Home Blog Page 186

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยืนยันไม่ปรับราคา ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT ตอกย้ำความแข็งแกร่งนโยบาย “ONE PRICE”

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะหนึ่งในผู้นำยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) ตอบรับกระแสความต้องการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ของแฟน ๆ GWM ในไทย ด้วยการเดินหน้าส่งมอบยานยนต์คุณภาพให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องภายใต้ นโยบายราคาเดียว หรือ One Price Policy ตอบโจทย์การซื้อรถของผู้บริโภคที่ไม่ว่าจะซื้อที่ไหนก็ราคาเดียว ข้อเสนอเดียวกันทั่วประเทศ พร้อมมอบแคมเปญที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในช่วงโค้งสุดท้ายของนโยบายการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ 3.0 โดยไม่ปรับลดราคา ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในนโยบายราคา ยืนยันความสามารถในการขายและการจัดการสต๊อกที่มีประสิทธิภาพและยอดจองที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องจากข้อเสนอที่คุ้มค่าคุ้มราคา กับแคมเปญช่วยผ่อนสุดพิเศษให้กับสาวกเจ้าเหมียวไฟฟ้าทั้ง ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT รวมมูลค่าแคมเปญรวมสูงสุดกว่า 223,000 บาท สำหรับ ORA Good Cat และ 366,000 บาท สำหรับ ORA Good Cat GT ส่งท้ายนโยบายเงินอุดหนุนของภาครัฐจำนวน 150,000 บาท ตลอดจนถึงสิ้นปี 2566

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “นับตั้งแต่การเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2564 จนถึงปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มียอดขายมากกว่า 24,000 คัน โดยในยอดขายทั้งหมดนี้มี ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT เป็นจำนวนทั้งสิ้นเกือบ 10,000 คัน จากดีไซน์อันโดดเด่นและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย จึงทำให้ ORA Good Cat เข้ามาสร้างปรากฎการณ์ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในประเทศไทยและเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างรวดเร็ว จากความสำเร็จดังกล่าว บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญและใส่ใจกับลูกค้าของเราเป็นอย่างมาก และขอยืนยันว่าเกรท วอลล์ มอเตอร์ จะไม่มีการประกาศลดราคาขายปลีกของ ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT ที่เข้าร่วมนโยบายการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล 3.0 อย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทฯ มีการวางแผนการขายและการบริหารจัดการสต๊อกที่มีประสิทธิภาพและมียอดจองจากลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น จากแคมเปญพิเศษที่เรามอบให้กับผู้บริโภคในช่วงโค้งสุดท้ายของนโยบายการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 3.0 ถือเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าผู้บริโภคชาวไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดจากรถยนต์สองรุ่นนี้อย่างแน่นอน เราอยากให้ลูกค้าทุกท่านทั้งที่ซื้อไปก่อนหน้านี้และลูกค้าใหม่เชื่อมั่นว่าราคาที่เราตั้งมาสำหรับรถยนต์ทุกรุ่น เป็นราคาที่สมเหตุสมผลและสะท้อนความคุ้มค่าคุ้มราคากับสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ และยังไม่มีความจำเป็นจะต้องลดราคาของผลิตภัณฑ์ลงในขณะนี้นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังยึดถือ “นโยบายราคาเดียว หรือ ONE Price Policy” ในการขายราคาเดียว โปรโมชันเดียว และการบริการที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศอย่างเคร่งครัดอีกด้วย”

สำหรับแฟน ๆ เจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat รุ่น 500 ULTRA และ 400 PRO เกรท วอลล์ มอเตอร์ ช่วยผ่อนรายเดือน 10,000 บาท นาน 6 เดือน รวมมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท* พร้อมดอกเบี้ยพิเศษ 1.85% เมื่อดาวน์ 25% และ ผ่อน 48 เดือน* มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 32,000 บาท และ ORA Good Cat GT ขยายเวลาช่วยผ่อนนานถึง 12 เดือน เดือนละ 10,000 บาท* รวมมูลค่าสูงสุดถึง 120,000 บาท* และดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน* เมื่อดาวน์ 25% มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 115,000 บาท โดยนอกเหนือจากแคมเปญสุดพิเศษนี้  ลูกค้าจะได้รับฟรีค่าจดทะเบียนรถยนต์และค่าดำเนินการ มูลค่า 3,500 บาท สำหรับรถยนต์ ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT ที่มีการส่งมอบตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2566 (ลูกค้าจะต้องนำเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนมามอบให้กับทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ครบถ้วนก่อนการส่งมอบรถ โดยบริษัทฯ จะเป็นผู้ที่ดำเนินการจดทะเบียนให้กับลูกค้าภายใต้เงื่อนไขของบริษัทฯ)

โดยนอกจากข้อเสนอสุดพิเศษข้างต้นแล้ว ลูกค้ายังจะได้รับสิทธิประโยชน์สุดคุ้มจำนวนมากภายใต้แคมเปญ PREMIERE DEAL ที่มาพร้อมประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟรี ค่าแรงและค่าอะไหล่งานบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM PRO Service Inclusive : GPSI) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง และบริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต** (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ ระยะเวลา 5 ปี ข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟอื่น ๆ อีกมากมาย

* เนื่องจากสถานการณ์ดอกเบี้ยลอยตัวในปัจจุบัน บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ เฉพาะเมื่อจองและส่งเอกสารทำสัญญาตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว อัตราดอกเบี้ยพิเศษจะเป็นไปตามที่บริษัทฯ และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด

** เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมเดินหน้าสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้ขับขี่ชาวไทย ให้ทุกขณะของการเป็นเจ้าของยานยนต์ GWM เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น โปร่งใสและความสะดวกสบาย และบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในไทย ไปพร้อม ๆ กับการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทีทีซี มอเตอร์ อุบลราชธานี รับไม้ต่อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยกับแนวคิดบรรทัดฐานใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ Retail of the Future

0

ทีทีซี มอเตอร์ อุบลราชธานี รับไม้ต่อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยกับแนวคิดบรรทัดฐานใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ Retail of the Future สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าในทุกมิติ เดินหน้าสร้างเครือข่ายพันธมิตรให้ครอบคลุมในทุกรูปแบบ และไร้รอยต่อ เริ่มทันทีในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ กับมหกรรมยานยนต์ ที่ใหญ่ที่สุดในอีสานใต้ และจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของอีสานใต้อีกด้วย! อุบล ออโต เอ็กซ์โป 2023 วันที่ 20-29 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุบล

คุณนราวิช โรจนวิภาต ผู้จัดการทั่วไป  บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ อุบลราธานี จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า หลังจากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จำกัด ประกาศโมเดลธุรกิจ พลิกโฉมธุรกิจค้าปลีก Retail of the Future  ทีทีซี มอเตอร์ อุบลราชธานี และพัฒนาการ 45  รับลูกต่อทันที โดยที่นี่ได้ให้ความสำคัญกับส่วนงานบริการหลังการขายในทุกมิติ ทั้งการให้บริการ การจัดการ การซ่อมบำรุง การดูแลลูกค้าประดุจครอบครัว

“เราพยายามรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ซื้อรถ และลูกค้าที่เข้ามารับบริการหลังการขายกับเรา โดยมัดใจให้อยู่หมัด ไม่เปลี่ยนใจไปค่ายอื่น จริง ๆ แล้วการบริการรูปแบบนี้ เป็นนโยบายหลักของทีทีซี มอเตอร์ มาเนิ่นนาน ต่อเมื่อบริษัทแม่ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ เราจำเป็นต้องหยิบยกทุกการบริการมาดึงดูดลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันเราดูแลลูกค้าทุกคน ตั้งแต่ก้าวเข้ามาที่โชว์รูมและศูนย์บริการ อย่างดีที่สุด”

ดังจะเห็นได้จากรางวัลที่ได้รับ ที่โดดเด่นอยู่ในบริเวณห้องรับรอง คือศักยภาพในการบริการหลังการขายดีเยี่ยม และยังมีประสิทธิภาพในการพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการได้เป็นอย่างดี กับ  รางวัล Mercedes-Benz Service Excellence Award South East Asia  ในปี 2016-2022 ของประเทศไทย จากผลสำรวจคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งทีทีซี มอเตอร์ อุบลราชธานี ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งรางวัลแห่งความภูมิใจในครั้งนี้ ได้แก่ รางวัล Most Improved Dealer Thailand  ประจำปี 2016-2018 ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับดีลเลอร์ ที่มีการพัฒนาที่เป็นเลิศในส่วนของความพึงพอใจต่อการเข้ารับบริการ

“ในปัจจุบันเราได้เพิ่มเติมบริการที่หลากหลายให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น อาทิ การเปิดให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ C-Star ,Café ,Co Working Space , Consulting Area หรือกรณีลูกค้ามีแพลนจัดงาน จัดกิจกรรม สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ห้องจัดเลี้ยงรองรับ หรือห้องสัมมนา ในแต่ละส่วนได้”

ทีทีซี มอเตอร์ อุบลราชธานี มีความครบครัน ในทุกส่วนของการบริการ ทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ จากเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 8 ไร่ ประกอบไปด้วย 4 ห้องอบสี สำหรับงานซ่อมด่วน ซ่อมเบา (Quick Repair) และ 1 ห้องอบพ่นสี สำหรับงานพ่นทั้งคัน หรือเฉพาะจุด ที่ให้บริการด้วยระบบสีสูตรน้ำมาตรฐานสากลของเมอร์เซเดส-เบนซ์แบบเต็มระบบ ซึ่งมีขีดความสามารถในการให้บริการงานซ่อมหนัก (งานดึงตัวถัง) สำหรับตัวถังรถยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุชนหนัก รวมทั้งงานซ่อมตัวถังอะลูมิเนียม ด้วยการใช้เครื่องมือสำหรับดึงตัวถังให้กลับคืนสภาพเดิมได้ 100% ตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศเยอรมัน)  และสามารถให้บริการงานซ่อมสีแบบด่วนให้จบได้ภายใน 1 วัน และให้บริการได้ถึง 3-4 คันต่อวัน

