Home Blog Page 180

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดราคา ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมเปิดให้จองแล้ววันนี้

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ เริ่มต้นที่ 1,125,000 บาท พร้อมเปิดให้ลูกค้าจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเตรียมส่งมอบรถล็อตแรกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2567 นี้

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมเอาชนะทุกอุปสรรคด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์ซีเล็คต์ โฟร์วีลไดร์ฟ ทู (Super Select 4WD II) อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อฟูลไทม์ (Full-Time All Wheel Control) ซึ่งสามารถเปลี่ยนโหมดจากระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2H) เป็นขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ (4H) ได้ทันทีแม้ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง (Shift-on-the-Fly) แตกต่างอย่างเหนือกว่าด้วยระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เสริมความปลอดภัยให้ขับขี่คล่องตัวพร้อมตะลุยทุกสภาพอากาศและพื้นผิวถนนทุกรูปแบบด้วย 7 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมดปกติ (Normal), โหมดประหยัดเชื้อเพลิงและรักษ์โลก (Eco), โหมดขับขี่บนทางลูกรังหรือทางฝุ่น (Gravel), โหมดขับขี่บนพื้นหิมะหรือขณะฝนตกผิวถนนเปียกลื่น (Snow), โหมดขับขี่ลุยโคลนหรือผิวทางที่เหนียวลื่น (Mud), โหมดขับขี่ตะลุยทรายหรือผิวทางที่ดินร่วน (Sand) และโหมดไต่หินหรือขับขี่บนผิวทางที่เป็นหินขรุขระ (Rock)

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและขับเคลื่อน 4 ล้อ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ “ไฮเปอร์พาวเวอร์ เอ็กซ์ทู” (Hyper Power X2) ซึ่งมีระบบเทอร์โบสองสเตจ (Two-stage Turbocharger) พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร พร้อมระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า (Electric Power Steering: EPS) ช่วยให้ขับขี่คล่องตัว ควบคุมได้ดังใจ

ด้วยการออกแบบภายใต้แนวคิด “บีสต์ โหมด” (BEAST MODE) สำหรับผู้ชื่นชอบการผจญภัยพร้อมไลฟ์สไตล์แบบพรีเมียม ที่ผสานความปราดเปรียวสไตล์สปอร์ตสุดล้ำ เข้ากับการออกแบบที่แข็งแกร่งของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ที่หลายคนรอคอยพร้อมแล้วที่จะสะกดทุกสายตาของผู้ชื่นชอบรถกระบะ ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่นสะดุดตา สะท้อนความบึกบึนและทรงพลังในแบบฉบับรถกระบะที่แท้จริง การันตีด้วยรางวัลออกแบบยอดเยี่ยม หรือ Good Design Award 2023 จัดโดยสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Institute of Design Promotion) พร้อมตอกย้ำความเท่ด้วยตัวถังสีพิเศษ สีส้ม Yamabuki Orange Metallic ที่เป็นสีเฉพาะของรุ่นแอทลีท ลีท มอบความโดดเด่นที่ดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน ร่วมด้วยสีตัวถังอื่นๆ ที่โดนใจ ได้แก่ สีดำ Jet Black Mica สีเทา Graphite Grey และสีขาว White Diamond และภายในห้องโดยสารที่ยังคงดีไซน์สปอร์ตด้วยการตกแต่งทูโทนสีส้ม-ดำ

นอกจากนี้ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ยังได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีมิตซูบิชิ คอนเนค (MITSUBISHI  CONNECT) ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน “My MITSUBISHI CONNECT” เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการสั่งการตัวรถแบบไร้สายได้จากระยะไกล ใช้งานง่าย ทั้งการเปิดระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสาร การล็อกและปลดล็อกประตูรถ การเปิดไฟหน้า การกดแตรรถ และการค้นหาตำแหน่งที่อยู่ของตัวรถ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลสถานะตัวรถ เช่น ระดับน้ำมันคงเหลือและระยะทางที่วิ่งต่อได้ ความดันลมยาง มีฟังก์ชันความปลอดภัยอื่น ๆ อาทิ บริการช่วยเหลือบนถนน (Roadside Assistance)  การแจ้งอัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ การช่วยเหลือเมื่อรถถูกโจรกรรม (Stolen Vehicle Assistance) และอุ่นใจตลอดเส้นทางด้วยระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน SOS ผ่านตัวรถ (e-call)

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ไดมอนด์ เซนส์ ทีมีระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ  (Diamond Sense with Adaptive Cruise Control) อันชาญฉลาด ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation System: FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning: BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Lane Change Assist: LCA) ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert: RCTA)  ระบบปรับระดับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ (Auto High Beam: AHB) กล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor: MAM) ซึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยทั้งหมดนี้ สามารถตรวจจับการเคลื่อนที่ของตัวรถและสภาพแวดล้อมด้วยเซ็นเซอร์และเรดาร์ที่ควบคุมด้วยระบบ AI ได้รอบคัน เพื่อความปลอดภัยแบบ 360 องศา ทั้งยังมีระบบความปลอดภัยอื่นๆ ที่ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายดายควบคุมรถได้ดังใจ อาทิ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบลิมิเต็ดสลิปที่เฟืองท้ายแบบควบคุมด้วยเบรก (Active LSD) เสริมด้วยถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

ออล-นิว  มิตซูบิชิ ไทรทัน มาพร้อมระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution)  ที่มีความแข็งแกร่งสูง สามารถรองรับแรงปะทะและลดการเปลี่ยนแปลงสภาพของห้องโดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุให้น้อยที่สุด ออล-นิว  มิตซูบิชิ ไทรทัน ทุกรุ่นย่อยจึงได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว จากการทดสอบการชนของรถยนต์ใหม่ โดย อาเซียน เอ็นแคป (2023 ASEAN NCAP)

ราคาจำหน่ายออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท รุ่นท็อปที่คุณสัมผัสได้แบบสุดคุ้ม ดังนี้:

  • ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,125,000 บาท
  • ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,298,000 บาท

(สำหรับสีขาว White Diamond เพิ่ม 10,000 บาท ในทั้ง 2 รุ่น)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายเพื่อทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

 

