Home Blog Page 212

เปิดตัว NEW MAZDA CX-3 เพิ่มความสปอร์ตพรีเมี่ยม อัดเทคโนโลยีมากกว่าเดิ

0
New Mazda CX-3 Pic Open

New Mazda CX-3 ยนตรกรรมครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ออกแบบใหม่ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมแนวคิด “Never Settle for Less ความท้าทายใหม่ไม่รู้จบ” ตกแต่งอย่างมีสไตล์ยกระดับความสปอร์ตพรีเมี่ยมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น มีให้เลือกถึง 4 รุ่นย่อย พร้อมรุ่นย่อยใหม่ กับ 2.0 Sport Luxe ครบครันด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟและโคโดะดีไซน์อันสง่างามสปอร์ตโดดเด่นไม่เหมือนใคร เหนือชั้นด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมัน 16.4 กิโลเมตร/ลิตร ใส่ระบบความปลอดภัยครบครันมากกว่าเดิม ราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 770,000 บาท กับคุณภาพล้นคัน คุ้มค่าเกินราคา สัมผัสคันจริงได้ที่งาน Big Motor Sale ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2566 – 3 กันยายน 2566 หรือทดลองขับพร้อมรับข้อเสนอพิเศษมากมายได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

New Mazda CX-3 1

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสนุกสนานในการขับขี่ให้กับลูกค้า เพื่อให้รถยนต์มาสด้าเป็นยานพาหนะที่สร้างความรักความผูกพันให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างไม่รู้จบ ซึ่ง Mazda CX-3 คือหนึ่งในรถครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นเริ่มต้น ภายใต้ตระกูล CX-Series ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย โดยสามารถสร้างความสำเร็จด้านยอดขายให้กับมาสด้าอย่างต่อเนื่อง และยังคงได้รับความนิยมจากลูกค้ามาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาเอสยูวีคันแรกที่ให้ความอเนกประสงค์ในการเดินทาง ตั้งแต่ Mazda CX-3 ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยถึงปัจจุบัน สามารถครองใจลูกค้าด้วยยอดขายสะสมสูงถึง 30,000 คัน

New Mazda CX-3 2

การเปิดตัวครั้งนี้ เป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดรถอเนกประสงค์ขนาดซับคอมแพคท์ (B-SUV) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง New Mazda CX-3 จึงได้ถูกพัฒนาไปอีกขั้น โดยเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานเข้ามาและเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ คือรุ่น 2.0 Sport Luxe ที่ได้รับการตกแต่งเสริมเอกลักษณ์ความสปอร์ตที่โดดเด่น รวมถึงเพิ่มอุปกรณ์และเทคโนโลยีมาอย่างครบครัน เพื่อมอบความคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ให้มากที่สุด ทำให้ New Mazda CX-3 มีให้เลือกถึง 4 รุ่นย่อย และมาพร้อมสีภายนอกใหม่ล่าสุดกับ สีเทา แอโร เกรย์ ซึ่งเป็นสีที่ได้รับการพัฒนาตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่ายแต่งดงาม และเพิ่งเปิดตัวแนะนำเป็นครั้งแรกไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์ความสปอร์ตที่ตรงใจลูกค้าที่ชื่นชอบความสปอร์ตได้อย่างลงตัว มาสด้ามั่นใจว่ารถรุ่นนี้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย กลายเป็นรถครอสโอเวอร์เอสยูวีคันแรกที่สามารถมอบความสุขและความสนุกสนานในการขับขี่ให้กับลูกค้าตลอดการเดินทาง

New Mazda CX-3 3

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว New Mazda CX-3 ครั้งนี้ มาพร้อมแนวคิด “Never Settle for Less ความท้าทายใหม่ไม่รู้จบ” เป็นครอสโอเวอร์เอสยูวีคันแรกที่จะพาคุณออกไปเริ่มต้นประสบการณ์ใหม่ได้ไม่รู้จบ เพื่อจุดพลังความกล้าที่จะท้าทายจากสิ่งเดิมๆ ทำในสิ่งที่อยากทำ เติมเต็มชีวิตไปด้วยประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นและน่าจดจำ ทำให้ทุกวันเป็นไปได้มากกว่าที่เคยเป็น โดยกลุ่มเป้าหมายยังคงเป็นวัยเริ่มต้นทำงานที่มองหารถครอสโอเวอร์เอสยูวีคันแรก หรือลูกค้าที่ต้องการซื้อรถเพิ่มเติมเพื่อเติมเต็มชีวิตของครอบครัว ด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมี่ยม และโดดเด่น มีความคุ้มค่า คุ้มราคา เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จำหน่ายเริ่มต้นเพียง 770,000 บาท ซึ่งถูกลงกว่ารุ่นเดิมถึง 16,000 บาท ทำให้ New Mazda CX-3 ใหม่ กลายเป็นครอสโอเวอร์เอสยูวี ที่ให้ความคุ้มค่ามากที่สุดในตลาดเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่มาสด้าให้มาแบบเต็มคัน

New Mazda CX-3 6

กลุ่มลูกค้า New Mazda CX-3 ภายใต้แนวคิด “Never Settle for Less” จะให้ความสำคัญกับการค้นหาประสบการณ์เพื่อลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด จุดพลังความกล้าที่จะท้าทายสิ่งเดิมๆ ทำในสิ่งที่อยากทำ เติมเต็มชีวิตไปด้วยประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นและน่าจดจำ มีความมั่นใจ มีคติที่ต้องลงมือทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์หรือเติมเต็มความต้องการให้ชีวิต ต้องการที่จะก้าวไปอีกขั้นในทุกด้านๆ ทั้งการงาน การใช้ชีวิต เพื่อใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า สนใจเทคโนโลยี ความทันสมัย มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมิติ ทั้งออนไลน์และการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ชอบการพบปะสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน มองรถยนต์เป็นพาร์ทเนอร์ที่เดินทางไปสร้างประสบการณ์ด้วยกัน

New Mazda CX-3 6

สมรรถนะความแรงกับเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซินขนาด 2.0 ลิตร และ G-Vectoring Control
ในทุกรุ่นย่อยของ New Mazda CX-3 มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร (SKYACTIV-G 2.0) ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดถึง 156 แรงม้า ประหยัดน้ำมันถึง 16.4 กม./ลิตร* และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ หรือ G-Vectoring Control (GVC) เทคโนโลยีเฉพาะของมาสด้าภายใต้ Skyactiv-Vehicle Dynamics ที่ช่วยควบคุมสมรรถนะการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล เพื่อให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
* ผลการทดสอบตามมาตรฐาน UN101 Combine Mode

New Mazda CX-3 7

เติมเต็มด้วยอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ติดตั้งเพิ่มเติมมาอย่างครบครัน รวมถึงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยกว่าให้กับผู้ขับขี่ ด้วยระบบ i-Activsense ที่ช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุและช่วยให้การขับขี่ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced SCBS) ระบบช่วยหยุดรถขณะถอยหลัง (SCBS-R) ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (SBS) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน (LDWS) ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (HBC) และติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC แบบ Stop & Go โดยระบบสามารถปรับความเร็วตามรถคันหน้าแบบอัตโนมัติได้จนถึงจุดหยุดนิ่ง ยกระดับภาพลักษณ์สปอร์ตพรีเมี่ยม ด้วยดีไซน์ภายนอกและภายในใหม่

New Mazda CX-3 8

การออกแบบดีไซน์ของ New Mazda CX-3 ได้รับการยกระดับความสปอร์ตพรีเมี่ยม มีเอกลักษณ์ในสไตล์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ภายนอก ที่มาพร้อมกระจังหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีดำ ซุ้มล้อสีดำเงา และหลังคาสีดำเงา และมาพร้อมล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 18 นิ้ว ในขณะที่ภายในห้องโดยสารก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้วยความประณีต พิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด และมาพร้อมความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยคอนโซลหน้าหุ้มด้วยหนังสีฟ้าเทา ตกแต่งด้วยด้ายสีคอปเปอร์ พร้อมกรอบช่องแอร์สีคอปเปอร์ ผสานกันอย่างลงตัวกับเบาะหนังสีดำและผ้า Grand Luxe Suede® พร้อมสีภายนอกใหม่ สีเทา แอโร เกรย์

New Mazda CX-3 10

ภายในห้องโดยสารยังคงความสะดวกสบายครบครัน โดยได้รับการพัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ HMI (Human-Machine Interface) ด้วยการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานและจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสมโดยยึดหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนน มาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Sports Paddle Shift ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างสนุกสนานเร้าใจ และช่วยให้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้าเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด Mazda Connect ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

New Mazda CX-3 11

New Mazda CX-3 15

New Mazda CX-3 ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสนุกสนานเพลิดเพลินกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และไม่พลาดทุกการติดต่อ ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัดกับ Mazda Connect ที่รองรับ Apple CarPlay® และ Android AutoTM โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบทัชสกรีน ขนาด 7 นิ้ว มอบความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย Wireless Charger รวมถึงเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง พนักพิงเบาะหลังสามารถแยกพับ 60:40 อิสระออกจากกัน พร้อมพนักวางแขนและที่วางแก้วแบบมีฝาปิด

New Mazda CX-3 12

นอกจากนี้ ยังมอบความเหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันด้วยระบบเสียง Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 7 ตำแหน่ง เพิ่มสุนทรียภาพให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง มอบความอุ่นใจให้กับทุกการขับขี่ ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense

ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมเข้ามาด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกัน i-Activsense ที่ช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุและช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสะดวกสะบายมากยิ่งขึ้น อาทิ

ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM)

ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน (LDWS)

ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง (SCBS-R)

ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)

ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (DAA)

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (HBC)

ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (SBS)

ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced SCBS)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แบบ Stop & Go (MRCC with Stop & Go)

New Mazda CX-3 16

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 7 สี รวมถึงสีใหม่ล่าสุด สีเทา แอโร เกรย์
สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray)
สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz)
สีเทา แอโร เกรย์ (Aero Gray)* สีภายนอกใหม่

