Home Blog Page 214

‘เนต้า ออโต้’ ลงหลักปักฐาน สร้างความยั่งยืนในตลาดอินโดนีเซีย

0
NETA Auto Booth at the GIIAS 2023 (PRNewsfoto/Neta Auto)

หลังจากเปิดตัวในตลาดต่างประเทศมาแล้วหนึ่งปี ในปีนี้ เนต้า (NETA) ก็ได้ลงหลักปักฐานและเปิดตัวเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซียในงานไกกินโด อินโดนีเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้ โชว์ (Gaikindo Indonesia International Auto Show) หรือ GIIAS ประจำปี 2566 เนต้าเป็นแบรนด์ยานยนต์ที่เปิดตัวสู่ตลาดมวลชน (mass market) ในประเทศจีนเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2561 และเปิดตัวรถยนต์ที่มีการผลิตจำนวนมากรุ่นแรกในเดือนพฤศจิกายน 2561 ปัจจุบันเนต้าเป็นแบรนด์ยานยนต์ที่นำเสนอนวัตกรรมคุณภาพสูงระดับพรีเมียมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ในงาน GIIAS ปีนี้ เนต้าเปิดตัวยานยนต์พร้อมกัน 3 รุ่น ได้แก่ เนต้า เอส (NETA S) ซึ่งเป็นรถสปอร์ตคูเป้อัจฉริยะ เนต้า ยู (NETA U) ซึ่งเป็นรถเอสยูวีอัจฉริยะที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว (BEV-SUV) แบบทนทานยาวนานเป็นพิเศษ และเนต้า วี (NETA V) ซึ่งเป็นยานยนต์อัจฉริยะทันสมัยที่เกิดมาเพื่อคนรุ่นใหม่

การเข้าร่วมงาน GIIAS ประจำปี 2566 ถือเป็นการเปิดตัวของเนต้าในอินโดนีเซีย โดยเนต้าอาศัยเวทีระดับสากลนี้แนะนำเครื่องมือไฮเทคในการเดินทางให้เป็นที่รู้จักแก่ตลาดอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมากกว่า 200 ล้านคนและมีศักยภาพอย่างยิ่ง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในกระบวนการก้าวสู่ตลาดโลกของบริษัทฯ อีกด้วย

“หัวใจของเนต้าคือนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพราะเราคิดว่ายานยนต์เป็นมากกว่ารถ เราก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นถึงสามแห่ง เพื่อขยายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงด้วยนวัตกรรมที่ดีที่สุดที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมยุคปัจจุบันให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ เนต้ายังร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้นำด้านนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอีก 5 รายในหลากหลายธุรกิจ เพื่อขยายศักยภาพสูงสุดให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการของเรา” คุณหวัง เฉิงเจี่ย (Wang Chengjie) กรรมการผู้อำนวยการบริษัทเนต้า ออโต้ อินโดนีเซีย กล่าว

 

ในงานเปิดตัว เนต้าได้ประกาศแผนที่จะเริ่มจำหน่ายรถยนต์ในอินโดนีเซียตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มเปิดให้จองล่วงหน้าได้ในงาน GIIAS นี้

“เราภูมิใจมากในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพดีที่สุด เรามั่นใจที่จะลงทุนเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอินโดนีเซีย และสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลอินโดนีเซียในการทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เราหวังว่าเนต้าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และสามารถประสานกับวิสัยทัศน์และพันธกิจอันดีในอินโดนีเซียได้ ในขั้นแรกนี้ ชาวอินโดนีเซียสามารถสั่งจองรถยนต์ไฟฟ้าที่รองรับรูปแบบการเดินทางในวิถีชีวิตแบบชาวอินโดนีเซียได้ในงาน GIIAS 2566” คุณหวัง เฉิงเจี่ย กล่าวเพิ่มเติม

ในงานวันนั้น ฯพณฯ แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ได้เยี่ยมชมบูธของเนต้า โดยให้ความสำคัญต่อการทำความเข้าใจกลยุทธ์สู่ตลาดโลกของเนต้า พร้อมทั้งยังได้สัมผัสประสบการณ์อย่าง “ใกล้ชิด” กับยานยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเนต้าที่เป็นที่นิยมในต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับเนต้าแล้ว การขยายธุรกิจสู่ระดับโลกเป็นการส่งออกทั้งระบบมากกว่าที่จะส่งออกเพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์ หลังจากที่เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียแล้ว เนต้าจะมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการภายในประเทศ โดยเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับพันธมิตรในอินโดนีเซีย คือ บริษัท ฮันดาล อินโดนีเซีย มอเตอร์ (PT Handal Indonesia Motor) เพื่อร่วมกันผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2567 เป็นต้นไป

ด้วยการยึดมั่นในค่านิยม “เทคโนโลยีสำหรับทุกคน” (Tech for all) ของแบรนด์ เนต้าจึงได้วางรากฐานในตลาดโลกไว้ตั้งแต่ปี 2565 ปัจจุบันเนต้าได้เข้าสู่ตลาดต่างประเทศหลายแห่งแล้วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ตะวันออกกลาง, แอฟริกาเหนือ รวมถึงอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ในอนาคตข้างหน้า เนต้าจะยังคงใช้ประโยชน์จากโอกาสระดับโลกในการเปลี่ยนแปลงสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก

วิริยะประกันภัย ร่วมปล่อยตัวคาราวานโครงการ GWM EV Convoy Tour 2023

0

นางสาวสุรีพร พงษ์พานิช ผู้อำนวยการกองตลาดภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วย นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคอาเซียน เกรท วอลล์ มอเตอร์, นายวฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการ Project Management Office การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายภาคภูมิ วิริยะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้แทนจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวพิธีปล่อยตัวคาราวานโครงการ GWM EV Convoy Tour 2023 : ORA Is On เปิดประสบการณ์คาราวานเจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Cat เส้นทางกรุงเทพฯ – สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วยการหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนตอกย้ำความความมุ่งมั่นในการผลักดันประเทศไทยก้าวสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ ณ GWM Att U Park Bangna

ทั้งนี้ วิริยะประกันภัย ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของโครงการดังกล่าว อันเป็นความร่วมมือระหว่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัทฯ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและธุรกิจท่องเที่ยวทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมปลุกกระแสความแข็งแกร่งของสังคมยานยนต์ไฟฟ้าให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเพื่อสอดรับนโยบายลดคาร์บอน ภายใต้แนวคิด BCG Model โดยการนำร่องการเดินทางไกลข้ามพรมแดนภูมิภาคอาเซียนด้วยการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ซึ่งมีความปลอดภัยและสะดวกสบายตลอดเส้นทาง รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 4,000 กิโลเมตร

เกรท วอลล์ มอเตอร์ แนะวิธีขับรถยนต์ไฟฟ้าใน “หน้าฝน”

