Home Blog Page 181

นิสสัน เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบภายใต้แนวคิด “NEV” สี่รุ่น ในงาน Beijing Motor Show

0

นิสสัน เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบที่มาพร้อมแนวคิด (New Energy Vehicle – NEV) หรือ รถยนต์พลังงานใหม่ สี่รุ่น ในงาน Auto China 2024 ภายใต้ธีม “นิสสันใหม่สำหรับยุคใหม่ของประเทศจีน” หรือ  “A new Nissan for a new era in China” รวมถึงจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น ทั้งนี้นิสสันยังประกาศจะเปิดตัว NEV อีกหนึ่งรุ่นในตลาด มากกว่าที่เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึงห้ารุ่นภายในปีงบประมาณ 2026

มาโคโตะ อูชิดะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิสสัน (Makoto Uchida – Nissan President and Chief Executive Officer) กล่าวว่า “เพื่อความยั่งยืนในตลาดจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   นิสสันมุ่งมั่นที่จะปรับกลยุทธ์ตามที่เราประกาศในแผนธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ ภายใต้ชื่อ ‘The Arc’ โดยเริ่มต้นด้วยรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ที่เปิดตัวในงาน ทั้งนี้นิสสันจะสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สมดุลของรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีความหลากหลาย และสามารถแข่งขันได้ ด้วยเป้าหมายในการส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าตื่นเต้นให้กับลูกค้าทุกคนในประเทศจีน”

เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบ

รถยนต์ต้นแบบแนวคิดยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ New Energy Vehicle – NEV สี่รุ่น มีรถยนต์ไฟฟ้า EVs 2 รุ่น และ ปลั๊กอินไฮบริด 2 รุ่น ที่เกิดจากความร่วมมือกับ ตง เฟิง (Dong Feng) ซึ่งเป็นพันธมิตรในประเทศจีน และมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของการเดินทางในอนาคตของลูกค้าในประเทศจีนให้ดีขึ้น

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Epoch เป็นรถยนต์ซีดานไฟฟ้า สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในเมือง และชานเมือง ทีมีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบสินค้าที่มีดีไซน์ และเทคโนโลยี มาพร้อมแนวคิดของการใช้ AI และ Internet of Things (IOT) รวมถึงผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนจริงที่ช่วยทำให้ชีวิตง่าย และสะดวกสบายยิ่งขึ้นผ่านการสื่อสารที่คำนึงถึงอารมณ์ของผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Epic เป็นรถยนต์แบบ SUV ไฟฟ้าที่เหมาะกับคู่รักในเมือง ที่ชอบผจญภัย และสำรวจสิ่งใหม่ๆ ในสุดสัปดาห์ ด้วยระบบการขับขี่อัตโนมัติสำหรับในเมือง และบนทางหลวง ตัวรถสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า แคมป์ไซท์ หรือสิ่งต่างๆที่ต้องการใช้พลังงาน มาพร้อมออนบอร์ดเทคโนโลยีที่รองรับการสร้างบรรยากาศต่างๆ ที่ทำให้ผู้โดยสารผ่อนคลาย

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Era รถยนต์ SUV แบบปลั๊กอินไฮบริด สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตในเมือง โดยเหมาะสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีมุมมองต่อรถยนต์เสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง มาพร้อมระบบความบันเทิงที่เชื่อมต่อถึงกัน และที่นั่งแบบ Zero-gravity seat เทคโนโลยีควบคุมการขับขี่แบบ Advanced E-4orce รวมถึงระบบกันสะเทือนด้วยถุงลมที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และความมั่นใจในการควบคุมรถ

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Evo รถยนต์ซีดาน แบบปลั๊กอินไฮบริด สำหรับการเดินทางไปพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ และสร้างช่วงเวลาพิเศษกับครอบครัว มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ และฟังก์ชั่นความปลอดภัยขั้นสูง และด้วยเทคโนโลยี AI ผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนจริงที่เพิ่มขึ้น ยังช่วยส่งมอบการเดินทางที่ราบรื่น

รถยนต์ที่จัดแสดงรุ่นอื่นๆ

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Force และ Nissan Hyper Punk ที่จัดแสดงในงาน Japan Mobility Show ในโตเกียวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศจีน

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Force ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบความสุขที่ดีที่สุดในการขับขี่ในขณะที่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังสามารถให้ความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และยังถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแข่งรถ และนักเล่นเกม ที่พร้อมสัมผัสความร้อนแรงของสนามแข่ง

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Punk ซึ่งถูกนำเสนอในรูปแบบดิจิทัล มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับการแสดงออกของแต่ละปัจเจกบุคคลทั้งในโลกเสมือนจริง และในการใช้งานจริง ด้วยเทคโนโลยี AI และ ชุด Biosensors แบบ headset ที่สามารถตรวจจับอารมณ์ของผู้ขับขี่ สามารถเลือกเพลง และบรรยากาศที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังงาน และความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้ใช้งาน

นอกจากการจัดแสดงถึงประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของนิสสันในเรื่องยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนแล้ว นิสสันยังจัดแสดงรถแข่ง Formula E เจนเนอเรชันที่ 3 ของทีม Nissan Formula E ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกของ ABB FIA Formula E อีกด้วย

กลยุทธ์ของตลาดในประเทศจีน

กลยุทธ์ของนิสสันมาพร้อมหลักการที่ว่า “ในประเทศจีน และสำหรับประเทศจีน” หรือ “In China, for China” มุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าขององค์กร และความสามารถในการแข่งขันโดยรวมในตลาดจีน เพื่อขยายการทำธุรกิจต่างๆ โดยนิสสันได้เปิดตัวแคมเปญแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า “ความตื่นเต้น โดย Ni” หรือ “Excitement by Ni” นับเป็นความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มีต่อนวัตกรรม และเพิ่มคุณค่าการใช้ชีวิตของผู้คน ในประเทศจีน ซึ่งผู้บริโภคกำลังใช้ชีวิตแบบใหม่ และมองหาโซลูชั่นของการเดินทางจากนวัตกรรมที่ชาญฉลาด และขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ภายใต้แคมเปญใหม่นี้ นิสสันมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการสร้างความตื่นเต้น และเติมเต็มประสบการณ์การเคลื่อนที่ของลูกค้า

นอกจากนี้ นิสสันยังประกาศว่าจะร่วมมือกับ บริษัทชั้นนำในด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ เพื่อนำข้อมูลในการสร้างความตื่นเต้นรวมถึงบริการที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligent –  AI ให้กับลูกค้าในประเทศจีน และที่อื่น ๆ

ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในตลาดของประเทศจีน และภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ในการ “ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างวีถีชีวิตให้กับผู้คน” นิสสันกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ และการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นเพื่อมอบประสบการณ์การเคลื่อนที่ในอนาคตอันน่าตื่นเต้น

