรมทุกรุ่นมาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสและเป็นเจ้าของด้วยเงื่อนไขสุดพิเศษ ครั้งแรกและครั้งเดียวในรอบปี ทั้งรถยนต์นั่ง Mazda2 ทั้งรุ่นซีดานและแฮตช์แบ็ค รับส่วนลดสูงสุดถึง 100,000 บาท Mazda3 ทั้งซีดานและฟาสแบ็ค รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท รวมถึงรถยนต์ครอสโอเวอร์เอสยูวีตระกูล CX-Series ประกอบด้วย Mazda CX-3 รับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท Mazda CX-30 รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท Mazda CX-5 รับส่วนลดสูงสุด 110,000 บาท และ Mazda CX-8 รับส่วนลดสูงสุด 80,000 บาท มาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสกันครบทุกรุ่น พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษภายในงานฯ อาทิ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี และฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ SHARP รุ่น IG-NX2B มูลค่า 2,890 บาท** และพิเศษสุดขึ้นไปอีกขั้นสำหรับเจ้าของรถยนต์มาสด้าและครอบครัว เมื่อออกรถใหม่ รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท ทั้งภายในงานฯ และที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หมดเขตถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 นี้เท่านั้น โอกาสทองของลูกค้าที่จะได้เป็นเจ้าของรถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตจากมาสด้า

ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าในการส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” Joy of Driving ต่อไป ภายใต้คุณค่าหลักที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้น “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และมุ่งมั่นที่จะส่งมอบ “ความสุขในการดำเนินชีวิต” ด้วยการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับชีวิตประจำวันของลูกค้าทุกคน

 

เปิดฉากงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 50 แบรนด์ ร่วมสร้างประสบการณ์แห่งความสนุกทุกการเดินทาง

0

บางกอก อินแตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 งานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Mobility of Joyful Experiences” : ประสบการณ์แห่งความสนุกของทุกการเดินทาง”  เปิดฉากอย่างเป็นทางการ ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และ อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4  โซนใหม่ ไฮเปอร์คาร์, ซูเปอร์คาร์, มอเตอร์โฮม, แกลมปิ้ง และอุปกรณ์ตบแต่งรถยนต์ เมืองทองธานี

ผู้ผลิตรถยนต์ และรถจักรยานยนต์จากทั้งยุโรป, ญี่ปุ่น, เอเชีย และสหรัฐฯ เข้าร่วมงานมากกว่า 50 แบรนด์ เป็นรถยนต์จำนวน 36 แบรนด์ คือ 1. FORD 2. BMW  3. MINI 4. GWM 5. TOYOTA 6.LEXUS 7. MG 8. ROLLSROYCE 9. MASERATI 10. PEUGEOT 11. JEEP 12. HYUNDAI13. AUDI 14.MITSUBISIHI 15.KIA 16.NISSAN 17.MAZDA 18.VOLVO 19.PORSCHE 20.BENTLEY 21.ISUZU 22.SUZUKI 23. BYD 24. NETA  25. HONDA 26. LOTUS 27.MERCEDES-BENZ 28. CHANGAN 29 VINFAST 30.POCCO 31. FIREBRIGHT 32.AION 33. NEXPOINT 34.BOMA 35. ZEEKR 36. XPENG

แบรนด์รถจักรยานยนต์ 14 แบรนด์ ได้แก่ 1.YAMAHA 2.Triumph 3.Harley-Davidson 4.Rapid 5.Felo 6. Kawasaki 7. Royal Enfield 8.Suzuki 9.Honda 10. Motorrad 11. VINFAST 12. ZEEHO 13. CF MOTO 14. STROM

มีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เข้ามาเปิดตัวไม่น้อยกว่า 20 รุ่น ซึ่งในปีนี้ มีรถ Hyper Concept อย่าง Mercedes-Benz Vision ONE-ELEVEN และ Nissan Hyper Tourer Concept มาร่วมสร้างสีสันภายในงานอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมี รถไฮไลท์ภายในงาน อาทิ Lotus Eletre Blends Electric Hyper SUV รถสปอร์ตอเนกประสงค์ขุมพลังไฟฟ้า 100%, Lotus EMIRA ทั้งรุ่น I4 และ V6 Supercharged,  The NEW JEEP WRANGLER 2024, New Volvo EX30 รถ SUV ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หรือจะเป็นรถสัญชาติจีน อย่าง CHANGAN ที่เปิดตัว LUMIN MINI EV ครั้งแรกในงาน ขณะที่ค่าย MG เตรียมเปิดราคา MG4 D Facelift อย่างเป็นทางการ ตามมาด้วย HONRI ที่เปิดตัว BOMA รถไฟฟ้าขนาด 4 ที่นั่ง

เช่นเดียวกับรถสัญชาติเวียดนาม อย่าง VINFAST เปิดตัวรถ SUV ไฟฟ้า VF 7 และรถกระบะไฟฟ้าต้นแบบ VF wild ขณะที่ค่ายรถจักรยานยนต์ Honda เปิดตัวสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ MOTOCOMPACTO ดีไซน์กระเป๋าเดินทาง กับ UNI-ONE วีลแชร์ ไฟฟ้าแบบไม่ต้องพึ่งคนเข็น

ส่วนค่ายรถสัญชาติไทย SRA เปิดตัวรถต้นแบบไฟฟ้า “เอสอาร์เอ หนุมาน3” Sport Vintage EV ครั้งแรกในโลก บุตรชายพระองค์เจ้าพีระสานฝันเส้นทางมอเตอร์สปอร์ต จากสนามแข่งสู่ยนตรกรรมไฟฟ้า รับกระแสยานยนต์โลก เผยล่าสุดนักสะสมทั่วโลกเล็งออเดอร์ล่วงหน้ารุ่นลิมิเต็ดครบรอบ 110 พระองค์พีระ

