Home Blog Page 168

“ฮอนด้า” ครองตำแหน่งอันดับ 1 ยอดขายกลุ่ม xEV ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำความเชื่อมั่นระบบฟูลไฮบริด e:HEV ด้วยสมรรถนะที่ทรงพลัง ให้การประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่อย่างไร้กังวล

0
ฮอนด้า ภาพเปิด

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จของ ยนตรกรรมฟูลไฮบริด e:HEV ของฮอนด้าอีกครั้ง ครองตำแหน่งผู้นำยอดขายกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ในตลาดรถยนต์ประเทศไทยปี 2566 (มกราคม – ธันวาคม 2566) ด้วยยอดขายสะสมรวม 48,208 คัน ครองส่วนแบ่งทางการตลาด xEV มากกว่า 27%* และเป็นผู้นำใน 3 เซกเมนต์หลักของตลาด xEV ได้แก่ กลุ่มคอมแพคท์คาร์ กลุ่มเอสยูวีขนาดกลาง และกลุ่มเอสยูวีขนาดใหญ่ ตอกย้ำความเชื่อมั่นและไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ในการนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพในหลากหลายเซกเมนต์ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีฟูลไฮบริด e:HEV ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดกับการใช้งานในปัจจุบัน พร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมและทรงพลัง จากการผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า ให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไลน์อัป e:HEV ทุกรุ่น มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING พร้อมตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายในปัจจุบันได้อย่างไร้กังวล มั่นใจและอุ่นใจตลอดการใช้งาน ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมด้วยบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน และทีมงานที่เชี่ยวชาญด้าน e:HEV (e:HEV Expert) จากเครือข่ายศูนย์บริการฮอนด้าที่ได้มาตรฐานและครบวงจรครอบคลุมทั่วประเทศ

โดยยนตรกรรมไลน์อัป e:HEV ของฮอนด้า สามารถครองความเป็นผู้นำใน 3 เซกเมนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตให้กับตลาดรถยนต์ของประเทศไทยกลุ่ม xEV ประกอบด้วย

1) กลุ่มคอมแพคท์คาร์ ได้แก่ ซีวิค อี:เอชอีวี ด้วยยอดขาย 9,121 คัน
2) กลุ่มเอสยูวีขนาดกลาง (M-SUV) นำโดย เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ด้วยยอดขาย 23,631 คัน
3) กลุ่มเอสยูวีขนาดใหญ่ (L-SUV) นำโดย ซีอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ด้วยยอดขาย 8,921 คัน
ขอขอบคุณทุกความไว้วางใจจากลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ฮอนด้า ส่งผลให้ฮอนด้ายังคงครองอันดับ 1 ยอดขายกลุ่ม xEV ในตลาดรถยนต์ประเทศไทย ตอกย้ำความเชื่อมั่นในระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่มอบอัตราเร่งที่แรง ทรงพลัง ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม เพื่อให้ออกไปใช้ชีวิตอย่างอิสระด้วยความมั่นใจ โดยฮอนด้าจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และรักษามาตรฐานการบริการผ่านเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศต่อไป

ลูกค้าที่สนใจสัมผัสกับรถยนต์ในไลน์อัป e:HEV สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 อีกทั้งสามารถลงทะเบียนทดลองขับเพื่อสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ ผ่าน www.honda.co.th/testdrive

เรเว่ ประกาศรายชื่อผู้โชคดีจากแคมเปญ “Big Thanks” มอบรถยนต์ BYD รวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

0
BYD 6

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ประกาศรายชื่อผู้โชคดีจากแคมเปญ “Big Thanks” กิจกรรมสุดพิเศษซึ่งจัดขึ้นในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 เพื่อขอบคุณลูกค้าสำหรับการสนับสนุนและความไว้วางใจที่มอบให้กับกลุ่มธุรกิจเรเว่และแบรนด์รถยนต์ BYD ตลอดมา โดยเตรียมส่งมอบรางวัลเป็นรถยนต์ BYD จำนวน 3 คัน มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท ให้แก่ผู้โชคดีภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 พร้อมเชิญชวนลูกค้าที่ซื้อและรับรถยนต์รุ่น ATTO 3 ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษจาก BYD ATTO 3 Run-out Campaign ภายในวันพุธที่ 31 มกราคม 2567

เรเว่ 9

พิธีการประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่เข้าร่วมแคมเปญ “Big Thanks” ได้รับเกียรติจาก มร. หลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด มร. เบนสัน เค่อ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดีไทยแลนด์ จํากัด นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ดร. ธัชพล ภัทรไชยประภา ประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ พร้อมด้วยสักขีพยานกลุ่มธุรกิจเรเว่ นางนันทนา คนขยัน รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการเงิน กลุ่มธุรกิจเรเว่ และตัวแทนสื่อมวลชน นายอาณัติ สุทธิบุตร และนายสิโรตม์ เพ็ชรจำเริญสุข ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานใหญ่กลุ่มธุรกิจเรเว่ อาคารโรงแรมสยาม แอท สยาม

BYD 1

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “กลุ่มธุรกิจเรเว่ขอแสดงความยินดีแก่ผู้โชคดีในแคมเปญนี้ และขอขอบคุณทุกการสนับสนุนและความไว้วางใจอย่างท่วมท้นจนเราก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของไทย การันตีด้วยยอดจดทะเบียนรถยนต์ BYD ถึง 30,467 คันซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในปี 2566 ที่ผ่านมา โดยกลุ่มธุรกิจเรเว่พร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่ปี 2567 อย่างแข็งแกร่งพร้อมกับคำมั่นสัญญาที่จะเดินหน้าวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW FUTURE YOUR WAY’ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation ควบคู่ไปกับการเติมเต็มความสมบูรณ์ของ NEV Ecosystem อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมด้วยเครือข่ายธุรกิจใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงธุรกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ ตลอดจนบริการที่พร้อมสนับสนุนทุกความเป็นไปได้ทั้งด้านการเงินและสินเชื่ออย่างครบวงจร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของไทยสู่การเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างแท้จริง”

BYD 3

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “กลุ่มธุรกิจเรเว่มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ขอบคุณลูกค้าของเราผ่านแคมเปญ ‘Big Thanks’ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 – 31 ธันวาคม 2566 และร่วมกรอกแบบสอบถามผ่านทาง RÊVER Application เพื่อรับสิทธิ์ร่วมลุ้นเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า BYD จำนวน 3 คัน โดยกลุ่มธุรกิจเรเว่จะยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบครันด้วยนวัตกรรมด้านความปลอดภัยทั้งตัวยานยนต์และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของแบตเตอรี่ บริการด้านการขายและหลังการขายที่ครบวงจร เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจตลอดจนยกระดับประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากกลุ่มธุรกิจเรเว่ และแบรนด์ BYD อย่างรอบด้านต่อไป”

BYD 5

ผู้โชคดีจากแคมเปญ ‘Big Thanks’ ได้แก่
คุณอาทิตย์ ภัทรพูนสิน ได้รับ BYD SEAL รุ่น RWD DYNAMIC 1 คัน มูลค่า 1,325,000 บาท
คุณกิตติศักดิ์ เที่ยงธรรม ได้รับ BYD ATTO 3 รุ่น STANDARD Range 1 คัน มูลค่า 1,099,900 บาท
คุณทฤตมน ธีรธรรมธรณ ได้รับ BYD DOLPHIN รุ่น STANDARD Range 1 คัน มูลค่า 699,999 บาท

ทั้งนี้ เรเว่ ออโตโมทีฟ ขอเชิญชวนลูกค้าที่ซื้อและรับรถยนต์รุ่น ATTO 3 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 – 31 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ดำเนินการจดทะเบียนให้แล้วเสร็จ พร้อมลงทะเบียนร่วมแคมเปญ BYD ATTO 3 Run-out Campaign ภายในวันที่ 31 มกราคม 2567 เท่านั้น เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมายมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท อาทิ เงินคืน 100,000 บาท Smart Home Charger ยี่ห้อ ABB พร้อมบริการติดตั้ง และแพคเกจ RÊVER Care โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่ https://www.reverautomotive.com/atto3-runout-campaign

 

เอ็มจี ผู้บุกเบิกรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ลงนามสนับสนุนนโยบายอีวีของภาครัฐ ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าฯ ระยะที่สอง หรือมาตรการ EV3.5

0
เอ็มจี ภาพเปิด

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด   ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ในฐานะผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย  โดยมี นายสุโรจน์ แสงสนิท รองกรรมการผู้จัดการบริหาร (ขวามือ) และ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต (ซ้ายมือ) ร่วมพิธีลงนามข้อตกลงระหว่างกรมสรรพสามิตกับผู้ประกอบอุตสาหกรรมยานยนต์ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 ณ ห้องประชุมราชวัตร กรมสรรพสามิต เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

เอ็มจี 1

เอ็มจี ในฐานะผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมมอบประโยชน์สูงสุด หนุนให้คนไทยได้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มที่  โดยปัจจุบัน มีรถยนต์ไฟฟ้า อยู่ในตลาดประเทศไทย แล้ว 5 รุ่นได้แก่ MG ZS EV MG EP MG ES MG4 ELECTRIC และ MG MAXUS 9 และยังมีแผนนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่สู่ตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดย เอ็มจี มุ่งมันในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้แข็งแกร่งเพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ง่าย

เอ็มจี 2

ทั้งนี้ผู้ที่มีความสนใจสามารถเข้าชมและทดลองขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกรุ่นของเอ็มจี ได้ที่โชว์รูม เอ็มจี ทั่วประเทศ

เอ็มจี 3

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

 

 

 

เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป เปิดงานมหกรรมสุดยิ่งใหญ่ BENZ BKK CERTIFIED EXPO ครั้งที่ 9 รวบรวมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์เสมือนใหม่มากที่สุดกว่า 100 คัน