รวมทั้งทีมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทั้งช่างสีและช่างตัวถังนั้น บริษัทมีช่างที่ผ่านการอบรมและได้มาตรฐานงานช่างฝีมือ ตามการรับรองจากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย  การันตีคุณภาพของการทำงานตามมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิต ทั้งอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีในศูนย์ซ่อมสีและตัวถังนั้น เป็นอุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

“ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง ของเราเป็นศูนย์ซ่อมรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน รองรับงานสีและตัวถังรถอุบัติเหตุ รถจากบริษัทประกันภัยทุกบริษัท ด้วยความพร้อมที่มีช่องซ่อมรองรับ 8 ช่องซ่อม มีเครื่องมือวิเคราะห์มาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ถึง 4 เครื่องมากที่สุดในภาคอีสาน และมีทีมงานช่างที่มีมาตรฐานตามโครงการทวิภาคีของบริษัทแม่ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ จนเราได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครอบครองอย่างต่อเนื่อง”

ในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของการขาย ทีทีซี มอเตอร์ อุบลราชธานี ร่วมออกงานมหกรรมยานยนต์ ที่ใหญ่ที่สุดในอีสานใต้ กับงานอุบล ออโต เอ็กซ์โป (Ubon Auto Expo 2023) ณ  อุบล คอนเวนชั่น ฮอล์  โรงแรมเซ็นทารา ที่ตั้งอยู่บริเวณศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุบล

ทั้งนี้งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-29 ตุลาคมนี้ บนพื้นที่จัดงาน 2,000 ตารางเมตร พรั่งพร้อมด้วยกิจกรรม ศิลปินหลากหลาย อาทิ เจ-เจตริน , แอน-อรดี , ประกวด Cover Dance และ Lucky Draw อีกมากมาย เพื่อสร้างสีสันความบันเทิงแก่ผู้เข้าชมตลอดงาน

ในส่วนของ ทีทีซี มอเตอร์ อุบลฯ มีบูทขนาดพื้นที่ 6×14 เมตร โดยนำรถไปจัดแสดงประกอบด้วย Mercedes-AMG SL43, Mercedes-Benz GLC 350 e AMG Dynamic, EQS 500 4MATIC AMG Premium และภายในงานยังมีรถ Certified Car อาทิ  Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic , Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+,Mercedes-Benz CLS220d AMG Premium ซึ่งเป็นรถผู้บริหารป้ายแดงไมล์น้อย จอดให้ทุกท่านได้สัมผัส และยังมีรถทดลองขับหลากหลายรุ่นอีกด้วย พร้อมกันนี้ยังมีแคมเปญสตาร์ช้อยส์ ประกันภัยชั้น 1 นานสูงสุด 5 ปี,รับฟรี  MBSP ULTIMATE นานสูงสุด 5 ปี, ผ่อนดอกเบี้ยพิเศษ นานสูงสุด 5 ปี ส่วนรถ Certified Car มีข้อเสนอสุดพิเศษ ดอกเบี้ย 0% นาน 1ปี , ประกันภัย ชั้น 1 นาน 1 ปี และขับฟรี 90 วัน

ทีทีซี มอเตอร์  อุบลราชธานี โทร.045-475-222  โทร. 045-475-222 , https://www.facebook.com/TTCMOTORUBONRATCHATHANI/  TTC MOTOR ครบจบทุกเรื่องเบนซ์ ผู้จำหน่าย Mercedes-Benz , Mercedes-AMG , Mercedes-EQ , Mercedes-Maybach ,  Sprinter  อย่างเป็นทางการ  Line : @benzttcubon   IG : Benzttc_Ubonratchatani

ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ แอนด์ อีวี เอ็กซ์โป มอบรางวัลใหญ่ทองคำมูลค่า 100,000 บาท แก่ผู้โชคดีที่ซื้อรถภายในงาน และประกาศความพร้อมจัดงานปีหน้า ยิ่งใหญ่ครบทุกมิติ

0

นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานจัดงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ แอนด์ อีวี เอ็กซ์โป 2023 เป็นประธานมอบรางวัลทองคำมูลค่า 100,000 บาท และชุดผลิตภัณฑ์ Meguiar’s แก่นายอมิต คูมาร์ ผู้โชคดีที่ซื้อรถยนต์ใช้แล้ว Mercedes Benz รุ่น E350e สีดำ จาก CAR HERO  ผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว โดยมีคณะผู้บริหารร่วมยินดี อาทิ นายชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงานฝ่ายรถใหม่ นายอัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ รองประธานฝ่ายรถใช้แล้ว และ นายพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา รองประธานจัดงานฝ่ายรถตกแต่ง โมดิฟาย และกิจกรรมอีสปอร์ต

ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานประกาศความพร้อมการจัดงานในปี 2024 ยกทัพรถยนต์ใหม่ป้ายแดง รถยนต์ใช้แล้วระดับมาตรฐาน และรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมาแรง ดีเดย์นัดประชันโฉมอย่างเต็มพิกัดในวันที่ 3-7 กรกฎาคม 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เร่งยกระดับงานบริการหลังการขาย ลงทุนนำ GWM Smart Service ระบบบริการรูปแบบใหม่สุดไฮเทคสู่ประเทศไทย

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) เดินหน้ายกระดับบริการหลังการขายที่เหนือกว่าในทุกมิติด้วย “GWM Smart Service” ระบบการบริการที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อส่งมอบความสะดวกสบายขั้นสูงสุดให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการผ่านทาง GWM Application ให้ทุกช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของยานยนต์คุณภาพเต็มไปด้วยความมั่นใจและความปลอดภัย ตอกย้ำความตั้งใจของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้าเป็นหลัก ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาสร้างประสบการณ์การใช้งานอย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

GWM Smart Service เป็นระบบจัดการอัจฉริยะที่เชื่อมต่อแพลตฟอร์มการทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Smart Vehicle, Smart Application, Smart System และ Smart Device เข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ด้วยแนวคิด “SMART” ได้แก่  S – Simple เรียบง่ายและสะดวกสบายในการเข้ารับบริการ, M – Modern ทันสมัยตามสไตล์ยุคดิจิทัล, A – Attention ใส่ใจในทุกขั้นตอนการบริการ, R – Reliable น่าเชื่อถือและมั่นใจด้วยทีมช่างที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน GWM และ T – Timeliness ส่งมอบการบริการที่ตรงเวลาและรวดเร็วทันใจ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในโลกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มีการนำระบบนี้มาใช้ โดยคาดว่าทุกศูนย์บริการใน GWM Partner Store ทั่วประเทศจะสามารถใช้ GWM Smart Service ได้ภายในปี 2566 นี้ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของรถยนต์และกลุ่มลูกค้าที่ขยายตัวอยู่ทั่วประเทศให้ได้อย่างทั่วถึง

สำหรับลูกค้าที่นัดหมายเข้ารับการบริการที่ GWM Partner Store ทุกสาขา จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ของ GWM Smart Service ในทุกขั้นตอนของการเข้ารับบริการโดยมี GWM Application เป็นหัวใจหลักในการทำงานที่พร้อมสร้างความเชื่อมั่น สะดวกสบายและความอุ่นใจให้กับลูกค้าทุกคน ดังนี้

  • การจองและการแจ้งเตือนการเข้ารับบริการ (Booking and Service Reminder) ผ่าน GWM Application อันเป็นศูนย์รวมการเข้าถึงบริการต่าง ๆ จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยจะมีการแจ้งเตือนเมื่อถึงกำหนดเช็กระยะ (Period Maintenance) รวมถึงการแจ้งเตือนสถานะต่าง ๆ ของรถยนต์ ลูกค้าที่มีความประสงค์เข้ารับบริการที่ GWM Partner Store สามารถดำเนินการจองได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชัน หรือติดต่อศูนย์บริการได้โดยตรง และเมื่อใกล้ถึงวันนัดหมาย เจ้าหน้าที่ของสาขาที่เลือกจะโทรติดต่อกับลูกค้าโดยตรงเพื่อยืนยันการจองอีกครั้ง

  • ระบบจดจำป้ายทะเบียนรถ (License Plate Recognition System – LPR) เมื่อถึงวันนัดหมาย ทันทีที่ลูกค้าขับรถยนต์เข้ามายัง GWM Partner Store จะมีกล้อง LPR จับป้ายทะเบียนรถยนต์ของลูกค้าเพื่อส่งข้อมูลของลูกค้าที่จดจำไว้ไปยังระบบจัดการของ GWM Partner Store ทำให้ทีมผู้ให้คำปรึกษาด้านการบริการสามารถเตรียมการให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

  • ระบบต้อนรับลูกค้า (Smart Welcome Board) เนื่องจากข้อมูลของลูกค้าที่ทำการนัดหมายไว้ผ่านแอปพลิเคชันจะปรากฏขึ้นบน Smart Welcome Board ทันทีที่ระบบจดจำป้ายทะเบียนรถจับป้ายทะเบียนรถของลูกค้าได้ เมื่อลูกค้าก้าวเข้าสู่ GWM Partner Store จะสังเกตเห็น Smart Welcome Board นี้ปรากฏข้อความต้อนรับพร้อมกับข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนัดหมายเข้ารับบริการในแต่ละวัน เช่น เลขทะเบียนรถ ชื่อลูกค้า เวลานัดหมาย และบริการที่ลูกค้าเลือกเข้ารับรวมถึงสถานะการเข้ารับบริการของลูกค้าอีกด้วย โดยสถานะสีขาว หมายถึง ลูกค้าที่ยังไม่ปรากฏตัวเข้ารับบริการ (Waiting List) และสถานะเขียว หมายถึง ลูกค้าที่เดินทางมาถึงแล้ว (Arrival)