ในปีนี้ ทางผู้จัดงานฯ ยังได้พัฒนา LINE Official Account หรือ Line OA  ในชื่อ GrandPrix.Group ขึ้นมาต่อจากปีที่แล้ว เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อบัตร หรือ ใช้ในการลงทะเบียนเข้าชมงาน และที่ยังใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร ระหว่างบริษัทฯ กับผู้บริโภคในการส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางด้านยานยนต์ รูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ทั้งกลุ่ม Auto และ กลุ่ม Lifestyle ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นมาต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต และเรายังได้จับมือร่วมกับ TikTok Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สำหรับทำ TikTok Motor Show Official ขึ้นมา และมีกิจกรรม TikTok Hashtah Challenge ให้ได้ร่วมสนุกกันด้วย ซึ่งในปีนี้ได้กำหนดให้ใช้ Hashtag ดังนี้คือ  #MotorShow2024 , #GrandPrixMotorShow , #TikTokรักรถ ให้ได้ร่วมสนุกชิงรางวัลกันด้วย

ราคาบัตรเข้าชมงาน ยังคงราคา 100 บาท และพิเศษสุดสำหรับแฟนพันธุ์แท้ร่วมสัมผัสความเหนือระดับ ในงาน Motor Show ครั้งที่ 45 กับ VIP Diamond Lounge ประสบการณ์ที่จะทำให้การชมงานพิเศษมากขึ้น ตลอดช่วงการจัดงานทั้ง 14 วัน ในราคา 999 บาทสามารถเข้าชมงานได้ทุกวัน พักผ่อนทาน ของว่างและเครื่องดื่ม มีที่จอดรถและรับของที่ระลึก ร่วมรับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ ไฟฟ้า LUMIN และรถจักรยานยนต์ 4 คัน จากแบรนด์ HONDA YAMAHA KAWASAKI และ SUZUKI สำหรับผู้ซื้อบัตรเข้าชม

สำหรับผู้จองซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ภายในงาน ฯ ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ MG4 Electric D Vesion และรถจักรยานยนต์ ZEEHO AE6+

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และอิมแพ็ค ฟอร์รั่ม ฮอล 4  เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 7 เมษายน 2567 โดยเปิดให้เข้าชมงานเวลาตั้งแต่เวลา 12.00 22.00 น. ในวันธรรมดา และจะเปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา  11:00 -22.00 น. ในวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ

CHANGAN โชว์นวัตกรรมใหม่ล่าสุด พร้อมเปิดตัว LUMIN และ DEEPAL รุ่นใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024

0

CHANGAN บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ จัดแสดงนวัตกรรมใหม่ พร้อมเปิดตัว LUMIN และ 2 รุ่นใหม่จาก DEEPAL ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 โดยมีกำหนด จัดงานแถลงข่าววันที่ 25 มีนาคม และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ถึง วันที่ 7 เมษายน 2567

โดยภายในบูธ A19 ของ CHANGAN จะมีการจัดแสดงนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเปิดตัว LUMIN ซึ่งเป็น EV City Car และเปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุดจาก DEEPAL นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานจะมีโอกาสพบกับ AVATR 11 และ CD701 ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ CHANGAN ที่จะตอบโจทย์ทางเลือกการขับขี่ที่หลากหลาย

สำหรับ LUMIN ที่เป็นดาวเด่นของงานนี้ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ด้วยขนาดที่กะทัดรัดและเทคโนโลยีล้ำสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว มาพร้อมกับแบตเตอรี่ CATL วิ่งได้สูงสุด 301 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จแบบกระแสตรง DC เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และด้วยรูปทรงที่น่ารักมาพร้อมสีสันสดใส ทำให้ LUMIN เป็น EV City Car ที่โดดเด่นและน่าจับตามอง

นอกจากนี้  ยังมีการเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ของ DEEPAL “Twin Star” สองรุ่นด้วย เพราะที่ผ่านมา DEEPAL ได้รับการยอมรับด้านประสิทธิภาพและนวัตกรรมจากลูกค้าและสื่อมวลชนเป็นอย่างดี สำหรับ DEEPAL L07 S (Standard Range)  รถ Sporty Fastback วิ่งระยะได้สูงสุดถึง 475 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NDEC ในขณะที่ S07 L (Long Range) รถ Smart lifestyle SUV สามารถวิ่งระยะได้ไกลถึง 560 กิโลเมตร ทำให้มั่นใจได้ถึงการเดินทางไกลอย่างไร้กังวล

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 การเปิดตัว LUMIN และ DEEPAL รุ่นใหม่ ถือเป็นการยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายสำหรับยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราขอเชิญทุกท่านมาพบกับนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่บูธ CHANGAN”  นาย เซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการและประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

นาย โจว ชิง รองประธานบริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย)  กล่าวเสริมว่า “ผมมีความยินดี ที่จะแนะนำ LUMIN ซึ่งวิ่งได้ระยะทาง 301 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC โดย LUMIN รุ่น  L DC มีราคาจัดจำหน่ายอยู่ที่ 499,000 บาท ส่วน LUMIN L มาพร้อมราคาจัดจำหน่ายเพียง 479,000 บาท”

CHANGAN ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง LUMIN ภายในงานมอร์เตอร์ โชว์ ตั้งแต่ วันที่ 25 มีนาคม 2567 ถึง 7 เมษายน 2567 และส่งมอบรถภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2567 เท่านั้น  โดยรับดอกเบี้ยพิเศษ 0.68% เมื่อดาวน์ 30% ผ่อน 48เดือน หรือดาวน์น้อย เริ่มต้นเพียง 3,950 บาท พร้อมรับแพ็กเกจ Lumin Buddy Care มูลค่า 40,000 บาท เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

นอกจากนี้ นาย โจว ชิง ยังเปิดเผยราคา DEEPAL รุ่นใหม่ โดย DEEPAL L07 S รถยนต์ไฟฟ้า Sporty Fastback วิ่งได้ระยะทาง 475 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ราคาอยู่ที่ 1,239,000 บาท ขณะที่ DEEPAL S07 L Smart Lifestyle SUV วิ่งได้ระยะทาง 560 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 1,499,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า DEEPAL จะได้รับ Premium Care มูลค่า 250,000 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนขาย หรือศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ของ CHANGAN