0

บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ พร้อมได้รับสิทธิ์จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ครบทุกซับแบรนด์ ได้จัดงานมหกรรมสุดยิ่งใหญ่รับศักราชใหม่ BENZ BKK CERTIFIED EXPO ครั้งที่ 9 ที่รวบรวมรถยนต์เสมือนใหม่มากกว่า 100 คัน ทั้งรถผู้บริหารป้ายแดงไมล์น้อย รถทดลองขับ รถมือสอง เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการครอบครองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วยความคุ้มค่าสูงสุด โดยสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เริ่มต้นเพียง 899,000 บาท หรือรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษเท่ารถใหม่เพียง 0.99% และมั่นใจในรถทุกคันด้วยการรับประกันนาน 1 ปี เมื่อจองรถยนต์ภายในงาน ตั้งแต่วันที่ 19-21 มกราคม และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2567 นี้ รับฟรี!! Dyson Pure Cool Link มูลค่า 15,900 บาท นอกจากนี้ เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางของ Mercedes-Benz Certified

นางสาวตวงรัตน์ ลิขิตพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ทางเบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป ได้สิทธิ์จำหน่ายรถครบทุกซับแบรนด์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้แก่ Mercedes-Benz Passenger Car & Van, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และ Mercedes-Benz Certified พร้อมศูนย์บริการครบวงจร ซึ่งทางแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมที่ไม่เพียงแค่มุ่งสู่สุดยอดเทคโนโลยีที่เป็นที่สุดเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ในทุกซับแบรนด์ ซึ่งรวมถึงการให้ความสำคัญกับ Mercedes-Benz Certified ด้วยเช่นกัน”

สำหรับงานมหกรรม BENZ BKK CERTIFIED EXPO ครั้งนี้ นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 9 จัดขึ้นที่ ชั้น 3 โชว์รูม เบนซ์ บีเคเค บางนา Mercedes-Benz Experience Center ที่ใหญ่สุดในเอเชีย รองรับการจัดแสดงรถยนต์เสมือนใหม่หลากหลายรุ่น ครอบคลุมทุกเซกเมนต์มากกว่า 100 คัน เพื่อให้สอดรับสู่การเป็นหมุดหมายของผู้ที่ต้องการครอบครองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์เสมือนใหม่ด้วยความคุ้มค่าสูงสุด และกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ที่มีความต้องการเลือกซื้อรถยนต์หรู เพื่อเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จให้กับตัวเอง เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม และมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป ได้สร้างความมั่นใจการันตีคุณภาพให้กับลูกค้าด้วยมาตรฐานรับรองจากทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยโปรแกรม Multi-Point Check มากกว่า 200 รายการ พร้อมการซ่อมบำรุงด้วยอะไหล่แท้ ภายใต้การดูแลจากทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ควบคู่กับการบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับเวิลด์คลาส อาทิ VIP Lounge, ห้องส่งมอบรถ 360 องศา, BKK Cafe ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม, นวดออฟฟิศซินโดรมจากเทอราปิสมืออาชีพ และพื้นที่ Co-working space พร้อมห้องประชุม 4 ห้อง เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้มาใช้บริการอย่างเหนือระดับ

นอกจากนี้ เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป พร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง Mercedes-Benz Certified ด้วยการรับจัดซื้อรถทั่วประเทศ มีเจ้าหน้าที่บริหารงานขาย ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ประเมินตรวจสอบสภาพและเข้าบริการถึงทุกที่หมาย มั่นใจในมาตรฐานคุณภาพ จำกัดอายุการใช้งานภายในระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี ระยะไมล์ไม่เกิน 150,000 กิโลเมตร ไม่เสียหายจากเหตุชนหนักหรือจมน้ำ อีกทั้ง ไว้วางใจได้ในทุกการประเมิน รวมถึงการประเมินราคาให้เป็นที่พึงพอใจสูงสุดอีกด้วย

รถยนต์ไฮไลท์ภายในงาน BENZ BKK CERTIFIED EXPO ครั้งที่ 9

พิเศษ!!! เฉพาะในงานรับดอกเบี้ยเท่ารถใหม่ 0.99% กับรถยนต์ Mercedes-AMG (พร้อมการรับประกัน 1 ปี)

  • Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC ปี 2022 ระยะไมล์ 8, xxx กิโลเมตร ราคาพิเศษ 2,290,000 บาท
  • Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupe ปี 2022 ระยะไมล์ 4, xxx กิโลเมตร ราคาพิเศษ 2,990,000 บาท
  • Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupe ปี 2021 ระยะไมล์ 19, xxx กิโลเมตร ราคาพิเศษ 3,699,000 บาท

พิเศษ!!! เฉพาะในงานรับดอกเบี้ยเท่ารถใหม่ 0.99% กับรถยนต์ Mercedes-Benz (พร้อมการรับประกัน 1 ปี)

  • Mercedes – Benz A 200 Progressive ปี 2022 ระยะไมล์ 10, xxx กิโลเมตร ราคาพิเศษ 1,490,000 บาท
  • Mercedes – Benz A 200 AMG Dynamic ปี 2022 ระยะไมล์ 29, xxx กิโลเมตร ราคาพิเศษ 1,650,000 บาท
  • Mercedes – Benz E 300 e AMG Dynamic ปี 2021 ระยะไมล์ 51, xxx กิโลเมตร ราคาพิเศษ 2,490,000 บาท
  • Mercedes – Benz GLC 300 e AMG Dynamic ปี 2022 ระยะไมล์ 33, xxx กิโลเมตร ราคาพิเศษ 2,790,000 บาท
  • Mercedes – Benz C 200 Coupe AMG Dynamic ปี 2022 ระยะไมล์ 3, xxx กิโลเมตร ราคาพิเศษ 2,990,000 บาท
  • Mercedes – Benz CLS 220 d AMG Premium ปี 2022 ระยะไมล์ 23, xxx กิโลเมตร ราคาพิเศษ 3,190,000 บาท
  • Mercedes – Benz EQS 450+ 4MATIC AMG Premium ปี 2022 ระยะไมล์ 19, xxx กิโลเมตร ราคาพิเศษ 5,500,000 บาท

พิเศษ!!! ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1 ล้านบาท (พร้อมการรับประกัน 1 ปี)

  • Mercedes – Benz C 350 e Avantgarde ปี 2016 ราคาเริ่มต้นเพียง 899,000 บาท
  • Mercedes – Benz C 350 e Avantgarde ปี 2018 ราคาเริ่มต้นเพียง 999,000 บาท

เชิญมาสัมผัสรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์เสมือนใหม่ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะในงานที่เตรียมไว้ให้คุณจับจองเป็นเจ้าของก่อนใคร และเมื่อจองรถยนต์ภายในงาน ตั้งแต่วันที่ 19-21 มกราคม และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2567 รับฟรี!!! Dyson Pure Cool Link มูลค่า 15,900 บาท ที่โชว์รูม BENZ BKK GROUP-BANGNA Hotline: 0 888 111 888 FB: Mercedes-Benz Certified by Benz BKK

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จับมือ นิด้าโพล เปิดผลสำรวจรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงแบบฉุดไม่อยู่!! ชี้เรื่องค่าชาร์จไฟที่ถูกกว่าน้ำมันและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ

0
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภาพเปิด

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” หรือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจความคิดเห็นและพฤติกรรมคนไทยที่มีต่อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 1,000 คนทั่วประเทศในเดือนธันวาคม 2566 พบว่า คนไทยให้ความสนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) มากที่สุดถึง 64.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจในปี 2564 อย่างมีนัยสำคัญถึง 37.5% ตามด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV) ที่ 22.2% และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) ที่ 13.0% โดยผลสำรวจระบุว่า คนไทยพิจารณาราคาค่าชาร์จไฟที่ถูกกว่าราคาน้ำมัน (34.1%) และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (18.9%) เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจในรถยนต์พลังงานใหม่ของผู้บริโภคชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับการขับขี่ที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และความคุ้มค่าในด้านค่าใช้จ่ายของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
เกรท วอลล์ มอเตอร์ 1

ผลสำรวจความเห็นและพฤติกรรมคนไทยเรื่องรถยนต์พลังงานไฟฟ้าปี 2566 ที่ผ่านมานี้ ได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า จำนวน 200 คน และกลุ่มผู้ใช้รถยนต์สันดาป 800 คน ในช่วงอายุระหว่าง 30 – 60 ปี สำหรับกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ผลสำรวจเผยให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด คือ ราคาค่าชาร์จไฟที่ถูกกว่าราคาน้ำมัน ตามมาด้วยความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบที่สวยงามและทันสมัย และความปลอดภัยที่สูงกว่า ในขณะที่กลุ่มผู้ใช้รถยนต์สันดาป ปัจจัยในด้านของราคาค่าชาร์จไฟที่ถูกกว่าราคาน้ำมัน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังคงเป็นสองปัจจัยหลักในการตัดสินใจเปลี่ยนมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเช่นเดียวกัน ตามด้วยความปลอดภัยที่สูงกว่า และความสามารถในการขับที่ได้ระยะทางที่ไกลกว่า

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 3

สำหรับกลุ่มผู้ใช้รถยนต์สันดาปนั้น สัดส่วนมากถึง 81.3% สนใจที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในอนาคต เนื่องจากประหยัดพลังงาน (89.4%) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (72.3%) และมองว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีเทคโนโลยีที่ทันสมัย (49.9%) โดยรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้าที่ผู้ใช้รถยนต์สันดาปอยากเป็นเจ้าของมากที่สุด คือ รถยนต์แบบซีดานสูงสุดที่ 63.6% ตามด้วยรถยนต์อเนกประสงค์ SUV 27.8% รถกระบะ 5.1% และรถยนต์อเนกประสงค์ PPV 3.5% โดยส่วนใหญ่มีแผนที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในอีก 3 – 4 ปี และคาดหวังว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่จะซื้อนั้นจะมีระยะทางการขับขี่ต่อหนึ่งการชาร์จในช่วงระหว่าง 501 – 600 กิโลเมตร ในราคาประมาณ 700,001 – 900,000 บาท โดยส่วนใหญ่จะเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์จากประเทศจีนสูงถึง 83.1% เนื่องจากเชื่อมั่นในแบรนด์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม เหตุผลหลักที่กลุ่มผู้ใช้รถยนต์สันดาปยังไม่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในขณะนี้ มาจากความไม่มั่นใจในเรื่องระบบความปลอดภัยเป็นหลัก (66.0%) ตามด้วยจำนวนสถานีชาร์จที่มีจำกัด (50.7%) และความกังวลเกี่ยวกับเวลาในการชาร์จที่ยาวนาน (40.0%)

ด้านกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ผลสำรวจได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นรถคันหลักในการเดินทาง (91.5%) และมีความพึงพอใจกับการใช้รถเนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่าย (ราคาค่าชาร์จไฟที่ถูกกว่าราคาน้ำมัน) มากถึง 49.2% ตามด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและการออกแบบที่สวยงาม (16.6%) และการขับขี่คล่องตัว อัตราเร่งดี (14.5%) ขณะที่จำนวนสถานีชาร์จที่น้อย (57.1%) และระยะเวลาในการชาร์จที่นานเกินไป (42.9%) เป็นเรื่องที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่พึงพอใจที่สุด

เกรท วอลล์ มอเตอร์  7

นอกจากนี้ ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มองว่า การลดอัตราค่าชาร์จไฟตามสถานีชาร์จต่าง ๆ การลดค่าจดทะเบียนรายปีรวมถึงค่าเบี้ยประกันภัยให้น้อยกว่ารถยนต์แบบสันดาป และที่จอดรถเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นสิทธิพิเศษที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าต้องการมากที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับการใช้รถคือ อายุของแบตเตอรี่ สถานีชาร์จไฟ รวมถึงอะไหล่และค่าดูแลรักษาต่าง ๆ ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนมากยังได้ให้เหตุผลว่า จำนวนสถานีชาร์จไฟที่น้อยและไม่ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ และราคาแบตเตอรี่ที่สูง จะเป็นสองปัจจัยหลักที่นำไปสู่การเลิกใช้รถยนต์ไฟฟ้า นอกเหนือจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ต่ำลงกว่าในปัจจุบันจะกระตุ้นให้คนไทยเปลี่ยนใจหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด ตามด้วยการมีสถานีชาร์จไฟที่เพียงพอ รวมทั้งสมรรถนะและเทคโนโลยีในการขับรถที่ดีกว่า

ผู้ตอบแบบสอบถามยังได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการสนับสนุนจากรัฐบาลนอกจากมาตรการส่วนลดทางภาษีและเงินอุดหนุนว่า การสนับสนุนจากรัฐบาลในการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จเป็นสิ่งที่ทั้งสองกลุ่มตัวอย่างต้องการมากที่สุด (34.0%) ตามด้วยการสนับสนุนค่าไฟฟ้า (28.0%) และการสนับสนุนค่าบำรุงรักษารถยนต์ (18.0%)

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มองว่า รถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์จีนนั้นมีการออกแบบดีไซน์ที่สวยงามและทันสมัย ในขณะที่กลุ่มผู้ใช้รถยนต์สันดาปมองว่ารถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์จีนมีราคาที่จับต้องได้และมีความคุ้มค่ากว่ารถยนต์จากประเทศอื่น ตามด้วยการออกแบบดีไซน์ที่สวยงาม และมีระบบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดยผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและผู้ใช้รถยนต์สันดาป เชื่อว่าการเข้ามาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าก่อให้เกิดโอกาสหรือการพัฒนาในระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ในทุกภาคส่วน โดยทำให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ อาทิ การติดตั้งแท่นชาร์จ (Wall Charge), แผงโซล่าเซลล์, สถานีชาร์จไฟฟ้าแบบเร็ว (DC Fast Charge), และการให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการส่งเสริมการลงทุน การจ้างงาน และพัฒนาศักยภาพฝีมือแรงงานไทย เพื่อพัฒนาและยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 9

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย เราได้ร่วมมือกับนิด้าโพลในครั้งนี้เป็นปีที่สามของการสำรวจ จากผลการสำรวจ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงแนวโน้มการเปิดรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นจากการเติบโตของยอดขายและยอดจดทะเบียนของรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2566 ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 700% จากปี 2565 ที่ผ่านมา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ การเข้ามาของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ โดยเฉพาะจากประเทศจีน อย่างไรก็ตาม ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างต้องร่วมมือกันในการผลักดันการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องผ่านนโยบายและสิทธิพิเศษต่าง ๆ การขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน การทำงานร่วมกันเกี่ยวกับข้อกังวลต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้า การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สามารถวิ่งได้ระยะทางมากขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่

รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าและส่วนประกอบสำคัญอย่างเช่น แบตเตอรี่ ให้มากยิ่งขึ้น ในปี 2567 นี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะขยายตัวและเติบโตอย่างเห็นได้ชัด จากการที่แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ โดยเฉพาะแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนที่เล็งเห็นโอกาสในตลาดยานยนต์ไทย และเข้ามาลงทุนก่อตั้งโรงงานเพื่อเพิ่มสายการผลิตในประเทศไทย รวมถึงยกให้ประเทศไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค

เช่นเดียวกันกับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ได้เปิดตัว New GWM ORA Good Cat จากสายการผลิตภายในประเทศที่โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ที่จังหวัดระยอง เพื่อส่งมอบสู่ชาวไทยภายในเดือนมกราคม 2567 ภายใต้นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการ ZEV 3.0 ของรัฐบาล เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย จะยังคงเดินหน้าพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมตัวเลือกหลากหลาย

กรท วอลล์ มอเตอร์ 9

พร้อมตอบโจทย์ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าทั้งรถยนต์แบบแบตเตอรี่ ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด รวมถึงยกระดับการบริการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รับประสบการณ์ของการเป็นเจ้าของยานยนต์คุณภาพที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ปลอดภัย และไร้กังวล ควบคู่ไปกับการเดินหน้าเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตและพัฒนาขึ้นสู่ระดับสากล”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เฉลิมฉลองการผลิตรถยนต์ครบ 7 ล้านคันตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์

0
ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ภาพเปิด

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เฉลิมฉลองอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการผลิตรถยนต์ครบ 7 ล้านคัน ณ ศูนย์การผลิตแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยรถยนต์คันที่ 7 ล้าน คือรถกระบะ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน 1

 

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ ครบ 7 ล้านคันถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เราเป็นผู้นำการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของประเทศไทยมาตลอดกว่า 63 ปี การผลิตรถยนต์ครบ 7 ล้านคันเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของเราที่จะส่งเสริมการพัฒนาเพื่อการเติบโตของประเทศไทยผ่าน 7 แกนหลัก ได้แก่ การลงทุน การส่งออก สิ่งแวดล้อม การถ่ายทอดเทคโนโลยี การช่วยเหลือสังคม การพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์ และการจ้างงาน”

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน 2

ปัจจุบัน ศูนย์การผลิตของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีกำลังการผลิตสูงสุดมากกว่า 400,000 คันต่อปี โดยร้อยละ 80 ถูกส่งออกไปยังกว่า 120 ประเทศทั่วโลก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในฐานะผู้นำ
การส่งออกรถยนต์ของประเทศไทยมียอดการส่งออกรถยนต์สะสมแล้วมากกว่า 5.5 ล้านคัน คิดเป็น
ร้อยละ 80 ของยอดการผลิตทั้งหมด

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดสายการผลิตรถยนต์ใหม่ที่โรงงานแหลมฉบังเพื่อทำการผลิต
ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ในปี 2566 สายการผลิตใหม่มีความล้ำสมัยด้วยการเชื่อมประกอบตัวถังรถยนต์ที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติที่มีเทคโนโลยีสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนกระบวนการอัตโนมัติถึงร้อยละ 95 จากการใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะมากกว่า 250 ตัว มีกำลังผลิตราว 200,000 คันต่อปีด้วยกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม มีระดับความแม่นยำและมาตรฐานที่สูงกว่าความสามารถของมนุษย์

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน 5

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เริ่มต้นดำเนินงานในประเทศไทยในปี 2504 และฉลองการผลิตรถยนต์
ครบ 1 ล้านคันในปี 2546 ก่อนผลิตรถยนต์ครบ 2 ล้านคันในปี 2553 และครบ 3 ล้านคันในปี 2556
ด้วยความต้องการซื้อรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ดำเนินการผลิตรถยนต์ครบ 4 ล้านคัน
ในปี 2558 และผลิตรถยนต์ครบ 5 ล้านคันในปี 2561 ต่อมาในปี 2564 บริษัทฯ ต่อยอดความสำเร็จเนื่องในโอกาสฉลองการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 60 ปีด้วยการผลิตรถยนต์ครบ 6 ล้านคันในประเทศไทย

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีโรงงานผลิตรถยนต์รวม 3 แห่ง โรงงานผลิตเครื่องยนต์ 1 แห่ง
โรงพ่นสี 1 แห่ง และโรงงานบรรจุชิ้นส่วนส่งออก 1 แห่ง นอกจากนี้ยังมีสนามทดสอบรถยนต์เพื่อการคิดค้นและพัฒนายานยนต์แห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น ทั้งยังได้ก่อตั้งสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ณ จังหวัดปทุมธานี ในปี 2561 ซึ่งได้รับการยกสถานะขึ้นเป็นศูนย์ฝึกอบรมประจำภาคพื้นอาเซียน (ASEAN Regional Training Center) เมื่อเร็วๆ นี้ ในช่วงปลายปี 2566 โดยมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างการเติบโตในประเทศไทยด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ด้วยปณิธานที่จะร่วมให้แก่สังคมและผู้คน ภายใต้วิสัยทัศน์  “สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย”

 

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากลับมาคึกคักอีกครั้ง CHANGAN ขานรับนโยบาย EV3.5 นำร่องลงนาม MOU กับกรมสรรพสามิต

0

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (ที่ 3 จากซ้าย) อธิบดีกรมสรรพสามิต และ นายเซิน ซิงหัว (ที่ 4 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ และ ประธานกรรมการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามข้อตกลง MOU ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าฯ ระยะที่ 2 หรือ EV3.5 หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าฯ ระยะที่ 2 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดย CHANGAN ผู้ผลิตและนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้า DEEPAL เป็นผู้ประกอบการรายแรกที่ได้รับสิทธิเข้าร่วมมาตรการ EV3.5 ดังกล่าว โดยเป็นมาตรการที่มีผลบังคับใช้ในปี 2567 – 2570 ที่จะช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องสู่เป้าหมาย 30@30 ของรัฐบาล ทั้งนี้ทางบริษัท CHANGAN มีความยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย EV3.5 ของรัฐบาล และพร้อมจำหน่าย รถยนต์ DEEPAL S07 และ รถยนต์ DEEPAL L07 ณ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

AAS Group จัดกิจกรรมวันเด็ก ภายใต้โครงการ AAS ART CARE : ด้วยรักและกำลังใจ

0

วันเด็กที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท เอเอเอส (AAS GROUP) จัดกิจกรรมวันเด็ก ให้กับลูกๆ ของพนักงาน ในระดับอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 17 คน เพื่อเป็นกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว และความสัมพันธ์ของพนักงานในองค์กร ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ด้านศิลปะ (ART WORKSHOP)  ให้เด็กๆได้เรียนรู้เรื่อง เส้น การวาดภาพ การจัดวางองค์ประกอบศิลป์ การใช้สี และการตีความเพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงาน ตามช่วงวัย โดยคุณครูสอนศิลปะ และนำกิจกรรมเด็กมืออาชีพ เพื่อสร้างผลงานภายใต้หัวข้อ “ด้วยรักและกำลังใจ” คนละ 1 ชิ้นงาน

สำหรับกิจกรรม ART WORKSHOP ในครั้งนี้ นอกจากเป็นกิจกรรมสร้างประสบการณ์สำหรับเด็กแล้ว ผู้ปกครองเองก็ได้เรียนรู้ – สนุกกับงานศิลปะไปพร้อมๆกับเด็กๆ อีกทั้งยังได้ใช้เวลาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลลูกๆ กัน ก่อให้เกิดภาพบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีของคนในองค์กร

ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้นอกจากได้ชิ้นงานของเด็กๆแล้ว เรายังได้เห็นความสุข และความสนุกของเด็กในการได้วาดภาพ ได้ใช้สี ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ส่วนกลุ่มผู้ปกครองเองยังได้เรียนรู้จักลูกๆของตัวเองผ่านชิ้นงานที่เด็กวาด – ระบายสี

และหลังจากนี้ ผลงานของเด็กๆ ที่ได้รับคัดเลือกจะถูกนำไปพิมพ์ลงบนกระเป๋าผ้า เพื่อจัดทำ และส่งมอบเป็นกำลังใจให้กับโรงพยาบาลและผู้ป่วยทั้ง 3 ที่ คือ โรงพยาบาลเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี และสถาบันมะเร็ง ในการใส่ยาและเวชภัณฑ์ให้กับผู้ป่วย เพื่อสนับสนุนให้ลดการใช้ถุงพลาสติกต่อไปตามลำดับ

“นครราชสีมา-มาสด้า เอฟซี” รวมพลังเป็นหนึ่งสู้ศึกไทยลีก 2 เลกสอง

0
มาสด้า เอฟซี 1

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร และ นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและนักฟุตบอลจากสโมสรนครราชสีมา-มาสด้า เอฟซี นำโดย นางสาวอัญรินทร์ วงศ์อัครพัฒนา รองประธานฝ่ายรายได้และสิทธิประโยชน์ นายธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น โค้ช และ นายเมธี ทวีกุญกาญจน์ ผู้จัดการทีม พร้อมด้วยนักฟุตบอลสโมสรฯ ที่ให้เกียรติเข้ามาแสดงความขอบคุณเนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ และพูดคุยถึงความพร้อมสำหรับการแข่งขันไทยลีก 2 เลกที่สอง ฤดูกาล 2023/2024 ณ สำนักงานใหญ่ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย

ขณะที่โค้ชโจ ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น ตัวแทนสโมสรนครราชสีมา-มาสด้า เอฟซี ได้กล่าวถึงความสำเร็จจากการแข่งขันในเลกแรกที่ผ่านมา รวมถึงความพร้อมในการแข่งขันในนัดที่เหลือไปจนจบฤดูกาล 2023/2024 ซึ่งทางโค้ช ผู้จัดการ และนักฟุตบอลได้วางแผนร่วมกันและเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี ทั้งด้านร่างกาย ทักษะการเล่น การมีวินัยทั้งในสนามและนอกสนาม โดยเฉพาะการช่วยกันเล่นเป็นทีม ตามแทคติกการเล่นในแต่ละเกมส์ ทำให้ทีมขยับขึ้นมารั้งอันดับสามของตาราง มีคะแนนรวม 38 แต้ม ห่างจากหัวตารางเพียงแค่ 2 แต้ม และยังมีเกมส์การแข่งขันอีก 15 แมตช์ โดยเฉพาะเกมส์เตะในบ้านมีถึง 9 แมตช์ เป้าหมายสูงสุดของทีมคือต้องกลับขึ้นสู่ไทยลีกในฤดูกาลหน้าให้ได้ พร้อมยังได้กล่าวขอบคุณมาสด้าที่ให้การสนับสนุนทีมมาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญเป้าหมายของทีมไม่เพียงแค่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันฤดูกาลนี้เท่านั้น แต่ต้องมุ่งมั่นเพื่อสร้างทีมฟุตบอลให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อแฟนๆ และชาวโคราชทุกคน พร้อมผลักดันนักกีฬาให้เติบโตก้าวสู่การแข่งขันระดับสูงสุดของประเทศ

มาสด้า เอฟซี 2

พร้อมกันนี้ มร. ทาดาชิ มิอุระ ได้กล่าวให้กำลังใจกับทีมสำหรับการแข่งขันในเลก 2 ว่า “ผมเชื่อมั่นในสปิริตความเป็นนักสู้ของทีม เพราะทุกคนต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจในแต่ละแมตช์เพื่อเก็บชัยชนะให้ได้ทุกเกมส์การแข่งขัน เชื่อว่าจะสามารถคว้าแชมป์ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน ผมขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการแข่งขัน และนำชัยชนะกลับมาให้กับแฟนสวาทแคทได้มีความสุขร่วมกัน มาสด้าพร้อมให้การสนับสนุนสโมสรฯ อย่างเต็มที่เพื่อแฟนบอลชาวไทยและชาวโคราชทุกคน มาสด้าและสวาทแคทเราจะสู้ไปด้วยกัน รวมพลังเป็นหนึ่ง เพื่อผลักดันวงการฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพื่อโลก เพื่อสังคม และเพื่อผู้คน ที่ยั่งยืนตลอดไป”

“ฮอนด้า” สานต่อกิจกรรม “Honda Run 2024” วิ่งการกุศลบนเส้นทางสายประวัติศาสตร์กรุงเก่าอยุธยา เพื่อระดมทุนมอบแก่โรงพยาบาลในอยุธยาและปราจีนบุรี

0
Honda Run 2024 ภาพเปิด
default

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม จัดกิจกรรม “Honda Run 2024” เป็นปีที่ 4 ชวนพนักงานฮอนด้าพร้อมครอบครัว รวมทั้งตัวแทนผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าใน จ.พระนครศรีอยุธยา และใกล้เคียง และตัวแทนสื่อมวลชนกว่า 2,000 คน ร่วมวิ่งการกุศลบนเส้นทางสายประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เพื่อนำรายได้จากการจัดกิจกรรม จำนวน 1 ล้านบาท โดยไม่หักค่าใช้จ่าย สมทบทุนให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จ.พระนครศรีอยุธยา และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บริษัทฯ ดำเนินงานอยู่ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยังขาดแคลน โดยมีกำหนดส่งมอบเงินบริจาคในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567

 

Honda Run 2024 2

กิจกรรม “Honda Run 2024” เป็นกิจกรรมวิ่งการกุศลที่ฮอนด้าจัดขึ้นในวันที่ 14 มกราคม 2567 โดยในปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งมีพนักงานฮอนด้าพร้อมครอบครัว ตัวแทนสื่อมวลชน และกลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า จ.พระนครศรีอยุธยาและใกล้เคียงร่วมวิ่ง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 2,000 คน

Honda Run 2024 4
default

Honda Run 2024 1

โดยกิจกรรมจัดขึ้นภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา การวิ่งแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร มีจุดปล่อยตัว ณ ศาลากลางเก่า วิ่งผ่านเส้นทางประวัติศาสตร์
และสถานที่สำคัญของจังหวัดฯ ที่มีความสวยงามจนได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก นอกจากนี้ ผู้วิ่งยังได้ลุ้นรับรางวัลของที่ระลึกจากฮอนด้า รวมถึงมีรางวัลสำหรับการแต่งกายแฟนซีในแบบไทย ซึ่งเข้ากับบรรยากาศกาศวิ่งบนเส้นทางประวัติศาสตร์อีกด้วย

Honda Run 2024 6

Honda Run 2024 7

Honda Run 2024 9

Honda Run 2024 10

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะมีการส่งมอบเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จ.พระนครศรีอยุธยา และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยกิจกรรมนี้ นอกจากจะช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้เข้าร่วมวิ่งแล้ว ยังถือเป็นการรวมพลังของชาวฮอนด้า ในการสร้างสรรค์สังคมแห่งการแบ่งปัน โดยฮอนด้าจะยังคงยืนหยัดในการดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมไทย เพื่อตอบแทนสิ่งดี ๆ สู่สังคมต่อไป