Home Blog Page 216

เมอร์เซเดส-เบนซ์ กวาด 4 รางวัลจากเวที AutomotiveINNOVATIONS Awards ประจำปี 2023 พร้อมเผยความโดดเด่นด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก

0
Automotive Innovations Awards 2023, PwC Deutschland, v.l.n.r.: Moderatorin Anja Kohl, Markus Schäfer, Prof. Stefan Bratzel (Center of Automotive Management), Felix Kuhnert (PwC)

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับ 4 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวทีด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก AutomotiveINNOVATIONS Awards ประจำปี 2023 ซึ่งประกอบไปด้วย รางวัล “Most Innovative Premium Brand” รางวัล “Most Innovative Premium Brand — Electric Mobility” และรางวัล “Most Innovative Premium Brand — Interface and Connectivity” รวมไปถึงการคว้ารางวัล “Most Innovative Model” สำหรับรถซาลูนพลังงานไฟฟ้า EQE โดยได้รับเกียรติจากตัวแทนบริษัท ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PwC) ร่วมกับตัวแทนจากศูนย์บริหารจัดการธุรกิจยานยนต์ (CAM) เป็นผู้มอบรางวัลให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์

Prof. Dr. Stefan Bratzel ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการธุรกิจยานยนต์ (CAM) กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีนวัตกรรมมากที่สุดในบรรดาแบรนด์รถยนต์ระดับลักชัวรี่ และอย่างที่ทราบกันดีว่าเป้าหมายของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกในปีนี้คือการผลักดันรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เราจะเห็นได้ว่าทางเมอร์เซเดส-เบนซ์เอง ก็มีการพัฒนาและเปิดตัวรถยนต์พลังไฟฟ้า 100% ในทุกเซกเมนต์อย่างต่อเนื่อง โดยนอกเหนือจากรุ่นที่ได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมอย่าง EQE อีกสองรุ่นที่น่าจับตามองก็คือ EQS SUV และ EQA ที่มีการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัย นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้สร้างมาตรฐานให้กับยานยนต์ไฟฟ้าในทุกมิติ ทั้งในด้านของระยะทางการขับขี่ ประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน รวมถึงเวลาในการชาร์จไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม”

Markus Schäfer ผู้บริหารระดับสูง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป เอจี กล่าวว่า “การได้รับรางวัล AutomotiveINNOVATIONS Awards ทั้ง 4 รางวัลถือเป็นสิ่งที่พิเศษมากสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยนอกจากรางวัลในสาขาหลักอย่าง “Most Innovative Premium Brand”
เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลในสาขาของแบรนด์รถยนต์ที่มีนวัตกรรมที่ดีที่สุดในด้านของระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Mobility) และระบบผสานการเชื่อมต่อระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ (Interface and Connectivity) ในเซ็กเมนต์ของแบรนด์ระดับลักชัวรี่ รวมไปถึงการคว้ารางวัลของ EQE รถซาลูนพลังงานไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการประสบความสำเร็จภายใต้กลยุทธ์การดำเนินงาน “Lead in Electric Drive and Digital Experience” ทั้งนี้ เราขอขอบคุณพนักงานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกคน ที่ทำงานหนักเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนยนตรกรรมแห่งอนาคตด้วยพลังแห่งวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ที่มีมากว่า 135 ปี หลังจากการเปิดตัวรถยนต์คันแรกของโลกที่รู้จักกันในชื่อ เบนซ์พาเทนท์-มอเตอร์วาเกน (Benz Patent-Motorwagen) ที่ออกแบบโดยคาร์ล เบนซ์ (Carl Benz)”

Digital Automotive Talk im Rahmen der Automotive Innovations Awards 2023, PwC Deutschland, v.l.n.r.: Markus Lanz (Moderator), Felix Kuhnert (PwC), Arnd Franz (Vorsitzender der MAHLE Konzern-Geschäftsführung), Prof. Dr. Claudia Kemfert (Leiterin der Abteilung Energie, Verkehr, Umwelt am DIW Berlin und Professorin für Energiewirtschaft und Energiepolitik), Markus Schäfer (Mitglied des Vorstands der Mercedes-Benz Group AG, Chief Technology Officer, Entwicklung & Einkauf), Dr. Mathias Hüttenrauch (CEO CATL Europe), Prof. Dr. Stefan Bratzel (Center of Automotive Management)

นวัตกรรมที่โดดเด่นของรถซาลูนพลังงานไฟฟ้า EQE

EQE ที่คว้ารางวัล “Most Innovative Model” เป็นรถประเภทซาลูนรุ่นที่สองที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% หลังจากการเปิดตัวรุ่นแรกอย่าง EQS saloon โดย EQE เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางที่ผสานความหรูหราและความสปอร์ตได้อย่างลงตัว มีสไตล์ที่เหมาะกับนักธุรกิจและผู้บริหารระดับสูง และด้วยขนาดตัวถังที่กะทัดรัดกว่า EQS ทำให้มีความคล่องตัวที่มากกว่า โดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยที่ยกความเป็นเลิศมาจาก EQS ทั้งหน้าจอ MBUX Hyperscreen ขนาดใหญ่ เทคโนโลยีการกรองอากาศด้วยฟิลเตอร์แบบ HEPA type รวมถึงระบบเลี้ยวด้วยล้อหลังอย่าง Rear-axle steering system นอกจากนี้ EQE ยังมีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าสูงถึง 682 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ทำให้เหมาะแก่การขับขี่ครอบคลุมทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการขับขี่ระยะไกล

การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหนือชั้นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างระบบการขับขี่อัตโนมัติ “DRIVE PILOT” เป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ปูทางให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับรางวัลครั้งนี้ โดยล่าสุด รัฐแคลิฟอร์เนียมีการประกาศรับรองให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถเปิดใช้งานระบบขับขี่อัตโนมัติระดับที่ 3* ตามมาตรฐานของ SAE (Society of  Automotive Engineers) หลังจากที่ได้รับการอนุมัติในรัฐเนวาดาและประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ระบบปฎิบัติการมัลติมิเดียของเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่สามารถมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่เหนือชั้นระหว่างระบบกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารก็ได้พัฒนามาถึงเจเนอเรชันล่าสุด “MBUX7” โดยเริ่มติดตั้งแล้วในเมอร์เซเดส-เบนซ์ หลายๆ รุ่น

*ระบบขับขี่อัตโนมัติระดับที่ 3 (Conditional Automation) เป็นระบบที่ฟังก์ชันการขับขี่อัตโนมัติจะเข้ามาช่วยควบคุมการขับขี่ในบางจุดเท่านั้น คนขับยังมีความจำเป็นต้องพร้อมที่จะเข้าควบคุมรถได้ในทุกสถานการณ์

สำหรับระบบ ChatGPT ในรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปัจจุบันยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะทำให้การควบคุมการทำงานด้วยเสียงของระบบ MBUX ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยการทดสอบช่วง Beta phase ได้มีการเริ่มขึ้นที่สหรัฐอเมริกาในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และอีกหนึ่งการริเริ่มของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ทำให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันแข่งแกร่งคือการศึกษารถสปอร์ต Vision One-Eleven ที่มีจุดเด่นด้วยมอเตอร์ประสิทธิภาพสูงอย่าง axial-flux motor จาก “YASA” ผู้ผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าระดับโลก และมีการติดตั้งแบตเตอรี่แบบ cylindrical battery cells เป็นแหล่งพลังงาน

ตั้งแต่ปี 2012 นวัตกรรมยานยนต์ของบริษัทยานยนต์ระดับโลกได้รับการสำรวจและประเมินตามเกณฑ์เชิงปริมาณและคุณภาพ โดยมีบริษัท ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PwC) และ Prof. Dr. Stefan Bratzel จากศูนย์บริหารจัดการธุรกิจยานยนต์ (CAM) เป็นผู้ริเริ่มการมอบรางวัลให้กับผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์ ภายใต้ชื่อ “AutomotiveINNOVATIONS Awards” โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลด้านนวัตกรรมของ CAM ในเมืองแบร์กิชกลัดบัค ประเทศเยอรมนี

และตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ได้มีการจัดงาน “Digital Automotive Talk” ที่เกิดขึ้นก่อนพิธีมอบรางวัลของทุกๆ ปี โดยในปีนี้ Markus Schäfer ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป เอจี ได้ร่วมพูดคุยและตอบคำถามร่วมกับพิธีกรชื่อดัง Markus Lanz ในประเด็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนแห่งอนาคต (Future of Mobility) และมีการหารือเกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังถูกพูดถึงในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งแนวโน้มการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า การขับขี่อัตโนมัติ การพัฒนาเทคโนโลยีระบบการเชื่อมต่อ และการมุ่งเน้นในด้านความยั่งยืน ทั้งนี้ผู้ร่วมงานทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มากกว่าในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาแน่นอนสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.mercedes-benz.com
และสามารถรับข้อมูลสื่อมวลชนและบริการด้านดิจิทัลสำหรับสื่อมวลชนได้ที่ Mercedes me media
ที่ media.mercedes-benz.com รวมทั้งทางเว็บไซต์ของเมอร์เซเดสเบนซ์ที่ group-media.mercedes-benz.com

วิริยะประกันภัย รุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย โกดังพลุระเบิด พื้นที่ อ.สุไหง-โกลก จ.นราธิวาส

0

นายสังคม เกิดก่อ ปลัดจังหวัดนราธิวาส รับมอบน้ำดื่ม จำนวน 1,800 ขวด จาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายอัสมัน มะลี ผู้จัดการศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนหาดใหญ่ เป็นผู้แทนบริษัทฯ ส่งมอบ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และนำไปใช้บรรเทาทุกข์เบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย นอกจากนี้ยังดำเนินการสำรวจความต้องการของผู้ประสบภัยเพื่อจัดหาสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการยังชีพในภายหลังอีกด้วย ณ ตลาดมูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

“นิสสัน” เผย ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกทะลุ 1 ล้านคัน

0
นิสสัน ภาพเปิด

นิสสัน ประเทศญี่ปุ่น ประกาศยอดขายสะสมรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกมากกว่า 1 ล้านคัน ณ สิ้นเดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังจากเริ่มเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2553 นิสสัน ลีฟ มียอดขายมากกว่า 650,000 คันทั่วโลก ปัจจุบัน รถยนต์รุ่นนี้มีจำหน่ายใน 50 ประเทศทั่วโลก โดยตลาดหลักอยู่ที่ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี การันตีด้วยรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย

ในปี พ.ศ. 2565 นิสสันเริ่มจำหน่าย นิสสัน อริยะ รถยนต์เอสยูวีครอสโอเวอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% นำเสนอการออกแบบและเทคโนโลยีขั้นสูงจากนิสสัน อาทิ เทคโนโลยีการควบคุม e-4ORCE ที่ควบคุมล้อทั้งสี่เพื่อให้การเคลื่อนที่และเบรกเป็นไปอย่างนุ่มนวลและมั่นคง และระบบขับขี่อัตโนมัติแบบโปรไพลอต 2.0 หรือ ProPILOT 2.0 ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจมากขึ้น การออกแบบที่เหนือชั้นที่ทำให้ได้รับรางวัล Auto Colour Award 2021 Grand Prix ในญี่ปุ่นรวมถึงรางวัล Red Dot Design Award ในเยอรมนี อีกทั้งนิสสัน อริยะยังได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ใน Wards 10 Best Interiors & UX list อีกด้วย

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2565 นิสสัน ได้เปิดตัว นิสสัน ซากุระ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกในตลาดรถยนต์ขนาดเล็กหรือ K-Car ของญี่ปุ่น โดยมียอดขายสะสมถึง 50,000 คัน นับแต่เปิดตัว ซากุระโดดเด่นด้วยความเงียบภายในห้องโดยสาร อัตราเร่งที่ทรงพลังแต่นุ่มนวล ภายในห้องโดยสารที่ออกแบบอย่างหรูหรา กว้างขวางและระยะทางการขับขี่ที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแต่ละวัน

ทั้งนี้ นิสสัน ซากุระ ยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติถึงสามรางวัลนับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศญี่ปุ่น ได้แก่
•รางวัล ‘The 2022-2023 Japan Car of the Year’ รถยนต์ขนาดเล็กคันแรกที่คว้ารางวัลนี้ ซึ่งแสดงถึงการมีส่วนร่วมของรถยนต์ในการขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าในตลาด
•รางวัล ‘2023 RJC Car of the Year’ หรือ รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมจาก สมาคมนักวิจัย และผู้สื่อข่าวด้านยานยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (Automotive Researchers’ and Journalists’ Conference of Japan (RJC)
•รางวัล 2023 Japan Automotive Hall of Fame (JAHFA) Car of the Year

ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัท หรือ Nissan Ambition 2030 นิสสันวางแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 19 รุ่นภายในปีงบประมาณ 2030 นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ All-solid state ทั้งหมดที่พัฒนาขึ้นภายในบริษัทภายในปีงบประมาณ 2028 และเพิ่มรุ่นรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าทั่วโลก

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสะสมแต่ละภูมิภาค
ญี่ปุ่น 230,000 คัน
อเมริกาเหนือ 210,000 คัน
ยุโรป 320,000 คัน
จีน 230,000 ตัน
ภูมิภาคอื่นๆ 10,000 คัน
ยอดรวม 1,000,000 คัน

หมายเหตุ:ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566

วิริยะประกันภัย ส่งเสริม “พลเมืองดีอาสาตาจราจร” ร่วมกับ สตช. และภาคีเครือข่าย มอบรางวัลคลิปอุบัติเหตุ ประจำเดือน มิถุนายน 2566

0

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นางสาวกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารองค์กร ผู้แทนจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ และภาคีเครือข่าย กองทุนเพื่อความปลอดภัยทางถนน สวพ.91 และจส.100 ร่วมแถลงผลการมอบรางวัลและเกียรติบัตร โครงการ “อาสาตาจราจร” ประจำเดือน มิถุนายน 2566 ให้กับเจ้าของคลิปที่ได้รับการคัดเลือก รวมจำนวนทั้งสิ้น 20 รางวัล และรางวัลพิเศษอีก 1 รางวัล รวมเป็นเงินรางวัลทั้งสิ้น 110,000 บาท ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับโครงการอาสาตาจราจร เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) มูลนิธิเมาไม่ขับ และภาคีเครือข่าย เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันเป็นพลเมืองดี “อาสาตาจราจร” มุ่งหวังให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักรู้และลดพฤติกรรมเสี่ยงนำไปสู่การขับขี่ปลอดภัย ทั้งนี้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถส่งคลิปการกระทำความผิดทางจราจร ผ่านหลากหลายช่องทาง ได้แก่ เพจตำรวจทางหลวง, เพจกองบังคับการตำรวจจราจร, มูลนิธิเมาไม่ขับ, ศูนย์โซเชี่ยลมีเดีย ศปก.ตร., จส.100 และสวพ.91 โดยในแต่ละเดือนจะพิจารณาคัดเลือกคลิปที่เป็นการกระทำผิดกฎหมายจราจรสำคัญหรือคดีอุบัติเหตุจราจร และคลิปนั้นใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ตามกฏหมาย เดือนละ 10 รางวัล รางวัลที่ 1 จำนวน 20,000 บาท รางวัลที่ 2 จำนวน 10,000 บาท รางวัลที่ 3 จำนวน 6,000 บาท และรางวัลชมเชย 7 รางวัลๆ ละ 2,000 บาท รวม 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งวิริยะประกันภัย เป็นผู้สนับสนุนเงินรางวัลดังกล่าว

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เปิดตัว “ออล-นิว ไทรทัน” จำหน่ายในไทยก่อนญี่ปุ่น ปรับใหม่ทั้งหน้าตาและขุมพลัง

0
ออล-นิว ไทรทัน ภาพเปิด

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) เปิดตัว “ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน” หรือ แอล 200 (L200) รถกระบะขนาด 1 ตัน ที่ได้รับการสร้างสรรค์ใหม่ทั้งคันครั้งแรกในรอบ 9 ปี ณ งานเวิลด์พรีเมียร์ ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย พร้อมประกาศราคาและเริ่มจำหน่ายในไทยเป็นที่แรกในโลก ก่อนเตรียมเปิดตัวในภูมิภาคอาเซียน และโอเชียเนีย โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ช่วงต้นปี 2567