ฟอร์ดเปิดโรงงานเอฟทีเอ็ม ชวนแฟน ‘เรนเจอร์ แร็พเตอร์’ เยี่ยมชมฐานการผลิตแห่งเดียวในโลก

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรมสุดพิเศษ เปิดโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ในจังหวัดระยอง ศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ฟอร์ดคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ต้อนรับกลุ่มลูกค้าและผู้ที่สนใจรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และครอบครัวกว่า 105 คน เยี่ยมชมสายการผลิตรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แห่งเดียวในโลก พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้บริหารและร่วมกิจกรรมสนุกๆ มากมาย   

“เรามุ่งมั่นผลิตรถยนต์คุณภาพระดับโลกให้กับลูกค้า ครั้งนี้นับเป็นโอกาสพิเศษที่เราได้เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ให้มีโอกาสได้ชมฐานการผลิตของเราแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และสัมผัสถึงความตั้งใจในการผลิตรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ดีเอ็นเอ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เราภูมิใจที่ได้เป็นโรงงานผลิตรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แห่งเดียวในโลก และได้ส่งมอบรถยนต์คุณภาพเยี่ยมที่ผลิตโดยคนไทยไปจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก” มร. วินโค้ ซาริค ผู้จัดการโรงงานเอฟทีเอ็ม กล่าว

ฟอร์ดเป็นหนึ่งในบริษัทยานยนต์ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมรวมกว่า 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1 แสนล้านบาท และเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมบทบาทของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ระดับโลกของฟอร์ด ทั้งที่โรงงานเอฟทีเอ็ม ซึ่งเป็นฐานการผลิตฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ฐานการผลิตฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์

โรงงานเอฟทีเอ็มมีกำลังการผลิตรถยนต์ปีละกว่า 135,000 คัน โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงอันทันสมัย ควบคุมการทำงานด้วยหุ่นยนต์กว่า 290 ตัว ในแผนกผลิตโครงสร้างตัวถังรถยนต์ แผนกพ่นสีรถยนต์ และแผนกประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ โรงงานเอฟทีเอ็มยังให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดการควบคุมคุณภาพ โดยได้นำเทคโนโลยี ‘สแกนบ็อกซ์’ มาใช้ตรวจสอบรถทั้งคันเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ของฟอร์ดให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการทดสอบคุณภาพวัสดุที่ใช้ภายนอกและภายในรถ การทดสอบเสถียรภาพและการควบคุมรถโดยพนักงานชำนาญการโดยจำลองการใช้งานบนสภาพถนนต่างๆ และการขับขี่จริง เพื่อส่งมอบรถยนต์ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทั้งยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นรถกระบะสมรรถนะสูง ดีเอ็นเอ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เจ้าของฉายา ‘ดุดัน ไม่เกรงใจใคร’ ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทย มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ให้คอออฟโรดตัวจริงได้สัมผัสสุดยอดสมรรถนะอันทรงพลังของรถกระบะและประสบการณ์การขับขี่เต็มพิกัด โดยรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทุกคันมาพร้อมโปรแกรม Ford Care รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่จากโรงงานนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ผู้ที่สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟอร์ดได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด ประเทศไทย ทั้ง Facebook ฟอร์ด, YouTube Ford Thailand, TikTok Ford Thailand และ Line @FordThailand

“บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” จับมือโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ร่วมมอบประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟสุดหรูด้วยบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7

0
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ภาพเปิด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ประกาศความร่วมมือครั้งใหม่ในการมอบประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟสุดหรูให้แก่แขกผู้เข้าพัก ด้วยบริการพรีเมียมลีมูซีนโดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive พร้อมความสะดวกสบายในการเดินทางเหนือระดับ รองรับการผ่อนคลายปลีกตัวจากความวุ่นวายบนพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 1

ความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ในการมอบความเอ็กซ์คลูซีฟที่ให้ความสมดุลระหว่างความสะดวกสบายขณะเดินทางและความคล่องตัวบนท้องถนน ผ่านนวัตกรรมอันล้ำสมัยและเป็นเอกลักษณ์ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 นี้ โดยแขกผู้เข้าพักจะได้รับบริการที่พิเศษและหรูหรามากขึ้น เพลิดเพลินกับการใช้บริการอันหรูหราพร้อมความหลากหลาย มอบประสบการณ์และความทรงจำที่น่าประทับใจไม่รู้ลืมให้แก่ผู้มาเยือน

กว่า 147 ปีที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางที่ต้องการบริการอย่างมีสไตล์ พร้อมความหรูหราที่แตกต่างและเหนือกว่า ไม่เพียงแค่เป็นโรงแรมหรูหราแห่งแรกที่เปิดให้บริการในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโรงแรมแห่งแรกที่เปิดในริมน้ำของกรุงเทพฯ และเป็นโรงแรมแห่งแรกที่มีสปาและแจ๊ซบาร์ในประเทศไทย ด้วยสถานที่ตั้งบนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้โรงแรมห้าดาวอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแห่งนี้มีชื่อเสียงทั้งด้านความ
สง่างามตามสไตล์วัฒนธรรมไทย พร้อมความหรูหราในการมอบประสบการณ์รูปแบบรีสอร์ทที่ไม่เหมือนใคร และยังมอบความสะดวกสบายพร้อมความพิถีพิถันตลอดการเข้าพัก

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive นี้ผสานความสะดวกสบายและนวัตกรรมอันล้ำสมัยอย่างยอดเยี่ยม มาพร้อมไฟหน้า Adaptive LED เบาะนั่งมาพร้อมฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมเบาะนั่งตอนหลังแบบ Executive Lounge ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 4 โซน เพิ่มการไหลเวียนอากาศในห้องโดยสาร ระบบจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 31.3 นิ้ว ความคมชัด 8K พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins สร้างเสริมบรรยากาศเช่นเดียวกับในโรงภาพยนตร์ นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive ยังมีอัตราสิ้นเปลืองเชื่้อเพลิงโดยรวมเฉลี่ยเพียง 55.6 กม. / ลิตร อ้างอิงตามฐานข้อมูลจาก Eco Sticker

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 3

ความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ในครั้งนี้จึงถือเป็นการร่วมกันสร้างประสบการณ์หรูหราและไม่เหมือนใครให้ผู้เข้าพักได้สัมผัส ด้วยการผสานกันอย่างล้ำลึกและลงตัวระหว่างการให้บริการที่ยอดเยี่ยมและนวัตกรรมแห่งยานยนต์อันล้ำสมัย

 

 

