Home Blog Page 184

อนันดาฯ และ บีเอ็มดับเบิลยู อมรเพรสทีจ จับมือพันธมิตรทางธุรกิจ สร้างโอกาสเติบโตร่วมกัน

0
บีเอ็มดับเบิลยู อมรเพรสทีจ ภาพเปิด

คุณมณีรัตน์ ธนัชญ์เศรษฐ์ (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ สายงานคอนโดมิเนียม ไอดีโอ และไอดีโอ โมบิ และคุณพงศ์อนันต์ สุขเกษม (ซ้ายสุด) ประธานเจ้าหน้าที่ สายงานการตลาด บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN และคุณวรรณภา ตั้งบรรยงค์ (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคุณ อนิวรรต    มณีรัตนะพร (ขวาสุด) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย บริษัท  อมรเพรสทีจ จำกัด จับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต เพื่อต่อยอดและขยายฐานลูกค้าเพิ่มโอกาสในการสร้างลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  

ซึ่งอนันดาฯ มีความมุ่งมั่นที่จะเข้าถึงทุกความต้องการของลูกค้า รวมถึงการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยทาง  อมรเพรสทีจ เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในด้านการดูแลลูกค้า และมีรางวัลด้านความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าเป็นสิ่งยืนยัน โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจทั้งสองบริษัท ถือเป็นมิติใหม่ในการดำเนินธุรกิจในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกๆ กลุ่ม และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าอนันดา พราว (Ananda Proud) จะได้ทดลองขับ All New BMW i5 รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งจะเปิดให้ทดลองขับก่อนใครในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 นี้ เส้นทางจาก อมรเพรสทีจ สาขารังสิต ไปยังโครงการของอนันดาฯที่เป็น NEW LANDMARK ใหม่ใจกลางเมือง

“เบนซ์ไพรม์มัส“ ฉลองครบรอบปีที่ 4  จัดงานกอล์ฟการกุศล Primus Golf Charity Invitation 2023

0
Primus Pic Open

บจก.ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ นำโดย จิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ได้จัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล รายการ Primus Golf Charity Invitation 2023 รายได้มอบให้แก่คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 4 โดยมีลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz รวมทั้งสิ้น 80 คน เข้าร่วมดวลวงสวิงสุดลักชัวรี่ กับ 2 โปรสาว “โปรนุ๊ก-บุษบากร สุขพันธ์” และ “โปรฟ้า สิทธานาท สิงหนาท”  พร้อมลุ้นรางวัล Hole in One รถยนต์ Mercedes-Benz GLA200 AMG Dynamic มูลค่า 2.54 ล้านบาท ณ สนามกรังค์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี

Primus 1

นายจิระพล  รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-EQ และ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ด้วยนโยบายของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่มุ่งเน้นการมอบประสบการณ์ใหม่ที่เหนือระดับ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์แบบ ควบคู่การมอบสิทธิประโยชน์ระดับลักชัวรี่ รองรับความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายให้แก่ลูกค้าในทุกระดับ

Primus 2

และอีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญ คือ การมุ่งเน้นตอบแทนหรือคืนกำไรสู่สังคม ด้วยการจัดกิจกรรมระดมทุนหารายได้มอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศลอย่างต่อเนื่องโดยตลอด นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา

ล่าสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้จัดงานกิจกรรมกอล์ฟการกุศล รายการ Primus Golf Charity Invitation 2023 ที่สนามกรังค์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz เป็นอย่างมาก

Primus 3

“ผมต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมกอล์ฟการกุศล โดยร่วมสมทบทุนด้วยการชำระค่าสมัคร ในอัตรา 2,500 บาทต่อท่าน ทำให้การจัดงานครั้งนี้ บรรลุวัตถุประสงค์การจัดหารายได้สมทบทุนให้แก่ องค์กรสาธารณะประโยชน์  เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 4 ก้าวสู่ปีที่ 5 ของ “เบนซ์ไพรม์มัส” และเราให้คำมั่นว่า “เบนซ์ไพรม์มัส” จะมุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เหนือระดับ ผ่านกิจกรรมพิเศษให้แก่ลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน” นายจิระพล กล่าว

Primus 4

งาน Primus Golf Charity Invitation 2023 ในครั้งนี้ ได้เชิญชวนลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz คนพิเศษ ที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟ จำนวน 20 ทีมๆ ละ 4 ท่าน เข้าร่วมเปิดประสบการณ่ใหม่ในการแข่งขันดวลวงสวิงสุดลักชัวรี่กับรูปแบบการแข่งขันด้วยระบบมาตรฐานสากล ทำให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้ประชันฝีมือกันอย่างสนุกสนาน

Primus 6

พร้อมเปิดประสบการณ์แห่งความท้าทายสุดเอกซ์คลูชีพ ด้วยการประลองฝีมือการแข่งขันร่วมกับ 2    โปรกอล์ฟสาว  “โปรนุ๊ก-บุษบากร สุขพันธ์” นักกอล์ฟสาวจากเชียงราย ที่คว้าเหรียญทองในการแข่งขันกอล์ฟเอเชียเกมส์ และ “โปรฟ้า-สิทธานาท สิงหนาท” เจ้าของเหรียญทองแดงจากกีฬามหาวิทยาลัยโลก ในหลุมพาร์ 3 โดย “โปรฟ้า-สิทธานาท” ประจำที่หลุม 7 และ “โปรนุ๊ก-บุษบากร” ประจำที่หลุม 14 นอกจากจะสร้างความตื่นเต้นเร้าใจแล้ว ผู้ร่วมแข่งขันยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเทคนิคต่าง ๆ กับโปรกอล์ฟสาวทั้ง 2 คน พร้อมรับของรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

Primus 7

นอกจากนี้ นักกอล์ฟยังได้มีโอกาสร่วมลุ้นรับรางวัล Hole In One เป็นรถยนต์คอมแพค SUV ในรุ่น Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic มูลค่า 2,540,000 บาท ที่อวดโฉมความสวยงาม ตั้งตระหง่านอยู่ที่หลุม 12 พาร์ 3

Primus 8

สำหรับงานเลี้ยงประกาศผลรางวัลการแข่งขัน “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้คัดสรรเมนูอาหารสุดพิเศษให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ ได้ร่วมทานอาหารกับผู้บริหารและโปรกอล์ฟสาว ในบรรยากาศแบบสบายๆ พร้อมเพลิดเพลินกับเสียงเพลงที่ขับกล่อมจากนักร้อง วงดนตรี I Hear Band ในแบบ Mini Groovy

Primus 10

และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ คือ การจัดประมูลเสื้อกอล์ฟ พร้อมลายเซ็นต์ของ 2 โปรกอล์ฟสาวชั้นนำ ได้แก่ “โปรจีน-อาฒยา ฐิติกุล” นักกอล์ฟสาวอายุน้อยที่สุดในโลก ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันกอล์ฟอาชีพ รายการ “เลดีส์ ยูโรเปี้ยน ไทยแลนด์  แชมเปี้ยนชิพ  และ “โปรซิม-ณัฐกฤตา วงศ์ทวีลาภ” นักกอล์ฟสาวหน้าใหม่ ดาวรุ่งพุ่งแรงจาก LPGA TOUR โดยผู้ที่ชนะการประมูลในครั้งนี้ ได้แก่  คุณพิชญา  สุชาโต และ Mr.Aung Thu พร้อมเหล่านักกอล์ฟ ได้ร่วมสมทบทุนเพิ่มเติม ทำให้รวบรวมรายได้จากการประมูลรวมทั้งสิ้น 200,000 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะนำมาสมทบทุนมอบแก่คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลต่อไป

Primus 11

จากนั้นเข้าสู่ช่วงสำคัญ นั่นคือ การประกาศผลรางวัลการแข่งขัน พร้อมมอบถ้วยรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศ, รองผู้ชนะเลิศอันดับ 1 และอันดับ 2 ในแต่ละไฟล์ โดยผู้ชนะเลิศสำหรับไฟล์ A ได้แก่  Mr.Quran Da ทำ Net Score ต่ำสุดอยู่ที่ 69 คะแนน, ไฟล์ B ผู้ชนะเลิศ ได้แก่  คุณณัฐพล จบหิมเวศน์ ทำได้ 70 คะแนน และไฟล์ C ผู้ชนะเลิศ ได้แก่ คุณพิชญา สุชาโต ทำ Net Score ได้ 72 คะแนน นอกจากนี้ ผู้ร่วมแข่งขันยังได้ร่วมลุ้นรับรางวัลต่าง ๆ อีกมากมาย ในบรรยากาศที่สนุกสนานเป็นกันเองกับรอยยิ้มแห่งความสุขของกิจกรรมการกุศลจาก “เบนซ์ไพรม์มัส” ครั้งนี้

ผลการแข่งขันกอล์ฟการกุศล “Primus Golf Charity Invitation 2023″
วันที่ 27 ตุลาคม 2566 ที่สนามกรังค์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ
ไฟล์ท A ชื่อ-นามสกุลNet Score
ผู้ชนะเลิศ Mr.Quran Da64
รองชนะเลิศ อันดับ 1 คุณณัฐเดช สินธุชัย69
รองชนะเลิศ อันดับ 2 คุณดำรงเกียรติ จุลขันธ์69
ไฟล์ท B ชื่อ-นามสกุลNet Score
ผู้ชนะเลิศ คุณณัฐพล จบหิมเวศน์70
รองชนะเลิศ อันดับ 1 คุณณรงค์ บัวชู71
รองชนะเลิศ อันดับ 2 คุณภูทิตต์ จุลาภา71
ไฟล์ท C ชื่อ-นามสกุลNet Score
ผู้ชนะเลิศ คุณพิชญา สุชาโต72
รองชนะเลิศ อันดับ 1 คุณธาณากรณ์ เรืองศรีสังข์75
รองชนะเลิศ อันดับ 2 คุณวีรวัฒน์ วลัยเสถียร์76

 

 

สุขสวัสดิ์ แสงมรกต คว้าชัยใน THAI FIGHT เศรษฐีเรือทอง พร้อมลุยต่อในรอบรองชนะเลิศ 26 พ.ย. นี้

0
THAI FIGHT 2023 Pic Open

อีซูซุเปิดศึกการแข่งขันมวยไทยโลก “THAI FIGHT 2023” รอบแรกใน “THAI FIGHT เศรษฐีเรือทอง” ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยว แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์ เยือนถิ่นบ้านหมี่ ณ วัดพุน้อย จ.ลพบุรี พร้อมแสดงความยินดีกับ “สุขสวัสดิ์ แสงมรกต” แชมป์อีซูซุคัพคนล่าสุด ปี 2023 หลังคว้าชัยชนะจาก นิกิต้า บาซิตอฟ นักชกจากประเทศรัสเซีย ได้สำเร็จ พร้อมลุยต่อในรอบรองชนะเลิศในวันที่ 26 พฤศจิกายน นี้ ที่ จ.สมุทรปราการ

THAI FIGHT 2023 1

บรรยากาศการแข่งขัน “THAI FIGHT เศรษฐีเรือทอง” ได้รับความสนใจจากชาวลพบุรีจำนวนมาก บรรยากาศงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมี คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขัน THAI FIGHT พร้อมด้วย นายอำพล อังคภากรณ์กุล” ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ขึ้นกล่าวในฐานะ ประธานร่วมจัดการแข่งขัน THAI FIGHT เศรษฐีเรือทอง กล่าวเปิดงาน และ มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ผู้ร่วมสนับสนุนหลักการแข่งขันฯ นำ “สุขสวัสดิ์ แสงมรกต” พร้อมด้วยนักชกไทยที่ดีกรีระดับโลก ขึ้นสังเวียนปะทะลีลาแม่ไม้มวยไทยกับนักชกจากนานาประเทศ ทั้งในแบบสวมนวมและแบบคาดเชือกรวม 9 คู่

THAI FIGHT 2023 2

นำโดยนักชกดาวเด่นจากนานาประเทศอีก 8 คู่ จำนวน 16 คน โดยมีนักชกขุนพล THAI FIGHT ทั้ง สุขสวัสดิ์ แสงมรกต, ป.ต.ท.ว.รุจิรวงศ์, เต็งหนึ่ง ศิษย์เจ๊สายรุ้ง, ไทรโยค พุ่มพันธุ์ม่วง และ น้องโอ ช.ห้าพยัคฆ์ ร่วมปะทะลีลาแม่ไม้มวยไทยในแบบสวมนวมและแบบคาดเชือก เพิ่มความสนุกเร้าใจแบบจัดเต็มด้วยระบบแสง สี เสียง เต็มรูปแบบ

THAI FIGHT 2023 3

คู่เด่นของการแข่งขันมวยไทยระดับโลก “THAI FIGHT 2023” รอบคัดเลือกรอบแรก เป็นการพบกันของ “สุขสวัสดิ์ แสงมรกต” ฉายาพยัคสุรินทร์ ผู้ครองตำแหน่งแชมป์มวยอีซูซุคัพคนล่าสุด ปี 2023 ขึ้นป้องกันศักดิ์ศรีมวยไทยแบบสวมนวม พิกัด 65 กิโลกรัม กับ “นิกิต้า บาซิตอฟ” ฉายา The Russian roulette นักชกจากประเทศรัสเซีย

THAI FIGHT 2023 5

หลังระฆังยกแรกดังขึ้น สุขสวัสดิ์ เดินรุกอย่างหนัก รัวใส่เข่าตามด้วยดับเบิลศอก ทำเอานิกิต้า ร่วงไปหนึ่งครั้งในยกที่หนึ่ง ต่อด้วยยกที่สองสุขสวัสดิ์ยังคงรุกอย่างต่อเนื่อง เน้นหมัดและศอก นิกิต้าตั้งเกมรับไม่ถอย ทำให้ในยกที่สองนี้ได้เลือดกันทั้งคู่ โดยสุขสวัสดิ์คิ้วขวาบนแตก นิกิต้าเลือดกำเดาไหล ทำเอาผู้ชมลุ้นกันสุด ๆ เรียกได้ว่าความมันอยู่ในยกที่สอง เป็นไฮไลท์ของคู่นี้เลย ต่อจบที่ยกสุดท้าย สลับกับออกอาวุธ เตะ ศอก ต่อยจบครบยก ผลประกาศ สุขสวัสดิ์ แสงมรกต คว้าชัยชนะไป เป็นตั๋วใบแรกของแชมป์อีซูซุคัพ คนล่าสุดบนสังเวียนระดับโลกอย่าง THAI FIGHT

THAI FIGHT 2023 6

ผลการแข่งขัน THAI FIGHT 2023 รอบคัดเลือกรอบแรก มีดังนี้
1. น้องโอ ช.ห้าพยัคฆ์ (ไทย) ชนะคะแนน อาร์มาน โมราดี (อิหร่าน)
2. อเลสซิโอ มาลาเตสต้า (อิตาลี) ชนะน็อกยกที่ 1 พันชัย โรงเรียนกระเทียมวิทยา (ไทย)
3. ไทรโยค พุ่มพันธุ์ม่วง (ไทย) ชนะคะแนน คริสเตียน มาโลคาจ (เยอรมนี)
4. สุขสวัสดิ์ แสงมรกต (ไทย) ชนะคะแนน นิกิต้า บาซิตอฟ (รัสเซีย)
5. เวโร ว.รุจิรวงศ์ (เมียนมา) ชนะคะแนน พญาสิงห์ ส.สมมิตร (ไทย)
6. ไลอ้อน แฟมิลี่มวยไทย (ไทย) ชนะน็อกยกที่ 1 Shahin Hosseinzadeh (อิหร่าน)
7. ป.ต.ท. ว.รุจิรวงศ์ (ไทย) ชนะน็อกยกที่ 2 อุสซามา เอลคูซ (โมร็อกโก)
8. เต็งหนึ่ง ศิษย์เจ๊สายรุ้ง (ไทย) ชก 77 กก. ชนะคะแนน อะบอลฟาซล์ เมห์ราซาวัน (อิหร่าน)
9. ดาวแพร่ แม็คเคมีภัณฑ์ (ไทย) ชนะคะแนน กล้าศึก ศิษย์จ่ากล้า (ไทย) (ชิงแชมป์ THAI FIGHT LEAGUE)

THAI FIGHT 2023 7

สำหรับการแข่งขัน “THAI FIGHT 2023” รอบรองชนะเลิศ จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน ศกนี้ จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนรอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม ศกนี้ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งผู้ครองตำแหน่งแชมป์ “THAI FIGHT 2023” จะได้รับรางวัลรถปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ รุ่น 2 ประตู” พร้อมเงินสด มูลค่ารางวัลรวมกว่า 4 ล้านบาท ไปครองอีกด้วย

 

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา คว้ารางวัล “นราธิปพงศ์ประพันธ์” ประจำปี 2567 จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

0

ดร.ปราจิน เอี่ยมลําเนา ประธานกรรมการบริหาร/ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติประกาศรายชื่อเป็น 1 ในผู้ได้รับรางวัล “นราธิปพงศ์ประพันธ์” ประจำปี 2567 รางวัลอันทรงเกียรติด้านวรรณกรรม จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

รางวัล “นราธิปฯ” มาจากพระนาม พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระนามเดิมคือ “หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ” โอรสพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ในรัชกาลที่ 4 ประสูติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2434 พระองค์เป็นทั้งนักการศึกษา นักการทูต และนักประพันธ์ ทรงออกหนังสือพิมพ์ประชาชาติ และนิพนธ์ วิทยาวรรณกรรม เป็นรางวัลเกียรติคุณที่มอบให้กับนักเขียนและบรรณาธิการอาวุโส  โดยมีหลักเกณฑ์ที่จะมอบรางวัลให้แก่ นักเขียน นักแปล นักหนังสือพิมพ์ และหรือ บรรณาธิการอาวุโส ที่ทำงานมาอย่างยาวนาน และมีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ในวิชาชีพด้านวรรณกรรม  มีผลงานเป็นที่ยกย่องกว้างขวาง จัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2544  ในวาระครบการก่อตั้งสมาคมฯ ครบ 30 ปี และเป็นปีที่ ศ.พล.ต.พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ ครบรอบ 110 พรรษา และยังครบ 10 ปี องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (UNESCO) ประกาศยกย่องให้พระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม นายประภัสสร เสวิกุล ซึ่งเป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในปีนั้น จึงได้ดำริตั้งรางวัล “นราธิปพงศ์ประพันธ์” ขึ้น ถือเป็นรางวัลทรงเกียรติของนักประพันธ์ไทย

สำหรับผู้ได้รับรางวัล ประจำปี 2567 ทางสมาคมฯจะจัดพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในช่วงต้นปี 2567 ที่จะถึงนี้

(มีคลิปวีดีโอ) ขับเที่ยวชิวๆ ไปกับ NISSAN KICKS e-POWER ใหม่ ทั้งปลอดภัยและประหยัด

0
NISSAN KICKS e-POWER Pic Open

สัมผัสครั้งล่าสุดกับ NISSAN KICKS e-POWER ที่ได้รับการปรับแต่งออฟชั่นใหม่ รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยี e-POWER เจนเอนเรชั่นที่ 2 พร้อม e-Pedal Step ที่ทำให้การขับขี่ง่าย และราบรื่น ทั้งยังเพิ่มเติมในส่วนของเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง Nissan’s 360° SAFETY SHIELD แบบครบครัน การเดินทางในครั้งนี้ ปลายทางไม่ห่างกรุงกับเขื่อนรัชโลธร จ.ชลบุรี

สำหรับ NISAN KICKS e-POWER ที่ได้นำมา บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อเป็นพาหนะในการเดินทางครั้งนี้เป็นรุ่น VL มากับสีทูโทนราคาค่าตัว 920,000 บาท กระจังปรับใหม่ในรูปแบบ V Motion ที่โฉบเฮี่ยวยิ่งขึ้น ชายล่างรอบคัน ติดตั้งวัสดุสีโครเมี่ยม ล้อแมก 5 ก้าน หุ้มยาง 205/55 R 17 พร้อมดิสเบรก 4 ล้อ

NISSAN KICKS e-POWER 1

โคมไฟหน้าติดตั้งระบบปรับไฟสูง/ต่ำ อัตโนมัติ มีเรดาร์ที่โลโก้และกล้องประมวลผล บริเวณกระจกหน้าที่มาของระบบประมวลผลเทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility ไฟท้ายปรับปรุงใหม่ มีสปอยเลอร์บนหลังคาพร้อมเสาอากาศแบบครีบฉลาม

NISSAN KICKS e-POWER 2

ห้องโดยสารปรับไม่มาก มีโฟในห้องโดยสารหรือ Amblient Light ปรับได้ 7 สี ปรับปรุงใหม่พร้อมกับระบบขับเคลื่อน e-POWER เจนเนอเรชั่นที่ 2 และเพิ่มเติมในส่วนชอง Wiress Charger เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน กระจกหน้าเป็นแบบดูดซับเสียง เบาะนั่งหุ้มหนังที่มีคุณสมบัติไม่อมความร้อน เบาะหลังยกระดับแบบ Theater Seat พับได้แบบ 60:40

NISSAN KICKS e-POWER 3

ชุดมาตรวัดแสดงผลผ่านหน้าจอ 7 นิ้ว หน้าจอทัซสกรีนขนาด 8 นิ้ว แสดงภาพจากกล้องมองหลังพร้อมระบบ Nissan’s 360° SAFETY SHIELD ซึ่งทีเด็ดอยู่ที่ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบคัน

NISSAN KICKS e-POWER 5

เครื่องยนต์ HR12DE ขนาด 1.2 ลิตร แถวเรียงแบบ DOHC (Double Overhead Camshaft) 12 วาล์ว 3 สูบ รับภาระในการสร้างพลังงาน ก่อนจะส่งไปยังเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ซึ่งคอยควบคุมพลังงาน และระบบขับเคลื่อนอี-พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น 2 ได้พัฒนาให้มีน้ำหนักเบาลง 30% เพิ่มขนาดแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนเป็น 2.06 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้น 30% เทียบกับรุ่นก่อนหน้า ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ซึ่งมากับอัตราบริโภคที่ประหยัดถึงเกือบ 24 กม./ลิตร

NISSAN KICKS e-POWER 6

ระบบช่วงล่างหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ซึ่งทั้งหน้าและหลังมีการติดตั้งเหล็กกันโคลงมาให้เสร็จสรรพ สภาพเส้นทางที่นำมาทดสอบในครั้งนี้ถือว่าตอบโจทย์ เพราะนอกขจากทางโค้ง ยังมีเนินชัน และหลุมบ่อ พอให้ได้ลองในเรื่องการยึดเกาะถนน

NISSAN KICKS e-POWER 7

ระบบช่วยซับแรงสั่นสะเทือนที่รักษาสมดุลของตัวรถทำให้ลดการโยนตัว และระบบควบคุมเสถียรภาพต่างๆ แม้ว่าช่วงล่างจะเซทมาให้มีความนุ่มนวล แต่พอได้รวมระบบต่างๆมาช่วย ทำให้ห้องโดยสารมีเสถียรภาพและมีการซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

NISSAN KICKS e-POWER 9

การปรับปรุงใหม่ในครั้งนี้บังรวมไปถึงระบบความปลอดภัยอย่างระบบเตือนออกนอกช่องทางพร้อมดึงกลับ ที่ทำงานได้นุ่มนวลกว่าเดิม ยังมีที่ควบรวมอีกเพียบ

เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Cruise Control – ICC)
เทคโนโลยีเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW)
เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB)
เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW)
เทคโนโลยีเตือนรถในทางสวนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert – RCTA
เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM)
เทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection – MOD)
เทคโนโลยีอัจฉริยะที่จะช่วยให้ผู้ขับมองเห็นพื้นที่ข้างรถได้รอบทิศทางผ่านกล้อง 4 จุด รอบคัน
เทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ (Intelligent Rear View Mirror – IRVM)
เทคโนโลยีช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA)
เทคโนโลยีควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (Vehicle Dynamic Control – VDC)
เทคโนโลยีช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ (Intelligent Ride Control – IRC)
เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Intelligent Trace Control – ITC)

NISSAN KICKS e-POWER 11

ปลายทางก็อิ่มพุงกับเมนูปลาสดที่ร้านอาหารน้ำ กับ ฟ้า ริมขอบอ่างเก๊บน้ำรัชโลธร อ.เกาะจัน จ.ชลบุรี รวมถึงได้บทสรุปสำหรับการเดินทางกับ Nissan Kick e-Power รุ่น VL ที่ได้ทำการปรับแต่งรูปโฉมให้มีความสปอร์ต เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนอี-พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น 2 ที่ปรับมาได้นุ่มนวล ขับสบาย ระบบช่วยเหลือต่างๆก็ทำให้การเดินทางสะดวกสบายและปลอดภัย อีกหนึ่งแต้มต่อที่รถรุ่นนี้ ไม่จำเป็นต้องจองคิวเข้ารับบริการอัดประจุไฟ สโลแกนใหม่กับ “The One And Only That’s Power and fuel eFFicient ตันเดียวที่ใช่ ทั้งแรงและประหยัด” ตอบโจทย์ได้อย่างสมราคาและลงตัว

ส่องสเป็ก ORA 07 ก่อนเปืดตัวในไทย พฤศจิกายนนี้!!

0
ORA 7 Pic Open

มอบความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการยานยนต์ไฟฟ้าไทยอีกครั้ง เตรียมนำ ORA 07 รถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูงภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ ORA เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยในเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมเผยที่มาและแนวความคิดการดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในของ ORA 07 ที่ผ่านคอนเซ็ปต์การออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจากความงามแห่งธรรมชาติผสมผสานกับความสปอร์ต ที่พร้อมให้ทุกขณะของการขับขี่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ และยังดื่มด่ำไปกับสุนทรียภาพแห่งการดีไซน์ ด้วยวัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยมและผิวสัมผัสต่าง ๆ ที่ถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่ชาวไทย

ORA 7 1

ORA 07 – More Than Stunning เป็นรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่รุ่น Flagship ล่าสุดภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ ORA ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ได้รับการออกแบบทั้งภายนอกและภายในด้วยความปราณีตขั้นสูง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการผสมผสานองค์ประกอบของธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงามและลงตัว เปรียบเสมือนดังงานศิลป์ชิ้นโบว์แดงเมื่อรถหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ทันทีที่เร่งสปีด รถยนต์รุ่นดังกล่าวจะส่งมอบมอบความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ด้วยเส้นโค้งที่ลื่นไหลไปตามมาตรฐานการออกแบบทางอากาศพลศาสตร์ สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของธรรมชาติที่มอบความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย รถยนต์รุ่นนี้จึงถือเป็นศูนย์รวมของความละเอียดอ่อนและความสปอร์ตที่ผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบ

ORA 7 2

การออกแบบภายนอกของ ORA 07 มาด้วยรูปร่างซูเปอร์สตรีมไลน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการไหลของน้ำตามปรากฏการณ์ธรรมชาติ “การไหลแบบลามินาร์” ซึ่งสายน้ำจะโอบอุ้มบรรดาก้อนกรวดหินด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวลแทนที่จะปะทะเข้าอย่างจัง ลายเส้นโค้งพลิ้วไหวที่รวมกับความอิสระและความสมบูรณ์ที่มีมิติจึงมอบดุลยภาพระหว่างความหรูหราและความสปอร์ตได้อย่างเป็นเลิศ โดย ORA 07 มีมิติตัวรถ 1,862 x 4,871 x 1,500 มิลลิเมตร (กว้าง x ยาว x สูง) ระยะฐานล้อ 2,870 มิลลิเมตร ระยะความสูงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) 125 มิลลิเมตร น้ำหนักรถ 2,115 กิโลกรัม

ORA 7 3

ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สัน และระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงก์ที่ให้การขับขี่ที่ยึดเกาะถนนและนั่งสบายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อตอบสนองการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง ตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนในครอบครัว ดีไซน์ด้านหน้าของตัวรถถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ของรถซูเปอร์คาร์เพื่อเพิ่มแรงกด ด้วยกระจังหน้าที่ถูกออกแบบตามความแวววับบนผิวน้ำยามแสงแดดตกกระทบลงมา รับฝากระโปรงหน้าทรงหยดน้ำที่เว้าลงและนูนขึ้นทั้งสองด้าน

ORA 7 5

ไฟหน้า Intelligent LED ทรงกลมแบบเรโทรเพื่อเพิ่มความสปอร์ตอย่างเต็มพิกัด โดดเด่นทั้งในเรื่องให้ความสว่างและความปลอดภัยด้วยระบบอัจฉริยะ อาทิ ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และฟังก์ชันหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่อง (Follow Me Home) พร้อม Daytime Running Light และไฟตัดหมอกด้านหน้าแบบ LED ในขณะที่ดีไซน์ด้านข้างได้รับการออกแบบให้หน้าต่างด้านข้างโค้งสูง มีเส้นโดยรอบทั้งคัน เสริมความหรูหราและความสปอร์ตเร้าใจ มาพร้อมหน้าต่างไร้กรอบที่

ORA 7 6

เป็นกระจกแบบ 2 ชั้น เพื่อช่วยในเรื่องการซับเสียง โดยจะเลื่อนลงเมื่อเปิดประตู และเลื่อนปิดโดยอัตโนมัติเมื่อปิดประตู เพิ่มความสปอร์ตไปอีกขั้น ยิ่งไปกว่านั้น ดีไซน์ด้านหลังของรถถูกออกแบบด้วยดีไซน์ Slip-Back ให้ตัวรถมีความสปอร์ตมากขึ้น ด้วยรูปทรงที่ดูเพรียวบางจะช่วยลดแรงต้านลมและช่วยเสริมสมรรถนะของรถยนต์ ชุดล้อที่ยื่นออกมาเสริมให้ตัวรถดูหรูหราและมีมิติมากยิ่งขึ้น เพิ่มความรู้สึกแข็งแกร่ง สปอยเลอร์ไฟฟ้าที่มาจากการออกแบบของรถสปอร์ต มาพร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิดอัตโนมัติที่สามารถตั้งให้เปิดเมื่อปลดล็อกรถ หรือเมื่อความเร็วถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสปอยเลอร์ไฟฟ้านี้ผสานกับรูปทรงด้านหลังที่โค้งมนอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกของเทคโนโลยีอันล้ำสมัย แต่ยังคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้อย่างพอดี

ORA 7 7

เสริมความหรูหราและความสปอร์ตด้วยไฟท้ายรูปทรงวงรีแบบ LED หลังคาแก้วแบบพาโรนามิคขนาดใหญ่ (Panoramic Glass Roof) ตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้าย ที่เป็นวัสดุช่วยเก็บเสียง โดยตัวหลังคาที่เป็นกระจกยังช่วยลดแสงและความร้อน รวมถึงช่วยให้ภายในห้องโดยสารดูโปร่งและกว้างขวางมากขึ้น ORA 07 มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางขนาด 235/45 โดยล้ออัลลอยมีการออกแบบมีลักษณะคล้ายอุ้งเท้าแมว ยกระดับภาพลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครได้อย่างดีเยี่ยม

ORA 7 9

ORA 07 ได้รับการตกแต่งภายในเป็นแบบเรโทรที่แฝงความลักซ์ชัวรี รูปทรงปราดเปรียวสง่างามแต่คงความน่ารัก ผสมผสานระหว่างเส้นโค้งและเหลี่ยมมุมได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกแบบซุปเปอร์คาร์ มาพร้อมกับคอนโซลกลางรูปตัว T เสมือนการบรรจบกันของพื้นที่ราบและภูเขาสูง

ORA 7 8

พร้อมฟังก์ชันควบคุมการขับขี่ที่ช่วยให้การปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ทั้ง 6 โหมดเป็นไปอย่างง่ายดาย ได้แก่ โหมดประหยัด โหมด WELL BEING โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดสปอร์ตพลัส และโหมดส่วนบุคคล ใส่ใจทุกรายละเอียดด้วยวัสดุสีเงิน ดำ และน้ำตาล (Silver, Black, Brown) ลำโพง Infinity คุณภาพสูง 11 ตัว ที่พร้อมมอบความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบร่วมกับระบบแอมพลิฟายเออร์อิสระ และระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถ ฟังก์ชันไฟตกแต่งห้องโดยสารแบบหลากสีและเป็นจังหวะ เพื่อสร้างบรรยากาศภายในให้เพลิดเพลิน ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อม PM2.5 filter และระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย เพื่อช่วยให้การชาร์จโทรศัพท์มือถือเป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

ORA 7 10

เพื่อความสะดวกสบายขั้นสูงสุดในทุกมิติของการเดินทาง ORA 07 มาพร้อมกับเบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้า ระบบเบาะนวดไฟฟ้า ระบบดันหลังปรับด้วยไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ และเบาะหนังพร้อมผิวสัมผัสแบบปุ่มเหมือนคีย์เปียโนที่ช่วยโอบอุ้มร่างกายของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารให้ได้รับสะดวกสบายและความอบอุ่นอย่างเต็มที่ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง มีระบบ Memory Seat และระบบ Welcome Seat เพิ่มความสะดวกในการขึ้น-ลงรถ เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับแบบไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งโดยสารแถวที่ 2 มีที่พักแขนตอนกลาง และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมช่องเสียบ USB A และ USB C จัดเต็มด้วยพื้นที่ห้องโดยสารอเนกประสงค์ที่มีพื้นที่จัดเก็บของมากมาย ทั้งกล่องใส่แว่นตาที่อยู่บนเพดานด้านหน้า บริเวณแผงคอนโซลกลางที่สามารถใส่ของใช้ส่วนตัว พร้อมกับที่วางแก้วน้ำ และบริเวณด้านข้างประตูที่มีช่องเก็บของสำหรับวางขวดน้ำ ร่ม และสิ่งของอื่น ๆ ในขณะที่ด้านหลังเบาะนั่งด้านหน้ามีกระเป๋าเก็บของ มอบความสะดวกสำหรับผู้โดยสารในการเก็บของและง่ายต่อการหยิบใช้ ยิ่งไปกว่านั้น เบาะผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับเบาะแยกได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่และความสะดวกในการใช้สอยตามอเนกประสงค์ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

ORA 7 11

ORA 07 อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่โดยเฉพาะ ด้วยหน้าจอกลางอัจฉริยะแบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว ซึ่งรองรับความบันเทิงได้ทั้ง Apple CarPlay, Android Auto, MP5, Bluetooth, ระบบนำทาง, และแสดงข้อมูลการขับขี่ โดยหน้าจอกลางอัจฉริยะนี้สามารถเชื่อมต่อกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกด้านหน้า (Head-up display) เพื่อเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย อีกทั้งรถยนต์รุ่นนี้ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ขับขี่ด้วยพวงมาลัยปรับแบบไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและสวิตช์ควบคุมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ เกียร์อัตโนมัติแบบ Electronic Shifter ชุดเกียร์ไฟฟ้าด้านหลังพวงมาลัย และระบบ Intelligent Quick Start System ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้พร้อมออกเดินทางได้ทันทีเมื่อขึ้นมานั่งที่เบาะคนขับและเหยียบเบรก

ORA 7 13

นอกเหนือจากการออกแบบที่ลงตัวของรูปทรงที่โค้งมน ดูลื่นไหล และสปอร์ต ของการออกแบบอันละเอียดอ่อนของ ORA 07 รถยนต์รุ่นนี้ยังคงความแข็งแกร่งไว้อย่างเต็มเปี่ยมด้วยการใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงสูงถึง 77.6% ของส่วนประกอบทั้งหมด ได้แก่ เหล็กที่มีความแข็งแรงสูง 30.6% เหล็กที่มีความแข็งแรงสูงพิเศษ 29.4% และเหล็กขึ้นรูปร้อน 17.6% โดยการใช้งานโครงสร้างของเหล็กขึ้นรูปร้อนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพื้นที่ส่วนสำคัญของยานพาหนะ เช่น เสา A เสา B ธรณีประตู คานด้านบน ช่องตรงกลาง และแผงหลังคา โดยในพื้นที่สำคัญเหล่านี้ เหล็กขึ้นรูปร้อนขั้นสูง 2000MPa จะถูกนำมาใช้สำหรับเสา A และ B ซึ่งภายในของเสา B จะรวมเอาวัสดุคอมโพสิตที่เสริมด้วยไฟเบอร์เข้าไว้ด้วยกัน ช่วยให้ผู้ใช้งานทุกคนรูสึกมั่นใจในความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพการโค้งงอที่ยอดเยี่ยม พร้อมปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารจากการกระแทกจากด้านหน้า ด้านข้าง และหลังคาได้อย่างไร้กังวล

ORA 7 15

ORA 07 มาพร้อมกับ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น LONG RANGE และรุ่น PERFORMANCE โดยมีเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาว สีเทา และสีพิเศษ ม่วง (เฉพาะรุ่น PERFORMANCE) และเฉดสีรถภายในทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ และสีน้ำตาล (เฉพาะสีเทาและสีม่วงในรุ่น PERFORMANCE)

สำหรับแฟน ๆ เจ้าเหมียวไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้ที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยศิลปะแห่งยนตรกรรมยุคใหม่นี้ เตรียมยลโฉมและสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เหนือระดับ อันเพียบพร้อมด้วยสมรรถนะขั้นสูงและดีไซน์อันงดงามเป็นเอกลักษณ์ของ ORA 07 ได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.gwm.co.th แอปพลิเคชัน GWM และช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook, YouTube และ TikTok ของ GWM Thailand และ GWM ORA Thailand

 

 

Mercedes-Maybach S 580 e ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เปิดราคารุ่นประกอบในประเทศ ตัวถังสีทูโทน 11.2 ล้านบาท

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) นำเสนอยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับ ไฮเอนด์ เปิดตัวครั้งแรกกับ Mercedes-Maybach S 580 e รุ่นประกอบในประเทศ โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่ขึ้นไลน์ผลิตแบบ Local Production ในรุ่นตัวถังสีทูโทน ชูเอกลักษณ์ความเป็นที่สุดจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ Maybach ภายใต้แนวคิด “The very best of the very best” มาพร้อมขุมพลังแบบ Plug-in Hybrid ที่วิ่งได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP เหนือระดับในทุกมิติทั้งสมรรถนะ ดีไซน์ภายนอกและภายใน รวมถึงเทคโนโลยีและฟังก์ชันอำนวยความสะดวก มอบประสบการณ์การขับขี่และการโดยสารที่ไร้ที่ติ พร้อมนำเสนอ Mercedes-Maybach Lifestyle Concierge Service จากผู้ช่วยด้านไลฟ์สไตล์ระดับโลก “Quinessentially” เสริมความเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าที่เป็นเจ้าของ Mercedes-Maybach ตลอด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ออกรถ

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวของ Mercedes-Maybach S 580 e รุ่นประกอบในประเทศ ถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นสร้างความเป็นเลิศให้กับแบรนด์ Mercedes-Maybach ภายใต้แนวคิดที่มาจากปรัชญาของ “วิลเฮล์ม มายบัค” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Maybach ด้วยการสร้างสรรค์ศิลปะแห่งวิศวกรรมยานยนต์ระดับสูงสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และทำให้ Mercedes-Maybach ได้รับการยกย่องจากคนดังระดับโลกมากมายที่เป็นเจ้าของ โดยหนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดของรถในตระกูล Mercedes-Maybach คือพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังที่พร้อมมอบประสบการณ์ระดับ First-Class ซึ่งถูกออกแบบอย่างพิถิพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายสูงสุดในทุกมิติ

นอกจากความเป็นที่สุดที่ลูกค้าทุกคนจะได้รับจากการเป็นเจ้าของ Mercedes-Maybach อีกหนึ่งความพิเศษคือประสบการณ์อันเหนือระดับของ Mercedes-Maybach Lifestyle Concierge Service โดยจับมือกับ ควินเทสเซ็นเชียลลี่ (Quintessentially) ผู้ให้บริการผู้ช่วยส่วนตัวด้านไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรที่จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอันเร่งด่วนและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเดินทาง การจองร้านอาหารชั้นนำระดับโลก หรือการจัดงานเฉลิมฉลองสุดพิเศษ พร้อมให้สมาชิกได้ใช้เวลาอันมีค่ากับคนสำคัญอย่างไร้กังวลซึ่งบริการสุดพิเศษนี้ยังสามารถสะท้อนไปถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของ Mercedes-Maybach ด้วยเช่นกัน”

Mercedes-Maybach S 580 e ตัวถังสีทูโทน (two-tone paint – obsidian black / high-tech silver)
รุ่นประกอบในประเทศ เปิดราคาจำหน่าย 11,200,000 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสิทธิพิเศษของ Mercedes-Maybach S 580 e ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ หรือที่เว็บไซต์ https://www.mercedes-benz.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกแพลตฟอร์ม

มาสด้า สานต่อโครงการ “มาสด้า ปันสุข” เพื่อสร้างสรรค์โลก เพื่อผู้คน และสังคมที่ยั่งยืน

0

มาสด้าประกาศเดินหน้าสานต่อกิจกรรมด้าน CSR ตามแผนการดำเนินธุรกิจระยะกลาง Sustainable Zoom-Zoom 2030 อันเป็นวิสัยทัศน์ที่ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น รวมถึงมาสด้าทั่วโลกและมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ทั้งยังเป็นการเดินหน้าตามแนวทาง Sustainable Development Goals- SDGs หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีทั้งหมด 17 เป้าหมาย และสะท้อนถึง 3 เสาหลักของมิติความยั่งยืน อันได้แก่ ด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงกับพันธกิจของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น นั่นคือ เพื่อสร้างสรรค์โลกของเราให้ยังคงความสวยงาม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสร้างสังคมที่ยั่งยืนตลอดไป

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่มาสด้าเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน อันเป็นพันธกิจหลักเช่นเดียวกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และมาสด้าทั่วโลก เราจึงมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมให้ยั่งยืน ผ่านการให้ความช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ของผู้คน พร้อมกับให้ความสำคัญในการช่วยรักษาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์จากการผลิต ตามหลักการ Well-to-Wheel ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำของแหล่งกำเนิดพลังงาน ตั้งแต่การขุดเจาะ การผลิต การขนส่งเชื้อเพลิง ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์

ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพื่อโลกของเรา เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี และเพื่อให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ได้ริเริ่มจัดกิจกรรมด้าน CSR นี้มาตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤตโควิด-19 โดยจัดกิจกรรมขึ้นภายใต้โครงการ “มาสด้า ปันสุข” โดยความร่วมมือกับผู้จำหน่ายมาสด้าในท้องถิ่น ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ขาดแคลน ซึ่งจัดขึ้นมาแล้วทั้งหมด 9 จังหวัด รวมถึงมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ผ่านสภากาชาดไทย มอบรถปิกอัพ มาสด้า บีที-50 ให้กับโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์และศูนย์ฉีดวัคซีน เพื่อให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคดังกล่าว

ทั้งนี้มาสด้าพร้อมเดินหน้าส่งมอบสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคมไทย เพื่อส่งต่อความยั่งยืนของทั้งผู้คนในสังคม พัฒนาเศรษฐกิจในชุมชน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน โครงการ “มาสด้า ปันสุข” ถือกำเนิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทยและมีความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการตอบแทนประเทศและประชาชนคนไทยที่ให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นในแบรนด์รถยนต์มาสด้ามาอย่างยาวนานกว่า 73 ปี ซึ่งมาสด้าเชื่อว่ากิจกรรมภายใต้โครงการฯ นี้ จะสามารถให้การช่วยเหลือผู้คน และส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2563 มาสด้าได้เดินหน้าให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ชื่อโครงการ “มาสด้า ปันสุข” ซึ่งเป็นโครงการที่ให้การสนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน โดยเราได้เดินหน้าส่งมอบความสุขไปยังประชาชนคนไทยทั่วประเทศ เพื่อให้กำลังใจและให้ทุกคนลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้งภายหลังจากที่เกิดการระบาดของโควิด-19 โดยมาสด้าได้เดินหน้าเต็มรูปแบบจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้การช่วยเหลือผู้คนหลากหลายกลุ่มอาชีพ อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพในแต่ละชุมชน และเด็กนักเรียนที่ขาดแคลน โดยร่วมมือกับผู้จำหน่ายและสื่อมวลชนในการส่งต่อการแบ่งปัน ซึ่งได้จัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

สำหรับโครงการฯ ในปี 2566 มาสด้าต้องการที่จะขยายการแบ่งปันไปยังผู้คนหลากหลายกลุ่มและหลากหลายพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้คนในแต่ละชุมชน โดยเฉพาะลูกค้ามาสด้า ได้มีส่วนร่วมมากขึ้นเพื่อส่งต่อการแบ่งปันไปด้วยกัน จึงเดินหน้าสานต่อโครงการ “มาสด้า ปันสุข” ปีที่ 4 ขึ้น โดยประสานความร่วมมือกับผู้จำหน่ายมาสด้า ลูกค้าผู้ใช้รถยนต์มาสด้าทุกรุ่น รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมออกเดินทางไปเรียนรู้วิถีการผลิตวิชาชีพแบบชุมชน ส่งมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงเลี้ยงอาหารกลางวันกับเด็กนักเรียน พร้อมร่วมกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

“มาสด้าขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข และเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ควบคู่กับการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาโลกให้ยังคงสวยงามสำหรับผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป ตามพันธกิจ เพื่อโลก เพื่อผู้คน และเพื่อสังคมที่ยั่งยืนตลอดไป” นายธีร์ กล่าวเสริม

เอ็มจี เปิดโรงงานแบตเตอรี่อีวี เดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการผลิตอีวีในไทยและอาเซียน

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ประกาศเปิดโรงงานแบตเตอรี่อีวีแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียนบนพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK ด้วยกำลังการผลิตกว่า 50,000 ก้อนต่อปี พร้อมเข้าสู่บทบาทการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอีวีแห่งภูมิภาคอาเซียน 

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ได้เปิดโรงงานแบตเตอรี่อีวีแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ HASCO-CP BATTERY SHOP ในภูมิภาคอาเซียนบนพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 75 ไร่ หลังทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ ส่วนการประกอบแบตเตอรี่ ประกอบด้วยสายการผลิตอัตโนมัติที่ทันสมัยอย่างการนำหุ่นยนต์ (Robotic) เข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐานที่แม่นยำ การเชื่อมโดยเลเซอร์ (Laser Welding) เพื่อให้ได้คุณภาพของการเชื่อมที่ดี การตรวจสอบด้วย CCD (Charge Coupled Device) เพื่อความแม่นยำในการตรวจสอบเทียบกับต้นแบบในทุกขั้นตอนก่อนนำไปใส่ในตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และส่วนการทดสอบมาตรฐานของแบตเตอรี่ กว่า 60 ขั้นตอน อาทิ การตรวจสอบค่าการเก็บการคายประจุ (Charge & Discharge) การตรวจสอบน้ำรั่วซึมเข้าสู่แบตเตอรี่ (Air Leak test) ทดสอบความเป็นฉนวน (Insulation Test) ทดสอบการควบคุมพลังงาน (Static Test) เป็นต้น โดยในสายการผลิตแห่งนี้สามารถประกอบแบตเตอรี่ Cell-To-Pack ได้สูงสุดมากกว่า 50,000 ก้อนต่อปี  ซึ่งแบตเตอรี่ที่ประกอบในประเทศไทยจะเป็นมาตรฐานเดียวกับสายการผลิตระดับโลก สำหรับแบตเตอรี่ที่ออกจากสายการผลิตนี้จะถูกนำไปติดตั้งในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น MG4 ELECTRIC เป็นรุ่นแรก รวมถึงรถไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ความพร้อมีลูกจแล้วในอนาคต ซึ่งอยู่ในระหว่างการเตรียมความพร้อมของสายการผลิตเพื่อเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2567”

 

นายจ้าว เฟิง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด เปิดเผยว่า โรงงานแบตเตอรี่อีวี เป็นหนึ่งในแผนการพัฒนาพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK ซึ่งตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด 2 (WHA ESIE 2) จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ เพิ่มงบลงทุนอีกกว่า 500 ล้านบาท โดยจะใช้เป็นโรงงานประกอบแบตเตอรี่อีวีในรูปแบบ Cell-To-Pack (CTP) ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง RUBIK’s CUBE BATTERY ด้วยข้อได้เปรียบในเรื่องของศักยภาพและโอกาสในการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงการที่บริษัทแม่อย่าง SAIC MOTOR CORPORATION และ HASCO-CP เล็งเห็นถึงความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน

“โดยนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 ที่ เอ็มจี ได้บุกเบิกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย สู่ปัจจุบันที่รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นที่นิยม และมีการเติบโตในตลาดแบบก้าวกระโดด ตอกย้ำความเชื่อมั่น ด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสะสมรวมกว่า 18,000 คัน ด้วยผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ คือการให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Ecosystem ที่มีความแข็งแกร่งและครอบคลุมในทุกมิติของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จไฟแบบเร็ว หรือ MG SUPER CHARGE รองรับการเดินทางที่สะดวกสบาย ทั่วประเทศ ล่าสุด เอ็มจี เดินหน้าแผนงานอีวี มุ่งยกระดับอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัวโรงงานประกอบแบตเตอรี่อีวี และถือเป็นเครื่องสะท้อนความตั้งใจของ เอ็มจี หลังจากนี้ยังคงเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK ในแผนงานระยะถัดไป เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ โดยมีกรอบระยะเวลาแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2567”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม ของเอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จับมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม มอบถุงยังชีพ 2,500 ถุง ร่วมเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเฉียบพลันในประเทศไทย

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยืนหยัดเคียงข้างคนไทย ภายใต้โครงการ “GWM: Go With Me Go Together รวมหัวใจพร้อมก้าวผ่านทุกวิกฤตไปด้วยกัน” ผนึกกำลังกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอบถุงยังชีพรวมทั้งสิ้น 2,500 ถุง ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมเฉียบพลันในประเทศไทย รวมมูลค่าความช่วยเหลือกว่า 1,000,000 บาท พร้อมนำรถยนต์ All New GWM TANK 300 HEV จำนวน 5 คัน และ All New GWM TANK 500 HEV จำนวน 1 คัน เพื่อใช้ในการเดินทางและส่งมอบถุงยังชีพไปในพื้นที่ประสบภัยในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

โดยภายในพิธีมอบได้รับเกียรติจาก นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายบรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และ นายวันชัย พนมชัย รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เป็นตัวแทนรับมอบถุงยังชีพดังกล่าว จาก นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป และ นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธาน ฝ่ายกิจการองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ กระทรวงอุตสาหกรรม

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “จากสถานการณ์ปริมาณฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการติดตามความเสียหาย และเยียวยาผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วยมาตรการเร่งด่วน ทั้งในด้านการพักชำระหนี้ การเฝ้าระวัง การฟื้นฟูโรงงานในพื้นที่เสี่ยง การซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และการส่งมอบถุง MIND ซึ่งเป็นถุงยังชีพที่ระดมการสนับสนุนมาจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ในวันนี้ขอขอบคุณทาง บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน โดยการจัดทำถุงยังชีพร่วมบรรเทาทุกข์ ส่งมอบกำลังใจ และรอยยิ้มให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยให้ก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน”

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “สถานการณ์น้ำท่วมเฉียบพลันที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบ ในหลาย ๆ ด้านทั้งการดำรงชีวิตประจำวันของผู้คน การทำธุรกิจ การประกอบอาชีพ และอื่น ๆ อีกมาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังใจและยืนหยัดเคียงข้างคนไทย ร่วมสนับสนุนผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ รวมถึงเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของบริษัทฯ ในการช่วยเหลือตอบแทนให้กับสังคม พัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน และความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมและส่งมอบความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบภัยในครั้งนี้ โดยนอกจากการสนับสนุนการทำถุงยังชีพแล้วนั้น บริษัทฯ จะนำรถยนต์ GWM TANK 300 และ GWM TANK 500 รถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียมที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ลงพื้นที่พร้อมทีมผู้บริหารนำความช่วยเหลือสู่ผู้ประสบภัยอีกด้วย”

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังขอส่งมอบกำลังใจพร้อมช่วยเหลือลูกค้าในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยการมอบส่วนลดค่าอะไหล่และค่าแรง 30% ให้กับลูกค้า* โดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สามารถติดต่อศูนย์บริการ GWM ได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม – 3 ธันวาคม 2566 (*สิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า GWM ที่รถยนต์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเท่านั้น)

เกรท วอลล์ มอเตอร์  ยึดมั่นให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคม พัฒนาสภาพแวดล้อมทางสังคม เสริมสร้างความหลากหลายทางวัฒนธรรม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานใหม่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะให้กับผู้ขับขี่ชาวไทย ไปพร้อม ๆ กับการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และก้าวสู่เวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