ออล-นิว ไทรทัน รถกระบะเจนเนอเรชั่นที่ 6 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งคันเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ปฏิวัติทุกอณู! พลิกโฉมทุกมิติ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นทั้งภายนอกและภายใน ทั้งการพัฒนาเฟรมหรือโครงรถใหม่ แชสซีส์ใหม่ ช่วงล่างใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ ภายใต้แนวคิด “พลังแกร่งคู่ใจสายลุย” (Power for Adventure)

 

ฟีเจอร์เด่น ใน “ออล-นิว ไทรทัน”
•ตัวถังดีไซน์ใหม่! ใหญ่ขึ้น และแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม พร้อมเฟรมหรือโครงรถที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ให้ความแข็งแกร่งทนทานและอุ่นใจได้ในทุกเส้นทาง และเครื่องยนต์ใหม่! ให้ขุมพลังแรงเร็วเต็มสมรรถนะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

ออล-นิว ไทรทัน 2
•ช่วงล่างใหม่ มอบการขับขี่ที่นุ่มนวล เกาะถนนเป็นเลิศ ปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยเสถียรภาพการทรงตัวและการควบคุมรถที่ดีเยี่ยม พร้อมด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และระบบควบคุมการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาให้เหนือชั้นมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์การขับขี่บนสภาพถนนทุกรูปแบบ
•รูปลักษณ์ด้านหน้า โดดเด่นด้วยดีไซน์แข็งแกร่งโฉบเฉี่ยว พร้อมห้องโดยสารภายในที่กว้างขวางและตกแต่งอย่างมีสไตล์ รองรับการใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการแบบอเนกประสงค์

ออล-นิว ไทรทัน 3
•ยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายสุดพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้งานแบบรถส่วนตัว และการใช้งานเชิงพาณิชย์

ออล-นิว ไทรทัน 5

มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า “เราพัฒนาออล-นิว ไทรทัน ที่หลอมรวมความเป็น “ที่สุด” แห่งดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) เพื่อให้ตอบโจทย์ความเป็นรถระบะสำหรับคนยุคใหม่ โดยในทุกฟีเจอร์หลัก ได้รับการพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีสุดล้ำเอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกอบด้วย เฟรม ตัวถัง และแชสซีส์ที่แข็งแกร่งทนทาน เครื่องยนต์ที่ทรงพลังและตอบสนองได้ดังใจ รวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม

ด้วยเป้าหมายการผลิตสูงสุด 200,000 คัน เพื่อจำหน่ายในมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทำให้ ออล-นิว
ไทรทัน นับเป็นยานยนต์รุ่นสำคัญ เป็นขุมพลังขับเคลื่อน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในฐานะรถยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกรุ่นแรก ซึ่งเปิดตัวในยุคแห่งการเติบโต ขอให้ทุกท่านติดตามทุกย่างก้าวของเราที่มุ่งสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ นับจากวันนี้” มร. คาโตะ กล่าวเสริม

ออล-นิว ไทรทัน 6

ทางด้าน มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ออล-นิว ไทรทัน ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งคันโดยมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งโครงสร้างเมกาเฟรม ช่วงล่างที่มอบการควบคุมอย่างเหนือชั้น ห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายสุดพรีเมียม พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ Hyper Power อันทรงพลัง เพื่อช่วยยกระดับชีวิตและธุรกิจของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น”

“ออล-นิว ไทรทัน ได้รับการผลิต และจำหน่ายในประเทศไทยเป็นที่แรกในโลก เราหวังว่า ออล-นิว ไทรทัน จะมาปฏิวัติเพื่อเอาชนะความท้าทายของสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในตลาดเวลานี้ พร้อมกับช่วยยกระดับชีวิตและธุรกิจของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดย ออล-นิว ไทรทัน จะประกอบไปด้วยรุ่นย่อยต่างๆ ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มในตลาดรถกระบะ เนื่องจากได้รับการออกแบบและพัฒนาจากการศึกษาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าชาวไทย ทั้งการใช้งานแบบรถส่วนตัว และการใช้งานเชิงพาณิชย์” มร. โคอิโตะ กล่าวเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้นำเสนอแคมเปญพิเศษ “ออล-นิว ไทรทัน ขับมันส์ ก่อนใคร !” (ALL-NEW TRITON REV UP & WIN) เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ต้องการเป็นเจ้าของออล-นิว ไทรทัน ก่อนเปิดตัว “แคมเปญนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทยด้วยยอดจองมากกว่า 10,000 คัน ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และชื่อเสียงของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส” มร. โคอิโตะ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับตลาดประเทศไทย ออล-นิว ไทรทัน ตั้งราคาไว้ดังนี้:
รุ่นซิงเกิ้ล แค็บ ยกสูง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 699,000 บาท
รุ่นดับเบิ้ล แค็บ ยกสูง ขับเคลื่อน 2 ล้อ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 820,000 บาท
รุ่นดับเบิ้ล แค็บ ยกสูง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,016,000 บาท

ออล-นิว ไทรทัน มีตัวถังให้เลือกหลากหลายรูปแบบ รองรับความต้องการใช้งานที่แตกต่างกันของทั้ง 7 กลุ่มตลาดรถในประเทศไทย: ตัวถังดับเบิ้ล แค็บ มาพร้อมเบาะ 2 แถว มอบทั้งความสะดวกสบายแบบรถเอสยูวีและความอเนกประสงค์แบบรถกระบะ ขณะที่ตัวถังซิงเกิ้ล แค็บ (ตอนเดียว) มีเบาะคู่หน้า และตัวถังเมกะ แค็บ (ตอนครึ่ง) มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง ช่วยให้ ปรับเอนเบาะคู่หน้าได้สะดวกขึ้น ด้วยตัวถังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ออล-นิว ไทรทัน 1

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์คลีนดีเซล เทอร์โบ 2.4 ลิตร Hyper Power ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อมอบที่สุดของพละกำลังและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โครงสร้างรถ เมกาเฟรม ใหม่! รวมถึงช่วงล่าง และชิ้นส่วนอื่นๆ ล้วนได้รับสร้างสรรค์ขึ้นใหม่จากเทคโนโลยีล้ำสมัยเอกสิทธิ์เฉพาะมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าด้วยฟีเจอร์พิเศษต่างๆ อาทิ โหมดการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ รวมถึงระบบความปลอดภัยที่ครบครัน อาทิ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

โครงสร้างรถยนต์แบบขั้นบันไดที่พัฒนาขึ้นใหม่ มีคานขวางที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมถึงร้อยละ 65 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เพิ่มความแข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้งการต้านทานแรงดัด (Bending Rigidity) และเสริมความแข็งแกร่งเชิงบิด (Torsional Rigidity) โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากการใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูง (High-tensile Steel) ในอัตราส่วนที่สูงขึ้น ไม่เพียงมอบสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกสบายมากกว่าเดิม ออล-นิว ไทรทัน ยังมีความแข็งแรงสมบุกสมบันที่เหนือชั้น พร้อมรองรับการบรรทุกหนัก ทั้งยังช่วยรับและกระจายแรงในกรณีที่เกิดการปะทะ ช่วยปกป้องให้ทุกการขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

เครื่องยนต์คลีนดีเซลไฮเปอร์เพาเวอร์ (Hyper Power Engine) ใหม่! ได้รับการพัฒนาให้มีพละกำลังที่ทรงพลังและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น แรงสุดจะมีพละกำลังถึง 204 แรงม้า แต่ที่จำหน่ายในไทยจะใช้พิกัดความแรงที่ 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร พร้อมติดตั้งระบบเทอร์โบแปรผัน VG Turbo เป็นตัวเปิดตลาด ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมดการขับขี่แบบ Sport และระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด (ระบบเกียร์ไฟฟ้าแบบสวิตช์) ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ เพิ่มความสะดวกสบาย

