Home Blog Page 166

NETA เปิดตัว “NETA V-II” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในสไตล์ City Car ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Smart & Play’ สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร

0

บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ชูกลยุทธ์ All in Thailand, All for Thailand” เปิดตัว “NETA V-II” (เนต้า วีทู) รถยนต์นั่งพลังงานไฟฟ้า 100% ในสไตล์ City Car อย่างเป็นทางการในประเทศไทย มาพร้อมแนวคิด ‘Smart & Play สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใครเปิดราคาคาดการณ์ NETA V-II รุ่น LITE ที่ 549,000 บาท และ NETA V-II รุ่น SMART ที่ 569,000 บาท พร้อมเปิดรับจอง NETA X (เนต้า เอ็กซ์) รถยนต์นั่งอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า ก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการในไตรมาส 2 ของปีนี้ ตั้งเป้าสิ้นปี 2567 สามารถส่งมอบนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ถึงมือคนไทย 30,000 คัน ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์นวัตกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น พร้อมพบกับโปรโมชันพิเศษได้ที่บูธ NETA ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2567 นี้ 

มร. หวัง เฉิงเจี่ย (Mr. Wang ChengJie) รองประธาน บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ เซลส์ จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “NETA Auto ยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการเป็นผู้สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ และสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมสําหรับทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ จนถึงปัจจุบัน NETA ได้ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าทั่วโลกรวมแล้วกว่า 400,000 คัน โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา NETA ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้ากว่า 127,500 คัน ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 20 อันดับแรกของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศจีน และยังครองอันดับหนึ่งในฐานะบริษัทสตาร์ทอัพ EV ของจีนที่เป็นผู้นำในตลาดโลกจากการมีผลงานอันยอดเยี่ยมในประเทศไทยที่เป็นทั้งตลาดต่างประเทศแห่งแรกและแห่งใหญ่ที่สุดของ NETA 

“สำหรับปี 2567 นี้ NETA ตั้งเป้าหมายในการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากว่า 300,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นเป้าหมายสําหรับตลาดต่างประเทศ กว่า 100,000 คัน และตั้งเป้าหมายการขยายเครือข่ายจัดจำหน่ายในทั่วโลกครอบคลุมตลาดกว่า 60 ประเทศ และมีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการกว่า 300 แห่ง ครอบคลุมตลาดในภูมิภาคอาเซียน ยุโรป ตะวันออกกลาง รวมถึงตลาดใหม่ของเราในแอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ โดยประเทศไทยจะยังเป็นตลาดหลักที่สำคัญของ NETA ด้วยส่วนแบ่งการตลาดถึง 17% ในปี 2566 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เรายังคงรั้งตำแหน่งบริษัทรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอันดับสองในตลาด EV ของไทยเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 NETA ได้ทำการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่น NETA V ให้กับลูกค้าของเราไปแล้วกว่า 15,000 รายในประเทศไทย” มร. หวัง เฉิงเจี่ย กล่าว

 

มร. ชู กังจื้อ (Mr. Shu GangZhi) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของ NETA ในประเทศไทยว่า ปีนี้ถือเป็นก้าวใหม่ของการพัฒนา NETA ในตลาดประเทศไทยโดยมีเป้าหมายการส่งมอบยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของ NETA ให้ลูกค้าคนไทยกว่า 30,000 คัน ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ จะดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “All in Thailand, All for Thailand” ซึ่งประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่  

  • การเริ่มต้นการผลิตภายในประเทศร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา NETA ได้เริ่มผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากโรงงานในประเทศไทย นับเป็นโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของ NETA นอกประเทศจีน และเป็นโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของกรุงเทพฯ โรงงานในประเทศไทยแห่งนี้จะช่วยให้ NETA สามารถยกระดับขีดความสามารถในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และตอบสนองความต้องการของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
  • การยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทรงพลังและติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูง โดยปีนี้จะมีการแนะนำรถรุ่นใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ NETA V-II และ NETA X นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดตัวรุ่นใหม่ในไตรมาสแรกของปีหน้าเพิ่มเติมอีกหนึ่งรุ่น ทั้งนี้ NETA จะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ 1 รุ่นทุกปีตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป
  • การเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกทีมที่เป็นคนไทยมากกว่า 85% เพราะเราตระหนักดีว่าพนักงานคนไทยคือคนที่จะเข้าใจลูกค้าคนไทยดีที่สุด
  • การพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายการขยายเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมมากกว่า 65 แห่งทั่วประเทศไทยภายในปี 2567 เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของลูกค้าทั้งในด้านการขายและการบริการลูกค้าที่ครอบคลุม
  • การสร้างแบรนด์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ ด้วยการมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้า ผ่านกระบวนการขายและบริการที่ยอดเยี่ยม มาตรฐานการดำเนินงาน กิจกรรมดูแลลูกค้า และการบริหารเสียงของลูกค้า

 

NETA V-II  SMART & PLAY สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร

NETA V-II” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car มาพร้อมแนวคิด “SMART & PLAY สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร” ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยว ฟังก์ชันที่ครบครันยิ่งขึ้น พร้อมระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสนุกและมั่นใจยิ่งขึ้น โดยมีให้เลือก 2 รุ่น คือ NETA V-II รุ่น LITE และ รุ่น SMART 

NETA V-II รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ โดดเด่นด้วยหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlayTM พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล ขนาด 12 นิ้ว ระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย และกุญแจแบบสมาร์ทคีย์พร้อมระบบ Ride & Go ให้รถพร้อมสำหรับการขับขี่ทันทีที่เปิดประตูรถ NETA V-II ให้สมรรถนะที่เพียงพอต่อการใช้งานด้วยมอเตอร์ขนาด 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery) ให้ระยะทางในการวิ่งสูงสุด 382 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มตามมาตรฐาน NEDC สำหรับ NETA V-II รุ่น SMART เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบช่วยในการขับขี่ ADAS รวม 8 ระบบ ได้แก่ ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ รวมไปถึงระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน 

NETA V-II มีสีมาตรฐานให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว White Storm สีเทา Midnight Gray สีชานม Milk Tea* สีฟ้า Baby Blue* และมีสีพิเศษ 2 สี ได้แก่ สีชมพู Sakura Pink และสีเขียว Moonlight Green เฉพาะในช่วงงานมอเตอร์โชว์ เท่านั้น โดยมีราคาคาดการณ์จำหน่ายสำหรับ NETA V-II รุ่น LITE ที่ 549,000 บาท และ NETA V-II รุ่น SMART ที่ 569,000 บาท   

* รถพร้อมส่งมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

 

NETA X  All-Electric Compact SUV

นอกเหนือจากการเปิดตัว NETA V-II แล้ว ภายในงาน มอเตอร์โชว์ปีนี้  NETA ได้เปิดรับจอง NETA X (เนต้า เอ็กซ์) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ Crossover SUV ที่มาพร้อมพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ให้ระยะทางในการขับขี่ที่ไกลถึง 500 กิโลเมตร โดย NETA มีแผนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่ตลาดประเทศไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

ข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง NETA V-II ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2024  และที่ผู้จำหน่าย NETA ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 ดังนี้:

  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี! เครื่องชาร์จ NETA WALLBOX พร้อมค่าติดตั้ง จำนวน 1 ชุด
  • ฟรี! รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 ก.ม.(แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี! รับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนเปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-023-9981 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่:

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • NETA Line Official : @netaautothailand
  • Website  : www.neta.co.th

เอ็มจี ฉลองแบรนด์ครบรอบ 100 ปี นำรถรุ่นใหม่หลากหลายรุ่น ลุยงาน Motor Show 2024

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ฉลองครบรอบ 100 ปี พร้อมเดินหน้าสร้างสีสันวงการยานยนต์ไทย ส่งยนตรกรรมใหม่เปิดตัวต่อเนื่อง นำโดย NEW MG CYBERSTER สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่ง รุ่นพวงมาลัยขวา ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน พร้อมด้วย แฮทช์แบ็คไฟฟ้าที่ขับสนุกและเร้าใจอย่าง NEW MG4 ELECTRIC นำโดยรุ่น XPOWER  และอีก 2 รุ่นที่ผลิตภายในประเทศ กับ รุ่น STANDARD RANGE และ รุ่น LONG RANGE บิ๊กเซอร์ไพรส์ ที่เปิดโอกาสให้คนไทยได้สัมผัสและเป็นเจ้าของก่อนใคร กับ E-MPV ไซส์กลาง อย่าง NEW MG MAXUS 7 และชูความเป็นสปอร์ต คูเป้ซีดานที่แตกต่างกว่าใครกับ NEW MG5 PRO โฉมล่าสุด มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างที่สุดในเซกเมนต์ และการออกแบบโฉมใหม่ที่ดูโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม พร้อมให้คนไทยพบกับ 4 สุดยอดไฮไลท์เด่นและยนตรกรรมทุกรูปแบบการขับเคลื่อนจาก เอ็มจี ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึงวันที่ 7 เมษายนนี้ ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A8 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นาย ซู๋ว หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของแบรนด์ เอ็มจี ในการสร้าง “สีสัน” ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเป็นการเดินหน้าแบรนด์สู่หมุดหมายใหญ่ในการเป็น Top 3 ของอุตสาหกรรม พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางและทิศทางของแบรนด์ที่มุ่งขยายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligent) เข้ามาใช้ในการทำงาน รวมถึงแนะนำผลิตภัณฑ์ เอ็มจี ให้กับลูกค้า ภายในงาน ด้วยยนตรกรรมที่มีความหลากหลาย เพิ่มทางเลือกให้ครอบคลุมในทุกไลฟ์สไตล์ โดย เอ็มจี นำทัพยนตรกรรมรุ่นใหม่มาเปิดตัวพร้อมกันมากที่สุดถึง 4 รุ่น อีกทั้งยังมีแคมเปญพิเศษสำหรับยนตรกรรม ที่ครบในทุกรูปแบบการขับเคลื่อน”

ครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน กับสปอร์ตโรดสเตอร์อีวี รุ่นสำคัญฉลองครบรอบ 100 ปี อย่าง NEW MG CYBERSTER

เปิดขบวนกับ “การกลับมาอีกครั้งของตำนานสปอร์ตโรดสเตอร์” (THE LEGEND IS BACK) ในรูปแบบพลังงานไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่งอย่าง NEW MG CYBERSTER ยนตรกรรมที่สร้างตำนานบทใหม่ ให้กับ เอ็มจี ด้วยภารกิจที่ทาง เอ็มจี ฉลองครบรอบ 100 ปี อย่าง “CHARGING INTO THE FUTURE” กับการเดินทางข้ามผ่านเส้นทางมากกว่า 25 ประเทศ รวมระยะทางกว่า 16,000 กิโลเมตร โดยฝาแฝด “THE TURNER TWINS” ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และในวันนี้ NEW MG CYBERSTER พวงมาลัยขวา พร้อมเปิดตัวเป็นประเทศแรกของภูมิภาคอาเซียน โดยถือเป็นยนตรกรรมรุ่นเรือธงของ เอ็มจี ในการบุกตลาดอีวีทั่วโลก ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นจากการออกแบบโดย SAIC’s Advanced Design Studio ลอนดอน สหราชอาณาจักร สะกดทุกสายตาด้วยประตูปีกนกแบบปุ่มสัมผัสเปิด-ปิดและหลังคาซอฟต์ท็อป กระจังหน้าเรียวยาว ไฟหน้าออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Eye of the Storm ไฟท้ายได้รับแรงบันดาลใจจากธงยูเนียนแจ็ค เส้นด้านข้างของตัวรถมีความโค้งมน พร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสีทูโทน ตกแต่งด้วยวัสดุ Soft touch เบาะนั่งแบบ Y-Shape ที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ใช้วัสดุพรีเมียมอย่างหนังแบบ Nappa สลับหนัง Alcantara อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็น จอ Dashboard Triple-Screen ขนาด 7 นิ้ว ขนาด 10.25 นิ้ว และขนาด 7 นิ้ว จำนวน 3 จอเรียงต่อกัน พร้อมระบบอัจฉริยะ i-SMART ระบบเสียงคุณภาพจาก Bose พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง ในแง่ของสมรรถนะ อัดแน่นด้วยขุมพลังมอเตอร์คู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุดที่ 544 แรงม้า (400 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 3.2 วินาที มาพร้อมแบตเตอรี่ Ultra-Thin Rubik’s Cube ความจุ 77 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทาง 503 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ Double Wishbone และด้านหลังแบบอิสระ Multi-link จัดเต็มด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 26 ระบบ ซึ่งครอบคลุมระบบความปลอดภัย ADAS ไว้อย่างครบถ้วน

ต่อยอดความสำเร็จของ “โกลบอลอีวีรุ่นยอดฮิต” กับประสบการณ์ครั้งใหม่ของ NEW MG4 ELECTRIC

NEW MG4 ELECTRIC รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า 100% มาพร้อมคอนเซ็ปต์ ICON” นิยามของการเป็นต้นแบบและมาตรฐานใหม่ของรถอีวีที่ขับสนุก พัฒนาบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ดีไซน์มาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ พร้อมจุดเด่นอันหลากหลาย อาทิ การกระจายน้ำหนัก แบบสมมาตร 50:50 ตัวถังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity) ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังอิสระแบบ 5-Link Suspension ทำให้ NEW MG4 ELECTRIC มีสมรรถนะและการควบคุมที่ดีเยี่ยม พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 26 ระบบ โดย เอ็มจี ได้ต่อยอดความสำเร็จของยนตรกรรมรุ่นนี้ ด้วยการเพิ่มรุ่น ที่ถือเป็น ICON ของ NEW MG4 ELECTRIC อย่าง XPOWER ที่มาพร้อมขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุด 435 แรงม้า (320 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.8 วินาที แบตเตอรี่ Rubik’s Cube Battery ขนาดความจุ 64 kWh (NMC) สามารถวิ่งได้ระยะทาง 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ภายนอกตัวถังสีใหม่สีเขียว Wild Hunter Green พร้อมด้วยหลังคาแบบทูโทน (Blacktop) ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ภายในให้ความสปอร์ตพรีเมียมด้วยวัสดุที่ใช้หุ้มเบาะที่ผสมผสานระหว่างหนังสังเคราะห์และหนังอัลคันทาร่าพร้อมเพิ่มเติมระบบ One Pedal เข้ามา เฉพาะในรุ่น XPOWER

และรุ่นที่ผลิตจากสายการผลิตในไทยอย่าง รุ่น STANDARD RANGE (49kWh) สามารถวิ่งได้ระยะทาง
423 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้งตามมาตรฐาน NEDC และ รุ่น LONG RANGE (64kWh) สามารถวิ่งได้ระยะทาง 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ที่พร้อมมอบ “ความเป็นที่สุด” ของ “แฮทช์แบ็คอีวีที่ขับสนุก” (THE BEST ENJOYABLE EV) โดยทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังสูงสุดที่ 170 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร พร้อมปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมฟังก์ชันทั้งภายนอกและภายในรถ อาทิ ADAPTIVE GRILLE ช่วยระบายความร้อนของรถแบบอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้ง ใบปัดน้ำฝนด้านหลัง หน้าจอสีระบบสัมผัสที่ปรับให้ใหญ่ขึ้นจาก 10.25 นิ้ว เป็นขนาด 12 นิ้ว เพิ่มช่องวางแก้วด้านข้างประตู และเพิ่มราวมือจับสำหรับผู้นั่งโดยสาร (Assist Grip) 3 ตำแหน่ง

สำหรับรุ่น STANDARD RANGE มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อม AERO WHEEL COVER
และในรุ่น LONG RANGE มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมสีตัวถังใหม่สีส้ม (Fizzy Orange) 

 

E-MPV ไซส์กลาง NEW MG MAXUS 7 ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากลุ่มครอบครัวสมัยใหม่

ในงานครั้งนี้ เอ็มจี ได้นำ NEW MG MAXUS 7 มาจัดแสดงให้คนไทยได้สัมผัสกับคันจริงของ E-MPV ไซส์กลาง ขนาด 7 ที่นั่ง มาพร้อมฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่ทันสมัย งานดีไซน์ที่โดดเด่นตามแบบฉบับของ MG MAXUS Series ทั้งงานออกแบบและฟังก์ชันการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ประตูสไลด์ด้านข้างเปิดปิดด้วยไฟฟ้าพร้อมฝาท้ายไฟฟ้า ที่เปิดประตูแบบเก็บซ่อนในตัวรถ หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ ภายในดูเรียบและหรูด้วยโทนสีดำและสีน้ำตาล ดีไซน์คอนโซลหน้าแบบ Dual Layer พร้อมที่วางแก้ว และรองรับการชาร์จแบบไร้สาย  เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ห้องโดยสารให้ความสบายที่มากกว่า พร้อมที่นั่งแบบ Captain Seat ในแถวที่ 2 ที่โอบรับกระชับทุกสรีระ นอกจากนี้ ยังช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการขับขี่และการใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ด้วยหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อกัน รวมถึงระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และ Android Auto และยังสามารถเปลี่ยนรถให้เป็นแหล่งพลังงานได้ด้วยระบบ V2L ที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าระดับ 6.6 kW นอกจากนี้ NEW MG MAXUS 7  ยังเป็นยนตรกรรมที่มีสมรรถนะชั้นเยี่ยม ด้วยขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุดที่ 245 แรงม้า แรงบิดที่ 350 นิวตัวเมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดความจุ 90 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP นอกจากนำมาจัดแสดงก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เอ็มจี ยังได้เปิดโอกาสให้คนไทยได้ Pre-booking เป็นเจ้าของ NEW MG MAXUS 7 ก่อนใคร ในงานนี้โดยสามารถจองล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ ของ เอ็มจี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2567 ด้วยข้อเสนอพิเศษ จอง 10,000 บาท สามารถใช้เป็นส่วนลดได้ 20,000 บาท