New Mazda CX-3 17

สำหรับรุ่น 2.0 Sport Luxe มีสีภายนอกให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเทา แอโร เกรย์, สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์, สีแดง โซล เรด คริสตัล และสีเทา โพลีเมทัล เกรย์

มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย และมีราคาจำหน่ายดังต่อไปนี้

รุ่น 2.0 Base 770,000 บาท
รุ่น 2.0 Base Plus 830,000 บาท
รุ่น 2.0 Comfort 900,000 บาท
รุ่นย่อยใหม่ รุ่น 2.0 Sport Luxe 970,000 บา

หมายเหตุ:
•สีขาว Snowflake White Pearl เพิ่ม 7,000 บาท
•สีเทา Machine Gray เพิ่ม 10,000 บาท
•สีแดง Soul Red Crystal เพิ่ม 12,000 บาท

พร้อมกันนี้ มาสด้ายังได้มอบข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัวให้กับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ ด้วยข้อเสนอดอกเบี้ย 1.79%1 และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้ามาชมรถคันจริงพร้อมจองซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่งาน Big Motor Sale 2023 และที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.mazda.co.th

นอกจากมาสด้าจะเปิดตัวแนะนำรถครอสโอเวอร์เอสยูวี New Mazda CX-3 ในงาน Big Motor Sale 2023 และจัดแสดงให้เลือกสรรอย่างครบครันทั้ง 4 รุ่นย่อย แล้ว ยังได้ขนทัพรถมาสด้าอีกถึง 4 รุ่น มาจัดแสดงให้เลือกสรรในงานพร้อมมอบข้อเสนอพิเศษเมื่อออกรถทุกรุ่น ได้แก่

New Mazda2 ดอกเบี้ย 2.29% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี หรือ ดอกเบี้ย 1.59%1 และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี

New Mazda CX-3 ดอกเบี้ย 1.79% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี

Mazda3 ดอกเบี้ย 2.29%, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี, ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 และขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร

Mazda CX-30 ดอกเบี้ย 2.29%, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี, ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร หรือ ดอกเบี้ย 1.19% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี

หมายเหตุ:
Mazda2: ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 72 เดือน, New Mazda2: ดอกเบี้ย 2.29% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน สำหรับ ทุกรุ่น และ ดอกเบี้ย 1.59% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ยกเว้นรุ่น 1.3 C/C Sports ราคา 599,000 บาท, 1.3 Clap Pop Sports ราคา 647,000 บาท และ 1.3 Rookie Drive Sports ราคา 662,000 บาท, Mazda CX-3: ดอกเบี้ย 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 60 เดือน และ New Mazda CX-3 ดอกเบี้ย 1.79% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน, Mazda3: ดอกเบี้ย 2.29% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน, Mazda CX-30: ดอกเบี้ย 2.29% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน หรือ ดอกเบี้ย 1.19% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน
2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย
3 ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กม. ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
4 ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ตามเงื่อนไขโปรแกรม Mazda Added Protection
เงื่อนไขเพิ่มเติม:

•เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น
•ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต ที่จองและออกรถภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2566 – 30 กันยายน 2566 เท่านั้น

เริ่มแล้ว!!! Big MOTOR SALE 2023 อยากได้รถ…จบในงานเดียว

0
Big MOTOR SALE 2023 ภาพเปิด

Big MOTOR SALE 2023” โดย บริษัท ยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเทศกาลแสดงยานยนต์และจำหน่ายผนึกกำลังค่ายรถชั้นนำกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงกลางปีแก่ธุรกิจยานยนต์ไทย ในคอนเซ็พท์ “คาร์นิวัล” (Carnival) จัดพาเหรดกองทัพรถยนต์ รถอเนกประสงค์ ยานยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ และอุปกรณ์ตกแต่งพรีเมี่ยม จัดเต็มรวมแล้วกว่า 30 แบรนด์ สร้างพื้นที่แห่งความสุขของผู้ซื้อและผู้ขาย ชมและทดลองขับรถรุ่นใหม่ล่าสุด ว้าว!! ทุกคัน พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ ตลอด 10 วัน ตั้งแต่ 25 สิงหาคม – 3 กันยายน 2566 ณ ฮอลล์ 101-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

นายจรวย ขันมณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป และ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน Bangkok International Grand Motor Sale 2023 หรือ Big MOTOR SALE 2023 เผยว่า “งานยังคงยืนหยัดจัดต่อเนื่องสู่ปีที่ 10 เพื่อนำเสนอยานยนต์ รุ่นใหม่ๆ มากด้วยคุณภาพมาจำหน่ายในช่วงกลางปี กระตุ้นให้เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เดินหน้าคึกคักตลอดทั้งปี โดยจัดพื้นที่ซื้อ-ขายยนตกรรมคุณภาพที่ตอบสนองทุกความต้องการ ตามสโลแกน “อยากได้รถ…จบในงานเดียว” ซึ่งปีนี้มาในคอนเซ็พท์ “คาร์นิวัล” (Carnival) หรือ คันนี้ว้าว… จากความร่วมมือของผู้ผลิตและจำหน่าย รถยนต์ รถอเนกประสงค์ ยานยนต์ไฟฟ้า และมอเตอร์ไซค์ รวมทั้งบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าพรีเมี่ยม รถยนต์มือสองพรีเมี่ยม และอุปกรณ์ตกแต่งพรีเมี่ยม โดยผู้ประกอบการทุกรายพร้อมนำเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษที่ดึงดูดใจผู้บริโภค

Big MOTOR SALE 2023

นอกจากนี้เรายังจัดกิจกรรมบันเทิงสนุกๆ ตลอด 10 วันเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุขในการซื้อขายทุกพื้นที่ในงาน ด้วยความตั้งใจจริงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดงานที่ต้องการให้อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งถือเป็น เส้นเลือดใหญ่ของประเทศไทยให้เติบโต โดยในครึ่งปีหลังนี้ ยังคงมีรถรุ่นใหม่เปิดตัวอีกหลายรุ่นต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก และมีการขยายตัวของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวไทย จากความเข้าใจในเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น ประกอบกับการสนับสนุนในหลายด้านจากภาครัฐ ทำให้เป็นตลาดใหม่ที่ ค่ายรถยนต์ต่างๆ ให้ความสนใจ มีรถรุ่นใหม่ออกมาให้เลือกทุกขนาด”

“Big MOTOR SALE 2023 4
ไฮไลท์ในงานนอกจากการเปิดตัวและเปิดจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของแต่ละแบรนด์แล้ว ยังมีการปรากฏโฉมของยนตกรรมอากาศยาน “Taxi Drone” eHang 216 แท็กซี่บินได้ไม่มีคนขับ รับผู้โดยสารได้ครั้งละ 2 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยพลังจากแบตเตอรี่ พาหนะรูปแบบใหม่สำหรับการเดินทางที่ช่วยหลีกเลี่ยงรถติด/น้ำท่วม และควบคุมเวลาได้ ใช้ได้ทั้งในเมืองและตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และยังมีการเปิดตัว LONDON Taxi รุ่นใหม่ในรูปแบบพลังไฟฟ้าอีกด้วย

ชมและทดลองขับรถรุ่นใหม่ล่าสุดหรือรุ่นที่ชื่นชอบ ว้าว!! ทุกคัน ก่อนตัดสินใจ รับโปรโมชั่นสุดพิเศษจากผู้ประกอบการ และนำเสนอความบันเทิงผ่านมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง สุนทราภรณ์, New County, บอย พีซเมคเกอร์, โจ๊กเกอร์ แฟมิลี่, ลำไย ไหทองคำ และสตรีทแดนซ์สุดคึกคัก

“Big MOTOR SALE 2023 10

สำหรับผู้ประกอบการด้านยานยนต์ที่มอบความเชื่อมั่นเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เต็มพื้นที่ฮอลล์ 101-104 ประกอบด้วยแบรนด์รถยนต์ รถอเนกประสงค์ ยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ BMW, BYD, FORD, HONDA, JEEP, KIA, LEVC, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, NETA, NISSAN, PEUGEOT, PORSCHE, SUBARU, SUZUKI, TOYOTA, VOLT, VOLVO, WULING

Big MOTOR SALE 2023 2

แบรนด์มอเตอร์ไซค์ ได้แก่ BMW Motorrad, HARLEY-DAVIDSON, ROYAL ENFIELD, YAMAHA, AJ EV, BENELLI, EM EV, SUPER SOCO, KAVALLO

“Big MOTOR SALE 2023 9

บริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าพรีเมี่ยม รถยนต์มือสองพรีเมี่ยม อุปกรณ์ตกแต่งพรีเมี่ยม และอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ ผู้ให้บริการด้านการเงิน ผลิตภัณฑ์คุณภาพอีกหลากหลายที่มาจำหน่ายในราคาพิเศษและสร้างเสริมกิจกรรมเพื่อเด็กๆ และเยาวชน

“มั่นใจว่าจะมีผู้เข้าชมงานอย่างมากมายผ่านแผนประชาสัมพันธ์ อย่างเต็มที่ทั้งอ๊อฟไลน์ ออนไลน์ สื่อโฆษณาทั้ง บิลบอร์ด จอ LED เพื่อเชิญชวนผู้สนใจให้เข้ามาชมและเลือกซื้อรถยนต์คันใหม่กัน งานนี้จะช่วยผลักดันยอดขายให้บรรลุเป้าที่แต่ละผู้ประกอบการได้ตั้งไว้จากการเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อได้พิจารณาเปรียบเทียบ เลือกหา และทดลองขับ จนได้ “ตัวเลือก” ที่เหมาะสมและพึงพอใจที่สุด” นายจรวย กล่าวย้ำ

