Home Blog Page 163

“ฮอนด้า” ปรับโฉม “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่” ขับฟรีสูงสุด 6 เดือน** ผ่อนเริ่มต้นเพียง 5,484 บาทต่อเดือน** เพิ่มรุ่นย่อย e:HEV SV มอบความคุ้มค่าตลอดการใช้งาน

0
ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ภาพเปิด

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ มาพร้อมราคาพิเศษ ทั้งรุ่นระบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่เข้าถึงง่ายขึ้นด้วยราคาใหม่ รุ่น e:HEV RS 799,000 บาท และเพิ่มรุ่นย่อย e:HEV SV ราคา 729,000 บาท พร้อมด้วยรุ่นขุมพลัง VTEC TURBO ที่เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานและอัปเกรดความปลอดภัยอีกขั้นกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย ด้วยราคา 599,000 – 749,000 บาท พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษ** อาทิ Double Smile Plus ขับฟรีสูงสุด 6 เดือน** ดาวน์เริ่มต้น 5% เพียง 29,950 บาท** หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 5,484 บาท** เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ง่ายยิ่งขึ้น เสริมความมั่นใจในรุ่น e:HEV รับเพิ่มการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง** เมื่อจองและรับรถตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 – 30 เมษายน 2567

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ 1

ดีไซน์ภายนอกของ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ปรับโฉมสปอร์ตใหม่รอบคัน โดดเด่นปราดเปรียวในสไตล์รถแฮทช์แบ็ก ภายในห้องโดยสารกว้างสบาย มาพร้อมเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR Seat) อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า ที่สามารถปรับพับเพิ่มสเปซการใช้งานได้ดั่งใจ พร้อมเพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch ที่เพิ่มการรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย* และใหม่! ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหลังแบบ Type-C 2 ตำแหน่ง* อีกทั้งหลากหลายเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย ขับเคลื่อนสู่ทุกเส้นทางอย่างทรงพลังกับ 2 ขุมพลัง ทั้งระบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยเกียร์ E-CVT และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ตอบสนองดั่งใจด้วยแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 253 นิวตัน-เมตร และให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมยิ่งขึ้นที่ 27.8 กม./ลิตร และขุมพลัง VTEC TURBO 1.0 ลิตร ขับสนุกทุกอัตราเร่งด้วยกำลังสูงสุด 122 แรงม้า พิเศษกับสีภายนอกน้ำเงิน บริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก) ที่มาพร้อมหลังคาสีดำแบบ Two-tone ใหม่ เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV SV พร้อมให้ลูกค้าได้สัมผัสและทดลองขับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นไป

นายฮิเดโอะ คาวาซากะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า ซิตี้ นับเป็นรถยนต์รุ่นยอดนิยมของฮอนด้า โดย ซิตี้ แฮทช์แบ็ก เป็นยนตรกรรมภายใต้ไลน์อัป City Series ที่เป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มคนที่ชอบซิตี้คาร์ในสไตล์รถแฮทช์แบ็ก 5 ประตู โดยเป็นรถที่ครองใจลูกค้าด้วยจุดเด่นทั้งด้านดีไซน์ ความสะดวกสบาย และเบาะนั่งอัลตราซีทอันเป็นเอกลักษณ์ด้านความอเนกประสงค์ของฮอนด้าที่ลูกค้าชื่นชอบ มาพร้อมขุมพลัง VTEC TURBO ที่ขับสนุกตอบสนองไลฟ์สไตล์ในทุกวัน และระบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่เป็นรถที่เหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบันและชีวิตประจำวัน ด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นจากการผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า และมีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และในวันนี้เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับเทคโนโลยี e:HEV จากฮอนด้าได้ง่ายขึ้น ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ มาพร้อมราคาพิเศษ ทั้งรุ่น e:HEV RS 799,000 บาท และเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ e:HEV SV ราคา 729,000 บาท และรุ่นเทอร์โบ เพิ่มเติมฟังก์ชันพร้อมอัปเกรดความปลอดภัยกับ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย ด้วยราคา 599,000 – 749,000 บาท”

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ มีให้เลือก 2 ขุมพลังขับเคลื่อน รวม 5 รุ่นย่อย แบ่งเป็น

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ 2
•รุ่นขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย
รุ่น e:HEV RS ราคา 799,000 บาท
รุ่น e:HEV SV ราคา 729,000 บาท
•รุ่นขุมพลัง VTEC TURBO มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย
รุ่น RS ราคา 749,000 บาท
รุ่น SV ราคา 679,000 บาท
รุ่น S+ ราคา 599,000 บาท

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ 3

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่
•สีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก) (Brilliant Sporty Blue Metallic) ที่มาพร้อมหลังคาสีดำ
ทูโทน (Two-tone) ใหม่! (เฉพาะรุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
•สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) (Ignite Red Metallic) (เฉพาะรุ่น RS และ e:HEV RS)
•สีขาวแพลทินัม (มุก) (Platinum White Pearl) (เฉพาะรุ่น SV, RS, e:HEV SV และ e:HEV RS)
•สีดำคริสตัล (มุก) (Crystal Black Pearl)
•สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) (Meteoroid Gray Metallic)
•สีเทาโซนิค (มุก) (Sonic Gray Pearl)
•สีขาวทาฟเฟต้า (Taffeta White) (เฉพาะรุ่น S+)

โดย ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ*** เมื่อจองและรับรถตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 –
30 เมษายน 2567

รุ่น VTEC TURBO เลือกรับข้อเสนออย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
oดอกเบี้ย 0%*** พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และฟรี Honda Ultimate Care (ฮอนด้า อัลติเมท แคร์) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมงอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร ต่อจากการรับประกันคุณภาพรถใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร สิ้นสุด รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

oDouble Smile Plus ดาวน์เริ่มต้น 5% เพียง 29,950 บาท** หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 5,484 บาท** พิเศษ! รับสิทธิ์ Honda Free Drive ขับฟรี 6 เดือน พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี เพิ่มเติมเฉพาะลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า (Honda Loyalty), ลูกค้า You’re the One, ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ กลุ่มอาชีพพิเศษ และลูกค้ากลุ่มอื่นๆ ที่เข้าร่วมรายการ**

รุ่นฟูลไฮบริด e:HEV เลือกรับข้อเสนออย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
oดอกเบี้ย 0.99%*** พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี
oDouble Smile Plus ดาวน์เริ่มต้น 5% เพียง 36,450 บาท** หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 6,674 บาท** พิเศษ! รับสิทธิ์ Honda Free Drive ขับฟรี 3 เดือน เพิ่มเติมเฉพาะลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า (Honda Loyalty), ลูกค้า You’re the One, ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ กลุ่มอาชีพพิเศษ และลูกค้ากลุ่มอื่นๆ ที่เข้าร่วมรายการ**
oทุกทางเลือก มาพร้อมการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ พร้อมพาคุณไปในทุกเส้นทางได้อย่างที่เป็นคุณ เป็นทุกอย่างที่อยากให้เป็น… Move It Your Way

ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกขั้น สปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่รอบคัน กับกระจังหน้า กันชนหน้าและกันชนหลัง และล้ออัลลอยในดีไซน์ใหม่ เสริมลุคสปอร์ตเท่เต็มขั้นกับรุ่น RS และ e:HEV RS ที่มาพร้อมกระจังหน้าสีดำเงาดีไซน์ใหม่ กันชนหน้าและกันชนหลังดีไซน์ใหม่ สปอยเลอร์หลังสไตล์สปอร์ตแบบ RS และเพิ่มสเกิร์ตข้างใหม่ อีกทั้งไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED ดีไซน์ใหม่ ห้องโดยสารกว้างขวาง มาพร้อมเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR) ที่สามารถปรับพับเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้หลากหลายให้ตอบรับทุกการใช้งาน อีกทั้งเพิ่มเติมฟังก์ชันการใช้งาน อาทิ ใหม่! ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย* ที่ได้พัฒนาการแสดงผลสีของหน้าจอให้คมชัดยิ่งขึ้น พร้อมปรับโฉม Interface ใหม่ ให้ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ใหม่! ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหลังแบบ Type-C 2 ตำแหน่ง* ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง* ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) มาพร้อม 2 ขุมพลังการขับเคลื่อนที่ขับสนุก ทรงพลัง และยังประหยัดน้ำมัน ตอบโจทย์การขับขี่ทุกเส้นทางในชีวิตประจำวัน มั่นใจในทุกการเดินทางกับ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย ที่มาพร้อมฟังก์ชันใหม่ ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN) และเพิ่มระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ* (with Low-Speed Follow: with LSF) มีเฉพาะในรุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)* ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ถุงลม 6 ตำแหน่ง* กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ* (Multi-Angle Rearview Camera) ที่มีการพัฒนาคุณภาพของกล้องให้มีความละเอียดสูงขึ้น เป็นต้น