เปิดตัว “TEIN ประเทศไทย” พร้อมประกาศกลยุทธ์สู่เป้าหมายศูนย์กลางแห่งภูมิภาคเอเชีย

0
Tein Pic open

บริษัท เทอิน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ TEIN ผลิตภัณฑ์ช่วงล่างคุณภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่น ในวาระฉลองครบรอบ 10 ปี ของการเป็นผู้นำเข้า พร้อมประกาศเปิดตัวในฐานะ “TEIN ประเทศไทย” นับเป็นการก้าวสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์ TEIN ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ที่มุ่งมั่นพัฒนาการออกแบบ และการผลิตด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยให้ตอบโจทย์รถยนต์ทุกประเภทอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างความพึงพอใจสูงสุดด้วยบริการหลังการขายจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับด้านเทคนิคของผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญ TEIN ประเทศไทย ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่เพื่อขยายคลังสินค้าขนาดใหญ่แห่งใหม่ ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าแห่งภูมิภาคเอเชีย

Tein 1
คุณฟูจิโมโตะ โยชิโอะ กรรมการผู้จัดการระดับอาวุโส และผู้ร่วมก่อตั้ง TEIN Worldwide กล่าวเปิดตัวว่า “เราขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่ทุกท่านมาร่วมการเปิดตัวครั้งแรกของ TEIN ประเทศไทย อย่างเป็นทางการ นับเป็นระยะเวลา 10 ปี ที่ TEIN Japan, ATP Motorsport, AJ Automotive และ TEIN Master Shop ได้จับมือร่วมกันก่อตั้งขึ้นที่ประเทศไทย สำหรับทิศทางของ TEIN ประเทศไทย ในอนาคต ทางกลุ่ม TEIN กำลังให้ความสำคัญและมุ่งเน้นไปที่ตลาดประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย โดยมีกลยุทธ์หลัก 3 ประการ ได้แก่

1.สร้างฐานการผลิตและประกอบในประเทศไทย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ TEIN ทั้งหมดที่นำเข้าในประเทศไทยนั้นมีปัจจัยด้านภาษีที่ส่งผลต่อราคาจำหน่าย ทาง TEIN จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนี้ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความพร้อมและศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตและการประกอบอีกด้วย
2.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ช่วงล่างรุ่นต่างๆ โดยสร้างทีมพัฒนาในประเทศไทย เพื่อมุ่งเน้นการออกแบบและการผลิตที่ตอบโจทย์สำหรับรถยนต์รุ่นต่างๆ ให้สอดรับกับการเติบโตสำหรับตลาดรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียนและโอเชียเนียมากขึ้น เน้นเพิ่มความรวดเร็วในการผลิตเข้าสู่ตลาด ทั้งสำหรับรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ยุโรป รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รถยนต์ไฮบริด (PHEV) และอื่นๆ
3.การเสริมสร้างบริการหลังการขาย จากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับด้านเทคนิคของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการจัดการด้านการตลาด

Tein 2

คุณมูเลียดี้ บูดิ เทรียสโน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอิน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “TEIN เป็นผู้เชี่ยวชาญการผลิตช่วงล่างรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงในประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อส่งมอบการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ สร้างความสบายและสร้างสุนทรีย์แห่งการขับขี่ ไม่หยุดยั้งการคิดค้นพัฒนาเพื่อตอบโจทย์รถยนต์ทุกประเภท จนทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหลายประเทศทั่วโลก และได้รับการยอมรับในคุณภาพมากกว่า 39 ปี โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น สำหรับในประเทศไทยนั้น บริษัท เทอิน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้นำเข้ามาตั้งแต่ ปี 2557 และวันนี้พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในนาม “TEIN ประเทศไทย” โดยปัจจุบันนี้เรามีตัวแทนจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่า 400 ราย แบ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายภาคกลาง 244 ราย ภาคใต้ 58 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 70 ราย และ ภาคเหนือ 33 ราย ยังคงมีแผนการขยายตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับการเติบโตของตลาด และสอดรับกับกลยุทธ์ด้านการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายในอนาคต”

Tein 4
TEIN ประเทศไทย มีผลิตภัณฑ์หลักประกอบด้วย โช้คอัพช่วงล่างรถยนต์คุณภาพสูง สปริงโหลดรถยนต์ และกล่องควบคุมการปรับโช้คอัพไฟฟ้าภายในห้องโดยสาร ครอบคลุมรถยนต์มากกว่า 160 รุ่น มีคลังสินค้าขนาดใหญ่รองรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และมีแผนจัดตั้งโรงงานผลิตและประกอบในประเทศไทยภายในระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคและเป็นไปตามหลักการที่ทาง TEIN ได้คำนึงและยึดมั่น ซึ่งก็คือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มี “คุณภาพสูง” ภายใต้ “ความปลอดภัย” และส่งมอบ “ราคาอย่างเหมาะสม” นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าในภูมิภาคเอเชียในอนาคตอีกด้วย

ไฮไลท์ผลิตภัณฑ์ TEIN
•โช้คอัพ ENDURA PRO & ENDURA PRO PLUS : โช้คอัพที่มาพร้อมโครงสร้างโช้คในแบบของเดิมติดรถ แต่เพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบ Hydraulic Bump Stopper (H.B.S) ซึ่งช่วยเพิ่มความนุ่มนวลและความทนทาน โดย ENDURA PRO PLUS สามารถปรับค่าความนิ่ม-แข็งของโช้คได้ ส่วน ENDURA PRO ปรับค่าความนิ่ม-แข็งของโช้คที่เหมาะสมมาจากโรงงานแล้ว ซึ่งออกแบบมาให้สามารถรองรับจับคู่ร่วมกับสปริงโหลด S-TECH และ H-TECH ได้หลากหลาย
•โช้คอัพ STREE ADVANCE Z : โครงสร้างแบบ Zeal (ระบบปิด) รองรับระบบ EDFC สามารถปรับระดับความนุ่ม-แข็ง ได้ 16 ระดับ เพิ่มความยืดหยุ่นได้ตามไลฟ์สไตล์ผู้ขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งได้รับความนิยมจากเหล่ารถซิ่งแนวสตรีท
•โช้คอัพ FLEX Z : โครงสร้าง Twintube แบบ Zeal (ระบบปิด) รองรับระบบ EDFC สามารถปรับความสูง-ต่ำได้ตามต้องการแบบสไลด์กระบอก มาพร้อมระบบปรับความหนืด 16 ระดับ ถูกออกแบบเพื่อช่วยการเกาะถนนได้ดีขึ้น สำหรับผู้ชื่นชอบแนวสปอร์ต เหมาะกับผู้ขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือขับขี่ในระยะทางไกลๆ

•โช้คอัพ 4×4 DAMPER SPORT : โช้คอัพยกสูง เพิ่มความสูงให้ตัวรถ 20-40 มิลลิเมตร เพื่อรถออฟโรดพร้อมลุยทุกสภาพถนน เพิ่มสมรรถนนะทั้งทางเรียบและทางขรุขระ สามารถปรับระดับความนุ่ม-แข็ง ได้ 16 ระดับ พร้อมระบบ Hydraulic Bump Stopper (H.B.S)

 

“สุรศักดิ์” นั่งนายกสมาคมสรยท.คนใหม่

0
สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 2

ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) เมื่อวันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมเดอะฮอลล์ ถนนวิภาวดีรังสิต มีวาระการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ แทนคณะกรรมการชุดที่มีนายวชิระ เรืองมาลัย เป็นนายกฯ ซึ่งหมดวาระการบริหารงานตามข้อบังคับ

ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี สรยท. นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมฯพร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารวาระปี 2565-2567 รายงานผลการดำเนินงาน กิจกรรม พร้อมสรุปสถานะทางบัญชีของสมาคมฯ ตลอดวาระการทำงาน 2 ปี โดยมีสมาชิกซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวสายยานยนต์เข้าร่วมประชุมกว่า 150 คน พร้อมกันนี้ได้จัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ขึ้นมาแทนคณะกรรมการชุดเก่าที่มีนายวชิระ เป็นนายกฯ ซึ่งเข้าบริหารงานมาแล้วครบ 2 วาระๆ ละ 2 ปี ตามข้อบังคับ

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 1

การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) วาระปี 2567-2569 มีผู้เสนอชื่อสมาชิกลงเลือกทั้งหมด 17 คน ให้ที่ประชุมร่วมลงคะแนนเลือกตั้งเป็นกรรมการผ่านการเลือกตั้งตามธรรมนูญจำนวน 10 คน ประกอบด้วย 1.นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง 2.นางสาวรัชดา ศิริบรรณพิทักษ์ 3.นายพุทธิ ผาสุข 4.นายประกาศิต ปริญญาชัยศักดิ์ 5.นายณัฐเทพ เผ่าจินดา 6.นายธีรธรรม ธรรมศรี 7.นายธนสาร เสาวมล 8.นางสาวอัจฉรา เงินเจริญ 9.นายสราวุธ คำศรี และ 10.นางสาวจิราพร ศรีอำไพ

โดยภายหลังการเลือกตั้งดังกล่าว คณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ วาระปี 2567-2569 มีมติเห็นชอบร่วมกันเป็นเอกฉันท์เลือกให้ นายสุรศักดิ์ จริทร์ทอง ขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.)

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 9

 

นายสุรศักดิ์ จริทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association : TAJA ในฐานะนายกสรยท.คนใหม่กล่าวว่า “ต้องขอบคุณสมาชิกและคณะกรรมการชุดใหม่ ที่ไว้วางใจเป็นเอกฉันท์ให้ทำหน้าที่หัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนองค์กรสื่อยานยนต์ และกล่าวว่า การบริหารสมาคมสื่อยานยนต์ในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เพราะนอกจากภาระหน้าที่รายงานข้อมูลข่าวสารยานยนต์ในองค์กรหลัก ขณะเดียวกันต้องทุ่มเทการทำงานร่วมกับคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อให้สมาชิกผู้สื่อข่าวสายยานยนต์ได้มีสวัสดิการที่ดี สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมได้อย่างเต็มความสามารถและผสานงานขับเคลื่อนภาระกิจกับองค์กรภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน”

ด้านนายวชิระ เรืองมาลัย ในฐานะอดีตนายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) กล่าวว่า การทำงานของสื่อยานยนต์ในสถานการณ์อุตสาหกรรม และธุรกิจรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปยังพลังงานสะอาดในอนาคตอันใกล้ มีรถ EV จากจีนเข้ามาตีตลาด ด้านสื่อเองมีการเปลี่ยนแปลงจากสื่อกระแสหลักไปเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ข้อมูลข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากสมาชิกเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่เข้ามาทำหน้าที่ ในการสร้างบรรทัดฐานการทำงานของสื่อให้มีมาตรฐานสูง โดยร่วมกับองค์กรภายนอก ทั้งรัฐและเอกชน ผ่านกิจกรรมต่างๆ ให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ การคัดเลือกตัดสินรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปีของไทย รวมถึงรางวัลรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยอดเยี่ยมของประเทศไทยในปี 2566 ที่ผ่านมา

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 5

โดยหวังว่าสื่อมวลชนสายยานยนต์ สมาชิกสมาคมฯ ร่วมกับคณะกรรมการชุดใหม่ ช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาคมเช่นเดียวกับคณะกรรมการหลายชุดก่อนๆ ได้ดำเนินการไว้แล้ว ด้วยความรักและสามัคคี

นอกจากนี้ในวันประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาจำนวน 40 ทุน ให้กับบุตร-ธิดา ของสมาชิก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งเบาภาระและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับทายาทสมาชิกอีกด้วย

 

เคล็ดลับทำความสะอาด ‘ฟอร์ด เรนเจอร์’ หลังออกทริปช่วงหยุดยาว

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ 1

หลังจากการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวที่เพิ่งผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงเผชิญกับคราบสกปรกที่ติดมากับรถ โดยเฉพาะหากคุณใช้รถที่ออกแบบมาเพื่อการผจญภัยในทุกเส้นทางอย่าง ‘ฟอร์ด เรนเจอร์’ กิจกรรมวันหยุดของคุณอาจเป็นการตะลุยโคลนบนเส้นทางออฟโรด พาครอบครัวไปเที่ยวทะเลแล้วมีคราบทรายและน้ำเค็มติดมา หรือสาดน้ำประแป้งสงกรานต์จนรถเลอะเทอะ ฟอร์ดขอแนะนำเคล็ดลับการทำความสะอาดรถฟอร์ด เรนเจอร์ ให้สะอาดหมดจด หลังผ่านการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน

ฉีดน้ำล้างดินและโคลนออกก่อน

การขับรถบนเส้นทางออฟโร้ด มีโอกาสสูงว่าจะมีดินโคลนติดเข้าไปในซุ้มล้อ ช่วงล่างหรือส่วนอื่นๆ ของรถ ฟอร์ดแนะนำให้ใช้สายยางแรงดันสูงฉีดล้างโคลนใต้ท้องรถและบริเวณซุ้มล้อออกก่อน หรือหากใครมีสนามหญ้าที่ติดตั้งสปริงเกลอร์ไว้ด้วย ก็สามารถใช้สปริงเกลอร์ฉีดพ่นน้ำใส่ใต้ท้องรถ ซึ่งนอกจากจะทำให้โคลนหลุดออกมาง่ายแล้ว วิธีนี้ยังทำให้โคลนหลุดลงบนสนามหญ้าโดยไม่ต้องเสียเวลาฉีดล้างพื้นลานจอดรถอีกด้วย

จากนั้น ควรตรวจดูใต้ท้องรถและซอกต่างๆ ให้ละเอียดว่ายังมีโคลนติดอยู่ที่ส่วนไหนอีก ไม่ควรใช้สายยางแรงดันสูงฉีดล้างในระยะใกล้เกินไปเพราะหากมีส่วนที่โดดหินดีด สีรถอาจะหลุดลอกออกมาได้ หากล้างรถที่บ้านควรใช้สายยางทำสวนฉีดไล่โคลนออกให้หมดจนกว่าน้ำล้างรถจะใสสะอาด อย่าลืมฉีดล้างไปที่แหนบด้วยเพราะคราบโคลนที่ติดสะสมอยู่อาจทำให้เกิดเสียงดังเวลาขับขี่ได้ และควรตรวจดูให้แน่ใจว่าตามร่องต่างๆ รวมถึงประตูรถไม่มีคราบโคลนติดอยู่

หลังลุยน้ำทะเลมาต้องทำความสะอาดทันที

หากคุณนำฟอร์ด เรนเจอร์ ไปลุยน้ำทะเล ลุยทราย หรือแม้แต่พื้นที่ใดก็ตามที่รถต้องสัมผัสกับน้ำเค็ม จำเป็นต้องทำความสะอาดช่วงล่างของรถอย่างทั่วถึงให้น้ำเค็มและทรายหลุดออกไปด้วยการล้างรางแชสซีด้วยสายยางและน้ำสะอาดจนกว่าน้ำล้างรถจะใส จากนั้นจึงทำความสะอาดใต้ท้องรถด้วยการใช้สายยางที่บ้าน หรือสายยางแรงดันสูงเช่นเดียวกับการล้างโคลน

ใช้แชมพูสำหรับล้างรถเท่านั้น

เมื่อทำความสะอาดโคลนหรือทรายในขั้นต้นแล้ว จึงใช้แชมพูล้างทำความสะอาดรถ ซึ่งการล้างรถด้วยมือโดยใช้สายยางและถังน้ำที่มีอยู่ที่บ้าน ถือเป็นวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และยังช่วยให้คุณได้สังเกตว่ามีส่วนไหนของรถที่ผิดปกติหรือไม่ ที่สำคัญ ไม่ควรใช้น้ำยาล้างจานหรือน้ำยาทำความสะอาดอื่นๆ มาล้างรถ ควรใช้แชมพูสำหรับล้างรถเท่านั้น แนะนำให้เตรียมถังน้ำสำหรับล้างรถ 2 หรือ 3 ถัง ถังแรกสำหรับล้างตัวถัง ถังที่สองสำหรับล้างยางและล้อ และถังสุดท้ายสำหรับใส่น้ำสะอาด โดยเริ่มจากผสมแชมพูล้างรถที่ต้องการลงในสองถังแรกตามปริมาณที่คู่มือแนะนำ จากนั้นใช้ฟองน้ำชุบแชมพูล้างรถและทำความสะอาดจากด้านบนลงมาด้านล่างให้โคลนค่อยๆ หลุดออก หมั่นบีบน้ำสกปรกออกจากฟองน้ำในถังน้ำสะอาดเพื่อไม่ให้สิ่งสกปรก คราบกรวด หรือโคลนไปผสมในถังแชมพู แล้วจึงฉีดน้ำล้างแชมพูออก

หากรถฟอร์ด เรนเจอร์ ของคุณตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์หรือมีลวดลายกราฟิกที่ข้างตัวรถ จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการล้าง การใช้มือและการใช้สายยางธรรมดาล้างรถถือเป็นวิธีที่ดีกว่าการใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูง หากจำเป็นต้องใช้สายฉีดแรงดันสูงควรปรับหัวฉีดเป็นแบบละออง ไม่ควรใช้สายฉีดเข้าใกล้พื้นผิวรถมากกว่า 300 มม. และควรฉีดน้ำตรงๆ เข้าไปที่ตัวรถ ไม่ควรฉีดจากมุมบนหรือล่าง เพราะอาจทำขอบลายสติ๊กเกอร์หรือกราฟิกเสียหายและหลุดลอกได้

ทำความสะอาดล้อและยาง

การทำความสะอาดล้อและยางสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ของรถ เพราะหากมีโคลนเกาะอยู่ในซุ้มล้ออาจส่งผลให้ศูนย์ล้อเพี้ยนได้ ควรใช้ฟองน้ำเฉพาะแยกกับฟองน้ำที่ใช้ล้างตัวรถ หรือใช้แปรงขัดล้อชุบแชมพูในถังที่เตรียมไว้สำหรับล้างล้อและยาง แล้วขัดทำความสะอาดตามซอกต่างๆ ให้มั่นใจว่าไม่เหลือก้อนโคลนเกาะติดอยู่ข้างใน

ทำความสะอาดห้องเครื่อง

สิ่งสกปรกที่เข้าไปติดอยู่ตามซอกมุมใต้ท้องรถได้ ก็เข้าไปถึงห้องเครื่องได้เช่นกัน เราจึงควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดภายในห้องเครื่อง ควบคู่กับการตรวจสอบของเหลว ทั้งน้ำฉีดกระจก น้ำมันเบรก น้ำมันเครื่อง และน้ำยาหล่อเย็นไปพร้อมกัน ข้อควรระวังในการทำความสะอาดห้องเครื่องคือ ห้ามใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดตรงไปที่ห้องเครื่องโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สายไฟภายในเสียหายหรือถึงขั้นทำให้ครีบหม้อน้ำงอได้ ก่อนสัมผัสใต้ฝากระโปรง ควรดับเครื่อง และปล่อยให้เครื่องยนต์หายร้อนก่อนเสมอ

สิ่งที่ควรทำก่อนทำความสะอาดห้องเครื่องคือ การคลุมแบตเตอรี่ กล่องกระจายไฟ และชุดกรองอากาศด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันความเสียหาย ห้ามล้างคอยล์จุดระเบิด สายหัวเทียนและหัวเทียนเด็ดขาด เมื่อคลุมส่วนประกอบต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นขจัดเศษต่างๆ ที่สะสมอยู่บริเวณฐานกระจกหน้ารถ อย่าลืมถอดฝาครอบเครื่องยนต์ออกก่อนฉีดน้ำยาทำความสะอาดเครื่องยนต์ จากนั้นใช้น้ำยาล้างห้องเครื่องหรือแชมพูล้างรถที่ได้มาตรฐาน ฉีดสเปรย์ไปที่ห้องเครื่องตามคำแนะนำในคู่มือ โดยฉีดพ่นจากด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อล้างห้องเครื่องให้สะอาด เมื่อเสร็จแล้วอย่าลืมถอดพลาสติกที่คลุมชิ้นส่วนต่างๆ ไว้ให้หมด

ทำความสะอาดภายในรถ

การทำความสะอาดภายในรถทำได้ง่ายๆ เพียงใช้เครื่องดูดฝุ่น ผ้าเช็ดทำความสะอาด น้ำยาเช็ดกระจกรถยนต์ และออกแรงเช็ดทำความสะอาดอีกนิดหน่อย เริ่มจากถอดผ้ายางปูพื้นรถและผ้าคลุมเบาะออกก่อนที่จะเริ่มดูดฝุ่นบนพรมและเบาะนั่ง อย่าลืมทำความสะอาดผ้ายางปูพื้นด้วยฟองน้ำชุบสบู่ ล้างน้ำ และตากให้แห้ง จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำหมาดเช็ดพื้นผิวภายในรถทั้งหมด สุดท้ายควรใช้น้ำยาเช็ดกระจกที่ไม่ผสมแอมโมเนียทำความสะอาดกระจกรอบคัน โดยฉีดสเปรย์และเช็ดจากด้านใน

เพียงเท่านี้ฟอร์ด เรนเจอร์ ของคุณก็จะสะอาดเอี่ยม พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งต่อไป

“ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน” สร้างประวัติศาสตร์เป็นรถกระบะ ดับเบิ้ล แค็บ รุ่นแรกคว้ามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด 5 ดาว จาก ANCAP 2024

0
ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ภาพเปิด

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความสำเร็จ จากการที่ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน รถกระบะขนาด 1 ตัน ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว จาก ANCAP (Australasian New Car Assessment Program) ปี 2567 ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อประเมินสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ ที่จำหน่ายในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดย ออล-นิว ไทรทัน เป็นรถกระบะดับเบิ้ล แค็บ 4 ประตูรุ่นแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในการทดสอบประจำปี 2566 – 2568 และนับเป็นความสำเร็จต่อเนื่องจากการที่ ออล-นิว ไทรทัน ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว จากการทดสอบการชนของรถยนต์ใหม่ โดย ASEAN NCAP4 ในปี 2566 ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อประเมินสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ที่ออกจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มุ่งมั่นสานต่อปรัชญาของบริษัทฯ ในการนำเสนอมาตรฐานด้านความปลอดภัย เพื่อนำไปสู่สังคมการเดินทางที่มีสถิติอุบัติเหตุเป็นศูนย์ ผ่านความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย และการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านการจราจร

ออล-นิว ไทรทัน มอบความปลอดภัยเหนือระดับด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE5 (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่มีความแข็งแกร่งสูง สามารถรองรับแรงปะทะและลดการยุบตัวของห้องโดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนสภาพน้อยที่สุด พร้อมด้วยเข็มขัดนิรภัยและถุงลมนิรภัย SRS 8 ตำแหน่ง6 (สำหรับรุ่นดับเบิ้ล แค็บ
ที่จำหน่ายในออสเตรเลีย) ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้โดยสารด้วยระดับความปลอดภัยขั้นสูง เสริมด้วยระบบความปลอดภัยเพื่อยกระดับสมรรถนะความปลอดภัยในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC – Active Stability Control) ที่ช่วยควบคุมการลื่นไถลออกนอกเส้นทาง ในสภาวะที่รถเสียสมดุล และ ระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM – Forward Collision Mitigation) ที่มีการตรวจจับคนเดินถนนและผู้ขับขี่จักรยานยนต์ ซึ่งถูกติดตั้งให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน 1

ออล-นิว ไทรทัน เป็นรถกระบะขนาด 1 ตัน ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มีต้นกำเนิดจากรถรุ่น ฟอร์เต้ (Forte) ที่เปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 2521 ก่อนจะได้รับการผลิตมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 45 ปี มากกว่า 5 เจนเนอเรชั่น ด้วยจำนวนการผลิตกว่า 5.7 ล้านคัน ที่จัดจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก และกลายเป็นรถรุ่นสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

ด้วยการพัฒนาภายใต้แนวคิด “พลังแกร่งคู่ใจสายลุย” (Power for Adventure) ออล-นิว ไทรทัน เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นที่ได้รับการยกระดับและพัฒนาขึ้นใหม่นับตั้งแต่ดีไซน์ภายในและภายนอก ไปจนถึงแชสซีส์ใหม่ เฟรมหรือโครงรถแบบขั้นบันไดใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ โดยได้รับการเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตในเดือนกรกฎาคม 2566 ก่อนที่จะเปิดตัวที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตามด้วยประเทศญี่ปุ่นในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในเดือนมีนาคม และมีกำหนดที่จะเปิดตัวในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

1. ไทรทัน ได้รับการจัดจำหน่ายในชื่อ L200 ในบางประเทศ
2. ครอบคลุมรุ่นดับเบิ้ล แค็บ ทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ
3. ANCAP คือ Australasian New Car Assessment Program
4. ASEAN NCAP คือ New Car Assessment Program for Southeast Asian Countries
5. โครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE คือ Reinforced Impact Safety Evolution
6. อุปกรณ์ขึ้นอยู่กับประเภทตัวถังและรุ่นย่อย

“นิสสัน” เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบภายใต้แนวคิด “NEV” สี่รุ่น ในงาน Beijing Motor Show

0
นิสสัน ภาพเปิด

นิสสันเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบที่มาพร้อมแนวคิด (New Energy Vehicle – NEV) หรือ รถยนต์พลังงานใหม่ สี่รุ่น ในงาน Auto China 2024 ภายใต้ธีม “นิสสันใหม่สำหรับยุคใหม่ของประเทศจีน” หรือ “A new Nissan for a new era in China” รวมถึงจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น ทั้งนี้นิสสันยังประกาศจะเปิดตัว NEV อีกหนึ่งรุ่นในตลาด มากกว่าที่เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึงห้ารุ่นภายในปีงบประมาณ 2026

นิสสัน 1

มาโคโตะ อูชิดะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิสสัน (Makoto Uchida – Nissan President and Chief Executive Officer) กล่าวว่า “เพื่อความยั่งยืนในตลาดจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นิสสันมุ่งมั่นที่จะปรับกลยุทธ์ตามที่เราประกาศในแผนธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ ภายใต้ชื่อ ‘The Arc’ โดยเริ่มต้นด้วยรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ที่เปิดตัวในงาน ทั้งนี้นิสสันจะสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สมดุลของรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีความหลากหลาย และสามารถแข่งขันได้ ด้วยเป้าหมายในการส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าตื่นเต้นให้กับลูกค้าทุกคนในประเทศจีน”

รถยนต์ต้นแบบแนวคิดยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ New Energy Vehicle – NEV สี่รุ่น มีรถยนต์ไฟฟ้า EVs 2 รุ่น และ ปลั๊กอินไฮบริด 2 รุ่น ที่เกิดจากความร่วมมือกับ ตง เฟิง (Dong Feng) ซึ่งเป็นพันธมิตรในประเทศจีน และมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของการเดินทางในอนาคตของลูกค้าในประเทศจีนให้ดีขึ้น

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Epoch เป็นรถยนต์ซีดานไฟฟ้า สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในเมือง และชานเมือง ทีมีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบสินค้าที่มีดีไซน์ และเทคโนโลยี มาพร้อมแนวคิดของการใช้ AI และ Internet of Things (IOT) รวมถึงผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนจริงที่ช่วยทำให้ชีวิตง่าย และสะดวกสบายยิ่งขึ้นผ่านการสื่อสารที่คำนึงถึงอารมณ์ของผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร

นิสสัน 6

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Epic เป็นรถยนต์แบบ SUV ไฟฟ้าที่เหมาะกับคู่รักในเมือง ที่ชอบผจญภัย และสำรวจสิ่งใหม่ๆ ในสุดสัปดาห์ ด้วยระบบการขับขี่อัตโนมัติสำหรับในเมือง และบนทางหลวง ตัวรถสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า แคมป์ไซท์ หรือสิ่งต่างๆที่ต้องการใช้พลังงาน มาพร้อมออนบอร์ดเทคโนโลยีที่รองรับการสร้างบรรยากาศต่างๆ ที่ทำให้ผู้โดยสารผ่อนคลาย

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Era รถยนต์ SUV แบบปลั๊กอินไฮบริด สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตในเมือง โดยเหมาะสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีมุมมองต่อรถยนต์เสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง มาพร้อมระบบความบันเทิงที่เชื่อมต่อถึงกัน และที่นั่งแบบ Zero-gravity seat เทคโนโลยีควบคุมการขับขี่แบบ Advanced E-4orce รวมถึงระบบกันสะเทือนด้วยถุงลมที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และความมั่นใจในการควบคุมรถ

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Evo รถยนต์ซีดาน แบบปลั๊กอินไฮบริด สำหรับการเดินทางไปพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ และสร้างช่วงเวลาพิเศษกับครอบครัว มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ และฟังก์ชั่นความปลอดภัยขั้นสูง และด้วยเทคโนโลยี AI ผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนจริงที่เพิ่มขึ้น ยังช่วยส่งมอบการเดินทางที่ราบรื่น

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Force และ Nissan Hyper Punk ที่จัดแสดงในงาน Japan Mobility Show ในโตเกียวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศจีน

นิสสัน 8

 

 

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Force ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบความสุขที่ดีที่สุดในการขับขี่ในขณะที่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังสามารถให้ความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และยังถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแข่งรถ และนักเล่นเกม ที่พร้อมสัมผัสความร้อนแรงของสนามแข่ง

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Punk ซึ่งถูกนำเสนอในรูปแบบดิจิทัล มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับการแสดงออกของแต่ละปัจเจกบุคคลทั้งในโลกเสมือนจริง และในการใช้งานจริง ด้วยเทคโนโลยี AI และ ชุด Biosensors แบบ headset ที่สามารถตรวจจับอารมณ์ของผู้ขับขี่ สามารถเลือกเพลง และบรรยากาศที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังงาน และความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้ใช้งาน

นอกจากการจัดแสดงถึงประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของนิสสันในเรื่องยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนแล้ว นิสสันยังจัดแสดงรถแข่ง Formula E เจนเนอเรชันที่ 3 ของทีม Nissan Formula E ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกของ ABB FIA Formula E อีกด้วย

นิสสัน 5

กลยุทธ์ของนิสสันมาพร้อมหลักการที่ว่า “ในประเทศจีน และสำหรับประเทศจีน” หรือ “In China, for China” มุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าขององค์กร และความสามารถในการแข่งขันโดยรวมในตลาดจีน เพื่อขยายการทำธุรกิจต่างๆ โดยนิสสันได้เปิดตัวแคมเปญแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า “ความตื่นเต้น โดย Ni” หรือ “Excitement by Ni” นับเป็นความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มีต่อนวัตกรรม และเพิ่มคุณค่าการใช้ชีวิตของผู้คน ในประเทศจีน ซึ่งผู้บริโภคกำลังใช้ชีวิตแบบใหม่ และมองหาโซลูชั่นของการเดินทางจากนวัตกรรมที่ชาญฉลาด และขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ภายใต้แคมเปญใหม่นี้ นิสสันมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการสร้างความตื่นเต้น และเติมเต็มประสบการณ์การเคลื่อนที่ของลูกค้า

นอกจากนี้ นิสสันยังประกาศว่าจะร่วมมือกับ บริษัทชั้นนำในด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ เพื่อนำข้อมูลในการสร้างความตื่นเต้นรวมถึงบริการที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligent – AI ให้กับลูกค้าในประเทศจีน และที่อื่น ๆ ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในตลาดของประเทศจีน และภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ในการ “ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างวีถีชีวิตให้กับผู้คน” นิสสันกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ และการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นเพื่อมอบประสบการณ์การเคลื่อนที่ในอนาคตอันน่าตื่นเต้น

 

“เอ็มจี” เผยยอด “NEW MG4 ELECTRIC” ช่วงไตรมาสแรก โตขึ้น 45% พร้อมเดินหน้าส่งมอบให้กับคนไทยต่อเนื่องตลอดปี

0
New MG 4

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยยอดขายในไตรมาสแรกของปี โดย NEW MG4 ELECTRIC ขึ้นแท่นรถอีวียอดนิยมในประเทศไทยคิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายสะสมทั่วโลก ณ ปัจจุบันมากกว่า 180,000 คัน ตอกย้ำการเป็นรถแฮทช์แบคอีวีรุ่นยอดนิยมทั่วโลก โดย เอ็มจี ได้นำรถรุ่นนี้เข้ามาผลิตในประเทศไทย ทำให้ผู้บริโภคสามารถ เป็นเจ้าของยนตรกรรมคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย

MG 4 1

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอ็มจี เป็นแบรนด์รถยนต์ที่บุกเบิกตลาดอีวีในประเทศไทยให้ได้รับความนิยม โดย ณ ปัจจุบัน เราถือเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีความหลากหลายและครอบคลุมมากที่สุด ทั้งในรูปแบบของเอสยูวีอีวี รถสเตชันแวกอนอีวี รถแฮทช์แบคอีวี รถ e-MPV และรถโรดสเตอร์อีวี ซึ่งสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และรองรับการใช้งานที่แตกต่าง โดยเฉพาะรุ่น NEW MG4 ELECTRIC ที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกอย่างรวดเร็ว การันตีด้วยตัวเลขยอดขายสะสมรวม ทั่วโลกกว่า 180,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี 10 เดือน ทั้งยังสร้างความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญให้กับแบรนด์ เอ็มจี ในตลาดอีวีประเทศไทย โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 45% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และในส่วนของยอดรวมทุกรุ่นของรถไฟฟ้า เอ็มจี สามารถสร้างสถิติครองส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในไตรมาสแรกด้วยสัดส่วน 14.7% โดยมียอดรวมทุกรุ่นกว่า 2,661 คัน”

MG 4 2

NEW MG4 ELECTRIC เป็นรถแฮทช์แบคไฟฟ้าของ เอ็มจี โดยเป็นโกลบอลอีวีรุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นบน NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ดีไซน์มาเพื่อรถอีวีโดยเฉพาะ มาพร้อมหลากหลายจุดเด่น ที่บ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะตัวของการเป็น “อีวีสายพันธุ์แท้” ที่ขับสนุกเร้าใจ ไม่ว่าจะเป็น การกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 ตัวถังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity) ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังอิสระแบบ 5-Link Suspension ทำให้รถรุ่นนี้มีสมรรถนะและการควบคุมที่ดีเยี่ยม เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM มากถึง 26 ระบบ ถือเป็นโมเดลที่มีความครบครันทั้งสมรรถนะ ดีไซน์ เทคโนโลยี ความปลอดภัย ที่มาพร้อมกับความคุ้มค่า ด้วยราคาจัดจำหน่ายเริ่มต้นที่ 709,900 บาท ในรุ่น STANDARD RANGE ที่สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 423 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC และราคา 889,900 บาท ในรุ่น LONG RANGE ที่สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 540 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของและเข้าถึงยนตรกรรมคุณภาพได้ง่ายขึ้น รวมถึงรุ่นสมรรถนะสูงอย่าง XPOWER ที่มาพร้อมมอเตอร์คู่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง และวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 480 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ในราคาจำหน่ายที่ 1,119,900 บาท

MG 4 3

ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของและทดลองขับ NEW MG4 ELECTRIC ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการคุณภาพเอ็มจีทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ที่จองภายในเดือนเมษายนนี้ โดยติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.mgcars.com/th/Promotion/Detail/New-MG4-Electric-2024-Promotion

MG 4 5

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

“เอ็มจี” เผยโฉมรถต้นแบบล่าสุด MG EXE181 ต่อสาธารณชนครั้งแรกที่งานปักกิ่ง ออโต้โชว์ 2024

0
MG EXE181 Pic Open

SAIC MOTOR CORPORATION นำรถต้นแบบรุ่นล่าสุดภายใต้ชื่อ MG EXE 181 เปิดตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงานปักกิ่ง ออโต้โชว์ ครั้งที่ 18 หรือ Beijing International Auto Show 2024 โดยรถรุ่นนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 415 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถเร่งทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในชั่วพริบตาไม่ถึง 1 วินาที ออกแบบโดย SAIC Motor UK Advanced Design Center เพื่อแสดงให้เห็นถึงรถยนต์ไฟฟ้าในยุคอนาคตที่จะเกิดขึ้น โดยรถต้นแบบรุ่นนี้มีกำหนดนำไปจัดแสดงอีกครั้งในเทศกาล Goodwood Speed Festival 2024 ณ ประเทศอังกฤษ ในเดือนกรกฎาคมของปีนี้ โดยนอกจากรถรุ่นดังกล่าว ทางบริษัทฯ ยังได้นำรถยนต์รุ่นอื่นๆ กว่า 97 รุ่น โดยกว่า 70% ของรถที่นำมาจัดแสดงภายในบูธเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใส่ใจและความเอาจริงเอาจังในการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและการส่งเสริมความยั่งยืนผ่านการคิดค้นเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรมของบริษัทฯ

MG EXE181  7
เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักจากการสร้างสรรค์รถเพื่อการแข่งขันและสามารถสร้างความสำเร็จในสนามแข่งได้ในช่วงปี ค.ศ. 1920-1960 ซึ่งหนึ่งในรุ่นที่ถูกนำมาออกแบบเป็นรถต้นแบบ (Concept car) ภายใต้ชื่อ MG EXE 181 ในครั้งนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากรถที่เป็นตัวแทนของการทำระดับความเร็วสูงสุดที่เป็นสถิติถึง 410.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงปี ค.ศ. 1959-2014 โดย Mr. Phil Hill หนึ่งในแชมป์โลก F1 คนแรกของสหรัฐฯ โดยรถต้นแบบที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ ออกแบบโดย SAIC Motor UK Advanced Design Center เพื่อการยกย่องแบรนด์และการก้าวขึ้นสู่จุดสำคัญของโลกยานยนต์ไฟฟ้าและเป็นตัวอย่างผลงานความสำเร็จจากความพยายามที่ยืนยาวของแบรนด์ในการมุ่งมั่นในเรื่องการแข่งขัน และการทำความเร็ว

MG EXE181  8
โดยรถต้นแบบ MG EXE 181 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 415 กม./ชม. พร้อมกับค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd) ที่ 0.181 และสามารถทะยานเข้าสู่ “คลับ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซับ-1 วินาที” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของ เอ็มจี กับคำสัญญาของอนาคตในด้านนวัตกรรมและความเร็วด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและความเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบ รถต้นแบบคันนี้ได้เปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งาน Beijing Auto Show ครั้งที่ 18 และมีแผนปรากฏตัวสู่สาธารณชนอีกครั้งที่ยุโรป ในงานระดับโลกอย่าง Goodwood Festival of Speed ในเดือนกรกฎาคมนี้

MG EXE181 9
ปี ค.ศ. 2024 นี้ถือเป็นปีที่สำคัญของ เอ็มจี ในโอกาสครบรอบหนึ่งศตวรรษ กับความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายยอดขายทั่วโลกให้ได้ 1 ล้านคัน ซึ่งหนึ่งในรุ่นไฮไลท์อย่าง MG CYBERSTER ถือเป็นหนึ่งในโมเดลเอกลักษณ์ของแบรนด์ เอ็มจี รุ่นล่าสุด โดยรถรุ่นนี้ได้รับรางวัลระดับโลกที่เกี่ยวกับการดีไซน์ ได้แก่ รางวัล German Red Dot Product Design Award 2024 รางวัล German iF Design Award 2024 และรางวัล G-Mark Excellent ของญี่ปุ่น ด้วยดีไซน์ของรถสปอร์ตโรดสเตอร์ที่ดูโฉบเฉี่ยวและแฝงไปด้วยความคลาสสิกอย่างมีเอกลักษณ์ โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถโรดสเตอร์คลาสสิกอย่าง MGA และ MGB ประกอบกับสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ โดยรถ MG CYBERSTER ถือเป็นรุ่นที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน โดยในครึ่งปีแรก MG CYBERSTER ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทย โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 2.499 ล้านบาท และมีแผนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดหลายแห่งรวมถึงยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

MG EXE181 6

อีกหนึ่งโมเดลที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกอย่าง NEW MG4 ELECTRIC ซึ่งในประเทศไทยได้มีการเปิดตัวรุ่น XPOWER ที่มีสมรรถนะที่ทรงพลังสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.8 วินาที ในราคา 1,119,900 บาท นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนกันยายน 2022 ที่ผ่านมา NEW MG4 ELECTRIC สามารถสร้างยอดขายรวมทั่วโลก ได้มากกว่า 180,000 คัน

MG EXE181 4