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ปรับโฉม The new GLA ผ่านคอนเซ็ปต์ “DYNAMIC ALL THE WAY” เสริมมิติเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย เปิดราคาที่ 2.58 ล้านบาท

0
The New GLA Pic Open

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ประเดิมเปิดยนตรกรรมรุ่นแรกของปี 2024 กับ The new GLA ลุยตลาดเอสยูวีระดับลักชัวรี่ด้วยการปรับโฉมรุ่น GLA 200 AMG Dynamic ที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ยกระดับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “DYNAMIC ALL THE WAY” ชูความโดดเด่นของรถเอสยูวีไซส์คอมแพกต์ที่ผสานความหรูหราและความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ทุกมิติไลฟ์สไตล์การใช้งาน รวมถึงรูปแบบขับขี่ทั้งแบบ On-Road และ Off-Road อย่างลงตัว เปิดราคาที่ 2,580,000 ล้านบาท ปักวันพร้อมจำหน่ายที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป

The New GLA 1

GLA 200 AMG Dynamic มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบแถวเรียง รหัส M282 ขนาด 1,332 ซีซี เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ รองรับน้ำมัน E85 นำเสนออีกขั้นของเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยตัวกรองเขม่าอนุภาคขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาไหม้ มอบพละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบต่อนาที ใช้เกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-DCT) สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 8.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง

The New GLA 2

GLA 200 AMG Dynamic มอบความสะดวกสบายด้วยมิติตัวถังขนาดความยาว 4,436 มม. ความกว้าง 1,849 มม. ความสูง 1,605 มม. และพื้นที่บรรทุกสัมภาระที่มีความจุสูงถึง 435 – 1,430 ลิตร ดีไซน์ภายนอกมีการตกแต่งแบบ AMG Line Package ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับรถสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Diamond radiator grille และโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ตรงกลาง

The New GLA 4

 

ตกแต่งรอบคันแบบ AMG bodystyling และอุปกรณ์กันกระแทกโครงหลังคา aluminium ที่ผสานระหว่างความสปอร์ตและหรูหราตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เสริมความปลอดภัยด้วยระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist) ช่วยให้การขับขี่ในช่วงเวลากลางคืนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

The New GLA 3

ติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว พร้อม Sports brake และระบบช่วงล่าง Comfort suspension แบบ ride-height lowering นอกจากนี้ รุ่นปรับโฉมยังมาพร้อมการเพิ่มหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ที่จะยกระดับการมองเห็นทัศนวิสัยด้านบนได้อย่างชัดเจน

The New GLA 6

 

 

ภายในห้องโดยสารถูกตกแต่งแบบ AMG Line Interior ให้ความรู้สึกดุดันแต่ยังแฝงไปด้วยความหรูหราในทุกมิติ เริ่มด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตหุ้มหนัง Nappa

The New GLA 8

ต่อเนื่องด้วยแผงหน้าปัดแดชบอร์ดที่แสดงข้อมูลการขับขี่แบบ All-digital instrument display ซึ่งเชื่อมต่อกับหน้าจอแสดงผลบริเวณคอนโซลกลางขนาด 10.25 นิ้ว สะดวกสบายในทุกการขับขี่และการโดยสารด้วยเบาะนั่งแบบ Sport seats หุ้มหนัง ARTICO สลับกับ MICROCUT microfibre สีดำ และยังมาพร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC ใหม่แบบ 2 โซน

The New GLA 9

ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless charging) และระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT ที่สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมเพื่อเพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่ พร้อมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอีกหลายรายการที่ถูกติดตั้งมาอย่างครบครัน

The New GLA 10

GLA 200 AMG Dynamic พร้อมเชื่อมต่อความบันเทิงมาสู่ห้องโดยสารอย่างไร้รอยต่อด้วยฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android (Apple Carplay™ & Android Auto™) และระบบปฏิบัติการมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดแบบ “MBUX7” ที่มีระบบ AI ช่วยประเมินพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่อย่างอัจฉริยะ รองรับการสั่งซื้อแอปพลิเคชั่นสำหรับรายงานสภาพการจราจรแบบออนไลน์ Live Traffic Information ติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารด้วยสัญญาณ LTE สำหรับบริการ Mercedes me connect ที่จะเปิดประตูสู่ฟังก์ชั่นระดับชั้นนำมากมาย ทั้งยังมีการติดตั้งไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Ambient lighting) สามารถปรับได้กว่า 64 เฉด ช่วยเพิ่มความบันเทิงและความรื่นรมย์ขณะขับขี่และโดยสารได้ในทุกช่วงเวลา

The New GLA 11

สำหรับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยของ GLA 200 AMG Dynamic มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่ครบครัน อาทิ ระบบขอความช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist with PARKTRONIC) ระบบแจ้งเตือนขณะเปิดประตูรถ (Exit Warning) และระบบรักษาความเร็ว (CRUISE CONTROL) เป็นต้น

The New GLA 12
GLA 200 AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 2,580,000 บาท โดยมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White) สีดำ (Cosmos Black) สีเงิน (Iridium Silver) และสีเทา (Mountain Grey)

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ ได้ที่ตัวแทนจำหน่าย
เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 

BRG GROUP เตรียมตัวเปิดโชว์รูม DEEPAL BRG SRINAKARIN

0

บีอาร์จี กรุ๊ป ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์พรีเมียมนำเข้า เดินหน้าขยายความแข็งแกร่ง ตอบรับกระแสรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เตรียมตัวเปิดโชว์รูมเป็นผู้แทนจำหน่าย และให้บริการหลังการขาย แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชื่อดัง DEEPAL (ดี-พอล) ภายใต้ชื่อและสาขาอย่างเป็นทางการ อย่าง DEEPAL BRG SRINAKARIN (ดีพอล บีอาร์จี ศรีนครินทร์)

หลังจากที่ บีอาร์จี กรุ๊ป ได้บริหารแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า NETA (NETA สาขารามคำแหง-หัวหมาก) จนประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่ดี มีผลประกอบการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และยังได้รับความพึงพอใจ ความเชื่อมั่นจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มบริหาร ทั้งในด้านการจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า NETA V และในส่วนของบริการหลังการขาย ส่งผลให้ธุรกิจแบรนด์หลักอย่าง BRG GROUP รถยนต์พรีเมียมนำเข้าก็มีการเติบโต มียอดขายเพิ่มขึ้น มีฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และประสบความสำเร็จควบคู่กันไปกับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอย่างดีด้วย

