Home Blog Page 172

9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการผลิตรถ “ฟอร์ด เรนเจอร์”

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ 1

ฟอร์ดเผย 9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยทีมวิศวกรระดับโลกที่ประจำการอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบัน ฟอร์ด เรนเจอร์ มีขายในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก และเป็นรถที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความทนทาน

ฟอร์ด เรนเจอร์ 2

ในขั้นตอนการพัฒนารถ ฟอร์ดได้ทดสอบเรนเจอร์ภายใต้สภาพอากาศและสภาพเส้นทางที่ท้าทายที่สุดในโลกหลายแห่ง ตั้งแต่พื้นที่ชนบทห่างไกลในออสเตรเลีย ไปจนถึงเส้นทางขรุขระในแอฟริกาใต้ พื้นที่หนาวจัดเต็มไปด้วยน้ำแข็งในสแกนดิเนเวีย เส้นทางคดเคี้ยวและสูงชันรายล้อมด้วยภูเขาในทวีปอเมริกา และเส้นทางในป่าร้อนชื้นของเอเชีย ภายใต้อุณหภูมิตั้งแต่ ลบ 40 องศาเซลเซียส ถึงกว่า 50 องศาเซลเซียส

ฟอร์ด เรนเจอร์ นับเป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลกอย่างแท้จริง และมีการผลิตในศูนย์กลางการผลิตของฟอร์ดถึง 5 แห่งทั่วโลก ได้แก่ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ในจังหวัดระยอง โรงงานซิลเวอร์ตัน ในแอฟริกาใต้ โรงงานประกอบรถยนต์ในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา และโรงงานประกอบรถยนต์ที่เมืองปาเชโก ประเทศอาร์เจนตินา นอกจากนี้ ยังมีโรงงานประกอบรถยนต์แบบ Completely Knocked Down หรือ CDK ในเวียดนามและกัมพูชาอีกด้วย

และนี่คือ 9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการผลิตรถฟอร์ด เรนเจอร์

ทุกๆ 2 นาทีจะมีรถฟอร์ด เรนเจอร์ ออกมาจากสายพานการผลิตในโรงงานฟอร์ดที่ซิลเวอร์ตัน แอฟริกาใต้ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย และออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที)

รถฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ละคันมีจุดเชื่อมชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันประมาณ 3,000 – 4,000 ตำแหน่ง จึงต้องผ่านกระบวนการเคลือบกันสนิมด้วยการจุ่มลงในอ่างเคมีต่างๆ ถึง 12 ครั้งก่อนพ่นสี

ฟอร์ด เรนเจอร์ 2

รถฟอร์ด เรนเจอร์ ทุกคันผ่านการพ่นสีที่มีน้ำหนักประมาณ 8 ลิตรโดยใช้เทคโนโลยี 3-Wet High Solids Paint system ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอันทันสมัยของฟอร์ดที่สามารถพ่นสีทับกัน 3 ชั้น ประกอบด้วยสีรองพื้น (3 ลิตร) ชั้นสีจริง (3 ลิตร) และเคลือบผิวรถ (2 ลิตร) ทับกันได้ในขณะที่สีแต่ละชั้นยังเปียกอยู่

กระบวนการพ่นสีแบบ 3-Wet ที่ใช้ในโรงงานซิลเวอร์ตันและโรงงานเอฟทีเอ็ม ช่วยรักษาคุณภาพสีของรถฟอร์ดเอาไว้ให้ทนทาน ป้องกันการกะเทาะและรอยขีดข่วนต่างๆ ทั้งยังช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ด้วยการลดพื้นที่ทำงานที่ใช้ในการพ่นสีและลดปริมาณการล้างทำความสะอาดสี รวมถึงลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากห้องอบพ่นสีรถยนต์อีกด้วย

ฟอร์ด เรนเจอร์ 3

หลังจากกระบวนการพ่นสี รถฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ละคันจะผ่านเครื่องสแกนขั้นสูงซึ่งทำหน้าที่เสมือนดวงตาอิเล็กทรอนิกส์คอยตรวจจับความผิดปกติของการพ่นสีในระดับที่เล็กถึง 0.2 ตารางมิลลิเมตรซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารูเข็ม

รถฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ละคันมีอะไหล่มากกว่า 2,700 ชิ้น รถทุกๆ คันจึงต้องผ่านการทดสอบเพื่อยืนยันคุณภาพรถเกือบ 1,000 รายการ ก่อนส่งไปยังผู้จำหน่ายฟอร์ด นอกจากนี้ รถยังต้องผ่านการตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ถึง 300 ครั้งโดยช่างเทคนิค และการทดสอบกระแสไฟฟ้าอีก 35 ครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านคุณภาพการผลิตที่เข้มงวดของฟอร์ด

ฟอร์ด เรนเจอร์ 7

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการทดสอบคุณภาพรถ คือการทดสอบด้วยน้ำ ซึ่งรถฟอร์ด เรนเจอร์ทุกคันจะถูกฉีดน้ำแรงดันสูงทุกทิศทาง เพื่อจำลองสถานการณ์พายุฝนกระหน่ำแบบที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ หลังจากปิดพลังน้ำแรงดันสูงแล้ว ทีมงานจะต้องตรวจสอบทุกรายละเอียด เริ่มจากการตรวจด้วยสายตาเพื่อให้แน่ใจว่ากรอบไฟหน้า ไฟท้าย และไฟตัดหมอก ไม่มีน้ำรั่วซึมเข้าไป นอกจากนี้ น้ำที่ใช้ในการทดสอบจะไม่ถูกปล่อยทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่จะถูกระบายลงพื้นและเข้าสู่กระบวนการเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำในการทดสอบครั้งต่อไป

จากนั้นทีมงานจึงเปิดประตูรถทุกบาน และตรวจเช็คขอบยางว่ามีน้ำซึมเข้าไปหรือไม่ และจะใช้เครื่องมือพิเศษตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าพรมในห้องโดยสารแห้งสนิท โดยเครื่องมือนี้จะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบความชื้น

เมื่อการทดสอบคุณภาพในขั้นตอนการผลิตเสร็จสิ้นลง รถฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ละคันยังต้องผ่านการทดสอบขั้นสุดท้ายด้วยการขับผ่านอุปสรรคต่างๆ ทั้งหมด 3 รูปแบบ ก่อนส่งไปยังผู้จำหน่ายทั่วโลก ซึ่งการทดสอบอุปสรรคนี้ประกอบด้วย การทดสอบเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือน การทดสอบความเร็วสูง และการทดสอบบนถนนขรุขระ โดยรถฟอร์ดแต่ละคันจะต้องผ่านการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบหนึ่งรอบก่อนจึงได้รับอนุมัติให้วางจำหน่ายได้

ฟอร์ด เรนเจอร์ 5

9.เพื่อให้แน่ใจว่าศูนย์ล้อและพวงมาลัยตั้งตรง รวมถึงไฟหน้าส่องแสงได้ในมุมและระยะที่ต้องการ รถรุ่นย่อยทุกรุ่นในไลน์อัพของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่วางจำหน่ายในทุกประเทศที่ออกจากสายการผลิตทุกวันจะถูกตรวจสอบด้วยการใช้เลเซอร์และกล้องหลายตัวตรวจสอบการวางตำแหน่งของล้อและไฟหน้า จากนั้นจึงส่งรถไปยังสนามทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่าพวงมาลัยของรถตั้งตรงตามค่าที่กำหนด และรถขับเคลื่อนไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง ไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง

“GR FESTIVAL 2023” Car Performance Show สุดยิ่งใหญ่แห่งปี! เพื่อ “สร้างความสุขให้กับทุกคน – Produce Happiness for All” จากโตโยต้า

0
GR FESTIVAL 2023 ภาพเปิด

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จัดกิจกรรม Car Performance Show สุดยิ่งใหญ่แห่งปี “GR FESTIVAL 2023” เพื่อสร้างความสุขให้กับทุกคน ภายใต้แนวคิดหลัก “สร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ดียิ่งขึ้น” ผ่านกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความพยายามในการเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ผ่านการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ต และพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนแม้จะเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงก็ตาม และที่สำคัญแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจซึ่งกันและกันกับการสร้างพันธมิตรที่มีจุดยืนเดียวกัน โดยมีสื่อมวลชน แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ต และผู้สนใจเข้าร่วมชมงานอย่างคับคั่งกว่า 3,000 คน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ TOYOTA ALIVE บางนา

GR FESTIVAL 2023 1

ภายใต้แนวคิดหลักของกิจกรรม ที่ต้องการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงกีฬามอเตอร์สปอร์ตได้มากขึ้น ผ่านการแสดงสุดยอดสมรรถนะในการขับขี่ยนตรกรรมสมรรถนะสูงหลากหลายรุ่น เพื่อให้ ทุกคนได้สัมผัสถึงความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ โดย Master Driver “MORIZO” ผู้เป็นประธานคณะกรรมการบริหารของ บริษัท โตโยต้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และเป็นถึงผู้ก่อตั้งทีมแข่งระดับโลกในนาม ROOKIE Racing พร้อมนักแข่งฝีมือระดับพระกาฬ จากสนามแข่งทั้งประเทศญี่ปุ่น และในประเทศไทย รวมไปถึง KOL ไทยรุ่นใหม่ เข้าร่วมในงานอย่างคับคั่ง

GR FESTIVAL 2023 2

กิจกรรมสุดเร้าใจในงาน ได้แก่ การขับโชว์สุดยอดสมรรถนะของรถแข่งหลากหลายรูปแบบ เช่น Drift show และ Time trial โดยนักแข่ง ROOKIE Racing ซึ่งนักแข่งเหล่านี้มีส่วนร่วมในการพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง YARIS GR, COROLLA GR และ GR 86 โดยหนึ่งในนักแข่งที่มาร่วมแสดงในครั้งนี้ก็คือ MORIZO ผู้เป็นนักแข่งยอดฝีมือระดับ Master Driver ของโตโยต้า

GR FESTIVAL 2023 3

GR YARIS Rally1 HYBRID ขับโดย MORIZO เป็นรถRally รุ่นใหม่ที่ถูกปรับแต่งให้เกือบจะสมบูรณ์แบบตามกฎระเบียบทางเทคนิคของ FIA World Rally Car ปี 2017 ใต้ฝากระโปรงเป็นเครื่องยนต์ Turbo Direct Injection 1.6 ลิตร พละกำลัง 380 แรงม้า

GR FESTIVAL 2023 5

Red Bull GR Corolla สร้างโดย CUSCO Racing มีชื่อเสียงโด่งดัง เมื่อแชมป์โลก WRC ปี 2022 อย่าง Calle Rovampella ชนะการแข่งขัน Formula Drift Japan ด้วยรถแข่งคันนี้

GR FESTIVAL 2023 7

รถรุ่นอื่นๆ ที่ขับแสดงในงาน : GR Supra, GR COROLLA, GR YARIS, GR 86, GR SUPRA D1, COROLLA ALTIS D1, HILUX Asia Cross Country, Hydrogen cart (เผยโฉมครั้งแรกในไทย)

 

 

ซีพี ทรู ลีสซิ่ง เอสซีจี โตโยต้า และ CJPT ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อเดินหน้าเร่งความร่วมมือกับหลากหลายอุตสาหกรรมมุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทย

0

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ทรู ลีสซิ่ง ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (โตโยต้า) และ Commercial Japan Partnership Technologies Corporation (CJPT) ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเร่งความร่วมมือในการมุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทย โดย MOUนี้ เกิดขึ้นจากความสำเร็จในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากความพยายามร่วมกันของทุกฝ่าย รวมถึงประสิทธิภาพด้านการขนส่งของซีพี และเอสซีจี และการใช้ยานยนต์จากพลังงานที่หลากหลายตามความต้องการในประเทศไทย

ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ดีและความเชื่อมั่น ระหว่างนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาสกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และนายอากิโอะ โตโยดะ ประธาน บริษัท โตโยต้า (ในขณะนั้น)ซีพี ทรู ลีสซิ่ง เอสซีจี โตโยต้า และ CJPT ได้เริ่มต้นดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านข้อมูล ด้านการเดินทาง และด้านพลังงาน โดยพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยนำมาซึ่งความสุขให้แก่ชาวไทย 67 ล้านคนภายใต้แนวคิด “เริ่มจากสิ่งที่สามารถทำได้ ณ เวลานี้ ร่วมกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน”

สำหรับ“โซลูชันด้านการใช้ข้อมูล” ได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า คือประสิทธิภาพของการโหลด และปรับเส้นทางในการจัดส่งอย่างเหมาะสม ด้วยการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ด้านการค้าปลีกและการขนส่งของแม็คโคร ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มซีพีรวมถึงเอสซีจี ตลอดจนการนำข้อมูลด้านการขนส่งและยานยนต์มาใช้ เพื่อนำมาทดลองกับร้านค้าที่เราดำเนินการทดสอบ ส่งผลให้ขณะนี้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง15% (*1)

สำหรับ “โซลูชันด้านการเดินทาง” หลังจากที่ โตโยต้า มีการเปิดตัวยานพาหนะที่มีความหลากหลาย รวมทั้งรถบรรทุกที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEVs) รถกระบะไฟฟ้าต้นแบบ Hilux Revo BEV Concept รถ Japan Taxi LPG-HEV และรถตู้ขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์ (Kei) โดยการใช้งานจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับการขนส่งในแต่ละประเภทและในแต่ละวัน สำหรับโครงการความร่วมมือครั้งนี้ มีการใช้รถพลังงานไฮโดรเจน และรถตู้ขนาดเล็ก ในธุรกิจค้าปลีกของ กลุ่มซีพี และเอสซีจี ซึ่งส่งผลให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ68 ตันต่อปี (*2) นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จในการริเริ่มการใช้โดรนไฮโดรเจนต้นแบบสำหรับหว่านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และงานอื่นๆ ในพื้นที่เกษตรของซีพี

ในส่วนของ “โซลูชด้านพลังงาน” เพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการเปิดตัวเครื่องผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากฟาร์มไก่ไข่ของซีพีเอฟและอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหารของโตโยต้า โดยนำพลังงานนั้นมาใช้กับรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนและโดรนไฮโดรเจนรวมไปถึงการแข่งรถที่จะมีขึ้นในปลายเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเริ่มโครงการสาธิตการจัดการพลังงาน โดยใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์)  และระบบการจัดเก็บพลังงานในแบตเตอรี่

ก้าวต่อไป โตโยต้ามีแผน ที่จะนำรถยนต์ HEV หรือ รถตู้ขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์ “Kei” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมไทยในปัจจุบันพร้อมทั้งในอนาคตจะมีการนำรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEVs) และรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบไฟฟ้า (BEV) มาเพิ่มเติมเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายใต้แนวคิด “การเดินทางที่หลากหลาย” จากโตโยต้า

ทั้งนี้ ความท้าทายต่อไป คือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน และการลดต้นทุนในกระบวนการทั้งหมดของขั้นตอน “การผลิต” “การขนส่ง” และ “การใช้” พลังงานโดยการใช้ พลังงานทดแทนที่เหมาะสมกับสภาพ และการใช้งานในประเทศไทย

นอกจากนี้ เพื่อปรับปรุงให้การขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการใช้ข้อมูล จะมีการนำข้อมูลด้านค้าปลีก และขนส่งจาก ซีพีและเอสซีจี รวมถึงการนำเทคโนโลยี “Digital Twin” (การสร้างโมเดลเสมือนจริงจากพื้นที่จริง) ของโตโยต้า มาเพิ่มประสิทธิภาพของ “การเดินทาง การขนส่ง และพลังงาน” โดยร่วมมือกับระบบทางสังคม เช่น การจัดการพลังงานและการควบคุมการจราจร เป็นต้น

ภายใต้การบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัทใหม่ Commercial Japan Partnership Technologies Asia (CJPT-Asia) ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทย เพื่อเร่งขยายความร่วมมือไปยังทุกภาคอุตสาหกรรมก่อนจะขยายไปยังประเทศอื่นๆ

มาสด้าร่วมกับสวาทแคทจัดกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” ส่งเสริมเยาวชนไทยก้าวสู่นักฟุตบอลอาชีพ

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมกับ สโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี จัดกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” ครั้งที่ 2 เดินหน้าต่อเติมความฝัน เรียนรู้เพิ่มทักษะ ร่วมสร้างอนาคตให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงแก่นแท้ของกีฬาฟุตบอลผ่านประสบการณ์จริงจากนักฟุตบอลระดับอาชีพ เพื่อให้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬาระดับอาชีพต่อไปในอนาคต โดยมีนักกีฬาฟุตบอลของสโมสรฯ และทีมผู้ฝึกสอนรวมกว่า 30 คน มาช่วยกันถ่ายทอดประสบการณ์และเทคนิคการเล่นฟุตบอล โดยมีเยาวชนจากโรงเรียนในจังหวัดโคราชและจังหวัดใกล้เคียง เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่า 150 คน ณ สนามฝึกซ้อม SWATCAT Training Pitch จังหวัดนครราชสีมา

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” เป็นความร่วมมือกันระหว่าง มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และ สโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมกันมายาวนานเกินกว่า 1 ทศวรรษ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันและเปิดโอกาสให้เยาวชนที่รักในกีฬาฟุตบอลได้มีโอกาสเข้าถึงเทคนิคการเล่นฟุตบอล เพื่อเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจากนักฟุตบอลอาชีพ ตลอดจนถึงเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ต่อไปในอนาคต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมสังคมที่เรามุ่งมั่นดำเนินการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ เพื่อส่งมอบความสุข และเพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน

กิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ สนามฝึกซ้อม SWATCAT Training Pitch จังหวัดนครราชสีมา ในรูปแบบกิจกรรมตลอดทั้งวัน โดยมีนักฟุตบอลอาชีพจากทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี  พร้อมด้วยทีมผู้ฝึกสอนรวมกว่า 30 คน เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และทักษะกีฬาฟุตบอลให้กับเยาวชน โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็น 4 ฐาน ได้แก่ Ball Feeling Basic Movement, Passing and Dribbling, Dribbling and Receiving และ Dribbling and Shooting ซึ่งเด็กๆ ได้รับทั้งความรู้และความสนุกสนานจากกิจกรรมไปพร้อมๆ กันตลอดทั้งวัน พร้อมกันนี้ ทางสโมสรฯ ยังได้ลงนามเซ็นสัญญากับสองเยาวชนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมและมีทักษะการเล่นที่ดีเข้าสู่สวาทแคดอะคาเดมี่

ทั้งนี้ มาสด้ายังคงให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายรูปแบบซึ่งรวมถึงกิจกรรมกีฬา เพื่อผลักดันให้เยาวชนไทยสามารถพัฒนาทักษะในสิ่งที่ตนเองรัก และนำไปต่อยอดเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ต่อไปในอนาคต ตลอดจนถึงสนับสนุนให้วงการกีฬาไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปเคียงข้างกับสังคมไทย เพื่อโลก เพื่อสังคม และเพื่อผู้คน ที่ยั่งยืนตลอดไป

 

“เบนซ์ไพรม์มัส” ผงาดครองแชมป์ผู้นำ! ต่อยอดจัดแคมเปญมอบความสุขส่งท้ายปี

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ผงาดนั่งแทนผู้นำ! คว้า Top 3 และที่ 1 ยอดจอง Mercedes-Benz สูงสุดภาคตะวันออก ในงาน Motor Expo 2023 ต่อยอดมอบความสุขท้ายปี จัดแคมเปญสุดพรีเมี่ยม รับฟรี! MBSP นาน 5 ปี และ MB Protection นาน 2 ปี พิเศษ! นำรถเข้ารับบริการ ยอดใช้จ่าย 25,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! น้ำมันเครื่อง MB Oil ที่เบนซ์ไพรม์มัส สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา และสาขาพัทยา หมดเขต 31 ธ.ค.นี้

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า “ในงาน Motor Expo 2023 ที่ผ่านมา “เบนซ์ไพรม์มัส” ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ทำยอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของดีลเลอร์รถยนต์ Mercedes-Benz และสาขาพัทยา มียอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเขตภาคตะวันออก

อันแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าคนไทยที่มีต่อบริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” และรถยนต์ Mercedes-Benz รวมถึงการสนับสนุนและความไว้วางใจที่มีต่อ “เบนซ์ไพรม์มัส” ทั้งสาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา และสาขาพัทยา

The NEW GLE

ดังนั้น เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่มีอุปการะคุณด้วยดีโดยตลอด และเพื่อเป็นการมอบความสุขส่งท้ายปี “เบนซ์ไพรม์มัส” จึงขอมอบของขวัญแทนคำขอบคุณและความปรารถนาดี ด้วยการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด อาทิ Mercedes-Benz C 220 d AMG Line, Mercedes-Benz GLE 300 d AMG Dynamic, Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde และรถยนต์รุ่นอื่นๆ  ให้เลือกชมและเป็นเจ้าของในราคาสุดพิเศษ

พร้อมมอบแคมเปญสุดพรีเมี่ยมสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น ทุกแบบ ด้วยข้อเสนอ รับฟรี! MBSP Extra Guarantee นาน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ MB Protection นาน 2 ปี หรือ ฟรี! MBSP Extra Guarantee สูงสุด 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือ ฟรี! ดอกเบี้ย ผ่อนนานสูงสุด 4 ปี (เฉพาะรุ่นที่กำหนด)

นายจิระพล กล่าวเพิ่มเติม ด้านบริการหลังการขาย ได้จัดแคมเปญพิเศษ “New Year Special Thanks” สำหรับลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น ทุกประเภท ที่นำรถยนต์เข้ารับบริการงานซ่อมทั่วไป (ยกเว้นงานซ่อมสีและตัวถัง) ภายในศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” โดยมียอดชำระค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! Gift Voucher น้ำมันเครื่อง MB Oil  1 ใบเสร็จ ต่อ 1 สิทธิ์ โดยลูกค้าสามารถนำ Gift Voucher เข้ารับบริการได้ตลอดปี 2567 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ซื้อหรือต่ออายุ MBSP แพ็กเก็จ Extra Guarantee รับฟรี! กระบอกน้ำสุญญากาศ Mercedes-Benz ขนาด 0.5 ลิตร มูลค่ากว่า 1,500 บาท จำนวน 1 ใบ ต่อ 1 ท่าน (จำนวนจำกัด) เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. ถึง 31 ธ.ค.ศกนี้ ที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โทร.02 095 5555 และสาขาพัทยา โทร.038 051 555

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ กับคอนเซปต์บูธ FUTURE FOR ALL สะท้อนความเท่าเทียมในงาน Motor Expo 2023”

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ภาพเปิด

ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่สำหรับงานจัดแสดงรถยนต์ครั้งใหญ่แห่งปี กับมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 หรือ Motor Expo 2023 ในปีนี้ นอกจากรถยนต์รุ่นใหม่ๆ จากหลากหลายแบรนด์ที่นำมาโชว์ภายในงาน อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือแนวคิดและการออกแบบบูธของแต่ละแบรนด์ ซึ่งหนึ่งในค่ายรถหรูอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ปกติแล้วจะมุ่งเน้นการมอบประสบการณ์ที่หรูหราและเหนือระดับ ในครั้งนี้ได้นำเสนอคอนเซปต์ที่แตกต่างออกไปในการ “ลดระดับ” พื้นที่โดยรอบของบูธ ให้ทุกคนที่สามารถรับประสบการณ์ได้อย่างเท่าเทียมกัน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

ภายในบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเปิดให้ทุกคนสัมผัสยนตกรรมและประสบการณ์ที่เหนือระดับเช่นเคย แต่หัวใจของคอนเซปต์บูธที่มีชื่อว่า “FUTURE FOR ALL” คือการออกแบบบูธที่ไร้ทางต่างระดับและมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอในการเดินชมบูธได้อย่างไร้รอยต่อ โดยใช้หลักการออกแบบ Universal Design ที่ย้ำจุดยืนในเรื่องความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการเคารพถึงความแตกต่าง ทำให้ทุกคนเข้ามาที่บูธของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ใช้วีลแชร์ หรือคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กและต้องใช้รถเข็นเด็ก

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 3

บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในปีนี้ จึงเต็มไปด้วยกลุ่มผู้คนที่หลากหลายที่สัญจรไปมาอย่างคับคั่งตั้งแต่วันแรกของการจัดงานจนถึงวันสุดท้ายของงาน Motor Expo ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับลูกค้าอย่างเท่าเทียม และการยอมรับในความแตกต่างของทุกคน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 4

ส่วนใครที่พลาดงานนี้ สามารถรับข้อเสนอเดียวกันกับ Motor Expo 2023 ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มอบรางวัลด้านความยั่งยืน Dealer Sustainability Awards 2023 แก่ผู้จำหน่าย ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

0
บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป ภาพเปิด

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ต่อยอดความมุ่งมั่นด้านการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการประกาศรายชื่อผู้จำหน่าย 4 รายที่ได้รับรางวัลในการประกวด Dealer Sustainability Awards 2023 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจและแนวทางในการขับเคลื่อนความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันกลุ่มผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ อย่างเป็นทางการให้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงริเริ่มแนวทางแก้ไข พร้อมขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

การประกวดครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ CHOICEISYOURS 2023 ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมแนวคิดด้านหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ส่งเสริมการรังสรรค์และนำเสนอไอเดียด้านความยั่งยืนที่แปลกใหม่ และสามารถต่อยอดไปสู่โครงการอันเป็นรูปธรรมแก่ชุมชนในประเทศไทยได้ โดยแบ่งออกโครงการ CHOICEISYOURS เป็นสองส่วน คือการประกวดแนวคิดด้านความยั่งยืนสำหรับนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ซึ่งได้ประกาศผู้ชนะทั้ง 6 ทีมไปในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และสำหรับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เพื่อร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างและทุกภาคส่วน

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป 1

ทั้งนี้ การประกวดรางวัล Dealer Sustainability Awards 2023 มีผู้เข้าประกวดจากเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงพนักงาน ของผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ซึ่งการมอบรางวัลในปีนี้ ครอบคลุมทั้งหมด 4 หัวข้อ ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แนวคิดทรัพยากรหมุนเวียน การมีส่วนร่วมของพนักงาน และการส่งเสริมการใช้ยนตรกรรมไฟฟ้า โดยผู้เข้าร่วมการประกวดจะต้องแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจและการลงมือปฏิบัติจริงจนมีผลลัพธ์อันเป็นที่ประจักษ์ โดยตัดสินภายใต้เกณฑ์ตามหลักการ ESG หรือแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน 3 ปัจจัยหลัก คือ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance)

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  2

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้กล่าวว่า “การแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง จะสำเร็จลุล่วงไปได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันเท่านั้น นั่นเป็นสาเหตุที่เราผลักดันแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในเครือข่ายผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู และมินิอย่างเป็นทางการของเรามาอย่างต่อเนื่อง รางวัล Dealer Sustainability Awards 2023 ยังได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอันน่าประทับใจจากพันธมิตรทางธุรกิจของเรา เพื่อสร้างอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคม และมีความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างตรงตามวิสัยทัศน์ระดับโลกของทางบีเอ็มดับเบิลยูในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่าภายในปี พ.ศ. 2593”

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  3

สำหรับผู้ชนะรางวัล Dealer Sustainability Awards 2023 ในแต่ละหมวดหมู่ ได้แก่:

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  4

รางวัลยอดเยี่ยมด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
(Excellence in CO2 Reduction Initiatives)
ผู้ชนะ: โครงการ “Cherdchai Eco Action” จากเชิดชัย ออโต้เฮ้าส์

เชิดชัย ออโต้เฮาส์ ได้ดำเนินการตามแนวคิดด้านความยั่งยืนควบคู่กันไปในหลายมิติ ครอบคลุมกระบวนการดำเนินงานในหลายภาคส่วน เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมุ่งสู่เป้าหมายเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว เชิดชัย ออโต้เฮาส์ได้เริ่มหันมาประยุกต์ใช้หลอดไฟ LED และติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์บนหลังคาโชว์รูมเพื่อผลิตพลังงานสะอาดและหมุนเวียน เพื่อชดเชยการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยสามารถผลิตไฟฟ้าเองได้มากถึง 70% ทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 317,400 กิโลวัตต์ชั่วโมง/ปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 136,400 กิโลกรัม/ปี เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 3,500 ต้น และยังได้มีการริเริ่มกิจกรรมปลูกต้นไม้ 1,000 ต้น เพื่อเป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่งในการชดเชยการใช้พลังงานไฟฟ้า

นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นที่มีต่อความยั่งยืนยังต่อยอดไปถึงเรื่องพนักงานของเชิดชัย ออโต้เฮาส์ โดยบุคลากรจะได้รับการฝึกอบรมเรื่องหลักปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทางบริษัทเองก็ตั้งเป้าว่าจะเข้าร่วมในกิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon Credit) อีกด้วย นอกเหนือไปจากนั้น ยานพาหนะที่ใช้งานในพื้นที่ของโชว์รูมยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า และยังมีการติดตั้งสถานีชาร์จในพื้นที่ โดยทางเชิดชัย ออโต้เฮาส์ ยังได้ร่วมมือกับขนส่งมวลชนท้องถิ่นเพื่อให้ทั้งลูกค้าและพนักงานสามารถใช้ประโยชน์จากการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน ตามจุดประสงค์ที่ต้องการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในระดับบุคคลลงอย่างเห็นได้ชัด

รางวัลยอดเยี่ยมด้านการมีส่วนร่วมของพนักงาน
(Excellence in Employee Engagement Initiatives)
ผู้ชนะ: โครงการ “Passion Drives Us Forward, Your Step Makes a Difference”
จากยุโรปา มอเตอร์

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  6

ยุโรปา มอเตอร์ ได้คว้ารางวัลในหมวดการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลหมวดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2566 นี้ จากผลงานความทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการผลักดันเรื่องสุขภาพที่ดีและสวัสดิการความเป็นอยู่ของพนักงาน ทั้งนี้ โครงการของยุโรปา มอเตอร์ ได้กระตุ้นให้พนักงานของบริษัทดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุดในระยะเวลา 40 วัน โดยพนักงานจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทางองค์กร ทั้งในด้านการฝึกอบรม จากโค้ชด้านโภชนาการและสุขภาพ และจากการบริการวัดค่าทางร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการก้าวไปข้างหน้าให้ถึงเป้าหมาย 40,000,000 ก้าว ผ่านพลังของการออกกำลังกายของทั้งทีม

นอกเหนือไปจากการสร้างผลกระทบในเชิงบวกในกลุ่มพนักงาน ยุโรปา มอเตอร์ ยังได้สมทบยอดบริจาคโดยทุกๆ 10,000 ก้าว คิดเป็นเงิน 40 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 160,000 บาท จากจำนวนก้าวของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 40,000,000 ก้าว ซึ่งได้มอบเป็นของขวัญจากสุขภาพที่ดีให้แก่มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

รางวัลยอดเยี่ยมด้านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
(Excellence in Circularity Initiatives)
ผู้ชนะ: โครงการ “Share for More” จากมิลเลนเนียม ออโต้

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  8

ทีมมิลเลนเนียม ออโต้ ได้ตั้งเป้าหมายในการจัดการกับปัญหาเรื่องขยะบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงวัสดุต่าง ๆ ในทุกภาคส่วนขององค์กร เพื่อนำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่น โดยบริษัทได้มีการแต่งตั้งทีมงานขึ้นมาเพื่อผลักดันเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งพนักงานได้เริ่มต้นทำแคตตาล็อกและจัดหมวดหมู่สิ่งของและวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ ที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ก่อนจะนำผลสำรวจที่ได้ไปส่งให้กับทีมงานเพื่อสร้างแผนปฏิบัติงานต่อไป

นอกจากการหาแนวทางใหม่ในการใช้ประโยชน์จากสิ่งของเหลือใช้ พนักงานของมิลเลนเนียม ออโต้ ยังได้ร่วมกันรวบรวมสิ่งของที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่ยังอยู่ในสภาพดี ซึ่งรวมถึงการรวบรวมขวดน้ำพลาสติก 7,000 ขวด เพื่อนำไปบริจาคให้แก่วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ ผ่านกระบวนการรีไซเคิล และนำมาทำเป็นจีวร และการบริจาคปฏิทินเก่าสำหรับนำมาผลิตเป็นหนังสือเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา นอกจากนี้ ยังมีการริเริ่มโครงการต่าง ๆ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันความรับผิดชอบต่อสังคมว่าองค์กรสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

รางวัลยอดเยี่ยมด้านการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
(Excellence in Electromobility Initiatives)
ผู้ชนะ: โครงการ “Beyond Expectations: E Drive” จากเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  9

หนึ่งในบทบาทสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คือการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มุ่งสู่ยานพาหนะที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ที่เร่งผลักดันการเดินทางสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการนำรถยนต์ไฟฟ้าจากบีเอ็มดับเบิลยูหลากหลายซีรีส์ มาใช้เป็นรถประจำตำแหน่งของทีมผู้บริหาร รวมถึงส่งเสริมให้พนักงานเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยมีการมอบเงินสนับสนุนให้แก่พนักงานที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ทางผู้จำหน่ายยังได้ตั้งรางวัลพิเศษให้แก่พนักงานขายของเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ที่สามารถช่วยผลักดันยอดขายของรถไฟฟ้า รวมถึงช่วยแชร์เรื่องราวดี ๆ และมีความสร้างสรรค์ เกี่ยวกับผลกระทบในเชิงบวกของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์แก่ลูกค้าชาวไทยอีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตามเป้าหมายหลักในความพยายามที่จะรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยได้ดำเนินการร่วมกับหลายภาคส่วนเพื่อส่งเสริมการตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ CHOICEISYOURS มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ทั้งสำหรับเครือข่ายผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และการร่วมมือกับอีก 6 องค์กรชั้นนำ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้แก่นิสิตนักศึกษา ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัลและมูลนิธิชัยพัฒนา ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เอสซีจี โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ และเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกที่ทุกคนสามารถ “เลือก” ที่จะลงมือทำเพื่อสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายครั้งยิ่งใหญ่นี้ร่วมกัน

“เอเอเอสฯ” เปิดสต๊อกเบนท์ลีย์ ‘S’ พร้อมส่ง เอาใจผู้ดีหัวใจสปอร์ต พร้อมอัดแคมเปญเด่นส่งท้ายปี

0
Bentley ‘S Pic Open

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นำเสนอแพ็คคู่เบนท์ลีย์ ‘S’ อัครยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตพร้อมส่งมอบให้ผู้ที่สนใจได้เลือกครอบครองไม่ว่าจะเป็น Flying Spur S Hybrid หรือ Bentayga S Hybrid ซึ่งทั้ง 2 รุ่นโดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์สปอร์ตที่โฉบเฉี่ยว-ดุดันทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจด้วยขุมพลังเครื่องยนต์รุ่น V6 แบบไฮบริด ตอบโจทย์ผู้ที่รักความหรูหราแต่ยังมีใจรักความเร็ว ชื่นชอบในความสปอร์ต โดย เอเอเอสฯ พร้อมส่งมอบ Flying Spur S Hybrid และ Bentayga S Hybrid สำหรับผู้ที่สนใจพร้อมด้วยแคมเปญเด่นส่งท้ายปีกับ ‘Bespoke Your Extraordinary Offers’ ที่จะทำให้การตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์เบนท์ลีย์เป็นเรื่องง่าย

สำหรับจุดเด่นของรุ่น ‘S’ คือ การตกแต่งสไตล์สปอร์ตที่แฝงไปด้วยความหรูหราตามแบบฉบับของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์อย่างการตกแต่งด้วยชุดแต่ง Blackline Specification อันเคร่งขรึมที่มีการใช้เฉดสีดำแทนที่โลหะขัดเงาสำหรับการตกแต่งภายนอกทั้งหมด อาทิ กาบบันได กระจกมองข้าง กระจังหน้า และสเกิร์ตข้าง พร้อมกับกันชนหน้าแบบรุ่น ‘Speed’ และล้ออัลลอยด์ดีไซน์พิเศษ

Bentley ‘S’1
ในส่วนของ Flying Spur S Hybrid จะให้ภาพลักษณ์ที่ดูแข็งแกร่งแต่เรียบหรูด้วยกระจังหน้าและกันชนล่างสีดำ-เงา ไฟหน้าและไฟท้ายสีเข้ม ปลายท่อไอเสียสีดำทรงสี่เหลี่ยม และโลโก้รูปตัว ‘S’ ที่บังโคลนหน้า พร้อมกับโลโก้เบนท์ลีย์บนฝากระโปรงหลังที่โดดเด่นด้วยพื้นผิวโครเมียมโทนสว่าง และตกแต่งด้วยล้ออัลลอยด์แบบใหม่ขนาด 21 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต 5 ซี่ พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงขนาดมาตรฐาน ตอกย้ำเอกลักษณ์ของสปอร์ตซีดานรุ่น ‘S’ ได้เป็นอย่างดี

Bentley ‘S 2

Bentayga S Hybrid มาพร้อมกับล้ออัลลอยด์ดีไซน์รูปตัว ‘S’ ขนาด 22 นิ้ว ดึงดูดสายตาด้วยโลหะขัดเงาตัดกับคาลิปเปอร์เบรกสีแดง ส่วนท้ายแต่งด้วยสปอยเลอร์แบบ Speed-style ไฟท้ายสีเข้ม และ ท่อไอเสียแบบวงรีเฉดสีดำ ซึ่งการตกแต่งที่โฉบเฉี่ยวและดุดันได้เติมเต็มความสปอร์ตให้กับอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์รุ่น ‘S’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Bentley ‘S 3
ภายในห้องโดยสารของ Bentayga S Hybrid ตกแต่งอย่างร่วมสมัยด้วยการผสมผสานระหว่างหนังที่ผ่านกรรมวิธีคัดสรรด้วยมือจากสัตว์กินพืชที่เลี้ยงดูอย่างดีบนที่ราบสูงเหนือระดับน้ำทะเลในทวีปยุโรปตอนเหนือ โดยหนังทั้งหมดที่ใช้ทำเบาะโดยสารจะปราศจากรอยแมลงสัตว์กัดต่อย ซึ่งอาจทิ้งรอยตำหนิไว้บนผืนหนัง มากไปกว่านั้น ผิวสัมผัสของกำมะหยี่ Dinamica ที่ใช้ในห้องโดยสารของรถแข่งมอเตอร์สปอร์ตยังได้ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างบรรยากาศความสปอร์ตภายในห้องโดยสาร สัมผัสพิเศษอีกประการหนึ่งคือการตกแต่งบริเวณคอนโซลหน้าและประตูห้องโดยสารด้วยวีเนียร์แบบ Piano Linen by Mulliner เฉดสีขาวนวล สไตล์เรียบหรู พร้อมกับวีเนียร์แบบ Piano Black ที่ใช้ตกแต่งบริเวณคอนโซลกลาง

Bentley ‘S 5

Flying Spur S Hybrid ตกแต่งด้วยหนังที่เรียบลื่นและกำมะหยี่ Dinamica โดยใช้สำหรับการตกแต่งพวงมาลัยแบบปรับอุณหภูมิ คันเกียร์ เบาะรองนั่ง พนักพิงเบาะโดยสาร แผ่นรองประตู แผงหน้าปัด และรอบคอนโซล สัมผัสแห่งความสปอร์ตยังถูกนิยามผ่านเบาะโดยสารดีไซน์รูปตัว ‘S’ และ การปักโลโก้รูปตัว ‘S’ ที่พนักพิงศีรษะของเบาะโดยสาร เติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วยการตกแต่งด้วยโลโก้รูปตัว ‘S’ แบบโลหะบริเวณช่องแอร์ และกาบประตูแบบเรืองแสง

Bentley ‘S 6

นอกจากนี้ รุ่น ‘S’ ยังมาพร้อมกับมาตรวัดแบบดิจิทัลสำหรับผู้ขับขี่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งมอเตอร์สปอร์ตด้วยกราฟิกแบบเดียวกับ Continental GT Speed โดยมีแป้นควบคุมที่ออกแบบให้สื่อถึงสมรรถนะของตัวรถเช่นเดียวกับที่ใช้ในรุ่น ‘Speed’ พร้อมกับการเพิ่มมาตรวัดพลังงานไฟฟ้า

ในส่วนของสมรรถนะ Flying Spur S Hybrid มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินรุ่น V6 ขนาด 2.9 ลิตรกับมอเตอร์ไฟฟ้าขั้นสูง มอบพละกำลัง 536 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุด 285 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมงด้วยแรงบิดกว่า 750 นิวตันเมตร โดยสามารถทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 4.3 วินาที และสามารถขับขี่ได้กว่า 41 กิโลเมตรสำหรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำที่สุดในปัจจุบันเพียง 75 กรัม ต่อ กิโลเมตร (WLTP) Flying Spur S Hybrid จึงเป็นอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Bentley ‘S 9

Bentayga S Hybrid มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินรุ่น V6 ขนาด 3.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่รุ่นใหม่ ผลิตพละกำลังกว่า 456 แรงม้า มอบสมรรถนะในการขับขี่ที่โดดเด่นด้วยอัตราเร่ง 100 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.3 วินาทีด้วยความเร็วสูงสุด 254 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมงจากแรงบิดเต็มสูบด้วยประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้า

Bentley ‘S 11

ผู้ครอบครองสามารถสัมผัสสมรรถนะความสปอร์ตจากขุมพลังของเครื่องยนต์แบบไฮบริดและเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การขับขี่ ตั้งแต่โหมดไฟฟ้าที่เงียบสนิท ปราศจากการปล่อยมลพิษไปจนถึงสมรรถนะการขับขี่ที่จะมอบประสบการณ์การเดินทางอันน่าประทับใจ ทั้งนี้ ตัวรถยังมีความสามารถในการขับขี่ที่ไกลขึ้นถึง 44 กิโลเมตรในโหมดไฟฟ้า (EV) แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการขับขี่อันเป็นจุดเด่นของรถยนต์เบนท์ลีย์

นอกจากสมรรถนะอันเหนือชั้น รุ่น ‘S’ Hybrid ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นในโหมด Sport ที่มีการพัฒนาเสียงในช่องเก็บเครื่องยนต์ V6 TFSI เพื่อเพิ่มอรรธรสความสปอร์ตในระหว่างการขับขี่ พร้อมกับความหน่วงในการขับขี่ที่เพิ่มขึ้น 15% ทำให้แชสซีมีความแข็งแกร่งขึ้น โดยผู้ขับขี่สามารถปรับโหมด Sport ให้มีความไดนามิกมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ท่อไอเสียจะให้เสียงที่เร้าใจภายในห้องโดยสาร

Bentley ‘S 13

อีกหนึ่งความเหนือชั้น คือ เทคโนโลยี Bentley Dynamic Ride ที่สามารถใช้แรงบิดต้านการโคลงตัวของรถได้ถึง 1,300 นิวตันเมตรในเวลาเพียง 0.3 วินาที เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวลและการเข้าโค้งที่มั่นใจยิ่งขึ้น และเทคโนโลยีบังคับเลี้ยว 4 ล้อแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นระบบมาตรฐาน โดยระหว่างการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ระบบจะหมุนล้อหลังไปในทิศทางตรงกันข้ามกับด้านหน้าสูงสุด 4.2 องศา เพื่อลดวงเลี้ยวและเพิ่มความคล่องตัว แต่เมื่อความเร็วสูงขึ้น ล้อหลังจะหมุนไปในทิศทางเดียวกันกับล้อหน้าเพื่อเพิ่มความมั่นคงในระหว่างการเปลี่ยนเลนหรือแซง

Bentley ‘S 11

สำหรับผู้ที่สนใจ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด พร้อมส่งมอบรถยนต์เบนท์ลีย์ทันทีไม่ว่าจะเป็นรุ่น Flying Spur Hybrid หรือ รุ่น Bentayga Hybrid กับสต๊อกเฉดสีและออปชันที่ครบครันและครอบคลุมทุกความต้องการกับราคาที่ดีที่สุด เริ่มต้นที่ 13.7 ล้านบาท พร้อมรับข้อเสนอเด่นส่งท้ายปีกับ ‘Bespoke Your Extraordinary Offers’ แคมเปญที่คุณสามารถออกแบบแผนการเงินเองได้และทำให้การตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์เบนท์ลีย์เป็นเรื่องง่ายด้วยตัวเลือกมูลค่าส่วนลดที่ยากจะปฏิเสธ ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ หรือ การเพิ่มการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต นอกจากนี้ ผู้ถือบัตร ttb reserve ยังได้รับเอกสิทธิ์พิเศษจากธนาคารทหารไทยธนชาตกับคะแนนสะสมพิเศษ 200,000 คะแนน เมื่อจองรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกรุ่น ตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป

เอเอเอสฯ ยังมอบการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดที่ ‘นานที่สุด’ ถึง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) สำหรับรถยนต์แบบเครื่องยนต์ไฮบริด และการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต พร้อมมอบบริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปีเต็ม

“หัวหิน วินเทจ คาร์ พาเหรด ครั้งที่ 21” คาราวานรถโบราณ บนเส้นทางแห่งความทรงจำ

0
สมาคมรถโบราณฯ ภาพเปิด

สมาคมรถโบราณฯ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ เทศบาลเมืองหัวหิน ททท. จัดคาราวานรถโบราณ และรถคลาสสิคกว่า 50 คัน ท่องเที่ยวกรุงเทพฯ – ชะอำ – หัวหิน เมื่อ 15 – 17 ธันวาคม ที่ผ่านมา

สมาคมรถโบราณฯ 1

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ปีนี้สมาคมฯ จัดงาน“หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 21” ภายใต้แนวคิด “ต่างกันแค่วันเวลา – Differing only in Day and Time” โดยร่วมกับ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และได้รับการสนับสนุนอย่างดีเช่นเคยจาก หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ เทศบาลเมืองหัวหิน และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)”

สมาคมรถโบราณฯ 2

คาราวานประกอบด้วย รถโบราณ และรถคลาสสิคกว่า 50 คัน นำโดย Mercedes-Benz 280SL Pagoda ปี 1971, Morris Bullnose ปี 1926, Austin Serven ปี 1929, Porsche 911 ปี 1977, Ferrari 550 Barchettaปี 2001 ฯลฯ ออกเดินทางจาก พิพิธภัณฑ์คนรักรถ AUTO RENDEZVOUS MUSEUM – BANGKOK ถนนประชาอุทิศ กรุงเทพฯ

จุดหมายแรกคือ โครงการพระราชดำริฯ แหลมผักเบี้ย โดยมีหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ให้การต้อนรับ คณะคาราวานชมบูธเครือข่ายหอการค้าฯ รวมถึงชมโครงการฯ และสมาคมฯ มอบเงินทุนการศึกษาแก่นักเรียน หลังจากนั้น มุ่งสู่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จัดงานสังสรรค์พูดคุยกับเจ้าของรถโบราณในหัวข้อ “นี่แหละรถคันรัก” ณ Lagoon Lawn

สมาคมรถโบราณฯ  5

สมาคมรถโบราณฯ  6

วันที่สองเดินทางไป หัวหิน เรเซอร์ มารินา ณ ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มอบทุนสร้างศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หน่วยบริการหัวหิน (โรงเรียนเพจอีจัน) จากนั้นเคลื่อนขบวนกลับมาร่วมกิจกรรม Charity ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ช่วงค่ำ สมาชิกแต่งตัวย้อนยุค ’70 ร่วมงาน วินเทจคาร์ กาลา ดินเนอร์ พร้อมลีลาศ กับวงดนตรี Sensation ณ ห้องรอยัล ดุสิต แกรนด์บอลรูม

สมาคมรถโบราณฯ  9

สมาคมรถโบราณฯ  8

ผู้ชื่นชอบรถโบราณ ที่พลาดชมคาราวานเมื่อวันที่ 15-17 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา สามารถติดตามภาพความประทับใจงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 21” ย้อนหลังได้ที่ facebook.com/VintageCarClub

ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ร่วมกับมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) จับมือปตท. ลงนาม MOU ผุดโปรเจกต์มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน 

0
อีซูซุ ภาพเปิด

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด บริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาโครงการทดสอบรถยนต์กับพลังงานสะอาดเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน  

อีซูซุ 2

โครงการดังกล่าวประกอบด้วยการทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ วิ่งใช้งานจริง โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน ระบบชาร์จ และ EV อีโคซิสเต็มของ ปตท.

อีซูซุ 3

นอกจากนี้ยังมีโครงการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับรถยนต์ดีเซล โดยการทดสอบใช้ HVO (Hydro Vegetable Oil) หรือน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว รวมทั้งร่วมกับมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ศึกษาวิจัยน้ำมัน e-fuels ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสังเคราะห์ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสามารถใช้งานในเครื่องยนต์สันดาปที่มีอยู่ในปัจจุบัน