  • แท็บเล็ตเพื่อการบริการ (Smart Tablet) เจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการจะมีสมาร์ตแท็บเล็ตที่จัดเก็บข้อมูลลูกค้าและบริการต่าง ๆ ที่ลูกค้าลงทะเบียนไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการสามารถอธิบายถึงรายละเอียดการเข้ารับบริการเพื่อขอให้ลูกค้าอนุมัติงานซ่อม สร้างความสะดวกสบายและลดการใช้ทรัพยากรกระดาษ และสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อการบริการดำเนินการเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ยังสามารถแสดงค่าใช้จ่ายสำหรับการบริการผ่านสมาร์ตแท็บเล็ตดังกล่าว (ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ในขณะที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายละเอียดการรับบริการได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบายผ่านทางเอกสารออนไลน์

  • การติดตามสถานะการซ่อมผ่านจอแสดงสถานะการซ่อม (Vehicle Status Board) และกล้อง CCTV ลูกค้าสามารถติดตามความคืบหน้าของขั้นตอนต่าง ๆ และสถานะการซ่อมบำรุงด้วยภาพเรียลไทม์จากกล้อง CCTV ที่ติดตั้งอยู่ในสถานที่ซ่อมรถได้อย่างอุ่นใจผ่านจอแสดงสถานะการซ่อม Vehicle Status Board และผ่านทาง GWM Application ได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งลูกค้ายังสามารถตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริการที่เคยใช้งานผ่านแอปพลิเคชันได้เช่นเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น GWM Application หัวใจหลักของบริการต่าง ๆ จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ถูกออกแบบมาให้ลูกค้าได้เชื่อมต่อและเข้าถึงบริการต่าง ๆ อย่างไร้รอยต่อเพียงปลายนิ้ว ทั้งยังมอบฟีเจอร์และการบริการที่ครบวงจรและล้ำสมัยอีกมากมาย ได้แก่

  • การนัดหมายการบริการ (Service Appointment)
  • การแสดงประวัติการบริการ (Service & Payment History)
  • การตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของลูกค้าที่ได้รับ (Customer Privileges)
  • การตรวจสอบสถานะการซ่อมแซม (Repair Status Check)
  • การชำระเงินออนไลน์ (Online Payment)
  • การระบุตำแหน่งที่ตั้งของ GWM Partner Store (Partner GPS Location)
  • การจองและการแจ้งเตือนการเข้ารับบริการ (Service Reminder)
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (GWM Roadside Assistance) ลูกค้ารถใหม่ของ GWM ทุกท่านจะได้รับบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง* ที่ทางบริษัทฯ มอบให้ตลอด 5 ปี ด้วยทีมงานมืออาชีพที่พร้อมประสานงานและสามารถไปถึงจุดเกิดเหตุได้ภายใน 30 นาที สำหรับเหตุฉุกเฉิน และภายใน 45 นาที สำหรับบริการรถยก** โดยสามารถติดต่อบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ผ่านทาง GWM Application หรือติดต่อผ่าน GWM Contact Center 02-668-8888

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด 

(1) เฉพาะเหตุรถยนต์ขัดข้องฉุกเฉินและไม่สามารถขับเคลื่อนต่อได้ 

(2) ไม่รวมถึงกรณีเกิดอุบัติเหตุ 

(3) เป็นการให้บริการช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนไปยังศูนย์บริการมาตรฐาน GWM ที่ใกล้ที่สุดเพื่อรับการแก้ไขปัญหาต่อไปได้เท่านั้น 

**ระยะเวลาสำหรับเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาทุกขั้นตอนของกระบวนการบริการหลังการขาย ทั้งในแง่ความสะดวกสบายและคุณภาพการบริการด้วยการเชื่อมโยงความล้ำหน้าของทางเทคโนโลยี เพื่อส่งมอบมาตรฐานใหม่ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ตอบโจทย์ทุกความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าทั่วไทย พร้อมสานต่อเจตนารมณ์ในการเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศยานยนต์พลังงานไฟฟ้าไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

SUZUKI CELERIO จัดแคมเปญสวนกระแสเศรษฐกิจ ผ่อนนาน 99 เดือน พร้อมส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท ลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ บุคลากรทางการแพทย์ เกษตรกรรับเพิ่ม 15,000 บาท

0
SUZUKI CELERIO ภาพเปิด

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มซีเซกเมนต์ขึ้นไป รวมถึงการมีผู้ประกอบการในกลุ่มรถไฟฟ้ารายใหม่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถยนต์คึกคักและมีการแข่งขันสูงมากในช่วงปลายปี

SUZUKI CELERIO 1

อย่างไรก็ตามในภาพรวมของตลาด ผู้บริโภคชาวไทยยังคงมีความต้องการใช้งานรถยนต์ที่แตกต่างและกระจายไปในหลายเซกเมนต์ เหนือสิ่งอื่นใดยังคงมองหารถยนต์คุณภาพดี ดูแลรักษาง่าย และประหยัดพลังงาน เพื่อนำไปใช้งานได้อย่างคุ้มค่า คุ้มราคา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้อย่างครบครัน

สำหรับซูซูกิ แม้เราจะยังไม่ได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดในช่วงเวลานี้ แต่เราเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายไว้รองรับความต้องการของลูกค้าเกือบครบในทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ในกลุ่มประหยัดพลังงาน นับว่ามีความโดดเด่นทั้งเรื่องของดีไซน์ สมรรถนะ และความคุ้มค่า จนเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่ลูกค้าให้การยอมรับเป็นอย่างดี

SUZUKI CELERIO 2

หนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญที่ลูกค้ายังคงไว้วางใจและเลือกใช้งานนั่นก็คือ SUZUKI CELERIO รถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็คคุณภาพเกินตัว ที่สามารถสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวทำตลาดในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2557 ด้วยประโยชน์ใช้สอยอันสูงสุด ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่ลงตัว มอบความคุ้มค่าในทุกด้าน ทั้งเรื่องของราคา คุณภาพตัวรถ ไปจนถึงเรื่องของการดูแลรักษาง่าย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูง จึงส่งผลให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านได้รับความสนใจและสร้างยอดขายสะสมรวมจนถึงปัจจุบันถึง 25,111 คัน โดยในช่วงปี 2564 ซึ่งประเทศไทยกำลังประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือปีที่ SUZUKI CELERIO ได้รับความนิยมสูงสุด สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 4,651 คัน

SUZUKI CELERIO 3

สำหรับปีนี้ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-กันยายน 2566) มียอดขายรวม 1,970 คัน โดยฐานลูกค้าในปัจจุบัน ไม่ได้จับอยู่แค่เพียงกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงานในช่วงเริ่มต้นชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในรถทางเลือกของครอบครัวขนาดเล็ก ที่วางแผนการใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ มองหาความความปลอดภัยในการเดินทาง สมรรถนะการใช้งานที่ดีเกินราคา เน้นความคุ้มค่า ประหยัดพลังงาน ซึ่งล้วนแต่จุดเด่นสำคัญของผลิตภัณฑ์ซูซูกิ

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความโดดเด่นทุกด้านในสไตล์ซิตี้คาร์ ทำให้ครองใจคนใช้งานมาได้อย่างยาวนาน และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงอยากนำเสนอรถยนต์นั่งขนาดเล็กคุณภาพเกินตัวคันนี้ ให้แก่ผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่า คุ้มราคา ด้วยการมอบแคมเปญพิเศษ “SUZUKI TRIPPLE BONUS DEAL” สำหรับผู้ที่สนใจซื้อ SUZUKI CELERIO ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

SUZUKI CELERIO 5

ลูกค้าสามารถเลือกรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาท สำหรับรุ่น GA, GL และ GX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 5,000 บาท สำหรับรุ่น GL UP

อีกทั้งยังมอบข้อเสนอผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 ปี

สำหรับลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ บุคลากรทางการแพทย์ หรือ เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร จะได้รับส่วนลดพิเศษเพิ่ม 15,000 บาท อีกด้วย

SUZUKI CELERIO 6

ขนาดห้องโดยสารที่กว้างสบาย มีพื้นที่บริเวณเหนือศีรษะและพื้นที่วางขาสบายทั้งที่นั่งตอนหน้าและตอนหลัง พร้อมด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ จุสัมภาระได้มากเกินคาด

นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังมั่นใจได้ในสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ K10B ขนาด 1.0 ลิตร ขนาดคอมแพ็คที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ มอบพละกำลังและความสามารถเกินตัว มีสมรรถนะการขับที่ดี ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รูปลักษณ์ภายนอกและภายในห้องโดยสารที่ได้รับการออกแบบให้ดูโดดเด่นสะดุดตา เสริมความอุ่นใจด้วยระบบและอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยมาตรฐานตอกย้ำภาพลักษณ์ของซูซูกิเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตรถอีโคคาร์

SUZUKI CELERIO 7

SUZUKI CELERIO ตอบสนองการใช้งานด้วย 4 รุ่นทางเลือก คือ SUZUKI CELERIO GA/MT มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 338,000 บาท, GL/CVT ราคาจำหน่าย 416,000 บาท, GL UP ราคาจำหน่าย 423,000 บาท, และ GX/CVT ราคาจำหน่าย 451,000 บาท มาพร้อมสีภายนอกให้เลือกใช้ 4 สี ได้แก่ Ablaze Red Pearl, Mineral Gray Metallic, Super Black Pearl และ Pure White Pearl (สี Pure White Pearl เพิ่ม 3,000 บาท)

ทั้งนี้ ซูซูกิยังร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกด้านการอนุมัติสินเชื่อเพื่อลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ SUZUKI CELERIO ได้ง่ายยิ่งขึ้น ภายใต้เงื่อนไขตามที่บริษัทฯ กำหนด โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

 

 

สรยท. ประกาศผลรถเข้ารอบชิงดำ ไทยแลนด์ คาร์ออฟเดอะเยียร์ 2023

0
สรยท.ประกาศผล ภาพเปิด

สรยท.ประกาศผลโหวตคัดรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2566 หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR 2023 โดย สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) รอบแรก SUV เข้า 4 รุ่นจาก BMW X1, GWM TANK 300, HONDA CR-V และ MERCEDES-BENZ GLC 350e ปะทะ TOYOTA INNOVA ZENIX รถยนต์ MPV ไฮบริด กับ ปิกอัพเพียงหนึ่งเดียว MITSUBISHI TRITON โฉมใหม่

ส่วนผลโหวตรางวัลใหม่ THAILAND EV OF THE YEAR 2023 หรือ รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปี 2566 BYD Dolphin ควง BYD Seal เข้ารอบ พร้อมฟัดชิงดำกับ MG 4 Electric กับ MG Maxus 9 และดวลกับแบรนด์หรูแรง Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+ และ TOYOTA bZ4X รถยนต์ EV รุ่นแรกจาก
โตโยต้าที่มาชิมรางตลาดเมืองไทย

นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association : TAJA ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสิน THAILAND CAR OF THE YEAR 2023 เปิดเผยว่า การโหวตคัดเลือกรางวัลรถยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปี ของสมาชิกผู้สื่อข่าวสายยานยนต์ ในรอบแรกออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลที่ออกมาน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปีนี้มีรถยนต์ไฮบริดเข้ารอบถึง 4 รุ่น และเป็นเรื่องท้าทายของปิกอัพ MITSUBISHI TRITON โฉมใหม่ และ BMW X1 ที่ต้องแข่งขันกับรถพลังงานทางเลือก บนกติกาเดียวกัน

สรยท.ประกาศผล 1

ในการให้คะแนนรอบสุดท้าย เพื่อตัดสินว่ารถรุ่นไหนจะได้รับรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2023 และ THAILAND EV OF THE YEAR 2023 จะมาจากผลการทดสอบสมรรถนะและการใช้งานในภาคสนามที่จะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยสมาชิกสาคมฯ ล้วนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดในการทำข่าวสายยานยนต์มาเป็นผลชี้ขาด

ปีนี้คณะอนุกรรมการฯ ได้เลือกใช้ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ตั้งอยู่ที่อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นสนามทดสอบ ทั้งนี้เพื่อยกระดับสร้างมาตรฐานใหม่ระดับสากลกับรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR โดยได้รับความร่วมมือจาก ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กระทรวงอุตสาหกรรม ใช้เป็นสถานที่ทดสอบภาคสนาม พร้อมเชิญผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ร่วมสังเกตการณ์อีกด้วย

สำหรับผู้ทำหน้าที่ทดสอบและให้คะแนนในรอบสุดท้าย คณะอนุกรรมการฯ จะคัดเลือก สมาชิกผู้สื่อข่าวสายยานยนต์ที่มีประสบการณ์สูงในการทดสอบรถยนต์ และได้ร่วมโหวตในรอบแรก เป็นผู้ดำเนินการทดสอบและโหวต โดยมีหลักเกณฑ์การให้คะแนน ตามมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกใช้ในการพิจารณาลงคะแนนกับรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR ได้ดำเนินการมาตลอด 9 ปีที่ผ่าน ซึ่งได้ดำเนินการบนหลักการและกติกาที่มีความยุติธรรมตามมาตรฐานสากล สำหรับรถยนต์ที่มีความแตกต่างทั้งเครื่องยนต์ ระดับราคา จากหลากหลายเซ็กเมนท์ทางการตลาด

สำหรับการให้คะแนนในรอบสุดท้าย จะคำนึงถึงคุณสมบัติต่างๆ ของรถยนต์ที่เข้ารอบ ทั้งเรื่องรูปลักษณ์การออกแบบภายนอกภายใน สมรรถนะของเครื่องยนต์ วัสดุตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ความสะดวกสบายในการใช้งาน และความคุ้มค่ากับราคาที่ตั้งจำหน่ายในตลาด

ทั้งนี้ หลังจากการโหวตลงคะแนนภาคสนามในรอบสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อย หีบบัตรลงคะแนนคณะกรรมการสมาคมฯ จะนำมาเก็บไว้เป็นความลับ และจะมีการเปิดหีบบัตรมานับคะแนนต่อหน้าคณะกรรมการสักขีพยานเพื่อตัดสินรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2023 และจัดพิธีมอบรางวัลในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 ศกนี้ ณ ศูนย์ประชุม เดอะฮอลล์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร

รถยนต์ที่ผ่านการโหวตรอบแรก THAILAND CAR OF THE YEAR 2023

BMW X1

สรยท.ประกาศผล 2
GWM TANK 300

สรยท.ประกาศผล 3
HONDA CR-V

สรยท.ประกาศผล 4
Mercedes-Benz GLC 350e

สรยท.ประกาศผล 6
-MITSUBISHI TRITON

สรยท.ประกาศผล 9
TOYOTA INNOVA ZENIX

สรยท.ประกาศผล 11
รถยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านการโหวตรอบแรก THAILAND EV OF THE YEAR 2023

BYD Dolphin

สรยท.ประกาศผล 13
BYD Seal

สรยท.ประกาศผล 14
MERCEDES-AMG EQE 53 4MATIC+

สรยท.ประกาศผล 16

MG 4 Electric

สรยท.ประกาศผล 17
MG Maxus 9

สรยท.ประกาศผล 18
TOYOTA bZ4X

สรยท.ประกาศผล 19

“เมอร์เซเดส-เบนซ์์” เสริมไลน์อัพเอสยูวีพลังไฟฟ้า เปิดตัว EQE SUV เพิ่ม 2 รุ่น

0
EQE 350 4MATIC SUV Pic Open

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เติมเต็มเซกเมนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% ที่เปิดตัวในประเทศไทยทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นเริ่มต้น “EQE 350 4MATIC SUV Electric Art” รุ่นกลาง “EQE 350 4MATIC SUV AMG Line” และรุ่นท็อป “EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic” ที่เผยโฉมไปก่อนหน้าไม่ถึงเดือน โดยตั้งค่าตัวรุ่น Electric Art ไว้ที่ราคา 4,850,000 ส่วนรุ่น AMG Line ราคา 5,300,000 บาท

EQE 350 4MATIC SUV 1

ดีไซน์ภายนอก EQE 350 4MATIC SUV Electric Art ตกแต่งด้วยชุดแต่ง Electric Art Exterior Package ติดตั้งไฟหน้าแบบ LED High Performance headlamps ที่ให้คุณภาพแสงสีขาวนวลอย่างสม่ำเสมอ พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist ช่วงล่างมีการติดตั้งล้ออัลลอยด์ดีไซน์สปอร์ตแบบ 5 ก้าน ขนาด 20 นิ้ว

EQE 350 4MATIC SUV 2

ส่วนทางด้าน EQE 350 4MATIC SUV AMG Line ตกแต่งด้วยชุดแต่ง AMG Exterior Package มอบทัศนวิสัยขั้นสูงสุดให้แก่ผู้ขับขี่ด้วยไฟหน้า DIGITAL LIGHT ที่ให้ความละเอียดสูงถึง 1.3 ล้านพิกเซลต่อ 1 โคมหลอด พร้อม Adaptive Highbeam Assist Plus ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร และติดตั้งล้ออัลลอยด์ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้าน ขนาด 20 นิ้ว

EQE 350 4MATIC SUV 3

ติดตั้งช่วงล่างแบบ Comfort suspension ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล พร้อมระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ (HANDS-FREE ACCESS) ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO และมือจับประตูแบบไร้รอยต่อ (Seamless door handles)

ภายในห้องโดยสารของ Electric Art มีการตกแต่งที่โดดเด่นแบบ Electric Art interior วัสดุตกแต่งแบบ Laser-cut backlit trim with Mercedes-Benz pattern สะดวกสบายด้วยเบาะนั่ง Comfort Seats และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มหนัง พร้อมหน้าจอแสดงผลบริเวณคอนโซลกลางแบบ OLED ขนาด 12.8 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว

EQE 350 4MATIC SUV 5

ทางด้าน AMG Line จะตกแต่งภายในห้องโดยสารแบบ AMG interior ติดตั้งเบาะนั่งแบบ Sport Seats และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มหนัง Nappa มาพร้อมหน้าจอ MBUX Hyperscreen ที่มีขนาดหน้าจอรวม 56 นิ้ว สามารถแสดงผลได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยแบ่งหน้าจอการใช้งานเป็น 3 หน้าจอหลัก ได้แก่ Driver display 12.3 นิ้ว หน้าจอ Central Display 17.7 นิ้ว และหน้าจอ Co-driver display 12.3 นิ้ว

ทั้งสองรุ่นมอบความสะดวกสบายและติดตั้งระบบการสื่อสารต่าง ๆ มากมาย อาทิ ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS และ Android (Apple Carplay™ & Android Auto™) พร้อมอุปกรณ์สื่อสารด้วยสัญญาณ 5G สำหรับบริการ Mercedes me connect ระบบแผนที่นำทางแบบ Hard-disc navigation พร้อมแผนที่แบบ 3 มิติ ระบบตรวจสอบสภาพการจราจรแบบ Live Traffic Information ในทุกเส้นทาง ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC และระบบชาร์จแบบไร้สาย (Wireless charging) บริเวณที่นั่งด้านหน้า นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งไฟล้อมรอบห้องโดยสาร Ambient light กว่า 64 เฉดสี ที่จะช่วยเพิ่มสุนทรียภาพให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้น่าประทับใจไปอีกขั้น

EQE 350 4MATIC SUV 10

พละกำลังได้มาจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ติดตั้งบริเวณเพลาขับหน้าและหลัง มอบแรงม้ารวมสูงสุด 292 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 765 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 6.6 วินาที ติดตั้งแบตเตอรี่แรงดันสูง 396V แบบ Lithium-ion ที่มีความจุมากถึง 89 kWh ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้ไกลกว่า 558 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC Charge) สูงสุด 170 kWh ใช้เวลาชาร์จจาก 10 – 80% เพียง 32 นาที ส่วนการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC Charge) รองรับสูงสุด 11 kWh ใช้เวลาชาร์จจาก 0 – 100% ในระยะเวลา 9 ชั่วโมง 30 นาที

มาพร้อมโหมดการขับขี่ DYNAMIC SELECT ให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ECO, COMFORT, SPORT และ INDIVIDUAL นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่แบบ OFFROAD ที่ทำงานร่วมกับหน้าจอแสดงผลเพื่อการขับขี่ off-road แบบ MBUX off-road screen และหน้าจอ instrument cluster แบบ Context (mode) “off-road” ที่สามารถรายงานทุกข้อมูลภายนอกตัวรถได้อย่างครบถ้วน โดยรุ่นกลางอย่าง AMG Line จะมาพร้อม Transparent bonnet ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นภาพจริงในจุดอับสายตาบริเวณหน้ารถ เปรียบเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวตลอดการขับขี่

EQE 350 4MATIC SUV 13

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอื่น ๆ ในรถยนต์ทั้งสองรุ่นอย่างครบครันตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อาทิ ระบบช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electric Stability Program) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD-Start Assist ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องจราจร ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® system ฯลฯ

EQE 350 4MATIC SUV Electric Art มีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White) สีดำ (Obsidian Black) และสีเทา (Selenite Grey) วางจำหน่ายในราคา 4,850,000 บาท

EQE 350 4MATIC SUV AMG Line มีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White) สีดำ (Obsidian Black) สีเทา (Selenite Grey) สีเงิน (High-tech Silver) และสีเขียว (Emerald Green)วางจำหน่ายในราคา 5,300,000 บาท

 

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดตัว “บีเอ็มดับเบิลยู i5 ใหม่” ยนตรกรรมไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นแรก ราคาเริ่มต้นที่ 4.99 – 5.99 ล้านบาท

0
บีเอ็มดับเบิลยู i5 ภาพเปิด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู i5 รถยนต์ซีดานที่มาต่อยอดความสำเร็จของตระกูลซีรีส์ 5 ด้วยเทคโนโลยีระดับไฮคลาส ประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือชั้น และรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยวหรูหรา พร้อมมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมบนท้องถนนหลากหลายรูปแบบ ทั้งความคล่องแคล่วที่สัมผัสได้จากหลังพวงมาลัย และความสะดวกสบายระดับผู้บริหารจากเบาะหลังในทุกอิริยาบถ โดยบีเอ็มดับเบิลยู i5 ใหม่ จะเข้ามาพลิกโฉมวงการยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมด้วยทางเลือกสองรุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ที่พร้อมนำเสนอประสบการณ์การขับขี่อันยืดหยุ่น รองรับทุกสถานการณ์ และบีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive ที่อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพการขับขี่ระดับแนวหน้า ผสานความแรงจากตระกูล M เข้ากับนวัตกรรมล้ำยุคจากตระกูล i เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เป็นรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างเยี่ยมยอดมาตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษ และการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู i5 รุ่นใหม่ในวันนี้ก็นับเป็นก้าวแรกของซีรีส์ 5 บนเส้นทางใหม่กับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% สะท้อนถึงตัวตนของผู้ขับขี่ที่เป็นผู้นำ เปี่ยมด้วยความกล้าที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เรารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู i5 ใหม่ ให้นักขับชาวไทยได้สัมผัสกันเป็นครั้งแรกในวันนี้ ในฐานะรถซีดานไฟฟ้าระดับพรีเมียมสำหรับผู้บริหารที่จะเข้ามาเปิดฉากยุคใหม่ของตลาดในเซกเมนต์นี้ ตอบโจทย์ทั้งในด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความสนุกสนานในยามขับขี่ เราหวังว่าทั้งบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive จะตอบโจทย์แฟน ๆ ชาวไทยที่กำลังมองหารถยนต์ที่มอบทั้งความสงบ นุ่มสบายในยามเดินทาง และความสนุกในการขับขี่ โดยไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก”

บีเอ็มดับเบิลยู i5 1

“บีเอ็มดับเบิลยู i5 ใหม่ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้พันธกิจของบีเอ็มดับเบิลยูในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนกว่า
ผ่านทั้งการลดมลภาวะขณะขับขี่และในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน นอกจากนี้ เรายังมุ่งมั่นมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูด้วยบริการสุดพิเศษอย่าง Proactive Care ที่เสริมความอุ่นใจด้วยระบบการเชื่อมต่อกับยานพาหนะขั้นสูง ที่จะทำให้เราสามารถส่งมอบบริการการให้คำปรึกษาของเราจากทางไกล เพื่อวิเคราะห์ยานยนต์ได้จากระยะไกล หรือโทรหา Call Centre ทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด” มร. บารากา กล่าวเสริม

บีเอ็มดับเบิลยู i5 2
บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport
ราคาจำหน่าย: 4,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard
นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

บีเอ็มดับเบิลยู i5 2

บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive
ราคาจำหน่าย: 5,599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard
นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

บีเอ็มดับเบิลยู i5 พร้อมนำรถซีดานหรูระดับตำนานจากตระกูลซีรีส์ 5 เดินหน้าสู่ยุคแห่งยานยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยที่ยังรักษาความลงตัวจากการผสมผสานสมรรถนะสุดสปอร์ตเข้ากับความหรูหราระดับผู้บริหาร ครบครันทุกด้านด้วยเทคโนโลยี BMW eDrive รุ่นที่ 5 นวัตกรรมดิจิทัลมากมาย พละกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าและความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูโอ่อ่าและปราดเปรียวบนทุกเส้นทาง

บีเอ็มดับเบิลยู i5 3
บีเอ็มดับเบิลยู i5 ใหม่ มาพร้อมกับงานออกแบบส่วนหน้ารถที่เติมความสดใหม่ให้กับกระจังหน้าทรงไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยรูปทรงที่ยื่นออกมาเด่นชัดมากขึ้นจากด้านหน้า ล้อมด้วยกรอบที่กว้างกว่าในรุ่นก่อน และตกแต่งด้วยระบบไฟ BMW Iconic Glow บริเวณกรอบ

บีเอ็มดับเบิลยู i5 6

ส่วนไฟหน้าทั้งสองดวง มีหลอด LED จัดเรียงเป็นแถบในแนวตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นทั้งไฟเลี้ยวและไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่ในเวลากลางวัน ส่วนด้านข้างของตัวรถ ดูโฉบเฉี่ยวและทรงพลังด้วยแนวเส้นสายที่สูงเด่น เสริมรายละเอียดด้วยลูกเล่นอย่างสเกิร์ตข้างสีดำ มือจับประตูที่เรียบสนิทไปกับพื้นผิวของประตูรถ และเลข 5 ที่ประดับอยู่บนเสา C พร้อมด้วยหลังคากระจกแบบพาโนรามา ขณะที่ส่วนท้ายรถก็เตะตาไม่แพ้กันด้วยไฟท้ายดีไซน์เรียบหรู

บีเอ็มดับเบิลยู i5 5
บีเอ็มดับเบิลยู i5 ใหม่ ทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับชุดแต่งสไตล์สปอร์ตที่เติมความเข้มในสไตล์ M แบบรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นสปอยเลอร์หลังดีไซน์ M สีเดียวกับบอดี้ สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport และสปอยเลอร์สีดำเงาแบบ high-gloss

บีเอ็มดับเบิลยู i5 7

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive เบรกคาลิเปอร์ (สีน้ำเงินเข้ม dark blue metallic สำหรับรุ่น i5 eDrive40 M Sport และสีแดง red high-gloss สำหรับรุ่น i5 M60 xDrive) และพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive กับชุดแต่งไฟหน้าสีดำ M Lights Shadow Line ส่วนล้อแม็กมาในสองขนาดและสองสไตล์ ได้แก่ล้ออัลลอย BMW Individual aerodynamic ขนาด 21 นิ้ว สีดำ Jet Black แบบสลับสี สำหรับรุ่น i5 M60 xDrive และล้ออัลลอย M aerodynamic ขนาด 20 นิ้ว สีเทาเข้ม Black Grey แบบสลับสี

บีเอ็มดับเบิลยู i5 8

บีเอ็มดับเบิลยู i5 9

ในด้านสมรรถนะ ตัวท็อปอย่างบีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive พร้อมมอบความแรงถึงขีดสุดด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพลังงานไฟฟ้า BMW xDrive Electric กับชุดมอเตอร์ที่ให้กำลังขับถึง 442 กิโลวัตต์ / 601 แรงม้า และแรงบิด 795 นิวตันเมตร หรือสูงสุดกว่า 820 นิวตันเมตร เมื่อเปิดใช้งานระบบ M Sport Boost หรือ M Launch Control ทั้งหมดนี้ ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive ทั้งเร็วและแรงเต็มพิกัดในสไตล์ M ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพียง 3.8 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยพลังจากชุดแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูงที่ติดตั้งอยู่ใต้ตัวถังรถ ความจุพลังงานสุทธิ 81.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive มีระยะการขับขี่ถึง 455-516 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP หรือ 466 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC

บีเอ็มดับเบิลยู i5 10

ส่วนในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ก็แรงไม่น้อยด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ให้พละกำลัง 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร และสามารถส่งแรงบิดได้สูงสุดถึง 430 นิวตันเมตรเมื่อเปิดใช้งานระบบ Sport Boost หรือ Launch Control และแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูงชุดเดียวกับรุ่น i5 M60 xDrive จึงมอบอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 6 วินาที และมีระยะการขับขี่อยู่ที่ 497-582 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP หรือ 501 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC

บีเอ็มดับเบิลยู i5 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีการชาร์จไฟฟ้าที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพสูงสุด ด้วยหัวชาร์จแบบ Combined Charging Unit (CCU) รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC กำลังไฟ 22 กิโลวัตต์ และการชาร์จแบบไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุดที่ 205 กิโลวัตต์ จะช่วยให้เจ้าของสามารถชาร์จไฟให้แก่แบตเตอรี่บีเอ็มดับเบิลยู i5 จาก 10% ถึง 80% ภายในเวลาเพียง 30 นาที

บีเอ็มดับเบิลยู i5 11

ยานยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i5 พลังงานไฟฟ้ายังคงรักษาสมดุลระหว่างความสปอร์ตสุดเร้าใจและความสะดวกสบายสำหรับทุกการเดินทางไว้ เช่นเดียวกับซีรีส์ 5 รุ่นก่อน ๆ ด้วยความกว้างของตัวรถที่มากขึ้น การกระจายน้ำหนักหน้า-หลังที่แทบจะสมบูรณ์แบบที่อัตราส่วน 50:50 และโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งในทุกส่วน ส่วนช่วงล่างของบีเอ็มดับเบิลยู i5 ทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับระบบ Adaptive Suspension Professional ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมด้วยระบบปรับองศาล้อหลังขณะเข้าโค้ง (Integral Active Steering)

ความสปอร์ตในสไตล์ M ยังเห็นได้เด่นชัดในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู i5 ใหม่ ด้วยพวงมาลัยหนังสไตล์ M ตกแต่งด้วย CraftedClarity ที่ทำจากแก้วคริสตัล และเบาะนั่งด้านหน้าแบบ Comfort พร้อมระบบปรับด้วยไฟฟ้า ขณะที่ระบบไฟส่องสว่างทั้งภายในและภายนอกห้องโดยสาร ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารที่เบาะหลัง และชุดอุปกรณ์ Travel & Comfort ก็เสริมความหรูหราและสะดวกสบายให้ทุกการเดินทาง

บีเอ็มดับเบิลยู i5 12

โดยห้องโดยสารด้านในของบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport จะมาพร้อมกับสี Dark Silver M ประดับด้วยขอบ Aluminium Rhombicle ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive จะมาพร้อมสี Dark Silver M accent ที่ผสมผสานเข้ากับวัสดุ Carbon Fibre และขอบสีเงิน high-gloss silver นอกจากนี้ ทั้งคนขับ ผู้โดยสารด้านหน้า และผู้โดยสารที่เบาะหลังทั้ง 2 ด้าน ยังจะได้รับความสะดวกสบายอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยระบบการปรับอุณหภูมิ ความแรงลม และการระบายอากาศแบบแยกโซน รวมไปถึงระบบการตั้งโปรแกรมเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ 5 ระดับ เซ็นเซอร์แสงอาทิตย์ที่ด้านหลัง และระบบกรองฝุ่นละอองระดับนาโนพาร์ทิเคิล (nano particulate filters) พร้อมจะส่งมอบทั้งประสบการณ์การใช้งานอันแสนจะง่ายไปพร้อมกับสภาพอากาศที่บริสุทธิ์ตลอดระยะเวลาการเดินทาง

บีเอ็มดับเบิลยู i5 14

สำหรับที่นั่งคนขับด้านหน้า ยังคงมุ่งเน้นไปที่ความสบายและมั่นใจของผู้ขับขี่ ด้วยระบบหน้าจอโค้ง BMW Curved Display ที่แบ่งออกเป็นจอ Information Display ขนาด 12.3 นิ้ว และจอแสดงระบบควบคุม Control Display ขนาด 14.9 นิ้ว บนระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8.5 ที่มาพร้อมฟีเจอร์ QuickSelect ทำให้ผู้ขับขี่บีเอ็มดับเบิลยู i5 สามารถใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านไอคอนที่จัดเรียงมาในรูปแบบแถวแนวตั้งด้านข้างคนขับ ช่วยลดระยะเวลาในการใช้งานเมนูย่อยก่อนการเปิดใช้ฟีเจอร์นั้น ๆ

 

นอกจากนี้ หน้าจอแสดงผลแบบโค้ง BMW Curved Display ยังทำงานควบคู่ไปกับระบบ BMW iDrive เพื่อส่งมอบการควบคุมที่ง่ายดายผ่านระบบหน้าจอสัมผัส ปุ่มคำสั่งบนพวงมาลัย และอุปกรณ์ควบคุม BMW iDrive Controller ที่บริเวณกลางคอนโซล นอกจากนี้ แพ็คเกจ BMW Live Cockpit Professional ยังมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล BMW Head-Up Display และมุมมองแบบ Augmented View ซึ่งผู้ขับขี่สามารถใช้งานเป็นหน้าจอสำหรับควบคุมการใช้งานด้านต่าง ๆ หรือจะใช้เป็นเป็นหน้าจอเสริมแบบ instrument cluster ก็ได้

อีกหนึ่งฟีเจอร์ไฮไลท์ภายในห้องโดยสารก็คือแถบ BMW Interaction Bar ที่ประดับด้วยขอบคริสตัลที่ครอบคลุมทั้งแถบไปจนถึงบานประตู ให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการใช้งานได้ผ่านหน้าจอสัมผัส ทั้งยังส่งมอบบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่สามารถปรับแต่งได้ถึง 6 แบบตามรสนิยมเจ้าของ ได้แก่ Personal, Efficient, Sport และ Sport+, Expressive และ Relax

นอกเหนือไปจากระบบการควบคุมที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นอย่างดีและที่สุดของความสะดวกสบายด้านการใช้งาน บีเอ็มดับเบิลยู i5 ยังมุ่งส่งมอบประสบการณ์ด้านความบันเทิงที่เหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยบีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive ใช้ระบบเสียงรอบทิศทางจากแบรนด์ระดับโลก Bowers & Wilkins ซึ่งถือเป็นการปราฏตัวครั้งแรกบนบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 5 เพื่อมอบสุนทรียะทางเสียงให้แก่ผู้ใช้จากลำโพงทั้งหมด 17 ตัว มีกำลังขับรวมถึง 655 วัตต์ ตัวปรับรูปแบบเสียง 7 แบนด์ และลำโพงสำหรับมอบเสียงเบสโดยเฉพาะที่ติดตั้งไว้ภายใต้ขอบโลหะบริเวณประตูรถ ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive สามารถมอบขุมพลังและความยืดหยุ่นทางเสียงให้คุณได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport พร้อมส่งมอบความบันเทิงอย่างเต็มที่ ด้วยระบบเสียง hi-fi จากแบรนด์ Harman Kardon ที่ใช้ลำโพงถึง 12 ตัวและแอมป์ดิจิตอล มีกำลังขับรวม 205 วัตต์ รวมทั้งยังสามารถปรับแต่งรูปแบบเสียงได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ ระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8.5 ของบีเอ็มดับเบิลยู i5 ยังร่วมส่งมอบความสนุกไปอีกขั้นด้วยการให้ผู้ใช้เข้าถึงคอนเทนท์ดิจิทัลได้หลากหลายรูปแบบยิ่งกว่าทุกครั้ง ครอบคลุมทั้งข้อมูลสำคัญและเนื้อหาด้านความบันเทิง รวมทั้งยังมีการอัพเดทที่รวดเร็วฉับไวยิ่งกว่าเดิม โดยหนึ่งในไฮไลท์สำคัญก็คือแพลตฟอร์ม AirConsole ที่ให้ผู้ขับและผู้โดยสารสามารถเล่นเกมได้อย่างสนุกสนาน ในขณะที่ยานพาหนะจอดอยู่กับที่เพื่อให้ทุกคนยังสามารถเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ด้านความบันเทิงแม้ในขณะที่กำลังจอดชาร์จรถก็ตาม

บีเอ็มดับเบิลยู i5 15

ในขณะขับขี่บนท้องถนน บีเอ็มดับเบิลยู i5 ใหม่ มาพร้อมกับระบบ Driving Assistant Professional ที่รวมทั้งระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยและการเปลี่ยนเลน (Steering and Lane Change Assist) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชัน Stop & Go (Active Cruise Control with Stop & Go function) ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง เอาไว้ด้วยกัน ในระหว่างการจอดรถ ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ Parking Assistant รุ่น Plus จะใช้กล้อง ควบคู่กับระบบคลื่นอัลตราซาวน์เพื่อช่วยผู้ขับขี่ในหลายสถานการณ์ ผ่านระบบช่วยจอดรถ Parking Assistant ระบบช่วยถอยรถ Reversing Assistant ระบบเตือนระยะห่าง Active Park Distance Control ระบบการช่วยจอดแบบ Lateral Parking Aid และระบบกล้องรอบทิศทาง Surround View โดยผู้ขับขี่สามารถดูสภาพแวดล้อมรอบตัวรถได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยภาพแบบสามมิติผ่านแอปพลิเคชัน My BMW รวมทั้งยังสามารถซื้อฟังก์ชัน BMW Drive Recorder ที่บันทึกภาพเคลื่อนไหวแบบความละเอียดสูงจากกล้องรอบทิศทางได้จาก BMW ConnectedDrive Store

BMW Proactive Care มอบความอุ่นใจทุกเวลา
เพื่อต่อยอดประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยมในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ขอแนะนำบริการล่าสุด Proactive Care ที่นำข้อมูลและนวัตกรรม AI มายกระดับการดูแลลูกค้าไปอีกขั้น โดยระบบจะตรวจสอบและคาดการณ์ความจำเป็นในการเข้ารับบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ขับขี่ และให้ข้อเสนอแนะก่อนนำรถยนต์เข้ารับบริการ

ระบบ Proactive Care จะสังเกตการณ์ข้อมูลของตัวรถในทุกด้าน นับตั้งแต่การวิเคราะห์การทำงานของยาง การแจ้งเตือนปัญหาต่าง ๆ ไปจนถึงรอบการเข้ารับบริการ ระบบจะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ควบคู่ไปกับข้อมูลที่ผู้ขับขี่กำหนด และแจ้งข้อความแนะนำได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางแอป My BMW ผ่านระบบในตัวรถ ทางอีเมล ผ่านดีลเลอร์ที่กำหนด หรือแม้แต่โทรศัพท์จากบริการ Roadside Assistance นอกจากนี้ ระบบ Proactive Care ยังสามารถให้คำแนะนำในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดซอฟต์แวร์ของตัวรถด้วยตนเอง การขอรับบริการขณะเดินทาง หรือแม้แต่การแนะนำศูนย์บริการ เป็นต้น

บริการ Proactive Care พร้อมให้ใช้งานแล้ววันนี้สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7 (ตั้งแต่เวอร์ชั่น 07/2019) หรือใหม่กว่า โดยลูกค้าที่ใช้บริการจะต้องมีสัญญาใช้งานบริการ BMW ConnectedDrive พร้อมบันทึกข้อมูลรถยนต์ในแอป My BMW หรือหน้าเว็บ My BMW Portal ซึ่งรวมถึง BMW ID และรายละเอียดการติดต่อ และการยินยอมในเรื่องนโยบายความเป็นส่วนตัว และการอนุญาตให้ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการสามารถติดต่อได้

 

 

 

“เอเอเอสฯ” เปิดรับจอง ฺBENTLEY BENTAYGA 2024 พร้อมเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่กับเทคโนโลยีสุดล้ำ

0
BENTLEY BENTAYGA 2024 Pic open

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดรับคำสั่งจองอัครยนตรกรรม Bentley Bentayga โฉมปี 2024 ที่จะมาพร้อมกับคุณสมบัติช่วยเหลือผู้ขับขี่และเทคโนโลยีแห่งความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารรูปแบบใหม่สำหรับโมเดลแบบฐานล้อมาตรฐาน (Standard Wheelbase) ที่มากับเครื่องยนต์รุ่น V8 และ เครื่องยนต์รุ่น V6 แบบไฮบริด และ โมเดลแบบฐานล้อยาวพิเศษ (Extended Wheelbase) ที่มาเฉพาะกับเครื่องยนต์รุ่น V8 พร้อมเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ Bentayga ‘A’ – ‘เอ’ ซึ่งจะมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้ารุกตลาดรถยนต์แบบอเนกประสงค์ระดับอัลตราลักชูรีที่จะมอบทั้งความหรูหรา ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร และสมรรถนะในการขับขี่ สำหรับ Bentley Bentayga โฉมปี 2024 ราคาเริ่มต้นที่ 13.7 ล้านบาท

เอเอเอสฯ เปิดรับคำสั่งจอง Bentley Bentayga โฉมปี 2024 จำนวน 12 รุ่น พร้อมราคาดังต่อไปนี้
โมเดลฐานล้อมาตรฐาน (Standard Wheelbase) เครื่องยนต์รุ่น V6 แบบไฮบริด ประกอบไปด้วย
(1)Bentayga Hybrid ราคาเริ่มต้น 13,700,000 บาท
(2)Bentayga A Hybrid ราคาเริ่มต้น 14,600,000 บาท
(3)Bentayga S Hybrid ราคาเริ่มต้น 15,100,000 บาท
(4)Bentayga Azure Hybrid ราคาเริ่มต้น 16,000,000 บาท

BENTLEY BENTAYGA 2024 1

โมเดลฐานล้อมาตรฐาน (Standard Wheelbase) เครื่องยนต์รุ่น V8 ประกอบไปด้วย
(5)Bentayga V8 ราคาเริ่มต้น 18,100,000 บาท
(6)Bentayga A V8 ราคาเริ่มต้น 19,100,000 บาท
(7)Bentayga S V8 ราคาเริ่มต้น 21,500,000 บาท
(8)Bentayga Azure V8 ราคาเริ่มต้น 21,800,000 บาท

BENTLEY BENTAYGA 2024 2

โมเดลฐานล้อยาวพิเศษ (Extended Wheelbase) เครื่องยนต์รุ่น V8 ประกอบไปด้วย
(9)Bentayga EWB V8 ราคาเริ่มต้น 20,800,000 บาท
(10)Bentayga EWB A V8 ราคาเริ่มต้น 21,300,000 บาท
(11)Bentayga EWB Azure V8 ราคาเริ่มต้น 23,300,000 บาท
(12)Bentayga EWB Mulliner V8 ราคาเริ่มต้น 27,600,000 บาท

BENTLEY BENTAYGA 2024 4

Bentayga โฉมปี 2024 มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ยังคงความร่วมสมัย และความหลากหลายของรูปแบบการตกแต่งเฉพาะตัวด้วยตัวเลือกของเฉดสีภายนอกที่เพิ่มขึ้น สีซาตินใหม่ 7 เฉดสี และ ตัวเลือกล้ออัลลอยด์ขนาด 21 นิ้วใหม่ 3 แบบ และเทคโนโลยีที่จะมอบประสบการณ์การเดินทางแบบเหนือระดับให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยเทคโนโลยีแชสซีใหม่ พร้อมด้วยคุณสมบัติและระบบไฟฟ้าแบบใหม่ รวมถึงกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ สำหรับ Bentayga EWB ได้มีการนำระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและเสริมความคล่องตัว โดยระบบสามารถลดวงเลี้ยวได้เกือบ 1 เมตร ซึ่งใน Bentayga โฉมปี 2024 ได้มีการนำระบบนี้มารวมอยู่ในคุณสมบัติมาตรฐานของทั้งรุ่น Bentayga ‘Azure’ และ ‘S’ และเป็นตัวเลือกเสริมในรุ่นย่อยอื่นๆ

BENTLEY BENTAYGA 2024 5

เบาะโดยสารแบบ Airline Seat Specification ที่มาพร้อมกับระบบตรวจวัดอุณหภูมิแบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีการปรับท่าทางได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากผู้ครอบครอง Bentayga EWB ซึ่งจากผลตอบรับที่ดีนี้ เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส จึงได้นำคุณสมบัติเบาะโดยสารแบบ Airline Seat Specification มาเป็นตัวเลือกใน Bentayga โมเดลฐานล้อมาตรฐานทุกรุ่นย่อย

BENTLEY BENTAYGA 2024 5

คุณสมบัติช่วยเหลือผู้ขับขี่ใน Bentayga โฉมปี 2024 ได้รับการพัฒนาด้วยการติดตั้งระบบช่วยจอดอัจฉริยะและระบบช่วยจอดระยะไกล มุมมองรอบทิศทางแบบ 3 มิติ และระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังมีระบบ Adaptive Cruise Control ระบบ Lane Departure Warning และระบบ Bentley Safeguard ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเข้ามา

BENTLEY BENTAYGA 2024 6

สำหรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ใหม่จะแสดงผลอยู่บนแผงหน้าจอของผู้ขับขี่ ซึ่งมี 3 รูปแบบใหม่ พร้อมด้วยอีกหนึ่งรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น Bentayga แผงหน้าจอคนขับใหม่ยังสามารถแสดงภาพบนถนนแบบเรียลไทม์ การแสดงภาพวัตถุแบบ 3 มิติ พร้อมภาพของตัวรถและไฟด้านนอก และสถานะของคุณสมบัติช่วยเหลือผู้ขับขี่

ภายในห้องโดยสาร ระบบปรับอากาศยังได้รับการพัฒนาด้วยระบบใหม่ที่สามารถใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาคเพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในและภายนอกห้องโดยสาร โดยจะแสดงผลบนหน้าจออินโฟเทนเมนต์และเปิดใช้งาน ‘โหมดหมุนเวียน’ โดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันไม่ให้มลภาวะจากภายนอกเข้าสู่ห้องโดยสาร ซึ่งระบบจะกลับสู่โหมดอากาศบริสุทธิ์โดยอัตโนมัติ และจะปิดการทำงานโดยทันทีเมื่อตรวจไม่พบผู้โดยสารด้านหลังเพื่อช่วยลดเสียงรบกวนจากการไหลของอากาศไปทางด้านหลังและช่วยลดการใช้พลังงาน

BENTLEY BENTAYGA 2024 7

พรมห้องโดยสารแบบมาตรฐานในทุกรุ่นผลิตจากวัสดุที่มีความยั่งยืน โดยพรมห้องโดยสารใหม่ผลิตจากวัสดุไนลอนรีไซเคิล 100% ที่จะมอบความสบายและความรู้สึกเช่นเดียวกับพรมรุ่นก่อน

ห้องโดยสารที่แยกออกจากกันทำให้เกิดเสียงที่สมบูรณ์แบบจากเครื่องเสียงรุ่นใหม่ล่าสุด ‘Bang & Olufsen for Bentley’ ที่มาพร้อมกับการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของลำโพง B&O ที่ผลิตจากอะลูมิเนียมตกแต่งด้วยรูลำโพงในขนาดและมุมต่างๆ ตามรูปแบบ Fibonacci ที่ออกแบบขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมติดตั้งและตกแต่งอย่างหรูหราบนแผงประตูห้องโดยสารแต่ละบาน โดยรูลำโพงที่ทำมุมจะถูกจัดวางให้แน่นที่สุดเพื่อให้ได้เสียงที่ใส และเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับพื้นผิวที่รังสรรค์ด้วยเฉดสีขาว-มุกแบบใส

BENTLEY BENTAYGA 2024 8

Bentayga EWB โฉมปี 2024 ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างโดดเด่นด้วยชุดแต่ง Styling Specification ที่มาพร้อมกับสปอยเลอร์หลังที่ใหญ่ขึ้น ช่วยขยายแนวหลังคาและเพิ่มเสถียรภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์ขณะที่ขับขี่ในย่านความเร็ว เสริมด้วยกระจกมองข้างคาร์บอนไฟเบอร์ผิวมันวาว และสเกิร์ตข้างตกแต่งด้วยโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ กันชนทั้ง 2 ข้างได้รับการเสริมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมด้วยสปลิตเตอร์ที่ด้านหน้าและดิฟฟิวเซอร์ที่ด้านหลัง

BENTLEY BENTAYGA 2024 10

ผู้ครอบครอง Bentayga โฉมปี 2024 ยังสามารถรังสรรค์เฉดสีภายนอกใหม่ได้ถึง 8 เฉดสีในทุกรุ่น อาทิ เฉดสีฟ้า-เขียว Topaz ที่เป็นการผสมผสานอย่างเข้มข้นของสีน้ำเงินและสีเขียว ทำให้เกิดเฉดสีแห่งอัญมณีเทอควอยซ์ที่เปล่งประกาย ช่วยเพิ่มความหลากหลายของสีสันที่มีอยู่เดิมกว่า 112 เฉดสี

นอกเหนือจากเฉดสีมาตรฐานและเฉดสีพิเศษ Bentley Mulliner ยังได้คัดสรรเฉดสีซาตินระดับพรีเมียมใหม่เป็นตัวเลือกของเฉดสีที่ให้พื้นผิวด้านอีก 7 เฉดสี ได้แก่ เฉดสีดำ Royal Ebony, เฉดสีฟ้า Light Sapphire, เฉดสีส้ม Orange Flame, เฉดสีเขียว Alpine Green และ British Racing Green, เฉดสีแดง Cricket Ball และ Candy Red

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ยังนำเสนอล้ออัลลอยด์ใหม่ขนาด 21 นิ้วที่รังสรรค์ขึ้นอย่างหรูหราและร่วมสมัย พร้อมกับรายละเอียดที่ประณีตกับ 3 รูปแบบในเฉดสีเทา เฉดสีดำ และเฉดสีเงินขัดเงาเพื่อให้เข้ากับความหรูหราของอัครยนตรกรรม

BENTLEY BENTAYGA 2024 11

อัครยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์รุ่น Bentayga แต่ละรุ่นย่อยมีจุดเด่นที่แตกต่างกันเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ครอบครอง โดย Bentayga EWB Mulliner ถือเป็นรุ่นเรือธงของตระกูล Bentley Bentayga ที่จะมอบสุดยอดความหรูหราและความประณีตของงานฝีมือพร้อมกับเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครตามแบบฉบับ Bentley Mulliner ส่วนผู้ที่ต้องการความสนุกในการขับขี่และหลงรักในความสปอร์ต Bentayga S ได้ตอบโจทย์ความสปอร์ตด้วยรูปลักษณ์และสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยมเฉกเช่นยนตรกรรมแบบแกรนด์ทัวริ่ง สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในการเดินทางและความหรูหราที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ รุ่น Azure สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

BENTLEY BENTAYGA 2024 13

สำหรับ Bentayga โฉมปี 2024 รุ่นย่อยใหม่ล่าสุดที่ใช้ชื่อรุ่น ‘A’ – ‘เอ’ จะตอบโจทย์ความต้องการบนเส้นทางแห่งความหรูหราและความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารที่จะมอบคุณสมบัติระหว่างรุ่นมาตรฐานและรุ่น Azure กับรูปลักษณ์ภายนอกที่เน้นความหรูหราด้วยกระจังหน้าแนวตั้ง กระจังกันชนล่างสีดำ พร้อมการตกแต่งด้วยป้ายโลโก้รุ่น ‘A’ และล้ออัลลอยด์เฉดสีดำ-เงา ขนาด 21 นิ้ว ภายในห้องโดยสาร ผู้ครอบครองสามารถเลือกเฉดสีของหนังและรูปแบบของการเล่นเฉดสีได้ถึง 15 รูปแบบ พร้อมด้วยคุณสมบัติด้านความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารสำหรับเบาะโดยสารด้านหน้า อาทิ ฟังก์ชันการนวด เบาะโดยสารแบบปรับอุณหภูมิและระบายอากาศ รวมถึงการตกแต่งด้วยการเดินเส้นด้ายตัดกันตลอดห้องโดยสาร และการตกแต่งด้วยวีเนียร์ที่มีให้เลือกสรรในแบบ Crown Cut Walnut แบบ Dark Burr Walnut และแบบ Koa

BENTLEY BENTAYGA 2024 15

Bentayga โฉมปี 2024 มาพร้อมกับระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อแบบอิเล็กทรอนิกส์ในรุ่น S และ รุ่น Azure ซึ่งแต่เดิมระบบนี้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรุ่น Bentayga EWB เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ในทุกย่านความเร็ว โดยระบบจะทำการปรับทิศทางการเคลื่อนที่ของล้อหลัง ควบคู่ไปกับการบังคับเลี้ยวล้อหน้าโดยผู้ขับขี่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมของตัวรถในย่านความเร็วสูง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถแซง เปลี่ยนเลน หรือเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ส่วนในย่านความเร็วต่ำ ระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อจะช่วยลดวงเลี้ยวและเพิ่มความคล่องตัวในพื้นที่แคบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถทำการจอดรถได้ง่ายขึ้น

รุ่น Azure และ รุ่น A ยังมาพร้อมกับพรมปูพื้นห้องโดยสารแบบใหม่ที่หรูหรากว่าด้วยการใช้ขนสัตว์บริสุทธิ์ 100% ซึ่งพรมปูพื้นแบบ Wilton ขนนุ่มจะให้ความรู้สึกที่หรูหราเป็นพิเศษด้วยการเลือกใช้ผ้าขนสัตว์หลากหลายชนิดที่คัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อความสะอาดและความบริสุทธิ์ของสีที่ผ่านการทดสอบและให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านคุณภาพ พร้อมกับการใช้วิธีการย้อมเส้นด้ายที่จะช่วยให้ควบคุมคุณภาพของการย้อมสีได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้การจับคู่สีตามที่ต้องการเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในระหว่างกระบวนการผลิตจะไม่มีการใช้สารฟอกขาว ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้คือพรมสำเร็จรูปที่มีคุณภาพสวยงามจากขนสัตว์แท้

พรมห้องโดยสารแบบมาตรฐานในทุกรุ่นได้รับการพัฒนาให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น โดยพรมห้องโดยสารใหม่ผลิตจากไนลอนรีไซเคิล 100% มอบความสบายเฉกเช่นเดียวกับพรมรุ่นก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้วัสดุไนลอนบริสุทธิ์ 100%

เอเอเอสฯ เปิดรับคำสั่งจอง Bentley Bentayga โฉมปี 2024 กับราคาเริ่มต้นที่ 13.7 ล้านบาท พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดที่ ‘นานที่สุด’ ถึง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) สำหรับรถยนต์แบบเครื่องยนต์ไฮบริด และการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต พร้อมมอบบริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปีเต็ม

นอกจากนี้ เอเอเอสฯ ยังมอบเอกสิทธิ์พิเศษสำหรับผู้ถือบัตร ttb reserve ธนาคารทหารไทยธนชาต รับคะแนนสะสมพิเศษ 200,000 คะแนน เมื่อจองรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกรุ่น ตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้น พร้อมรับดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 0% กับธนาคารกสิกรไทย หรือ เลือกรับข้อเสนอพิเศษจากทางบริษัทฯ ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดย เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารและบริษัทฯ กำหนด

 

เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ส่งมอบรถบัสไฟฟ้า BYD แก่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

0

          บริษัท เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ จำกัด (Rêver Commercial Vehicles) ผู้แทนจำหน่ายโซลูชั่นด้านพลังงานสะอาด (Green energy หรือพลังงานไฟฟ้า) จาก BYD อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมและธุรกิจในประเทศไทย และความมุ่งมั่นในการนำยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ (NEV: New Energy Vehicle) เข้าสู่ประเทศไทย เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ได้รับความไว้วางใจจาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการจัดหาและส่งมอบรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า BYD e-Bus Model : BC10A01 จำนวน 4 คัน เพื่อใช้รับ-ส่งนักเรียน นิสิต บุคลากร รวมถึงกิจการอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย ระหว่างเขตพื้นที่ขามเรียงและเขตพื้นที่ในเมือง (ม.เก่า) ตามนโยบายอนุรักษ์พลังงานที่สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ด้านการบริหารองค์กรเพื่อความเป็น “มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ” (Smart University) ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

จากวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันของเรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ ในการมีส่วนร่วมผลักดันประเทศไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยการใช้พลังงานสะอาดและร่วมรณรงค์ให้ทุกคนใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าเพื่อช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ด้านการบริหารองค์กรเพื่อความเป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ (Smart University) ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเรียนรู้ รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้าทดแทนพลังงานจากน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ ในระบบขนส่งหลักภายในมหาวิทยาลัย จึงเป็นที่มาของการเลือกใช้รถบัสไฟฟ้าของ BYD ซึ่งผ่านการพิจารณาแล้วว่ามีประสิทธิภาพคุ้มค่า เหมาะสมตรงตามการใช้งานตามที่มหาวิทยาลัยต้องการ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 30 คน ความเร็วสูงสุด 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง และมีระยะทางการวิ่งมากกว่า 250 กิโลเมตร/การชาร์จ 1 ครั้ง โดยเริ่มวิ่งให้บริการในมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

ในขณะนี้ นอกเหนือจากรถโดยสารส่วนบุคคลไฟฟ้าแล้ว รถโดยสารพลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์กำลังเป็นตลาดที่องค์กรต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกำลังมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจุดเด่นด้านต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาวที่ต่ำกว่า รวมถึงค่าบำรุงรักษาเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปทั่วไป อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษ ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางเสียง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของหน่วยงาน โดยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและทางเลือกการขนส่งที่สะอาดยิ่งขึ้นด้วย

คุณลักษณะของรถ (BYD e-Bus Model : BC10A01)
ขนาดตัวรถ10,800 x 2,550 x 3,400 mm
จำนวนที่นั่ง30
แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ฟอสเฟต
ความจุ348 kWh
ปริมาณการชาร์จDC : สูงสุดที่ 102.4 kW
ระยะเวลาการชาร์จDC : 3 – 3.5 ชม.
ระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จ>250 km
ความเร็วสูงสุด70 กม./ชม.
กำลังมอเตอร์110 x 2 kW
กำลังมอเตอร์สูงสุด125 x 2 kW
ระบบเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ จ่ายกำลังงานย้อนกลับ