 

หลังจากนั้นทีมผู้บริหาร บีอาร์จี กรุ๊ป ได้เล็งเห็นความสำคัญของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากแนวโน้มของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยมียอดการซื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงได้เลือกเป็นพาร์ทเนอร์แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ที่ 2 อย่างแบรนด์ CHANGAN (ฉางอาน) เพื่อขยายความแข็งแกร่งของธุรกิจยานยนต์ เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ใหญ่ และมีความมั่นคงในทุกๆด้าน มีเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย และมีแพลตฟอร์มที่หลากหลาย เช่น BEV, PHEV, REEV (Range Extended EV)

โดยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2024 ที่ผ่านมา ทีมผู้บริหาร บีอาร์จี กรุ๊ป ได้มีการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานของ CHANGAN (ฉางอาน) ที่เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมงาน 2024 Changan Global Partnership Conferance

โดย บีอาร์จี กรุ๊ป ตั้งเป้าหมายไว้ว่า DEEPAL BRG Srinakarin (ดีพอล บีอาร์จี ศรีนครินทร์) จะพร้อมเปิดให้บริการแบบครบวงจร ภายในครึ่งปีแรก ของปี 2567 นี้

โดย DEEPAL (ดี-พอล) ถือเป็นบริษัทลูกที่อยู่ภายใต้การบริหารของ Changan Automobile หรือ CHANGAN (ฉางอาน) แบรนด์รถยนต์ที่ใหญ่ระดับท็อป 4 ของประเทศจีน โดยมีการเปิดตัวของฉางอาน ครั้งแรกในประเทศไทยที่งานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2023 ที่ผ่านมา ด้วยรุ่นรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่น คือ Deepal L07 และ Deepal S07 ที่เป็นรถ Sedan และ SUV โดยหลังจากเปิดตัวก็มียอดจองสูงถึง 3,549 คัน ซึ่งสูงเป็นอันดับ 6 ของยอดจองรถยนต์ภายในงาน

ฟังก์ชั่นและเทคโนโลยี

  • เบาะนั่งคนขับ ปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง
  • หน้าจอสัมผัส Touchscreen ขนาด 14.6 นิ้ว
  • ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย 40W Wireless Charger
  • ระบบสั่งงานด้วยมือ Gesture Recognition Control
  • ระบบควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือ Mobile Remote Control
  • ระบบเสียงรอบทิศทาง SONY ลำโพง 14 ตำแหน่ง
  • ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า Head-up Display
  • ฝาท้าย เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า Power Tailgate
  • โหมดการขับขี่ ECO / COMFORT / SPORT / CUSTOMIZE

 ราคาจำหน่าย

  • Deepal L07 วิ่งระยะไกลสุด 540 km./ ชาร์จ (มาตรฐาน NEDC) ราคา 1,329,000 บาท
  • Deepal S07 วิ่งระยะไกลสุด 485 km./ ชาร์จ (มาตรฐาน NEDC) ราคา 1,+399,000 บาท

และนอกจากนี้ CHANGAN (ฉางอาน) ยังมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ CHANGAN (ฉางอาน) ได้ลงทุนกว่า 8,862 ล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย คาดว่ามีกำลังการผลิตรถยนต์สูงถึง 100,000 คันต่อปี โดยจะเริ่มเดินสายการผลิตไตรมาสแรกใน 2568 นี้แล้ว

BRG Group ผู้แทนจำหน่าย และผู้นำเข้ารถยนต์อิสระรายใหญ่ เปิดให้บริการมาอย่างยาวนานกว่า 49 ปี พร้อม บริการดูแล บำรุง รักษารถยนต์แบบ One Stop Service ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ครบวงจร และดำเนินการโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมบริการด้วยใจ และเข้าใจทุกปัญหาเรื่องรถยนต์อย่างแท้จริง

โชว์รูมและศูนย์บริการ One Stop Service พร้อมให้บริการ ทั้ง 2 สาขา ทั้งสาขาศรีนครินทร์ และสาขาเเจ้งวัฒนะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่

  • Tel : 088-377-6992 (สาขาศรีนครินทร์)
  • Tel : 085-123-8170 (สาขาแจ้งวัฒนะ)
  • Website : www.brg.co.th
  • Line : @brggroup (มี@ข้างหน้า) หรือกดลิงก์ https://pixelfy.me/BRG-group
  • Instagram : brg_group

เผยแนวคิด MOTOR EXPO 2024 “จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม…ยานยนต์ล้ำอนาคต”

0
มหกรมมยานยนต์ ภาพเปิด

IMC สื่อสากล” เผยแนวคิด “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” เน้นเป็นศูนย์รวมนวัตกรรม สร้างสรรค์ยานยนต์อนาคต

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” เผยแนวคิดของงานปีนี้มาจากการที่ผู้จัดเห็นว่า เทคโนโลยียานยนต์ที่ก้าวหน้า ก่อให้เกิด “นวัตกรรม” มากมาย ในทุกองค์ประกอบของยานยนต์ ทั้งระบบขับเคลื่อน ระบบรองรับ ระบบความปลอดภัย ระบบอำนวยความสะดวก และระบบสื่อสาร

นวัตกรรม เปรียบเสมือน “จิตวิญญาณ” ที่ผลักดันให้ยานยนต์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ครบถ้วน

ยิ่งกว่านั้น นวัตกรรมยังช่วยให้ยานยนต์ยุคใหม่ปลอดมลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ขับเคลื่อนแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญ ยังมีนวัตกรรมพลังงานสะอาดประเภทอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีกมาก เช่น พลังไฮโดรเจน พลังลม พลังน้ำ พลังแสงอาทิตย์ ตลอดจน E-FUELS น้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน

นี่คือ จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ยานยนต์สมรรถนะสูง ปลอดภัย สะดวกสบาย ประหยัด และสะอาด ในอนาคตอันใกล้

ด้วยเหตุนี้ บริษัท สื่อสากล จำกัด จึงกำหนดแนวคิดของงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” ว่า “จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม…ยานยนต์ล้ำอนาคต” (Innovative Spirit…Futuristic Vehicles)