ออล-นิว ไทรทัน 5
ออล-นิว ไทรทัน มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งระบบ Super Select 4WD-II สำหรับรุ่น ดับเบิ้ล แค็บ และระบบ Easy Select 4WD สำหรับรุ่น ซิงเกิ้ล แค็บ ที่มีการตรวจจับแรงบิดด้วยระบบลิมิเต็ดสลิปที่เฟืองท้าย (Limited Slip Differential: LSD) ช่วยกระจายกำลังด้วยอัตราส่วนร้อยละ 40 ที่ล้อหน้าและร้อยละ 60 ที่ล้อหลัง สร้างความมั่นใจในสมรรถนะการยึดเกาะถนนและประสิทธิภาพในการเข้าโค้ง

ออล-นิว ไทรทัน 7

ระบบ Super Select 4WD-II ในออล-นิว ไทรทัน มีระบบการขับเคลื่อนให้เลือก 4 รูปแบบ ได้แก่
2H (ขับเคลื่อนล้อหลัง) 4H (ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา) 4HLc (ระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง) และ 4LLc (ระบบล็อกเฟืองท้ายกลางอัตราทดความเร็วต่ำ) พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ ใหม่! 7 โหมด ครอบคลุมการขับขี่ทั้งแบบออนโรด และแบบออฟโรด โหมดการขับขี่ Normal (ทั่วไป) และแบบ Eco (ประหยัด) Gravel (ทางลูกรัง) Snow (ถนนลื่น พื้นปกคลุมด้วยหิมะ หรือขณะฝนตกหนัก) Mud (ลุยโคลน) Sand (พื้นทราย) Rock (พื้นหินตะปุ่มตะป่ำ)

สำหรับระบบ Easy Select 4WD สามารถเลือกใช้ระบบขับเคลื่อน 2H (ขับเคลื่อนล้อหลัง) 4H (ระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง) และ 4L (สำหรับการขับขี่ด้วยอัตราทดความเร็วต่ำ) ตอบโจทย์การใช้งานในเส้นทางที่หลากหลาย

ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ได้รับการติดตั้งพร้อมกับระบบ Super Select 4WD-II เพิ่มสมรรถนะการเข้าโค้งด้วยการควบคุมการขับเคลื่อนและแรงดันเบรกที่ล้อด้านในและนอกโค้งให้มีความสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ จะมาพร้อมกับระบบป้องกันล้อหมุนฟรี แอคทีฟลิมิเต็ดสลิป (Brake Control Type) ซึ่งช่วยควบคุมแรงดันเบรกของล้อที่หมุนฟรี พร้อมส่งและกระจายกำลังไปยังอีกล้อหนึ่ง จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่น พร้อมกับมอบประสบการณ์ขับขี่ก้าวข้ามทุกอุปสรรค

ออล-นิว ไทรทัน 8

ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Active Stability Control: ASC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control Sytem: TCL) ที่ยกระดับความปลอดภัยการขับขี่อย่างเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ช่วยควบคุมการทรงตัวในการขับขี่บนทุกเส้นทางได้อย่างมั่นใจ อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist: HSA) ป้องกันรถถอยหลังขณะออกตัวบนทางลาดชัน

ช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ด้วยโครงสร้างปีกนกสองชั้นที่ด้านหน้าซึ่งมีความทนทานแข็งแกร่งและยืดหยุ่น แท่นยึดคานบนของรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) และขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง (2WD High Rider) ได้รับการปรับตำแหน่งยึดเกาะให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มช่วงชักอีก 20 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนและความนุ่มนวลในการขับขี่ ช่วงล่างด้านหลังมอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมความแข็งแกร่งโดยใช้แหนบแผ่นซ้อนที่ได้รับการพัฒนาให้มีน้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิม พร้อมด้วยโช้คอัพที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ถึงแม้ตัวถังของ ออล-นิว ไทรทัน จะมีขนาดใหญ่บึกบึนยิ่งขึ้น แต่ยังคงรัศมีวงเลี้ยวที่แคบและคม เพื่อให้ควบคุมได้อย่างคล่องตัว และเสริมทัศนะวิสัยในการขับขี่ให้สะดวกและปลอดภัยขึ้นด้วยการออกแบบฝากระโปรงที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นสายขอบฝากระโปรง ความปลอดภัยและความสะดวกสบายนับเป็นส่วนสำคัญที่ได้รับการพัฒนา

การออกแบบด้านหน้าตัวรถอันเป็นเอกลักษณ์ ไดนามิค ชิลด์ (Dynamic Shield) สะท้อนถึงสมรรถนะอันทรงพลัง เสริมความอุ่นใจในการปกป้องผู้โดยสารและตัวรถ ให้ความมั่นใจสูงสุด ยกระดับให้ ออล-นิว ไทรทัน เป็นรถกระบะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่งที่ทรงพลัง จากการออกแบบกระจังหน้าและซุ้มล้อแบบสามมิติที่ดุดัน พร้อมกันชนหน้าที่ออกแบบเพื่อเน้นย้ำรูปทรงสะท้อนถึงพลังที่อัดแน่น เสริมด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ดีไซน์โฉบเฉี่ยวดุจสายตาเหยี่ยว ผสานกับไฟส่องสว่างหน้า แบบสามมิติ

ออล-นิว ไทรทัน 9

ด้วยการออกแบบทั้งหมดนี้ทำให้ออล-นิว ไทรทัน เป็นกระบะที่มีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวพร้อมสะกดทุกสายตา ขณะที่กระบะท้ายได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตอบรับทุกการใช้งาน มั่นใจทุกการบรรทุกได้อย่างเต็มพิกัด ทุกอณูของการออกแบบได้สะท้อนความแข็งแกร่ง จากด้านหน้าจรดท้าย เสริมด้วยไฟท้ายรูปตัว T (T-shaped LED) ทั้งสองฝั่ง แสดงถึงความกว้างขวาง พร้อมสะท้อนความหนักแน่นแข็งแกร่ง

ออล-นิว ไทรทัน 10

ทุกองค์ประกอบของตัวรถได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานอเนกประสงค์เหนือระดับ ด้วยรูปทรงห้องโดยสารและสปอยเลอร์ท้ายที่เพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ สะดวกสบายด้วยบันไดข้างกว้างขึ้น ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น

ออล-นิว ไทรทัน 11

การออกแบบภายในห้องโดยสารและแผงควบคุม ภายใต้แนวคิด Horizontal Axis ด้วยเส้นตรงแนวราบและรูปทรงที่แข็งแกร่ง คำนึงถึงประสบการณ์ในการใช้งานด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบด้วยรูปทรงเรขาคณิตและใช้วัสดุคุณภาพสูง พร้อมตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่ม ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกถึงการปกป้อง เสริมความสะดวกสบายในการใช้งานหลากหลายรูปแบบ และตกแต่งด้วยโครเมียมในหลายส่วนเพื่อสร้างบรรยากาศที่ทันสมัย เติมเต็มความใส่ใจในทุกการออกแบบอย่างประณีต

ออล-นิว ไทรทัน 12

นอกจากนี้ยังได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับจอแสดงผลที่มองเห็นได้ชัดเจน โดยชุดมาตรวัดและสวิตช์ควบคุมต่างๆ ได้รับการออกแบบให้มองเห็นได้อย่างโดดเด่น และควบคุมได้สะดวกง่ายดายแม้ในขณะที่สวมถุงมือหนา ทั้งพวงมาลัย ก้านจับ และมือจับเปิดประตู ล้วนได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “มิตซูบิชิ ทัช” (Mitsubishi Touch) ซึ่งมุ่งเน้นที่ความสะดวกสบายในการหยิบจับได้อย่างกระชับมือ

ออล-นิว ไทรทัน 13
แผงคอนโซลกลางของรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มีช่องวางแก้วน้ำที่รองรับแก้วขนาดใหญ่ 2 ใบ พร้อมกล่องเก็บของที่รองรับขวดพลาสติกขนาด 600 มิลลิลิตร ได้มากถึง 4 ขวด และเพื่อตอบโจทย์การใช้งานแบบมืออาชีพ โดยในทุกพื้นที่ ทั้งกล่องเก็บของด้านหน้า ช่องวางสมาร์ทโฟน และช่องเก็บของขนาดเล็กอื่นๆ มีความกว้างขวางที่ใช้งานได้สะดวกง่ายดายแม้ในขณะที่สวมถุงมือ นอกจากนี้ แผงควบคุมด้านหน้าและคอนโซลกลางยังมีช่อง USB-A และ USB-C สำหรับการชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ และยังมีแท่นชาร์จไร้สายอยู่ที่ด้านล่างของแผงควบคุม

