Home Blog Page 183

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เตรีบมเผยโฉมทัพรถยนต์และมอเตอร์ไซค์หลากหลายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40

0
BMW 13

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เดินหน้าก้าวสู่อีกระดับของโลกแห่งยนตรกรรมและการขับเคลื่อน
เผยโฉมทัพรถยนต์และมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่น พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 โดยงานในปีนี้จะจัดขึ้น ณ อาคาร IMPACT Challenger 1-3 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม พ.ศ.2566 ภายใต้แนวคิด “ยานยนต์: ความหมายที่มากกว่า” โดยผู้ร่วมงานจะได้ยลโฉมรถยนต์และมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นจาก บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมตื่นตาไปกับยนตรกรรมรุ่นพิเศษที่เตรียมมาเผยโฉมในงานนี้โดยเฉพาะ

บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red
ราคาจำหน่าย: 17,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม BSI Standard)

BMW 1

นำทัพด้วย บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red รถยนต์เรือธงที่รวบรวมเอาที่สุดแห่งขุมพลัง ความพิเศษ และความหรูหรา เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและทรงพลังแบบไม่เหมือนใคร ที่ผลิตมาในจำนวนจำกัดทั่วโลกเพียง 500 คันเท่านั้น พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างนิยามใหม่ให้กับการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากระบบปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูง สมกับที่เป็นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M รุ่นทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ยังได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบสมรรถนะที่โดดเด่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เหนือขอบเขตเดิม ๆ พิเศษด้วยการระบุเลขรหัส ‘1 of 500’ บนป้ายบริเวณด้านล่างของจอ Control Display บ่งบอกถึงความเป็นรถ ‘ลิมิเต็ด เอดิชัน’ อย่างแท้จริง

BMW 2

สัดส่วนที่ดุดันของรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ หรือ Sports Activity Vehicle (SAV) แบบมีพลวัตร ผสมผสานกับการออกแบบภายนอกที่โดดเด่น ลายเส้นที่ชัดเจน รวมถึงรูปลักษณ์ส่วนหน้าที่มีมาเฉพาะในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูใน Luxury Class การผสมผสานที่ลงตัวยิ่งขึ้นไปอีกขั้น คือการออกแบบที่เน้นย้ำคุณลักษณะเฉพาะของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ในฐานะรถยนต์ที่มุ่งเน้นการตอบสนองที่สุดแห่งสมรรถนะ ไฮไลท์ที่โดดเด่นคือสีตัวถังภายนอกสีดำ BMW Individual Frozen Carbon Black Metallic กระจังหน้าทรงไตคู่ตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยู M พร้อมขอบสองชั้นรูปทรงแปดเหลี่ยมที่ด้านหน้ามาในรูปทรงแนวนอนอันโดดเด่น ซึ่งเป็นจุดเด่นของรถสปอร์ตสมรรถนะสูงจากบีเอ็มดับเบิลยู M ขอบด้านนอกของกระจังหน้าทรงไตคู่แต่ละข้างยังตกแต่งด้วยสีแดง Toronto Red metallic ในขณะที่ขอบด้านในมากับไฟ Iconic Glow รูปทรงโค้งมนเป็นวงแหวนไฟที่ให้แสงอย่างคมชัดและต่อเนื่อง แถบเน้นสีมันวาวตัดกับพื้นผิวสีแบบด้านซึ่งส่องแสงระยิบระยับทำให้ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red มีลักษณะที่น่าดึงดูดใจเป็นพิเศษ

BMW 3

บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 พร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo อันล้ำสมัย และระบบขับเคลื่อน M HYBRID ซึ่งให้กําลังรวมสูงสุด 550 กิโลวัตต์/748 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตร เครื่องยนต์สันดาปยังให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 430 กิโลวัตต์/585 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 750 รอบต่อนาที ที่ 1,800 – 5,400 รอบต่อนาที ส่วนระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าให้กำลังมอเตอร์สูงสุดที่ 145 กิโลวัตต์/197 แรงม้า พร้อมแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 280 นิวตันเมตร นอกเหนือจากการจ่ายกำลังไฟฟ้าในระหว่างการเร่งความเร็วแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป โดยบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีระยะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลถึง 96 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC

BMW 4

ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ 4 ล้อ M xDrive ช่วยถ่ายทอดกำลังที่เกิดจากเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้าไปที่ล้อ
ทั้งสี่ได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และตรงตามความต้องการใช้งานตลอดเวลา ระบบเฟืองท้าย M Sport ยังช่วยเสริมสมรรถนะของรถด้วยการกระจายกำลังขับเคลื่อนระหว่างล้อหลัง ช่วยให้ตัวรถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเสริมเสถียรภาพการขับขี่ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน ช่วงล่างแบบ Adaptive M Suspension Professional มอบการควบคุมแบบสปอร์ตโดยไม่ลดทอนความสะดวกสบายของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ ระบบช่วยการขับขี่รุ่น Professional มอบความปลอดภัยและมั่นใจสูงสุดในทุกการเดินทาง ด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go ที่ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความเร็วของรถในระดับที่ต้องการและคงระยะห่างจากรถคันหน้าให้สม่ำเสมอเท่านั้น แต่ยังช่วยให้รถยนต์อยู่ในเส้นทางอย่างคงที่ด้วยระบบบังคับพวงมาลัย ไม่เพียงเท่านี้ เพื่อความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ยังช่วยให้การจอดรถและการบังคับรถทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

BMW 6

ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ตกแต่งอย่างลงตัวด้วยเบาะหนังสีดำ Black ตัดกับสีแดง Fiona Red BMW Individual Merino โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยส่วนประกอบแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เช่น ตราสัญลักษณ์ ‘XM’ สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ตรงใต้หน้าจอ Control Display และแถบตกแต่งภายในคาร์บอนไฟเบอร์แบบซาติน ประดับด้วยด้ายเน้นสีแดงและน้ำเงิน พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M มีส่วนประกอบตกแต่งในสีดำโครเมียม พร้อมด้วยปุ่ม M และแป้นเปลี่ยนเกียร์คาร์บอนซึ่งมีสัญลักษณ์บวกและลบเป็นสีแดง และอีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษเฉพาะของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ได้แก่ ตราสัญลักษณ์ที่ระบุโหมดการขับขี่แบบ Boost Mode บนแป้นเปลี่ยนเกียร์ด้านซ้าย ส่วนห้องโดยสารด้านท้ายแบบ M Lounge สุดพิเศษ ยังมอบความรู้สึกที่กว้างขวางให้กับผู้โดยสาร พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงและการออกแบบที่หรูหรา

BMW 6

บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ยังยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยการติดตั้งระบบ Teleservices ตัวยึดคาร์ซีทสำหรับเด็ก ISOFIX ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ (Brake Assist) เซ็นเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบ Active Protection และระบบสร้างเสียงจำลองเตือนผู้ใช้ถนนรอบข้าง เพื่อมอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางและทุกจุดหมายปลายทาง

BMW 7

การรังสรรค์ภายในของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ยังพิเศษเหนือใครด้วยผ้าบุหลังคาอันเปรียบเสมือนประติมากรรม 3 มิติ ลวดลายแบบปริซึมมีกรอบล้อม พร้อมด้วยหลอดไฟ LED กว่า 100 ดวงที่ให้แสงสว่างสร้างบรรยากาศที่งดงาม ลงตัวในทุกอารมณ์และเหมาะสมกับทุกเส้นทาง แผงหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยเครื่องหนังสร้างความสะดุดตาและเพิ่มความหรูหราให้กับภายใน เพิ่มความสมบูรณ์ด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน ระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins Diamond surround พร้อมด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยอีกมากมายที่มอบทั้งความสะดวกสบายและความอุ่นใจในทุกการเดินทาง

บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport
ราคาจำหน่าย: 6,719,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม BSI Standard)

BMW 8

บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport สานต่อตำนานความเหนือชั้นของบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 7 ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเหนือระดับและความหรูหราล้ำสมัย พร้อมส่งต่อสุนทรียภาพในการขับขี่ และความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกลที่ไม่มีใครเทียบชั้น ความปราดเปรียวอย่างเหนือชั้นของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้ สะท้อนผ่านเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงของเครื่องยนต์สันดาปแบบใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยี 48V mild hybrid รุ่นล่าสุด พร้อมจะมอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ในบรรยากาศที่สะดวกสบายควบคู่ไปกับการสัมผัสประสบการณ์ดิจิทัล ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษในห้องโดยสาร ถือเป็นอีกขั้นของการตีความการเดินทางอย่างมีระดับ

