Home Blog Page 183

“ฮอนด้า” นำเสนอ “Honda 0 Series” เป็นครั้งแรกในโลกที่งาน CES 2024 พร้อมเปิดตัวโลโก้ H Mark ใหม่ เพื่อยานยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า

0
ฮอนด้า ภาพเปิด

ฮอนด้า แนะนำ “Honda 0 Series (ฮอนด้า ซีโร่ ซีรีส์)” ซีรีส์ ยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่เตรียมเปิดตัวทั่วโลกในปี พ.ศ. 2569 นำโดยการเผยโฉม “Saloon” และ “Space-Hub” Concept model ของยนตรกรรมไฟฟ้า 2 รุ่นในซีรีส์ฯ พร้อมเปิดตัวโลโก้ H Mark ใหม่ ที่จะนำไปใช้กับ ยานยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้าในอนาคต เป็นครั้งแรกในโลก ในงาน CES 2024 ณ ลาสเวกัส รัฐเนวาดาสหรัฐอเมริกา

ฮอนด้า 1

ฮอนด้า ดำเนินธุรกิจภายใต้ Global Brand Slogan คือ The Power of Dreams – How we move you ที่สื่อความหมายว่า ฮอนด้าจะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้านการขับเคลื่อนและบริการที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถ “ก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ เช่น เวลาและสถานที่” และ “เพิ่มพูนศักยภาพและโอกาสของผู้คน” ด้วยผลิตภัณฑ์ด้านการขับเคลื่อนและบริการของฮอนด้าเหล่านี้ ฮอนด้า พร้อมสนับสนุนความฝันของผู้คนให้กลายเป็นจริง และเป็นพลัง
ที่ขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าต่อไป

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังมีเป้าหมายในการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนผ่านทุกผลิตภัณฑ์และกิจรรมที่บริษัทฯ ดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2593 พร้อมทั้งเดินหน้าสู่เป้าหมายด้านยานยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้า ในการ “เพิ่มสัดส่วนการขายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ทั่วโลกให้เป็น 100% ภายในปี พ.ศ. 2583”

Honda 0 Series เป็นซีรีส์ยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของฮอนด้า ที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง
ครั้งสำคัญของฮอนด้า ที่สอดคล้องกับ Global Brand Slogan และนโยบายด้านยานยนต์ไฟฟ้า โดยชื่อของซีรีส์แสดงถึงความมุ่งมั่นของฮอนด้า ในการรับมือกับความท้าทายในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าซีรีส์ใหม่ ๆ เสมือนการย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของฮอนด้าในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ และสรรค์สร้างยานยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจาก “ศูนย์”
ซึ่งซีรีส์ยานยนต์ไฟฟ้าใหม่นี้ ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะพัฒนาแนวคิด “M/M concept*1” (Man Maximum, Machine Minimum) และ “การขับขี่ที่สนุกสนาน เพลิดเพลิน” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการผลิตรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับ “ความสุขและอิสระในการขับเคลื่อน” ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

ฮอนด้า  2

โดยฮอนด้า จะเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นแรกภายใต้ “Honda 0 Series” ทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2569 เริ่มจากอเมริกาเหนือ ต่อด้วยญี่ปุ่น ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา ทวีปตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ ตามลำดับ

*1 แนวคิด “man maximum, machine minimum” เป็นแนวคิดพื้นฐานในการออกแบบยนตรกรรมของฮอนด้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภายในของตัวรถให้มีพื้นที่สำหรับผู้ใช้งานได้มากที่สุด และลดพื้นที่สำหรับเครื่องจักรให้เหลือน้อยที่สุด

<เกี่ยวกับ Honda 0 Series>
แนวคิดเบื้องหลังของ “0” (Zero)
1.ประวัติศาสตร์ของฮอนด้า: จุดเริ่มต้นและก้าวที่ “ศูนย์” ของฮอนด้า
ฮอนด้าจะสร้างจุดเริ่มต้นของเจเนอเรชันใหม่ โดยการย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของฮอนด้า ที่รวมถึงการเฟ้นหาแนวคิด M/M การขับขี่ที่สนุกสนานเพลิดเพลิน และความสุขและอิสระในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นสิ่ง
ที่ฮอนด้าให้ความสำคัญมาโดยตลอด และจะยังคงยึดมั่นในแนวคิดนี้ต่อไป

2.การนำ Global Brand Slogan มาใช้: ขับเคลื่อนหัวใจของผู้คนด้วยคุณค่าที่สร้างขึ้นจาก “ศูนย์”
ฮอนด้า ขับเคลื่อนด้วย “ความฝัน” อยู่เสมอ และด้วย Global Brand Slogan “The Power of Dreams – How we move you” ฮอนด้าจะสร้างคุณค่าใหม่ที่ริเริ่มจากความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้น เพื่อที่จะมอบประสบการณ์ที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นวิธีที่ฮอนด้าขับเคลื่อนผู้คนรวมถึงหัวใจ
ของพวกเขา

3.ความคิดริเริ่มในการตอบแทนสังคม: ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุความเป็น “ศูนย์”
ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย “การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เป็นศูนย์” ให้สำเร็จ ตลอดอายุ
การใช้งานของยานพาหนะ รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท และ “การสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุและ
ลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์และรถยนต์ฮอนด้าทั่วโลกให้เป็นศูนย์”

4.แนวคิด “บาง เบา และชาญฉลาด” (Thin, Light, and Wise) ในการพัฒนายนตรกรรมและคุณค่าใหม่

5 ประการของยนตรกรรมไฟฟ้าของฮอนด้า

การพัฒนา Honda 0 Series ทีมพัฒนาได้ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของฮอนด้า คิดทบทวนพิจารณาอีกครั้งว่ายนตรกรรมไฟฟ้าแบบไหนที่ฮอนด้าต้องการพัฒนาสำหรับยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง โดยฮอนด้า มุ่งมั่นสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ให้แก่ยนตรกรรมไฟฟ้า ด้วยการก้าวข้ามข้อจำกัดของการเป็นรถที่ “หนาและหนัก” เนื่องจากต้องรองรับแบตเตอรี่ที่มาพร้อมความจุที่สามารถมอบระยะทางในการขับขี่ให้ได้มากพอ เช่นเดียวกับการที่ตัวถังและแพลตฟอร์มต้องสามารถรองรับกับความจุของแบตเตอรี่ได้ โดยฮอนด้า ได้ใช้แนวคิดใหม่ในการพัฒนายนตรกรรมไฟฟ้า ได้แก่ “บาง เบา และชาญฉลาด”

ฮอนด้า 4

บาง (Thin): เพิ่มศักยภาพในการออกแบบ รวมถึงออกแบบตัวรถให้ต่ำ และการคำนึงถึงสมรรถนะตามหลักอากาศพลศาสตร์อันยอดเยี่ยม ด้วยการทำให้แพลตฟอร์ม EV “บาง” เพื่อทำให้ตัวรถต่ำลง

เบา (Light): คำนึงถึงการขับขี่สไตล์สปอร์ตและสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ที่ท้าทายความเชื่อของผู้คนที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า ผ่านเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์จากฮอนด้า ที่ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของฮอนด้าในฐานะผู้ผลิตรถยนต์

ชาญฉลาด (Wise): คำนึงถึงยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนโดยซอฟต์แวร์ดั้งเดิมของฮอนด้า โดยการผสานองค์ความรู้ที่ฮอนด้าสั่งสมมาจนถึงปัจจุบัน และการพัฒนายนตรกรรมให้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น ผ่านการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะอันล้ำสมัย

โดยยนตรกรรมไฟฟ้าของฮอนด้า จะได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นตามแนวคิดการพัฒนาข้างต้น และจะมาพร้อมโครงสร้างสำหรับรถ EV โดยเฉพาะ ที่จะมอบคุณค่าหลัก 5 ประการ ดังนี้
1.การออกแบบที่งดงาม สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่น
2.ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (AD/ADAS) ที่มอบความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกการเดินทาง
3.“พื้นที่” ที่เป็นไปได้สำหรับผู้คนด้วยเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่หลากหลาย
4.ความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ทำให้ผู้ขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกับยานพาหนะ
5.สมรรถนะของพลังงานไฟฟ้าที่โดดเด่นและมีประสิทธิภาพ

ฮอนด้า 6

5 คุณค่าใหม่
1)การออกแบบที่งดงาม สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่น
แนวคิดในการออกแบบ คือ “The Art of Resonance” ภายใต้ธีม “Resonance with the environment, society and users” หรือความสอดคล้องระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้ใช้งาน ฮอนด้าจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน ที่สะกดทุกสายตาผู้คน และขยายความเป็นไปได้ในชีวิตประจำวันของผู้คน

2)ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (AD/ADAS) ที่มอบความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกการเดินทาง
เมื่อปี พ.ศ. 2564 ฮอนด้าได้นำเสนอการขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 สู่การใช้งานจริง โดยได้เปิดตัว All-new Legend ที่มาพร้อมกับ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง อีลิท (Honda SENSING Elite) ที่นำเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีคุณสมบัติรองรับเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 (การขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไขในพื้นที่จำกัด) โดยฮอนด้า
จะนำเอาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS: Advanced Driver-Assistive System) ที่ใช้เทคโนโลยีของฮอนด้า เซนส์ซิ่ง อีลิท มาติดตั้งอยู่ใน Honda 0 Series เพื่อมอบประสบการณ์ของเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติให้แก่ลูกค้าทั่วโลก

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 2020 ยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series จะมาพร้อมระบบการขับขี่อัตโนมัติ AD (Automated Driving) และจะนำเสนอยนตรกรรมไฟฟ้าที่มาพร้อมฟังก์ชันการขับขี่อัตโนมัติ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

ระบบการขับขี่อัตโนมัตินี้ได้รับการพัฒนาตามแนวคิด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ของฮอนด้า โดยระบบนี้จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูง เซนส์ซิ่ง เทคโนโลยีการตรวจจับการจดจำ/การตัดสินใจ และเทคโนโลยีการตรวจจับผู้ขับขี่เพื่อพัฒนาความสามารถให้ใกล้เคียงกับมนุษย์และเป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงการคาดการณ์ความเสี่ยงทั่วไปและความเสี่ยงสูง เพื่อนำเสนอฟังก์ชันการขับขี่อัตโนมัติที่ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย โดยเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติขั้นสูงดังกล่าว จะเพิ่มจำนวนของสถานการณ์การขับขี่อัตโนมัติให้สามารถใช้งานได้บนทางด่วน ในขณะที่ฟังก์ชันแบบแฮนด์ออฟ (Hands-off) บางฟังก์ชัน จะสามารถใช้งานบนถนนปกติได้ด้วย จากที่ปัจจุบันที่ใช้งานได้บนทางด่วนเท่านั้น

3)“พื้นที่” ที่เป็นไปได้สำหรับผู้คนด้วยเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่หลากหลาย

ฮอนด้า 7
ยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series จะมาพร้อมกับคุณค่าด้าน “ความสนุกสนานในการขับขี่ ความสนุก
ในการใช้งาน และความสนุกในการเชื่อมต่อ” ผ่านการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IoT และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ระบบปฏิบัติการดั้งเดิมของรถยนต์ฮอนด้า และด้วยความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data จะทำให้รถสามารถจดจำความสนใจของผู้ขับขี่ เช่น เพลงที่ชอบ รวมถึงพฤติกรรมและแนวโน้มของผู้ขับขี่ขณะขับรถ และช่วยให้คำแนะนำได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ รถยนต์จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่โดยรอบและแนะนำเส้นทางจนถึงจุดหมายปลายทางแม้จะลงจากรถไปแล้ว โดยรถยนต์จะมาพร้อมคุณสมบัติในการเข้าใจความรู้สึกของผู้ขับขี่ ยิ่งใช้รถมากเท่าใด ผู้ขับขี่ก็จะใกล้ชิดกับรถมากขึ้นเท่านั้น เพื่อส่งมอบ “ความสนุกในการเชื่อมต่อ” ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจําวันของผู้คน

4)ความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ทำให้ผู้ขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกับยานพาหนะ
ยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและสมรรถนะ
ตามแบบฉบับของฮอนด้า เพื่อส่งมอบความสนุกสนานในการขับขี่ยุคใหม่ ยกระดับอารมณ์ความรู้สึกในการขับขี่สไตล์สปอร์ตและความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ ทั้งร่างกายและจิตใจให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ จากการผสานการออกแบบตัวรถของ Honda 0 Series ที่มีความต่ำ เข้ากับเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ของฮอนด้า เช่นเดียวกับที่ใช้ในกลุ่มมอเตอร์สปอร์ต ส่งผลให้สมรรถนะการขับเคลื่อน สมรรถนะทางอากาศพลศาสตร์ และการออกแบบ ผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว

5)สมรรถนะของพลังงานไฟฟ้าที่โดดเด่นและมีประสิทธิภาพ
จากเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และการพัฒนายนตรกรรมไฮบริดรุ่นต่าง ๆ ของฮอนด้า
ที่สั่งสมมา นำมาสู่สมรรถนะการขับเคลื่อนขั้นสูงจากพลังงานไฟฟ้า โดยยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series จะมาพร้อมกับ e-Axles*2 ที่มาพร้อมความสามารถในการแปลงพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและรูปลักษณ์ที่ดีเยี่ยม ชุดแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กน้ำหนักเบา และมีความหนาแน่นสูง รวมถึงสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์ที่ดีเยี่ยม โดยมีเป้าหมายเพื่อมอบระยะทางการใช้งานที่เพียงพอ และในขณะเดียวกันก็ลดพื้นที่ในการติดตั้งแบตเตอรี่บนรถยนต์ให้เหลือน้อยที่สุด

ฮอนด้า  9

นอกจากนี้ เพื่อลดความกังวลในเรื่อง “ระยะเวลาในการชาร์จ” และ “การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่” ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่รถยนต์ไฟฟ้าเผชิญอยู่ ยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series จะมาพร้อมแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ ปราศจากความกังวลเรื่องการชาร์จและลดการเสื่อมสภาพตลอดการใช้งานหลายปี โดยยนตรกรรมภายใต้ Honda 0 Series ที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 2020 จะมาพร้อมฟังก์ชันการชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ 15% ไปถึง 80% ด้วยเวลาประมาณเพียง 10-15 นาที ในขณะเดียวกัน ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีควบคุมระบบแบตเตอรี่ ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงจากข้อมูลการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้ากว่า 1 ล้านคันมาใช้ในการจำกัดการเสื่อมสภาพความจุของแบตเตอรี่ (ช่วงระยะ) ให้น้อยกว่า 10% หลังจากใช้งานไปแล้ว 10 ปี
*2 ระบบที่ประกอบด้วยมอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และกระปุกเกียร์ ที่แปลงพลังงานไฟฟ้าให้เป็นแรงขับเคลื่อน

Concept Model ของ Honda 0 Series – Saloon และ Space-Hub
<Saloon>
ซาลูน (Saloon) เป็นยนตรกรรม Flagship concept model ของ Honda 0 Series ซึ่งเป็นการผสมผสานแนวคิด “บาง เบา และชาญฉลาด” เข้าไว้ด้วยกัน ด้วยความเฉพาะตัวของโครงสร้างสำหรับรถ EV จึงช่วยเปิดอิสระในการออกแบบให้กว้างขึ้น และยกระดับแนวคิด M/M ในยุคของยนตรกรรมไฟฟ้าให้เหนือไปอีกขั้น การออกแบบตัวถังต่ำสไตล์สปอร์ต ทําให้ ซาลูน แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปตั้งแต่แรกเห็น ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นและพื้นที่ภายในที่กว้างขวางมากกว่าที่เห็นจากรูปลักษณ์ภายนอก นอกจากนี้ แผงหน้าปัดยังมี Interface การเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร (HMI) ที่ใช้งานง่ายและสะดวก ช่วยให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่ล้ำสมัยและไร้รอยต่อ ด้วยทัศนวิสัยสุดเร้าใจและระบบควบคุมที่ใช้งานง่าย ซาลูน จึงมอบประสบการณ์ขับขี่ที่สนุกสนาน เชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ขับขี่

ฮอนด้า 10

จากประสบการณ์อันยาวนานในการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ต้นแบบ ฮอนด้า มุ่งมั่นนำเสนอระบบควบคุมตามความต้องการของผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์ของการขับขี่ ผ่านเทคโนโลยี steer-by-wire และการพัฒนาระบบเพิ่มความเสถียรและความคล่องตัวในการขับขี่ (Motion Management System) รวมถึงระบบควบคุมท่าทางของผู้ขับขี่ ซาลูน ในฐานะที่เป็นยนตรกรรมรุ่น flagship ของ Honda 0 Series มุ่งมั่นสรรค์สร้างที่สุดของ “ความสนุกสนานในการขับขี่” ในยุค EV นอกจากนี้ ยังมีการนำวัสดุที่มีความยั่งยืนมาใช้ทั้งภายในและภายนอก ทำให้ซาลูน เป็นรถที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว

<Space-Hub>
สเปซ-ฮับ (Space-Hub) ภายใต้แนวทางการออกแบบของ Honda 0 Series Space-Hub ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “เพิ่มพูน (augment) ชีวิตประจำวันของผู้คน” ด้วยแนวทางการพัฒนา “บาง เบา และชาญฉลาด” ทำให้ สเปซ-ฮับ มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม พื้นที่ใช้งานมีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ กลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้คน สร้างพลังแห่งการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกัน

ฮอนด้า  11

<เกี่ยวกับโลโก้ H Mark ใหม่>
โลโก้ “H Mark” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ที่มีการเปลี่ยนโฉมของโลโก้ในครั้งก่อน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการพัฒนาของยนตรกรรมไฟฟ้าเจเนอเรชันถัดไป ฮอนด้า จึงตัดสินใจออกแบบโลโก้ H Mark ใหม่ เพื่อเป็นตัวแทนของยนตรกรรมฮอนด้า ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลง รวมถึงเจตนารมณ์ขององค์กรในการก้าวข้ามรากฐานเดิมของฮอนด้า และแสวงหาความท้าทายและความก้าวหน้าใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยโลโก้ใหม่นี้ เปรียบเสมือนมือสองข้างที่ยื่นออกไป แสดงถึงความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการขยายขอบเขตความเป็นไปได้ในการเดินทาง และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าฮอนด้าด้วยความจริงใจ โดยโลโก้ H Mark ดีไซน์ใหม่นี้ จะถูกนำไปใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันต่อไปของฮอนด้า รวมถึง
ยนตรกรรมใน Honda 0 Series ด้วย

ฮอนด้า 14 ฮอนด้า 14

 

 

“มาสด้า”พร้อมลุยปีมังกรทอง ชูนโยบายดูแลลูกค้าเต็มรูปแบบ พุ่งเป้าเติบโตอย่างยั่งยืนด้านการขายและบริการ

0
มาสด้า ภาพเปิด

มาสด้า วางยุทธศาสตร์รับปีมังกรทอง สร้างรากฐานให้มั่นคง ปั้นแบรนด์ให้แข็งแกร่ง พัฒนาเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เต็มรูปแบบ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกไลฟ์สไตล์ ยกระดับการบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของแบรนด์มาสด้าในประเทศไทย พร้อมเอาใจใส่ดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นด้วยกลยุทธ์ Customer Experience Management (CXM) สร้างประสบการณ์ลูกค้าและมอบสิทธิประโยชน์ ดูแลลูกค้าหลังการขายแบบไร้ข้อกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ควบคู่กับบริหารคุณค่าแบรนด์ให้ยั่งยืนด้วย Brand Value Management (BVM) ตามปณิธานในการยกระดับและเติมพลังให้กับผู้คนผ่านประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ เล็งเป้าปีนี้เติบโตทั้งยอดขายและการเพิ่มฐานลูกค้าที่เข้ารับบริการที่ศูนย์ฯ มาสด้าทั่วประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับมาสด้าทั่วโลก

Mazda 1

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์ในปี 2566 “ในปีที่ผ่านมา เป็นปีแห่งความตึงเครียดทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม มีปัจจัยรอบด้านที่กระทบต่อผลการดำเนินธุรกิจมาสด้าในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป นโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด มาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด รวมถึงกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคเร็วขึ้น การเข้ามาทำตลาดของแบรนด์ใหม่ๆ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงกับมาสด้าที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่ในปัจจุบันไปสู่พลังงานทางเลือกรูปแบบใหม่ๆ แต่ถือว่ามาสด้าทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ มาสด้าพร้อมแปรสภาพความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นให้กลายเป็นความเข้มแข็ง เชื่อว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีกว่านี้”

มาสด้า 2

ในปี 2566 ที่ผ่านมา มาสด้ามียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 16,544 คัน แบ่งออกเป็น รถยนต์นั่งจำนวน 8,718 คัน ประกอบด้วย มาสด้า2 จำนวน 7,834 คัน และมาสด้า3 จำนวน 884 คัน รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวี จำนวน 6,981 แบ่งออกเป็น มาสด้า CX-30 จำนวน 3,254 คัน, มาสด้า CX-3 จำนวน 2,389 คัน, มาสด้า CX-8 จำนวน 999 คัน และมาสด้า CX-5 จำนวน 340 คัน รถปิกอัพ มาสด้า บีที-50 จำนวน 834 คัน และรถสปอร์ตเปิดประทุน มาสด้า MX-5 จำนวน 10 คัน ส่วนรถยนต์นั่งสุดหรู มาสด้า6 รุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 20 ปี ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากมีลูกค้าจองสิทธิ์เข้ามาแล้วกว่า 74 คัน จากจำนวนทั้งหมด 100 คัน

“แม้ว่ายอดขายมาสด้าจะปรับตัวลดลง แต่ในปีที่ผ่านมา มาสด้ายังประสบความสำเร็จในด้านการบริการหลังการขาย อันเป็นผลพวงจากการดำเนินธุรกิจภายใต้ Retention Business Model โดยมีลูกค้ากลับเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง และทำให้ผู้จำหน่ายมีผลกำไรแม้จะอยู่ในสถาวะตลาดชะลอตัว ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังสามารถรักษาสัดส่วนการจำหน่ายอะไหล่ไว้ได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยมีการจัดเก็บสต็อกอะไหล่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมกับปริมาณลูกค้าที่จะเข้ามารับบริการและรองรับต่อความต้องการในอนาคต จึงสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ด้วยบริการที่สะดวกรวดเร็ว ทำให้แบรนด์มาสด้าในประเทศไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงความสำเร็จจากแผนการดำเนินงานภายใต้โมเดลธุรกิจดังกล่าวได้เป็นอย่างดี” มร. ทาดาชิ มิอุระ กล่าว

มาสด้า 3

มร. ทาดาชิ มิอุระ แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2567 ว่า “โดยภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาคึกคักอย่างชัดเจน กำลังซื้อของผู้บริโภคมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น กลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 มาสด้าเชื่อว่าในปีนี้จะเป็นปีที่ท้ายทายยิ่งขึ้น การแข่งขันของตลาดรถยนต์ในประเทศจะทวีความร้อนแรง การเข้ามาลงทุนจากนักธุรกิจต่างประเทศ ผลักดันให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้นจากการปรับอัตราค่าแรง คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 750,000 – 800,000 คัน หรือใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ในส่วนของมาสด้าคาดว่าจะเติบโตเช่นเดียวกัน เนื่องจากฐานลูกค้าที่เข้ามารับบริการที่ศูนย์บริการเพิ่มขึ้นช่วยเพิ่มโอกาสในการขายรถใหม่มากขึ้น”

ในปีนี้ มาสด้ายังได้ขยายกรอบตามกลยุทธ์ภายใต้ Retention Business Model ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการบริการลูกค้าในทุกมิติ ในรูปแบบ One Stop Service ตั้งแต่ด้านการขาย การบริการหลังการขาย การกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้า การเทรดอิน รวมถึงงานซ่อมตัวถังและสี โดยเฉพาะการขายรถใหม่ผ่านผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศและช่องทางออนไลน์ การขายรถมาสด้ามือสองคุณภาพเหนือระดับ ภายใต้โครงการ Mazda CPO ที่พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับมูลค่ารถยนต์ให้กับลูกค้า และเพิ่มความสะดวกในการนำรถเข้ามาเทรดอิน โดยในปีนี้จะเน้นพัฒนาการขายผ่านช่องทางออนไลน์ Mazda CPO Marketplace มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าและตอบรับกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ยกระดับบริการหลังการขายด้วยการขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสี (Certified Body & Paint) ลดระยะเวลาในการรออะไหล่ และมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าด้วย Privilege Program ที่พิเศษมากกว่าเดิม เพื่อตอบสนองการให้บริการลูกค้าอย่างครบครัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ย่อมมีโอกาสและความท้าทายอยู่เสมอ มาสด้าให้ความสำคัญกับลูกค้า ฟังเสียงของลูกค้า เพราะลูกค้าเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง มาสด้าเริ่มวางแผนเพิ่มความเข้มข้นในการผลักดันนโยบายต่างๆ โดยเริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือมาก่อนล่วงหน้าถึง 2 ปี เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยให้ความสำคัญกับลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่งด้วย Customer Experience Management (CXM) หรือการจัดการประสบการณ์ลูกค้า เน้นสร้างความพึงพอใจสูงสุดเพื่อสร้างรากฐานให้มั่นคง รวมถึงมุ่งมั่นสร้างแบรนด์ผ่านกลยุทธ์ Brand Value Management (BVM) หรือ การสร้างมูลค่าของแบรนด์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยกลยุทธ์ด้านต่างๆ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

มาสด้า 5

ปรับองค์กรให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจอย่างรวดเร็ว คล่องตัว และครอบคลุมยิ่งขึ้น: นโยบายสำคัญคือการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป ด้วยการปรับรูปแบบของธุรกิจไปสู่ Retention Business Model ซึ่งหลังจากดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ มาสด้าเตรียบขับเคลื่อนองค์กร ด้วยนโยบายหลัก 3 ประการ ภายใต้ Brand Value Management (BVM) ประกอบด้วย Purpose คือ เจตนารมณ์และเหตุผลหลักในการดำรงอยู่ของมาสด้า เน้นสร้างคุณค่าและเติมเต็มชีวิตให้กับผู้คนได้สัมผัสแบรนด์มาสด้าด้วยความภาคภูมิใจ Promise คือ คำมั่นสัญญาจากแบรนด์ที่มีให้กับลูกค้าทุกคน มาสด้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์ภายใต้เทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก และ Value คือ การสร้างคุณค่าของแบรนด์ให้เป็นมากกว่ายานพาหนะแต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่จะทำให้ทุกครอบครัวมีความสุขตลอดการเดินทาง

 

การตลาดยุคดิจิทัลเน้นสื่อสารกับลูกค้าสร้างความประทับใจ: ยกระดับการสื่อสารกับลูกค้ามากขึ้น ฟังเสียงของลูกค้ามากขึ้น รักษาฐานลูกค้าเก่าและดึงลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำ สร้างความพึงพอใจสูงสุดและเอาใจใส่ดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด ตามนโยบาย Customer Experience Management (CXM) รวมถึงเข้าใจความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าคนไทยอย่างถ่องแท้ ควบคู่กับการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น พร้อมจัดกิจกรรมร่วมกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งด้าน CRM และ CSR เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับ องค์กร ผู้คน โลก สังคม ตามพันธกิจเฉกเช่นเดียวกับมาสด้าทั่วโลก

พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าปัจจุบัน: มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เต็มรูปแบบยิ่งขึ้น เติมเต็มความต้องการของลูกค้า เติมพลังให้กับผู้คนผ่านประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เดินหน้าตามพันธกิจสู่ความยั่งยืน Sustainable Zoom-Zoom 2030 ด้วยการวางรากฐานสู่การนำเสนอรูปแบบพลังงานทางเลือกที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้สถานการณ์และกรอบเวลาที่เหมาะสม เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์

มาสด้า 9
เอาใจใส่ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ธุรกิจของผู้จำหน่ายต้องเติบโตอย่างยั่งยืน: เน้นกลยุทธ์ในการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้ามาสด้าและครอบครัว ด้วยโครงการ Customer Loyalty Program รวมถึงสิทธิพิเศษในการซื้อรถใหม่กับ Mazda Family Campaign มอบสิทธิประโยชน์ในการเข้ารับบริการที่ศูนย์ฯ มาสด้าทั่วประเทศ เน้นจัดกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ ด้วย Customer Engagement Activity เพิ่มช่องทางในการดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ประสานความร่วมมือกับผู้จำหน่ายทุกโชว์รูมทั่วประเทศ เพื่อเอาใจใส่ดูแลลูกค้าและทำกิจกรรมร่วมกัน สร้างความรักความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว รวมถึงส่งมอบประสบการณ์การใช้รถอย่างไร้ความกังวลกับรถยนต์ทุกรุ่น โดยเฉพาะโปรแกรมดูแลลูกค้าหลังการขายแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อมอบความคุ้มค่าในระยะยาว กับโปรแกรม Mazda Care และ Mazda Ultimate Service เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้า และวางใจให้มาสด้าดูแลไปตลอดอายุการใช้งาน

“มาสด้าขอขอบคุณลูกค้า พันธมิตร ผู้จำหน่าย และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากนี้ไป มาสด้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนตลอดไป อันเกิดจากสิ่งที่ทางมาสด้าได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถยนต์มาสด้าตามกลยุทธ์ Retention Business Model การส่งมอบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่มาพร้อมทางเลือกที่หลากหลายรูปแบบและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในปัจจุบัน ช่วยให้การดำเนินชีวิตของลูกค้าเป็นไปอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ตามปณิธานในการส่งมอบความสุขในการขับขี่ Joy of Driving และยกระดับประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน” นายธีร์ กล่าวเสริม

 

“ฟอร์ด” ชูความสำเร็จปี 2566 ขึ้นแท่นเบอร์ 4 รถขายดีที่สุดในไทย ภูมิใจฟอร์ด เรนเจอร์-เอเวอเรสต์ ผลิตในไทยนิยมทั่วโลก

0
ฟอร์ด ประเทศไทย ภาพเปิด

ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศความสำเร็จปี 2566 กวาดยอดขายรถรวม 36,483 คัน ขึ้นแท่นแบรนด์ที่มียอดขายรวมตลอดทั้งปีสูงสุดอันดับ 4 ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยฟอร์ด เรนเจอร์ มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 9.2% จาก 8.7% ในปีก่อนหน้า และฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีส่วนแบ่งตลาด 19.8% จาก 14.8% ในปีก่อนหน้า ทำให้ทั้งฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ครองตำแหน่งรถขายดีที่สุดอันดับ 3 ได้อย่างเหนียวแน่นทั้งในเซ็กเมนต์รถกระบะและ PPV

“ฟอร์ดยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ลูกค้าชาวไทยมั่นใจในแบรนด์ฟอร์ด ส่งผลให้ฟอร์ดมียอดขายรวมตลอดทั้งปีสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในประเทศไทย ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมอันโดดเด่นที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ตลาดรถยนต์ไทยอยู่เสมอ ประกอบกับความไว้วางใจของลูกค้าในการใช้งานนวัตกรรมบริการต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ฟอร์ดยังคงเดินหน้าสร้างสีสันต่อยอดความสำเร็จของเรนเจอร์ และเอเวอเรสต์ เพื่อส่งมอบรถยนต์คุณภาพที่ตอบโจทย์การใช้งานอันหลากหลาย เป็นรถคู่ใจให้ลูกค้าเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตตามต้องการ” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด ประเทศไทย 2

นอกจากจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าชาวไทย รถทั้ง 2 รุ่นที่ผลิตในประเทศไทยโดยโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ยังได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยล่าสุดฟอร์ด เรนเจอร์ คว้าตำแหน่งรถยนต์ขายดีที่สุดอันดับ 1 ในประเทศออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี และครองอันดับ 1 รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในนิวซีแลนด์1 เป็นปีที่ 9 ต่อเนื่อง รวมทั้งยังเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะในทั้งทวีปยุโรป สหราชอาณาจักร2 รวมถึงประเทศเวียดนาม3 และยังได้รับรางวัลรถกระบะ ยอดเยี่ยมแห่งปีจากหลากหลายหน่วยงานทั้งในประเทศออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และในสหราชอาณาจักร

ฟอร์ด ประเทศไทย 4

ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ นับเป็นผลิตภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจของไทยที่ได้ผลิตและส่งมอบรถคุณภาพระดับโลกโดยฝีมือคนไทยไปกว่า 180 ประเทศทั่วโลก โดยโรงงานเอฟทีเอ็มและโรงงานเอเอทีเป็นฐานการผลิตรถยนต์ฟอร์ดที่ได้มาตรฐานระดับโลก เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยสำหรับการผลิตรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นรูปชิ้นส่วนรถยนต์ งานพ่นสี งานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ และการทดสอบคุณภาพรถก่อนส่งไปยังผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วโลก และยังช่วยส่งเสริมการจ้างงานในไทยด้วยจำนวนพนักงานในโรงงานทั้ง 2 แห่งรวมกันถึง 9,000 คน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ฟอร์ด ประเทศไทย 3

ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ สร้างความสำเร็จให้ฟอร์ดในฐานะรถที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าทั่วโลก และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในปีที่ผ่านมา ฟอร์ดจึงได้ลงนามในสัญญาเช่าเหมาลำเรือขนส่งสินค้าแกรนด์ เควสต์ (Grand Quest) เป็นระยะเวลานาน 3 ปี เพื่อช่วยลดระยะเวลารอรับมอบรถของลูกค้า พร้อมเร่งลำเลียงรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานเอฟทีเอ็มและโรงงานเอเอทีในประเทศไทยไปส่งมอบให้แก่ลูกค้าอย่างทันท่วงที

ฟอร์ด ประเทศไทย 8

1 ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์นิวซีแลนด์ (NZ Motor Industry Association)
2 ข้อมูลจากสมาคมผู้ค้าและผู้ผลิตยานยนต์สหราชอาณาจักร (The Society of Motor Manufacturers and Traders – SMMT)
3 ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งเวียดนาม (Vietnam Automobile Manufacturers’ Association)

 

“NEW XMAX Tech MAX” ความเร้าใจพิเศษ…สุดแม็กซ์ Follow The MAX

0
NEW XMAX Tech MAX Pic Open

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ยกระดับความเหนือชั้น! พร้อมตอกย้ำความเป็นรถจักรยานยนต์ออโตเมติกยอดนิยมที่ครองใจคนทั่วโลกตามเอกลักษณ์แห่งตระกูล MAX Series ด้วยการเปิดตัว “NEW XMAX Tech MAX” ความเร้าใจพิเศษ…สุดแม็กซ์ Follow The MAX ยกระดับการขับขี่ด้วยสมรรถนะเหนือชั้น สัมผัสพิเศษแห่งความหรูหรา บ่งบอกตัวตนที่แตกต่างด้วยเอกลักษณ์ความพิเศษสุดแม็กซ์ และคุ้มค่าด้วยการรับประกันนาน ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร

NEW XMAX Tech MAX 1

ที่สุดคือ MAX ที่เหลือก็แค่ใจ…ใหม่! ยามาฮ่า เอ็กซ์แม็กซ์ เทคแม็กซ์ เพิ่มความเร้าใจให้สมบูรณ์แบบกับผู้ขับขี่ด้วยฟีเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งสุดพิเศษที่ติดตั้งออกมาจากโรงงาน ด้วย OHLINS Tech MAX LIMITED EDITION โช้คอัพพิเศษสำหรับ XMAX Tech MAX โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถปรับค่าได้แบบ Full adjust (Rebound, Preload, Compression) ที่สามารถปรับความแข็งอ่อนให้เหมาะสมกับสไตล์ของคุณ เพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจได้สุดแม็กซ์

NEW XMAX Tech MAX 2

*เงื่อนไขการติดตั้งและรับประกันโช้ค OHLINS:
1. ลูกค้าจะได้รับโช้คอัพ 2 ชุด คือ โช้คอัพ OHLINS 1 ชุด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตกแต่งติดตั้งไปกับรถจักรยานยนต์ และลูกค้าจะได้รับโช้คอัพ Standard 1 ชุด แยกบรรจุในกล่อง เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์สำรองทดแทนในกรณีต่าง ๆ เช่น ส่งโช้คอัพ OHLINS เข้ารับการบำรุงรักษาหรือเคลมประกันกับทาง OHLINS เป็นต้น

2. โช้คอัพ OHLINS ได้รับการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร โดย บริษัท เออห์ลินส์ เอเซีย จำกัด ตามเงื่อนไขการรับประกันที่กำหนด สามารถศึกษาข้อมูลได้จากคู่มือ โดยมีสาระสำคัญที่ต้องการเน้นย้ำ ดังนี้

•ลูกค้าต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์การรับประกัน โดยใช้หมายเลขใบรับประกัน (Warranty card number) คู่กับหมายเลขตัวถัง (VIN number) ของรถคันที่ซื้อเท่านั้น

•ลูกค้าต้องนำโช้คอัพเข้ารับการบำรุงรักษา เพื่อรักษาสิทธิ์การรับประกัน เมื่อครบกำหนด 2 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร แล้วแต่ว่าระยะใดถึงก่อน กับทาง OHLINS

•ลูกค้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามขั้นตอนการรับประกันหรือการบำรุงรักษาโช้คอัพ OHLINS

“NEW XMAX Tech MAX” ยังเหนือระดับด้วย EXCLUSIVE Tech MAX SPECIAL SEAT เบาะนั่งดีไซน์พิเศษ กระชับรับกับสรีระทุกการเคลื่อนไหว มั่นใจในการขับขี่, Tech MAX EMBLEM สัญลักษณ์เฉพาะตัว แสดงถึงความพิเศษ บ่งบอกตัวตนที่สุด MAX, Tech MAX FOOT PLATES ชุดรองพักเท้าด้านหน้าอะลูมิเนียมพิเศษสุดพรีเมียม แข็งแรง เพิ่มความโดดเด่นขึ้นอีกขั้น, Tech MAX HAND GRIPS ปลอกแฮนด์ดีไซน์พิเศษสำหรับ Tech MAX เพิ่มความกระชับในการควบคุม และ Tech MAX COVER FRONT LUGGAGE ฝาปิดช่องเก็บของหุ้มวัสดุพิเศษสุดพรีเมียม เพิ่มความหรูหราไปอีกระดับ

NEW XMAX Tech MAX 3

“NEW XMAX Tech MAX” ยังคงมาพร้อมกับ EXPERIENCE MAX PERFORMANCE สุดยอดสมรรถนะการขับขี่สไตล์สปอร์ต เพื่อประสบการณ์ที่เร้าใจระดับ MAX ด้วย BLUE CORE 300 cc EU5 เครื่องยนต์หัวฉีด 300 ซีซี มาตรฐาน EURO5 เทคโนโลยีแห่งความแรง และความประหยัด ระบบหัวฉีดอัจฉริยะ พร้อมกระบอกสูบไดอะซิล ให้ประสิทธิภาพในการขับขี่ สนุกเร้าใจในทุกระดับความเร็ว โดยเสริมสมรรถนะการขับขี่ให้เต็ม MAX ด้วย LIGHTWEIGHT FRAME & SPORT FRONT FORK เฟรมน้ำหนักเบา และโช้คอัพหน้าแบบรถสปอร์ต อีกทั้งยังให้ความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่ด้วยระบบ TRACTION CONTROL SYSTEM ระบบช่วยลดอาการล้อหมุนฟรีบนสภาพถนนลื่น และให้ความปลอดภัยในทุกสถานการณ์การขับขี่ด้วยระบบ ABS DUAL CHANNEL SYSTEM ระบบเบรก ABS หน้า-หลัง ควบคุมแรงดันเบรกอัตโนมัติ ช่วยลดอาการเกิดล้อล็อก

NEW XMAX Tech MAX 4

“NEW XMAX Tech MAX” โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วย “X” MOTIF FULL LED ไฟหน้า-ไฟท้าย LED ดีไซน์เอกลักษณ์สไตล์ “X” ให้ความรู้สึกสปอร์ตดุดัน ต้นฉบับความเท่ของตระกูล MAX สว่างขึ้นชัดเจนกว่าเดิม เพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ โดยพร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานด้วย EXTRA MAX FUNCTIONS ฟังก์ชันที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น UNDERSEAT STORAGE ที่เก็บของใต้เบาะสามารถเก็บหมวกกันน็อกเต็มใบได้ 2 ใบ, DC Socket ช่องต่อไฟอุปกรณ์เสริม ขนาด 12V สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมช่องเก็บของด้านหน้า รวมทั้ง SMART KEY SYSTEM กุญแจรีโมทอัจฉริยะที่สามารถใช้งานทั้งสตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์, ปลดล็อกแฮนด์รถ / ปลดล็อกเบาะ / ปลดล็อกฝาปิดถังน้ำมัน และส่งสัญญาณตอบรับ ANSWER BACK

NEW XMAX Tech MAX 5

“NEW XMAX Tech MAX” ให้ความสุดเอ็กซ์คลูซีฟด้วย EXCLUSIVE THE MAX FEATURES ล้ำสมัยกับจอแสดงผลใหม่ พร้อมการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้น โดยมาพร้อมกับ DUAL DISPLAYS เรือนไมล์แสดงผล 2 หน้าจอ เพิ่มคุณค่าและตอบสนองไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ แสดงข้อมูลรถและการขับขี่ ข้อมูลจากสมาร์ทโฟน ตลอดจนฟังก์ชันระบบนำทาง บนหน้าจอสี TFT Infotainment 4.2 นิ้ว และจอ Digital LCD 3.2 นิ้ว แสดงผลมาตรวัดความเร็ว โดยสามารถเชื่อมต่อรถกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชั่น Y-Connect เพื่อดึงข้อมูลต่างๆ ของรถจาก CCU มาแสดงบนหน้าจอสี TFT ได้ ซึ่งสามารถควบคุมการใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วยสวิตช์บนแฮนด์ด้านซ้าย
– แสดงข้อมูลรถและการขับขี่
– แสดงข้อมูล/รับสายโทรศัพท์ (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset)
– แสดงข้อความ Text Message (รวม SMS และ Email)
– แสดง / เล่นเพลงจากสมาร์ทโฟน และปรับระดับเสียง (เมื่อเชื่อมต่อกับ Headset)
– แสดงสภาพอากาศ / เวลา
– เลือกภาษาที่แสดง
– แสดงระบบนำทาง (เมื่อเปิดใช้แอป Garmin Street Cross)

NEW XMAX Tech MAX 6

“NEW XMAX Tech MAX” พร้อมทุกการเชื่อมต่อด้วย CONNECTIVITY การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนด้วยการติดตั้งแอปพลิเคชัน Y-Connect ในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับ CCU ของตัวรถผ่าน Bluetooth พร้อมทั้งเปิด Location โดยตรวจสอบสถานะการเชื่อมต่อได้บนจอแสดงผล TFT และสามารถใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ได้มากมาย คือ

1.SMARTPHONE NOTIFICATIONS ON METER – แจ้งเตือนข้อมูลจากสมาร์ทโฟน
2.MAINTENANCE RECOMMENDATIONS – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา
3.MALFUNCTION NOTIFICATION –แจ้งเตือนเมื่อเครื่องยนต์เกิดปัญหา
4.FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
5.REVS DASHBOARD – แสดงมาตรวัดสมรรถนะขณะขับขี่
6.LAST PARKING LOCATION – แสดงตำแหน่งจอดรถล่าสุด
7.RANKING – แสดงอันดับในการขับขี่
8.RIDING LOG –บันทึกประวัติการขับขี่
9.WEATHER – แสดงสถานะภูมิอากาศ
10. MUSIC – แสดงรายละเอียดและควบคุมการฟังเพลง
11. CONTACT FORM – ช่องทางการติดต่อยามาฮ่า

NEW XMAX Tech MAX 7

“NEW XMAX Tech MAX” พร้อมทุกการเดินทางในทุกเส้นทางด้วย GARMIN NAVIGATION SYSTEM ระบบนำทางในการขับขี่ ฟังก์ชันสำหรับการเดินทางที่สะดวกสบาย เพียงเชื่อมต่อ Y-Connect แล้วใช้แอปพลิเคชัน Garmin Street Cross ค้นหาสถานที่ กำหนดปลายทาง และเลือกเส้นทางบนสมาร์ทโฟน ระบบนำทางจะแสดงบนหน้าจอแสดงผล TFT เพื่อรองรับการเดินทางของผู้ใช้โดยไม่มีค่าบริการ โดยสามารถซูมแผนที่เส้นทางเข้าออก หรือปรับเปลี่ยนมุมมองได้โดยใช้สวิตช์บนแฮนด์ด้านซ้ายในการควบคุม
-แสดงแผนที่เส้นทาง
-ข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์
-แสดงเส้นทางเลี่ยงที่เป็นไปได้
-เวลาถึงที่หมายโดยประมาณ
-สภาพอากาศที่ปลายทาง
-แจ้งเตือนข้อมูลเส้นทางที่อาจไม่ปลอดภัย เช่น ทางโค้งหักศอก ทางจำกัดความเร็ว และทางที่วิ่งผ่านสถานศึกษา
-แสดงจุดสถานีบริการน้ำมัน

“NEW XMAX Tech MAX” มาพร้อมกับสีสันสุดพิเศษ! คือ น้ำตาล-ดำ ให้ลุคคมเข้มตัดกับล้อแม็กสีทอง โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร! พร้อมจำหน่ายในราคาสุดเร้าใจเพียง 224,900 บาท เท่านั้น!!! พร้อมกันนี้ ยามาฮ่า เอ็กซ์แม็กซ์ รุ่น STANDARD มาพร้อมกับสีสันที่มีให้เลือกด้วยกันถึง 5 สี คือ สีเขียว-ดำ (Dark Petrol), สีแดง-ดำ (Ruby Red), สีเทา (Ice Fluo), สีดำ (Midnight Black) และสีน้ำเงิน-ดำ (Icon Blue) ที่วางจำหน่ายในราคา 189,900 บาท

 

 

 

รถไฟฟ้า MG คงราคาเดิม พร้อมเงื่อนไขพิเศษที่ให้คุณเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น

0
MG 1

รับ MG Family Package มูลค่ารวมสูงสุด 140,000 บาท*
เป็นเจ้าของรถไฟฟ้า MG ได้ในราคาพิเศษ
NEW MG4 ELECTRIC ราคาพิเศษ เริ่มต้นเพียง 769,000 บาท
NEW MG ZS EV ราคาพิเศษ เริ่มต้นเพียง 859,000 บาท
NEW MG EP Plus ราคาพิเศษเพียง 771,000 บาท
NEW MG ES ราคาพิเศษเพียง 959,000 บาท
พร้อมรับข้อเสนอเพิ่มเติมอีกมากมาย มูลค่ารวมสูงสุด 140,000 บาท*

ดอกเบี้ยพิเศษ 1.88%
ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี (สำหรับ NEW MG4 ELECTRIC และ NEW MG ZS EV)
ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 2 ปี (สำหรับ NEW MG EP Plus และ NEW MG ES)
ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด
ฟรี! ค่าติดตั้ง MG HOME CHARGER
ฟรี! สาย V2L จำนวน 1 ชุด
รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
ฟรี! ชุดพรมปูพื้น

ตั้งแต่ 6 มกราคม 2567 – 31 มกราคม 2567 เท่านั้น
รีบจับจองเพื่อเป็น MG EV FAMILY กันเลย!
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ กวาดยอดขายปี 2566 ทั่วโลกทะลุ 1 ล้านคันติดต่อกันเป็นปีที่ 8

0
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภาพเปิด

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยยอดขายประจำปี 2566 บรรลุความสำเร็จครั้งสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ด้วยการทำยอดขายรถยนต์รวมทั่วโลกทั้งหมด 1.23 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นปีที่ 8 ที่ยอดขายทั่วโลกมากกว่า 1 ล้านคันอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นยอดขายในตลาดต่างประเทศที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 300,000 คัน โดยในเดือนธันวาคมที่ผ่านมามียอดขายเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าพึงพอใจ เพียงเดือนเดียวสามารถกวาดยอดขายถึง 33,476 คัน สะท้อนถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งและการดำเนินธุรกิจในระดับสากลของบริษัทฯ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 1

ปัจจัยสำคัญที่นำมาซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่คือความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในด้านเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางการตลาด ผสมผสานกับแนวทางขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกเพื่ออนาคต ขณะที่ด้านผลิตภัณฑ์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มีการวางแผนกำหนดกลยุทธ์อย่างเหมาะสมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของกลุ่มลูกค้าในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก หนึ่งในรุ่นที่เป็นที่รู้จักกันอย่างมาก อาทิ GWM TANK 500 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์อันทรงพลังและความสามารถในการขับขี่ออฟโรด โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่มีความหรูหรา สร้างความนิยมในแถบตะวันออกกลางได้เป็นอย่างดี ตลอดจนการต่อยอดความสำเร็จมาสู่ GWM TANK 700 รถยนต์ระดับไฮเอนด์ที่ถูกจับจองหมดภายในเวลาเพียง 55 วินาทีหลังจากเปิดการขายล่วงหน้าในเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่งานมหกรรมกวางโจว ออโต้โชว์ ครั้งที่ 21 ประเทศจีน ในขณะที่ ORA แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ก็ได้รับการยกย่องในภูมิภาคยุโรปและแอฟริกาใต้ จนทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำเซกเมนต์ในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 2

ด้วยแนวทางการดำเนินงานบนพื้นฐานของความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค จึงสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคต่าง ๆ ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับเสียงชื่นชมและกวาดรางวัลอันทรงเกียรติจากหลายเวทีทั่วโลกในปี 2566 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น GWM HAVAL H6 NEV ที่คว้า 4 รางวัลสำคัญประจำปีในประเทศบราซิล GWM P Series ที่คว้ารางวัล “The Best Pickup Model” ในกลุ่มรถกระบะขนาด 100 – 120 กิโลวัตต์ในการประกวด 2023 South African Annual Pickup Model Competition ขณะที่ GWM ORA 03 ได้รับรองมาตรฐาน 5 ดาวจาก Green NCAP พร้อมด้วย LCA และรางวัล “2023 Annual Award” ของ Top Gear South Africa ด้าน GWM WEY 03, WEY 05 และ ORA 03 ได้รับรองมาตรฐาน 5 ดาวจาก E-NCAP ของยุโรป แบรนด์ GWM ยังคว้ารางวัล 2023 BrandZ “China Global Brand Top 20” ซึ่งรางวัลเหล่านี้ทำให้ยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle หรือ NEV) ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนับเป็นหัวใจของความสำเร็จด้านยอดขายและการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านการเปิดตัวแพลตฟอร์มเทคโนโลยี Hi4 และ Hi4-T ที่ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาระบบ Coffee OS และระบบนิเวศอัจฉริยะภายในห้องโดยสารเพื่อรองรับการใช้งานที่สะดวกสบาย ง่ายดาย และสามารถยกระดับประสบการณ์ขับขี่โดยรวมได้เป็นอย่างดี

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 2

ในปี 2566 ความมุ่งมั่นทุ่มเทในการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นอิสระทำให้ได้รับการยอมรับในวงกว้างถึงศักยภาพทางเทคโนโลยี นำมาซึ่งยอดขายในตลาดต่างประเทศที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 300,000 คัน ศักยภาพด้านงานวิจัยยังส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกับองค์กรระดับโลกหลากหลายราย โดยในเดือนมิถุนายนได้จับมือกับ Inchcape ผู้จัดจำหน่ายยานยนต์รายใหญ่ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ เดือนกรกฎาคม FTXT Energy บริษัทฯ ในเครือ เกรท วอลล์ มอเตอร์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ CNR จากประเทศอิตาลีเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานไฮโดรเจน และเดินหน้าสู่พลังงานสีเขียวอันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในด้านการผลิตมีการขยายฐานการผลิตในต่างประเทศด้วยการจัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศปากีสถานและเอกวาดอร์ และเริ่มดำเนินโครงการใหม่ในมาเลเซียเมื่อปีที่แล้ว

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 3

ในปี 2567 เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความตั้งใจที่จะจัดงาน “2024 GWM Global Fan Festival” เพื่อยกระดับความสัมพันธ์กับผู้ใช้งานทั่วโลก พร้อมกับแบ่งปันความสำเร็จและความสุขของปีนี้ร่วมไปด้วยกัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ใช้ทุกท่านในการก้าวสู่เส้นทางยานยนต์พลังงานใหม่แห่งอนาคตที่เชื่อมการขับขี่และเทคโนโลยีเป็นหนึ่งเดียว

ตลอดระยะเวลา 26 ปีของการดำเนินธุรกิจในตลาดโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “One GWM” และได้มีการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ “Global Ecosystem” โดยความสำเร็จในตลาดต่างประเทศของบริษัทฯ เป็นผลมาจากการดำเนินงานที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง การยึดประสบการณ์ของผู้บริโภคเป็นหลัก ความร่วมมือภายใต้หลัก win-win กับภาคส่วนต่าง ๆ และแนวคิดความเรียบง่าย  จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และส่งเสริมการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับลูกค้าในทั่วทุกมุมโลก

“Samsung” ร่วมมือกับ “Hyundai Motor Group” นำเสนอไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต เชื่อมต่อสมาร์ทโฮมกับรถยนต์เข้าด้วยกัน

0
Samsung ภาพเปิด

Samsung ประกาศความร่วมมือกับบริษัทยานยนต์อย่าง Hyundai Motor Group ขยายการทำงานอุปกรณ์ SmartThings ของซัมซุง ให้รองรับกับรถยนต์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลังจากที่ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 3 มกราคม เพื่อพัฒนาโซลูชันสำหรับไลฟ์สไตล์แห่งอนาคตที่ผสานรวมสมาร์ทโฮมและรถยนต์เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

ทั้งสองบริษัทจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมาร์ทโฮมเจเนอเรชั่นถัดไปจากการเชื่อมต่ออุปกรณ์ SmartThings  เข้ากับรถยนต์จาก Hyundai และ Kia รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อพัฒนาบริการ “Home-to-Car” และ “Car-to-Home” รวมถึงบริการจัดการพลังงานภายในบ้านแบบครบวงจร

บริการ Home-to-Car และ Car-to-Home จะช่วยเชื่อมต่อสมาร์ทโฮมกับอินโฟเทนเมนต์ในรถยนต์ ทำให้สามารถควบคุมระยะไกลได้แบบสองทิศทาง โดยผู้ใช้สามารถออกคำสั่งต่างๆ ไปยังรถยนต์ขณะจอดอยู่ที่บ้านผ่านอุปกรณ์ SmartThings ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสตาร์ทรถ การควบคุมเครื่องปรับอากาศ การเปิด-ปิดหน้าต่าง และการตรวจสอบสถานะการชาร์จ กลับกัน ผู้ใช้ยังสามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจากรถยนต์ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ทีวี เครื่องปรับอากาศ และที่ชาร์จ EV

“ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้เกิดการสื่อสารจากบ้านสู่รถยนต์ และบริการการจัดการพลังงานภายในบ้านแบบครบวงจรที่ได้รับการปรับให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต” Chanwoo Park รองประธานบริหารของซัมซุง กล่าว “ด้วยการเชื่อมต่อแพลตฟอร์ม SmartThings กับรถยนต์ เราจึงสามารถที่จะยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าทั้งในบ้านและในรถยนต์ได้มากขึ้น”

Samsung 1

ผู้ใช้จะสามารถใช้งานอุปกรณ์หลายเครื่องรวมถึงรถยนต์พร้อมกัน ในช่วงเช้า จนถึงช่วงเมื่อกลับถึงบ้าน โดยใช้อุปกรณ์ SmartThings เพื่อปรับในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่นเมื่อนาฬิกาปลุกของสมาร์ทโฟนกาแล็กซี่ดับลงในช่วงเช้าหลังตื่นนอน ผ้าม่านจะเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จากนั้นไฟและทีวีก็จะเปิดขึ้นตามลำดับ เมื่อผู้ใช้พร้อมที่จะออกไปทำงาน เครื่องปรับอากาศบนรถยนต์ก็จะทำการปรับอุณหภูมิไว้ให้ในอุณหภูมิที่เหมาะให้ นอกจากนี้หน้าจอสมาร์ทโฟนและทีวีจะแสดงข้อมูล เช่น แบตเตอรี่ และระยะทางที่เหลือในการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้า

“นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าบริการ Car-to-Home และ Home-to-Car ของรถยนต์ที่สามารถเชื่อมต่อกับ อุปกรณ์ SmartThings ได้นั้น จะช่วยยกระดับความสะดวกสบายในด้านต่างๆ ได้” Haeyoung Kwon นอกจากนี้ รองประธานศูนย์อินโฟเทนเมนต์ของ Hyundai และ Kia กล่าวเสริมอีกว่า “เราตั้งใจที่พัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของเราเพื่อตอบโจทย์ประสบการณ์ของลูกค้า Hyundai และ Kia ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง”

บริการการจัดการพลังงานภายในบ้านแบบครบวงจรจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบปริมาณพลังงานที่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อในบ้านของตนใช้ไป รวมถึงข้อมูลพลังงานของรถยนต์ไฟฟ้าและเครื่องชาร์จ ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนเวลาที่เหมาะสมในการชาร์จรถยนต์ได้ รถยนต์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับบริการจัดการพลังงานภายในบ้านแบบครบวงจรจะสามารถตั้งเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการชาร์จอัตโนมัติ โดยราคาจะแตกต่างกันไปตามวันและเวลา[1] โปรแกรมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response)[2] พลังงานแสงอาทิตย์ (Photovoltaic) และระบบจัดเก็บข้อมูลพลังงาน (Energy Storage System)[3] และการปล่อยก๊าซคาร์บอนเฉพาะช่วงเวลา[4]

เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริการ Samsung กำลังทำงานอย่างหนักกับ HARMAN โดยมีการพัฒนาระบบอย่าง “Ready Upgrade” ที่ช่วยให้สามารถอัพเกรดฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้ ผู้ใช้สามารถติดตั้งระบบนี้กับอุปกรณ์ SmartThings เพื่อใช้บริการ Car-to-Home ต่างๆ ได้

 

“บิ๊ก ซีพี” หวนคืนสนามแข่งรายการ “IDEMITSU SUPER ENDURANCE 2023”

0
ทรู ลิสซิ่ง ภาพเปิด

ขจร เจียรวนนท์ ซีอีโอแห่ง ทรู ลิสซิ่ง หวนคืนวงการมอเตอร์สปอร์ตเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ผู้คุมพวงมาลัยรถแข่ง Toyota PRIUS CNF-HEV GR CONCEPT หนึ่งในนักขับรถแข่งของ Rookies Racing Team ที่ร่วมชิงชัยในรายการ IDEMITSU SUPER ENDURANCE SOUTHAST ASIA TROPHY 2023 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

ทรู ลิสซิ่ง 1

การกลับคืนวงการมอเตอร์สปอร์ตเกิดจากการชักชวนของ อากิโกะ โตโยดะ ประธานใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ให้เป็นคนไทยที่ได้ขับรถแข่ง Toyota PRIUS CNF-HEV GR CONCEPT รถแข่งพลังงานทางเลือก ซึ่งได้รับการพํฒนาและจะจำหน่ายในไทยปีนี้

ทรู ลิสซิ่ง 2

หลังจากว่างเว้นจากสนามแข่งรถยนต์ไปเกือบ 20 ปี จึงกลับมาซ้อมในรูปแบบ Endurance ปล้วจึงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ด้วยระยะเวลาการซ้อมเพียง 9 เดือน แต่ด้วยพื้นฐานเดิม ซึ่งทั้งแข่งขันรถโกคาร์ทในวัยเด็ก เข้าร่วมแข่งขันในรายการ Super Series ในรถ Super Car รวมถึงประสบการณ์ที่เคยร่วมกับทีม Toyota การคืนสู่สนามแข่งจึงไม่ใช่เนรื่องยาก สำหรับ ซีอีโอจากทรูลิสซิ่ง ในวัย 56 ปี

ทรู ลิสซิ่ง 4

สำหรับ Toyota PRIUS CNF-HEV GR CONCEPT ยังถือว่าไม่ได้ผลิตเพื่อจำหน่าย จึงรุ้สึกเป็นเกียรติที่ได้สัมผัสรถแข่งพลังงานทางเลือก ด้วย CP GROUP คือหนึ่งในพันธมิตรสำคัญของโตโยต้าในประเทศไทย ที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันในด้านการมุ่งสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน นอกจากใช้เป้นรถแข่ง ยังเหมือนเป็นผู้ช่วยทีมออกแบบเพื่อนำไปพัมนาก่อนขึ้นสู่สายการผลิต

ทรู ลิสซิ่ง 5

เป้าหมายต่อไปนอกจากการแข่งขัน IDEMITSU SUPER ENDURANCE SOUTHAST ASIA TROPHY 2023 ยังมีอีกหลายรายการที่กำลังจะตัดสินใจว่า จะเลือกใช้รถแข่งรุ่นไหนที่ใช้สำหรับแข่งขัน ซึ่งแน่นอนว่าติดตามชมและเชียร์ Rookies Racing Team ที่จะร่วมกับ ทรู ลิสซิ่ง และ CP Group ซึ่งจะร่วมชิงชัยในรายการแข่งขันรถยนต์อีกหลายรายการ

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ส่งมอบ IONIQ 5 ให้ อีวี มี

0
ฮุนได ภาพเปิด

เจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่ 3 จากซ้าย) และ ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ 5 ให้กับ นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด (ที่ 4 จากซ้าย) ในพิธีส่งมอบซึ่งจัดขึ้นที่ H-Space ศูนย์บริการครบวงจร ทั้งฝ่ายขายและฝ่ายหลังการขายสำหรับรถยนต์ฮุนได

ฮุนได 1

 

อีวี มี ผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นลูกค้าฟลีทแบบองค์กรรายแรกของ ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ที่สั่งซื้อ IONIQ 5 รุ่นล่าสุด โดยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจากเกาหลี พร้อมให้บริการเช่าบนแอปพลิเคชัน อีวี มี และบริการเช่าระยะยาวกับ “EVme Subs” แล้ว IONIQ 5 ยังพร้อมให้สัมผัสที่ IONIQ Lab ณ True Digital Park ชั้นหนึ่ง ฝั่ง West, H-Space กรุงเทพฯ หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ hyundai.com/th/th/find-a-car/ioniq5/highlights

ฮุนได 2

 

“SUZUKI Cause We Care” ผนึกกำลังดีลเลอร์ร่วมใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง มอบส่วนลด 30% ค่าอะไหล่ ค่าแรง และค่าเคมีภัณฑ์

0
ซูซูกิ ภาพเปิด

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ SUZUKI ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ การส่งเสริมและช่วยเหลือสังคมและประชาชนในยามที่ได้รับความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งหวังที่จะเห็นสังคมไทยก้าวหน้าไปอย่างมีคุณภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน

 ซูซูกิ 1

ซูซูกิ มีความตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง หลังประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติจนได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายอย่างหนักจากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน จึงได้มีนโยบายเฉพาะกิจโดยเร่งด่วนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ บรรเทาความทุกข์ และความเดือดร้อนให้กับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ซูซูกิ โดยได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิในพื้นที่ประสบภัย จัดแคมเปญพิเศษมอบส่วนลดพิเศษ 30% สำหรับค่าอะไหล่ (ยกเว้นแบตเตอรี่ หัวเทียน ยางรถยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง) ค่าแรง และค่าเคมีภัณฑ์ ให้แก่ลูกค้ารถยนต์ซูซูกิทุกรุ่น ซึ่งอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย

โดยลูกค้ารถยนต์ซูซูกิที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยสามารถติดต่อนัดหมายจองคิวเข้ารับบริการ และสอบถามเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ ณ ศูนย์บริการมาตรฐานของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ ในพื้นที่ประสบภัยจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาส หรือติดต่อ SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 สำหรับลูกค้าที่มีประกันภัยรถยนต์ สามารถรับส่วนลดตามรายการส่งเสริมการขายนี้ได้ เฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในความคุ้มครองของบริษัทประกันภัยเท่านั้น

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ซูซูกิ ขอส่งความห่วงใยไปยังผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดต่างๆ ซึ่งหวังว่ามาตรการการช่วยเหลือจากซูซูกิในครั้งนี้ จะช่วยผ่อนเบาภาระค่าใช้จ่าย และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง” ซูซูกิและพันธมิตรจะยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือแก่สังคมในยามวิกฤติตามแนวทางของโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งนอกเหนือจากความต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้าทั้งด้านสินค้าและงานบริการได้อย่างทันท่วงทีและมอบบริการที่ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน

ซูซูกิ 2

ซูซูกิมีความตั้งใจจริงที่ต้องการที่จะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเดินคู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมและโครงการต่างๆ เช่น “CARRY YOUR DREAM CARRY YOUR LIFE” โครงการเพื่อสังคมผ่านการนำรถอเนกประสงค์ SUZUKI CARRY มาดัดแปลงเป็นรถหลากหลายรูปแบบในการนำออกไปช่วยเหลือสังคม เช่น การดัดแปลง SUZUKI CARRY เป็นรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย” (SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit) หรือ “รถตรวจโควิด” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ สำหรับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในเชิงรุกแบบเคลื่อนที่ สามารถ SWAB ได้พร้อมกัน 3 ทาง

อีกทั้งเรายังดัดแปลงเป็นรถ “ซูซูกิ ปันสุข” แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคและของใช้ที่จำเป็นให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤต-19 รวมไปถึงการปรับเปลี่ยน SUZUKI CARRY เป็นรถส่งผู้ป่วยโควิด-19 กลับภูมิลำเนาในโครงการ SUZUKI CARRY Your Home และล่าสุดโครงการ CSR Suzuki Carry Barber Truck ที่มุ่งสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม โดยซูซูกิจับมือร่วมกับผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิและผู้ประกอบการ ดัดแปลงรถ SUZUKI CARRY เป็นรถตัดผม ออกให้บริการกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคม 4 ภูมิภาคทั่วไทย เพื่อส่งมอบความสุขแก่ผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง และเพื่อสร้างสังคมแห่งความสุขที่ยั่งยืน