“CHANGAN พร้อมต้อนรับทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นที่บูธหรือที่โชว์รูมของเรา ผู้ที่สนใจสามารถแวะมาพูดคุยสอบถาม หรือทดลองขับได้ ทั้งเดินทางที่เต็มไปด้วยสีสันกับ LUMIN หรือสัมผัสประสบการณ์แห่งโลกอนาคตกับ DEEPAL” นาย โจว ชิง กล่าวปิดท้าย

ร่วมเป็นสักขีพยานแห่งอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้ากับ CHANGAN ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 บูธหมายเลข A19

NETA เปิดตัว “NETA V-II” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในสไตล์ City Car ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Smart & Play’ สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร

0

บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ชูกลยุทธ์ All in Thailand, All for Thailand” เปิดตัว “NETA V-II” (เนต้า วีทู) รถยนต์นั่งพลังงานไฟฟ้า 100% ในสไตล์ City Car อย่างเป็นทางการในประเทศไทย มาพร้อมแนวคิด ‘Smart & Play สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใครเปิดราคาคาดการณ์ NETA V-II รุ่น LITE ที่ 549,000 บาท และ NETA V-II รุ่น SMART ที่ 569,000 บาท พร้อมเปิดรับจอง NETA X (เนต้า เอ็กซ์) รถยนต์นั่งอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า ก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการในไตรมาส 2 ของปีนี้ ตั้งเป้าสิ้นปี 2567 สามารถส่งมอบนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ถึงมือคนไทย 30,000 คัน ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์นวัตกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น พร้อมพบกับโปรโมชันพิเศษได้ที่บูธ NETA ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2567 นี้ 

มร. หวัง เฉิงเจี่ย (Mr. Wang ChengJie) รองประธาน บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ เซลส์ จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “NETA Auto ยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการเป็นผู้สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ และสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมสําหรับทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ จนถึงปัจจุบัน NETA ได้ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าทั่วโลกรวมแล้วกว่า 400,000 คัน โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา NETA ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้ากว่า 127,500 คัน ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 20 อันดับแรกของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศจีน และยังครองอันดับหนึ่งในฐานะบริษัทสตาร์ทอัพ EV ของจีนที่เป็นผู้นำในตลาดโลกจากการมีผลงานอันยอดเยี่ยมในประเทศไทยที่เป็นทั้งตลาดต่างประเทศแห่งแรกและแห่งใหญ่ที่สุดของ NETA 

“สำหรับปี 2567 นี้ NETA ตั้งเป้าหมายในการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากว่า 300,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นเป้าหมายสําหรับตลาดต่างประเทศ กว่า 100,000 คัน และตั้งเป้าหมายการขยายเครือข่ายจัดจำหน่ายในทั่วโลกครอบคลุมตลาดกว่า 60 ประเทศ และมีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการกว่า 300 แห่ง ครอบคลุมตลาดในภูมิภาคอาเซียน ยุโรป ตะวันออกกลาง รวมถึงตลาดใหม่ของเราในแอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ โดยประเทศไทยจะยังเป็นตลาดหลักที่สำคัญของ NETA ด้วยส่วนแบ่งการตลาดถึง 17% ในปี 2566 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เรายังคงรั้งตำแหน่งบริษัทรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอันดับสองในตลาด EV ของไทยเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 NETA ได้ทำการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่น NETA V ให้กับลูกค้าของเราไปแล้วกว่า 15,000 รายในประเทศไทย” มร. หวัง เฉิงเจี่ย กล่าว

 

มร. ชู กังจื้อ (Mr. Shu GangZhi) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของ NETA ในประเทศไทยว่า ปีนี้ถือเป็นก้าวใหม่ของการพัฒนา NETA ในตลาดประเทศไทยโดยมีเป้าหมายการส่งมอบยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของ NETA ให้ลูกค้าคนไทยกว่า 30,000 คัน ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ จะดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “All in Thailand, All for Thailand” ซึ่งประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่  

  • การเริ่มต้นการผลิตภายในประเทศร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา NETA ได้เริ่มผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากโรงงานในประเทศไทย นับเป็นโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของ NETA นอกประเทศจีน และเป็นโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของกรุงเทพฯ โรงงานในประเทศไทยแห่งนี้จะช่วยให้ NETA สามารถยกระดับขีดความสามารถในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และตอบสนองความต้องการของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
  • การยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทรงพลังและติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูง โดยปีนี้จะมีการแนะนำรถรุ่นใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ NETA V-II และ NETA X นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดตัวรุ่นใหม่ในไตรมาสแรกของปีหน้าเพิ่มเติมอีกหนึ่งรุ่น ทั้งนี้ NETA จะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ 1 รุ่นทุกปีตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป
  • การเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกทีมที่เป็นคนไทยมากกว่า 85% เพราะเราตระหนักดีว่าพนักงานคนไทยคือคนที่จะเข้าใจลูกค้าคนไทยดีที่สุด
  • การพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายการขยายเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมมากกว่า 65 แห่งทั่วประเทศไทยภายในปี 2567 เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของลูกค้าทั้งในด้านการขายและการบริการลูกค้าที่ครอบคลุม
  • การสร้างแบรนด์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ ด้วยการมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้า ผ่านกระบวนการขายและบริการที่ยอดเยี่ยม มาตรฐานการดำเนินงาน กิจกรรมดูแลลูกค้า และการบริหารเสียงของลูกค้า

 

NETA V-II  SMART & PLAY สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร

NETA V-II” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car มาพร้อมแนวคิด “SMART & PLAY สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร” ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยว ฟังก์ชันที่ครบครันยิ่งขึ้น พร้อมระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสนุกและมั่นใจยิ่งขึ้น โดยมีให้เลือก 2 รุ่น คือ NETA V-II รุ่น LITE และ รุ่น SMART 

NETA V-II รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ โดดเด่นด้วยหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlayTM พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล ขนาด 12 นิ้ว ระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย และกุญแจแบบสมาร์ทคีย์พร้อมระบบ Ride & Go ให้รถพร้อมสำหรับการขับขี่ทันทีที่เปิดประตูรถ NETA V-II ให้สมรรถนะที่เพียงพอต่อการใช้งานด้วยมอเตอร์ขนาด 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery) ให้ระยะทางในการวิ่งสูงสุด 382 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มตามมาตรฐาน NEDC สำหรับ NETA V-II รุ่น SMART เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบช่วยในการขับขี่ ADAS รวม 8 ระบบ ได้แก่ ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ รวมไปถึงระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน 

