Home Blog Page 185

ฮุนได ดัน IONIQ 5 บุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเมืองไทย ชูเทคโนโลยีและดีไซน์เทียบชั้นแบรนด์ยุโรป พร้อมฟีเจอร์ขับขี่อัจฉริยะเหนือระดับ

0
IONIQ 5 ภาพเปิด

เปิดตัวไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่ใน MOTOR EXPO 2023 กับ “IONIQ 5 รถยนต์ไฟฟ้าภายใต้เครือฮุนได” ที่คว้ารางวัลจากเวทีระดับโลกมาแล้วจากนานาประเทศ โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากแบรนด์เกาหลีใต้ที่มาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ สมบูรณ์แบบด้วยสมรรถนะการขับขี่ ดีไซน์ที่ทันสมัยแต่แฝงกลิ่นอายเรโทรไว้อย่างลงตัว และสิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือฟีเจอร์การขับขี่อัจฉริยะ พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานเทียบแบรนด์ยุโรป เมื่อผนวกกับบริการหลังการขายบนมาตรฐานของฮุนได IONIQ 5 จึงเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจมากที่สุดของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ณ เวลานี้

IONIQ 5

รวมฟีเจอร์ไฮไลต์ที่ทำให้ครองใจคนทั่วโลก
•ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตที่ผสานเสน่ห์รถคลาสสิกในหนึ่งเดียว
การออกแบบรูปลักษณ์ของ IONIQ 5 เป็นฝีมือของ จิออเกตโต จูเจียโร่ (Giorgetto Giugiaro) นักออกแบบยานยนต์ชื่อดังชาวอิตาลีที่เคยร่วมงานกับฮุนได และกลับมาปลุกตำนานรถยนต์คลาสสิกอันโด่งดังให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในโลกยานยนต์ ผ่านการนำดีไซน์รุ่นคลาสสิกอย่าง Hyundai Pony ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ส่งออกทั่วโลกในปี 1975 ผสานกับรถยนต์ต้นแบบ Hyundai 45 ในปี 2019 ทำให้ IONIQ 5 เป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยรูปทรงที่เพรียวบางพร้อมเส้นสายสบายตา ผสานความเฉียบคมจากแนวสันด้านข้าง สื่อถึงความล้ำหน้าแห่งอนาคตของพลังงานไฟฟ้า โดดเด่นด้วยฝากระโปรงหน้าทรง Clamshell ที่เปิดยกขึ้นได้แบบไร้รอยต่อกับตัวถัง มือจับประตูด้านข้างออกแบบมาให้ซ่อนเก็บอย่างมิดชิด ผสานดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Parametric Pixel LED ทุกองค์ประกอบทำให้ IONIQ 5 คือสุดยอดงานดีไซน์ที่ผสานความล้ำสมัย เข้ากับแบบฉบับคลาสสิกได้อย่างสวยงามลงตัว
IONIQ 5 2
•การออกแบบห้องโดยสารที่หรูหราสง่างามบนพื้นฐานความยั่งยืน
สัมผัสได้ถึงความพรีเมี่ยมในห้องโดยสาร ที่สง่างามและใส่ใจในทุกรายละเอียด ทั้งยังให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เพราะห้องโดยสารออกแบบใหม่ภายใต้แนวคิด Living Space เพื่อให้รู้สึกสบายเหมือนอยู่ในบ้าน นอกจากนั้น วัสดุตกแต่งล้วนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น แผงประตูเคลือบด้วยสีชีวภาพที่สกัดจากน้ำมันพืช เบาะนั่ง ผ้าบุหลังคา และพรมหุ้มด้วยวัสดุชีวภาพที่ผลิตจากอ้อยและข้าวโพด วัสดุหนังที่ใช้ตกแต่งภายใน เคลือบด้วยน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์แทนสารเคมี แม้กระทั่งตะเข็บด้ายที่ใช้กับเบาะนั่งและที่วางแขนข้างประตู ยังผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล สะท้อนถึงแนวคิดเพื่อความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่พัฒนาขึ้นบนแนวคิดรักษ์โลกเท่านั้น ยังเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อความสะดวกสบายในห้องโดยสารขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอระบบสัมผัส สำหรับควบคุมเครื่องเสียงและความบันเทิงขนาด 12.3 นิ้ว รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ระบบเชื่อมต่ออุุปกรณ์แบบ Bluetooth และระบบเครื่องเสียงพรีเมียมจาก BOSE™ with External Amplifier ให้เสียงเต็มพลังด้วยลำโพง 8 ตัวรอบทิศทาง (เฉพาะรุ่น) รวมถึงฟีเจอร์การเชื่อมต่อออนไลน์อีกมากมาย ให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายและสมบูรณ์แบบ

IONIQ 5 3

•ชูสมรรถนะและคุณภาพการขับขี่เหนือชั้น พร้อมสองทางเลือก
สมบูรณ์แบบด้วยระบบวิศวกรรมและฟีเจอร์อัจฉริยะ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet ขับเคลื่อน 2 ล้อ ทำความเร็วสูงสุดถึง 185 กม./ชม. มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-Ion โดยในรุ่น Premium มีความจุแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูง 58 กิโลวัตต์-ชั่วโมง กำลังสูงสุด 170 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 8.5 วินาที และมีระยะทางขับเคลื่อนไฟฟ้าสูงสุด 384 กม. ตามมาตรฐาน WLTP

IONIQ 5 5

เหนือกว่าทั้งสมรรรถนะและระยะทางขับขี่ในรุ่น Exclusive โดยความจุแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงเพิ่มเป็น 72.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง กำลังสูงสุด 217 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 7.4 วินาที และมีระยะทางขับเคลื่อนไฟฟ้าสูงสุด 481 กม. ตามมาตรฐาน WLTP

ไฮไลต์ที่สร้างความแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป คือทุกรุ่นติดตั้ง ระบบชาร์จเร็ว 350 kW Ultra-fast Charging สามารถชาร์จไฟจาก 10 – 80% ได้ภายใน 17 นาทีเท่านั้น

•แตกต่างอย่างเหนือชั้นด้วยระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ Hyundai SmartSense
นอกจากฟีเจอร์ด้านระบบขับเคลื่อน ระบบช่วยขับอัจฉริยะและระบบความปลอดภัยขั้นสูงยังมีมาตรฐานการทำงานเทียบเท่าแบรนด์รถยุโรป นั่นคือ “Hyundai SmartSense” ซึ่งมีทั้งระบบรักษาตำแหน่งรถในช่องทาง (Lane Keeping Assist: LKA) ระบบควบคุุมความเร็วอัตโนมัติ (Smart Cruise Control with Stop and Go) ระบบเตือนและเบรกฉุุกเฉินอัตโนมัติทางแยก (Forward Collision Avoidance Assist Junction Turning: FCA-JT) ระบบควบคุมพวงมาลัยเมื่ออยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Collision- Avoidance Assist: BCA) รวมถึงกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา (Surround View Monitor) ระบบกล้องมองภาพมุมอับสายตา (Blind Spot View Monitor: BVM) และอีกมากกว่า 10 รายการ ซึ่งล้วนเป็นฟังก์ชันที่พบได้เฉพาะในแบรนด์ชั้นนำจากยุโรป แต่เทคโนโลยีทั้งหมดนี้เป็นสเปกมาตรฐานในทุกรุ่น