0
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภาพเปิด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าฝนเหมาะกับการออกไปท่องเที่ยวที่แตกต่างและน่าสนใจไม่แพ้ฤดูกาลอื่น โดยเฉพาะการเดินทางแบบโรดทริปเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศความงดงามของธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การขับขี่รถยนต์บนท้องถนนในขณะฝนตกก็เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง ทั้งในเรื่องถนนลื่น ทัศนวิสัยที่อาจยากต่อการมองเห็น หรือน้ำท่วมขังรอระบาย ซึ่งอาจทำให้ผู้ขับขี่ต้องกังวลทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นระบบไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด หรือรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในฐานะผู้นำรถยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบรถยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีและระบบรักษาความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์การใช้งานทุกรูปแบบและในทุกฤดูกาล โดยในช่วงหน้าฝนแบบนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีข้อแนะนำในการขับขี่ รวมถึงสิ่งที่ควรทำและควรระมัดระวัง เพื่อเพิ่มความสบายใจและความปลอดภัยสำหรับในทุกการเดินทางในช่วงฝนตก

ตรวจสอบความพร้อมของรถยนต์คู่ใจก่อนล้อหมุน

ก่อนเดินทางไม่ว่าจะระยะทางใกล้หรือไกล หรือในฤดูกาลไหนก็แล้วแต่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ แนะนำให้ผู้ขับขี่ทุกคนตรวจสอบความพร้อมของรถยนต์ให้มั่นใจก่อนสตาร์ท ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่าง ๆ สภาพของยางปัดน้ำฝน ระดับน้ำฉีดกระจก ระบบเบรก สภาพยางรถยนต์ หรือ แบตเตอรี่ของรถยนต์ เพราะองค์ประกอบเล็ก ๆ เหล่านี้ล้วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับขี่ในช่วงหน้าฝน ยกตัวอย่างเช่น หากลมยางอ่อนและสภาพดอกยางที่เหลือน้อยเกินไป จะทำให้ยางรีดน้ำได้น้อย และทำให้รถลื่นไถลได้ง่าย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 1

หลีกเลี่ยงการขับด้วยความเร็วสูง และเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าเมื่อขับขี่

ได้เวลาล้อหมุน ผู้ขับขี่ควรหลีกเลี่ยงการขับชิดท้ายคันหน้าจนเกินไป ควรเว้นระยะห่าง 3-4 เมตรเพื่อความปลอดภัย รวมถึงควรลดระดับความเร็วที่ใช้เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ยิ่งในหน้าฝน วิสัยทัศน์และความสามารถในการมองเห็นจะลดลงเป็นอย่างมาก แนะนำให้รักษาความเร็วในการขับขี่อยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดย ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent ACC) จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยในขณะเข้าโค้ง โดยกล้องจะตรวจสอบความโค้งของถนนและปรับความเร็วอัตโนมัติเมื่อจำเป็นต้องลดความเร็วในขณะเข้าโค้งเพื่อความปลอดภัย เมื่อแล่นผ่านโค้งไปแล้ว รถจะกลับเข้าสู่ความเร็วเดิมที่กำหนดไว้ ปลอดภัยและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการขับขี่ผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวสลับซับซ้อนของเนินเขา

เกรท วอลล์ มอเตอร์  2

อุ่นใจแม้จะเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

บางครั้งการขับขี่ในช่วงหน้าฝน ผู้ขับขี่อาจเจอเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งจากคนเดินถนน มอเตอร์ไซด์ หรือแม้แต่รถยนต์ด้วยกัน ในกรณีเหตุสุดวิสัย ฟังก์ชันอัจฉริยะต่าง ๆ ที่อยู่ในรถยนต์ก็มีส่วนสำคัญและมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI) ที่ช่วยตรวจจับรถยนต์ทั้งทางตรงและทางแยก รวมถึงคนที่เดินถนน เมื่อเสี่ยงต่อการชน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียงและเบรกอัตโนมัติช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือลดแรงกระแทก ให้คุณอุ่นใจหายห่วงในทุกทางแยก หรือในขณะที่เร่งแซง ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS) จะช่วยตรวจสอบรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถที่มีขนาดยาว เพื่อรักษาช่องว่างระหว่างรถตามระยะที่เหมาะสม และกลับสู่เลนเดิมโดยอัตโนมัติเมื่อขับผ่าน เพื่อให้การเร่งแซงรถคันใหญ่มีความปลอดภัยมากขึ้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 3

นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ควรระมัดระวังสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นหรือรถยนต์ที่อยู่รอบข้าง หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) จะช่วยหลีกเลี่ยงการชน หากมีรถแซงขึ้นมาจากอีกเลนหนึ่ง และระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD) ช่วยตรวจสอบรถในเลนที่ติดกัน รวมถึงระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่ความเร็วต่ำ (LSEB) ที่จะช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย

ไปไหนไปกัน ทางชันหรือน้ำขัง ก็พร้อมลุย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ออกแบบฟังก์ชันการขับขี่ที่ตอบโจทย์การเดินทางไกลบนพื้นที่สูง ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยลงทางลาดชัน (HDC) โดยใช้เบรกช่วยควบคุมความเร็วขณะขับบนทางลาดชัน เพื่อให้ผู้ขับขี่มีสมาธิในการบังคับพวงมาลัย และยังมีระบบช่วยออกตัวบนทางชัน ( HSA) เมื่อออกจากจุดที่หยุดนิ่งบนเนินสูงชัน โดยเบรกจะยังคงค้างอยู่ราว 2 วินาที จนกระทั่งคันเร่งทำงานเพื่อป้องกันการถอยหลัง ทั้งนี้ เมื่อฝนตกถนนจะลื่นจึงมีระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและป้องกันการลื่นไถล (Traction Control) ที่ช่วยควบคุมการทำงานของล้อทั้งสี่ล้อให้หมุนไปอย่างสัมพันธ์กัน ป้องกันการลื่นไถล และช่วยควบคุมรถไม่ให้เสียหลักในขณะที่เข้าโค้ง

เกรท วอลล์ มอเตอร์  5

และหากเจอฝนตกหนักต้องลุยน้ำ หากเป็นรถยนต์เครื่องยนต์ไฮบริด หรือ ปลั๊กอินไฮบริด เพียงเปิด “โหมดลุยน้ำ” เพื่อตัดการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า และใช้มอเตอร์เครื่องยนต์แทน ให้รถสามารถลุยน้ำได้แม้เจอน้ำท่วมขังหลังฝนตกหนัก สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างรุ่น ORA Good Cat นั้นสามารถขับลุยน้ำได้ในระดับน้ำสูงถึง 40 เซนติเมตร และแบตเตอรี่สามารถกันน้ำได้ตามมาตรฐาน IP67 อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ควรประเมินระดับน้ำอย่างระมัดระวัง หากระดับน้ำเกิน 40 ซม. ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางจะดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของแบตเตอรี่ที่อยู่ใต้ท้องรถที่อาจเกิดการกระแทกจากสภาพถนนที่มองไม่เห็น

แวะจอดจุดพักรถเมื่อฝนตกหนักจนทัศนวิสัยยากต่อการมองเห็น

เมื่อฝนตกกระหน่ำจนไม่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยได้ไกลเกิน 10 เมตร ผู้ขับขี่ควรแวะจอดพักเพื่อรอให้ฝนซาลงเสียก่อน โดยก่อนจะจอด แนะนำให้ตรวจสอบทัศนวิสัยรอบด้านให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งกีดขวาง หรือรถยนต์ที่อาจวิ่งสวนมาข้างหลัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับรถยนต์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีระบบช่วยจอดอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IIP) ที่ใช้เซนเซอร์และกล้องรอบคันในการตรวจสอบเพื่อตรวจจับวัตถุและเส้นบริเวณช่องจอดรถหรือจุดจอดรถ ช่วยให้การเข้าจอด ทั้งแนวตรง แนวจอดเทียบข้าง และแนวเฉียงเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยเมื่อระบุช่องว่างที่จะนำรถเข้าจอดแล้ว รถจะทำการจอดด้วยการควบคุมพวงมาลัย เบรก และคันเร่งเองโดยอัตโนมัติ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ 6

และยังมีระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) เซนเซอร์ช่วยตรวจสอบจุดอับสายตาด้านหลังของตัวรถทั้งซ้ายและขวาของช่องทางเดินรถในขณะถอยหลัง เมื่อกำลังถอยหลังออกจากช่องจอด เซนเซอร์หลังของรถจะทำการเช็กด้านซ้ายและขวาของช่องจราจรและส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียง หากผู้ขับขี่ยังเพิกเฉย ไม่หยุดรถ ระบบเบรกอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉินจะเริ่มทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการชน

เมื่อแบตเตอรี่รถยนต์ต่ำ ก็สามารถพักชาร์จระหว่างฝนตกได้แบบไร้กังวล

ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถพารถยนต์คู่ใจไปสู่จุดหมายได้อย่างสบายใจ เพราะปัจจุบันมีหลากหลายสถานีชาร์จกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) เพิ่มขึ้นเป็น 19 แห่งทั่วประเทศภายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และจะเดินหน้าขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าดังกล่าวตาม Partner Store ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 55 แห่งภายในปี 2566 นอกจากนี้ ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถค้นหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้มากถึง 700 สถานีของสถานีชาร์จสาธารณะทั่วประเทศได้ใน GWM Application ที่รวมสถานีชาร์จอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว หรือ DC Fast Charge ทั้งของ GWM และค่ายอื่น ๆ ได้แก่ EA, EGAT, PEA, SHARGE, EV Station PluZ, Evolt, ESPRO Noodoe, MEA, และ HAUP ไว้ โดยผู้ขับขี่สามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร้กังวล เพราะแท่นชาร์จไฟฟ้านั้นมีระบบป้องกันน้ำที่สามารถระบายน้ำได้อย่างทันท่วงทีและทำให้ไม่มีน้ำค้างอยู่ที่บริเวณหัวประจุ รวมถึงมีระบบตัดไฟรั่วและลงสายดินเพื่อป้องกันการลัดวงจร นอกจากนี้ ตัวรถยนต์ยังสามารถป้องกันน้ำฝนกระเด็นเข้าไปยังขั้วชาร์จไฟฟ้าเพราะมีซีลกันน้ำ รวมถึงระบบเซนเซอร์ที่จะตัดกำลังไฟฟ้าทันทีหากมีกระแสไฟรั่วไหลในวงจร แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าควรตรวจสอบความพร้อมของสถานีชาร์จไฟฟ้า หัวประจุ และสายไฟทุกครั้ง รวมถึงเช็ดทำความสะอาดบริเวณจุดที่ชาร์จให้แห้งทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

เกรท วอลล์ มอเตอร์  6

ทั้งนี้ แม้ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ที่ล้ำสมัยในปัจจุบันช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวไกล ๆ เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ การเคารพวินัยจราจรและมีสติอยู่ตลอดเวลาขณะขับขี่ เพื่อความปลอดภัยสำหรับตนเองและเพื่อนร่วมทาง

ในปัจจุบัน ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ผู้ผลิตรถยนต์พัฒนาขึ้น จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจในการขับขี่ตลอดการเดินทาง โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ทุ่มเทพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่องในรถยนต์ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่เป็นผู้นำแห่งวงการคอมแพ็กเอสยูวีในเมืองไทย New HAVAL JOLION ULTRA และ ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT ที่ใส่เทคโนโลยีการขับขี่และนวัตกรรมด้านความปลอดภัยมาแบบจัดเต็ม ช่วยให้มั่นใจในหน้าฝนและทุกสภาพอากาศตลอดการเดินทาง สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) www.gwm.co.th

 

 

 

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “The new GLC” ประเดิมส่ง GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic เขย่าตลาดปลั๊กอินไฮบริด

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) โชว์ตัวเลขยอดขายและการเติบโตในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2023 พร้อมเดินหน้าบุกตลาดครึ่งปีหลัง เริ่มด้วยการเผยโฉม The new GLC เอสยูวียอดนิยมของแบรนด์ที่เดินทางมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 3 เปิดตัวรุ่นปลั๊กอินไฮบริด GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic ขึ้นไลน์ผลิตทำตลาด
ในประเทศแบบ Local production นำเสนอคอนเซ็ปต์ “READY FOR IT” ชูภาพยนตรกรรมเหนือระดับ
ที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล โดดเด่นด้วยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นทั้งในด้านของสมรรถนะและระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้า สามารถทำระยะทางได้มากถึง 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยมากมาย เสริมฟังก์ชั่นความปลอดภัยต่อยอดจุดแข็งด้านการเป็นยนตรกรรมรูปแบบเอสยูวีที่เหมาะกับการใช้งานและการขับขี่ทั้งในรูปแบบ On-Road และ Off-Road ตอกย้ำความสำเร็จด้วยยอดขายกว่า 2.6 ล้านคัน นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดโลก

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2023 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำยอดขายรวมทั้งสิ้น 1,019,200 คันทั่วโลก มีอัตราการเติบโตที่ 5%
โดยส่วนหนึ่งคือยอดขายในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทำตัวเลขสูงถึง 102,600 คัน เติบโตกว่า 121%
เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และสำหรับยอดขายในประเทศไทย มีการเติบโตกว่า 6% ปิดยอดจดทะเบียนครึ่งปีแรกได้กว่า 7,700 คัน เป็นผลมาจากการนำเสนอยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ ลงตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้
นับเป็นก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการเดินหน้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเติมเต็ม EV Portfolio
ในประเทศไทย ต่อเนื่องจาก 2 รุ่นแรกอย่าง EQS และ EQB เรามีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมกัน 2 รุ่น ในอีก 6 สัปดาห์นับจากนี้ และในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดให้เครือข่ายผู้จำหน่ายฯ สามารถจำหน่ายและให้บริการรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ครอบคลุมมากกว่า 30 สาขาทั่วประเทศ ยกระดับความสะดวกสบายให้ลูกค้าทุกคนสามารถเป็นเจ้าของและเข้ารับบริการแบบครบวงจรได้ในทุกพื้นที่

นอกจากการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังให้ความสำคัญกับรถยนต์พลังงานทางเลือกในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปภายในมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โดยรถปลั๊กอินไฮบริดเจเนเรชั่นใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
ที่ทำตลาดในประเทศไทย สามารถมอบระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าได้มากกว่า 100 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนไทย และสำหรับผู้ที่ขับขี่ระยะทางไกลก็ยังสามารถขับขี่ต่อเนื่องได้ด้วยเครื่องยนต์สันดาปโดยไม่ต้องกังวลในเรื่องระยะทางและการหาจุดชาร์จไฟฟ้าระหว่างทาง เช่นเดียวกับ The new GLC ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้”