NETA V-II มีสีมาตรฐานให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว White Storm สีเทา Midnight Gray สีชานม Milk Tea* สีฟ้า Baby Blue* และมีสีพิเศษ 2 สี ได้แก่ สีชมพู Sakura Pink และสีเขียว Moonlight Green เฉพาะในช่วงงานมอเตอร์โชว์ เท่านั้น โดยมีราคาคาดการณ์จำหน่ายสำหรับ NETA V-II รุ่น LITE ที่ 549,000 บาท และ NETA V-II รุ่น SMART ที่ 569,000 บาท   

* รถพร้อมส่งมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

 

NETA X  All-Electric Compact SUV

นอกเหนือจากการเปิดตัว NETA V-II แล้ว ภายในงาน มอเตอร์โชว์ปีนี้  NETA ได้เปิดรับจอง NETA X (เนต้า เอ็กซ์) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ Crossover SUV ที่มาพร้อมพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ให้ระยะทางในการขับขี่ที่ไกลถึง 500 กิโลเมตร โดย NETA มีแผนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่ตลาดประเทศไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

ข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง NETA V-II ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2024  และที่ผู้จำหน่าย NETA ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 ดังนี้:

  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี! เครื่องชาร์จ NETA WALLBOX พร้อมค่าติดตั้ง จำนวน 1 ชุด
  • ฟรี! รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 ก.ม.(แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี! รับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนเปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-023-9981 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่:

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • NETA Line Official : @netaautothailand
  • Website  : www.neta.co.th

เอ็มจี ฉลองแบรนด์ครบรอบ 100 ปี นำรถรุ่นใหม่หลากหลายรุ่น ลุยงาน Motor Show 2024

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ฉลองครบรอบ 100 ปี พร้อมเดินหน้าสร้างสีสันวงการยานยนต์ไทย ส่งยนตรกรรมใหม่เปิดตัวต่อเนื่อง นำโดย NEW MG CYBERSTER สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่ง รุ่นพวงมาลัยขวา ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน พร้อมด้วย แฮทช์แบ็คไฟฟ้าที่ขับสนุกและเร้าใจอย่าง NEW MG4 ELECTRIC นำโดยรุ่น XPOWER  และอีก 2 รุ่นที่ผลิตภายในประเทศ กับ รุ่น STANDARD RANGE และ รุ่น LONG RANGE บิ๊กเซอร์ไพรส์ ที่เปิดโอกาสให้คนไทยได้สัมผัสและเป็นเจ้าของก่อนใคร กับ E-MPV ไซส์กลาง อย่าง NEW MG MAXUS 7 และชูความเป็นสปอร์ต คูเป้ซีดานที่แตกต่างกว่าใครกับ NEW MG5 PRO โฉมล่าสุด มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างที่สุดในเซกเมนต์ และการออกแบบโฉมใหม่ที่ดูโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม พร้อมให้คนไทยพบกับ 4 สุดยอดไฮไลท์เด่นและยนตรกรรมทุกรูปแบบการขับเคลื่อนจาก เอ็มจี ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึงวันที่ 7 เมษายนนี้ ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A8 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นาย ซู๋ว หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของแบรนด์ เอ็มจี ในการสร้าง “สีสัน” ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเป็นการเดินหน้าแบรนด์สู่หมุดหมายใหญ่ในการเป็น Top 3 ของอุตสาหกรรม พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางและทิศทางของแบรนด์ที่มุ่งขยายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligent) เข้ามาใช้ในการทำงาน รวมถึงแนะนำผลิตภัณฑ์ เอ็มจี ให้กับลูกค้า ภายในงาน ด้วยยนตรกรรมที่มีความหลากหลาย เพิ่มทางเลือกให้ครอบคลุมในทุกไลฟ์สไตล์ โดย เอ็มจี นำทัพยนตรกรรมรุ่นใหม่มาเปิดตัวพร้อมกันมากที่สุดถึง 4 รุ่น อีกทั้งยังมีแคมเปญพิเศษสำหรับยนตรกรรม ที่ครบในทุกรูปแบบการขับเคลื่อน”

ครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน กับสปอร์ตโรดสเตอร์อีวี รุ่นสำคัญฉลองครบรอบ 100 ปี อย่าง NEW MG CYBERSTER

เปิดขบวนกับ “การกลับมาอีกครั้งของตำนานสปอร์ตโรดสเตอร์” (THE LEGEND IS BACK) ในรูปแบบพลังงานไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่งอย่าง NEW MG CYBERSTER ยนตรกรรมที่สร้างตำนานบทใหม่ ให้กับ เอ็มจี ด้วยภารกิจที่ทาง เอ็มจี ฉลองครบรอบ 100 ปี อย่าง “CHARGING INTO THE FUTURE” กับการเดินทางข้ามผ่านเส้นทางมากกว่า 25 ประเทศ รวมระยะทางกว่า 16,000 กิโลเมตร โดยฝาแฝด “THE TURNER TWINS” ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และในวันนี้ NEW MG CYBERSTER พวงมาลัยขวา พร้อมเปิดตัวเป็นประเทศแรกของภูมิภาคอาเซียน โดยถือเป็นยนตรกรรมรุ่นเรือธงของ เอ็มจี ในการบุกตลาดอีวีทั่วโลก ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นจากการออกแบบโดย SAIC’s Advanced Design Studio ลอนดอน สหราชอาณาจักร สะกดทุกสายตาด้วยประตูปีกนกแบบปุ่มสัมผัสเปิด-ปิดและหลังคาซอฟต์ท็อป กระจังหน้าเรียวยาว ไฟหน้าออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Eye of the Storm ไฟท้ายได้รับแรงบันดาลใจจากธงยูเนียนแจ็ค เส้นด้านข้างของตัวรถมีความโค้งมน พร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสีทูโทน ตกแต่งด้วยวัสดุ Soft touch เบาะนั่งแบบ Y-Shape ที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ใช้วัสดุพรีเมียมอย่างหนังแบบ Nappa สลับหนัง Alcantara อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็น จอ Dashboard Triple-Screen ขนาด 7 นิ้ว ขนาด 10.25 นิ้ว และขนาด 7 นิ้ว จำนวน 3 จอเรียงต่อกัน พร้อมระบบอัจฉริยะ i-SMART ระบบเสียงคุณภาพจาก Bose พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง ในแง่ของสมรรถนะ อัดแน่นด้วยขุมพลังมอเตอร์คู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุดที่ 544 แรงม้า (400 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 3.2 วินาที มาพร้อมแบตเตอรี่ Ultra-Thin Rubik’s Cube ความจุ 77 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทาง 503 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ Double Wishbone และด้านหลังแบบอิสระ Multi-link จัดเต็มด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 26 ระบบ ซึ่งครอบคลุมระบบความปลอดภัย ADAS ไว้อย่างครบถ้วน