กำหนดการแสดงงาน “Big MOTOR SALE 2023 เทศกาลแสดงยานยนต์และจำหน่าย” เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม – วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2566 (วันธรรมดา 12.00 น. – 21.00 น. และ วันเสาร์-อาทิตย์ 11.00 น. – 21.00 น.) บัตรเข้าชมงานราคา 100 บาท มอบกระดาษโน้ตอย่างดี 1 กล่อง (จำนวนจำกัด 30,000 ชิ้น) และบัตรเข้างานฟรี เพียงสแกน QR Code บนปกนิตยสารในเครือยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป ฉบับเดือนสิงหาคม 2566 และที่โฆษณาเชิญชวนชมงานทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ แค็ปข้อความหน้าจอไปแสดง ที่เคาน์เตอร์ 104 ไบเทค บางนา ตลอดวันแสดงงาน

“Big MOTOR SALE 2023 7

หรือเมื่อเติมน้ำมัน ณ สถานีบริการน้ำมัน SHELL จำนวน 250 สถานีบริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือนำใบเสร็จรับเงิน (ที่ระบุถึงงาน Big MOTOR SALE 2023) จากร้านสะดวกซื้อ 7-11 ใน เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมเป็นต้นไป มาแลกรับบัตรเข้าชมงานได้ที่เคาน์เตอร์ 104 ไบเทค บางนา ตลอดวันแสดงงานเช่นกัน

“Big MOTOR SALE 2023 เทศกาลแสดงยานยนต์และจำหน่าย” เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีบางนา ใช้ทางออกประตู 1 เดินเชื่อมต่อกับ Skywalk มายังฮอลล์ 101-104 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/bigmotorsale.yanyont

 

 

ทำความรู้จัก ‘ไฟแจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์แบบเลือกได้’ ฟีเจอร์โดนใจคอมอเตอร์สปอร์ตในรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์

0

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะสมรรถนะสูงที่มาพร้อม ขุมพลังสูงสุด 397 แรงม้า ได้รับการออกแบบและพัฒนามาเพื่อมอบที่สุดแห่งความประทับใจสำหรับการขับขี่ทั้งบนถนนทางเรียบและเส้นทางออฟโรด

“ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยคนรักรถยนต์เพื่อคนรักรถยนต์ตัวจริง” เดวิด เบิร์น หัวหน้าวิศวกรแพลตฟอร์ม ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กล่าว “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งในทะเลทราย[1] และถูกสร้างมาเพื่อให้ตอบสนองทุกการขับขี่”

นี่คือเหตุผลที่ฟอร์ดเลือกติดตั้งฟีเจอร์ไฟแจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์แบบเลือกได้ (Customisable Performance Shift Light Indicator[2]) ในรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์

นักแข่งรถมักจะใช้ไฟแจ้งเตือนเพื่อช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ในความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด และช่วยรักษาอัตราเร่งสูงสุดตลอดการแข่งขันไม่ว่าจะบนเส้นทางแบบใดก็ตาม ฟอร์ดจึงติดตั้งไฟแจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์ในรถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปครั้งแรกในรถฟอร์ด มัสแตง จีที 350 ในปี 2015

“รถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ถูกสร้างมาให้เป็นรถกระบะสมรรถนะสูงอย่างแท้จริง” เบิร์นกล่าว “เมื่อเร็วๆ นี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นแต่งพิเศษได้ลงแข่งในสนามบาฮา 1000 และยังชนะการแข่งขันในทะเลทรายรายการ Tatts Finke Desert Race ในออสเตรเลียด้วย ไฟแจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์นับเป็นหนึ่งในหลายๆ ฟีเจอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขันประเภทนี้ เช่นเดียวกับระบบป้องกันการรอรอบ (Anti-lag) ที่มาพร้อมโหมดบาฮา[3] และโช้คอัพ FOX แบบไลฟ์ วาล์ว ที่มีเฉพาะในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น”

ในการใช้งานทั่วไป ผู้ขับขี่ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มักเลือกใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ e-Shifter ในตำแหน่งเกียร์ D  แต่อาจมีบางสถานการณ์ที่ผู้ขับขี่ต้องการควบคุมการขับขี่ทั้งหมดด้วยตนเอง ซึ่งทำได้ง่ายๆ เพียงเปลี่ยนเกียร์ไปยังตำแหน่ง M หรือแมนวล ผู้ขับขี่ก็สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้เองผ่านแป้นแพดเดิลชิฟต์ที่ทำจากแมกนีเซียมอัลลอย ซึ่งใช้ได้ดีทั้งเพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่บนเส้นทางคดเคี้ยว หรือเพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน

ผู้ขับขี่สามารถเปิดฟีเจอร์แจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์เพื่อให้รถแสดงสัญญาณไฟสัญลักษณ์และการแจ้งเตือนด้วยเสียงเมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนเกียร์ได้ ด้วยการตั้งค่าผ่านหน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 12.4 นิ้ว ซึ่งสามารถปรับเสียงและเลือกรอบที่ต้องการให้แจ้งเตือนได้ (ระหว่าง 4,000 – 6,500 รอบต่อนาที)

“การแจ้งเตือนด้วยเสียงมีประโยชน์มากในการช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน” เบิร์นอธิบาย

“การที่ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีระบบแจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์ ช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับการทำงานของรถให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางและรูปแบบการขับขี่ นี่จึงเป็นฟีเจอร์ที่เหนือกว่าแค่ช่วยเสริมสมรรถนะ แต่ยังช่วยเรื่องการประหยัดน้ำมันได้เพราะระบบจะเตือนให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์เร็วขึ้น” เบิร์นกล่าวเมื่อเปิดใช้งานระบบแจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์ คุณจะมองเห็นว่ามาตรวัดรอบจะสว่างขึ้นเมื่อความเร็วรอบเพิ่มขึ้น และไฟจะเปลี่ยนสีเมื่อถึงจุดที่กำหนดให้เปลี่ยนเกียร์

ผู้ขับขี่เปิดใช้งานระบบแจ้งเตือนการเปลี่ยนเกียร์ได้โดยกดปุ่ม “ตั้งค่า” จากนั้นเลือก “Performance Shift Indicator” แล้วกดเปิดใช้งาน ก่อนจะเริ่มตั้งค่า ‘Shift Point’ (ระหว่าง 4,500 – 6,500 รอบต่อนาที) และเลือกเสียงเตือนการเปลี่ยนเกียร์ (Shift Tone)

[1] รถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์สำหรับการแข่งขันได้เข้าร่วมและคว้าชัยชนะในการแข่งขัน SCORE International Baja 1000 รถที่พัฒนามาเพื่อการแข่งขันนี้ไม่มีวางจำหน่ายสำหรับบุคคลทั่วไป

[2] เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะเป็นเพียงเทคโนโลยีเสริมช่วยผู้ขับขี่เท่านั้น และไม่สามารถทดแทนสมาธิ การตัดสินใจ และการควบคุมรถของผู้ขับขี่ได้ โปรดศึกษารายละเอียดและข้อจำกัดต่างๆ จากคู่มือผู้ใช้รถ

[3] โหมดบาฮาใช้สำหรับการขับขี่แบบออฟโรดเท่านั้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ รุกขยายสถานีชาร์จไฟฟ้า DC Fast Charge ครบ 22 แห่งในเดือนสิงหาคม พร้อมตั้งเป้าเปิดครบ 55 แห่งภายในสิ้นปี 2566

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว (DC Fast Charge) ครบ 22 แห่งภายในเดือนสิงหาคม รวมถึงเตรียมขยายเครือข่ายสถานี G-Charge เพิ่มอีก 33 แห่ง รวมเป็น 55 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคภายในสิ้นปี 2566 นี้ เพื่อส่งมอบความสะดวกสบายและความมั่นใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้ผู้ขับขี่ชาวไทย

นับตั้งแต่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้นำร่องปลุกกระแสการยกระดับระบบนิเวศยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย
เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ด้วยการเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า G-Charge Supercharging Station ใจกลางเมือง ย่านสยามสแควร์ ที่มีความสามารถในการชาร์จเร็วด้วยกำลังไฟฟ้าสูงสุดถึง 160 กิโลวัตต์ ซึ่ง G-Charge Supercharging Station แห่งนี้ ถือเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งแรกในประเทศไทยของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจกว่า 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีความมุ่งมั่นในการเติมเต็มและยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในไทยให้มีความพร้อมและตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคเสมอมา โดยบริษัทฯ มีการดำเนินการเพื่อขยายและพัฒนาเครือข่าย G-Charge ผ่านการดำเนินการ 3 รูปแบบ ได้แก่  G-Charge Supercharging Station สถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ GWM Partner Store และ Destination Charge การร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลายในการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า และในปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ วางแผนขยายสถานี DC Fast Charge เป็นทั้งสิ้น 55 แห่งครอบคลุมพื้นที่ในทุกภูมิภาคของไทย

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไม่เคยหยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของเรา เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่เหนือกว่าให้กับผู้บริโภคชาวไทยควบคู่ไปกับการพัฒนาและเติมเต็มระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยโดยการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วไทย พร้อมส่งมอบความสะดวกสบาย ความอุ่นใจขณะเดินทาง เพื่อนำพาผู้บริโภคและตลาดยานยนต์ของไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่อย่างยั่งยืน ซึ่งแสดงให้เห็นความตั้งใจในการคำนึงถึงประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคเป็นหลัก ในการพัฒนายานยนต์คุณภาพ และตอกย้ำความตั้งใจสู่การเดินหน้าเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า”

นอกจากนี้ เจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าทุกท่านทั้งรถยนต์ GWM และรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่น ทุกแบรนด์ สามารถวางแผนการเดินทางการชาร์จไฟ และเข้าถึงฐานข้อมูลสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 700 สถานี ของสถานีชาร์จสาธารณะทั้งหมดในประเทศไทยได้ผ่าน GWM Application ซึ่งสามารถค้นหาสถานีชาร์จ AC และ DC ได้ทั้งจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ และค่ายอื่น ๆ ได้แก่ EA, EGAT, PEA, SHARGE, EV Station PluZ, Evolt, ESPRO Noodoe, MEA, และ HAUP