The new GLC เป็นอีกขั้นของยนตรกรรมเอสยูวีที่สืบทอดดีเอ็นเอมาจาก Mercedes-Benz GLK ที่เปิดตัว
ในปี 2008 ซึ่งถือเป็นเจเนอเรชั่นแรกของรถเอสยูวีขนาดกลางของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก่อนที่จะต่อยอด
มาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ในปี 2015 ภายใต้ชื่อ Mercedes-Benz GLC เอสยูวีที่ถูกพัฒนาและปรับโฉม
ให้มีทั้งความหรูหรา ความสปอร์ตและดีไซน์ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังคงจุดแข็งในด้านของการเป็นรถ
เอสยูวีที่เหมาะกับการขับขี่ทั้งในรูปแบบ On-Road และ Off-Road ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภค
ที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย จนทำให้ GLC ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายรวมกว่า 2,600,000 คันทั่วโลก
ขึ้นแท่นเป็นโมเดลที่ขายดีที่สุดตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และในปีนี้ The new GLC เจเนอเรชั่นที่ 3 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยขุมพลังแบบปลั๊กอินไฮบริด โดยขึ้นไลน์ผลิตในชื่อรุ่น “GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic”

มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “The new GLC โมเดลปี 2023 เป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ในตระกูลเอสยูวีขนาดกลางของ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “READY FOR IT” วางกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล
ที่มองหารถเอสยูวีระดับลักชัวรี่ พร้อมนำเสนอยนตรกรรมที่มีความเพียบพร้อมและสามารถตอบโจทย์ทุก
ไลฟ์สไตล์การใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในชีวิตประจำวันหรือการขับขี่ระยะทางไกล ครอบคลุมทั้งรูปแบบ On-Road และ Off-Road โดยเปิดตัวในรุ่นปลั๊กอินไฮบริด GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ตามปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ผสานความสปอร์ตและความหรูหราอย่าง
ลงตัว ติดตั้งเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 ที่ยกระดับการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้มีสมรรถนะที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น รวมถึงการใช้แบตเตอรี่แรงดันสูงที่มีความจุ 31.2 kWh ซึ่งสามารถมอบระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้มากถึง 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP โดยเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเจเนเรชั่นล่าสุดจะรองรับการชาร์จพลังงานไฟฟ้าทั้งแบบ DC Charge สูงสุด 60 kWh และ AC Charge สูงสุด 11 kWh นอกจากนี้ GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic ยังเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยทั้งในด้านของฟังก์ชันอำนวยความสะดวก ระบบการเชื่อมต่อและการสื่อสารที่เหนือระดับ ระบบความปลอดภัยขั้นสูง ที่ถูกติดตั้งมาอย่างครบครัน พร้อมให้ทุกคนเป็นเจ้าของหนึ่งในยนตรกรรมเอสยูวีที่ดีที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ”

รุ่น เครื่องยนต์ ความจุแบตเตอรี่ (kWh) แรงม้ารวมสูงสุด
 (แรงม้า)
แรงบิดรวมสูงสุด

(นิวตันเมตร)

อัตราเร่ง

0-100

กม./ชม.
(วินาที)

ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)
GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร / 4 สูบแถวเรียง /

4 วาล์วต่อสูบเทอร์โบ

พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์

31.2 313 550 6.7 218

 

GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 4,180,000 บาท

GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic เป็นหนึ่งในรุ่นที่เข้าร่วมโปรแกรมการขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพของแบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery) ที่ติดตั้งในรถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยรับประกันคุณภาพเป็นระยะเวลา 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง (Unlimited mileage 10-year warranty for HV Battery)

GLC 350 e 4 MATIC AMG Dynamic มาพร้อมสีตัวถัง 6 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White) สีน้ำเงิน (Nautic Blue) สีเทา (Graphite Grey) สีเงิน (Mojave Silver) สีเงิน (High-tech Silver) และสีดำ (Obsidian Black)

สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของหรือต้องการรับข้อมูลทางเทคนิคเพิ่มเติมของ The new GLC รุ่น GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic สามารถติดต่อผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือติดตามรายละเอียดและจองรถยนต์ทางออนไลน์ได้ที่เว็ปไซด์ https://www.mercedes-benz.co.th
รวมถึงช่องทางโซเชี่ยลมีเดียของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทุกช่องทาง

ฟอร์ดส่ง ‘เรนเจอร์ แร็พเตอร์’ ลุยสนาม เอเชีย ครอส คันทรี แรลลี 2023

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับ ‘ฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต’ ทีมแข่งระดับตำนาน ส่งรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ เข้าร่วมการแข่งขันเอเชีย ครอส คันทรี แรลลี 2023 หลังประสบความสำเร็จจากการแข่งขันรถกระบะในสนามออฟโรดระดับโลก ทั้งจากงาน 2022 SCORE-International Baja 1000 และคว้าตำแหน่งแชมป์คลาสโชว์รูมจากการแข่งขัน 2023 Finke Desert Race ในประเทศออสเตรเลียเมื่อไม่นานมานี้ โดยฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่แฟนๆ ชาวไทยคุ้นเคยกับสโลแกน ‘ดุดันไม่เกรงใจใคร’ จะพร้อมลุยในเส้นทางการแข่งขันสุดท้าทายกว่า 2,000 กิโลเมตร ซึ่งเริ่มที่เมืองพัทยา ประเทศไทย ไปจนถึงเมืองปากเซ ประเทศลาว ระหว่างวันที่ 13 – 19 สิงหาคมนี้  

ทีม ‘ฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต’ นำโดยไมเคิล ฟรีแมน ได้สั่งสมประสบการณ์การแข่งขันทางเรียบมายาวนานและคว้ารางวัลชนะเลิศประเภททีมมาแล้วกว่า 10 ครั้งตั้งแต่ปี 2012 สำหรับในปี 2023 นี้ ฟอร์ด ประเทศไทยสนับสนุนทีมแข่งด้วยการส่งรถกระบะสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ พร้อมด้วยอะไหล่เสริมสำหรับการแข่งขันให้กับทีมพัฒนารถ นับเป็นครั้งแรกที่รถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้ลงสนามการแข่งขัน เอเชีย ครอส คันทรี ในประเทศไทย โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการปรับแต่งรถของทีม ผสานกับสมรรถนะเหนือชั้นสำหรับคอออฟโรดตัวจริง

ทั้งนี้ ไมเคิล ซึ่งเป็นผู้อำนวยการทีมมีประสบการณ์การแข่งขันมามากกว่า 30 ปี และเป็นนักแข่งที่เคยได้รับชัยชนะมาหลายครั้ง รวมถึงครั้งล่าสุดในปี 2018 ด้วยการขับรถฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 55 แข่งขันในรุ่น TA2 และในครั้งนี้ ไมเคิลจะนำฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ หมายเลข 124 ลงแข่งในสนามเอเชีย ครอส คันทรี แรลลี 2023 พร้อมด้วยไชยยา ชมมาลี ผู้นำทางมือฉมังที่คร่ำหวอดในวงการแข่งรถแรลลีมากว่า 40 ปี 

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นอย่างยิ่งที่จะได้ลงแข่งในสนามนี้ เพราะนี่จะเป็นการแข่งรถแบบครอสคันทรีครั้งแรกของผม การเข้าร่วมแข่งขันรายการนี้เป็นความฝันของผมมานานแล้ว และในปีนี้ก็นับเป็นโอกาสเหมาะในการร่วมมือกับผู้สนับสนุนอย่างฟอร์ด ประเทศไทย จากการฝึกซ้อมที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าการแข่งขันรายการนี้มีความท้าทายทางจิตใจยิ่งกว่าการแข่งขันบนทางเรียบมาก เนื่องจากต้องอาศัยประสาทสัมผัสทั้งหมดในการเอาชนะความท้าทายตลอดการแข่งขัน เป้าหมายของเราในครั้งนี้คือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด และเข้าเส้นชัยอย่างสมบูรณ์แบบโดยไร้ข้อผิดพลาด” ไมเคิล ฟรีแมนกล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ หมายเลข 124 ลงแข่งในคลาส ทีทูเอ หรือ โปรดักชัน เอเชีย ซึ่งเป็นประเภทสำหรับรถที่ผลิตจากโรงงานในเอเชีย ใช้เครื่องยนต์และชิ้นส่วนจากโรงงาน มีการปรับแต่งเพิ่มเติมตามข้อกำหนดของการแข่งขันที่ให้มีอุปกรณ์ความปลอดภัยบนเบาะที่นั่งคนขับ และโรลบาร์ ทีมแข่งได้เปลี่ยนล้อ และยาง BF Goodrich ใหม่ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ออฟโรด ติดบังโคลน และแผ่นโลหะกันกระแทกใต้ท้องรถ ไปจนถึงการบรรทุกยางรถยนต์สำรอง และกว้านสำหรับฉุดลากไว้ในกระบะท้าย เสริมความดุดันของภายนอกสีส้มโค้ด ออเร้นจ์ ด้วยสติกเกอร์ที่สะท้อนดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ นอกจากนี้ ทีมแข่งยังใช้โช้คอัพเดิมของ FOXTM ที่ได้รับการยกระดับให้พร้อมสำหรับการแข่ง และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรเดิม อวดศักยภาพของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ในฐานะรถกระบะที่ผลิตมาเพื่อการลงสนามแข่งออฟโรด

“ฟอร์ดรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมมือกับทีมแข่ง ฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะยกระดับแบรนด์ไปอีกขั้นในวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งการแข่งขันที่มีความท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม จะเป็นเครื่องพิสูจน์สมรรถนะของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และความสามารถของทีม เพื่อให้แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตได้สัมผัสถึง ‘ความดุดัน’ อย่างแท้จริง” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

การแข่งขันเอเชีย ครอส คันทรี แรลลี นับเป็นการแข่งขันแรลลีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จัดโดยสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (Fédération Internationale de l’Automobile – FIA) ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) และสมาคมกีฬารถจักรยานยนต์ 360 องศา ด้วยความมุ่งมั่นให้เป็นสุดยอดศึกทดสอบสมรรถนะรถยนต์ออฟโรด ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเผชิญกับการแข่งขันทั้งบนทางเรียบและพื้นที่สมบุกสมบัน ไม่ว่าจะเป็นเนินสูงชัน แอ่งน้ำ พื้นทราย เรือกสวนไร่นา ไปจนถึงทางลาดยาง และยังต้องวัดใจกับสภาพอากาศอันแปรปรวนในแต่ละพื้นที่ขอทวีปเอเชีย ซึ่งจะพิสูจน์ทักษะการขับขี่ของนักแข่ง การปรับแต่งเครื่องยนต์ของวิศวกร ไปจนถึงสมรรถนะของรถแข่ง

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ร่วมฉลองเดือนพิเศษ ด้วยข้อเสนอแห่งปี สำหรับคุณและคนที่คุณรัก

0

ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ต้อนรับเดือนพิเศษสำหรับครอบครัว ด้วยการมอบข้อเสนอพิเศษผ่านแคมเปญ “Happy family month. Happy ultimate promotion.” ที่จะมอบโปรโมชั่นแห่งปีให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อรถยนต์ฮุนไดทุกรุ่น ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของทุกคนในครอบครัว และเพื่อให้การเป็นเจ้าของรถยนต์ฮุนไดทำได้ง่ายขึ้น บริษัทฯ ขอมอบแคมเปญพิเศษ Happy family month. Happy ultimate promotion. ให้ลูกค้าของเราตัดสินใจออกรถยนต์ฮุนไดคันใหม่ เพื่อคนรักและครอบครัวในเดือนพิเศษนี้”

ข้อเสนอสำหรับลูกค้า ฮุนได สตาร์เรีย

เพียงทดลองขับ ฮุนได สตาร์เรีย ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดใกล้บ้านท่าน ระหว่างวันที่ 12 – 20 สิงหาคม 2566 รับฟรี บัตรกำนัลจาก S&P มูลค่า 200 บาท1 และยังมีโปรโมชั่นแห่งปี Hyundai Happy Choice ผ่อนเริ่มต้น 1% ของราคารถ2 หรือ ดอกเบี้ยพิเศษ 1.25%3 พร้อมฟรี แพคเกจบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร3 และประกันภัยชั้นหนึ่งพร้อมพรบ. 1 ปี3

ข้อเสนอสำหรับลูกค้า รถยนต์ฮุนได รุ่นอื่น

  • ลูกค้า ฮุนได เอชวัน: รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งพร้อมพรบ. 1 ปี3
  • ลูกค้า ฮุนได สตาร์เกเซอร์: รับฟรี แพคเกจบำรุงรักษา 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร3 และประกันภัยชั้นหนึ่งพร้อมพรบ. 1 ปี3
  • ลูกค้า ฮุนได เครต้า: พบกับข้อเสนอ Creta Smart Choice เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษ 49%3 หรือ ดาวน์เริ่มต้น 74,999 บาท3 พร้อมฟรี แพคเกจบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร3 และประกันภัยชั้นหนึ่งพร้อมพรบ. 1 ปี3

ข้อเสนอสำหรับลูกค้าฮุนไดในปัจจุบัน รับส่วนลดเพิ่มทันที

พิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ฮุนไดในปัจจุบัน รับส่วนลดเพิ่มทันที เมื่อจองรถยนต์ฮุนไดคันใหม่3

  • เมื่อจอง ฮุนได สตาร์เรีย รับส่วนลดเพิ่มมูลค่า 20,000 บาท
  • เมื่อจอง ฮุนได สตาร์เกเซอร์ รับส่วนลดเพิ่มมูลค่า 10,000 บาท
  • เมื่อจอง ฮุนได เอชวัน / เครต้า รับส่วนลดเพิ่มมูลค่า 5,000 บาท

ข้อเสนอสำหรับลูกค้ากลุ่มอาชีพพิเศษ

ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าอาชีพพิเศษ3 ในกลุ่ม แพทย์, ทันตแพทย์, นักบิน, ข้าราชการระดับ C9 ขึ้นไป, อัยการ, ผู้พิพากษา และ ผู้บริหารระดับสูง (บริษัทมหาชน) ตำแหน่งผู้อำนวยการขึ้นไป กับข้อเสนอดาวน์ 0% พร้อมรับดอกเบี้ยอัตรา 2.19% นาน 48 เดือน3

ข้อเสนอแห่งปีทั้งหมดนี้ สงวนสิทธิ์เพื่อลูกค้าที่ออกรถยนต์ฮุนไดคันใหม่ ภายในเดือนสิงหาคมนี้เท่านั้น สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดทั่วประเทศ ซึ่งพร้อมให้การดูแลคุณและคนที่คุณรัก

1 บัตรกำนัลมีจำนวนจำกัด
2 ไม่มีบอลลูน
3 เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ทุ่ม 3 พันล้าน เปิดสายการผลิต “ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน” ที่ควบคุมการผลิต ด้วยหุ่นยนต์

0
ออล-นิว มิตซู บิชิ ไทรทัน ภาพเปิด

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้านการลงทุนและการเติบโตในประเทศไทย โดยเพิ่มการลงทุนในสายการผลิตใหม่สำหรับ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล 200 (L200) ที่โรงงานแหลมฉบังเพื่อรองรับการส่งออกไปทั่วโลก สายการผลิตใหม่ของ ออล-นิว ไทรทัน ประกอบด้วยสายการผลิตเชื่อมประกอบตัวถังรถยนต์ที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ “สุดไฮเทค” เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนกระบวนการอัตโนมัติถึงร้อยละ 95 จากการใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะมากกว่า 250 ตัว เพื่อทำงานในจุดที่มีความเสี่ยงสูงหรือต้องการความแม่นยำสูงเกินความสามารถของมนุษย์

ออล-นิว มิตซู บิชิ ไทรทัน 1

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำด้านการผลิตและส่งออกรถยนต์ของประเทศไทย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนให้ประเทศไทยเติบโตขึ้นเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์แห่งภูมิภาคมาอย่างยาวนาน เรามองว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ จึงดำเนินการผลิตรถยนต์รุ่นสำคัญๆ ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่นี่ เพื่อจำหน่ายส่งออกไปยังนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทุ่มงบลงทุนในหลากหลายภาคส่วนเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี โดยหนึ่งในการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดนั่นก็คือการทุ่มงบประมาณ 3,000 ล้านบาท ในการก่อสร้างโรงงานพ่นสีแห่งใหม่ในปี 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเป็นโรงงานพ่นสีที่มีคุณภาพสูง โดยผสานการทำงานที่แม่นยำของเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์อัตโนมัติเข้ากับความพิถีพิถันของบุคลากรที่บรรจงสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยความประณีต ทั้งยังมีระบบการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้ส่งเสริมการผลิตรถยนต์ด้วยพลังงานสะอาดโดยใช้ระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์หรือพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิตไฟฟ้าที่ 7 เมกะวัตต์ และมีแผนที่จะลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง”

ออล-นิว มิตซู บิชิ ไทรทัน 2

การเปิดตัว “ออล-นิว ไทรทัน” ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสายการผลิตรถกระบะอย่างเป็นรูปธรรมไปอีกขั้น โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ยกระดับสายการผลิตใหม่ โดยใช้หุ่นยนต์อันทันสมัยมากกว่า 250 ตัว ทำหน้าที่ในการเชื่อมประกอบตัวถังรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมและมีความแม่นยำสูง โดยมีกำลังผลิตราว 200,000 คันต่อปี
“สายการผลิตอัตโนมัติที่ใช้หุ่นยนต์นี้ มีมาตรฐานสูงเทียบเท่าโรงงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นหัวใจแห่งยุทธศาสตร์สู่การเติบโต ด้วยการลงทุนที่ล้ำสมัย โดยในวันข้างหน้า เราจะยังคงมุ่งมั่นสร้างความเติบโตในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุน การผลิต การส่งออก และส่งต่อความรู้และเทคโนโลยี โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญ” มร. โคอิโตะ กล่าวเสริม

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยกระดับสายการผลิตแบบอัตโนมัติสำหรับออล-นิว ไทรทัน ด้วยมุ่งหวังที่จะส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีและหุ่นยนต์ที่มีความแม่นยำสูงเข้ามาทำหน้าที่ที่หลากหลาย อาทิ หุ่นยนต์ขนาดใหญ่ที่สามารถยกวัตถุที่มีน้ำหนักมากได้ถึง 900 กิโลกรัม หุ่นยนต์เคลื่อนย้ายชิ้นงาน แขนกลที่มีความยืดหยุ่นซึ่งสามารถหยิบจับชิ้นงานได้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว หุ่นยนต์พร้อมระบบตรวจสอบหัวเชื่อมอัตโนมัติ กล้องตรวจคุณภาพแนวซีลตะเข็บรถยนต์แบบอัตโนมัติ อุปกรณ์ขันยึดแบบไฟฟ้าที่มีความแม่นยำสูง และระบบบันทึกข้อมูลการตรวจสอบแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการใช้กระดาษ

ออล-นิว มิตซู บิชิ ไทรทัน 3

มร. เออิจิ โอกาวะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ระบบควบคุมอัตโนมัติรุ่นใหม่ทั้งหมดถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานและความปลอดภัยให้กับพนักงานของเรา พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านการควบคุมคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพการผลิตออล-นิว ไทรทัน เรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่รถระดับโลกอย่างออล-นิว ไทรทัน มีต้นกำเนิดจากโรงงานแหลมฉบังของเราแห่งนี้ และตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งกับเสียงตอบรับจากลูกค้า เราหวังว่าเทคโนโลยีการผลิตใหม่ล่าสุดของเรานี้จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าของเรามากยิ่งขึ้น”

ออล-นิว ไทรทัน ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งภายใต้ดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) เพื่อเติมเต็มและตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย พร้อมมอบความปลอดภัยและอุ่นใจได้ในทุกเส้นทาง ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ความสงบเงียบและสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

ออล-นิว มิตซู บิชิ ไทรทัน 5

“ด้วยเครื่องยนต์ไฮเปอร์เพาเวอร์ (Hyper Power) รุ่นใหม่ เมกาเฟรมหรือโครงรถใหม่ ช่วงล่างใหม่ ที่มาพร้อมความสะดวกสบายสูงสุดของห้องโดยสารทั้งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทำให้ ออล-นิว ไทรทัน กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกที่สะท้อนถึงความทุ่มเทของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในการสร้างสรรค์รถกระบะที่ดีที่สุดในคลาส เพื่อให้ ออล-นิว ไทรทัน เติมเต็มความสนุกในการใช้ชีวิตและมอบอรรถประโยชน์ให้กับลูกค้าทั่วโลก ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการใช้รถกระบะในการประกอบอาชีพและใช้งานส่วนตัว เราภูมิใจที่จะได้นำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่น่าพึงพอใจให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้งานรถกระบะในรูปแบบที่หลากหลาย ในวันข้างหน้า เราจะยังคงมุ่งมั่นสร้างความเติบโตโดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อความสำเร็จและคุณค่าให้กับลูกค้าทั่วโลก” มร. โคอิโตะ กล่าวปิดท้าย

 

เรเว่ ออโตโมทีฟ เปิดคลังอะไหล่ พร้อมเปิดบริการ ‘RÊVER Inspected’ ตรวจสภาพและประเมินราคารถไฟฟ้า BYD ก่อนส่งต่อตลาดรถยนต์มือสอง