ต่อยอดความสำเร็จของ “โกลบอลอีวีรุ่นยอดฮิต” กับประสบการณ์ครั้งใหม่ของ NEW MG4 ELECTRIC

NEW MG4 ELECTRIC รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า 100% มาพร้อมคอนเซ็ปต์ ICON” นิยามของการเป็นต้นแบบและมาตรฐานใหม่ของรถอีวีที่ขับสนุก พัฒนาบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ดีไซน์มาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ พร้อมจุดเด่นอันหลากหลาย อาทิ การกระจายน้ำหนัก แบบสมมาตร 50:50 ตัวถังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity) ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังอิสระแบบ 5-Link Suspension ทำให้ NEW MG4 ELECTRIC มีสมรรถนะและการควบคุมที่ดีเยี่ยม พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 26 ระบบ โดย เอ็มจี ได้ต่อยอดความสำเร็จของยนตรกรรมรุ่นนี้ ด้วยการเพิ่มรุ่น ที่ถือเป็น ICON ของ NEW MG4 ELECTRIC อย่าง XPOWER ที่มาพร้อมขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุด 435 แรงม้า (320 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.8 วินาที แบตเตอรี่ Rubik’s Cube Battery ขนาดความจุ 64 kWh (NMC) สามารถวิ่งได้ระยะทาง 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ภายนอกตัวถังสีใหม่สีเขียว Wild Hunter Green พร้อมด้วยหลังคาแบบทูโทน (Blacktop) ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ภายในให้ความสปอร์ตพรีเมียมด้วยวัสดุที่ใช้หุ้มเบาะที่ผสมผสานระหว่างหนังสังเคราะห์และหนังอัลคันทาร่าพร้อมเพิ่มเติมระบบ One Pedal เข้ามา เฉพาะในรุ่น XPOWER

และรุ่นที่ผลิตจากสายการผลิตในไทยอย่าง รุ่น STANDARD RANGE (49kWh) สามารถวิ่งได้ระยะทาง
423 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้งตามมาตรฐาน NEDC และ รุ่น LONG RANGE (64kWh) สามารถวิ่งได้ระยะทาง 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ที่พร้อมมอบ “ความเป็นที่สุด” ของ “แฮทช์แบ็คอีวีที่ขับสนุก” (THE BEST ENJOYABLE EV) โดยทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังสูงสุดที่ 170 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร พร้อมปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมฟังก์ชันทั้งภายนอกและภายในรถ อาทิ ADAPTIVE GRILLE ช่วยระบายความร้อนของรถแบบอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้ง ใบปัดน้ำฝนด้านหลัง หน้าจอสีระบบสัมผัสที่ปรับให้ใหญ่ขึ้นจาก 10.25 นิ้ว เป็นขนาด 12 นิ้ว เพิ่มช่องวางแก้วด้านข้างประตู และเพิ่มราวมือจับสำหรับผู้นั่งโดยสาร (Assist Grip) 3 ตำแหน่ง

สำหรับรุ่น STANDARD RANGE มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อม AERO WHEEL COVER
และในรุ่น LONG RANGE มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมสีตัวถังใหม่สีส้ม (Fizzy Orange) 

 

E-MPV ไซส์กลาง NEW MG MAXUS 7 ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากลุ่มครอบครัวสมัยใหม่

ในงานครั้งนี้ เอ็มจี ได้นำ NEW MG MAXUS 7 มาจัดแสดงให้คนไทยได้สัมผัสกับคันจริงของ E-MPV ไซส์กลาง ขนาด 7 ที่นั่ง มาพร้อมฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่ทันสมัย งานดีไซน์ที่โดดเด่นตามแบบฉบับของ MG MAXUS Series ทั้งงานออกแบบและฟังก์ชันการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ประตูสไลด์ด้านข้างเปิดปิดด้วยไฟฟ้าพร้อมฝาท้ายไฟฟ้า ที่เปิดประตูแบบเก็บซ่อนในตัวรถ หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ ภายในดูเรียบและหรูด้วยโทนสีดำและสีน้ำตาล ดีไซน์คอนโซลหน้าแบบ Dual Layer พร้อมที่วางแก้ว และรองรับการชาร์จแบบไร้สาย  เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ห้องโดยสารให้ความสบายที่มากกว่า พร้อมที่นั่งแบบ Captain Seat ในแถวที่ 2 ที่โอบรับกระชับทุกสรีระ นอกจากนี้ ยังช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการขับขี่และการใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ด้วยหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อกัน รวมถึงระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และ Android Auto และยังสามารถเปลี่ยนรถให้เป็นแหล่งพลังงานได้ด้วยระบบ V2L ที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าระดับ 6.6 kW นอกจากนี้ NEW MG MAXUS 7  ยังเป็นยนตรกรรมที่มีสมรรถนะชั้นเยี่ยม ด้วยขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุดที่ 245 แรงม้า แรงบิดที่ 350 นิวตัวเมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดความจุ 90 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP นอกจากนำมาจัดแสดงก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เอ็มจี ยังได้เปิดโอกาสให้คนไทยได้ Pre-booking เป็นเจ้าของ NEW MG MAXUS 7 ก่อนใคร ในงานนี้โดยสามารถจองล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ ของ เอ็มจี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2567 ด้วยข้อเสนอพิเศษ จอง 10,000 บาท สามารถใช้เป็นส่วนลดได้ 20,000 บาท