 

กล้าเป็นตัวเองในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร กับ NEW MG5 PRO

NEW MG5 PRO กับจุดเด่นของการเป็นสปอร์ตคูเป้ซีดานโดยโฉมล่าสุดนี้ เอ็มจี ปรับให้โฉบเฉี่ยวสะกด             ทุกสายตายิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ Black Chrome Gladius Grille Design เสริมความเป็นสปอร์ตพรีเมียมด้วยวัสดุ Smoke Chrome รอบคัน และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีดำ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์ใหม่ คงจุดเด่นด้วยห้องโดยสารที่กว้างสุดในเซกเมนต์ จัดเต็มด้วยฟังก์ชันที่ให้มาครบครัน พร้อมดีไซน์สุดล้ำ โดยเฉพาะการออกแบบคอนโซลกลางแบบ Driver-focus cockpit ที่ให้องศาที่เหมาะกับตำแหน่งคนขับ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง หลังคาซันรูฟขนาดใหญ่ และคำนึงถึงผู้ใช้รถด้วยช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง หน้าจอทัชสกรีนขนาด 10 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple Car Play และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบกุญแจ แบบ Digital Key ที่สามารถรับ-ส่งโค้ดผ่านทางแอพพลิเคชั่น i-SMART โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องใช้กุญแจในการสตาร์ท ให้ผู้ใช้งานรถมั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรปที่ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว (ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM) สร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ มาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริม แรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Detection System ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง 3 มิติ ระบบควบคุมการทรงตัวในขณะเข้าโค้ง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน ถุงลมนิรภัย 6 จุด มาพร้อมสีตัวถังที่มีให้เลือกมากถึง 6 สี โดยมีสีใหม่อย่างสีเขียว Mineral Green เป็นสีไฮไลท์

พบกับ ทัพยนตรกรรมคุณภาพครบทุกรุ่นทุกรูปแบบการขับเคลื่อนของ เอ็มจี พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ และรับข้อเสนอสุดพิเศษมากมายภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A8 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายนนี้ และที่โชว์รูมและศูนย์บริการของเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยโฉม GWM POER SAHAR HEV รถกระบะไฮบริดคันแรกในไทย พร้อมเปิดลงทะเบียนจองสิทธิ์ซื้อ ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) เดินหน้าเร่งเครื่องเต็มพิกัด พร้อมตอกย้ำพันธกิจใหม่กับการขึ้นสู่ตำแหน่งหนึ่งในสามผู้นำแบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยภายใน 3 ปี หรือ Top 3 in 3 ขนทัพรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ทั้งสิ้น 10 รุ่น พร้อมนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตภายใต้แนวคิด “The Great Movement” ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เกรท วอลล์ มอเตอร์ มาพร้อมกับไฮไลท์สุดพิเศษ ประเดิมด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์น้องใหม่สะเทือนวงการรถกระบะในประเทศไทย “GWM POER SAHAR HEV – The First-Class Intelligent Pickup” รถกระบะขุมพลังไฮบริดรุ่นแรกในไทย ที่จะทำให้ทุกการเดินทางเสมือนการใช้บริการในที่นั่งระดับเฟิร์สคลาส ยกระดับมาตรฐานรถกระบะไปอีกขั้น ฉีกกฎการใช้รถกระบะแบบเดิม ๆ ให้คอกระบะชาวไทยได้ยลโฉมก่อนใคร เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าด้วยการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ HAVAL JOLION อย่าง “Three Man Down” พร้อมเพลงใหม่สุดพิเศษ “ให้เธอนั่งข้าง ๆ” เอาใจคนรุ่นใหม่ ร่วมด้วยทัพรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมรวมถึงโปรโมชันสุดเร้าใจมากมายที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A4 อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 2567 – 7 เมษายน 2567

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “วันนี้เรามีความยินดีที่จะแนะนำแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้คนไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก โดยรถกระบะเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความเชี่ยวชาญมากที่สุดและมีประวัติอันยาวนาน กับการครองตำแหน่งผู้นำตลาดในประเทศจีนมากถึง 26 ปี (พ.ศ. 2541 –  พ.ศ. 2566) มีส่วนแบ่งตลาดในปัจจุบันเกือบ 50% และมียอดขายสะสมมากถึง 2.54 ล้านคันทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย รถกระบะจะไม่ใช่พาหนะสำหรับการใช้งานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะเป็นรถเพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยวในคันเดียวกัน ที่จะพาทุกคนในครอบครัวไปสู่จุดหมายได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ซึ่งความสะดวกสบายและความปลอดภัยนี้ ถือเป็นจุดที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความโดดเด่นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี ถือเป็น “โอกาส” และ “จุดสร้างความแตกต่าง” ที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากรถกระบะอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตลาดในปัจจุบัน GWM POER SAHAR HEV เป็นรถกระบะไฮบริดรุ่นแรกในประเทศไทย ที่จะเข้ามาเปลี่ยนนิยามของรถกระบะให้ไม่เหมือนเดิม ให้ทุกการเดินทางเปรียบเสมือนการโดยสารในที่นั่งเฟิร์สคลาส ที่มาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นผสมผสานระหว่างความประณีต หรูหรา และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมสมรรถนะที่ตอบโจทย์ในทุกการเดินทางสำหรับครอบครัวชาวไทยได้เป็นอย่างดี ในอนาคต เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ในด้านการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามพันธสัญญาที่ให้ไว้ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่สังคมพลังงานใหม่อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

GWM POER SAHAR HEV รถกระบะไฮบริดรุ่นแรกในประเทศไทย ยกระดับวงการกระบะให้ล้ำหน้าไปอีกขั้น

GWM POER SAHAR HEV เป็นรถกระบะคันแรกในประเทศไทยที่เป็นพลังงานไฮบริดให้กับผู้ใช้งานรถกระบะทั่วประเทศ ที่จะเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2567 นี้ GWM POER SAHAR HEV มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 2.0 ลิตร มอบความเงียบและความนุ่มทั้งในการขับขี่แบบปกติและเร่งแซง มอบพละกำลัง 244 แรงม้า แรงบิด 380 นิวตันเมตร ผสานขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า 106 แรงม้า แรงบิด 268 นิวตันเมตร และโหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ (ในรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD) แรง เร้าใจ ตอบสนองทุกการขับขี่ในทุกสภาพถนน ด้านมิติตัวรถ GWM POER SAHAR HEV มีความยาวถึง 5,445 มม. กว้าง 1,991 มม. สูง 1,924 มม. ทำให้ห้องโดยสารของรถยนต์คันนี้มีความกว้างขวาง สะดวกสบายในทุก ๆ ที่นั่ง ให้ความรู้สึกเสมือนการเดินทางในที่นั่งระดับเฟิร์สคลาส มีระยะฐานล้อ 3,350 มม. ช่วยเพิ่มมิติความกว้างของห้องโดยสารด้านหลัง ให้เป็นเหมือนรถ SUV เพื่อให้ทุก ๆ ตำแหน่งของการนั่งในรถคันนี้เป็นเหมือนที่นั่ง VIP สำหรับทุกคน GWM POER SAHAR HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทา Ayers Gray, สีขาว Hamilton White, และสีดำ Sun Black ด้านการออกแบบภายใน โดดเด่นเหนือใครด้วยการออกแบบอย่างประณีต หรูหรา มีระดับ สะท้อนตัวตนผู้ขับขี่ได้อย่างลงตัว สะดวกสบายในทุก ๆ ที่นั่ง ด้วยเบาะหนังแท้สุดพรีเมียมที่มาพร้อมระบบนวดไฟฟ้าและระบบเบาะปรับอากาศในที่นั่งแถวหน้า และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง หน้าจอมัลติมีเดียระบบสัมผัสขนาด 12.3” รองรับความบันเทิงเต็มรูปแบบทำงานร่วมกับ ลำโพง Infinity 10 ตำแหน่ง และอีกหนึ่งไฮไลท์ของรถกระบะคันนี้คือ ฝาท้ายอัจฉริยะที่เปิด-ปิด ได้ 2 รูปแบบ ควบคุมง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยระบบสัมผัส สะดวกสบายในทุกการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะที่มีให้ถึง 29 รายการ และฟังก์ชันที่เป็น Best-in-class มากมาย อาทิ ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ 3 รูปแบบ, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน, ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน, ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2, รวมถึงกล้องรอบคัน 360 องศา และเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้นด้วยระบบตรวจสอบสถานะและควบคุมรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเผยสเป็กอย่างเต็มรูปแบบรวมถึงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนพฤษภาคมนี้

  • พิเศษสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดให้ลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อซื้อ GWM POER SAHAR HEV ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2567 เวลา 00 น. จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 เวลา 23.59 น. ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปลงทะเบียนจองสิทธิ์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ผ่านทาง GWM Application และเว็บไซต์ของ GWM โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์และเป็น 300 ท่านแรกที่ได้ชำระเงินจองหลังการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการ จะได้รับสิทธิพิเศษ ส่วนลดมูลค่า 50,000 บาท

เปิดตัว “Three Man Down” พรีเซนเตอร์ HAVAL JOLION สุดคูล พร้อมเพลงใหม่ Inspire ในทุกเส้นทาง

HAVAL JOLION ถือเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงรุ่นสำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการสร้างยอดขายทั่วประเทศในกลุ่ม SUV B และเพื่อเป็นการตอกย้ำสมรรถนะ ความโดดเด่น และการสร้างการรับรู้ของรถยนต์รุ่นนี้สู่กลุ่มเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงได้ร่วมมือกับ ค่าย Gene Lab นำกลุ่มศิลปิน “Three Man Down” ที่มากความสามารถและเป็นที่ชื่นชอบของแฟน ๆ ชาวไทย มาเป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีสปิริต ความกล้า และมุ่งมั่นเพื่อเติมเต็มความฝัน และทำสิ่งที่ตนเองรักจนประสบความสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับสโลแกนของ HAVAL JOLION ที่ว่า “RISE UP YOUR SPIRIT” พิเศษสุด พบกับ Three Man Down และมินิคอนเสิร์ตพร้อมกับเพลงใหม่ที่แต่งขึ้นเป็นพิเศษ “ให้เธอนั่งข้าง ๆ” ณ บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในวันที่ 31 มีนาคม 2567 เวลา 13.45 – 14.15 น.

สาวก GWM TANK 300 เตรียมเฮ เปิดจอง รุ่น PRO พร้อมสิทธิพิเศษที่ไม่ควรพลาด

มาตามคำเรียกร้อง เอาใจแฟน ๆ ขาลุยกับการเปิดรับจองรถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม GWM TANK 300 รุ่น PRO  พร้อมส่งมอบภายในกลางเดือนเมษายนเป็นต้นไป GWM TANK 300 พรีเมียมเอสยูวี ดีไซน์ BOXY โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แข็งแกร่ง ดุดัน และเร้าใจ เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายสำหรับผู้รักการผจญภัย มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยในทุกการเดินทางทั้งในเมือง นอกเมือง และการขับขี่ออฟโรด GWM TANK 300 รุ่น PRO คุ้มค่าด้วยราคาเพียง 1,649,000 บาท พร้อมรับข้อเสนอสุดเร้าใจมูลค่ารวมสูงสุดถึง 220,000 บาท

ฉลองครบรอบ 3 ปี ในประเทศไทย มอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษของรถยนต์หลากหลายรุ่น

พิเศษไปอีกขั้นกับข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายของรถยนต์หลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดเงินสด ดอกเบี้ยพิเศษ ข้อเสนอช่วยผ่อน และอื่น ๆ อีกมากมาย ภายใต้แคมเปญเฉลิมฉลองครบรอบ  3 ปี เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศไทย มูลค่าสูงสุดถึง 510,000 บาท ประเดิมด้วย All New GWM HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมูลค่ารวม 510,000 บาท New GWM HAVAL H6 Hybrid SUV 2023 กับข้อเสนอมูลค่ารวม 340,000 บาทสำหรับรุ่น ULTRA และ 180,000 บาท สำหรับรุ่น PRO ในส่วนของ New GWM HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น Sport มอบข้อเสนอสุดพิเศษมูลค่ารวมสูงสุด 120,000 บาท และรุ่น ULTRA มูลค่าสูงสุด 190,000 บาท ต่อกันที่ GWM New ORA Good Cat รุ่น PRO และ ULTRA กับข้อเสนอมูลค่ารวม 150,000 บาท และ 180,000 บาทตามลำดับ GWM New ORA Good Cat รุ่น GT กับข้อเสนอมูลค่ารวม 200,000 บาท GWM ORA 07 กับข้อเสนอมูลค่ารวม 170,000 บาท และรุ่นสุดท้ายอย่าง ALL NEW GWM TANK 300 มาพร้อมข้อเสนอมูลค่ารวม 220,000 บาทสำหรับรุ่น PRO และ 240,000 บาท สำหรับรุ่น ULTRA และ ALL NEW GWM TANK 500 กับข้อเสนอมูลค่ารวม 180,000 บาทสำหรับรุ่น PRO และ 190,000 บาทสำหรับรุ่น ULTRA โปรโมชันสุดพิเศษนี้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567  ถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 นี้ สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์จำกัดเพียงแค่ 300 คันเท่านั้น (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM Application และเว็บไซต์ www.gwm.co.th)

ยิ่งไปกว่านั้น รับโชคสองต่อไปกับ “Great Wall Great Lucky” ลุ้นโชคต่อที่สองเมื่อออกรถ รถยนต์คอมแพคเอสยูวี HAVAL H6 HEV รุ่น PRO หรือ รุ่น ULTRA หรือ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด HAVAL H6 PHEV ลุ้นรับทองคำแท่งหนัก 2 บาท มูลค่า 72,191 บาท* สองรางวัล เครื่องปรับอากาศ Haier มูลค่า 18,000 บาท 7 รางวัล เครื่องฟอกอากาศ MI มูลค่า 4,990 บาท 17 รางวัล และ บัตรกำนัลเซ็นทรัลมูลค่า 1,000 บาท 25 รางวัล เพียงจองรถภายในวันที่ 15 มีนาคม 2567 ถึง 30 เมษายน 2567 และรับรถภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 นี้**

สัมผัสกองทัพรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมสนุก ๆ มากมายจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A4 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2567 – 7 เมษายน 2567 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

*  มูลค่าทองคำแท่ง ณ วันที่ 5 มีนาคม 2567 ของ บริษัท ห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง (ประเทศไทย) จำกัด

** เงื่อนไขการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ศึกษารายละเอียดได้ที่ GWM HAVAL Thailand กำหนดจับรางวัล วันที่ 17 มิถุนายน 2567 เวลา 15:00 น. และประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ผ่านทาง Facebook: GWM HAVAL Thailand

ลูกค้ามาสด้าสุดปลื้มร่วมงานแบบเอ็กคลูซีฟ สัมผัส e-SKYACTIV R-EV เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในอนาคต

0

มาสด้าจัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าได้สัมผัสบูธแสดงรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบใหม่หมด ภายใต้ธีม Love of Cars เพื่อถ่ายทอดความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ในอนาคตที่กำลังดำเนินไปตามกรอบเวลา ตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้หลงไหลในการขับขี่และรักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนจัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวที่มีลูกค้าอยู่ในทุกช่วงเวลา และมีรถยนต์มาสด้าเป็นพาร์ทเนอร์ในทุกประสบการณ์ ตอกย้ำการให้ความสำคัญที่มีลูกค้าเป็นหนึ่งในทุกการเติบโต สื่อสารอารมณ์ความรู้สึก ความสนุกสนานในการขับขี่ ความสุขในการใช้ชีวิต และอนาคตที่รถยนต์มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ได้แบ่งปันความทรงจำที่มีต่อรถยนต์ร่วมกัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้มาสด้าออกแบบบูธใหม่ทั้งหมด ภายใต้ธีม Love of Cars ได้แรงบันดาลใจจากการมีลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งในทุกประสบการณ์การเดินทาง เป็นศูนย์รวมความสุขของผู้ที่รักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น โซนแกลเลอรี่วอลล์ ที่ลูกค้าส่งภาพความประทับใจกับรถยนต์คันโปรด You and Mazda Moments ถ่ายทอดประสบการณ์ความสุขในทุกช่วงเวลา และยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่รักในรถยนต์ “The Memorable Love of Cars” ส่งรถโมเดลผ่านทางมาสด้า เพื่อส่งต่อให้กับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน มีผู้สละเข้ามากว่า 500 คัน และมาสด้าเพิ่มเติมอีก 1,000 คัน โดยจะเร่งส่งต่อรถโมเดลเหล่านี้ให้ถึงมือเด็กๆ โดยเร็วที่สุด รวมถึงลูกค้าที่จองสิทธิ์รถยนต์รุ่นพิเศษ Mazda6 20th Anniversary Edition เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างอบอุ่น

ไฮไลท์สำคัญ คือการจัดแสดงเทคโนโลยี Multi-Solution มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ส่งมอบเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายและมีความเหมาะสม เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า ในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเชื้อเพลิงไปสู่พลังงานไฟฟ้า Multi-Solution คือหนึ่งในเทคโนโลยีแห่งอนาคตจากมาสด้า การนำเทคโนโลยี e-SKYACTIV R-EV มาใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด เป็นการปลุกฟื้นคืนชีพตำนานเครื่องยนต์โรตารี่ ต้นกำเนิดรถสปอร์ตมาสด้าหลากหลายรุ่นในอดีต ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นดีเอ็นเอสายพันธุ์สปอร์ตที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับบูธมาสด้าทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าในการส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” Joy of Driving ต่อไป ภายใต้คุณค่าหลักที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้น “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และมุ่งมั่นที่จะส่งมอบ “ความสุขในการดำเนินชีวิต” ด้วยการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับชีวิตประจำวันของลูกค้าทุกคน และเราจะยังคงแสวงหาทุกวิถีทางเพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับลูกค้าตลอดไป

