Home Blog Page 174

ฟอร์ด ชวนรำลึกประวัติศาสตร์วิทยุในรถไปกับ ‘ฟอร์ด เฮอริเทจ วอลต์’ เนื่องในวันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ

0

ฟอร์ดชวนคนรักรถมาร่วมรำลึกถึงประวัติศาสตร์ของวิทยุในรถยนต์เนื่องในโอกาสวันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ 25 กุมภาพันธ์ของทุกปี กับเรื่องราวความเป็นมาของระบบความบันเทิงบนรถยนต์ในคลังประวัติศาสตร์ออนไลน์ ‘ฟอร์ด เฮอริเทจ วอลต์’

ทราบหรือไม่ว่า ก่อนที่วิทยุจะมาอยู่บนหน้าจอทัชสกรีนของระบบความบันเทิงในรถยนต์ดังเช่นปัจจุบัน เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว วิทยุบนรถนั้นมีขนาดใหญ่กินพื้นที่เบาะหลังทั้งหมด

การแข่งขันในวงการวิทยุ

การแข่งขันอันดุเดือดของวงการเครื่องเสียงในรถยนต์เริ่มต้นจากการออกอากาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี พ.ศ. 2463 ของสถานีวิทยุกระจายเสียง KDKA ทำให้ผู้ฟังรับทราบข่าวสารได้รวดเร็วกว่าการอ่านหนังสือพิมพ์ ทั้งยังทราบข่าวสารขณะเดินทางได้อีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายจึงเริ่มติดตั้งวิทยุแบบพกพาได้ แต่เป็นวิทยุที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ และมีราคาสูงถึง 1 ใน 5 ของราคารถยนต์

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ผู้ผลิตรถยนต์ค้นพบวิธีรับมือกับปัญหาคลื่นวิทยุแทรกแซงการจุดระเบิดในเครื่องยนต์และปัญหาขนาดแบตเตอรี่ที่ใหญ่เกินไปได้ มีการพัฒนาเสาอากาศและรวมวิทยุเข้าไปอยู่ในแผงหน้าปัดรถยนต์ได้ อย่างเช่น วิทยุในช่องเก็บของด้านหน้าอันโด่งดังของฟอร์ด และในปี พ.ศ. 2476 ผู้ผลิตรถยนต์ 31 ใน 33 รายได้จำหน่ายรถยนต์ที่มีวิทยุและเสาอากาศเป็นทางเลือกเสริมสำหรับผู้ซื้อ ขณะที่ฟอร์ดเริ่มออกแบบวิทยุติดตั้งตามสั่งขายพร้อมกับรถยนต์ผ่านผู้จำหน่าย

ที่มาของวิทยุบนรถฟอร์ด

ในปี พ.ศ. 2472 ชาร์ลส์ โธมัส ผู้จัดการห้องปฏิบัติการเสียงของฟอร์ด (Ford Acoustical Laboratory) ได้ทดลองติดตั้งวิทยุบนรถฟอร์ด Model A ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากถังน้ำมันที่อยู่ด้านหลังแผงหน้าปัดรถทำให้เขาต้องติดวิทยุใต้พื้นรถ และติดตั้งไม้จูนเสียงขึ้นมาเหมือนกับเกียร์ที่อยู่ระหว่างขาคนขับ ถึงแม้จะเป็นเพียงการทดลองเบื้องต้น แต่ก็เป็นแนวทางให้ฟอร์ดพัฒนารถต้นแบบขึ้นมาได้

วิทยุติดรถเครื่องแรกของฟอร์ดผลิตขึ้นโดยบริษัท Grigsby-Grunow ในปี พ.ศ. 2475 หลังจากรถฟอร์ด V8 ในตำนานเปิดตัวไม่นาน โดยวิทยุรุ่น Majestic 111 เป็นวิทยุที่ทำงานด้วยมอเตอร์ มีเครื่องรับวิทยุแบบซูเปอร์เฮทเทอร์โรดายน์ (superheterodyne receiver)  แบบ 6 หลอด มีระบบควบคุมเสียงอัตโนมัติ และมีฟีเจอร์ที่ช่วยลดเสียงรบกวนระหว่างเปลี่ยนคลื่นวิทยุ

ในปี พ.ศ. 2477 ฟอร์ดติดตั้งวิทยุขนาดกะทัดรัดจาก Philco และได้ร่วมกันพัฒนาเครื่องรับสัญญาณที่ ออกแบบให้ติดตั้งบริเวณกลางแผงหน้าปัดรถยนต์แทนที่เขี่ยบุหรี่

ความต้องการวิทยุบนรถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ.2475 ฟอร์ดได้ติดตั้งวิทยุบนรถที่จำหน่ายในอเมริกาไปกว่า 25,000 เครื่อง และเพิ่มเป็นกว่า 200,000 เครื่องในปี พ.ศ. 2478 ความนิยมของวิทยุในรถยนต์แพร่หลายอย่างรวดเร็ว โดยฟอร์ดนับเป็นผู้นำทั้งด้านการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีวิทยุบนรถยนต์

ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเครื่องรับสัญญาณวิทยุเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1950  นับจากการเริ่มติดตั้งวิทยุบนรถในทศวรรษที่ 1930 โดยพัฒนาขึ้นอย่างจริงจังและรวดเร็ว ตั้งแต่การใช้หลอดแก้วขนาดเล็ก ไปจนถึงระบบ 12 โวลต์ การนำทรานซิสเตอร์มาใช้เป็นแอมปลิไฟเออร์ จนถึงการใช้วงจรแบบผสม การนำวงจรพิมพ์มาใช้ และเปลี่ยนเป็นวิทยุทรานซิสเตอร์ในท้ายที่สุด

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ถึง 1970 วิทยุได้มีวิวัฒนาการขึ้นอีกครั้งด้วยการเพิ่มตัวเลือกเครื่องรับสัญญาณวิทยุแบบ AM/FM พร้อมเครื่องเล่นเทป และระบบค้นหาช่องสัญญาณ AM/FM และในปีพ.ศ. 2516 มีเครื่องเล่นสเตอริโอเทปเพิ่มเข้ามา ตามด้วยวิทยุ AM/FM สเตอริโอที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกับเครื่องเล่นเทป 8 แทร็กแบบควอดราโซนิก (quadrasonic) ในปี พ.ศ. 2522

จากนั้นเป็นต้นมา ระบบเครื่องเสียงบนรถก็มีส่วนประกอบอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท เครื่องเล่นซีดี ช่องต่อ MP3 และระบบสตรีมมิ่งแบบไร้สายอันเป็นที่ฮือฮา อย่างไรก็ตาม วิทยุ AM/FM ยังไม่หายไปไหน ฟอร์ดจึงได้รวบรวมข้อมูล และรูปภาพเกี่ยวกับความเป็นมาของวิทยุบนรถฟอร์ดมาให้ได้ชมกัน

รูปภาพและรายละเอียด

นายตำรวจวอลเทอร์ สตริก จากเมืองดีทรอยต์ มลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2464 กับรถตำรวจ Model T ซึ่งมีเสาอากาศขนาดใหญ่ และมีเครื่องรับสัญญาณทางเดียวขนาดใหญ่อยู่ท้ายเบาะหลัง

 

รถซีดาน ฟอร์ด V8 รุ่นปี 1933 หรือปี พ.ศ. 2476 ซึ่งนับเป็นรถคันแรกของฟอร์ดที่มีตัวรับสัญญาณ AM ภายในรถ
ในทศวรรษที่ 1940 การออกแบบวิทยุพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และบางรุ่นก็ถอดแบบมาจากกระจังหน้าของรถฟอร์ด นวัตกรรมในยุคนั้นยังรวมถึงการตั้งคลื่นความถี่ยอดนิยมไว้ล่วงหน้าได้ด้วย
รถฟอร์ดรุ่นปี 1955 มีแผงหน้าปัดรถยนต์แบบ ‘Astra-dial’ พร้อม ‘หน้าปัดวิทยุรูปวงกลม รับกับแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศและนาฬิกา’
ฟอร์ด ฟอลคอน รุ่นปี 1964 เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบวิทยุที่คงรูปแบบต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ และปี พ.ศ. 2507 นี้เอง ฟอร์ดยังได้เปิดตัววิทยุที่มีเครื่องเล่นเทป 8 แทร็กแบบควอดราโซนิก (quadrasonic) ที่ใช้บนรถฟอร์ดรุ่นยอดนิยมที่เปิดตัวในพ.ศ. 2509 อย่าง มัสแตง ธันเดอร์เบิร์ด และลินคอล์น รุ่นปี 1966
เทป 8 แทร็กเป็นที่นิยมแพร่หลายในทศวรรษที่ 1970 ในขณะที่คลื่น FM เริ่มเข้ามาแทนที่ AM
ในปี พ.ศ. 2525 การเปิดตัวโซนี่ วอล์คแมน ทำให้เทปคาสเซ็ทเข้ามาแทนที่เทป 8 แทร็ก
ฟอร์ดเป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำเทคโนโลยีแผ่นซีดีมาใช้ โดยเปิดตัวรถคันแรกที่ติดตั้งเครื่องเล่นซีดีจากโรงงาน คือ ลินคอล์น ทาวน์ คาร์ รุ่นปี 1987 ซึ่งฟอร์ดได้พัฒนาเครื่องเล่นซีดีที่มาพร้อมลำโพง 140 วัตต์ 12 ตัว ที่ให้คุณภาพเสียงราวกับอยู่ในคอนเสิร์ต ภายใต้ความร่วมมือ 2 ปีกับ JBL
ฟอร์ดเปิดตัว SYNCÒ รุ่นแรก เป็นระบบความบันเทิงที่รับได้ทั้งคลื่นสัญญาณ AM/FM และยังเชื่อมต่อและควบคุมโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องเล่นผ่าน USB ได้ในปี พ.ศ. 2550
แนะนำ SYNCÒ 3 ระบบความบันเทิงเจเนอเรชันใหม่ของฟอร์ดที่มอบประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบาย และลดความซับซ้อน
ปัจจุบัน เครื่องเสียงในรถฟอร์ดมาพร้อม SYNCÒ ซึ่งเป็นระบบความบันเทิงสุดล้ำ พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เติมความมั่นใจรับซัมเมอร์ด้วยแคมเปญ “Travelling along with Confidence”

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มอบความห่วงใยผ่านข้อเสนอและการบริการหลังการขายสุดพิเศษให้กับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ตอบโจทย์ทุกการขับขี่และการโดยสารสู่การเดินทางครั้งใหม่ในช่วงซัมเมอร์ ให้ทุกไลฟ์สไตล์ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นใจด้วยแคมเปญ Travelling along with Confidence เมื่อลูกค้านำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฯ อย่างเป็นทางการ สำหรับรถยนต์

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น (รวม Van model) ทุกช่วงอายุรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 – 31 มีนาคม 2567 และมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! บัตรกำนัลผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ (MB Tires) มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท สำหรับสินค้าและบริการ ดังนี้

  • ลูกค้าที่เข้ารับบริการทุกประเภท ณ ศูนย์บริการฯ อาทิ งานเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และงานบำรุงรักษาทั่วไป (ไม่รวมงานซ่อมสีและตัวถัง)
  • ลูกค้าที่ซื้อสินค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ คอลเลคชั่น และสินค้าประดับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์
    (MB Accessories & Collections)
  • ลูกค้าที่เปลี่ยนยาง MB Tires
  • ลูกค้าที่ต่ออายุบริการ MMC หรือซื้อบริการเสริม Digital Extras ผ่าน URL Link หรือ QR Code ที่ได้รับจากศูนย์บริการฯ เท่านั้น
  • ลูกค้าที่ซื้อแพ็กเกจ MBSP จากศูนย์บริการฯ

บริษัทขอสงวนสิทธิ์เฉพาะสินค้าและบริการตามประเภทที่กำหนดเท่านั้น ค่าอะไหล่และค่าแรง ก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และเฉพาะกรณีที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระเงินค่าสินค้าและบริการเท่านั้น ไม่รวมลูกค้าที่เข้ารับบริการตามการรับประกัน (Warranty) ปกติ งาน Internal หรืองานเคลมประกันภัย

ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ (MB Tires) ออกแบบมาเพื่อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่นโดยเฉพาะ มาพร้อมการยึดเกาะถนนที่เสถียรและมีประสิทธิภาพในทุกสภาพอากาศ ด้วยวัสดุที่มีคุณภาพและมีลักษณะแรงต้านการหมุนของล้อที่ต่ำ ทำให้การขับเคลื่อนของรถยนต์เป็นไปอย่างสะดวกสบาย พร้อมยกระดับความปลอดภัยในทุกเส้นทางของการขับขี่และการโดยสาร

สำหรับเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมของการใช้บัตรกำนัลผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ (MB Tires) มีดังนี้

  • บัตรกำนัลสามารถใช้ได้ในการเข้ารับบริการระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 – 31 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์บริการทุกแห่งที่เข้าร่วมโครงการ MB Tires
  • รถยนต์ 1 คัน (หมายเลขตัวถัง) สามารถใช้สิทธิบัตรกำนัลได้เพียง 1 ใบ เท่านั้น
  • ในการใช้สิทธิ ลูกค้าต้องแสดงบัตรกำนัลฉบับจริงเท่านั้น กรณีบัตรกำนัลสูญหายหรือชำรุด ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิไม่รับผิดชอบ หรือชดเชยความเสียหายดังกล่าว
  • บัตรกำนัลสามารถใช้เป็นส่วนลดเมื่อนำรถเข้ารับบริการเปลี่ยนยาง MB Tires ตั้งแต่ 2 เส้นขึ้นไปที่ศูนย์บริการฯ ที่เข้าร่วมโครงการ MB Tires เท่านั้น
  • บัตรกำนัลสามารถใช้เป็นส่วนลดสำหรับยาง MB Tires 1 เส้น (ที่มีมูลค่าน้อยที่สุด) มูลค่าส่วนลดไม่เกิน 10,000 บาท
  • บัตรกำนัลสามารถใช้เป็นส่วนลดเฉพาะค่ายาง MB Tires ไม่รวมค่าแรงและไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://mb4.me/CS_SpecialOffers สอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 41 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดตรวจสอบรายละเอียดกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

นิสสันส่งมอบความอุ่นใจลูกค้า จีที-อาร์ ทุกคน ด้วยบริการมาตรฐานระดับโลกศูนย์ HPC

0

สำหรับคนที่มี“นิสสัน จีที-อาร์” ไว้ในครอบครอง การดูแลรถอย่างดีเป็นเรื่องสำคัญ และคงไม่มีใครดูแลซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ถือได้ว่าเป็นรถระดับตำนานในสนามแข่งมาเกือบ 60 ปีคันเก่งได้ดีไปกว่าศูนย์ Nissan High Performance Center (NHPC) ที่มีทั้งเครื่องมือครบครันและช่างที่มีความชำนาญและถูกฝึกมาเพื่อให้ดูแลจีที-อาร์ โดยเฉพาะ

แฟนพันธุ์แท้รถยนต์คงทราบกันว่า จีที-อาร์ เป็นรถยนต์ที่สร้างประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งให้กับวงการแข่งรถตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 จากการเป็นม้านอกสายตาที่ไม่มีใครสนใจ กลับกล้าท้าแข่งและเอาชนะแชมป์เก่าในรายการแข่งขันระดับนานาชาติได้อย่างที่ไม่มีใครคาดฝัน ด้วยพลังกว่า 600 แรงม้าของเครื่องยนต์ที่เป็นสุดยอดนวัตกรรมจากนิสสัน  ด้วยความแข็งแกร่งเอาชนะในทุกรายการที่ลงแข่ง และครองตำแหน่งต่อเนื่องหลายปี ทำให้สื่อชั้นนำของโลกถึงกับขนานนามรถรุ่นนี้ว่าเป็น “ก๊อดซิลล่า” มอนสเตอร์ทรงพลังที่ยากจะหาใครมาล้ม ได้

นอกจากนี้  นิสสัน จีที-อาร์ ยังเป็นเหมือนงานศิลปะที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความประณีตทั้งภายนอก ภายใน มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม เป็นเอกลักษณ์  ใช้วัสดุคุณภาพสูงที่คัดสรรมาอย่างดี  และหัวใจของนิสสัน จีที-อาร์ คือเครื่องยนต์ทรงพลังที่ผลิตด้วยมือทุกชิ้นโดยนายช่างผู้ชำนาญมากด้วยประสบการณ์  การดูแลรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ทรงพลัง เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี ต้องอาศัยเครื่องมือที่ทันสมัย ช่างที่มีความรู้และความชำนาญ และสถานที่ที่เหมาะสม ศูนย์ NHPC จึงเกิดขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ  สำหรับในประเทศไทย สยามนิสสัน กรุงไทย เป็นดีลเลอร์หนึ่งเดียวที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและได้รับการรับรองจากนิสสันให้เป็นผู้ให้บริการศูนย์ NHPC แห่งนี้บนถนนรามอินทรา

พิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม นิสสัน กรุงไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์ NHPC แห่งนี้ มีบริการครบวงจร ทั้งการบำรุงรักษาด้านเทคนิค และบริการด้านสีและตัวถัง  มีเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการตรวจเช็คและซ่อมบำรุงนิสสัน จีที-อาร์ โดยเฉพาะ ช่างที่ดูแลรถจะถูกฝึกอบรมโดยตรงจากนิสสัน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะ ความชำนาญพร้อมที่จะให้บริการโดยตรง  และในส่วนของบริการซ่อมสีและตัวถัง ก็มีอุปกรณ์ครบครัน เนื่องจากนิสสัน จีที-อาร์ มีสีสันที่เป็นอกลักษณ์ จำเป็นต้องมีการผสมสีที่แม่นยำ เพื่อให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานของนิสสัน

“ศูนย์ของเราผ่านการตรวจสอบคุณภาพทั้ง 3 ด้าน คือ อุปกรณ์เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน  สถานที่ที่พร้อมให้บริการ มีความสะอาดปลอดภัย  และช่างที่มีความรู้ความเข้าใจผ่านการอบรมทั้งด้านเทคนิคและบำรุงรักษาดูแลรถมาแล้วอย่างดี  การได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ให้บริหารศูนย์ NHPC จึงเป็นความภูมิใจของเรา และเราพร้อมจะส่งต่อบริการคุณภาพระดับโลกให้แก่ลูกค้าทุกราย” พิสิทธิ์กล่าว

ในประเทศไทยมีแฟนพันธุ์แท้ของนิสสัน จีที-อาร์อยู่เป็นจำนวนมาก มีหลากหลายรุ่นซึ่งแต่ละคันจะถูกปรับแต่งเครื่องตามความต้องการของลูกค้าและสอดคล้องกับตลาดในประเทศไทย เช่น รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ได้ เป็นต้น   การมีสถานที่ เครื่องมือ และช่างผู้ชำนาญโดยเฉพาะทำให้ศูนย์ NHPC พร้อมจะให้บริการลูกค้าทุกรายที่เป็นเจ้าของนิสสัน จีที-อาร์ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใดทั่วประเทศ ศูนย์ NHPC จะดูแลอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะส่งรถให้ทดสอบ ส่งมอบให้ถึงที่บ้าน และบริการหลังการขาย

“นิสสัน จีที-อาร์ เป็นรถซูเปอร์คาร์ที่สืบทอดดีเอ็นเอจากรถยนต์ระดับตำนาน  และเป็นรถในฝันของลูกค้า  เราจึงให้ความสำคัญกับการบริการที่ดีเยี่ยมตามมาตรฐานระดับโลกของนิสสัน เพื่อดูแลรถยนต์คันพิเศษของลูกค้าให้ได้ดีที่สุด เพราะนิสสันมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าทุกคนมีความสุขกับนิสสันจีที-อาร์ที่รับรองว่าทั้งขับสนุกอย่างมีสไตล์” พิสิทธิ์กล่าว

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” โรงงาน 1 และ โรงงาน 2 คว้ารางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมประจำปี 2566

0
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ภาพเปิด

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โรงงาน 1 และ โรงงาน 2 ณ ศูนย์การผลิตแหลมฉบัง จ.ชลบุรี คว้ารางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมประจำปี 2566 จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ด้วยผลการตรวจประเมินในระดับดีเยี่ยม สะท้อนความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ตามหลักเกณฑ์การตรวจประเมินการให้รางวัล ทั้งหมด 5 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติด้านสังคม และมิติการบริหารจัดการ รางวัลความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่จะพัฒนาอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่น และส่งเสริมความก้าวหน้าของสังคมไทย

รางวัล ‘ธงขาวดาวเขียว’ มุ่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและกำกับดูแลโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมนำหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคมมาใช้ในการดำเนินงาน สร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการโรงงาน ทำให้เกิดการบริหารจัดการที่มีมาตรฐานและมีความโปร่งใส อีกทั้ง สนับสนุนให้อุตสาหกรรมและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โรงงาน 1 และ โรงงาน 2 ณ ศูนย์การผลิตแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ผ่านเกณฑ์การตรวจประเมินในทุกมิติ เริ่มจาก ‘มิติกายภาพ’ ด้วยการจัดการพื้นที่สีเขียวและการสร้างระบบระบายน้ำซึ่งมีการแยกระบบระบายน้ำฝนและระบบระบายน้ำเสียออกจากกันอย่างชัดเจน สำหรับ ‘มิติเศรษฐกิจ’ มีการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน พร้อมกับดำเนินโครงการนักศึกษาฝึกงาน MMTh Talent Internship Program เป็นประจำทุกปี เพื่อมอบโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้ประยุกต์ใช้ความรู้ทางทฤษฎีนำมาปฏิบัติงานที่โรงงานอันล้ำสมัยของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พร้อมกับได้รับคำแนะนำจากพนักงานระดับมืออาชีพที่มีประสบการณ์เพื่อเตรียมพร้อมสู่การทำงานในอนาคต

นอกจากนี้ โรงงาน 1 และโรงงาน 2 ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังผ่านเกณฑ์การตรวจประเมินด้าน ‘มิติสิ่งแวดล้อม’ ด้วยการดำเนินการจัดการน้ำเสีย การจัดการกากอุตสาหกรรม และการจัดการพลังงาน พร้อมด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมสีเขียว ด้าน ‘มิติสังคม’ บริษัทฯ มีความร่วมมือกับชุมชนในการดำเนินโครงการเฝ้าระวังแหล่งน้ำอย่างมีส่วนร่วม และโครงการอบรมให้ความรู้การคัดแยกขยะและการรีไซเคิลขยะทั้งในนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนโดยรอบ โครงการเหล่านี้มีเป้าหมายสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านความร่วมมือกับชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการภายในองค์กร อาทิ การบริจาคเลือดและมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานของพนักงานเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 2

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้รับรองมาตรฐาน ISO 9001, ISO 14001 และ ISO 45001 จากทียูวี แสดงถึงความเป็นเลิศในด้าน ‘มิติการบริหารจัดการ’ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ริเริ่มโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในปี 2550 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้วยหลักธรรมาภิบาล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีความปลอดภัย มุ่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและกำกับดูแลโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจต่อการประกอบการของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม สำหรับโรงงานที่ได้รับธงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมประจำปี 2566 แบ่งเป็นโรงงานที่ได้รับธงขาวดาวเขียว จำนวน 154 โรงงานในนิคมอุตสาหกรรม 32 แห่ง และโรงงานที่ได้รับธงขาวดาวทอง จำนวน 39 โรงงาน

 

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” จัดงาน GWM Partner Meeting 2024 ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตร ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ Top 3 แบรนด์ผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าในไทยภายในปี 2569

0
เกรท วอลล์ มอเตอร์ 10

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดงาน GWM Partner Meeting ประจำปี 2567 ภายใต้ธีม “TOGETHER WE THRIVE” เพื่อประกาศความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในปี 2566 พร้อมเผยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2567 เดินหน้าเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่อย่างน้อย 3 รุ่นภายในปีนี้ พร้อมตั้งเป้าหมายใหม่กับพันธกิจ Mission 15 in 2025 หรือการเพิ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยให้ครบทั้งสิ้น 15 รุ่น ภายในปี 2568 จากที่ได้เปิดตัวไปแล้วทั้งสิ้น 9 รุ่นเมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการขยาย Partner Store ให้ครบ 101 แห่งให้ครอบคลุมทั่วไทย ตอกย้ำความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกผู้นำแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยภายในปี 2569 พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้แสดงความขอบคุณต่อบรรดาพาร์ทเนอร์และพันธมิตรทางธุรกิจที่ให้การสนับสนุนและไว้วางใจในการร่วมมือกันเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และเดินหน้าเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยด้วยดีเสมอมา เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 1

งาน GWM Partner Meeting 2024 ครั้งนี้จัดขึ้น ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นำโดย นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ อาเซียน และ นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยทีมผู้บริหารและพนักงานจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) โดยมีเครือข่ายพาร์ทเนอร์กว่า 77 แห่ง จำนวน 117 ท่านทั่วประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้การดำเนินงานตลอดระยะเวลา 3 ปีในประเทศไทย พร้อมร่วมยินดีกับความสำเร็จของยอดขายรถยนต์พลังงงานไฟฟ้าในประเทศไทยในปีที่ผ่านมาที่สามารถทำยอดขายไปได้กว่า 12,840 คัน ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้น 11% จากปี 2565 นอกจากนี้ภายในงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้คัดเลือกคณะกรรมการพาร์ทเนอร์ หรือ Partner Council Committee เพื่อเป็นตัวแทนของพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศในการทำงานอย่างใกล้ชิด มีส่วนร่วมหารือ พูดคุย ตัดสินใจ รวมถึงเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานระหว่างบริษัทและพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งพาร์ทเนอร์ใหม่อย่างเป็นทางการเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง เพื่อให้สามารถส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะให้กับคนไทยทุกคนได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมอบรางวัลให้กับพาร์ทเนอร์ที่มีผลงานดีเยี่ยม

ภายในงาน เหล่าพาร์ทเนอร์และพันธมิตรทางธุรกิจยังได้ร่วมฟังวิสัยทัศน์ในการดำเนินงาน แนวโน้มภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ทางด้านการขาย การพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายและสถานีอัดประจุไฟฟ้า การตลาดผลิตภัณฑ์ การสื่อสารองค์กรและการประชาสัมพันธ์ รวมถึงกลยุทธ์การบริการหลังการขาย และได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยร่วมกับผู้บริหาร เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือความท้าทายของการเติบโตของกระแสยานยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ อาเซียน กล่าวว่า “ในปัจจุบันที่ผู้คนเปิดรับและให้ความสำคัญกับการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เราได้ปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นประเทศยุทธศาสตร์และเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับอาเซียนของเรา โดยที่ผ่านมาเรานำพันธมิตรทางธุรกิจและบริษัทในเครือ เข้ามาลงทุนและดำเนินงานในประเทศไทยทั้งด้านแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ ตัวถัง และเทคโนโลยีด้านการขับขี่ รวมถึงบุคลากรด้านเทคนิคเฉพาะทาง เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์อย่างรอบด้านและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจของเราตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะไม่สามารถเติบโตขึ้นได้เลยหากปราศจากเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งและมีความสามารถ ซึ่งเป็นจุดแข็งและทีมของเราในการส่งมอบยานยนต์และบริการคุณภาพสู่ลูกค้าชาวไทย เพื่อยกระดับและเสริมสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กับนำพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยก้าวขึ้นสู่ระดับสากล”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 2

ด้านการดำเนินธุรกิจ มีจุดแข็งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพาร์ทเนอร์ที่จะร่วมสร้างการเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ด้วยผลิตภัณฑ์ xEV ที่หลากหลายและครอบคลุมของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่นำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เป็นทางเลือกในตลาดหลายรุ่น ทั้งไฮบริด ปลั๊กอิน-ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ถือเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับพาร์ทเนอร์ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสังคมยานยนต์สันดาปไปสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น GWM Application ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการดำเนินงานที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเกือบ 200,000 คน ครอบคลุมในทุกประสบการณ์ของลูกค้า ทั้งด้านงานขาย บริการหลังการขาย และชุมชนของผู้ใช้ ซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการต่อยอดธุรกิจไปสู่การทำการตลาดยุคใหม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างข้อได้เปรียบและโอกาสทางธุรกิจอีกมากมายให้กับพาร์ทเนอร์

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทุกท่านในการเดินหน้าเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทย โดยตลอด 3 ปีของการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มุ่งหน้าดำเนินงานผ่านกลยุทธ์ต่าง ๆ ตลอดจนให้ความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนในทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความร่วมมือที่ดีจากเครือข่ายพาร์ทเนอร์ ทำให้เราสามารถครองใจชาวไทยและเดินหน้าร่วมกันในการก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์ยานยนต์ 3 อันดับแรกของไทย เราจะยังคงส่งมอบ “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience” ด้วยบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพของเราต่อไป พร้อมยืดหยัดเคียงคู่ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มภาคภูมิ”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 4

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Intelligent Technology) จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องด้วยการร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพสูงสุดแก่ผู้บริโภคชาวไทย บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าในการเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของการใช้และการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง

“บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย” เดินหน้าปรับทัพผู้บริหาร เสริมแกร่งกลยุทธ์ธุรกิจยนตรกรรมหรูในยุคดิจิทัล

0
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 1

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ปรับโครงสร้างการบริหารในองค์กรเพื่อเสริมประสิทธิภาพเชิงกลยุทธ์ และขับเคลื่อนความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้กับธุรกิจรถยนต์พรีเมียมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ประกาศแต่งตั้ง คุณกวี ธนวัฒน์เดช เข้าสืบทอดตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ต่อจากคุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ที่ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการบริหารความเปลี่ยนแปลงและโครงการพิเศษ ซึ่งทั้ง 2 ท่านจะรายงานตรงต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อร่วมกันสานต่อความสำเร็จด้านการวางแผนและกลยุทธ์ทางธุรกิจของบีเอ็มดับเบิลยู ตอกย้ำในพันธกิจของบริษัทเพื่อความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียม โดยการปรับทัพผู้บริหารทั้ง 2 ท่านมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นทุ่มเทของทีมงานในทุกระดับ การปรับโครงสร้างการบริหารในครั้งนี้จะเป็นการนำศักยภาพความเป็นผู้นำ ประสบการณ์อันยาวนานในธุรกิจ และทักษะความเชี่ยวชาญของผู้บริหารทั้งสองท่านมาเสริมประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้กับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการขับเคลื่อนแห่งอนาคต”

คุณกวี ธนวัฒน์เดช ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด คนใหม่ล่าสุด จะเข้ามาสานต่อภารกิจด้านการวางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของบีเอ็มดับเบิลยูในฐานะผู้นำในกลุ่มตลาดยนตรกรรมพรีเมียมในประเทศไทย รวมไปถึงการสานต่อกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด

 

คุณกวี ธนวัฒน์เดช สั่งสมประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากว่า 20 ปี พร้อมด้วยความเชี่ยวชาญด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การวิเคราะห์ทางการตลาด กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และราคา รวมไปถึงการพัฒนากิจกรรมด้านการตลาดและการดำเนินการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (Digital transformation) คุณกวีเริ่มงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด โดยมีบทบาทสำคัญในการสร้างรากฐานด้านการตลาดออนไลน์ที่แข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์มอเตอร์ไซค์และการบริการหลังการขาย รวมไปถึงการพัฒนากิจกรรมการตลาดผ่านไลฟ์สไตล์และการยกระดับประสบการณ์รูปแบบใหม่ ๆ เช่น การจัดตั้งสนามวิบาก Enduro Park Thailand และคาเฟ่เพื่อชาวบิ๊กไบค์ Luka Moto เป็นต้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 ได้เข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์และดิจิทัล บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย โดยดูแลรับผิดชอบด้านการวางแผนผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ด้านการตลาดดิจิทัลทั้งในระยะสั้นและระยะยาวร่วมกับฝ่ายขาย ขับเคลื่อนแผนกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนในประเทศไทย รวมไปถึงพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และการใช้งานแพลทฟอร์มดิจิทัลใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด เป็นต้น

สำหรับหน้าที่ใหม่ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการบริหารความเปลี่ยนแปลงและโครงการพิเศษ คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล จะนำประสบการณ์อันมีประโยชน์ต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2550 ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย หลังจากนั้นจึงได้ย้ายไปรับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของมินิ ณ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เอเชีย ประเทศสิงคโปร์ และกลับมารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยรับผิดชอบดูแลและพัฒนาการดำเนินงานของมินิในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลา 6 ปี ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2564 ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีในการบริหารการวางแผนและกลยุทธ์ด้านการตลาดของบีเอ็มดับเบิลยู คุณปรีชาได้นำพาทีมการตลาดก้าวผ่านความท้าทายต่าง ๆ พร้อม ๆ ไปกับการขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างต่อเนื่องให้กับบริษัทฯ สำหรับบทบาทหน้าที่ใหม่ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการบริหารความเปลี่ยนแปลงและโครงการพิเศษ คุณปรีชาจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของธุรกิจ รวมไปถึงรับผิดชอบโครงการใหม่ ๆ ในระดับองค์กรที่จะเป็นการขับเคลื่อนบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในประเทศไทยไปสู่ยุคการขับเคลื่อนแห่งอนาคต

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 2

“คุณปรีชาและคุณกวี เป็นผู้บริหารที่ทำงานมายาวนานไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทั้งสองท่านได้แสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์ในหลาย ๆ ด้าน และยังแสดงถึงความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด ด้วยประสบการณ์การทำงานอันยาวนานในธุรกิจยานยนต์ ตลอดจนความรู้ในเชิงลึกและความเชี่ยวชาญด้านการวางแผนกลยุทธ์ของทั้งสองท่าน ผมมั่นใจว่าจะนำพาทีมงานก้าวขึ้นสู่อีกระดับและช่วยขับเคลื่อนบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ไปสู่ความสำเร็จที่ใหญ่ยิ่งขึ้นในอนาคตได้อย่างแน่นอน” มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา กล่าวทิ้งท้าย

 

บทพิสูจน์ความสำเร็จ MG ZS ด้วยยอดขายรวมกว่า 1.06 ล้านคัน กับโมเดลที่สร้างจุดเปลี่ยนให้ เอ็มจี เป็นที่รู้จักในระดับโลก

0
MG ZS 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยถึงโมเดลที่ทำให้ เอ็มจี สามารถสร้างยอดขายทั่วโลกกว่า 1.06 ล้านคัน และมากกว่า 63,000 คัน ในประเทศไทย ด้วยการสร้างความเป็นไปได้ของการมอบความคุ้มค่า สร้าง “จุดเปลี่ยน” สำคัญให้กับวงการยานยนต์ รวมถึงการเปิดเซกเมนต์รถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก หรือ B-SUV ที่ย้อนกลับไปราว ๆ 10 ปีที่แล้ว ยังเป็นตลาดที่การแข่งขันไม่สูงมากนัก และมีแบรนด์เข้ามาทำตลาดเพียงไม่กี่แบรนด์ จนในปี ค.ศ. 2017 เอ็มจี ได้เข้ามาเป็นหนึ่งใน “ผู้เล่น” ของตลาดนี้ โดยส่ง MG ZS มาแจ้งเกิดในฐานะ “สมาร์ทเอสยูวี” หนึ่งเดียวของตลาดในขณะนั้น ที่มีระบบปฏิบัติการอัจฉริยะอย่าง i-SMART สั่งการด้วยเสียงภาษาไทย และวางตำแหน่งให้เป็นรถเอสยูวีที่มีสเปกครบครันในราคาเข้าถึงได้ด้วยความทันสมัย เทคโนโลยีใหม่ และการกล้าที่จะฉีกจากทุกตัวเลือกที่มีในตลาด ส่งผลให้ MG ZS กลายเป็นโมเดลที่ทำให้ เอ็มจี ขึ้นแท่น “ผู้เล่นหลัก” ในตลาดเอสยูวีของไทย และทำให้เซกเมนต์รถอเนกประสงค์ขนาดเล็กกลายเป็นสมรภูมิเรดโอเชี่ยนที่มีการเติบโตหลายเท่าตัวจวบจนทุกวันนี้ ทั้งยังทำให้รถเอสยูวีกลายเป็นรถรุ่นยอดนิยมของคนไทย

MG ZS สมาร์ทเอสยูวีรายแรกของไทยที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์

“ตัวถังใหญ่ กว้าง มาพร้อม i-SMART มีหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาขนาดใหญ่ ออฟชั่นที่ให้มาแบบจัดเต็มในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่าย” คือบทสรุปของ MG ZS ที่เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2017 กับผลงานที่ทำให้ MG ZS เป็นโมเดลแจ้งเกิดของ เอ็มจี โดยสามารถสร้างสถิติยอดขายเป็นอันดับต้น ๆ ของตลาด B-SUV ด้วยความครบครันของสเปกที่ตอบโจทย์อย่างครบเครื่อง รอบด้าน ผนวกกับดีไซน์ที่ออกแบบมาเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ทั้งความสปอร์ต พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ทำให้ MG ZS เป็นผู้ปลุกกระแสความนิยมรถเอสยูวีในไทย และนำพาแบรนด์ เอ็มจี ขึ้นอันดับ 3 ของยอดขายรวมทั้งปีในกลุ่ม B-SUV ปี ค.ศ. 2018 ด้วยยอดขายรวมสูงถึงกว่า 14,669 คัน และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดขายโดยรวมของแบรนด์ เอ็มจี โตขึ้นแบบก้าวกระโดด นอกจากนี้ MG ZS ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานความภาคภูมิใจของ เอ็มจี ที่สามารถคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี “Car of the Year” 2 ปีซ้อน ในปี ค.ศ. 2018 – 2019 มาครองได้อีกด้วย จนมาถึงในปี ค.ศ. 2020 เอ็มจี ได้ขยับมาตรฐานของรถเอสยูวีสู่อีกขั้น ทำให้ MG ZS สมาร์ทยิ่งขึ้น ด้วยการเป็นรุ่นแรกของ เอ็มจี ที่มีระบบ Emergency Call จากตัวรถไปยังเบอร์โทรที่ได้ มีการตั้งค่าไว้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีในเวลาฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาว จากการทดสอบการชน ASEAN NCAP พิสูจน์ให้เห็นว่า MG ZS เป็นรถยนต์คุณภาพที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในทุกรุ่นย่อย

MG ZS  3

 

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ รวมระยะเวลากว่า 7 ปี MG ZS ยังคงครองใจผู้บริโภคชาวไทย พิสูจน์ด้วยยอดขายรวมสะสมกว่า 58,623 คัน (ข้อมูล MG ZS รุ่นน้ำมันอย่างเดียว ณ เดือนธันวาคม ค.ศ. 2023) ตอกย้ำความสำเร็จระดับสากลของ MG ZS ด้วยรถยนต์ที่ถูกผลิตและส่งออกกว่า 1 ล้านคัน (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม ค.ศ. 2023) จาก SAIC Motor Corporation ไปยังประเทศ ต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นต้น

สู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ MG ZS EV เปิดตลาดไฟฟ้า นำพาคนไทยเข้าสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นแบรนด์แรก
ด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจของ เอ็มจี ที่มุ่งพัฒนายนตรกรรมที่ครอบคลุมในทุกรูปแบบการขับเคลื่อน เพื่อให้สามารถตอบสนองกับอุปทานและไลฟ์สไตล์การใช้รถของผู้บริโภคในประเทศ ผนวกกับเป้าหมายใหญ่ในการนำพาประเทศไทย สู่ “โอกาส” ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เทียบชั้นอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ในปี ค.ศ. 2019 เอ็มจี ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ด้วยการเป็นแบรนด์แรกที่เข้ามาทำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยการส่ง MG ZS EV เข้ามาเปิดตลาด ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการให้คนไทยสามารถเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าที่เพียบพร้อมไปด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีอันทันสมัย มาตรฐานระดับสากล ในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นรถที่จุดประกายให้คนไทยเห็นว่าการใช้งานรถไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ “ง่าย” และใช้งานได้ทั่วประเทศ ส่งผลให้ MG ZS EV ขึ้นแท่นเป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมของแบรนด์ เอ็มจี โดยสามารถสร้างยอดขายหลังการเปิดตัวในปีแรกได้มากกว่า 1,000 คัน และมียอดส่งออกไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบันแล้วกว่า 156,000 คัน (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม ค.ศ. 2023) ทั้งยังเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกที่ได้พิสูจน์สมรรถนะการขับขี่ที่แท้จริงบนเส้นทางต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบในประเทศไทยผ่านภารกิจ EV Marathon ตลอดระยะเวลาต่อเนื่อง 7 วัน รวมทั้งหมด 4,880 กิโลเมตร และยังได้รับรางวัลการันตีคุณภาพและความไว้วางใจจากทั่วโลก อาทิ
-รางวัล Top EV Sales Award 2019 ผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ารวมสูงสุด ประจำปี 2562 จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย
-รางวัล Product of the Year Awards 2020 สุดยอดสินค้าแห่งปี 2563 ประเภทรางวัล “ยานยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี” ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้า จัดโดย นิตยสาร Business+ ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล
-รางวัล รถยนต์แห่งปี (Car of the Year 2022) และ รางวัล Best Value Electric Car จากทีมงาน Driving Electric
-รางวัล Best Family Electric Car จาก CARBUYER BEST CAR AWARD 2023
-รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี “Car of The Year 2023” ประเภทรางวัล The Most Valuable EV Car

MG ZS  2

และจากการเปิดตัวรถไฟฟ้าของ เอ็มจี ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า และมีการขยายตัวของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมในหลากหลายมิติ โดย เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์ที่มีเครือข่ายสถานีชาร์จไฟ เป็นของตนเองภายใต้ชื่อ MG SUPER CHARGE มากกว่า 146 แห่ง เพื่อทำให้ผู้ใช้งานรถไฟฟ้า เอ็มจี มั่นใจ ในการใช้รถทั่วประเทศอย่างไร้กังวล

ตอบโจทย์คนไทย เพิ่ม “ไฮบริดเอสยูวี” เข้ามาเป็นตัวเลือก
นอกจากตลาดรถไฟฟ้าที่ เอ็มจี เป็นผู้บุกเบิกและทำตลาดอย่างจริงจัง ในทางกลับกัน เอ็มจี ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกควบคู่กันไปด้วย จากการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค จึงเป็นที่มาของการนำเสนอทางเลือกให้กับคนไทย ด้วยการเปิดตัว MG VS HEV ในปี ค.ศ. 2022 เพื่อเพิ่มไลน์อัพในกลุ่ม B-SUV ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น กับจุดเด่นของการเป็น “สปอร์ตไฮบริดเอสยูวี” ที่ขับสนุกเร้าใจ ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH พร้อมขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ MG VS HEV มีพละกำลังสูงสุดที่ 177 แรงม้า พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของรถยนต์ในกลุ่ม B-SUV ที่มี Dual Widescreen Cockpit ที่ให้จอ Widescreen ขนาด 12.3 นิ้ว ติดกัน 2 จอ พร้อมจุดเด่นในเรื่องของดีไซน์ที่ใช้ภาษาการออกแบบรูปโฉมรถเอสยูวีแนวใหม่กับกระจังหน้าในรูปแบบ Electrified Matrix Grille Design ทำให้ MG VS HEV เป็นรถยนต์ที่มีความครบเครื่องทั้งในเรื่องรูปลักษณ์และสมรรถนะ

เรียกได้ว่า MG ZS คือ หนึ่งในโมเดลที่สร้าง “จุดเปลี่ยน” ให้กับแบรนด์ เอ็มจี ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเนื่องในโอกาสที่ปีนี้ เอ็มจี ในฐานะโกลบอลแบรนด์จะมีอายุครบ 100 ปี MG ZS ถูกวางให้เป็นหนึ่งโมเดลสำคัญ ที่จะสร้างความสำเร็จบทใหม่ ที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวเร็วๆ นี้

 

 

(มีคลิปวีดีโอ) ลองขับ ยักษ์ใหญ่ All New TANK 500 HEV หรูหรา กว้างขวาง ขุมพลังไฮบริด ตัวช่วยล้นคันทั้งทางเรียบและทางลุย

0
All New Tank 500 HEV ภาพเปิด

All New TANK 500 HEV ยักใหญ่ในรูปแบบของรถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่มากับความหรูหรา กว้างขวาง และยิ่งเป็นรถยนต์จากแผ่นดินใหญ่ ไม่ต้องห่วงเรื่องของการกั๊กฟีเจอร์ทันสมัย เรียกได้ว่าล้นคัน ขุมพลังไฮบริดที่รวมกันทั้งเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า ได้พละกำลังถึง 350 แรงม้า พร้อมแรงบิด 6XX นิวตันเมตร พ่วง 11 โหมดการขับขี่สำหรับใช้งานบนทางเรียบ และ ทางลุย จะมีสมรรถนะเป็นเช่นไร และคุ้มค่ากับค่าตัว 2490,000 บาท หรือไม่ ติดตามรับชมได้เลย

All New GWM TANK 500 HEV เป็นรถยนต์เรือธงรุ่นแรกภายใต้แบรนด์ TANK แบรนด์ใหม่อันดับที่ 3 ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำเข้ามาให้คนไทยได้สัมผัส พรีเมียมเอสยูวีที่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มออฟโรดอัจฉริยะ TANK ที่ทรงประสิทธิภาพทั้งด้านพละกำลัง สมรรถนะ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย

 

ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่เรียบง่ายและหรูหรา ที่มากับความใหญ่โต รวมถึงสไตล์การออกแบบที่คงความบึกบึนและแข็งแกร่งของรถยนต์ออฟโรดเอาไว้ด้วยกัน สร้างความตื่นเต้น ความแตกต่าง และประสบการณ์ที่เหนือชั้นให้กับตลาดรถยนต์เอสยูวีและผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง โดยมีการออกแบบภายใต้ปรัชญา “ความหรูหราที่แข็งแกร่ง” ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ผสานช่องระบายอากาศแนวนอนและโลโก้ TANK

All New Tank 500 HEV 1

ไฟหน้า Intelligent LED ดีไซน์โดดเด่น พร้อมระบบอัจฉริยะ อาทิ ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และฟังก์ชันหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่อง (Follow Me Home) พร้อม Daytime Running Light และไฟตัดหมอกด้านหน้าและหลังแบบ LED

บันไดข้างระบบไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชัน เปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อเปิด-ปิดประตู มาพร้อมหลังคาซันรูฟระบบไฟฟ้าแบบพาโนรามิคขนาดใหญ่พร้อมราวหลังคา

All New Tank 500 HEV 2

ประตูท้ายแบบ Horizontal พร้อมระบบดูดไฟฟ้า ที่ช่วยผ่อนแรงและอำนวยความสะดวกสบายในการปิดประตูท้าย ในขณะที่ล้อแมก เลือกใช้ขนาด 20 นิ้ว

ภายในโอ่อ่า กว้างขวางตามสไตล์รถอเนกปรสงค์ 7 ที่นั่ง เบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบเบาะนวดและดันหลัง ปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบระบายอากาศ เบาะนั่งคนขับไฟฟ้าปรับได้ 8 ทิศทาง ทุกที่นั่งหุ้มหนัง NAPPA ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมระบบกรองอากาศ PM 5

ติดตั้งจอแสดงผลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 3 นิ้ว และหน้าจอมัลติมีเดีย 14.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay, Android Auto, MP5, Bluetooth, ระบบนำทาง และแสดงข้อมูลการขับขี่

All New Tank 500 HEV 3

ด้านความบันเทิง มาพร้อมลำโพง Infinity จำนวน 12 ตัว ระบบแอมพลิฟายเออร์อิสระ และระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถ

ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮบริดจากครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ความจุ 1.76 กิโลวัตต์ ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 244 แรงม้า พร้อมแรงบิดเครื่องยนต์สูงสุด 380 นิวตัน-เมตร และกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 106 แรงม้า พร้อมแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 268 นิวตัน-เมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 สปีด (9HAT) ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด

All New Tank 500 HEV 4

All New GWM TANK 500 ติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกในการขับขี่ให้กับสายลุยไว้มากมาย ทั้งระบบล็อกเฟืองขับด้านหน้าและด้านหลัง (Front & Rear Electric Differential Locks) ระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบ (TANK Turn) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบออฟโรด (Offroad Cruise Control) ระบบตรวจจับความลึกของน้ำ (Wading Depth Detection) และระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Body Transparent System)

นอกจากอาวุธลับสำหรับสายลุย ยังมีโหมดการขับขี่ 11 รูปแบบ ที่ช่วยให้ฟันฝ่าอุปสรรค บนสภาพเส้นทางในรุปแบบต่างๆได้แก่ โหมดมาตรฐาน โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด โหมดสภาพถนนลื่น และ offroad ได้แก่ โหมดโคลน โหมดทราย โหมดหิน โหมด4L โหมด4H โหมดอัตโนมัติ และโหมดเชี่ยวชาญ

การทดสอบสมรรถนะ All New Tank 500 HEV ในครั้งนี้มีทั้งทางเรียบและทางลุยให้ได้ลองกันหลากอรรถรส ในส่วนของทางเรียบ ความใหญ่โตของขนาดตัวรถที่ค่อนข้างใหญ่เต็มๆช่องทาง แต่ก็ค่อนข้างจะมีทัสนวิสัยที่ดี ขับขี่ได้ไม่ยาก ความสะดวกสบายที่สามารถนั่งได้จริงทั้ง 7 ที่นั่ง พร้อมแอร์เย็นฉ่ำทุกพื้นที่ ระบบนวดของเบาะผู้ขับขี่ยังช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

All New Tank 500 HEV 6

ในส่วนของหลังคากระจกที่ได้มุมมองเท่ๆ แต่ก็สามารถปกป้องความร้อนจากแสงแดดและอุณหภูมิภายนอกได้ดีกว่าที่คาด การประกอบทำได้ดี เสียงห้องโดยสารเงียบ และยิ่งได้ชุดลำโพงพร้อมแอมปลิไฟเออร์จาก Infinity ยิ่งเพิ่มสุนทรีย์ในการเดินทางได้เป็นอย่างดีฟีเจอร์ต่างๆเลือกใช้งานได้งาน ไม่ลึกลับเหมือนแบรนดืรถร่วมค่ายอีกหฃายแบรนด์

 

All New Tank 500 HEV 7

ขุมพลังไฮบริดที่เกิดจากเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เมื่อทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า จะได้พลังงานสูงสุดกว่า 350 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาสาลกว่า 650 นิวตันเมตร พานน.กว่า 2 ตัน และความใหญ่โตกว่า 5 เมตรของรถคันนี้ไปได้อย่างสบายๆ และมีอัตราบริโภคเชื้อเพลิงที่ระบุไว้ใน Eco Sticker ประมาณ 12 กม./ลิตร ส่วนระบบช่วงล่าง ปรับเวทมาค่อนข้างจะนุ่มนวล นั่งสบาย

ตัวช่วยการเดินทางจากเทคโนโลยี ADAS ติดตั้งมาให้ล้นคัน แต่มีระบบทร่ช่วยรัการถยนต์ให้อยู่กลางช่องทาง ที่ทำงานๆได้แม่นยำ และพร้อมที่จะปรับทิศทางของตัวรถให้อยู่กลาฝงช่องทางตลอดเวลา ซึ่งถ้าไม่ชอบ ก้สามารถเลือกเปิด หรือ ปิด ได้ทุกระบบ

All New Tank 500 HEV 8

 

ในโหมดออฟโรด อักทีเด็ดมาให้แบบจุกๆ ถึง 11 รูปแบบ และมีมากกว่า Tank 300 ที่มีเพียง 7 รูปแบบ ดิฟเฟอเรนเชียลล๊อคมีมาให้ทั้งหน้าและหลัง กล้องมองภาพที่จะทำงานเมื่อเข้าระบบชับเคลื่อนสี่ล้อ แสดงภาพที่คมชัดรอบๆคัน และฟังค์ชั่นสุดเจ๋งอย่าง Tank Turn ก็สามารถช่วยให้กลับรถในพื้นที่แคบๆได้อย่างง่ายดาย และหากลุยน้ำ ก็จะมีการแสดงระดับความลึกของน้ำรอบคันอีกด้วย

All New Tank 500 HEV 9

All New Tank 500 HEV รถเอนกประสงค์ไซส์ยักษ์ ที่ใครได้ลองขับ หรือ ได้ลองนั่ง จะต้องชื่นชอบกับความสะดวกสบาย ยิ่งในด้านของการลุยก้สามารถลุยได้ทั้งทางทุรกันดารที่มีสภาพเส้นทางสาหัส หรือจะขับหล่อๆ บนทางเรียบก็นั่งสบาย แถมยังโอ่อ่า กับราคาค่าตัว 2,269,000 บาท ในรุ่น 500 HEV ส่วนรุ่นรองท๊อพ Tank 500 PRO ราคา 2,049,000 บาท

All New Tank 500 HEV 13

 

จะว่าไปแล้ว คู่แข่งในตลาดที่ไซส์ใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ คงหาตัวเปรียบได้ยาก แถมจะได้รับการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง นอกจากนี้ยังมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษาตามระยะทาง GWM Pro Service Inclusive – GPSI สูงสุด 10 ครั้ง ภายใน 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับสายลุยที่ต้องการความสะดวกสบาย และไปได้ทุกที่ ไม่ควรมองข้าม

“เรเว่” ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BYD ถึงมือผู้โชคดีทั้ง 3 ท่าน จากแคมเปญ “Big Thanks” แทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจ

0
เรเว่ ภาพเปิด

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ จัดกิจกรรมส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BYD มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท ให้แก่ผู้โชคดีทั้ง 3 ท่าน จากการร่วมลุ้นโชคในแคมเปญ “Big Thanks” กิจกรรมสุดพิเศษสำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า BYD ที่ซื้อและรับรถระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 – 31 ธันวาคม 2566 โดยกลุ่มธุรกิจเรเว่ได้ประกาศรายชื่อผู้โชคดีไปเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา แทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนจากลูกค้าทุกท่านที่มีต่อกลุ่มธุรกิจเรเว่และแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า BYD มาโดยตลอด

เรเว่ 1

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “กลุ่มธุรกิจเรเว่ขอแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการอีกครั้งแก่ผู้โชคดีทั้ง 3 ท่านที่ได้รับรางวัลจากแคมเปญ ‘Big Thanks’ ในครั้งนี้ และขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ร่วมสนุกกับกิจกรรมของเราอย่างล้นหลาม รวมถึงขอบคุณสำหรับความไว้วางใจในสินค้าและบริการของกลุ่มธุรกิจเรเว่และแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า BYD ทำให้ในปีที่ผ่านมามียอดผู้จดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าของ BYD สูงเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และสำหรับปี 2567 นี้ กลุ่มธุรกิจเรเว่ก็พร้อมเดินหน้าธุรกิจอย่างเต็มกำลังภายใต้วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW FUTURE YOUR WAY’ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation ควบคู่กับการเติมเต็มความสมบูรณ์ของ NEV Ecosystem อย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังว่าเราจะเป็นอีกหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะผลักดันประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตามนโยบายของภาครัฐ”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวเสริมว่า “กลุ่มธุรกิจเรเว่สัญญาว่าเราจะยังคงมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านความปลอดภัย เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ล้ำหน้า รวมไปถึงบริการด้านการขายทั้งก่อนและหลังอย่างครบวงจรต่อไป เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจให้ลูกค้าทุกท่าน ตลอดจนมอบประสบการณ์เหนือระดับรอบด้าน ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์และบริการจากกลุ่มธุรกิจเรเว่ โดยแคมเปญ Big Thanks เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และทางกลุ่มธุรกิจเรเว่จะเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อขอบคุณและตอบแทนทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ของเราผ่านแคมเปญต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”

โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความชื่นมื่น นำโดย นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ให้เกียรติเป็นประธานในการส่งมอบรางวัลรถยนต์ไฟฟ้า BYD พร้อมด้วยสักขีพยานทั้งทางด้านสื่อมวลชนและผู้จำหน่าย BYD ให้แก่ผู้โชคดีทั้ง 3 ท่าน ซึ่งได้แก่

นายอาทิตย์ ภัทรพูนสิน ได้รับ BYD SEAL รุ่น RWD DYNAMIC 1 คัน มูลค่า 1,325,000 บาท เผยถึงความประทับใจต่อแคมเปญในครั้งนี้ว่า “ดีใจและตกใจมากครับหลังจากที่รู้ตัวว่าได้รับรางวัลนี้จากเรเว่ เคยไปลองดูรถ BYD SEAL ที่โชว์รูมมาแล้ว คิดไว้ว่าอยากได้มาเป็นรถครอบครัวอีกคัน ชอบดีไซน์ภายนอก เท่มาก ส่วนภายในกว้างขวางมาก เทคโนโลยีก็มาครบ วันนี้ได้สมใจเลยครับ ”

เรเว่ 2
นายกิตติศักดิ์ เที่ยงธรรม ได้รับ BYD ATTO 3 รุ่น Extended Range 1 คัน มูลค่า 1,199,900 บาท ระบุว่า “ผมเดินทางบ่อย ใช้รถทุกวัน และชอบไปพักผ่อนต่างจังหวัด ได้สีฟ้ายิ่งถูกใจเหมือนเนื้อคู่เลย คิดไว้ว่าจะใช้ BYD ATTO 3 คันนี้เป็นรถคู่ใจ ภายในกว้างขวางใส่สัมภาระได้ครบ ชอบการออกแบบภายในที่ไม่ซ้ำใคร เป็นรถอรรถะประโยชน์พาครอบครัวไปเที่ยวได้ ขับไปทำงานดี ทัศนวิสัยเยี่ยม สวยทั้งภายนอกภายในไม่ต้องตกแต่งอะไรเพิ่มเติม ผมดีใจมากๆ ครับ รู้สึกมั่นใจไปกับ BYD”

นางสาวทฤฒมน ธีรธรรมธรณ ได้รับ BYD DOLPHIN รุ่น STANDARD Range 1 คัน มูลค่า 699,999 บาท กล่าวด้วยความยินดีว่า “ดีใจมากที่ได้รถยนต์ BYD มาเพิ่มอีกคัน โดยเฉพาะ BYD DOLPHIN เคยคิดไว้ว่าอยากมีรถไฟฟ้าที่คล่องตัวไว้ใช้เดินทางอีกคัน วันนี้สมใจแล้ว ไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดีรับปีใหม่ เพราะ BYD Dolphin ตอบโจทย์ด้านความคล่องตัว ขอขอบคุณทางเรเว่ที่จัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกค่ะ”

เรเว่ 3

ทั้งนี้ แคมเปญ “Big Thanks” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมทั้งหมดที่ทางกลุ่มธุรกิจเรเว่ตั้งใจที่จะส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดแก่กลุ่มลูกค้า ยังมีอีกกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายให้ได้ร่วมสนุก ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation ผ่านการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าอันหลากหลายภายใต้แบรนด์ BYD เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของผู้บริโภค ยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง

 

 

“ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย” เสริมความแกร่งด้านข้อเสนอทางการเงิน ด้วยการจับมือกับสถาบันการเงินระดับชั้นนำ

0
ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ภาพเปิด

โดยความร่วมมือทางด้านการเงินในครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ไม่เพียงแต่เป็นการมอบข้อเสนอที่ดีที่สุดและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้ารถยนต์ฮุนไดเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนการเติบโตระหว่างฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย และ พันธมิตรทางการเงินทั้งสามแห่งที่ร่วมลงนามในโครงการดังกล่าว นอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันในตลาดให้เพิ่มสูงขึ้นจากการร่วมมือกันในการพัฒนารูปแบบสินค้าและบริการ

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย จะสรรสร้างรูปแบบการทำธุรกิจในประเทศไทยโดยนำมาผนวกกับนวัตกรรมยานยนต์ฮุนไดที่มีให้เลือกหลากหลายรุ่น เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้ารถยนต์ฮุนได บริษัทฯมีความเชื่อมั่นว่ารถยนต์ฮุนไดจะประสบความสำเร็จในการเป็นบริษัทรถยนต์ชั้นนำระดับโลกที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมรวมถึงในประเทศไทย ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทแม่ ที่ประเทศเกาหลี

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้จัดขึ้นที่ IONIQ Lab สถานที่สำหรับผู้ชื่นชอบในรถยนต์ไฟฟ้าจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยี และเนื้อหาไลฟ์สไตล์ของ IONIQ พร้อมพบกับประสบการณ์การทดลองขับ นอกจากนี้ยังมีการแนะนำรถยนต์ IONIQ ผ่านทางผู้เชี่ยวชาญฯอย่าง IONIQ GURU และห้องสำหรับส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้า โดย IONIQ Lab ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการจัดแสดงรถยนต์เท่านั้น แต่ยังมีการจัดแสดง platform ในรูปแบบแบบ E-GMP โดยผู้เข้าเยี่ยมชมจะได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของแบรนด์อีกด้วยผ่านการจัดแสดงภายใน IONIQ Lab อีกด้วย

ผู้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ยังได้สัมผัส IONIQ 5 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากฮุนได ในกิจกรรมทดลองขับสุดพิเศษ โดยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดังกล่าวมีพื้นฐานมาจาก platform แบบ E-GMP อันล้ำยุค IONIQ 5 ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% และสามารถขับขี่ได้เป็นระยะทางสูงสุด 481 กิโลเมตร ทั้งยังรองรับการชาร์จแบบ Ultra-fast Charging ขนาด 350 kW สามารถชาร์จไฟจาก 10 – 80% ภายในเวลาเพียง 18 นาที IONIQ 5 พร้อมให้ทุกท่านสัมผัสแล้วที่ IONIQ Lab ณ True Digital Park ชั้นหนึ่ง ฝั่ง West และ H-Space กรุงเทพฯ หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ hyundai.com/th/th/find-a-car/ioniq5/highlights