 

กล้าเป็นตัวเองในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร กับ NEW MG5 PRO

NEW MG5 PRO กับจุดเด่นของการเป็นสปอร์ตคูเป้ซีดานโดยโฉมล่าสุดนี้ เอ็มจี ปรับให้โฉบเฉี่ยวสะกด             ทุกสายตายิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ Black Chrome Gladius Grille Design เสริมความเป็นสปอร์ตพรีเมียมด้วยวัสดุ Smoke Chrome รอบคัน และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีดำ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์ใหม่ คงจุดเด่นด้วยห้องโดยสารที่กว้างสุดในเซกเมนต์ จัดเต็มด้วยฟังก์ชันที่ให้มาครบครัน พร้อมดีไซน์สุดล้ำ โดยเฉพาะการออกแบบคอนโซลกลางแบบ Driver-focus cockpit ที่ให้องศาที่เหมาะกับตำแหน่งคนขับ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง หลังคาซันรูฟขนาดใหญ่ และคำนึงถึงผู้ใช้รถด้วยช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง หน้าจอทัชสกรีนขนาด 10 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple Car Play และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบกุญแจ แบบ Digital Key ที่สามารถรับ-ส่งโค้ดผ่านทางแอพพลิเคชั่น i-SMART โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องใช้กุญแจในการสตาร์ท ให้ผู้ใช้งานรถมั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรปที่ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว (ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM) สร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ มาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริม แรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Detection System ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง 3 มิติ ระบบควบคุมการทรงตัวในขณะเข้าโค้ง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน ถุงลมนิรภัย 6 จุด มาพร้อมสีตัวถังที่มีให้เลือกมากถึง 6 สี โดยมีสีใหม่อย่างสีเขียว Mineral Green เป็นสีไฮไลท์

พบกับ ทัพยนตรกรรมคุณภาพครบทุกรุ่นทุกรูปแบบการขับเคลื่อนของ เอ็มจี พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ และรับข้อเสนอสุดพิเศษมากมายภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A8 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายนนี้ และที่โชว์รูมและศูนย์บริการของเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยโฉม GWM POER SAHAR HEV รถกระบะไฮบริดคันแรกในไทย พร้อมเปิดลงทะเบียนจองสิทธิ์ซื้อ ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) เดินหน้าเร่งเครื่องเต็มพิกัด พร้อมตอกย้ำพันธกิจใหม่กับการขึ้นสู่ตำแหน่งหนึ่งในสามผู้นำแบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยภายใน 3 ปี หรือ Top 3 in 3 ขนทัพรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ทั้งสิ้น 10 รุ่น พร้อมนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตภายใต้แนวคิด “The Great Movement” ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เกรท วอลล์ มอเตอร์ มาพร้อมกับไฮไลท์สุดพิเศษ ประเดิมด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์น้องใหม่สะเทือนวงการรถกระบะในประเทศไทย “GWM POER SAHAR HEV – The First-Class Intelligent Pickup” รถกระบะขุมพลังไฮบริดรุ่นแรกในไทย ที่จะทำให้ทุกการเดินทางเสมือนการใช้บริการในที่นั่งระดับเฟิร์สคลาส ยกระดับมาตรฐานรถกระบะไปอีกขั้น ฉีกกฎการใช้รถกระบะแบบเดิม ๆ ให้คอกระบะชาวไทยได้ยลโฉมก่อนใคร เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าด้วยการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ HAVAL JOLION อย่าง “Three Man Down” พร้อมเพลงใหม่สุดพิเศษ “ให้เธอนั่งข้าง ๆ” เอาใจคนรุ่นใหม่ ร่วมด้วยทัพรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมรวมถึงโปรโมชันสุดเร้าใจมากมายที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A4 อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 2567 – 7 เมษายน 2567

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “วันนี้เรามีความยินดีที่จะแนะนำแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้คนไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก โดยรถกระบะเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความเชี่ยวชาญมากที่สุดและมีประวัติอันยาวนาน กับการครองตำแหน่งผู้นำตลาดในประเทศจีนมากถึง 26 ปี (พ.ศ. 2541 –  พ.ศ. 2566) มีส่วนแบ่งตลาดในปัจจุบันเกือบ 50% และมียอดขายสะสมมากถึง 2.54 ล้านคันทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย รถกระบะจะไม่ใช่พาหนะสำหรับการใช้งานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะเป็นรถเพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยวในคันเดียวกัน ที่จะพาทุกคนในครอบครัวไปสู่จุดหมายได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ซึ่งความสะดวกสบายและความปลอดภัยนี้ ถือเป็นจุดที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความโดดเด่นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี ถือเป็น “โอกาส” และ “จุดสร้างความแตกต่าง” ที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากรถกระบะอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตลาดในปัจจุบัน GWM POER SAHAR HEV เป็นรถกระบะไฮบริดรุ่นแรกในประเทศไทย ที่จะเข้ามาเปลี่ยนนิยามของรถกระบะให้ไม่เหมือนเดิม ให้ทุกการเดินทางเปรียบเสมือนการโดยสารในที่นั่งเฟิร์สคลาส ที่มาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นผสมผสานระหว่างความประณีต หรูหรา และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมสมรรถนะที่ตอบโจทย์ในทุกการเดินทางสำหรับครอบครัวชาวไทยได้เป็นอย่างดี ในอนาคต เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ในด้านการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามพันธสัญญาที่ให้ไว้ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่สังคมพลังงานใหม่อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

GWM POER SAHAR HEV รถกระบะไฮบริดรุ่นแรกในประเทศไทย ยกระดับวงการกระบะให้ล้ำหน้าไปอีกขั้น

GWM POER SAHAR HEV เป็นรถกระบะคันแรกในประเทศไทยที่เป็นพลังงานไฮบริดให้กับผู้ใช้งานรถกระบะทั่วประเทศ ที่จะเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2567 นี้ GWM POER SAHAR HEV มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 2.0 ลิตร มอบความเงียบและความนุ่มทั้งในการขับขี่แบบปกติและเร่งแซง มอบพละกำลัง 244 แรงม้า แรงบิด 380 นิวตันเมตร ผสานขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า 106 แรงม้า แรงบิด 268 นิวตันเมตร และโหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ (ในรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD) แรง เร้าใจ ตอบสนองทุกการขับขี่ในทุกสภาพถนน ด้านมิติตัวรถ GWM POER SAHAR HEV มีความยาวถึง 5,445 มม. กว้าง 1,991 มม. สูง 1,924 มม. ทำให้ห้องโดยสารของรถยนต์คันนี้มีความกว้างขวาง สะดวกสบายในทุก ๆ ที่นั่ง ให้ความรู้สึกเสมือนการเดินทางในที่นั่งระดับเฟิร์สคลาส มีระยะฐานล้อ 3,350 มม. ช่วยเพิ่มมิติความกว้างของห้องโดยสารด้านหลัง ให้เป็นเหมือนรถ SUV เพื่อให้ทุก ๆ ตำแหน่งของการนั่งในรถคันนี้เป็นเหมือนที่นั่ง VIP สำหรับทุกคน GWM POER SAHAR HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทา Ayers Gray, สีขาว Hamilton White, และสีดำ Sun Black ด้านการออกแบบภายใน โดดเด่นเหนือใครด้วยการออกแบบอย่างประณีต หรูหรา มีระดับ สะท้อนตัวตนผู้ขับขี่ได้อย่างลงตัว สะดวกสบายในทุก ๆ ที่นั่ง ด้วยเบาะหนังแท้สุดพรีเมียมที่มาพร้อมระบบนวดไฟฟ้าและระบบเบาะปรับอากาศในที่นั่งแถวหน้า และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง หน้าจอมัลติมีเดียระบบสัมผัสขนาด 12.3” รองรับความบันเทิงเต็มรูปแบบทำงานร่วมกับ ลำโพง Infinity 10 ตำแหน่ง และอีกหนึ่งไฮไลท์ของรถกระบะคันนี้คือ ฝาท้ายอัจฉริยะที่เปิด-ปิด ได้ 2 รูปแบบ ควบคุมง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยระบบสัมผัส สะดวกสบายในทุกการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะที่มีให้ถึง 29 รายการ และฟังก์ชันที่เป็น Best-in-class มากมาย อาทิ ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ 3 รูปแบบ, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน, ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน, ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2, รวมถึงกล้องรอบคัน 360 องศา และเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้นด้วยระบบตรวจสอบสถานะและควบคุมรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเผยสเป็กอย่างเต็มรูปแบบรวมถึงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนพฤษภาคมนี้

  • พิเศษสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดให้ลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อซื้อ GWM POER SAHAR HEV ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2567 เวลา 00 น. จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 เวลา 23.59 น. ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปลงทะเบียนจองสิทธิ์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ผ่านทาง GWM Application และเว็บไซต์ของ GWM โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์และเป็น 300 ท่านแรกที่ได้ชำระเงินจองหลังการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการ จะได้รับสิทธิพิเศษ ส่วนลดมูลค่า 50,000 บาท

เปิดตัว “Three Man Down” พรีเซนเตอร์ HAVAL JOLION สุดคูล พร้อมเพลงใหม่ Inspire ในทุกเส้นทาง

HAVAL JOLION ถือเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงรุ่นสำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการสร้างยอดขายทั่วประเทศในกลุ่ม SUV B และเพื่อเป็นการตอกย้ำสมรรถนะ ความโดดเด่น และการสร้างการรับรู้ของรถยนต์รุ่นนี้สู่กลุ่มเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงได้ร่วมมือกับ ค่าย Gene Lab นำกลุ่มศิลปิน “Three Man Down” ที่มากความสามารถและเป็นที่ชื่นชอบของแฟน ๆ ชาวไทย มาเป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีสปิริต ความกล้า และมุ่งมั่นเพื่อเติมเต็มความฝัน และทำสิ่งที่ตนเองรักจนประสบความสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับสโลแกนของ HAVAL JOLION ที่ว่า “RISE UP YOUR SPIRIT” พิเศษสุด พบกับ Three Man Down และมินิคอนเสิร์ตพร้อมกับเพลงใหม่ที่แต่งขึ้นเป็นพิเศษ “ให้เธอนั่งข้าง ๆ” ณ บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในวันที่ 31 มีนาคม 2567 เวลา 13.45 – 14.15 น.

สาวก GWM TANK 300 เตรียมเฮ เปิดจอง รุ่น PRO พร้อมสิทธิพิเศษที่ไม่ควรพลาด

มาตามคำเรียกร้อง เอาใจแฟน ๆ ขาลุยกับการเปิดรับจองรถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม GWM TANK 300 รุ่น PRO  พร้อมส่งมอบภายในกลางเดือนเมษายนเป็นต้นไป GWM TANK 300 พรีเมียมเอสยูวี ดีไซน์ BOXY โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แข็งแกร่ง ดุดัน และเร้าใจ เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายสำหรับผู้รักการผจญภัย มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยในทุกการเดินทางทั้งในเมือง นอกเมือง และการขับขี่ออฟโรด GWM TANK 300 รุ่น PRO คุ้มค่าด้วยราคาเพียง 1,649,000 บาท พร้อมรับข้อเสนอสุดเร้าใจมูลค่ารวมสูงสุดถึง 220,000 บาท

ฉลองครบรอบ 3 ปี ในประเทศไทย มอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษของรถยนต์หลากหลายรุ่น