IONIQ 5 4

เพราะการลงทุนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน โดยเฉพาะในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ย่อมไม่ใช่แค่ตอบโจทย์เรื่องการเดินทางเท่านั้น หากเป็นการซื้อความมั่นใจทั้งในเรื่องประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ดีไซน์ที่โดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์ ไปจนถึงความสะดวกในการใช้งานจริง ในระดับราคาที่คุ้มค่าสูงสุด ซึ่งHyundai IONIQ 5 อัดแน่นด้วยคุณภาพในทุกแง่มุม โดยเปิดราคาขายเริ่มต้นในไทยที่ 1,699,000บาท นับว่าเป็นระดับราคาที่คุ้มค่าเมื่อพิจารณาถึงฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึงบริการหลังการขายบนมาตรฐานของฮุนได พร้อมให้คุณเดินทางสู่อนาคตแห่งพลังงานไฟฟ้า ได้อย่างเชื่อมั่นและยั่งยืน

 

 

SUZUKI CARRY ผู้นำตลาดรถกระบะขนาดเล็ก ลูกค้าเลือกเป็น ‘รถคู่คิดธุรกิจ SME’ พร้อมเดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่อง “CARRY YOUR DREAM CARRY YOUR LIFE”

0
Suzuki Carry 1

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40 ที่ผ่านมา รถยนต์ซูซูกิยังคงได้รับความสนใจเป็นอย่างดี เห็นได้จากยอดจองรถยนต์ภายในงานที่เกิดขึ้น กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดย่อมหรือ SME ก็ยังคงให้การตอบรับ และเลือกใช้รถกระบะอเนกประสงค์ขนาดเล็ก SUZUKI CARRY เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของตนให้มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดจองรวมอยู่ที่ 310 คัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถกระบะขนาดเล็กอย่างแท้จริง

 

SUZUKI CARRY ถูกออกแบบมาให้มีรูปลักษณ์ที่พร้อมจะนำไปดัดแปลงและพัฒนาต่อยอดให้เข้ากับทุกแนวทางของการดำเนินชีวิต ด้วยมิติตัวรถมีขนาดความยาว 4,195 มม. ความกว้าง 1,765 มม. และความสูง 1,910 มม. กระบะบรรทุกแบบเรียบ เพิ่มความกว้างและความยาวของพื้นที่บรรทุกอยู่ที่ 1,670 มม. และ 2,450 มม. สามารถเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน ขนถ่ายสัมภาระได้สะดวกและรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดถึง 945 กิโลกรัม

 

ซึ่งด้วยความอเนกประสงค์ จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหาพาหนะที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการทั้งในเรื่องของสมรรถนะการใช้งาน รวมถึงงานบริการหลังการขายที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่เลือกใช้งานให้รถรุ่นนี้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจในทุกระดับ ทั้งในบทบาทของการขนส่ง หรือแปลงโฉมเป็นร้านค้าเคลื่อนที่รองรับธุรกิจในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อาทิเช่น ร้านอาหาร ร้านผลไม้สด ร้านตัดผม ร้านสะดวกซื้อ และอีกหลากหลายธุรกิจ

 

สิ่งสำคัญ นอกจากความโดดเด่นของสินค้าและงานบริการที่เรามอบให้ การตอกย้ำภาพลักษณ์ของสินค้าว่าเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ธุรกิจได้อย่างชัดเจน คือ ความพยายามในการเดินหน้าโครงการเพื่อสังคมผ่านการนำรถอเนกประสงค์มาดัดแปลงเป็นรถหลากหลายรูปแบบในการนำออกไปช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะการเดินหน้าส่งมอบความสุขแก่ผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่องเป็น ปีที่ 2 คือ กิจกรรม “CARRY YOUR DREAM CARRY YOUR LIFE” ซึ่งเคยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2565 ที่ผ่านมา ณ มูลนิธิคนตาบอดแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร

โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการที่เป็นพันธมิตรและผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ ทำการดัดแปลงรถกระบะเพื่อการพาณิชย์อเนกประสงค์ SUZUKI CARRY ให้กลายเป็นร้านตัดผมเคลื่อนที่เพื่อนำไปให้บริการ พร้อมทั้งการมอบเครื่องอุปโภค บริโภคที่จำเป็นไว้ให้ทางมูลนิธิฯ ซึ่งจากจุดเริ่มต้นในครั้งนั้น เราได้ขยายการจัดกิจกรรมการส่งมอบความสุขนี้ไปยังผู้ด้อยโอกาสทางสังคมยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

Suzuki Carry  2

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา กิจกรรมได้ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านตัดผม CHAYTOR BARBER และผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิในพื้นที่ นำโดยคุณพีรพัฒน์ สิทธิยานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ คุณไพลิน สะสมสิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซูซูกิ หัวหิน (สิทธิภัณฑ์) จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
และคุณสุนทรี สิทธิยานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซูซูกิเพชรบุรี (สิทธิภัณฑ์) จำกัด จังหวัดเพชรบุรี นำรถ SUZUKI CARRY Barber Truck มาให้บริการตัดผมแก่นักเรียน ณ โรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน จังหวัดเพชรบุรี

โดยโรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน มีนักเรียนในสังกัดดูแลซึ่งเป็นผู้พิการทางสายตา ทั้งชายและหญิง อายุ 7-22 ปี จำนวน 43 คน นอกจากการให้บริการตัดผม ซึ่งช่วยสร้างรอยยิ้ม ความสุขและความประทับใจให้แก่ทุกท่านได้เป็นอย่างดีแล้วนั้น ยังได้มอบเครื่องอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นให้กับทางโรงเรียน โดยมีนายชนกภัทราณัฐ ข้าวหอม ผู้อำนวยการโรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน ชะอำ เป็นผู้แทนในการรับมอบอีกด้วย

กิจกรรม “CARRY YOUR DREAM CARRY YOUR LIFE” ได้ออกไปให้บริการแก่กลุ่มคนต่างๆ มาแล้วทั่วประเทศ สานต่อเจตนารมณ์อันดีเพื่อสังคม ตอกย้ำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า SUZUKI CARRY คือรถขนความสุขในทุกเส้นทางความฝัน พร้อมจะเป็นยานพาหนะที่อยู่เคียงข้างร่วมฝ่าวิกฤตในทุกสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนารูปแบบให้สามารถรองรับการดัดแปลงได้อย่างหลากหลาย มากกว่าการเป็นรถขนสินค้าหรือสัมภาระ แต่เปรียบเสมือนพาร์ทเนอร์คนสำคัญ ที่พร้อมจะสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ ด้วยความจริงใจ เดินหน้าไปสู่จุดหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

Suzuki Carry 4

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด คือ การตอบรับจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดย่อม หรือ SME จนสามารถสร้างยอดขายรวมในช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2566 ทั้งสิ้น 2,295 คัน ตอกย้ำความนิยม และความสำคัญของ SUZUKI CARRY ในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจขนาดย่อมที่กำลังเติบโตของตลาดในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SME ในรูปแบบ แฟรนไชส์ ที่มีการขยายตลาดและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นอกจากการคำนึงถึงความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าที่จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีคุ้มค่าในทุกด้านแล้ว “ซูซูกิ” ยังมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคมไทยผ่านแคมเปญ “SUZUKI Cause We Care-เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” จึงเป็นความมุ่งหวังที่จะพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชนและสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ใบเฟิร์นรับบทเซลส์ขายรถที่บูธนิสสัน ใน Motor Expo 2023 โชว์สกิลขายนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์แบบฉบับคนใช้จริง

0
นิสสัน ภาพเปิด

สำหรับใครที่แวะเวียนไปที่บูธของ นิสสัน ในงาน Motor Expo 2023 ที่ผ่านมา น่าจะได้เจอกับภาพของดาราสาว ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ พรีเซนเตอร์ของนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ที่แวะมาเซอร์ไพรส์แฟนคลับด้วยการแอบเนียนมาเป็นเซลส์ขายรถที่บูธอีกด้วย

นิสสัน 1

“ด้วยการทำงานที่ใบต้องใช้รถทุกวันอยู่แล้ว ใบจึงต้องศึกษาข้อมูลของรถที่ใช้ให้คุ้นเคย เพื่อที่เราจะได้ใช้รถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่างตอนนี้รถคันโปรดของใบก็คือนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ซึ่งเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% เปลี่ยนน้ำมันเป็นไฟฟ้า เวลาขับจะได้ฟีลรถยนต์ไฟฟ้า 100% ไม่ต้องเปลี่ยนความเคยชิน แถมยังประหยัดมาก ๆ เติมน้ำมันครั้งเดียวก็ขับไปได้ทุกที่เลย ตอนนี้ใบเลยปลื้มรถคันนี้สุด ๆ ค่ะ”

นิสสัน 2

“โดยวันนี้ทางนิสสันก็ชวนใบให้มาลองรับบทเป็นเซลส์ขายรถภายในงาน ซึ่งใบก็รู้สึกตื่นเต้นสุดๆ แม้ว่าจะเคยลองฝึกขายรถที่โชว์รูมของนิสสันมาแล้วก่อนหน้านี้ ตามที่เห็นไปในวิดีโอ “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าใบเฟิร์นถอดบทบาทซุปตาร์มาปลอมตัวเป็นเซลส์ขาย New NISSAN KICKS e-POWER” บน ช่องยูทูปของนิสสันประเทศไทย แต่ครั้งนี้ใบต้องมาประชันการขายกับเซลส์ตัวจริงผู้มากประสบการณ์ แต่ใบก็ไม่หวั่น เพราะเราเองก็เป็นตัวจริงของการใช้รถนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ รุ่นนี้เหมือนกัน”

นิสสัน 3

ในกิจกรรม #เซลส์ซุปตาร์ท้าขายคิกส์ ที่จัดขึ้นบนเวทีของบูธนิสสัน ในงาน Motor Expo 2023 ที่ผ่านมา ถือเป็นกิจกรรมไฮไลท์ของบูธที่ได้พรีเซนเตอร์ของนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์อย่างใบเฟิร์น มาจับไมค์ประชันความสามารถในการขายรถคู่กับเซลส์ตัวจริง ซึ่งบรรยากาศบนเวทีเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ด้วยฝีไม้ลายมือในการปะทะคารมกันของผู้เข้าแข่งขันทั้งสองที่ต่างงัดความรู้เกี่ยวกับรถรุ่น นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ มาเสนอขายผู้ชมที่คอยให้กำลังใจอย่างไม่มีใครยอมใคร จนท้ายที่สุดทั้งใบเฟิร์นและเซลส์ตัวจริงต่างก็ได้ครองแชมป์ #เซลส์ซุปตาร์ท้าขายคิกส์ ร่วมกันไปอย่างแฮปปี้ ด้านแฟนคลับของสาวใบเฟิร์นที่คอยเชียร์อยู่ข้างเวทีก็พากันไปจองรถกันอย่างคึกคักหลังจบกิจกรรม เพราะติดใจในไฮไลท์เด็ดอย่างฟีลลิ่งเหมือนขับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบเดิม รวมถึงบริการหลังการขายที่จัดเต็ม งานนี้เรียกได้ว่าถ้าใบเฟิร์นจะรับจ๊อบเสริมเป็นเซลส์ขายรถก็รุ่งไม่แพ้กันแน่นอน

นิสสัน 5

“ใบดีใจมากเลยค่ะที่ได้ร่วมกิจกรรม #เซลส์ซุปตาร์ท้าขายคิกส์ เชื่อรึยังคะว่าใบคือคนขับตัวจริงของรุ่นนี้เลย จะบอกเลยว่าถ้าได้ลองขับเป็นต้องติดใจทุกคนค่ะ เพราะนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ คันเดียวที่ใช่ ทั้งแรงทั้งประหยัด ใช้ระบบการเติมน้ำมันแบบ 100% ไม่ต้องกังวลเรื่องจะต้องวางแผนเส้นทางยังไง ต้องไปชาร์จไฟที่ไหน แถมยังมีระบบอี-เพดัลสเต็ป เอาใจคนขี้เมื่อยอีกด้วย แค่ยกเท้าทุกอย่างก็จะค่อย ๆ ชะลอลง มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย จะขับทางใกล้หรือทางไกลก็สนุกไม่มีเบื่อเลยค่ะ”

นิสสัน 5

“ความสนุกของกิจกรรม #เซลส์ซุปตาร์ท้าขายคิกส์ ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ เพราะใบขอท้าให้ทุกคนมาร่วมทำคลิปรับบทเป็นเซลส์ขายรถของ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ส่งเข้ามาประกวดกันเยอะ ๆ นะคะ งานนี้บอกเลยว่า
มีรางวัลใหญ่รออยู่สำหรับใครที่ทำคลิปได้ครีเอท และสนุกที่สุด ส่งเข้ามาเลยนะคะ ใบรอดูคลิปของทุกคนอยู่ค่ะ” ใบเฟิร์นกล่าวทิ้งท้าย

 

9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการผลิตรถ “ฟอร์ด เรนเจอร์”

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ 1

ฟอร์ดเผย 9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยทีมวิศวกรระดับโลกที่ประจำการอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบัน ฟอร์ด เรนเจอร์ มีขายในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก และเป็นรถที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความทนทาน

ฟอร์ด เรนเจอร์ 2

ในขั้นตอนการพัฒนารถ ฟอร์ดได้ทดสอบเรนเจอร์ภายใต้สภาพอากาศและสภาพเส้นทางที่ท้าทายที่สุดในโลกหลายแห่ง ตั้งแต่พื้นที่ชนบทห่างไกลในออสเตรเลีย ไปจนถึงเส้นทางขรุขระในแอฟริกาใต้ พื้นที่หนาวจัดเต็มไปด้วยน้ำแข็งในสแกนดิเนเวีย เส้นทางคดเคี้ยวและสูงชันรายล้อมด้วยภูเขาในทวีปอเมริกา และเส้นทางในป่าร้อนชื้นของเอเชีย ภายใต้อุณหภูมิตั้งแต่ ลบ 40 องศาเซลเซียส ถึงกว่า 50 องศาเซลเซียส

ฟอร์ด เรนเจอร์ นับเป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลกอย่างแท้จริง และมีการผลิตในศูนย์กลางการผลิตของฟอร์ดถึง 5 แห่งทั่วโลก ได้แก่ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ในจังหวัดระยอง โรงงานซิลเวอร์ตัน ในแอฟริกาใต้ โรงงานประกอบรถยนต์ในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา และโรงงานประกอบรถยนต์ที่เมืองปาเชโก ประเทศอาร์เจนตินา นอกจากนี้ ยังมีโรงงานประกอบรถยนต์แบบ Completely Knocked Down หรือ CDK ในเวียดนามและกัมพูชาอีกด้วย

และนี่คือ 9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการผลิตรถฟอร์ด เรนเจอร์

ทุกๆ 2 นาทีจะมีรถฟอร์ด เรนเจอร์ ออกมาจากสายพานการผลิตในโรงงานฟอร์ดที่ซิลเวอร์ตัน แอฟริกาใต้ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย และออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที)

รถฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ละคันมีจุดเชื่อมชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันประมาณ 3,000 – 4,000 ตำแหน่ง จึงต้องผ่านกระบวนการเคลือบกันสนิมด้วยการจุ่มลงในอ่างเคมีต่างๆ ถึง 12 ครั้งก่อนพ่นสี

ฟอร์ด เรนเจอร์ 2

รถฟอร์ด เรนเจอร์ ทุกคันผ่านการพ่นสีที่มีน้ำหนักประมาณ 8 ลิตรโดยใช้เทคโนโลยี 3-Wet High Solids Paint system ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอันทันสมัยของฟอร์ดที่สามารถพ่นสีทับกัน 3 ชั้น ประกอบด้วยสีรองพื้น (3 ลิตร) ชั้นสีจริง (3 ลิตร) และเคลือบผิวรถ (2 ลิตร) ทับกันได้ในขณะที่สีแต่ละชั้นยังเปียกอยู่

กระบวนการพ่นสีแบบ 3-Wet ที่ใช้ในโรงงานซิลเวอร์ตันและโรงงานเอฟทีเอ็ม ช่วยรักษาคุณภาพสีของรถฟอร์ดเอาไว้ให้ทนทาน ป้องกันการกะเทาะและรอยขีดข่วนต่างๆ ทั้งยังช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ด้วยการลดพื้นที่ทำงานที่ใช้ในการพ่นสีและลดปริมาณการล้างทำความสะอาดสี รวมถึงลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากห้องอบพ่นสีรถยนต์อีกด้วย

ฟอร์ด เรนเจอร์ 3

หลังจากกระบวนการพ่นสี รถฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ละคันจะผ่านเครื่องสแกนขั้นสูงซึ่งทำหน้าที่เสมือนดวงตาอิเล็กทรอนิกส์คอยตรวจจับความผิดปกติของการพ่นสีในระดับที่เล็กถึง 0.2 ตารางมิลลิเมตรซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารูเข็ม

รถฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ละคันมีอะไหล่มากกว่า 2,700 ชิ้น รถทุกๆ คันจึงต้องผ่านการทดสอบเพื่อยืนยันคุณภาพรถเกือบ 1,000 รายการ ก่อนส่งไปยังผู้จำหน่ายฟอร์ด นอกจากนี้ รถยังต้องผ่านการตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ถึง 300 ครั้งโดยช่างเทคนิค และการทดสอบกระแสไฟฟ้าอีก 35 ครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านคุณภาพการผลิตที่เข้มงวดของฟอร์ด

ฟอร์ด เรนเจอร์ 7

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการทดสอบคุณภาพรถ คือการทดสอบด้วยน้ำ ซึ่งรถฟอร์ด เรนเจอร์ทุกคันจะถูกฉีดน้ำแรงดันสูงทุกทิศทาง เพื่อจำลองสถานการณ์พายุฝนกระหน่ำแบบที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ หลังจากปิดพลังน้ำแรงดันสูงแล้ว ทีมงานจะต้องตรวจสอบทุกรายละเอียด เริ่มจากการตรวจด้วยสายตาเพื่อให้แน่ใจว่ากรอบไฟหน้า ไฟท้าย และไฟตัดหมอก ไม่มีน้ำรั่วซึมเข้าไป นอกจากนี้ น้ำที่ใช้ในการทดสอบจะไม่ถูกปล่อยทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่จะถูกระบายลงพื้นและเข้าสู่กระบวนการเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำในการทดสอบครั้งต่อไป

จากนั้นทีมงานจึงเปิดประตูรถทุกบาน และตรวจเช็คขอบยางว่ามีน้ำซึมเข้าไปหรือไม่ และจะใช้เครื่องมือพิเศษตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าพรมในห้องโดยสารแห้งสนิท โดยเครื่องมือนี้จะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบความชื้น

เมื่อการทดสอบคุณภาพในขั้นตอนการผลิตเสร็จสิ้นลง รถฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ละคันยังต้องผ่านการทดสอบขั้นสุดท้ายด้วยการขับผ่านอุปสรรคต่างๆ ทั้งหมด 3 รูปแบบ ก่อนส่งไปยังผู้จำหน่ายทั่วโลก ซึ่งการทดสอบอุปสรรคนี้ประกอบด้วย การทดสอบเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือน การทดสอบความเร็วสูง และการทดสอบบนถนนขรุขระ โดยรถฟอร์ดแต่ละคันจะต้องผ่านการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบหนึ่งรอบก่อนจึงได้รับอนุมัติให้วางจำหน่ายได้

ฟอร์ด เรนเจอร์ 5

9.เพื่อให้แน่ใจว่าศูนย์ล้อและพวงมาลัยตั้งตรง รวมถึงไฟหน้าส่องแสงได้ในมุมและระยะที่ต้องการ รถรุ่นย่อยทุกรุ่นในไลน์อัพของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่วางจำหน่ายในทุกประเทศที่ออกจากสายการผลิตทุกวันจะถูกตรวจสอบด้วยการใช้เลเซอร์และกล้องหลายตัวตรวจสอบการวางตำแหน่งของล้อและไฟหน้า จากนั้นจึงส่งรถไปยังสนามทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่าพวงมาลัยของรถตั้งตรงตามค่าที่กำหนด และรถขับเคลื่อนไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง ไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง

“GR FESTIVAL 2023” Car Performance Show สุดยิ่งใหญ่แห่งปี! เพื่อ “สร้างความสุขให้กับทุกคน – Produce Happiness for All” จากโตโยต้า

0
GR FESTIVAL 2023 ภาพเปิด

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จัดกิจกรรม Car Performance Show สุดยิ่งใหญ่แห่งปี “GR FESTIVAL 2023” เพื่อสร้างความสุขให้กับทุกคน ภายใต้แนวคิดหลัก “สร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ดียิ่งขึ้น” ผ่านกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความพยายามในการเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ผ่านการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ต และพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนแม้จะเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงก็ตาม และที่สำคัญแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจซึ่งกันและกันกับการสร้างพันธมิตรที่มีจุดยืนเดียวกัน โดยมีสื่อมวลชน แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ต และผู้สนใจเข้าร่วมชมงานอย่างคับคั่งกว่า 3,000 คน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ TOYOTA ALIVE บางนา

GR FESTIVAL 2023 1

ภายใต้แนวคิดหลักของกิจกรรม ที่ต้องการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงกีฬามอเตอร์สปอร์ตได้มากขึ้น ผ่านการแสดงสุดยอดสมรรถนะในการขับขี่ยนตรกรรมสมรรถนะสูงหลากหลายรุ่น เพื่อให้ ทุกคนได้สัมผัสถึงความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ โดย Master Driver “MORIZO” ผู้เป็นประธานคณะกรรมการบริหารของ บริษัท โตโยต้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และเป็นถึงผู้ก่อตั้งทีมแข่งระดับโลกในนาม ROOKIE Racing พร้อมนักแข่งฝีมือระดับพระกาฬ จากสนามแข่งทั้งประเทศญี่ปุ่น และในประเทศไทย รวมไปถึง KOL ไทยรุ่นใหม่ เข้าร่วมในงานอย่างคับคั่ง

GR FESTIVAL 2023 2

กิจกรรมสุดเร้าใจในงาน ได้แก่ การขับโชว์สุดยอดสมรรถนะของรถแข่งหลากหลายรูปแบบ เช่น Drift show และ Time trial โดยนักแข่ง ROOKIE Racing ซึ่งนักแข่งเหล่านี้มีส่วนร่วมในการพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง YARIS GR, COROLLA GR และ GR 86 โดยหนึ่งในนักแข่งที่มาร่วมแสดงในครั้งนี้ก็คือ MORIZO ผู้เป็นนักแข่งยอดฝีมือระดับ Master Driver ของโตโยต้า

GR FESTIVAL 2023 3

GR YARIS Rally1 HYBRID ขับโดย MORIZO เป็นรถRally รุ่นใหม่ที่ถูกปรับแต่งให้เกือบจะสมบูรณ์แบบตามกฎระเบียบทางเทคนิคของ FIA World Rally Car ปี 2017 ใต้ฝากระโปรงเป็นเครื่องยนต์ Turbo Direct Injection 1.6 ลิตร พละกำลัง 380 แรงม้า

GR FESTIVAL 2023 5

Red Bull GR Corolla สร้างโดย CUSCO Racing มีชื่อเสียงโด่งดัง เมื่อแชมป์โลก WRC ปี 2022 อย่าง Calle Rovampella ชนะการแข่งขัน Formula Drift Japan ด้วยรถแข่งคันนี้

GR FESTIVAL 2023 7

รถรุ่นอื่นๆ ที่ขับแสดงในงาน : GR Supra, GR COROLLA, GR YARIS, GR 86, GR SUPRA D1, COROLLA ALTIS D1, HILUX Asia Cross Country, Hydrogen cart (เผยโฉมครั้งแรกในไทย)

 

 

ซีพี ทรู ลีสซิ่ง เอสซีจี โตโยต้า และ CJPT ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อเดินหน้าเร่งความร่วมมือกับหลากหลายอุตสาหกรรมมุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทย

0

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ทรู ลีสซิ่ง ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (โตโยต้า) และ Commercial Japan Partnership Technologies Corporation (CJPT) ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเร่งความร่วมมือในการมุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทย โดย MOUนี้ เกิดขึ้นจากความสำเร็จในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากความพยายามร่วมกันของทุกฝ่าย รวมถึงประสิทธิภาพด้านการขนส่งของซีพี และเอสซีจี และการใช้ยานยนต์จากพลังงานที่หลากหลายตามความต้องการในประเทศไทย

ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ดีและความเชื่อมั่น ระหว่างนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาสกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และนายอากิโอะ โตโยดะ ประธาน บริษัท โตโยต้า (ในขณะนั้น)ซีพี ทรู ลีสซิ่ง เอสซีจี โตโยต้า และ CJPT ได้เริ่มต้นดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านข้อมูล ด้านการเดินทาง และด้านพลังงาน โดยพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยนำมาซึ่งความสุขให้แก่ชาวไทย 67 ล้านคนภายใต้แนวคิด “เริ่มจากสิ่งที่สามารถทำได้ ณ เวลานี้ ร่วมกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน”

สำหรับ“โซลูชันด้านการใช้ข้อมูล” ได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า คือประสิทธิภาพของการโหลด และปรับเส้นทางในการจัดส่งอย่างเหมาะสม ด้วยการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ด้านการค้าปลีกและการขนส่งของแม็คโคร ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มซีพีรวมถึงเอสซีจี ตลอดจนการนำข้อมูลด้านการขนส่งและยานยนต์มาใช้ เพื่อนำมาทดลองกับร้านค้าที่เราดำเนินการทดสอบ ส่งผลให้ขณะนี้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง15% (*1)

สำหรับ “โซลูชันด้านการเดินทาง” หลังจากที่ โตโยต้า มีการเปิดตัวยานพาหนะที่มีความหลากหลาย รวมทั้งรถบรรทุกที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEVs) รถกระบะไฟฟ้าต้นแบบ Hilux Revo BEV Concept รถ Japan Taxi LPG-HEV และรถตู้ขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์ (Kei) โดยการใช้งานจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับการขนส่งในแต่ละประเภทและในแต่ละวัน สำหรับโครงการความร่วมมือครั้งนี้ มีการใช้รถพลังงานไฮโดรเจน และรถตู้ขนาดเล็ก ในธุรกิจค้าปลีกของ กลุ่มซีพี และเอสซีจี ซึ่งส่งผลให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ68 ตันต่อปี (*2) นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จในการริเริ่มการใช้โดรนไฮโดรเจนต้นแบบสำหรับหว่านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และงานอื่นๆ ในพื้นที่เกษตรของซีพี

ในส่วนของ “โซลูชด้านพลังงาน” เพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการเปิดตัวเครื่องผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากฟาร์มไก่ไข่ของซีพีเอฟและอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหารของโตโยต้า โดยนำพลังงานนั้นมาใช้กับรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนและโดรนไฮโดรเจนรวมไปถึงการแข่งรถที่จะมีขึ้นในปลายเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเริ่มโครงการสาธิตการจัดการพลังงาน โดยใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์)  และระบบการจัดเก็บพลังงานในแบตเตอรี่

ก้าวต่อไป โตโยต้ามีแผน ที่จะนำรถยนต์ HEV หรือ รถตู้ขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์ “Kei” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมไทยในปัจจุบันพร้อมทั้งในอนาคตจะมีการนำรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEVs) และรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบไฟฟ้า (BEV) มาเพิ่มเติมเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายใต้แนวคิด “การเดินทางที่หลากหลาย” จากโตโยต้า

ทั้งนี้ ความท้าทายต่อไป คือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน และการลดต้นทุนในกระบวนการทั้งหมดของขั้นตอน “การผลิต” “การขนส่ง” และ “การใช้” พลังงานโดยการใช้ พลังงานทดแทนที่เหมาะสมกับสภาพ และการใช้งานในประเทศไทย

นอกจากนี้ เพื่อปรับปรุงให้การขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการใช้ข้อมูล จะมีการนำข้อมูลด้านค้าปลีก และขนส่งจาก ซีพีและเอสซีจี รวมถึงการนำเทคโนโลยี “Digital Twin” (การสร้างโมเดลเสมือนจริงจากพื้นที่จริง) ของโตโยต้า มาเพิ่มประสิทธิภาพของ “การเดินทาง การขนส่ง และพลังงาน” โดยร่วมมือกับระบบทางสังคม เช่น การจัดการพลังงานและการควบคุมการจราจร เป็นต้น

ภายใต้การบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัทใหม่ Commercial Japan Partnership Technologies Asia (CJPT-Asia) ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทย เพื่อเร่งขยายความร่วมมือไปยังทุกภาคอุตสาหกรรมก่อนจะขยายไปยังประเทศอื่นๆ

มาสด้าร่วมกับสวาทแคทจัดกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” ส่งเสริมเยาวชนไทยก้าวสู่นักฟุตบอลอาชีพ

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมกับ สโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี จัดกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” ครั้งที่ 2 เดินหน้าต่อเติมความฝัน เรียนรู้เพิ่มทักษะ ร่วมสร้างอนาคตให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงแก่นแท้ของกีฬาฟุตบอลผ่านประสบการณ์จริงจากนักฟุตบอลระดับอาชีพ เพื่อให้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬาระดับอาชีพต่อไปในอนาคต โดยมีนักกีฬาฟุตบอลของสโมสรฯ และทีมผู้ฝึกสอนรวมกว่า 30 คน มาช่วยกันถ่ายทอดประสบการณ์และเทคนิคการเล่นฟุตบอล โดยมีเยาวชนจากโรงเรียนในจังหวัดโคราชและจังหวัดใกล้เคียง เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่า 150 คน ณ สนามฝึกซ้อม SWATCAT Training Pitch จังหวัดนครราชสีมา

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” เป็นความร่วมมือกันระหว่าง มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และ สโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมกันมายาวนานเกินกว่า 1 ทศวรรษ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันและเปิดโอกาสให้เยาวชนที่รักในกีฬาฟุตบอลได้มีโอกาสเข้าถึงเทคนิคการเล่นฟุตบอล เพื่อเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจากนักฟุตบอลอาชีพ ตลอดจนถึงเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ต่อไปในอนาคต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมสังคมที่เรามุ่งมั่นดำเนินการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ เพื่อส่งมอบความสุข และเพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน

กิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ สนามฝึกซ้อม SWATCAT Training Pitch จังหวัดนครราชสีมา ในรูปแบบกิจกรรมตลอดทั้งวัน โดยมีนักฟุตบอลอาชีพจากทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี  พร้อมด้วยทีมผู้ฝึกสอนรวมกว่า 30 คน เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และทักษะกีฬาฟุตบอลให้กับเยาวชน โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็น 4 ฐาน ได้แก่ Ball Feeling Basic Movement, Passing and Dribbling, Dribbling and Receiving และ Dribbling and Shooting ซึ่งเด็กๆ ได้รับทั้งความรู้และความสนุกสนานจากกิจกรรมไปพร้อมๆ กันตลอดทั้งวัน พร้อมกันนี้ ทางสโมสรฯ ยังได้ลงนามเซ็นสัญญากับสองเยาวชนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมและมีทักษะการเล่นที่ดีเข้าสู่สวาทแคดอะคาเดมี่

ทั้งนี้ มาสด้ายังคงให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายรูปแบบซึ่งรวมถึงกิจกรรมกีฬา เพื่อผลักดันให้เยาวชนไทยสามารถพัฒนาทักษะในสิ่งที่ตนเองรัก และนำไปต่อยอดเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ต่อไปในอนาคต ตลอดจนถึงสนับสนุนให้วงการกีฬาไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปเคียงข้างกับสังคมไทย เพื่อโลก เพื่อสังคม และเพื่อผู้คน ที่ยั่งยืนตลอดไป

 

“เบนซ์ไพรม์มัส” ผงาดครองแชมป์ผู้นำ! ต่อยอดจัดแคมเปญมอบความสุขส่งท้ายปี

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ผงาดนั่งแทนผู้นำ! คว้า Top 3 และที่ 1 ยอดจอง Mercedes-Benz สูงสุดภาคตะวันออก ในงาน Motor Expo 2023 ต่อยอดมอบความสุขท้ายปี จัดแคมเปญสุดพรีเมี่ยม รับฟรี! MBSP นาน 5 ปี และ MB Protection นาน 2 ปี พิเศษ! นำรถเข้ารับบริการ ยอดใช้จ่าย 25,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! น้ำมันเครื่อง MB Oil ที่เบนซ์ไพรม์มัส สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา และสาขาพัทยา หมดเขต 31 ธ.ค.นี้

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า “ในงาน Motor Expo 2023 ที่ผ่านมา “เบนซ์ไพรม์มัส” ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ทำยอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของดีลเลอร์รถยนต์ Mercedes-Benz และสาขาพัทยา มียอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเขตภาคตะวันออก

อันแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าคนไทยที่มีต่อบริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” และรถยนต์ Mercedes-Benz รวมถึงการสนับสนุนและความไว้วางใจที่มีต่อ “เบนซ์ไพรม์มัส” ทั้งสาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา และสาขาพัทยา

The NEW GLE

ดังนั้น เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่มีอุปการะคุณด้วยดีโดยตลอด และเพื่อเป็นการมอบความสุขส่งท้ายปี “เบนซ์ไพรม์มัส” จึงขอมอบของขวัญแทนคำขอบคุณและความปรารถนาดี ด้วยการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด อาทิ Mercedes-Benz C 220 d AMG Line, Mercedes-Benz GLE 300 d AMG Dynamic, Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Avantgarde และรถยนต์รุ่นอื่นๆ  ให้เลือกชมและเป็นเจ้าของในราคาสุดพิเศษ

พร้อมมอบแคมเปญสุดพรีเมี่ยมสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น ทุกแบบ ด้วยข้อเสนอ รับฟรี! MBSP Extra Guarantee นาน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ MB Protection นาน 2 ปี หรือ ฟรี! MBSP Extra Guarantee สูงสุด 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือ ฟรี! ดอกเบี้ย ผ่อนนานสูงสุด 4 ปี (เฉพาะรุ่นที่กำหนด)

นายจิระพล กล่าวเพิ่มเติม ด้านบริการหลังการขาย ได้จัดแคมเปญพิเศษ “New Year Special Thanks” สำหรับลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น ทุกประเภท ที่นำรถยนต์เข้ารับบริการงานซ่อมทั่วไป (ยกเว้นงานซ่อมสีและตัวถัง) ภายในศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” โดยมียอดชำระค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! Gift Voucher น้ำมันเครื่อง MB Oil  1 ใบเสร็จ ต่อ 1 สิทธิ์ โดยลูกค้าสามารถนำ Gift Voucher เข้ารับบริการได้ตลอดปี 2567 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ซื้อหรือต่ออายุ MBSP แพ็กเก็จ Extra Guarantee รับฟรี! กระบอกน้ำสุญญากาศ Mercedes-Benz ขนาด 0.5 ลิตร มูลค่ากว่า 1,500 บาท จำนวน 1 ใบ ต่อ 1 ท่าน (จำนวนจำกัด) เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. ถึง 31 ธ.ค.ศกนี้ ที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โทร.02 095 5555 และสาขาพัทยา โทร.038 051 555

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ กับคอนเซปต์บูธ FUTURE FOR ALL สะท้อนความเท่าเทียมในงาน Motor Expo 2023”

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ภาพเปิด

ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่สำหรับงานจัดแสดงรถยนต์ครั้งใหญ่แห่งปี กับมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 หรือ Motor Expo 2023 ในปีนี้ นอกจากรถยนต์รุ่นใหม่ๆ จากหลากหลายแบรนด์ที่นำมาโชว์ภายในงาน อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือแนวคิดและการออกแบบบูธของแต่ละแบรนด์ ซึ่งหนึ่งในค่ายรถหรูอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ปกติแล้วจะมุ่งเน้นการมอบประสบการณ์ที่หรูหราและเหนือระดับ ในครั้งนี้ได้นำเสนอคอนเซปต์ที่แตกต่างออกไปในการ “ลดระดับ” พื้นที่โดยรอบของบูธ ให้ทุกคนที่สามารถรับประสบการณ์ได้อย่างเท่าเทียมกัน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

ภายในบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเปิดให้ทุกคนสัมผัสยนตกรรมและประสบการณ์ที่เหนือระดับเช่นเคย แต่หัวใจของคอนเซปต์บูธที่มีชื่อว่า “FUTURE FOR ALL” คือการออกแบบบูธที่ไร้ทางต่างระดับและมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอในการเดินชมบูธได้อย่างไร้รอยต่อ โดยใช้หลักการออกแบบ Universal Design ที่ย้ำจุดยืนในเรื่องความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการเคารพถึงความแตกต่าง ทำให้ทุกคนเข้ามาที่บูธของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ใช้วีลแชร์ หรือคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กและต้องใช้รถเข็นเด็ก

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 3

บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในปีนี้ จึงเต็มไปด้วยกลุ่มผู้คนที่หลากหลายที่สัญจรไปมาอย่างคับคั่งตั้งแต่วันแรกของการจัดงานจนถึงวันสุดท้ายของงาน Motor Expo ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับลูกค้าอย่างเท่าเทียม และการยอมรับในความแตกต่างของทุกคน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 4

ส่วนใครที่พลาดงานนี้ สามารถรับข้อเสนอเดียวกันกับ Motor Expo 2023 ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มอบรางวัลด้านความยั่งยืน Dealer Sustainability Awards 2023 แก่ผู้จำหน่าย ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

0
บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป ภาพเปิด

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ต่อยอดความมุ่งมั่นด้านการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการประกาศรายชื่อผู้จำหน่าย 4 รายที่ได้รับรางวัลในการประกวด Dealer Sustainability Awards 2023 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจและแนวทางในการขับเคลื่อนความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันกลุ่มผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ อย่างเป็นทางการให้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงริเริ่มแนวทางแก้ไข พร้อมขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

การประกวดครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ CHOICEISYOURS 2023 ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมแนวคิดด้านหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ส่งเสริมการรังสรรค์และนำเสนอไอเดียด้านความยั่งยืนที่แปลกใหม่ และสามารถต่อยอดไปสู่โครงการอันเป็นรูปธรรมแก่ชุมชนในประเทศไทยได้ โดยแบ่งออกโครงการ CHOICEISYOURS เป็นสองส่วน คือการประกวดแนวคิดด้านความยั่งยืนสำหรับนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ซึ่งได้ประกาศผู้ชนะทั้ง 6 ทีมไปในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และสำหรับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เพื่อร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างและทุกภาคส่วน

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป 1

ทั้งนี้ การประกวดรางวัล Dealer Sustainability Awards 2023 มีผู้เข้าประกวดจากเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงพนักงาน ของผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ซึ่งการมอบรางวัลในปีนี้ ครอบคลุมทั้งหมด 4 หัวข้อ ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แนวคิดทรัพยากรหมุนเวียน การมีส่วนร่วมของพนักงาน และการส่งเสริมการใช้ยนตรกรรมไฟฟ้า โดยผู้เข้าร่วมการประกวดจะต้องแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจและการลงมือปฏิบัติจริงจนมีผลลัพธ์อันเป็นที่ประจักษ์ โดยตัดสินภายใต้เกณฑ์ตามหลักการ ESG หรือแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน 3 ปัจจัยหลัก คือ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance)

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  2

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้กล่าวว่า “การแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง จะสำเร็จลุล่วงไปได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันเท่านั้น นั่นเป็นสาเหตุที่เราผลักดันแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในเครือข่ายผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู และมินิอย่างเป็นทางการของเรามาอย่างต่อเนื่อง รางวัล Dealer Sustainability Awards 2023 ยังได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอันน่าประทับใจจากพันธมิตรทางธุรกิจของเรา เพื่อสร้างอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคม และมีความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างตรงตามวิสัยทัศน์ระดับโลกของทางบีเอ็มดับเบิลยูในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่าภายในปี พ.ศ. 2593”

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  3

สำหรับผู้ชนะรางวัล Dealer Sustainability Awards 2023 ในแต่ละหมวดหมู่ ได้แก่:

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  4

รางวัลยอดเยี่ยมด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
(Excellence in CO2 Reduction Initiatives)
ผู้ชนะ: โครงการ “Cherdchai Eco Action” จากเชิดชัย ออโต้เฮ้าส์

เชิดชัย ออโต้เฮาส์ ได้ดำเนินการตามแนวคิดด้านความยั่งยืนควบคู่กันไปในหลายมิติ ครอบคลุมกระบวนการดำเนินงานในหลายภาคส่วน เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมุ่งสู่เป้าหมายเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว เชิดชัย ออโต้เฮาส์ได้เริ่มหันมาประยุกต์ใช้หลอดไฟ LED และติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์บนหลังคาโชว์รูมเพื่อผลิตพลังงานสะอาดและหมุนเวียน เพื่อชดเชยการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยสามารถผลิตไฟฟ้าเองได้มากถึง 70% ทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 317,400 กิโลวัตต์ชั่วโมง/ปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 136,400 กิโลกรัม/ปี เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 3,500 ต้น และยังได้มีการริเริ่มกิจกรรมปลูกต้นไม้ 1,000 ต้น เพื่อเป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่งในการชดเชยการใช้พลังงานไฟฟ้า

นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นที่มีต่อความยั่งยืนยังต่อยอดไปถึงเรื่องพนักงานของเชิดชัย ออโต้เฮาส์ โดยบุคลากรจะได้รับการฝึกอบรมเรื่องหลักปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทางบริษัทเองก็ตั้งเป้าว่าจะเข้าร่วมในกิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon Credit) อีกด้วย นอกเหนือไปจากนั้น ยานพาหนะที่ใช้งานในพื้นที่ของโชว์รูมยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า และยังมีการติดตั้งสถานีชาร์จในพื้นที่ โดยทางเชิดชัย ออโต้เฮาส์ ยังได้ร่วมมือกับขนส่งมวลชนท้องถิ่นเพื่อให้ทั้งลูกค้าและพนักงานสามารถใช้ประโยชน์จากการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน ตามจุดประสงค์ที่ต้องการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในระดับบุคคลลงอย่างเห็นได้ชัด

รางวัลยอดเยี่ยมด้านการมีส่วนร่วมของพนักงาน
(Excellence in Employee Engagement Initiatives)
ผู้ชนะ: โครงการ “Passion Drives Us Forward, Your Step Makes a Difference”
จากยุโรปา มอเตอร์

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  6

ยุโรปา มอเตอร์ ได้คว้ารางวัลในหมวดการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลหมวดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2566 นี้ จากผลงานความทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการผลักดันเรื่องสุขภาพที่ดีและสวัสดิการความเป็นอยู่ของพนักงาน ทั้งนี้ โครงการของยุโรปา มอเตอร์ ได้กระตุ้นให้พนักงานของบริษัทดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุดในระยะเวลา 40 วัน โดยพนักงานจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทางองค์กร ทั้งในด้านการฝึกอบรม จากโค้ชด้านโภชนาการและสุขภาพ และจากการบริการวัดค่าทางร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการก้าวไปข้างหน้าให้ถึงเป้าหมาย 40,000,000 ก้าว ผ่านพลังของการออกกำลังกายของทั้งทีม

นอกเหนือไปจากการสร้างผลกระทบในเชิงบวกในกลุ่มพนักงาน ยุโรปา มอเตอร์ ยังได้สมทบยอดบริจาคโดยทุกๆ 10,000 ก้าว คิดเป็นเงิน 40 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 160,000 บาท จากจำนวนก้าวของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 40,000,000 ก้าว ซึ่งได้มอบเป็นของขวัญจากสุขภาพที่ดีให้แก่มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

รางวัลยอดเยี่ยมด้านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
(Excellence in Circularity Initiatives)
ผู้ชนะ: โครงการ “Share for More” จากมิลเลนเนียม ออโต้

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  8

ทีมมิลเลนเนียม ออโต้ ได้ตั้งเป้าหมายในการจัดการกับปัญหาเรื่องขยะบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงวัสดุต่าง ๆ ในทุกภาคส่วนขององค์กร เพื่อนำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่น โดยบริษัทได้มีการแต่งตั้งทีมงานขึ้นมาเพื่อผลักดันเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งพนักงานได้เริ่มต้นทำแคตตาล็อกและจัดหมวดหมู่สิ่งของและวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ ที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ก่อนจะนำผลสำรวจที่ได้ไปส่งให้กับทีมงานเพื่อสร้างแผนปฏิบัติงานต่อไป

นอกจากการหาแนวทางใหม่ในการใช้ประโยชน์จากสิ่งของเหลือใช้ พนักงานของมิลเลนเนียม ออโต้ ยังได้ร่วมกันรวบรวมสิ่งของที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่ยังอยู่ในสภาพดี ซึ่งรวมถึงการรวบรวมขวดน้ำพลาสติก 7,000 ขวด เพื่อนำไปบริจาคให้แก่วัดจากแดง จังหวัดสมุทรปราการ ผ่านกระบวนการรีไซเคิล และนำมาทำเป็นจีวร และการบริจาคปฏิทินเก่าสำหรับนำมาผลิตเป็นหนังสือเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา นอกจากนี้ ยังมีการริเริ่มโครงการต่าง ๆ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันความรับผิดชอบต่อสังคมว่าองค์กรสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

รางวัลยอดเยี่ยมด้านการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
(Excellence in Electromobility Initiatives)
ผู้ชนะ: โครงการ “Beyond Expectations: E Drive” จากเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป  9

หนึ่งในบทบาทสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คือการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มุ่งสู่ยานพาหนะที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ที่เร่งผลักดันการเดินทางสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการนำรถยนต์ไฟฟ้าจากบีเอ็มดับเบิลยูหลากหลายซีรีส์ มาใช้เป็นรถประจำตำแหน่งของทีมผู้บริหาร รวมถึงส่งเสริมให้พนักงานเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยมีการมอบเงินสนับสนุนให้แก่พนักงานที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ทางผู้จำหน่ายยังได้ตั้งรางวัลพิเศษให้แก่พนักงานขายของเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ที่สามารถช่วยผลักดันยอดขายของรถไฟฟ้า รวมถึงช่วยแชร์เรื่องราวดี ๆ และมีความสร้างสรรค์ เกี่ยวกับผลกระทบในเชิงบวกของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์แก่ลูกค้าชาวไทยอีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตามเป้าหมายหลักในความพยายามที่จะรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยได้ดำเนินการร่วมกับหลายภาคส่วนเพื่อส่งเสริมการตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ CHOICEISYOURS มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ทั้งสำหรับเครือข่ายผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และการร่วมมือกับอีก 6 องค์กรชั้นนำ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้แก่นิสิตนักศึกษา ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัลและมูลนิธิชัยพัฒนา ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เอสซีจี โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ และเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกที่ทุกคนสามารถ “เลือก” ที่จะลงมือทำเพื่อสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายครั้งยิ่งใหญ่นี้ร่วมกัน