0
เรเว่ ภาพเปิด

เรเว่ ออโตโมทีฟ ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มุ่งมั่นยกระดับประสิทธิภาพการบริการลูกค้าด้วยความพร้อมสูงสุดในการส่งมอบอะไหล่ ณ RÊVER BYD Spare Parts Center คลังอะไหล่ที่มีความจุกว่า 200,000 ชิ้น หรือประมาณ 2,500 พาเลท ที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉลี่ย 4 – 7 เดือน ครอบคลุมชิ้นส่วนทุกชิ้นสำหรับรุ่น BYD ATTO 3 และอะไหล่สำหรับรุ่น BYD Dolphin กำลังทยอยเข้ามาและจะครอบคลุมทุกชิ้นส่วนในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ด้วยขนาดพื้นที่ 4,000 ตารางเมตร ภายในคลังอะไหล่แบ่งพื้นที่จัดเก็บอย่างชัดเจน ได้แก่ โซนชิ้นส่วนทั่วไป โซนชิ้นส่วนอุบัติเหตุ และโซนชิ้นส่วนซ่อมบำรุง โดยชิ้นส่วนสำคัญอย่าง Blade Battery และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ จะถูกจัดเก็บเป็นพิเศษในห้องควบคุมความเย็นและความชื้นมาตรฐานสูง

เรเว่ 3

นอกจากนี้ เพื่อรองรับรถยนต์ BYD รุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดในอนาคต ประกอบกับความต้องการที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ เดินหน้าสร้างคลังอะไหล่แห่งใหม่พื้นที่ขนาด 18,000 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าปัจจุบันถึง 4.5 เท่า พร้อมความสามารถในการรองรับอะไหล่สูงสุด 1,000,000 ชิ้น ในพื้นที่บางนา – ตราด ให้เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าถึงผู้จัดจำหน่ายในภูมิภาคต่างๆ ภายในเวลา 1 – 4 วัน โดยคลังอะไหล่ที่นี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน

เรเว่ 1

คุณประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด กล่าวว่า “เรามีความภูมิใจที่ได้นำเสนอบริการที่ครอบคลุมมากกว่าการขายรถยนต์ คลังสินค้าของเรามีอะไหล่สำรองครบครัน เพื่อรับประกันว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีและให้ลูกค้าสามารถนำรถกลับไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ในฐานะที่เราเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เรามุ่งเน้นที่จะเป็นศูนย์กลางของทุกความต้องการสำหรับผู้ที่ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า และการเปิดตัวคลังอะไหล่แห่งใหม่จะช่วยยกระดับการดำเนินงานและพัฒนาบริการให้คล่องตัวขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการด้านอะไหล่ทดแทนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น”

เรเว่ 2

เพื่อเป็นแนวทางในความมุ่งมั่นให้บริการหลังการขายกับลูกค้าแบบครบวงจร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ ยังเปิดตัวโปรแกรม ‘RÊVER Inspected’ ที่ให้บริการตรวจสอบและประเมินสภาพรถยนต์ไฟฟ้า BYD ในทุกด้าน ทั้งสภาพทั่วไป สภาพเทคนิค ที่รวมถึงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจและได้รับความสะดวกสบายในการส่งต่อรถในตลาดรถยนต์มือสองในราคาที่เหมาะสมและผู้ซื้อได้รับรถที่ได้มาตรฐานพร้อมใช้งานทันที โดย บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ ถือได้ว่าเป็นรายแรกในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่ออกแบบการให้บริการตรวจสภาพพร้อมประเมินประสิทธิภาพแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โปรแกรม ‘RÊVER Inspected’ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘Drive ON’ ที่มุ่งให้บริการในทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างความมั่นใจและความสะดวกสบายให้ลูกค้า

เรเว่ 5

บริการตรวจสภาพรถยนต์ไฟฟ้าของ เรเว่ มีจุดเด่นในการประเมินสภาพ Blade Battery ที่สามารถชาร์จไฟได้มากกว่า 5,000 ครั้ง หรือกว่า 1 ล้านกิโลเมตร ประสิทธิภาพการใช้งานระยะเวลายาว ไม่ว่ารถยนต์จะมีระยะวิ่งมากน้อยเพียงใด หรือผ่านการใช้งานนานหลายปี โดยสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนที่มีมูลค่าและมีความสำคัญสูงสุดต่อการกำหนดราคาเพื่อการขายต่อในตลาดรถมือสอง ซึ่งบริการนี้รวบรวมการตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่ (SoH) และ แบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery) ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

โปรแกรม ‘RÊVER Inspected ประกอบไปด้วย

1.การประเมินด้านเทคนิคด้วยเครื่องมือพิเศษของ BYD รวม 43 รายการ ประกอบไปด้วย การตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่ (SOH), ระบบการจัดการแบตเตอรี่ (BMS), แรงดันแบตเตอรี่รวม (สูงสุด – ต่ำสุด), สถานะการชาร์จ (SOC), โมดูลซ้าย – ขวา – หลัง, โมดูลควบคุมโดเมนพลังงาน, ระบบแรงดันลมยาง (TPMS), คอมเพรสเซอร์ A/C, โมดูลควบคุมกำลังมอเตอร์ (MPC), เซนเซอร์จุดบอด, ตัวแปลงไฟฟ้า AC-DC, ชาร์จเจอร์บนบอร์ด, โมดูลตัวเพิ่มพลังงานอัจฉริยะ (IPB), โมดูลถุงลมนิรภัย, โมดูลชาร์จไร้สาย, โมดูลควบคุมเกียร์เรือ, โมดูลความถี่สูง เป็นต้น

2.การประเมินอุปกรณ์มาตรฐานและประวัติการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ BYD ประกอบไปด้วย การตรวจสอบเอกสารสำคัญ เช่น เอกสารและคู่มือการรับประกัน, สมุดคู่มือการใช้งาน, เล่มทะเบียนและป้ายภาษี, การ์ด SD, กุญแจรีโมท, การ์ด NFC และรายละเอียดการบำรุงรักษาตามระยะเวลาหรือระยะทาง

3.การประเมินสภาพรถยนต์ทั่วไป รวม 98 รายการ ประกอบไปด้วย การตรวจลักษณะภายนอกและโครงสร้างรถ 20 รายการ, รายละเอียดภายใน 29 รายการ, การตรวจใต้ท้องรถและระบบขับเคลื่อน 37 รายการ, การทำงานของอุปกรณ์ทั่วไป 12 รายการ

“เราภูมิใจที่ได้เป็นบริษัทแรกในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยที่นำเสนอการตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความทนทานและประสิทธิภาพที่ยั่งยืนของนวัตกรรมแบตเตอรี่ BYD และความมุ่งมั่นของเราในการสร้างความไว้วางใจผ่านการดำเนินงานที่โปร่งใส เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า แต่เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการบริการเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า” คุณประธานวงศ์ กล่าวเสริม

โปรแกรม ‘RÊVER Inspected’ จะดำเนินการโดยทีมวิศวกรมืออาชีพของ เรเว่ ออโตโมทีฟ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่ารถยนต์ไฟฟ้า BYD ในท้องตลาดได้รับการรองรับด้วยมาตรฐานสูงสุด บริการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่ารถยนต์ไฟฟ้า BYD พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยและตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวัน พร้อมมอบความคุ้มค่าที่ยั่งยืน ให้ทุกกิโลเมตรของเส้นทางการขับขี่เต็มไปด้วยความมั่นใจ โดยมี เรเว่ ออโตโมทีฟ เป็นเพื่อนร่วมเดินทางในทุกกิโลเมตร

*สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิพิเศษ RÊVER Care สามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.reverautomotive.com/ พร้อมติดตามทุกความเคลื่อนไหวและข้อมูลข่าวสารได้ที่ FB: BYDReverThailandOfficial / IG: bydreverthailand

เอ็มจี จัดกิจกรรมไลฟ์สไตล์ เดินหน้าสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างยั่งยืน

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จัดกิจกรรมไลฟ์สไตล์สร้างความสุขให้กับครอบครัวลูกค้าเอ็มจี เพื่อแทนคำขอบคุณในความเชื่อมั่น และเลือก เอ็มจี เป็นรถคู่ใจ โดยปักหมุดมอบช่วงเวลาดีๆ ให้กับลูกค้าในช่วงวันหยุดยาวของเดือนกรกฎาคม 2566 ถูกใจทั้งครอบครัวสายสปอร์ตด้วยเกมกอล์ฟที่กำลังเป็นที่นิยม และโดนใจสาย Road Trip ด้วยกิจกรรมขับขี่ท่องเที่ยวในรูปแบบคาราวานบนเส้นทางธรรมชาติ มุ่งสร้าง “ประสบการณ์ดีๆ” ให้กับทุกคนในครอบครัว

โดยทั้ง 3 กิจกรรม สามารถสอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าเอ็มจี ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวสายสุขภาพ ด้วยการชวนลูกค้า NEW MG MAXUS 9 ร่วมฟิตแอนด์ฟันในกิจกรรม SWING & SOAR: THE ULTIMATE GOLF EXPERIENCE” ให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะได้มาอวดวงสวิงไปกับเกมกอล์ฟที่กำลังเป็นที่นิยม ณ Topgolf Mega City เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 และในช่วงสัปดาห์หยุดยาวของเดือนกรกฎาคม 2566 เอ็มจี พาลูกค้าออกเดินทางท่องเที่ยวแบบ Road Trip ใน 2 ภาค 2 สไตล์ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ด้วยกิจกรรม MG FAMILY ROAD TRIP ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการรวมพลคนเอ็มจี จำนวนกว่า 40 ครอบครัว ขับรถสัญจรเที่ยวไทยอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม จึงเกิดเป็นคาราวานลูกค้าเอ็มจีสายรักธรรมชาติผสมผสานอนุรักษ์วัฒนธรรมกว่า 20 คัน ขับขี่ท่องเที่ยวบนเส้นทางกรุงเทพฯ – นครนายก – ปราจีนบุรี – สระแก้ว แวะเยี่ยมชมสถานที่สำคัญ อาทิ เมืองบางดาลวังพญานาค และปราสาทสด๊กก๊อกธม และคาราวานคนเอ็มจีสายชิลริมทะเลอีกกว่า 20 คัน ตะลุยเที่ยวภาคใต้ สงขลา – สตูล – เกาะตะรุเตา ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่งดงามของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา เติมความสุขสนุกไปกับการนั่งเรือหางยาวชมหัวใจสีน้ำทะเลแห่งเขตหมู่เกาะเขาใหญ่ ลัดเลาะไปตามป่าโกงกางท่ามกลางธรรมชาติสวยน้ำทะเลใส

อีกทั้งกิจกรรม Road Trip ในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างความประทับให้กับลูกค้าแล้ว ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และเตรียมความพร้อมให้กับชุมชน รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อมุ่งไปสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น หลังจากนี้ เอ็มจีจะยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อส่งมอบความสุข และสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นผ่านทาง www.facebook.com/MGcarsThailand หรือแอดไลน์ @MGThailand

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

ฟอร์ด ส่งต่อแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนฝันให้ไกลเพื่อสร้างอนาคตที่ดี

0

โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) เปิดบ้านต้อนรับเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่จะขาดโอกาสด้านการศึกษาและทักษะในการประกอบอาชีพจากชุมชนป้อมปราบศัตรูพ่าย 20 คน พร้อมหัวหน้าชุมชน ครู และผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนอีกกว่า 10 คน เข้าเยี่ยมชมสายการผลิตรถยนต์ฟอร์ด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง เปิดโอกาสทางความคิดในการค้นหาอาชีพในอนาคต และต่อยอดไปสู่การจุดประกายให้ชุมชนและคนในชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเพื่อสร้างสังคมที่ดีต่อไป

ระหว่างเยี่ยมชมสายการผลิต เยาวชนต่างตื่นเต้นที่ได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานจริงในโรงงานผลิตรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ด้วยพนักงานที่มีทักษะและกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อให้มั่นใจว่ารถทุกคันมีคุณภาพและได้มาตรฐานเพื่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปยัง 113 ประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้ เยาวชนทุกคนยังได้มีโอกาสพูดคุยอย่างใกล้ชิด และตื่นเต้นไปกับการนั่งรถในสนามทดสอบไปกับนักแข่งรถจากทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทั้งแซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค นักแข่งรถดาวรุ่งเชื้อสายไทย-นอร์เวย์ แชมป์การแข่งขันรถยนต์ซูเปอร์คาร์ในทวีปยุโรปและเอเชีย และแจ็ค เลมวาร์ด นักแข่งรถมากประสบการณ์ เชื้อสายไทย-เดนิช ผู้กวาดรางวัลชนะเลิศมากกว่า 20 ครั้งจากการแข่งขันทั่วเอเชียตลอดระยะเวลา 25 ปีในวงการ

“จากการเก็บสถิติในชุมชน เราพบว่าเยาวชนในชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับสำนักงานของศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพฯ (FREC Bangkok) มีข้อจำกัดในการมองหาโอกาสในการประกอบอาชีพต่างๆ เราจึงจัดค่ายเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับอาชีพและสอนทักษะที่จำเป็นเพื่อเตรียมความพร้อมให้พวกเขาประสบความสำเร็จในอนาคต เราอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเลือกสาขาอาชีพ และเสริมสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง ซึ่งเราได้รับความร่วมมืออย่างดีทั้งจากโรงงานฟอร์ด และทีมนักแข่งของเรา” เจน ฮอลโลเวย์ ผู้จัดการกองทุนฟอร์ด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และแอฟริกา กล่าว

ฟอร์ดร่วมมือกับศูนย์วิจัยชุมชนเมือง (Urban Study Labs) ซึ่งเป็นพันธมิตรของศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม (FREC) เพื่อจัดงานนี้ ทั้งนี้ ศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดฯ ในกรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2562 เพื่อส่งเสริมการทำงานขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีสำนักงานอยู่ที่โรงเรียนสตรีจุลนาค ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายซึ่งเป็นหนึ่งในย่านที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดฯ ได้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สาธารณะ และมีการจัดกิจกรรม แนะนำแนวคิดใหม่ ๆ ให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมอยู่เสมอ

มร. วินโค้ ซาริค ผู้จัดการโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง กล่าวว่า “ที่ฟอร์ด เราเชื่อว่าทุกคน โดยเฉพาะเด็กๆ ล้วนมีศักยภาพ เราพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อช่วยให้พวกเขาได้รับความรู้และมีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เขาพัฒนาตัวเองและสังคมต่อไป”