Home Blog Page 167

“อีซูซุ” ยกระดับมวยไทยรอบทางทีวี พลิกโฉมใหม่ในศึก “Isuzu Thailand Championship” ชิงถ้วยพระราชทาน พร้อมรถปิกอัพอีซูซุ

0
อีซูซุ ภาพเปิด

กลุ่มตรีเพชรเดินหน้าจัดการแข่งขันศึกมวยไทย พร้อมยกระดับกีฬาต่อสู้ประจำชาติไทยถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ด้วยการเปิดตัวรายการ “Isuzu Thailand Championship” โดยปรับรูปแบบจาก “ศึกอีซูซุคัพ” มวยไทยระดับตำนานเป็นศึกชิงแชมป์การแข่งขันนักมวยไทยในรูปแบบยกทีม ค้นหาสายเลือดนักสู้รุ่นใหม่ทั่วประเทศไทยเข้าสู่วงการมวยไทยและเป็นตัวแทนนักชกไทยในสังเวียนมวยโลก THAI FIGHT พร้อมชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรถปิกอัพ อีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค 1.9 Ddi ทั้งหมด 3 คัน มูลค่ารวมกว่า 1,700,000 บาท

อีซูซุ 1

มร.ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุได้จัดการแข่งขันมวยรอบถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ และยาวนานที่สุดของไทยมากกว่า 3 ทศวรรษ จนได้ชื่อว่า “มวยไทยทางทีวีระดับตำนาน” ปีนี้เราได้ปรับปรุงรูปแบบใหม่ เป็นการแข่งขัน 18 สุดยอดนักมวยจากทั่วประเทศ เพื่อชิงแชมป์ประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง ในชื่อ “Isuzu Thailand Championship” ผู้ชนะเลิศการแข่งขันในปี 2024 นี้จะได้รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ รุ่นใหม่ …เหนือลิมิต พิชิตโลก จำนวน 3 คัน พร้อมเข็มขัดแชมป์ และสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการแข่งขัน THAI FIGHT 2024 อีกด้วย”

อีซูซุ 2

การแข่งขันมวย Isuzu Thailand Championship เป็นการยกระดับมวยไทยถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ให้สูงยิ่งขึ้น เพิ่มความสนุกเร้าใจตลอดเกมการแข่งขัน ด้วยเกมการต่อสู้ชิงไหวชิงพริบของนักสู้บนสังเวียนมวยไทย พร้อมความเดือดทะลุจอด้วยการเปลี่ยนจากมวยสวมนวมเป็นมวยคาดเชือกโดยการจัดแข่งขันชกมวยแบบ “ยกทีมปะทะกัน” ซึ่งThai Fight International Boxing Association (TFIBA) หรือ สมาคมกีฬามวยไทยไฟท์นานาชาติ เป็นผู้รับรองการแข่งขัน ด้วยการนำนักมวยท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค จัดเป็นทีม ๆ ละ 3 คน เป็นตัวแทนของภูมิภาค โดยแบ่งเป็น 6 ภูมิภาค นักมวย 18 คน ดังนี้
1.ภาคเหนือ
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น เฟเธอร์เวต ได้แก่ กล้าศึก ส.รัตนพล
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ ซามูไร สีโอปอล
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ วรจักรเล็ก เกียรติฉัตรชัย
2.ภาคอีสานตอนบน
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น เฟเธอร์เวต ได้แก่ ชัยบุรี ลูกสิงห์นำชัย
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ เพชรตะวัน เกียรติเมืองปรางค์
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ ศักดิ์ณรงค์ ป้ายนต์ผลไม้
3.ภาคอีสานใต้
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ เพชรเอก บ้านไร่มณฑา
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ ปูซาน ปราสาทหินพิมาย
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ กิตติศักดิ์ ศิษย์ช่างเปา
4.ภาคตะวันออก + ตะวันตก
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ ธงชัย เพชรรุ่งเรือง
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ ฉลามดำ ที.บี.เอ็ม.ยิม
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ สิบสองปันนา เกียรติวินัย
5.ภาคกลาง
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ เพชรภาคใหม่ ช.ชนะมวยไทย
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ ยอดเทวินทร์ ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ ชนะชัย ช.ชนะมวยไทย
6.ภาคใต้
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ เมืองทรัพย์ เกียรติทรงฤทธิ์
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ รักณรงค์ ช.ณรงค์ศักดิ์
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ ยอดแสนชัย นายกเอท่าศาลา
รูปแบบการแข่งขัน

อีซูซุ 3

ทำการแข่งขันชกในรูปแบบมวยคาดเชือก แข่งขันชกกัน 3 ยก จะมีทีมเข้าแข่งขัน 6 ทีม ตามภูมิภาคที่กำหนดไว้ และทำการแข่งขันแบบยกทีม ซึ่งนักมวยทั้ง 3 คน 3 รุ่นน้ำหนักของแต่ละทีม จะต้องแข่งขันชกเพื่อชัยชนะในการสะสมคะแนน ซึ่งทุกทีมจะแข่งขันแบบพบกันหมด ทั้ง 6 ทีม โดยทุกทีมจะทำการแข่งขันในรอบแรก ทีมละ 5 ไฟท์ รวมการแข่งขันในรอบแรก และมีการเก็บคะแนนแบบระบบ League โดยกำหนดการให้คะแนน ดังนี้
•ชนะน็อค ได้ 3 แต้ม
•ชนะคะแนน ได้ 2 แต้ม
•ในกรณีแข่งขันชกครบ 3 ยก ผลการตัดสินออกมา “เสมอ” จะทำการแข่งขันชกกันต่อในยกที่ 4 ซึ่งจะเป็นยกตัดสิน เพื่อหาผู้ชนะ

เมื่อทุกทีมทำการแข่งขันครบทุกทีมแล้ว จะนำเอาทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 1 – 4 เข้ารอบสองต่อไป แล้วทำการแข่งขันกันต่อ เพื่อหาทีมที่ดีที่สุด

อีซูซุ 4

การแข่งขันรอบแรก จะมีจำนวนทีม 6 ทีม นำมาแข่งขันแบบพบกันหมด โดยทุกทีมจะทำการแข่งขันในรอบแรก ทีมละ 5 ไฟท์ แล้วเอาทีมที่มีคะแนนเก็บมากที่สุด 4 อันดับแรก นำเข้าสู่รอบสอง (รอบ 4 ทีมสุดท้าย)

การแข่งขันรอบสอง จะมีจำนวนทีม 4 ทีม นำมาแข่งขันแบบไขว้ทีม คือ ด้วยการนำเอาทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 1 มาแข่งขันกับทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 4 และนำทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 2 มาแข่งขันกับทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 3 ในกรณีที่ทีมมีคะแนนผลการแข่งขันรวมเท่ากัน ก็จะนำเอาผลการให้คะแนนย่อยในแต่ละยก ของแต่ละคู่ นำมารวมกันทั้ง 3 คู่ ออกมาเป็นคะแนนรวมตัดสิน ซึ่งจะทำการแข่งขันยกทีมเพียงแค่ 2 ไฟท์ ทีมใดแพ้จะตกรอบทันที และทีมที่ชนะจะได้เข้ารอบชิงชนะเลิศในสังเวียน THAI FIGHT และนักมวยทีมชนะเลิศ จะเป็นนักมวยในสังกัด THAI FIGHT

อีซูซุ 5

โดยทีมที่เป็นแชมป์จะได้รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเข็มขัดแชมป์ และรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค 1.9 Ddi คนละ 1 คัน รวมทั้งหมด 3 คัน เป็นมูลค่ารวมกว่า 1,700,000 บาท พร้อมได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนนักชกไทยในสังเวียนมวยโลก THAI FIGHT 2024

ผลการแข่งขันในไฟท์ที่ 1
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท

ภาคกลาง – เพชรภาคใหม่ ช.ชนะมวยไทย [แพ้คะแนน] ภาคตะวันออก – ธงชัย เพชรรุ่งเรือง
ภาคเหนือ – กล้าศึก ส.รัตนพล [ชนะคะแนน] ภาคอีสานเหนือ – ชัยบุรี ลูกสิงห์นำชัย

พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท

ภาคเหนือ – ซามูไร สีโอปอล [ชนะน็อค ยก 2] ภาคอีสานเหนือ – เพชรตะวัน เกียรติเมืองปรางค์
ภาคกลาง – ยอดเทวินทร์ ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง [เสมอ] ภาคตะวันออก – ฉลามดำ ที.บี.เอ็ม.ยิม

พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท
ภาคกลาง – ชนะชัย ช.ชนะมวยไทยยิม [ชนะคะแนน] ภาคตะวันออก – สิบสองปันนา เกียรติวินัย
ภาคเหนือ – วรจักรเล็ก เกียรติฉัตรชัย [ชนะคะแนน] ภาคอีสานเหนือ – ศักดิ์ณรงค์ ป้ายนต์ผลไม้

อีซูซุ 6

แฟนมวยสามารถติดตามรายการ “Isuzu Thailand Championship” ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง 8 และ YouTube ช่อง THAI FIGHT OFFICIAL ตั้งแต่เวลา 18.00 – 20.00 น. ถ่ายทอดสดจาก THAI FIGHT ARENA @BEAT ACTIVE ไบเทค บางนา

 

 

“อีซูซุ” พร้อมก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เดินหน้าด้วยแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลาย” เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้รถ