พิเศษไปอีกขั้นกับข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายของรถยนต์หลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดเงินสด ดอกเบี้ยพิเศษ ข้อเสนอช่วยผ่อน และอื่น ๆ อีกมากมาย ภายใต้แคมเปญเฉลิมฉลองครบรอบ  3 ปี เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศไทย มูลค่าสูงสุดถึง 510,000 บาท ประเดิมด้วย All New GWM HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมูลค่ารวม 510,000 บาท New GWM HAVAL H6 Hybrid SUV 2023 กับข้อเสนอมูลค่ารวม 340,000 บาทสำหรับรุ่น ULTRA และ 180,000 บาท สำหรับรุ่น PRO ในส่วนของ New GWM HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น Sport มอบข้อเสนอสุดพิเศษมูลค่ารวมสูงสุด 120,000 บาท และรุ่น ULTRA มูลค่าสูงสุด 190,000 บาท ต่อกันที่ GWM New ORA Good Cat รุ่น PRO และ ULTRA กับข้อเสนอมูลค่ารวม 150,000 บาท และ 180,000 บาทตามลำดับ GWM New ORA Good Cat รุ่น GT กับข้อเสนอมูลค่ารวม 200,000 บาท GWM ORA 07 กับข้อเสนอมูลค่ารวม 170,000 บาท และรุ่นสุดท้ายอย่าง ALL NEW GWM TANK 300 มาพร้อมข้อเสนอมูลค่ารวม 220,000 บาทสำหรับรุ่น PRO และ 240,000 บาท สำหรับรุ่น ULTRA และ ALL NEW GWM TANK 500 กับข้อเสนอมูลค่ารวม 180,000 บาทสำหรับรุ่น PRO และ 190,000 บาทสำหรับรุ่น ULTRA โปรโมชันสุดพิเศษนี้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567  ถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 นี้ สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์จำกัดเพียงแค่ 300 คันเท่านั้น (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM Application และเว็บไซต์ www.gwm.co.th)

ยิ่งไปกว่านั้น รับโชคสองต่อไปกับ “Great Wall Great Lucky” ลุ้นโชคต่อที่สองเมื่อออกรถ รถยนต์คอมแพคเอสยูวี HAVAL H6 HEV รุ่น PRO หรือ รุ่น ULTRA หรือ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด HAVAL H6 PHEV ลุ้นรับทองคำแท่งหนัก 2 บาท มูลค่า 72,191 บาท* สองรางวัล เครื่องปรับอากาศ Haier มูลค่า 18,000 บาท 7 รางวัล เครื่องฟอกอากาศ MI มูลค่า 4,990 บาท 17 รางวัล และ บัตรกำนัลเซ็นทรัลมูลค่า 1,000 บาท 25 รางวัล เพียงจองรถภายในวันที่ 15 มีนาคม 2567 ถึง 30 เมษายน 2567 และรับรถภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 นี้**

สัมผัสกองทัพรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมสนุก ๆ มากมายจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A4 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2567 – 7 เมษายน 2567 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

*  มูลค่าทองคำแท่ง ณ วันที่ 5 มีนาคม 2567 ของ บริษัท ห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง (ประเทศไทย) จำกัด

** เงื่อนไขการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ศึกษารายละเอียดได้ที่ GWM HAVAL Thailand กำหนดจับรางวัล วันที่ 17 มิถุนายน 2567 เวลา 15:00 น. และประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ผ่านทาง Facebook: GWM HAVAL Thailand

ลูกค้ามาสด้าสุดปลื้มร่วมงานแบบเอ็กคลูซีฟ สัมผัส e-SKYACTIV R-EV เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในอนาคต

0

มาสด้าจัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าได้สัมผัสบูธแสดงรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบใหม่หมด ภายใต้ธีม Love of Cars เพื่อถ่ายทอดความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ในอนาคตที่กำลังดำเนินไปตามกรอบเวลา ตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้หลงไหลในการขับขี่และรักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนจัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวที่มีลูกค้าอยู่ในทุกช่วงเวลา และมีรถยนต์มาสด้าเป็นพาร์ทเนอร์ในทุกประสบการณ์ ตอกย้ำการให้ความสำคัญที่มีลูกค้าเป็นหนึ่งในทุกการเติบโต สื่อสารอารมณ์ความรู้สึก ความสนุกสนานในการขับขี่ ความสุขในการใช้ชีวิต และอนาคตที่รถยนต์มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ได้แบ่งปันความทรงจำที่มีต่อรถยนต์ร่วมกัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้มาสด้าออกแบบบูธใหม่ทั้งหมด ภายใต้ธีม Love of Cars ได้แรงบันดาลใจจากการมีลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งในทุกประสบการณ์การเดินทาง เป็นศูนย์รวมความสุขของผู้ที่รักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น โซนแกลเลอรี่วอลล์ ที่ลูกค้าส่งภาพความประทับใจกับรถยนต์คันโปรด You and Mazda Moments ถ่ายทอดประสบการณ์ความสุขในทุกช่วงเวลา และยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่รักในรถยนต์ “The Memorable Love of Cars” ส่งรถโมเดลผ่านทางมาสด้า เพื่อส่งต่อให้กับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน มีผู้สละเข้ามากว่า 500 คัน และมาสด้าเพิ่มเติมอีก 1,000 คัน โดยจะเร่งส่งต่อรถโมเดลเหล่านี้ให้ถึงมือเด็กๆ โดยเร็วที่สุด รวมถึงลูกค้าที่จองสิทธิ์รถยนต์รุ่นพิเศษ Mazda6 20th Anniversary Edition เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างอบอุ่น

ไฮไลท์สำคัญ คือการจัดแสดงเทคโนโลยี Multi-Solution มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ส่งมอบเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายและมีความเหมาะสม เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า ในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเชื้อเพลิงไปสู่พลังงานไฟฟ้า Multi-Solution คือหนึ่งในเทคโนโลยีแห่งอนาคตจากมาสด้า การนำเทคโนโลยี e-SKYACTIV R-EV มาใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด เป็นการปลุกฟื้นคืนชีพตำนานเครื่องยนต์โรตารี่ ต้นกำเนิดรถสปอร์ตมาสด้าหลากหลายรุ่นในอดีต ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นดีเอ็นเอสายพันธุ์สปอร์ตที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับบูธมาสด้าทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าในการส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” Joy of Driving ต่อไป ภายใต้คุณค่าหลักที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้น “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และมุ่งมั่นที่จะส่งมอบ “ความสุขในการดำเนินชีวิต” ด้วยการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับชีวิตประจำวันของลูกค้าทุกคน และเราจะยังคงแสวงหาทุกวิถีทางเพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับลูกค้าตลอดไป