ปัจจุบันสถานี G-Charge จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมเคียงข้างไปกับยานยนต์ไฟฟ้าของผู้ขับขี่ชาวไทยในทุก ๆ การเดินทาง และยินดีให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าทุกแบรนด์ ที่ใช้หัวชาร์จประเภท CCS type 2 ด้วยความสามารถในการจ่ายกระแสไฟสูงสุดถึง 120  กิโลวัตต์ ผู้ที่มีความประสงค์จะใช้บริการสามารถจองคิวการชาร์จล่วงหน้าได้ผ่าน GWM Application โดยสถานีชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วทั้ง 19 แห่งในปัจจุบัน ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด มีรายละเอียดดังนี้

สถานีชาร์จในกรุงเทพฯ 7 แห่ง ได้แก่

  • G-Charge สยามสแควร์วัน
  • GWM พระราม 5
  • GWM แอทยู พาร์ค บางนา
  • GWM มอเตอร์มอลล์ พระราม 2
  • GWM อมรรัชดา
  • GWM เกรทวัน ออโต้ แจ้งวัฒนะ
  • GWM พระนครอุดมสุข

สถานีชาร์จในปริมณฑล 1 แห่ง ได้แก่

  • GWM วัน เทพารักษ์ สมุทรปราการ

สถานีชาร์จในต่างจังหวัด 11  แห่ง ได้แก่

ภาคเหนือ

  • GWM ซีซีซีออโต้ เชียงใหม่
  • GWM แองเจิลเวย์ เชียงราย

ภาคกลาง

  • GWM พระนคร สระบุรี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

  • GWM ซีซีซีออโต้ อุบลราชธานี

ภาคตะวันออก

  • GWM เอก ระยอง
  • GWM เอก จันทบุรี

ภาคใต้

  • GWM ชูเกียรติ กระบี่
  • GWM ชูเกียรติ หาดใหญ่
  • GWM ชูเกียรติ นครศรีธรรมราช
  • GWM เคที สุราษฎร์ธานี
  • GWM อนุภาษ ภูเก็ต

สำหรับเดือนสิงหาคมนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมีการเปิดสถานี DC Fast Charge ที่ Partner Store เพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่ GWM ซีเอซี ศรีราชา, GWM เอกสห โคราช และ GWM เอ็มวันเอ็กซ์ พิษณุโลก รวมเป็นสถานี DC Fast Charge ทั้งสิ้น 22 แห่งภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

สถานีอัดประจุไฟฟ้าของ GWM ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และที่ GWM อนุภาษ ภูเก็ต จะเปิดให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะที่สถานีชาร์จไฟฟ้าอื่น ๆ ในเขตพื้นที่ปริมณฑลและต่างจังหวัด ในช่วงเปิดทำการเฟสแรก จะเปิดให้บริการในช่วง Off-peak ในวันจันทร์-ศุกร์ ในช่วงเวลา 22.00 – 09.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง (หากมีการขยายเวลาเปิดทำการเพิ่มเติมจะแจ้งให้ผู้ใช้ทราบอีกครั้งหนึ่ง) สำหรับลูกค้าที่เข้าใช้บริการสามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้ทาง GWM Application โดยจะมีการตัดวงเงินบัตรเครดิตขั้นต่ำจำนวน 500 บาท และจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามจริงหลังจากที่ลูกค้าชาร์จไฟเสร็จ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) พร้อมเดินหน้ามอบความเชื่อมั่นและความสะดวกสบายให้แก่เหล่าผู้ขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และยกระดับการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการและนวัตกรรมอัจฉริยะ ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จะผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง

เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล ผนึก MMS ขยายเครือข่ายบริการหลังการขาย ‘PEUGEOT SERVICE OUTLET’ 13 แห่งทั่วประเทศ

0

เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทยขยายเครือข่ายการให้บริการหลังการขายสำหรับลูกค้ารถยนต์ เปอโยต์ ภายใต้ชื่อ PEUGEOT SERVICE OUTLET’ โดยร่วมกับบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์บริการซ่อมบำรุงรถยนต์แบบครบวงจร เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ เพื่อการให้บริการอย่างครอบคลุม รวม 13 แห่งทั่วประเทศ รองรับการเติบโตธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 

วิรัตน์ จกะวัฒนากุล, ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล จำกัด เผยว่า “หลังจากแบรนด์รถยนต์ เปอโยต์ กลับมาในประเทศไทยตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2562 ก็นับว่ารถยนต์หรูจากฝรั่งเศส ได้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภค ด้วยความโดดเด่นด้านดีไซน์ ฟังก์ชั่นการใช้งาน รวมถึงราคาที่จับต้องได้ เมื่อเทียบกับรถยนต์ยุโรปอื่นๆ ในตลาด วันนี้ เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล มีการเติบโตทั้งในด้านการขาย พร้อมขยายศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ปัจจุบันรวมเครือข่ายทั้งหมด 8 สาขา ได้แก่ เกษตร-นวมินทร์, เยาวราช, สุขุมวิท, วงเวียนพระราม 5-ราชพฤกษ์, อุบลราชธานี, หาดใหญ่, ภูเก็ต
และสตูดิโอสำหรับเลือกชมรถ เปอโยต์ รุ่นต่างๆ ที่สยามพารากอน”

“เพื่อให้ลูกค้าของเราอุ่นใจพร้อมได้รับความสะดวกสบาย ในการเข้ารับบริการหลังการขายยิ่งขึ้น สอดคล้องกับตลอด 4 ปีที่ เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล มุ่งมั่นบริการโดยเน้นความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า (Customer Centric) ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้รถ เปอโยต์ กว่า 2,000 คัน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จึงมีการเตรียมพร้อมการให้บริการอย่างครอบคลุม โดยการผนึกกำลังกับ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงรถยนต์แบบครบวงจร รุกขยายเครือข่ายการให้บริการหลังการขายอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ ‘PEUGEOT SERVICE OUTLET’ ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวม 13 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 10 สาขา ได้แก่ พระราม 4, งามวงศ์วาน, ลำลูกกา, รังสิต, เพชรเกษม, รามคำแหง, คู้บอน, พุทธบูชา, กาญจนาภิเษก และศรีนครินทร์ และ 3 สาขาในต่างจังหวัด ได้แก่ ระยอง, อุบลราชธานี และภูเก็ต นับเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญ พร้อมก้าวสู่ความเป็นเลิศในการให้บริการ สำหรับลูกค้า เปอโยต์ ทุกท่าน โดยเครือข่าย PEUGEOT SERVICE OUTLET จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ เป็นต้นไป”

ขนิษ วงศ์จินดารักษ์, กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายงานบริการ สำหรับรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมซึ่งทาง MMS มีประสบการณ์และความชำนาญ ในการดูแลบำรุงรักษาแบรนด์รถยนต์ค่ายยุโรป โดยเราจะเน้นการบริการตามมาตรฐานของ เปอโยต์ ไม่ว่าจะเป็นงานดูแลบำรุงรักษาหลังการขายตามระยะการใช้งาน การตรวจสภาพรถยนต์พื้นฐาน 39 รายการ รวมถึงให้คำปรึกษาพร้อมช่วยประสานงานกับศูนย์บริการมาตรฐานของ เปอโยต์ จึงมั่นใจได้ว่าลูกค้าทุกท่านจะได้รับบริการที่ดี และเกิดความพึงพอใจสูงสุด”

นอกจากนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้ายิ่งขึ้น เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล ยังได้เพิ่มช่องทางการติดต่อ ผ่านคอลเซ็นเตอร์ ‘1488 ALWAYS CONNECTED’ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อเสนอพิเศษ ศูนย์บริการ งานขาย และงานบริการ เพิ่มความอุ่นใจด้วยการบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. ซึ่งจะนำรถยนต์ เปอโยต์ ของท่าน เข้ารับบริการกับศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด โดยไม่จำกัดระยะทาง และไม่มีค่าใช้จ่าย

เชิญสัมผัส เปอโยต์ หลากรุ่น ได้ที่บูธ เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล A 16 ภายในงานมหกรรมเปิดโลกยานยนต์ ‘Big Motor Sale 2023’ ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม-3 กันยายน 2566 ณ ฮอลล์ 101-104  ศูนย์นิทรรศการ
และการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล โทร. ‘1488 ALWAYS CONNECTED’

LINE: @peugeot_lion

FACEBOOK: Peugeot Lion Automobile

WEBSITE: www.peugeot.co.th

“เบนซ์ไพรม์มัส” นำ 3 ลักชัวรี่สปอร์ตคาร์ สร้างประสบการณ์ใหม่ ในสนามระดับตำนาน “พีระ เซอร์กิต พัทยา”

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” นำ 3 ลักชัวรี่สปอร์ตคาร์ ร่วมศึกการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ PT Maxnitron Racing Series 2023 สร้างประสบการณ์ใหม่ สุดตื่นเต้น เร้าใจ ในสนามแข่งรถระดับตำนาน “พีระ เซอร์กิต พัทยา”

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้ร่วมมอบประสบการณ์ใหม่ ที่สร้างความตื่นเต้น เร้าใจ ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ รายการ “PT  MAXNIRTON RACING SERIES 2023 # 2” ระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2566 ที่สนาม พีระ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต พัทยา จ.ชลบุรี หรือ สนาม “พีระ เซอร์กิต” ซึ่งถือเป็นสนามแข่งรถในระดับตำนานและเป็นสนามมาตรฐานแห่งแรกในประเทศไทย

ในครั้งนี้ “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้นำรถยนต์ Mercedes-Benz 3 รุ่น 3 สไตล์ ได้แก่

– Mercedes-Benz CLS 220d AMG Premium คูเป้สปอร์ต 4 ประตู หรูหรา ล้ำสมัย มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ 1950 ซี.ซี. พละกำลัง 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.5 วินาที

– Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic สปอร์ตลักชัวรี่ซีดาน สมรรถนะสูง ด้วยเครื่องยนต์ เบนซิน plug in hybrid  พละกำลัง 350 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.7 วินาที

– Mercedes-Benz E220 d AMG Sport เรียบหรู สไตล์สปอร์ต เพียบพร้อมด้วยนวตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบ ขนาด 1950 ซี.ซี. กำลังสูงสุด 194 แรงม้าแรงบิด 400 นิวตันเมตร คู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic ขับเคลื่อนล้อหลัง พร้อมเพิ่มความเท่ห์ด้วยชุดแต่ง AMG รอบคัน

เพื่อแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะชั้นเลิศของยานยนต์แห่งค่าย Mercedes-Benz โดยร่วมอวดโฉมความหรูหรา สง่างาม พร้อมพิจน์ความแข็งแกร่ง และความเร็ว ด้วยการลงสนามเป็นรถ Safety Car นำทัพรถยนต์ทางเรียบสำหรับประลองศึกความเร็วในครั้งนี้

เกรท วอลล์ มอเตอร์ โชว์สมรรถนะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ยกขบวนคาราวาน ORA GOOD CAT เดินทาง ไป – กลับ กรุงเทพฯ – สิงคโปร์ กว่า 4,000 กิโลเมตร

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะผู้นำยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศความสำเร็จทริปคาราวานรถยนต์ไฟฟ้า ORA Good Cat ในกิจกรรม “GWM EV CONVOY TOUR 2023” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 11 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา บนเส้นทางกรุงเทพฯ – มาเลเซีย – สิงคโปร์ รวมระยะทางไป-กลับ 4,000 กิโลเมตร ผ่านเส้นทาง  15 จังหวัด ใน 3 ประเทศ โดยมีคณะผู้บริหารจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรพันธมิตรหลัก สื่อมวลชน และเจ้าของรถยนต์ ORA Good Cat จากประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ตบเท้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ที่มีเป้าหมายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในไทยและอาเซียนให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค

ขบวนคาราวานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนที่มาร่วมทำข่าวกว่า 40 คนจากทั้งสามประเทศ โดยทริปในครั้งนี้เป็นการเดินทางด้วยรถยนต์ ORA Good Cat ทั้งหมด 5 คัน จาก 2 รุ่น ได้แก่ ORA Good Cat 500 ULTRA และ ORA Good Cat GT ที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะการขับขี่ และความมั่นใจในการเดินทางระยะไกล โดยออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้ของประเทศไทย ผ่านสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายและความท้าทายด้วยสภาพการขับขี่ที่แตกต่างกันออกไป โดยผ่านพื้นที่ภูเขาในจังหวัดชุมพรและผืนป่าในจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงการขับขี่บนไฮเวย์โดยใช้ความเร็วที่ประเทศมาเลเซีย

ในระหว่างการเดินทาง ผู้ร่วมขบวนคาราวานยังได้ร่วมสนุกและเพลิดเพลินกับกิจกรรมอันหลากหลาย โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้นำคณะผู้ร่วมทริปเยี่ยมชม Partner Store ที่จังหวัดชุมพร เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ การขับขี่แบบไร้กังวลและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีการถ่ายทอดผ่านไลฟ์สดในธีม “Unlimited Mileage” เพื่อแชร์เทคนิคขับรถขึ้นเขาทางชัน ด้วยการขับขึ้นเขามัทรี จุดชมวิวประจำจังหวัดชุมพร และ “GWM Smart Services” ที่ให้ผู้ร่วมกิจกรรมในขบวนคาราวานสัมผัสประสบการณ์ล้ำสมัย ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมต่อประสบการณ์ด้านการบริการหลังการขายต่าง ๆ ผ่าน GWM Application ที่มอบความสะดวกสบายและสร้างความอุ่นใจยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการจองและการแจ้งเตือน การเข้ารับบริการ (Booking and Service Reminder) ระบบจดจำป้ายทะเบียนรถ (License Plate Recognition System) หรือ ระบบปฏิบัติการด้านข้อมูลของพาร์ทเนอร์ สโตร์ (GWM Dealer Management Service System)

ตลอดการเดินทาง ขบวนคาราวานยังมั่นใจได้ตั้งแต่เริ่มออกสตาร์ทด้วยความพร้อมด้านระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของพันธมิตรในทริปนี้ Elex by EGAT และของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์สถานีอัดประจุไฟฟ้าให้พร้อมรองรับการเดินทางครอบคลุมทั่วประเทศไทย โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) แล้วกว่า 19 แห่ง ทั่วประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และจะเดินหน้าขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าดังกล่าวตาม Partner Store ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศเป็นจำนวนทั้งสิ้น 55 แห่งภายในปี 2566

จากนั้น ขบวนคาราวาน ORA Good Cat ได้เดินทางเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย และทดสอบสมรรถนะรวมถึงการใช้ความเร็วบนทางหลวงของรัฐเประ โดยตลอดการเดินทางขบวนคาราวาน ORA Good Cat ผ่านบททดสอบที่ท้าทายการขับขี่ ทั้งสภาพอากาศ ที่ร้อนจัด ความชื้น ความลาดชัน และการเร่งความเร็ว ก่อนจะสิ้นสุดการเดินทางที่ประเทศสิงคโปร์ และเดินทางกลับตามเส้นทางเดิม รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 4,000 กิโลเมตร จนจบทริปการเดินทางของขบวนรถยนต์ไฟฟ้า ORA Good Cat ที่กรุงเทพฯ อย่างราบรื่นและประสบผลสำเร็จ

มร. ไคลด์ เฉิง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประจำภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “ในเดือนสิงหาคม
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใน 3 ประเทศ ของภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ ประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นการขยายตัวแบรนด์ในตลาดภูมิภาคอาเซียนเป็นประเทศที่ 7, 8 และ 9 ตามลำดับ การพัฒนาและการขยายตัวทางธุรกิจที่รวดเร็วกับการเปิดตัวใน 9 ประเทศ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีนี้ เป็นผลมาจากการยกระดับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มุ่งพัฒนาเพื่ออนาคต ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงบันดาลใจ และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระดับสากลของแบรนด์จากประเทศจีน ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายใหม่ในการตอกย้ำความสำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในตลาดภูมิภาคอาเซียน พร้อมเน้นย้ำความเป็นผู้นำและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ และในฐานะหนึ่งในตลาดยานยนต์ที่สำคัญที่สุดของโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมุ่งหน้าขยายและสานต่อความสำเร็จ เพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียนต่อไป”

การเดินทางข้าม 3 ประเทศของขบวนคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ นอกจากจะสะท้อนถึงศักยภาพที่โดดเด่นด้านยนตกรรมและความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ที่เข้าถึงความต้องการผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นที่ไม่หยุดยั้งในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ ความสำเร็จในการพา เจ้าเหมียวไฟฟ้าลุยข้ามประเทศด้วยระยะทางที่ยาวไกล ยังเป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จครั้งใหม่ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่พร้อมเติบโตในตลาดต่างประเทศสืบต่อไป

มิตซูบิชิเปิดตัว X Force SUV ตัวใหม่แล้ว ปีหน้าลุ้นย้ายฐานผลิตไฮบริดเข้าไทย

0

Mitsubishi Motors Corporation เปิดตัว Xforce คอมแพคเอสยูวีรุ่นใหม่เปิดตัวครั้งแรกในอินโดนีเซีย โดยมีแผนที่จะเปิดตัวสำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ต่อไป ซึ่งอาจจะรวมถึงประเทศไทยด้วย โดยตามแผนงานจะเริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร MIVEC จากนั้นมีแผนที่จะใช้เครื่องยนต์ผสมผสานมอเตอร์ไฟฟ้าแบบไฮบริด ซึ่งจะย้ายฐานการผลิต เฉพาะ X Force ไฮบริดเข้ามาผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยต่อไป นอกจากนั้นจะมีการส่งออกไปยัง เอเชียใต้ ละติน อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ซ ใหม่ เป็นรถคอมแพคเอสยูวีสำหรับผู้โดยสาร 5 คน ที่พัฒนาขึ้นโดยเน้นที่รูปแบบการใช้งานรถคอมแพคท์เอสยูวีในภูมิภาคอาเซียน เน้นสไตล์ที่แข็งแกร่ง รวมถึงความสะดวกสบายและการใช้งานจริง ห้องโดยสารที่กว้างขวางและพื้นที่เก็บของอเนกประสงค์อย่างดี- มีความสมดุลในขนาดตัวถังที่กะทัดรัดและคล่องตัว และการควบคุมถนนที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัยในสภาพอากาศหรือสภาพถนนที่หลากหลาย

ภายในได้รับการออกแบบตามแนวคิดแกนนอน ในขณะที่เพิ่มทัศนวิสัยด้านหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่เห็นการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของรถได้อย่างง่ายดายเมื่อขับบนพื้นผิวที่ขรุขระ รูปทรงไดนามิกของแผงหน้าปัดที่ลากยาวไปจนถึงขอบประตูทำให้มีพื้นที่โล่งและกว้างขวาง นับเป็นครั้งแรกในรถยนต์รุ่น Mitsubishi ที่มีการใช้ผ้า Mélange ในการบุแผงหน้าปัด ให้ความรู้สึกถึงการปิดล้อมโดยครอบคลุมต่อเนื่องไปจนถึงขอบประตู ผ้าที่ใช้งานได้จริงแสดงให้เห็นถึงความทันสมัยและความประณีตในขณะที่ทนทานต่อคราบสกปรก จึงสร้างพื้นที่ที่สะดวกสบายซึ่งผู้โดยสารสามารถผ่อนคลายได้ราวกับอยู่ในห้องนั่งเล่นของตนเอง มีแผงจอแสดงผลขนาดใหญ่รวมระบบเสียงสำหรับเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนขนาด 12.3 นิ้ว และจอแสดงผลสำหรับคนขับแบบดิจิทัลเพื่อแสดงความรู้สึกที่ล้ำสมัย