ดีไซน์ใหม่ อัปลุคสปอร์ตขึ้นอีกขั้น สะดวกสบายไปกับห้องโดยสารกว้างขวาง

การออกแบบภายนอก โดดเด่นโฉบเฉี่ยวสไตล์รถสปอร์ตแฮทช์แบ็ก
•ใหม่! กันชนหน้าและกันชนหลังดีไซน์ใหม่
•ใหม่! กระจังหน้าโครเมียมดีไซน์ใหม่ (รุ่น S+, SV และ e:HEV SV)
•ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ (รุ่น S+, SV และ e:HEV SV) พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED
•ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
•โลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และโลโก้ e:HEV ที่ด้านท้าย เอกลักษณ์เฉพาะรถ e:HEV ของฮอนด้า (รุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
•มือจับเปิดประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ
•กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยวในตัว (รุ่น SV, RS, e:HEV SV และ e:HEV RS)
•ฝาครอบกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ (รุ่น S+, SV และ e:HEV SV)
•เสาอากาศแบบครีบฉลามสีเดียวกับตัวรถ (รุ่น S+, SV และ e:HEV SV)
•ใหม่! ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 15 นิ้ว (รุ่น S+) ขนาด 15 นิ้วแบบทูโทน (รุ่น SV) และแบบทูโทนขนาด 16 นิ้ว (รุ่น e:HEV SV)

การออกแบบภายใน กว้างขวาง โปร่งโล่ง มอบความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง
•ใหม่! วัสดุหุ้มเบาะหนังแท้และหนังสังเคราะห์ตกแต่งด้วยแถบสีเทา (รุ่น SV และ e:HEV SV)
•วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าสีดำ Piano Black
•มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม (รุ่น SV, RS, e:HEV SV และ e:HEV RS)
พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเองด้วยเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR) แยกพับ 60:40 ที่สามารถปรับพับเพื่อเพิ่มสเปซการใช้งานอเนกประสงค์ได้ดั่งใจ พร้อมด้วยห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของฮอนด้า โดยปรับเปลี่ยนได้ถึง 4 โหมด ได้แก่
•Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง
•Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
•Tall Mode: เบาะด้านหลังพับขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ 6

•Refresh Mode: เบาะด้านหน้าพับเชื่อมต่อกับเบาะด้านหลัง สร้างพื้นที่ผ่อนคลายสะดวกสบายสูงสุด

เสริมสปิริตความสปอร์ตขึ้นอีกขั้น ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน ในรุ่น RS และ รุ่น e:HEV RS
•ใหม่! กระจังหน้าสีดำเงาดีไซน์ใหม่ สไตล์สปอร์ตแบบ RS
•ใหม่! กันชนหน้าและกันชนหลังดีไซน์ใหม่ สไตล์สปอร์ตแบบ RS
•ใหม่! เพิ่มสเกิร์ตข้าง สไตล์สปอร์ตแบบ RS
•สปอยเลอร์หลังสไตล์สปอร์ตแบบ RS
•ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED
•ใหม่! ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED ดีไซน์สปอร์ตใหม่
•ฝาครอบกระจกมองข้างสีดำเงา
•เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำเงา
•ใหม่! ล้ออัลลอยสีดำแบบสปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่
•ใหม่! วัสดุหุ้มเบาะหนังแท้และหนังสังเคราะห์ตกแต่งด้วยแถบสีแดง

มูฟไปข้างหน้าอย่างมีพลังในทุกเส้นทาง กับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อน
•ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่มอบสมรรถนะการขับขี่ทรงพลัง ตอบโจทย์ในทุกเส้นทางด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน มอบการตอบสนองได้ดั่งใจตั้งแต่ออกตัวกับแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบต่อนาที และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมยิ่งขึ้นที่ 27.8 กม./ลิตร มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85 กรัม/กิโลเมตร และรองรับน้ำมัน E20 ทั้งนี้ ระบบฟูลไฮบริด e:HEV จะปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ให้โดยอัตโนมัติตามความเหมาะสมและสถานการณ์การขับขี่ ประกอบด้วย 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode)
•พร้อมเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ e:HEV SV เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่เทคโนโลยี
ฟูลไฮบริดจากฮอนด้าในรถซิตี้คาร์ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

•ขุมพลัง TURBO กับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ 12 วาล์ว ที่มาพร้อม Turbocharger ขับสนุกทุกเส้นทาง มอบอัตราเร่งแรงเร้าใจได้ตามคิดด้วยกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) อีกทั้งประหยัดน้ำมันเกินคาดด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันที่สูงถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตร มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 100 กรัม/กิโลเมตร และรองรับน้ำมัน E20

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ 7

มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน รองรับทุกการขับขี่
ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์ คนเดินถนน จักรยาน และจักรยานยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย 6 ฟังก์ชันการทำงานหลักๆ ดังนี้
•ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
•ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC) (รุ่น S+, SV และ RS)
พร้อม ใหม่! ระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (with Low-Speed Follow: with LSF) (เฉพาะรุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
•ใหม่! ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)
พร้อมด้วยเทคโนโลยีด้านการขับขี่และความปลอดภัยที่ครบครัน* อาทิ
•ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) (รุ่น e:HEV RS)
•กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera) (รุ่น SV, RS, e:HEV SV และ e:HEV RS) ที่มีการพัฒนาคุณภาพของกล้องให้มีความละเอียดสูงขึ้น
•ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) (รุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
•ระบบ Auto Brake Hold (รุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
•ถุงลมคู่หน้า
•ถุงลมด้านข้างคู่หน้า
•ม่านถุงลมด้านข้าง (รุ่น RS และ e:HEV RS)
•ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติ (Auto Door Lock by Speed)
•ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
•ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)
•ระบบปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลาพร้อมระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
•ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า
•ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD)
•เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติ
•เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าและหลังแบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง
•ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer พร้อมระบบสัญญาณกันขโมย
•ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)
•จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX & Child Anchor)
•ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)
•ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)
•สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)

หลากหลายเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและฟังก์ชันล้ำสมัยเชื่อมต่อรถกับผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว
•ใหม่! ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย (รุ่น SV, RS, e:HEV SV และ e:HEV RS) ที่ได้พัฒนาการแสดงผลสีของหน้าจอให้คมชัดยิ่งขึ้น พร้อมปรับโฉม Interface ใหม่ ให้ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ 8
•ใหม่! ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหลังแบบ Type-C 2 ตำแหน่ง (รุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
•ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง (รุ่น SV, RS, e:HEV SV และ e:HEV RS) และด้านหน้า 1 ตำแหน่ง
(รุ่น S+)
•มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว (รุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
•ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth
•พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
•พวงมาลัยปรับระดับ 4 ทิศทาง
•ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) (รุ่น RS)
•ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) (รุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
•ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง (รุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
•ปุ่ม ECON
•ลำโพง 8 ตำแหน่ง (รุ่น RS และ e:HEV RS)
•กระจกมองหลังแบบตัดแสง
•แผงบังแดดคู่หน้าพร้อมกระจกแต่งหน้าแบบมีฝาปิดด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า (รุ่น RS และ e:HEV RS)
•ไฟอ่านแผนที่และไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร
•ไฟส่องสว่างห้องสัมภาระท้าย
•พนักเท้าแขนด้านหน้า (รุ่น SV, RS, e:HEV SV และ e:HEV RS)
•พนักเท้าแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว (รุ่น RS และ e:HEV RS)
•ช่องเก็บของหลังเบาะนั่งคนขับและหลังเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมช่องเก็บของขนาดเล็ก
(รุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
•ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ (One Push Ignition System)
•ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System)

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ 9
•ยกระดับชีวิตให้สมาร์ตขึ้นไปอีกขั้นกับ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ (รุ่น RS และ e:HEV RS) ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ ที่ประกอบด้วย 8 ฟังก์ชันล้ำสมัยเชื่อมต่อและรองรับทุกการใช้งานของทุกไลฟ์สไตล์
1.My Service ตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการ รวมทั้งการประเมินรายการอะไหล่และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น โดยจะมีการแจ้งเตือนกำหนดการเข้ารับบริการครั้งต่อไป
2.Car Log ข้อมูลการขับขี่จะประกอบด้วยพฤติกรรมการขับขี่ ที่สามารถแสดงผลเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี และบันทึกการเดินทางที่สามารถเลือกทริปโปรดและแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น ไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์เดิม) เป็นต้น
3.WiFi สามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายจากรถยนต์ โดยจะใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 อุปกรณ์ มีระยะการส่งสัญญาณห่างจากตัวรถยนต์อยู่ที่ 40 เมตร โดยต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง
*ลูกค้าสามารถสมัครแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการเครือข่าย (เอไอเอส) โดยลูกค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
4.Airbag Deployment เมื่อเกิดอุบัติเหตุและถุงลมทำงาน กล่องอุปกรณ์ TCU จะส่งสัญญาณเตือนให้ทราบทันทีผ่านทางแอปพลิเคชัน พร้อมทั้งส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้าเพื่อทำการติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ หรือเบอร์โทรฉุกเฉินที่ลูกค้าผู้ใช้งานระบุไว้ในระบบ เพื่อทำการประสานงานให้ความช่วยเหลือขั้นต้น
5.Car Status แจ้งเตือนสถานะรถยนต์ เมื่อเกิดความผิดปกติจากระบบของรถยนต์ และแจ้งเตือนสัญญาณกันขโมย เมื่อเกิดความผิดปกติกับรถยนต์จากภายนอก เช่น การเปิดประตู กระโปรงหน้า และฝากระโปรงท้ายของรถยนต์อย่างผิดปกติ
6.Remote Vehicle Control สามารถสั่งการล็อกและปลดล็อกประตูทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถสั่งสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมทั้งตั้งค่าระดับอุณหภูมิของระบบปรับอากาศในรถยนต์ และการสั่งดับเครื่องยนต์ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสั่งเปิดสัญญาณไฟ ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย โดยผู้ใช้งานจะต้องกำหนดรหัสส่วนตัวเป็นตัวเลข 4 หลัก (PIN) และจะต้องป้อนรหัสส่วนตัวทุกครั้งก่อนการใช้งาน
7.Geo Fence & Speed Alert สามารถกำหนดขอบเขตการขับขี่รถยนต์ทั้งเข้าและออกตามพื้นที่ที่กำหนดไว้ และยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนความเร็วตามกำหนดได้อีกด้วย
8Find My Car สามารถตรวจสอบพิกัดรถยนต์ โดยระบบจะส่งพิกัดรถยนต์บนแผนที่ล่าสุด แสดงผลบน
แอปพลิเคชัน ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องใส่รหัสส่วนตัว 4 หลัก (PIN) ก่อนการใช้งาน

ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง
เสริมความโดดเด่นสไตล์สปอร์ตอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) รอบคัน ที่มาพร้อมกับแนวคิด “More Enhanced Sporty” โดยมีหลากหลายไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก เช่น ชุดโลโก้สีดำ หน้า-หลัง ราคา 1,200 บาท คิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 1,700 บาท ชุดป้องกันรอยบริเวณที่เปิดประตู ราคา 1,100 บาท
ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง ราคา 5,500 บาท ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว* ราคา 3,900 บาท ปลอกท่อไอเสีย (สำหรับรุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS) ราคา 1,275 บาท ม่านบังแดดผู้โดยสารตอนหลัง ราคา 2,400 บาท และแผ่นกันรอยเบาะพนักพิงหลัง ราคา 1,700 บาท

นอกจากนี้ ยังมีให้เลือกในรูปแบบแพ็กเกจ ทั้งหมด 2 แพ็กเกจ ได้แก่
•Black Package ราคา 16,000 บาท ประกอบด้วยล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว* และชุดโลโก้สีดำ หน้า-หลัง
•Modulo Aero Sport Package ราคา 23,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น และชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง

ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลจากที่ปรึกษาการขายทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดทาง www.honda.co.th/cityhatchback โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนและร่วมกิจกรรมทดลองขับผ่าน www.honda.co.th/testdrive ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 30 เมษายน 2567 จะได้รับฟรี Happy Puffy Bag มูลค่า 250 บาท***

“ซูซูกิ” จัดแคมเปญพิเศษ SUZUKI PLATINUM DEAL ตอกย้ำความเชื่อมั่นลูกค้า รถคุณภาพดี บำรุงรักษาง่าย ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนาน 99 เดือน พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 50,000 บาท

0
SUZUKI PLATINUM DEAL ภาพเปิด

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่ซูซูกิเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันกว่า 15 ปี ที่ลูกค้าคนไทยเปิดโอกาสให้ซูซูกิได้ดูแลและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยยึดความสำคัญด้านการบริการทั้งก่อนและหลังการขายเป็นที่ตั้ง สร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าว่า เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มอบความประหยัด คุณภาพดี การบำรุงรักษารถง่าย สร้างยอดขายสะสมนับตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้ถึง 320,969 คัน

SUZUKI PLATINUM DEAL  1

ล่าสุด เพื่อสานต่อความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซูซูกิได้ประกาศแผนดำเนินธุรกิจระยะยาวต่อเนื่อง 7 ปี แก่ผู้จำหน่ายทั่วประเทศ นอกจากนโยบายสำคัญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของซูซูกิแล้ว ยังเผยถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของซูซูกิเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้จำหน่าย และเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคว่า ธุรกิจของซูซูกิจะสามารถก้าวไปข้างหน้า มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของสังคมไทยอย่างมีขั้นตอน พร้อมอยู่เคียงคู่คนไทยได้อย่างยั่งยืน โดยในโอกาสพิเศษนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ซูซูกิขอมอบข้อเสนอที่ดีและคุ้มค่าที่สุด ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์จากซูซูกิ ให้สามารถเข้าถึงและตัดสินใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยแคมเปญสุดคุ้ม “SUZUKI PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด”

แคมเปญพิเศษ “SUZUKI PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” ให้ลูกค้าสามารถเลือกรับข้อเสนอสุดคุ้มในทุกเงื่อนไขได้มากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสนอขับฟรี 90 วัน พร้อมรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท หรือจะเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0.79% นาน 60 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งทุกรุ่น โดยแคมเปญ “SUZUKI PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

SUZUKI SWIFT

SUZUKI PLATINUM DEAL  2
•เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท สำหรับรุ่น GL และ GLX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 45,000 บาทสำหรับรุ่น GL NEXT
•หรือ เลือกรับข้อเสนอ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท สำหรับรุ่น GL และ GLX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 45,000 บาท สำหรับรุ่น GL NEXT
•หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0.79% นาน 60 เดือน
•พนักงานเงินเดือนประจำ และลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI CIAZ

SUZUKI PLATINUM DEAL  3
•เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0.75% นาน 60 เดือน
•พนักงานเงินเดือนประจำ และลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI CELERIO

SUZUKI PLATINUM DEAL  5
•เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาทสำหรับรุ่น GA, GL UP หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 15,000 บาท สำหรับรุ่น GL GX
•เลือกรับข้อเสนอ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาท สำหรับรุ่น GA, GL UP หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 15,000 บาท สำหรับรุ่น GL GX
•พนักงานเงินเดือนประจำ และลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 15,000 บาท
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI ERTIGA

SUZUKI PLATINUM DEAL  6
•ราคาเริ่มต้น 699,000 บาท พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน
•พนักงานเงินเดือนประจำ และลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รับดอกเบี้ยพิเศษ
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI XL7

SUZUKI PLATINUM DEAL  7
•เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•เลือกรับข้อเสนอ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 1.15% นาน 60 เดือน
•พนักงานเงินเดือนประจำ และลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI CARRY

SUZUKI PLATINUM DEAL  9
•รับข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 20,000 บาท
•หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 1.99% นาน 60 เดือน
•หรือ รับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นวันละ 222 บาท
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก

นายวัลลภ ยังกล่าวอีกว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย มีตัวเลขอยู่ที่ 775,780 คัน ลดลงประมาณ 9% แสดงถึงสภาวะตลาดที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ด้วยปัจจัยหลากหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ไปจนถึงความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่ออีกด้วย

สำหรับ ซูซูกิ ในปี 2566 ที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายรวมได้ 12,151 คัน ส่วนในปี 2567 ด้วยแนวโน้มของสถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ตลาดรถยนต์น่าจะกลับมามีการเติบโตขึ้นอีกครั้ง คาดการณ์ว่าตัวเลขยอดขายรวมของทั้งตลาดจะมีตัวเลขอยู่ประมาณ 800,000 คัน และซูซูกิเชื่อมั่นว่าจากผลิตภัณฑ์รุ่นปัจจุบันที่มีคุณภาพ รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบทุกความต้องการ ไปจนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับงานบริการให้ดียิ่งขึ้นเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า บริษัทฯ มีความคาดหวังในการสร้างยอดขายรถยนต์ซูซูกิในปี 2567 รวมจำนวน 12,000 คัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความสนใจและต้องการเป็นเจ้าของรถทุกรุ่นภายใต้แบรนด์ของซูซูกิ เรายังคงเป็นพันธมิตรกับสถาบันการเงินที่ร่วมโครงการเพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกด้านการอนุมัติสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ รายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

ซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญาของซูซูกิคือผลิตสินค้าที่มีคุณค่าเหมือนว่าเราคือผู้ใช้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายเหมาะสมกับลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการของโชว์รูมผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศ สอดคล้องกับความตั้งใจของซูซูกิในการจัดทำโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งนอกเหนือจากความต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้าทั้งด้านสินค้าและงานบริการได้อย่างทันท่วงทีและมอบบริการที่ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่านแล้ว ซูซูกิยังมีความตั้งใจจริง ที่ต้องการที่จะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเดินคู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคต

มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จัดแคมเปญ ‘Find Your Perfect Match This Chinese New Year’ พบรถยนต์มือสองสภาพดี ฉลองตรุษจีนและวาเลนไทน์ 9-18 ก.พ. นี้

0

บริษัท มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองครบวงจร ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ฉลองเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ ด้วยแคมเปญพิเศษ ‘Find Your Perfect Match This Chinese New Year’ ยกทัพยนตรกรรมระดับพรีเมียม ไมล์น้อย ราคาดี การันตีคุณภาพ มาให้เลือกสรรกันแบบจุใจกว่า 60 คัน พร้อมหลากหลายข้อเสนอพิเศษ 9-18 กุมภาพันธ์ นี้ ที่โชว์รูม มิลเลนเนียม ออโต้ ยูสคาร์ ทุกสาขา

สมชาย ตระกูลภิรมย์, รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจรถยนต์มือสอง บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ตรุษจีนปีนี้ เราขอนำเสนอแคมเปญพิเศษ ที่มาพร้อมกลิ่นอายของความรัก ของเทศกาลวาเลนไทน์ ให้คุณได้เลือกซื้อคันที่ชอบ ขับคันที่ใช่ ภายใต้การรับประกันคุณภาพมาตรฐาน อยากขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ให้เข้ามาชมกันครับ”

++ ฉลองตรุษจีนและวาเลนไทน์ เลือกรถในฝัน มาให้เป็นคันที่คุณรัก

มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จัดแคมเปญพิเศษฉลองเทศกาลตรุษจีนในเดือนแห่งความรัก ‘Find Your Perfect Match This Chinese New Year’ จัดทัพยนตรกรรมพรีเมียมมือสอง ไมล์น้อย ราคาดี การันตีคุณภาพ มาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดมากกว่า 60 คัน อาทิ

 

BMW 320d M Sport ปี 2020   ปกติ 2,150,000 บาท                 พิเศษ 1,720,000 บาท

BMW 530e M Sport ปี 2020     ปกติ 2,250,000 บาท                 พิเศษ 1,670,000 บาท

BMW 745Le xDrive M Sport ปี 2021 ปกติ 3,990,000 บาท        พิเศษ 3,200,000 บาท

BENZ C300 Avantgarde ปี 2019       ปกติ 1,870,000 บาท        พิเศษ 1,380,000 บาท

BENZ GLC43 Coupe ปี 2019    ปกติ 2,780,000 บาท                 พิเศษ 2,590,000 บาท

BENZ E200 Coupe ปี 2019       ปกติ 2,980,000 บาท                พิเศษ 2,480,000 บาท

BENZ CLS300d ปี 2020            ปกติ 3,100,000 บาท                พิเศษ 2,790,000 บาท

AUDI Q7 ปี 2020                     ปกติ 2,750,000 บาท                พิเศษ 2,190,000 บาท

TOYOTA ALPHARD SC-PACKAGE ปี 2018 ปกติ 2,850,000 บาท พิเศษ 2,280,000 บาท

PEUGEOT 2008 Allure ปี 2022  ปกติ 755,000 บาท                  พิเศษ 717,000 บาท

PEUGEOT 3008 Allure ปี 2021  ปกติ 1,025,000 บาท               พิเศษ 855,000 บาท

PEUGEOT 5008 Allure ปี 2020  ปกติ 1,080,000 บาท               พิเศษ 949,000 บาท

 

มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ!

-ฟรี! ดาวน์*

-ฟรี! รับประกัน 1 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร*

-ฟรี! อั่งเปาสุดคุ้ม! บัตรเติมน้ำมันมูลค่า 1,000 บาท*

 

พร้อมรับสิทธิประโยชน์เพิ่ม สมัครสมาชิก MGC-MOBILIFE แพลตฟอร์มลอยัลตี้โปรแกรมใหม่ล่าสุด  รับทันที คะแนนสะสม 1,000 คะแนน*

ดีลเด็ดต้อนรับเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์แบบนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหารถในฝันไม่ควรพลาด มาก่อน ยิ่งได้เปรียบ เพราะรถมีจำนวนจำกัด แล้วพบกันระหว่างวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ นี้ ที่โชว์รูม
มิลเลนเนียม ออโต้ ยูสคาร์ ทุกสาขา

สอบถามรายละเอียด กรุณาติดต่อ มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์

โทร. 094-678-2888

LINE Official: @masterusedcar https://lin.ee/cX9A5Vg

www.masterusedcar.com

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

วิริยะประกันภัย ครบรอบ 77 ปี ตอกย้ำ องค์กรแห่งความมั่นคงและเป็นธรรม

0

นางสุวพร ทองธิว ประธานกรรมการบริหาร และนายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 77 ปี แห่งการก่อตั้งบริษัทฯ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2490 เพื่อความเป็นสิริมงคลเจริญรุ่งเรือง ตลอดจนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรของบริษัททุกภาคส่วนที่ได้มุ่งมั่นทุ่มเทในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบาย “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” พร้อมทั้งดำเนินงานตามแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีธรรมาภิบาลและความโปร่งใส และอุดมการณ์แห่งการแบ่งปัน มุ่งมั่น และแน่วแน่ในการสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยพิธีทำบุญดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ในโอกาสนี้ สาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนของวิริยะประกันภัยทั่วประเทศต่างพร้อมใจร่วมกันจัดพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

ตลอดระยะเวลา 77 ปี บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องด้วยประสบการณ์ด้านประกันวินาศภัย ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริการประกันภัย ตลอดจนพัฒนาปรับปรุงเครือข่ายศูนย์บริการสินไหมทั่วประเทศให้แข็งแกร่ง เพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความพึงพอใจอย่างสูงสุด เหนือสิ่งอื่นใดความสำเร็จเหล่านี้ล้วนมาจากความร่วมมือของผู้เกี่ยวทุกภาคส่วนทั้งลูกค้า ผู้เอาประกันภัย ตัวแทนประกันวินาศภัย คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทฯ ตลอดไปถึงคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงาน ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย ดั่งพันธกิจที่ว่า “ให้บริการที่สร้างความอบอุ่นและพึงพอใจ จากเครือข่ายที่ครบวงจรทั่วประเทศ ด้วยกระบวนงานที่ทันสมัยสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยทีมงานที่มีจรรยาบรรณเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจได้”

อีซูซุเดินหน้าจัดการแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายประจำปี 2566 ยกระดับบุคลากรเพื่อความพอใจสูงสุดของลูกค้า

0

อีซูซุเน้นย้ำการพัฒนาเต็มรูปแบบทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขาย หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอดผลิตในไทยกว่า 6 ล้านคันเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยยังคงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ บุคลากร และการบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมแข่งขันทักษะด้านการขาย และบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2566 เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ในปีที่ผ่านมา เราต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่เอื้ออำนวย แต่อีซูซุยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดไว้ได้ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ระดับสูงมากในทุกเซ็กเมนต์ ในปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ การสร้างความเชื่อมั่น และความพอใจให้กับลูกค้า ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก ดังนั้นบุคลากรทั้งด้านการขายและธุรกิจหลังการขายนั้นจำเป็นต้องผนึกกำลังทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น และยังคงมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่ออีซูซุอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีนโยบายหลักประการหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านการขายและธุรกิจหลังการขาย คือการจัดการแข่งขัน “ทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ” เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทักษะ ความสามารถอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถมอบการบริการทั้งในด้านการขายและบริการหลังการขายที่มีคุณภาพอันจะสร้างความพอใจสูงสุดและความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้ตลอดไป”

การแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2566 รอบชิงชนะเลิศนี้  ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานการปฏิบัติงานแต่ละด้าน โดยประกอบด้วยการแข่งขัน 6 ประเภท ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ามากกว่า 1.32 ล้านบาท สำหรับรอบชิงชนะเลิศนี้มีเจ้าหน้าที่ผ่านเข้ารอบทั้งสิ้น 108 คน จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 615 คน

การแข่งขันในครั้งนี้แบ่งออกเป็นทั้งประเภททีมและประเภทบุคคล ซึ่งทั้งหมดผ่านการคัดเลือกทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติในรอบคัดเลือก สำหรับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนั้นผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานการปฏิบัติงานแต่ละด้าน ซึ่งทุกด้านของการแข่งขันล้วนมีส่วนสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพของการขายและการบริการหลังการขาย โดยมีคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาชั้นนำให้เกียรติร่วมเป็นกรรมการตัดสินในครั้งนี้ด้วย ซึ่งผลการแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2566 มีดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ได้แก่ คุณอัทธเมศร์ วรนันท์สิทธิ์ จากบริษัท อีซูซุ ซ.แสงมงคล อยุธยา จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ได้แก่ คุณจิรวัฒน์ คงครอง จากบริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ได้แก่ คุณธนาวี เชื้อโท จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาคอิสาณอุบล (ตังปัก)
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ได้แก่ คุณณัฐวุฒิ พลฤทธิ์ จากบริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานมัลติฟังก์ชั่น (ที่ปรึกษางานบริการและเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์) ได้แก่ คุณณรงค์ บุญธรรม จากห้างหุ้นส่วนจำกัด อีซูซุตราดเซลส์
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานอะไหล่ ได้แก่ คุณพันธิ์สิริญ พิศุทธิ์พร จากบริษัท อีซูซุสยามซิตี้ จำกัด
คุณจิรวัฒน์ คงครอง
คุณจิรวัฒน์ คงครอง

“หลังจากประกาศผลรู้สึกปลดล็อคตัวเองเลยครับ วันนี้ทำได้แล้วที่ 1 ของประเทศ หลังจากที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันนี้มาเป็นเวลา 7 ปีและการแข่งระดับประเทศครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ผ่านเข้ารอบมา สำหรับการแข่งขันในปีนี้ถือว่ายากครับแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ เพราะผมเตรียมตัวมาค่อนข้างดี ด้วยการจดจำข้อมูลรถบรรทุกอีซูซุหรือแม้แต่ข้อมูลของคู่แข่งก็ศึกษามาอย่างดีครับ เป้าหมายของผมต่อจากนี้คือการนำเทคนิคดี ๆ ความรู้ความสามารถที่ได้รับจากเวทีการแข่งขันนี้ และจากสิ่งที่อาจารย์จากตรีเพชรอีซูซุเซลส์สอน ไปแบ่งปันให้เพื่อน ๆ และปรับใช้ในการให้บริการลูกค้า เพื่อประโยชน์อันสูงสุดของลูกค้าครับ” คุณจิรวัฒน์ คงครอง รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่

คุณธนาวี เชื้อโท

“วันนี้รู้สึกภูมิใจและดีใจมาก ๆ ที่คว้ารางวัลที่ 1 มาได้ เพราะจากที่เข้าร่วมแข่งขันมาเป็นระยะเวลา 3 ปี ปีนี้ถือว่าเป็นการแข่งที่ท้าทายพอสมควรทั้งโจทย์ข้อสอบทฤษฎีและงานปฏิบัติ แต่ด้วยความที่เก็บเกี่ยวความรู้จากการที่เคยแข่งขันมาหลายปีบวกกับที่ฝึกซ้อมมาอย่างดี ก็ทำให้ผ่านมาได้ครับ หลังจากนี้จะนำความรู้ที่ได้ไปวิเคราะห์งานให้ถูกต้องและแม่นยำเพื่อให้ลูกค้าได้รับงานมีคุณภาพและประทับใจที่สุดครับ” คุณธนาวี เชื้อโท รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาคอิสาณอุบล (ตังปัก)

ร่วมติดตามและอัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

ฟอร์ด แนะเคล็ดลับจัดของไหว้ตรุษจีนในรถพร้อมรับความเฮงตลอดปีมังกร

0

วันตรุษจีน เป็นวันสำคัญที่ชาวไทยเชื้อสายจีนตั้งตารอคอยเพราะถือเป็นวันเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุดในปฏิทินจีน ผู้คนจำนวนมากมักจัดงานรวมญาติและสังสรรค์ในครอบครัว ร่วมกันจัดเตรียมสิ่งของและอาหารเพื่อสักการะเทพเจ้าที่สำคัญและไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งในการเริ่มต้นปีใหม่ ฟอร์ดจึงขอแนะนำเคล็ดไม่ลับการจัดของไหว้ตรุษจีนอย่างครบครันและเป็นระเบียบในรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เพื่อเสริมสิริมงคลในปีนี้

เคล็ดไม่ลับจัดของไหว้ในรถให้เป็นระเบียบ

ของไหว้ตรุษจีนมีมากมายหลายอย่างที่ควรเตรียมซื้อล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้า ของคาว   ของหวาน ผลไม้ น้ำชา รวมถึงเครื่องกระดาษไหว้เจ้า โดยส่วนใหญ่จะเลือกของที่มีความหมายมงคล เช่น ผลไม้มงคล อาหารมงคล หรือขนมมงคล ตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน เพื่อเสริมความเฮงรับโชคปีมังกร

การที่ของไหว้ตรุษจีนมีหลายอย่างทำให้การขนย้ายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งการเดินทางจากบ้านไปยังสถานที่ไหว้ต่างๆ มีระยะทางไกลและมีหลายจุด การวางของกระจัดกระจายภายในรถอาจทำให้สิ่งของเสียหายและจัดของไหว้แต่ละจุดไม่สะดวกนัก แต่รถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมช่องเก็บของแบบอเนกประสงค์มากมายตั้งแต่คอนโซลหน้ารถจรดพื้นที่จัดเก็บสัมภาระด้านหลังที่กว้างขวางเพื่อการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้จัดวางของไหว้ได้เป็นหมวดหมู่ เช่น ของเหลว อาหาร ของแห้ง โดยไม่ต้องวางทับซ้อนกัน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังมาพร้อมเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง รองรับสมาชิกในครอบครัวได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมฟังก์ชั่นปรับเบาะพับได้ด้วยระบบไฟฟ้าเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บของไหว้ อีกทั้งยังมีขอบกั้นสัมภาระท้ายรถเพื่อป้องกันไม่ให้ของตกชำรุดหรือเสียหาย

ติดตั้งอุปกรณ์เสริม เพิ่มพื้นที่ใช้สอยในรถ

ของไหว้บางประเภทจำเป็นต้องได้รับการจัดเก็บเป็นพิเศษเพื่อความเป็นระเบียบ โดยเฉพาะผลไม้มงคลที่ส่วนใหญ่เป็นทรงกลม เสี่ยงต่อการกลิ้งไปมาระหว่างเดินทาง เช่น ส้ม แอปเปิล ทับทิม สาลี่ และองุ่นแดง

ตาข่ายใส่สัมภาระ หรือ Cargo Net จึงเป็นอุปกรณ์เสริมพิเศษที่เหมาะในการเพิ่มพื้นที่และป้องกันไม่ให้สิ่งของกลิ้งไปมาขณะเดินทาง ทั้งยังออกแบบให้ติดตั้งและถอดออกได้ง่าย และรองรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 15 กิโลกรัม อุปกรณ์ชิ้นนี้จัดอยู่ในชุดประหยัดสุดคุ้ม หรือ Essential Package ซึ่งเป็นชุดอุปกรณ์ตกแต่งแท้ยอดนิยมที่ประกอบด้วย ชุดผ้ายางปูพื้นห้องโดยสาร กล้องบันทึกวิดีโอหน้ารถ ชุดชายบันไดประตูสเตนเลส และตาข่ายใส่สัมภาระ โดยเมื่อซื้อครบชุดจะมีราคาถูกกว่าซื้อแบบแยกชิ้นถึง 15% และฟอร์ดยังมอบการรับประกันสูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมีถาดสัมภาระแบบ 3 ชิ้น หรือ Cargo Area Rubber Mat เฉพาะฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่พร้อมเป็นผู้ช่วยปกป้องพื้นผิวด้านหลังเบาะนั่งแถวที่ 3 และพื้นที่วางสัมภาระท้ายรถจากรอยขีดข่วน ฝุ่นผง หรือของเหลวจากของไหว้บางชนิด จึงวางของได้อย่างสะดวกในพื้นที่ท้ายรถที่พับเบาะแล้วพื้นเรียบเสมอกัน ออกมาแบบมาให้ทนทาน ถอดและทำความสะอาดง่าย หมดห่วงเรื่องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งของ และช่วยให้เคลื่อนย้ายสัมภาระได้อย่างสบายใจ

เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยให้การขนของไหว้และการเดินทางไปไหว้เจ้าตามสถานที่ต่างๆ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวที่นานๆ ครั้งจะมีโอกาสพบปะพูดคุยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา พร้อมรับความเป็นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่งคั่งตลอดทั้งปี

สำหรับผู้สนใจติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดทุกชิ้น รวมถึงชุดประหยัดสุดคุ้ม หรือ Essential Package สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ หรือ www.ford.co.th

“บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู iX2 ใหม่ ที่สุดแห่งสมรรถนะพลังไฟฟ้าในสไตล์เฉพาะตัวของรถยนต์อเนกประสงค์แบบคูเป้

0
บีเอ็มดับเบิลยู iX2 ภาพเปิด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์แบบคูเป้ หรือ Sports Activity Coupé (SAC) ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนเป็นครั้งแรก กับบีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ ซึ่งนับเป็นเจเนอเรชันที่สองของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X2 ที่พร้อมขับเคลื่อนตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมียมคอมแพกต์ให้มุ่งสู่อนาคตแห่งการขับขี่อย่างยั่งยืน รถยนต์รุ่นนี้ผสานความหรูหรา สมรรถนะการขับขี่ และความคล่องตัวที่สมบูรณ์แบบเข้ากับความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูในการสรรสร้างยนตรกรรมแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว มาพร้อมรูปทรงที่ใหญ่และสปอร์ตยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยรูปทรงภายนอกแบบคูเป้ที่สะดุดตา เส้นสายด้านข้างที่ช่วยเน้นย้ำรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวและทรงพลังของตัวรถ ทั้งยังเหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อันล้ำสมัยซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ออกแบบมาเพื่อส่งมอบสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ในทุกเส้นทาง มาพร้อมราตาค่าตัว 3,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู iX2  6

 

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มาพร้อมกับดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ในสไตล์ของรถยนต์อเนกประสงค์แบบคูเป้ (Sports Activity Coupé – SAC) โดยช่วงหน้ารถโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่แบบ ‘Iconic Glow’ ที่มาพร้อมไฟส่องสว่าง ขับเน้นบุคลิกที่ดุดันของตัวรถให้เผยโฉมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ส่วนไฟหน้าคู่แบบใหม่ล่าสุด มาพร้อมกับไฟส่องสว่างในเวลากลางวันในดีไซน์แบบ 4 ดวง พร้อมระบบ Adaptive LED ช่วยเพิ่มทัศนวิสัย เสริมความมั่นใจในขณะเข้าโค้ง และยังตอกย้ำคุณลักษณะที่โฉบเฉี่ยวและปราดเปรียวของรถรุ่นนี้

บีเอ็มดับเบิลยู iX2  2

ควบคู่ไปกับไฟท้ายที่มอบกลิ่นอายความสปอร์ตได้ไม่แพ้กัน ส่วนหลังคารถ เติมเส้นสายที่ทอดยาวต่อเนื่องบรรจบกับไฟท้าย ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มีทรวดทรงสไตล์คูเป้ที่ปราดเปรียวในแบบของ SAC ตัวจริง ผสมผสานอย่างลงตัวกับชุดแต่ง M Sport ที่มาพร้อมกับล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้ว ลาย V-spoke 873 แบบสลับสี

บีเอ็มดับเบิลยู iX2  3

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มาพร้อมกับเทคโนโลยี BMW eDrive รุ่นที่ 5 ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัว ตัวหนึ่งที่เพลาหน้าและอีกตัวหนึ่งที่ด้านหลัง ซึ่งสร้างกำลังรวมของระบบที่ 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 494 นิวตันเมตร รถรุ่นนี้สามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 5.6 วินาที สู่ความเร็วสูงสุดที่ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยพลังจากชุดแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูงที่ติดตั้งอยู่ใต้ตัวถังรถ ความจุพลังงานสุทธิ 66.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport มีระยะการขับขี่ถึง 417- 449 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 1

รถยนต์รุ่นนี้รองรับการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 130 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจาก 0-80% ได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 29 นาที ในขณะที่รองรับการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC) สูงสุด 22 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจาก 0-100% ในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง 45 นาที

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 10

นอกจากนั้น ยังติดตั้งมากับระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) ซึ่งสามารถอัปเกรดให้เป็นระบบช่วยการขับขี่ รุ่น Plus (Driving Assistant Plus) ผ่านทาง ConnectedDrive Store ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go ยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยทั้งในการขับขี่ในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกลอีกด้วย

ช่วงล่าง Adaptive M ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้อย่างอิสระระหว่างรูปแบบการขับขี่แบบสะดวกสบายหรือสไตล์สปอร์ตอันเร้าใจ ส่วนระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ยังมอบความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ให้การจอดรถและการบังคับรถทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ นำเสนอบรรยากาศพรีเมียมทันสมัยพร้อมให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกับกลิ่นอายความสปอร์ต ภายในตกแต่งด้วยวัสดุตกแต่งแบบ Aluminium พร้อมแถบกราฟิก และเบาะที่นั่งสปอร์ตหุ้มหนัง M Alcantara/Veganza ผสานสีดำ ตัดกับตะเข็บสีน้ำเงิน คอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec นอกจากนั้น อุปกรณ์ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ได้แก่ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าพร้อมระบบจำตำแหน่ง แบบ M Sport สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 11

หลังคากระจกพาโนรามาที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ยังให้ความรู้สึกโอ่อ่า กว้างขวางและสะดวกสบาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ชุดกระจกมองข้าง และกระจกมองหลังพร้อมฟังก์ชั่นป้องกันตาพร่า (Anti-Dazzle) ยังติดตั้งมาในรถยนต์รุ่นนี้ด้วย ฟังก์ชันกล้องภายในรถยนต์ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถถ่ายภาพภายในรถขณะที่จอดอยู่ได้ นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ ยังมาพร้อมกับระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะ (Comfort Access System) ให้ผู้ขับขี่สามารถปลดล็อกและสตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ ยังได้รับการพัฒนาด้านระบบความบันเทิงและการสื่อสารให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมจอ BMW Head-up Display และจอแสดงผลไวด์สกรีนผสมกับแผงหน้าปัดขนาด 10.25 นิ้ว และจอโค้ง Central Information Display ขนาด 10.7 นิ้ว ทำงานบนระบบปฎิบัติการ BMW Operating System 9 ใหม่ล่าสุด ที่ปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู iX2  13

รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับหลากหลายระบบความบันเทิงทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น BMW Live Cockpit Professional ระบบ BMW ConnectedDrive ระบบเครื่องเสียง HiFi Harman Kardon และระบบแท่นชาร์จไร้สาย

คุณลักษณะเด่นอีกประการของรุ่นรถยนต์นี้คือระบบเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาของตนกับรถยนต์แบบไร้สายผ่าน Apple CarPlay หรือ Android Auto

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มีให้เลือกใน 5 สีตัวถัง ได้แก่ สีเทา Brooklyn Grey, สีดำ Sapphire Black, สีขาว Alpine White สีเขียว Cape York Green และสีแดง Fire Red

ลูกค้าที่สนใจสัมผัสประสบการณ์รถยนต์อเนกประสงค์แบบคูเป้ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนพร้อมสมรรถนะอันเหนือชั้นของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.bmw.co.th เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมและจองออนไลน์ หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Thailand เพื่อติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นดังกล่าว

(มีคลิปวีดีโอ) สัมผัส New Nissan Almera อีโค่คาร์ ออฟชั่นครบ นั่งสบาย ขับสนุก

0
New Nissan Almera ภาพเปิด

New Nissan Almera อีโค่คาร์รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต สะดุดตากับโลโก้ใหม่ที่มาพร้อมกับความกว้างขวางของห้องโดยสาร เพิ่มเติมความหรูหราจากการหุ้มหนัง Quole Modure ขุมพลัง 3 สูบขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลัง 100 แรงม้าพร้อมเกียรือัตโนมัติ CVT ยอกจากนี้ยังมีระบบ Nissan Connect ที่สามารถเชื่อมต่อโลกออนไลน์ไว้กับตัวรถ รวมถึง Nissan Intelligent Mobility ที่รวมความปลอดภัยไว้มากมายหลายระบบเข้าไว้ด้วยกัน ในครั้งนี้เป็นการทดลองเดินทางในเมืองกับสถานที่ชิวๆ เรื่องราวต่างๆรับชมได้จากรายงาน

New Nissan Almera 2023 ที่ใช้ในการเดินทางครั้งนี้สะดุดตาไปกับ สีเทา เกรย์ สกาย เพริ์ล รวมถึงหลังคาทูโทน ต้องเพิ่มเงินจากราคาตัวรถ (699,000 บาท) อีกประมาณ 15,000 บาท ก็จะได้ลูคส์เท่ และ สปอร์ต จากด้านหน้าที่เปลี่ยนใหม่ยกชุด กระจังหน้าในรูปแบบของ V Motion

New Nissan Almera 1

โลโก้รุ่นใหม่ประจำการทั้งด้านหน้าและด้านท้าย มีการติดตั้งระบบ Auto High Beam แต่ DRl ส่วนล้อขนาด 15 นิ้ว ที่ยังมีรูปแบบใกล้เคียงเดิม กุญแจเปลี่ยนจากรูปแบบหยดน้ำที่ใช้มานานหลายปีเป็นรูปแบบใหม่ พ่วงระบบ Nissan Connect Service เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อควบคุมและสั่งการระบบต่างๆของรถยนต์ ทั้ง สตาร์ทเครื่องยนต์ เปิดแอร์ เช็คสถานะของรถยนต์ แจ้งเตือนการโจรกรรม รวมถึงแจ้งเตือนการเข้ารับบริการ

New Nissan Almera 3

คอนโซลและแผงข้างแบบบุนุ่มให้ผิวสัมผัสพรีเมี่ยม บกระดับความหรูหราด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Quole Modure มีคุณสมบัติเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับห้องโดยสาร

New Nissan Almera 4

กระจกมองหลังเป็นแบบตัดแสงสะท้อน ใกล้กันมีกล่องสัญญาณ SoS ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนผู้ขับขี่และผู้โดยสารช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ระบบนี้จะแจ้งเตือนอัตโนมัติไปยังศูนย์ช่วยเหลือเพื่อประสานงานกับโรงพยาบาล หรือทีมกู้ภัย

New Nissan Almera 6

ชุดมาตรวัดดิจิตอลแสดงการงานของฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัย ซึ่งประมวลผลจากกล้องและเรดาร์ที่ติดตั้งไว้รอบคัน มีมาตรวัดระดับลมยาง ครูสคอนโทล ระบบเตือนออกนอกเลนส์พร้อมสั่นเตือนที่พวงมาลัยเพิ่มเติมมาให้

New Nissan Almera 6

จอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ IOS และ Endroid Auto รวมถึงติดตั้ง Wiress Charger ให้เสร็จสรรพ

New Nissan Almera 10

 

ขุมพลังขนาด 1.0 ลิตร 3 สูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า พร้อมแรงบิด 152 นิวตันเมตร ที่ 2,400-4,000 รอบต่อนาที พร้อมการันตีความประหยัดตามอีโค่สติกเกอร์อยู่ที่ 23.3 กม./ลิตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลา 12.8 วินาที

New Nissan Almera 8

ระบบส่งกำลังยังคงเป็นแบบ CVT ที่มาพร้อม D-Steplogic พร้อมปุ่ม Sport และช่วงล่างหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท หลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม

เทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility มาแบบจัดเต็ม นอกจากถุงลมนิรภัย 6 จุด ยังมีอีกเพียบทั้ง กล้องรอบทิศทาง,ระบบเตือนจุดบอด พร้อมเสียงเตือน,ระบบเตือนก่อนการชน ซึ่งนอกจากเตือนยังทำการเบรคอัตโนมัติ และตัวช่วยเพื่อความปลอดภัยขณะถอย

New Nissan Almera 9

ครั้งนี้อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าเป็นทริพชิว เดินทางในเมือง ซึ่งในอดีตก่อนหน้าเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เคยได้นำไปทดสอบในการเดินทางไกล ระยะทางราว 250 กม.

New Nissan Almera 12

 

สำหรับการใช้งานในเมือง แน่นอนว่ารถอีโค่คาร์นั้นถูกผลิตให้ใช้งานในเมืองเป็นหลัก นอกจากรูปลักษณ์ที่ได้ปรับใหม่ ห้องโดยสารที่กว้างขวางก็ถือเป้นจุดเด่น แถมมีการติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนังแท้ Quole Modure ซึ่งช่วยลดความร้อนสะสม ยังพิเศษตรงที่เบาะหลังมีความสูงกว่าด้านหน้าในรูปแบบ Theater Seat ผู้โดยสารตอนหลังจะมองเห็นทัศนวิสัยที่กว้างขึ้นกว่าเดิม จึงส่งผลให้ลดอาการเมารถเมื่อต้องเดินทางไกล และด้วยการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารจากกระจกแบบ Acoustic Glass ส่งผลให้ห้องโดยสารเงียบ ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี

New Nissan Almera 11

ชุดมาตรวัดแสดงผลผ่านจอดิจิตัล และแสดงค่าการทำงานของเทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility ซึ่งเพิ่มเติมในส่วนครูสคอนโทรล และเตือนออกนอกเลนพร้อมสั่นเตือนที่พวงมาลัย

Nissan Connect Service ช่วยให้ผู้ใช้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถเชื่อมต่อกับรถเข้ากับสมาร์ทโฟน พร้อมสั่งการควบคุมได้อีกหลายฟีเจอร์ แม้ว่าจอดรถกลางแดด ก็ช่วยให้ห้องโดยสารเย็นสบายได้ด้วยระบบนี้

New Nissan Almera 13

จอทัชสกรีนแสดงภาพได้ชัดเจน รวมถึงฟังค์ชั่นตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบคันถือเป้นคุณสมบัติเด่น ซึ่งยังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Apple Carplay และ Endroid Auto

New Nissan Almera 14

ขุมพลังขนาดความจุเพียง 1.0 ลิตร 100 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อม Shift on ในกรณีต้องการเร่งแซง ทั้งนอกและในเมือง พละกำลังเหลือเฟือต่อการใช้งาน

New Nissan Almera ถือเป็นช้อยท์ที่น่าสนใจไม่น้อย สรุปสั้นๆคือออฟชั่นจัดเต็ม รูปลักษณ์ทันสมัย ขุมพลังขนาดเล็ก ประหยัดน้ำมัน แต่ก็มีแรงเหลือเพียงพอต่อการใข้งาน ราคาจำหน่ายที่ตั้งไว้ 699,000 บาท สำหรับสีพิเศษ และ หลังคาทูโทนสีดำ เพิ่มอีก 15,000 บาท แบบนี้ถึงโดนใจ

 

เอ็มจี ปักธงขึ้นท็อป 3 ในทศวรรษที่ 2 พร้อมเดินหน้าขยายฐานลูกค้าสู่คนรุ่นใหม่

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ฉลองการเป็นแบรนด์รถยนต์ที่เติบโตมาอย่างยาวนานครบ 100 ปี พร้อมเผยความสำเร็จของ SAIC Motor Corporation หลังครองแชมป์ยอดขายสูงสุดในปี 2566 ที่ประเทศจีนรวมกว่า 5.02 ล้านคัน ส่วนเอ็มจีในประเทศไทยกวาดยอดขายได้ถึง 27,311 คัน และก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ด้วยแผนขับเคลื่อนแบรนด์ไปสู่ตำแหน่งท็อป 3 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย วางกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าไปยังคนรุ่นใหม่ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยนวัตกรรมยานยนต์ ดีไซน์ และความคุ้มค่า ควบคู่กับการบริการที่ถูกยกระดับในทุกมิติ และสานต่อการยกระดับ MG EV ECOSYSTEM ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์คนใช้งานรถไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

จากการถือกำเนิดของแบรนด์เอ็มจีในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2467 (ค.ศ.1924) ปีนี้จึงมีวาระสำคัญของครบรอบ 100 ปี จึงสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นแบรนด์ยานยนต์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับวงการยานยนต์ระดับโลกเป็นที่ยอมรับ และเชื่อมั่นจากนานาประเทศ

นับตั้งแต่เอ็มจีเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในปี 2556 จนถึงปัจจุบัน มีรถเอ็มจี หลากหลายรุ่นโลดแล่นอยู่บนถนนเมืองไทยแล้วกว่า 200,000 คัน เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัย ความคุ้มค่า และมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับคนไทย โดยเฉพาะการเป็นผู้เบิกทางให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ราคาจับต้องได้เข้าสู่ตลาดยานยนต์ไทย ควบคู่ไปกับการสร้าง EV ECOSYSTEM ให้สมบูรณ์เพื่อรองรับการขยายตัวของสังคมอีวี และเป็นแบรนด์แรกที่วางหมุดกระจายสถานีชาร์จเร็วอย่าง MG SUPER CHARGE ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งในปัจจุบันมีสถานีที่พร้อมใช้งานมากถึง 146 สถานี

มร. ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “สำหรับปี 2566 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่มีความท้าทายในเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์โลกชะลอตัวจากปัจจัยต่างๆ แต่ SAIC Motor Corporation มียอดขายรถยนต์รวมกว่า 5.02 ล้านคัน โดยยังคงรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งของกลุ่มบริษัทรถยนต์ในประเทศจีนต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 ด้วยศักยภาพในการส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลกกว่า 1.208 ล้านคัน มีอัตราการเติบโต 18.8% เมื่อเทียบกับปี 2565 และมีปริมาณยอดขายรถยนต์ New Energy มากกว่า 1.123 ล้านคัน เติบโตถึง 4.6% โดย MG ZS เป็นรถที่ส่งออกจากประเทศจีนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในหมวดรถยนต์นั่ง มียอดส่งออกกว่า 201,874 คัน ตามมาด้วยรถยนต์ไฟฟ้า MG4 ELECTRIC ที่สร้างความสำเร็จในตลาดทั่วโลกและเป็นโกลบอลโมเดลขวัญใจของคนไทย มียอดส่งออกกว่า 138,736 คัน และ MG5 มียอดส่งออกกว่า 109,431 คัน ส่งผลให้ SAIC Motor Corporation ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ที่ส่งออกรถยนต์เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศจีน

เอ็มจี ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ด้วยความเป็นโกลบอลแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทะยานสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ ติดอันดับท็อป 3 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

มร. ซู๋ว์ หยิ่น กล่าวเพิ่มเติมว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี และทศวรรษที่สอง เอ็มจี เตรียมแผนที่จะยกระดับแบรนด์ด้วยรถยนต์ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีในหลากหลายรูปแบบการขับเคลื่อน อีกทั้งยังเตรียมแผนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเพื่อการส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับหมุดหมายใหม่ของ เอ็มจี

นอกจากนั้นยังมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่หลากหลายขุมพลังขับเคลื่อนเข้าสู่ตลาดโดยมุ่งเน้นกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เทียบเท่าระดับสากลโลก (New Energy, Intelligent, Internationalization) รวมไปถึงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของคนไทยได้มากขึ้น สอดคล้องกับความตั้งใจของแบรนด์ที่พร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่ Net Zero ผ่านนโยบาย EV 3.5 นำทัพโดย NEW MG4 ELECTRIC รุ่นผลิตในประเทศไทย รวมถึงรถสปอร์ตโรดสเตอร์พลังงานไฟฟ้าอย่าง MG CYBERSTER นอกจากนี้ยังมีรถรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเติมสีสันในตลาดรถเก๋งขนาดเล็กอีก 1 รุ่น

และเพื่อให้สอดรับกับกระแสอีวี เอ็มจีเตรียมนำเสนอมิติใหม่ของโชว์รูมด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการ เอ็มจี อีวี โชว์รูม (MG EV Showroom) ที่จะมุ่งเน้นนำเสนอนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่จำหน่ายในปัจจุบันอย่าง MG MAXUS9 รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับโมเดลอื่น ๆ ที่เตรียมเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยด้วย”

ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2566 ที่ผ่าน เอ็มจีมียอดขายรวมอยู่ที่ 27,311 คัน มีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์สันดาป แบ่งเป็นสัดส่วนอย่างละครึ่ง โดย MG5 ครองแชมป์ยอดขายสูงสุด จำนวน 6,419 คัน ตามด้วย MG4 ELECTRIC จำนวน 5,615 คัน MG EP จำนวน 4,717 คัน MG ZS จำนวน 2,534 คัน MG VS HEV จำนวน 2,071 คัน MG ZS EV จำนวน 1,354 คัน MG HS และ MG HS PHEV จำนวน 1,373 คัน MG MAXUS 9 จำนวน 1,284 คัน MG ES และ MG EXTENDER จำนวนรวม 1,943 คัน และครองส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 4%

ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา เอ็มจี วางแผนเพิ่มศักยภาพรถยนต์ในทุกเซกเมนต์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในทุกขั้นตอน รวมถึงการลงทุนสร้างและขยายพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK เพื่อผลิตแบตเตอรี่อีวีแห่งแรกในอาเซียน หลังจากนี้ เอ็มจี ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และ พัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมยานยนต์ให้เทียบเท่าระดับโลกตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ยกระดับการทำงานในทุกด้านบริการผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าคนไทย

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” สร้างความเท่าเทียมด้านราคา ยกระดับค้าปลีกลักชัวรี่ในไทย ด้วยโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” ซื้อรถที่ไหนก็ได้ราคาเดียวกันทั่วประเทศ

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับลักชัวรี่ในไทย เปิดตัวโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” อย่างเป็นทางการ เดินหน้าพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกของแบรนด์สู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พร้อมนำเสนอประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าในทุกมิติ หลังการหารือกับตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ และประกาศความพร้อมเมื่อเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 2

“Retail of the Future” เป็นโมเดลธุรกิจที่มอบข้อได้เปรียบให้กับลูกค้าโดยตรง เน้นเรื่องความโปร่งใสด้านราคาและข้อเสนอที่เท่าเทียมกันในทุกแพลตฟอร์ม รวมไปถึงการที่ลูกค้าสามารถเลือกรถยนต์ทุกรุ่นที่ต้องการผ่านระบบคลังสินค้าส่วนกลางที่เชื่อมต่อกันทั่วประเทศ โดยผสานความโดดเด่นจากโมเดลธุรกิจให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของลูกค้า การเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนและจูงใจสำหรับตัวแทนจำหน่ายฯ ในขณะที่สามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ ในการเข้าถึงลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

จากการปรับใช้โมเดลธุรกิจและสร้างความสำเร็จมาแล้วในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก โดยมี เยอรมนี และมาเลเซีย เป็น 2 ประเทศล่าสุดในปีที่ผ่านมา เป็นข้อพิสูจน์ที่ทำให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทั้งฝั่งตัวแทนจำหน่ายฯ และลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดเผยขั้นตอนการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและความคุ้นเคยให้กับลูกค้าทุกคน โดยสรุปเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้
•Step 1 “เข้าใกล้รถที่ใช่”: ลูกค้าทุกคนสามารถเริ่มต้นด้วยการค้นหารถรุ่นที่ชอบ ติดต่อที่ปรึกษาการขาย และลงทะเบียนทดลองขับได้ที่โชว์รูมทั่วประเทศ หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
•Step 2 “เข้าถึงสต็อกกลาง”: ด้วยระบบคลังสินค้าส่วนกลางที่จัดการโดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะทำให้ตัวแทนจำหน่ายฯ และลูกค้าทุกคนเข้าถึงรถยนต์ทุกรุ่นเหมือนกันทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะซื้อรถที่ไหนก็ได้รถรุ่นที่ต้องการ
•Step 3 “เข้าถึงราคาและข้อเสนอสุดพิเศษ”: รับข้อเสนอและราคาที่ดีที่สุดและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ โดยเริ่มจากการประเมินราคาและเลือกข้อเสนอที่ต้องการ รับใบเสนอราคา เลือกรับข้อเสนอทางการเงินและช่องทางการวางเงินจอง
•Step 4 “เข้าสู่การจองรถ”: ยืนยันการซื้อรถผ่านเอกสารข้อตกลงการซื้อรถยนต์ รับใบจองพร้อมเลือกวันและวิธีการรับรถ หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดเตรียมรถยนต์และติดต่อเพื่อยืนยันวันนัดหมาย
•Step 5 “เข้ามาเป็นเจ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์”: ตรวจเช็กรถยนต์โดยผู้เชี่ยวชาญ วางเงินดาวน์และรับใบกำกับภาษี เซ็นรับรถพร้อมรับประสบการณ์สุดพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในขั้นตอนการส่งมอบ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 5

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในการเปิดตัวโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่นำเสนอวิธีการซื้อรถในรูปแบบใหม่ มุ่งมั่นตอบสนองความต้องการของลูกค้า และปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับพฤติกรรมและเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ยังส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้าทุกคนเช่นเคย พร้อมยกระดับให้มากขึ้นด้วยการลดความเหลื่อมล้ำด้านราคา ทำให้ลูกค้าทุกคนไม่จำเป็นต้องต่อรองราคาและใช้เวลาไปกับการหาราคาและข้อเสนอที่ดีที่สุด ด้วยการกำหนดนโยบาย “One Price” ราคาเดียวกันทั่วประเทศ ที่จะทำให้ลูกค้าทุกคนได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์”เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นในการส่งมอบรถยนต์ที่มีความหรูหราและเป็นที่ต้องการ ควบคู่ไปกับการนำเสนอประสบการณ์ที่เหนือระดับในทุกมิติให้กับลูกค้าทุกคน โมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่สะท้อนผ่านทุกก้าวสำคัญในการออกแบบการเดินทางที่น่าตื่นเต้นและน่าประทับใจให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 6