ออล-นิว ไทรทัน 15

ในส่วนกระบะตอนท้าย ได้รับการออกแบบให้ระยะความสูงของกระบะจากพื้น ต่ำลงจากรุ่นก่อน 45 มิลลิเมตร อยู่ที่ 820 มิลลิเมตร พร้อมขยายพื้นที่ด้านบนของมุมกันชนหลังให้ใหญ่ขึ้น และเสริมความแข็งแรงด้วยเฟรมเพื่อให้วางเท้าและก้าวขึ้นกระบะได้อย่างสะดวกมากขึ้น

ออล-นิว ไทรทัน 16

เบาะนั่งคู่หน้าได้รับการออกแบบให้ช่วยหนุนแผ่นหลังส่วนล่าง ขณะที่พื้นที่ช่วงไหล่มีรูปทรงเปิดกว้างเพื่อความสบายในการขยับตัว ช่วยลดความเหนื่อยเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ ระยะของเบาะที่ตรงกับตำแหน่งสะโพกได้รับการขยับสูงขึ้น เพื่อช่วยปรับสรีระขณะขับขี่ให้อยู่ในท่าตรงโดยยังคงความคล่องตัวสะดวกสบายตามหลักสรีระศาสตร์ ทั้งพัฒนาเพิ่มทัศนวิสัยให้มองเห็นเส้นทางได้สะดวกจากภายในห้องโดยสาร

ออล-นิว ไทรทัน 17

นอกจากนี้ การเข้าและออกจากห้องโดยสารทำได้ง่ายขึ้นด้วยการออกแบบเสาด้านหน้าใหม่ ที่เป็นแนวตรงมากขึ้น ช่วยให้เปิดประตูได้กว้างขึ้น และเพิ่มพื้นที่บันไดข้างให้ใหญ่ขึ้น ลดโอกาสลื่นไถล ใช้งานได้สะดวกกว่าเดิม

ออล-นิว ไทรทัน 18

ออล-นิว ไทรทัน ไดมอนด์ เซนส์ (Diamond Sense) อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุด อาทิ

-ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation system: FCM)
-ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning: BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Lane Change Assist: LCA)
-ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert: RCTA)
ตลอดจนระบบอื่น ๆ

ออล-นิว ไทรทัน 18

นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ออกแบบ ออล-นิว ไทรทัน ให้มาพร้อมกับอุปกรณ์ตกแต่งมากมายให้เลือกสรร ไม่ว่าจะป้องกันพื้นผิวสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ จนถึงการตกแต่งในสไตล์รถส่วนตัว เช่น สปอร์ตบาร์ ชุดตกแต่งซุ้มล้อบังโคลน และคิ้วกันกระแทกประตูที่ช่วยเสริมรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งทรงพลัง ตราสัญลักษณ์ที่กระจังหน้าเติมเต็มความสะดุดตา และพื้นปูกระบะซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในรถกระบะก็มีให้เลือกเช่นกัน

พบกับ ออล นิว ไทรทัน ได้ที่ทุกโชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศไทย หรือที่ www.mitsubishi-motor.com

 

 

ฟอร์ดส่งมอบ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ 20 คัน ให้เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ ใช้เป็นรถเช่าสนามบิน

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ส่งมอบรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รวม 20 คัน ให้แก่บริษัท เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด และบริษัท เวิลด์เบสท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจรถเช่า บัดเจ็ท (Budget) และเพย์เลส (Payless) เพื่อเพิ่มศักยภาพของเวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ และเวิลด์เบสท์  คอร์ปอเรชั่น ในการรองรับรูปแบบการใช้งานรถของกลุ่มลูกค้ารถเช่าที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยมีนายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้จำหน่ายฟอร์ด นายพิพัฒน์พล อุนนาภิรักษ์ ผู้บริหาร บริษัท อาร์เอ็มเอ ซิตี้ มอเตอร์ส จำกัด ร่วมในพิธีส่งมอบรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ให้แก่ บริษัท เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด และบริษัท  เวิลด์เบสท์  คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี นายภีมภัทร ตาละลักษมณ์ กรรมการผู้จัดการ และนายสมชาย สระทองอื้อ กรรมการบริหาร เป็นผู้รับมอบ

รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ทั้ง 20 คัน จะรองรับความต้องการของกลุ่มผู้เช่ารถที่ต้องการรถที่ตอบสนองการเดินทางได้หลากหลายรูปแบบยิ่งขึ้น ทั้งการเดินทางเป็นครอบครัว หรือการออกไปท่องเที่ยวผจญภัยในเส้นทางที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ด้วยสมรรถนะอันเหนือชั้นที่ผสานเข้ากับความสะดวกสบายอันเหนือระดับครบครัน มาพร้อมห้องโดยสารที่หรูหราและกว้างขวาง รองรับทุกการเดินทางของครอบครัว และพร้อมให้ผู้ขับขี่ออกไปลุยทุกการผจญภัย  ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการใช้งานอันชาญฉลาดและโหมดขับขี่ต่างๆ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ แท่นชาร์จแบบไร้สาย ขณะที่เบาะนั่งแถวที่ 2 และ 3 ออกแบบมาให้พับได้ราบสนิทเพื่อการบรรทุกสัมภาระได้อย่างปลอดภัย ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางอย่างมั่นใจในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง และการขับขี่ในเส้นทางออฟโรด

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังพร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าด้วยบริการหลังการขายที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ ด้วยนวัตกรรมบริการมากมายที่ฟอร์ดพัฒนามาอย่างใส่ใจเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์และบริการของฟอร์ดได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

 

 

“FOTON” ตั้งโรงงานผลิตรถบรรทุกในไทย จับมือพันธมิตรธุรกิจ เดินหน้าโครงการ 1,000 ล้าน ดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถบรรทุกในภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย

0

กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม (จีน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับ FOTON Motor Group ผู้ผลิตรถบรรทุกชั้นนำจากประเทศจีน พร้อมด้วย บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ร่วมลงนามจัดตั้งโรงงานผลิตรถบรรทุก “FOTON” พร้อมรุกตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เดินหน้าโครงการ 1,000 ล้านบาท จับมือพันธมิตรผู้ผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุกชั้นนำลงทุนในไทย เพื่อผลิตประกอบรถบรรทุก “FOTON” ที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ ถ.บางนา-ตราด อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา  ด้วยความมั่นใจในศักยภาพความแข็งแกร่งของพันธมิตรทุกฝ่าย ซึ่งคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปี จะสามารถผลักดันรถบรรทุกคุณภาพสูงจาก FOTON เพื่อครองส่วนแบ่งตลาด 10% ของตลาดรถบรรทุกไทย

นายนพดล เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม (จีน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ เผยว่า “การลงนามความร่วมมือจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์โฟตอนในประเทศไทย เป็นหนึ่งเป้าหมายหลักที่เครือเจริญโภคภัณฑ์มุ่งมั่นผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและตลาดแรงงานให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจมหภาคระดับโลก ด้วยความร่วมแรงแข็งขันจากพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์ เช่น FOTON Motor Group หนึ่งในยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดผู้ผลิตและส่งออกรถบรรทุก และรถบัสชั้นนำของประเทศจีน และ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ซึ่งจะเริ่มผลิตและประกอบรถบรรทุก FOTON ได้ภายในกลางปี 2567 โดยใน 5 ปีแรก โรงงานจะสามารถผลิตรถเข้าสู่ตลาดได้ไม่น้อยกว่า 6,000 คัน ทั้งยังมีความสามารถรองรับการขยายกำลังการผลิตเพิ่มได้ในอนาคต เรามองว่าประเทศไทย คือ ฐานการผลิตรถบรรทุกพวงมาลัยขวาเพื่อจัดจำหน่ายทั้งในประเทศไทยและส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-   โอเชียเนียอีกด้วย”

นายอู๋ สีปิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FOTON Motor Group กล่าวว่า “ประเทศไทย ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับโลก การร่วมมือจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างกลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม (จีน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ – FOTON Motor Group กับ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด เท่านั้น หากยังเป็นการขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับกลุ่มพันธมิตรชิ้นส่วนชั้นนำมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ได้แก่ Cummins, Yuchai, Fangsheng และ Fast เพื่อเสริมศักยภาพด้านกำลังการผลิต ความรวดเร็วในการสนับสนุนทางเทคนิค และบริการอะไหล่ เพื่อความมั่นใจของลูกค้าและสถาบันการเงินอย่างแท้จริง “โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” และนำพาตลาดของประเทศไทยให้กลายเป็นฐานปฏิบัติการรถเพื่อการพาณิชย์ของอาเซียนในอนาคต”

นายรัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 60 ปี ของ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ในการประกอบรถยนต์ รถบัส และ แชสซีรถ ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นอย่างสูงว่าการประกอบที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เติบโตยิ่งขึ้น ทั้งด้านการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาบุคคลากรภายใน ความรู้และความชำนาญในการใช้เครื่องมือ เพื่อให้สอดคล้องและตอบโจทย์การเติบโต ด้านการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงการขยายขอบเขตธุรกิจเพื่อรองรับรูปแบบของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อย่างเช่น การประกอบแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น ทั้งนี้เราได้มอบหมายให้ บริษัท ธนบุรี คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิ้ล แอสเซมบลี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เป็นกำลังหลักสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทยร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ FOTON Motor Group อย่างเต็มกำลังความสามารถอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ FOTON Motor Group เป็นผู้ผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ชั้นนำจากประเทศจีน ครอบคลุมรถเพื่อการพาณิชย์ทุกประเภท ตั้งแต่รถบรรทุกขนาดเล็ก รถบรรทุกขนาดกลาง รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถตู้ รถปิคอัพ รถบัสโดยสาร และรถสำหรับใช้ในงานก่อสร้างต่างๆ นอกจากนี้  FOTON Motor Group ยังได้จัดตั้ง Foton Daimler Automotive Co., Ltd. และ Foton Cummins Engine Co., Ltd ร่วมกับ Daimler และ Cummins ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องยนต์ระดับโลก สำหรับในประเทศไทย รถบรรทุก รถบัส FOTON ได้ทำตลาด จัดจำหน่าย ให้บริการหลังการขายและอะไหล่ โดย บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 โดยที่ผ่านมา FOTON ได้รับการยอมรับเลือกใช้จากผู้ประกอบการไทยมากขึ้นมาโดยตลอด จากแนวโน้มที่ผ่านมา คาดการณ์ส่วนแบ่งการตลาดของ “FOTON” จะเติบโตจาก 3.3% ในปี 2565 เป็น 4.2% ในปี 2567 หรือ เป็นอันดับที่ 3 ของตลาดรถบรรทุกไทย

“เบนซ์ไพรม์มัส” ห่วงใยทุกความปลอดภัย จัดแคมเปญพิเศษ “MB Tire Ready Steady Go”

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” มอบความห่วงใยในทุกการเดินทางระดับเวิล์ดคลาส ด้วยรถยนต์ Mercedes-Benz คันโปรดของคุณ กับ แคมเปญสุดพิเศษ MB Tire Ready Steady Go

เพียงนำรถยนต์ Mercedes-Benz เข้ารับบริการเปลี่ยนยาง MB Tire ครบ 4 เส้น (เฉพาะรุ่นและยี่ห้อที่ร่วมรายการ) ที่ศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” รับเอกสิทธิพิเศษ

ฟรี! ค่าแรงเปลี่ยนยาง 4 เส้น

ฟรี! ชุดของขวัญพิเศษ MB Tire Gift set*

ฟรี! บัตรกำนัล มูลค่า 1,000 บาท (เฉพาะลูกค้านัดหมายจองบริการเปลี่ยนยาง 4 เส้น ล่วงหน้าเท่านั้น) *

ฟรี! บริการสลับยาง 1 ครั้ง เฉพาะที่ศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส”

พิเศษ! เฉพาะสมาชิกบัตรเครดิต Citi Mercedes แบ่งชำระ 0% นาน 6 เดือน หรือ 10 เดือน เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย 25,000 บาทขึ้นไป

*จำนวนจำกัด เพียง 1,500 สิทธิ์ รวมทั่วประเทศ

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

เริ่มตั้งแต่ 2 พฤษภาคม – 31 ธันวาคม 2566

 

สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับบริการเหนือระดับที่ “เบนซ์ไพรม์มัส”

นัดหมายเข้ารับบริการออนไลน์ : https://bit.ly/primussvb

-สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา

Call   :  02 095 5555

Line : @benzprimus

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดราคา New HAVAL JOLION Sport ที่ 799,000 บาท พร้อมฉลองครบรอบ 2 ปีแห่งความสำเร็จของแบรนด์ HAVAL ในไทย

0
New Haval Jolion Sport Pic Open

เกรท วอลล์ มอเตอร์ สร้างความตื่นเต้นให้ผู้ขับขี่ชาวไทยอีกครั้งกับการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ New HAVAL JOLION Sport รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ HAVAL เพื่อเสริมทัพรถยนต์ใน กลุ่มเอสยูวีของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ และเพิ่มทางเลือกที่คุ้มค่าให้กับผู้บริโภคชาวไทย โดยเจ้าสิงโตอารมณ์ดีสายสปอร์ต มาพร้อมกับดีไซน์คมเข้ม ดุดัน ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมในราคา 799,000 บาท ซึ่งลูกค้าสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ผ่านทาง GWM application และเว็บไซต์ www.gwm.co.th ได้ตั้งแต่ 14.00 น. ของวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ยังใช้โอกาสนี้ในการเฉลิมฉลองความสำเร็จของแบรนด์ HAVAL ที่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจ ในประเทศไทยครบรอบ 2 ปีอีกด้วย

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยยึดแนวคิด User-centric ที่มุ่งเน้นฟังเสียงของผู้ใช้งานเป็นหลัก New HAVAL JOLION Sport เป็นรถยนต์ ที่เกิดจากการรับฟังเสียงของสื่อมวลชนและผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริงที่ต้องการเห็น JOLION ในเวอร์ชันที่มีดีไซน์มุ่งเน้น ความสปอร์ตมากกว่าความหรูหรา โดยการลดฟังก์ชันที่เราใส่เข้าไปแบบเต็มพิกัดในรุ่น ULTRA ออกไปบางส่วน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงตัวรถได้ง่ายขึ้น เสียงของทุกท่านในวันนั้นได้ออกมาเป็น New HAVAL JOLION Sport ในวันนี้ ผมหวังว่า ดีไซน์ อันดุดัน เร้าใจ และฟังก์ชันต่าง ๆ ที่อยู่ในรถคันนี้ จะตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของทุกท่านได้อย่างลงตัวมากยิ่งขึ้น”

New Haval Jolion Sport 1

New HAVAL JOLION Sport รถยนต์สายสปอร์ตรุ่นล่าสุดจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นรถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริด ที่มาพร้อมกับดีไซน์อันโดดเด่น รูปลักษณ์ภายนอกโฉบเฉี่ยว สอดรับกับแนวคิด “Rise Up Your Spirit เร้าทุกมิติ สปอร์ต ทุกเส้นทาง” สะท้อนอารมณ์สปอร์ตพร้อมทะยานไปทุกเส้นทาง มาพร้อมการตกแต่งภายในห้องโดยสารแบบ ALL-BLACK ที่ถูกออกแบบอย่างกว้างขวาง สะดวกสบาย ตัดด้วยเส้นสายสีเงิน เพิ่มอารมณ์ความสปอร์ต ปราดเปรียว และสมรรณะการขับขี่ที่ ทรงพลัง สะท้อนถึงสุนทรียภาพแห่งอนาคต

New Haval Jolion Sport  2

นอกจากนี้ New HAVAL JOLION Sport ยังมีมิติตัวรถที่ใหญ่และกว้างขวาง ถูกออกแบบมาอย่างลงตัวตั้งแต่หน้ารถจรดท้ายรถ ตอบโจทย์การใช้งาน ด้วยมิติตัวรถ 1,874 x 4,472 x 1,626 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) ระยะฐานล้อ 2,700 มม. ในขนาดคอมแพ็ค เอสยูวี โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ LED เต็มรูปแบบ พร้อม Daytime Running Light ดีไซน์ใหม่แบบล้ำสมัย ให้ความรู้สึกสปอร์ต ไฟท้าย LED พร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED เต็มระบบ กระจังหน้า Black Symmetric ดีไซน์ใหม่สีดำล้วน โดดเด่นด้วยโลโก้

New Haval Jolion Sport  4

HAVAL ใหม่ ดิฟฟิวเซอร์ ดีไซน์ใหม่ สปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ต ขนาด 18 นิ้ว สีดำล้วน อุปกรณ์ตกแต่งแบบ ALL BLACK เช่น กระจกมองข้าง และ Roof Rail เพื่อเพิ่มความเท่ และสปอร์ตยิ่งขึ้น

New HAVAL JOLION Sport สร้างบนแพลตฟอร์มอัจฉริยะ GWM LEMON ที่มีความยืดหยุ่นและสมรรถนะสูง ด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 375 นิวตันเมตร ระบบเกียร์แบบ DHT ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด มาพร้อมโหมดการขับขี่ทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) มาตรฐาน 2) สปอร์ต 3) ประหยัด 4) พื้นหิมะ โดย New HAVAL JOLION Sport มาพร้อมกับ 4 เฉดสี ได้แก่ สีดำ (Sun Black) สีเทา (Ayers Gray) สีขาว (Hamilton White) และสีแดง (Burgundy Red) จับคู่กับสีดำภายใน

New Haval Jolion Sport  7

ทั้งนี้ New HAVAL JOLION Hybrid SUV จะมีรถยนต์ทั้งสิ้น 2 รุ่นย่อยให้แฟนๆ ชาวไทยได้จับจอง ได้แก่ รุ่น Sport ในราคา 799,000 บาท และรุ่น ULTRA ในราคา 999,000 บาท โดยรถยนต์ทั้งสองรุ่นย่อย ยังมาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษต่าง ๆ มากมายภายใต้แคมเปญ PREMIERE DEAL ได้แก่

· ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% (สำหรับรุ่น Sport) และดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% (สำหรับรุ่น ULTRA)* นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25%

· ฟรี ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง เป็นเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท*

· ฟรี ฟิล์มกรองแสง ลามิน่า รุ่น CM ONE รวมมูลค่าสูงสุด 11,000 บาท

· ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษาตามระยะทาง GWM Pro Service Inclusive – GPSI สูงสุด 10 ครั้ง ภายใน 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน (ไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) รวมมูลค่า 37,000 บาท

· ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ( Roadside Assistance ) ตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 5 ปีมูลค่า 10,000 บาท*

· ฟรี น้ำมันรถยนต์มูลค่ารวมสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ณ วันส่งมอบรถยนต์

· ฟรี กรอบป้ายทะเบียนและพรม GWM มูลค่ารวม 1,850 บาท

· ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเตอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปีมูลค่า 10,500 บาท (เฉพาะรุ่น ULTRA)

New Haval Jolion Sport  8

รวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้ข้อเสนอพิเศษ PREMIERE DEAL สําหรับ New HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น Sport รวมมูลค่า 85,000 บาท และรุ่น ULTRA รวมมูลค่า 123,000 บาท (*เงื่อนไขข้อเสนอและการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กําหนด ดูรายละเอียดได้ที่ www.gwm.co.th)

New HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น Sport และ ULTRA ยังมาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันแบตเตอรีไฮบริด เป็นระยะเวลา 8 ปีไม่จํากัดระยะทาง

ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเฉลิมฉลองครบรอบ 2 ปีของแบรนด์ HAVAL ในประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 บริษัทฯ ได้เปิดตัว All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ HAVAL สู่ตลาดไทย โดย HAVAL H6 ได้เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่และปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่อัดแน่นทั้งที่เป็น First-in-class และ

Best-in-class ส่งมอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่ครบครัน และมียอดขายสูงสุดในเซ็กเมนต์คอมแพคเอสยูวีต่อเนื่องติดต่อกัน 12 เดือนซ้อนในปี 2565 โดยสามารถรักษาตำแหน่งในกลุ่มผู้นำของรถยนต์เซ็กเมนต์นี้ได้จนถึงปัจจุบัน

สี่เดือนหลังจากเปิดตัว All New HAVAL H6 Hybrid SUV เกรท วอลล์ มอเตอร์ เสริมทัพรถยนต์เอสยูวีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัว All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เจ้าสิงโตอารมณ์ดี เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของแบรนด์ HAVAL ในเซ็กเมนต์ SUV-B โดยรถยนต์รุ่นนี้ เปี่ยมด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมาย พร้อมด้วยดีไซน์อันโดดเด่น ขนาดมิติรถที่ใหญ่ ห้องโดยสารที่กว้างขวาง ตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนตุลาคม ปี 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้ ต่อยอดความสำเร็จของ HAVAL H6 ไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ซึ่งเป็นรถยนต์ที่เข้ามาสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการรถยนต์เอสยูวีในไทยอีกครั้งกับระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 201 กิโลเมตรต่อหนี่งการชาร์จ ซึ่งเป็นระยะทางการวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าที่สูงที่สุดในปัจจุบัน อีกทั้งยังเปลี่ยนความคิดแบบเดิม ๆ ของรถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริดจาก “รถน้ำมันที่ชาร์จไฟฟ้าได้” เป็น “รถไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้” ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับที่ดีเกินความคาดหมายจากแฟน ๆ ชาวไทย

New Haval Jolion Sport  13

นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี Direct Store และ Partner Store ที่เปิดให้บริการแล้วถึง 68 แห่งทั่วประเทศ จะเปิดดำเนินการเร็ว ๆ นี้อีก 7 แห่ง และจะขยายเครือข่ายออกไปให้ได้ทั้งสิ้น 80 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้

 

ทั้งนี้ยังรวมถึงการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) เพิ่มขึ้นเป็น 20 แห่งทั่วประเทศภายในเดือนกรกฎาคม และจะเดินหน้าขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าดังกล่าวตาม Partner Store ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ครอบคลุมให้มากที่สุดอีกด้วย

ด้านบริการหลังการขาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การบริการหลังการขายในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้วย GWM Smart Service ผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมต่อแพลตฟอร์มต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีระบบอันล้ำสมัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบจดจำป้ายทะเบียนรถ (License plate recognition system) ระบบบริหารศูนย์บริการ (GWM Dealer management system) ระบบการติดตามสถานะการซ่อมผ่านจอแสดงสถานะการซ่อม (Vehicle status board) ได้ตลอดเวลาผ่านกล้อง CCTV ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าสามารถดูสถานะการให้บริการ อนุมัติงานซ่อม ชำระเงิน ตรวจสอบประวัติการรับบริการ และข้อมูลการใช้จ่ายได้ทุกที่ทุกเวลาผ่าน GWM Application ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เริ่มดำเนินการใช้ GWM Smart Service แล้วใน Partner Store ทั่วประเทศ

ด้านการบริหารจัดการอะไหล่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ขยายพื้นที่คลังอะไหล่ เพื่อรองรับปริมาณอะไหล่ที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 3,000 รายการ รวมเป็นกว่า 6,000 รายการในปัจจุบัน รวมถึงเพิ่มความสามารถในการจัดส่งอะไหล่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลได้ภายใน 3 ชั่วโมง และจัดส่งอะไหล่ไปยังศูนย์บริการทั่วประเทศได้ภายใน 1 วันทำการถัดไป นอกจากนี้เราได้ลดการนำเข้าอะไหล่จากต่างประเทศและเปลี่ยนมาใช้อะไหล่ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดเวลาการรออะไหล่และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ในการเข้ารับบริการอีกด้วย

“เกรท วอลล์ มอเตอร์ เลือกนำแบรนด์ HAVAL ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์เอสยูวีที่เรามีความเชี่ยวชาญเข้ามาเปิดตัวให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้รู้จักเป็นแบรนด์แรกในการเริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดย HAVAL ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งในตลาดจีนและในตลาดโลก ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ส่งมอบรถยนต์ภายใต้แบรนด์ HAVAL ไปแล้วมากกว่า 8 ล้านคันทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HAVAL H6 ซึ่งเป็นรถยนต์ที่มียอดขายสูงที่สุดในตลาดรถเอสยูวีของจีนต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 9 ปื (2556-2564) และยาวนานต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 100 เดือน ในปี 2565 ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์ภายใต้แบรนด์ HAVAL ไปแล้วรวมทั้งสิ้นกว่า 616,550 คัน และมียอดขายในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ไปแล้วกว่า 292,644 คัน ตัวเลขความสำเร็จนี้ สะท้อนถึงคุณภาพและความนิยมอย่างยาวนานที่ผู้บริโภคมีให้กับรถยนต์ภายใต้แบรนด์ HAVAL ของเรา” นายณรงค์ กล่าว

