Home Blog Page 172

“มาสด้า” เปิดโอกาสนักกอล์ฟเยาวชนไทยไปอเมริกาก้าวแรกสู่การเป็นโปรกอล์ฟ ผ่านการแข่งขัน MAZDA AJGA ทัวร์นาเมนต์ระดับโลก จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย

0
มาสด้า 1

มาสด้า แบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ยึดมั่นในการขับเคลื่อนวิถีชีวิตของผู้คนให้มีความสุข ร่วมมือกับ The Agency Recruiter เอเจนซี่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหาทุนการศึกษาด้านกีฬาให้เยาวชนจากทั่วโลกได้มีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนำลิขสิทธิ์การจัดการแงขัน American Junior Golf Association (AJGA) ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสำหรับเยาวชนมาจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่สนใจกีฬากอล์ฟได้เข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อก้าวสู่การเป็นโปรกอล์ฟมืออาชีพในอนาคต พร้อมโอกาสในการรับทุนการศึกษาจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการจุดประกายความฝันครั้งสำคัญของเยาวชนไทยสำหรับการก้าวไปสู่ทัวร์นาเมนต์กอล์ฟระดับโลก

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นครั้งนี้ อยู่ภายใต้โครงการ “MAZDA AJGA THAILAND JUNIOR CHAMPIONSHIP 2024” จัดขึ้นเพื่อสร้างโอกาสและเป็นการจุดประกายให้กับนักกอล์ฟทั้งเยาวชนชายและเยาวชนหญิง ได้มีโอกาสก้าวสู่การเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพมากที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่ชนะเลิศจากการแข่งขันในครั้งนี้จะคว้าสิทธิ์ไปแข่งขันกอล์ฟในทัวร์นาเมนต์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาทันที ซึ่งการเดินทางไปเล่นที่สหรัฐอเมริกาจะมีโค้ชจากโรงเรียนชื่อดังและมหาวิทยาลัยชั้นนำมาคอยสังเกตุการณ์ทักษะฝีมือการเล่นของแต่ละบุคคลคน หรืออาจได้รับการเสนอทุนการศึกษาเพื่อปูทางก้าวสู่เส้นทางการเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพในโอกาสต่อไป

โครงการ AJGA ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรและอุทิศตนเพื่อการเติบโตโดยรวม เพื่อการพัฒนาของเยาวชนชายและหญิง ที่ปรารถนาจะได้รับทุนการศึกษาจากวิทยาลัยกอล์ฟจูเนียร์ ผ่านการแข่งขัน AJGA โดยได้รับการพิจารณาจากผู้นำในอุตสาหกรรมกอล์ฟให้เป็นสมาคมกอล์ฟจูเนียร์ชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญในการจัดอันดับแร็งค์กิ้งของนักกอล์ฟสมัครเล่นระดับเยาวชน ที่สร้างโปรกอล์ฟระดับโลกขึ้นมาประดับวงการและประสบความสำเร็จจนสร้างชื่อเสียงเงินทองมาแล้วมากมาย และยังคงโลดแล่นอยู่ในทัวร์ต่าง ๆ ทั้ง PGA Tour, LPGA Tour หรือยูโรเปี้ยน ทัวร์ อาทิเช่น Tiger Woods, Phil Mickelson, Jordan Spieth, Rickie Fowler, Nelly Korda หรือ Lexi Thompson หรือแม้กระทั่งโปรกอล์ฟหญิงขวัญใจชาวไทยก็ผ่านการแข่งขันในทัวร์นี้มาแล้วทั้งสิ้น อาทิ โปรแพตตี้ ปภังกร ธวัชธนกิจ, โปรสองพี่น้อง โปรโม โมรียา จุฑานุกาล, โปรเมย์ อารียา จุฑานุกาล เป็นต้น

การจัดการแข่งขัน MAZDA AJGA THAILAND CHAMPIONSHIP 2024 ที่กำลังจะขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นการจัดการแข่งขันขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งตลอดเวลากว่า 46 ปี ที่ผ่านมา ทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าวส่วนมากจะจัดถูกขึ้นเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือมีบางครั้งไปจัดที่ประเทศจีน โดยมีเยาวชนจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมการแข่งขัน วันนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเยาวชนไทยที่ทางมาสด้าได้ตระหนักถึงการสร้างสรรสังคมที่ยั่งยืน โดยความร่วมมือระหว่างพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนการจัดการแข่งขันขึ้นในครั้งนี้ คือ มาสด้า โรเล็กซ์ อาดิดาส และเทเลอร์เมด โดยทางมาสด้าจะเปิดรับสมัครเยาวชนไทยทั้งชายและหญิงจากทั่วประเทศ โดยการคัดเลือกเยาวชนนักกอล์ฟ ประเภทชาย 6 คน และประเภทหญิงอีก 6 คน รวม 12 คน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกับทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันรอบสุดท้าย มีนักกอล์ฟที่เดินทางมาจากทั่วโลกเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ทั้งหมด 132 คน โดยการแข่งขันในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2567 ณ สนามกอล์ฟ Lotus Valley Golf Resort จังหวัดฉะเชิงเทรา

สำหรับการคัดเลือกเยาวชนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ มาสด้าได้มอบสิทธิพิเศษให้กับคนไทยทั้งประเทศโดยไม่ได้จำกัดเฉพาะลูกค้าหรือครอบครัวมาสด้าเท่านั้น เปิดโอกาสให้คนไทยที่มีลูกหลานที่สนใจในกีฬากอล์ฟ และมีอายุอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน โดยสามารถกรอกประวัติข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งของผู้ปกครองและของนักกอล์ฟ ด้วยการลงทะเบียนผ่านการสแกน QR Code ที่แนบมา หรือจะเดินทางไปที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศ โดยจะเปิดรับสมัครในระหว่างวันที่ 11 – 22 เมษายน 2567 นี้เท่านั้น และไม่เสียค่าใช้จ่ายในการสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ และผู้ที่มีคุณสมบัติผ่านการคัดเลือกสามารถลงทำการแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์นี้ได้ทันที โดยจะทำการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับสิทธิ์เพื่อลงทำการแข่งขันในวันที่ 24 เมษายน 2567 ผ่านทางเว็บไซต์ www.mazda.co.th และ Facebook: MazdaThailandOfficial ซึ่งผู้ที่ชนะเลิศการแข่งขันจะได้สิทธิ์ไปเข้าร่วมการแข่งขันทัวร์นาเม้นต์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยไม่ต้องผ่านรอบคัดเลือก

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ถือเป็นการเปิดโอกาสครั้งสำคัญสำหรับเยาวชนไทย ที่ทางมาสด้าได้สิทธิ์จากทัวร์นาเมนต์กอล์ฟเยาวชนชื่อดังระดับโลกมาจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย สำหรับแบรนด์มาสด้าเรามีความเชื่อในคุณค่าของการ uplift ประสบการณ์การใช้ชีวิต มีจิตวิญญาณความเป็นนักสู้ Challenger Spirit ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและกล้าที่จะลุกขึ้นสู้ เสมือนกับการเป็นนักกีฬาที่ต้องมีความขยันอดทน หมั่นฝึกฝนทักษะ มีความมานะอุตสาหะ ต่อสู้กับตนเองและสภาพแวดล้อม เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคตต่อยอดไปจนถึงการเล่นกอล์ฟระดับอาชีพ”

สำหรับกำหนดการจัดการแข่งขัน MAZDA AJGA THAILAND JUNIOR CHAMPIONSHIP 2024 จะมีด้วยกันทั้งหมด 2 ครั้ง และ 2 สนาม โดยสนามแรกจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2567 ที่สนามกอล์ฟ Lotus Valley Golf Resort จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีนักกอล์ฟเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 132 คน ส่วนสนามที่ 2 เตรียมจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2567 ส่วนสถานที่จะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป ซึ่งการคัดเลือกสำหรับสนามที่ 2 ทางมาสด้าและพันธมิตรยังคงได้สิทธิ์ในการจัดการแข่งขัน โดยจะเปิดโอกาสให้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันเฉพาะลูกค้าเจ้าของรถยนต์มาสด้าและสมาชิกครอบครัวมาสด้าเท่านั้น ที่มีเยาวชนอายุระหว่าง 12-19 ปี ซึ่งมีความใฝ่ฝันอยากเดินทางสู่การเป็นโปรกอล์ฟ โดยเตรียมจัดการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักกอล์ฟเยาวชนขึ้นในเดือนกันยายน 2567 เพื่อคัดเลือกนักกอล์ฟที่ทำผลงานดีที่สุด จำนวน 24 คน เป็นเยาวชนชาย 12 คน และเยาวชนหญิงอีก 12 คน เข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย โดยลูกค้ามาสด้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.mazda.co.th หรือสอบถามได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือมาสด้าสปีดไลน์ 0-2030-5666

“หัวใจหลักสำคัญของโครงการนี้ คือ Customer Experience Management (CXM) ที่มาสด้าพร้อมเอาใจใส่ดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น สร้างประสบการณ์ลูกค้าและมอบสิทธิประโยชน์ควบคู่กับบริหารคุณค่าแบรนด์ให้ยั่งยืนด้วย Brand Value Management (BVM) ตามปณิธานในการยกระดับและเติมพลังให้กับผู้คนผ่านประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ด้วยการผลักดันและส่งเสริมให้เยาวชนที่สนใจบนเส้นทางอาชีพในกีฬากอล์ฟ ได้มีโอกาสสานฝันของตัวเองให้ใกล้เป้าหมายมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญ คือ การสะสมประสบการณ์ที่ได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ระดับสากล ซึ่งจะหาไม่ได้ง่าย ๆ แต่วันนี้ มาสด้าได้นำมาให้เยาวชนไทยได้สัมผัสและเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกคนได้เดินตามความฝันของตนเอง” นายธีร์ กล่าวเสริม
ทั้งนี้ มาสด้ายังคงสร้างสรรค์ยนตรกรรมด้วยจิตวิญญาณและความมุ่งมั่นที่เชื่อในความต่าง เพื่อเติมเต็มชีวิตที่ดีขึ้นของลูกค้าในทุกๆ ด้าน ดังนั้น รถยนต์มาสด้าจึงเป็นมากกว่าแค่ยานพาหนะที่พาคุณไปสู่จุดหมาย แต่มาสด้ายังคงเชื่อมั่นในพลังของรถยนต์ว่า จะสร้างความรัก ความผูกพัน ความสุข ความสนุกสนาน และความมีชีวิตชีวาให้แก่ผู้ที่รักในการขับขี่ได้ไม่รู้จบ มาสด้าเชื่อว่าในทุกช่วงเวลาที่เราเดินไปพร้อมกัน ทุกลมหายใจจะพาคุณเติบโตและไปได้ไกลกว่า พร้อมออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ออกไปค้นพบโลกกว้างในอีกหลากหลายแง่มุม และส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กันและกัน มาสด้าพร้อมจะก้าวไปกับคุณในทุกเส้นทาง เพื่อก้าวสู่วันพรุ่งนี้และอนาคตที่สดใสขับเคลื่อนชีวิตไปด้วยกันให้ไกลกว่าเดิม FEEL THE DRIVE

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส” คว้าอันดับ 1 แบรนด์น่าเชื่อถือสูงสุด หมวดยานยนต์ MPV พร้อมรางวัลพิเศษ Brand Star Award ด้วยผลสำรวจ 2024 Thailand’s Most Admired Brand โดย BrandAge

0
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ภาพเปิด

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คว้ารางวัลแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือและไว้วางใจสูงสุดจากผู้บริโภคในหมวดยานยนต์ กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) พร้อมรับรางวัลพิเศษ Brand Star Award จากผลสำรวจ 2024 Thailand’s Most Admired Brand โดย BrandAge ซึ่งเป็นนิตยสารและสื่อออนไลน์ชั้นนำ ทางด้านการตลาดและธุรกิจ โดยรางวัลนี้สะท้อนถึงความสำเร็จและคุณภาพอันยอดเยี่ยมของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ซึ่งเป็นผู้นำตลาดเอ็มพีวี ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 1

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ได้รับการโหวตให้เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือที่สุด โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เราได้เปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ซึ่งเป็นรถยนต์ระบบขับเคลื่อน ฟูลไฮบริด ครั้งแรกของมิตซูบิชิ ที่ทางเราเชื่อมั่นว่ารถใหม่ทั้งสองรุ่นนี้จะสามารถครองใจลูกค้าชาวไทยด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นเหนือระดับได้อย่างแน่นอน”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 2

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ นำความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ในการใช้งาน มาผสานกับรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยว สะดุดตา พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่บนท้องถนนแบบรถเอสยูวี และถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญในเชิงกลยุทธ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มียอดขายทั่วโลกสูงสุดเป็นอันดับ 3 ในปีงบประมาณ 2565 รองจาก ไทรทัน และ เอาท์แลนเดอร์ นอกจากนี้ รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์รุ่นนี้ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากการตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าในประเทศไทย และสามารถทำยอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของมิตซูบิชิ ต่อจากไทรทัน ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 40 ในกลุ่มรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดเล็ก

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 4

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ มีความอเนกประสงค์ด้วยความกว้างขวางและเพียบพร้อมคุณสมบัติที่รองรับการใช้งานอย่างหลากหลาย โดดเด่นด้วยการเป็นรถพรีเมียมครอสโอเวอร์เพื่อผู้ขับขี่สายลุยและครอบครัวทันสมัยที่ชื่นชอบการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์และความหรูหรา มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ได้รับการพัฒนาให้เป็นรถครอสโอเวอร์เอสยูวี ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่รักการผจญภัยและมีไลฟ์สไตล์หลากหลายไร้ขีดจำกัด มีการออกแบบอย่างมีสไตล์ สปอร์ตโฉบเฉี่ยว และหรูหราตามแบบฉบับรถเอสยูวีระดับผู้นำ มีระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีความปลอดภัยทันสมัยที่มอบความมั่นใจ ปลอดภัย และความสะดวกสบายในการขับขี่ในทุกสภาพอากาศและสภาพถนนทุกรูปแบบ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 6

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ทางมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ทำการพัฒนาและเปิดตัวรถยนต์ระบบขับเคลื่อน ฟูลไฮบริด รุ่นแรกอย่าง เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ที่ถูกถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (พีเอชอีวี) เพื่อตอบสนองต่อความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ขับขี่ โดยรถยนต์ทั้งสองรุ่นได้เสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากลูกค้า ด้วยจุดเด่นที่เหนือระดับที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่แบบ Mitsubishi e:MOTION จาก 3 สุดยอดเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบฟูลไฮบริด ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ และระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง หรือ Active Yaw Control ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน พร้อมให้อัตราเร่งที่ดีเยี่ยม ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผลสำรวจ Thailand’s Most Admired Brand ของ BrandAge ประกอบด้วย 11 หมวดสินค้า และถือเป็นหนึ่งในการสำรวจที่ได้รับการยอมรับในด้านความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภคและแบรนด์ชั้นนำมากมายของประเทศไทย โดยผลการสำรวจวิจัยจะถูกเผยแพร่ในนิตยสาร BrandAge และ BrandAge Online พร้อมกับนำเสนอบทความที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จจากแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางและแบบอย่างแก่แบรนด์ไทยและแบรนด์จากต่างประเทศ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นในการที่จะผลักดันให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ

 

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ทุบสถิติด้วยยอดจองรถยนต์ 1,151 คันในงาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0
Kia EV5 Pic open

บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองความสำเร็จล่าสุดจากงานบางกอก อินเตอร์เนชันเนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ด้วยยอดจองรถยนต์ทั้งสิ้นรวม 1,151 คันจากทุกรุ่น นับเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เกียเข้าสู่ตลาดในประเทศไทย พร้อมประกาศรายชื่อผู้จำหน่ายที่ทำยอดขายสูงสุด 3 อันดับ และที่ปรึกษาการขายที่ทำยอดขายสูงสุด 10 อันดับ นอกจากนี้ The Kia EV5 ยังคว้ารางวัล “The Best SUV EV” จากคณะกรรมการผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชันเนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านยานยนต์ไฟฟ้า

 Kia EV5 1

นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) มุ่งมั่นนำเสนอยนตรกรรมที่จะมอบประสบการณ์การใช้งานระดับพรีเมียม พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและนวัตกรรมด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาการดำเนินงานของบริษัทในฐานะ ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ (Sustainable Mobility Solutions Provider) ความสำเร็จมากมายเกิดขึ้น ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชันเนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ซึ่งควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง ประการแรก มียอดจองทั้งสิ้นสูงถึง 1,151 คัน และบริษัทฯ ยินดี
เป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับลูกค้าใหม่เข้าสู่ครอบครัวเกียของเรา ความสำเร็จจากยอดจองดังกล่าวเกิดขึ้นได้ ไม่เพียงแต่เป็นเพราะการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่น แต่ยังเป็นเพราะสมรรถนะของ The Kia Carnival ที่ได้ออกรุ่น SXL Luxury 7 ที่นั่ง นอกจากนั้น รถยนต์ไฟฟ้าสองรุ่นล่าสุด อย่าง ‘The Kia EV9’ รถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่ 6 ที่นั่งรุ่นแรกในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และ ‘The Kia EV5’ รถยนต์เอสยูวีขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% ที่ให้ความอเนกประสงค์อย่างเต็มรูปแบบรุ่นแรกในไทย ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานก็ได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าอีกด้วย”

 Kia EV5 2

ความสำเร็จจากยอดจองดังกล่าวคือภาพสะท้อนถึงการทำงานร่วมกันแบบ “One-Team” ระหว่างบริษัทฯ และผู้จำหน่ายที่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชันเนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 โดยผู้จำหน่ายที่ได้รับรางวัล ‘Top 3 Kia Dealers’ ที่ทำผลงานได้ดีที่สุด
3 อันดับ ได้แก่

1. บริษัท ยนตรกิจออโตเซ็นเตอร์ จำกัด (เกีย เทียมร่วมมิตร)

2. บริษัท ตระการยนต์ จำกัด (เกีย รามอินทรา) และ

3. บริษัท เกีย บางนา จำกัด (เกีย บางนา)

 Kia EV5 5

พร้อมมอบรางวัลให้กับที่ปรึกษาด้านการขาย ‘Top 10 Sales Consultants’ ที่ทำผลงานโดดเด่น นอกจากนี้ ‘The Kia EV5’ ยังได้รับรางวัล ‘The Best SUV EV’ จากคณะกรรมการผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชันเนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 โดย The Kia EV5 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ขนาดกลางรุ่นแรกในไทยที่พัฒนาขึ้นจากปรัชญาการออกแบบ ‘Opposites United’ ของเกีย โดดเด่นด้วยพื้นที่แถวสองที่กว้างขวางที่สุดในรถยนต์เซกเมนต์เดียวกัน พร้อมนำเสนอฟีเจอร์การใช้งานอเนกประสงค์และมีระยะขับขี่ได้ไกลที่สุดในรถยนต์เซกเมนต์เดียวกัน ด้วยระยะทางถึง 665 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC โดยมาพร้อมการรับประกันคุณภาพ 7 ปี และราคาพิเศษช่วงเปิดตัวเริ่มต้นที่ 1,249,000 บาท

 Kia EV5 4

“เรามีความยินดีและตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จดังกล่าวโดยเฉพาะในตลาดในประเทศไทยที่มีการแข่งขันสูง บริษัทฯ จะเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของแบรนด์และการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยจะให้ความสำคัญต่อกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ‘Plan S-5’ โดยตั้งเป้าครองส่วนแบ่ง 5% ของตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและเพิ่มสัดส่วนยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบให้เป็น 50% ภายในปี 2571” นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล กล่าวสรุป

 

 

’ซูซูกิ’ ขยายแคมเปญพิเศษ “SUPER PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” เสียงตอบรับดี ดันยอดขายมี.ค.โตเกิน 50% ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนาน 99 เดือน ส่วนลดสูงสุด 50,000 บาท มั่นใจตอบโจทย์คุ้มค่า ลูกค้าเข้าถึงง่าย

0
SUPER PLATINUM DEAL ภาพเปิด

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์อันเข้มข้น ซูซูกิยังคงเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี การออกแบบรูปลักษณ์ทั้งภายนอกภายในที่โดนใจคนไทย ผู้บริโภคจึงมั่นใจที่จะเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

SUPER PLATINUM DEAL 1

ล่าสุด ตอกย้ำบทบาทผู้นำยานยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน ภายใต้ความคุ้มค่าคุ้มราคา ด้วยการแนะนำ NEW SUZUKI XL7 HYBRID “Empower Your Journey ลุยไปอีกขั้นกับขุมพลัง HYBRID” ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ซึ่งเป็นรถยนต์ Multi-Dynamic Crossover ที่ผสานกับเทคโนโลยี Smart Hybrid จากซูซูกิ ประกอบกับการนำเสนอแคมเปญที่ดีและคุ้มค่าที่สุดแก่ลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์จากซูซูกิ ให้สามารถเข้าถึงและตัดสินใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จนเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ ยอดจองรถยนต์ซูซูกิภายในงานครั้งนี้ มีจำนวน 1,608 คัน

SUPER PLATINUM DEAL  13

 

“แม้ในตลาดจะมีการแข่งขันที่สูงมาก แต่ด้วยแนวทางการทำตลาดของซูซูกิ ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องงานขายและงานบริการ รวมไปจนถึงการเสนอแคมเปญที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณเป็นเจ้าของรถได้ง่าย โดยผลิตภัณฑ์รถยนต์ซูซูกิทุกรุ่นตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างตรงใจและหลากหลาย เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทั้งตัวสินค้าและงานบริการในทุกด้านให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเรายังมีผู้จำหน่ายที่เข้มแข็งพร้อมจะพัฒนาและเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน รวมไปจนถึงการมีพันธมิตรเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศเข้ามาช่วยเรื่องการอนุมัติสินเชื่อให้มีความหลากหลายและช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิได้สะดวกยิ่งขึ้น”

การนำเสนอแคมเปญการขายเป็นอีกส่วนหนึ่งของความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพราะเราพยายามนำเสนอเงื่อนไขที่โดนใจและตรงกลุ่มความต้องการของลูกค้า ล่าสุดเรานำเสนอแคมเปญพิเศษ “SUZUKI SUPER PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” ซึ่งประสบความสำเร็จและได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทุกท่าน จนส่งผลให้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการแข่งขันอันรุนแรง ซูซูกิสามารถทำยอดขายได้ 1,004 คัน เติบโตมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับยอดขายเดือนที่ผ่านมา (ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ จำนวน 505 คัน)

ทั้งนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า รวมถึงผู้ที่พลาดการเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมา ซูซูกิได้ขยายแคมเปญ “SUZUKI SUPER PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” ให้กับลูกค้าที่ยังคงสนใจในผลิตภัณฑ์ของซูซูกิ สามารถรับสิทธิพิเศษเมื่อจองและรับรถยนต์ซูซูกิ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 ด้วยข้อเสนอที่ดีและคุ้มค่าที่สุด ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์จากซูซูกิ

แคมเปญพิเศษ “SUZUKI PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” ให้ลูกค้าสามารถเลือกรับข้อเสนอสุดคุ้มในทุกเงื่อนไขได้มากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสนอขับฟรี 90 วัน พร้อมรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท หรือจะเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0.79% นาน 60 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งทุกรุ่น โดยแคมเปญ “SUZUKI PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

NEW SUZUKI XL7 HYBRID

SUPER PLATINUM DEAL 11
• ราคาพิเศษช่วงแนะนำ เริ่มต้นที่ 799,000 บาท พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนเพียงเดือนละ 8,146 บาท
นานสูงสุด 99 เดือน
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI SWIFT

SUPER PLATINUM DEAL 
4
• เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือผ่อนเดือนละ 5,780 บาท นานสูงสุด 99 เดือน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
• หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0.79% นาน 60 เดือน
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI CIAZ

• ราคาเริ่มต้น 378,000 บาท พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI ERTIGA SMART HYBRID
• ราคาเริ่มต้น 699,000 บาท พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI XL7
• ราคาเริ่มต้น 734,000 บาท พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI CELERIO

SUPER PLATINUM DEAL 6
• เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือผ่อนเดือนละ 3,488 บาท นานสูงสุด 99 เดือน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 15,000 บาท
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI CARRY

SUPER PLATINUM DEAL  7
• รับข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 20,000 บาท
• หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 1.99% นาน 60 เดือน
• หรือ รับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นวันละ 222 บาท
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความสนใจและต้องการเป็นเจ้าของรถทุกรุ่นภายใต้แบรนด์ของซูซูกิ เรายังคงเป็นพันธมิตรกับสถาบันการเงินที่ร่วมโครงการเพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกด้านการอนุมัติสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ รายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

ซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญาของซูซูกิคือผลิตสินค้าที่มีคุณค่าเหมือนว่าเราคือผู้ใช้ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายเหมาะสมกับลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการของโชว์รูมผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศ สอดคล้องกับความตั้งใจของซูซูกิในการจัดทำโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งนอกเหนือจากความต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้าทั้งด้านสินค้าและงานบริการได้อย่างทันท่วงทีและมอบบริการที่ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่านแล้ว ซูซูกิยังมีความตั้งใจจริงที่ต้องการจะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเดินคู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคต

‘MGC-ASIA’ เปิดตัวแนะนำยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ XPENG และ ZEEKR ครั้งแรกในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ผลตอบรับดีเกินคาด จับมือพันธมิตรขยายระบบนิเวศ สู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

0
MGC-ASIA 5

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ประกาศความสำเร็จขยายระบบนิเวศทางธุรกิจ สู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร หลังยกทัพยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบรนด์ XPENG (เอ็กซ์เผิง) และ ZEEKR(ซีคเกอร์) เปิดตัวครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 และตลาดตอบรับดีเกินคาด กวาดยอดจองในงานกว่า 586 คัน วางแผนขยายระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้แบบครบวงจร

MGC-ASIA 1

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า MGC-ASIA ในฐานะผู้นำธุรกิจ Lifestyle Mobility Ecosystem ที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์ การเดินทางอย่างครบวงจร ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายระบบนิเวศทางธุรกิจภายใต้ MGC-ASIA Ecosystem สู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร รับเมกะเทรนด์อุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งนาคต โดยกลุ่มบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท อรุณพลัส จำกัด ในกลุ่ม ปตท. ร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้า ล่าสุด บริษัทฯ ได้ยกทัพนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแบรนด์ XPENG และ ZEEKR เปิดตัวครั้งแรกในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าเกินกว่าที่คาดไว้ โดยมียอดจองรถยนต์ไฟฟ้าทั้งสองแบรนด์ภายในงานฯ แล้วกว่า 586 คัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปีนี้เติบโตตามเป้าหมาย มุ่งสู่การขยายไปสู่กลุ่มธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร โดยมองแนวโน้มการเปิดตัวครั้งแรกของแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ XPENG และ ZEEKR ผลตอบรับดีกว่าคาดการณ์มองจากจำนวนยอดจองในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ทั้งนี้ XPENG และ ZEEKR จัดอยู่ในเซกเมนต์ระดับพรีเมียม ที่เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยมียอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างกลุ่มอรุณ พลัส และ MGC-ASIA จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในหลายมิติ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกในอนาคตจากธุรกิจให้บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในระบบนิเวศทางธุรกิจของ MGC-ASIA ที่เป็น Recuring Income อีกด้วย”

MGC-ASIA 2

‘XPENG’ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับ Premium-Hitech ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีสุดอัจฉริยะ ที่ออกแบบมา
ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด ‘เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อรูปแบบของการเดินทางในอนาคต’ โดยภายในงานได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า XPENG G6 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า Ultra Smart Coupe SUV พร้อมหุ่นยนต์ยูนิคอร์นอัจฉริยะ รวมทั้งยานยนต์บินได้แบบสองที่นั่ง ปราศจากไอเสียขณะขับเคลื่อน สะท้อนความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะและเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตของ XPENG ได้อย่างดี โดยคาดว่าจะสามารถส่งมอบรถยนต์ได้ในช่วงไตรมาส 3/2567 และบริษัทฯ เตรียมเปิดศูนย์บริการเพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการหลังการขายภายในปี 2567 ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดบริเวณหัวเมืองใหญ่ รวมทั้งมีแผนจะขยายศูนย์บริการทั่วประเทศเพื่อรองรับการขยายตัวของประชากรรถยนต์ของทั้งสองแบรนด์ในอนาคต

MGC-ASIA 3

ด้าน ‘ZEEKR’ เป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับ Premium-Luxury ที่โดดเด่นด้านดีไซน์ภายนอกที่ทันสมัย
การออกแบบภายในหรูหรา ด้วยวัสดุสุเกรดพรีเมียม และผสานกับเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ขับรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว ทำให้มีผู้สนใจเข้ามาจองเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะมีการตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ZEEKR ได้เปิดตัวรถรุ่น 009 และรุ่น X เป็นครั้งแรก โดยมี บริษัท ซี โมบิลิตี้ พลัส จำกัด บริษัทภายใต้ความร่วมมือระหว่างกลุ่มอรุณ พลัส และ MGC-ASIA เป็นตัวแทนตัวแทนจำหน่ายรายแรกในประเทศไทย คาดว่าจะสามารถส่งมอบรถได้ภายในไตรมาส 3/2567 นอกจากนี้ บริษัทฯ วางแผนเตรียมเปิดศูนย์บริการภายในปี 2567ทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดบริเวณหัวเมืองใหญ่ ทั่วประเทศ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MGC กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกยานยนต์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากรายงานของกรมขนส่งทางบกในปี 2566 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่รวม 653,528 โดยมียานยนต๋ไฟฟ้าใหม่จดทะเบียนอยู่ที่ 76,366 คัน เพิ่มขึ้น 689% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คาดว่าในปี 2567 ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ การพัฒนาประสิทธิภาพเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจนได้รับความยอมรับ รวมทั้ง การมีโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น จะยังเป็นปัจจัยหนุนให้ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าใหม่มีอัตราเติบโตขึ้นทุกประเภท

“ความร่วมมือระหว่าง MGC-ASIA พันธมิตรทางธุรกิจกลุ่ม อรุณพลัส ภายใต้กลุ่ม ปตท. ช่วยสร้างการเติบโต
แบบ Synergy และผลักดันให้เราเป็นผู้นำธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าที่มีระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าที่เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ากับ MGC-ASIA เราเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการให้บริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ภายในระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของ MGC-ASIA Ecosystemซึ่งมีบริการที่หลากหลายสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์การเดินทางได้ครอบคลุมทุกมิติ และขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมสู่ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว

ตลอดเดือนเมษายนนี้ พบยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะ XPENG รุ่น G6 ได้ที่ MGC-ASIA AUTO GALLERIA ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และ ZEEKR รุ่น 009 และ X ยานยนต์ไฟฟ้าสุดฮอต ณ MGC-ASIA AUTO GALLERIA ชั้น 2 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์

 

“เอ็มจี” ส่งความสุขตลอดเดือนเมษายน 2567 ขยายระยะเวลาข้อเสนอพิเศษในงาน MOTOR SHOW ชวนลูกค้าขับขี่ปลอดภัยช่วงสงกรานต์ด้วยบริการตรวจเช็กสภาพรถ 37 รายการ

0
เอ็มจี ภาพเปิด

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ส่งมอบความคุ้มค่าต่อเนื่องหลังจบงาน MOTOR SHOW 2024 ประกาศต่อระยะเวลาแคมเปญพิเศษครบทุกรุ่น ไปจนถึง 30 เมษายน 2567 โดยลูกค้าสามารถจองรถผ่านช่องทางออนไลน์ https://onlinebooking.mgcars.com/model หรือไปสัมผัสคันจริง พร้อมทดลองขับได้ที่โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าส่งต่อความห่วงใยไปยังลูกค้าปัจจุบันด้วยบริการตรวจเช็กสภาพ ฟรี! สูงสุด 37 รายการ ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2567 ที่ศูนย์บริการ เอ็มจี ทั่วประเทศ เพื่อความปลอดภัยตลอดการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์

เอ็มจี 1

ด้วยความสนใจจากลูกค้าที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เอ็มจี จึงขยายระยะเวลาแคมเปญพิเศษในงาน MOTOR SHOW 2024 ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 โดยสามารถดูรายละเอียดแคมเปญทุกรุ่นได้ที่ https://www.mgcars.com/th/Promotion และให้ความสำคัญกับลูกค้าเอ็มจีปัจจุบัน ผ่านแคมเปญ “เช็กให้ชัวร์ ทัวร์อุ่นใจ” เชิญชวนให้ลูกค้านำรถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพ ฟรี! สูงสุด 37 รายการ ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2567 ที่ศูนย์บริการเอ็มจี ทั่วประเทศ เพื่อความอุ่นใจ และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยนัดหมายเข้ารับบริการล่วงหน้าที่ศูนย์บริการเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้า โทร. 1267

เอ็มจี 2

 

“เรเว่” ต่อยอดความร่วมมือ BYD เดินหน้าก่อตั้งโรงงานประกอบรถบรรทุก และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้านอกประเทศจีนเป็นครั้งแรกในไทย

0
BYD Pic Open

กลุ่มธุรกิจเรเว่ เดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งทางธุรกิจผ่าน ‘เรเว่ บัสแอนด์ทรัค’ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ BYD Commercial Vehicle เตรียมจัดตั้งโรงงานประกอบรถบรรทุกและรถขนส่งโดยสารพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ BYD นอกประเทศจีนเป็นแห่งแรกในไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเรเว่ในการขยายขอบเขตธุรกิจให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและยกระดับอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งของไทยขึ้นไปอีกขั้น ด้วยโซลูชันสำหรับการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มาพร้อมนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมสานต่อภารกิจการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น NEV Nation อย่างเป็นรูปธรรม

BYD 1

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ โรงงานประกอบรถโดยสารและรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าสำหรับธุรกิจเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ BYD ของ เรเว่ บัสแอนด์ทรัค จะดำเนินการประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในและภายนอกของยานยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงยานยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่อื่นๆ ได้แก่ รถโดยสารและรถบรรทุก ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังแบตเตอรี่และนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ เทคโนโลยี BYD IRON-PHOSPHATE BATTERY แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์อุตสาหกรรมสิทธิบัตรเฉพาะที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และจ่ายกำลังไฟได้อย่างคุ้มค่า ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และนวัตกรรม 6-in-1 MOTOR CONTROLLER ที่สามารถควบคุมระบบไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพ และอีกมากมาย

นายหลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ที่รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลแบรนด์ BYD ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ได้แสดงให้เราเห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งและพิสูจน์ความสำเร็จด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว วันนี้ BYD Commercial Vehicle มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเดินหน้าขยายขอบเขตการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าให้ครอบคลุมความต้องการของภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมการคมนาคมและขนส่ง ด้วยรถโดยสารและรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการ ทั้งยังช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยมีโอกาสสัมผัสยานยนต์พลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ บัสแอนด์ทรัค โดยกลุ่มธุรกิจเรเว่รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในการก่อตั้งโรงงานประกอบยานยนต์จาก BYD Commercial Vehicle นอกประเทศจีนเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย เราเชื่อว่าโรงงานแห่งนี้นอกจากจะส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในไทยได้อย่างมหาศาล ยังจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการพลิกโฉมอุตสาหกรรมรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า สนับสนุนให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการขนส่ง และทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับอีวีทุกประเภทในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับมติของการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ครั้งที่ 1/2567 ที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจเรเว่ที่ต้องการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรและพร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ NEV Nation อย่างยั่งยืน”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “นอกเหนือจากการนำเสนอรถโดยสารและรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอันเหนือชั้น เรเว่ บัสแอนด์ทรัค ยังพร้อมมอบบริการหลังการขายคุณภาพจากทีมงานและทีมวิศวรกรมากประสบการณ์ในการตรวจสอบและดูแลผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร ตลอดจนมีชิ้นส่วนอะไหล่ไว้ให้บริการอย่างครบครัน เป็นทางเลือกที่น่าสนใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจด้านคมนาคมขนส่งสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ทั้งยังจะได้มีบทบาทในการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมทั้งระบบ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมไร้มลพิษและสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่อนาคตที่ยั่งยืนให้กับทุกคนในสังคม”

ทั้งนี้ เรเว่ บัสแอนด์ทรัค ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและพร้อมสานต่อความไว้วางใจจาก BYD Commercial Vehicle ในการจัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่จะเสริมสร้างคุณค่าและเสริมทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ ณ จุดที่สำคัญของเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย

 

ยอดขาย NETA ในไทยไตรมาสแรก เติบโตขึ้น 12.1 % พร้อมเปิดตัว NETA X ไตรมาสสอง

0

NETA แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเผยยอดจดทะเบียนในไทยไตรมาสแรกของปี 2567 เติบโตขึ้น 12.1% สะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ในขณะที่ยอดจองในงาน Motor Show ที่ผ่านมาสูงถึง 1,618 คัน เตรียมแนะนำ NETA X รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV  ไตรมาสสองปีนี้ ประกาศเดินหน้าแผนงานระดับสากลอย่างต่อเนื่องเผยรัฐบาลฮ่องกงเล็งเห็นศักยภาพของ NETA สนับสนุนเงินทุนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง 

มร.ชู กังจื้อ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของ NETA ในประเทศไทยในไตรมาสแรกที่ผ่านมาว่า NETA มียอดจดทะเบียนกว่า 2,800 คัน เติบโตขึ้น 12.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมาซึ่งมียอดจดทะเบียนกว่า 2,500 คัน และสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 13%  ในขณะที่ยอดจองรถในงาน Motor Show ที่ผ่านมา NETA มียอดจองรวม 1,618 คัน 

ยอดจดทะเบียน NETA V โดยกลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก

ช่วงเวลา จำนวนคัน อัตราการเติบโต (YoY)
มกราคม – มีนาคม 2566 2,502
มกราคม – มีนาคม 2567 2,805 +12.11%

 

NETA ขอขอบคุณลูกค้าคนไทยที่ไว้วางใจในแบรนด์ NETA และสนับสนุนให้เราเติบโตอย่างมั่นคงในในตลาดเมืองไทย ทั้งนี้บริษัทฯ จะเร่งดำเนินการส่งมอบ NETA V-II ให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด และกำลังอยู่ในช่วงของการเตรียมเปิดตัว NETA X สู่ตลาดประเทศไทยด้วยราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ของปีนี้ สำหรับ NETA X เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ Compact  SUV โดดเด่นด้วยดีไซน์ มาพร้อมพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางตอบสนองไลฟ์สไตล์ความบันเทิงของคนรุ่นใหม่ และฟังก์ชันการใช้งานด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ ให้ระยะทางในการขับขี่ที่ไกลถึง 500 กิโลเมตร สำหรับผู้ที่สนใจสามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปครับ” มร.ชู กล่าว 

 

มร. ชู กังจื้อ กล่าวเสริมถึงความมั่นคงของการดำเนินงานของ NETA ในระดับสากลว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง NETA กับรัฐบาลฮ่องกง ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวรัฐบาลฮ่องกงจะมอบเงินสนับสนุนกว่า 200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงให้กับ NETA และเงินลงทุนกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐในฐานะผู้ลงทุนหลัก ซึ่งนับเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับภาครัฐบาล โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคนี้ ยิ่งไปกว่านั้น NETA ยังจะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากนครหนานหนิงเพื่อขยายศักยภาพการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ NETA สู่ตลาดภายนอกประเทศจีนมากขึ้น

สำหรับการดำเนินงานในประเทศไทยในปี 2567 NETA จะดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ All in Thailand, All for Thailand” ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ซึ่งประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเริ่มต้นการผลิตภายในประเทศร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ การยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทรงพลังและติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูง การเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกทีมที่เป็นคนไทยมากกว่า 85% การพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายที่มีศักยภาพสูงให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมไปถึงการสร้าง
แบรนด์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-023-9981 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่:

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • NETA Line Official : @netaautothailand
  • Website                : www.neta.co.th

เมอร์เซเดส-เบนซ์ แนะนำ 5 ผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า สำหรับลูกค้าที่ใช้รถอีวีและและปลั๊กอินไฮบริด

0

เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) ประกาศรายชื่อผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charge Point Operators) ที่รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบ DC Charge เพื่อเป็นข้อมูลให้กับลูกค้าที่ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยแนะนำผู้ให้บริการอิสระจำนวน 5 บริษัท ซึ่งมีเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าครอบคลุมกว่า 1,550 แห่ง และมีจุดชาร์จที่มีหัวชาร์จประเภท DC CCS2 รวมมากกว่า 2,500 หัวจ่าย ทั่วประเทศ* ดังมีรายนามต่อไปนี้

*อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ Electric Vehicle Association Of Thailand (EVAT)

รายชื่อผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่แนะนำสำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์

  • EA Anywhere
  • PEA VOLTA
  • RÊVERSHARGER
  • EVolt Thailand
  • EleX by EGAT

สำหรับการชาร์จไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC Charge) นอกจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จากแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในรุ่น EQB 250, EQE 350 SUV, EQE 53, EQS 450+ และ EQS 500รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในรุ่น C 350 e (W206), E 350 e (W214), S 580 e (V223), Maybach S 580 e (W223), GLC 350 e (X254), GLC 350 e Coupe (C254) และ GLE 350 de (V167) ยังสามารถรองรับการชาร์จในรูปแบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน โดยถือเป็นความตั้งใจในการพัฒนาแบตเตอรี่แรงดันสูงของแบรนด์ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์การขับขี่และความสะดวกของผู้ที่ใช้งานรถยนต์พลังงานทางเลือกจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งนี้ ลูกค้าทุกคนที่ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในรุ่นที่กำหนดจะได้รับสิทธิเพิ่มเติมสำหรับการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนานสูงสุดถึง 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

 

“บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย” ตอกย้ำความเป็นหนึ่งในกลุ่มยานยนต์ระดับพรีเมียม กวาดรางวัลสองเวทีซ้อน

0
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ภาพเปิด

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ต่อยอดความแข็งแกร่งด้านการเป็นผู้นำความเป็นเลิศในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ระดับพรีเมียมของประเทศไทย คว้า 14 รางวัลจากเวที Car & Bike of the Year 2024 จากแบรนด์รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 จากการประกาศรางวัล Thailand’s Most Admired Company โดยนิตยสาร BrandAge ตอกย้ำความสำเร็จด้วยการประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภค ในด้านยอดขายและการให้บริการหลังการขายสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 1

รางวัลที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้รับดังกล่าวตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการนำเสนอสุดยอดยนตรกรรมแห่งอนาคตและการบริการที่เหนือชั้นให้แก่ผู้ใช้ยวดยานพาหนะในประเทศไทย ครอบคลุมยานยนต์หลากหลายประเภทและระบบขับเคลื่อน โดยยึดมั่นในแนวคิด ‘สุนทรียภาพแห่งการขับขี่’ และ ‘การคำนึงถึงลูกค้าเป็นสำคัญ’ ซึ่งถ่ายทอดอยู่ในดีเอ็นเอของทั้งแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้รับรางวัลรถยอดเยี่ยมในหมวดหมู่ต่าง ๆ จากเวที Car & Bike of the Year มาแล้วมากกว่า 214 รางวัล และรางวัลที่ได้รับในปี 2024 นี้ ครอบคลุมทั้งแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ได้แก่
รางวัล Car of the Year 2024 สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู
1.รางวัล Best Sedan under 2,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport
2.รางวัล Best Hybrid Sedan under 2,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport
3.รางวัล Best Hybrid SUV under 3,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive50e M Sport
4.รางวัล Best Petrol SUV under 3,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive40i M Sport
5.รางวัล Best Diesel SUV under 3,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport
6.รางวัล Best Sport Sedan: บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive
7.รางวัล Best Sport Coupe: บีเอ็มดับเบิลยู M2
8.รางวัล Best Sport SUV: บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e
9.รางวัล Best EV Mid-Size Sedan: บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive
10.รางวัล Best EV Luxury Sedan: บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport
11.รางวัล Best EV Luxury SUV: บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 9

รางวัล Car of the Year 2024 สำหรับรถยนต์มินิ
12.รางวัล Best Sport Hatchback 3 Doors: มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์
รางวัล Bike of the Year 2024 สำหรับมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด
13.Best Adventure Heavy Weight: บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS
14.Best Electric Motorcycle with over 3,0000 Watts: บีเอ็มดับเบิลยู CE 04

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากเวที Car & Bike of the Year 2024 อีกครั้ง โดยทั้ง 14 รางวัลที่เราได้รับในปีนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของพนักงานและพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยของเราทุกคนเป็นอย่างดี ที่ต้องการผลักดันนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยมที่สุด โดยคำนึงถึงลูกค้าของเราเป็นสำคัญ พร้อมด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิหลากหลายรุ่นของเรา ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ SUV ระดับพรีเมียม รถยนต์สปอร์ตซีดาน รวมไปถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูงอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive, บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport และบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive50e M Sport ถือเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความสำเร็จที่เราได้รับ ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งหน้าส่งมอบยนตรกรรมสมรรถนะสูงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันล้ำสมัยต่อไป ควบคู่ไปกับการมุ่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ใช้ยานยนต์และลูกค้าของเรา รวมทั้งร่วมผลักดันนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยให้พร้อมรับกับวงการยนตรกรรมแห่งอนาคต”

“นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Company 2023-2024 จากนิตยสาร BrandAge ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของเราในฐานะบริษัทที่มีความคล่องตัวอย่างสมบูรณ์แบบ เรากระตือรือร้นที่จะปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราตระหนักดีถึงความต้องการของลูกค้า พนักงาน และพันธมิตรผู้จำหน่ายของเราเสมอ เพื่อการก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างยั่งยืน เราพร้อมที่จะพัฒนาเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต และสิ่งนี้คือเรื่องที่เราใส่ใจให้ความสำคัญสูงสุดสำหรับเรา” มร. บารากา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับรางวัล Car & Bike of the Year ได้รับการจัดขึ้นทุกปีโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งและผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เพื่อเป็นการสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ธุรกิจยานยนต์ และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยจะทำการคัดเลือกรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน ทั้งประเภทที่ผลิตในประเทศและนำเข้า เพื่อคัดสรรสุดยอดยนตรกรรมในด้านต่าง ๆ โดยแบ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเป็น 2 ส่วน ได้แก่ รายละเอียดของตัวรถ ซึ่งครอบคลุมถึงสมรรถนะ ความปลอดภัย เทคโนโลยีพิเศษ กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม ความสวยงาม และความคุ้มค่า และส่วนที่สองซึ่งเป็นการขับขี่ในสนามทดสอบ พร้อมจำลองสถานีตามสถานการณ์การขับขี่ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนน โดยจะเน้นการทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุม ระบบช่วงล่าง สมรรถนะเครื่องยนต์ แรงบิด และอัตราเร่ง การทดสอบในด้านต่าง ๆ นั้น ตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมผู้สื่อข่าวไทย สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย สถาบันวิจัยชั้นนำของมหาวิทยาลัย และนักทดสอบอิสระ

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 8

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ขึ้นรับรางวัลบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการสำรวจ Thailand’s Most Admired Company 2023-2024 โดยนิตยสารแบรนด์เอจ

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้รับรางวัลบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการสำรวจ Thailand’s Most Admired Company 2023-2024 โดยนิตยสารแบรนด์เอจ ผลการสำรวจสะท้อนถึงปัจจัยอันโดดเด่นที่ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประสบความสำเร็จทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ โดยได้รับคะแนนสูงสุดในด้านความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และการบริหารจัดการ รางวัลดังกล่าวยังตอกย้ำถึงความสามารถของบริษัทในการเข้าไปมีส่วนร่วม และสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ผ่านกิจกรรมของบริษัทในเครือทั้ง 3 แบรนด์ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ซึ่งทำให้บริษัทเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง และสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าได้

ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้รับการประเมินคะแนนความพึงพอใจของผู้บริโภค (Net Promoter Score – NPS) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในด้านยอดขายและการให้บริการหลังการขาย ด้วยคะแนนจากผลการประเมินที่ 94 คะแนน และ 90 คะแนนตามลำดับ ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เน้นลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง และการร่วมมือกับเครือข่ายของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อส่งมอบความพึงพอใจสูงสุด มีบริการที่เยี่ยมยอดที่สุด และที่สุดแห่งสุนทรียะด้านการขับขี่

นอกจากรางวัลอันทรงเกียรติต่าง ๆ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังได้รับความเชื่อมั่นจากฐานลูกค้าในประเทศไทย ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความพึงพอใจของลูกค้าในผลิตภัณฑ์และบริการอันนำมาสู่ความสำเร็จทางธุรกิจและรางวัลทรงเกียรติต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

โดยคุณกัลป์ อินทร หนึ่งในลูกค้าไทยผู้ใช้งานรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ได้เล่าถึงความประทับใจที่ได้รับจากบริการหลังการขายของบีเอ็มดับเบิลยูว่า “รถของผมได้ประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในจังหวัดระยอง ในตอนนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงติดต่อผ่านระบบ Emergency Call (E-Call) ในตัวรถของบีเอ็มดับเบิลยูเข้ามาคุยกับผมและสอบถามถึงความปลอดภัยแทบจะทันที โดยไม่ต้องกดปุ่มเรียกอะไรเลย ซึ่งเขาก็สอบถามเพิ่มเติมว่าจะให้เรียกรถพยาบาล รถฉุกเฉิน หรือรถยก เนื่องจากผมไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ เจ้าหน้าที่จึงให้เบอร์ติดต่อสำหรับการขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม หลังจากนั้น ผมก็นำรถไปเข้าศูนย์บริการที่เนลสัน ออโต้เฮ้าส์ ชลบุรี ใช้เวลาตั้งแต่ส่งรถจนซ่อมเสร็จประมาณ 2 เดือน ระหว่างนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาแจ้งตลอดว่าขั้นตอนการซ่อมเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากซ่อมเสร็จก็ยังมั่นใจในสมรรถนะของตัวรถเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นระบบการขับขี่ต่าง ๆ หรือช่วงล่างที่ไม่ต่างจากรถที่ออกใหม่เลย”

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 7

ด้านคุณรฤนทร์ อุดมพาณิชย์ แฟนคลับและผู้ใช้งานรถมินิในประเทศไทย ที่ได้รับการติดต่อขอสัมภาษณ์จากนิตยสารของชาว MINIster จากประเทศเยอรมนีอย่าง MINI Insider The Big Love Issue 2023/2024 นิตยสารที่ชาว MINIster ทั่วโลกต่างรอคอย ยังได้กล่าวว่า “มินิเป็นแบรนด์ที่คุณแม่ชื่นชอบมานานแล้ว เลยตัดสินใจซื้อมินิ คูเปอร์ ดี คันทรีแมน (R60) มาใช้เป็นคันแรก แล้วก็ได้คันถัดมาเป็นรุ่นคลับแมนของคุณแม่ หลังจากใช้มาเรื่อย ๆ เกิดความชื่นชอบในสมรรถนะและดีไซน์ของมินิมากขึ้น คุณพ่อเลยตัดสินใจซื้ออีกคัน ตอนนี้ ทั้งบ้านมีรถมินิทั้งหมด 5 คัน ซึ่งจุดที่ชื่นชอบคือรถยนต์มินิที่แสดงตัวตนของเจ้าของรถได้อย่างเด่นชัด เพราะเราสามารถปรับแต่งรถได้อย่างเต็มที่” นอกจากนี้ เธอยังประทับใจในบริการที่ได้รับจากศูนย์บริการ และการที่พนักงานขายให้บริการไม่ต่างกับเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องรถและบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องแม้จะสิ้นสุดช่วงการขายไปแล้ว

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 6

ในขณะที่ ดร. วิกร ภูวพัชร์ นักธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูถึง 6 คัน เช่น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี และล่าสุดกับ บีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B ซึ่งล้วนแต่ได้มาเป็นเจ้าของด้วยความชื่นชอบประสบการณ์ที่ได้รับจากการขับขี่ สมรรถนะของรถ และการให้บริการจากผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู ที่พนักงานฝ่ายขายทุกคนให้การดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี มีการติดตามสอบถามหลังการขาย และชวนไปร่วมกิจกรรมขี่รถต่าง ๆ ซึ่งโดยรวมแล้วให้บริการในระดับที่ดีอย่างน่าประทับใจ

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 6

ยนตรกรรมจากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่ได้รับรางวัล Car & Bike of the Year 2024 ทั้ง 14 รุ่น ได้แก่
บีเอ็มดับเบิลยู
ในปี พ.ศ. 2566 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มียอดขายรถยนต์กว่า 2.5 ล้านคัน และมอเตอร์ไซค์กว่า 209,257 คันทั่วโลก กำไรก่อนหักภาษีในปีงบประมาณ 2565 อยู่ที่ 23.5 พันล้านยูโร จากรายได้รวม 142.6 พันล้านยูโร โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มีพนักงานทั้งหมด 149,475 คนทั่วโลก

ความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้รับการขับเคลื่อนจากพลังแห่งวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยวางรากฐานความสำคัญสำหรับอนาคตตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยคำนึงถึงความยั่งยืนและการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตั้งแต่กระบวนการการผลิตสินค้าไปยังผู้บริโภค หรือซัพพลายเชนในทุกผลิตภัณฑ์และในทุกขั้นตอนการผลิตอีกด้วย