Home Blog Page 169

ครั้งแรก! อีซูซุเปิดสนาม Isuzu 4×4 Land พาลูกค้ามิว-เอ็กซ์ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Isuzu MU-X The Exclusive Dining & Aroma Workshop “Be Uncharted…Be Dazzling”

0

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จัดกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ ชวนครอบครัวรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ALL-NEW ISUZU MU-X ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Isuzu MU-X The Exclusive Dining & Aroma Workshop “Be Uncharted…Be Dazzling” เปิดประสบการณ์การเรียนรู้วิธีการขับรถระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออย่างถูกต้อง จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว  ณ สนามรถขับเคลื่อนสี่ล้ออีซูซุ “Isuzu 4×4 Land” จังหวัดปทุมธานี พร้อมเทคนิคการดูแลรักษารถยนต์อีซูซุ มิว-เอ็กซ์ ง่าย ๆ ด้วยตนเอง รวมถึงการรังสรรค์น้ำมันหอมระเหยสูตรเฉพาะตัวที่มีกลิ่นเดียวในโลก “DIY Perfume Workshop” และผ่อนคลายกับการนวด Aromatherapy ด้วยผลิตภัณฑ์จาก Mt.Sapola  แบรนด์ผลิตภัณฑ์สปาจากธรรมชาติ ปิดทริปด้วยมื้อเย็นแบบ Fine Dining จากเชฟ Michelin Star ชาวฝรั่งเศส ชื่อดังด้านการรังสรรค์เมนูฟิวชั่นที่มีส่วนผสมจากดอกไม้ พร้อมชม Cooking Show จาก Open Kitchen ที่ห้องอาหาร Signature Bangkok โรงแรม VIE Hotel Bangkok MGallery พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นายวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “Isuzu MU-X The Exclusive Dining & Aroma Workshop “Be Uncharted…Be Dazzling” เป็นกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ที่เราตั้งใจจัดขึ้นให้กับท่านเจ้าของรถยนต์อเนกประสงค์ ออลนิว อีซูซุ มิว-เอ็กซ์ โดยยึดตามคอนเซ็ปต์งานโฆษณาตัวใหม่ “เดอะนิว มิว-เอ็กซ์” be UNCHARTED…หมุดหมายใหม่กับ Passion ไม่สิ้นสุด” เราอยากให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสกับกลิ่นอายความหอม และลิ้มรสชาติอาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากเชฟ Michelin Star ชื่อดัง  พร้อมกิจกรรมพิเศษให้ลูกค้าได้เรียนรู้การขับรถระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออย่างถูกต้องจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัวให้กับลูกค้าคนสำคัญอีกด้วย”

สำหรับท่านที่สนใจกิจกรรมดีๆแบบนี้ สามารถติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ LINE: @isuzuthai

กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ “SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR” ฉลองวันเด็ก ปี 2567 จัดการเรียนรู้ ฝึกวินัยจราจร

0

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในพิธีเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยภายในงาน โครงการ ขับเป็น…ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล ร่วมจัดกิจกรรม กับกระทรวงศึกษาธิการ โดยออกบูธ โตไป…ขับเป็น” (SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR) อบรมวินัยจราจรแก่เด็ก และเยาวชน ขับขี่ในถนนจำลองที่ปลอดภัย ณ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า New GWM ORA Good Cat แบรนด์แรกในไทย ตามนโยบาย ZEV 3.0 ของภาครัฐ ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท พร้อมส่งมอบมกราคมนี้!!

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมส่งมอบความสุขให้กับผู้ขับขี่ชาวไทยรับปีใหม่ตามนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม จัดพิธีเฉลิมฉลองเปิดสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า New GWM ORA Good Cat จาก โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์
แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จังหวัดระยอง พร้อมเปิดตัวและประกาศราคา New GWM ORA Good Cat ทั้ง 3 รุ่น อย่างเป็นทางการ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 799,000 บาท ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในไทย และฉลองความสำเร็จในการเป็นแบรนด์แรกในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ เพื่อชดเชยตามนโยบายการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ หรือ ZEV 3.0  พร้อมส่งมอบให้กับผู้ขับขี่ชาวไทยภายในเดือนมกราคมนี้

โดยพิธีเปิดสายการผลิต New GWM ORA Good Cat ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ พิมภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในการกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงข้าราชการระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเป็นสักขีพยานในการส่งรถยนต์ New GWM ORA Good Cat คันแรกออกจากสายการผลิตจากโรงงานอัจฉริยะ เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) เตรียมพร้อมส่งมอบให้กับแฟน ๆ ชาวไทย โดยมีคณะผู้บริหารของเกรท วอลล์ มอเตอร์ นำโดย มร. ไคล์ด เฉิง ประธาน นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียน และ นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) มร. เกร็ก ลี รองประธานบริหาร ฝ่ายการผลิตในโรงงาน ภูมิภาคอาเซียน และ นายอำนาจ แสงจันทร์ รองประธานฝ่ายการผลิต เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ร่วมให้การต้อนรับ

ฯพณฯ พิมภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ ปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ BEV มูลค่าการลงทุนรวม 39,579 ล้านบาท มีผู้ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วน BEV มูลค่าการลงทุนรวม 16,055 ล้านบาท และมีผู้ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า มูลค่าการลงทุนรวม 5,106 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของนโยบายและมาตรการส่งเสริมรวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์หลากหลายรุ่นและได้รับความนิยมอยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะรุ่น ORA Good Cat ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง การเปิดสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า New GWM ORA Good Cat คันแรกในประเทศไทยในวันนี้ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบริษัทฯ จะขยายการลงทุนในการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน รวมทั้งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ และสนับสนุนการใช้ห่วงโซ่การผลิตในประเทศ เพื่อรักษาและต่อยอดการเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์พวงมาลัยขวา สำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออกในภูมิภาคอย่างยั่งยืน”

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ถือเป็นเบรนด์ยานยนต์จีนรายแรกที่เข้ามาริเริ่มในประเทศไทยพร้อมแผนการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไม่เพียงแต่เป็นแบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่จากประเทศจีนที่เป็นผู้เข้ามาบุกเบิก พร้อมขยายการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ครอบคลุมในทุกเซ็กเมนต์ในตลาดประเทศไทย แต่เรายังเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มยานยนต์พลังงานใหม่ ที่ได้มีส่วนริเริ่มและพัฒนาสังคมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด นับตั้งแต่วันแรกของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรายึดมั่นพันธกิจหลักคือ “In Thailand For Thailand” หรือการเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาประเทศไทยและเพื่อคนไทย ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เพื่อเติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน ในวันนี้รถยนต์ New GWM ORA Good Cat ได้เริ่มการผลิตจากสายการผลิตในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่ยุคใหม่ของอุตสหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยในรอบ 60 ปี และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในตลาดต่างประเทศของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ และถือเป็นก้าวสำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะผู้มีส่วนสนับสนุนนโยบาย 30@30 ของภาครัฐ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยที่มีต่อกลยุทธ์ระดับโลกของเกรท วอลล์ มอเตอร์”

การเปิดตัว New GWM ORA Good Cat จากสายการผลิตจากโรงงานภายในประเทศถือเป็นการดำเนินธุรกิจตามหนึ่งในพันธกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าตามนโยบายการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้ากับทางภาครัฐ หรือ ZEV 3.0 ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ทำการลงนามกับภาครัฐเป็นแบรนด์แรก ๆ ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2565 นอกจากนี้ ยังถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในการผลิต New GWM ORA Good Cat ภายนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ตามกลยุทธ์ “Ecological Go-Abroad” ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ โดยการนำระบบนิเวศทางด้านยานยนต์ที่ครอบคลุมเพื่อพัฒนาอุสาหกรรมในภาพรวมอย่างรอบด้าน ตอกย้ำความพร้อมในการเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของการใช้และการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงสนับสนุนการลงทุนและการจ้างงานให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ยกระดับการแข่งขัน พัฒนาศักยภาพแรงงานไทย สร้างความคึกคักให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 เป็นต้นไป บริษัทฯ ยังวางแผนที่จะใช้ชุดแบตเตอรี่ ที่ผลิตจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ SVOLT ที่ได้เข้ามาลงทุนและตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2566 อีกด้วย

New GWM ORA Good Cat รุ่นผลิตภายในประเทศ พร้อมจะเข้ามาครองใจแฟน ๆ ชาวไทยอีกครั้ง ด้วยตัวเลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น PRO ในราคา 799,000 บาท และ รุ่น ULTRA ในราคา 899,000 บาท โดยทั้งรุ่น PRO และรุ่น ULTRA ให้กำลังสูงสุด 143 แรงม้า แรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 210 นิวตันเมตร ระยะทางวิ่งสูงสุด 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC Standard) และรุ่น GT เอาใจสายสปอร์ต มาในราคา 1,099,000 บาท ให้กำลังสูงสุด 171 แรงม้า แรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 250 นิวตันเมตร ระยะทางวิ่งสูงสุด 460 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC Standard)

New GWM ORA Good Cat รุ่น PRO และ ULTRA มีเฉดสีภายนอกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาว (Hamilton White) สีขาวหลังคาสีดำ (Hamilton White with Black Roof) ซึ่งทั้งสองสีนี้จับคู่กับภายในสีดำ, สีเขียวหลังคาสีขาว (Verdant Green with White Roof) พร้อมสีภายในสีเขียวและเทา, สีเบจหลังคาสีน้ำตาล (Hazel Wood Beige with Brown Roof) พร้อมสีภายในสีเบจและน้ำตาล และสีเขียวพิสตาชิโอ (Pistachio Green) พร้อมสีภายในสีเขียวและเบจ ในขณะที่รุ่น GT มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ (Sun Black) และสีเทา (Aqua Grey) ซึ่งทั้งสองสีนี้จับคู่กับภายในสีดำและเหลือง พร้อมอุปกรณ์แต่งสปอร์ตสีเหลือง

New GWM ORA Good Cat ยังคงเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะอันล้ำสมัยที่ช่วยอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการขับขี่ มากถึง 31 รายการ พร้อมเพิ่มระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2 เข้ามา และจากการรับฟังเสียงของผู้บริโภค เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้นำฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) หรือระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถยนต์ไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าเข้ามาในรุ่น ULTRA และรุ่น GT อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเตรียมมอบความสุขให้ชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรม มอบของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ขับขี่ชาวไทย ช่วยการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้า GWM สุขใจยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายใต้นโยบาย ZEV 3.0 มอบข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย อาทิ ยืดระยะเวลาแคมเปญสุดพิเศษมอบข้อเสนอเดียวกับในงาน Motor Expo 2023 อาทิ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง เป็นต้น ให้กับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์คอมแพ็คเอสยูวียอดนิยม HAVAL H6, เจ้าสิงโตอารมณ์ดี HAVAL JOLION และรถยนต์พรีเมียมออฟโรดเอสยูวี All New GWM TANK 300 HEV และ All New GWM TANK 500 HEV อีกด้วย

เกรท วอลล์ มอเตอร์  จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และส่งเสริมการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง โดยการร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อเดินหน้าเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ตลอดจนยกระดับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

“ซูซูกิ” ส่งมอบ ”SUZUKI CARRY ดัดแปลงเป็นศูนย์ดำเนินงานเคลื่อนที่ออกช่วยเหลือสังคม แก่ “มูลนิธิรักษ์ไทย” ตอกย้ำภาพลักษณ์ รถบรรทุกอเนกประสงค์ตัวจริง

0
Suzuki Carry ภาพเปิด

นายวัลล ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่เปิดตัวรถยนต์ SUZUKI CARRY อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อปี 2549 จนถึงปัจจุบัน SUZUKI CARRY รถกระบะเพื่อการพาณิชย์อเนกประสงค์ อยู่เคียงข้างพร้อมส่งเสริมการดำเนินธุรกิจขนาดย่อม หรือ SME ให้ขยายตัวมากขึ้น ด้วยแนวคิดสำคัญ “CARRY YOUR DREAM เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน” ยึดมั่นในความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพดีและมีคุ้มค่าในทุกด้าน

Suzuki Carry 1

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด คือ การตอบรับจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดย่อม หรือ SME จนสามารถสร้างยอดขายรวมในช่วงเดือนมกราคม-ธันวาคม 2566 ทั้งสิ้น 2,433 คัน ตอกย้ำความนิยม และความสำคัญของ SUZUKI CARRY ในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจขนาดย่อมที่กำลังเติบโตของตลาดในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SME ในรูปแบบแฟรนไชส์ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด “มูลนิธิรักษ์ไทย” เป็นองค์กรพัฒนาที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2540 ดำเนินงานเพื่อสานต่องานของ CARE International (ประเทศไทย) ในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และช่วยเหลือผู้เปราะบาง ภายใต้การดำเนินงานโครงการหลัก 5 ประการ คือ งานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ งานส่งเสริมพัฒนาการเด็กเยาวชน งานส่งเสริมบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิง งานสุขภาพ, เอชไอวี/เอดส์ วัณโรคและมาลาเรีย และงานบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งมี 16สาขาทั่วประเทศไทย ตัดสินใจเลือกซื้อรถ SUZUKI CARRY จำนวน 9 คัน พร้อมกับการดัดแปลงต่อเติมให้กลายเป็นรถสำนักงานให้บริการเคลื่อนที่ เพื่อใช้ในการดำเนินงานเป็นโครงการนำร่องของมูลนิธิฯ ใน 9 จังหวัด คือจังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครปฐม จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดสมุทรสาคร

Suzuki Carry 4

ในการนี้มูลนิธิฯ เปิดโอกาสให้ผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิเข้าร่วมในการประกวดราคา เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา โดย บริษัท ดี โฟร์ คาร์ซิตี้ จำกัด ได้ผ่านการคัดเลือก ซึ่งการได้รับความไว้วางใจจาก “มูลนิธิรักษ์ไทย” ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงราคาที่เหมาะสมและคุณภาพของรถซูซูกิที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญที่กลุ่มธุรกิจ องค์กร และมูลนิธิต่าง ๆ เลือกใช้งาน SUZUKI CARRY ให้เป็นมากกว่ายานพาหนะในการขับเคลื่อนธุรกิจและการดำเนินงานขององค์กร นอกจากความคุ้มค่า คุ้มราคา ตัวผลิตภัณฑ์ยังตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว เพราะมีขนาดกะทัดรัดมอบความคล่องตัวในการเดินทาง ตัวถังแข็งแรงทนทาน ปลอดภัย อีกทั้งยังดูแลรักษาง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูง

Suzuki Carry 5

การที่ “มูลนิธิรักษ์ไทย” เลือกใช้งาน SUZUKI CARRY เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ได้อย่างชัดเจนว่า รถคันนี้เป็นมากกว่ารถขนส่งสินค้าหรือสัมภาระ ด้วยความอเนกประสงค์สามารถนำมาดัดแปลงได้หลากหลายรูปแบบในการนำออกไปช่วยเหลือสังคม เช่นเดียวกับสิ่งที่ซูซูกิ มุ่งมั่นทำเพื่อสังคมไทย ผ่านกิจกรรม “CARRY YOUR DREAM CARRY YOUR LIFE” ที่ได้ดัดแปลงรถออกไปให้บริการแก่กลุ่มคนต่าง ๆ มาแล้วทั่วประเทศ

ทั้งนี้ SUZUKI CARRY ถูกออกแบบมาให้มีรูปลักษณ์ที่พร้อมจะนำไปดัดแปลงและพัฒนาต่อยอดให้เข้ากับทุกแนวทางของการดำเนินชีวิต ด้วยมิติตัวรถมีขนาดความยาว 4,195 มม. ความกว้าง 1,765 มม. และความสูง 1,910 มม. กระบะบรรทุกแบบเรียบ เพิ่มความกว้างและความยาวของพื้นที่บรรทุกอยู่ที่ 1,670 มม. และ 2,450 มม. สามารถเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน ขนถ่ายสัมภาระได้สะดวกและรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดถึง 945 กิโลกรัม

Suzuki Carry

โดยสำหรับผู้ที่สนใจ ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย ยังคงมอบข้อเสนอพิเศษ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาท หรือ รับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเพียงวันละ 222 บาท หรือเลือกรับข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% พร้อมฟรีประกันชั้น 1 ในปีแรก ซึ่งข้อเสนอพิเศษดังกล่าวจะเป็นการคิดรวมกับอุปกรณ์ตกแต่งรถเรียบร้อยแล้ว (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯที่กำหนด) อีกทั้งซูซูกิมีที่ปรึกษาการขายที่มีความชำนาญสามารถให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมร่วมกับลูกค้าที่ต้องการมีรถไว้สำหรับสร้างอาชีพ โดยเป็นรถที่คุณภาพดี มีราคาที่เหมาะสมสามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย นอกเหนือจากนี้เรายังมีพันธมิตรเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศเข้ามาร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟลีสซิ่ง ช่วยเรื่องการอนุมัติสินเชื่อให้มีความหลากหลายและช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

 

 

 

CHANGAN ส่งมอบรถยนต์ ‘DEEPAL L07 และ DEEPAL S07’ ล็อตแรก ถึงมือลูกค้าชาวไทยในงาน “Touch the Future : Drive With DEEPAL”

0
Changan Pic Open

CHANGAN ประเทศไทย ปลุกกระแสตลาดยานยนต์ไทยอีกครั้งด้วยแคมเปญ “Touch the Future : Drive With DEEPAL” พร้อมส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น DEEPAL L07 และ DEEPAL S07 ล็อตแรกสู่มือลูกค้าทั่วประเทศไทย โดยเริ่มการส่งมอบใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ชลบุรี เชียงราย และระยอง โดยการส่งมอบรถยนต์ DEEPAL ภายในปี 2567 นี้ ลูกค้าจะได้รับการบริการอย่างเต็มรูปแบบจากผู้จำหน่ายและให้บริการหลังการขายอย่างเป็นทางการ แคมเปญดังกล่าวนับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จก้าวแรกในประเทศไทยซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ชั้นนำในตลาดยานยนต์ไทย และยังชี้ให้เห็นถึงเสียงตอบรับอันดีของผู้บริโภคชาวไทยอีกด้วย

Changan 1

CHANGAN เริ่มส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า DEEPAL L07 และ DEEPAL S07 ล็อตแรกจำนวน 50 คัน สู่มือผู้ใช้งานชาวไทยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผ่านผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของ CHANGAN โดยได้รับเกียรติจากลูกค้ากลุ่มแรกที่สั่งจองรถยนต์ DEEPAL L07 และ DEEPAL S07 ในช่วง Pre-booking มาเข้าร่วมงาน “Touch the Future :Drive With DEEPAL” ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟรอนท์ โดยงานดังกล่าวไม่เพียงแต่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการได้เป็นเจ้าของรถยนต์ DEEPAL L07 และ DEEPAL S07 ล็อตแรกในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความขอบคุณต่อลูกค้าชาวไทยที่ให้การสนับสนุนและเปิดพื้นที่เพื่อสร้างสรรค์และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ขับขี่ DEEPAL ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย

นาย เซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการบริษัทฉางอาน ออโต้ เซ้าท์อีส เอเชีย จำกัด ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “งานในวันนี้ไม่เพียงแต่จัดขึ้นเพื่อส่งมอบความสุข และความประทับใจให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรกของเรา แต่เป็นสะพานที่จะเชื่อมแบรนด์ไปสู่ผู้บริโภคชาวไทย นอกจากนี้ยังป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ DEEPAL จะได้โลดแล่นบนท้องถนนเป็นครั้งแรก ในวันนี้ลูกค้าของเราจะได้เริ่มบทบาทใหม่แห่งการขับขี่ยานยนต์อัจฉริยะด้วย DEEPAL L07 และ DEEPAL S07 ที่มีสไตล์โดดเด่น ประสิทธิภาพสูง และเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งรถยนต์ CHANGAN และแบรนด์ DEEPAL ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างมาก การตอบรับในเชิงบวกนี้เป็นผลมาจากความพยายามอย่างหนักของพันธมิตรผู้จำหน่ายและทีมงานของเรา ที่มีความเชื่อ ความศรัทธา และความมุ่งมั่นต่อรถยนต์ CHANGAN และ DEEPAL ในวันนี้เราได้ร่วมกันสร้างสะพานเข้าสู่ตลาดไทยและสร้างช่องทางในการเชื่อมต่อกับลูกค้า ซึ่งทำให้เราโดดเด่นในตลาด ความสำเร็จในวันนี้เกิดจากการยึดมั่นในค่านิยมในการวางลูกค้าเป็นศูนย์กลางและคำนึงถึงพนักงานเป็นหลัก ด้วยเป้าหมายที่แน่วแน่ การร่วมมือที่มั่นคง การต่อสู้ด้วยความรับผิดชอบ และประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ก้าวมาสู่จุดนี้ได้ในเวลาอันสั้น ผมรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่ทุ่มเทนี้ ต่อจากนี้ เราจะดำเนินการบริการหลังการขายและงานรับประกันอย่างดีที่สุด เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในชีวิตที่สะดวกสบายไปกับรถยนต์ของเรา การส่งมอบ DEEPAL ในวันนี้เป็นสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาที่เรามีต่อลูกค้าทุกท่าน ซึ่งคำมั่นสัญญาดังกล่าวเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความไว้วางใจที่ทุกท่านมีให้แก่เรา การส่งมอบกุญแจเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ใช้เปิดรถยนต์ แต่ยังเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางพันธมิตร และเริ่มต้นการเดินทางที่แสนพิเศษไปด้วยกัน CHANGAN พร้อมแล้วที่จะร่วมแบ่งปันอนาคตไปด้วยกันกับผู้บริโภคชาวไทย”

Changan  2

CHANGAN ประสบความสำเร็จในการสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยการประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ DEEPAL L07 และ DEEPAL S07 ณ งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ เทคโนโลยี นวัตกรรมล้ำสมัย ตลอดจนโปรโมชันส่งเสริมการขายต่าง ๆ ให้กับลูกค้าชาวไทย ซึ่งประสบผลสำเร็จด้วยยอดจองภายในงานสูงกว่า 3,000 คัน วันนี้ CHANGAN พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าส่งมอบความประทับใจในการขับขี่ยนตรกรรมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดล้ำ ดีไซน์ทันสมัย และระบบความปลอดภัยในการขับขี่อัจฉริยะ ให้กับลูกค้าชาวไทยพร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การยกระดับประสบการณ์การใช้งานชั้นเลิศผ่านการจัดส่งที่รวดเร็ว ให้ลูกค้าชาวไทยมั่นใจได้ว่ารถยนต์ที่เลือกซื้อจะถูกจัดส่งถึงมืออย่างไร้กังวล

ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดให้บริการ ‘ดีพอล รุ่งเจริญ บางนา’ ศูนย์บริการครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ยังนับเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจในการเดินหน้าตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งานทั่วประเทศ ภายในศูนย์บริการนอกจากจะประกอบไปด้วยพื้นที่กว้างขวางสำหรับการจัดแสดงรถยนต์ภายใต้แบรนด์ CHANGAN แล้วยังได้ออกแบบพื้นที่ในการใช้งานให้พร้อมต่อการส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ภายใต้การดูแลของทีมงานมืออาชีพ โดยตั้งเป้าขยายศูนย์บริการเพิ่มเติมอีก 80 ถึง 100 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2567

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” เปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการ New GWM ORA Good Cat รุ่นผลิตในไทย ครั้งแรกของประเทศ มาพร้อม 3 รุ่นย่อย เริ่มต้น 799,000 บาท

0
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภาพเปิด

เกรท วอลล์ มอเตอร์ กลับมาปลุกกระแสรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยอีกครั้ง เปิดตัวและประกาศราคา New GWM ORA Good Cat จากสายการผลิตในไทยอย่างเป็นทางการ โดย New GWM ORA Good Cat มาพร้อมกับ 3 รุ่นย่อย รุ่น PRO ราคา 799,000 บาท รุ่น ULTRA ราคา 899,000 บาท และ GT ราคา 1,099,000 บาท ตอกย้ำความมุ่งมั่น ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 100% ส่งเสริมการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งมอบภายในเดือนมกราคม 2567 นี้ แฟน ๆ ชาวไทยที่สนใจสามารถจับจองเป็นจ้าของได้ที่ GWM application และเว็บไซต์ www.gwm.co.th ได้ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2567 เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 1

 เจ้าหมียวไฟฟ้าขวัญใจชาวไทย ได้ฝากผลงานอันน่าประทับใจตั้งแต่ที่เข้ามาเปิดตัวครั้งแรกในปี 2564 และได้สร้างผลงานอันน่าประทับใจด้วยการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดในปี 2565 โดยในปีนี้ New GWM ORA Good Cat ได้กลับมาสร้างปรากฎการณ์ในไทยอีกครั้ง ด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลัษณ์ มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและเทคโนโลยีการขับขี่ที่ปลอดภัยและล้ำสมัย ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งตรงจากสายการผลิตจากโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จังหวัดระยอง ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ถือเป็นแบรนด์แรกที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศเพื่อจำหน่าย (Mass Production) ชดเชยการนำเข้าตามนโยบายการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ หรือ ZEV 3.0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 3

 

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นแบรนด์แรกที่ได้ประกาศอย่างชัดเจน ในการเข้ามาดำเนินธุรกิจในตลาดกลุ่ม xEV หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในประเทศไทย โดยจวบจนถึงปัจจุบันเราได้ส่งมอบ ORA Good Cat ให้กับครอบครัวชาวไทยไปแล้วเกือบ 11,000 คัน และเรามีความยินดีอย่างยิ่งในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยที่มีการเติบโตมากกว่า 700% ในปีที่ผ่านมา ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในไทย นอกจากนี้เรายังได้มีส่วนร่วมในการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 9 รุ่นภายใน 3 ปี หรือ Mission 9 in 3 ซึ่งเราได้ทำพันธกิจนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และเพื่อต่อยอดความสำเร็จในปีที่แล้ว เรามีความภาคภูมิใจในการเปิดตัวรถยนต์ New GWM ORA Good Cat ซึ่งถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่ทำการผลิตในประเทศไทยและส่งมอบให้กับคนไทย ภายใต้นโยบาย ZEV 3.0 ของภาครัฐ จากวันนั้นที่เราได้สร้างปรากฏการณ์และการรับรู้ของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจวบจนถึงวันนี้ เราขอขอบคุณทุกการสนับสนุนและความไว้วางใจที่ทุกท่านมีให้กับทางเกรท วอลล์ มอเตอร์ ด้วยดีเสมอมา เราจะยังคงมุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและยกระดับการบริการและประสบการณ์ของลูกค้า ไปพร้อมกับการสนับสนุนการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยสู่อาเซียนอย่างยั่งยืน”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 2

New GWM ORA Good Cat รุ่นสายการผลิตในประเทศไทย ถือกำเนิดขึ้นเพื่อสร้างกระแสความนิยมในหมู่ผู้บริโภคยุคใหม่ มาพร้อมกับ 3 รุ่นย่อย รุ่น PRO และ รุ่น ULTRA ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์ หรือ 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร สามารถวิ่งได้ 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) และรุ่น GT เอาใจสายสปอร์ต มีพละกำลังสูงสุด 126 กิโลวัตต์ หรือ 171 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร วิ่งได้ 460 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC)

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 4

ออกแบบอย่างลงตัวภายใต้คอนเซ็ปต์ Empower Your Moment โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED อัจฉริยะรูปทรงตาแมวอันเป็นเอกลักษณ์ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว และเพิ่มความสปอร์ตในรุ่น GT ด้วยคาลิปเปอร์เบรกสีเหลือง พร้อมการออกแบบภายในอย่างประณีตพร้อมดึงดูดทุกสายตา โดดเด่นทุกสัมผัสด้วยหน้าจอ Interactive Double Screen หน้าจอพาดยาวบริเวณคอนโซลของตัวรถ ขนาด 17.25 นิ้ว ที่มีความละเอียดสูง โดยแยกเป็นหน้าจอสำหรับแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว ผสานกับหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ชุดคอนโซลกลางมีการออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้มากขึ้น พร้อมติดตั้ง Wireless Charger ที่อัปเกรดใหม่ จ่ายกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 50 วัตต์ เพื่อการชาร์จที่รวดเร็วยิ่งขึ้น (สำหรับรุ่น ULTRA และ GT) และยังเพิ่มช่องต่อ USB ทั้ง Type A และ C สำหรับผู้โดยสารด้านหน้า เพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างลงตัว New GWM ORA Good Cat ยังมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติใหม่ แบบก้านด้านข้างพวงมาลัย ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนและควบคุมการขับขี่ได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมกับหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ เพื่อเพิ่มพื้นที่แสงสว่าง และเปิดมุมมองรับชมวิวทิวทัศน์ได้มากยิ่งขึ้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 6

New GWM ORA Good Cat อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างครบครันถึง 31 รายการ พร้อมระบบที่ช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2 โดยเมื่อเกิดเหตุรถจะรักษาเสถียรภาพของตัวรถไว้เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาโดยเฉพาะเพื่อรุ่นใหม่นี้ และจากการรับฟังเสียงของผู้บริโภค ยังได้เพิ่มฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) ที่เป็นระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถยนต์ไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าที่คุณต้องการเข้ามาในรุ่น ULTRA และรุ่น GT เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับทุกกิจกรรม

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 7

New GWM ORA Good Cat รุ่น PRO และ ULTRA มีสีภายนอกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาว (Hamilton White) สีขาวหลังคาสีดำ (Hamilton White with Black Roof) ซึ่งทั้งสองสีนี้จับคู่กับภายในสีดำ, สีเขียวหลังคาสีขาว (Verdant Green with White Roof) พร้อมสีภายในสีเขียวและเทา, สีเบจหลังคาสีน้ำตาล (Hazel Wood Beige with Brown Roof) พร้อมสีภายในสีเบจและน้ำตาล และสีเขียว
พิสตาชิโอ (Pistachio Green) พร้อมสีภายในสีเขียวและเบจ ส่วนรุ่น GT มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ (Sun Black) และสีเทา (Aqua Grey) ซึ่งทั้งสองสีนี้จับคู่กับภายในสีดำและเหลือง พร้อมอุปกรณ์แต่งสปอร์ตสีเหลือง

เกรท วอลล์ มอเตอร์

ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ New GWM ORA Good Cat  ทั้ง 3 รุ่น สามารถจับจองได้ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2567 เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ผ่าน GWM application และเว็บไซต์ www.gwm.co.th พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • ดอกเบี้ย 85%* เมื่อดาวน์ 25% ผ่อน 48 เดือน*
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปีเต็ม
  • ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์ พร้อมติดตั้ง (สำหรับรุ่น ULTRA และ GT) สำหรับรุ่น PRO รับสิทธิ์ซื้อโฮมชาร์จเจอร์ พร้อมติดตั้ง ราคาพิเศษเพียง 25,000 บาท (จากราคาปกติ 60,000 บาท)
  • ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง GPSI ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือ 75,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)**
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี
  • ฟรี บริการ ระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเตอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี

 

 

 

ยามาฮ่ามอเตอร์ แต่งตั้ง นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร ไทยยามาฮ่ามอเตอร์

0

บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ประกาศแต่งตั้ง นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด แทน มร.ทัตสึยะ โนซากิ ที่ครบวาระในการดำรงตำแหน่งในปี พ.ศ. 2566 พร้อมรักษาการรองประธานกรรมการบริหาร อีกตำแหน่งด้วย

มร.โยชิฮิโระ ฮิดากะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดเผยถึงการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เนื่องจาก มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหารคนปัจจุบันครบวาระการทำงานในปี พ.ศ. 2566 ทางบริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น จึงมีมติแต่งตั้ง นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่ง รองประธานกรรมการบริหาร ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น ประธานกรรมการบริหาร และรักษาการรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป

สำหรับนายพงศธร เอื้อมงคลชัย ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ก่อนที่จะเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่ง General Manager of Global Human Resources Development Division ที่ บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด สำนักงานใหญ่ ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 2 ปี (2559-2561) จากนั้นจึงกลับมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ในปี พ.ศ.2561 และในปี พ.ศ.2562 ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ก่อนที่จะเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป

“ฮอนด้า” นำเสนอ “Honda 0 Series” เป็นครั้งแรกในโลกที่งาน CES 2024 พร้อมเปิดตัวโลโก้ H Mark ใหม่ เพื่อยานยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า

0
ฮอนด้า ภาพเปิด

ฮอนด้า แนะนำ “Honda 0 Series (ฮอนด้า ซีโร่ ซีรีส์)” ซีรีส์ ยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่เตรียมเปิดตัวทั่วโลกในปี พ.ศ. 2569 นำโดยการเผยโฉม “Saloon” และ “Space-Hub” Concept model ของยนตรกรรมไฟฟ้า 2 รุ่นในซีรีส์ฯ พร้อมเปิดตัวโลโก้ H Mark ใหม่ ที่จะนำไปใช้กับ ยานยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้าในอนาคต เป็นครั้งแรกในโลก ในงาน CES 2024 ณ ลาสเวกัส รัฐเนวาดาสหรัฐอเมริกา

ฮอนด้า 1

ฮอนด้า ดำเนินธุรกิจภายใต้ Global Brand Slogan คือ The Power of Dreams – How we move you ที่สื่อความหมายว่า ฮอนด้าจะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้านการขับเคลื่อนและบริการที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถ “ก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ เช่น เวลาและสถานที่” และ “เพิ่มพูนศักยภาพและโอกาสของผู้คน” ด้วยผลิตภัณฑ์ด้านการขับเคลื่อนและบริการของฮอนด้าเหล่านี้ ฮอนด้า พร้อมสนับสนุนความฝันของผู้คนให้กลายเป็นจริง และเป็นพลัง
ที่ขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าต่อไป

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังมีเป้าหมายในการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนผ่านทุกผลิตภัณฑ์และกิจรรมที่บริษัทฯ ดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2593 พร้อมทั้งเดินหน้าสู่เป้าหมายด้านยานยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้า ในการ “เพิ่มสัดส่วนการขายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ทั่วโลกให้เป็น 100% ภายในปี พ.ศ. 2583”

Honda 0 Series เป็นซีรีส์ยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของฮอนด้า ที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง
ครั้งสำคัญของฮอนด้า ที่สอดคล้องกับ Global Brand Slogan และนโยบายด้านยานยนต์ไฟฟ้า โดยชื่อของซีรีส์แสดงถึงความมุ่งมั่นของฮอนด้า ในการรับมือกับความท้าทายในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าซีรีส์ใหม่ ๆ เสมือนการย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของฮอนด้าในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ และสรรค์สร้างยานยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจาก “ศูนย์”
ซึ่งซีรีส์ยานยนต์ไฟฟ้าใหม่นี้ ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะพัฒนาแนวคิด “M/M concept*1” (Man Maximum, Machine Minimum) และ “การขับขี่ที่สนุกสนาน เพลิดเพลิน” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการผลิตรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับ “ความสุขและอิสระในการขับเคลื่อน” ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

ฮอนด้า  2

โดยฮอนด้า จะเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นแรกภายใต้ “Honda 0 Series” ทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2569 เริ่มจากอเมริกาเหนือ ต่อด้วยญี่ปุ่น ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา ทวีปตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ ตามลำดับ

*1 แนวคิด “man maximum, machine minimum” เป็นแนวคิดพื้นฐานในการออกแบบยนตรกรรมของฮอนด้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภายในของตัวรถให้มีพื้นที่สำหรับผู้ใช้งานได้มากที่สุด และลดพื้นที่สำหรับเครื่องจักรให้เหลือน้อยที่สุด

<เกี่ยวกับ Honda 0 Series>
แนวคิดเบื้องหลังของ “0” (Zero)
1.ประวัติศาสตร์ของฮอนด้า: จุดเริ่มต้นและก้าวที่ “ศูนย์” ของฮอนด้า
ฮอนด้าจะสร้างจุดเริ่มต้นของเจเนอเรชันใหม่ โดยการย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของฮอนด้า ที่รวมถึงการเฟ้นหาแนวคิด M/M การขับขี่ที่สนุกสนานเพลิดเพลิน และความสุขและอิสระในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นสิ่ง
ที่ฮอนด้าให้ความสำคัญมาโดยตลอด และจะยังคงยึดมั่นในแนวคิดนี้ต่อไป

2.การนำ Global Brand Slogan มาใช้: ขับเคลื่อนหัวใจของผู้คนด้วยคุณค่าที่สร้างขึ้นจาก “ศูนย์”
ฮอนด้า ขับเคลื่อนด้วย “ความฝัน” อยู่เสมอ และด้วย Global Brand Slogan “The Power of Dreams – How we move you” ฮอนด้าจะสร้างคุณค่าใหม่ที่ริเริ่มจากความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้น เพื่อที่จะมอบประสบการณ์ที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นวิธีที่ฮอนด้าขับเคลื่อนผู้คนรวมถึงหัวใจ
ของพวกเขา

3.ความคิดริเริ่มในการตอบแทนสังคม: ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุความเป็น “ศูนย์”
ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย “การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เป็นศูนย์” ให้สำเร็จ ตลอดอายุ
การใช้งานของยานพาหนะ รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท และ “การสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุและ
ลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์และรถยนต์ฮอนด้าทั่วโลกให้เป็นศูนย์”

4.แนวคิด “บาง เบา และชาญฉลาด” (Thin, Light, and Wise) ในการพัฒนายนตรกรรมและคุณค่าใหม่

5 ประการของยนตรกรรมไฟฟ้าของฮอนด้า

การพัฒนา Honda 0 Series ทีมพัฒนาได้ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของฮอนด้า คิดทบทวนพิจารณาอีกครั้งว่ายนตรกรรมไฟฟ้าแบบไหนที่ฮอนด้าต้องการพัฒนาสำหรับยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง โดยฮอนด้า มุ่งมั่นสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ให้แก่ยนตรกรรมไฟฟ้า ด้วยการก้าวข้ามข้อจำกัดของการเป็นรถที่ “หนาและหนัก” เนื่องจากต้องรองรับแบตเตอรี่ที่มาพร้อมความจุที่สามารถมอบระยะทางในการขับขี่ให้ได้มากพอ เช่นเดียวกับการที่ตัวถังและแพลตฟอร์มต้องสามารถรองรับกับความจุของแบตเตอรี่ได้ โดยฮอนด้า ได้ใช้แนวคิดใหม่ในการพัฒนายนตรกรรมไฟฟ้า ได้แก่ “บาง เบา และชาญฉลาด”

ฮอนด้า 4

บาง (Thin): เพิ่มศักยภาพในการออกแบบ รวมถึงออกแบบตัวรถให้ต่ำ และการคำนึงถึงสมรรถนะตามหลักอากาศพลศาสตร์อันยอดเยี่ยม ด้วยการทำให้แพลตฟอร์ม EV “บาง” เพื่อทำให้ตัวรถต่ำลง

เบา (Light): คำนึงถึงการขับขี่สไตล์สปอร์ตและสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ที่ท้าทายความเชื่อของผู้คนที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า ผ่านเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์จากฮอนด้า ที่ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของฮอนด้าในฐานะผู้ผลิตรถยนต์

ชาญฉลาด (Wise): คำนึงถึงยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนโดยซอฟต์แวร์ดั้งเดิมของฮอนด้า โดยการผสานองค์ความรู้ที่ฮอนด้าสั่งสมมาจนถึงปัจจุบัน และการพัฒนายนตรกรรมให้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น ผ่านการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะอันล้ำสมัย

โดยยนตรกรรมไฟฟ้าของฮอนด้า จะได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นตามแนวคิดการพัฒนาข้างต้น และจะมาพร้อมโครงสร้างสำหรับรถ EV โดยเฉพาะ ที่จะมอบคุณค่าหลัก 5 ประการ ดังนี้
1.การออกแบบที่งดงาม สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่น
2.ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (AD/ADAS) ที่มอบความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกการเดินทาง
3.“พื้นที่” ที่เป็นไปได้สำหรับผู้คนด้วยเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่หลากหลาย
4.ความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ทำให้ผู้ขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกับยานพาหนะ
5.สมรรถนะของพลังงานไฟฟ้าที่โดดเด่นและมีประสิทธิภาพ

ฮอนด้า 6

5 คุณค่าใหม่
1)การออกแบบที่งดงาม สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่น
แนวคิดในการออกแบบ คือ “The Art of Resonance” ภายใต้ธีม “Resonance with the environment, society and users” หรือความสอดคล้องระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้ใช้งาน ฮอนด้าจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน ที่สะกดทุกสายตาผู้คน และขยายความเป็นไปได้ในชีวิตประจำวันของผู้คน

2)ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (AD/ADAS) ที่มอบความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกการเดินทาง
เมื่อปี พ.ศ. 2564 ฮอนด้าได้นำเสนอการขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 สู่การใช้งานจริง โดยได้เปิดตัว All-new Legend ที่มาพร้อมกับ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง อีลิท (Honda SENSING Elite) ที่นำเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีคุณสมบัติรองรับเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 (การขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไขในพื้นที่จำกัด) โดยฮอนด้า
จะนำเอาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS: Advanced Driver-Assistive System) ที่ใช้เทคโนโลยีของฮอนด้า เซนส์ซิ่ง อีลิท มาติดตั้งอยู่ใน Honda 0 Series เพื่อมอบประสบการณ์ของเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติให้แก่ลูกค้าทั่วโลก

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 2020 ยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series จะมาพร้อมระบบการขับขี่อัตโนมัติ AD (Automated Driving) และจะนำเสนอยนตรกรรมไฟฟ้าที่มาพร้อมฟังก์ชันการขับขี่อัตโนมัติ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

ระบบการขับขี่อัตโนมัตินี้ได้รับการพัฒนาตามแนวคิด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ของฮอนด้า โดยระบบนี้จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูง เซนส์ซิ่ง เทคโนโลยีการตรวจจับการจดจำ/การตัดสินใจ และเทคโนโลยีการตรวจจับผู้ขับขี่เพื่อพัฒนาความสามารถให้ใกล้เคียงกับมนุษย์และเป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงการคาดการณ์ความเสี่ยงทั่วไปและความเสี่ยงสูง เพื่อนำเสนอฟังก์ชันการขับขี่อัตโนมัติที่ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย โดยเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติขั้นสูงดังกล่าว จะเพิ่มจำนวนของสถานการณ์การขับขี่อัตโนมัติให้สามารถใช้งานได้บนทางด่วน ในขณะที่ฟังก์ชันแบบแฮนด์ออฟ (Hands-off) บางฟังก์ชัน จะสามารถใช้งานบนถนนปกติได้ด้วย จากที่ปัจจุบันที่ใช้งานได้บนทางด่วนเท่านั้น

3)“พื้นที่” ที่เป็นไปได้สำหรับผู้คนด้วยเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่หลากหลาย

ฮอนด้า 7
ยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series จะมาพร้อมกับคุณค่าด้าน “ความสนุกสนานในการขับขี่ ความสนุก
ในการใช้งาน และความสนุกในการเชื่อมต่อ” ผ่านการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IoT และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ระบบปฏิบัติการดั้งเดิมของรถยนต์ฮอนด้า และด้วยความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data จะทำให้รถสามารถจดจำความสนใจของผู้ขับขี่ เช่น เพลงที่ชอบ รวมถึงพฤติกรรมและแนวโน้มของผู้ขับขี่ขณะขับรถ และช่วยให้คำแนะนำได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ รถยนต์จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่โดยรอบและแนะนำเส้นทางจนถึงจุดหมายปลายทางแม้จะลงจากรถไปแล้ว โดยรถยนต์จะมาพร้อมคุณสมบัติในการเข้าใจความรู้สึกของผู้ขับขี่ ยิ่งใช้รถมากเท่าใด ผู้ขับขี่ก็จะใกล้ชิดกับรถมากขึ้นเท่านั้น เพื่อส่งมอบ “ความสนุกในการเชื่อมต่อ” ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจําวันของผู้คน

4)ความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ทำให้ผู้ขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกับยานพาหนะ
ยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและสมรรถนะ
ตามแบบฉบับของฮอนด้า เพื่อส่งมอบความสนุกสนานในการขับขี่ยุคใหม่ ยกระดับอารมณ์ความรู้สึกในการขับขี่สไตล์สปอร์ตและความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ ทั้งร่างกายและจิตใจให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ จากการผสานการออกแบบตัวรถของ Honda 0 Series ที่มีความต่ำ เข้ากับเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ของฮอนด้า เช่นเดียวกับที่ใช้ในกลุ่มมอเตอร์สปอร์ต ส่งผลให้สมรรถนะการขับเคลื่อน สมรรถนะทางอากาศพลศาสตร์ และการออกแบบ ผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว

5)สมรรถนะของพลังงานไฟฟ้าที่โดดเด่นและมีประสิทธิภาพ
จากเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และการพัฒนายนตรกรรมไฮบริดรุ่นต่าง ๆ ของฮอนด้า
ที่สั่งสมมา นำมาสู่สมรรถนะการขับเคลื่อนขั้นสูงจากพลังงานไฟฟ้า โดยยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series จะมาพร้อมกับ e-Axles*2 ที่มาพร้อมความสามารถในการแปลงพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและรูปลักษณ์ที่ดีเยี่ยม ชุดแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กน้ำหนักเบา และมีความหนาแน่นสูง รวมถึงสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์ที่ดีเยี่ยม โดยมีเป้าหมายเพื่อมอบระยะทางการใช้งานที่เพียงพอ และในขณะเดียวกันก็ลดพื้นที่ในการติดตั้งแบตเตอรี่บนรถยนต์ให้เหลือน้อยที่สุด

ฮอนด้า  9

นอกจากนี้ เพื่อลดความกังวลในเรื่อง “ระยะเวลาในการชาร์จ” และ “การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่” ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่รถยนต์ไฟฟ้าเผชิญอยู่ ยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series จะมาพร้อมแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ ปราศจากความกังวลเรื่องการชาร์จและลดการเสื่อมสภาพตลอดการใช้งานหลายปี โดยยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series ที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 2020 จะมาพร้อมฟังก์ชันการชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ 15% ไปถึง 80% ด้วยเวลาประมาณเพียง 10-15 นาที ในขณะเดียวกัน ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีควบคุมระบบแบตเตอรี่ ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงจากข้อมูลการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้ากว่า 1 ล้านคันมาใช้ในการจำกัดการเสื่อมสภาพความจุของแบตเตอรี่ (ช่วงระยะ) ให้น้อยกว่า 10% หลังจากใช้งานไปแล้ว 10 ปี
*2 ระบบที่ประกอบด้วยมอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และกระปุกเกียร์ ที่แปลงพลังงานไฟฟ้าให้เป็นแรงขับเคลื่อน

Concept Model ของ Honda 0 Series – Saloon และ Space-Hub
<Saloon>
ซาลูน (Saloon) เป็นยนตรกรรม Flagship concept model ของ Honda 0 Series ซึ่งเป็นการผสมผสานแนวคิด “บาง เบา และชาญฉลาด” เข้าไว้ด้วยกัน ด้วยความเฉพาะตัวของโครงสร้างสำหรับรถ EV จึงช่วยเปิดอิสระในการออกแบบให้กว้างขึ้น และยกระดับแนวคิด M/M ในยุคของยนตรกรรมไฟฟ้าให้เหนือไปอีกขั้น การออกแบบตัวถังต่ำสไตล์สปอร์ต ทําให้ ซาลูน แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปตั้งแต่แรกเห็น ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นและพื้นที่ภายในที่กว้างขวางมากกว่าที่เห็นจากรูปลักษณ์ภายนอก นอกจากนี้ แผงหน้าปัดยังมี Interface การเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร (HMI) ที่ใช้งานง่ายและสะดวก ช่วยให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่ล้ำสมัยและไร้รอยต่อ ด้วยทัศนวิสัยสุดเร้าใจและระบบควบคุมที่ใช้งานง่าย ซาลูน จึงมอบประสบการณ์ขับขี่ที่สนุกสนาน เชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ขับขี่

ฮอนด้า 10

จากประสบการณ์อันยาวนานในการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ต้นแบบ ฮอนด้า มุ่งมั่นนำเสนอระบบควบคุมตามความต้องการของผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์ของการขับขี่ ผ่านเทคโนโลยี steer-by-wire และการพัฒนาระบบเพิ่มความเสถียรและความคล่องตัวในการขับขี่ (Motion Management System) รวมถึงระบบควบคุมท่าทางของผู้ขับขี่ ซาลูน ในฐานะที่เป็นยนตรกรรมรุ่น flagship ของ Honda 0 Series มุ่งมั่นสรรค์สร้างที่สุดของ “ความสนุกสนานในการขับขี่” ในยุค EV นอกจากนี้ ยังมีการนำวัสดุที่มีความยั่งยืนมาใช้ทั้งภายในและภายนอก ทำให้ซาลูน เป็นรถที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว

<Space-Hub>
สเปซ-ฮับ (Space-Hub) ภายใต้แนวทางการออกแบบของ Honda 0 Series Space-Hub ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “เพิ่มพูน (augment) ชีวิตประจำวันของผู้คน” ด้วยแนวทางการพัฒนา “บาง เบา และชาญฉลาด” ทำให้ สเปซ-ฮับ มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม พื้นที่ใช้งานมีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ กลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้คน สร้างพลังแห่งการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกัน

ฮอนด้า  11

<เกี่ยวกับโลโก้ H Mark ใหม่>
โลโก้ “H Mark” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ที่มีการเปลี่ยนโฉมของโลโก้ในครั้งก่อน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการพัฒนาของยนตรกรรมไฟฟ้าเจเนอเรชันถัดไป ฮอนด้า จึงตัดสินใจออกแบบโลโก้ H Mark ใหม่ เพื่อเป็นตัวแทนของยนตรกรรมฮอนด้า ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลง รวมถึงเจตนารมณ์ขององค์กรในการก้าวข้ามรากฐานเดิมของฮอนด้า และแสวงหาความท้าทายและความก้าวหน้าใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยโลโก้ใหม่นี้ เปรียบเสมือนมือสองข้างที่ยื่นออกไป แสดงถึงความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการขยายขอบเขตความเป็นไปได้ในการเดินทาง และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าฮอนด้าด้วยความจริงใจ โดยโลโก้ H Mark ดีไซน์ใหม่นี้ จะถูกนำไปใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันต่อไปของฮอนด้า รวมถึง
ยนตรกรรมใน Honda 0 Series ด้วย

ฮอนด้า 14 ฮอนด้า 14

 

 

“มาสด้า”พร้อมลุยปีมังกรทอง ชูนโยบายดูแลลูกค้าเต็มรูปแบบ พุ่งเป้าเติบโตอย่างยั่งยืนด้านการขายและบริการ

0
มาสด้า ภาพเปิด

มาสด้า วางยุทธศาสตร์รับปีมังกรทอง สร้างรากฐานให้มั่นคง ปั้นแบรนด์ให้แข็งแกร่ง พัฒนาเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เต็มรูปแบบ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกไลฟ์สไตล์ ยกระดับการบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของแบรนด์มาสด้าในประเทศไทย พร้อมเอาใจใส่ดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นด้วยกลยุทธ์ Customer Experience Management (CXM) สร้างประสบการณ์ลูกค้าและมอบสิทธิประโยชน์ ดูแลลูกค้าหลังการขายแบบไร้ข้อกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ควบคู่กับบริหารคุณค่าแบรนด์ให้ยั่งยืนด้วย Brand Value Management (BVM) ตามปณิธานในการยกระดับและเติมพลังให้กับผู้คนผ่านประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ เล็งเป้าปีนี้เติบโตทั้งยอดขายและการเพิ่มฐานลูกค้าที่เข้ารับบริการที่ศูนย์ฯ มาสด้าทั่วประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับมาสด้าทั่วโลก

Mazda 1

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์ในปี 2566 “ในปีที่ผ่านมา เป็นปีแห่งความตึงเครียดทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม มีปัจจัยรอบด้านที่กระทบต่อผลการดำเนินธุรกิจมาสด้าในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป นโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด มาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด รวมถึงกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคเร็วขึ้น การเข้ามาทำตลาดของแบรนด์ใหม่ๆ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงกับมาสด้าที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่ในปัจจุบันไปสู่พลังงานทางเลือกรูปแบบใหม่ๆ แต่ถือว่ามาสด้าทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ มาสด้าพร้อมแปรสภาพความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นให้กลายเป็นความเข้มแข็ง เชื่อว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีกว่านี้”

มาสด้า 2

ในปี 2566 ที่ผ่านมา มาสด้ามียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 16,544 คัน แบ่งออกเป็น รถยนต์นั่งจำนวน 8,718 คัน ประกอบด้วย มาสด้า2 จำนวน 7,834 คัน และมาสด้า3 จำนวน 884 คัน รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวี จำนวน 6,981 แบ่งออกเป็น มาสด้า CX-30 จำนวน 3,254 คัน, มาสด้า CX-3 จำนวน 2,389 คัน, มาสด้า CX-8 จำนวน 999 คัน และมาสด้า CX-5 จำนวน 340 คัน รถปิกอัพ มาสด้า บีที-50 จำนวน 834 คัน และรถสปอร์ตเปิดประทุน มาสด้า MX-5 จำนวน 10 คัน ส่วนรถยนต์นั่งสุดหรู มาสด้า6 รุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 20 ปี ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากมีลูกค้าจองสิทธิ์เข้ามาแล้วกว่า 74 คัน จากจำนวนทั้งหมด 100 คัน

“แม้ว่ายอดขายมาสด้าจะปรับตัวลดลง แต่ในปีที่ผ่านมา มาสด้ายังประสบความสำเร็จในด้านการบริการหลังการขาย อันเป็นผลพวงจากการดำเนินธุรกิจภายใต้ Retention Business Model โดยมีลูกค้ากลับเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง และทำให้ผู้จำหน่ายมีผลกำไรแม้จะอยู่ในสถาวะตลาดชะลอตัว ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังสามารถรักษาสัดส่วนการจำหน่ายอะไหล่ไว้ได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยมีการจัดเก็บสต็อกอะไหล่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมกับปริมาณลูกค้าที่จะเข้ามารับบริการและรองรับต่อความต้องการในอนาคต จึงสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ด้วยบริการที่สะดวกรวดเร็ว ทำให้แบรนด์มาสด้าในประเทศไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงความสำเร็จจากแผนการดำเนินงานภายใต้โมเดลธุรกิจดังกล่าวได้เป็นอย่างดี” มร. ทาดาชิ มิอุระ กล่าว

มาสด้า 3

มร. ทาดาชิ มิอุระ แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2567 ว่า “โดยภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาคึกคักอย่างชัดเจน กำลังซื้อของผู้บริโภคมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น กลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 มาสด้าเชื่อว่าในปีนี้จะเป็นปีที่ท้ายทายยิ่งขึ้น การแข่งขันของตลาดรถยนต์ในประเทศจะทวีความร้อนแรง การเข้ามาลงทุนจากนักธุรกิจต่างประเทศ ผลักดันให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้นจากการปรับอัตราค่าแรง คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 750,000 – 800,000 คัน หรือใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ในส่วนของมาสด้าคาดว่าจะเติบโตเช่นเดียวกัน เนื่องจากฐานลูกค้าที่เข้ามารับบริการที่ศูนย์บริการเพิ่มขึ้นช่วยเพิ่มโอกาสในการขายรถใหม่มากขึ้น”

ในปีนี้ มาสด้ายังได้ขยายกรอบตามกลยุทธ์ภายใต้ Retention Business Model ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการบริการลูกค้าในทุกมิติ ในรูปแบบ One Stop Service ตั้งแต่ด้านการขาย การบริการหลังการขาย การกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้า การเทรดอิน รวมถึงงานซ่อมตัวถังและสี โดยเฉพาะการขายรถใหม่ผ่านผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศและช่องทางออนไลน์ การขายรถมาสด้ามือสองคุณภาพเหนือระดับ ภายใต้โครงการ Mazda CPO ที่พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับมูลค่ารถยนต์ให้กับลูกค้า และเพิ่มความสะดวกในการนำรถเข้ามาเทรดอิน โดยในปีนี้จะเน้นพัฒนาการขายผ่านช่องทางออนไลน์ Mazda CPO Marketplace มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าและตอบรับกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ยกระดับบริการหลังการขายด้วยการขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสี (Certified Body & Paint) ลดระยะเวลาในการรออะไหล่ และมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าด้วย Privilege Program ที่พิเศษมากกว่าเดิม เพื่อตอบสนองการให้บริการลูกค้าอย่างครบครัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ย่อมมีโอกาสและความท้าทายอยู่เสมอ มาสด้าให้ความสำคัญกับลูกค้า ฟังเสียงของลูกค้า เพราะลูกค้าเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง มาสด้าเริ่มวางแผนเพิ่มความเข้มข้นในการผลักดันนโยบายต่างๆ โดยเริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือมาก่อนล่วงหน้าถึง 2 ปี เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยให้ความสำคัญกับลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่งด้วย Customer Experience Management (CXM) หรือการจัดการประสบการณ์ลูกค้า เน้นสร้างความพึงพอใจสูงสุดเพื่อสร้างรากฐานให้มั่นคง รวมถึงมุ่งมั่นสร้างแบรนด์ผ่านกลยุทธ์ Brand Value Management (BVM) หรือ การสร้างมูลค่าของแบรนด์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยกลยุทธ์ด้านต่างๆ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

มาสด้า 5

ปรับองค์กรให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจอย่างรวดเร็ว คล่องตัว และครอบคลุมยิ่งขึ้น: นโยบายสำคัญคือการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป ด้วยการปรับรูปแบบของธุรกิจไปสู่ Retention Business Model ซึ่งหลังจากดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ มาสด้าเตรียบขับเคลื่อนองค์กร ด้วยนโยบายหลัก 3 ประการ ภายใต้ Brand Value Management (BVM) ประกอบด้วย Purpose คือ เจตนารมณ์และเหตุผลหลักในการดำรงอยู่ของมาสด้า เน้นสร้างคุณค่าและเติมเต็มชีวิตให้กับผู้คนได้สัมผัสแบรนด์มาสด้าด้วยความภาคภูมิใจ Promise คือ คำมั่นสัญญาจากแบรนด์ที่มีให้กับลูกค้าทุกคน มาสด้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์ภายใต้เทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก และ Value คือ การสร้างคุณค่าของแบรนด์ให้เป็นมากกว่ายานพาหนะแต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่จะทำให้ทุกครอบครัวมีความสุขตลอดการเดินทาง

 

การตลาดยุคดิจิทัลเน้นสื่อสารกับลูกค้าสร้างความประทับใจ: ยกระดับการสื่อสารกับลูกค้ามากขึ้น ฟังเสียงของลูกค้ามากขึ้น รักษาฐานลูกค้าเก่าและดึงลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำ สร้างความพึงพอใจสูงสุดและเอาใจใส่ดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด ตามนโยบาย Customer Experience Management (CXM) รวมถึงเข้าใจความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าคนไทยอย่างถ่องแท้ ควบคู่กับการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น พร้อมจัดกิจกรรมร่วมกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งด้าน CRM และ CSR เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับ องค์กร ผู้คน โลก สังคม ตามพันธกิจเฉกเช่นเดียวกับมาสด้าทั่วโลก

พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าปัจจุบัน: มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เต็มรูปแบบยิ่งขึ้น เติมเต็มความต้องการของลูกค้า เติมพลังให้กับผู้คนผ่านประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เดินหน้าตามพันธกิจสู่ความยั่งยืน Sustainable Zoom-Zoom 2030 ด้วยการวางรากฐานสู่การนำเสนอรูปแบบพลังงานทางเลือกที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้สถานการณ์และกรอบเวลาที่เหมาะสม เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์

มาสด้า 9
เอาใจใส่ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ธุรกิจของผู้จำหน่ายต้องเติบโตอย่างยั่งยืน: เน้นกลยุทธ์ในการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้ามาสด้าและครอบครัว ด้วยโครงการ Customer Loyalty Program รวมถึงสิทธิพิเศษในการซื้อรถใหม่กับ Mazda Family Campaign มอบสิทธิประโยชน์ในการเข้ารับบริการที่ศูนย์ฯ มาสด้าทั่วประเทศ เน้นจัดกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ ด้วย Customer Engagement Activity เพิ่มช่องทางในการดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ประสานความร่วมมือกับผู้จำหน่ายทุกโชว์รูมทั่วประเทศ เพื่อเอาใจใส่ดูแลลูกค้าและทำกิจกรรมร่วมกัน สร้างความรักความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว รวมถึงส่งมอบประสบการณ์การใช้รถอย่างไร้ความกังวลกับรถยนต์ทุกรุ่น โดยเฉพาะโปรแกรมดูแลลูกค้าหลังการขายแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อมอบความคุ้มค่าในระยะยาว กับโปรแกรม Mazda Care และ Mazda Ultimate Service เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้า และวางใจให้มาสด้าดูแลไปตลอดอายุการใช้งาน

“มาสด้าขอขอบคุณลูกค้า พันธมิตร ผู้จำหน่าย และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากนี้ไป มาสด้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนตลอดไป อันเกิดจากสิ่งที่ทางมาสด้าได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถยนต์มาสด้าตามกลยุทธ์ Retention Business Model การส่งมอบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่มาพร้อมทางเลือกที่หลากหลายรูปแบบและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในปัจจุบัน ช่วยให้การดำเนินชีวิตของลูกค้าเป็นไปอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ตามปณิธานในการส่งมอบความสุขในการขับขี่ Joy of Driving และยกระดับประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน” นายธีร์ กล่าวเสริม

 

“ฟอร์ด” ชูความสำเร็จปี 2566 ขึ้นแท่นเบอร์ 4 รถขายดีที่สุดในไทย ภูมิใจฟอร์ด เรนเจอร์-เอเวอเรสต์ ผลิตในไทยนิยมทั่วโลก

0
ฟอร์ด ประเทศไทย ภาพเปิด

ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศความสำเร็จปี 2566 กวาดยอดขายรถรวม 36,483 คัน ขึ้นแท่นแบรนด์ที่มียอดขายรวมตลอดทั้งปีสูงสุดอันดับ 4 ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยฟอร์ด เรนเจอร์ มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 9.2% จาก 8.7% ในปีก่อนหน้า และฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีส่วนแบ่งตลาด 19.8% จาก 14.8% ในปีก่อนหน้า ทำให้ทั้งฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ครองตำแหน่งรถขายดีที่สุดอันดับ 3 ได้อย่างเหนียวแน่นทั้งในเซ็กเมนต์รถกระบะและ PPV

“ฟอร์ดยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ลูกค้าชาวไทยมั่นใจในแบรนด์ฟอร์ด ส่งผลให้ฟอร์ดมียอดขายรวมตลอดทั้งปีสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในประเทศไทย ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมอันโดดเด่นที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ตลาดรถยนต์ไทยอยู่เสมอ ประกอบกับความไว้วางใจของลูกค้าในการใช้งานนวัตกรรมบริการต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ฟอร์ดยังคงเดินหน้าสร้างสีสันต่อยอดความสำเร็จของเรนเจอร์ และเอเวอเรสต์ เพื่อส่งมอบรถยนต์คุณภาพที่ตอบโจทย์การใช้งานอันหลากหลาย เป็นรถคู่ใจให้ลูกค้าเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตตามต้องการ” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด ประเทศไทย 2

นอกจากจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าชาวไทย รถทั้ง 2 รุ่นที่ผลิตในประเทศไทยโดยโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ยังได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยล่าสุดฟอร์ด เรนเจอร์ คว้าตำแหน่งรถยนต์ขายดีที่สุดอันดับ 1 ในประเทศออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี และครองอันดับ 1 รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในนิวซีแลนด์1 เป็นปีที่ 9 ต่อเนื่อง รวมทั้งยังเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะในทั้งทวีปยุโรป สหราชอาณาจักร2 รวมถึงประเทศเวียดนาม3 และยังได้รับรางวัลรถกระบะ ยอดเยี่ยมแห่งปีจากหลากหลายหน่วยงานทั้งในประเทศออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และในสหราชอาณาจักร

ฟอร์ด ประเทศไทย 4

ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ นับเป็นผลิตภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจของไทยที่ได้ผลิตและส่งมอบรถคุณภาพระดับโลกโดยฝีมือคนไทยไปกว่า 180 ประเทศทั่วโลก โดยโรงงานเอฟทีเอ็มและโรงงานเอเอทีเป็นฐานการผลิตรถยนต์ฟอร์ดที่ได้มาตรฐานระดับโลก เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยสำหรับการผลิตรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นรูปชิ้นส่วนรถยนต์ งานพ่นสี งานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ และการทดสอบคุณภาพรถก่อนส่งไปยังผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วโลก และยังช่วยส่งเสริมการจ้างงานในไทยด้วยจำนวนพนักงานในโรงงานทั้ง 2 แห่งรวมกันถึง 9,000 คน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ฟอร์ด ประเทศไทย 3

ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ สร้างความสำเร็จให้ฟอร์ดในฐานะรถที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าทั่วโลก และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในปีที่ผ่านมา ฟอร์ดจึงได้ลงนามในสัญญาเช่าเหมาลำเรือขนส่งสินค้าแกรนด์ เควสต์ (Grand Quest) เป็นระยะเวลานาน 3 ปี เพื่อช่วยลดระยะเวลารอรับมอบรถของลูกค้า พร้อมเร่งลำเลียงรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานเอฟทีเอ็มและโรงงานเอเอทีในประเทศไทยไปส่งมอบให้แก่ลูกค้าอย่างทันท่วงที

ฟอร์ด ประเทศไทย 8

1 ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์นิวซีแลนด์ (NZ Motor Industry Association)
2 ข้อมูลจากสมาคมผู้ค้าและผู้ผลิตยานยนต์สหราชอาณาจักร (The Society of Motor Manufacturers and Traders – SMMT)
3 ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งเวียดนาม (Vietnam Automobile Manufacturers’ Association)