0
อีซูซุ 1

อีซูซุ ผู้นำด้านรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลกมากว่า 8 ทศวรรษ แถลง “นโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในระดับโลกและระดับประเทศ” ผ่าน “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การพัฒนาพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ รวมถึงระบบการจัดการ และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของอีซูซุ โดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้รถ ควบคู่ไปกับการส่งมอบความสุขที่ยั่งยืนในการเข้าสู่สังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการรับมือกับโลกยานยนต์อนาคต

มร. ทาคาชิ โอไดระ กรรมการผู้จัดการ และรองประธานบริหารรับผิดชอบด้านวิศวกรรม และกลยุทธ์ความเป็นกลางทางคาร์บอน บริษัท อีซูซุมอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า อีซูซุได้ประกาศเป้าหมายว่าจะ “สร้างเสริมการขับเคลื่อนอย่างสร้างสรรค์ของโลก” (Creating the Movement of the Earth) เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว โดยตระหนักว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านในรอบศตวรรษ รถเพื่อการพาณิชย์ก็ต้องเร่งพัฒนาด้วยเช่นกัน เรากำลังเผชิญกับความท้าทายทางสังคมที่ต้องเอาชนะ และเพิ่มการขับเคลื่อนอย่างสร้างสรรค์ สำหรับผู้คนและสินค้าทั้งหมดในโลก อาทิ ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องบรรลุเป้าหมายสังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน ความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรเป็นศูนย์ การจัดการปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

อีซูซุ 2

อีซูซุมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกค้าของเรามาโดยตลอด ด้วยการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ และรถเครื่องยนต์ดีเซลหลากชนิด ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง การให้บริการการบริหารจัดการระบบปฏิบัติการ และบริการหลังการขายต่างๆ ที่ถือเป็นคุณค่าผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราได้นิยาม “คุณค่าผลิตภัณฑ์” ไว้ 3 ประการดังนี้:

1.ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environmental Friendliness) ผลิตภัณฑ์อีซูซุต้องสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีประสิทธิภาพสูงให้แก่ลูกค้าทั่วโลกของเราเสมอมา ต่อจากนี้ไปเราจะต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ่านการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้าเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

2.ความเป็นมิตรกับผู้ใช้รถ (User Friendliness) คุณค่าของ “การตระหนักถึงสังคมที่สามารถขนส่งผู้คนและสินค้าได้อย่างปลอดภัย มั่นคง และมีประสิทธิภาพ” เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับรถเพื่อการพาณิชย์ เราได้นำเสนอบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย มั่นคง และคุ้มค่าสมเหตุสมผลให้กับลูกค้ามาโดยตลอด และเราจะยังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับผู้ใช้รถยิ่งขึ้นต่อไป ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ และกิจกรรมที่สร้างสรรค์ร่วมกับลูกค้า

3.ความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่องในการดำเนินงาน (Reliable and Continuous Operation) เราได้นำเสนอรถเพื่อการพาณิชย์ที่แข็งแกร่งทนทานและเชื่อถือได้ รวมทั้งเครือข่ายบริการหลังการขายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของลูกค้าตลอดมา ต่อจากนี้ไปเราจะยังสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงทางเศรษฐกิจของทุกภาคส่วน ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สามารถจะทำให้การดำเนินงานของลูกค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่องเพื่อสังคมโดยรวม

อีซูซุ 3

นอกจากนี้อีซูซุกำลังเดินหน้าด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์แบบครบวงจร เพื่อนำเสนอ “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) เพื่อให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะด้านที่แตกต่างกันของลูกค้าทั่วโลก ขณะนี้ “แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมปี 2573” ของเราซึ่งมีเป้าหมายที่จะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ทั้งรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ รถปิกอัพ และรถบัสโดยสาร ภายในปี 2573 กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น

สำหรับประเทศไทย เราวางแผนที่จะผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าเพื่อส่งออกซึ่งจะเริ่มจากประเทศในโซนยุโรปในปี 2568 และจะทยอยเปิดตัวในประเทศอื่นๆ ตามกฎระเบียบและความคืบหน้าด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนของแต่ละประเทศ

อีซูซุจะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 1 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 240,000 ล้านบาท ในด้านการวิจัยและพัฒนาภายในปีงบประมาณ 2573 เพื่อดำเนินการเรื่องการปฏิรูปทางดิจิทัลเกี่ยวกับความเป็นการทางคาร์บอนและโลจิสติกส์ (CN and logistics DX) อีกทั้งการสร้างศูนย์พัฒนาและทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ชื่อ “The EARTH Lab” ภายในปี 2569

เรามั่นใจว่าการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจปัจจุบัน และการลงทุนเชิงรุกในครั้งนี้จะรักษาความเป็นผู้นำตลาดไว้ได้อย่างมั่นคงในระยะสั้นถึงระยะกลาง และจะเป็นการเสริมสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวของเรา อีซูซุจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของโลกโดย “สร้างเสริมการขับเคลื่อนอย่างสร้างสรรค์ของโลก” ด้วยจุดแข็งของเราและก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน

สำหรับนโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของอีซูซุในประเทศไทย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ชี้แจงว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก มีการผลิตรถยนต์ต่อปีมากถึง 1.8 – 1.9 ล้านคัน สูงที่สุดในอาเซียน และเป็นอันดับ 10 ของโลก ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engines : ICE) เกือบทั้งหมด ในปี 2566 มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 9.73 แสนล้านบาท ซึ่งรถปิกอัพและอนุพันธ์ในฐานะ “โปรดักส์แชมเปี้ยน” เป็นรถที่ส่งออกมากที่สุดถึง 786,383 คัน คิดเป็น 70% จากรถทุกประเภท

นับจากนี้ไป อีซูซุในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทยพร้อมเดินหน้าสนับสนุนนโยบายรัฐบาลไทยในการมุ่งสู่สังคมที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality Society) ในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน ด้วยแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality)

การนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อน และแตกต่างจากรถยนต์นั่ง ซึ่งเราต้องพิจารณาถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์และส่วนตัว เราจึงพัฒนารถที่มี “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ไม่ใช่เพียงแต่รถไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) หรือรถไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (FCEV) เท่านั้น แต่หมายรวมถึงพลังงานอื่นๆ เช่น การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Fuel) กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน อาทิ น้ำมันไบโอดีเซลเจนเนอเรชั่นใหม่จากพืชใช้แล้ว (HVO – Hydrotreated Vegetable Oil) และ น้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (e-Fuel) เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้รถอีซูซุด้วยซึ่งในงานนี้เราได้นำรถมาจัดแสดงถึง 4 รุ่น คือ

อีซูซุ 4

○รถปิกอัพไฟฟ้าต้นแบบ “อีซูซุ ดีแมคซ์” (Isuzu D-Max EV Concept)
ซึ่งเป็นรถปิกอัพ 4 ประตู ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full Time โดยใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซล ชุดมอเตอร์คู่และเฟืองท้ายภายใต้ “eAxle” ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ทำงานร่วมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ผสานกับช่วงล่างด้านหลังใหม่หมดแบบ De-Dion มั่นใจบนทุกสภาพถนน เหมาะสมกับการใช้งานของรถปิกอัพ สร้างดุลยภาพในการขับขี่ทั้งความนุ่มนวล และความสามารถในการบรรทุกอันยอดเยี่ยม จุดเด่นคือ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 2 ตัว แรงบิดรวมกัน 325 นิวตัน-เมตร มอเตอร์ไฟฟ้าคู่กำลังสูง การออกแบบโครงและตัวถังที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มความสามารถในการลากจูงได้ มีแผนจะเริ่มผลิตเพื่อส่งออกอย่างเป็นทางการจากฐานการผลิตประเทศไทยในปี 2568 เนื่องจากวิธีการใช้งานของลูกค้าแตกต่างกัน รถปิกอัพไฟฟ้าต้นแบบ “อีซูซุ ดีแมคซ์” จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับลูกค้าผู้ใช้รถ จะเปิดตัวในประเทศภาคพื้นทวีปยุโรปบางประเทศ เช่น นอร์เวย์ ในปี 2568 จากนั้นมีกำหนดการจะเปิดตัวในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ไทย ตลอดจนประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ เป็นลำดับถัดไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและความพร้อมของสาธารณูปโภคด้านสถานีชาร์จรถไฟฟ้า

อีซูซุ 5

○รถปิกอัพ “อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ MHEV” 4 ประตู ซึ่งเป็นระบบการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยการติดตั้งแบตเตอรี่ 48 โวลต์ ทำหน้าที่เสริมกำลังขับเคลื่อนให้กับเครื่องยนต์ 1.9 Ddi Blue Power เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ในช่วงออกตัว รวมถึงช่วยลดการสั่นสะเทือนในจังหวะสตาร์ทเครื่องยนต์และช่วยลด CO2 ซึ่ง “อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ MHEV” คันนี้เป็นรถทดลองประกอบเพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกให้กับลูกค้าในการลด CO2 โดยรถประเภทนี้อาจจะเหมาะกับความต้องการของลูกค้าบางกลุ่ม ซึ่งเราอยู่ในระหว่างการสำรวจตลาดก่อนกำหนดแผนการจำหน่ายต่อไป

อีซูซุ 6

○รถบรรทุกไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์ อีวี” (Isuzu Elf EV) พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Isuzu Modular Architecture and Component Standard : I-MACS” สำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมการออกแบบ “Center Drive System EV” ซึ่งเป็นการออกแบบรถบรรทุกไฟฟ้าโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องคำนึงถึงความสมดุลของการกระจายน้ำหนักรถ ระยะช่วงล้อหลัง และรัศมีวงเลี้ยวที่เหมาะสม เหมาะกับการใช้งานบรรทุกเบา วิ่งระยะสั้น อาศัยความคล่องตัว โดยใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งได้เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อมีนาคม 2566 ในขณะเดียวกันเรากำลังพัฒนาเทคโนโลยีการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping System) ในระยะเวลาอันสั้นเพื่อลดระยะเวลาในการจอดเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ อีกทั้งยังสามารถเลือกแบตเตอรี่ได้ตั้งแต่จำนวน 2 – 5 ก้อน เพื่อให้เหมาะกับระยะทางการขนส่ง

อีซูซุ 7

○รถบรรทุกไฟฟ้าขนาดกลางเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Isuzu Elf FCEV) การพัฒนาร่วมกันระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้โครงการ Commercial Japan Partnership Technologies Corporation (CJPT) เหมาะกับการใช้งานบรรทุกหนัก สามารถเติมเชื้อเพลิงได้รวดเร็ว และไม่ก่อให้เกิดมลพิษ เป็นการเพิ่มตัวเลือกรถบรรทุกในตลาด ตอบรับกับความต้องการก้าวสู่ยุคความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยในญี่ปุ่นได้มีการวิ่งทดสอบตามการใช้งานจริงตามเมือง และประเภทการใช้งานต่างๆ จำนวน 90 คัน เมื่อเดือนมกราคม 2566 ที่โตเกียว ฟุกุชิมะ และฟุกุโอกะ ส่วนประเทศไทยได้มีการวิ่งทดสอบแล้วจำนวน 4 คัน เมื่อเดือนกันยายน ถึงพฤศจิกายน 2566
กิจกรรมเพื่อสนับสนุนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

○การลงนามในบันทึกข้อตกลงการเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับกรมสรรพสามิตเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้าอีซูซุเพื่อจำหน่ายในประเทศ และเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกเหมือนเช่นที่ผ่านมา

○การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาโครงการทดสอบรถยนต์กับพลังงานสะอาดเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ระหว่าง ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) กับ ปตท. เพื่อทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ วิ่งใช้งานจริง โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน ระบบชาร์จ และ EV อีโคซิสเต็มของ ปตท. และโครงการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับรถยนต์ดีเซล โดยการทดสอบใช้ HVO น้ำมันไบโอดีเซลเจนเนอเรชั่นใหม่จากพืชใช้แล้ว รวมทั้งร่วมกับมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ศึกษาวิจัยน้ำมัน e-fuel ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 และสามารถใช้งานในเครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยจะเริ่มวิ่งทดสอบการใช้น้ำมัน HVO ภายใต้สภาพการใช้งานจริงร่วมกับบริษัทชั้นนำของประเทศไทยตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งอีซูซุเชื่อว่าโครงการนี้จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้โดยสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน รวมถึงเครือข่ายการคมนาคมไทยน้อยที่สุด

○นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดเพื่อมอบทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว อีซูซุยังให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมการตลาดและการส่งเสริมการขาย ภายใต้แนวคิด “Isuzu Life Cycle Solutions” ที่ให้การสนับสนุนผู้ใช้รถอีซูซุ ด้วยการนำเสนอโซลูชั่นส์ทั้งในด้านเทคโนโลยีและการจัดอบรมเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้งานอย่างคุ้มค่า ประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนโดยรวม พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดตลอดอายุการใช้งาน

○การสร้างจิตสำนึกด้านการประหยัดพลังงานในกลุ่มอีซูซุ ด้วยการปรับปรุงสำนักงานเป็นอาคารประหยัดพลังงาน ติดตั้งแผงพลังงานโซลาร์เซลล์ที่โรงงานผลิต และขยายการติดตั้งในโชว์รูมทั่วประเทศ ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ไปแล้วกว่า 1,000 ตัน และลดอัตราการใช้ไฟฟ้าได้กว่า 50% และอีกหลากหลายโครงการปลูกจิตสำนึกพนักงานในองค์กร เช่น โครงการแยกขยะ และโครงการปลูกป่า เป็นต้น

○การยกระดับโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” ที่กลุ่มอีซูซุร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 11 ปี โดยการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาปรับใช้ในโครงการ ตลอดระยะเวลา 67 ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทย อีซูซุได้อยู่เคียงคู่กับสังคมไทยในฐานะนิติบุคคลที่ดีเสมอมาภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจ “วิถีอีซูซุ” (Isuzu Spirit) – – ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา” ผ่านนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ และเราขอให้คำมั่นว่า เราจะยังคงยืนหยัดร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในการผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามที่ได้ตั้งไว้

วิริยะประกันภัย ร่วมงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (The 45th Bangkok International Motor Show 2024) ภายใต้แนวคิด “The Mobility of Joyful Experiences” ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำโดย นางสาวกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสดำเนินการจัดงานมอเตอร์โชว์ในครั้งนี้ ณ  ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45 บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมจัดแสดงบูธในตำแหน่ง M8 ภายใต้แนวคิด “มากกว่าความคุ้มครอง คือ ความคุ้มค่า” โดยภายในบูธวิริยะประกันภัย มีการให้บริการข้อมูลผลิตภัณฑ์ประกันภัย, การคำนวณเบี้ยประกันภัย และการต่ออายุกรมธรรม์  รวมถึงกิจกรรมเกมให้ร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับของรางวัลมากมาย และกิจกรรมพิเศษจากพันธมิตรอย่าง จส.100 ที่มาร่วมออกบูธในครั้งนี้ด้วย

ฟอร์ด จำลองความเร็ว-แรงผ่านอุโมงค์สไลเดอร์ ‘Speed Simulator’ สูง 4 ม. สร้างประสบการณ์ประทับใจแบบฉบับเครื่องยนต์วี 6 ในงานมอเตอร์โชว์

0

ฟอร์ด พร้อมนำเสนอกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟให้ลูกค้าได้เปิดประสบการณ์สุดมันส์ สะท้อนเอกลักษณ์ของรถฟอร์ดที่แตกต่างอย่างโดดเด่นภายใต้สโลแกน ‘แกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถาณการณ์’ ที่บูธฟอร์ด A2 ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2567

ฟอร์ด ประเทศไทย เตรียมสร้างความตื่นเต้นให้วงการรถยนต์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม รถ 2 รุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ที่ทรงพลังกว่าเดิม พร้อมเผยโฉมให้ผู้สนใจได้สัมผัสคันจริงครั้งแรกอย่างเป็นทางการ พร้อมยกทัพรถฟอร์ดรุ่นยอดนิยมมาจัดแสดงครบทุกรุ่น จัดเต็มโปรโมชันสุดเร้าใจภายในงานและที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ และยังมีกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์สนุกๆ ไปกับฟอร์ด ทั้งมุมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 พร้อมสนุกับประสบการณ์ความเร็วเสมือนความแรงของเครื่องยนต์ วี 6 ในอุโมงค์สไลเดอร์ Speed Simulator และครั้งแรกในไทยกับเทคโนโลยี AR ที่ฟอร์ดร่วมกับ Google จัดทำขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์แบบอิมเมอร์ซีฟให้กับลูกค้า เพียงเปิดกล้องโทรศัพท์มือถือสแกนไปที่จุดต่างๆ ของตัวรถก็จะเห็นข้อมูลเชิงลึกของรถในจุดนั้นได้

 ภายในงาน ฟอร์ดยังเตรียมจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกถึง 2 รุ่น ได้แก่

ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค วี 6 รถกระบะรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ยกระดับความแกร่งไปอีกขั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการกำลังและแรงบิดมากขึ้นเพื่อการลากจูงและขับขี่แบบออฟโรด จัดเต็มด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E-Shifter มอบพละกำลังสูงสุด 250 แรงม้า ที่ 3,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร มาพร้อมล้ออัลลอย 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาทางเลือกในการใช้รถที่มีสมรรถนะขับขี่ขั้นสูง และการใช้งานตามไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย พร้อมเป็นรถคู่ใจในทุกเส้นทางของชีวิต ด้วยราคา 1,519,000 บาท พร้อมข้อเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และมีสีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ สีขาว อาร์คติค ไวท์ สีเทา เมทิเออร์ เกรย์ และสีดำ แอบโซลูท แบล็ค