BMW 9

บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport โดดเด่นด้วยขุมพลังทรงสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบแถวเรียงความจุ 3.0 ลิตร บนเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ทำงานควบคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Sport Steptronic โดยเครื่องยนต์ดีเซลประสานพลังเข้ากับเทคโนโลยี 48V mild hybrid ให้กำลังสูงสุด 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังรวมสูงสุดถึง 220 กิโลวัตต์/299 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุด 670 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 6 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า ได้ยกระดับประสิทธิภาพและการทำงานของระบบขับเคลื่อนในบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

BMW 13

กระจังหน้าไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู พร้อมไฟ Iconic Glow เสริมรูปลักษณ์ด้านหน้าของรถยนต์น้องใหม่คันนี้ให้ดูทรงพลังและโดดเด่นเหนือชั้น ขณะที่แถบไฟรูปตัว ‘L’ ที่ยังคงมาในรูปทรงเรขาคณิตแบบกระจก ส่งให้ไฟท้ายดูเตะตายิ่งขึ้น เพิ่มความเนี้ยบตลอดข้างลำตัวไปจนถึงสปอยเลอร์ด้านท้ายด้วยกรอบดำวาวสะดุดตาจากชุดแต่ง M high-gloss Shadow Line ที่เข้ากันอย่างลงตัวกับคาลิปเปอร์สีน้ำเงินเข้มเมทัลลิคของระบบเบรก M Sport

BMW 10

การตกแต่งภายในและอุปกรณ์ต่างๆ สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างการส่งต่อประสบการณ์ขับขี่อันปราดเปรียวให้แก่คนขับและความสะดวกสบายในการเดินทางสำหรับผู้โดยสารด้านหลังในบรรยากาศแห่งความสุข สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง หลังคากระจก Panorama ชุดตกแต่งภายใน BMW Individual การตกแต่งดีไซน์ M Sport และ Carbon Fibre ถักด้วยวัสดุสีเงินแบบ M คอนโซลกลางสีดำเงาแบบ Piano Finish Black รวมทั้งระบบความบันเทิงภายในรถสุดล้ำสมัยเพื่อสุทรียภาพที่เหนือชั้น แถบ BMW Interaction Bar ที่พัฒนาให้ผู้ขับและรถยนต์ทำงานอย่างสอดประสานกันได้ดียิ่งขึ้น ผสานฟังก์ชันการควบคุม ชุดไฟส่องสว่างสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร และยังสามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ยังมาพร้อมกับเบาะนั่งที่กว้างขวางยิ่งขึ้นเพื่อความสะดวกสบายสูงสุด ครบครันด้วยฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับและผู้โดยสารตอนหลัง รวมไปถึงระบบระบายอากาศสำหรับเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าและตอนท้าย และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนอากาศในห้องโดยสาร

BMW 11

ระบบจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง BMW Theatre Screen มาพร้อม Amazon Fire TV มอบประสบการณ์ความบันเทิงสุดล้ำสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 31.3 นิ้ว ความคมชัด 8K พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins รีโมทควบคุมแบบสัมผัสติดตั้งอยู่ที่แผงควบคุมบริเวณแผงประตู (BMW Touch Command) ม่านบังแสงด้านหลังแบบปิดโดยอัตโนมัติเมื่อระบบจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังทำงาน พร้อมเปลี่ยนห้องโดยสารด้านหลังของบีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ให้เป็นเลานจ์โรงภาพยนตร์ส่วนตัวเคลื่อนที่
บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ (Brake Assist) เซ็นเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบ Teleservices ปุ่มโทรออกฉุกเฉิน และตัวยึดคาร์ซีทสำหรับเด็ก ISOFIX นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus และระบบช่วยการขับขี่ รุ่น Plus เพื่อมอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางและทุกจุดหมายปลายทาง ขณะที่ระบบ Augmented View ที่ผสานการแสดงภาพจากกล้องหน้าเข้ากับระบบนำทาง เพื่อแสดงภาพบนจอหลังพวงมาลัย เสริมระบบนำทางให้มีความแม่นยำและล้ำสมัยยิ่งขึ้น

BMW 12

บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ใหม่ มาให้เลือกใน 4 สี 4 สไตล์ ได้แก่ สีขาว Mineral white Metallic, สีดำ Black Sapphire Metallic (ทั้งสองสีมาพร้อมกับเบาะหนัง BMW Individual Merino สี Mocha) สีเทา Dravit Grey Metallic และสีเทา Oxide Grey Metallic (ทั้งสองสีมาพร้อมเบาะหนัง BMW Individual Merino สีดำ)

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport
ราคาจำหน่าย: 3,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport รุ่นใหม่ เสริมความเหนือชั้นยิ่งกว่าให้กับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 สไตล์คูเป้ ในประเทศไทย ผสานสุนทรียภาพแห่งการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับความสุดพิเศษกว่าใคร ด้วยตัวเลือกและแพ็คเกจที่แฟนบีเอ็มดับเบิลยูสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

BMW 14

สร้างสรรค์ขึ้นตามแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยูซีรีย์ 4 บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport ยังคงส่งมอบรูปลักษณ์ภายนอกดีไซน์ทรงสปอร์ต 2 ประตูในแบบที่คุ้นเคย และสไตล์การออกแบบที่สื่อถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู โดยด้านหน้าสะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ที่ยาวลงมาถึงขอบกันชนหน้า ช่องดักอากาศมาในสไตล์โครงตาข่ายและกระจังหน้าล้อมด้วยกรอบทรง 3 มิติ ฝากระโปรงรูปทรงลูกศรเสริมความโดดเด่นให้กับกระจังหน้าทรงไตคู่ ขณะที่ช่องดักอากาศทรงแนวตั้งสำหรับม่านอากาศตรงขอบนอกของกันชน ช่วยเน้นย้ำรูปทรงตัวรถให้ดูใหญ่ขึ้น

BMW 16

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport รุ่นใหม่ เพิ่มความเหนือชั้นด้วยการดีไซน์ด้านข้างที่เฉียบคมและปราดเปรียว ระยะระหว่างล้อหน้าและส่วนหน้าสุดของรถที่สั้น โครงสร้างเสาที่เพรียวบาง สอดรับกับความยาวของประตูพร้อมหน้าต่างไร้ขอบ และแนวหลังคาทรงคูเป้ยิ่งสะท้อนถึงความหรูหราสง่างาม มอบความรู้สึกโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics และภายนอกตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงา ขณะที่ไฟท้ายแบบ LED สุดล้ำ ในรูปทรงตัว L เสริมความทรงพลังให้กับรถได้อย่างลงตัว

BMW 17

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport รุ่นใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบแถวเรียง บนเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo รุ่นใหม่ล่าสุด ทรงสมรรถนะด้วยพละกำลังสูงสุดที่ 135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,000 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 7.5 วินาที สมรรถนะความเร็วสูงจาก บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport รุ่นใหม่ ติดตั้งชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic ให้การเปลี่ยนเกียร์ฉับไวยิ่งขึ้น ด้วยระบบแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ขณะที่ฟังก์ชั่น Sprint ช่วยปรับค่าเครื่องยนต์และอัตราการเปลี่ยนเกียร์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการควบคุมทั้งในระหว่างเร่งความเร็วระดับกลางไปจนถึงความเร็วสูง ทั้งยังมาพร้อมล้ออัลลอย M น้ำหนักเบา ขนาด 18 นิ้ว ลาย Double-spoke แบบสลับสี

BMW 18

การออกแบบภายในที่เรียบหรู ด้วยวัสดุคุณภาพสูง และคำนึงถึงผู้ขับขี่ สื่อถึงงานดีไซน์ที่โดดเด่นเพื่อสร้างบรรยากาศสุดพิเศษพร้อมไปกับการเน้นสมรรถนะการใช้งานของรถรุ่นใหม่นี้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังมาพร้อมกับเบาะหนังดีไซน์สปอร์ต พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ M และการตกแต่งภายในด้วยอลูมิเนียมลาย ‘Mesheffect’ ที่เพิ่มความโฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้น ชุดแต่ง BMW Live Cockpit Plus พร้อมมอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการควบคุมความบันเทิงระหว่างการเดินทางและตัวเลือกด้านการสื่อสาร ที่นั่งผู้โดยสารตอนหลังมาพร้อมหมอนรองศีรษะในตัวซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารสองที่นั่ง

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport รุ่นใหม่ มอบความปราดเปรียวในการขับขี่ ควบคุมรถได้อย่างเต็มที่ด้วยระบบช่วยการขับขี่ ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go ยกระดับความปลอดภัยสูงสุดให้แก่คนขับและผู้โดยสารในทุกการเดินทาง

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Final Edition
ราคาจำหน่าย: 3,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม MSI Standard)

BMW 20

 

มินิ ฉลองการต้อนรับอย่างอบอุ่นของแฟน ๆ ชาวไทยที่มีต่อซีรีส์คลับแมน ด้วยการเปิดตัวมินิรุ่นล่าสุด มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Final Edition ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ดรุ่นสุดท้ายของเอดิชันนี้ โดยผลิตออกมาเพียง 1,969 คันทั่วโลก ตามเลขปีที่ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่นดั้งเดิมได้เปิดตัวเป็นครั้งแรก สำหรับในประเทศไทย มินิได้ส่งมอบรุ่นพิเศษนี้ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของในจำนวนจำกัดเพียง 50 คันเท่านั้น

BMW 22

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Final Edition ยังคงสืบทอดคอนเซ็ปต์ shooting-brake แบบคลาสสิคตามสไตล์ของมินิ พร้อมฝากระโปรงท้ายแบบบานพับสองข้างอันเป็นเอกลักษณ์ ให้พื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวางที่มีความจุสูงสุดถึง 1,250 ลิตร ภายนอกตกแต่งด้วยสีทองแดง Shimmer Copper บริเวณรอบกระจังหน้าที่สะท้อนให้เห็นถึงดีไซน์อันโดดเด่นเสมอมาของมินิ ตราสัญลักษณ์ Final Edition บนฝากระโปรงท้ายและปีก side scuttle ด้านข้าง เสริมด้วยลายกราฟฟิกบนล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้ว ตกแต่งลวดลายแบบสองสีด้วยสารเคลือบเงาแบบใสให้ดูคล้ายทองแดง

BMW 24

ภายในตัวรถยังคงคุมโทนด้วยการใช้สีทองแดงตกแต่งลวดลายตัวอักษรเงางาม ‘Final Edition’ บริเวณขอบประตูและตรงตำแหน่งด้านล่างของพวงมาลัยหุ้มหนังแบบสปอร์ต และเลขรหัส ‘1 of 1969’ บนป้ายซึ่งอยู่ตรงขอบประตูฝั่งผู้โดยสารและแผ่นยางปูพื้น ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ภายในห้องผู้โดยสารตกแต่งด้วยสไตล์ที่ผสานกันอย่างลงตัวกับเบาะหนัง MINI Yours Leather Lounge in 60 Years สี Dark Maroon และหลังคากระจกแบบพาโนรามา ในส่วนของความบันเทิง ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถสนุกสนานไปกับระบบเสียงสุดสมจริงของ Harman Kardon พร้อมแพ็คเกจระบบนำทาง Connected Navigation ที่รองรับ Apple CarPlay ส่งมอบการเชื่อมต่อและเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้นในระหว่างการเดินทาง

BMW 25

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Final Edition ให้พละกำลังที่ 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า พร้อมถ่ายทอดอารมณ์ของความสนุก ความปราดเปรียว ความมีสไตล์ และความสะดวกสบายตามแบบฉบับของ Clubman ที่แฟน ๆ ชื่นชอบ ทั้งยังมาพร้อมสีขาว Nanuq White สีดำ Enigmatic Black และสีเงิน Melting Silver ให้แฟนคลับมินิชาวไทยได้จับจองเป็นเจ้าของแล้ววันนี้

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ Mayfield Edition
ราคาจำหน่าย: 2,969,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม MSI Standard)

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ Mayfield Edition รุ่นพิเศษนี้ ได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติสหราชอาณาจักรอันเป็นประเทศต้นกำเนิดของ MINI ไปพร้อมกับการตอบรับเทรนด์เรื่องการรักโลก ความสงบ และความสมดุล ด้วยแรงบัลดาลใจจากทุ่งดอกลาเวนเดอร์ MINI Mayfield ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน นำมาสู่ดีไซน์อันโดดเด่นด้วยโทนสี Digital Lavender สุดพิเศษ ตั้งแต่ลายเส้นตั้งตรงและทแยงในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิ คูเปอร์ ตัวอักษร Mayfield สีม่วงแวววาว ลวดลายภาพดอกลาเวนเดอร์บริเวณประตูท้าย ประกบด้วยไฟท้ายลายธง Union Jack อันเป็นเอกลักษณ์ของ MINI เป็นต้น

BMW 26

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ Mayfield Edition ยังสะกดทุกสายตาด้วยหลังคาสีฟ้ามัลติโทน สะท้อนถึงเฉดสีอันหรูหราที่ได้จากการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างสี Soul Blue สี Pearly Aqua และสี Jet Black การพ่นสีแต่ละชั้นใช้เทคนิค wet-on-wet ทำให้รถแต่ละคันมีเฉดสีที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร สีหลังคาภายนอกตัดกับสี Piano Black ตรงขอบประตูด้านนอกและล้อรถลวดลาย Tentacle Spoke ขนาด 17 นิ้วอย่างลงตัว ขณะที่การออกแบบภายในยังคงความรู้สึกหรูหราด้วยเบาะหนังเทียม Carbon Black พร้อมตัวอักษร ‘Mayfield’ ที่โดดเด่นสะดุดตา ครบครันด้วยความบันเทิงและการเชื่อมต่อจากระบบเสียงของ Harman Kardon และแพ็คเกจระบบนำทาง Connected Navigation ที่รองรับ Apple CarPlay ภายในยังให้กลิ่นอายทุ่งลาเวนเดอร์ด้วยน้ำหอมกลิ่น Relaxing Twilight ที่มาพร้อมกับรุ่น Mayfield Edition

BMW 29

นอกจากนี้ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ Mayfield Edition ยังสืบทอดเอกลักษณ์ของรถยนต์แฮทช์ 3 ประตูแบบดั้งเดิม พร้อมเติมเต็มความสนุกในการขับขี่และความแม่นยำในการควบคุมด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ให้พละกำลังที่ 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,600 รอบต่อนาที ส่งตรงสู่ประเทศไทยในจำนวนจำกัดเพียง 12 คันเท่านั้น ได้แก่ สีดำ Midnight Black และสีขาว Nanuq White พร้อมให้แฟน ๆ มินิชาวไทยได้เฉลิมฉลองไปพร้อมกับความงามของธรรมชาติที่ตัดกันอย่างลงตัวกับพลังบวกของมนุษยชาติ ซึ่งหาได้ที่ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ Mayfield และ MINI Cooper S Hatch Mayfield Edition รุ่นพิเศษนี้เท่านั้น

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure (Racing Blue Metallic)
ราคาจำหน่าย: 1,215,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure มอเตอร์ไซค์ทรงพลังเพื่อการขับขี่ระยะไกล มาในรูปโฉมใหม่แบบสีดำตัดฟ้า Racing Blue Metallic สุดสะดุดตา ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์สองลูกสูบสี่จังหวะที่หล่อเย็นด้วยอากาศ/ของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี เติมเต็มด้วยระบบควบคุมแกนลูกเบี้ยวแบบแปรผันด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ปลดล็อคอีกขั้นของขุมพลังแห่งการเดินทาง ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ผ่านการรับรองมารฐานยูโร 5 ที่เน้นการประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ

BMW 30

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure มาพร้อมกับโหมดการขับขี่มาตรฐาน 3 แบบ ได้แก่ ‘Eco’, ‘Rain’ และ ‘Road’ สามารถปรับได้ตามความรสนิยมของผู้ขับขี่ ขณะที่ ‘Riding Modes Pro’ นำเสนอโหมดการขับขี่เพิ่มเติม ได้แก่ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ’Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ รองรับสภาพการขับขี่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมยกสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยสู่ขั้นสูงสุดด้วยระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า (Dynamic ESA) ระบบ Hill Start Control Pro ที่ทำให้ผู้ขับขี่ออกตัวในทางลาดชันได้อย่างมั่นใจ ขณะที่ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) และ ABS Pro ให้การเข้าโค้งอย่างราบรื่น ส่วนระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ใหม่ล่าสุดช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์ ทำให้สามารถควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ผ่อนคลาย และมั่นใจได้ในความปลอดภัยบนทุกเส้นทางผจญภัยที่รออยู่ข้างหน้า

BMW 31

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ยังมาพร้อมกับระบบการเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของรถผ่านจอแสดงผลสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว และระบบ BMW Motorrad Multi-Controller ให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงทุกฟังก์ชันของรถ ตลอดจนการเชื่อมต่อต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย และยังมีช่องเสียบ USB 2 แบบสำหรับใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย

BMW 35

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์ความปราดเปรียวและทรงพลังของ GS ด้วยไฟหน้าแบบ LED ที่ส่องสว่างแม้ในช่วงกลางวัน สร้างความโดดเด่นสะดุดตา และยังปรับเปลี่ยนกลมกลืนไปกับทางโค้งตามตำแหน่งความลาดเอียงของตัวรถ

“อาวดี้” เผยโฉม ซีดานปลั๊กอินไฮบริดพร้อมกัน 2 รุ่น The New Audi A7 Sportback 55 TFSI e ราคา 4.799 ล้านบาท และรุ่น Audi A8 L TFSI e เคาะราคา 7.199 ล้านบาท

0
อาวดี้ ภาพเปิด

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวถึง “กลยุทธ์ “Electrify Model” ของ Audi “e-tron” คือ รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ 100% ในขณะที่รุ่นปลั๊กอินไฮบริดจะอยู่ภายใต้หัวข้อ “TFSI e” ซึ่งเป็นการผสมผสานความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีของ Audi ด้วยการนำข้อดีของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีการขับเคลื่อนแบบสันดาปมารวมกัน จุดเด่นของอาวดี้ปลั๊กอินไฮบริด คือ Electric Drive การติดตั้งไดรฟ์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่ขนาดกะทัดรัดสำหรับการเดินทางในระยะทางสั้น เสริมด้วยพละกำลังเครื่องยนต์สันดาปสำหรับการเดินทางระยะไกล รถปลั๊กอินไฮบริดผสมผสานเทคโนโลยีการขับเคลื่อนสองเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของอาวดี้เข้าด้วยกัน ทางเลือกที่ลงตัวตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน นอกจากช่วยบริหารจัดการเรื่องการชาร์จไฟฟ้าให้สะดวกสบายแล้ว ที่สำคัญยังคงไว้ซึ่งประสบการณ์ขับขี่อันสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับของอาวดี้”

อาวดี้ 1
“อาวดี้ พลิกโฉมสู่การเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่ออาวดี้กำลังสร้างโลกใหม่แห่งการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้า การพัฒนา Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ เข้ากับประสบการณ์มากกว่า 100 ปี ในการสร้างรถยนต์ระดับพรีเมียม ที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยมพร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ แผนการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและข่าวการเปิดตัวรถพลังงานไฟฟ้า 100% เต็มรูปแบบกว่า 10 รุ่น ออกสู่ตลาดภายในปี 2026 รวมไปถึงแผนการขยายตลาดอย่างต่อเนื่องของกลุ่มรถไฟฟ้า 100% และรถปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเซกเมนต์รถสปอร์ต หรูหรา หรือขนาดกะทัดรัดใช้งานในเมือง สำหรับ อาวดี้ วิสัยทัศน์ของการเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม (e-roadmap) นั้นเป็นมากกว่าการผลิตรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แต่ถูกสะท้อนผ่านกลยุทธ์องค์กร การวางแผนการลงทุนมูลค่ากว่า 28 พันล้านยูโร (€28 billion) แผนปฏิบัติการ 360 องศา ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บริการรองรับ ตลอดจนสายการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบรถพลังงานไฟฟ้า 100% และรถปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่น” นายกฤษณะกรกล่าวปิดท้าย

สัมผัสประสบการณ์การเดินทางแบบ First Class กับ Audi A8 L TFSI e ซีดานปลั๊กอินไฮบริดสุดหรู ดีไซน์โดดเด่น สปอร์ตพรีเมียม ทรงพลัง สง่างามเหนือระดับ พร้อมเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าขั้นสูง เพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชันนวัตกรรมระดับไฮเอนด์อย่างครบครัน

อาวดี้  3

 

ภายในห้องโดยสารสร้างประสบการณ์อันไร้ที่ติในทุกการเดินทาง ที่เพิ่มความสะดวกสบายผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น สามารถควบคุมการใช้งานภายในรถได้จากด้านหลังด้วยหน้าจอส่วนตัวพร้อมจอ OLED แบบสัมผัสขนาด 5.7 นิ้ว เบาะหลังแยกซ้ายขวาออกจากกันให้ความเป็นส่วนตัว พร้อมที่พักเท้าแบบอุ่นร้อนและฟังก์ชันนวดเท้า หลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ม่านบังแดดปรับไฟฟ้าสำหรับกระจกด้านหลังและกระจกข้างด้านหลังเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว ไฟอ่านหนังสือภายในแบบ Matrix LED เพื่อความสะดวกสบายในการมองเห็นภายในรถ

อาวดี้  6

Audi A8 L 60 TFSI e quattro ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ให้ความเร็วสูงสุด 135 กิโลเมตร / ชั่วโมง และระยะการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 52 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) รองรับการชาร์จไฟได้สูงสุด 7.4 กิโลวัตต์ ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง สำหรับการชาร์จด้วยไฟ 220 โวลต์ ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง

อาวดี้ 2

เครื่อง V6 3.0 TFSI ให้กำลังสูงสุดถึง 340 แรงม้า ทำงานคู่กับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุดถึง 136 แรงม้า ระบบเกียร์ Tiptronic 8 จังหวะ ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ ผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro ให้กำลังสูงสุด 462 แรงม้า เร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตร / ชั่วโมง ภายใน 4.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร / ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเพียง 2.3 ลิตร / 100 กิโลเมตร

อาวดี้  4
ปลั๊กอินไฮบริดของ Audi นั้นมาพร้อมกับการขับขี่ทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่ EV Mode, Battery Hold, Battery Charge, และ Hybrid รถจะทำงานแบบคาดการณ์ล่วงหน้าและถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเริ่มการใช้ระบบนำทาง MMI Navigation plus with MMI touch response การชาร์จแบตเตอรี่ทำได้อย่างชาญฉลาดและปรับให้เหมาะสมต่อการขับขี่ตลอดเส้นทาง รถจะใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลักเมื่ออยู่ในตัวเมืองและในการจราจรที่แน่นหนา โดยทั่วไปแล้วระบบจะคำนวณการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด และใช้แบตเตอรี่ที่มีอยู่ให้หมดเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง

1.EV Mode รถจะขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ตราบใดที่คนขับไม่เหยียบคันเร่งเกินที่กำหนดไว้
2.Battery Hold ระบบจัดการการขับขี่จะรักษาความจุของแบตเตอรี่ไว้ที่ระดับปัจจุบันที่คงเหลือ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถครอบคลุมระยะทางที่กำหนดในภายหลังด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
3.Battery Charge ระบบจะจัดการการขับขี่โดยสร้างพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถวางแผนการใช้งานด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบในพื้นที่ที่ต้องการได้
4.Hybrid จะถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติพร้อมกับระบบนำทาง หรือคนขับสามารถเลือกใช้ปุ่มโหมดการทำงาน โดยในโหมดนี้จะทำงานร่วมกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปอย่างลงตัว เพื่อลดอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงให้ได้น้อยที่สุด โดยรถจะเน้นการใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก เช่น การจราจรที่ติดขัด ระบบไฟฟ้าจะทำงานเป็นส่วนใหญ่ โดยจะทำงานร่วมกับระบบ Recuperation ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะการขับขี่ สถานการณ์ สภาพถนน และการขับขี่

ระบบความปลอดภัยแบบครบครัน
•ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Audi pre sense basic)
•ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุด้านหลัง (Audi pre sense rear)
•ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน (Lane change assist
•ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเปิดประตูลงจากรถ (Exit warning)
•ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง (Rear cross traffic assist)

เมื่อรถมีการเคลื่อนที่แบบลอยตัว ตัวรถจะทำการชาร์จไฟกลับสู่แบตเตอรี่ด้วยระบบ Coasting Recuperation โดยระบบนี้จะสามารถคืนพลังงานไฟฟ้าให้กับรถได้มากถึง 25 กิโลวัตต์ นอกจากนั้นในขณะที่ผู้ขับขี่ทำการเบรก Audi A8 L 60 TFSI e quattro จะสามารถคืนพลังงานเข้าแบตเตอรี่ได้สูงสุดถึง 80 กิโลวัตต์ ด้วยระบบ Brake recuperation โดยมีหน้าจอ Virtual Cockpit และระบบ MMI หน้าจอระบบสัมผัสที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถดูข้อมูลการขับขี่ได้อย่างหลากหลาย เช่น มาตราวัดกำลัง ระยะทาง หรือพลังงานในปัจจุบันของระบบเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อจะได้เลือกการขับขี่ได้อย่างถูกต้อง

อาวดี้  5

Audi A8 L 60 TFSI e quattro Prestige S line มาพร้อมกับสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น ดีไซน์การตกแต่งของเบาะนั่งภายในดูสปอร์ตมากขึ้นด้วยลาย Diamond cut ทั้งยังเพิ่มระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่มาอย่างครบครันในราคาที่ถูกลงมากกว่า 1 ล้านบาท เปิดให้จองแล้วในราคา 7,199,000 บาท

สีภายนอกมีให้เลือกไม่ว่าจะเป็น Metallic Glacier White, Metallic Mythos Black, Metallic Floret Silver และ 2 สีใหม่ Metallic Firmament Blue, Metallic District Green สีภายในห้องโดยสารมีให้เลือก 2 สี คือ Cognac Brown และ Black

Audi A7 Sportback 55 TFSI e quattro
Gran Turismo 4 ประตู พร้อมระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดที่ทรงพลัง หนึ่งเดียวในเซกเมนต์ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro ultra technology พร้อมเทคโนโลยีที่ให้ความไดนามิกในการขับขี่ เกาะถนนได้ดีเยี่ยม กำลังขับรวมได้สูงถึง 367 แรงม้า ความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตร / ชั่วโมง เพียง 5.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 250 กิโลเมตร / ชั่วโมง (ในโหมดไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงสุด 135 กิโลเมตร / ชั่วโมง และระยะทางวิ่งไกลสุดอ้างอิงตามผลการทดสอบมาตรฐาน WLTP ถึง 69 กิโลเมตร) พร้อมชุดแต่ง S line

อาวดี้  10

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเทอร์โบชาร์จขนาด 2 ลิตร ให้กำลัง 265 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 143 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ S tronic 7 จังหวะ

อาวดี้  11

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถเก็บพลังงานได้ถึง 17.9 กิโลวัตต์ / ชั่วโมง พร้อมระบบ Recuperation ที่สร้างพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่แบตเตอรี่ขณะขับขี่ ทรงรถ Gran Turismo 4 ประตู หนึ่งเดียวในเซกเมนต์พรีเมียมที่นำเสนอระบบปลั๊กอินไฮบริดพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro

การขับขี่ของ A7 Sportback 55 TFSI e quattro ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ในทุกๆวัน ไม่ว่าจะอยู่ในตัวเมืองหรือการเดินทางระยะทางไกล การผสมผสานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาป มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัวและสปอร์ตในคันเดียว ด้วยโหมดการขับขี่ที่แตกต่างกันทั้ง 4 โหมด รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดนี้จึงใช้งานง่ายและเหมาะกับทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน

อาวดี้  13

ระบบชาร์จที่มาพร้อมกับ Audi A7 Sportback 55 TFSI e quattro เป็นมาตรฐาน หัวชาร์จแบบ Type 2 สำหรับใช้กับเครื่องชาร์จสาธารณะ พร้อมแท่นชาร์จ Compact Charger ที่ใช้สำหรับการชาร์จไฟบ้านและอุตสาหกรรมระบบจะมีการแสดงสถานะ LED เพื่อความปลอดภัย รองรับการชาร์จไฟได้สูงสุด 7.4 กิโลวัตต์ โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง นอกจากนั้น สำหรับการชาร์จด้วยไฟบ้านขนาด 220 โวลต์ ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่เปล่าให้เต็มได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง

รูปลักษณ์ไดนามิก ลุคสปอร์ตด้วยชุดแต่งภายนอกแบบ S line Black Edition และล้อลายใหม่ Audi Sport 5-double arm style ขนาด 20 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง ไฟหน้าแบบ HD Matrix LED พร้อมเอฟเฟกต์ไฟด้านหน้า-หลัง (Light staging) พร้อมไฟ Projector LED สัญลักษณ์ S ที่ประตูหน้า

อาวดี้  13

เบาะนั่งคู่หน้าหนัง Valconaแบบ Sports plus ตกแต่งด้วยลาย Diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด ตกแต่งด้วยหนัง Perforated พร้อมสัญลักษณ์ S line ตกแต่งภายในด้วยลาย Dark Matte Brushed Aluminum หลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า แป้นเบรก แป้นคันเร่ง และที่พักเท้าตกแต่งด้วย Stainless steel

อาวดี้ 14

ภายในรถนั้นไม่ได้มีแต่ความสวยหรู แต่ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยม เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ แยกอิสระ 4 โซน ช่อง USB-C สำหรับผู้โดยสารด้านหน้า 2 ตำแหน่ง และด้านหลัง 2 ตำแหน่ง ระบบเครื่่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ และไฟเรืองแสงในห้องโดยสารมากถึง 30 สี (Contour/ambient lighting) ระบบช่วยปรับอุณหภูมิในห้องโดยสารก่อนเริ่มการขับขี่ (Stationary air conditioning)

อาวดี้  16

Audi A7 Sportback 55 TFSI e quattro S line รุ่นใหม่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด พร้อมสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น ตกแต่งภายนอกด้วยดีไซน์กระจังหน้าใหม่ เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแต่ง Black Edition และล้อลายใหม่ ทั้งยังปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้นด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ มาให้ราคาที่คุ้มค่า ครอบครองได้ง่ายขึ้น เปิดให้จองแล้วในราคาเริ่มต้น 4,799,000 บาท และ A7 Sportback 55 TFSI e quattro S line Black Edition ราคา 5,099,000 บาท

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี Metallic Glacier White, Metallic Floret Silver, Metallic Mythos Black, Metallic Chronos Grey, และสีใหม่ Metallic Firmament Blue และ Metallic Grenadine Red

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าทั้งคัน คุณภาพมาตรฐานเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

 

ฟอร์ด พร้อมดูแลลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม มอบส่วนลดค่าอะไหล่-น้ำมันหล่อลื่น 40% ค่าแรง 30%

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ห่วงใยลูกค้าฟอร์ดที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม จัดแคมเปญมอบส่วนลดค่าอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่นสูงถึง 40% และค่าแรง 30% พร้อมตรวจสภาพรถยนต์ทั่วไปฟรี 30 รายการให้กับลูกค้าผู้ประสบภัยตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ

“ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว เราห่วงใยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เราหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าฟอร์ดที่ได้รับผลกระทบ และเสริมความอุ่นใจให้ลูกค้าในการใช้งานรถฟอร์ด” นายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ลูกค้ารถยนต์ฟอร์ดที่ได้รับผลกระทบและความเสียหายจากน้ำท่วม สามารถเข้ารับบริการตรวจสภาพทั่วไปฟรี 30 รายการ ซึ่งจะครอบคลุมในส่วนของเครื่องยนต์ เบรก ช่วงล่าง ระบบส่งกำลัง ระบบไฟฟ้าและตัวถัง พร้อมรับส่วนลดค่าอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่นสูงถึง 40% และส่วนลดค่าแรง 30% ทั้งนี้ ส่วนลดค่าอะไหล่จะไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ยาง เบรก และแบตเตอรี่ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ และสิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่ครอบคลุมรายการความเสียหายที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของบริษัทประกันภัย ลูกค้าสามารถนำรถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศหรือดูข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.ford.co.th

MOTOR EXPO 2023 รวมยานยนต์ครบวงจร รถยนต์ 40 แบรนด์ จักรยานยนต์ 23 แบรนด์

0
Motor Expo 2023 1

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40” หรือ Motor Expo 2023 ศูนย์รวมยานยนต์ประกาศความยิ่งใหญ่ พร้อมจัดแสดงรถยนต์ จักรยานยนต์ เรือ และอากาศยาน ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม นี้

 

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40” เผยว่า “ปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “ยานยนต์: ความหมายที่มากกว่า – Mobility: Imagination and Beyond” มีค่ายรถยนต์เข้าร่วมงานทั้งหมด 40 แบรนด์ จาก 11 ประเทศ รถจักรยานยนต์ 23 แบรนด์ จาก 7 ประเทศ รวมถึงมีธุรกิจ เรือ และเพิ่มการจัดแสดงอากาศยาน ทำให้งานมีความสมบูรณ์แบบจากการแสดงยานยนต์ครบวงจรทั้ง ทางบก เรือ และอากาศเป็นครั้งแรก”

Motor Expo 2023 2

รถยนต์ 40 แบรนด์ ได้แก่ AION, AUDI, BENTLEY, BMW, BYD, CHANGAN, FORD, GWM, HONDA, HYUNDAI, ISUZU, JEEP, KIA, LEXUS, LOTUS, MASERATI, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, MOKE, NETA, NEX, NISSAN, PEUGEOT, POCCO, PORSCHE, SMOGO, SUBARU, SUZUKI, TATA, TESLA, TOYOTA, VOLVO, WULING รวมถึงชุดแต่ง และรถยนต์จากผู้นำเข้าอิสระ ได้แก่ BMW M PERFORMANCE, CARLSSON, M’Z SPEED และ SWIFT

รถจักรยานยนต์ 23 แบรนด์ ได้แก่ ALPHA VOLANTIS, BMW, CINECO, CYCLONE, EM EV BIKE THAILAND, FELO, HANWAY, HARLEY-DAVIDSON, HONDA, I-MOTOR, KAWASAKI, LAMBRETTA, LYVA, RAPID, ROYAL ALLOY, ROYAL ENFIELD, SCOMADI, SMOGO, SOLAR, SUZUKI, TRIUMPH, YAMAHA และ ZEEHO

Motor Expo 2023 5

นอกจากนี้ ยังมีรถมือสอง 4 แบรนด์ ได้แก่ BMW PREMIUM SELECTION, JUST CAR, MERCEDES-BENZ CERTIFIED, PRE-OWNED VEHICLES และ VOLVO SELEKT

พื้นที่ JOIN BOAT PLATFORM โดยงาน MOTOR EXPO 2023 ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจเรือจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเรือ และการท่องเที่ยวทางน้ำ อย่างต่อเนื่อง โดยจัดแสดงเรือมากกว่า 10 ลำ

ยิ่งกว่านั้น MOTOR EXPO 2023 เปิดพื้นที่จัดแสดงโซนอากาศยานเป็นครั้งแรก โดยร่วมกับ สถาบันการเรียนการสอน เทคโนโลยี นวัตกรรม บริการภาคพื้น และเช่าเหมาลำ รวม 14 องค์กร ได้แก่ โรงเรียนการบินไทยอินเตอร์ไฟลอิ้ง, สมาคม Blue Bird, สมาคมกีฬาทางอากาศ, สถาบันการบินพลเรือน, EASY 2018, PULSE SCIENCE, TOP Engineering, MU Space and Advanced Technology, YAMAHA, SIT, AAS, สยาม ซีเพลน, First Global Jet และ SAVIATION

สำหรับกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมทั้ง ซื้อรถ…ชิงรถ / ซื้อบัตร…ชิงรถ / ซื้อสินค้า…ชิงรถ / ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์ / ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรางวัล มีรายละเอียดดังนี้

Motor Expo 2023 4

1.“ซื้อรถ…ชิงรถ” เมื่อจองหรือซื้อรถยนต์ใหม่ภายในงาน มีสิทธิ์ชิงรถยนต์ NEW MG HS PHEV D มูลค่า 1,299,000 บาท
2.“ซื้อบัตร…ชิงรถ” ผู้ซื้อบัตรชมงาน มีสิทธิ์ชิงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า NETA V มูลค่า 760,000 บาท
3.“ซื้อสินค้า…ชิงรถ” เมื่อซื้อสินค้าภายในงานจากร้านค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป (ยกเว้นการจอง/ซื้อรถยนต์, รถจักรยานยนต์ และรถใช้แล้ว) มีสิทธิ์ชิงรางวัลใหญ่ รถยนต์ MITSUBISHI ATTRAGE 1.2 ACTIVE CVT A/T ราคา 529,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
4.“ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” เมื่อจองหรือซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ในงาน มีสิทธิ์ชิงรถจักรยานยนต์ HONDA รุ่น XL750 TRANSALP 2023 มูลค่า 394,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
5.“ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรางวัล” ผู้ชิงโชคต้องลงทะเบียนใน MOTOR EXPO APPLICATION โดยกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 – 31 ธันวาคม 2566 มีสิทธิ์ชิงรถจักรยานยนต์ ALPHA VOLANTIS รุ่น HORIZON300 มูลค่า 129,900 บาท จำนวน 1 รางวัล

พิเศษสำหรับผู้ชมงานมีบริการ “MOTOR EXPO EXCLUSIVE VISITOR” เป็นแพคเกจชมงานแบบวีไอพี เพียง 700 บาท รับสิทธิพิเศษ ที่จอดรถ VIP ณ ลานจอดรถ P1 (1 คัน/1 สิทธิ์) ฟรีค่าจอด 3 ชม. พื้นที่รับรองพิเศษ EXCLUSIVE VISITOR LOUNGE บัตรเข้าชมงาน ULTIMATE VIP 2 ใบ บริการนำชมรถโดยพนักงานขายของแบรนด์ที่ลูกค้าสนใจ และซื้อสินค้าที่ระลึก MOTOR EXPO ลด 10%

Motor Expo 2023 7

พบกับงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40” ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี วันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2566 ติดตามข้อมูล MOTOR EXPO ได้ทาง motorexpo.co.th, FB : MotorExpo, IG : Motorexpoth, Youtube : IMCOnlineTH, Line : Motorexpo และ Twitter : MotorExpoTH

 

“CHANGAN” ประเทศไทย ลุยระยองจัดพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานแห่งแรก

0
CHANGAN Pic Open

CHANGAN ประเทศไทย ประกาศก้าวสำคัญจัด ‘พิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตรถยนต์’ แห่งแรกในประเทศไทย ณ จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 นับเป็นหนึ่งในความสำเร็จของ Changan Automobile ในการขยายธุรกิจสู่ระดับสากล โดยกำหนดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งแรกในตลาดต่างประเทศ นอกเหนือจากประเทศจีน ตลอดจนเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

CHANGAN 1

นาย  หวาง ฮุย รองประธานกรรมการ Changan Automobile กล่าวเปิดงานและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาในครั้งนี้ว่า “พิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตรถยนต์ในวันนี้ นับเป็นการก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ของ Changan Automobile ในระดับสากล และพวกเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ริเริ่มการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ ซึ่งจะถูกใช้เป็นฐานการดำเนินงานในประเทศไทย รวมถึงเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของเราในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยการร่วมมือกับพันธมิตรที่สำคัญสำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามร่วมกันในการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศจีนและประเทศไทยอีกด้วย”

CHANGAN 2

เพื่อตอบสนองอัตราการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าที่รวดเร็วในประเทศไทย Changan Automobile ลงทุนกว่า 8.8 พันล้านบาทในระยะแรกของการสร้างฐานการผลิตที่ทันสมัยในจังหวัดระยอง เมื่อรวมกับแผนการลงทุนที่จะถูกดำเนินการในระยะที่ 2 คาดว่ามูลค่าการลงทุนโดยรวมจะสูงสุดถึง 2 หมื่นล้านบาท โดยโรงงานผลิตรถยนต์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ซึ่งจะรองรับการผลิตรถยนต์ในขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น งานพ่นสี ประกอบตัวรถยนต์ ประกอบเครื่องยนต์ และประกอบแบตเตอรี่ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นอื่น ๆ โดยในช่วงระยะแรกคาดว่าโรงงานแห่งนี้จะมีกำลังในการผลิตรถยนต์สูงถึง 100,000 คันต่อปี และจะสามารถเริ่มผลิตได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังเตรียมเริ่มการก่อสร้างสำหรับระยะที่ 2 ซึ่งกำลังการผลิตรถยนต์โดยรวมจะสูงถึง 200,000 คันต่อปี ตั้งเป้าครอบคลุมตลาดอาเซียนทั้งหมด รวมถึงตลาดรถยนต์พวงมาลัยขวาทั่วโลก

พิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตรถยนต์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์ระดับโลกของ CHANGAN แต่ยังเป็นการเปิดศักราชใหม่ของนวัตกรรมยานยนต์และการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทยอีกด้วย

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ดันแบรนด์ “IONIQ” บุกตลาดรถไฟฟ้าไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THAILAND MEETS IONIQ”

0
IONIQ Pic open

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย (HMT) ชูแคมเปญใหญ่ “Thailand Meets IONIQ” นำรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ “IONIQ (ไอออนิค)” จากฮุนได รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเมืองไทยเต็มรูปแบบ พร้อมประเดิมตลาดด้วยรุ่น “IONIQ 5” รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงเทียบเท่าแบรนด์ยุโรปและอเมริกา ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัส พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่น หลังบริษัทแม่จากเกาหลีใต้เข้ามาบริหารแบรนด์ฮุนไดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งยังมั่นใจในศักยภาพของไทย ด้วยการตั้งเป้าให้เป็นตลาดหลักของภูมิภาค เพื่อให้บริการและนวัตกรรมยานยนต์ต่าง ๆ ที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าชาวไทย

หลังครองตลาดรถยนต์ MPV ในไทยอย่างยาวนาน วันนี้ ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย พร้อมรุกตลาด EV เต็มรูปแบบ เดินหน้าสู่การเป็นแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำ ที่พร้อมท้าทายและสรรค์สร้างอนาคตใหม่แห่งการเดินทางในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของบริษัท “ความก้าวหน้าเพื่อมวลมนุษยชาติ (Progress for Humanity)” ซึ่งเป็นปรัชญาการออกผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อให้เกิดโซลูชันแห่งอนาคตที่ยั่งยืน โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า ภายใต้กลยุทธ์ปี 2025 ผ่านการนำเสนอโซลูชันการเดินทางอัจฉริยะ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า

เตรียมสัมผัสปรากฎการณ์ใหม่จาก IONIQ สุดยอดแบรนด์ยนตกรรมไฟฟ้าแห่งอนาคตจากฮุนได พร้อมนำคุณสู่ประสบการณ์การเดินทางระดับเวิลด์คลาสรูปแบบใหม่ ที่มั่นใจได้ทั้งด้านความปลอดภัย สมรรถนะการขับขี่ ประสิทธิภาพ และฟีเจอร์อัจฉริยะครบครัน ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ชวนลูกค้านำรถอายุ 15 ปีขึ้นไป ตรวจเช็กสภาพรถฟรี! พร้อมส่วนลดพิเศษ

0
มิตซูบิชิ ภาพเปิด

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มอบส่วนลดพิเศษ 20 เปอร์เซ็นต์ ค่าน้ำมันเครื่อง อะไหล่ เคมีภัณฑ์ที่ร่วมรายการ และค่าแรง พร้อมบริการตรวจเช็กสภาพรถ 22 รายการ และโปรแกรมตรวจเช็กเครื่องยนต์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ MUT-III ฟรี สำหรับรถยนต์ มิตซูบิชิ ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป เมื่อลูกค้านำรถเข้าศูนย์บริการของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วประเทศ วันนี้ – 29 กุมภาพันธ์ 2567 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า และพัฒนาคุณภาพด้านบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง

 

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานขาย บริการหลังการขาย และการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ข้อเสนอพิเศษภายใต้แคมเปญนี้ ถือเป็นหนึ่งในการส่งเสริมการดูแลรักษารถของลูกค้าให้มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมตลอดอายุการใช้งาน พร้อมตอบสนองนโยบายของภาครัฐเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 จากการใช้งานรถยนต์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการยกระดับคุณภาพด้านบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเสนออะไหล่แท้ การให้บริการโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการ ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการมุ่งมั่นทุ่มเทที่เรารู้สึกภาคภูมิใจ และได้รับการการันตีความสำเร็จด้วยรางวัลอันทรงเกียรติ ในด้านความพึงพอใจด้านการขายและบริการหลังการขายถึง 2 ปีซ้อน จากผลสำรวจของ TAQA หรือ รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม

มิตซูบิชิ 2

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้รับรางวัลอันดับ 1 ธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม หรือ TAQA ด้านความพึงพอใจด้านการขายและบริการหลังการขาย ทั้งหมด 7 รางวัล ประกอบด้วย
•รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ความพึงพอใจด้านบริการหลังการขาย ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ในปี 2563 และปี 2564
•รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ความพึงพอใจด้านการขาย ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ในปี 2563 และปี 2564
•รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ความพึงพอใจด้านบริการหลังการขาย ประเภทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน ในปี 2563 และปี 2564
•รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ความพึงพอใจด้านการขาย ประเภทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน ในปี 2564

ลูกค้าที่สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดและเงื่อนไขการเข้ารับบริการได้ที่ https://bit.ly/OldVehicleMaintenance หรือ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โชว์รูม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วประเทศ หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

 

“ฮอนด้า” จัดโปรโมชันพิเศษ “โปรแรงฮอนด้าส่งท้ายปี ข้อเสนอเดียวกับ Motor Expo” มาพร้อมดอกเบี้ย 0% หรือฮอนด้าช่วยผ่อน นาน 12 เดือน รวมมูลค่าสูงสุด 54,000 บาท

0
โปรฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดโปรโมชันพิเศษต้อนรับเทศกาลส่งความสุขส่งท้ายปี เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าได้ง่ายขึ้น กับแคมเปญสุดพิเศษ “โปรแรงฮอนด้า ส่งท้ายปี ข้อเสนอเดียวกับ Motor Expo” ด้วยข้อเสนอพิเศษที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น* ได้แก่ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% หรือฮอนด้าช่วยผ่อน นาน 12 เดือน รวมมูลค่าสูงสุดถึง 54,000 บาท* พร้อมรับ ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care) ประกอบด้วย ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมแพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม. และฟรี Honda Ultimate Care (ฮอนด้า อัลติเมท แคร์) โปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง เพิ่มอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร ต่อจากการรับประกันคุณภาพรถใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พิเศษ สำหรับไลน์อัป อี:เอชอีวี รวมการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือทางเลือกพิเศษ Double Smile Plus สินเชื่อใหม่จาก ฮอนด้า ลีสซิ่ง ที่จะช่วยให้การออกรถยนต์ฮอนด้าคันใหม่ของคุณเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ ดาวน์เริ่มต้นเพียง 5% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ฮอนด้ารุ่นที่ร่วมรายการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 31 ธันวาคม 2566

โดยรถยนต์ฮอนด้าที่ร่วมรายการมีให้เลือกในหลากหลายเซกเมนต์ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการที่หลากหลายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น

•ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มาพร้อมสามข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1)ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
2)ดอกเบี้ย 2.59% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อน เดือนละ 3,500 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
3)ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ดาวน์เริ่มต้นเพียง 31,450 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมแคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 3,500 บาท จำนวน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 5,367 บาท
(หลังหักค่าช่วยผ่อนแล้ว)

โปรแรงฮอนด้า 2

•ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมสามข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1)ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) รวมทั้งฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
2)ดอกเบี้ย 2.59% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อน เดือนละ 3,500 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) รวมทั้งฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
3)ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ดาวน์เริ่มต้นเพียง 38,450 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมแคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 3,500 บาท จำนวน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 7,341 บาท
(หลังหักค่าช่วยผ่อนแล้ว)

•ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก มาพร้อมสามข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1)ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
2)ดอกเบี้ย 2.59% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อน เดือนละ 3,500 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 1 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
3)ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ดาวน์เริ่มต้นเพียง 29,950 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมแคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 3,500 บาท จำนวน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 5,568 บาท
(หลังหักค่าช่วยผ่อนแล้ว)

โปรแรงฮอนด้า 3

•ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี มาพร้อมสามข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1)ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) รวมทั้งฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
2)ดอกเบี้ย 2.59% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อน เดือนละ 3,500 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่ง
ถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) รวมทั้งฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
3)ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ดาวน์เริ่มต้นเพียง 42,450 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมแคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 3,500 บาท จำนวน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 9,353 บาท
(หลังหักค่าช่วยผ่อนแล้ว)

•ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี มาพร้อมสามข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1)ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) รวมทั้งฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
2)ดอกเบี้ย 2.59% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อน เดือนละ 4,500 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 54,000 บาท พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่ง
ถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) รวมทั้งฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
3)ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ดาวน์เริ่มต้นเพียง 48,950 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมแคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 4,500 บาท จำนวน 12 เดือน รวมมูลค่า 54,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 10,321 บาท
(หลังหักค่าช่วยผ่อนแล้ว)

โปรแรงฮอนด้า 5

•ฮอนด้า ซีวิค มาพร้อมสามข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1)ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
2)ดอกเบี้ย 2.59% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อน เดือนละ 4,500 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 54,000 บาท พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
3)ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ดาวน์เริ่มต้นเพียง 48,245 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมแคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 4,500 บาท จำนวน 12 เดือน รวมมูลค่า 54,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 10,108 บาท
(หลังหักค่าช่วยผ่อนแล้ว)

โปรแรงฮอนด้า 6

•ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี มาพร้อมสามข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1)ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) รวมทั้งฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
2)ดอกเบี้ย 2.59% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อน เดือนละ 4,500 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 54,000 บาท พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) รวมทั้งฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
3)ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ดาวน์เริ่มต้นเพียง 56,450 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมแคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 4,500 บาท จำนวน 12 เดือน รวมมูลค่า 54,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 12,592 บาท
(หลังหักค่าช่วยผ่อนแล้ว)

•ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมสามข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1)ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
2)ดอกเบี้ย 2.59% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อน เดือนละ 3,500 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
3)ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ดาวน์เริ่มต้นเพียง 39,950 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมแคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 3,500 บาท จำนวน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 8,596 บาท
(หลังหักค่าช่วยผ่อนแล้ว)

โปรแรงฮอนด้า 7

•ฮอนด้า บีอาร์-วี มาพร้อมสามข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1)ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
2)ดอกเบี้ย 2.59% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อน เดือนละ 3,500 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่ง
ถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
3)ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ดาวน์เริ่มต้นเพียง 45,750 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมแคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 3,500 บาท จำนวน 12 เดือน รวมมูลค่า 42,000 บาท ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 10,352 บาท (หลังหักค่าช่วยผ่อนแล้ว)

•ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ รุ่น E, ES 4WD และ EL 4WD ดอกเบี้ย 2.29% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

•ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ รุ่น e:HEV ES และ e:HEV RS 4WD ดอกเบี้ย 2.29% พร้อมรับ “ฮอนด้า
เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) รวมทั้งฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

•ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ดอกเบี้ย 2.29% พร้อมรับ “ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์ (Honda Exclusive Care)” ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) รวมทั้งฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เมื่อจองและรับรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และพบกับข้อเสนอสุดพิเศษ เมื่อนำรถยนต์ฮอนด้ารุ่นใดก็ได้มาขายและออกรถ แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ที่โชว์รูมของผู้จำหน่าย รับบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาทเพิ่ม

“SUZUKI CARRY” ยอดขายสะสมทะลุ 60,728 คัน พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ รถคู่คิดธุรกิจ SME เดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่อง “CARRY YOUR DREAM CARRY YOUR LIFE”

0
SUZUKI CARRY ภาพเปิด

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ซูซูกิได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดย่อมหรือ SME เป็นอย่างดี จนสามารถสร้างยอดขายรวมในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2566 จำนวน 2,125 คัน และผลักดันให้มียอดขายรวมนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2549 จนถึง ณ ปัจจุบัน มียอดขายรวมในประเทศไทยไปแล้วกว่า 60,728 คัน และเพื่อเป็นการตอกย้ำความนิยม และความสำคัญของ SUZUKI CARRY ในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจขนาดย่อมที่กำลังเติบโตของตลาดในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SME ในรูปแบบแฟรนไชส์ ที่มีการขยายตลาดและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา นอกเหนือจากการคำนึงถึงความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าที่จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีคุ้มค่าในทุกด้านแล้ว “ซูซูกิ” ยังมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคมไทยผ่านแคมเปญ “SUZUKI Cause We Care-เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” จึงเป็นความมุ่งหวังที่จะพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชนและสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

SUZUKI CARRY 1

 

หนึ่งในโครงการสำคัญที่เรายังคงเดินหน้าส่งมอบความสุขกันมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 คือ กิจกรรม “CARRY YOUR DREAM CARRY YOUR LIFE” โดยจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2565 ณ มูลนิธิคนตาบอดแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือกับทั้งผู้ประกอบการที่เป็นพันธมิตร และผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ ทำการดัดแปลงรถกระบะเพื่อการพาณิชย์อเนกประสงค์ SUZUKI CARRY ให้กลายเป็นร้านตัดผมเคลื่อนที่เพื่อนำไปให้บริการ พร้อมทั้งการมอบเครื่องอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นไว้ให้ทางมูลนิธิฯ ซึ่งจากจุดเริ่มต้นในครั้งนั้น เราได้ขยายการจัดกิจกรรมการส่งมอบความสุขนี้ไปยังผู้ด้อยโอกาสทางสังคมยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

SUZUKI CARRY 2

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา นับเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ซูซูกิยังคงร่วมมือกับทางผู้ประกอบการร้านตัดผม จากร้าน Mug & Scissors และผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิในพื้นที่นำ SUZUKI CARRY Barber Truck มาให้บริการตัดผมแก่ผู้สูงอายุ ณ ศูนย์พัฒนาการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านธรรมปกรณ์ จังหวัดเชียงใหม่

ศูนย์พัฒนาการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านธรรมปกรณ์ มีสมาชิกในการดูแลทั้งหมด 122 ท่าน เข้ารับบริการตัดผมจาก SUZUKI CARRY Barber Truck จำนวน 30 ท่าน ซึ่งช่วยสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขและความประทับใจให้แก่ผู้สูงอายุทุกท่านได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังคงมอบเครื่องอุปโภค บริโภคที่จำเป็นแก่ทางศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมฯ โดยมีคุณศุภกานต์ อินทุทรัพย์ นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านธรรมปกรณ์ เป็นผู้แทนในการรับมอบ

SUZUKI CARRY 3

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำ SUZUKI CARRY Barber Truck ออกตระเวนให้บริการตัดผมแก่ประชาชนมาแล้วทั่วประเทศ นอกจากจะเป็นการสานต่อเจตนารมณ์อันดีเพื่อสังคมและผู้คนที่ซูซูกิมุ่งมั่นและตั้งใจแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า SUZUKI CARRY ไม่ใช่เป็นเพียงแค่รถบรรทุก แต่เป็นรถขนส่งความสุขในทุกเส้นทางความฝัน พร้อมจะเป็นยานพาหนะที่อยู่เคียงข้างร่วมฝ่าวิกฤตในทุกสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนารูปแบบให้สามารถรองรับการดัดแปลงได้อย่างหลากหลายมากกว่าการเป็นรถขนสินค้าหรือสัมภาระ แต่เปรียบเสมือนพาร์ทเนอร์คนสำคัญที่พร้อมจะสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการด้วยความจริงใจ เดินหน้าไปสู่จุดหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

SUZUKI CARRY 5

ซูซูกิ จึงได้นำเสนอแคมเปญพิเศษ สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ขนาดเล็กรุ่นนี้ ด้วยการมอบข้อเสนอพิเศษ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาท หรือ รับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเพียงวันละ 222 บาท หรือเลือกรับข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% พร้อมฟรีประกันชั้น 1 ในปีแรก ซึ่งข้อเสนอพิเศษดังกล่าวจะเป็นการคิดรวมกับอุปกรณ์ตกแต่งรถเรียบร้อยแล้ว (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯที่กำหนด) อีกทั้งเรายังมีพันธมิตรเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศเข้ามาร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟลีสซิ่ง ช่วยเรื่องการอนุมัติสินเชื่อให้มีความหลากหลายและช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

 

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น คว้า 6 รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4

0
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ภาพเปิด

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 ประจำปี 2565 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่และไม่หยุดยั้งในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและ การดำเนินงานเพื่อสิ่งแวดล้อมที่โรงงานแหลมฉบัง รางวัลนี้แสดงถึงความสำเร็จครั้งสำคัญเนื่องจากโรงงานดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส สำหรับจำหน่ายทั้งในประเทศไทยและส่งออกทั่วโลก โดยพิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรมวิถีใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน จัดขึ้น ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก (วิภาวดีรังสิต) กรุงเทพมหานคร

โรงงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวทั้งหมด 6 รางวัล ได้แก่ 1) โรงงาน 1 และ 2 2) โรงงาน 3 3) สนามทดสอบรถยนต์ 4) โรงงานผลิตเครื่องยนต์ 5) โรงงานปั๊มขึ้นรูป 1 และ 6) โรงงานปั๊มขึ้นรูป 2 และพลาสติก โดยมี มร. มาซาฮิโระ อะวาโนะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานวิจัยและพัฒนา และนายธีรุตม์ บุตรเลิศเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกฎหมายและกลยุทธ์สิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้บริหารฝ่ายการผลิตเป็นผู้แทนรับรางวัลจากนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 ซึ่งมอบให้แก่สถานประกอบการที่ให้ความสำคัญกับความร่วมมือของพนักงานในทุกระดับภายในองค์กรเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมให้บริษัทฯ มุ่งมั่นสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความโปร่งใส และสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ด้วยแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมและความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนตลอดหลายปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้รับรองมาตรฐาน IS014001 ตั้งแต่ปี 2544 บริษัทฯ ยังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 ในปี 2564 และรางวัลการจัดการของเสียที่ดีตามหลัก 3R จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมในปี 2558 และ 2563

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น มีการดำเนินงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในโรงงานผลิตทุกแห่ง โดยมีเป้าหมายลดของเสีย ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างการนำเทคโนโลยีการพ่นสีฐานน้ำมาใช้ เพื่อช่วยลดปริมาณการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายสู่สิ่งแวดล้อม และสร้างระบบการบำบัดน้ำเสียที่สอดคล้องกับการจัดการของเสียที่ดี ด้วยการลดการใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เพื่อลดการใช้น้ำดิบให้น้อยลงและลดการปล่อยน้ำเสียอีกด้วย

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 2

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาโรงงานด้วยเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากกว่า 6,100 ตันต่อปี นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังดำเนินโครงการ “Solar for Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” โดยจะติดตั้งแผงโซลาร์ในโรงพยาบาลชุมชน 40 แห่งภายใน 10 ปีข้างหน้า

โครงการอุตสาหกรรมสีเขียวของกระทรวงอุตสาหกรรมช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและน่าเชื่อถือให้แก่ภาคอุตสาหกรรมนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในปี 2554 ช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นของประชาชนและสร้างเศรษฐกิจสีเขียว กระทรวงอุตสาหกรรมเล็งเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องพัฒนา ปรับปรุง และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

โครงการอุตสาหกรรมสีเขียวโดยกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการบนพื้นฐานของความสมัครใจของสถานประกอบการที่ต้องการดำเนินธุรกิจให้เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนโดยดำเนินการอย่างเป็นระบบใน 5 ระดับ

เพื่อให้แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวในกลุ่มสถานประกอบการมีความสอดคล้องกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization หรือ UNIDO) กระทรวงอุตสาหกรรมได้นำหลักการบริหารจัดการคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management หรือ TQM) ผนวกกับหลักการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พัฒนาและปรับปรุงเป็นหลักการของ “อุตสาหกรรมสีเขียว” บนพื้นฐานสำคัญของ 2 เสาหลักคือ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร เพื่อยกย่องความมุ่งมั่นของสถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลไทยได้มอบรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวให้แก่สถานประกอบการที่มีการปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่ความยั่งยืน