Home Blog Page 233

“VESPA GTS SERIES” พรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ระดับมาสเตอร์พีชสัญชาติอิตาลีจากแบรนด์ VESPA กับปรากฎการณ์โฉมใหม่พร้อมทลายขีดจำกัดทุกการขับขี่

0

“เวสป้า” เปิดตัวพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์เจนเนอร์เรชั่นล่าสุดจากตระกูลจีทีเอส (GTS) ดีกรีสกู๊ตเตอร์ตัวท็อประดับมาสเตอร์พีช กับ VESPA GTS SERIES” นำเสนอภาพจำครั้งใหม่ที่โดดเด่นกว่าเดิม ทั้งตัวตน สไตล์ คาแรคเตอร์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสานเข้ากับเครื่องยนต์ทรงสมรรถนะเอกสิทธิ์เฉพาะสกู๊ตเตอร์จากกลุ่มพิอาจิโอ (Piaggio Group) ที่จะทำให้สกู๊ตเตอร์จากตระกูลจีทีเอสในเจนเนอร์เรชั่นนี้ ทลายขีดจำกัดของการขับขี่รูปแบบเดิมๆ สู่อิสระแห่งการขับขี่ครั้งใหม่อย่างมีสไตล์

VESPA GTS SERIES” ภายใต้คอนเซปต์ UNSTOPPABLE GREATNESS ที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่ สกู๊ตเตอร์ตระกูลจีทีเอส (GTS) สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ และไลฟ์สไตล์อันโดดเด่น เพราะนี่คือสกู๊ตเตอร์
ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา ทลายทุกนิยามการขับขี่ นับเป็นครั้งแรกของสกู๊ตเตอร์ตระกูล GTS ที่มีสีสันให้เลือกมากกว่า 7 เฉดสี ผลลัพธ์แห่งสมดุลระหว่างความคลาสสิก และความล้ำสมัย สะท้อนตัวตนผ่านเส้นสายโครงรถไปจนถึงรายละเอียดปลีกย่อยในทุกมิติ รวมถึงคุณภาพของการประกอบที่ได้รับการยกระดับอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยในซีรี่ส์นี้แบ่งออกเป็น 3 รุ่น ที่ต่างมีจิตวิญญาณเฉพาะตัว VESPA GTS SUPERSPORT 150 I-GET ABS สกู๊ตเตอร์มาดเท่ ตอบโจทย์ผู้หลงใหลสไตล์สปอร์ต VESPA GTS 300 HPE รุ่นคลาสสิก ที่มอบความเรียบง่ายแต่หรูหรา และ VESPA GTS SUPER TECH 300 HPE อัดแน่นด้วยสมรรถนะ และเทคโนโลยีสุดล้ำ

ด้านการออกแบบ VESPA GTS SERIES” โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่คลาสสิก และความยูนีคอันเป็นสไตล์ระดับตำนานผ่านมิติตัวรถ เวสป้ายังให้ความสำคัญกับการออกแบบตามหลักการยศาสตร์(Ergonomics) สร้างความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้ขับขี่ในทุกสรีระ การดีไซน์ตัวรถให้มีขนาดใหญ่โอบรับกับผู้ใช้งาน เบาะนั่งแบบใหม่ที่เสริมท่วงท่าของผู้ขับขี่ และผู้โดยสารให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น รวมถึงระยะของที่วางเท้ากับพื้นถนนที่ทำให้การขึ้น-ลง หรือควบคุมรถขณะหยุดนิ่งเป็นเรื่องง่าย พร้อมรับรองการขับขี่ระยะทางไกลอย่างมีประสิทธิภาพ

โดย VESPA GTS SERIES” มาพร้อมขุมกำลังทรงสมรรถนะ เครื่องยนต์ 150 I-GET ABS สูบเดี่ยว และ 300 HPE (High Performance Engine) เทคโนโลยีล่าสุดจาก Piaggio Group ซึ่งช่วยส่งกำลังอย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และช่วยลดการเกิดมลพิษ โครงสร้างด้านในยังคงมาตรฐานการผลิตด้วยโครงเหล็กทั้งคัน นอกเหนือจากการเป็นวัสดุที่ยั่งยืน ยังสามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% ในเรื่องความคงทน แข็งแรง ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ได้อย่างไร้ที่ติ ด้านความความปลอดภัย ยังคงรูปแบบเลย์เอาท์แขนเดี่ยวแบบเดิม เปลี่ยนกันสะเทือนด้านหน้าใหม่ทั้งหมด ช่วยให้รถมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในระหว่างที่ผู้ขับขี่ทำความเร็ว จะช่วยเสริมความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้คล่องแคล่ว ตอบสนองการบังคับทิศทางได้อย่างใจ เพื่อทำให้ทุกการเดินทางคล่องตัวมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งระบบไร้กุญแจ (Keyless system) ทำให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องไขกุญแจเพื่อสตาร์ทครื่องยนต์ เปิดเบาะที่นั่ง หรือล็อคคอรถแบบเดิมอีกต่อไป เพียงแค่ผู้ขับขี่นำรีโมทคอนโทรลใส่ไว้ในกระเป๋า

โดย VESPA GTS SERIES โฉมใหม่นี้ คือการสะท้อนตัวตน และดื่มด่ำในคุณค่าของความสง่างาม ความดึงดูดใจ ความสดใหม่ และอิสระ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้สกู๊ตเตอร์ในซีรี่ส์นี้มีให้เลือกถึง  3  รุ่นด้วยกัน ซึ่งแต่ละรุ่นก็ต่างสะท้อนจิตวิญญาณเฉพาะตัว และไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน

สัมผัสความรู้สึกใหม่ไปกับ GTS SUPER SPORT 150 I-GET ABS ที่ยกระดับการดีไซน์ไปอีกขั้น ให้คุณสัมผัสกับลุคสปอร์ตสุดโดดเด่นในทุกมิติ โฉบเฉี่ยวไปกับกราฟิกลายใหม่ และการตกแต่งด้วยสีดำรอบคันที่ผสานเข้ากับดีไซน์ของเบาะนั่งทรงสปอร์ตได้อย่างลงตัว และมาพร้อมความสะดวกสบายกว่าที่เคยด้วยระบบ Keyless System มีให้เลือก 3 สี โดยทั้งหมดมาพร้อมลายกราฟิกแบบใหม่ สีขาว White Innocenza , สีดำ Black Opaco และสีเขียว Green Olive ราคาเริ่มต้นที่ 165,900 บาท

VESPA GTS 300 HPE กลับมาพร้อมโฉมใหม่ที่ยกระดับการดีไซน์ในทุกมิติ แต่ยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิก ที่เป็นคาแรคเตอร์อันโดดเด่นเฉพาะตัวไม่ใช่แค่ความสวยงามที่สะดุดตา แต่ยังมอบความมีระดับ ผ่านผิวสัมผัสและดีไซน์ของเบาะนั่งสีเทาที่ดูเรียบง่ายแต่หรูหรา พร้อมตอบโจทย์การเดินทางที่สะดวกสบายกว่าที่เคยด้วยระบบ Keyless System และนี่คือเพื่อนร่วมทางของคุณที่จะพาไปสัมผัสความรื่นรมย์ในทุกเส้นทาง มี 2 สี สีเบจ Beige Sabbia และสีเขียวมิ้นท์ Green Relax ราคา 222,900 บาท

ดีไซน์สปอร์ตเหนือระดับผสานเข้ากับเทคโนโลยีสุดล้ำคือนิยามของ GTS SUPER TECH 300 HPE โฉมใหม่แต่ยังคงเอกลักษณ์แห่งความคลาสสิกไว้ได้อย่างดี พร้อมมอบความสะดวกสบายขั้นสุดในทุกการเดินทาง ด้วยระบบใหม่อย่าง Keyless System พร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ TFT และให้คุณ Connect เข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างลงตัวผ่านแอป Vespa Mia 

GTS SUPER TECH 300 HPE คือสมดุลระหว่างความคลาสสิกและความล้ำสมัย มีให้เลือก 2 เฉดสี สีเทา Grey Quarzo และสีน้ำเงิน Blu Deep ราคาเริ่มต้นที่ 241,900 บาท

 

โดยทั้ง 3 รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับ โปรโมชั่นพิเศษ สำหรับ GTS SUPER SPORT 150 I-GET ABS จะได้รับ Voucher 3,000 บาท และ Maintenance  1 ปี และสำหรับรุ่นใหญ่อีก 2 รุ่นได้แก่ GTS 300 HPE และ GTS SUPER TECH 300 HPE จะได้รับ Voucher 8,000 บาท และ Maintenance 1 ปีและทั้งหมดนี้คือปรากฏการณ์จาก VESPA GTS SERIES ที่จะมาพลิกโฉมโลกแห่งการการขับขี่สกู๊ตเตอร์ให้แตกต่างออกไปจากเดิม โดยสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของเวสป้าทุกโมเมนต์ตลอดทั้งปี ได้ที่ LINE OA @VESPATHAILAND และ www.vespa.co.th

นิสสันส่งต่อประสบการณ์ด้านการตลาด หนุนนักศึกษาเข้าสู่เส้นทางนักการตลาดยุคใหม่

0

นิสสัน ประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BU) ในโครงการส่งเสริมประสบการณ์ด้านการสื่อสารการตลาดให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2566 เพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์จริงในการสร้างสรรค์ และวางแผนการสื่อสารเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ ที่เปลี่ยนน้ำมันเป็นกระแสไฟฟ้า และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ซึ่งเป็นระบบขับเคลือนใหม่แบบเดียวในประเทศไทย

นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการกว่า  500 คน ได้รับการอบรมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ เช่น ประสิทธิภาพความประหยัดน้ำมัน และประสบการณ์ในการขับขี่แบบเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ทั้งการเยี่ยมชมโรงงานประกอบแบตเตอรี่อี-พาวเวอร์ ซึ่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของ     นิสสันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“นิสสัน ประเทศไทย มุ่งมั่นส่งเสริมการพัฒนาคนรุ่นใหม่ของเราด้วยการสนับสนุนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และโครงการต่าง ๆ ที่ช่วยให้เยาวชนบรรลุศักยภาพสูงสุด โดยความร่วมมือของนิสสันกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นอีกหนึ่งของความมุ่งมั่นนี้” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธานนิสสัน ประเทศไทย กล่าว

“นอกจากเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและสัมผัสประสบการณ์การทำงานอย่างจริงจังเหมือนมืออาชีพแล้ว ยังได้เรียนรู้การสร้างประสบการณ์การสื่อสารเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคให้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น โครงการนี้ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ ความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์นิสสันและคนรุ่นใหม่ ทั้งยังช่วยให้นิสสันได้เห็นคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากมุมมองที่หลากหลายของผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนายานยนต์ เทคโนโลยี และบริการของเราให้ดีขึ้นต่อไป” อิซาโอะ กล่าว

ในโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้นักศึกษาได้ประกวดการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนสื่อออนไลน์ โดยมีเวลาในการเตรียมตัว และสร้างสรรค์ผลงานภายในระยะเวลา 2 เดือน ก่อนการประกวดผลงานโดยมีผู้บริหารของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย และนักการตลาดมืออาชีพเป็นคณะกรรมการตัดสินในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

เป็นโครงการพิเศษที่นิสสันจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ เตรียมความพร้อมก้าวสู่โลกแห่งการทำงานจริง โดยนำความรู้และทักษะด้านการสื่อสารมาผสานความคิดสร้างสรรค์และประยุกต์ใช้ในบริบทของธุรกิจจริง

เอ็มจี เคาะราคา NEW MG MAXUS 9 เริ่มต้น 2.499 ล้านบาท พร้อมทยอยส่งมอบ พฤษภาคมนี้

0
Maxus 9 Pic Open

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ NEW MG MAXUS 9 รถลักชัวรี่ MPV ไฟฟ้า100% แบบ 7 ที่นั่ง เหนือกว่าด้วยฟังก์ชั่นและฟีเจอร์ล้ำสมัย ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 2.499 ล้านบาท รุ่น X และ รุ่น V ในราคา 2.699 ล้านบาท พร้อมเอ็กซ์คลูซีฟแคมเปญ มูลค่ากว่า 120,000 บาท ย้ำความมั่นใจ เริ่มส่งมอบรถ NEW MG MAXUS 9 ภายในเดือน พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป

Maxus 9 1

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวครั้งยิ่งใหญ่ในการก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ของ เอ็มจี คือ การมาของ NEW MG MAXUS 9 กับจุดเด่นของการเป็นแบรนด์แรกที่เปิดน่านน้ำสร้างเซกเมนต์ใหม่ ที่ผสานความลงตัว ในการนำเสนอความเป็น “ที่สุด” ทั้งงานดีไซน์ที่โดดเด่น หรูหรา มีเอกลักษณ์ กระจังหน้าแบบ Grille Less Design ประตูข้างทั้ง 2 ฝั่งเป็นแบบสไลด์ด้วยไฟฟ้า พร้อมฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า การตกแต่งภายใน พรีเมี่ยม หรูหรา โดดเด่นด้วยหลังคาแบบ Dual Panoramic Sunroof ขนาดใหญ่ ทำให้ห้องโดยสารดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัด อีกทั้งยังมี Ambient light ที่สามารถเลือกเปลี่ยนได้มากถึง 64 เฉดสี ที่ช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

Maxus 9  2

ระบบปรับอากาศเป็นแบบ Dual Zone ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สะท้อนการออกแบบที่คำนึงถึงทุกพื้นที่ภายในรถ มาพร้อมกับความสะดวกสบายทุกที่นั่ง ไม่ว่าจะเป็นเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง และเบาะแถวที่สองแบบ VIP Captain Seat ซึ่งรังสรรค์ความพิเศษด้วยประสบการณ์เช่นเดียวกันกับที่นั่ง First Class บนเครื่องบิน โดยมีระบบบันทึก ระบบนวด และสามารถปรับระดับอุณหภูมิได้ตามความต้องการ พร้อมโต๊ะที่สามารถพับเก็บได้

Maxus 9  3

จอกลางแบบสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ใช้งานง่าย รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และสมาร์ทโฟนระบบ Android ให้พลังเสียงแบบรอบด้านด้วยลำโพงมากถึง 12 จุด และไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อด้วย ช่อง USB มากถึง 9 ตำแหน่ง เสริมความพรีเมี่ยมด้วยกระจกมองหลังผ่านกล้อง Streaming Media Rearview Mirror กับมุมมองที่หาไม่ได้จากรถทั่วไป

Maxus 9 4

ในด้านของสมรรถนะและประสิทธิภาพ NEW MG MAXUS 9 เรียกได้ว่า สมฐานะของ e-MPV หนึ่งเดียวในไทย ด้วยขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุดที่ 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน จัดวางแบบ Cell-To-Pack ขนาดความจุ 90 kWh ให้ระยะวิ่งสูงสุดที่ 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC พร้อมรองรับการชาร์จเร็วสูงสุดที่ 120 kWh โดยชาร์จไฟจาก 30% – 80% ใช้เวลาเพียง 30 นาที และการชาร์จแบบธรรมดา รองรับการชาร์จสูงสุดที่ 11 kWh โดยชาร์จไฟจาก 5% – 100% ในเวลาประมาณ 8 ชั่วโมงครึ่ง

Maxus 9

มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยที่ครบครันที่สุด ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ Full Space Frame ถุงลมนิรภัยรอบคัน และระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับสูงอย่าง ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM พร้อมระบบ ADAS รวม มากถึง 25 ระบบ โดย NEW MG MAXUS 9 ได้รับมาตรฐาน 5 ดาว ทั้ง EURO NCAP และ AUSTRALIAN NCAP

Maxus 9  6

เอ็มจี พร้อมที่จะส่งมอบประสบการณ์ลักชัวรี่อีวี เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาดอีวีในไทย

NEW MG MAXUS 9 พร้อมทำตลาดและจัดจำหน่ายในไทย 2 รุ่นย่อย ได้แก่

รุ่น X – LUXURY ที่มีให้เลือก 2 สี คือ สีดำ และสีขาว จัดจำหน่ายในราคา 2.499 ล้านบาท

รุ่น V – SUPER LUXURY ที่มีให้เลือก 3 สี คือ สีดำ และสีขาว จัดจำหน่ายในราคา 2.699 ล้านบาท และสีพิเศษเทาหลังคาดำ แกรนิต เกรย์ เพิ่ม อีก 30,000 บาท

Maxus 9  8

ซึ่ง เอ็มจี พร้อมเสิร์ฟอภิสิทธิ์สุดพิเศษในช่วงเปิดตัวด้วยแคมเปญมูลค่า กว่า 120,000 บาท ดังนี้
•ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด มูลค่า 42,057 บาท
•ฟรี ค่าติดตั้ง MG HOME CHARGER มูลค่า 18,692 บาท
•ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
•พิเศษ! เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
•พิเศษ! ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
•ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดระยะทาง พร้อมบริการรถ Limousine Service กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ตลอด 5 ปี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “หลังจากได้รับกระแสตอบรับอย่างดีกับการปรากฏตัวครั้งแรกของ NEW MG MAXUS 9 ในอาเซียน ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ที่ผ่านมา เอ็มจี ได้เพิ่มเซกเมนต์ใหม่ให้ลูกค้า มี “ตัวเลือก” ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น ด้วยการแนะนำ NEW MG MAXUS 9 ให้กับคนไทย ซึ่งรถ ล็อตแรกเดินทางถึงประเทศไทยแล้ว และจะทยอยส่งมอบให้กับลูกค้าในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ โดยภายในเดือนมิถุนายน เราจะสามารถส่งมอบรถ NEW MG MAXUS 9 ได้ไม่ต่ำกว่า 500 คันให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ เราได้สร้างความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้งานรถอีวี ด้วยสถานี MG SUPER CHARGE STATION ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วกว่า 130 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงขยายศูนย์บริการทั่วประเทศให้สามารถรองรับบริการรถยนต์ไฟฟ้าของลูกค้า เอ็มจี เพื่อให้คนไทย อุ่นใจในการใช้รถอีวีได้ในทุกพื้นที่”

 

 

เอ็มจี เตรียมสร้างโรงงานแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้า จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ในพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK มูลค่ามากกว่า 500 ล้านบาท

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จัดพิธีวางศิลาฤกษ์พื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK เตรียมพัฒนาพื้นที่ภายในโรงงานกว่า 75 ไร่ ให้เป็นพื้นที่พัฒนาชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ร่วมกับพาร์ทเนอร์ และ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ในอนาคต ด้วยงบลงทุนมากกว่า 500 ล้านบาท ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้บุกเบิกและผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย  

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์ เอ็มจี และจำหน่ายภายในประเทศไทย รวมทั้งการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยโรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด 2 (WHA ESIE 2) จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่กว่า 437.5 ไร่ มีกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 100,000 คันต่อปี ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ได้ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้แล้วกว่า 300 ไร่ ประกอบด้วย โรงงานประกอบตัวถัง (General Assembly Shop) โรงงานพ่นสีรถยนต์ (Paint Shop) โรงผลิตตัวถัง (Body Shop) ซึ่งไลน์ผลิตทั้งหมดประกอบไปด้วยเทคโนโลยีการติดตั้งหุ่นยนต์สำหรับใช้ในสายการผลิต เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนการควบคุมคุณภาพ และเสริมสร้างความปลอดภัยในสายการผลิต อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานและมลพิษต่างๆ เพื่อความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนอกจากไลน์การผลิตแล้วภายในพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นคลังจัดเก็บอะไหล่เพื่อรองรับรถยนต์ของเอ็มจีทุกรุ่น

ซึ่งพื้นที่อีก 137.5 ไร่ที่เหลือ ในช่วงแรกจะถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 75 ไร่ เพื่อให้รองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ประกอบไปด้วย อาคารโรงงานสำหรับการพัฒนาชิ้นส่วนโมดูลแบตเตอรี่ รวมถึงไลน์การผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าของ เอ็มจี และพื้นที่สำหรับพัฒนาชิ้นส่วนสำหรับการประกอบรถยนต์เอ็มจีร่วมกับพาร์ทเนอร์บริษัทชั้นนำ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มลานจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้าโลจิสติกส์แห่งใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่ง

มร. จ้าว เฟิง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด เปิดเผยว่า “ภายใต้ยุทธศาสตร์ ONE BELT ONE ROAD จากจีนเป้าหมายหลัก คือการสร้างความร่วมมือทางยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างจีน กับประเทศต่างๆ รวมถึงนโยบายการสนับสนุนการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งหนึ่งในโครงการที่สำคัญในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของไทย คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC (Eastern Economic Corridor) ของไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของไทยเทียบชั้นอุตสาหกรรมระดับโลก อีกทั้งยังถือเป็นการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญ ทำให้ SAIC MOTOR CORPORATION และ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้จับมือกันร่วมก่อตั้ง บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เพื่อผลิตรถยนต์แบรนด์ เอ็มจี ในประเทศไทย ด้วยการสนับสนุน จากหน่วยงานทุกภาคส่วนทยแล้วนประเทพื่อนำรถยนต์แบรนด์ างๆ้นอุตสาหกรรมระดับ ทำให้แบรนด์ เอ็มจี สามารถเป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้าชาวไทย ปัจจุบันมีรถยนต์ เอ็มจี               วิ่งในท้องถนนแล้วกว่า 180,000 คัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เอ็มจี ในฐานะผู้บุกเบิกและผู้นำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยได้ตอบสนองแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศภายใต้โมเดล BCG หรือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ที่ผสมผสานการพัฒนา 3 ด้านหลัก คือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ที่ถือเป็นวาระแห่งชาติปี 2564-2569 ของรัฐบาลไทย  ด้วยการปฏิบัติตามนโยบายอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยให้เทียบชั้นระดับโลก จนถึงตอนนี้ เอ็มจี ได้กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มีปริมาณการถือครองสูงสุดและเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มีความหลากหลายที่สุดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อการยกระดับผลิตภัณฑ์ รวมถึงสร้างประสบการณ์ใหม่ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาสู่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงตัดสินใจสร้างพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK แห่งนี้ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก SAIC MOTOR CORPORATION และ เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยสถานที่แห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 75 ไร่ และจะทำให้ชิ้นส่วนหลักของรถยนต์ไฟฟ้าจาก เอ็มจี สามารถผลิตในประเทศ  เพื่อเปิดศักราชใหม่ของ SAIC-CP 2.0 

ทั้งนี้ พื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK แบ่งเป็น 3 ระยะการก่อสร้าง โครงการระยะแรกตั้งเป้าแล้วเสร็จพร้อมใช้งานภายในเดือนตุลาคม 2566 โดยมีมูลค่าการลงทุนสำหรับโครงการระยะแรกมากกว่า 500 ล้านบาท

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS กระบะสุดคุ้มคู่ใจเจ้าของธุรกิจยุคใหม่

0

เทรนด์การทำธุรกิจส่วนตัวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เปิดกว้างขึ้น เราจึงเห็นคนกลุ่มนี้ก้าวข้ามความท้าทาย มองหาโอกาสใหม่ ๆ ออกมาทำธุรกิจด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น SME สตาร์ทอัพ หรืออีคอมเมิร์ซ ซึ่งใช้เงินทุนในการเริ่มต้นกิจการไม่มาก ซึ่งในการทำธุรกิจสิ่งหนึ่งที่เจ้าของกิจการคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นตัวช่วยสำคัญในการทำธุรกิจคือรถยนต์สำหรับบรรทุกและขนส่งสิ่งของหรือสินค้าต่าง ๆ

ฟอร์ดได้นำข้อมูลเชิงลึกของลูกค้ามาพัฒนารถกระบะให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อให้เป็นรถคู่ใจของลูกค้าด้วยความอเนกประสงค์รอบด้านและสมรรถนะดีเยี่ยม เพื่อให้ลูกค้าออกไปสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ ฟอร์ดขอแนะนำ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS  รถกระบะยกสูงเกียร์อัตโนมัติที่ตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่และเจ้าของธุรกิจทุกขนาด ในราคาที่คุ้มค่า ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ระบบความปลอดภัยครบครัน อัดแน่นด้วยฟีเจอร์มากมาย เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการขับขี่ พร้อมเป็นรถยนต์คู่ใจที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย มาพร้อมตัวเลือกทั้งแบบ 4 ประตู และแบบตอนครึ่ง ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และเพิ่มคุณสมบัติด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อัดแน่นเต็มคันเพื่อตอบโจทย์การเป็นรถกระบะเพื่อการทำงานอย่างตรงจุด อาทิ

บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานให้ขึ้นกระบะท้ายง่ายยิ่งขึ้นด้วยบันไดใหม่เปี่ยมดีไซน์แสนสะดวกและชาญฉลาด ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการที่ฟอร์ดให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า ทำให้การยกหรือขนสินค้าขึ้นลงจากด้านข้างกระบะท้ายเป็นเรื่องสบายและประหยัดเวลามากขึ้น พร้อมปกป้องความปลอดภัยของทุกคนขณะขึ้นลงข้างกระบะท้ายอย่างเหนือระดับ

กระบะท้ายที่กว้างขึ้น ด้วยฐานล้อที่กว้างขึ้น ทำให้รถมีพื้นที่กระบะท้ายกว้างขึ้น กระบะท้ายจึงบรรทุกสัมภาระได้มากกว่าเคย สามารถวางพาเลทขนาดมาตรฐานได้พอดี ทั้งยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์มากมายที่ช่วยในการจัดวางสัมภาระและสิ่งของต่าง ๆ 

เปลี่ยนกระบะท้ายเป็นพื้นที่ทำงาน กระบะท้ายของฟอร์ด เรนเจอร์ ทำหน้าที่เป็นโต๊ะทำงานเคลื่อนที่ได้ บริเวณฝาท้ายยังมีจุดยึดอุปกรณ์ช่าง 2 จุด ช่วยยึดไม้และวัสดุงานช่างอื่น ๆ ให้มั่นคง พร้อมไม้บรรทัดวัดขนาดแบบบิลท์อิน ช่วยให้ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น 

หน้าจอทัชสกรีน ขนาด 10.1 นิ้ว พร้อม SYNC®4A  ควบคุมฟีเจอร์ความสะดวกสบายต่าง ๆ ภายในรถได้อย่างง่ายดายและทันสมัย พร้อมเข้าถึงระบบอินโฟเทนเมนต์ SYNC® 4A ได้เพียงปลายนิ้ว เช่น ระบบสั่งงานด้วยเสียง การเชื่อมต่อกับระบบ Cloud รวมถึงการใช้งานและความบันเทิงที่หลากหลายยิ่งกว่า พร้อมเป็นเพื่อนคู่ใจให้คุณผ่อนคลายขณะไปทำงาน 

กล้องมองหลังขณะถอยจอด เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ถอยจอดแบบเข้าซองได้อย่างปลอดภัย ด้วยการแสดงภาพด้านหลังรถผ่านหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 10.1 นิ้วบนคอนโซลกลาง เหมาะกับธุรกิจที่ต้องขนส่งสินค้าเป็นประจำ เนื่องจากบางพื้นที่อาจมียานพาหนะหรือสิ่งกีดขวางจำนวนมาก ทำให้การจอดรถเป็นไปอย่างยากลำบากและอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ หมดกังวลเรื่องการถอยหลังเข้าซองแคบ ๆ และช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น 

พวงมาลัยไฟฟ้า เทคโนโลยีที่จะช่วยผ่อนแรงและเพิ่มการควบคุมที่แม่นยำในการขับขี่ มอบความสะดวกสบายในการเดินทาง หมดปัญหาพวงมาลัยหนัก หักเลี้ยวรถยาก หรืออันตรายขณะขับขี่ไปทำงานทั้งทางใกล้และไกลในเส้นทางปกติและออฟโรด 

ไฟหน้าแบบแอลอีดี มัลติรีเฟลกเตอร์ พร้อมไฟวิ่งกลางวันแบบแอลอีดี รูป C-Clamp มอบแสงสว่างที่คมชัดและเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ทั้งตอนกลางวันและยามค่ำคืนให้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่เพื่อให้เดินทางถึงจุดหมายปลายทางในการทำธุรกิจได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมีนวัตกรรมบริการแบบ Always-On ที่มอบความสะดวกสบายให้แก่เจ้าของรถในการนัดหมายบริการแบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน และเสริมประสิทธิภาพในการเข้าถึงบริการของฟอร์ดได้อย่างง่ายดายเหมาะกับเจ้าของธุรกิจที่มีเวลาจำกัด ผ่านแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส (FordPassTM) เชื่อมโยงเจ้าของรถเข้ากับฟีเจอร์และฟังก์ชันที่ก้าวล้ำในรถ ทั้งการนัดหมายเข้ารับบริการออนไลน์ ได้แก่ การนัดหมายหน่วยบริการเคลื่อนที่ ส่งมอบบริการมาตรฐานเดียวกับศูนย์บริการถึงบ้าน แบบ One-stop Service นัดหมายบริการรับ-ส่งรถนอกสถานที่ พร้อมระบบตรวจสอบสถานะการเดินทาง และระบบยืนยันตัวตนของพนักงานหรือช่างเทคนิคผู้ให้บริการตามมาตรฐานฟอร์ดได้แบบเรียลไทม์  นอกจากนี้ฟอร์ดยังมี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) เพื่อมอบความสบายใจในทุกเหตุการณ์ไม่คาดคิดบนท้องถนน รวมถึง ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 ที่พร้อมให้บริการคำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ ที่ฟอร์ดตั้งใจมอบให้ลูกค้า เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะดูแลลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS มาในราคาสุดเร้าใจที่ 794,000 บาทสำหรับกระบะแบบตอนครึ่ง และ 879,000 บาท สำหรับกระบะแบบ 4 ประตู พร้อมตัวเลือกสีรถมากถึง 5 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก สีขาว อาร์กติก ไวท์ สีเทา เมทิเออร์ เกรย์ สีดำ แอบโซลูท แบล็ก และสีน้ำเงิน บลู ไลท์นิ่ง

มาสด้า จับมือสวาทแคทจัดกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” ส่งเสริมเยาวชนไทยก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลระดับอาชีพ

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมกับ สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี จัดกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เข้าถึงการเรียนรู้ทักษะฟุตบอลทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติจากนักฟุตบอลอาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในการนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ ไปสานต่อความฝันในการก้าวสู่การเป็นนักฟุตบอลระดับอาชีพต่อไปในอนาคต รวมถึงช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้กีฬาฟุตบอลเติบโตอย่างยั่งยืนเคียงคู่สังคมไทยต่อไป โดยกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น ณ สนามฝึกซ้อม SWATCAT Training Pitch จังหวัดนครราชสีมา นำทีมโดย ชาร์ลี คลัฟ กัปตันทีมฯ เข้าร่วมดำเนินกิจกรรม พร้อมด้วยนักกีฬาฟุตบอลสโมสรฯและทีมผู้ฝึกสอนรวมกว่า 20 คน โดยผู้ปกครองส่งเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนกว่า 100 คน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นอกจากการสนับสนุนกีฬาฟุตบอลในระดับท้องถิ่นจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับประเทศแล้ว การสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคถือเป็นสิ่งที่มาสด้าให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต้องได้รับความร่วมมือร่วมแรงกันจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการยกระดับเศรษฐกิจในแต่ละท้องถิ่นให้ทัดเทียมกัน ซึ่งจังหวัดนครราชสีมาเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีจำนวนประชากรมากกว่า 2 ล้านคน และเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ดังนั้น การส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ เพื่อนำไปต่อยอดเป็นนักกีฬาอาชีพต่อไปในอนาคต นี่คือสิ่งที่มาสด้าให้ความสำคัญเสมอมา และยังคงเดินหน้าพัฒนาวงการฟุตบอลไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์ Sustainable Zoom-Zoom ของมาสด้า ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์สังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อโลก เพื่อสังคม และเพื่อผู้คน ที่ยั่งยืนตลอดไป

โดยครั้งนี้ทางมาสด้าได้ร่วมมือกับ สโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี หรือ สวาทแคท ซึ่งเป็นพันธมิตรมาอย่างยาวนานในฐานะผู้สนับสนุนหลัก การจัดกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ” ในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้เข้าถึงทักษะการเรียนรู้ในกีฬาที่ตนเองชื่นชอบจากนักฟุตบอลอาชีพของทีมสวาทแคท เพื่อจุดประกายและสานความฝันในการเดินหน้าสู่เส้นทางความสำเร็จ ในฐานะนักฟุตบอลมืออาชีพของเยาวชนต่อไป ซึ่งในแต่ละปีมีนักฟุตบอลระดับเยาวชนจากภูมิลำเนาต่างๆ เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้ทักษะตั้งแต่ระดับพื้นฐานตามฐานต่างๆ ก่อนจะทำการแข่งขันแบบแบ่งทีมเพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับเด็กๆ โดยมีผู้บริหารจาก มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และผู้บริหารจากสโมสรฯ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ มาสด้ายังคงให้การสนับสนุนกิจกรรมกีฬาในหลากหลายรูปแบบ เพื่อผลักดันให้เยาวชนไทยสามารถพัฒนาต่อยอดในสิ่งที่ตนเองรักและนำไปต่อยอดเป็นอาชีพสร้างรายได้ต่อไปในอนาคต ตลอดจนถึงสนับสนุนให้วงการกีฬาไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปเคียงข้างกับสังคมไทย โดยเป้าหมายสูงสุด คือ การเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในฟุตบอลโลก เชื่อว่าบรรดาแฟนฟุตบอลต่างอยากจะเห็นธงชาติไทยโบกสะบัดในเวทีโลก ดังนั้น การวางรากฐานฟุตบอลในระดับเยาวชนจึงสำคัญยิ่ง

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตสุดเร้าใจให้เหล่าไบค์เกอร์

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ปลุกความตื่นเต้นให้กับแฟน ๆ ชาวไทยอีกครั้งด้วยการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ขนาดมิดไซส์ยอดนิยมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ ตอกย้ำเอกลักษณ์ที่แท้จริงของตระกูลไดนามิกโรดสเตอร์ ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ สปอร์ต มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและท้าทายให้กับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยได้สัมผัสความพลุ่งพล่านของอะดรีนาลีนระหว่างการขับขี่ผ่านความสามารถในการควบคุมที่เหนือชั้น พร้อมออปชันอุปกรณ์ที่หลากหลาย ผสานรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อปลุกจิตวิญญาณอันร้อนแรงของเหล่าสิงห์นักบิด

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดมิดไซส์ที่ผสมผสานความสปอร์ตเข้ากับความสามารถแบบทัวริ่ง ด้วยการออกแบบที่ทรงพลังและคุณสมบัติที่โดดเด่นทำให้บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ เป็นมอเตอร์ไซค์สปอร์ตผจญภัยที่สมบูรณ์แบบสำหรับการพิชิตทุกท้องถนน มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุดที่ได้รับการต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้า จึงทำให้มอเตอร์ไซค์ขนาดมิดไซส์รุ่นนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงขอเชิญชวนแฟน ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักบิดแนวสปอร์ตหรือนักบิดมือใหม่ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ขั้นสุดยอดและลักษณะอันทรงพลังของบีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ คันนี้ ที่ผสมผสานความปราดเปรียว ความสะดวกสบายและสไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว”

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ สีดำ Triple Black
ราคาจำหน่าย: 564,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ นับเป็นที่สุดของมอเตอร์ไซค์ในตระกูลแอดเวนเจอร์ สปอร์ต อย่างแท้จริง ด้วยสมรรถนะโฉบเฉี่ยว ตำแหน่งการขับขี่ี่แบบนั่งตรงสไตล์ GS ความสะดวกสบายในการขับขี่ระยะไกล ทั้งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และรูปลักษณ์ที่สื่อถึงความทรงพลัง เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ ความโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ยังอยู่ที่การสืบทอดดีไซน์และคอนเซปต์ของมอเตอร์ไซค์ในตระกูล XR ที่ผสานความสปอร์ตและสมรรถนะแบบทัวริ่งเข้าไว้ได้อย่างลงตัว ทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีในการขับขี่ที่ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟหน้า LED ที่ปรับองศาตามการเลี้ยวโค้ง (Adaptive Cornering Light) และระบบ Keyless Ride ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติที่ไม่เคยมีมาก่อนในมอเตอร์ไซค์ระดับกลาง

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งพละกำลัง 73 กิโลวัตต์ (99 แรงม้า) ที่ 8,500 รอบต่อนาที ให้แรงบิด 88 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดดเด่นด้วยขนาดของเครื่องยนต์ 895 ซีซี พร้อมองศาการจุดระเบิดที่ 270/450 องศา และระบบเก็บเสียงแบบใหม่ มอบเสียงทรงพลังและเร้าใจยิ่งขึ้น ทั้งยังมาพร้อมระบบคลัทช์แบบ anti-hopping และระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์ เพื่อมอบความปลอดภัยยิ่งขึ้นให้แก่ผู้ขับขี่ มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 4.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วค่าออกเทน 91 ขึ้นไป

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ สร้างความสนุกเร้าใจในการขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่ ‘Rain’ และ ‘Road’ รวมทั้ง Riding Modes Pro ประกอบด้วย ‘Dynamic’ และ ‘Dynamic Pro’ เพื่อยกระดับความสปอร์ตให้เร้าใจยิ่งขึ้น ระบบ ABS Pro ช่วยให้ควบคุมมอเตอร์ไซค์ได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์การขับขี่ พร้อมระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ระบบ Dynamic Brake Control (DBC) และระบบ Dynamic ESA ในขณะที่ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติยังช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาความเร็วรถให้คงที่ได้ นอกจากนั้น ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Gear Shift Assistant Pro ยังช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้เกือบทุกช่วงน้ำหนักบรรทุกและช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์โดยไม่ต้องควบคุมคลัตช์ ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ยังช่วยป้องกันมือชาและความเมื่อยล้าเมื่อขับขี่ไปในในสภาพอากาศที่หนาวเย็น

เช่นเดียวกับมอเตอร์ไซค์ GS ในตระกูล F-Series รุ่นอื่น ๆ บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ มาในโครงสร้างเฟรมเหล็กกล้าที่เสริมความแข็งแกร่งให้แก่เครื่องยนต์และถังน้ำมันซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหน้าคนขับเช่นเคย การควบคุมล้อหน้าตอบสนองได้อย่างฉับไวด้วยโช้คแบบเทเลสโคปิก ส่วนล้อหลังควบคุมด้วยสวิงอาร์มคู่อะลูมิเนียมพร้อมระบบกันสะเทือนแบบ central suspension strut

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 15.5 ลิตร โดยถังน้ำมันของรุ่นนี้มีน้ำหนักเบาและผ่านกระบวนการเชื่อมด้วยพลาสติกที่นำมาใช้ในการผลิตมอเตอร์ไซค์เป็นครั้งแรก ขณะที่โครงสร้างการยึดเหล็กกล้าส่วนท้ายรถก็ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานเป็นครั้งแรกในมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้เช่นกัน จึงทำให้ส่วนท้ายรถมีรูปลักษณ์ที่เพรียวและสั้นยิ่งขึ้น นอกจากนั้น บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ ซึ่งมีระยะสปริงที่ค่อนข้างยาวขึ้น ช่วยมอบความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และหลากหลายกว่าในสไตล์แบบทัวริ่ง

ระบบไฟหน้า LED ที่ปรับองศาตามการเลี้ยวโค้ง (Adaptive Cornering Light) พร้อมระบบ Headlight Pro นอกจากจะสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ยิ่งขึ้นแล้ว ยังนับว่าเป็นฟีเจอร์ที่โดดเด่นในมอเตอร์ไซค์ขนาดมิดไซส์ ทำให้การขับขี่เวลากลางคืนมีความอุ่นใจยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าส่องสว่างตามการเลี้ยวโค้ง และหลอดไฟทั้งหมดเป็นแบบ LED ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับมอเตอร์ไซค์ในตระกูล F-Series ทุกรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR มาพร้อมตำแหน่งที่นั่งซึ่งมอบทั้งความสปอร์ตและความสบายสำหรับการขับขี่แบบทัวริ่งเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่ระยะไกล ชุดแฟริ่งด้านหน้าที่มาพร้อมกระจกกันลมปรับระดับได้มอบทั้งลุคสปอร์ตและการป้องกันให้แก่ผู้ขับขี่

นอกจากนี้ในรุ่นใหม่ล่าสุด ยังมาพร้อมโซ่ M Endurance เป็นครั้งแรก ด้วยคุณสมบัติการหล่อลื่นและความทนทานต่อการสึกหรอที่ยอดเยี่ยม โซ่ M Endurance ช่วยมอบความสะดวกสบายด้านการบำรุงรักษามากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการทำความสะอาดที่ยุ่งยากและหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากต้องเผชิญปัญหาน้ำมันหล่อลื่นกระเด็นหากใช้โซ่ธรรมดา โซ่ M Endurance จึงมอบทั้งความสะดวกสบายและความทนทานในการใช้งานสูงสุด

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR ใหม่ ยังมีหน้าจอ TFT สีขนาด 6.5 นิ้วและระบบเชื่อมต่อ BMW ConnectedRide เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ฟีเจอร์ดังกล่าวช่วยให้นักบิดสามารถคุยโทรศัพท์ ฟังเพลงหรือใช้งานระบบนำทางได้อย่างสะดวกในขณะขับขี่ ทั้งนี้ มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีวางจำหน่ายแล้วในสีดำ Triple Black

วิริยะประกันภัย ระดมทัพเติมความรู้ เพิ่มศักยภาพงานซ่อมรถไฟฟ้า

0

นายนที ไชยกาล ผู้จัดการฝ่ายมาตรฐานราคาและการจัดซ่อม บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำสมาชิกชมรมศูนย์ซ่อมมาตรฐาน ภาค 6 (ภาคกรุงเทพฯ) บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบริการด้านสินไหมทดแทน และเจ้าหน้าที่สรุปรายการความเสียหาย เข้าอบรม “หลักสูตรงานปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและความปลอดภัย” เพื่อเพิ่มองค์ความรู้แบบครบวงจรยกระดับการให้บริการด้านงานซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมี ดร.นภดล กลิ่นทอง ข้าราชการบำนาญ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ให้เกียรติเป็นวิทยากรอบรมในครั้งนี้ ณ ศูนย์บริการ VCB Car Service จังหวัดนนทบุรี

สำหรับการจัดอบรมในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มองค์ความรู้เบื้องต้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและความปลอดภัย ภาคปฏิบัติแก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง และศูนย์ซ่อมมาตรฐานของวิริยะประกันภัย ให้พร้อมรองรับการบริการด้านรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จัดอบรมหลักสูตรดังกล่าว ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งเตรียมขยายผลการจัดอบรมให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคต่อไป

ฟิล์มกรองแสง “ลามิน่า ดิจิทัล อีวีเอส บูสต์” รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมแห่งปี 2566

0

นายสุวิทย์ ศิริมหาโชคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” จากสหรัฐอเมริกาแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เป็นผู้แทนรับรางวัล  Business+ Product Innovation Awards 2023 : สุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการ ประจำปี 2566 สินค้าประเภทกลุ่มฟิล์มกรองแสงรถยนต์ “ลามิน่า ดิจิทัล อีวีเอส บูสต์” จาก ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

จัดโดยนิตยสารบิสซิเนสพลัส ร่วมกับ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการสำรวจและคัดเลือกจากคะแนนโหวตผู้บริโภคให้แก่สินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมทางด้านผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อมอบรางวัลให้แก่สุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี 2566 ที่คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุดใน 12 ประเภทสินค้าและบริการ รวม 20 รางวัล

ภายใต้แนวคิด Reforming for Tomorrow เพราะนวัตกรรมดีๆ นำพามาซึ่งความก้าวหน้าของธุรกิจ พร้อมโอบรับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมไว้อย่างเต็มใจ เพื่อให้โลกในวันพรุ่งนี้ของเรา ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป ซึ่งนับเป็นปีที่ 3 สำหรับการมอบรางวัล Product Innovation Awards ให้แก่ผู้ประกอบการที่ยังคงพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

“ลามิน่า ดิจิทัล อีวีเอส บูสต์” เป็นฟิล์มกรองแสงดิจิทัลบูสต์ประหยัดพลังงานรุ่นใหม่ล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา พัฒนาก้าวข้ามนวัตกรรมฟิล์มเซรามิคทั่วไปในปัจจุบัน รังสรรค์ขึ้นเพื่อยานยนต์ไฟฟ้าทั้ง BEV / PHEV / HEV/ Hybrid และรถยนต์สันดาปรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีเนื้อฟิล์มชนิดใหม่ Nano CM-Charcoal Multiplex ที่กันความร้อนดีเยี่ยม ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า และยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ในรถให้ยาวนานขึ้น

เนื้อฟิล์มสวยเข้มภายนอก ให้วิสัยทัศน์เคลียร์ชัดภายในทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งยังคงประสิทธิภาพการช่วยลดความร้อนจากแสงแดดดีเยี่ยม ป้องกันรังสี UV เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ รองรับระบบสมองกลดิจิทัล AI ในรถยนต์ยุคใหม่ให้ทำงานได้ เร็ว แรง ลื่น เสถียร ทุกสถานการณ์การขับขี่  จำหน่ายผ่านศูนย์ตัวแทนจำหน่ายฟิล์มลามิน่ากว่า 770 แห่ง และโชว์รูมรถยนต์ชั้นนำอีกกว่า 1,700 แห่งทั่วประเทศ

ลามิน่า ดิจิทัล อีวีเอส บูสต์ เป็นฟิล์มกรองแสงดิจิทัลบูสต์น้องใหม่ซีรีส์ที่ 3 ที่สามารถคว้ารางวัล Product Innovation Awards 2023 ต่อเนื่องจากฟิล์มรุ่นพี่ ลามิน่า ดิจิทัล เซราแมทริกซ์ บูสต์ ที่เคยคว้ารางวัล Product Innovation Awards 2021 ตามด้วย ลามิน่า ดิจิทัล อีวี บูสต์ ที่คว้า 2 รางวัลพิเศษ Product Innovation Awards & Product of The Year Awards 2022 นับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้งให้กับกลุ่มฟิล์มดิจิทัลบูสต์  ที่ลามิน่าเป็นผู้นำตลาด

สำหรับในปีนี้ ลามิน่ามีแผนต่อยอดการตลาดเพื่อสร้าง Brand Love ด้วยแนวคิด “ใช้รถยุคดิจิทัล ต้องมีฟิล์ม DigitalBoost” โดยเน้นไฮไลต์ฟิล์มซีรีส์ใหม่ ลามิน่า ดิจิทัล อีวี บูสต์ และ อีวีเอส บูสต์ ผ่านศูนย์ตัวแทนจำหน่ายฟิล์มลามิน่าอย่างเป็นทางการและโชว์รูมรถยนต์ชั้นนำทั่วประเทศ ด้วยกลยุทธ์ตลาดในแบบ Shark Marketing” คือ Sharp / Fast / Charge : คมคอนเทนท์โดนใจ / เร็วทันสถานการณ์ / ตรงเป้าวัดผลได้

นอกจากนี้ลามิน่ายังต่อยอดขยายตลาดสู่ E-Shop อย่างเต็มตัวด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับคุณภาพการขายและบริการให้สะดวกรวดเร็วตรงความต้องการผู้บริโภคยิ่งขึ้น และเรายังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับโลก เพื่อตอบรับทุกความต้องการของผู้บริโภคยุคสมาร์ทคาร์อย่างตรงใจสูงสุดให้สมกับเป็นปี It’s Time to Boost Up Your Life”

นอกจากนี้บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ในฐานะผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูงมืออาชีพระดับเอเชียแปซิฟิค ยังนำเข้าผลิตภัณฑ์ด้านยานยนต์อีกมากมาย อาทิ อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ (Thule) จากประเทศสวีเดน ผลิตภัณฑ์ฟิล์มนิรภัยปกป้องสีรถลูมาร์ (LLumar) จากสหรัฐอเมริกา และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษายานยนต์ครบวงจรแอลลักซ์ (LLux) คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

MGC Marine ต่อยอดธุรกิจ Lifestyle Mobility คว้าสิทธิ์จำหน่ายเรือ ‘Chris-Craft’ อย่างเป็นทางการ แต่เพียงผู้เดียวในไทย และอาเซียน

0

บริษัท เอ็มจีซี มารีน แอนด์ ชาเตอร์ (เอเชีย) จำกัด ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย ต่อยอดธุรกิจ Marine Business Ecosystem หลังประสบความสำเร็จกับการเป็นผู้จำหน่ายเรือยอชท์ อะซิมุท (AZIMUT) อย่างเป็นทางการในประเทศไทยมานานกว่า 8 ปี ส่งผลให้วันนี้ ทางบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจาก ‘คริส-คราฟท์’คอร์ปอเรชั่น (Chris-Craft Corporation) ผู้ผลิตเรือชั้นนำระดับโลกสัญชาติอเมริกัน ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 149 ปี ให้เป็นผู้ดูแลการขยายตลาดประเทศไทยและอาเซียนอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว จัดงานฉลองเปิดตัวโชว์รูมแห่งแรกพร้อมศูนย์บริการครบวงจร ผสานสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ ณ โครงการ ริเวอร์เดล มารีน่า จังหวัดปทุมธานี

ฯพณฯ โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มาร่วมในพิธีเปิดตัวเรือ คริส-คราฟท์ พร้อมโชว์รูมแห่งแรกและศูนย์บริการครบวงจรอย่างเป็นทางการในวันนี้ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการร่วมมือของสองพันธมิตรที่แข็งแกร่ง คือ เอ็มจีซี-เอเชีย ผู้ให้บริการด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้แบบครบวงจร และเรือ คริส-คราฟท์ ที่เป็นแบรนด์ระดับไอคอนของชาวอเมริกัน กับชื่อเสียงด้านความหรูหราและรายละเอียดสุดประณีตมากว่า 140 ปี และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก อีกทั้งยังนับเป็นโอกาสดี ที่จะได้ทำตลาดในอาเซียน ซึ่งอุดมไปด้วยหมู่เกาะ ชายฝั่งทอดยาว รวมถึงแม่น้ำหลากหลายสาย เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมทางน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผมขอแสดงความยินดีกับบริษัท เอ็มจีซี มารีนฯ, เอ็มจีซี-เอเชีย และ คริส-คราฟท์ สำหรับจุดเริ่มต้นเพื่อก้าวไปสู่อนาคตอันสดใส พร้อมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เรือ คริส-คราฟท์ จะได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทยและอาเซียนอย่างกว้างขวางในอนาคต”

มร. สตีเฟน เอฟ. ฮีสส์ ประธานและซีอีโอ คริส-คราฟท์ คอร์ปอเรชั่น เผยว่า “คริส-คราฟท์ เป็นเรือสัญชาติอเมริกัน อันมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 149 ปี จุดเด่นของ คริส-คราฟท์ คือ ความหรูหรา และการใส่ใจในรายละเอียดสุดประณีต ก่อตั้งช่วงปี ค.ศ. 1874 โดย มร. คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส สมิทธ์ ที่มีความหลงใหลในเรือสปอร์ต และสร้างเรือลำแรกด้วยตนเองเมื่ออายุเพียง 13 ปี โดยเขาได้แสดงความรักชาติ ด้วยการใช้โรงงาน คริส-คราฟท์ ผลิตเรือบรรทุกกำลังพล มอบให้กองทัพสหรัฐอเมริกา นับ 1,000 ลำ และถูกนำไปใช้ในวัน ‘D-Day’ หรือการยกพลขึ้นบกที่นอร์ม็องดี ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 จึงนับเป็นแบรนด์ระดับตำนานที่ชาวอเมริกันภาคภูมิใจ การได้ เอ็มจีซี มารีนฯ มาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ช่วยขยายตลาดให้กับเรือ คริส-คราฟท์ จากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจในกลุ่มลักชัวรี่ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญและเติบโตเร็วที่สุด จึงนับเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ขยายฐานลูกค้ามาสู่ภูมิภาคนี้ เนื่องจากประเทศในภูมิภาคนี้ มีชายฝั่งและแม่น้ำที่งดงามจำนวนมาก เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่นิยมทำกิจกรรมสันทนาการทางน้ำ ผมรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้น ที่ คริส-คราฟท์ ได้เข้ามาทำตลาดในไทยและอาเซียนอย่างเป็นทางการ และเชื่อมั่นว่าเรือของเรา ผสานความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้อย่างครบวงจร จะส่งผลให้ คริส-คราฟท์ ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ยอดนิยมทั้งในประเทศไทยและอาเซียน”

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เผยว่า “ตลาดเรือทั่วโลก มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 7 ต่อปี โดยมีอเมริกาเหนือเป็นตลาดที่ใหญ่สุด ขณะที่เอเชียแปซิฟิกมาเป็นอันดับ 3 นำโดยญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน และตลาดสำคัญอย่างอาเซียน โดยตลาดเรือเพื่อสันทนาการมีอัตราเติบโตที่สูงมาก หลังจากวิกฤตโควิด-19 ผ่านพ้นไป พิสูจน์ได้จากไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือ การทำกิจกรรมสันทนาการทางน้ำ ที่มีอัตราการเติบโตอย่างสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”

“ธุรกิจมารีน เป็นตลาด blue ocean ที่ยังมีโอกาสในการเติบโตสูง ด้วยความพร้อมในระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบของ เอ็มจีซี-เอเชีย ผสานกับประสบการณ์ในการดูแลลูกค้ามาอย่างยาวนาน พร้อมพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง อาทิ ริเวอร์เดล มารีน่า ปทุมธานี และ โอเชียน มารีน่า พัทยา ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเรือเพื่อสันทนาการและท่องเที่ยว โดยทางบริษัทฯ พร้อมสร้างการเติบโตอีกหนึ่งยูนิเวอร์ส เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในประเทศไทยและอาเซียนภายใต้ MGC-ASIA Lifestyle Mobility Ecosystem”

“เรามองไปถึงการขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากอาเซียนเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด กับจำนวนประชากรรวมกว่า 700 ล้านคน ผสานพื้นที่ชายฝั่งยาวกว่า 170,000 กิโลเมตร และแม่น้ำสายสำคัญจำนวนมาก ซึ่งเอื้อต่อการทำกิจกรรมทางน้ำได้อย่างสะดวกสบาย ขณะเดียวกัน โชว์รูมเรือต้นแบบแห่งแรกในภูมิภาค พร้อมศูนย์บริการครบวงจรของเรา ตั้งอยู่ที่ ริเวอร์เดล มารีน่า ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้รับการขนานนามว่า ‘The Venice of The East’ พร้อมแผนการสร้างศูนย์ฝึกอบรมครบวงจร (Marine Training Center) ในอนาคต โดยผมรู้สึกภูมิใจ ที่ คริส-คราฟท์ ได้มอบความไว้วางใจ ให้ เอ็มจีซี-เอเชีย เป็นผู้จำหน่ายเรือแม่น้ำ คริส-คราฟท์ อย่างเป็นทางการ
แต่เพียงผู้เดียวในไทยและอาเซียน”

++ Launch, Catalina และ Calypso เรือแม่น้ำสัญชาติอเมริกันจาก Chris-Craft

คริส-คราฟท์ ประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมจำหน่ายเรือ 3 รุ่นหลัก คือ Launch Series, Catalina Series แล Calypso Series โดยมีรุ่นย่อยแบ่งตามขนาดและลักษณะของเรือ เริ่มที่สายพันธุ์ Launch Series เป็นเรือดีไซน์คลาสสิก เรียกว่า ‘Bow Rider’ แบ่ง 2 รุ่นย่อย คือ Launch และ Launch GT ที่ติดตั้งหลังคาจากโรงงาน มาพร้อมสองทางเลือกของเครื่องยนต์เบนซิน วี8 สูบ 6.2 ลิตร 300 แรงม้า ทั้งแบบ Mercruiser (inboard-เครื่องยนต์อยู่ในตัวเรือ) และ Mercury (outboard-เครื่องยนต์เกาะท้าย) ขณะที่ Catalina Series เป็นเรือแบบ Dual Console ที่ยกตำแหน่งผู้ขับให้สูงขึ้น ส่งผลดีต่อทัศนวิสัย เหมาะสำหรับการเดินทางแบบครอบครัว ปิดท้ายกับ Calypso Series ที่เป็นเรือแบบ Center Console กับตำแหน่งผู้ขับอยู่กลางลำเรือ จึงมีทางเดินด้านข้างสองฝั่ง ผู้โดยสารสามารถเดินรอบเรือได้สะดวก ซึ่งทั้ง Catalina Series และ Calypso Series ใช้เครื่องยนต์ Mercury ทั้งหมด

++ เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมบริการหลังการขายครบวงจร

อาคารจัดแสดงเรือ ถูกออกแบบให้มีความรู้สึกเสมือนเข้ามาถึงภายในโรงต่อเรือ ด้วยโถงสูงเปลือยโครงสร้างและแสงธรรมชาติ ที่เปิดออกเป็นแนวเอียง สร้างเป็นรูปทรงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มองเห็นได้จากแม่น้ำ สามารถจัดแสดงเรือได้สูงสุด 6 ลำ ภายในได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราชั้นล่างเป็นเลาจ์นต้อนรับลูกค้าในบรรยากาศผ่อนคลาย อีกทั้งมีการจัดสรรพื้นที่ให้สามารถอาบน้ำและแต่งตัว เพื่อคืนความสดชื่น หลังจากนำเรือกลับเข้ามา ก่อนผ่านโถงบันไดเวียนสู่ชั้นสองเพื่อไปยังห้องรับรองพิเศษ ที่เพิ่มความเป็นส่วนตัวอีกระดับ พร้อมแพล็ดฟอร์มที่ยื่นออกไป ให้สามารถชมเรือได้ทั้งหมดจากมุมสูง เติมเต็มประสบการณ์พิเศษ กับ ‘Sunset Balcony’ ที่เป็นระเบียงเปิดโล่ง ให้ลูกค้าดื่มด่ำกับความงดงามของอาทิตย์อัสดง ระหว่างรับประทานอาหารค่ำกับมิตรสหายหรือครอบครัว

พร้อมสรรพกับสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โดยทีมงานมืออาชีพที่พร้อมบริการนำเรือลงและขึ้นจากน้ำ ก่อนล้างทำความสะอาดเพื่อนำไปเก็บในช่องจอดที่มีบริการให้เช่า พร้อมอุ่นใจกับบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ กับศูนย์บริการมาตรฐาน เป็นอาคารขนาดใหญ่สองชั้นแยกอิสระจากโชว์รูม ติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการบำรุงรักษาเรือครบครัน อาทิ เครน และเครื่องมือพิเศษ ผสานบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการฝึกอบรมจาก Mercury Marine ประเทศสิงคโปร์

++ Riverdale Marina มารีน่าระดับ A-Class มาตรฐานแห่งแรก ที่ดีที่สุดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

โครงการ ริเวอร์เดล มารีน่า ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและรักกิจกรรมทางน้ำ พร้อมนำเรือลง-ขึ้นจากแม่น้ำและจัดเก็บด้วยเครื่องมืออย่างครบครัน นอกเหนือจากนั้นทางโครงการยังมี มารีน่า พลาซ่า เป็นศูนย์กลางให้บริการกิจกรรมทางน้ำอย่างครบวงจรแห่งแรก รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบวงจร ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ใหม่ของกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทางน้ำ โรงแรม สนามกอล์ฟ โครงการบ้านจัดสรรหรู และห้างสรรพสินค้า นอกจากนั้นยังเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ พร้อมสถานที่รองรับการจัดงานริมแม่น้ำในรูปแบบ Outdoor Destination ที่ใหญ่สุดบนแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยพื้นที่เริ่มต้นที่ 1,000 ตารางเมตร
พร้อมจับมือกับพันธมิตร มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ เปิดโชว์รูมเรือระดับหรูแห่งแรก พร้อมศูนย์บริการครบวงจร เพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มริเวอร์โบ๊ท ที่มีแนวโน้มทางการเติบโตสูง

++ Boat Ownership Program บริการทางการเงินอย่างครบวงจร สำหรับผู้สนใจเรือ Chris-Craft ผ่าน Alpha X

คริส-คราฟท์ ประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานโดยบริษัท เอ็มจีซี มารีน แอนด์ ชาร์เตอร์ (เอเชีย) จำกัด มาพร้อมข้อเสนอ ‘Boat Ownership Program’ อย่างแบบครบวงจร ทั้งก่อนและหลังการขาย กับหลากหลายบริการพิเศษ อาทิ สินเชื่อสำหรับเรือยอชท์ และเรือเพื่อสันทนาการระดับลักชัวรี่ ด้วยโปรแกรมเช่าซื้อสุดพิเศษ สำหรับเรือ คริส-คราฟท์ โดย ‘อัลฟา เอกซ์’ ที่พร้อมปรึกษาให้บริการทางการเงินสำหรับลูกค้าทุกราย และประกันภัยเรือ โดย ‘ฮาวเด้น แมกซี่’ รวมถึงการดูแลบำรุงรักษาเรือ ภายใต้โปรแกรม ‘Boat Inclusive Program’ พบกับโปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดตัว รับฟรี! ค่าสมาชิก ริเวอร์เดล มารีน่า ในปีแรก เมื่อจองและออกเรือ คริส-คราฟท์

 

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ คริส-คราฟท์ ประเทศไทย

โทร. 02-430-6688

Facebook: www.facebook.com/chriscraft.th

LINE: https://lin.ee/XWp05ah

INSTAGRAM: www.instagram.com/chriscraft.th