เอ็มจี เดินหน้าพาแบรนด์สู่คนรุ่นใหม่ เปิดแคมเปญ #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou สนับสนุนให้ “กล้า” เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ออกแคมเปญ #ก็แค่เป็นตัวเอง DareToBeYou สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ “กล้าที่จะเป็นตัวเอง” ด้วยการรวมตัวเหล่า KOL ที่โดดเด่นจากตัวตนที่แตกต่าง ร่วมภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตที่เป็นตัวเองขั้นสุด และโชว์ผลงานสุดชิคให้โลกโซเชียลได้สัมผัสตัวตน และวางแผนนำคอนเซ็ปต์ #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou ต่อยอดเป็นกลยุทธ์สื่อสารทางการตลาดของรถยนต์รุ่นใหม่ ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่นเมืองไทยที่เตรียมเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “แนวทางการดำเนินธุรกิจยังคงยึดมั่นในการเป็นแบรนด์ที่นำเสนอความแตกต่าง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงแนวทางการทำการตลาดที่จะผลักดันให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้า อีกทั้งในปีนี้ เอ็มจี วางกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น จึงเกิดเป็นแคมเปญ #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou ที่ฉีกจากกรอบเดิม ๆ และเข้าถึงตัวตนของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย”

 

จากแบบสำรวจทั้งความต้องการ พฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ พบว่า “ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มีความ           เป็นตัวเองสูง มั่นใจ และกล้าคิดต่างมากขึ้น แต่การแสดงตัวตนของคนรุ่นใหม่ อาจถูกมองว่า แปลก หรือ แหวกแนวจากค่านิยมของสังคมแบบเดิม ๆ แคมเปญนี้ เอ็มจี จะเป็นตัวกลางที่สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้ เป็นตัวเอง โดยไม่เดือดร้อนใคร นำโดย KOL เจนเนอเรชัน Y ไปจนถึง Z (Key Opinion Leader) 5 กลุ่ม 45 สไตล์ รวมตัวกันออกมาแสดงตัวตนที่แตกต่างผ่านภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตบนโลกโซเชียล

  • กลุ่มคนภูมิใจในรูปร่างของตัวเอง
  • กลุ่ม LGBTQ+ ตัวพ่อ ตัวแม่ ที่ครีเอทคอนเทนต์ใหม่ ๆ บนโซเชียลจนเกิดเป็นไวรัลสนุก ๆ มากมาย
  • กลุ่มคนที่มีความมั่นใจในผิวพรรณของตัวเอง
  • กลุ่มคนที่หลงรักการสัก (Tattoo) กับมุมมองที่ว่าการสัก คือ ศิลปะที่เข้าถึงได้ทุกเพศ
  • กลุ่มที่มีลุคการแต่งตัวที่เป็นตัวเอง และมีไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน

“โดยทาง เอ็มจี เตรียมแชร์ผลงานภาพถ่ายของเหล่า KOL ผ่านทาง bit.ly/FBMGcarsThailand เพื่อสร้าง แรงบันดาลใจให้กับวัยรุ่นไทย #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou มีความสุข และสนุกไปกับสิ่งที่ตัวเองเป็น อีกทั้งแคมเปญนี้จะถูกนำมาใช้เป็นคอนเซ็ปต์การสื่อสารของรถยนต์รุ่นใหม่ที่จ่อเตรียมเปิดภายในงาน              มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ ” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวสรุป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

“The new E-Class: Launch Edition” รุ่นผลิตจำนวนจำกัด โผล่เซอร์ไพรส์กลางมอเตอร์โชว์ เคาะราคาเริ่ม 3.99 – 4.25 ล้านบาท พร้อมเปิดจองแล้ววันนี้

0
Mercedes-Benz E-Klasse | 2023 Mercedes-Benz E-Class 2023

เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) เตรียมเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่สำหรับลูกค้าชาวไทย ดึงหนึ่งในยนตรกรรมระดับไอคอนของแบรนด์กับ E-Class เจเนเรชั่นที่ 10 “The new E-Class: Launch Edition” มาในรุ่นพิเศษประเดิมการเปิดตัวในไทย จัดแสดงครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) พร้อมจำหน่ายโมเดล Launch Edition ในจำนวนจำกัด ชูความเป็นเลิศของ Business Saloon สุดหรูที่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากเดิมในทุกองศา ขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นในทุกมิติ รวมถึงการติดตั้งเทคโนโลยีและฟังก์ชันอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัยที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อาทิ หน้าจอ MBUX Superscreen ระบบความปลอดภัย Driving Assistance Package Plus และระบบไฟหน้า DIGITAL LIGHT ระบบปิดประตูแบบ Soft Close ระบบเสียง Burmester® 4D พร้อมเทคโนโลยี Dolby Atmos และตอกย้ำการเป็นรถที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อผู้บริหารและนักธุรกิจด้วยระบบ MBUX เจเนเรชั่นที่ 3 ที่มาพร้อมกล้อง Selfie สำหรับการประชุมงานในรถ ถือเป็นรถยนต์ที่ผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมและความเป็นยนตรกรรมแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว

พบกับ “The new E-Class: Launch Edition” ยนตรกรรมที่พร้อมทะยานไปสู่อีกขั้นของความลักชัวรี่และโลกในยุคดิจิทัลภายใต้คอนเซ็ปต์ “EVOLVES WITH YOU” เปิดให้เป็นเจ้าของก่อนใครทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล “E 220 d AMG Line” ราคาจำหน่าย 3,990,000 บาท และขุมพลัง Plug-in Hybrid “E 350 e AMG Dynamic” ราคาจำหน่าย 4,250,000 บาท เปิดจองแล้ววันนี้ผ่านตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ ช่องทางออนไลน์โชว์รูมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand   IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย” เปิด “H-Studio” แห่งแรกใจกลางกรุง ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์

0
H-Studio 1

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย (HMT) เปิดตัว H-Studio อย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการนำเสนอประสบการณ์ยานยนต์ชั้นเลิศแก่ผู้บริโภคในเมืองไทย โดย H-Studio เป็นโครงการต่อยอดความสำเร็จของ H-Space ศูนย์บริการแฟล็กชิปของฮุนไดบนถนนวิภาวดีและ ศูนย์นวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ Lab ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งศูนย์บริการเหล่านี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง หากยังเป็นการฉลองความสำเร็จของบริษัท ที่เปิดดำเนินงานในประเทศไทยครบรอบ 1 ปี

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การเปิดตัว H-Studio เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของฮุนได ในการปฏิวัติวงการยานยนต์ครั้งสำคัญของเมืองไทย ผ่านการนำเสนอพื้นที่เพื่อการแบ่งปันข้อมูล และชักชวนให้ลูกค้าได้มาสัมผัสกับแนวคิดและเทคโนโลยีของฮุนไดอย่างใกล้ชิด เพราะฮุนไดไม่เพียงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์ และประสบการณ์ที่น่าจดจำกับผู้บริโภคอีกด้วย โดย H-Studio ใจกลางกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ดิ เอ็มสเฟียร์ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ศูนย์การค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานท่องเที่ยวชั้นนำของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์รวมร้านค้าที่สวยงามระดับไฮเอนด์ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ของเรา โดย H-Studio จะจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดและดีที่สุดจากแบรนด์ฮุนได โดยแต่ละรุ่นจะได้รับการคัดสรรเพื่อสะท้อนถึงนวัตกรรม และจิตวิญญาณของฮุนไดอย่างชัดเจน ตลอดจนความมุ่งมั่นของเราในการมุ่งหน้าสู่นวัตกรรมและความเป็นเลิศ โดยลูกค้าจะสามารถเชื่อมโยงกับคุณค่าของแบรนด์ สำรวจเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และสัมผัสประสบการณ์ยานยนต์อันยอดเยี่ยมได้อย่างเต็มที่”

H-Studio 2

คอนเซ็ปต์การออกแบบได้แรงบันดาลใจจากการจัดแสงที่พิถีพิถัน ในลักษณะเดียวกับของพิพิธภัณฑ์ ผสานบรรยากาศการตกแต่งที่สวยงาม พร้อมจอ Transparent LED ขนาด 10.0 x 2.5 เมตร และสไตล์อันทันสมัยของโชว์รูมฮุนไดในกรุงโซล สะท้อนบรรยากาศแบบอุตสาหกรรมและการออกแบบสมัยใหม่ ตลอดจนความลุ่มลึกและความร่วมสมัยของวิสัยทัศน์ฮุนไดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

H-Studio 3

ผสานเทคนิคการจัดแสงแบบเดียวกับที่ใช้ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีความละเอียดอ่อน เข้ากับบรรยากาศอันสวยงามทันสมัย ของโชว์รูมฮุนไดในกรุงโซล จนเกิดเป็นโชว์รูมใจกลางกรุงเทพฯ ที่สะท้อนถึงความหรูหราภูมิฐาน ร่วมสมัยได้อย่างลุ่มลึก

ในปี 2566 ที่ผ่านมา ฮุนไดได้สร้างมาตรฐานใหม่สู่วงการยานยนต์ไทยด้วยการเปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์ 2 แห่ง ได้แก่ H-Space และ IONIQ Lab โดย H-Space ศูนย์บริการแฟล็กชิปของฮุนไดครอบคลุมพื้นที่กว่า 7.45 ไร่ และเป็นหนึ่งในศูนย์การฝึกอบรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความทุ่มเทของฮุนไดในการเดินหน้าสู่ความเป็นเลิศ ด้านการบริการลูกค้าและความเชี่ยวชาญของพนักงาน ในขณะที่ศูนย์นวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ Lab ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เป็นตัวแทนของความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความมุ่งมั่นของฮุนได ในการร่วมสรรสร้างอนาคตที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ศูนย์ทั้ง 2 แห่งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของการยกระดับมาตรฐานยานยนต์ ไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องของฮุนได

H-Studio 7

การเปิดตัวที่ ดิ เอ็มสเฟียร์ ของฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ถือเป็นการเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาที่จะส่งมอบบริการที่เหนือระดับ เพราะศูนย์แห่งนี้แตกต่างจากโชว์รูมแบบที่เคยมีมา โดยลูกค้าจะได้สัมผัสถึงวิสัยทัศน์ และผลิตภัณฑ์อันโดดเด่นของฮุนไดอย่างใกล้ชิด H-Studio เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของฮุนได ในการนำเสนอประสบการณ์ยานยนต์ ที่เหนือความคาดหมายของลูกค้าในประเทศไทย

H-Studio 5

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย พร้อมต้อนรับลูกค้าทุกท่านสู่ H-Studio เพื่อนำทุกท่านสู่เส้นทางแห่งโลกนวัตกรรมยานยนต์ชั้นเลิศ สัมผัสยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดก่อนใคร และตื่นตาไปกับสินค้าพิเศษจาก Hyundai Collection โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยมอบคำแนะนำด้วยอัธยาศัยไมตรี พบกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ชั้น 2 ศูนย์การค้าดิ เอ็มสเฟียร์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.

“เกีย เซลส์ (ประเทศไทย)” เปิดตัว The Kia Carnival SXL Luxury รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง พร้อมยกทัพยนตกรรมหลากหลายรุ่นและข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45

0
เกีย เซลส์ ภาพเปิด

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ประกาศทำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง The Kia Carnival SXL Luxury ในประเทศไทย โดยเป็นรถยนต์เอ็มพีวี The Kia Carnival เจเนอเรชันที่ 4 ที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับครอบครัวที่มีลูกหรือครอบครัวขยายที่มีสมาชิก 5-7 คน ด้วยการพัฒนาออกแบบให้ดียิ่งขึ้นทั้งในด้านคุณภาพ พื้นที่ใช้สอย ความอเนกประสงค์ ความสะดวกสบาย และสไตล์อันโดดเด่น The Kia Carnival คือ Grand Utility Vehicle หรือรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในกลุ่มเอ็มพีวี ด้วยรูปลักษณ์ พรีเมียม โดดเด่นทันสมัย พร้อมด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ตอกย้ำความโดดเด่นของเกียในเซกเมนต์เอ็มพีวีระดับลักซ์ชัวรี สำหรับรถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง Kia Carnival SXL Luxury วางราคาไว้ที่ 2,990,000 บาท และจะเปิดตัวครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 โดยจะจัดแสดงอยู่ในบูธของเกีย พร้อมไลน์อัป
ยนตกรรมเอสยูวีและเอ็มพีวีอีกหลากหลายรุ่น อาทิ The Kia EV9 รุ่น Earth Long Range และ GT-Line AWD พร้อมด้วย The Kia Sorento รุ่น Premium HEV และรุ่น Premium Plus PHEV, The Kia Carnival รุ่น 11 ที่นั่ง และการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ The Kia EV5 นอกจากนี้ยังมอบการรับประกันคุณภาพตัวรถระยะเวลา 5 ปี สำหรับ The Kia Carnival และระยะเวลา 7 ปี สำหรับ The Kia EV9 และ The Kia Sorento พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่ทำการจองรถยนต์ภายในงานตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2567 ที่บูธเกียหมายเลข A10 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถทดลองขับ The Kia EV9 GT-Line AWD, The Kia Sorento Premium Plus PHEV, และ The Kia Carnival ได้ภายในงาน

นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “พันธกิจของเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) คือ การก้าวสู่ความเป็น ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ (Sustainable Mobility Solutions Provider) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เราเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว และยึดมั่นในกลยุทธ์หลักขององค์กรที่ชื่อว่า ‘Plan S-5’ ซึ่งเป็นการตอกย้ำเป้าหมายของเราในการเพิ่มสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดขึ้นเป็น 50% และครองส่วนแบ่ง 5% ในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศไทยภายในปี 2571 เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต และสำหรับงานบางกอก อินแตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะเป็นครั้งแรกและครั้งสำคัญที่เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จะปรากฏตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการในงานจัดแสดงยนตรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียนและเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเราได้เตรียมนำยนตกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจมาจัดแสดงมากมายหลายรุ่น ทั้ง The Kia EV9 รถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่ 6 ที่นั่งรุ่นแรกในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่เปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เข้าชมบูธของเราจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมการออกแบบเบาะที่นั่งแบบ Swivel Seat ภายในห้องโดยสารของ The Kia EV9 Earth Long Range และพบกับ The Kia Sorento ทั้งรุ่นไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด ตลอดจน The Kia EV5 และรถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง The Kia Carnival SXL Luxury ใหม่ การนำรถยนต์ของเรามาจัดแสดงในครั้งนี้ คือสิ่งที่พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยทั้งในด้านสไตล์และการใช้งาน และยังเป็นการร่วมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องอีกด้วย”

เกีย เซลส์ 1

“จากชื่อเสียงของเกียที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรถยนต์รุ่นเรือธงอย่าง The Kia Carnival ซึ่งเป็นรถยนต์สำหรับครอบครัวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย เราจึงมีความยินดีที่จะประกาศทำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยการเปิดตัว The Kia Carnival SXL Luxury รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง เจเนอเรชันที่ 4 ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถยนต์เอสยูวี และได้รับการออกแบบให้เหมาะกับครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกในครอบครัว 5-7 คน ที่กำลังมองหาประสบการณ์ในการเดินทางระดับพรีเมียม พร้อมด้วยการออกแบบจัดวางที่นั่ง 7 ที่โดยไม่สูญเสียเนื้อที่หรือลดทอนความสบายของผู้โดยสารคนใด รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง The Kia Carnival SXL Luxury ผสานนวัตกรรม พื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย ความอเนกประสงค์ และสไตล์ไว้ด้วยกันได้อย่างเหนือชั้น ซึ่ง The Kia Carnival SXL Luxury เป็นรุ่นสำคัญที่จะเข้ามาเสริมทัพไลน์อัป
ของเกียและแสดงให้เห็นถึงจุดแข็งในทุกๆ ด้านที่ส่งให้เกียเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก สำหรับ The Kia Carnival SXL Luxury หลอมรวมการออกแบบที่ทันสมัยและเทคโนโลยีอันก้าวล้ำที่ช่วยต่อเติมคุณค่าให้กับชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี พร้อมกับตอกย้ำความเป็นผู้นำของเกียในเซกเมนต์เอ็มพีวีระดับลักซ์ชัวรีด้วยความเป็น ‘Grand Utility Vehicle’ หรือรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในกลุ่มเอ็มพีวี The Kia Carnival SXL Luxury 7 ที่นั่งจะมีสีตัวถังภายนอกให้เลือกได้ 4 สีด้วยกัน คือ สีดำ Jet Black, สีขาว Snowflake White Pearl, สีเทา Meteor Gray และสีน้ำเงิน Astra Blue โดยมาพร้อมล้ออลูมิเนียมอัลลอยด์ขนาด 19 นิ้ว และวางจำหน่ายในราคา 2,990,000 บาท”

การออกแบบของ The Kia Carnival SXL Luxury เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง ให้ความสำคัญเป็นพิเศษใน 2 ส่วนหลัก โดยส่วนแรก คือ การเป็นรถยนต์เอ็มพีวีที่มีดีไซน์ภายนอกดีเยี่ยม ให้ความรู้สึกเหมือนรถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียม และส่วนที่สอง คือ การมีแพลตฟอร์มและตัวถังที่ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มเนื้อที่ใช้สอยภายในได้เต็มที่ ส่งผลให้มีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางและมีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระอย่างเหลือเฟือ ด้านหน้าโดดเด่นด้วยดีไซน์ ‘Tiger-nose’ พาดตลอดแนวความกว้างของตัวรถ โดยประกอบไปด้วยชุดโคมไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED และกระจังหน้า ทำให้ The Kia Carnival มีรูปลักษณ์ที่มั่นใจและล้ำสมัยด้วยเส้นสายของไฟส่องสว่างที่สวยโดดเด่นไม่เหมือนใคร การออกแบบภายในซึ่งได้แรงบันดาจใจมาจากแนวคิด ‘Spatial Talents’ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในด้านคุณภาพและการออกแบบ ด้วยห้องโดยสารแบบใหม่ที่ออกแบบเป็นอย่างดีเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ทั้งความผ่อนคลาย ไฮเทค และมีสไตล์ เหมาะสำหรับการเดินทางแบบครอบครัว หน้าปัดของรถยนต์ให้มุมมองกว้างแบบพาโนรามา ผสานด้วยเทคโนโลยีข้อมูลความบันเทิงแบบหน้าจอคู่และแผงควบคุมอุณหภูมิแบบสัมผัส (Haptic Touch Panel) นอกจากนี้ระบบยังผสานการเชื่อมต่อ Android Auto™ และ Apple CarPlay™ แบบไร้สาย พร้อมด้วยระบบจดจำเสียงพูดเพื่อการใช้งานที่ราบรื่นไร้รอยต่อ

เกีย เซลส์ 2

“The Kia Carnival SXL Luxury รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง มีความยาวโดยรวม 5,155 มม. และมีระยะของส่วนยื่นท้ายรถ (Rear Overhang) 1,130 มม. จึงมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับที่นั่งผู้โดยสารแถวที่ 3 และพื้นที่จัดเก็บสัมภาระ นอกจากนี้ The Kia Carnival SXL Luxury ยังมีระบบ ‘Premium Relaxation Seat’ ของเกียที่ปรับเอนนอนได้สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 ตลอดจนพนักพิงหลังและที่พักเท้าแบบปรับด้วยไฟฟ้าเพื่อการนั่งที่สบายแบบผู้โดยสารชั้นธุรกิจ ในด้านสมถรรนะในการขับขี่รถยนต์รุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีระบบส่งกำลังแบบ ‘Smartstream’ ใหม่ล่าสุดของเกียที่ยกระดับประสิทธิภาพและสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น ทำให้มีกำลังสูงสุด 202 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร ที่พร้อมเรียกใช้ได้ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้าง ยิ่งไปกว่านั้น The Kia Carnival SXL Luxury ยังผสานมาตรการทางเทคนิคต่างๆ เพื่อช่วยลดแรงเสียดทาน ระบายความร้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดการปล่อยไอเสีย ทั้งยังมีระบบความปลอดภัยครบครันทั้ง Passive Safety และ Active Safety รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Control – ESC), ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver Assistance Systems – ADAS), ระบบป้องกันการชนด้านหน้า (Forward Collision Avoidance Assist – FCA), ระบบช่วยควบคุมให้รถอยู่ในช่องจราจร (Lane Keeping Assist – LKA), ระบบป้องกันการชนจากมุมอับสายตา (Blind Spot Collision Avoidance Assist – BCA), กล้องมองรอบทิศทาง (Surround View Monitor – SVM) และระบบป้องกันการออกจากรถขณะมีรถวิ่งมาด้านข้าง (Safe Exit Assist – SEA)” นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล อธิบายเพิ่มเติม

เกีย เซลส์ 3

นายณัฏฐ์ชัย สุรวรรธนกุล รองประธานฝ่ายขาย เครือข่ายผู้จำหน่ายและบริการหลังการขาย บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “งานมอเตอร์โชว์ 2024 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นนี้จะเป็นงานที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก ทั้งสำหรับเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา เนื่องจากเราได้เตรียมเปิดตัวแคมเปญพิเศษที่เต็มไปด้วยข้อเสนอดีๆ มากมาย อาทิ การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปีสำหรับลูกค้าที่ซื้อ The Kia Carnival SXL Luxury เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง บริษัทฯ ได้เตรียมการเร่งส่งมอบ The Kia Carnival SXL Luxury เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง สู่มือลูกค้าในประเทศไทย โดยผู้ที่จองรถยนต์รุ่นนี้ในงานมอเตอร์โชว์ บริษัทฯ จะเริ่มส่งมอบได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป นอกจากนี้เรายังวางแผนการดูแลบริการหลังการขายพิเศษให้กับลูกค้าที่จองรถภายในงานมอเตอร์โชว์ รวมถึงเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถทดลองขับ The Kia Carnival, The Kia EV9 และ The Kia Sorento Premium Plus PHEV ภายในงานอีกด้วย และสำหรับรถยนต์เกียทั้งสามรุ่นที่กล่าวมาข้างต้นพร้อมให้ทดลองขับได้ที่ผู้จำหน่ายและศูนย์บริการของเราทั้ง 19 แห่งทั่วประเทศ ในสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ในโอกาสนี้ เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อมอบดอกเบี้ยอัตราพิเศษ เพียง 1.79% สำหรับลูกค้าที่วางเงินดาวน์ 25% และเลือกระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน เมื่อซื้อรถยนต์ The Kia Carnival, The Kia EV9 และ The Kia Sorento เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยแพ็กเกจที่น่าดึงดูดใจดังกล่าวและตัวผลิตภัณฑ์ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าในแบบ ‘Premium Smart’ จะทำให้ลูกค้าของเกียพึงพอใจกับข้อเสนอสุดพิเศษ ซึ่งจะส่งผลให้รถยนต์เอสยูวีและเอ็มพีวีของเกียสามารถสร้างยอดขายในประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้นในปีนี้”

เกีย เซลส์ 4

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival SXL Luxury รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง:
•อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.79% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน
•ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ระยะเวลา 1 ปี
•การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
•ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival 11 ที่นั่ง:
oอัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.79% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน1
oฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 2 ปี สำหรับรุ่นย่อย EX, SXL และเป็นระยะเวลา 1 ปี สำหรับรุ่นย่อย LX2
oการรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร8
oบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง9

โปรโมชันสำหรับ The Kia EV9 รถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่ 6 ที่นั่งรุ่นแรกในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบ:

เกีย เซลส์ 5
•อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.79% สำหรับเงินดาวน์ 25% ระยะเวลาผ่อนชำระนาน 48 เดือน
•ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ระยะเวลา 2 ปี
•ฟรี อุปกรณ์ Kia Home Charger (22 กิโลวัตต์) 1 ชุด พร้อมบริการติดตั้งฟรี
•ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรงและค่าอะไหล่) ตลอด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
•การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
•ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
•การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

โปรโมชันสำหรับ The Kia Sorento Premium Plus PHEV:
•อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% สำหรับเงินดาวน์ 25% ระยะเวลาผ่อนชำระนาน 48 เดือน
•ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ระยะเวลา 1 ปี
•ฟรี อุปกรณ์ Kia Home Charger (7 กิโลวัตต์) 1 ชุด พร้อมบริการติดตั้งฟรี
•การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
•ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
•การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

เกีย เซลส์ 7

หมายเหตุ:
1อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.79% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน เฉพาะการจัดเช่าซื้อกับธนาคารที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร
2ประกันภัยชั้น 1 และ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือ 2 ปี โดยจำกัดเฉพาะ บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้
3Kia Home Charger 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง รวมมูลค่า 69,000 บาท (สำหรับชาร์จเจอร์แบบ 22 กิโลวัตต์) และ 49,000 บาท (สำหรับชาร์จเจอร์แบบ 7 กิโลวัตต์)
4เงื่อนไข ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรงและค่าอะไหล่) ตลอด 7 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)
5เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)
6เงื่อนไขการบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ตามเงื่อนไขของฝ่ายบริการหลังการขาย)
7เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)
8เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)
9เงื่อนไขการบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ตามเงื่อนไขของฝ่ายบริการหลังการขาย)

•ข้อกำหนดและเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามที่บริษัทฯเห็นสมควร
•สำหรับรุ่น The Kia Carnival, The Kia EV9 และ The Kia Sorento ลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2567
•เฉพาะตัวแทนจำหน่ายที่เข้าร่วมแคมเปญเท่านั้น
•ไม่รวมรถแท็กซี่ รถเช่า รถที่ขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษ และลูกค้ารถเช่า
•ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
•สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อตัวแทนจำหน่ายเกียใกล้ท่าน หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.kia.com

 

“นิสสัน” และ “มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน” บรรลุข้อตกลงการสำรวจธุรกิจใหม่ของยานยนต์ยุคหน้า รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยใช้ยานยนไฟฟ้า

0
นิสสัน" และ "มิตซูบิชิ ภาพเปิด

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด (นิสสัน) และบริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน (มิตซูบิชิ) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสำรวจความคิดริเริ่มร่วมกันในด้านยานยนต์ยุคใหม่ และบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มุ่งสู่การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคม และการสร้างชุมชนที่สดใสของระดับภูมิภาคในอนาคต

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อาทิ การขาดแคลนคนขับรถยนต์เนื่องจากจำนวนประชากรที่ลดลง รวมถึงความยากลำบากในการดูแลรักษาบริการขนส่งสาธารณะ เนื่องจากจำนวนผู้ใช้ที่ลดลง นิสสัน และมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ได้ดำเนินโครงการริเริ่มต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ท้าทายเหล่านี้

นิสสัน  และ มิตซูบิชิ 1

โครงการริเริ่มของนิสสัน ได้แก่ การบริการด้านการสัญจรในเมืองนามิเอะ จังหวัดฟุกุชิมะ และการทดสอบระบบขับขี่อัตโนมัติในเขตมินาโตะ มิไร ในเมืองโยโกฮามา เพื่อให้ผู้คนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น นอกจากนี้ นิสสันกำลังพัฒนาระบบการจัดการพลังงานโดยใช้ฟังก์ชันการจัดเก็บแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และการถ่ายเทพลังงานไฟฟ้าร่วมกับพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (renewable energy) ด้าน มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ได้ร่วมมือกับพันธมิตร และรัฐบาลท้องถิ่น จัดการกับความท้าทายทางสังคม และอุตสาหกรรม ผ่านโครงการริเริ่มที่มุ่งเน้นที่ (1) การใช้ทรัพยากรพลังงานในภูมิภาครวมถึงพลังงานหมุนเวียนที่นำกลับมาใช้ใหม่ (2) การบรรลุความเป็นกลางคาร์บอน (carbon neutrality) และ (3) การสร้างสิ่งที่น่าสนใจให้กับชุมชนด้วยการแก้ปัญหาในท้องถิ่น ขณะที่ในภาคการคมนาคม มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ได้ขยายมาตรการเพื่อปรับปรุงความท้าทายด้านการขนส่งผ่านการใช้งานการขนส่งตามความต้องการจากปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) สำหรับรัฐบาลท้องถิ่น และบริษัทเอกชน ซึ่งรวมถึงริเริ่มการสาธิต การขับขี่อัตโนมัติโดยใช้ ดิจิทัล โซลูชัน ที่เมืองชิโอจิริ ในจังหวัดนากาโนะ (Shiojiri City, Nagano Prefecture)

ประเด็นทางสังคมในระดับภูมิภาคคาดว่าจะมีความท้าทายมากขึ้น สิ่งเหล่านี้บางส่วนรวมถึงผู้คนที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านการคมนาคมที่เพิ่มขึ้น บริการที่จำเป็นลดลง ความสัมพันธ์ในชุมชนที่อ่อนแอลง รวมถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ

นิสสัน และมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างเทคโนโลยี และรูปแบบการบริการใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาท้าทายเฉพาะภูมิภาคเหล่านี้ และฟื้นฟูชุมชน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ และช่วยเหลือสังคม พวกเขาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อร่วมสร้างโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญและความรู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสองบริษัทตั้งเป้าที่จะร่วมกันให้บริการด้านการเดินทางแห่งยุคถัดไป และบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยเริ่มตั้งแต่ในญี่ปุ่น

มาโกโตะ อูชิดะ ประธานและซีอีโอ นิสสัน มอเตอร์ จำกัด (Makoto Uchida, President and CEO – Nissan Motor Co, Ltd.) กล่าวว่า “นิสสันกำลังสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะที่เพิ่มความเป็นไปได้ของการเดินทางสำหรับผู้คนทั่วไป และขยายศักยภาพของสังคม ผ่านยานยนต์ และเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้น เราต้องการช่วยแก้ไขปัญหาในระดับภูมิภาค และสร้างเมืองที่มีความเป็นศูนย์กลางแห่งอนาคตผ่านบริการการเดินทาง และการจัดการพลังงานแบบใหม่ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ได้ร่วมสร้างแรงจูงใจนี้ร่วมกับเรา และทั้งสองบริษัทจะร่วมกันศึกษาโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง และยั่งยืน”

คัตสึยะ นากานิชิ ประธาน และซีอีโอของ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน (Katsuya Nakanishi, President and CEO – Mitsubishi Corporation) กล่าวว่า “ในขณะที่ภาคการคมนาคมกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอันเนื่องมาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการมุ่งลดการปล่อยคาร์บอน มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ได้ใช้การบูรณาการแบบ EX-DX (Energy Transformation – Digital Transportation) ที่ระบุไว้ในกลยุทธ์การจัดการระยะกลางของบริษัท หรือ MC Shared Value 2024 โดยมีเป้าหมายที่จะ ทำงานร่วมกับนิสสัน เพื่อสร้างสรรค์โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ในการรับมือกับความท้าทายทางสังคมของประเทศญี่ปุ่น”

เบนท์ลีย์ แบงค็อก เตรียมเปิดตัว BENTAYGA S HYBRID ลักชูรีเอสยูวีสายพันธุ์สปอร์ต พร้อมจัดแสดง THE LAST CONTINENTAL GT V8 ส่งท้ายซุปเปอร์สปอร์ตคูเป้แห่งยุค ณ งานมอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 45

0
เบนท์ลีย์ ภาพเปิด

เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เตรียมเปิดตัว BENTAYGA S HYBRID อัครยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสปอร์ตและสมรรถนะอันเหนือชั้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘THE WORLD OF LUXURY AUTOMOBILE REIMAGINED’ ร่วมค้นพบนิยามใหม่ในโลกแห่งอัครยนตรกรรมที่อยู่เหนือจินตนาการ พร้อมจัดแสดง THE LAST CONTINENTAL GT V8 ส่งท้ายอัครยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้แห่งยุค และพบกับอีกหนึ่งอัครยนตรกรรมซีดานรุ่นเรือธงสุดหรู FLYING SPUR HYBRID พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์พร้อมส่งมอบ และพบสินค้าคอลเลกชันเบนท์ลีย์ใหม่ล่าสุดภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายนนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 นี้ เบนท์ลีย์ แบงค็อก ยกทัพอัครยนตรกรรมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะ ความหรูหรา และ ความยั่งยืนให้ได้ยลโฉมกันแบบครบทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น BENTAYGA S HYBRID เอสยูวีสายพันธุ์สปอร์ตที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมกับอีก 2 อัครยนตรกรรมแกรนด์ ทัวริ่งอย่าง FLYING SPUR HYBRID แกรนด์ ทัวเรอร์แบบ 4 ประตู และ CONTINENTAL GT V8 สปอร์ตคูเป้กับขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ซึ่งเป็นคันสุดท้ายที่ทางเบนท์ลีย์ แบงค็อกนำเข้ามาจัดแสดงให้ทุกท่านได้ร่วมยลโฉมกันในงานเพื่อส่งท้ายสปอร์ตคูเป้รุ่นไอคอนนิก

โดย BENTAYGA S HYBRID ถือเป็นอัครยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์สไตล์สปอร์ตที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งที่ดูโฉบเฉี่ยว-ดุดันทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจด้วยขุมพลังเครื่องยนต์รุ่น V6 แบบไฮบริด ตอบโจทย์ผู้ที่รักความหรูหราแต่ยังมีใจรักความเร็ว ชื่นชอบในความสปอร์ต โดยจุดเด่นของรุ่น BENTAYGA S HYBRID คือ การตกแต่งสไตล์สปอร์ตที่แฝงไปด้วยความหรูหราตามแบบฉบับของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์อย่างการตกแต่งด้วยชุดแต่ง Blackline Specification อันเคร่งขรึมที่มีการใช้เฉดสีดำแทนโลหะขัดเงาในการตกแต่งภายนอกทั้งหมด พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยโลโก้รูปตัว ‘S’ ทั้งภายในและภายนอกห้องโดยสาร สำหรับภายในห้องโดยสารยังมีการตกแต่งสไตล์สปอร์ตด้วยการผสมผสานระหว่างหนังแท้และผิวสัมผัสของกำมะหยี่ Dinamica แบบเดียวกับที่ใช้ในห้องโดยสารของรถแข่งมอเตอร์สปอร์ตเพื่อสร้างบรรยากาศความสปอร์ตภายในห้องโดยสาร

เตรียมชมความยิ่งใหญ่ของทัพอัครยนตรกรรม และพบกับข้อเสนอพิเศษภายในงานสำหรับผู้ที่สั่งจองรถยนต์เบนท์ลีย์พร้อมส่งมอบ และรับส่วนลดพิเศษสำหรับสินค้าของที่ระลึกคอลเลกชันเบนท์ลีย์ใหม่ล่าสุด ส่งตรงจากโรงงานประเทศอังกฤษที่บูทรถยนต์เบนท์ลีย์ ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายนนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี