Home Blog Page 184

อีซูซุร่วมลงนามข้อตกลง MOU ยานยนต์ไฟฟ้าฯ เดินหน้าตอบรับนโยบายรัฐบาลต่อยอดการเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพในไทย

0

“อีซูซุ” ผู้นำตลาดรถยนต์เมืองไทย ตอบรับนโยบายรัฐบาล เดินหน้าร่วมลงนามข้อตกลงการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในประเทศไทยและต่อยอดการเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพในไทยไปยังตลาดโลก โดยมี มร. ซาโตชิ ยามางุจิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมลงนามกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต

‘MGC-ASIA’ ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปี 2567 สร้าง New S-curve ผนึกกำลังกลุ่ม ปตท. ตั้ง NEO MOBILITY ASIA รุกธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

0

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ประกาศแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเติบโตปี 2567 โชว์ศักยภาพความแข็งแกร่ง 4 กลุ่มธุรกิจภายใต้ MGC-ASIA Ecosystem ขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่สร้าง New S-curve รับเมกะเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าเติบโต ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท อรุณ พลัส จำกัด บริษัทในเครือกลุ่ม ปตท. ตั้งบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ดำเนินธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร เชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจระหว่างกัน ผ่านการ Synergy ก้าวสู่ผู้นำธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า MGC-ASIA เป็นผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ครบวงจร ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ ‘มุ่งสู่ผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง’ กลุ่มบริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ ‘MGC-ASIA Ecosystem’ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้แก่ทุกกลุ่มธุรกิจ ผ่านการขยายฐานสินค้าและสร้างบริการใหม่ พร้อมแสวงหาโอกาสในการสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จากการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจชั้นแนวหน้าในหลากหลายกลุ่ม เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ล่าสุด บริษัท เอ็มจีซี-เอเชีย กรีนเทค จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับกลุ่มอรุณ พลัส ซึ่งเป็นบริษัท EV Flagship ดำเนินธุรกิจ EV Value Chain แบบครบวงจร ที่กลุ่ม ปตท. ถือหุ้น 100% ตั้งบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ครอบคลุม 1) ธุรกิจจัดจำหน่าย การตลาด ตัวแทนจำหน่าย และบริการหลังการขายแบบครบวงจร 2) ธุรกิจผลิตยานยนต์ รวมทั้งโอกาสการลงทุนในโรงงานผลิตรถยนต์ 3) ธุรกิจจัดการขยะแบตเตอรี (Battery waste management) และโอกาสการลงทุนในโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี (Battery recycling factory) 4) ธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ EVme เพื่อเป็นช่องทางการทำการตลาด และการให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างครอบคลุมทุกมิติ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“การร่วมมือระหว่างกลุ่ม MGC-ASIA กับบริษัท อรุณ พลัส จำกัด บริษัทในเครือกลุ่ม ปตท. นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะช่วยรองรับการเปลี่ยนผ่านจากยุคของยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง ไปสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า โดยการนำ Ecosystem ที่แข็งแกร่งของทั้งสองกลุ่มมาประสานรวมกัน เพื่อสร้างการเติบโตแบบ Synergy ผนักดันให้เกิด New S-curve จากการมีสินค้าและบริการที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเติมเต็มระบบนิเวศทางธุรกิจของกันและให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มุ่งสู่การเป็นกลุ่มผู้นำในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเติบโตทั่วโลก” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว

สำหรับปี 2567 กลุ่มบริษัทฯ วางเป้าหมายสร้างการเติบโตโดดเด่นทุกกลุ่มธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ขับเคลื่อนแต่ละกลุ่มธุรกิจดังนี้

1) กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Mobility Retail) กลุ่มบริษัทฯ เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตให้กลุ่มธุกิจ นอกจากนี้กลุ่ม Marine Business ซึ่งมีศักยภาพเติบโตสูง โดยมีรายได้ในปี 2566 เพิ่มขึ้น 168% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า กลุ่มบริษัทฯ วางเป้าหมายสร้าง Marine Business Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ผ่านการรักษาฐานลูกค้าเก่า ขยายฐานลูกค้าใหม่ นำเสนอบริการที่ครอบคลุม รวมทั้งขยายฐานบริการอย่างเต็มรูปแบบ โดยกลุ่มบริษัทฯ เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ Azimut Yachts S7 ที่ Ocean Marina Pattaya และ Chris-Craft รุ่นใหม่ ที่โครงการ Riverdale Marina ปทุมธานี

2) ธุรกิจให้บริการหลังการขาย (Aftersales Service) สัดส่วนรายได้จากบริการหลังการขายมีอัตราเติบโตต่อเนื่องจากความไว้วางใจของลูกค้า โดยในปี 2566 มีจำนวนการเข้าใช้บริการ 201,051 ครั้ง เพิ่มขึ้น 11.55% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและรายได้ต่อการบริการต่อครั้งเพิ่มขึ้นจาก 17,926 บาท เป็น 18,195 บาท นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลกอย่าง Tesla ให้ดำเนินธุรกิจศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังยานยนต์ไฟฟ้า Tesla Approved Body Shop (TAB) พร้อมมีแผนขยายสาขาเพื่อรองรับการเติบโตยานยนต์ไฟฟ้า

3) ธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และพนักงานขับรถ (Car Rental and Driver Services) ปี 2566 จำนวนรถให้เช่าระยะสั้น ภายใต้แบรนด์ ‘SIXT’ ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 40% โดยเฉพาะการเพิ่มรถยนต์ในกลุ่มพรีเมียม รองรับปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการท่องเที่ยวในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2566 รายได้รถเช่า SIXT เติบโตกว่า 40% เมื่อเทียบกับปี 2565 ด้านรถเช่าระยะยาวในปี 2566 จำนวนรถให้เช่าเติบโต 20% ทำให้ภาพรวม บจก. มาสเตอร์ คาร์เร้นเทิล มีรายได้รวมประมาณ 1,400 ล้านบาท เติบโต 10% เมื่อเทียบกับปี 2565 นอกจากนี้ภายในปี 2567 บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจไปยังกลุ่มรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ให้เช่า (Commercial Vehicle Rental) เพื่อให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น

4) กลุ่มธุรกิจอื่นๆ (Other Services) สำหรับธุรกิจบริการทางการเงินอย่างครบวงจร บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด ซึ่ง MGC-ASIA ร่วมทุนกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่อรวมประมาณ 7,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 84% โดยฐานลูกค้ากลุ่ม High net worth มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของพอร์ตสินเชื่อรวมตามเป้าหมายที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเสนอผลิตภัณฑ์ Yacht Financing และ Wealth Lending เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร โดยในปี 2567 บริษัทฯ วางเป้าหมายรับรู้ผลกำไรสุทธิเป็นปีแรก จากการขยายพอร์ตสินเชื่อ Wealth Lending อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากการให้บริการในลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง ขณะที่ บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการธุรกิจบริการประกันภัยชั้นแนวหน้า ปีงบประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2565 ถึงกันยายน 2566 มีรายได้ 331 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8% และเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีรายได้ 289 ล้านบาท โดยเติบโตจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่แก่กลุ่มลูกค้าเดิม รักษาอัตราการต่ออายุกรมธรรม์ที่เพิ่มมากขึ้น และขยายไปสู่ตลาดใหม่ เช่น พลังงานหมุนเวียน และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีกำไรก่อนหักภาษีอยู่ที่ 129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมกำหนดวางกลยุธท์การเติบโตผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ความเสี่ยงทางไซเบอร์, เครดิตการค้า, บริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล รวมทั้งการรองรับแนวโน้มด้าน ESG ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้ตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญในการให้ความรู้ และให้คำปรึกษาความเสี่ยงด้านสภาพอากาศการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และประกันภัยคาร์บอนเครดิต เพื่อรองรับเมกะเทรนด์ในอนาคต

“เกีย เซลส์ (ประเทศไทย)” ประเดิมเซกเมนต์รถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่ ไฟฟ้า 100% ด้วยการเปิดตัว “Kia EV9” เอสยูวี 6 ที่นั่งรุ่นแรกในประเทศไทย

0

บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด ประกาศเปิดตัว “Kia EV9” รถยนต์เอสยูวี 6 ที่นั่งรุ่นเรือธงคันแรกของบริษัทฯ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบในประเทศไทย โดย “Kia EV9” เป็นรถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่ที่โดดเด่นด้วยสไตล์ที่แตกต่าง มาพร้อมความสง่างามที่ยากจะมีใครเทียบ ผสมผสานความปลอดภัยอันเหนือชั้น รวมทั้งการออกแบบ และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สร้างความตื่นเต้นให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยการเปิดตัว “Kia EV9” นับเป็นก้าวสําคัญของบริษัทฯ ในฐานะ ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ หรือ ‘Sustainable Mobility Solutions Provider’ ในยุคปัจจุบันที่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยงานเปิดตัว “Kia EV9” จัดขึ้นในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 1 และ 2 มีนาคม 2567 ภายใต้แนวคิด “Space to Inspire Your Future” ภายในงานยังได้สร้างเซอร์ไพรส์เผยโฉม “Kia EV5” เป็นครั้งแรกก่อนการเปิดตัวในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ปีนี้ โดยจะมีการจัดจําหน่ายรถยนต์เอสยูวี 6 ที่นั่งรุ่น “Kia EV9” ในตลาดประเทศไทย 2 รุ่น ได้แก่ Kia EV9 Earth Long Range ราคา 3,499,000 ล้านบาท และ Kia EV9 GT-Line AWD ราคา 3,899,000 ล้านบาท โดยทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพนานถึง 7 ปีเต็ม

นายจุน โอ อี ประธาน บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้เรามีความยินดีที่จะแนะนํา Kia EV9 ซึ่งเป็นรถยนต์เอสยูวีรุ่นเรือธงที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของเรา โดยการเปิดตัว Kia EV9 ครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์เกียที่มีต่อตลาดประเทศไทย โดยเรากำลังเร่งสร้างการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์และตั้งเป้าหมายด้านการดําเนินธุรกิจในระยะยาว ผ่านกลยุทธ์หลักขององค์กรที่มีชื่อว่า ‘Plan S-5 ซึ่งตั้งเป้าในการบรรลุส่วนแบ่งการตลาด 5% ในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศไทย รวมถึงการขยายอัตราส่วนการขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2571 และเพื่อให้สามารถก้าวสู่เป้าหมายในการเป็น ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ (Sustainable Mobility Solutions Provider)’ เราจึงให้ความสําคัญกับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมต่อ (Connectivity) การขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous driving) ประสิทธิภาพ (Performance) และการออกแบบ (Design) ด้วยเหตุนี้ การเปิดตัว Kia EV9 รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 6 ที่นั่งรุ่นแรกของประเทศไทยในวันนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดของเรา โดยรถเอสยูวีเรือธงรุ่นใหม่นี้ ได้รับการตอบรับที่ดีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การเปิดตัวในระดับโลกเมื่อช่วงปีที่แล้ว โดยเห็นได้จากการได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย อาทิ รางวัล Golden Steering Wheel 2023 ในประเภท ‘Family Cars’ และรางวัล ‘รถสำหรับครอบครัวยอดเยี่ยมแห่งปี (Family Car of the Year)’ จากงานประกาศรางวัล TopGear.com Awards ประจำปี 2023 เป็นต้น”

นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “Kia EV9 มีความโดดเด่นด้วยปรัชญาการออกแบบ ‘Opposites United’ อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเป็นการพลิกโฉมรถเอสยูวีที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% จากการผสมผสานองค์ประกอบที่เป็นธรรมชาติและมีความทันสมัยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว สอดคล้องกับการสื่อสารของแบรนด์ภายใต้แนวคิด ‘The Inspiration Larger than Life’ ในแง่ของการใช้งาน Kia EV9 มีตัวเลือกการปรับที่นั่งอันหลากหลายซึ่งตอบสนองกับความต้องการในการใช้งานรูปแบบต่างๆ โดยสามารถปรับที่นั่งสำหรับ 6 ที่ได้ 2 แบบสําหรับแถวที่ 2 เพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้พื้นที่ให้ตรงกับความต้องการได้มากที่สุด และสำหรับ Kia EV9 Earth Long Range ยังมาพร้อมนวัตกรรมเบาะนั่งปรับหมุนได้ 180 องศา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอฟังก์ชันนี้ในรถยนต์กลุ่มเอสยูวีขนาดใหญ่ในไทย ช่วยให้ผู้โดยสารภายในสามารถโต้ตอบ เชื่อมต่อ และสื่อสารกับคนที่คุณรักได้ สำหรับ Kia EV9 GT-Line AWD มาพร้อมเบาะนั่งพักผ่อนระดับเฟิร์สคลาสที่ให้ความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้น ด้วยที่นั่งแบบเลานจ์ที่มีที่พักเท้าแบบปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมด้วยระบบอุ่น และสามารถระบายอากาศได้ ซึ่งเป็นเบาะนั่งผู้โดยสารในแถวที่สองแบบ Relaxation ที่ดีที่สุด มาพร้อมฟังก์ชันการนวดต่างๆ การเปิดตัวรถยนต์เอสยูวี Kia EV9 ครั้งนี้ เกียพร้อมสรรค์สร้างมาตรฐานใหม่สําหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่จะปฏิวัติแนวคิดการเดินทางอย่างมีสไตล์ พร้อมด้วยความสะดวกสบายที่จะ พลิกโฉม (Reshape) ประสบการณ์การใช้งานรถเอสยูวีระดับพรีเมียม ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกอันน่าทึ่ง มีประสิทธิภาพและสมรรถนะที่เร้าใจ รวมไปถึงประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้น”

รูปลักษณ์ภายนอกของ Kia EV9 ให้ความรู้สึกร่วมสมัยและเรียบหรู เข้ากับสไตล์อันซับซ้อนของคอนเซปต์การขับเคลื่อนที่ยั่งยืนในยุคปัจจุบัน โดยตัวรถมีระยะฐานล้อ 3,100 มม. สามารถรองรับล้อรถขนาด 21 นิ้วหรือ 20 นิ้ว ตามแต่จะเลือกใช้ ซึ่งรุ่น GT-Line AWD มีความยาวโดยรวมตลอดตัวรถอยู่ที่ 5,015 มม1. กว้าง 1,980 มม. และสูง 1,780 มม2. ทำให้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและร่วมสมัย ในขณะที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Kia EV9 ได้เป็นอย่างดี มาพร้อมกับ ‘Panoramic Wide Display’ ที่มีจอแสดงผลแบบคลัสเตอร์ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจออินโฟเทนเมนท์แบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว และจอแสดงผลสำหรับระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารขนาด 5.3 นิ้ว ช่วยให้สามารถควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและส่งผ่านข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โหมด EV ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบและควบคุมข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับ EV ทั้งหมดได้ในโหมดเดียว โดยผู้ขับขี่สามารถแก้ไขและกําหนดค่าอินเทอร์เฟซในสไตล์วิดเจ็ตได้อย่างอิสระตามต้องการ มากไปกว่านี้ โฉมด้านหน้าของ Kia EV9 ยังเป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจ ความชัดเจน และความสงบ ด้วยเส้นสายและพื้นผิวที่ชัดเจน โดยโฉมด้านหน้าแบบ ‘Digital Tiger Face’ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถเอสยูวีรุ่นนี้ สะท้อนถึงความพิเศษเฉพาะตัวด้วยกระจังหน้าในสไตล์ ‘Digital Pattern Lighting Grille’ และไฟหน้าแนวตั้ง ส่งให้ Kia EV9 เป็นรถเอสยูวีมีรูปลักษณ์ทันสมัยและล้ำอนาคต นอกจากนี้ ด้านหน้าแบบ ‘Digital Tiger Face’ ยังมาพร้อมดวงไฟทรงลูกบาศก์ขนาดเล็กสองแถวที่อยู่ติดกับไฟหน้าแต่ละดวงอย่างมีเอกลักษณ์อีกด้วย

รถยนต์รุ่น Kia EV9 มาพร้อมตัวเลือกระบบส่งกําลังไฟฟ้ามากมายตามมาตรฐาน Electric Global Modular Platform (E-GMP) และใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นที่ 4 ของเกีย โดยมีการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 99.8 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ทั้งในรุ่น Kia EV9 Earth Long Range และในรุ่น Kia EV9 GT-Line AWD โดยในรุ่น Kia EV9 Earth Long Range ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 149.5 กิโลวัตต์ / 350 นิวตันเมตร ทําให้ตัวรถสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม.ในเวลา 9.4 วินาที ส่วนรุ่น Kia EV9 GT-Line AWD มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ให้กําลังรวมถึง 282.6 กิโลวัตต์ และแรงบิดรวม 700 นิวตันเมตร โดยการผสมผสานที่ทรงพลังนี้ช่วยให้เอสยูวีรุ่นนี้สามารถพุ่งทะยานขึ้นจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.3 วินาที นอกจากนี้ Kia EV9 ยังมอบความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการใช้งานด้วยระยะทางจากพลังงานไฟฟ้า สูงสุดถึง 680 กิโลเมตร3 ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งในการชาร์จแบบรวดเร็วพิเศษ (Ultra-fast Charge) 350 กิโลวัตต์ เป็นเวลา 24 นาที จะสามารถวิ่งได้เป็นระยะทางถึง 450 กิโลเมตร4 และที่สำคัญ Kia EV9 ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงมากมายซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากเกีย เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยของผู้โดยสาร อาทิ Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA), Lane Keeping Assist (LKA), Smart Cruise Control (SCC) with Stop & Go และ Forward Collision Avoidance Assist (FCA) with Junction Assist ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ในสถานการณ์ที่อาจเกิดอันตรายได้ นอกจากนี้ Kia EV9 ยังมอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่ ด้วยฟีเจอร์พิเศษต่างๆ เช่น Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance (RCCA) และ Parking Collision-Avoidance Assist (PCA)

TTC Motor เดินสายจัด โรดโชว์ เปิดเกมรุกตรงเข้าหากลุ่มลูกค้าอีกครั้ง หลังเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมศูนย์ซื้อรถที่ไหนก็ All for ONE ราคาเดียว สต็อกเดียว มาตรฐานเดียวทั่วประเทศ

0

คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์  เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และ เมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ เผยว่า สำหรับเดือนแรกๆ ของการปรับโมเดลธุรกิจ Retail of the Future กลยุทธ์ค้าปลีกที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านราคา ข้อเสนอและระบบการขาย พร้อมกับการยกระดับประสบการณ์ให้ลูกค้าได้รับบริการในแบบลักชัวรี่อย่างแท้จริง

เมื่อโมเดลธุรกิจปรับให้ราคาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ การสร้างความพึงพอใจสูงสุดจากการบริการน่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ในช่วงต้นๆของการเปลี่ยนแปลง TTC Motor ต้องหาแนวทางเข้าถึงลูกค้าให้หลากหลายมากขึ้น การออกงานโรดโชว์ จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ TTC Motor หยิบขึ้นมาใช้ งานแรกเริ่มที่  Central Eastville ลานโปรโมชั่น 2 ชั้น G ในระหว่างวันที่ 29 ก.พ. – 6 มี.ค. 2567 ตั้งแต่เวลา 10.30 – 22.00 น.

รถยนต์ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน ประกอบด้วย

  • Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบแถวเรียง รหัส M282 ขนาด 1,332 ซีซี เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ รองรับน้ำมัน E85 นำเสนออีกขั้นของเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยตัวกรองเขม่าอนุภาคขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาไหม้ มอบพละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบต่อนาที ใช้เกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-DCT) สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 8.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง ราคา 2,580,000 บาท

  • Mercedes-Benz E 300 e Avantgarde

ยนตรกรรมอัจฉริยะที่พร้อมมอบทุกสิ่งที่คุณต้องการ สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยว ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 4 สูบ 4 วาล์วต่อสูบ เทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ 1,991 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตรที่ 1,600-4,000 รอบต่อนาที สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 3,190,000 บาท

  • Mercedes-Benz GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic

มาพร้อมขุมพลังการขับเคลื่อนในรูปแบบรถปลั๊กอินไฮบริดผ่านเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ และมอเตอร์ไฟฟ้า Permanently Excited Synchronous Machine มอบกำลังแรงม้ารวมสูงสุด 313 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 550 นิวตันเมตร มาพร้อมระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 6.7 วินาที ในด้านของแหล่งพลังงาน ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-Ion) แรงดันสูงที่มีความจุ 31.2 kWh ช่วยให้สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้ไกลมากกว่า 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC Charge) สูงสุด 60 kWh ใช้เวลาชาร์จจาก 10 – 80% เพียง 20 นาที ส่วนการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC Charge) รองรับสูงสุด 11 kWh ใช้เวลาชาร์จจาก 0 – 100% ในระยะเวลา 2 ชั่วโมง 45 นาที ราคา 4,180,000 บาท

ออกรถยนต์ Mercedes-Benz กับ TTC Motor เพื่อบริการก่อนและหลังการขายที่ดีที่สุด

 

“เรเว่ ออโตโมทีฟ” ผนึก “มอตโต้ อ็อคชั่น” จัดประมูล BYD ATTO 3 มือสองล็อตแรก มั่นใจคุณภาพกับ RÊVER Inspected พร้อม Warranty ต่อเนื่อง

0
BYD ATTO 3 ภาพเปิด

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ สานต่อความร่วมมือในการสร้างมาตรฐานการส่งต่อรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วสู่ตลาดมือสองกับ บริษัท มอตโต้ อ็อคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้นำการประมูลยานยนต์ และเป็นผู้บุกเบิกการประมูลยานยนต์ออนไลน์ในไทย ร่วมจัดประมูลรถยนต์ไฟฟ้ามือสองจาก BYD เป็นครั้งแรก นำร่องด้วยรุ่นยอดนิยม BYD ATTO 3 การันตีคุณภาพด้วย “RÊVER Inspected” โปรแกรมประเมินและตรวจสอบสภาพรถอย่างรอบด้านกว่า 151 รายการ มาพรอม Warranty นานสูงสุด 8 ปี (ขึ้นอยู่กับการส่งมอบรถครั้งแรก โดยวันเริ่มต้นรับประกันเป็นไปตามที่ระบุในสมุดรับประกัน) และบริการจัดไฟแนนซ์โดยผู้ให้บริการสินเชื่อชั้นนำ (เงื่อนไขขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้ขออนุมัติสินเชื่อ) ตอกย้ำการเป็นผู้นำของเรเว่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทย พร้อมต่อยอดความเชื่อมั่นสู่การให้บริการในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BYD มือสองที่ลูกค้าสามารถขายต่อได้ราคาดีไม่มีตก

BYD ATTO 3 1

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “จากความสำเร็จของ BYD ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยด้วยยอดจดทะเบียนอันดับหนึ่งในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ประกอบกับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรเว่จึงมีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับมอตโต้ อ็อคชั่น ในการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 ที่ผ่านการทดลองขับโดยมีระยะไมล์น้อย สภาพสมบูรณ์ทั้งตัวถังและแบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery) ทั้งยังผ่านการตรวจสอบอย่างพิถีพิถัน เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองซึ่งเป็นตลาดที่กำลังได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง ลูกค้าและผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานแล้วจาก BYD ยังคงครบครันทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นและเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่สำคัญ ยังมาพร้อมราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอีกด้วย”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวเสริมว่า “หลังจากที่กลุ่มธุรกิจเรเว่ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือด้านธุรกิจกับมอตโต้ อ็อคชั่น เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา วันนี้ เราพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าร่วมกันเพื่อรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วอย่างเต็มรูปแบบกับการประมูลรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 มือสองอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงและรองรับความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น นอกจากนี้ โปรแกรมการตรวจสอบประสิทธิภาพรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรอบด้าน ‘RÊVER Inspected’ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบสภาพทั่วไป สภาพทางเทคนิค รวมถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของแบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery) ยังช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า BYD สามารถกำหนดราคาขายต่อได้อย่างเหมาะสม เราเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีรถยนต์ไฟฟ้าหมุนเวียนในตลาดและออกสู่ท้องถนนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้กลายเป็น NEV Nation ได้อย่างแท้จริงในอนาคต”

นายอรรณพ ไมเคิล เกษตระทัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มอตโต้ อ็อคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการผนึกพลังความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีการประมูลระหว่างมอตโต้ อ็อคชั่น และกลุ่มธุรกิจเรเว่ จะยกระดับตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองขึ้นไปอีกขั้น โดยมอตโต้ อ็อคชั่น จะต่อยอดการตรวจสอบสภาพรถยนต์จากเรเว่ และจัดเกรดรถสำหรับการพิจารณาเสนอราคา เพื่ออำนวยความสะดวกสบายและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสถานะทางทะเบียน และระบบการประมูลออนไลน์ที่มีความเสถียรสามารถรองรับผู้ประมูลออนไลน์จำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ โปร่งใส และตรวจสอบได้ อีกสิ่งหนึ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือการสร้างประสบการณ์ในการบริการที่ดีและครบวงจร ด้วยบริการหลังการขายเริ่มตั้งแต่การตรวจสอบยอดและชำระเงินภายระบบออนไลน์ payment gateway การขนส่งยานยนต์ถึงหน้าบ้าน การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ และยังมีบริการหลังการขายอีกมากมาย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความคุ้มค่าสู่ผู้บริโภคในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองอย่างยั่งยืนต่อไป”

ทั้งนี้ โปรแกรมตรวจสภาพรถยนต์ฟ้า RÊVER Inspected มีจุดประสงค์ในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งานว่ารถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกคันที่ถูกส่งต่อมายังตลาดมือสองผ่าน มอตโต้ อ็อคชั่น ได้รับการตรวจสอบและรับรองด้วยมาตรฐานสูงสุดอย่างรอบด้าน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การประเมินสภาพ Blade Battery (SOH) นวัตกรรมอันล้ำหน้า ลิขสิทธิ์เฉพาะของ BYD ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน สามารถชาร์จไฟได้มากกว่า 5,000 ครั้งหรือกว่า 1 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามือสองจาก BYD ยังคงครบครันทั้งในแง่คุณภาพและราคาขายต่อ โดยกลุ่มธุรกิจเรเว่จะยังคงมุ่งมั่นมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันล้ำหน้าที่มาพร้อมความปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค พร้อมทั้งเสริมสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

BYD ATTO 3 2

ในการประมูลครั้งนี้ เรเว่ ออโตโมทีฟ ได้นำรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 Extended Rangeที่ผ่านการทดลองขับจากผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ทะยอยมาเข้าร่วมประมูลจำนวน 21 คัน โดยเปิดประมูลทั้งแบบออฟไลน์สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมภายในงานและแบบออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ของ มอตโต้ อ็อคชั่น มีผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยราคาประมูลเริ่มต้นที่ 700,000 บาท และราคาประมูลสูงสุด 852,000 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (ตามอายุการใช้งานของรถและปีจดทะเบียน)

เจาะลึกช่วงล่างเบื้องหลังความดุดันบนทุกเส้นทางของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์

0

เมื่อกล่าวถึงสมรรถนะของรถกระบะ ต้องบอกว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ครองบัลลังก์ด้านการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดได้อย่างเหนือชั้น โดยมีเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบคู่ อันทรงพลังเป็นจุดเด่นที่ใครๆ ก็พูดถึง แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ ช่วงล่างที่ช่วยให้คนขับควบคุมรถได้อย่างมั่นใจเมื่ออยู่บนเส้นทางสมบุกสมบัน

นอกจากระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนามาโดยเฉพาะให้มีปีกนกอลูมิเนียมน้ำหนักเบาทั้งบนและล่าง รวมถึงโช้คหลังที่มีระยะยืดยุบสูงพร้อมวัตต์ลิ้งก์ และแขนเต้นคู่แล้ว ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร V6 ในปัจจุบัน ยังติดตั้งโช้คอัพ FOX ที่มีเทคโนโลยีแบบไลฟ์ วาล์ว ออกแบบมาเพื่อคนรักการผจญภัย ให้พร้อมเผชิญหน้าทุกความท้าทาย โดยที่แรงสั่นสะเทือนจะไม่สร้างความเสียหายให้กับแชสซีของรถ

“การเปลี่ยนโช้คอัพเดิมให้เป็นแบบไลฟ์ วาล์วแบบกึ่งแอคทีฟ นับเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการแรงสั่นสะเทือนจากการขับขี่ และเพิ่มขีดความสามารถของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” แมตต์ เกอร์แลค วิศวกรอาวุโส ฝ่ายพัฒนาพลศาสตร์ยานยนต์ของฟอร์ด กล่าว

ในฐานะผู้ดูแลการพัฒนาช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แมตต์ให้ข้อมูลว่า “ทีมออกแบบบอกเราว่าสุดยอดรถกระบะคันนี้จะตะลุยเส้นทางสมบุกสมบันได้ด้วยความเร็วสูงกว่ารุ่นก่อนหน้า และนั่นหมายความว่าแชสซีจะรองรับการกระแทกได้มากขึ้น”

“ขณะเดียวกัน โช้คอัพ FOX แบบไลฟ์ วาล์ว ยังลดแรงสั่นสะเทือนของแชสซีได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วระดับเดียวกัน รถคันนี้จึงนับว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานรถกระบะขึ้นไปอีกขั้น” แมตต์ เสริม

อีกขั้นของการควบคุม

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นปัจจุบันดุดันยิ่งขึ้นเพราะโช้คอัพ FOX แบบไลฟ์ วาล์ว มอบการควบคุมทั้งแบบ พาสซีฟและกึ่งแอคทีฟ

ภายในกระบอกโช้คอัพ FOX ประกอบไปด้วยช่องบายพาสซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันที่มีความลื่นเป็นพิเศษด้วยส่วนผสมของเทฟลอน™  ไหลผ่านภายในและภายนอกของลูกสูบและไหลกลับออกมาทางช่องบายพาส โดยวิศวกรของฟอร์ด และ FOX เองเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างที่พิถีพิถันของ ride zone ภายในกระบอกโช้คนี้

“Ride zone เป็นกลไกที่ทำให้โช้คสร้างแรงต้านในบริเวณที่มีการสั่นสะเทือน ช่วยให้คุณนั่งรถได้สบายบนทางราบ และยังช่วยซึมซับแรงกระแทกได้ทีบนเส้นทางที่สมบุกสมบันมากขึ้น” แมตต์ กล่าว

“Ride zone นี้เองช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้รถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” แมตต์ กล่าว “พวกเราทำงานอย่างหนักและใช้เวลานานกว่าจะวางตำแหน่งโซนต่างๆ ของโช้คอย่างแม่นยำเพื่อให้รถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ปรับการทำงานของช่วงล่างตามสภาพพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อการสั่งการของผู้ขับขี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ”

แมตต์ให้ข้อมูลอีกว่าการขับขี่ใน ‘โหมดปกติ’ ของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ อาศัยการทำงานของโช้คอัพจากฟังก์ชันของระบบไลฟ์ วาล์วเพียงเล็กน้อย “เราต้องการรักษา ‘ความนุ่มสบายราวกับพรมวิเศษ’ ที่ลูกค้าประทับใจจากฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นแรกเอาไว้ โช้คอัพจึงทำงานในโหมดนี้แบบพาสซีฟเป็นส่วนใหญ่”

แต่หากใช้ ‘โหมดสปอร์ต’ โช้คอัพจะทำงานหนักขึ้นผ่านระบบไลฟ์ วาล์ว เพื่อให้รถยึดเกาะถนนได้ดีเมื่อเข้าโค้ง

“คุณอาจจะปรับรถเป็นโหมดสปอร์ตบนถนนที่ไม่คดเคี้ยวมากนัก ระบบช่วงล่างก็จะตอบสนองด้วยการสร้างแรงต้านเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเส้นทางเริ่มคดเคี้ยวมากขึ้น ระบบจะทำงานแบบแอคทีฟมากขึ้นทันที สมรรถนะของระบบที่ปรับจูนช่วงล่างได้ภายในเสี้ยววินาทีนี้เองสะท้อนให้เห็นความเป็นรถสมรรถนะสูงที่ตอบสนองต่อผู้ขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด”

แมตต์เสริมต่อว่าเทคโนโลยีไลฟ์ วาล์ว แบบกึ่งแอคทีฟ ในโช้คอัพ FOX ตอบสนองต่อโหมดการขับขี่แต่ละโหมดแตกต่างกัน ผ่านการควบคุมปริมาณน้ำมันในกระบอกโช้ค

เซ็นเซอร์รอบรถจะทำหน้าที่วัดการหมุนพวงมาลัย แรงเหยียบบนคันเร่ง แรงเบรก การเร่งของแชสซี ความเร็วรอบ และระยะห่างตัวถังจากพื้นถนน รวมกันมากถึง 500 ครั้งต่อวินาที โดยระบบไลฟ์ วาล์ว จะวางแผน วิเคราะห์ และอ้างอิงชุดข้อมูลอัลกอริทึมต่างๆ จากนั้นจึง ‘คาดการณ์และเตรียมพร้อม’ ให้รถตอบสนองต่อการขับขี่ตามรูปแบบที่ผู้ขับเลือก และตามสภาพเส้นทางที่ต้องเผชิญ

“โดยทั่วไปแล้ว ในการปรับแต่งระบบช่วงล่าง เราต้องเลือกว่าจะให้รถขับได้สบายบนทางเรียบ หรือรับแรงกระแทกได้ดีบนเส้นทางออฟโรด และยังต้องเลือกระหว่างความสามารถในการยึดเกาะถนน กับความสบายภายในห้องโดยสาร” แมตต์ กล่าว “แต่ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้ทลายกำแพงข้อจำกัดที่เคยมี โดยระบบไลฟ์ วาล์ว แบบกึ่งแอคทีฟ คือตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้รถตอบสนองทุกสภาพถนนได้อย่างดีเยี่ยมแบบเรียลไทม์”

 

หมายเหตุ

1 ควรศึกษาคู่มือประจำรถเสมอก่อนขับขี่ในโหมดออฟโรด ทำความรู้จักสภาพเส้นทาง และใช้อุปกรณ์นิรภัยที่เหมาะสม

SVOLT เปิดสายการผลิตแพ็คแบตเตอรี่ครั้งแรกของประเทศไทย เตรียมส่งมอบเป็นชิ้นส่วนหลักในรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ มีนาคมนี้

0

เอสโวลต์ (ประเทศไทย) เฉลิมฉลองความสำเร็จในการเปิดสายการผลิตแพ็คแบตเตอรี่ ครั้งแรกของประเทศไทย ณ โรงงานผลิตในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมส่งมอบให้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ รุ่นต่าง ๆ ทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็น ORA Good Cat, HAVAL H6, HAVAL JOLION, GWM TANK 500 และ TANK 300 โดยมี นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประจำภูมิภาคอาเซียน นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธานฝ่ายกิจการองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ และ นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จครั้งนี้ โดย เอสโวลต์ และ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความร่วมมือกันมาอย่างยาวนานในประเทศจีน จวบจนก้าวเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยจะเป็นพันธมิตรหลักที่จะร่วมมือกันในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ส่งเสริมศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ก้าวขึ้นสู่การเป็น Top 3 ของผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย (xEV Leader) ภายในปี 2569

โรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญของ เอสโวลต์ เอเนอร์จี้ ในระดับสากล โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจในหลากหลายส่วน ทั้งแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่สำหรับยานพาหนะสองล้อและสามล้อ ระบบการจัดเก็บพลังงาน การรีไซเคิล และอื่น ๆ ปัจจุบันโรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) ส่งมอบชุดแบตเตอรี่ SVOLT LCTP (Low-Carbon Transition Plan) ที่ชูเทคโนโลยีอย่างเซลล์แบตเตอรี่ Short Blade L600 ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการแบตเตอรี่ยานยนต์ให้กับเซ็กเมนต์รถยนต์ส่วนบุคคลขนาดเล็ก หรือ A Segment ในประเทศไทย โดยโรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) จะสามารถส่งมอบแบตเตอรี่ให้กับลูกค้าทั่วประเทศได้มากกว่า 20,000 ชุด ในปีนี้

การเริ่มต้นการผลิตในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตแบตเตอรี่ภายในเวลาเพียงแค่ห้าเดือน ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างชัดเจน การก่อตั้งและการดำเนินโครงการนี้นับว่ารวดเร็วที่สุดของ เอสโวลต์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของความสำเร็จในการขยายการดำเนินธุรกิจของบริษัท สำหรับโรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) ได้มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในขั้นตอนการผลิตที่หลากหลาย เช่น การตรวจสอบและการวิเคราะห์แบบดิจิทัล รวมถึงการติดตามและการวิเคราะห์คุณภาพอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดต่าง ๆ ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ของประเทศไทยอีกด้วย

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประจำภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเข้ามามีบทบาทในการพลิกโฉมไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์พลังงานใหม่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) ถือเป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่โดยแบรนด์จากประเทศจีนแห่งแรกในประเทศไทย โดยแบตเตอรี่จาก เอสโวลต์ จะใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรุ่นของ เกรท วอลล์  มอเตอร์ ทั้งแบตเตอรี่ไฮบริด และแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100% New ORA Good Cat รุ่นผลิตในประเทศ ที่เราเพิ่งเปิดสายการผลิตเป็นครั้งแรกของประเทศไทยไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในวันนี้ เอสโวลต์ (ประเทศไทย) ได้ฉลองความสำเร็จเปิดสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานใหม่อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ถือเป็นนิมิตหมายอันดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างองค์ความรู้ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย เราพร้อมให้การสนับสนุน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) อย่างเต็มที่เพื่อส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กับผู้บริโภคชาวไทยและในภูมิภาคต่อไป”

คุณหยาง หงซิน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสโวลต์ เอเนอร์จี้ เทคโนโลยี กล่าวว่า “โรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตามปรัชญาการดำเนินธุรกิจของ เอสโวลต์ ที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศไทย ไปพร้อมกับการผลักดันกลยุทธ์ระดับโลกของบริษัทฯ  และความสามารถในการผลิตรวมถึงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ โรงงานของเราจะเพิ่มความสามารถในการผลิตให้สอดคล้องกับแผนการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย รวมถึงให้ความสำคัญกับความต้องการของตลาด พร้อมมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ยิ่งไปกว่านั้น เอสโวลต์ จะยึดมุมมองระดับโลกเพื่อทำความเข้าใจตลาดและความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้งในระยะยาว เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้าชาวไทย”

‘MGC-ASIA’ ประกาศผลดำเนินงานปี 2566 ทำรายได้ 25,133 ล้านบาท เติบโต 9% เดินหน้าขยายระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

0

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ประกาศผลการดำเนินงานปี 2566 ทำรายได้ 25,133 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานทำได้ 711 ล้านบาท วางเป้าหมายปี 2567 สร้างการเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ พร้อมขยายระบบนิเวศทางธุรกิจ MGC-ASIA Ecosystem อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าครอบคลุมทุกมิติ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ครบวงจร

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 25,133 ล้านบาท เติบโตขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของรายได้กลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ และรายได้จากกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานทำได้ 711 ล้านบาท ลดลง 21% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์ใหม่ รวมถึงการชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อที่น้อยลง กลุ่มบริษัทฯ จึงจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดที่ยังเติบโตขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ และการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ในปี 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวทั้งหมด 3 รายการ คือ 1) กำไรจากการขายรถยนต์ และให้เช่ารถยนต์พร้อมพนักงานขับ จากงานประชุม APEC 2) รายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้ 3) ดอกเบี้ยที่เกิดจากการเข้าทำสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระยะยาว เพื่อใช้เป็น
ศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์ ดังนั้นหากไม่รวมรายการดังกล่าว จะส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรจากกิจกรรมดำเนินงานสำหรับปี 2565 และ 2566 อยู่ที่ 751 ล้านบาท และ 722 ล้านบาท ตามลำดับ ลดลง 4%

สำหรับปี 2567 MGC-ASIA มุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจครบวงจรภายใต้ MGC-ASIA Ecosystem ที่สมบูรณ์
และแข็งแกร่ง ผ่านการขับเคลื่อนการเติบโต 4 กลุ่มธุรกิจหลัก เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ประกอบด้วย 1) กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Retail Business) กลุ่มบริษัทฯ วางเป้าหมายสร้างการเติบโตผ่านการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ เพื่อขยายฐานผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และมีแผนร่วมลงทุนกับกลุ่มพันธมิตร ขยายธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร รองรับเมกะเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโต 2) ธุรกิจให้บริการหลังการขาย (Aftersales Service) สัดส่วนรายได้จากบริการหลังการขายมีอัตราเติบโตต่อเนื่องจากความไว้วางใจของลูกค้า โดยในปี 2566 มีจำนวนการเข้าใช้บริการ 201,051 ครั้ง เพิ่มขึ้น 11.55% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และรายได้ต่อการบริการต่อครั้งเพิ่มขึ้นจาก 17,926 บาท เป็น 18,195 บาท นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกอย่าง Tesla ให้ดำเนินธุรกิจศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Approved Body Shop (TAB) พร้อมมีแผนขยายสาขาเพื่อรองรับการเติบโตรถยนต์ไฟฟ้า 3) ธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และพนักงานขับรถ (Car Rental and Driver Services)
ปี 2566 จำนวนรถให้เช่าระยะสั้น ภายใต้แบรนด์ ‘SIXT’ ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 40% โดยเฉพาะการเพิ่มรถยนต์ในกลุ่มพรีเมียม รองรับปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการท่องเที่ยวในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2566 รายได้รถเช่า SIXT เติบโตกว่า 40% เมื่อเทียบกับปี 2565 ด้านรถเช่าระยะยาวในปี 2566 จำนวนรถให้เช่าเติบโต 20% ทำให้ภาพรวม บจก. มาสเตอร์ คาร์เร้นเทิล มีรายได้รวมประมาณ 1,400 ล้านบาท เติบโต 10% เมื่อเทียบกับปี 2565 นอกจากนี้ภายในปี 2567 บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจไปยังกลุ่มรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ให้เช่า (Commercial Vehicle Rental) เพื่อให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น 4) กลุ่มธุรกิจอื่นๆ (Other Services) บริษัทฯ ร่วมทุนกับพันธมิตรยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการธุรกิจบริการประกันภัยชั้นแนวหน้า โดยในปีงบประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2565 ถึงกันยายน 2566 มีรายได้331 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8% และเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีรายได้ 289 ล้านบาท โดยเติบโตจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่แก่กลุ่มลูกค้าเดิม รักษาอัตราการต่ออายุกรมธรรม์ที่เพิ่มมากขึ้น และขยายไปสู่ตลาดใหม่ เช่น พลังงานหมุนเวียน และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีกำไรก่อนหักภาษีอยู่ที่ 129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) มีพอร์ตสินเชื่อเติบโตจากปีก่อนหน้า 84% โดยมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง (High Net Worth) เพิ่มขึ้นเป็น 50% ของพอร์ตสินเชื่อรวมตามเป้าหมาย และสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรผ่านการเสนอผลิตภัณฑ์ Yacht Financing และ Wealth Lending ให้กลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ผลการดำเนินงานปี 2567 เติบโตตามเป้าหมายที่กำหนด

แรงทะลุจอ!! อีซูซุร่วมกับ เอส เอฟ เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดใหม่ล่าสุด “Gotta Xross The Line แรง… ทะลุเวิร์ส”

0
อีซูซุ ภาพเปิด

กลุ่มตรีเพชร โดย คุณปนัดดา เจณณวาสิน ประธานที่ปรึกษา และคุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ โดย คุณสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ คุณสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดงานเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดใหม่ล่าสุด “Gotta Xross The Line แรง… ทะลุเวิร์ส ” ถ่ายทอดความแรง เร้าใจผ่านMulti-verse ทั้งโลกเกม (Game Verse) และโลกมังงะ (Manga Verse) เติมเต็มความสนุกของโลกจินตนาการ สะท้อนตัวตนของผู้ใช้รถรุ่นใหม่ให้ออกไปโลดแล่นนอกกรอบ ผ่านระบบภาพและเสียงสมบูรณ์แบบของโลกภาพยนตร์ ณ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

อีซูซุ 1

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุมีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับบริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีกครั้งในการจัดทำภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดใหม่ ซึ่งเป็นชุดที่ 14 ที่มีชื่อว่า “Gotta Xross The Line แรง… ทะลุเวิร์ส” ต้อนรับการเปิดตัวรถรุ่นล่าสุด “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ แรง…ทะลุเวิร์ส” ไลฟ์สไตล์ปิกอัพที่ทุก Element โดดเด่น ไม่ซ้ำใครทั้งดีไซน์และสมรรถนะ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Multi-Verse สะท้อนตัวตนของผู้ใช้รถรุ่นใหม่ให้ออกไปโลดแล่นนอกกรอบ สู่มิติใหม่มีสไตล์ในแบบตัวเอง โดยได้ถ่ายทอดความแรง เร้าใจปิกอัพรุ่นล่าสุด “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” ผ่านMulti-verse ทั้งโลกเกม (Game Verse) และโลกมังงะ (Manga Verse) เพื่อให้ได้มุมมองภาพมิติใหม่ เติมเต็มความสนุกของจินตนาการสู่โลกแห่งความจริง ผ่านระบบภาพและระบบเสียงที่ดีที่สุดบนจอยักษ์ในโรงภาพยนตร์เครือ เอส เอฟ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตมีไลฟ์สไตล์ ซึ่งตรงกับ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” ซึ่งทุกท่านจะได้สัมผัสความแรงผ่านภาพและเสียงในโรงภาพยนตร์เครือ เอส เอฟ ทุกสาขา ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป”

อีซูซุ 2

คุณสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ให้ความสำคัญกับการมอบ ประสบการณ์บันเทิงที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าด้วยนวัตกรรมระบบภาพและเสียงเพื่อเติมเต็ม อรรถรสในการรับชม คอนเทนต์ภายในโรงภาพยนตร์อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการสร้างสรรค์กิจกรรมทาง การตลาดรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม

อีซูซุ 3

ล่าสุด เอส เอฟ กับ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ได้ร่วมจัดทำภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check Presented By ISUZU ชุด “Gotta Xross The Line แรง… ทะลุเวิร์ส” เพื่อสื่อสารถึงคนรุ่นใหม่ และกลุ่มลูกค้าของ เอส เอฟ ผ่านระบบภาพและระบบเสียงที่ดีที่สุดบนจอยักษ์ในโรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะระบบเสียง Dolby Atmos ที่เป็นระบบเสียงที่ดีที่สุดในปัจจุบัน จึงทำให้ภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดนี้ สามารถถ่ายทอดสมรรถนะของรถอีซูซุได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งลูกค้าจะได้รับชมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ทุกรอบ ทุกโรง ทุกสาขาทั่วประเทศ”

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่รับปี 2567 ด้วยยนตรกรรมใหม่ 10 รุ่นจากทั้งสามแบรนด์ ตอกย้ำจุดยืนเบอร์หนึ่งในกลุ่มยานยนต์พรีเมียม

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองแชมป์ตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมของประเทศไทยติดต่อกันเป็นปีที่สี่ ซึ่งเป็นผลลัพธ์มาจากแนวทางของบีเอ็มดับเบิลยูในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมที่ยั่งยืน และการส่งมอบประสบการณ์ความพึงพอใจระดับสูงสุดให้แก่ลูกค้า ด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมชั้นนำจากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่สามารถทำผลงานยอดจดทะเบียนได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2566 โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของบีเอ็มดับเบิลยูที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 348% และรถยนต์ในกลุ่ม Luxury Class ที่เติบโตขึ้นกว่า 46% ทั้งนี้ ในปี 2567 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะต่อยอดความสำเร็จอย่างแข็งแกร่งด้วยการเปิดตัวทัพยนตรกรรมใหม่ถึง 10 รุ่น นำโดยบีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport, บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport Pro, บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport Pro, มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Classic Edition, มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone, มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน Highlands Edition รวมถึงมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 GS, บีเอ็มดับเบิลยู CE 02 บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR และบีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B ตามเป้าหมายในการส่งมอบตัวเลือกที่หลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชั้นแนวหน้า การส่งมอบบริการระดับคุณภาพ และแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางของเรา ตลอดทั้งปี พ.ศ. 2566 ได้ส่งผลลัพธ์กลับมาเป็นความไว้วางใจของลูกค้า เรารู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ยังคงเป็นผู้นำในเซกเมนต์ยานยนต์พรีเมียมของประเทศไทยติดต่อกันเป็นปีที่สี่ นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ถึง 6 รุ่นที่เราได้นำมาเปิดตัวสู่ลูกค้าชาวไทย

และในวันนี้ เรายังคงให้ความสำคัญกับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าเช่นเดิม โดยได้นำยนตรกรรมใหม่มาเปิดตัวถึง 10 รุ่น จากทั้งแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไปจนถึงบริการและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งสู่ความเป็นเลิศไปพร้อม ๆ กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการและพาร์ทเนอร์ของเราทุกคน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยของเรา”

ย่างก้าวที่แข็งแกร่งในปีที่สี่ เติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก

ความสำเร็จจากการทำตลาดและกลยุทธ์การให้บริการลูกค้าร่วมกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตลอด
ปี พ.ศ. 2566 ยังทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาดยานยนต์พรีเมียมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสี่ปีติดต่อกัน โดยแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ สร้างสถิติใหม่ในปีที่ผ่านมาด้วยยอดจดทะเบียนรวม 15,477 คัน เติบโตขึ้น 3% (แบ่งเป็นบีเอ็มดับเบิลยู 14,128 คัน และมินิ 1,349 คัน) ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงความทุ่มเทของพนักงาน ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ และพันธมิตรทุกรายในประเทศไทยของบีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้ร่วมกันส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับสูงสุดให้แก่ลูกค้า ซึ่งช่วยเสริมสร้างความภักดีต่อแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของบีเอ็มดับเบิลยูให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน โดยใน ปี พ.ศ. 2566 สามารถทำยอดขายบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์รอยซ์ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นยอดส่งมอบรวม 2,555,341 คันทั่วโลก เติบโตขึ้น 6.5% โดยรถยนต์ในกลุ่มพลังงานไฟฟ้า 100% มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 74.4% จากปี 2565 คิดเป็นยอดส่งมอบทั่วโลกรวม 376,183 คัน ผลของความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งตอบรับกับเทรนด์พลังงานสะอาดที่ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ทั้งนี้ ทางบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มองว่าเทรนด์ความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป และคาดการณ์ว่าจะทำยอดขายได้กว่า 500,000 คัน ในปี พ.ศ. 2567 นี้

ยืนหนึ่งในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พรีเมียมแห่งอนาคต

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ทำผลงานอย่างแข็งแกร่งในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู iX3, บีเอ็มดับเบิลยู iX, บีเอ็มดับเบิลยู i4, บีเอ็มดับเบิลยู i5, บีเอ็มดับเบิลยู i7 และมินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจากทั้งสองแบรนด์มีอัตราการเติบโตสูงถึง 200% ในปี พ.ศ. 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมียอดจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 1,604 คัน ถือเป็นการตอกย้ำถึงแนวทางของบีเอ็มดับเบิลยูในการรังสรรค์ยนตรกรรมแห่งอนาคต เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นให้แก่ทุกคน นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังคงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภค ทั้งในตลาดระดับโลกและในประเทศไทย

หนึ่งในปัจจัยความสำเร็จดังกล่าวของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มาจากการนำเสนอยานยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมียนตรกรรมไฟฟ้าให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้ครบ ทั้งจากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด โดยรุ่นที่โดดเด่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู i5 รถยนต์ซีดานที่มาต่อยอดความสำเร็จของตระกูลซีรีส์ 5 ด้วยเทคโนโลยีระดับไฮคลาส ประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือชั้น และรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยวหรูหรา บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ความสะดวกสบายอันหรูหรา และขุมพลังที่เหนือกว่า รวมทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู CE04 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่มาพร้อมขุมพลังในการขับขี่ในตัวเมือง ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รวมถึงรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในงานดังกล่าวอย่างบีเอ็มดับเบิลยู iX2 และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู CE 02

นอกจากนี้ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในกลุ่ม Luxury Class หรือรถยนต์ระดับไฮเอนด์ของแบรนด์ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู
ซีรีส์ 7, บีเอ็มดับเบิลยู i7, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 8, บีเอ็มดับเบิลยู X7 และบีเอ็มดับเบิลยู XM ยังคงสร้างผลงานการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดประเทศไทย ด้วยยอดจดทะเบียนในปี พ.ศ. 2566 ทั้งหมด 668 คัน เติบโตขึ้น 46% จากปีก่อนหน้า ตอกย้ำจุดยืนของบีเอ็มดับเบิลยูในการส่งมอบสุดยอดความเป็นเลิศ นิยามใหม่ของยานยนต์ที่มีความหรูหรา และความเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่มีใครเทียบ

ความพึงพอใจของลูกค้าสูงสุดในประวัติศาสตร์ ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

นอกจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้รับการประเมินคะแนน
ความพึงพอใจของผู้บริโภค (Net Promoter Score – NPS) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในด้านยอดขายและ
การให้บริการหลังการขายในปี พ.ศ. 2566 ด้วยคะแนนจากผลการประเมินที่ 94 คะแนน และ 90 คะแนนตามลำดับ ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เน้นลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง พร้อมร่วมมือกับเครือข่ายของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศ เพื่อพัฒนาความพึงพอใจของลูกค้าให้สูงที่สุด มีบริการที่เยี่ยมยอดที่สุด และส่งมอบที่สุดแห่งสุนทรียะด้านการขับขี่ให้แก่ลูกค้าได้ในทุก ๆ ขั้นตอน

ทั้งนี้ ในช่วงปี พ.ศ. 2565-2566 บีเอ็มดับเบิลยู ได้จับมือกับผู้จำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการหลายราย เพื่อเปิดตัวโชว์รูมโฉมใหม่ในประเทศไทยกว่า 9 แห่ง ภายใต้คอนเซ็ปต์การออกแบบโชว์รูมและศูนย์บริการแบบใหม่ล่าสุด หรือ Retail Next ที่รังสรรค์บรรยากาศในการสัมผัสแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูที่ผ่อนคลายและใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้นตั้งแต่ก้าวแรก โดยบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส เปิดตัวโชว์รูม เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ราชพฤกษ์ ที่มาพร้อมโชว์รูมบีเอ็มดับเบิลยู M ซึ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากบีเอ็มดับเบิลยูเป็นแห่งแรกในย่านราชพฤกษ์และพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมด้วยศูนย์ BMW Premium Selection รถยนต์มือสองที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากบีเอ็มดับเบิลยู

นอกจากนี้ ยังได้จับมือกับบริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ขยายระบบนิเวศทางธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ โดยปักหมุดยุทธศาสตร์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยการเปิดโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจรอย่างเป็นทางการ ‘บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้’ สาขาสุราษฎร์ธานี ขยายเครือข่ายครอบคลุมภาคใต้ อาทิ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ภูเก็ต, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, กระบี่, พังงา และอื่น ๆ รวมถึงการร่วมมือกับเนลสัน
ออโต้เฮ้าส์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ขยายพื้นที่ให้บริการลูกค้าในภูมิภาคตะวันออก ด้วยการเปิดตัวโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดระยอง พร้อมงบประมาณการลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท ประกอบด้วยโชว์รูมรถยนต์และพื้นที่จัดจำหน่ายสุดโอ่อ่ากว้างขวาง รวมถึงศูนย์บริการด้านการซ่อม พร้อมด้วยศูนย์บริการด้านตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองจากบีเอ็มดับเบิลยู เพื่อการบริการลูกค้าอย่างครบครัน และยังได้ร่วมลงทุนในการปรับโฉมโชว์รูมใหม่และขยายพื้นที่อีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น อมร รังสิต, มิลเลนเนียม ออโต้ พระรามสี่, มิลเลนเนียม ออโต้ สยามพารากอน, และมิลเลนเนียม ออโต้ อุบลราชธานี และจะยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยคอนเซ็ปต์ Retail Next ในอีกหลายแห่งทั่วประเทศ ตลอดปี พ.ศ. 2567 นี้

อีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของ บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย พร้อมนำเสนอบริการใหม่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า 

ปี พ.ศ. 2566 ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายจากปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดรวม แต่
บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ก็ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง การส่งมอบบริการใหม่ในรูปแบบดิจิทัลที่หลากหลาย และการส่งมอบบริการที่คำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ทางบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย สามารถสร้างการเติบโตให้กับยอดสินเชื่อรวมได้อย่างแข็งแกร่งที่ 2% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2565 โดยลูกค้าเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ หรือมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จำนวนประมาณ 50% ยังคงให้ความไว้วางใจและเลือกรับบริการทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของการบริการและความเชื่อมั่นจากลูกค้า ตอกย้ำด้วยผลการประเมินคะแนนความพึงพอใจของผู้บริโภค (NPS Score) ซึ่งได้รับคะแนนประสบการณ์ลูกค้าสูงสุดในปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นถึง 10 คะแนน ในช่วงท้ายอายุสัญญาทางการเงิน แสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจของลูกค้าตลอดระยะเวลาสัญญา

ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังสร้างผลงานที่เข้มแข็งในกลุ่มธุรกิจสินเชื่อรถยนต์มือสองซึ่งเติบโตกว่า 25% ปีต่อปี มีอัตราการเข้าถึงตลาดลูกค้าองค์กรกว่า 62% สะท้อนถึงความไว้วางใจและความสำเร็จจากการมุ่งมั่นในกลยุทธ์ที่คำนึงถึงลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้จากการลงทุนเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2566 เพื่อพลิกโฉมประสบการณ์ลูกค้าหลากหลายรูปแบบ โดยในปีที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ได้เปิดตัว BMW Thailand Web Online Shop ซึ่งช่วยให้ลูกค้ายืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (National Digital ID – NDID) รวมทั้งการรองรับลายเซ็นดิจิทัลในการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าสามารถสมัครบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกสบาย ลดกระบวนการสแกนหรืออัพโหลดเอกสาร รวมถึงช่วยลดระยะเวลา การยืนยันรายละเอียดของสัญญาให้เหลือเพียงไม่กี่คลิก โดยบริการด้านดิจิทัลเหล่านี้ช่วยประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าขึ้นไปอีกขั้น ช่วยให้กระบวนการประเมินเพื่ออนุมัติการปล่อยสินเชื่อเสร็จสิ้นได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที และยังทำให้กระบวนการดำเนินงานหลังบ้านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังได้เปิดตัวบริการ ‘MyBMW Finance’ และ ‘MyMINI Finance’ ให้ลูกค้าเข้าถึงสัญญาทางการเงินและบริการอื่น ๆ ได้ตลอดเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่โดดเด่นและหลากหลาย ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด สร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า และยกระดับประสบการณ์ ที่ลูกค้าได้รับจากการบริการให้ดียิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดตัวธุรกิจประกันภัยพร้อมบริการประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ภายใต้ชื่อ “บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด” อีกด้วย สำหรับในปี พ.ศ. 2567 บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังวางแผนที่จะขยายส่วนธุรกิจอย่างต่อเนื่องด้วยการนำเสนอบริการประกันรถยนต์และบริการขยายระยะเวลาการประกัน

มุ่งหน้าสนับสนุนแนวทางความยั่งยืนและโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อผลักดันอุตสาหกรรม
ยานยนต์ไทยสู่อนาคต
 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการสร้าง
ความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้ต่อยอดโครงการ BMW Service Apprentice เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่นักศึกษาอาชีวะในประเทศไทยที่มีศักยภาพ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ของรัฐบาล เสริมศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมบริการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยมุ่งเน้นการผลักดันการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยมีนักศึกษาทั้งหมด 282 คนที่ได้เข้าร่วมโครงการจาก 5 สถาบัน และในส่วนของโปรแกรม Dual Excellence ที่ดำเนินการโดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ก็ได้รับนักศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้ว
กว่า 111 คนจาก 2 สถาบัน

นอกจากนี้ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่สนใจในแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้จับมือกับ 6 องค์กรพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัล มูลนิธิชัยพัฒนา ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เอสซีจี โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ และเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จัดโครงการ CHOICEISYOURS 2023 ในปี พ.ศ. 2566 เพื่อเปิดให้นิสิตนักศึกษาในไทยได้เข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรมและการลงมือปฏิบัติจริงเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมได้เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ จากองค์กรพาร์ทเนอร์ทั้ง 7 ราย ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ ในการต่อยอดแนวคิดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ นิสิตนักศึกษายังได้รับโอกาสในการไปทัศนศึกษาเยี่ยมการดำเนินธุรกิจขององค์กรพาร์ทเนอร์ เพื่อเรียนรู้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การหมุนเวียนใช้ทรัพยากรในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร โดยรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรใหม่น้อยที่สุด และจะยังคงดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องในปีนี้เช่นกัน

โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ไม่เพียงแต่ต้องการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่ยั่งยืน แต่ยังรวมไปถึงการลงทุนกับเหล่าผู้นำและนวัตกรรุ่นใหม่ซึ่งจะช่วยผลักดันทั้งในภาคสังคมและภาคสิ่งแวดล้อมในอนาคต