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” จะจัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”

 

 

 

“ไทยยามาฮ่ามอเตอร์” ฉลองครบรอบ 60 ปี แต่งตั้งทีมผู้บริหารใหม่ พร้อมรุกหนักตลาดรถจักรยานยนต์ปี 2567

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจผลิต และจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในประเทศไทย เปิดแคมเปญ “ดีใจ…ที่ได้เจอ” สานความสัมพันธ์มัดใจผู้บริโภคด้วยคุณภาพของสินค้า ตอกย้ำ “ยามาฮ่า สินค้าคุณภาพ” พร้อมส่ง YAMAHA FINO Final Edition ดีไซน์พิเศษ จำนวนจำกัด เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 60 ปี พร้อมกันนี้ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ประกาศเดินหน้ารุกตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในปี 2567 ตั้งเป้าโตขึ้น 4% ชิงตลาดรวม 16.4% จัดเต็มกิจกรรมส่งเสริมการขายครบทุกเซกเมนต์ลุยทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย สร้างความแข็งแกร่งต่อเนื่องสู่ความเป็น Premium Brand เพื่อสร้าง Lifetime Customer มัดใจลูกค้าด้วย Best Customer Experience ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกๆ ช่องทาง

นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงการมุ่งสร้างตราสินค้า YAMAHA สู่สังคมไทยในปี 2567 ว่า “ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านสื่อมวลชน พันธมิตรทางการค้า ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า และลูกค้ารถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกท่าน สำหรับการให้การสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งในปี 2566 ที่ผ่านมา และในปีนี้เป็นโอกาสอันดีที่ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ของเรายืนหยัดในการผลิตสินค้าคุณภาพ และอยู่คู่กับชาวไทยมา 60 ปี จากจุดเริ่มต้นธุรกิจรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในประเทศไทย เริ่มจาก บริษัท สยามยามาฮ่า จำกัด ในปี พ.ศ. 2507 และได้ส่งต่อภาพลักษณ์ของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าด้วยสโลแกน “ยามาฮ่าสินค้าคุณภาพ” ที่อยู่คู่สังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

โดยในปีที่ผ่านมา ยามาฮ่าต่อยอดความสำเร็จสู่ความเป็นตราสินค้าคู่สังคมไทยในด้านต่างๆ ดังนี้
• นวัตกรรมสินค้า และเทคโนโลยี: ส่งผ่านความสำเร็จสู่ความเป็นผู้นำยอดขายกลุ่มรถสปอร์ตมาอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้นำยอดขายกลุ่มรถออโตเมติกแฟชั่น ซึ่งส่งผลให้ YAMAHA GRAND FILANO HYBRID ได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวไทย ด้วยยอดจำหน่ายรวมมากถึง 1 แสนคันในปี 2566
• ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า: ส่งผ่านความประทับใจจากอดีตถึงปัจจุบันกับการริเริ่มเปิดร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ที่ทันสมัยด้วยรูปแบบโชว์รูมป้ายแดงสู่ YAMAHA SQUARE มาจนถึง NEW YAMAHA SQUARE ในปัจจุบัน ที่มีการปรับปรุงไปแล้วกว่า 179 แห่ง ครอบคลุม 69 จังหวัดทั่วประเทศ โดยในปีนี้มีเป้าหมายในการปรับปรุงโชว์รูม และเพิ่มโชว์รูมใหม่ 80 แห่ง ยกระดับพัฒนาบริการหลังการขายระดับ Pro Care สู่ความเป็น Premium Service และขยายไปถึง NEW YAMAHA SQUARE ที่ยังคงรักษามาตรฐานของการบริการครองใจผู้ใช้รถยามาฮ่า
• พัฒนามอเตอร์สปอร์ตไทยสู่ระดับโลก: ความสำเร็จของการสร้างทีมจากคนไทยไปสู่เวทีระดับโลกกับโปรเจค Road To The World Class โดยในปีที่ผ่านมานักแข่งจากสังกัด YAMAHA THAILAND RACING TEAM ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยจากรายการ R3 bLU cRU European 2023 และนักแข่งดาวรุ่งไทยอย่าง “ไอเดีย กฤตภัทร เขื่อนคำ” ในการลุยศึก Moto3 สนามประเทศไทย พร้อมทำผลงานได้ดีที่สุดในนักแข่งไทยที่ลงทำการแข่งขัน และรายการ World SuperBike Championship 2023 ในรุ่น World SuperSport 600cc กับผลงานของ “ตี อนุภาพ ซามูล” และ “แสตมป์ อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์” 2 นักแข่งไทยที่ออกไปสร้างผลงานในระดับโลก เป็นที่ยอมรับในทวีปยุโรป และความแข็งแกร่งในการแข่งขัน MotoGP กับการเซ็นสัญญาตำนานนักแข่งแชมป์โลก 9 สมัย “วาเลนติโน่ รอสซี่” ในการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ และการสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจของ “ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่” ดาวรุ่งจากฝรั่งเศสเจ้าของแชมป์โลก 1 สมัย
• เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ลูกค้า: ความสำเร็จกับการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของลูกค้าร่วมกับตราสินค้ายามาฮ่า ในเรื่องการสร้างความสุข การสร้างอาชีพ และการร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันปลูกป่าเพื่อมุ่งไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การร่วมทำ CSR ผ่านการผลิต และจำหน่ายเสื้อ YAMAHA Jersey Special Edition พร้อมมอบเงินบริจาคให้กับมูลนิธิศัลย์ฯ สร้างข้อต่อชีวิต การร่วมกับกลุ่มลูกค้ามอบหมวกนิรภัยให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงการร่วมบริจาคเงิน และสิ่งของให้กับมูลนิธิต่างๆ

และนี่คือส่วนผสมของความสำเร็จของยามาฮ่าในปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ยามาฮ่าเป็นตราสินค้าที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานถึง 60 ปี และในโอกาสครบรอบ 60 ปี ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เราจึงส่ง YAMAHA FINO Final Edition ดีไซน์พิเศษ จำนวนจำกัด รถออโตเมติกที่อยู่คู่กับชาวไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวาระดังกล่าว

นอกจากนี้ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ยังมีการสื่อสารแคมเปญครบรอบ 60 ปี ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ผ่านแนวคิด “ดีใจ…ที่ได้เจอ” เพื่อเป็นการขอบคุณความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยตลอด 60 ปี อีกทั้งยังมีกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการรวมตัวของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในประเทศไทย การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และบริการ ที่ร้านผู้จำหน่ายยามาฮ่าทั่วประเทศ ขอให้ทุกท่านติดตามความยิ่งใหญ่ของกิจกรรมต่างๆ จากไทยยามาฮ่ามอเตอร์ต่อไปในปี 2567 นี้ครับ”

สำหรับปี 2566 ที่ผ่านมา ตลาดรวมยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยทั้งหมดอยู่ที่ 1,877,919 คัน ถือว่าเติบโตขึ้นจากการคาดการณ์ในปี 2565 อยู่เล็กน้อย ส่วนยามาฮ่ามียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 269,682 คัน โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 14.4% ของตลาดรวมรถจักรยานยนต์ไทย

ในปี 2567 นี้ แม้การคาดการณ์ตลาดรวมรถจักรยานยนต์ภายในประเทศจะลดลงมาถึง 9% โดยมียอดจดทะเบียนอยู่ที่ประมาณ 1.71 ล้านคัน ซึ่งมีผลมาจากปัจจัยเสี่ยงของปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้เสียที่สูงขึ้น รวมถึงกฎหมายควบคุมดอกเบี้ยเช่าซื้อที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ส่วนปัจจัยบวกเกิดจากภาพรวมการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว การลงทุนเพิ่มจากภาครัฐ และนโยบายการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

อย่างไรก็ตาม ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ยังคงมุ่งมั่น เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตราสินค้ายามาฮ่าในประเทศไทย โดยในปีนี้ ยามาฮ่าคาดการณ์ว่าเราจะเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีก 4% และจะครองส่วนแบ่งการตลาดที่ 16.4% ของตลาดรวมในประเทศ โดยมีเป้าหมายการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าที่ 280,000 คัน ผ่านการสานต่อการตลาดแบบเชิงรุกของยามาฮ่า

โดยหลังจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มร.โยชิฮิโระ ฮิดากะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) ได้แต่งตั้ง นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ทั้งนี้ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ยังได้เสริมทัพ และแต่งตั้งคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมวางแผนกลยุทธ์ทางด้านการขายและการตลาด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าชาวไทยมากขึ้น ดังนี้
• นายภาณุพล กิตติคำรณ ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า
• นายอุกฤษณ์ ภาควิวรรธ ได้รับการแต่งตั้งเป็น รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้า และการตลาด
• นายกัมพล พรสูงส่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็น รองผู้จัดการใหญ่ด้านขาย บริการ และอะไหล่

โดยคณะผู้บริหารระดับสูงทั้ง 3 ท่าน จะร่วมเดินหน้าวางแผนการขายและการตลาด เพื่อลุยศึกตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2567 ทั้งในด้านการสื่อสาร และนำเสนอสินค้าให้ตรงกับกลุ่มลูกค้า พร้อมเน้นย้ำในความสำคัญของการบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความแข็งแกร่งของตราสินค้า สร้างความเป็นสินค้าพรีเมี่ยม และการสร้าง Lifetime Customer

นายภาณุพล กิตติคำรณ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวเสริมถึงกลยุทธ์รูปแบบการตลาดในปี 2567 ว่า “สำหรับแผน และรูปแบบการตลาดเพื่อมัดใจกลุ่มลูกค้าของยามาฮ่าในปีนี้ เรามีแนวทางการเสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่ความเป็น Premium Brand กับนโยบายการขาย และการตลาดเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการส่งเสริมการขาย เพื่อมอบประสบการณ์ที่ประทับใจให้กับลูกค้าผ่านกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี 2567

พร้อมกันนี้เรายังมีการสร้างแบรนด์ให้เป็นจุดแข็ง ด้วยปรัชญา KANDO เพื่อมุ่งสู่ความเป็น Lifetime Customer With YAMAHA as The “PREMIUM BRAND” พร้อมด้วย 6 นโยบายการตลาดเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดดังนี้

1. ONE TEAM: สร้างทีมที่แข็งแกร่งระหว่าง ยามาฮ่า ร้านผู้จำหน่าย และบริษัทเช่าซื้อ
2. เสริมสร้างการตลาดทั้ง Online และ On Ground: มุ่งเน้นเข้าหาพื้นที่ต่างๆ ที่มีศักยภาพใหม่ๆ ทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาร้านผู้จำหน่ายในการทำการตลาดในรูปแบบ Online เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น
3. เพิ่มความแข็งแกร่งในเครือข่ายร้านผู้จำหน่าย: พัฒนา NEW YAMAHA SQUARE และยกระดับมาตรฐาน และบริการเพิ่มขึ้นอีก 80 แห่ง
4. ส่งมอบประสบการณ์ PREMIUM EXPERIENCE ให้ลูกค้า: อัดแน่นด้วยหลักสูตรพัฒนา และอบรมแก่พนักงานร้านผู้จำหน่าย YAMAHA SQUARE และร้านสาขา ด้วย 4 หลักสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญจากยามาฮ่า เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การขาย และการบริการระดับพรีเมี่ยมให้มัดใจลูกค้าใหม่ และลูกค้าเก่า
5. อัดแน่นด้วยการตลาดเฉพาะกลุ่ม Personalize Marketing: อัดแน่นด้วยกิจกรรมทางการตลาดโดยเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารถออโตเมติก กลุ่มลูกค้ารถครอบครัว และกลุ่มลูกค้ารถสปอร์ต ให้เหมาะกับภาพลักษณ์ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้า
6. เปิดตัวรถรุ่นใหม่ 5 รุ่น ครบทุกเซกเม้นต์: เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า สามารถติดตามความเคลื่อนไหวผ่านสื่อของยามาฮ่าทุกช่องทาง และร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ

พร้อมด้วยการมุ่งเน้นพัฒนาเครือข่ายร้านผู้จำหน่ายด้วยความทันสมัย ด้วยการเพิ่มระบบต่างๆ ดังนี้
1. LEAD Management: พัฒนาระบบ Y-LEAD มัดใจลูกค้าที่ต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
2. TYM Sales Consultant: ระบบช่วยเหลือผู้จำหน่ายในการส่งข้อมูล รวมถึงการเสริมสร้างในความเข้าใจกลไกตลาดรถจักรยานยนต์ด้วย Sales Application พร้อมสร้างทีมอบรมให้ความรู้แก่พนักงานของร้านผู้จำหน่าย เพื่อให้ลูกค้าได้รับ “Premium Experience”
3. สร้างความสะดวกให้กับลูกค้าในด้าน Service และ Spare Part ด้วย Service Booking: เพิ่มช่องทางในการเลือกช่วงเวลาในการเข้ารับบริการผ่าน YAMAHA Call Center / Fast Track เพิ่มปริมาณแท่นซ่อมสำหรับงานซ่อมที่ใช้เวลาน้อยเพื่อการบริการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น / Service Status Monitor อุ่นใจทุกครั้งที่เข้ารับบริการกับจอแสดงผลการซ่อม และสามารถประเมินเวลาในการซ่อมบำรุงได้อย่างแม่นยำ / Parts Pro Care อุ่นใจกับความพร้อมของอะไหล่เคลื่อนไหวเร็วกว่า 100 รายการ ที่มีการเติมอะไหล่ให้ผู้จำหน่ายอัตโนมัติเมื่อของหมด (Auto Fill Fast Moving Parts) ทำให้ร้านผู้จำหน่ายมีอะไหล่พร้อมบริการลูกค้าได้ตลอดเวลา โดยทั้งหมดเพื่อรองรับลูกค้าให้กลับเข้ามารับบริการที่ศูนย์บริการมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ยามาฮ่ายังคงมอบความมั่นใจในสินค้าด้วยการกล้ารับประกันสินค้า 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ให้กับลูกค้า และสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย ในการรับประกันสินค้ามากที่สุดในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ด้วยระยะเวลาการรับประกัน ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร และสำหรับในรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าฟินน์ เรากล้าให้การรับประกัน 5 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง เพิ่มความเชื่อมั่นในการตัดสินใจซื้อสินค้าเพื่อที่จะได้รับการบริการที่ดีเยี่ยม

ทั้งนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ขอขอบพระคุณท่านสื่อมวลชนทุกๆ ท่านที่ให้การสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา โดยบริษัทฯ จะยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และบริการที่ดี สร้างความมั่นใจสู่ความเป็น Premium Brand รวมทั้งเสริมสร้างกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการ และความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าทั่วประเทศ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านเป็นอย่างดีเหมือนเช่นที่ผ่านมา

ฮอนด้า เอาใจแฟนคลับสายสปอร์ตต้อนรับปี 2567เปิดจองสิทธิ์ “ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์” ครั้งใหม่ วันที่ 25 ม.ค. นี้ เริ่มเวลา 10:00 น. ผ่านเว็บไซต์ฮอนด้า

0
ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ ภาพเปิด

จากกระแสตอบรับที่ดีของแฟนๆ ฮอนด้าที่มีต่อ ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์(Civic Type R) ที่สุดแห่งยนตรกรรมความสปอร์ต วันนี้ ฮอนด้าเอาใจแฟนคลับสายสปอร์ตด้วยการประกาศเปิดรับจองสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ ครั้งใหม่ อย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2567 เริ่มเวลา 10:00 น. เป็นต้นไป ผ่านทาง www.honda.co.thโดย ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ ที่เปิดจองครั้งใหม่นี้ จะเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าในเดือนเมษายน 2567เป็นต้นไป

ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ (Civic Type R) ที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตที่ได้รับการออกแบบอย่างเหนือระดับ
ทั้งภายนอกและภายใน สะท้อนความสปอร์ตโดดเด่นเฉพาะตัวในทุกเส้นทาง และสะท้อนตัวตนได้ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต มาพร้อมประสบการณ์การขับขี่สนุกสุดเร้าใจกับขุมพลังเทอร์โบ แรงเร้าใจกับเครื่องยนต์ Direct Injection DOHC VTEC TURBO ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ได้รับการพัฒนามาสำหรับ ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ โดยเฉพาะ มอบกำลังสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอื่น ๆ ครบครัน พร้อมจำหน่ายในราคา 3,990,000 บาท
โดยมีสีภายนอกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโซนิค (มุก)  สีแดงแรลลี่ สีขาวแชมเปียนชิป และสีน้ำเงินเรซซิง (มุก)

 

 

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” เซ็นสัญญาแต่งตั้ง “ไพรม์มัส พัทยา”

0

ผู้บริหารระดับสูง “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ลงนามเซ็นสัญญาแต่งตั้ง “ไพรม์มัส พัทยา” เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการ หลังเนรมิตโชว์รูม-ศูนย์บริการเต็มรูปแบบ บนพื้นที่พัทยาใต้และนาจอมเทียน พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษ! หมดเขต 31 ม.ค.นี้

กรุงเทพฯ, 23 มกราคม 2567 : เมื่อเร็วๆ นี้ มร.คาย-อูเว่ ทริลเลนแบร์ก (ที่ 5 จากขวา) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาดและการขาย พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กับคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ พัทยา จำกัด นำโดย นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ (ที่ 5 จากซ้าย) ประธาน และนายจิระพล รุจิวิพัฒน์ (ที่ 3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมลงนามในสัญญาแต่งตั้ง “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ พัทยา” เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG และ Mercedes-Benz Certified Used Car ในพื้นที่เขตพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียง อย่างเป็นทางการ

หลังผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานในการดำเนินงานด้านการขายและการบริการหลังการขายของโชว์รูมและศูนย์บริการ “ไพรม์มัส พัทยา” ทั้ง 2 เฟส ในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายบริษัทแม่  “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” ที่กำหนดมาตรฐานไว้ในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน

สำหรับ “ไพรม์มัส พัทยา” เป็นสาขาแห่งที่ 2 ภายใต้การบริหารงานของ “เบนซ์ไพรม์มัส” มีโชว์รูมและศูนย์บริการ 2 เฟสด้วยกัน คือ เฟส 1 โชว์รูมจัดแสดงและจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG รุ่นใหม่ พร้อมศูนย์ Service Center ที่มีบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น ทุกแบบ รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้ 350 คันต่อเดือน พื้นที่ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท-นาจอมเทียน

เฟส 2 โชว์รูมจัดแสดงรถยนต์ Mercedes-Benz Certified Used Car รถยนต์ใช้แล้ว คุณภาพมาตรฐาน ในราคาคุ้มค่า และศูนย์ซ่อมสี-ตัวถัง ขนาดใหญ่และทันสมัยสุดในภาคตะวันออก รองรับการบริการงานซ่อมหนัก และเบา พร้อมรับงานซ่อมจากบริษัทประกันทุกแห่ง ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท-พัทยาใต้

“ไพรม์มัส พัทยา” ทั้ง 2 เฟส ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจและต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น GLA 200 AMG Dynamic ในราคาพิเศษ! เริ่มต้นที่ 2,190,000 บาท ฟรี! MB Protection นาน 1 ปี และ Mercedes-Benz รุ่น E 300 e AMG Dynamic, รุ่น C350 e AMG Dynamic และรุ่น CLS รับฟรี! MB Protection นาน 1 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หมดเขต 31 ม.ค.ศกนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด และนัดหมายการเข้ารับบริการต่างๆ ได้ที่หมายเลข 038 051 555 หรือ Line : @primuspattaya

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ฉลองชัยบนโพเดียม ส่งท้ายการแข่งขัน Thailand Super Series 2023 สนามสุดท้ายที่บุรีรัมย์

0
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ภาพเปิด

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองความสำเร็จแห่งจิตวิญญาณการแข่งขันที่มุ่งมั่นสู่ชัยชนะที่เป็นดีเอ็นเอสำคัญของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยการคว้าตำแหน่งขึ้นฉลองชัยบนโพเดียม ปิดท้ายการแข่งขัน Thailand Super Series 2023 สนามสุดท้าย ซึ่งจัดขึ้นทั้งหมด 2 วัน ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยผลงานจากทีม A-Tech Ralliart Liqui Moly นำโดยนักแข่ง อ๊อป เอกลักษณ์ นาคเกิด รถหมายเลข 16 ที่คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศ อันดับที่ 3 จากการแข่งขันใน Division 1 คลาส A ร่วมด้วยทีม Singha TT Motorsport นำโดยนักแข่ง มาร์ค จักรพันธ์ ตันกำเนิด รถหมายเลข 63 ที่คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศ อันดับที่ 4 จากการแข่งขันใน Division 2 คลาส C ได้สำเร็จ จากการแข่งขันทั้งในสองวัน รวมทั้งหมด 4 รางวัล

 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 1

ทั้งนี้ยังได้นำลูกค้าคนพิเศษร่วมเชียร์การแข่งขันแบบวีไอพีติดขอบสนาม พร้อมจัดเต็มความสนุกกับกิจกรรมพิเศษมากมาย รวมถึง Meet & Greet อย่างใกล้ชิดกับนักแข่งรถของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นการปิดท้าย กิจกรรม “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เรซซิ่ง สปิริต สตรีท เซอร์กิต เอดิชั่น” (MITSUBISHI MOTORS RACING SPIRIT STREET CIRCUIT EDITION) อีกด้วย

 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 3

 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 5

 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 6

 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 7

เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านมอเตอร์สปอร์ต มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยืนยันความพร้อมในฤดูการหน้า ที่จะเดินหน้าให้การสนับสนุนทีมแข่งเพื่อเข้าร่วมรายการ Thailand Super Series 2024 พร้อมยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยการส่ง ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ความแข็งแกร่งทนทาน และความสะดวกสบายด้วยมาตรฐานสูงสุดสำหรับรถแข่ง ให้แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตได้ติดตามความสนุกเร้าใจกันอย่างต่อเนื่อง

 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 8

 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 10

ลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ลงนามข้อตกลงมาตรการ EV 3.5 ร่วมมือภาครัฐขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย พร้อมยืนยันไม่ปรับราคา ORA 07

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมลงนามข้อตกลงการรับสิทธิ์ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ในช่วง 4 ปี (ปี 2567 – 2570) สำหรับรถยนต์นั่งแบบพลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้เกิดการขยายตัว และเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าและฐานการผลิตชั้นนำของอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค พร้อมยืนยันไม่ปรับราคา ORA 07 ทั้งสองรุ่น

หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติมาตรการ EV 3.5 และกรมสรรพสามิตออกประกาศเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง  โดยบริษัทฯ ได้เข้าร่วมพิธีลงนามข้อตกลงฯ มาตรการ EV 3.5 ณ ห้องประชุมราชวัตร ชั้น 5 กรมสรรพสามิต พิธีลงนามข้อตกลงฯ นี้ได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมด้วย ว่าที่ร้อยตรีประยุทธ เสตถาภิรมย์ รองอธิบดี และ ดร.บัญชร ส่งสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานและพัฒนาการจัดเก็บภาษี กรมสรรพสามิต โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ
เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำโดย มร.ไคล์ด เฉิง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ อาเซียน นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธานฝ่ายกิจการองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ และนางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เข้าร่วมพิธีลงนามข้อตกลงฯ ในครั้งนี้

มร.ไคล์ด เฉิง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ อาเซียน กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เข้ามาปลุกกระแสรถยนต์ไฟฟ้าในไทยตั้งแต่ปี 2564 โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ORA อย่าง ORA Good Cat, ORA Good Cat GT และ ORA 07 นับเป็นความภาคภูมิใจของเราในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ยานยนต์คุณภาพ ดีไซน์โดดเด่น เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบให้กับผู้บริโภคชาวไทย การร่วมลงนามข้อตกลงฯ มาตรการ EV 3.5 ในครั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ นับเป็น
แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าแรก ๆ ที่ร่วมลงนามกับภาครัฐ ซึ่งความตั้งใจของเรานั้นสอดคล้องกับความตั้งใจของรัฐบาลที่มุ่งมั่นสนับสนุนการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า และระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทย รวมถึงผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้ให้การสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราก็เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ร่วมลงนามเพื่อเข้าร่วมในมาตรการ EV 3.0 และจะยังคงให้การสนับสนุนมาตรการ EV 3.5 ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ORA 07 รถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูงที่เราเปิดตัวไปภายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำความพร้อมของเราในการขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าไทย และเพื่อเป็นการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย  เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะไม่มีการปรับราคาขายปลีกของ ORA 07 ทั้งสองรุ่นที่เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 3.5 อย่างแน่นอน

เราต้องการให้ลูกค้าชาวไทยทุกท่านทั้งที่ซื้อไปก่อนหน้านี้และลูกค้าใหม่สามารถมั่นใจได้ว่าราคาที่เราตั้งไว้นั้นเป็นราคาที่สมเหตุสมผล และสะท้อนถึงความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคจะได้รับอย่างแท้จริง”

ORA 07 รถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง รุ่นเรือธงล่าสุดภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ ORA เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ มาพร้อมกับตัวเลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น LONG RANGE และรุ่น PERFORMANCE ทั้งนี้ ภายใต้นโยบาย EV 3.5 ORA 07 จะไม่มีการปรับราคาใด ๆ ทั้งสิ้น โดยราคาหลังหักเงินสนับสนุนของภาครัฐของ ORA 07 รุ่น LONG RANGE จะคงอยู่ที่ 1,299,000 บาท และราคาของ ORA 07 รุ่น PERFORMANCE ยังคงอยู่ที่ 1,499,000 บาท ซึ่งภายหลังจากการลงนามนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะทำการส่งมอบรถยนต์ ORA 07 อย่างต่อเนื่องให้กับแฟน ๆ ชาวไทย

นอกจากนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มีการเปิดสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า New GWM ORA Good Cat จากโรงงานอัจฉริยะ เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ถือเป็นแบรนด์แรกที่ทำการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ เพื่อชดเชยตามนโยบายการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ หรือ EV 3.0 อีกทั้งการผลิต New GWM ORA Good Cat ในประเทศไทยนี้ ยังถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของบริษัทฯ ที่สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายนอกประเทศจีนได้เป็นครั้งแรกตามกลยุทธ์ “Ecological Go-Abroad” ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างรอบด้านตามความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มีต่อประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังร่วมสนับสนุนการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาศักยภาพของแรงงานไทย ด้วยการวางแผนใช้ชุดแบตเตอรี่ที่ผลิตจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ SVOLT ที่ได้เข้ามาลงทุนและตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 เป็นต้นไป สำหรับ New GWM ORA Good Cat รุ่นสายการผลิตในไทยนั้นมาพร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น PRO ในราคา 799,000 บาท รุ่น ULTRA ราคา 899,000 บาท และรุ่น GT ราคา 1,099,000 บาท แฟน ๆ เจ้าเหมียวไฟฟ้าที่สนใจสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ที่ GWM application และเว็บไซต์ www.gwm.co.th ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

มแข่งฟอร์ดฉลอง 4 รางวัลแห่งปีในงาน The Night of Champions 2023

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมฉลองชัยกับนักแข่งและทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือ FTR ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติจากการแข่งขันรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2023 ได้ถึง 4 รางวัลในพิธีมอบรางวัลประจำปี The Night of Champions 2023 ณ อิมแพ็ค เลคฟร้อนท์ เมืองทองธานี

ในปี 2566 ที่ผ่านมา ทีมฟอร์ด ซีอาร์อี ลาโนเทค ลิควิโมลี่ เรซซิ่ง นำฟอร์ด มัสแตง สร้างประวัติศาสตร์บนสนามแข่งด้วยการทำคะแนนรวมสูงสุดในประเภททีม คว้ารางวัล Team Championship 2023 ในรุ่น Thailand Supercar GTC – Overall โดยมี เจย์ลิน โรโบแธม นักแข่งดาวรุ่งชาวออสเตรเลีย พาฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 88 รับรางวัล Second Runner-up 2023 ในรุ่น Thailand Supercar GTC – TAV8 ด้านผู้ร่วมก่อตั้งทีมอย่างเครก คอร์ลิสส์ จากคอร์ลิสส์ เรซ เอนจิเนียริ่ง (Corliss Race Engineering – CRE) และแซม คอลินส์ ได้ลงแข่งคู่กันด้วยฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 37 ในประเภท Am-Am และคว้าอันดับที่ 3 รับรางวัล Second Runner-up 2023 ในรุ่น Thailand Supercar GTM – Amateur

นอกจากนี้ แจ็ค เลมวาร์ด นักแข่งมืออาชีพ ลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก ที่ลงแข่งในนามทีมออโรร่า ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ด้วยฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 41 ในรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ ยังได้รับรางวัล Second Runner-up 2023 ในรุ่น Thailand Super Pick Up – Class A ด้วยเช่นกัน

“นับเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความภาคภูมิใจของฟอร์ดที่ได้ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสที่ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง และนักแข่งประสบความสำเร็จจากรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2023” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ทีมแข่งได้แสดงให้เห็นถึงสปิริทในการทำงานร่วมกันจนทำให้ทีมมีการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง และสร้างความประทับใจให้แฟนมอเตอร์สปอร์ต และคนรักฟอร์ดได้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นนักแข่งมืออาชีพที่แสดงฝีมือได้ดีเยี่ยม หรือทีมวิศวกรที่มุ่งมั่นพัฒนารถให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ทำให้ฟอร์ดคว้าตำแหน่งบนโพเดียมมาได้อย่างต่อเนื่อง”

ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือ FTR ก่อตั้งโดยฟอร์ด ประเทศไทย ได้ร่วมกับคอร์ลิสส์ เรซ เอนจิเนียริ่ง และออโรร่า มอเตอร์สปอร์ต โดยในปีที่ผ่านมาได้ส่งรถฟอร์ด เรนเจอร์ 4 คัน ภายใต้ชื่อทีมออโรร่า ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง และทีมฟอร์ด ซีอาร์อี สุภาวุฒิ ลิควิโมลี่ เรซซิ่ง ลงแข่งในรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ และ สนับสนุนทีมฟอร์ด ซีอาร์อี ลาโนเทค ลิควิโมลี่ เรซซิ่ง ส่งฟอร์ด มัสแตง 3 คัน ลงแข่งรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์คาร์ จีทีซี