เป็นครั้งแรกที่ Xforce มาพร้อมกับ Dynamic Sound Yamaha Premium ที่พัฒนาร่วมกับ Yamaha Corporation ระบบประกอบด้วยลำโพงแปดตัว โดยมีทวีตเตอร์ด้านหน้าที่เสา A ทั้งสองด้าน วูฟเฟอร์ที่ประตูหน้า และลำโพงคู่แบบสองทิศทางที่ประตูหลัง เพื่อให้ลำโพงมีประสิทธิภาพสูงสุด เครื่องยนต์ MIVEC 1.5 ลิตร DOHC 16 วาล์ว 105 แรงม้า ที่ใช้อยู่กับ มิตซูบิชิ เอกซ์เพนเดอร์ นั่นเอง เป็นเครื่องยนต์ที่ทำงานร่วมกันกับ เกียร์แบบ CVT ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วนั่นเอง เมื่อเหยียบคันเร่งลึก ระบบจะมอบอัตราเร่งที่ทรงพลังและเฉียบคม พร้อมความรู้สึกในการเปลี่ยนเกียร์ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงอัตราเร่ง เมื่อเหยียบคันเร่งเบาๆ การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ CVT จะช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ให้ถึงขีดสุดในขณะที่ตระหนักถึงการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ต่ำและเสียงที่เงียบ สำหรับการขึ้นเขา แรงขับเคลื่อนได้รับการปรับปรุงเพื่อให้สามารถขึ้นเขาได้อย่างทรงพลังแม้ในขณะที่ไม่ได้กดคันเร่งหนักๆ ในขณะที่ลงเขา เบรกเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้นเพื่อลดความจำเป็นในการใช้งานเบรกบ่อยครั้ง

ที่น่าสนใจคือ ในระบบขับเคลื่อนแบบ 2WD Xforce นั้นใช้เทคโนโลยีการควบคุมสี่ล้อของ Mitsubishi Motors เพื่อให้ได้การควบคุมถนนแบบ SUV โหมดการขับขี่ ได้ 4 โหมด คือ Normal, Wet, Gravel และ Mud ช่วยให้รถสามารถรับมือกับสภาพถนนได้หลากหลายโดยผสานรวม Active Yaw Control (AYC) ที่ปรับแรงขับเคลื่อนที่ล้อหน้าซ้ายและขวาเพื่อให้มีความสามารถในการควบคุม ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน ควบคุมการลื่นไถลของยาง การควบคุมเครื่องยนต์ และการควบคุมพวงมาลัยเพาเวอร์ โดยเฉพาะโหมด Wet นำมาใช้โดย Mitsubishi Motors เป็นครั้งแรก ปรับปรุงการเข้าโค้งและทรงตัวบนถนนเปียกขณะฝนตก ทำให้มีโอกาสสูญเสียการควบคุมพวงมาลัยน้อยลง เพื่อการขับขี่ที่ไร้กังวลแม้บนถนนที่มีฝนตกลงมาอย่างกะทันหัน

เผยโฉม “บี95” ไฮเปอร์คาร์บาร์เซตต้าชนิดไฟฟ้าคันแรกของโลก ออกแบบตามสั่งคันแรกโดยออโตโมบิลี ปินินฟารินา

0
Automobili Pininfarina B95 – 02

ออโตโมบิลี ปินินฟารินา (Automobili Pininfarina) เปิดฉากบทใหม่อันน่าตื่นเต้นในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่งานสัปดาห์รถยนต์มอนเทอเรย์ (Monterey Car Week) ด้วยการเปิดตัวไฮเปอร์คาร์บาร์เชตต้า (Barchetta) เปิดประทุนชนิดพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกของโลกอย่างบี95 (B95)

ไฮเปอร์คาร์บาร์เชตต้าชนิดพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบเป็นสุดยอดผลงานการออกแบบและเทคโนโลยี ความเรียบง่ายของโครงด้านนอกของรถเปิดประทุนที่ไหลลื่นตัดกับรายละเอียดทางเทคนิคที่แสนประณีตเพื่อมอบการตีความหมายอันเร้าใจให้แก่รถแข่งคลาสสิก มาพร้อมกับสมรรถนะพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

ปรัชญาการออกแบบพูรา (PURA) ของออโตโมบิลี ปินินฟารินา ถ่ายทอดเค้าโครงที่หรูหราและสัดส่วนอันหวือหวา ดังที่ปรากฏอยู่ในแนวคิดพูรา วิชั่น (PURA Vision) ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานนี้ หลักการที่ตั้งมั่นอยู่ในแนวคิดดังกล่าวนี้ได้รับการตีความอยู่ในบี95 โดยรักษาสมดุลของแรงบันดาลใจจากรถแข่งคลาสสิกที่โดดเด่นพร้อมด้วยองค์ประกอบที่มีลักษณะเป็นอนาคต ขณะที่ยังคงยึดมั่นในปรัชญาพูรา

บี95 เปิดตัวระดับโลกเป็นครั้งแรกที่งานสัปดาห์รถยนต์มอนเทอเรย์เมื่อเดือนสิงหาคม ควบคู่กับรถแบตติสตา เอดิซิโอเน นิโน่ ฟารินา ไฮเปอร์ จีที (Battista Edizione Nino Farina hyper GT) ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานเทศกาลแห่งความเร็วกู๊ดวู้ด (Goodwood Festival of Speed) เมื่อเดือนกรกฎาคม เช่นเดียวกับแนวคิดการออกแบบพูรา วิชั่น ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานนี้

คุณเปาโล เดลลาชา ( Paolo Dellachà) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของออโตโมบิลี ปินินฟารินา กล่าวว่า นี่เป็นบทใหม่อันน่าตื่นเต้นที่สุดในเรื่องราวของออโตโมบิลี ปินินฟารินา จนถึงบัดนี้ เรากำลังก้าวครั้งใหญ่ไปข้างหน้า การเปิดตัวรถบี95 เป็นหลักชัยที่สามในสามเป้าหมายหลักสำหรับแบรนด์ของเราในหน้าร้อนนี้ ประการแรก เราได้เปิดตัวแบตติสตา เอดิซิโอเน นิโน่ ฟารินา เพื่อเชิดชูลูกชายผู้สร้างชื่อในวงการแข่งรถของครอบครัวปินินฟารินา ซึ่งยังเป็นแชมป์ฟอร์มูลาวัน (Formula 1) คนแรกของโลกด้วย”

การเปิดตัวแนวคิดการออกแบบวิสัยทัศน์พูรา ปลดล็อกปรัชญาการออกแบบใหม่สำหรับรุ่นรถในอนาคตทั้งหมดจากแบรนด์ของเราในทุกกลุ่มระดับต่าง ๆ ขณะนี้ รถบาร์เชตต้ารุ่นใหม่ของเราแสดงให้เห็นว่าหลักการการออกแบบเหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับวิสัยทัศน์แบบย้อนยุค-อนาคต โดยผสมผสานกับธีมกีฬามอเตอร์สปอร์ตแบบคลาสสิกเข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยี วัสดุ และกระบวนการใหม่ล่าสุด”

บี95 มอบพลังของแบตติสตา แต่ขณะเดียวกันก็สร้างมิติใหม่ของประสบการณ์การขับขี่ ซึ่งสร้างนิยามใหม่ให้กับความเพลิดเพลินในการขับขี่ เป็นครั้งแรกของรถแบบใหม่ เป็นสิ่งอันเป็นที่ปรารถนาซึ่งนำเสนอความน่าตื่นเต้นของสมรรถนะพลังงานไฟฟ้าชั้นเลิศในรูปแบบเปิดประทุนที่สวยงามน่าตื่นตา”

ผลงานชิ้นเอกรุ่นลิมิเต็ดนี้จะเริ่มประกอบด้วยมือและส่งมอบได้ในปี 2568 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 95 ปีของปินินฟารินา เอสพีเอ (Pininfarina SpA) โดยตัวบี (B) ในชื่อรุ่นนี้มาจากบาร์เชตต้า ทั้งสองส่วนนี้ประกอบกันรวมเป็นชื่อรถออโตโมบิลี ปินินฟารินา บี95

รถรุ่นดังกล่าวนี้จะทำขึ้นเพียง 10 คันเท่านั้น แต่ละคันจะรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตบรรจงภายใต้ความร่วมมือระหว่างทีมออกแบบของออโตโมบิลี ปินินฟารินา ในเมืองกัมเบียโนกับลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีความพิเศษเฉพาะตัวอย่างที่สุด เนื่องจากจะไม่มีรถคันใดที่เหมือนกันเลย รถตัวอย่างของรุ่นบี95 ที่สวยงามซึ่งพร้อมที่จะเผยโฉมเป็นครั้งแรกในงานสัปดาห์รถยนต์มอนเทอเรย์ ออกแบบโดยทีมออกแบบของออโตโมบิลี ปินินฟารินา และเนรมิตออกมาโดยการทำงานร่วมกันระหว่างปินินฟารินา เอสพีเอ ในกัมเบียโน โดยพัฒนาและทำขึ้นด้วยมือโดยทีมช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ

คุณเปาโล เดลลาชา กล่าวว่า เราจะนำเสนอรถตัวอย่างรุ่นบี95 อันยอดเยี่ยมนี้ในมอนเทอเรย์ การทำงานร่วมกันของเรากับแบรนด์ผู้ออกแบบที่มีประสบการณ์หลายทศวรรษในการรังสรรค์ยนตรกรรมที่ทำขึ้นเพียงครั้งเดียวให้กับแบรนด์หรูที่เป็นที่เคารพนับถือที่สุดในโลกอย่างปินินฟารินา เอสพีเอ ทำให้มั่นใจได้ในคุณภาพชั้นเลิศในการดำเนินการ และเราตั้งตารอที่จะสานต่อความร่วมมือเชิงกลยุทธ์อย่างใกล้ชิดของเราต่อไปในอนาคต”

การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพูรา

การออกแบบรถบี95 โดดเด่นด้วยโครงด้านนอกของรถซึ่งห่อหุ้มตลอดแนวความกว้างเข้าหาส่วนบังโคลนหน้า ลวดลายเส้นสายที่อยู่สูงบนตัวรถทำให้ตัวรถด้านนอกมีรูปลักษณ์ดุดันอย่างงดงาม จากภายในห้องโดยสาร การออกแบบมอบความรู้สึกปลอดภัยและความสบาย พร้อมทั้งเชื่อมโยงผู้โดยสารเข้ากับสภาพแวดล้อม

คุณเดฟ อมันที ( Dave Amantea) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการออกแบบของออโตโมบิลี ปินินฟารินา กล่าวว่า ปรัชญาการออกแบบพูราของเรายึดถือความบริสุทธิ์เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งเป็นเครื่องหมายความเป็นเลิศของดีไซน์เหนือกาลเวลาสำหรับยานยนต์ที่โดดเด่นจากอดีตของปินินฟารินา เค้าโครงของรถบาร์เชตต้าเป็นที่จดจำได้ทันที แต่เรามีหน้าที่ต้องทำให้ออกมางดงาม การผสมผสานสัดส่วนแบบคลาสสิกเข้ากับงานรายละเอียดที่วิจิตรประณีตทำให้เราสร้างสิ่งที่พิเศษอย่างแท้จริงได้ เราช่วยให้ลูกค้าได้ขับขี่ความฝันด้วยบี95 ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างนิยามให้กับแบรนด์นี้ที่กำลังก้าวไปข้างหน้า”

รถออโตโมบิลี ปินินฟารินา บี95 ตีความรูปร่างของตัวรถบาร์เชตต้าได้อย่างน่าตื่นตา เส้นสายโฉบเฉี่ยวเหนือกาลเวลาตัดกับรายละเอียดเชิงเทคนิคเพื่อสร้างดีไซน์ที่บริสุทธิ์งดงาม ความเป็นบี95 ได้รับการขับเน้นด้วยตัวรถที่หรูหราพร้อมด้วยการเปิดโล่งสู่ห้องโดยสารที่มีระดับ

ซุ้มล้อรถที่โดดเด่นเน้นย้ำรูปร่างและขุมพลังของรถ ทำให้ทีมออกแบบสามารถเพิ่มรูปทรงพิเศษเข้าไปเชื่อมระหว่างซุ้มกับด้านข้างของตัวรถ เช่นนี้ทำให้สามารถควบคุมเงาสะท้อนจากโครงด้านนอกของรถ ซึ่งเพิ่มความลึกและคุณภาพให้กับงานออกแบบ

เมื่อมองจากด้านบน ดีเอ็นเอของดีไซน์พูราสามารถจดจำได้ทันที เมื่อไม่มีหลังคากระจกเหนือตัวรถแล้ว ทีมออกแบบของออโตโมบิลี ปินินฟารินา ได้รังสรรค์พื้นที่ในห้องโดยสารโดยมีวงแหวนล้อมรอบอยู่ ทั้งเบาะที่นั่ง แผ่นบังลมปรับระดับได้ และโดมโค้งด้านหลังผู้โดยสารแต่ละฝั่ง ซึ่งจากมุมนี้จะเห็นเป็นเส้นสี่เส้นชัดเจนอันเป็นลักษณะเด่นของบี95 แสดงการเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดพูรา วิชั่น

ประสบการณ์ขับขี่แบบเปิดประทุนของรถบี95 ได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยแผ่นบังลมปรับระดับได้ชนิดไฟฟ้าเป็นครั้งแรกของโลก ดีไซน์โพลีคาร์บอเนตใสนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินขับไล่แบบวินเทจ มาพร้อมกับฐานรองรับอะลูมิเนียมที่เผยอยู่ซึ่งสร้างสรรค์ทางวิศวกรรมอย่างประณีต และสามารถปรับยกขึ้นและลดต่ำลงโดยผู้ใช้เพื่อเพิ่มความสบายขณะที่ยังคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของการออกแบบ

ลูกค้าสามารถสั่งหมวกกันน็อกออกแบบตามสั่ง มาในผิวสัมผัสที่เข้ากับลักษณะเฉพาะของรถบี95 ที่เลือกเอง อุปกรณ์เสริมเหล่านี้ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์สมรรถนะไฮเปอร์คาร์ของบี95 อย่างเต็มที่ได้อย่างปลอดภัยบนถนนหรือสนามแข่ง

สรุปภาพรวมลักษณะเฉพาะของบี 95

ลักษณะตัวรถหลักของบี95 อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนอื่นใดซึ่งจะเผยโฉมเป็นครั้งแรกในมอนเทอเรย์ในปีนี้ มาในผิวสัมผัสเมทัลลิกสีบรอนโซ ซูเปอร์กา (Bronzo Superga) มอบความแตกต่างอย่างน่าทึ่งตัดกับส่วนผิวสัมผัสมันเงาสีเหลืองจาลโล อาร์เนอีส (Giallo Arneis) ที่บริเวณด้านหน้าและบนโดมด้านหลังผู้ขับ ซึ่งมีเลข 95 มันเงาสีดำประดับอยู่

การใช้วัสดุเอ็กซ์โพส ซิกเนเจอร์ คาร์บอนสีดำ (Black Exposed Signature Carbon) ต่อขยายออกมา มอบเอฟเฟกต์การขึ้นรูปแบบสามมิติในเชิงเทคนิค ซึ่งตัดกับงานสีที่หรูหราของตัวรถ รายละเอียดการตัดกันดังกล่าวนี้ยังมองเห็นได้ในบริเวณรอบลิ้นหน้าของกันชนทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่บริเวณด้านหน้าและรอบตัวส่งอากาศด้านหลัง

งานผิวสัมผัสของตัวรถเป็นการเคลือบเงาหลายชั้นที่ไร้ที่ติ ขับเน้นเค้าโครงที่หรูหราของรถบี95 ผสมผสานเกล็ดเมทัลลิกสีทองเพื่อให้เกิดความลึกของสีที่น่าทึ่ง ในระหว่างกลางวัน ส่วนไฮไลท์นี้จะมีเนื้อสัมผัสและสีเหมือนทอง ขณะที่ตอนกลางคืนจะมีสีออกบรอนซ์ทองแดง ให้ความรู้สึกเหมือนมีสองสีในตัวโดยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของวัน

เพื่อเติมเต็มด้านนอกให้สมบูรณ์ที่สุด รถบี95 มีล้อหน้าขนาด 20 นิ้วและล้อหลังขนาด 21 นิ้วแบบใหม่ทำจากอะลูมิเนียมโดยมีผิวสัมผัสสีดำด้าน (Matt Black) ตัดกับบริเวณตัวครอบล้อด้านนอกที่เป็นอะลูมิเนียมเนื้อด้านขัดละเอียด วงล้อตรงกลางเป็นอะลูมิเนียมขัดเงาอโนไดซ์สีดำ ขณะที่คาลิเปอร์เบรกเป็นสีเหลืองจาลโล อาร์เนอีส เข้ากับสีไฮไลท์ของบริเวณด้านนอกตัวรถ

ภายในเป็นที่สุดแห่งการผสมผสานระหว่างรถแข่งแบบคลาสสิกเข้ากับดีไซน์แบบอนาคต ด้วยแท่นหน้าปัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถคอนเซ็ปต์และสภาพแวดล้อมห้องโดยสารที่ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกปลอดภัยและได้รับการโอบอุ้ม

จากที่นั่งคนขับ แท่นหน้าปัดที่ทอดแผ่ขยายออกผสานเข้ากับด้านนอกตัวรถ ซึ่งช่วยขยายเส้นสายที่โดดเด่นของกระโปรงหลังเข้าไปภายในห้องโดยสาร ดังที่เห็นได้ในแนวคิดการออกแบบพูรา วิชั่น

ด้วยแท่นหน้าปัดทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่หล่อรูปขึ้น ทำให้เกิดเป็นเอฟเฟกต์ปีกรถที่ลอยอยู่ ตัวแท่นหน้าปัดหุ้มหนังรุ่นซัสเทนอะเบิล ลักชูรี สีน้ำตาลแทน (Tan Sustainable Luxury Leather) พร้อมด้วยการสลักลายนูนตามสั่ง ซึ่งตัดกับผิวสัมผัสอะลูมิเนียมขัดเงาอโนไดซ์สีดำซึ่งประดับอยู่ในทุกที่

เบาะที่นั่งซึ่งทำจากหนังรุ่นซัสเทนอะเบิล ลักชูรี สีน้ำตาลแทนเช่นกัน ได้รับแรงบันดาลใจจากเบาะที่นั่งของรถแข่งแบบคลาสสิก ออกแบบมาให้โค้งโอบรับผู้โดยสาร ที่นั่งทั้งสองจัดวางเพื่อให้โอบอุ้มผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยมอบความสบายและการปกป้องอย่างมั่นใจ ด้วยดีไซน์แบบสองส่วนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเบาะที่นั่งที่พบได้ในพูรา วิชั่น โดยมีส่วนตกแต่งวัสดุอะลูมิเนียมที่มีเอกลักษณ์แซมอยู่

พนักพิงศีรษะ ซึ่งมีโลโก้ปินินฟารินางานเชื่อมไฟฟ้าประดับอยู่ มีผิวสัมผัสเป็นผ้าทอรุ่นลักชูรีลายพิเย เดอ ปูล ฮาวด์สทูธ (Pied de Poule Houndstooth Luxury Textile) พร้อมทั้งมีการเดินตะเข็บสีดำและสีน้ำตาลแทนที่ตัดกันพาดผ่านเบาะที่นั่ง ด้านในของประตู และแท่นหน้าปัด

โอกาสการออกแบบตามสั่งโดยเฉพาะมีอยู่อย่างไร้ขีดจำกัดสำหรับนักสะสมในการสั่งทำรถบี95 ทำให้รถแต่ละคันในทั้งหมด 10 คันจะมีความแตกต่างเฉพาะตัว

หนึ่งในโอกาสการออกแบบตามสั่งที่โดดเด่นที่สุดคือแผ่นประตูอะลูมิเนียมแกะสลักเลเซอร์ ซึ่งอยู่บริเวณริมขอบนอกของประตูทั้งสองข้าง และมองเห็นได้อย่างง่ายดายขณะขึ้นและลงจากรถ มาในผิวสัมผัสอโนไดซ์สีดำพร้อมด้วยลายสลักบี95 สีขาวที่ออกแบบได้ตามสั่ง ประตูทั้งสองนี้มอบความรู้สึกอลังการในการเข้าสู่ตัวรถไฮเปอร์คาร์บาร์เชตต้า

คุณอังเดร เครสปี ( Andrea Crespi) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของออโตโมบิลี ปินินฟารินา กล่าวว่า รถออโตโมบิลี ปินินฟารินา บี95 นี้จะทำเป็นเพียงไฮเปอร์คาร์บาร์เชตต้าไฟฟ้าเต็มรูปแบบเท่านั้นก็ได้ อย่างไรก็ตาม เราต้องการที่จะทำให้รถคันนี้เป็นมากกว่านั้นมาก เราได้เลือกสรรเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อทำให้รถรุ่นนี้เป็นยานยนต์ที่ใครต่างก็ปรารถนาที่จะครอบครอง อีกทั้งยังเป็นที่ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างแผ่นบังลมปรับระดับได้ของเราได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งจักรยานยนต์สองล้อ ทำให้รถคันนี้เป็นรถบนท้องถนนที่บุกเบิกในสิ่งใหม่อย่างแท้จริง เทคโนโลยีใหม่ที่จดสิทธิบัตรนี้มอบความตื่นเต้นเร้าใจอย่างที่สุดของการขับขี่แบบเปิดประทุน แต่ขณะเดียวกันยังให้ความสบายแม้ในความเร็วสูงที่รถบี95 สามารถบรรลุได้”

รถบี95 ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังที่ก้าวหน้าล้ำสมัยแบบเดียวกับที่มอบสมรรถนะอันน่าทึ่งในรถแบตติสต้า ไฮเปอร์ จีที แต่มาพร้อมกับการปรับเฉพาะตัวสำหรับรถที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้ ด้วยความสามารถในการเร่งจาก 0 ถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมงในเวลาไม่ถึง 2 วินาที รถบี95 มีความเร็งสูงสุดมากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

รถไฮเปอร์คาร์บาร์เชตต้าชนิดไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของโลกนี้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสมรรถนะสูงขนาด 120 กิโลวัตต์ ซึ่งมีกำลังสูงสุด 1400 กิโลวัตต์ (1900 แรงม้า) แพ็คแบตเตอรี่รูปตัวที ซึ่งระบายความร้อนด้วยของเหลว ได้รับการปกป้องห่อหุ้มอยู่ภายในตัวครอบทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่แข็งแรงและน้ำหนักเบา และสามารถชาร์จโดยใช้ที่ชาร์จไวแบบกระแสตรงได้สูงสุด 270 กิโลวัตต์สำหรับการชาร์จเติมไฟ 20-80% ในเวลาเพียง 25 นาที

สมรรถนะด้านพลังงานเช่นนี้ส่งต่อไปยังถนนผ่านเครื่องยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่แยกอยู่เป็นอิสระ 4 ตัว แต่ละตัวขับเคลื่อนล้อแต่ละล้อ โหมดขับขี่ 5 โหมดใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกระจายแรงบิดเต็มรูปแบบ (Full Torque Vectoring) เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการส่งและควบคุมพลังไฟฟ้าให้เหมาะกับความต้องการและสภาพการขับขี่

มีตัวเลือกโหมดการขับขี่ 5 โหมดเพื่อปรับแต่งไดนามิกการขับขี่ ประกอบด้วย คาลมา (Calma), พูรา (Pura), เอเนอร์จิกา (Energica), ฟูริโอซา (Furiosa) และคารัตเตเร (Carattere) ซึ่งเปิดการทำงานได้ด้วยสวิทช์หมุนแบบสัมผัสที่หรูหราบริเวณข้างพวงมาลัย

ครอบครัวผู้เชี่ยวชาญของแบรนด์

รถบี95 นี้พัฒนาโดยใช้ประสบการณ์และความชำนาญยาวนานหลายทศวรรษโดยครอบครัวผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการผลิตของออโตโมบิลี ปินินฟารินา ในอิตาลี รถรุ่นนี้คิดริเริ่ม ออกแบบ และพัฒนาในอิตาลี อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าซึ่งพัฒนาบุกเบิกขึ้นที่ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลของออโตโมบิลี ปินินฟารินา ในเยอรมนี

ปัจจุบันออโตโมบิลี ปินินฟารินา มีพนักงาน 116 คนในสำนักงานใหญ่ด้านวิศวกรรมในเมืองกัมเบียโน ประเทศอิตาลี และศูนย์นวัตกรรมในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี เป็นทีมงานที่ประกอบด้วยกว่า 20 สัญชาติ โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ระดับโลก เพื่อรังสรรค์ยุคใหม่ในด้านการเคลื่อนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ คว้ามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาว จาก ASEAN NCAP ต่อเนื่อง 3 เจเนอเรชันซ้อน

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเอสยูวีในไทย เผยความสำเร็จอีกขั้นของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชันที่ 6 ยนตรกรรมรุ่นล่าสุดในไลน์อัปเอสยูวีของฮอนด้า ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อวัดสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (New Car Assessment Program for Southeast Asia) โดยนับเป็นการคว้ามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดต่อเนื่อง 3 เจเนอเรชัน สะท้อนการเป็นรถเอสยูวีคุณภาพที่เปี่ยมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด อีกทั้งเป็นเครื่องยืนยันถึงการสร้างสรรค์และนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพของฮอนด้า ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย เพื่อส่งมอบความมั่นใจและความสุขสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนในทุกเส้นทาง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของฮอนด้าในการมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำในการสร้างสังคมการขับขี่ปลอดอุบัติเหตุให้เกิดขึ้น ทั้งการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทั่วโลกภายในปี 2050

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ด้วยคะแนนรวม 87.16 เต็ม 100 คะแนน โดยได้รับคะแนนในแต่ละด้าน ทั้ง 4 ด้าน จากคะแนนเต็ม 120 คะแนน ซึ่งหลักเกณฑ์การประเมินประกอบด้วย การทดสอบการชนจากด้านหน้า การชนจากด้านข้าง และการประเมินเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย โดย ซีอาร์-วี ใหม่ ได้รับคะแนนในส่วนการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection: AOP) 31.45/32 คะแนน การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection: COP) 45.81/51 คะแนน เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย (Safety Assist Technologies: SATs) 19.50/21 คะแนน และความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ (Motorcyclist Safety: MS) 9.05/16 คะแนน ทั้งนี้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เปิดตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2566 และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า นอกจากนี้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ยังสามารถคงมาตรฐานความปลอดภัยยอดเยี่ยมระดับ 5 ดาวไว้ได้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เจเนอเรชันที่ 4 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวเมื่อปี พ.ศ. 2556 จนถึงเจเนอเรชันปัจจุบัน โดยรุ่นที่นำมาใช้ในการทดสอบครั้งนี้ เป็นรุ่น EL 4WD* ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร Direct Injection DOHC VTEC TURBO

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ทุกรุ่นย่อย ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง* (Honda SENSING) ที่ผสานการทำงานของกล้องด้านหน้าและเรดาร์ ในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยฟังก์ชันการทำงานหลัก ได้แก่

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD) ที่ช่วยเพิ่ม
    ทัศนวิสัยในเวลากลางคืนและปรับองศาของแสงไฟเพื่อลดการรบกวนรถด้านหน้าและคนเดินถนน
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อื่น ๆ* อาทิ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) เซ็นเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC) ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL) ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) เป็นต้น

ฮอนด้า จะยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนายนตรกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบยนตรกรรมที่มีคุณภาพ ครบครันด้วยเทคโนโลยีทั้งด้านการขับขี่และความปลอดภัย เพื่อมอบความมั่นใจและความปลอดภัยในทุกการเดินทาง เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในการสร้างสังคมการขับขี่ปลอดอุบัติเหตุให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ทั้งการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทั่วโลกภายในปี 2050

สัมผัสกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามข้อมูลจากที่ปรึกษา
การขายได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดทาง www.honda.co.th/crv ลูกค้าสามารถทดลองขับเพื่อสัมผัสกับเทคโนโลยีความปลอดภัย และสมรรถนะการขับขี่ของฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ทั้งขุมพลังเครื่องยนต์เทอร์โบ VTEC TURBO ที่มอบอัตราเร่งเร้าใจ ขับสนุกสไตล์สปอร์ต และระบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมในชีวิตประจำวันได้อย่างไร้กังวล ได้ที่
โชว์รูมฮอนด้า

โดย ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ** ดอกเบี้ย 2.29% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร สำหรับรุ่น e:HEV รับเพิ่มประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปีและรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนและร่วมกิจกรรมทดลองขับผ่าน www.honda.co.th/testdrive ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2566 – 30 กันยายน 2566 จะได้รับฟรีขวดน้ำพับได้ มูลค่า 250 บาท**

*อุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยแตกต่างกันในแต่ละรุ่นและแต่ละประเทศ

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

 ####

ยนตรกรรมรุ่นต่างๆ ของฮอนด้าที่ผ่านการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP

รุ่น รุ่นปี ผลการทดสอบ
ซีอาร์วี 2023 ระดับ 5 ดาว
2017 ระดับ 5 ดาว
2013 ระดับ 5 ดาว*
ดับเบิลยูอาร์วี 2023 ระดับ 5 ดาว
เอชอาร์วี 2022 ระดับ 5 ดาว
2015 ระดับ 5 ดาว**
บีอาร์-วี 2022 ระดับ 5 ดาว
2015 ระดับ 5 ดาว*
ซีวิค 2021 ระดับ 5 ดาว
2016 ระดับ 5 ดาว**
2013 ระดับ 5 ดาว*
ซิตี้ 2020 (ซีดานและแฮทช์แบ็ก) ระดับ 5 ดาว
2014 ระดับ 5 ดาว*
2012 ระดับ 5 ดาว*
แอคคอร์ด 2019 ระดับ 5 ดาว
บริโอ้ และ บริโอ้ อเมซ 2016 ระดับ 4 ดาว
แจ๊ซ 2014 ระดับ 5 ดาว*

 

* ในรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist: VSA) และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า (Seatbelt Reminder: SBR) ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ดาว

** สำหรับฮอนด้า ซีวิค (รุ่นปี 2016) และเอชอาร์-วี (รุ่นปี 2015) ในรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า (Seatbelt Reminder: SBR) ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ดาว