New Haval Jolion Sport  10

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) มุ่งมั่นสร้างสรรค์ พัฒนา และยึดถือแนวคิดที่คำนึงถึงประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคเป็นหลัก เพื่อสานต่อหัวใจสำคัญของ การออกแบบนวัตกรรมยานยนต์ พร้อมร่วมเดินหน้าเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างแข็งแกร่ง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตมากขึ้นในระยะยาว

 

 

 

SUBARU OUTBACK ใหม่ 2023 ผสานความหรูหรา สง่างาม พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยกว่าเดิม

0
Subaru Outback Pic Open

ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ประกาศการปรับโฉมรถเอสยูวีระดับพรีเมียมรุ่นล่าสุด ซูบารุ เอาท์แบ็ค รถยนต์พรีเมี่ยมเอสยูวีรุ่นที่ดีที่สุดของซูบารุ มาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ไดเรคอินเจคชั่น (Boxer Engine) ขนาด 2.5 ลิตร สร้างขึ้นบนโครงสร้างตัวถังซูบารุโกลบอลแพลตฟอร์ม (Subaru Global Platform) โดยเป็นการผสมผสานความสามารถในการขับขี่ของรถแกรนด์ทัวริ่งเข้ากับความคล่องตัวของรถเอสยูวีและแสดงถึงจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของซูบารุที่แท้จริง

นายตวัน คำฤทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปบริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในอาเซียนที่ประเทศไทยในปี 2564 New Outback ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคในไทย”

“แฟน ๆ ของ Subaru Outback ชื่นชอบในความหรูหรา ความสะดวกสบาย และที่สำคัญเทคโนโลยีความปลอดภัยในรถคันนี้ Subaru EyeSight 4.0 ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของครอบครัวเหนือสิ่งอื่นใด จึงเรียกได้ว่า Subaru Outback เป็นรถพรีเมี่ยมเอสยูวีที่สมบูรณ์แบบที่สุด

Subaru Outback 1

Subaru Outback ปี 2023 ได้รับการปรับรูปลักษณ์ภายนอกพร้อมการพัฒนาความสามารถในการขับขี่และประสบการณ์ในห้องโดยสารด้วยล้ออัลลอยด์ลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว อัพเกรด UI เช่น ระบบอินโฟเทนเมนท์ หน้าจอแสดงข้อมูลของผู้ขับ การปรับปรุงแผงควบคุมบนพวงมาลัย จุดศูนย์กลางของการตกแต่งภายในของ Outback คือหน้าจออินโฟเทนเมนท์ระบบสัมผัสอัจฉริยะ

 

หน้าจอ LCD ขนาด 11.6 นิ้ว ความละเอียดสูง รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ทำให้การจัดการรถยนต์/ข้อมูลการขับขี่ และเพลิดเพลินกับความบันเทิงใน เอ้าท์แบ็คใหม่มีความสะดวกมากกว่าที่เคย ผู้ที่ชื่นชอบการฟังเพลงจะต้องหลงใหลระบบเสียงระดับพรีเมียมของชุดเครื่องเสียง Harman Kardon 11 จุด

Subaru Outback 4

Subaru Outback ปี 2023 สร้างขึ้นบนโครงสร้างตัวถังซูบารุโกลบอลแพลตฟอร์มล่าสุด โดยมีโครงสร้างเฟรมด้านในเต็มชิ้นและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของซูบารุทำให้รถมีการควบคุมและเสถียรภาพที่ดีเยี่ยม

เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ไดเรคอินเจคชั่นใหม่ขนาด 2.5 ลิตร ช่วยให้ Outback ทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลา 9.6 วินาที มีระยะห่างจากพื้น 213 มม. และยังได้รับการออกแบบให้ดูสมบุกสมบันด้วยกันชนและตัวถังที่แข็งแกร่ง ช่องเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ขึ้น 522 ลิตร และประตูหลังไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี ที่ Subaru Outback รุ่นนี้มอบให้ ทำให้มีคุณสมบัติอเนกประสงค์ที่แท้จริง และเหมาะสำหรับในทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการการใช้ในเมือง รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวสุดสัปดาห์กับครอบครัว

 

เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับอัตโนมัติ อายไซต์ เจนเนอเรชั่นที่ 4 (EyeSight 4.0) รวบรวมความรู้ทางเทคนิคด้านความปลอดภัยทั้งหมดที่ซูบารุพัฒนามากว่า 30 ปี Outback รุ่นนี้มีระบบจดจำภาพพร้อมกล้องสเตอริโอที่ให้ระยะการมองมุมกว้างขึ้น ระบบเบรกอัตโนมัติของเวอร์ชัน 4.0 ครอบคลุมสถาน์การทางจราจรมากขึ้น รวมถึงบริเวณทางแยก

Subaru Outback 6

• Autonomous Emergency Steering ซึ่งจะเปิดใช้งานในสถานการณ์ก่อนการชนเพื่อช่วยบังคับเลี้ยว Outback เพื่อหลีกเลี่ยงการชนที่อาจเกิดขึ้นกับยานพาหนะหรือสิ่งกีดขวางด้านหน้า

• Adaptive Cruise Control ตอนนี้มีฟังก์ชั่น Lane Centering Function ที่จะช่วยตรวจจับเลนบนถนนและรถคันหน้า เพื่อควบคุมพวงมาลัยให้ Outback อยู่กึ่งกลางเลนไม่ว่าถนนจะตรงหรือโค้งเล็กน้อย

• Lane Departure Warning with Lane Departure Prevention เตือนและป้องกันรถออกนอกเลน ฟังก์ชันนี้จะขยับพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อช่วยผู้ขับเมื่อระบบตรวจพบว่า Outback กำลังออกนอกเลนขณะแล่นด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. หรือเร็วกว่านั้น คุณสมบัติความปลอดภัยของ Outback ประกอบด้วย

• Reverse Automatic Braking ระบบป้องกันการชนเขณะถอยหลัง

• การตรวจจับยานพาหนะด้านหลัง

• เตือนที่นั่งด้านหลังและ

• จอภาพหลายมุมมอง: มุมมองด้านหน้า / มุมมองด้านหลัง / มุมมองด้านข้าง เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นซึ่งช่วยลดจุดบอดของยานพาหนะ

สร้างขึ้นบน Subaru Global Platform ที่มีตัวถังที่เบาขึ้น และสามารถป้องกันการชนด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังได้ดีขึ้น + 40% และเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับและกระจายแรงกระแทก

ตัวถังได้รับการเสริมความแข็งแกร่งอย่างมากด้วยโครงสร้างตัวถังแบบใหม่ (Full inner frame structure) และการเพิ่มคานและเฟรมย่อย ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยในการชนระดับสูงสุดของ Outback

ระบบตรวจสอบผู้ขับขี่ (DMS) ใช้กล้องอินฟาเรดและเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าเพื่อตรวจสอบดวงตาของผู้ขับขี่และแจ้งเตือนผู้ขับขี่หากละสายตาจากถนนขณะขับรถ นอกจากนี้ยังจดจำการตั้งค่าเฉพาะของผู้ขับขี่สูงสุด 5 คนสำหรับเบาะนั่ง กระจก ระบบปรับอากาศ และอื่นๆ และจะปรับให้เหมาะกับผู้ขับขี่แต่ละคนโดยอัตโนมัติ

Subaru Outback 9

Outback ใหม่จะมีให้เลือก 9 สี ได้แก่ Sapphire Blue Pearl}Crystal White Pearl, Ice Silver Metallic, Magnetite Grey Metallic, Crystal Black Silica, Storm Grey Metallic, Autumn Green Metallic, Brilliant Bronze Metallic และ Crimson Red Pearl

Outback 2.5i-T ES ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 2,565,200 บาท ประกันคุณภาพ 5 ปี/ 100,000 กิโลเมตร · บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง