Home Blog Page 165

ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย ชูจุดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย พร้อมเทคโนโลยี xEV และนวัตกรรมการขับเคลื่อนใหม่ ตอบสนองทุกรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างลงตัว

0

ฮอนด้า โดย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผนึกกำลังจัดแสดงไลน์อัปทุกผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ฮอนด้าในประเทศไทย ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์อเนกประสงค์ พร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อนใหม่ ในงาน Motor Show 2024 ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย โดยภายในบูทมีการแบ่งโซนจัดแสดงตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ของฮอนด้าเพื่อความสะดวกในการเข้าชม เริ่มต้นที่โซนแรก Product Zone ในส่วนของรถยนต์ นำโดย ฮอนด้า อี:เอ็น1 (Honda e:N1) ยนตรกรรมไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของฮอนด้าที่ผลิตในประเทศไทย พร้อมเปิดให้ลูกค้าเช่าใช้ผ่านบริษัทรถเช่าชั้นนำ* และยนตรกรรมฟูลไฮบริด e:HEV ในหลากหลายเซกเมนต์ ในส่วนของรถจักรยานยนต์ นำโดย ‘New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition’ รถเอ.ที.สไตล์ไฮแฟชั่น และ ‘Honda Dax 1978 Special Custom Edition’ จาก CUB House รวมถึงรถบิ๊กไบค์คลาส 650 ซีซี ที่มาพร้อม Honda E-Clutch Technology และโมเดลที่น่าสนใจอีกมากมาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่แตกต่าง รวมถึงเครื่องยนต์เรือรุ่นใหม่ของฮอนด้า โซนต่อมา Lifestyle Zone เป็นโชว์เคสผลิตภัณฑ์ฮอนด้าที่สะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้อย่างครบวงจร ทั้ง รถยนต์อเนกประสงค์ SUV รถจักรยานยนต์สไตล์เทรล และเรือสันทนาการ และโซนสุดท้าย Mobility Zone ซึ่งจัดแสดง UNI-ONE อุปกรณ์เคลื่อนที่ส่วนบุคคลแบบแฮนด์ฟรี ที่ผู้ใช้งานสามารถบังคับทิศทางได้ง่าย ๆ โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำหนักตัวขณะนั่งโดยไม่ต้องใช้มือ และ Motocompacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่สามารถพับเก็บและพกพาได้ ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมและสัมผัสประสบการณ์ได้ที่บูทฮอนด้า (A23) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 โดยมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับภายในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

นายฮิเดโอะ คาวาซากะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจและสนับสนุนรถยนต์กลุ่ม e:HEV ทำให้ฮอนด้าสามารถครองอันดับ 1 ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงในปัจจุบัน ด้วยการผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ขึ้นชื่อเรื่องการประหยัดน้ำมันและด้วยการเติมน้ำมันหนึ่งถังก็สามารถขับไปได้ในระยะทางที่ไกลกว่า มีให้เลือกในหลากหลายเซกเมนต์ จากความสำเร็จของยนตรกรรมในกลุ่ม e:HEV ที่ผ่านมา ในวันนี้ฮอนด้าพร้อมที่จะได้นำเสนออีกหนึ่งก้าวสำคัญในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV)  ด้วยการแนะนำ Honda e:N1 ยนตรกรรมไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของฮอนด้าที่ผลิตในประเทศไทยที่พร้อมให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสได้อย่างไร้กังวลด้วยการเช่าใช้ผ่านบริษัทรถเช่าชั้นนำ”

  • ภายในบูทฮอนด้า มีการแบ่งโซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ดังนี้

Product Zone มีการจัดแสดงยนตรกรรมในหลากหลายเซกเมนต์ ที่ครอบคลุมทุกไลน์อัปของระบบส่งกำลัง นำโดย

<ไลน์อัปยนตรกรรมไฟฟ้า 100%>

  • ฮอนด้า อี:เอ็น 1 (Honda e:N1) ยนตรกรรมเอสยูวีไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทย มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้าตอบสนองได้อย่างรวดเร็วทันใจจากการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ 3-in-1 (Motor, Power Drive Unit และ Gearbox) ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า (PS) มอบสมรรถนะที่แรงเร้าใจด้วยแรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร ที่ผสานการทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ความจุ 8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ส่งผลให้สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 500 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกความเป็นยนตรกรรมไฟฟ้าด้วยโลโก้ H Mark ใหม่ สไตล์พรีเมียมมินิมอล ผสมผสานกับการตกแต่งภายในระดับพรีเมียม ห้องโดยสารกว้างสะดวกสบายพร้อมไฟสร้างบรรยากาศภายในสีฟ้า ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายในแบบยนตรกรรมเอสยูวี โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยอันล้ำสมัยที่ครบครัน พร้อมเปิดให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์การขับเคลื่อนขุมพลังไฟฟ้า 100% ด้วยการเช่าใช้ ผ่านบริษัทรถเช่า ชั้นนำ อาทิ บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) บริษัท ซูมิโตโม มิตซุย ออโต้ ลิสซิ่ง แอนด์ เซอร์วิส (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท ไทย วี.พี.คอร์ปอเรชั่น จำกัด  บริษัท ไทยโอริกซ์ลีสซิ่ง จำกัด  บริษัท พารากอน คาร์ เรนทัล จำกัด  บริษัท ไพร์ม คาร์เร้นท์ จำกัด  บริษัท ภัทรลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)  บริษัท มาสเตอร์ คาร์เร้นเทิล จำกัด  บริษัท เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด  บริษัท เวิลด์เบสท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  บริษัท เอแอลดี เอ็มเอชซี โมบิลิตี้ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ช.พัฒนาคาร์เรนท์ จำกัด โดยรายละเอียดและเงื่อนไขการเช่าเป็นไปตามที่บริษัทรถเช่ากำหนด

<ไลน์อัปยนตรกรรมฟูลไฮบริด e:HEV>

พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า ประหยัดเวลาและประหยัดน้ำมันในทุกการเดินทาง มั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่ติดตั้งในยนตรกรรม e:HEV ทุกรุ่น

  • กลุ่ม SUV นำโดย ฮอนด้า ซีอาร์-วี อี:เอชอีวี ยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวี โดยล่าสุดได้รับรางวัล รถยอดเยี่ยมประเภทไฮบริดเอสยูวีขนาดกลาง ในงาน Car of the Year 2024 มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อน Full Hybrid ที่ แรง ทรงพลัง และประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 8 กม./ลิตร (รุ่น e:HEV ES) ครบครันด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสบายและความปลอดภัยระดับพรีเมียมพร้อมเติมเต็มทุกความอเนกประสงค์และตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งไลฟ์สไตล์ในเมืองและนอกเมืองอย่างลงตัว ในราคาเริ่มต้นที่ 1,589,000 บาท (รุ่น e:HEV ES) 
  • กลุ่ม City Car นำโดย ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ซิตี้คาร์ยอดนิยม ซึ่งล่าสุดได้รับรางวัล รถยอดเยี่ยมประเภทไฮบริดซีดาน เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี ในงาน Car of the Year 2024 ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ขับสนุก แรง เร้าใจ และประหยัดน้ำมันสูงสุด 8 กิโลเมตร/ลิตร มอบความคุ้มค่าด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีอันครบครัน ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 769,000 บาท (รุ่น e:HEV SV) พร้อมด้วย ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ใหม่ อีกหนึ่งทางเลือกของรถซิตี้คาร์แบบ 5 ประตู มอบความคุ้มค่าด้วยเอกลักษณ์ด้านความอเนกประสงค์ที่ลูกค้าชื่นชอบ ให้ลูกค้าสัมผัสกับเทคโนโลยี e:HEV จากฮอนด้าได้ง่ายขึ้น ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 729,000 บาท (รุ่น e:HEV SV)

<ไลน์อัปยนตรกรรมเทอร์โบ>

  • ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ (Civic Type R) ที่สุดแห่งยนตรกรรมความสปอร์ตระดับตำนาน สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความท้าทาย แรง เร้าใจ ด้วยเครื่องยนต์ Direct Injection DOHC VTEC TURBO ขนาด 0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ที่ได้รับการพัฒนามาสำหรับ ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ โดยเฉพาะ มอบกำลังสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด สัมผัสความรู้สึกของอัตราเร่งได้ทันที และให้อัตราเร่งต่อเนื่องไปจนถึงช่วงความเร็วรอบสูงเติมความสนุกในทุกสถานการณ์การขับขี่ มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING และเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อันล้ำสมัยอื่นๆ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโซนิค (มุก)  สีแดงแรลลี่  สีขาวแชมเปียนชิป และสีน้ำเงินเรซซิง (มุก) พร้อมจำหน่ายในราคา 3,990,000 บาท

Mobility Zone โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเพื่อการขับเคลื่อนแห่งอนาคตที่สร้างสรรค์ (Create) ขึ้นมาเพื่อพาผู้คน “ก้าวข้าม (Transcend) ขีดจำกัดต่าง ๆ เช่น เวลาและสถานที่” และ “เพิ่มพูน (Augment) ศักยภาพและโอกาสของพวกเขา” โดยผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดง ประกอบด้วย

<ผลิตภัณฑ์ที่พาผู้คนก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่>

  • Motocompacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีขนาดกะทัดรัด ด้วยน้ำหนักเพียง 18.73 กิโลกรัม ทำให้สามารถพับเก็บและพกพาได้ อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานด้วยฟังก์ชันการเชื่อมต่อของ Motocompacto ที่ช่วยคาดการณ์การใช้พลังงานของแบตเตอรี่จากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทางได้ ลดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดขณะเดินทาง ช่วยให้ผู้คนก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ แม้ว่าตัวรถจะมีน้ำหนักเบาและกะทัดรัด แต่ Motocompacto ก็สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 12 ไมล์ (ระยะทางประมาณ 19 กม.) เมื่อชาร์จเต็ม และสามารถทำความเร็วสูงสุด 15 ไมล์ต่อชั่วโมง (24 กม./ชม.)

<ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มพูนศักยภาพและโอกาสของผู้คน>

  • UNI-ONE อุปกรณ์เคลื่อนที่ส่วนบุคคลแบบแฮนด์ฟรี ที่ผู้ใช้งานสามารถบังคับทิศทางได้ง่าย ๆ โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำหนักตัวขณะนั่งโดยไม่ต้องใช้มือ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีควบคุมการทรงตัวที่พัฒนาขึ้นจากการวิจัยหุ่นยนต์ของฮอนด้า และระบบล้อขับเคลื่อน Omni Traction Drive ของฮอนด้า ซึ่งเป็นกลไกของฮอนด้าที่ช่วยให้สามารถเคลื่อนที่ได้รอบทิศทางอย่างเป็นธรรมชาติ โดยผู้ใช้งานสามารถบังคับทิศทางได้อย่างสะดวกง่ายดาย เพียงโน้มตัวในขณะนั่ง และเคลื่อนตัวราวกับว่ากำลังเดิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวสามารถขยับและเคลื่อนที่ได้

โดยแต่ละรุ่นมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ*** กับ ‘ฮอนด้าโปรตามใจ’ ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% พร้อม ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care) หรือทางเลือก ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส** ดาวน์เริ่มต้นน้อย ผ่อนต่อเดือนต่ำ เสริมความมั่นใจยิ่งขึ้นสำหรับรุ่น e:HEV ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับลูกค้าที่จองตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 – 8 เมษายน 2567 และรับรถตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 – 30 เมษายน 2567

ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมบูทฮอนด้า (A23) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 พร้อมพบกับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับภายในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 โดยสามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรมทดลองขับที่โชว์รูมฮอนด้าผ่าน www.honda.co.th/testdrive ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 30 เมษายน 2567 จะได้รับฟรี Happy Puffy Bag มูลค่า 250 บาท***

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิด “The new E-Class: Launch Edition” ในงาน Motor Show 2024 ชูรถไฮไลท์ 5 รุ่น พร้อมโปรโมชั่นจองรถในงานลุ้นรับ C-Class หรือชิงทองคำ มูลค่ารวม 4 ล้านบาท

0

เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) สะท้อนการเป็น “ICON OF INSPIRATION.” ยกทัพยนตรกรรมกว่า 20 รุ่น จัดแสดงในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) เปิดตัวยนตรกรรมล่าสุด 5 รุ่น นำโดย “The new E-Class: Launch Edition” Business Saloon ที่มาเซอร์ไพรส์กลางงานพร้อมเปิดจองเป็นครั้งแรก มาด้วยกัน 2 รุ่นย่อย ได้แก่ E 220 d AMG Line ราคาจำหน่าย 3,990,000 บาท และ E 350 e AMG Dynamic ราคาจำหน่าย 4,250,000 บาท ต่อด้วยรถตระกูลเอสยูวีเกือบทุกเซกเมนต์ตั้งแต่ GLC 350 e 4MATIC Coupe AMG Dynamic ราคาจำหน่าย 4,340,000 บาท, GLE 300 d 4MATIC AMG Line ราคาจำหน่าย 4,980,000 บาท และ GLS 450 d 4MATIC AMG Dynamic ราคาจำหน่าย 6,980,000 บาท รวมถึง “EQS 450+ AMG Dynamic” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นนำเข้าแบบ CBU ในราคาที่ดีที่สุด 5,950,000 บาท นอกจากนี้ยังเผยโฉมรถยนต์ระดับ Iconic ของแบรนด์อย่าง “G 63 Grand Edition” 1 ใน 1,000 คันทั่วโลก ที่นำมาจำหน่ายเพียง 10 คันในไทย ในราคา 23,400,000 บาท และจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบ “Vision One-Eleven” อนาคตแห่งยานยนต์ที่มีดีเอ็นเอมาจาก C 111 ตำนานแห่งยุค 60-70s โดยรถยนต์ทุกรุ่นมาพร้อมข้อเสนอที่ดีที่สุดที่ลูกค้าจะได้รับไม่ว่าจะซื้อรถในงานหรือที่ตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ

 

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับงาน Motor Show ในปีนี้ เราต้องการยกเรื่องแรงบันดาลใจมาเป็นคอนเซปต์หลักของการนำเสนอแบรนด์และบูธจัดแสดงรถยนต์ ภายใต้การเป็น “ICON OF INSPIRATION.” ของคนไทย และแบรนด์รถยนต์ที่อยู่คู่กับลูกค้าชาวไทยมาเป็นเวลานาน เราต้องการสะท้อนเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจผ่านการร่วมมือกับศิลปิน 2 คน หนึ่งในนั้นคือ “เบนซ์ – ธนชาติ” ผู้กำกับชื่อดังจาก Salmon House ที่มาร่วมหาคำตอบเบื้องหลังชื่อเล่นยอดฮิตของคนไทยผ่านสารคดีสั้น “The Meaning of Benz” และอีกหนึ่งศิลปินในนาม Bloody Hell Big Head “เบนซ์ – ธนวัต” ที่มาร่วมเติมสีสันแห่งแรงบันดาลใจให้กับบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์”

ภายในบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคนจะได้พบกับมิติใหม่และสีสันแห่งแรงบันดาลใจ ผ่านการออกแบบบูธในคอนเซปต์ “ICON OF INSPIRATION.” ซึ่งศิลปิน Bloody Hell Big Head ได้นำแรงบันดาลใจจากเรื่องราวและองค์ประกอบต่างๆ ของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มาผสานเข้ากับสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยหนึ่งในยนตรกรรมรุ่นล่าสุดอย่าง GLC 350 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic ก็ถูกนำมาจัดแสดงพร้อมการตกแต่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากศิลปิน Bloody Hell Big Head ด้วยเช่นกัน และที่พิเศษไปกว่านั้น สำหรับลูกค้าที่จอง GLC Coupé ภายในงาน จะได้รับ Exclusive Box Set Design by Bloody Hell Big Head จำนวนจำกัดเพียง 50 กล่อง

ภายใต้โมเดลธุรกิจ Retail of the Future รถยนต์ทุกรุ่นจะมาพร้อมราคาและข้อเสนอที่ดีที่สุดจากทุกตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ โดยนอกจากรถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวภายในงาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เปิดเผยแคมเปญสำหรับรถยนต์รุ่นปัจจุบันที่มาพร้อมส่วนลดและประกันชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี

  • E 300 e AMG Dynamic ราคาเริ่มต้น 3,190,000 บาท (ส่วนลด 830,000 บาท)
  • E 220 d AMG Sport ราคาเริ่มต้น 3,190,000 บาท (ส่วนลด 460,000 บาท
  • E 300 e Avantgarde ราคาเริ่มต้น 2,790,000 บาท (ส่วนลด 610,000 บาท)
  • C 220 d Avantgarde ราคาเริ่มต้น 2,580,000 บาท (ส่วนลด 150,000 บาท)

และข้อเสนอสุดยิ่งใหญ่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ลุ้นรับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ C 220 d AMG Line มูลค่า 2,880,000 บาท พร้อมชิงทองคำหนักรวม 30 บาท มูลค่ารวมทั้งสิ้น 4 ล้านบาท เมื่อจองรถยนต์ใหม่เมอร์เซเดส-เบนซ์ และทำสัญญาทางการเงินกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ระหว่างวันที่ 18 มีนาคม – 30 เมษายน 2567 พร้อมเริ่มต้นสัญญาทางการเงินภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2567

พบกับทัพยนตรกรรมกว่า 20 รุ่นจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษมากมายได้ที่งาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ
ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand
IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป นำเสนอยนตรกรรมสปอร์ตลักชัวรี่ครบครัน ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป เตรียมสร้างปรากฏการณ์บนเวทีมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ด้วยการขนทัพยนตรกรรมสปอร์ตถึง 12 รุ่น พร้อมเปิดตัว 911 GT3 RS รถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ถ่ายทอด DNA ของรถแข่งปอร์เช่ไว้อย่างแท้จริง ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันพุธที่ 27 มีนาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2567 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

หลังจากฉลองครบรอบ 30 ปี ของปอร์เช่ ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ปอร์เช่ได้นำทัพยนตรกรรมสปอร์ตมาสร้างความตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง บนเวทีงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จัดขึ้นระหว่างวันพุธที่ 27 มีนาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2567 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อให้แฟนๆ ปอร์เช่และลูกค้าได้สัมผัสรถสปอร์ตในฝันอย่างใกล้ชิด

911 จีที3 อาร์เอส (911 GT3 RS) ออกแบบมาเพื่อถ่ายทอดสมรรถนะสูงสุด

ในส่วนพื้นที่จัดแสดงยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่ทั้ง 12 คัน หนึ่งในไฮไลท์อันโดดเด่นคือ 911 จีที3 อาร์เอส (Porsche 911 GT3 RS) รถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ถ่ายทอด DNA ของรถแข่งปอร์เช่อย่างแท้จริง ที่สุดแห่งยนตรกรรมคันนี้ได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้รูปลักษณ์อันดุดัน และตอกย้ำถึงการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่สมรรถนะอันสูงสุด มาพร้อมพละกำลังอันทรงพลัง 386 กิโลวัตต์ (525 แรงม้า) ถ่ายทอดเทคโนโลยีและแนวคิดจากมอเตอร์สปอร์ตอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเครื่องยนต์ที่หมุนรอบสูงตามธรรมชาติ ผสานกับโครงสร้างน้ำหนักเบาอัจฉริยะ พร้อมความเหนือชั้นด้วยระบบระบายความร้อนและแอโรไดนามิกของ 911 จีที3 อาร์เอส (911 GT3 RS) ที่มี DNA จากมอเตอร์สปอร์ตอย่าง 911 จีที3 อาร์ (911 GT3 R)

ระบบระบายความร้อนของ 911 GT3 RS นั้นมีความพิเศษกว่ารถสปอร์ตทั่วไป โดยใช้คอนเซปต์การวางหม้อน้ำไว้กลางตัวรถ เพื่อช่วยกระจายความร้อนได้ทั่วถึงทั้งเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้เย็นลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้อากาศไหลเวียนผ่านเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น และ ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถ ทำให้รถควบคุมได้ดีขึ้นซึ่งเปนนวัตกรรมมาจากรถแข่งรุ่นพี่อย่าง 911 อาร์เอสอาร์ (911 RSR) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันเลอมังส์ (Le Mans) และต่อมาใน 911 จีที3 อาร์ (911 GT3 R) แนวคิดนี้ละทิ้งวิธีการแบบดั้งเดิมคือใช้หม้อน้ำแบบ 3 ใบ และหันมาใช้หม้อน้ำขนาดใหญ่เพียงใบเดียว วางทำมุมตรงจมูกรถ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ช่องเก็บสัมภาระของ 911 สำหรับรุ่นอื่นๆ การออกแบบวิธีนี้ช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างด้านข้าง ช่วยให้สามารถติดตั้งองค์ประกอบแอโรไดนามิกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

จากเทคโนโลยีระบบแอโรไดนามิกที่ล้ำสมัย องค์ประกอบของช่องรับลมด้านหน้าและด้านหลังสามารถปรับได้  ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันองค์ประกอบเหล่านี้สามารถสร้างแรงกดมหาศาลที่ 409 กิโลกรัม ณ ความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ 911 จีที3 อาร์เอส (911 GT3 RS) ใหม่ สามารถสร้างแรงกด (Downforce) ได้มากเป็น 2 เท่าของรุ่นก่อนหน้าอย่าง 991.2 และมากเป็น 3 เท่าจากรุ่น 911 จีที3 (911 GT3) ที่ความเร็ว 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีแรงกดรวมถึง 860 กิโลกรัม

เป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ ได้ติดตั้งระบบลดแรงต้าน Drag Reduction System (DRS) เพื่อตอบโจทย์ในการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูงในเส้นทางตรงของสนามแข่ง ระบบ Drag Reduction System (DRS)  นั้นจะทำให้ช่องลม เป็นแนวระนาบทันทีที่กดปุ่ม ในช่วงการทำงานที่กำหนดไว้ เมื่อมีการเบรกในขณะที่ใช้ความเร็วสูง จะมีฟังก์ชั่นพิเศษเข้ามาช่วย โดยการเปิดช่องลมด้านหน้าและด้านหลังให้กว้างที่สุด เพื่อที่จะลดแอโรไดนามิก ส่งผลให้การทำงานของเบรกมีประสิทธิภาพมากขึ้น

911 จีที3 อาร์เอส (911 GT3 RS) มาพร้อมกับการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Normal, Sport และ Track และสำหรับโหมด Track สามารถปรับ Setting ระบบต่างๆ แยกกันได้ หนึ่งในนั้นคือ ระบบช่วงล่าง ด้านหน้า และด้านหลัง สามารถปรับแต่งให้ต่างกันได้ ในส่วนของระบบเฟืองท้าย สามารถปรับได้โดยการควบคุมผ่านสวิตซ์ควบคุมแบบหมุนที่พวงมาลัย การทำงานถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการออกแบบที่พัฒนามาจาก มอเตอร์สปอร์ต ซึ่งบนพวงมาลัยจะถูกติดตั้งด้วยปุ่มควบคุมแบบหมุน 4 ตัว และปุ่มกด Drag Reduction System (DRS)  หรือเรียกว่าปุ่มระบบลดแรงต้าน

เครื่องยนต์ชนิดรอบจัด ขนาด4.0ลิตร แบบไม่มีระบบอัดอากาศ ที่ออกแบบมาอย่างลงตัวกับ 911 GT3 สามารถสร้างแรงม้าได้สูงถึง 386 kW (525 PS) โดยมีการออกแบบ รูปแบบของเพลาลูกเบี้ยวใหม่, ท่อร่วมไอดีแบบแยกเดี่ยว และวาล์วไอดี ที่ถ่ายถอดการออกแบบมาจากสนามแข่งมอเตอร์สปอร์ต ระบบเกียร์ PDK 7 สปีด มีอัตราทดเกียร์โดยรวมสั้นกว่า 911 GT3 และช่องอากาศเข้าที่ใต้ท้องรถช่วยให้แน่ใจว่าระบบส่งกำลังสามารถรับน้ำหนักได้มาก แม้ในระหว่างการใช้งานบนสนามแข่งอย่างหนักหน่วง 911 GT3 RS สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 3.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 296 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

โครงสร้างน้ำหนักเบาอัจฉริยะถือเป็นหลักการพื้นฐานของรุ่น RS ทุกรุ่นนับตั้งแต่ 911 Carrera RS 2.7 ในตำนาน ด้วยกลยุทธ์การลดน้ำหนักที่หลากหลาย เช่น การใช้วัสดุ CFRP แทนชิ้นส่วนต่างๆ ในรถหลากหลายชิ้น ทำให้ลดน้ำหนัก 911 GT3 RS ลงเหลือเพียง 1,450 ถึงแม้จะมีส่วนประกอบที่ใหญ่อยู่มากก็ตาม เช่น ประตู ปีกหน้า หลังคา และฝากระโปรงหน้า ก็ได้ผลิตจากวัสดุ CFRP เช่นกัน และนอกจากนี้วัสดุ CFRP ยังถูกนำมาใช้ภายในห้องโดยสารด้วย เช่น เบาะนั่งมาตรฐานแบบ full bucket

 

ปอร์เช่ ร่วมเติมเต็มทุกความต้องการด้วยการนำรถยนต์หลากหลายรุ่นมาปรากฏโฉมในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ปอร์เช่ได้นำเสนอรถยนต์หลากหลายรุ่นเท่าที่เคยมีมา ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ตั้งแต่รถสปอร์ต 2 ประตูอันแสนปราดเปรียว อย่าง รุ่น 911 และ 718 และรถสปอร์ต 4 ประตูที่มีสไตล์อย่าง พานาเมร่า (Panamera) และไทคานน์ (Taycan) รวมทั้ง คาเยนน์ (Cayenne) และมาคันน์ (Macan) รถเอสยูวี (SUV) สายลุย เพื่อให้แฟนๆ และลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าสามารถสัมผัสรถสปอร์ตในฝันได้ที่บูธของปอร์เช่ ประเทศไทย

 

ปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan) รถสปอร์ตกลุ่ม SUV ขนาดกะทัดรัด

ด้วยสมรรถนะที่ปราดเปรียว การออกแบบที่เฉียบคม ทำให้ปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan) ทุกรุ่นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในฐานะรถสปอร์ตกลุ่มรถ SUV ขนาดกะทัดรัด และในฐานะรถสปอร์ตรุ่นแฟลคชิฟ ของคอมแพค เอสยูวี (Compact SUV) ที่ประสบความสำเร็จอย่าง มาคันน์ จีทีเอส (Macan GTS) ก็ได้อยู่ในอันดับต้นๆ ของรถกลุ่มนี้ ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ V6 ขนาด 2.9 ลิตร ให้กำลัง 440 แรงม้า พร้อมการตอบสนองและการส่งกำลังตามแบบฉบับของรถยนต์ปอร์เช่ จีทีเอส (Porsche GTS) อัตราเร่ง 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 4.3 วินาที เมื่อติดตั้งแพ็คเกจ Sport Chrono และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 272 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มาคันน์ เอส (Macan S) มาพร้อมกับเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ V6 ขนาด 2.9 ลิตร ที่ให้พละกำลังถึง 380 แรงม้า สามารถขับเคลื่อนนับจากการหยุดนิ่งไปที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียง 4.6 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ถึง 259 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และรุ่นเริ่มต้นของมาคันน์ เริ่มจากเครื่องยนต์เทอร์โบ 4 สูบ ชาร์จกำลัง 195 กิโลวัตต์ (265 แรงม้า) ทำอัตราเร่งมาตรฐาน 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 6.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 232 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ทั้งหมดทำงานควบคู่กับระบบส่งกำลังคลัตช์คู่ (PDK) ของ Porsche 7 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Porsche Traction Management (PTM)

Soul, Electrified. ปอร์เช่ ไทคานน์ (The Porsche Taycan)

ปอร์เช่ ไทคานน์ เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 และยังคงสร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่องด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัยและสมรรถนะอันเฉียบคม รถสปอร์ตซาลูน 4 ประตู คันนี้ ผสมผสานความเป็นปอร์เช่ที่แท้จริงเข้ากับดีไซน์เหนือกาลเวลา พร้อมใช้งานได้อย่างลงตัวในชีวิตประจำวัน ปอร์เช่ไทคานน์ ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากสายการผลิตของปอร์เช่ ที่ใช้ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ แทนที่จะเป็น 400 โวลต์ทั่วไป ช่วยให้สามารถชาร์จพลังงานจาก 5 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ SoC (State of Charge) ได้ภายในเวลาเพียง 22.5 นาที ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม โดยใช้เครื่องชาร์จพลังงานไฟฟ้าสูง หรือเพียงชาร์จ 10 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ปอร์เช่ ไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา พร้อมนำเสนอ ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม (Taycan Cross Turismo) สมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลไทคานน์ ที่มอบความอเนกประสงค์เหนือชั้น อย่างตัวถังไฮเทคใหม่ ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และระบบกันสะเทือนแบบถุงลมแบบปรับได้ เหมาะสำหรับการขับขี่บนทุกสภาพถนนรวมถึงเส้นทางออฟโรด การเพิ่มพื้นที่เหนือศีรษะสำหรับผู้โดยสารเบาะหลังสูงสุด 47 มิลลิเมตร และความจุในการบรรทุกที่มากกว่า 1,200 ลิตร ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ในส่วนของประตูท้ายขนาดใหญ่ กลายเป็นรถที่ตอบโจทย์รอบด้านอย่างแท้จริง รุ่นเทอร์โบ (Turbo) สามารถสร้างพละกำลังได้สูงสุดถึง 680 แรงม้า โอเวอร์บูสต์ผสมผสานกับ Launch Control เร่งจาก 0 ไป 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.3 วินาที

 

ปอร์เช่ พานาเมร่า สุดยอดแห่งสไตล์ สมรรถนะอันทรงพลัง และความสะดวกสบาย

การผสมผสานที่ลงตัวของปอร์เช่ พานาเมร่า (Panamera) มอบประสบการณ์อันเหนือชั้น ผสมผสานความลงตัวระหว่างสมรรถนะของรถสปอร์ตชั้นนำ กับความสะดวกสบายเหนือระดับของรถซาลูนสุดหรู ในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยีไฮบริด ปอร์เช่ยังคงดำเนินกลยุทธ์ E-Performance ด้วยรถรุ่นพานาเมร่า อี-ไฮบริด (Panamera E-Hybrid) ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ V6 ขนาด 2.9 ลิตร กำลัง 243 กิโลวัตต์ (330 แรงม้า) ส่งผลให้ระบบขับเคลื่อนมีพลังรวม 340 กิโลวัตต์ (462 แรงม้า) พานาเมร่า มอบทั้งความสะดวกสบายและความสปอร์ต ได้ประโยชน์มาจากส่วนประกอบแชสซีตัวถังและระบบควบคุมที่ได้รับการปรับปรุง ผสมผสานกับระบบควบคุมพวงมาลัยและยางรุ่นใหม่

นอกจากนี้ ปอร์เช่ยังนำเสนอ พานาเมร่า (Panamera) รุ่น แพลตินัม เอดิชั่น (Platinum Edition) ที่นำเสนอความพิเศษเฉพาะตัว ด้วยการตกแต่งภายในแบบซาติน กลอส แพลตตินัม ผสมผสานกับอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน ยกระดับความหรูหราเหนือระดับ

 

ปอร์เช่ ประเทศไทย มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น ด้วยชุดแต่งเสริมสมรรถนะ มานทาย (Manthey Performance Kit)

ปอร์เช่ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น และเป็นรายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เปิดตัวชุดแต่งเสริมสมรรถนะ Manthey Performance Kit สำหรับ 911 จีที3 (GT3) ซึ่งพิสูจน์ความเหนือชั้นด้วยการลดเวลาต่อรอบบนสนาม Nürburgring Nordschleife ลงได้ถึง 4.19 วินาที เมื่อเปรียบเทียบกับ 911 จีที3 รุ่นมาตรฐาน ปอร์เช่ ประเทศไทย ยังได้ขยายขีดจำกัดด้านสมรรถนะไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวชุดแต่ง Manthey สำหรับ 718 เคย์แมน จีที4 อาร์เอส (718 Cayman GT4 RS) การอัพเกรดที่เหมาะสำหรับทั้งบนถนนและในสนามแข่ง ปลดล็อกศักยภาพอันน่าทึ่ง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของปอร์เช่ ประเทศไทย ในการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น โดยปอร์เช่ได้พัฒนาโดยความร่วมมือกับ Manthey-Racing ส่งผลให้ใช้เวลาบนสนาม Nürburgring Nordschleife เร็วขึ้น 6.179 วินาที เมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐาน 718 Cayman GT4 RS

 

ร่วมสัมผัสความเร้าใจของยนตรกรรมสปอร์ต กับปอร์เช่ ประเทศไทย ในงานมอเตอร์โชว์ 2024

ปอร์เช่ ประเทศไทย ขนทัพยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่ทุกรุ่นมาอย่างครบครัน เพื่อจัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ความเป็นเลิศให้กับลูกค้าผู้ทรงเกียรติ ด้วยการนำความฝันแห่งรถสปอร์ตมาสู่ความเป็นจริง สำหรับรายชื่อยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่ทั้งหมดที่จะจัดแสดงภายในงาน มีดังต่อไปนี้

  1. ปอร์เช่ 911 จีที3 อาร์เอส (911 GT3 RS) ราคาเริ่มต้น 25.9 ล้านบาท
  2. ปอร์เช่ 911ทอร์โบ เอส คาบริโอเลต (911 Turbo S Cabriolet) ราคาเริ่มต้น 25.8 ล้านบาท
  3. ปอร์เช่ 911 จีที 3 มานทาย เพอร์ฟอร์มมานซ์ คิท (911 GT3 Manthey Performance Kits) ราคาเริ่มต้นที่ 20.4 ล้านบาท และชุดแต่งเสริมสมรรถนะ Manthey Performance Kit ราคาเริ่มต้นที่ 1,999,999 บาท
  4. ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า ที (911 Carrera T) ราคาเริ่มต้นที่ 12.1 ล้านบาท
  5. ปอร์เช่ 718 เคย์แมน สไตล์ อิดิชั่น (718 Cayman Style Edition) ราคาเริ่มต้นที่ 6.55 ล้านบาท
  6. ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ ครอส ทัวริสโม (Taycan Turbo Cross Turismo) พร้อมชุดแต่ง Tequipment ราคาเริ่มต้น 10.4 ล้านบาท
  7. ปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) ราคาเริ่มต้น 6.45 ล้านบาท ปอร์เช่ไทคานน์คันนี้ได้รับการตกแต่งด้วย

สติกเกอร์สุดพิเศษ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 45 ปี ของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์

  1. ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera 4 E-Hybrid Platinum Edition) ราคาเริ่มต้นที่ 7.79 ล้านบาท
  2. ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด เอ็กเซ็กคูทีฟ (Panamera 4 E-Hybrid Executive) ราคาเริ่มต้นที่ 7.85 ล้านบาท
  3. ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne E-Hybrid Coupe) ที่มาพร้อมออพชั่น Lightweight Sport Package และสีพิเศษ Paint-to-Sample (PTS) ราคาเริ่มต้น 6.89 ล้านบาท
  4. ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) ราคาเริ่มต้น 6.59 ล้านบาท
  5. ปอร์เช่ มาคันน์ เอส (Macan S) ราคาเริ่มต้นที่ 89 ล้านบาท

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จัดขึ้นระหว่างวันพุธที่ 27 มีนาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2567 ณ ชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันจันทร์ – ศุกร์ สามารถเข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น. และวัน เสาร์ – อาทิตย์ เข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. บัตรราคาใบละ 100 บาท ใช้ได้ 1 วัน ท่านสามารถเยี่ยมชมบูธของปอร์เช่ได้ที่ชาเลนเจอร์ 2 บูธ A15

ฟอร์ดชวนสัมผัสตัวจริงเรนเจอร์ ไวลด์แทรค-เอเวอเรสต์ แพลทินัม ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ในงานมอเตอร์โชว์ พร้อมเปิดจองออนไลน์ทั่วประเทศ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย นำฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม รถ 2 รุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 มาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสอีกขั้นของสมรรถนะการขับขี่และเทคโนโลยีอันเหนือชั้นที่ตอบโจทย์การทำงานและการใช้ชีวิตของลูกค้าไปอีกระดับ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2567 พร้อมเปิดจองรถทั้งสองรุ่นทั่วประเทศในวันที่ 26 มีนาคม 2567 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไปผ่านช่องทางออนไลน์ www.ford.co.th โดยฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม จะมีจำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 350 คันเท่านั้น1 

“ฟอร์ดต่อยอดความสำเร็จของเป็นแบรนด์ยอดขายสูงสุดอันดับ 4 ในไทยเป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ซึ่งเป็นรถที่ลูกค้าชาวไทยรอคอย เพื่อสร้างความคึกคัก พร้อมทั้งตอกย้ำความเป็นผู้นำของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้จับจองเป็นเจ้าของรถที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันทรงพลัง ยกระดับสมรรถนะไปอีกขั้น และฟอร์ดยังมีประสบการณ์อินเตอร์แอคทีฟมากมายกับรถฟอร์ด อาทิ อุโมงค์สไลเดอร์ Speed Simulator ที่ให้ความรู้สึกเสมือนความเร็ว แรงของเครื่องยนต์ วี 6 และประสบการณ์ AR ในคอนเซ็ปต์ #YouCantFakeTough เจาะลึกเรื่องราวความแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ ให้ลูกค้าได้สัมผัสในงานมอเตอร์โชว์ พร้อมข้อเสนอสุดเร้าใจอีกมากมายสำหรับรถฟอร์ดทุกรุ่น” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

 

รถยนต์ฟอร์ดที่นำมาจัดแสดงในงาน

ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในด้านการทำงาน การพักผ่อน และชีวิตครอบครัว ด้วยสมรรถนะอันเหนือชั้น และเทคโนโลยีล้ำสมัย ตอกย้ำความ ‘แกร่งจริง ดุดันทุกสถานการณ์’ นำโดย ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 รุ่นย่อยใหม่ล่าสุด สำหรับลูกค้าที่มองหาทางเลือกในการใช้รถที่มีสมรรถนะในการขับขี่ขั้นสูง ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ได้หลากหลายรูปแบบยิ่งขึ้น ด้วยฟีเจอร์ที่พัฒนาไปอีกขั้นอย่าง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ 4A 4WD ล้ออัลลอย 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ และระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน (Zone Lighting)

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะสมรรถนะสูง DNA ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ เจ้าของฉายา ‘ดุดัน ไม่เกรงใจใคร’ ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่เต็มพิกัดให้กับคอออฟโรดตัวจริง

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รถนั่งอเนกประสงค์ที่มอบทั้งความสมบุกสมบันในการเดินทาง ความสะดวกสบาย และความปบลอดภัย รวมถึงเทคโนโลยีอันล้ำสมัย นำทัพโดย ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ดีเซล วี 6 ที่พัฒนามาเพื่อลูกค้าที่แสวงหาความเป็นเลิศในการใช้ชีวิต ขณะที่ยังรักการผจญภัย โดดเด่นและแตกต่างด้วยความหรูหราเหนือระดับ อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ชั้นนำ อาทิ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ 4A 4WD และฟีเจอร์ที่เพิ่มมาเป็นครั้งแรกในห้องโดยสารของรถ PPV อย่างเบาะนั่งคนขับและเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบปรับอากาศ รวมถึงระบบบันทึกตำแหน่งเบาะที่นั่งสำหรับคนขับ ชาญฉลาดด้วยฟังก์ชันการปรับตำแหน่งเบาะที่นั่งให้เข้าออกสะดวกสำหรับเบาะนั่งคนขับ (Easy Entry and Exit) มาพร้อมระบบเสียง Bang & Olufsen® ลำโพง 12 ตำแหน่ง พร้อมซับวูฟเฟอร์

 

ฟอร์ด มัสแตง รถสปอร์ตระดับตำนานที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 60 ตอกย้ำความเป็นมาอันยาวนานในวงการรถยนต์ของแบรนด์ฟอร์ด

สำหรับลูกค้าที่ต้องการแสดงความเป็นตัวตนผ่านการแต่งรถคู่ใจให้มีเอกลักษณ์ ฟอร์ดนำเสนอชุดอุปกรณ์ตกแต่งดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าพร้อมทั้งยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่พิเศษยิ่งขึ้น ได้แก่

  • อุปกรณ์ตกแต่งแท้จากฟอร์ดที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ฝาปิดท้ายกระบะระบบไฟฟ้า เบดสไลด์ระบบไฟฟ้า บันไดข้างแบบพับได้ และกล้องบันทึกวีดีโอหน้าและหลัง นำเสนอในฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นสตอร์มแทรคที่จัดแสดงในงาน
  • อุปกรณ์ตกแต่งแท้ Ford x ARB อาทิ กันชนซาฮาร่ามีกล้องหน้าและอุปกรณ์เสริม, ไฟ LED 20 นิ้วและชุดสายไฟ และแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถโพลีเมอร์ที่นำเสนอในรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไวลด์แทรคที่จัดแสดงในงาน
  • ชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ Ford x Hamer ที่ฟอร์ดร่วมกับ Hamer แบรนด์อุปกรณ์ตกแต่งชั้นนำของไทยพัฒนาขึ้น ดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ ประกอบด้วย แร็คหลังคา Ford x Hamer ขนสัมภาระได้มากขึ้น ด้วยแร็คหลังคาที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ไร้กังวลเรื่องรอยขีดข่วน, สปอร์ตบาร์ Ford x Hamer เพิ่มความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต, กระจังหน้า FORD พร้อมตัวอักษร RANGER สีดำ ตอกย้ำดีไซน์อันโดดเด่น และเอกลักษณ์เฉพาะของฟอร์ด และซุ้มล้อฟอร์ด เพิ่มความดุดัน มาในราคาพิเศษ 20,000 บาท จากราคาปกติ 47,562 บาท สําหรบการติดตั้งบนรถฟอร์ด เรนเจอร์ กระบะสี่ประตูยกสูงรุ่น XLS เท่านั้น โดยระมีให้สีภายนอกให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว อาร์คติค ไวท์ เป็นกระจังหน้าสีดำ และสีดำ แอบโซลูท แบล็ค เป็นกระจังหน้าสีเทา2

 

ข้อเสนอสุดเร้าใจมากมายภายในงานมอเตอร์โชว์ 

ฟอร์ดมอบข้อเสนอแห่งปี สำหรับรถยนต์ฟอร์ดทั้งรุ่นใหม่ล่าสุด และรุ่นยอดนิยมภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศตลอดช่วงระยะเวลาการจัดงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • ข้อเสนอสำหรับรถรุ่นย่อยใหม่ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค วี 6 และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน
  • ข้อเสนอสุดคุ้มสำหรับรถรุ่นปัจจุบัน อาทิ
    • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 4×4 ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 72 เดือน เฉพาะผู้จำหน่ายที่เข้าร่วมรายการ
    • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์, สปอร์ต และไทเทเนียม พลัส 4×2 ดอกเบี้ยพิเศษ 99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พิเศษ! รับเพิ่มทองคำแท่งหนัก 1 บาท เมื่อจอง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 และออกรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2567
  • ลูกค้าที่นำรถรถแบรนด์ใดก็ได้มาแลกซื้อฟอร์ด เรนเจอร์* และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รับส่วนลดอีก 30,000 บาท เพิ่มเติมจากโปรแกรมส่งเสริมการขายปกติ สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2567 พิเศษ! ลูกค้าปัจจุบันฟอร์ด รับเพิ่มโปรแกรม Ford Care+ อุ่นใจในการขับขี่ตลอด 5 ปี

*ยกเว้น ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค วี 6  

  • รถฟอร์ดทุกรุ่น มาพร้อมประกันภัยชั้นหนึ่ง และโปรแกรม Ford Care ซึ่งเป็นการรับประกันจากโรงงานนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน
  • ลูกค้าที่จองรถฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นใดก็ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 15 เมษายน 2567เมื่อซื้อฝาปิดกระบะท้ายระบบไฟฟ้ารุ่นพรีเมี่ยมหรือรุ่นแสตนดาร์ด รับทันที กล่องบันทึกวิดีโอหน้า มูลค่า 3,400 บาท และชุดผ้ายางปูพื้น 4 ชิ้น มูลค่า 1,190  บาท
  • ลูกค้าที่ซื้ออุปกรณ์ตกแต่ง Ford x ARB ได้รับส่วนลดทันที 10,000 บาท เมื่อซื้ออุปกรณ์ตกแต่ง ARB มูลค่ารวม 100,000 บาทขึ้นไป ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 15 เมษายน 2567

 

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมีกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟที่บูธฟอร์ดให้ผู้สนใจได้เปิดผระสบการณ์พิเศษไปกับรถฟอร์ด ได้แก่

  • มุมให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์ดีเซล 0 ลิตร วี 6 ให้ลูกค้าได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องยนต์ใหม่ได้อย่างเข้าใจง่าย
  • อุโมงค์สไลเดอร์ Speed Simulator ให้ได้สัมผัสความเร็ว แรง และประสบการณ์ความสนุกของเครื่องยนต์ วี 6
  • ประสบการณ์ AR สุดอิมเมอร์ซีฟ พบกับการร่วมมือกันครั้งแรกของฟอร์ด และ Google นำรถฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรคที่ผ่านบททดสอบบนเส้นทางออฟโรด มาจัดแสดงในคอนเซ็ปต์ #YouCantFakeTough เจาะลึกเรื่องราวความแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ โดยนำสมาร์ทโฟนมาสแกนส่วนต่างๆ ของรถเพื่อดูข้อมูลเชิงลึก และรับชมวิดีโอเกี่ยวกับฟีเจอร์ต่างๆ ได้ทั้งหมด 7 จุด

ผู้สนใจดูข้อมูลและเงื่อนไขข้อเสนอพิเศษของแคมเปญส่งเสริมการขายจากฟอร์ดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.ford.co.th  และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center โทร 1383 และติดตามรายละเอียดรถใหม่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 เพิ่มเติมได้ที่ #FordLevelsUp #RangerV6 #EverestV6 #YouCantFakeTough

“นิสสัน ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์” คอนเซ็ปต์คาร์ สุดล้ำจากญี่ปุ่น โชว์ตัวในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45

0
นิสสัน ภาพเปิด

นิสสันจุดประกายสร้างความตื่นเต้นในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 กับ “นิสสัน ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์ (Hyper Tourer)” รถยนต์ไฟฟ้ามินิแวนต้นแบบ ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ จัดแสดงในไทยเป็นประเทศแรก หลังเปิดตัวในงาน เจแปน โมบิลิตี้ โชว์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ นิสสัน ยังเผยโฉม นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ อิดิชั่น และรถยนต์ครบทุกรุ่นที่บูทของนิสสันภายในงาน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ “SAY YES” ที่มีข้อเสนอพิเศษหลากหลาย ตั้งแต่ดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 0% ไปจนผ่อนนาน 96 เดือน ช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพจากนิสสันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย และนิสสัน อาเซียน กล่าวว่า “นิสสัน เชื่อมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนขณะเดินทางด้วยกัน ดังนั้น รถยนต์ต้นแบบ ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์ จึงสะท้อนมุมมองใหม่ของนิสสันที่มีต่อการเดินทางด้วยกันได้อย่างชัดเจน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรในอาเซียน เราเชื่อว่าแนวคิดการพัฒนารถต้นแบบ นิสสัน ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์ จะช่วยให้เรายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในอนาคต และมีความสุขกับการเดินทางได้อย่างหรูหรา สะดวกสบาย”

นิสสัน 1
นิสสัน ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์ เป็นหนึ่งในรถต้นแบบ 5 รุ่น ที่นิสสันเปิดตัวในงาน เจแปน โมบิลิตี้ โชว์ 2023 มินิแวนรุ่นนี้ ผสมผสานจิตวิญญาณของการให้บริการแบบญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การขับขี่อัตโนมัติ ฟังก์ชัน V2X หรือ (vehicle-to-everything) และแบตเตอรี่ไฟฟ้าความจุสูงยังช่วยให้สามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับบ้าน ร้านค้า และสำนักงาน ขณะเดินทาง หรือทำกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ

รูปลักษณ์ภายนอกของรถยนต์รุ่นนี้สื่อถึงความรู้สึกสบายที่มาจากภายใน ด้วยรูปโฉมภายนอกตัวถังที่เรียบลื่นไหล มีเส้นสายที่เฉียบคม เข้ากันได้ดีกับรูปลักษณ์ที่ดูโอ่อ่ากลมกลืนกับภูมิทัศน์โดยรอบ พื้นที่ห้องโดยสารภายในกว้างขวางเป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าของนิสสัน ซึ่งรวบรวมชิ้นส่วนขนาดเล็ก และแบตเตอรี่แบบ Solid-state ไว้อย่างกะทัดรัด และลงตัว เพื่อให้เกิดนวัตกรรมยานยนต์ที่มีความสร้างสรรค์ ขณะที่คอนโซลเหนือศีรษะ และไฟส่องสว่างมีลวดลายแบบคูมิโกะ และโคอุชิ อันเป็นลักษณะเฉพาะแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่สร้างความรู้สึกหรูหรา

ในขณะที่พื้นห้องโดยสารประกอบด้วยแผง LED แสดงภาพคล้ายแม่น้ำ และท้องฟ้า ช่วยสร้างความผ่อนคลายที่ผสมผสานสไตล์ ที่มีทั้งความเป็นดิจิทัล และความธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างลงตัวรถยนต์ต้นแบบคันนี้มาพร้อมกับระบบควบคุมการขับขี่ e-4ORCE จากนิสสัน จะช่วยควบคุมล้อทั้งสี่ได้อย่างแม่นยำทั้งตอนเร่ง และชะลอความเร็ว ด้วยการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้เวลากับเพื่อนร่วมทางได้อย่างเต็มที่ เบาะหน้าสามารถปรับหมุนได้ 360 องศา ช่วยให้ผู้โดยสารตอนหน้า และตอนหลังสามารถหันมาพูดคุยกันได้อย่างสะดวก ผู้โดยสารตอนหลังสามารถใช้จอแสดงผลแบบสวมใส่ (wearable display) เพื่อดู และใช้งานระบบนำทาง และควบคุมเครื่องเสียงบนจอแสดงผลตรงกลางเบาะหน้า ช่วยให้ผู้โดยสารทุกคนรู้สึกสะดวกสบาย และมีส่วนร่วมในการเดินทาง นอกจากนี้ ระบบ AI สามารถตรวจจับข้อมูลแบบไบโอเมตริค biometrics อาทิ คลื่นสมอง อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ และเหงื่อ สามารถเลือกเพลงอัตโนมัติ และปรับบรรยากาศในห้องโดยสารให้เหมาะกับอารมณ์ในช่วงนั้นๆ

ขณะที่นิสสัน ไฮเปอร์ ทัวร์เรอร์ สะท้อนแนวคิดรถมินิแวนแห่งอนาคต ในบูทนิสันยังมีรถยนต์ที่พร้อมให้ลูกค้าเป็นเจ้าของครบครัน โดยอีกหนึ่งไฮไลต์ประจำบูท ได้แก่
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ อิดิชั่น รถยนต์คอมแพค เอสยูวี ที่มากับเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ที่ให้ประสบการณ์ในการขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จ นอกจากนั้นยังมาพร้อมเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ “อี-เพดัล สเต็ป” (e-Pedal Step) สามารถเร่ง และชะลอความเร็วได้ในคันเร่งเดียว รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน ‘360 Degree Safety Shield’ ให้ความมั่นใจทุกการขับขี่ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ อิดิชั่น ตกแต่งเพิ่มเติมจากรุ่นมาตรฐานในเกรด VL โดยเพิ่มเติมความสปอร์ตพรีเมียมรอบคัน ด้วยชุดตกแต่งวัสดุโทนสีดำ 10 รายการ ทั้งภายนอก และภายใน ได้แก่ กระจังหน้าตัววี คิ้วกันชนหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีเงิน สติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ STAR EDITION ที่ตัวถังรถด้านข้าง สัญลักษณ์ STAR EDITION ด้านหลัง พนักพิงศีรษะคู่หน้า และคิ้วบันไดสแตนเลส ชุดตกแต่งรอบปุ่มควบคุมชุดปรับอากาศสีดำ และชุดพรมพร้อมผ้ายางปูพื้น โดยนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ อิดิชั่น มีราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่น มาตรฐานในเกรด VL 19,900- บาท

นอกจากนี้ นิสสันยังนำรถยนต์รุ่นยอดนิยมมาเสริมทัพในงาน ได้แก่ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ คอมแพคซีดานที่ “แรงจริง จัดให้” ด้วยเครื่องยนต์ HRA0 ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุดถึง 100 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 152 นิวตันเมตร (Nm) ให้อัตราเร่งที่แรงและรวดเร็ว ให้ทุกการเดินทางสนุกเต็มพิกัด รูปลักษณ์ปราดเปรียวมากขึ้นด้วยกระจังหน้าคอนเซปต์ Next-generation V-motion และสีตัวถังทันสมัยเป็นเอกลักษณ์อย่าง Gray Sky Pearl นอกจากนี้ เทคโนโลยี NissanConnect Services ให้การเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่ และรถผ่านสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชัน* เสริมด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายจากรถพรีเมียมสู่คอมแพคซีดาน อาทิ เทคโนโลยีเซนเซอร์ตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tire Pressure Monitoring System – TPMS) เทคโนโลยีเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist – HBA) และเทคโนโลยีแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW) รวมถึงการติดตั้งฟังก์ชั่น SOS เพื่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันทีผ่านระบบเครื่องเสียงภายในรถยนต์ เมื่อเกิดเหตุต่างๆ

นิสสัน 5

นิสสัน นาวารา รถกระบะที่ทุกรุ่นทนถึงใจ ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่ต้องการรถกระบะใช้งานหนัก และวางไจได้ ด้วยโครงสร้างโมโนเฟรมแชสซีทำจากเหล็กกล้าชิ้นเดียวตลอดคัน (Fully Boxed Frame) รองรับทุกการบรรทุกหนักได้อย่างจุใจ หรือนิสสัน นาวารา PRO-4X และ นิสสัน นาวารา แบล็คอิดิชั่น ที่ให้ผู้ขับขี่สนุกกับทุกการเดินทาง การผจญภัย และการใช้งานทั่วไป ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ความจุ 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า (Ps) แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร (Nm) เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ที่สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบแมนนวล (M mode) ได้เพื่อความสนุกสนาน ควบคุมได้ดังใจ ให้ประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกเต็มพิกัด กับฝาท้ายแบบช่วยผ่อนแรงในการเปิด-ปิด และขนของที่กระบะได้สะดวก ตอบโจทย์การบรรทุกสัมภาระทั้งขนาดใหญ่ และเล็ก

นิสสัน 7

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต รถยนต์แบบ PPV ที่ “คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม” ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและความบันเทิงแบบครบครัน ห้องโดยสารกว้างขวางตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ประหยัดน้ำมัน มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ไปได้ทุกเส้นทาง อุ่นใจกับ ‘360 Degree Safety Shield’ เทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ระบบความบันเทิงระดับไฮเอนด์ด้วยเครื่องเสียงจาก Bose Premium Audio พร้อมลำโพงคุณภาพสูง 8 ตำแหน่ง จอสำหรับผู้โดยสารด้านหลังขนาด 11 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ททีวี หรือ HDMi เพิ่มความบันเทิงให้แก่ผู้โดยสาร

นิสสัน 9
นอกจากนี้นิสสันยังจัด “โปรใหญ่ Say YES” แคมเปญส่งเสริมการขายต้อนรับบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมยอดนิยมได้ง่ายมากขึ้น ด้วยความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าของรถยนต์แต่ละรุ่น โดยมีตั้งแต่ดอกเบี้ย 0% ไปจนดาวน์เริ่มต้น 9,999 บาท หรือระยะเวลาในการผ่อนนานสูงสุด 96 เดือน** ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ภายในงาน รวมถึงที่โชว์รูมผู้จำหน่ายนิสสัน ทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทย www.nissan.co.th

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” จัดแสดงยานยนต์รุ่นใหม่ นำโดย เอ็กซ์แพนเดอร์ เอซอีวี และเอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี พร้อม มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ มากับโปรโมชั่นสุดพิเศษ ในงาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0
มิตซูบิชิ ภาพเปิด

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขนทัพยานยนต์รุ่นใหม่คุณภาพสูง ภายใต้แนวคิดที่มุ้งเน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำโดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ร่วมด้วย มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2024 พร้อมจัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษ ดอกเบี้ย 0% และข้อเสนออื่น ๆ อีกมากมายที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 พร้อมตอกย้ำดีเอ็นเอผู้นำด้านมอเตอร์สปอร์ตและจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันแรลลี่ ด้วยการจัดแสดงรถแข่ง ออล-นิว ไทรทัน แรลลี่คาร์ พร้อมลงสู้ศึกเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ หรือ “AXCR 2024”

มิตซูบิชิ 1

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปัจจุบัน ตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบสนองความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมของผู้คน หนึ่งในการดำเนินกลยุทธ์ของเราก็คือ การเพิ่มการลงทุน ด้วยงบกว่า 500 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสายการผลิตที่โรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่ 3 ณ แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า xEV โดยเริ่มจาก เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ไปพร้อมกับรถยนต์อีโคคาร์ที่ผลิตอยู่เดิม โดยเรายังอยู่ในระหว่างการวางแผนพัฒนาและเปิดตัวรถยนต์มิตซูบิชิ ระบบไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในประเทศไทย รวมถึงตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลกอีกด้วย”

มิตซูบิชิ 2

“ทั้งนี้ เราได้นำสุดยอดยนตรกรรมคุณภาพสูง ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดน้ำมัน มาจัดแสดงในงานนี้ โดยเรามั่นใจว่ารถยนต์ของเราจะมอบประสบการณ์ความสนุก ตื่นเต้นเร้าใจ และความทรงจำสุดพิเศษให้แก่ทุกท่าน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการจัดงานมอเตอร์โชว์ในปีนี้ นั่นก็คือ “The Mobility of Joyful Experiences” หรือ ประสบการณ์ความสนุกของทุกการเดินทาง” มร. อินาบะ กล่าวเพิ่มเติม

ไฮไลท์ภายในงานปีนี้ ได้แก่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด รุ่นแรกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ใหม่ในแบบ Mitsubishi e:MOTION เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและมั่นใจในทุกเส้นทาง จากการผสาน 3 สุดยอดเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System) มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และน่าตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความคล่องตัว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน และ ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง

มิตซูบิชิ 5

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่อยู่ภายในรถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มาจัดแสดงให้ชมแบบเอ็กซ์คลูซีฟอีกด้วย การจัดแสดงนี้ จะเผยให้เห็นความปราณีตในการออกแบบเครื่องยนต์ มอเตอร์ ชุดแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนขับเคลื่อนที่มอบสมรรถนะขับขี่และการควบคุมอันเหนือชั้น ในแบบ Mitsubishi e:MOTION

ลูกค้าที่ซื้อ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ภายในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จะได้รับข้อเสนอจากแคมเปญพิเศษ ประกอบด้วย ราคาช่วงแนะนำเริ่มต้นที่ 912,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 0% และแพ็กเกจพิเศษ MITSUBISHI XTRA CARE บริการหลังการขายที่พร้อมมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้าแบบจัดเต็ม

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานนี้ ได้แก่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2024 มาพร้อมขุมกำลังใหม่ “ไฮเปอร์พาวเวอร์ (Hyper Power)” เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล วีจี เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ เทอร์โบ 4 สูบ ความจุ 2.4 ลิตร พร้อมหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์แบบคอมมอนเรลเจเนอเรชันใหม่ ทรงพลังและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานไอเสียระดับยูโร 5 (Euro 5) สร้างพละกำลังสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ที่ 2,250 – 2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ใหม่ ประสานการทำงานกับเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัว ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

มิตซูบิชิ 4

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2024 มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และขับเคลื่อน 2 ล้อ โดยรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ Elite Edition พร้อมเดินทางสู่จุดหมายในทุกสภาพอากาศและสภาพถนนทุกรูปแบบ ด้วยระบบขับเคลื่อน ซูเปอร์ซีเล็คต์ โฟร์วีลไดร์ฟ ทู (Super Select 4WD II) เอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งสามารถปรับเข้าสู่โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ (4H Full-time) ได้ทันที แม้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็ว (Shift-on-the-Fly) ทั้งยังมีโหมด 4HLc (ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง) และ 4LLc (ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ) รวมถึงโหมดการขับขี่แบบออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel สำหรับการขับขี่บนทางฝุ่น Mud/Snow สำหรับการขับขี่บนผิวทางที่ปกคลุมด้วยโคลนหรือหิมะ รวมถึงขณะที่ฝนตกซึ่งพื้นผิวถนนมีความลื่น Sand สำหรับการขับขี่บนพื้นผิวทราย และ Rock สำหรับขับขี่บนผิวทางที่ขรุขระหรือพื้นผิวหิน

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2024 ยังมาพร้อมดีไซน์ภายนอกใหม่ ในสไตล์สปอร์ตพรีเมียม ด้วยกระจังหน้าใหม่ แผงกันชนหน้า – หลัง ใหม่ และ ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้วดีไซน์ใหม่สีดำ พร้อมยกระดับความพรีเมียมภายในห้องโดยสาร ด้วยการตกแต่งภายในด้วยสีทูโทน ดำ-แดงเบอร์กันดี เบาะหนังสังเคราะห์ลาย Diamond Cut พร้อมคุณสมบัติสะท้อนความร้อน Heat Guard พร้อมด้วยจอแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 8 นิ้ว ใหม่ เพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็นและใช้งานง่าย

มิตซูบิชิ 7

ภายในงานนี้ ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2024 ได้ในราคาเริ่มต้น 1,389,000 บาท และรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.09% พร้อมรับแพ็จเกจบำรุงรักษา ฟรี 5 ปี และข้อเสนอพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดง รถออล-นิว ไทรทัน แรลลี่คาร์ ที่ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ท จะใช้ลงแข่งในการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ หรือ AXCR 2024 เพื่อท้าทายความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยสถิติแชมป์อันดับ 1 การแข่งขัน AXCR 2022 และรางวัลชนะเลิศประเภททีม ในปี 2023 โดย รถแข่ง ออล-นิว ไทรทัน แรลลี่คาร์ สร้างขึ้นจากรถกระบะ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ที่ผลิตในไทย รุ่นเดียวกับที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาด มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ให้ขุมพลังแรงเร็วเต็มสมรรถนะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

มิตซูบิชิ 8

ผู้สนใจสามารถชมรถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกรุ่นได้ที่บูธ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย A09 ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม และติดต่อเพื่อขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และติดตามข้อมูลข่าวสารของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

 

อีซูซุจัดเต็มมอเตอร์โชว์ 2024 นำเสนอยนตรกรรมหลากหลายทางเลือก รวมทั้งรถ EV เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกไลฟ์สไตล์

0
อีซูซุ 13

อีซูซุจัดเต็มรถโชว์ ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ทั้งด้าน การใช้งานและไลฟ์สไตล์อันหลากหลาย กับไฮไลท์รถปิกอัพไฟฟ้าต้นแบบ “Isuzu D-Max EV Concept” และรถบรรทุกไฟฟ้า “Isuzu Elf EV” เพื่อก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมรถแต่งสร้างแรงบันดาลใจ และรถรุ่นมาตรฐานยอดนิยม กับโซนตกแต่ง 5 โซน รวมทั้งสิ้น 15 คัน และกิจกรรมความสนุกในรูปแบบต่าง ๆ ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 ครั้งที่ 45 ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

อีซูซุ 1

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา อีซูซุได้ประกาศนโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนด้วยแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ครอบคลุมการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ การพัฒนาพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่รวมถึงระบบการจัดการ และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของอีซูซุ โดยคำนึงถึงความต้องการที่ซับซ้อนและแตกต่างกันของลูกค้า ในงานมอเตอร์โชว์ 2024 นี้ อีซูซุได้นำรถพลังงานไฟฟ้า 2 รุ่นมาอวดโฉม ได้แก่ “Isuzu D-Max EV Concept” รถปิกอัพไฟฟ้าต้นแบบ จากฐานการผลิตในประเทศไทยที่จะส่งออกไปยังประเทศนอร์เวย์ในปีหน้า และ “Isuzu Elf EV” รถบรรทุกไฟฟ้าที่เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว รวมถึงรถแต่งหลากหลายสไตล์เอาใจสายออฟโรดและเรซซิ่ง พร้อมรถมาตรฐานยอดนิยมอีกหลายรุ่น นำทีมโดย “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์” เหนือลิมิต…พิชิตโลก รถอเนกประสงค์สุดหรู “เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์” รวมทั้งรถปิกอัพสปอร์ตดีไซน์ใหม่ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ แรง…ทะลุเวิร์ส” โดยรถทั้งหมดซึ่งมีทั้งรถต้นแบบ รถแต่ง และรถรุ่นมาตรฐาน ได้นำมาจัดแสดงเป็นโซนเพื่อนำเสนอจุดแข็งด้านเทคโนโลยีในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ของโลก และตอบโจทย์ครบด้านความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่าทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์”

อีซูซุ 2
นอกจากนี้ มร. ทาคาชิ ฮาตะ ยังกล่าวอีกว่า “อีซูซุพร้อมสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับนโยบายรัฐบาลไทยในการผลิตรถทุกรุ่นให้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 ด้วยการใช้เทคโนโลยี DOC (Diesel Oxidation Catalyst) ในรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ และระบบ DPD (Diesel Particulate Diffuser) ในรถบรรทุกขนาดกลางบางรุ่น รถปิกอัพและรถนั่งอเนกประสงค์ ทำให้รถอีซูซุมาตรฐานยูโร 5 สามารถรักษาสมรรถนะรถ ประสิทธิภาพการใช้งานอันยอดเยี่ยม และยังสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น กล่าวคือ รถอีซูซุทุกรุ่นสามารถผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 โดยไม่เติมน้ำยาบำบัดไอเสียในเครื่องยนต์ดีเซล เช่น AdBlue ทั้งในรถปิกอัพ รถอเนกประสงค์ และรถบรรทุกอีซูซุทุกรุ่น ต่างกับเทคโนโลยีบำบัดไอเสียอื่น ๆ ที่ต้องเติมน้ำยาบำบัดไอเสีย เช่น AdBlue ตลอดการใช้งาน เป็นการเพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายแก่ผู้ใช้รถ การพัฒนารถมาตรฐานยูโร 5 แม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตรถสูงขึ้นมาก แต่เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับลูกค้ามากเกินไป อีซูซุจึงขอปรับราคารถมาตรฐานยูโร 5 เพิ่มขึ้นดังนี้
-รถอีซูซุเครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ยูโร 5 ราคาเพิ่มขึ้น 15,000 บาท
-รถอีซูซุเครื่องยนต์ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ยูโร 5 ราคาเพิ่มขึ้น 20,000 บาท

อีซูซุ 4

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 นี้เป็นต้นไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ”
โซนการตกแต่ง 5 คอนเซ็ปต์ภายในบูธอีซูซุ

1. โซนรถยนต์ไฟฟ้า (ISUZU EV VERSE) ครั้งแรกกับการจัดแสดงรถไฟฟ้าของอีซูซุ พร้อมมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

อีซูซุ  6
•รถปิกอัพไฟฟ้าต้นแบบ “อีซูซุ ดีแมคซ์” (Isuzu D-Max EV Concept) รถปิกอัพ 4 ประตู ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full Time โดยใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซล ชุดมอเตอร์คู่และเฟืองท้าย “eAxle” พัฒนาขึ้นใหม่ทำงานร่วมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ผสานกับช่วงล่างด้านหลังใหม่หมดแบบ De-Dion มั่นใจบนทุกสภาพถนน เหมาะสมกับการใช้งานของรถปิกอัพ สร้างดุลยภาพในการขับขี่ทั้งความนุ่มนวล และความสามารถในการบรรทุกอันยอดเยี่ยม จุดเด่นคือ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ให้กำลังรวมสูงสุด 130 กิโลวัตต์ แรงบิดรวมสูงสุด 325 นิวตัน-เมตร การออกแบบโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มความสามารถในการลากจูงได้ มีแผนจะเริ่มผลิตเพื่อส่งออกอย่างเป็นทางการจากฐานการผลิตประเทศไทยในปี 2568 และเปิดตัวในประเทศภาคพื้นทวีปยุโรปบางประเทศ เช่น นอร์เวย์ ในปี 2568 จากนั้นมีกำหนดการจะเปิดตัวในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ไทย ตลอดจนประเทศหรือภูมิภาคอื่น ๆ เป็นลำดับถัดไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและความพร้อมของสาธารณูปโภคด้านสถานีชาร์จรถไฟฟ้า
รายละเอียดตัวรถ
-ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time
-กำลังรวมสูงสุด: 130 กิโลวัตต์
-แรงบิดรวมสูงสุด : 325 นิวตัน-เมตร
-ระบบขับเคลื่อน eAxle ด้านหน้า :กำลังสูงสุด 40 กิโลวัตต์,แรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตร
-ระบบขับเคลื่อน eAxle ด้านหลัง :กำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์,แรงบิดสูงสุด 217 นิวตัน-เมตร
-ความเร็วสูงสุด : มากกว่า 130 กิโลเมตร/ ชั่วโมง
-ความสามารถในการลากจูง : 3.5 ตัน
-ประเภทแบตเตอรี่ : ลิเธียมไอออน
-ความจุแบตเตอรี่สูงสุด : 66.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
-น้ำหนักบรรทุกสูงสุด : 1 ตัน
•รถบรรทุกไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์ อีวี” (Isuzu Elf EV) พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Isuzu Modular Architecture and Component Standard : I-MACS” สำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแนวคิดการออกแบบ “Center Drive System EV” ซึ่งเป็นการออกแบบรถบรรทุกไฟฟ้าโดยเฉพาะที่คำนึงถึงความสมดุลของ การกระจายน้ำหนักรถ ระยะ ช่วงล้อหลัง และรัศมีวงเลี้ยวที่เหมาะสม เหมาะกับการใช้งานบรรทุกเบา วิ่งระยะสั้น อาศัยความคล่องตัว โดยใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งได้เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม 2566

อีซูซุ 5

ในขณะเดียวกัน อีซูซุพัฒนาเทคโนโลยีการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping System) เพื่อลดเวลาในการจอดชาร์จแบตเตอรี่ อีกทั้งยังสามารถเลือกแบตเตอรี่ ได้ตั้งแต่จำนวน 2-5 ก้อน เพื่อให้เหมาะกับระยะทางการขนส่ง
รายละเอียดตัวรถ
-ระบบขับเคลื่อน : ขุมพลังไฟฟ้าแบบมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวแบบ 4×2 (ขับเคลื่อนล้อหลัง)
-ช่วงล่าง : ด้านหน้า – ช่วงล่างแบบอิสระ ด้านหลัง – ช่วงล่างแบบแหนบ
-ระบบเบรก : ดิสก์เบรก หน้าและหลัง เบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Brake Hold
-ประเภทแบตเตอรี่ : ลิเธียมไอออน
-ความจุแบตเตอรี่ (ที่ใช้งานได้) : 100 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
-กำลังสูงสุด : 150 กิโลวัตต์
-แรงบิดสูงสุด : 370 นิวตัน-เมตร
-ขนาดรถ : (ยาว) 6,098 มม. x (กว้าง) 1,995 มม. x (สูง) 2,214 มม.
-ระยะฐานล้อ : 3,395 มม.
-น้ำหนักรถเปล่า : 3.2 ตัน
-น้ำหนักรถรวมบรรทุก : 7.5 ตัน
-การชาร์จ : รองรับมาตรฐานการชาร์จแบบ ChadeMo อีกทั้งมีระบบ Regenerative Braking ซึ่งสามารถชาร์จในระหว่างการเบรกกลับเข้าแบตเตอรี่ และผู้ใช้งานสามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ โดยอีซูซุได้เตรียมมาตรฐานการชาร์จที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศ เช่น หัวชาร์จแบบ CCS2 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เพื่อรองรับการใช้งานในยุโรป เป็นต้น

2. โซนออฟโรด (OFF ROAD VERSE) เติมแต่งความเท่ด้วยชุดแต่งพิเศษ ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยและแคมป์ปิ้ง

อีซูซุ 7
•“ใหม่! อีซูซุ วี-ครอส 4×4” เครื่องยนต์อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ 4 ประตู เกรด M สีเทาไอลาย์ โอเพค (Islay Gray Opaque) มาพร้อมชุดแต่ง IRONMAN 4×4 ตอบโจทย์นักเดินทางสายลุย ด้วยชุดแต่ง ดังนี้ กันชนหน้าแบบสามเขาพร้อมไฟสปอร์ตไลท์ LED รอกไฟฟ้าขนาด 9,500 ปอนด์ ไซเรียลการ์ดพร้อมบันไดข้าง กันชนหลังแบบเต็มรองรับเซ็นเซอร์และโซน่าด้านหลัง ชุดขาจับพร้อมแร็คหลังคาอะลูมิเนียม Atlas ชุดขาจับพร้อมไฟสปอร์ตไลท์รอบคัน หลังคาอะลูมิเนียม Alu Cab คุณภาพสูง ขาจับพร้อมแม่แรงไฮลิฟท์แจ็ค เต๊นท์หลังคาอะลูมิเนียม Orion ยาง BRIDGESTONE DUELER AT002 ขนาด 285/60 R18 และล้อ Lenso รุ่น MX Cezar ขนาด 18 นิ้ว

ใหม่! ระบบ Rough Terrain Mode ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ทั้ง 2 และ 4 ล้อ ด้วยการควบคุมการกระจายกำลังทุกรอบความเร็ว และระบบ Electronic Diff-Lock ระบบล็อกเฟืองท้าย ให้กำลังเครื่องยนต์ส่งไปยังล้อหลังซ้ายและขวาได้เท่ากัน ทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้อย่างง่ายดาย

•“เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์ รุ่น Ultimate” รุ่น 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ สีดำบาวาเรียน (Bavarian Black Mica) มาในคอนเซ็ปต์ “be UNCHARTED” หมุดหมายใหม่ กับ Passion ไม่สิ้นสุด ครั้งแรกกับการแต่งรถครอบครัวสายลุย จัดเต็มด้วยชุดแต่ง TJM รอบคัน พร้อมชุดแต่งอื่น ๆ อย่างกันชนหน้า TJM รุ่น CHASER BAR ไฟส่องสว่าง LED ติดกันชนหน้าพร้อมชุดไฟเลี้ยวในกันชนหน้า รอกไฟฟ้าขนาด 9,500 ปอนด์ บันไดข้าง TJM ชุดช่วงล่างหน้าและหลัง TJM พร้อมปีกนก TJM

อีซูซุ 8
ทั้งนี้ยังมีเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ISUZU MATRIX SAFETY INTELLIGENCE ที่เหนือกว่าด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS แบบกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน และยังคงความสะดวกสบายยิ่งกว่าด้วยฝาท้าย Smart Tailgate เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ทำงานร่วมกับระบบ Step Sensor อีกด้วย

3. โซนเรซซิ่ง (RACING VERSE) เอาใจสายรถแต่งที่เน้นความมันส์ ขับสนุก…ทะลุเวิร์ส ทั้งรถแต่งครบจบจากโรงงาน และรถแต่งพิเศษที่เสริมหล่อทั้งยกสูงและโหลดเตี้ย

อีซูซุ  9

•“อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น SPEED 4 ประตู” สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) ปิกอัพสปอร์ตดีไซน์ใหม่ ทุกองค์ประกอบโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ใหม่! ชุดแต่ง The X Package โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโทนเข้มตัดแดง Garnet Red สติกเกอร์ Dual Stripes คาดหน้า-หลัง พร้อมสเกิร์ตหน้า-หลังสไตล์ Integrated สเกิร์ตข้างดีไซน์เฉพาะตัว ล้ออัลลอย 16” Gloss Black ให้อารมณ์สปอร์ตเร้าใจ เหนือกว่าด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ พร้อมดีไซน์ Aerodynamic ให้ออกไปโลดแล่นนอกกรอบกับทุกมิติ
-ใหม่! หน้าปัดแสดงข้อมูลสไตล์เรซซิ่ง สะท้อนตัวตนผ่านโลโก้ X
-ใหม่! หน้าจอ Infotainment 8 นิ้ว ระบบสัมผัส ดีไซน์สปอร์ตโทนแดง รองรับระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับการใช้งาน)
-ใหม่! คอนโซลดีไซน์แบบ Flaming Wing เพิ่มความเร้าใจ
-ใหม่! เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตทูโทนดำ-แดง พร้อมโลโก้ X
-เกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อม Genius Sport Shift

อีซูซุ 10
• “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น HI-LANDER 4 ประตุ” สีดำบาวาเรียน (Bavarian Black Mica) ปิกอัพสปอร์ตยกสูงให้คุณสนุกเกินคาดกับทุกเส้นทางเหนือจินตนาการ เอกลักษณ์ กระจังหน้าโทนเข้มตัดแดง Garnet Red สติกเกอร์ Dual Stripes คาดหน้า-หลัง พร้อมสเกิร์ตหน้า-หลังสไตล์ Integrated Aerodynamic Sport Bar เหนือกระบะท้าย ล้ออัลลอย 18” Gloss Black ห้องโดยสารโทนดำ-เทา
– ใหม่! หน้าจอแสดงข้อมูล Integrated MID 7 นิ้ว โทนแดงให้อารมณ์สปอร์ตพรีเมียม พร้อมโลโก้ X
– ใหม่! หน้าจอ Infotainment 8 นิ้ว ระบบสัมผัส ดีไซน์สปอร์ตโทนแดง รองรับระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับการใช้งาน)
– ใหม่! Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย เปลี่ยนเกียร์ง่ายเพียงปลายนิ้ว
ขับสนุกเร้าใจ
– ใหม่! คอนโซลดีไซน์แบบ Iron Structure เพิ่มความเท่อย่างมีสไตล์
– ใหม่! เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม ด้วยเทคโนโลยี COOLMAX พร้อมโลโก้ X
– มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (Rev Tronic) พร้อม Sequential Paddle Shift (เฉพาะรุ่น 4 ประตู) และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อม Genius Sport Shift
•”เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์ รุ่น Active” สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) รถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว เสริมหล่อด้วย ชุดเบรกหน้า RUN STOP R8 Caliper แบบ 6POT พร้อมจานเบรกขนาด 380 มม ชุดเบรกหลัง RUN STOP R3 Caliper แบบ 4POT พร้อมจานเบรกขนาด 355 มม ชุดโช๊คอัพและสปริงโหลด PROFENDER รุ่น TUNE SERIES พร้อม ปีกนกและลูกหมากกันโคลงแต่ง ล้อ Lenso รุ่น Venom VT5 ขนาด 20 นิ้ว สี BZ และยาง BRIDGESTONE รุ่น Ecopia H/L100 ขนาด 265/50R20
•“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ สเปซแค็บ” เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด S สีเงินโบฮีเมียน เมทัลลิก (Bohemian Silver Metallic) ปลดล็อกศักยภาพใหม่ ด้วยดีไซน์ที่ โดดเด่น ผสานสมรรถนะความทนทานและความประหยัดน้ำมันขั้นสุด ตกแต่งพิเศษอย่างชุด โช๊คอัพและสปริงโหลด EXPLORAR แบบสปริงในตัวพร้อม SUB TANK ล้อ Lenso รุ่น Venom VT7 ขนาด 18 นิ้ว สี HB และยาง TOYO รุ่น Proxes Sport2 255/45R18
4. โซนเอาท์ดอร์ไลฟ์สไตล์ (Outdoor Lifestyle Verse) :
•“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 4 ประตู” 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด M สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite White Pearl) ตกแต่งด้วย BICYCLE CARRIER สำหรับขนย้ายจักรยานคู่ใจให้พร้อมปั่นได้ทุกสนาม เติมเต็มไลฟ์สไตล์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานในช่วงวันพักผ่อน มาพร้อมกับชุดคาน THULE รุ่น WINGBAR EVO ชุดจับจักรยานบนหลังคา THULE รุ่น UPRIDE 599 ชุดจับจักรยานแบบยึดกระบะท้าย THULE รุ่น BED RIDER 822XT พร้อมจักรยาน TREK 4 คัน ดังนี้
-จักรยาน TREK FUEL EX 5 GEN 5
-จักรยาน TREK SUPERCALIBER 9.7
-จักรยาน TREK SLASH 8
-จักรยาน TREK DUAL SPORT 2 GEN 5

•เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์ รุ่นพิเศษ! “PHANTOM COLLECTION” รุ่น 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ สีเทาไอลาย์ โอเพค (Islay Gray Opaque) สปอร์ตเอสยูวี สุดหรู ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา โทนสีดำ และภายนอกเร้าใจกับล้ออัลลอย Gloss Black ขนาด 20 นิ้ว เบาะนั่งดีไซน์พรีเมียม หรูหราสีดำตัดเย็บด้วยวัสดุพิเศษ โอบกระชับพร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ฝาท้ายแบบ Smart Tailgate เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ทำงานร่วมกับระบบ Step Sensor หน้าจอระบบ Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว รองรับการใช้งานทั้งระบบ Android Auto และ Wireless Apple CarPlay มาพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS แบบมีกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน ตอบรับชีวิตเหนือระดับแต่ใช้งานได้อเนกประสงค์ ขนย้ายได้แม้แต่กระดานโต้คลื่น (SURFBOARD) ตกแต่งพิเศษด้วย ชุดคาน THULE รุ่น WINGBAR EDGE กล่องบรรทุกสัมภาระ THULE รุ่น MOTION XT SPORT ชุดจับเซิร์ฟบอร์ด THULE รุ่น SUP TAXI 810

อีซูซุ 11
5. โซนรถยนต์รุ่นมาตรฐานยอดนิยม (Popular Standard Verse)

•“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 4 ประตู” 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด Z สีดำบาวาเรียน (Bavarian Black Mica) ปลดล็อกนิยามใหม่แห่งปิกอัพ ระดับ TOP CLASS ที่ผสมผสานความหรูหราอย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด สมรรถนะการขับเคลื่อนที่ทรงพลัง และเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น

•เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์ รุ่นพิเศษ! “PHANTOM COLLECTION” รุ่น 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ สีขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite Pearl White) ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา โทนสีดำ และภายนอกเร้าใจกับล้ออัลลอย Gloss Black ขนาด 20 นิ้ว เบาะนั่งดีไซน์พรีเมียม สีดำตัดเย็บด้วยวัสดุพิเศษ โอบกระชับพร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ฝาท้ายแบบ Smart Tailgate เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ทำงานร่วมกับระบบ Step Sensor หน้าจอระบบ Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว รองรับการใช้งานทั้งระบบ Android Auto และ Wireless Apple CarPlay มาพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS แบบมีกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน
•“เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์ รุ่น Elegance” รุ่น 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ สีน้ำเงินกลาเซียร์ ไมก้า (Glacier Blue Mica) มาในคอนเซ็ปต์ “be UNCHARTED” หมุดหมายใหม่ กับ Passion ไม่สิ้นสุด ตอบโจทย์ความหลงใหลในการใช้ชีวิต ทั้งในด้านดีไซน์ และความสะดวกสบาย เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันชาญฉลาด ตลอดจนความรู้สึกในการขับขี่ที่แตกต่างจากรถอเนกประสงค์ที่คุณเคยสัมผัส ภายในกว้างขวางในโทนสี Macchiato Brown สีน้ำตาลเทาสลับสีน้ำตาลเข้มให้อารมณ์นุ่มลึก เพิ่มอารมณ์หรูด้วยวัสดุ Piano Black และ Chrome เต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ADAS แบบมีกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน สะดวกสบายยิ่งกว่าด้วย ฝาท้ายแบบ Smart Tailgate แบบ Step Sensor
•“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ แค็บโฟร์” เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด L สีเงินโบฮีเมียน เมทัลลิก (Bohemian Silver Metallic) ตอบโจทย์ด้านสมรรถนะ ความทนทาน และประหยัดน้ำมันขั้นสุด
-ใหม่! ไฟหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว ISUZU Vision Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยว
-ใหม่! กระจังหน้าแบบ 3-Dimension ดุดันสะกดทุกสายตากับ สี Silky Silver และ Dark Grey
-ใหม่! Air Curtain ที่กันชนหน้า นวัตกรรม Aerodynamic ลดแรงต้านอากาศ แบบฉบับรถสปอร์ตหรู
-ใหม่! ไฟท้ายแบบ Triple-Armour LED สัญลักษณ์ใหม่แห่งความโดดเด่น
-ใหม่! ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว โฉบเฉี่ยวทันสมัย
-ใหม่! ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานที่หลากหลายสะดวกสบาย ตามหลัก Usability Design โดดเด่นด้วย “Miura” Design (“มิอุระ” ดีไซน์)
-เบาะผ้าดีไซน์ใหม่
-ใหม่! หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 8 นิ้ว ใช้รองรับการใช้งานทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay
•“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ สเปซแค็บ” เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด L สีเทาไอลาย์ โอเพค (Islay Gray Opaque) ปลดล็อกศักยภาพใหม่ ไปได้ไกลกว่า ออกแบบให้สอดรับกับทุกไลฟ์สไตล์
-ใหม่! กระจังหน้าแบบ 3-Dimension ดุดันสะกดทุกสายตากับ Silky Silver และ Dark Grey
-ใหม่! ไฟหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว ISUZU Vision Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยว
-ใหม่! Air Curtain ที่กันชนหน้า นวัตกรรม Aerodynamic ลดแรงต้านอากาศ แบบฉบับรถสปอร์ตหรู
-ใหม่! ไฟท้ายแบบ Triple-Armour LED สัญลักษณ์ใหม่แห่งความโดดเด่น
-ใหม่! ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว โฉบเฉี่ยวทันสมัย
-ใหม่! ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานที่หลากหลายสะดวกสบาย ตามหลัก Usability Design โดดเด่นด้วย “Miura” Design (“มิอุระ” ดีไซน์)
-ใหม่! หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 8 นิ้ว รองรับการใช้งานทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay
-เบาะผ้าดีไซน์ใหม่
-ใหม่! กล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอดแบบ Built-in พร้อมเส้นกะระยะ Lane Guide
นอกจากนี้ภายในบูธยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุก…ทะลุเวิร์สตามโซนต่างๆ ร่วมเก็บภาพสุดประทับใจกับ 4 เวิร์สสุดล้ำของอีซูซุ เวิร์สไหนที่ใช่สำหรับคุณ

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสและทดลองขับได้ที่บูธอีซูซุ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

“มาสด้า” ปลุกชีพตำนานโรตารี่นำ Mazda MX-30 e-SKYACTIV R-EV จัดแสดงพร้อมรถใหม่หลากรุ่น ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45

0
มาสดา ภาพเปิด

มาสด้า เนรมิตบูธจัดแสดงรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบใหม่หมด ภายใต้ธีม Love of Cars เพื่อถ่ายทอดความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตที่กำลังดำเนินไปตามกรอบระยะเวลา ตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ที่หลงไหลในการขับขี่และรักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนจัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวที่มีลูกค้าอยู่ในทุกช่วงเวลา และมีรถยนต์มาสด้าเป็นพาร์ทเนอร์ในทุกประสบการณ์ ตอกย้ำการให้ความสำคัญที่มีลูกค้าเป็นหนึ่งในทุกการเติบโต สื่อสารอารมณ์ความรู้สึก ความสนุกสนานในการขับขี่ ความสุขในการใช้ชีวิต และอนาคตที่รถยนต์มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ได้แบ่งปันความทรงจำที่มีต่อรถยนต์ร่วมกัน เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้าและแบรนด์มาสด้าให้แนบแน่นยิ่งขึ้น พร้อมปลุกตำนานโรตารี่ด้วยการจัดแสดงเทคโนโลยีแห่งอนาคต Mazda MX-30 e-SKYACTIV R-EV ที่ผสานการทำงานร่วมกันระหว่างระบบไฟฟ้ากับเครื่องยนต์โรตารี่ กลายเป็น Plug-in Hybrid ที่ให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายและไปได้ไกลกว่า มาให้คนไทยได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด

 

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้มาสด้าออกแบบบูธใหม่ทั้งหมด ภายใต้ธีม Love of Cars ได้แรงบันดาลใจจากการมีลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งในทุกประสบการณ์ของการเดินทาง เป็นศูนย์รวมความสุขของผู้ที่รักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น โซนแกลเลอรี่วอลล์ ที่ลูกค้าส่งภาพความประทับใจกับรถยนต์คันโปรด You and Mazda Moments ถ่ายทอดประสบการณ์ความสุขในทุกช่วงเวลาของลูกค้า ซึ่งเป็นปณิธานที่เรามุ่งหวังและตั้งใจที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน และยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่รักในรถยนต์ “The Memorable Love of Cars” เสียสละรถโมเดลผ่านทางมาสด้า เพื่อส่งต่อให้กับเด็กๆ เยาวชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้สละเข้ามามากกว่า 500 คัน และมาสด้าเพิ่มเติมอีก 1,000 คัน โดยจะเร่งส่งต่อรถโมเดลเหล่านี้ให้ถึงมือเด็กๆ โดยเร็วที่สุด

ส่วนไฮไลท์สำคัญ คือ การจัดแสดงเทคโนโลยี Multi-Solution มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ส่งมอบเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายและมีความเหมาะสมในแต่ละภูมิภาค เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า ในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเชื้อเพลิงไปสู่พลังงานไฟฟ้า หลายคนคงจดจำเครื่องยนต์โรตารี่ สัญลักษณ์แห่งการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และความคิดสร้างสรรค์ นี่คือหนึ่งใน Multi-Solution เทคโนโลยีแห่งอนาคตจากมาสด้า การนำเทคโนโลยี e-SKYACTIV R-EV มาใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เป็นการปลุกฟื้นคืนชีพตำนานเครื่องยนต์โรตารี่ ต้นกำเนิดรถสปอร์ตมาสด้าหลากหลายรุ่นในอดีต ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นดีเอ็นเอสายพันธุ์สปอร์ตที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

มาสดา 3

หัวใจหลักสำคัญของการพัฒนา MAZDA MX-30 e-SKYACTIV R-EV คือเครื่องยนต์โรตารี่ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เครื่องยนต์ขนาด 830 ซีซี เล็กกว่าเครื่องยนต์ลูกสูบทั่วไปที่ให้กำลังใกล้เคียงกัน ให้พละกำลังสูงสุดถึง 170 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที ลูกสูบหมุน 1 โรเตอร์ ทำจากวัสดุอลูมิเนียม น้ำหนักเบาเพียง 15 กก. ประกอบกับแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนขนาด 17.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง เมื่อวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวได้ระยะไกลถึง 85 กิโลเมตร ที่เกิดจากจากการชาร์จเพียงครั้งเดียว ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง และเมื่อได้รับการปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้ากลับเข้ามาจากเครื่องยนต์โรตารี่จะทำให้เพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้ไกลกว่า 600 กิโลเมตร ทำให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับการเดินทางไกลเพื่อออกไปหาประสบการณ์ใหม่ในการดำเนินชีวิต ซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพของเครื่องยนต์โรตารี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงขนาดถัง 50 ลิตร มาผสานการทำงานของระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขยายระยะทางในการขับขี่ กลายเป็นเทคโนโลยี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่สมบูรณ์แบบที่มีต้นกำเนิดจากการทำงานของเครื่องยนต์โรตารี่ อันเกิดจาก “จิตวิญญาณแห่งความท้าทาย” หรือ “Challenger Spirit” อันมีเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นที่นำมาจัดแสดงภายในงานฯ ล้วนเป็นยนตรกรรมได้รับการถ่ายทอดปรัชญาของมาสด้า เพื่อยกระดับประสบการณ์ความสุขในทุกการขับขี่ และการใช้ชีวิตประจำวันในทุกๆ ด้านให้กับลูกค้าทุกคน ซึ่งรวมถึง การนำ NEW MAZDA MX-5 รถสปอร์ตโรดสเตอร์แบรนด์ไอคอนยอดนิยม ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงใหม่ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำสมัย กับเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการเชื่อมต่อ และเทคโนโลยีในการขับขี่ เพื่อถ่ายทอดปรัชญา จินบะ-อิตไต (Jinba-Ittai) ให้โดดเด่นสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ขับขี่จะสามารถสัมผัสได้ถึงอัตราเร่ง และการควบคุมพวงมาลัยที่ตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม ฉับไว ไม่ว่าจะขับรถในเมือง ทางโค้ง หรือขับในสนามแข่ง

มาสดา 5

โดยเฉพาะในระบบเกียร์แมนนวลที่มาพร้อม DSC-TRACK ซึ่งเป็นระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ (Dynamic Stability Control: DSC) ใหม่ ที่ใส่เพิ่มเติมเข้าในรถรุ่นนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้เหมือนกับการขับรถแข่งในสนามแข่ง โดยระบบจะยอมให้เกิด Understeer หรือ Oversteer เพียงเล็กน้อย และระบบจะเข้ามาช่วยเหลือในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถควบคุมรถได้ หรือก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รถหมุนเท่านั้น เพื่อช่วยควบคุมรถเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จึงสามารถมอบความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น และขับขี่ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ตอกย้ำถึงแนวทางในการพัฒนารถยนต์ของมาสด้าได้เป็นอย่างดี ในด้านการยกระดับคุณค่าประสบการณ์ของลูกค้าให้ครบทุกมิติ วางราคาจำหน่าย 3,029,000 บาท ดอกเบี้ย 2.49%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)3 ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี และฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี

นอกจากนี้ มาสด้ายังนำรถปิกอัพที่เปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ มาจัดแสดงเป็นครั้งแรก New Mazda BT-50 พร้อม…ให้คุณออกนำทุกเส้นทาง ภายใต้แนวคิดการออกแบบ Kodo : Soul of Motion โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม เช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์เอสยูวี มาสด้านำเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เทอร์โบ 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร ลงในรุ่นขับสองยกสูง Hi-Racer ทั้งรุ่นฟรีสไตล์แค็บและดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู มาพร้อมสีใหม่ สีเทา ร็อค เกรย์ กระจังหน้า Signature Wing และชุดกันชนหน้าสีดำเงา ล้ออัลอยด์ 18 นิ้ว ภายในเบาะหนังทูโทนสีน้ำตาล-ดำ ติดตั้ง Sport Paddle Shift พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ACC แบบ Stop & Go เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้น 7 แสนกว่าบาท

สำหรับมาสด้า บีที-50 ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่นย่อย รุ่นฟรีสไตล์แคป ขับเคลื่อน 2 ล้อ แบบยกสูง (FSC Hi-Racer) และรุ่นดับเบิ้ลแคป ขับเคลื่อน 2 ล้อ แบบยกสูง (DBL Hi-Racer) มีการติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจ กับอัตราเร่งและการออกตัวที่ดีเยี่ยม ตอบสนองทุกการขับขี่กับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Sport Paddle Shift) และในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ยังมาพร้อมระบบ Rough Terrain Mode ที่ติดตั้งมาใหม่ และระบบ Electronic Diff-Lock ที่เฟืองท้าย ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในเส้นทางขับขี่แบบออฟโร้ด ในขณะที่ราคาเป็นเจ้าของได้ง่ายมากขึ้นเริ่มต้นเพียง 752,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.99%1 ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง2 ที่สำคัญสำหรับครอบครัวมาสด้ารับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของมาสด้า คือการจัดแสดง New Mazda6 20th Anniversary Edition รถสปอร์ตซีดานระดับไฮเอนด์ ที่เปิดให้ลูกค้าจองแล้ววันนี้ในจำนวนจำกัดเพียง 100 คัน ในประเทศไทยเท่านั้น ด้วยราคาจำหน่าย 2.499 ล้านบาท ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง2 ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 7 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) ขยายการรับประกันคุณภาพนานสูงสุด 7 ปี4 ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 7 ปี สำหรับครอบครัวมาสด้ารับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท รวมถึงสิทธิพิเศษอีกมากมายที่ทางมาสด้าเตรียมไว้ให้กับลูกค้า 100 ท่าน ที่เป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นนี้ในประเทศไทย

มาสดา 7

นอกจากนี้ มาสด้ายังได้นำยนตรกรรมทุกรุ่นมาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสและเป็นเจ้าของด้วยเงื่อนไขสุดพิเศษ ครั้งแรกและครั้งเดียวในรอบปี ทั้งรถยนต์นั่ง Mazda2 ทั้งรุ่นซีดานและแฮตช์แบ็ค รับส่วนลดสูงสุดถึง 100,000 บาท Mazda3 ทั้งซีดานและฟาสแบ็ค รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท รวมถึงรถยนต์ครอสโอเวอร์เอสยูวีตระกูล CX-Series ประกอบด้วย Mazda CX-3 รับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท Mazda CX-30 รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท Mazda CX-5 รับส่วนลดสูงสุด 110,000 บาท และ Mazda CX-8 รับส่วนลดสูงสุด 80,000 บาท มาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสกันครบทุกรุ่น พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษภายในงานฯ อาทิ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี และฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ SHARP รุ่น IG-NX2B มูลค่า 2,890 บาท** และพิเศษสุดขึ้นไปอีกขั้นสำหรับเจ้าของรถยนต์มาสด้าและครอบครัว เมื่อออกรถใหม่ รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท ทั้งภายในงานฯ และที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หมดเขตถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 นี้เท่านั้น โอกาสทองของลูกค้าที่จะได้เป็นเจ้าของรถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตจากมาสด้า

ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าในการส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” Joy of Driving ต่อไป ภายใต้คุณค่าหลักที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้น “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และมุ่งมั่นที่จะส่งมอบ “ความสุขในการดำเนินชีวิต” ด้วยการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับชีวิตประจำวันของลูกค้าทุกคน

 

เปิดฉากงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 50 แบรนด์ ร่วมสร้างประสบการณ์แห่งความสนุกทุกการเดินทาง

0

บางกอก อินแตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 งานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Mobility of Joyful Experiences” : ประสบการณ์แห่งความสนุกของทุกการเดินทาง”  เปิดฉากอย่างเป็นทางการ ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และ อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4  โซนใหม่ ไฮเปอร์คาร์, ซูเปอร์คาร์, มอเตอร์โฮม, แกลมปิ้ง และอุปกรณ์ตบแต่งรถยนต์ เมืองทองธานี

ผู้ผลิตรถยนต์ และรถจักรยานยนต์จากทั้งยุโรป, ญี่ปุ่น, เอเชีย และสหรัฐฯ เข้าร่วมงานมากกว่า 50 แบรนด์ เป็นรถยนต์จำนวน 36 แบรนด์ คือ 1. FORD 2. BMW  3. MINI 4. GWM 5. TOYOTA 6.LEXUS 7. MG 8. ROLLSROYCE 9. MASERATI 10. PEUGEOT 11. JEEP 12. HYUNDAI13. AUDI 14.MITSUBISIHI 15.KIA 16.NISSAN 17.MAZDA 18.VOLVO 19.PORSCHE 20.BENTLEY 21.ISUZU 22.SUZUKI 23. BYD 24. NETA  25. HONDA 26. LOTUS 27.MERCEDES-BENZ 28. CHANGAN 29 VINFAST 30.POCCO 31. FIREBRIGHT 32.AION 33. NEXPOINT 34.BOMA 35. ZEEKR 36. XPENG

แบรนด์รถจักรยานยนต์ 14 แบรนด์ ได้แก่ 1.YAMAHA 2.Triumph 3.Harley-Davidson 4.Rapid 5.Felo 6. Kawasaki 7. Royal Enfield 8.Suzuki 9.Honda 10. Motorrad 11. VINFAST 12. ZEEHO 13. CF MOTO 14. STROM

มีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เข้ามาเปิดตัวไม่น้อยกว่า 20 รุ่น ซึ่งในปีนี้ มีรถ Hyper Concept อย่าง Mercedes-Benz Vision ONE-ELEVEN และ Nissan Hyper Tourer Concept มาร่วมสร้างสีสันภายในงานอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมี รถไฮไลท์ภายในงาน อาทิ Lotus Eletre Blends Electric Hyper SUV รถสปอร์ตอเนกประสงค์ขุมพลังไฟฟ้า 100%, Lotus EMIRA ทั้งรุ่น I4 และ V6 Supercharged,  The NEW JEEP WRANGLER 2024, New Volvo EX30 รถ SUV ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หรือจะเป็นรถสัญชาติจีน อย่าง CHANGAN ที่เปิดตัว LUMIN MINI EV ครั้งแรกในงาน ขณะที่ค่าย MG เตรียมเปิดราคา MG4 D Facelift อย่างเป็นทางการ ตามมาด้วย HONRI ที่เปิดตัว BOMA รถไฟฟ้าขนาด 4 ที่นั่ง

เช่นเดียวกับรถสัญชาติเวียดนาม อย่าง VINFAST เปิดตัวรถ SUV ไฟฟ้า VF 7 และรถกระบะไฟฟ้าต้นแบบ VF wild ขณะที่ค่ายรถจักรยานยนต์ Honda เปิดตัวสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ MOTOCOMPACTO ดีไซน์กระเป๋าเดินทาง กับ UNI-ONE วีลแชร์ ไฟฟ้าแบบไม่ต้องพึ่งคนเข็น

ส่วนค่ายรถสัญชาติไทย SRA เปิดตัวรถต้นแบบไฟฟ้า “เอสอาร์เอ หนุมาน3” Sport Vintage EV ครั้งแรกในโลก บุตรชายพระองค์เจ้าพีระสานฝันเส้นทางมอเตอร์สปอร์ต จากสนามแข่งสู่ยนตรกรรมไฟฟ้า รับกระแสยานยนต์โลก เผยล่าสุดนักสะสมทั่วโลกเล็งออเดอร์ล่วงหน้ารุ่นลิมิเต็ดครบรอบ 110 พระองค์พีระ

ในปีนี้ ทางผู้จัดงานฯ ยังได้พัฒนา LINE Official Account หรือ Line OA  ในชื่อ GrandPrix.Group ขึ้นมาต่อจากปีที่แล้ว เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อบัตร หรือ ใช้ในการลงทะเบียนเข้าชมงาน และที่ยังใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร ระหว่างบริษัทฯ กับผู้บริโภคในการส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางด้านยานยนต์ รูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ทั้งกลุ่ม Auto และ กลุ่ม Lifestyle ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นมาต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต และเรายังได้จับมือร่วมกับ TikTok Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สำหรับทำ TikTok Motor Show Official ขึ้นมา และมีกิจกรรม TikTok Hashtah Challenge ให้ได้ร่วมสนุกกันด้วย ซึ่งในปีนี้ได้กำหนดให้ใช้ Hashtag ดังนี้คือ  #MotorShow2024 , #GrandPrixMotorShow , #TikTokรักรถ ให้ได้ร่วมสนุกชิงรางวัลกันด้วย

ราคาบัตรเข้าชมงาน ยังคงราคา 100 บาท และพิเศษสุดสำหรับแฟนพันธุ์แท้ร่วมสัมผัสความเหนือระดับ ในงาน Motor Show ครั้งที่ 45 กับ VIP Diamond Lounge ประสบการณ์ที่จะทำให้การชมงานพิเศษมากขึ้น ตลอดช่วงการจัดงานทั้ง 14 วัน ในราคา 999 บาทสามารถเข้าชมงานได้ทุกวัน พักผ่อนทาน ของว่างและเครื่องดื่ม มีที่จอดรถและรับของที่ระลึก ร่วมรับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ ไฟฟ้า LUMIN และรถจักรยานยนต์ 4 คัน จากแบรนด์ HONDA YAMAHA KAWASAKI และ SUZUKI สำหรับผู้ซื้อบัตรเข้าชม

สำหรับผู้จองซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ภายในงาน ฯ ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ MG4 Electric D Vesion และรถจักรยานยนต์ ZEEHO AE6+

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และอิมแพ็ค ฟอร์รั่ม ฮอล 4  เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 7 เมษายน 2567 โดยเปิดให้เข้าชมงานเวลาตั้งแต่เวลา 12.00 22.00 น. ในวันธรรมดา และจะเปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา  11:00 -22.00 น. ในวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ

CHANGAN โชว์นวัตกรรมใหม่ล่าสุด พร้อมเปิดตัว LUMIN และ DEEPAL รุ่นใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024

0

CHANGAN บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ จัดแสดงนวัตกรรมใหม่ พร้อมเปิดตัว LUMIN และ 2 รุ่นใหม่จาก DEEPAL ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 โดยมีกำหนด จัดงานแถลงข่าววันที่ 25 มีนาคม และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ถึง วันที่ 7 เมษายน 2567

โดยภายในบูธ A19 ของ CHANGAN จะมีการจัดแสดงนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเปิดตัว LUMIN ซึ่งเป็น EV City Car และเปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุดจาก DEEPAL นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานจะมีโอกาสพบกับ AVATR 11 และ CD701 ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ CHANGAN ที่จะตอบโจทย์ทางเลือกการขับขี่ที่หลากหลาย

สำหรับ LUMIN ที่เป็นดาวเด่นของงานนี้ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ด้วยขนาดที่กะทัดรัดและเทคโนโลยีล้ำสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว มาพร้อมกับแบตเตอรี่ CATL วิ่งได้สูงสุด 301 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จแบบกระแสตรง DC เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และด้วยรูปทรงที่น่ารักมาพร้อมสีสันสดใส ทำให้ LUMIN เป็น EV City Car ที่โดดเด่นและน่าจับตามอง

นอกจากนี้  ยังมีการเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ของ DEEPAL “Twin Star” สองรุ่นด้วย เพราะที่ผ่านมา DEEPAL ได้รับการยอมรับด้านประสิทธิภาพและนวัตกรรมจากลูกค้าและสื่อมวลชนเป็นอย่างดี สำหรับ DEEPAL L07 S (Standard Range)  รถ Sporty Fastback วิ่งระยะได้สูงสุดถึง 475 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NDEC ในขณะที่ S07 L (Long Range) รถ Smart lifestyle SUV สามารถวิ่งระยะได้ไกลถึง 560 กิโลเมตร ทำให้มั่นใจได้ถึงการเดินทางไกลอย่างไร้กังวล

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 การเปิดตัว LUMIN และ DEEPAL รุ่นใหม่ ถือเป็นการยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายสำหรับยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราขอเชิญทุกท่านมาพบกับนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่บูธ CHANGAN”  นาย เซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการและประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

นาย โจว ชิง รองประธานบริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย)  กล่าวเสริมว่า “ผมมีความยินดี ที่จะแนะนำ LUMIN ซึ่งวิ่งได้ระยะทาง 301 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC โดย LUMIN รุ่น  L DC มีราคาจัดจำหน่ายอยู่ที่ 499,000 บาท ส่วน LUMIN L มาพร้อมราคาจัดจำหน่ายเพียง 479,000 บาท”

CHANGAN ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง LUMIN ภายในงานมอร์เตอร์ โชว์ ตั้งแต่ วันที่ 25 มีนาคม 2567 ถึง 7 เมษายน 2567 และส่งมอบรถภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2567 เท่านั้น  โดยรับดอกเบี้ยพิเศษ 0.68% เมื่อดาวน์ 30% ผ่อน 48เดือน หรือดาวน์น้อย เริ่มต้นเพียง 3,950 บาท พร้อมรับแพ็กเกจ Lumin Buddy Care มูลค่า 40,000 บาท เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

นอกจากนี้ นาย โจว ชิง ยังเปิดเผยราคา DEEPAL รุ่นใหม่ โดย DEEPAL L07 S รถยนต์ไฟฟ้า Sporty Fastback วิ่งได้ระยะทาง 475 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ราคาอยู่ที่ 1,239,000 บาท ขณะที่ DEEPAL S07 L Smart Lifestyle SUV วิ่งได้ระยะทาง 560 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 1,499,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า DEEPAL จะได้รับ Premium Care มูลค่า 250,000 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนขาย หรือศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ของ CHANGAN

“CHANGAN พร้อมต้อนรับทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นที่บูธหรือที่โชว์รูมของเรา ผู้ที่สนใจสามารถแวะมาพูดคุยสอบถาม หรือทดลองขับได้ ทั้งเดินทางที่เต็มไปด้วยสีสันกับ LUMIN หรือสัมผัสประสบการณ์แห่งโลกอนาคตกับ DEEPAL” นาย โจว ชิง กล่าวปิดท้าย

ร่วมเป็นสักขีพยานแห่งอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้ากับ CHANGAN ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 บูธหมายเลข A19