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E-Shifter มอบกำลังสูงสุด 250 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร โดดเด่นด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีที่เหนือชั้น แตกต่างด้วยรูปลักษณ์ที่หรูหรา อาทิ กระจังหน้าขนาดใหญ่ดีไซน์ใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะพร้อมตัวอักษร PLATINUM สีโครเมียมบนฝากระโปรงหน้า บานประตูคู่หน้า และฝาท้าย ระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน และฟีเจอร์ใหม่ที่มีเป็นครั้งแรกในห้องโดยสารของรถ PPV อย่างเบาะนั่งคนขับและเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบปรับอากาศ รวมถึงระบบบันทึกตำแหน่งเบาะที่นั่งสำหรับคนขับ ชาญฉลาดด้วยฟังก์ชันการปรับตำแหน่งเบาะที่นั่งให้เข้าออกสะดวกสำหรับเบาะนั่งคนขับ มาพร้อมเครื่องเสียง Bang & Olufsen® ลำโพง 12 ตำแหน่ง พร้อมซับวูฟเฟอร์ ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาความเป็นเลิศในการใช้ชีวิตขณะที่ยังคงแสวงหาการผจญภัย ด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีเหนือชั้น พร้อมดีไซน์ที่เน้นความเรียบหรูตามแบบฉบับแพลทินัม จำหน่ายในราคา 2,279,000 บาท มาพร้อมข้อเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และมีสีภายนอกให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก สีเทา เมทิเออร์ เกรย์ สีดำ แอบโซลูท แบล็ค สีน้ำตาล อีควิน็อคซ์ บรอนซ์ และสีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล

ฟอร์ดเปิดรับจองฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค วี 6 และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ผ่านช่องทางออนไลน์ www.ford.co.th พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 26 มีนาคม 2567 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป โดยฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม จะมีจำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 350 คันเท่านั้น1

 

ข้อเสนอสุดเร้าใจมากมายภายในงานมอเตอร์โชว์ 

ฟอร์ดมอบข้อเสนอสุดพิเศษแห่งปี สำหรับรถยนต์ฟอร์ดรุ่นยอดนิยมภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศตลอดช่วงระยะเวลาการจัดงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS กระบะสี่ประตูยกสูงเกียร์อัตโนมัติราคาคุ้มค่า ราคาเริ่มต้น 889,000 บาท ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ดาวน์ 20% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 4×4 ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 72 เดือน* ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง *เฉพาะผู้จำหน่ายที่เข้าร่วมรายการ
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ สปอร์ต 4×2 เกียร์อัตโนมัติ ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ สตอร์มแทรค และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ดอกเบี้ยพิเศษ 19% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค วี 6 ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์, สปอร์ต และไทเทเนียม พลัส 4×2 ดอกเบี้ยพิเศษ 99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พิเศษ! รับเพิ่มทองคำแท่งหนัก 1 บาท เมื่อจอง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 และออกรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2567

 

รถฟอร์ดทุกรุ่น มาพร้อมโปรแกรม Ford Care ซึ่งเป็นการรับประกันจากโรงงานนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

พิเศษ! ลูกค้าเจ้าของรถทุกแบรนด์ที่นำรถมาแลกซื้อรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รับส่วนลดอีก 30,000 บาท เพิ่มเติมจากโปรแกรมส่งเสริมการขายปกติ สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2567 พิเศษ! ลูกค้าปัจจุบันฟอร์ด รับเพิ่มโปรแกรม Ford Care+ อุ่นใจในการขับขี่ตลอด 5 ปี

ผู้สนใจดูข้อมูลและเงื่อนไขข้อเสนอพิเศษของแคมเปญส่งเสริมการขายจากฟอร์ดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.ford.co.th  และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center โทร 1383 และติดตามรายละเอียดรถใหม่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 เพิ่มเติมได้ที่ช่องทางโซเชียล มีเดียของฟอร์ด ภายใต้ Hashtag #FordLevelsUp #RangerV6 #EverestV6 #YouCantFakeTough

 

1 การส่งมอบรถจะพิจารณาจากหลายปัจจัย รวมถึง ลำดับการจองจาก www.ford.co.th การได้รับอนุมัติสินเชื่อ ตลอดจนรถและสีที่พร้อมส่งมอบ ทั้งนี้ ระยะเวลาส่งมอบอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามระยะทางของจังหวัดที่มีการส่งมอบ

“เบนซ์ไพรม์มัส” จัดงาน Primus Auto Show 2024 ยกระดับความหรูเหนือระดับ รับมอเตอร์โชว์ “แคมเปญดี ราคาเดียว”

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ยกระดับประสบการณ์สุด Luxury นำทัพรถใหม่ / Certified Used Car อวดโฉมเต็มพิกัด รับมอเตอร์โชว์ “แคมเปญดี ราคาเดียว” เสริมความ Exclusive กับกิจกรรม Test Drive รถไฟฟ้าตัวแรง “Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+” เฉพาะในงาน Primus Auto Show 2024 ที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส” เลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เริ่ม 16 มี.ค. – 7 เม.ย.ศกนี้

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG และ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า จากนโยบายโมเดลธุรกิจใหม่ Retail of the Future ของบริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” ที่มุ่งเน้นการสร้างความเท่าเทียมด้านราคา การเข้าถึงรถยนต์ของลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มทั้งออนไลน์และออฟไลน์กับการสร้างประสบการณ์แบบลักชัวรี่ในทุกมิตินั้น  ทำให้ “เบนซ์ไพรม์มัส” ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าแบรนด์ และยกระดับการให้บริการด้านคุณภาพเพิ่มมากขึ้น

ล่าสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” มีนโยบายในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ด้วยการจัดงานแสดงและจำหน่ายรถยนต์ประจำปีครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่องาน “Primus Auto Show 2024” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบาย “ซื้อรถเท่าเทียม : One Price” ของบริษัทแม่ และเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงงาน Bangkok International Bangkok Motor Show ที่อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

สำหรับงาน “Primus Auto Show 2024” จะจัดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2567 ที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา  ซึ่งภายในงานได้มีการจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งรถยนต์ในตระกูล Mercedes-Benz, Mercedes-AMG และ Mercedes-Maybach ให้ลูกค้าได้เลือกชมและสัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมรถยนต์ทดลองขับที่มีอีกมากมายหลายรุ่น เพื่อมอบความสะดวกสบายเหนือระดับ และความพึงพอใจสูงสุดในการเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ชื่นชอบ

พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ระดับหรูแบบไฟฟ้า 100% ในรุ่น Mercedes-Benz EQS 500 4MATIC AMG Premium ในราคาจำหน่ายเริ่มต้น 6,700,000 บาท รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 1 ปี, MBSP Easy Care นาน 5 ปี และ MBSP Extra Guarantee สูงสุด 5 ปี

และรถยนต์ในกลุ่ม E-Class รับส่วนลดสูงสุด 830,000 บาท พร้อมฟรี! ประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 1 ปี มาพร้อมกับข้อเสนอสำหรับรถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น เป็นเจ้าของวันนี้ รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 1 ปี

พิเศษ! เฉพาะในวันที่ 23-24 มีนาคม 2567 พบกิจกรรมสุดเอ็กคลูซีพ โดยเชิญชวนลูกค้าร่วมพูดคุยด้านเทคนิคการขับขี่และสัมผัสความแรงของที่สุดแห่งยนตรกรรมรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด “Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+” กับ “ช้อป-อริรุทธ์ ข้าวบ่อ” Driving Instructors ระดับมืออาชีพ จาก “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)”

พร้อมมอบเพลิดเพลินกับรสชาติอาหารและเครื่องดื่มที่คัดสรรพิเศษ จากคาราวาน Food Truck อาทิ Taco Bell, Block Burger Bus, Baby Pizza ฯลฯ ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยตลอดทั้งงาน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในการแข่งขัน 2023 Campaign Engagement Contest จากแคมเปญส่งเสริมการขาย  “Make Your Drive Like Day One” ของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” และขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุน “เบนซ์ไพรม์มัส” ด้วยดีโดยตลอด

ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” จึงได้จัดแคมเปญพิเศษ เพื่อเชิญชวนลูกค้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่เหนือระดับด้านบริการหลังการขาย ภายใต้ชื่อ “Travelling along with confidence” เพียงลูกค้านำรถยนต์ Mercedes-Benz เข้ารับบริการด้านการบำรุงรักษาทั่วไป การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, การเปลี่ยนยาง MB Tires หรือการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่น สินค้าประดับยนต์ ของ Mercedes-Benz รวมถึงการเลือกซื้อแพคเก็จ MBSP เป็นต้น ที่ศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” และมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป ต่อใบเสร็จ รับฟรี! บัตรกำนัลผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ MB Tires มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) หมดเขต 31 มีนาคม ศกนี้

อย่าพลาด! งาน “Primus Auto Show 2024”  เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม ถึงวันที่ 7 เม.ย.67 เฉพาะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” ย่านเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม) สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 095 5555 หรือคลิกรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/BenzPrimusAutohaus

BRG Group จัด Big campaign เข้าสู้ Motor Show 2024 คืนกำไรในปีมังกรทอง รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท พร้อมก้าวสู่เส้นทางใหม่กับการเป็นดีลเลอร์เจ้าใหญ่ถึง 3 แบรนด์

0

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 49 อย่างยิ่งใหญ่ในวงการรถยนต์นำเข้า BRG Group เราคือผู้แทนจำหน่ายรถยนต์นำเข้ารายใหญ่ของประเทศไทย ที่มีหัวใจหลักคือ “คุณภาพ และความจริงใจ” เพื่อตอกย้ำความสำเร็จที่เรามั่นคงด้วยคุณภาพมาอย่างยาวนาน ในงาน Bangkok International Motor Show 2024 ที่กำลังจะถึงนี้ เราจึงมี Big Surprise คืนกำไรให้กับลูกค้ารวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นใหญ่ซื้อรถแถมรถ!! , โปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องฟรี นาน 10 ปี!  , จับฉลากของขวัญ Lucky Draw เพื่อลุ้นรับรางวัลใหญ่อย่าง IPhone 15 และของรางวัลอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นอีกมากมายที่จัดเต็มมาให้เฉพาะ ผู้ที่ซื้อรถยนต์กับเราที่งานนี้เท่านั้น  ไม่ว่าจะเป็น โปรโมชั่น ดาวน์ต่ำ , ผ่อนน้อย , ดอกเบี้ยต่ำ ,ฟรีประกันภัย , ฟรีชุดแต่ง , ขัดเคลือบแก้วราคาพิเศษ และโปรโมชั่นอื่น ๆ อีกมากมาย

และเพื่อให้สอดคล้องกับ Concept ของ Bangkok International  Motor Show ครั้งที่ 45 ที่มาในธีม The Mobility of Joyful Experiences : ประสบการณ์แห่งความสนุกของทุกการเดินทาง BRG Group จึงมากับแคมเปญ  “Journey to Better Experience” การเดินทางสู่ประสบการณ์ที่ดี ซึ่งในครั้งนี้ เราขอชวนทุกท่านไปสัมผัสกับรถยนต์นำเข้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความ Luxury สุดพรีเมียม โดยถูกยกระดับความสง่างามด้วยชุดแต่ง M’z Speed คุณจะได้พบกับ  All New M’z SPEED Alphard สุดยอด MPV ที่มียอดขายดีที่สุดตลอดกาล ตอบโจทย์การเดินทาง และความสะดวกสบายที่สุด ,  M’z SPEED Voxy ที่เหมาะสำหรับการเป็นรถยนต์ครอบครัว มีขนาดกระทัดรัด มาพร้อมกับการขับขี่ที่คล่องตัว และ M’z SPEED Stepwagon เน้นพื้นที่ในการใช้สอย เหมาะสำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่กำลังมองหาความคุ้มค่าที่สุด ชุดแต่ง M’Z Speed เป็นชุดแต่งมาตรฐานระดับสากล โดย BRG Group เป็นผู้ที่ได้เอกสิทธิ์จัดจำหน่ายชุดแต่ง M’Z Speed อย่างเป็นทางการผู้เดียวในประเทศไทย มาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น

นอกจากรถนำเข้าที่มาพร้อมกับชุดแต่ง M’Z Speed เรายังขนทัพรถยนต์นำเข้ารุ่นอื่น ๆ ที่พร้อมให้ทุกท่านได้เป็นเจ้าของ อาทิ Chevrolet Corvette stingray 3LT ซุปเปอร์คาร์ระดับตำนาน , Volkswagen ID. Buzz รถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% , Volkswagen T5 รถยนต์ระดับผู้บริหารที่ตกแต่งภายในแบบ Super VIP , Land Cruiser Prado สุดยอดแห่งยนตกรรม SUV Full size สายลุยระดับ Luxury และรถยนต์ระดับ High Class อีกมากมาย เชิญสัมผัสด้วยตัวคุณเอง ที่บูธ B9 ณ อาคารชาลเลนเจอร์อิมแพคเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 นี้

ความพิเศษของแคมเปญ “Journey to Better Experience” การเดินทางสู่ประสบการณ์ที่ดีคือ Big surprise คืนกำไรให้กับลูกค้า โดยรวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท แจกโชคใหญ่ถึง 3 ชั้น เฉพาะลูกค้าที่จอง และซื้อรถในงาน Motor Show 2024 เท่านั้น

ชั้นที่ 1 : โปรซื้อรถแถมรถ!! เพียงคุณซื้อรถรุ่นที่ร่วมรายการ รับไปเลย รถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน มูลค่ากว่า 300,000 บาท (รุ่นที่บริษัทกำหนด)

ชั้นที่ 2 : Promotion! เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องฟรี นาน 10 ปี!  (**สำหรับลูกค้าที่จองและซื้อรถในงาน Motor Show 2024 เท่านั้น / **โปรโมชั่นนี้ใช้ได้เฉพาะรถญี่ปุ่นรุ่นที่ร่วมรายการ เท่านั้น)

ชั้นที่ 3 : จับฉลาก Lucky Draw ลุ้นรับ Iphone 15 และของรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

อทิ เช่น : ทองคำ 1 บาท , Iphone 15,กระเป๋าเดินทางไฟฟ้า Airwheel ,Samsung TV 55 ,Ipad 10 ,Apple Watch SE ,ลำโพง Marshall และอื่นๆอีกมากมาย

และยังมี โปรโมชั่นอื่นๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ดาวน์ต่ำ , ผ่อนน้อย , ดอกเบี้ยต่ำ , ฟรีประกันภัย , ฟรีชุดแต่ง , ขัดเคลือบแก้วราคาพิเศษ และโปรโมชั่นดีๆอีกมากมาย รอคุณอยู่ที่บูธ ฺBRG GROUP

( หมายเหตุ : **โปรโมชั่นนี้เฉพาะงาน Motor Show 2024  และเฉพาะรุ่นรถที่กำหนดเท่านั้น ,**ของแถม โปรโมชั่น เงื่อนไขและข้อตกลงต้องเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด ,**บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใดๆ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า)

ไม่เพียงเท่านั้น ความยิ่งใหญ่ในปีนี้ BRG Group ยังพร้อมก้าวสู่เส้นทางใหม่กับการเป็นดีลเลอร์เจ้าใหญ่ถึง 3 แบรนด์ หลังจากที่ก้าวแรกอย่าง BRG GROUP ประสบความสำเร็จในด้านชื่อเสียง และยอดขาย จึงตามมาด้วยก้าวต่อไปอย่าง Neta รามคำแหง-หัวหมาก by BRG รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลอันดับ 1 Marketing Excellent Award และต่อด้วยอีกเส้นทางใหม่ที่เรากำลังจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงกับแบรนด์ยักใหญ่อย่าง Changan ซึ่งเรากำลังจะได้พบกันเร็ว ๆ นี้ กับ Deepal BRG Srinakarin นอกจากนี้ เรายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์รถยนต์ KIA จากประเทศเกาหลี อย่างเป็นทางการอีกด้วย

สุดท้ายนี้นอกเหนือจากการจำหน่าย Luxury Car แล้ว สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือบริการหลังการขายที่เป็นหัวใจหลักของ BRG บริการหลังการขายแบบ One Stop Service ครบวงจร ดูแลรถยนต์แบบครบ จบในที่เดียว โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ และชำนาญงานเฉพาะทาง พร้อมด้วยเครื่องมือในการปฏิบัติงานที่ทันสมัย และเข้าใจทุกปัญหาเรื่องรถยนต์อย่างแท้จริง

โชว์รูมและศูนย์บริการ One Stop Service พร้อมให้บริการ ทั้ง 2 สาขา ทั้งสาขาศรีนครินทร์ และสาขาเเจ้งวัฒนะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่

โทร. 088-377-6992 (สาขาศรีนครินทร์)

โทร. 085-123-8170 (สาขาแจ้งวัฒนะ)

Website : www.brg.co.th

Line : @brggroup (มี@ข้างหน้า) หรือกดลิงก์ https://pixelfy.me/BRG-group

Instagram : brg_group

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิด GWM Training Center แห่งแรกในไทย สร้างทักษะ เสริมศักยภาพ ต่อยอดกลยุทธ์ด้านการขายและบริการหลังการขาย พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นหนึ่งในสามผู้นำแบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทย

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวศูนย์อบรมแห่งใหม่ “GWM Training Center” รองรับการฝึกอบรมพนักงานขาย น้อง iAM (Intelligent Ambassador) ช่างเทคนิค พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้านการขายและบริการหลังการขายของบุคลากรได้อย่างตรงจุด สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทั่วประเทศผ่านการซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าด้วยความรู้และทักษะที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล ทะยานขึ้นสู่ความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) 3 อันดับแรกของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยภายในปี 2569 อย่างเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยอย่างยั่งยืน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำโดย นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ นายสฤษดิ์พงษ์ เพ่งเล็งผล ผู้อำนวยการฝ่ายขาย นายธีร์ธวัฒน์ โกศลานันทกุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย และนางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เข้าร่วมเฉลิมฉลองการเปิด GWM Training Center ณ แอท ยู พาร์ค บางนา (ATT U PARK Bangna) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยศูนย์อบรมแห่งนี้จะเข้ามารองรับการฝึกอบรมพนักงานขาย น้อง iAM และช่างเทคนิคของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั่วประเทศ โดยการฝึกอบรมมีทั้งการฝึกฝนในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยแบ่งหลักสูตรออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง และขั้นสูง ด้านการขาย การฝึกอบรมจะครอบคลุมทั้งความรู้ด้านแบรนด์และผลิตภัณฑ์ เทคนิคการขาย หลักการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่อลูกค้า รวมถึงการหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ตรงจุด ด้านบริการหลังการขาย เน้นความรู้ด้านเทคโนโลยี ส่วนประกอบต่าง ๆ ของตัวรถ เทคโนโลยีและการทำงานของรถรุ่นต่าง ๆ และความรู้พื้นฐานของระบบไฟฟ้า องค์ประกอบและระบบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง การทำงานของมอเตอร์และแบตเตอรี่ รวมถึงการวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขปัญหา การใช้เครื่องมือพิเศษในการซ่อมบำรุงต่าง ๆ นอกจากนี้ การอบรมยังครอบคลุมไปถึงความรู้ด้านการบำรุงรักษาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อีกด้วย

GWM Training Center ครอบคลุมบริเวณชั้น 2 ของแอท ยู พาร์ค บางนา มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 530 ตารางเมตร สามารถรองรับการฝึกอบรมบุคลากรได้อย่างครบครัน เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีอันทันสมัย ประกอบด้วยห้องฝึกอบรมเฉพาะทางถึง 4 ห้อง ได้แก่ ห้อง Sales Training สำหรับฝึกอบรมทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการขาย ห้อง Technical Training สำหรับฝึกอบรมทฤษฎีหลักการทำงานของรถยนต์ ห้อง Overhaul Room สำหรับฝึกภาคปฏิบัติในการถอดประกอบเครื่องยนต์และเกียร์ และห้อง Workshop ที่ใช้สำหรับฝึกภาคปฏิบัติงานบริการของช่างเทคนิค

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ การบริการ ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภค โดยการพัฒนาขีดความสามารถให้ครอบคลุมรอบด้านควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้ได้มาตรฐานตามที่บริษัทกำหนด เราจึงได้มีการเปิดศูนย์อบรมแห่งใหม่ หรือ GWM Training Center เพื่อรองรับและฝึกอบรมพนักงานขายและช่างเทคนิคของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั่วประเทศ ซึ่งพนักงานทุกคนจะต้องผ่านการฝึกอบรมที่ศูนย์อบรมดังกล่าวเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีความรู้ความสามารถในการให้บริการลูกค้า และซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ความพร้อมของบุคลากรที่มีทักษะระดับสูงเหล่านี้ จะเป็นแรงผลักดันอันสำคัญที่จะช่วยสานเจตจำนงของบริษัทฯ ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของไทย พร้อมช่วยเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้พัฒนาอย่างสมบูรณ์และเป็นรูปธรรม รวมถึงมีส่วนช่วยรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน”

การเปิดศูนย์ฝึกอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านการขายและบริการหลังการขายที่สำคัญของบริษัทฯ ในการพัฒนาคุณภาพบุคลากรเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคอย่างรอบด้าน สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จะยกระดับประสบการณ์และการบริการแก่ลูกค้าผ่านกลยุทธ์ด้านต่าง ๆ ที่จะประกอบกันกลายเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการเดินหน้าเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในสามของผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของไทย พร้อมส่งมอบ “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience” ด้วยบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพ เพื่อร่วมกันยกระดับประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่สังคมรถยนต์พลังงานใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) และบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ด้วยการเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากลควบคู่ไปกับการตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย

มาสด้า ปรับโฉม BT-50 สวยดุดันทั้งภายนอกภายในหัวใจแกร่ง ใส่เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เทอร์โบ ลงในรุ่นขับสองยกสูงเอาใจสายแรง

0

มาสด้า ประกาศบุกตลาดรถปิกอัพเอาใจสายซิ่ง ปรับโฉม New Mazda BT-50 พร้อม…ให้คุณออกนำทุกเส้นทาง จับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เทอร์โบ 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร ลงในรุ่นขับสองยกสูง Hi-Racer ทั้งรุ่นฟรีสไตล์แค็บและดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู มาพร้อมสีใหม่สีเทา ร็อค เกรย์ กระจังหน้า Signature Wing และชุดกันชนหน้าสีดำเงา ล้ออัลอยด์ 18 นิ้ว ภายในเบาะหนังทูโทนสีน้ำตาล-ดำ ติดตั้ง Sport Paddle Shift พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ACC แบบ Stop & Go เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้น 7 แสนกว่าบาท ดอกเบี้ย 0.99% พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บรัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วันนี้ตลาดรถปิกอัพมีการแข่งขันที่ดุเดือด ทั้งสงครามราคา แคมเปญ ส่วนลด ซึ่งมาสด้าจะไม่ลงไปเล่นในสมรภูมิเช่นนี้ แต่เราจะสร้างพื้นที่ของเรา สร้างกลุ่มลูกค้าเฉพาะขึ้นมาใหม่ เราเล็งเห็นช่องว่างในการเติมเต็มความต้องการของลูกค้า นั่นคือ ตลาดขับสองยกสูง นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าเรียกร้องมาตลอดและยังไม่เคยได้รับการตอบสนอง ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแฟนพันธุ์แท้มาสด้า การปรับโฉมปิกอัพมาสด้า บีที-50 ใหม่ ในครั้งนี้ จึงให้ความสำคัญทั้งรูปลักษณ์ภายนอกที่สง่างาม ดุดัน ภายในสปอร์ตลงตัว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายและระบบความปลอดภัยถูกใส่เข้ามาแบบเต็มคัน โดยเฉพาะพละกำลังของเครื่องยนต์อันทรงพลัง ด้วยการเพิ่มไลน์อัพของเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ซึ่งปกติจะมีเฉพาะในรุ่น 4×4 มาสด้าได้นำเครื่องยนต์นี้ใส่ลงในรุ่น 4×2 แบบยกสูง หรือ Hi-Racer ทั้งรุ่นฟรีสไตล์แคบ FSC และรุ่นดับเบิ้ลแค็บ DBL ซึ่งถือเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายและตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น

จุดเด่นสำคัญสำหรับ New Mazda BT-50 คือการออกแบบอันสง่างามของ “โคโดะ ดีไซน์” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มุ่งเน้นให้เกิดความเรียบง่าย แต่งดงาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีตระกูล CX Series เจนเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้า โดยผนวกรวมจุดเด่นทั้งหมดของมาสด้าและความต้องการของลูกค้าที่อยากจะเห็นจากรถปิกอัพในปัจจุบัน คือการออกแบบที่สง่างามสไตล์ปิกอัพยุคใหม่ การเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย อุปกรณ์ความสะดวกสบายที่เทียบเท่ากับรถเอสยูวีในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นปิกอัพที่มีความอเนกประสงค์ขับขี่ได้ทุกโอกาส ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

ภายในห้องโดยสารสวยงามลงตัวเน้นความประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด คัดสรรเฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น ผสมผสานกับโทนสีภายในรวมถึงองค์ประกอบกลมกลืนอย่างลงตัว คอนโซลหน้าถูกตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน เสาภายในและเพดานเลือกใช้โทนสีดำตัดกับหนังสีน้ำตาลเข้มของเบาะนั่งที่ออกแบบให้นั่งสบายในทุกตำแหน่ง แผงประตูที่เพิ่มความหรูหราด้วยตกแต่งสไตล์เดียวกับรถเอสยูวี สัมผัสกับห้องโดยสารที่กว้างขวาง การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์โดยให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางตามหลักปรัชญา Human Machine Interface ทุกฟังก์ชั่นจึงง่ายต่อการใช้งาน

มาสด้า BT-50 ใหม่ พร้อม…ให้คุณออกนำทุกเส้นทาง ยังคงถูกวางตำแหน่งให้เป็นปิกอัพสไตล์เอสยูวี ด้วยการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ภายใต้แนวคิด Kodo : Soul of Motion โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม เช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์ SUV ของมาสด้า มาสด้า BT-50 ใหม่ พร้อมกับการปรับปรุงดีไซน์ภายนอกใหม่ เสริมดีไซน์แกร่งกับกระจังหน้าและ Signature Wing สีดำเงาในทุกรุ่นย่อย เพิ่มความสปอร์ตดุดันกับสีภายนอกใหม่ สีเทา ร็อก เกรย์ (Rock Gray) เสริมความแกร่งให้กับดีไซน์ภายนอกด้วยชุดแต่งพิเศษ Black Thunder สีดำเงา ประกอบด้วยชุดแต่งกันชนหน้า สปอร์ตบาร์ กระจกมองข้าง คิ้วตกแต่งซุ้มล้อ มือจับเปิดประตู และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหลักของรถปิกอัพมาสด้าในปัจจุบันที่ต้องการรถปิกอัพสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย และยังสะท้อนบุคคลิกอันโดดเด่นในสไตล์มาสด้าได้อย่างลงตัว

ดีไซน์ภายในแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์การออกแบบของมาสด้า ที่เน้นความเรียบง่าย เพิ่มความสปอร์ตด้วยห้องโดยสารภายดีไซน์ใหม่ เบาะหนังทูโทน สีน้ำตาล-ดำ ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผ่านการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ตกแต่งด้วยความประณีตและสัมผัสได้ถึงคุณภาพขั้นสูงของห้องโดยสาร อุปกรณ์มาตรฐานได้รับการอัพเกรดเพื่อเน้นตอบสนองความต้องการในการใช้งานและไลฟสไตล์ของทั้งคนขับและผู้โดยสาร อาทิเช่น หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ใหม่ ที่ถูกติดตั้งมาในรุ่นเริ่มต้น และหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ทั้ง Apple CarPlay® แบบไร้สายและ Android Auto™ เพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เครื่องยนต์ใน มาสด้า BT-50 ใหม่ ยังคงมีให้เลือกถึง 2 ขนาด สามารถเลือกให้เหมาะสมกับการขับขี่ ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ให้แรงบิดสูงตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ โดดเด่นด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ตอบสนองดีเยี่ยมในทุกรอบความเร็ว นอกจากนี้เครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาด ยังสามารถรองรับน้ำมัน B20 และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม ด้วยมาตรฐานไอเสียเครื่องยนต์ใหม่ EURO5 พร้อมระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้เลือกได้ตามความเหมาะสมของการขับขี่

สำหรับมาสด้า บีที-50 ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่นย่อย รุ่นฟรีสไตล์แคป ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง (FSC Hi-Racer) และรุ่นดับเบิ้ลแคป ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง (DBL Hi-Racer) มีการติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบการขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจ กับอัตราเร่งและการออกตัวที่ดีเยี่ยม ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายมากขึ้น ตอบสนองทุกการขับขี่กับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Sport Paddle Shift) และในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ยังมาพร้อมระบบ Rough Terrain Mode ที่ติดตั้งมาใหม่ และระบบ Electronic Diff-Lock ที่เฟืองท้าย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในเส้นทางแบบออฟโร้ด

ด้านระบบความปลอดภัย มาสด้า BT-50 ใหม่ ยังมาพร้อมกับถุงลมนิรภัยสูงสุดถึง 6 ตำแหน่ง ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังรวมสูงสุด 8 ตำแหน่ง กล้องมองหลังตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น และยังมีระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advance Blind Spot Monitoring) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงอีกด้วย

เพื่อเป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่อันน่าประทับใจและปลอดภัยไปอีกขั้น มาสด้า BT-50 ใหม่ ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงอย่างเต็มรูปแบบเพิ่มเติมเข้ามา ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมั่นใจตลอดการเดินทาง อาทิเช่น

  • AEB (Autonomous Emergency Braking) ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ
  • ACC แบบ Stop & Go (Adaptive Cruise Control with Stop & Go)
  • LDW (Lane Departure Warning ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน
  • FCW (Forward Collision Warning) ระบบเตือนการชนด้านหน้า
  • PMM (Pedal Misapplication Mitigation) ระบบช่วยตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด
  • MSL (Manual Speed Limiter) ระบบตั้งค่าจำกัดความเร็ว
  • AHB (Auto High Beam) ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีเทา ร็อก เกรย์ (Rock Gray) ซึ่งเป็นสีใหม่ สีเทา คอนกรีต เกรย์ (Concrete Gray) สีดำ ทรู แบล็ก (True Black) และสีขาว ไอซ์ ไวท์ (Ice White)

ราคาจำหน่าย New Mazda BT-50 ทั้งหมด 6 รุ่น

ลำดับ รุ่น ราคา (บาท)
1 Mazda BT-50 FSC 1.9 C Hi-Racer 752,000
2 Mazda BT-50 FSC 3.0 S Hi-Racer 862,000
3 Mazda BT-50 DBL 1.9 S Hi-Racer 922,000
4 Mazda BT-50 DBL 3.0 S Hi-Racer 6AT 992,000
5 Mazda BT-50 DBL 3.0 SP Hi-Racer 6AT 1,172,000
6 Mazda BT-50 DBL 4×4 3.0 SP 6AT 1,272,000
  • ราคาดังกล่าวเป็นสีโซลิคยังไม่รวมสีเมทาลิค

นายธีร์ กล่าวเสริมว่า “มาสด้า บีที-50 ใหม่ พร้อมเดินทางสู่ทุกความท้าทายกับปิกอัพสไตล์เอสยูวี ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นที่ใส่มาให้อย่างครบครัน ทั้งด้านดีไซน์ภายนอกและภายในที่สดใหม่ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอันมีเอกลักษณ์เฉพาะรถปิกอัพสไตล์เอสยูวี ช่วยให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงประสบการณ์แห่งความสนุกสนานที่ได้รับจากปิกอัพมาสด้า บีที-50 ใหม่  มาสด้ามอบข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัวให้กับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ ด้วยข้อเสนอดอกเบี้ย 0.99%1 และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อจองซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมมาสด้า หรือไปสัมผัสคันจริงได้ที่งานมอเตอร์โชว์ หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

หมายเหตุ:

1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์  (4) บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย (5) บมจ. แอกซ่าประกันภัย

ห้ามพลาด! กับการเป็นเจ้าของรถปอร์เช่ จาก ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ที่ยกทัพยนตกรรมรถสปอร์ตทั้ง 12 รุ่นมาให้จับจอง พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ เฉพาะภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 นี้เท่านั้น

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 ครั้งที่ 45” จัดขึ้นตั้งแต่วันพุธที่ 27 มีนาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2567 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี บริเวณบูธ A15 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

ภายในงานจะมีการปรากฏตัวของ 911 GT3 RS รถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ถ่ายทอด DNA ของรถแข่งปอร์เช่ไว้อย่างแท้จริง และเรายังได้ขนทัพยนตรกรรมสปอร์ต ปอร์เช่ถึง 12 รุ่น เพื่อจัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ ถือเป็นการนำความฝันแห่งรถสปอร์ตมาสู่ความเป็นจริง พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของรถปอร์เช่ในฝันได้ทันที กับช่วงเวลาสุดพิเศษ ที่ทุกท่าจะสามารถครอบครองรถปอร์เช่ได้อย่างไม่ต้องรอนานอีกต่อไป ด้วยรถยนต์พร้อมส่งมอบ กว่า 3 รุ่น ปอร์เช่ 911รถสปอร์ตในตำนาน ปอร์เช่ไทคานน์ (Taycan) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% สุดทันสมัย และรถปอร์เช่พานาเมร่า (Panamera) รถสปอร์ตซีดานที่มาพร้อมสมรรถนะและความหรูหรา พร้อมยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่อีกมากมาย ให้คุณได้สัมผัสและครอบครอง

รายชื่อยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่ทั้งหมดที่จะจัดแสดงภายในงาน:

  1. ปอร์เช่ 911 จีที3 อาร์เอส (911 GT3 RS) ราคาเริ่มต้น 25.9 ล้านบาท
  2. ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส คาบริโอเลต (911 Turbo S Cabriolet) ราคาเริ่มต้น 25.8 ล้านบาท
  3. ปอร์เช่ 911 จีที 3 มานทาย เพอร์ฟอร์มมานซ์ คิท (911 GT3 Manthey Performance Kits) ราคา

เริ่มต้นที่ 20.4 ล้านบาท และชุดแต่งเสริมสมรรถนะ Manthey Performance Kit ราคาเริ่มต้นที่

1,999,999 บาท

  1. ปอร์เช่ 911 ทาร์กา 4 (911 Targa 4) ราคาเริ่มต้นที่ 13.09 ล้านบาท
  2. ปอร์เช่ 718 เคย์แมน สไตล์ อิดิชั่น (718 Cayman Style Edition) ราคาเริ่มต้นที่ 6.55 ล้านบาท
  3. ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ ครอส ทัวริสโม (Taycan Turbo Cross Turismo) พร้อมชุดแต่ง Tequipment

ราคาเริ่มต้น 10.4 ล้านบาท

  1. ปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) ราคาเริ่มต้น 6.45 ล้านบาท ปอร์เช่ไทคานน์คันนี้ได้รับการตกแต่งด้วย

สติกเกอร์สุดพิเศษ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 45 ปี ของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล

มอเตอร์โชว์

  1. ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera 4 E-Hybrid Platinum Edition) ราคา

เริ่มต้นที่ 7.79 ล้านบาท

  1. ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด เอ็กเซ็กคูทีฟ (Panamera 4 E-Hybrid Executive) ราคาเริ่มต้นที่ 7.85

ล้านบาท

  1. ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne E-Hybrid Coupe) ที่มาพร้อมออพชั่น Lightweight Sport

Package และสีพิเศษ Paint-to-Sample (PTS) ราคาเริ่มต้น 6.89 ล้านบาท

  1. ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) ) ราคาเริ่มต้น 6.59 ล้านบาท
  2. ปอร์เช่ มาคันน์ เอส (Macan S) ราคาเริ่มต้นที่ 5.89 ล้านบาท

 

และอย่าพลาดโอกาสกับแคมเปญข้อเสนอสุดพิเศษที่มีเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น

  • สิทธิการซื้อการรับประกันจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี นานสูงสุด 15 ปี
  • ส่วนลดพิเศษ 25% สำหรับสินค้า Porsche LifeStyle
  • Voucher Charging Credit มูลค่า 10,000 บาท สำหรับรุ่นพานาเมร่า และ มูลค่า 20,000 บาท สำหรับรุ่น

ไทคานน์ เมื่อซื้อรถปอร์เช่พร้อมส่งมอบรุ่นดังกล่าวภายในงาน

  • สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถปอร์เช่ ไทคานน์ ทุกรุ่น และปอร์เช่มาคันน์ EV ภายในงาน รับ Shell Voucher

Charging Credit ส่วนลด 50% สำหรับการชาร์จไฟฟ้า ระยะเวลานานสูงสุด 3 ปี

  • สำหรับลูกค้าที่จองรถปอร์เช่ภายในงาน จะได้รับ Discount Voucher ส่วนลด 1,000 บ. สำหรับการซื้อ

ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ Autoglym

  • สำหรับทุกใบสั่งซื้อที่จัดไฟแนนซ์กับ ttb DRIVE ภายในวันที่ 27 มีนาคม – 2 เมษายน 2567 รับ Jo Malone

Special Set และพิเศษสำหรับลูกค้า 24 ท่านแรก รับบัตรน้ำมัน PTT มูลค่า 2,000 บาท

  • สำหรับลูกค้าสินเชื่อธนาคารกสิกรไทย (KASIKORNTHAI) รับสิทธิผ่อนชำระเงินดาวน์ 0% ผ่านบัตร

เครดิตกสิกรไทย และฟรีค่าธรรมเนียมใช้บัตรเครดิต นานสูงสุด 6 เดือน พร้อมรับสิทธิ์แคมเปญขับฟรี

90 วัน สำหรับลูกค้ากลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า BEV ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 30 เมษายน 2567

  • และพบกับเงื่อนไขสุดพิเศษสำหรับการซื้อรถพร้อมส่งมอบภายในงาน

*เงื่อนไขสามารถสอบถามได้ที่ที่ปรึกษาทางการขาย

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จัดขึ้นระหว่างวันพุธที่ 27 มีนาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2567 ณ ชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันจันทร์ – ศุกร์ สามารถเข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น. และวัน เสาร์ – อาทิตย์ เข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. บัตรราคาใบละ 100 บาท ใช้ได้ 1 วัน ท่านสามารถเยี่ยมชมบูธของปอร์เช่ได้ที่ชาเลนเจอร์ 2 บูธ A15

 

นิสสัน นำคอนเซ็ปต์คาร์จากเจแปน โมบิลิตี้ โชว์ ร่วมมอเตอร์โชว์ พร้อมส่ง “นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น” ร่วมสร้างสีสัน

0

นิสสัน พร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับคนรักรถ นำ 1 ใน 5 รถยนต์ต้นแบบคันล่าสุดจากเวที เจแปน โมบิลิตี้ โชว์ 2023 มาสร้างสีสันในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เผยโฉม “นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น” ในชุดแต่งพิเศษสีดำสุดคูล เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่มีสไตล์ พร้อมรถยนต์ยอดนิยมครบทุกรุ่นจากนิสสันมาให้ลูกค้าได้สัมผัสแบบใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้เป็นเจ้าของรถยนต์นิสสันได้ง่ายๆ กับ “โปรใหญ่ Say YES” ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% หรือผ่อนนานสูงสุด 96 เดือน* โดยลูกค้าสามารถพบกับรถยนต์ครบทุกรุ่น และโปรโมชั่นพิเศษได้ที่บูทนิสสัน  ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี และโชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 2567 – 7 เมษายน 2567

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย และนิสสัน อาเซียน กล่าวว่า “รถยนต์ต้นแบบจากงานเจแปน โมบิลิตี้ โชว์ ที่เราจะนำมาโชว์ในงานนี้ จะบอกถึงความเป็นผู้นำในนวัตกรรมยานยนต์รวมถึงแนวทางของยานยนต์ในอนาคตของนิสสัน ทั้งในด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และประโยชน์ใช้สอยที่จะสอดคล้องกับวิถีชีวิต และความต้องการของคนในยุคใหม่ และผู้เข้าชมงานจะได้เห็นว่าเทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นานจะมีอะไร ล้ำสมัยแค่ไหน และจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคน ช่วยให้สังคมก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร”

นอกจากรถยนต์ต้นแบบแล้ว นิสสันยังได้นำรถยนต์ยอดนิยมซึ่งได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2024 หรือ Car of the Year ทั้ง 3 รุ่นได้แก่ นิสสัน นาวารา นิสสัน อัลเมร่า และ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ มาจัดแสดง ซึ่งไฮไลต์ในปีนี้ได้แก่ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น ที่เพิ่มการตกแต่งพิเศษ เติมความสปอร์ตพรีเมียมรอบคันด้วยชุดตกแต่งวัสดุโทนสีดำ ให้กับคอมแพคเอสยูวียอดนิยมรุ่นเดียวในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จ  ด้วยชุดแต่งพิเศษ 10 รายการ ทั้งภายนอก ภายใน ตั้งแต่กระจังหน้าตัววี คิ้วกันชนหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีเงิน สติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ STAR EDITION ที่ตัวถังรถด้านข้าง  สัญลักษณ์ STAR EDITION ด้านหลัง พนักพิงศีรษะคู่หน้า และคิ้วบันไดสแตนเลส ชุดตกแต่งรอบปุ่มควบคุมชุดปรับอากาศสีดำ ชุดพรมพร้อมผ้ายางปูพื้น และอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ให้อัตราเร่งที่ทันใจจากแรงบิดสูงสุดถึง 280 นิวตันเมตร (Nm)  แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 2.06 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ให้ประสิทธิภาพ และกำลังมากขึ้น พร้อมอัตราประหยัดน้ำมันเมื่อขับขี่ในเมือง สูงสุด 26.3 กิโลเมตร/ลิตร**  เทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ “อี-เพดัล สเต็ป” (e-Pedal Step) สามารถเร่ง และชะลอความเร็วได้ในคันเร่งเดียว เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360 Degree Safety Shield มั่นใจทุกการขับขี่ พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายเอาใจลูกค้ายุคดิจิทัล ด้วย Wireless Charger*** และ NissanConnect เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Android Auto*** และ Apple CarPlay

ส่วนรถยนต์รุ่นอื่นที่มาร่วมงาน ได้แก่  นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ คอมแพคซีดานที่ “แรงจริง จัดให้” ด้วยเครื่องยนต์ HRA0 ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุดถึง 100 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 152 นิวตันเมตร (Nm) ให้อัตราเร่งที่แรงและรวดเร็ว ให้ทุกการเดินทางสนุกเต็มพิกัด  รูปลักษณ์ปราดเปรียวมากขึ้นด้วยกระจังหน้าคอนเซปต์ Next-generation V-motion และสีตัวถังทันสมัยเป็นเอกลักษณ์อย่าง Gray Sky Pearl  นอกจากนี้ เทคโนโลยี NissanConnect Services ให้การเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่ และรถผ่านสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชัน เสริมด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย และความสะดวกสบายจากรถพรีเมียมสู่คอมแพคซีดาน อาทิ เทคโนโลยีเซนเซอร์ตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tire Pressure Monitoring System – TPMS)  เทคโนโลยีเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist – HBA) และเทคโนโลยีแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW) รวมถึงการติดตั้งฟังก์ชั่น SOS เพื่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันทีผ่านระบบเครื่องเสียงภายในรถยนต์ เมื่อเกิดเหตุต่างๆ

นิสสัน นาวารา รถกระบะที่ทุกรุ่นทนถึงใจ ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นนิสสัน นาวารา แบบซิงเกิ้ลแค็บ ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่ต้องการรถกระบะใช้งานหนัก และวางใจได้ ด้วยโครงสร้างโมโนเฟรมแชสซีทำจากเหล็กกล้าชิ้นเดียวตลอดคัน (Fully Boxed Frame)  รองรับทุกการบรรทุกหนักได้อย่างจุใจ  หรือ นิสสัน นาวารา PRO-4X และ นิสสัน นาวารา คาลิเบอร์ แบล็คอิดิชั่น ที่ให้ผู้ขับขี่สนุกกับทุกการเดินทาง การผจญภัย และการใช้งานทั่วไป นิสสัน นาวารา ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ความจุ 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 hp (Ps) แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร (Nm) เกียร์ออโตเมติก 7 สปีด สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบแมนนวล (M mode) ได้เพื่อความสนุกสนาน ควบคุมได้ดังใจ ให้ประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกเต็มพิกัดกับฝาท้ายที่ช่วยผ่อนแรงในการเปิด-ปิด และขนของที่กระบะได้สะดวก ตอบโจทย์การบรรทุกสัมภาระทั้งขนาดใหญ่ และเล็ก

และ นิสสัน เทอร์ร่า “คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม” ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย และความบันเทิง ห้องโดยสารกว้างขวางตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ประหยัดน้ำมัน ทั้งยังสามารถรองรับน้ำมันดีเซลได้ทุกชนิดทั้ง B7, B10 และ B20 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ไปได้ทุกเส้นทาง อุ่นใจกับ ‘360 Degree Safety Shield’ เทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ระบบความบันเทิงระดับไฮเอนด์ด้วยเครื่องเสียงจาก Bose Premium Audio พร้อมลำโพงคุณภาพสูง 8 ตัว จอสัมผัสขนาด 11 นิ้วและการเชื่อมต่อสมาร์ททีวีหรือ HDMi เพิ่มความบันเทิงให้แก่ผู้โดยสารด้านหลัง

นอกจากนี้นิสสันยังจัด “โปรใหญ่ Say YES” แคมเปญส่งเสริมการขายต้อนรับ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล  มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมยอดนิยมได้ง่ายมากขึ้น ด้วยความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าของรถยนต์แต่ละรุ่น โดยมีตั้งแต่ดอกเบี้ย 0% ไปจนดาวน์เริ่มต้น 9,999 บาท หรือระยะเวลาในการผ่อนนานสูงสุด 96 เดือน  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ภายในงาน รวมถึงที่โชว์รูมผู้จำหน่ายนิสสัน ทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทย www.nissan.co.th

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

** สำหรับการขับขี่ในเมือง / ตามมาตรฐาน NEDC หรือ ป้ายข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO sticker) ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีข้อมูลแตกต่างกันไป

*** เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับ