Home Blog Page 164

“ซูซูกิ” จัดแคมเปญพิเศษ SUZUKI PLATINUM DEAL ตอกย้ำความเชื่อมั่นลูกค้า รถคุณภาพดี บำรุงรักษาง่าย ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนาน 99 เดือน พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 50,000 บาท

0
SUZUKI PLATINUM DEAL ภาพเปิด

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่ซูซูกิเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันกว่า 15 ปี ที่ลูกค้าคนไทยเปิดโอกาสให้ซูซูกิได้ดูแลและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยยึดความสำคัญด้านการบริการทั้งก่อนและหลังการขายเป็นที่ตั้ง สร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าว่า เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มอบความประหยัด คุณภาพดี การบำรุงรักษารถง่าย สร้างยอดขายสะสมนับตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้ถึง 320,969 คัน

SUZUKI PLATINUM DEAL  1

ล่าสุด เพื่อสานต่อความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซูซูกิได้ประกาศแผนดำเนินธุรกิจระยะยาวต่อเนื่อง 7 ปี แก่ผู้จำหน่ายทั่วประเทศ นอกจากนโยบายสำคัญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของซูซูกิแล้ว ยังเผยถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของซูซูกิเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้จำหน่าย และเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคว่า ธุรกิจของซูซูกิจะสามารถก้าวไปข้างหน้า มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของสังคมไทยอย่างมีขั้นตอน พร้อมอยู่เคียงคู่คนไทยได้อย่างยั่งยืน โดยในโอกาสพิเศษนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ซูซูกิขอมอบข้อเสนอที่ดีและคุ้มค่าที่สุด ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์จากซูซูกิ ให้สามารถเข้าถึงและตัดสินใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยแคมเปญสุดคุ้ม “SUZUKI PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด”

แคมเปญพิเศษ “SUZUKI PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” ให้ลูกค้าสามารถเลือกรับข้อเสนอสุดคุ้มในทุกเงื่อนไขได้มากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสนอขับฟรี 90 วัน พร้อมรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท หรือจะเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0.79% นาน 60 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งทุกรุ่น โดยแคมเปญ “SUZUKI PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

SUZUKI SWIFT

SUZUKI PLATINUM DEAL  2
•เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท สำหรับรุ่น GL และ GLX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 45,000 บาทสำหรับรุ่น GL NEXT
•หรือ เลือกรับข้อเสนอ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท สำหรับรุ่น GL และ GLX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 45,000 บาท สำหรับรุ่น GL NEXT
•หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0.79% นาน 60 เดือน
•พนักงานเงินเดือนประจำ และลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI CIAZ

SUZUKI PLATINUM DEAL  3
•เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0.75% นาน 60 เดือน
•พนักงานเงินเดือนประจำ และลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI CELERIO

SUZUKI PLATINUM DEAL  5
•เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาทสำหรับรุ่น GA, GL UP หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 15,000 บาท สำหรับรุ่น GL GX
•เลือกรับข้อเสนอ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาท สำหรับรุ่น GA, GL UP หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 15,000 บาท สำหรับรุ่น GL GX
•พนักงานเงินเดือนประจำ และลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 15,000 บาท
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI ERTIGA

SUZUKI PLATINUM DEAL  6
•ราคาเริ่มต้น 699,000 บาท พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน
•พนักงานเงินเดือนประจำ และลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รับดอกเบี้ยพิเศษ
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI XL7

SUZUKI PLATINUM DEAL  7
•เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•เลือกรับข้อเสนอ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 1.15% นาน 60 เดือน
•พนักงานเงินเดือนประจำ และลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI CARRY

SUZUKI PLATINUM DEAL  9
•รับข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 20,000 บาท
•หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 1.99% นาน 60 เดือน
•หรือ รับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นวันละ 222 บาท
•ฟรี ! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก

นายวัลลภ ยังกล่าวอีกว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย มีตัวเลขอยู่ที่ 775,780 คัน ลดลงประมาณ 9% แสดงถึงสภาวะตลาดที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ด้วยปัจจัยหลากหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ไปจนถึงความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่ออีกด้วย

สำหรับ ซูซูกิ ในปี 2566 ที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายรวมได้ 12,151 คัน ส่วนในปี 2567 ด้วยแนวโน้มของสถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ตลาดรถยนต์น่าจะกลับมามีการเติบโตขึ้นอีกครั้ง คาดการณ์ว่าตัวเลขยอดขายรวมของทั้งตลาดจะมีตัวเลขอยู่ประมาณ 800,000 คัน และซูซูกิเชื่อมั่นว่าจากผลิตภัณฑ์รุ่นปัจจุบันที่มีคุณภาพ รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบทุกความต้องการ ไปจนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับงานบริการให้ดียิ่งขึ้นเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า บริษัทฯ มีความคาดหวังในการสร้างยอดขายรถยนต์ซูซูกิในปี 2567 รวมจำนวน 12,000 คัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความสนใจและต้องการเป็นเจ้าของรถทุกรุ่นภายใต้แบรนด์ของซูซูกิ เรายังคงเป็นพันธมิตรกับสถาบันการเงินที่ร่วมโครงการเพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกด้านการอนุมัติสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ รายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

ซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญาของซูซูกิคือผลิตสินค้าที่มีคุณค่าเหมือนว่าเราคือผู้ใช้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายเหมาะสมกับลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการของโชว์รูมผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศ สอดคล้องกับความตั้งใจของซูซูกิในการจัดทำโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งนอกเหนือจากความต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้าทั้งด้านสินค้าและงานบริการได้อย่างทันท่วงทีและมอบบริการที่ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่านแล้ว ซูซูกิยังมีความตั้งใจจริง ที่ต้องการที่จะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเดินคู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคต

มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จัดแคมเปญ ‘Find Your Perfect Match This Chinese New Year’ พบรถยนต์มือสองสภาพดี ฉลองตรุษจีนและวาเลนไทน์ 9-18 ก.พ. นี้

0

บริษัท มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองครบวงจร ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ฉลองเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ ด้วยแคมเปญพิเศษ ‘Find Your Perfect Match This Chinese New Year’ ยกทัพยนตรกรรมระดับพรีเมียม ไมล์น้อย ราคาดี การันตีคุณภาพ มาให้เลือกสรรกันแบบจุใจกว่า 60 คัน พร้อมหลากหลายข้อเสนอพิเศษ 9-18 กุมภาพันธ์ นี้ ที่โชว์รูม มิลเลนเนียม ออโต้ ยูสคาร์ ทุกสาขา

สมชาย ตระกูลภิรมย์, รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจรถยนต์มือสอง บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ตรุษจีนปีนี้ เราขอนำเสนอแคมเปญพิเศษ ที่มาพร้อมกลิ่นอายของความรัก ของเทศกาลวาเลนไทน์ ให้คุณได้เลือกซื้อคันที่ชอบ ขับคันที่ใช่ ภายใต้การรับประกันคุณภาพมาตรฐาน อยากขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ให้เข้ามาชมกันครับ”

++ ฉลองตรุษจีนและวาเลนไทน์ เลือกรถในฝัน มาให้เป็นคันที่คุณรัก

มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จัดแคมเปญพิเศษฉลองเทศกาลตรุษจีนในเดือนแห่งความรัก ‘Find Your Perfect Match This Chinese New Year’ จัดทัพยนตรกรรมพรีเมียมมือสอง ไมล์น้อย ราคาดี การันตีคุณภาพ มาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดมากกว่า 60 คัน อาทิ

 

BMW 320d M Sport ปี 2020   ปกติ 2,150,000 บาท                 พิเศษ 1,720,000 บาท

BMW 530e M Sport ปี 2020     ปกติ 2,250,000 บาท                 พิเศษ 1,670,000 บาท

BMW 745Le xDrive M Sport ปี 2021 ปกติ 3,990,000 บาท        พิเศษ 3,200,000 บาท

BENZ C300 Avantgarde ปี 2019       ปกติ 1,870,000 บาท        พิเศษ 1,380,000 บาท

BENZ GLC43 Coupe ปี 2019    ปกติ 2,780,000 บาท                 พิเศษ 2,590,000 บาท

BENZ E200 Coupe ปี 2019       ปกติ 2,980,000 บาท                พิเศษ 2,480,000 บาท

BENZ CLS300d ปี 2020            ปกติ 3,100,000 บาท                พิเศษ 2,790,000 บาท

AUDI Q7 ปี 2020                     ปกติ 2,750,000 บาท                พิเศษ 2,190,000 บาท

TOYOTA ALPHARD SC-PACKAGE ปี 2018 ปกติ 2,850,000 บาท พิเศษ 2,280,000 บาท

PEUGEOT 2008 Allure ปี 2022  ปกติ 755,000 บาท                  พิเศษ 717,000 บาท

PEUGEOT 3008 Allure ปี 2021  ปกติ 1,025,000 บาท               พิเศษ 855,000 บาท

PEUGEOT 5008 Allure ปี 2020  ปกติ 1,080,000 บาท               พิเศษ 949,000 บาท

 

มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ!

-ฟรี! ดาวน์*

-ฟรี! รับประกัน 1 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร*

-ฟรี! อั่งเปาสุดคุ้ม! บัตรเติมน้ำมันมูลค่า 1,000 บาท*

 

พร้อมรับสิทธิประโยชน์เพิ่ม สมัครสมาชิก MGC-MOBILIFE แพลตฟอร์มลอยัลตี้โปรแกรมใหม่ล่าสุด  รับทันที คะแนนสะสม 1,000 คะแนน*

ดีลเด็ดต้อนรับเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์แบบนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหารถในฝันไม่ควรพลาด มาก่อน ยิ่งได้เปรียบ เพราะรถมีจำนวนจำกัด แล้วพบกันระหว่างวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ นี้ ที่โชว์รูม
มิลเลนเนียม ออโต้ ยูสคาร์ ทุกสาขา

สอบถามรายละเอียด กรุณาติดต่อ มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์

โทร. 094-678-2888

LINE Official: @masterusedcar https://lin.ee/cX9A5Vg

www.masterusedcar.com

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

วิริยะประกันภัย ครบรอบ 77 ปี ตอกย้ำ องค์กรแห่งความมั่นคงและเป็นธรรม

0

นางสุวพร ทองธิว ประธานกรรมการบริหาร และนายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 77 ปี แห่งการก่อตั้งบริษัทฯ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2490 เพื่อความเป็นสิริมงคลเจริญรุ่งเรือง ตลอดจนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรของบริษัททุกภาคส่วนที่ได้มุ่งมั่นทุ่มเทในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบาย “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” พร้อมทั้งดำเนินงานตามแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีธรรมาภิบาลและความโปร่งใส และอุดมการณ์แห่งการแบ่งปัน มุ่งมั่น และแน่วแน่ในการสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยพิธีทำบุญดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ในโอกาสนี้ สาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนของวิริยะประกันภัยทั่วประเทศต่างพร้อมใจร่วมกันจัดพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

ตลอดระยะเวลา 77 ปี บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องด้วยประสบการณ์ด้านประกันวินาศภัย ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริการประกันภัย ตลอดจนพัฒนาปรับปรุงเครือข่ายศูนย์บริการสินไหมทั่วประเทศให้แข็งแกร่ง เพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความพึงพอใจอย่างสูงสุด เหนือสิ่งอื่นใดความสำเร็จเหล่านี้ล้วนมาจากความร่วมมือของผู้เกี่ยวทุกภาคส่วนทั้งลูกค้า ผู้เอาประกันภัย ตัวแทนประกันวินาศภัย คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทฯ ตลอดไปถึงคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงาน ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย ดั่งพันธกิจที่ว่า “ให้บริการที่สร้างความอบอุ่นและพึงพอใจ จากเครือข่ายที่ครบวงจรทั่วประเทศ ด้วยกระบวนงานที่ทันสมัยสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยทีมงานที่มีจรรยาบรรณเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจได้”

อีซูซุเดินหน้าจัดการแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายประจำปี 2566 ยกระดับบุคลากรเพื่อความพอใจสูงสุดของลูกค้า

0

อีซูซุเน้นย้ำการพัฒนาเต็มรูปแบบทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขาย หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอดผลิตในไทยกว่า 6 ล้านคันเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยยังคงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ บุคลากร และการบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมแข่งขันทักษะด้านการขาย และบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2566 เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ในปีที่ผ่านมา เราต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่เอื้ออำนวย แต่อีซูซุยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดไว้ได้ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ระดับสูงมากในทุกเซ็กเมนต์ ในปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ การสร้างความเชื่อมั่น และความพอใจให้กับลูกค้า ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก ดังนั้นบุคลากรทั้งด้านการขายและธุรกิจหลังการขายนั้นจำเป็นต้องผนึกกำลังทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น และยังคงมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่ออีซูซุอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีนโยบายหลักประการหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านการขายและธุรกิจหลังการขาย คือการจัดการแข่งขัน “ทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ” เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทักษะ ความสามารถอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถมอบการบริการทั้งในด้านการขายและบริการหลังการขายที่มีคุณภาพอันจะสร้างความพอใจสูงสุดและความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้ตลอดไป”

การแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2566 รอบชิงชนะเลิศนี้  ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานการปฏิบัติงานแต่ละด้าน โดยประกอบด้วยการแข่งขัน 6 ประเภท ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ามากกว่า 1.32 ล้านบาท สำหรับรอบชิงชนะเลิศนี้มีเจ้าหน้าที่ผ่านเข้ารอบทั้งสิ้น 108 คน จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 615 คน

การแข่งขันในครั้งนี้แบ่งออกเป็นทั้งประเภททีมและประเภทบุคคล ซึ่งทั้งหมดผ่านการคัดเลือกทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติในรอบคัดเลือก สำหรับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนั้นผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานการปฏิบัติงานแต่ละด้าน ซึ่งทุกด้านของการแข่งขันล้วนมีส่วนสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพของการขายและการบริการหลังการขาย โดยมีคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาชั้นนำให้เกียรติร่วมเป็นกรรมการตัดสินในครั้งนี้ด้วย ซึ่งผลการแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2566 มีดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ได้แก่ คุณอัทธเมศร์ วรนันท์สิทธิ์ จากบริษัท อีซูซุ ซ.แสงมงคล อยุธยา จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ได้แก่ คุณจิรวัฒน์ คงครอง จากบริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ได้แก่ คุณธนาวี เชื้อโท จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาคอิสาณอุบล (ตังปัก)
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ได้แก่ คุณณัฐวุฒิ พลฤทธิ์ จากบริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานมัลติฟังก์ชั่น (ที่ปรึกษางานบริการและเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์) ได้แก่ คุณณรงค์ บุญธรรม จากห้างหุ้นส่วนจำกัด อีซูซุตราดเซลส์
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานอะไหล่ ได้แก่ คุณพันธิ์สิริญ พิศุทธิ์พร จากบริษัท อีซูซุสยามซิตี้ จำกัด
คุณจิรวัฒน์ คงครอง
คุณจิรวัฒน์ คงครอง

“หลังจากประกาศผลรู้สึกปลดล็อคตัวเองเลยครับ วันนี้ทำได้แล้วที่ 1 ของประเทศ หลังจากที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันนี้มาเป็นเวลา 7 ปีและการแข่งระดับประเทศครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ผ่านเข้ารอบมา สำหรับการแข่งขันในปีนี้ถือว่ายากครับแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ เพราะผมเตรียมตัวมาค่อนข้างดี ด้วยการจดจำข้อมูลรถบรรทุกอีซูซุหรือแม้แต่ข้อมูลของคู่แข่งก็ศึกษามาอย่างดีครับ เป้าหมายของผมต่อจากนี้คือการนำเทคนิคดี ๆ ความรู้ความสามารถที่ได้รับจากเวทีการแข่งขันนี้ และจากสิ่งที่อาจารย์จากตรีเพชรอีซูซุเซลส์สอน ไปแบ่งปันให้เพื่อน ๆ และปรับใช้ในการให้บริการลูกค้า เพื่อประโยชน์อันสูงสุดของลูกค้าครับ” คุณจิรวัฒน์ คงครอง รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่

คุณธนาวี เชื้อโท

“วันนี้รู้สึกภูมิใจและดีใจมาก ๆ ที่คว้ารางวัลที่ 1 มาได้ เพราะจากที่เข้าร่วมแข่งขันมาเป็นระยะเวลา 3 ปี ปีนี้ถือว่าเป็นการแข่งที่ท้าทายพอสมควรทั้งโจทย์ข้อสอบทฤษฎีและงานปฏิบัติ แต่ด้วยความที่เก็บเกี่ยวความรู้จากการที่เคยแข่งขันมาหลายปีบวกกับที่ฝึกซ้อมมาอย่างดี ก็ทำให้ผ่านมาได้ครับ หลังจากนี้จะนำความรู้ที่ได้ไปวิเคราะห์งานให้ถูกต้องและแม่นยำเพื่อให้ลูกค้าได้รับงานมีคุณภาพและประทับใจที่สุดครับ” คุณธนาวี เชื้อโท รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาคอิสาณอุบล (ตังปัก)

ร่วมติดตามและอัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

ฟอร์ด แนะเคล็ดลับจัดของไหว้ตรุษจีนในรถพร้อมรับความเฮงตลอดปีมังกร

0

วันตรุษจีน เป็นวันสำคัญที่ชาวไทยเชื้อสายจีนตั้งตารอคอยเพราะถือเป็นวันเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุดในปฏิทินจีน ผู้คนจำนวนมากมักจัดงานรวมญาติและสังสรรค์ในครอบครัว ร่วมกันจัดเตรียมสิ่งของและอาหารเพื่อสักการะเทพเจ้าที่สำคัญและไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งในการเริ่มต้นปีใหม่ ฟอร์ดจึงขอแนะนำเคล็ดไม่ลับการจัดของไหว้ตรุษจีนอย่างครบครันและเป็นระเบียบในรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เพื่อเสริมสิริมงคลในปีนี้

เคล็ดไม่ลับจัดของไหว้ในรถให้เป็นระเบียบ

ของไหว้ตรุษจีนมีมากมายหลายอย่างที่ควรเตรียมซื้อล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้า ของคาว   ของหวาน ผลไม้ น้ำชา รวมถึงเครื่องกระดาษไหว้เจ้า โดยส่วนใหญ่จะเลือกของที่มีความหมายมงคล เช่น ผลไม้มงคล อาหารมงคล หรือขนมมงคล ตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน เพื่อเสริมความเฮงรับโชคปีมังกร

การที่ของไหว้ตรุษจีนมีหลายอย่างทำให้การขนย้ายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งการเดินทางจากบ้านไปยังสถานที่ไหว้ต่างๆ มีระยะทางไกลและมีหลายจุด การวางของกระจัดกระจายภายในรถอาจทำให้สิ่งของเสียหายและจัดของไหว้แต่ละจุดไม่สะดวกนัก แต่รถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมช่องเก็บของแบบอเนกประสงค์มากมายตั้งแต่คอนโซลหน้ารถจรดพื้นที่จัดเก็บสัมภาระด้านหลังที่กว้างขวางเพื่อการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้จัดวางของไหว้ได้เป็นหมวดหมู่ เช่น ของเหลว อาหาร ของแห้ง โดยไม่ต้องวางทับซ้อนกัน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังมาพร้อมเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง รองรับสมาชิกในครอบครัวได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมฟังก์ชั่นปรับเบาะพับได้ด้วยระบบไฟฟ้าเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บของไหว้ อีกทั้งยังมีขอบกั้นสัมภาระท้ายรถเพื่อป้องกันไม่ให้ของตกชำรุดหรือเสียหาย

ติดตั้งอุปกรณ์เสริม เพิ่มพื้นที่ใช้สอยในรถ

ของไหว้บางประเภทจำเป็นต้องได้รับการจัดเก็บเป็นพิเศษเพื่อความเป็นระเบียบ โดยเฉพาะผลไม้มงคลที่ส่วนใหญ่เป็นทรงกลม เสี่ยงต่อการกลิ้งไปมาระหว่างเดินทาง เช่น ส้ม แอปเปิล ทับทิม สาลี่ และองุ่นแดง

ตาข่ายใส่สัมภาระ หรือ Cargo Net จึงเป็นอุปกรณ์เสริมพิเศษที่เหมาะในการเพิ่มพื้นที่และป้องกันไม่ให้สิ่งของกลิ้งไปมาขณะเดินทาง ทั้งยังออกแบบให้ติดตั้งและถอดออกได้ง่าย และรองรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 15 กิโลกรัม อุปกรณ์ชิ้นนี้จัดอยู่ในชุดประหยัดสุดคุ้ม หรือ Essential Package ซึ่งเป็นชุดอุปกรณ์ตกแต่งแท้ยอดนิยมที่ประกอบด้วย ชุดผ้ายางปูพื้นห้องโดยสาร กล้องบันทึกวิดีโอหน้ารถ ชุดชายบันไดประตูสเตนเลส และตาข่ายใส่สัมภาระ โดยเมื่อซื้อครบชุดจะมีราคาถูกกว่าซื้อแบบแยกชิ้นถึง 15% และฟอร์ดยังมอบการรับประกันสูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมีถาดสัมภาระแบบ 3 ชิ้น หรือ Cargo Area Rubber Mat เฉพาะฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่พร้อมเป็นผู้ช่วยปกป้องพื้นผิวด้านหลังเบาะนั่งแถวที่ 3 และพื้นที่วางสัมภาระท้ายรถจากรอยขีดข่วน ฝุ่นผง หรือของเหลวจากของไหว้บางชนิด จึงวางของได้อย่างสะดวกในพื้นที่ท้ายรถที่พับเบาะแล้วพื้นเรียบเสมอกัน ออกมาแบบมาให้ทนทาน ถอดและทำความสะอาดง่าย หมดห่วงเรื่องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งของ และช่วยให้เคลื่อนย้ายสัมภาระได้อย่างสบายใจ

เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยให้การขนของไหว้และการเดินทางไปไหว้เจ้าตามสถานที่ต่างๆ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวที่นานๆ ครั้งจะมีโอกาสพบปะพูดคุยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา พร้อมรับความเป็นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่งคั่งตลอดทั้งปี

สำหรับผู้สนใจติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดทุกชิ้น รวมถึงชุดประหยัดสุดคุ้ม หรือ Essential Package สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ หรือ www.ford.co.th

“บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู iX2 ใหม่ ที่สุดแห่งสมรรถนะพลังไฟฟ้าในสไตล์เฉพาะตัวของรถยนต์อเนกประสงค์แบบคูเป้

0
บีเอ็มดับเบิลยู iX2 ภาพเปิด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์แบบคูเป้ หรือ Sports Activity Coupé (SAC) ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนเป็นครั้งแรก กับบีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ ซึ่งนับเป็นเจเนอเรชันที่สองของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X2 ที่พร้อมขับเคลื่อนตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมียมคอมแพกต์ให้มุ่งสู่อนาคตแห่งการขับขี่อย่างยั่งยืน รถยนต์รุ่นนี้ผสานความหรูหรา สมรรถนะการขับขี่ และความคล่องตัวที่สมบูรณ์แบบเข้ากับความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูในการสรรสร้างยนตรกรรมแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว มาพร้อมรูปทรงที่ใหญ่และสปอร์ตยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยรูปทรงภายนอกแบบคูเป้ที่สะดุดตา เส้นสายด้านข้างที่ช่วยเน้นย้ำรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวและทรงพลังของตัวรถ ทั้งยังเหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อันล้ำสมัยซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ออกแบบมาเพื่อส่งมอบสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ในทุกเส้นทาง มาพร้อมราตาค่าตัว 3,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู iX2  6

 

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มาพร้อมกับดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ในสไตล์ของรถยนต์อเนกประสงค์แบบคูเป้ (Sports Activity Coupé – SAC) โดยช่วงหน้ารถโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่แบบ ‘Iconic Glow’ ที่มาพร้อมไฟส่องสว่าง ขับเน้นบุคลิกที่ดุดันของตัวรถให้เผยโฉมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ส่วนไฟหน้าคู่แบบใหม่ล่าสุด มาพร้อมกับไฟส่องสว่างในเวลากลางวันในดีไซน์แบบ 4 ดวง พร้อมระบบ Adaptive LED ช่วยเพิ่มทัศนวิสัย เสริมความมั่นใจในขณะเข้าโค้ง และยังตอกย้ำคุณลักษณะที่โฉบเฉี่ยวและปราดเปรียวของรถรุ่นนี้

บีเอ็มดับเบิลยู iX2  2

ควบคู่ไปกับไฟท้ายที่มอบกลิ่นอายความสปอร์ตได้ไม่แพ้กัน ส่วนหลังคารถ เติมเส้นสายที่ทอดยาวต่อเนื่องบรรจบกับไฟท้าย ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มีทรวดทรงสไตล์คูเป้ที่ปราดเปรียวในแบบของ SAC ตัวจริง ผสมผสานอย่างลงตัวกับชุดแต่ง M Sport ที่มาพร้อมกับล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้ว ลาย V-spoke 873 แบบสลับสี

บีเอ็มดับเบิลยู iX2  3

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มาพร้อมกับเทคโนโลยี BMW eDrive รุ่นที่ 5 ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัว ตัวหนึ่งที่เพลาหน้าและอีกตัวหนึ่งที่ด้านหลัง ซึ่งสร้างกำลังรวมของระบบที่ 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 494 นิวตันเมตร รถรุ่นนี้สามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 5.6 วินาที สู่ความเร็วสูงสุดที่ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยพลังจากชุดแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูงที่ติดตั้งอยู่ใต้ตัวถังรถ ความจุพลังงานสุทธิ 66.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport มีระยะการขับขี่ถึง 417- 449 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 1

รถยนต์รุ่นนี้รองรับการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 130 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจาก 0-80% ได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 29 นาที ในขณะที่รองรับการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC) สูงสุด 22 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจาก 0-100% ในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง 45 นาที

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 10

นอกจากนั้น ยังติดตั้งมากับระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) ซึ่งสามารถอัปเกรดให้เป็นระบบช่วยการขับขี่ รุ่น Plus (Driving Assistant Plus) ผ่านทาง ConnectedDrive Store ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go ยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยทั้งในการขับขี่ในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกลอีกด้วย

ช่วงล่าง Adaptive M ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้อย่างอิสระระหว่างรูปแบบการขับขี่แบบสะดวกสบายหรือสไตล์สปอร์ตอันเร้าใจ ส่วนระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ยังมอบความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ให้การจอดรถและการบังคับรถทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ นำเสนอบรรยากาศพรีเมียมทันสมัยพร้อมให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกับกลิ่นอายความสปอร์ต ภายในตกแต่งด้วยวัสดุตกแต่งแบบ Aluminium พร้อมแถบกราฟิก และเบาะที่นั่งสปอร์ตหุ้มหนัง M Alcantara/Veganza ผสานสีดำ ตัดกับตะเข็บสีน้ำเงิน คอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec นอกจากนั้น อุปกรณ์ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ได้แก่ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าพร้อมระบบจำตำแหน่ง แบบ M Sport สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 11

หลังคากระจกพาโนรามาที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ยังให้ความรู้สึกโอ่อ่า กว้างขวางและสะดวกสบาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ชุดกระจกมองข้าง และกระจกมองหลังพร้อมฟังก์ชั่นป้องกันตาพร่า (Anti-Dazzle) ยังติดตั้งมาในรถยนต์รุ่นนี้ด้วย ฟังก์ชันกล้องภายในรถยนต์ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถถ่ายภาพภายในรถขณะที่จอดอยู่ได้ นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ ยังมาพร้อมกับระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะ (Comfort Access System) ให้ผู้ขับขี่สามารถปลดล็อกและสตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ ยังได้รับการพัฒนาด้านระบบความบันเทิงและการสื่อสารให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมจอ BMW Head-up Display และจอแสดงผลไวด์สกรีนผสมกับแผงหน้าปัดขนาด 10.25 นิ้ว และจอโค้ง Central Information Display ขนาด 10.7 นิ้ว ทำงานบนระบบปฎิบัติการ BMW Operating System 9 ใหม่ล่าสุด ที่ปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู iX2  13

รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับหลากหลายระบบความบันเทิงทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น BMW Live Cockpit Professional ระบบ BMW ConnectedDrive ระบบเครื่องเสียง HiFi Harman Kardon และระบบแท่นชาร์จไร้สาย

คุณลักษณะเด่นอีกประการของรุ่นรถยนต์นี้คือระบบเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาของตนกับรถยนต์แบบไร้สายผ่าน Apple CarPlay หรือ Android Auto

บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ มีให้เลือกใน 5 สีตัวถัง ได้แก่ สีเทา Brooklyn Grey, สีดำ Sapphire Black, สีขาว Alpine White สีเขียว Cape York Green และสีแดง Fire Red

ลูกค้าที่สนใจสัมผัสประสบการณ์รถยนต์อเนกประสงค์แบบคูเป้ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนพร้อมสมรรถนะอันเหนือชั้นของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport ใหม่ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.bmw.co.th เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมและจองออนไลน์ หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Thailand เพื่อติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นดังกล่าว

(มีคลิปวีดีโอ) สัมผัส New Nissan Almera อีโค่คาร์ ออฟชั่นครบ นั่งสบาย ขับสนุก

0
New Nissan Almera ภาพเปิด

New Nissan Almera อีโค่คาร์รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต สะดุดตากับโลโก้ใหม่ที่มาพร้อมกับความกว้างขวางของห้องโดยสาร เพิ่มเติมความหรูหราจากการหุ้มหนัง Quole Modure ขุมพลัง 3 สูบขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลัง 100 แรงม้าพร้อมเกียรือัตโนมัติ CVT ยอกจากนี้ยังมีระบบ Nissan Connect ที่สามารถเชื่อมต่อโลกออนไลน์ไว้กับตัวรถ รวมถึง Nissan Intelligent Mobility ที่รวมความปลอดภัยไว้มากมายหลายระบบเข้าไว้ด้วยกัน ในครั้งนี้เป็นการทดลองเดินทางในเมืองกับสถานที่ชิวๆ เรื่องราวต่างๆรับชมได้จากรายงาน

New Nissan Almera 2023 ที่ใช้ในการเดินทางครั้งนี้สะดุดตาไปกับ สีเทา เกรย์ สกาย เพริ์ล รวมถึงหลังคาทูโทน ต้องเพิ่มเงินจากราคาตัวรถ (699,000 บาท) อีกประมาณ 15,000 บาท ก็จะได้ลูคส์เท่ และ สปอร์ต จากด้านหน้าที่เปลี่ยนใหม่ยกชุด กระจังหน้าในรูปแบบของ V Motion

New Nissan Almera 1

โลโก้รุ่นใหม่ประจำการทั้งด้านหน้าและด้านท้าย มีการติดตั้งระบบ Auto High Beam แต่ DRl ส่วนล้อขนาด 15 นิ้ว ที่ยังมีรูปแบบใกล้เคียงเดิม กุญแจเปลี่ยนจากรูปแบบหยดน้ำที่ใช้มานานหลายปีเป็นรูปแบบใหม่ พ่วงระบบ Nissan Connect Service เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อควบคุมและสั่งการระบบต่างๆของรถยนต์ ทั้ง สตาร์ทเครื่องยนต์ เปิดแอร์ เช็คสถานะของรถยนต์ แจ้งเตือนการโจรกรรม รวมถึงแจ้งเตือนการเข้ารับบริการ

New Nissan Almera 3

คอนโซลและแผงข้างแบบบุนุ่มให้ผิวสัมผัสพรีเมี่ยม บกระดับความหรูหราด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Quole Modure มีคุณสมบัติเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับห้องโดยสาร

New Nissan Almera 4

กระจกมองหลังเป็นแบบตัดแสงสะท้อน ใกล้กันมีกล่องสัญญาณ SoS ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนผู้ขับขี่และผู้โดยสารช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ระบบนี้จะแจ้งเตือนอัตโนมัติไปยังศูนย์ช่วยเหลือเพื่อประสานงานกับโรงพยาบาล หรือทีมกู้ภัย

New Nissan Almera 6

ชุดมาตรวัดดิจิตอลแสดงการงานของฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัย ซึ่งประมวลผลจากกล้องและเรดาร์ที่ติดตั้งไว้รอบคัน มีมาตรวัดระดับลมยาง ครูสคอนโทล ระบบเตือนออกนอกเลนส์พร้อมสั่นเตือนที่พวงมาลัยเพิ่มเติมมาให้

New Nissan Almera 6

จอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ IOS และ Endroid Auto รวมถึงติดตั้ง Wiress Charger ให้เสร็จสรรพ

New Nissan Almera 10

 

ขุมพลังขนาด 1.0 ลิตร 3 สูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า พร้อมแรงบิด 152 นิวตันเมตร ที่ 2,400-4,000 รอบต่อนาที พร้อมการันตีความประหยัดตามอีโค่สติกเกอร์อยู่ที่ 23.3 กม./ลิตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลา 12.8 วินาที

New Nissan Almera 8

ระบบส่งกำลังยังคงเป็นแบบ CVT ที่มาพร้อม D-Steplogic พร้อมปุ่ม Sport และช่วงล่างหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท หลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม

เทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility มาแบบจัดเต็ม นอกจากถุงลมนิรภัย 6 จุด ยังมีอีกเพียบทั้ง กล้องรอบทิศทาง,ระบบเตือนจุดบอด พร้อมเสียงเตือน,ระบบเตือนก่อนการชน ซึ่งนอกจากเตือนยังทำการเบรคอัตโนมัติ และตัวช่วยเพื่อความปลอดภัยขณะถอย

New Nissan Almera 9

ครั้งนี้อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าเป็นทริพชิว เดินทางในเมือง ซึ่งในอดีตก่อนหน้าเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เคยได้นำไปทดสอบในการเดินทางไกล ระยะทางราว 250 กม.

New Nissan Almera 12

 

สำหรับการใช้งานในเมือง แน่นอนว่ารถอีโค่คาร์นั้นถูกผลิตให้ใช้งานในเมืองเป็นหลัก นอกจากรูปลักษณ์ที่ได้ปรับใหม่ ห้องโดยสารที่กว้างขวางก็ถือเป้นจุดเด่น แถมมีการติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนังแท้ Quole Modure ซึ่งช่วยลดความร้อนสะสม ยังพิเศษตรงที่เบาะหลังมีความสูงกว่าด้านหน้าในรูปแบบ Theater Seat ผู้โดยสารตอนหลังจะมองเห็นทัศนวิสัยที่กว้างขึ้นกว่าเดิม จึงส่งผลให้ลดอาการเมารถเมื่อต้องเดินทางไกล และด้วยการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารจากกระจกแบบ Acoustic Glass ส่งผลให้ห้องโดยสารเงียบ ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี

New Nissan Almera 11

ชุดมาตรวัดแสดงผลผ่านจอดิจิตัล และแสดงค่าการทำงานของเทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility ซึ่งเพิ่มเติมในส่วนครูสคอนโทรล และเตือนออกนอกเลนพร้อมสั่นเตือนที่พวงมาลัย

Nissan Connect Service ช่วยให้ผู้ใช้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถเชื่อมต่อกับรถเข้ากับสมาร์ทโฟน พร้อมสั่งการควบคุมได้อีกหลายฟีเจอร์ แม้ว่าจอดรถกลางแดด ก็ช่วยให้ห้องโดยสารเย็นสบายได้ด้วยระบบนี้

New Nissan Almera 13

จอทัชสกรีนแสดงภาพได้ชัดเจน รวมถึงฟังค์ชั่นตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบคันถือเป้นคุณสมบัติเด่น ซึ่งยังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Apple Carplay และ Endroid Auto

New Nissan Almera 14

ขุมพลังขนาดความจุเพียง 1.0 ลิตร 100 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อม Shift on ในกรณีต้องการเร่งแซง ทั้งนอกและในเมือง พละกำลังเหลือเฟือต่อการใช้งาน

New Nissan Almera ถือเป็นช้อยท์ที่น่าสนใจไม่น้อย สรุปสั้นๆคือออฟชั่นจัดเต็ม รูปลักษณ์ทันสมัย ขุมพลังขนาดเล็ก ประหยัดน้ำมัน แต่ก็มีแรงเหลือเพียงพอต่อการใข้งาน ราคาจำหน่ายที่ตั้งไว้ 699,000 บาท สำหรับสีพิเศษ และ หลังคาทูโทนสีดำ เพิ่มอีก 15,000 บาท แบบนี้ถึงโดนใจ

 

เอ็มจี ปักธงขึ้นท็อป 3 ในทศวรรษที่ 2 พร้อมเดินหน้าขยายฐานลูกค้าสู่คนรุ่นใหม่

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ฉลองการเป็นแบรนด์รถยนต์ที่เติบโตมาอย่างยาวนานครบ 100 ปี พร้อมเผยความสำเร็จของ SAIC Motor Corporation หลังครองแชมป์ยอดขายสูงสุดในปี 2566 ที่ประเทศจีนรวมกว่า 5.02 ล้านคัน ส่วนเอ็มจีในประเทศไทยกวาดยอดขายได้ถึง 27,311 คัน และก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ด้วยแผนขับเคลื่อนแบรนด์ไปสู่ตำแหน่งท็อป 3 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย วางกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าไปยังคนรุ่นใหม่ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยนวัตกรรมยานยนต์ ดีไซน์ และความคุ้มค่า ควบคู่กับการบริการที่ถูกยกระดับในทุกมิติ และสานต่อการยกระดับ MG EV ECOSYSTEM ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์คนใช้งานรถไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

จากการถือกำเนิดของแบรนด์เอ็มจีในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2467 (ค.ศ.1924) ปีนี้จึงมีวาระสำคัญของครบรอบ 100 ปี จึงสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นแบรนด์ยานยนต์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับวงการยานยนต์ระดับโลกเป็นที่ยอมรับ และเชื่อมั่นจากนานาประเทศ

นับตั้งแต่เอ็มจีเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในปี 2556 จนถึงปัจจุบัน มีรถเอ็มจี หลากหลายรุ่นโลดแล่นอยู่บนถนนเมืองไทยแล้วกว่า 200,000 คัน เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัย ความคุ้มค่า และมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับคนไทย โดยเฉพาะการเป็นผู้เบิกทางให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ราคาจับต้องได้เข้าสู่ตลาดยานยนต์ไทย ควบคู่ไปกับการสร้าง EV ECOSYSTEM ให้สมบูรณ์เพื่อรองรับการขยายตัวของสังคมอีวี และเป็นแบรนด์แรกที่วางหมุดกระจายสถานีชาร์จเร็วอย่าง MG SUPER CHARGE ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งในปัจจุบันมีสถานีที่พร้อมใช้งานมากถึง 146 สถานี

มร. ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “สำหรับปี 2566 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่มีความท้าทายในเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์โลกชะลอตัวจากปัจจัยต่างๆ แต่ SAIC Motor Corporation มียอดขายรถยนต์รวมกว่า 5.02 ล้านคัน โดยยังคงรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งของกลุ่มบริษัทรถยนต์ในประเทศจีนต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 ด้วยศักยภาพในการส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลกกว่า 1.208 ล้านคัน มีอัตราการเติบโต 18.8% เมื่อเทียบกับปี 2565 และมีปริมาณยอดขายรถยนต์ New Energy มากกว่า 1.123 ล้านคัน เติบโตถึง 4.6% โดย MG ZS เป็นรถที่ส่งออกจากประเทศจีนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในหมวดรถยนต์นั่ง มียอดส่งออกกว่า 201,874 คัน ตามมาด้วยรถยนต์ไฟฟ้า MG4 ELECTRIC ที่สร้างความสำเร็จในตลาดทั่วโลกและเป็นโกลบอลโมเดลขวัญใจของคนไทย มียอดส่งออกกว่า 138,736 คัน และ MG5 มียอดส่งออกกว่า 109,431 คัน ส่งผลให้ SAIC Motor Corporation ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ที่ส่งออกรถยนต์เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศจีน

เอ็มจี ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ด้วยความเป็นโกลบอลแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทะยานสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ ติดอันดับท็อป 3 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

มร. ซู๋ว์ หยิ่น กล่าวเพิ่มเติมว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี และทศวรรษที่สอง เอ็มจี เตรียมแผนที่จะยกระดับแบรนด์ด้วยรถยนต์ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีในหลากหลายรูปแบบการขับเคลื่อน อีกทั้งยังเตรียมแผนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเพื่อการส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับหมุดหมายใหม่ของ เอ็มจี

นอกจากนั้นยังมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่หลากหลายขุมพลังขับเคลื่อนเข้าสู่ตลาดโดยมุ่งเน้นกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เทียบเท่าระดับสากลโลก (New Energy, Intelligent, Internationalization) รวมไปถึงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของคนไทยได้มากขึ้น สอดคล้องกับความตั้งใจของแบรนด์ที่พร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่ Net Zero ผ่านนโยบาย EV 3.5 นำทัพโดย NEW MG4 ELECTRIC รุ่นผลิตในประเทศไทย รวมถึงรถสปอร์ตโรดสเตอร์พลังงานไฟฟ้าอย่าง MG CYBERSTER นอกจากนี้ยังมีรถรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเติมสีสันในตลาดรถเก๋งขนาดเล็กอีก 1 รุ่น

และเพื่อให้สอดรับกับกระแสอีวี เอ็มจีเตรียมนำเสนอมิติใหม่ของโชว์รูมด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการ เอ็มจี อีวี โชว์รูม (MG EV Showroom) ที่จะมุ่งเน้นนำเสนอนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่จำหน่ายในปัจจุบันอย่าง MG MAXUS9 รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับโมเดลอื่น ๆ ที่เตรียมเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยด้วย”

ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2566 ที่ผ่าน เอ็มจีมียอดขายรวมอยู่ที่ 27,311 คัน มีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์สันดาป แบ่งเป็นสัดส่วนอย่างละครึ่ง โดย MG5 ครองแชมป์ยอดขายสูงสุด จำนวน 6,419 คัน ตามด้วย MG4 ELECTRIC จำนวน 5,615 คัน MG EP จำนวน 4,717 คัน MG ZS จำนวน 2,534 คัน MG VS HEV จำนวน 2,071 คัน MG ZS EV จำนวน 1,354 คัน MG HS และ MG HS PHEV จำนวน 1,373 คัน MG MAXUS 9 จำนวน 1,284 คัน MG ES และ MG EXTENDER จำนวนรวม 1,943 คัน และครองส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 4%

ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา เอ็มจี วางแผนเพิ่มศักยภาพรถยนต์ในทุกเซกเมนต์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในทุกขั้นตอน รวมถึงการลงทุนสร้างและขยายพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK เพื่อผลิตแบตเตอรี่อีวีแห่งแรกในอาเซียน หลังจากนี้ เอ็มจี ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และ พัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมยานยนต์ให้เทียบเท่าระดับโลกตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ยกระดับการทำงานในทุกด้านบริการผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าคนไทย

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” สร้างความเท่าเทียมด้านราคา ยกระดับค้าปลีกลักชัวรี่ในไทย ด้วยโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” ซื้อรถที่ไหนก็ได้ราคาเดียวกันทั่วประเทศ

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับลักชัวรี่ในไทย เปิดตัวโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” อย่างเป็นทางการ เดินหน้าพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกของแบรนด์สู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พร้อมนำเสนอประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าในทุกมิติ หลังการหารือกับตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ และประกาศความพร้อมเมื่อเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 2

“Retail of the Future” เป็นโมเดลธุรกิจที่มอบข้อได้เปรียบให้กับลูกค้าโดยตรง เน้นเรื่องความโปร่งใสด้านราคาและข้อเสนอที่เท่าเทียมกันในทุกแพลตฟอร์ม รวมไปถึงการที่ลูกค้าสามารถเลือกรถยนต์ทุกรุ่นที่ต้องการผ่านระบบคลังสินค้าส่วนกลางที่เชื่อมต่อกันทั่วประเทศ โดยผสานความโดดเด่นจากโมเดลธุรกิจให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของลูกค้า การเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนและจูงใจสำหรับตัวแทนจำหน่ายฯ ในขณะที่สามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ ในการเข้าถึงลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

จากการปรับใช้โมเดลธุรกิจและสร้างความสำเร็จมาแล้วในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก โดยมี เยอรมนี และมาเลเซีย เป็น 2 ประเทศล่าสุดในปีที่ผ่านมา เป็นข้อพิสูจน์ที่ทำให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทั้งฝั่งตัวแทนจำหน่ายฯ และลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดเผยขั้นตอนการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและความคุ้นเคยให้กับลูกค้าทุกคน โดยสรุปเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้
•Step 1 “เข้าใกล้รถที่ใช่”: ลูกค้าทุกคนสามารถเริ่มต้นด้วยการค้นหารถรุ่นที่ชอบ ติดต่อที่ปรึกษาการขาย และลงทะเบียนทดลองขับได้ที่โชว์รูมทั่วประเทศ หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
•Step 2 “เข้าถึงสต็อกกลาง”: ด้วยระบบคลังสินค้าส่วนกลางที่จัดการโดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะทำให้ตัวแทนจำหน่ายฯ และลูกค้าทุกคนเข้าถึงรถยนต์ทุกรุ่นเหมือนกันทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะซื้อรถที่ไหนก็ได้รถรุ่นที่ต้องการ
•Step 3 “เข้าถึงราคาและข้อเสนอสุดพิเศษ”: รับข้อเสนอและราคาที่ดีที่สุดและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ โดยเริ่มจากการประเมินราคาและเลือกข้อเสนอที่ต้องการ รับใบเสนอราคา เลือกรับข้อเสนอทางการเงินและช่องทางการวางเงินจอง
•Step 4 “เข้าสู่การจองรถ”: ยืนยันการซื้อรถผ่านเอกสารข้อตกลงการซื้อรถยนต์ รับใบจองพร้อมเลือกวันและวิธีการรับรถ หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดเตรียมรถยนต์และติดต่อเพื่อยืนยันวันนัดหมาย
•Step 5 “เข้ามาเป็นเจ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์”: ตรวจเช็กรถยนต์โดยผู้เชี่ยวชาญ วางเงินดาวน์และรับใบกำกับภาษี เซ็นรับรถพร้อมรับประสบการณ์สุดพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในขั้นตอนการส่งมอบ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 5

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในการเปิดตัวโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่นำเสนอวิธีการซื้อรถในรูปแบบใหม่ มุ่งมั่นตอบสนองความต้องการของลูกค้า และปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับพฤติกรรมและเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ยังส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้าทุกคนเช่นเคย พร้อมยกระดับให้มากขึ้นด้วยการลดความเหลื่อมล้ำด้านราคา ทำให้ลูกค้าทุกคนไม่จำเป็นต้องต่อรองราคาและใช้เวลาไปกับการหาราคาและข้อเสนอที่ดีที่สุด ด้วยการกำหนดนโยบาย “One Price” ราคาเดียวกันทั่วประเทศ ที่จะทำให้ลูกค้าทุกคนได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์”เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นในการส่งมอบรถยนต์ที่มีความหรูหราและเป็นที่ต้องการ ควบคู่ไปกับการนำเสนอประสบการณ์ที่เหนือระดับในทุกมิติให้กับลูกค้าทุกคน โมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่สะท้อนผ่านทุกก้าวสำคัญในการออกแบบการเดินทางที่น่าตื่นเต้นและน่าประทับใจให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 6

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส” เปิดตัวครั้งแรกของโลก! ในประเทศไทยกับ ใหม่! เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี พร้อมคงราคาจำหน่ายเดิม เพิ่มเติมในแคมเปญ0% 48 เดือน

0
New Mitsubishi Xpander HEV 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) เปิดตัวรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ใหม่! เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ครั้งแรกของโลก โดยเป็นครั้งแรกของรถยนต์ครอบครัว 7 ที่นั่งขนาดเล็กในประเทศไทยที่มาพร้อมกับระบบฟูลไฮบริด ซึ่งผสานการทำงานอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ไว้อย่างลงตัวที่สุด ชูจุดเด่น 3 สุดยอดเทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อมอบประสบการณ์ขับขี่ใหม่ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และมั่นใจในทุกเส้นทาง แบบ Mitsubishi e:MOTION พร้อมเดินหน้ารุกตลาดและเริ่มจำหน่ายในไทยทันที โดยรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดทั้งสองรุ่นนี้ จะผลิตขึ้นในไทย โดยบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ณ โรงงานผลิตรถยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง

New Mitsubishi Xpander HEV 2

รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่!

รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ ผสานความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ในการใช้งานแบบรถครอบครัวเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง เข้ากับรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวสะดุดตา พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่แบบรถเอสยูวี ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งยนตรกรรมรุ่นนี้เปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 2560 ก่อนที่จะขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ขณะที่ รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ได้รับการเปิดตัวตามมาในปี 2562 ทั้งนี้ ยานยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์ นับเป็นยนตรกรรมรุ่นสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ขับเคลื่อนการเติบโตให้กับบริษัทฯ ด้วยยอดขายรวมกว่า 130,000 คัน1 ทั่วโลก ในปีงบประมาณ 2565 ถือเป็นรุ่นที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 3 ต่อจากมิตซูบิชิ ไทรทัน2 และมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ โดยมียอดขายสะสมรวมสูงกว่า 650,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรก และเฉพาะในประเทศไทย ยานยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์ มียอดขายสะสมรวมทั้งสิ้นสูงกว่า 64,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2561

New Mitsubishi Xpander HEV 3

รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดรุ่นใหม่ทั้งสองรุ่นนี้ ได้ผสานระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและเทคโนโลยีระบบควบคุมการขับเคลื่อน อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างมิติใหม่แห่งประสบการณ์การขับขี่ที่เปี่ยมพลัง โดดเด่นเหนือระดับ โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดใน เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และเอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ด้วยการต่อยอดจากระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) เพื่อมอบสุนทรียภาพแห่งการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งอัดแน่นด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ที่ทำงานสอดผสานอย่างลงตัวกับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อมอบความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่ ด้วยสมรรถนะการควบคุมรถที่เหนือชั้น พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ซึ่งช่วยเสริมสมรรถนะการเกาะถนน และช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างง่ายดายและคล่องตัวบนทุกสภาพถนนและทุกสภาพอากาศ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่เป็น EV Priority ได้ตามต้องการ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ อาทิ ต้องการเดินทางอย่างเงียบสงบ หรือเคลื่อนตัวได้โดยไม่สร้างเสียงรบกวนในหมู่บ้านยามเช้าตรู่

ไฮไลท์สำคัญ: Mitsubishi e:MOTION
Mitsubishi e:MOTION ประสบการณ์ขับขี่ใหม่เหนือระดับ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และมั่นใจในทุกเส้นทาง โดยผสานการทำงานอย่างสมบูรณ์ของ 3 สุดยอดเทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้แก่

•ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System) มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และน่าตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความคล่องตัว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)

•โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน

•ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง

รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่! ยังโดดเด่นเหนือระดับยิ่งกว่าเดิม ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม ตอบโจทย์การเดินทางกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน พร้อมดีไซน์ภายนอกสุดเท่ อันเป็นเอกลักษณ์

New Mitsubishi Xpander HEV 3

ภาพรวมผลิตภัณฑ์ (สเปกรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศไทย)3
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System)
มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และน่าตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความคล่องตัว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อน
ฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)

ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เอชอีวี ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วยรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) รูปแบบการขับขี่แบบไฮบริด และระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรกหรือ Regenerative Braking จึงโดดเด่นในด้านอัตราประหยัดน้ำมัน พร้อมมอบความสนุกแห่งการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถปรับเข้าสู่รูปแบบการขับขี่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่ และพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ ณ ขณะนั้น

เมื่อเริ่มออกตัว และขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เป็นรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) (แผนภาพที่ 1) ทำให้สามารถขับขี่ด้วยด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ จากนั้น ในขณะที่ขับรถขึ้นเนินที่ลาดชันหรือในขณะที่เร่งความเร็ว ระบบจะทำการปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบการขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด โดยใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ได้รับการปั่นไฟฟ้าให้เกิดพลังงานจากเครื่องยนต์ (แผนภาพที่ 2) และเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริมกำลังขับเคลื่อน (แผนภาพที่ 3) เนื่องจากเครื่องยนต์เริ่มทำงานอย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก ผู้ขับขี่จึงสามารถเพลิดเพลินกับสุนทรียภาพแห่งการเดินทางอันรื่นรมย์ สะดวกสบายแม้ในรูปแบบการขับขี่แบบไฮบริด ขณะที่เมื่อชะลอความเร็ว ตัวรถจะเข้าสู่รูปแบบ Regenerative Braking ซึ่งเป็นระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรก จึงสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าเพื่อเก็บสำรองพลังงานไว้ในแบตเตอรี่ (แผนภาพที่ 4) ทั้งนี้ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) จึงมอบการขับขี่ที่เงียบสงบและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในแบบของรถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องพึ่งน้ำมันเชื้อเพลิง และปราศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไปพร้อมๆ กับการมอบการขับขี่ที่สะดวกสบายในแบบของรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ที่ผู้ขับขี่สามารถเพลิดเพลินไปกับการขับขี่ทางไกล โดยไม่ต้องกังวลถึงพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่

ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด มอบอัตราเร่งที่ทรงพลัง ไหลลื่นไม่มีสะดุด ตอบสนองได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC โดยมีแบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ตอบสนองต่อแรงบิด 255 นิวตันเมตรได้อย่างรวดเร็วเมื่อออกตัว และให้อัตราเร่งที่ทันใจเมื่อกดคันเร่ง ผู้ขับขี่จึงสามารถเปลี่ยนเลนบนทางด่วนได้อย่างราบรื่นไร้กังวล และกลับรถบนถนนในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นได้อย่างสะดวกง่ายดาย

เครื่องยนต์เบนซินที่ได้รับการพัฒนาใหม่ขนาด 1.6 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว4 มีอัตราส่วนการขยายตัวสูง (วงจร Atkinson) พร้อมกับมีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงกว่าด้วยการติดตั้งปั๊มน้ำไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมคอมเพรสเซอร์แอร์ไฟฟ้าเพื่อลดการสูญเสียทางกล ช่วยเสริมให้อัตราประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีขึ้น กว่าเดิมราวร้อยละ 34 สำหรับการขับขี่ในเมือง และให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้นกว่าเดิมราวร้อยละ 15 สำหรับการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง เมื่อดำเนินการทดสอบตามมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าแบบ NEDC

New Mitsubishi Xpander HEV 4
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (AYC)
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน ไปได้ทุกที่ตามต้องการ

โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วย โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมดและอีก 5 โหมดสำหรับพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างกันตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ เพื่อสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่และการควบคุมตัวรถที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ

New Mitsubishi Xpander HEV 6

ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมด ได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการ ซึ่งประกอบด้วย EV Priority Mode ที่ขับเคลื่อนรถด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ โดยปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์ โหมดนี้ทำงานอย่างเงียบสงบ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังช่วยให้ผู้ขับขี่หมดกังวลเรื่องเสียงรบกวนเมื่อขับขี่ในหมู่บ้านยามเช้าตรู่ หากพลังงานแบตเตอรี่เหลือน้อย ผู้ขับขี่สามารถปรับเข้าสู่ Charge Mode เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ทุกเวลา ทั้งในขณะที่ตัวรถกำลังเคลื่อนที่หรือขณะหยุดนิ่ง เพื่อให้สามารถกลับมาสนุกกับการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้อีกครั้ง

โหมดการขับขี่อีก 5 รูปแบบ ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่และการควบคุมตัวรถที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำบนพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างหลากหลายตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ โดยพัฒนาระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าให้ดียิ่งกว่ารุ่นเดิม ผสานกับระบบควบคุมการขับขี่ต่างๆ ทั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นการควบคุมแรงเบรกระหว่างล้อหน้าด้านซ้ายและด้านขวาให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control System: TCL) ที่ช่วยตรวจจับอาการลื่นไถลของล้อหน้าและควบคุมพละกำลังการขับเคลื่อน ระบบควบคุมอัตราเร่ง (Acceleration Control) ที่ช่วยปรับกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ให้ทำงานสอดประสานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมีการกดคันเร่ง และระบบควบคุมน้ำหนักพวงมาลัย (Steering Control) ที่ช่วยปรับน้ำหนักของพวงมาลัยให้ตอบสนองได้ดั่งใจตามความเร็วและสภาพพื้นผิวถนน

โดยมีรายละเอียดดังนี้
•Normal Mode เป็นโหมดที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
•Wet Mode เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น โดยช่วยป้องกันการลื่นไถล ให้การควบคุมที่มั่นใจและเกาะถนนเป็นเลิศแม้ขณะฝนตกหนัก
•Gravel Mode เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ
•Tarmac Mode เหมาะกับการขับขี่บนถนนลาดยาง ที่ให้พละกำลังและการควบคุมการขับขี่ที่คล่องตัว มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์ แม้บนถนนที่คดเคี้ยว
•Mud Mode ทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน

โหมดการขับขี่ทุกรูปแบบสร้างขึ้นเพื่อมอบความปลอดภัยและสะดวกสบายบนทุกสภาพถนนและสภาพอากาศ ซึ่งผู้ขับขี่ต้องพบเจอเป็นประจำ

ภายในห้องโดยสาร โดดเด่นสะดุดตาด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว เพื่อการแสดงข้อมูลที่หลากหลายและใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยจะแสดงข้อมูลสำคัญเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด อาทิ แสดงรูปแบบการขับขี่ที่จะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การขับขี่และอัตราเร่ง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงาน อัตราการประหยัดพลังงานเมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) ระดับพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ และข้อมูลอื่น ๆ ทั้งนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ จะมีการแสดงภาพกราฟฟิกกลางหน้าจอเพื่อแจ้งโหมดการขับขี่ที่กำลังทำงานอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกการแสดงผลหน้าจอได้ตามความต้องการ ระหว่าง แบบ Enhanced Mode ที่ล้ำสมัย หรือแบบ Classic Mode ที่ถอดแบบมาจากมาตรวัดระบบอนาล็อก

New Mitsubishi Xpander HEV 8
รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ! โดดเด่นเหนือระดับยิ่งกว่าเดิม ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม ตอบโจทย์การเดินทางกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน พร้อมดีไซน์ภายนอกสุดเท่ อันเป็นเอกลักษณ์

รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่! ให้ความสำคัญกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในแบบรถยนต์ไฟฟ้า จึงมุ่งเน้นการขับขี่ที่เงียบสงบ ผ่อนคลาย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ด้วยการเพิ่มวัสดุกันเสียงและดูดซับเสียงรบกวนในจุดสำคัญต่างๆ ทั่วตัวรถ เสริมความเงียบสงบภายในห้องโดยสารได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เพียงขณะขับขี่ในรูปแบบ EV แต่รวมถึงขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน ทั้งในขณะที่เร่งความเร็วหรือขับขี่ด้วยความเร็วสูง ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลายและสามารถเพลิดเพลินกับการพูดคุย โดยปราศจากเสียงรบกวนได้ตลอดการเดินทาง ทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์หัวเกียร์ใหม่แบบ Electric Shift ที่มาพร้อมเทคโนโลยีระบบเกียร์ไฟฟ้า (Shift-by-Wire) อันทันสมัย เพิ่มความสะดวกสบาย ใช้งานได้ง่าย

เพื่อรองรับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ชุดแบตเตอรี่ขับเคลื่อนจึงได้รับการติดตั้งไว้ใต้พื้นบริเวณเบาะนั่งคู่หน้า จึงทำให้รถยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์ ยังคงมีพื้นที่ห้องโดยสารภายในที่กว้างขวาง ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว ซึ่งกว้างขวางที่สุดในบรรดารถยนต์ระดับเดียวกัน พร้อมรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง ด้วยขนาดตัวถังที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางในเมือง อีกทั้งห้องเครื่องยนต์และบริเวณรอบชุดแบตเตอรี่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ โดยชุดแบตเตอรี่ยังได้รับการปกป้องด้วยคานรับด้านหน้าและคานขวางด้านหน้า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทานของตัวถัง พร้อมด้วยการพัฒนาช่วงล่างและระบบกันสะเทือนใหม่ทั้งหมดเป็นพิเศษ ที่ทำให้รถยนต์ระบบขับเคลื่อนไฮบริดรุ่นนี้มีเสถียรภาพการขับขี่ที่เหนือชั้นและความสะดวกสบายที่เป็นเลิศ ประสิทธิภาพของระบบเบรกยังได้รับการปรับปรุงใหม่ ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นและชะลอความเร็วอย่างมั่นใจ ด้วยดิสก์เบรกครบทั้ง 4 ล้อ

ภายนอกตัวรถ โดดเด่นด้วยโลโก้ “HEV” ที่กระจังหน้าและฝาประตูท้าย พร้อมด้วยโลโก้ “HYBRID EV” ที่ประตูหน้า และการตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงินที่กันชนหน้า กาบข้างประตู กันชนหลัง และล้ออัลลอยแบบทูโทนทั้ง 4 ล้อ สีตัวถังมีให้เลือกหลากหลาย มาพร้อมด้วยสีใหม่ล่าสุดที่เพิ่มจากรุ่นก่อน คือ สีขาว White Diamond ช่วยสะท้อนถึงความพรีเมียม และนิยามความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ดูสะอาดตาของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ให้ความรู้สึกทั้งแข็งแกร่งและโดดเด่นเป็นประกาย ร่วมด้วยสีที่โดดเด่นสะดุดตา อย่าง สีเงิน Blade Silver Metallic สีเทา Graphite Gray Metallic และสีดำ Jet Black Mica รวมถึงสีเขียว Green Bronze Metallic ที่เป็นสีพิเศษเฉพาะของรุ่น เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี

โดยในโอกาสเฉลิมฉลองการเปิดตัวใหม่นี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมมอบราคาพิเศษช่วงแนะนำ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 เพื่อเป็นของขวัญให้กับลูกค้ามิตซูบิชิ ที่รักทุกท่าน โดยมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่! มีราคาจำหน่ายช่วงแนะนำเริ่มต้นที่ 912,000 บาท ขณะที่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่! มีราคาจำหน่ายช่วงแนะนำเริ่มต้นที่ 946,000 บาท ซึ่งมีราคาจำหน่ายเท่ากับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน

หลังจากช่วงเวลาพิเศษ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่! จะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 933,000 บาท และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่! มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 961,000 บาท ซึ่งมีราคาที่ไม่ต่างจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน

นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมอบข้อเสนอสุดพิเศษ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ตร้า แคร์ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านสามารถครอบครองและขับขี่รถทั้งสองรุ่นใหม่นี้โดยไม่ต้องกังวล ได้แก่

-การรับประกันคุณภาพรถใหม่ ตลอด 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
-แพ็กเกจบำรุงรักษานาน 5 ปี
-ฟรีค่าแรงสำหรับการเช็คระยะตลอด 5 ปี
-บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี
-พร้อมกับประกันภัยชั้น 1 ฟรีหนึ่งปี
-เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด บริษัทฯ จึงขยายการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฮบริด ยาวนานถึง 5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง
-และขยายการรับประกันพิเศษสำหรับแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริดในปีที่ 6-10 โดยไม่จำกัดระยะทาง

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอสุดพิเศษให้ลูกค้าทุกท่านเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งสองรุ่นได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยดอกเบี้ยพิเศษ 0% สำหรับการดาวน์ 25% และผ่อนนาน 48 เดือน

New Mitsubishi Xpander HEV 10

 

ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือทดลองขับได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่ายมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วประเทศ และพบกับกิจกรรมพิเศษที่โชว์รูมทั่วประเทศได้ระหว่างวันที่ 3 – 4 กุมภาพันธ์ 2567 นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่นี้ เริ่มจากในกรุงเทพฯ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2567 ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือ โดยจะมีการประกาศแจ้งวัน-เวลา-สถานที่จัดงานในแต่ละภูมิภาคในช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดีย ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

ขอเชิญลูกค้าและผู้สนใจ ร่วมสัมผัสมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ! และสนุกกับประสบการณ์การขับขี่ใหม่เหนือระดับ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ Mitsubishi e:MOTION