Home Blog Page 289

“ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่” เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในงาน Big Motor Sale 2022

0
ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ Pic Open

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ เอนกประสงค์น้องเล็ก 7 ที่นั่ง รถธงที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งในไลน์อัปเอสยูวีของฮอนด้า ที่สะท้อนความลงตัวครั้งใหม่ ทั้งดีไซน์ ความสะดวกสบาย สมรรถนะการขับขี่ ซึ่งจะมาพร้อม Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย เตรียมเปิดตัวพร้อมจำหน่ายในงาน Big Motor Sale 2022

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 1

ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัปยนตรกรรมเอสยูวี เปิดตัว “ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่” เจเนอเรชันที่ 2 รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่พร้อมตอบสนองความต้องการที่หลากหลายด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมผสานความแกร่งและความอเนกประสงค์ สไตล์เอสยูวีไว้อย่างลงตัวในทุกมิติ ขับเคลื่อนอย่างทรงพลังและเหนือกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า บีอาร์-วี เปิดตัวสู่ตลาดประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2558 โดยได้เข้ามาเติมเต็มไลน์อัปรถเอสยูวีของฮอนด้าให้ครอบคลุมทุกความต้องการของตลาด และตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ครั้งนี้ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ พร้อมนำเสนอคุณค่าใหม่ให้แก่ลูกค้า ด้วยการเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่ลงตัวด้วยการผสานจุดเด่นทั้งดีไซน์สปอร์ตแข็งแกร่งสไตล์เอสยูวี ความอเนกประสงค์คล่องตัวแบบรถเอ็มพีวี สมรรถนะการขับขี่ที่มั่นใจได้ อีกทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง ในทุกรุ่นย่อย ห้องโดยสารกว้างขวางขึ้น ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย โดย ฮอนด้า บีอาร์-วี จะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นตลาดในกลุ่มรถเอสยูวี อีกทั้งจะเป็นยนตรกรรมที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ และพร้อมสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขในทุกการเดินทางให้แก่ทุกคนได้อย่างแน่นอน”

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 2

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่… Where We Belong

ยนตรกรรมอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่สำหรับทุกคนในทุกเส้นทาง มาพร้อมคุณค่าที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ สะท้อนความโดดเด่นยิ่งขึ้นในรุ่น EL ที่มาพร้อมสี Piano Black กันชนหน้าและหลังดีไซน์ใหม่ ตกแต่งสีเงิน (รุ่น EL)

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 3

ในส่วนของไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน รวมถึงไฟท้ายและไฟตัดหมอกเป็น แอลอีดี กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมพับเก็บอัตโนมัติ คิ้วตกแต่งสเกิร์ตข้างสีเงิน (รุ่น EL) ราวหลังคาตกแต่งแบบสปอร์ต

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 4

พร้อมเสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 17 นิ้ว (รุ่น EL) และขนาด 16 นิ้ว (รุ่น E)

ห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบายทุกที่นั่ง โดดเด่นด้วยคอนโซลดีไซน์ใหม่ ยกระดับความพรีเมียมด้วยวัสดุตกแต่งแบบ Piano Black เบาะหนังแท้และวัสดุหนังสังเคราะห์ในทุกรุ่นย่อย อีกทั้งการออกแบบช่องเก็บของอย่างเหมาะสม รวมทั้งที่วางแก้วน้ำ 8 ตำแหน่ง พร้อมพนักเท้าแขนด้านหน้าและด้านหลัง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 5

มีระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) ติดตั้งมาให้เสร็จสรรพ

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 6

เบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่ 2 และแถวที่ 3 ที่สามารถปรับพับเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งยังมีพื้นที่ช่วงขากว้างขึ้น สามารถปรับพับแยกแบบ 60:40 พร้อมระบบพับจังหวะเดียว (One Motion) โดยสามารถปรับเลื่อนหน้า-หลัง และพนักพิงปรับเอนได้ 3 ระดับ  นอกจากนี้เบาะนั่งแถวที่ 3 มีพื้นที่ช่วงขากว้างขึ้น โดยสามารถพับแยกแบบ 50:50 และพนักพิงปรับเอนได้ 2 ระดับ

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 7

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และมีแป้นแพดเดิลชิฟท์ ในรุ่น EL

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 9

ด้านของเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่และความบันเทิงที่เชื่อมต่อผู้ใช้งานกับรถให้เป็นหนึ่งเดียว เริ่มตั้งแต่มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 11

ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Smartphone และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 11

ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงสุดที่ 145 นิวตัน-เมตรที่ 4,300 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT ซึ่งในรุ่น EL จะมีระบบเกียร์อพด้เดิล ชิฟท์ ที่พวงมาลัย มีอัตราการประหยัดการประหยัดน้ำมันถึง 16.1 กม./ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E20

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 12

ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้

ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 12

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 14

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 14

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)

ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 15

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอื่นๆ อาทิ

-ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)

-ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 17

-ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติตามความเร็วรถ (Auto Door Lock By Speed)

-ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 16

-กล้องส่องภาพด้านหลัง

-ถุงลม 6 ตำแหน่ง (รุ่น EL)

-สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)

-ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)

-ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)

-ระบบป้องกันล้อล็อกและระบบกระจายแรงเบรก (ABS & EBD)

-โครงสร้างตัวถังนิรภัย G-CON และ ACETM ช่วยปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทาง

-จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX & Child Anchor)

-ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่

-รุ่น EL ราคาประมาณการไม่เกิน 980,000 บาท

-รุ่น E ราคาประมาณการไม่เกิน 930,000 บาท

มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) (เฉพาะรุ่น EL) สีดำคริสตัล (มุก) (รุ่น EL และรุ่น E) และสีขาวทาฟเฟต้า (เฉพาะรุ่น E) โดยรุ่น EL สีภายในจะเป็นสีดำ และรุ่น E สีภายในจะเป็นสีทูโทน (ดำ/มอคค่าเกรย์)

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ 20

พิเศษ ลูกค้าที่จองสิทธิ์ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 เวลา 10.00 น. ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2565** เวลา 22.00 น. รับฟรีชุดโต๊ะพับแคมป์ปิ้ง มูลค่า 4,200 บาท** โดยจะได้รับสิทธิ์เมื่อจองและรับรถภายในระยะเวลาที่บริษัทฯ กำหนด** สามารถจองสิทธิ์ผ่านที่ปรึกษาการขายฮอนด้าหรือที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ สามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้ตั้งแต่ 19 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป**

เตรียมพบกับการประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2565 นี้ พร้อมทั้งเตรียมสัมผัสเป็นครั้งแรกในงาน BIG Motor Sale 2022 ระหว่างวันที่ 19 – 28 สิงหาคม 2565 นี้

 

 

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ All New Ford Everest ทางเรียบขับสบาย ทันสมัยไปกับเทคโนโลยีในทางลุย

0
All New Ford Everest Pic Open

การทดสอบสมรรถนะ All New Ford Everest ในครั้งนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการริวิว รวมถึงทดลองขับทั้งทางเรียบและทางลุย ไปดูกันว่า นอกจากความใหม่ สด ที่มากับความทันสมัยทั้งด้านรูปลักษณ์ ความสะดวกสบาย พร้อมระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ พัฒนาควบคู่ไปกับฟังต์ชั่นเพื่อความสะดวกสบาย สมรรถนะของขุมพลัง 2.0 เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะพร้อมปรับระบบรองรับใหม่ รวมถึงตัวช่วยการขับขี่ระบบ Terrain Management จะตอบโจทย์บนทางลุยได้มากน้อยเพียงใด เรื่องราวทั้งหมดพร้อมให้ติดตาม

All New Ford Everest เผยโฉมพร้อมจำหน่ายไปเมื่อมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวกับนิยามประจำตัว “รับมือได้หมด ทุกบททดสอบ” การกลับมาในเจนเนอเรชั่นใหม่นี้ ตั้งค่าตัวรุ่นเริ่มไว้ที่ 1.34 -1.85 ล้านบาท ในรุ่นท๊อป ไทเทเนี่ยม พลัส 4×4 ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้นำมาทดสอบ

All New Ford Everest 1
การปรับปรุงและพัฒนาเกิดขึ้นในหลายจุด เริ่มจากไฟหน้ารูปตัว C ในรูปแบบแมททริกแอลอีดีปรับแสงตามพวงมาลัยทั้งขณะขับและจอดพร้อมระบบป้องกันการแยงตาของรถที่สวนมา

All New Ford Everest 2

ล้อลายใหม่ขนาด 20 นิ้ว พร้อมการปรับขยายฐานล้อเพิ่มขึ้น 50 มม. ด้านบนหลังคาเป็นแบบพาโนรามิค ซันรูฟขนาดใหญ่

All New Ford Everest 3

ด้านท้ายดีไซน์ใหม่ พร้อมติดตั้งฝาท้ายอัตโนมัติแบบแฮนด์ฟรี รวมถึงเพิ่มเติม “จุดดักแอปเปิ้ล” เพื่อกันสัมภาระหล่นจากรถในกรณีเปิดฝาท้าย

All New Ford Everest 4

ความสะดวกสบายจากเบาะนั่งทั้ง 7 และสามารถปรับพับราบเป็นแนวเดียวกับพื้นห้องโดยสาร ง่ายๆเพียงกดปุ่ม ออกแบบห้องโดยสารเพื่อลดเสียงรบกวนจากพื้นถนนและตัดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์

All New Ford Everest 5

มาตรวัดแบบแอลอีดีอลังการขนาด 12.4 นิ้ว ซึ่งสามารถเลือกแสดงการใช้งานต่างๆตามความต้องการ มากับจอกลางขนาดใหญ่ขนาด 12 “นิ้วแบบไอแพด พร้อมฟังค์ชั่นใหม่นั่นคือการเชื่อมต่อผู้ขับขีให้เข้ากับตัวรถ และสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพลิเคชั่น Ford Pass ซึ่งทำได้ทั้งสตาร์ท เปิดแอร์ หรือต้นหาคำแหน่งของรถ ทั้งนี้ระบบความบันเทิงทำงานผ่าน SYN 4A ซึ่งเป็รระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ชาญฉลาด

All New Ford Everest 6

มีกล้องรอบคัน 360 องศาแสดงการทำงานของกล้องทั้ง 4 ตัวรอบคัน ซึ่งภาพสามารถซูมได้อีกด้วย

All New Ford Everest 7

ไวเลทชาร์จ ติดตั้งมาเสร็จสรรพและมีช่องชาร์จไฟ 8 จุดทั่วคัน ซึ่งมีทั้ง USB A C และจุดชาร์จไฟ 400 วัตต์

All New Ford Everest 8

ความสะดวกและปลอดภัยจากระบบช่วยจอดอัจฉริยะ 2.0 ช่วยให้ผู้ขับขี่จอดรถเทียบข้าง หรือถอยจอดเข้าซองได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มเดียว โดยระบบจะช่วยหมุนพวงมาลัย เปลี่ยนเกียร์ รวมถึงควบคุมคันเร่งและเบรก ให้รถเข้าสู่ช่องจอดได้อย่างง่ายดาย

All New Ford Everest 9

ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลัง ช่วยให้ผู้ขับขี่ถอยรถได้มั่นใจยิ่งขึ้น ด้วยการตรวจจับวัตถุบริเวณท้ายรถ และส่งเสียงเตือน หากผู้ขับขี่ไม่สามารถตอบสนองได้ทัน ระบบจะส่งแรงเพื่อเบรกจนรถหยุดนิ่ง

All New Ford Everest 10

ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติแบบ E-Shifter 10 สปีด มอบพละกำลัง 210 PS ที่ 3,750 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 ในเวลาประมาณ 9 วินาที พร้อมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 16.7 กม./ลิตร

All New Ford Everest 11
สำหรับระบบส่งกำลัง E-Shifter ซึ่งอัจฉริยะแม้ขณะจอด หากยังอยู่ในตำแหน่งเกียร์ D ระบบจะเข้า P ให้เอง ซึ่งจะทำงานควบคู่ไปกับเบรคมือไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย มาพร้อมระบบขับ 4 แบบ Shift on the Fly โดยมากับโหมดการขับขี่ทั้ง

All New Ford Everest 12
โหมดปกติ: ออกแบบเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทดสอบคู่กับระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop and Go และระบบควบคุมรถให้อยู่กลางช่องทางที่ช่วยตรวจสอบช่องทางจราจรเพื่อให้รถอยู่ตรงกลางเลน ช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาระยะห่างที่ปลอดภัย และจำกัดความเร็วได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะขณะขับขี่บนทางไฮเวย์ หรือเส้นทางที่ใช้ความเร็วสูงและมีรถพลุกพล่าน

โหมดประหยัด: ทำงานด้วยการประเมินพฤติกรรมการขับขี่ และปรับการทำงานของระบบส่งกำลังและระบบควบคุมความเร็วให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันให้ได้สูงสุด

โหมดทางลื่น: ปรับการทำงานของเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบควบคุมการยึดเกาะถนน เพื่อลดโอกาสที่ล้อจะหมุนฟรี ป้องกันการลื่นไถล

โหมดโคลน: ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ผิวที่ปกคลุมด้วยโคลน กรวด หรือร่องดิน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมตะลุยผ่านได้อย่างมั่นใจด้วยระบบดิฟล็อคหลังไฟฟ้าที่ทำงานแบบอัตโนมัติในโหมดนี้ พร้อมเพิ่มการยึดเกาะให้เต็มประสิทธิภาพและรักษากำลังของรถไว้ ควบคู่กับการปล่อยให้ล้อหมุนด้วยความเร็วเพื่อรีดโคลนออกจากดอกยาง ผู้เข้าร่วมการทดสอบยังได้ขับฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ เจเนอเรชันใหม่ลุยผ่านทางน้ำได้อย่างง่ายดาย ด้วยความสามารถในการลุยน้ำได้สูงสุดถึง 800 มม. และทัศนวิสัยที่เพิ่มขึ้นจากกล้องมองรอบคัน 360 องศา

ส่วนออฟโรดโหมดจะแสดงที่จอทัชสกรีน ซึ่งแสดงภาพได้รอบรถ รวมถึงการทำงานของระบบขับเคลือนและระบบส่งกำลังในกรณีใช้ระบบล๊อคเฟืองท้าย

All New Ford Everest 13

ช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สัน หลังวัตต์ลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง ซึ่งระบบรองรับได้มีการพัฒนาในส่วนของโช๊คอัพแบบโมโน ทูปและสปริง ที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

กิจกรรมทดสอบขับรถภายใต้แนวคิด ‘Life is Yours to Master’ จัดขึ้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งบนทางเรียบและทางลุย ด้วยฐานล้อที่กว้างขึ้น 50 มิลลิเมตร ทำให้การยึดเกาะถนนนั้นดีกว่ารุ่นที่ผ่านมา การพัฒนาในส่วนของโช๊คอัพและสปริงที่ลงตัวยิ่งขึ้น ทำให้การควบคุมและการยึดเกาะถนนมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

All New Ford Everest 14

เสียงในห้องโดยสาร ทางทีมผู้ออกแบบได้มีการพัฒนาในส่วนของรอยต่อตัวถัง รวมถึงผนังห้องเครื่องยนต์ ให้มีเสียงเร็ดรอดน้อยที่สุด รวมถึงติดตั้งเสียงสังเคราะห์ เพื่อให้ได้มาซึ่งห้องโดยสารที่เงียบ

All New Ford Everest 15

ขุมพลัง 2.0 ลิตรเทอร์โบคู่ตัวแรง แม้ไม้ได้ปรับอะไรเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของเกียร์ E-Shifter ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ เพราะนอกจากจะให้ความนุ่มนวลในการเปลี่ยนอัตราทด และตอบสนองพฤติกรรมการขับขี่ในรูปแบบก้าวกระโดด ยังให้ความปลอดภัยในกรณีที่รถหยุดนิ่ง เพราะระบบจะปรับตำแหน่งไปที่เกียร์ P อัตโนมัติ

All New Ford Everest 16

ในเส้นทางลุย Terrain Management จะเป็นการตั้งโปรแกรมของสภาพเส้นทาง เพื่อให้เครื่องยนต์ และ ระบบขับเคลื่อน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งทางโคลน ทราย หญ้า หิน หิมะ และกรวด รวมถึงระบบล๊อคเฟืองท้าย ที่ช่วยฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างสบายๆ

All New Ford Everest 17

All New Ford Everest 17

เรื่องราวของ All New Ford Everest พอสรุปได้ว่านอกจากรูปลักษณ์ พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย สมรรถนะและระบบความปลอดภัยต้องเรียกว่าระดับไฮเอนด์ ยิ่งในช่วงทางลุย ผู้ขับขี่ใม่จำเป็นที่ต้องมีพื้นฐานสำหรับการใช้งานรถยนต์บนเส้นทางทุรกันดาร ระบบที่มีอยู่ในรถคันนี้ จัดการเองหมด หากต้องการรถที่พร้อมอบโจทย์ในนิยาม “รับมือได้หมด ทุกบททดสอบ” รถคันนี้คือคำตอบที่คุณต้องการแน่นอน

 

 

 

โตโยต้าแถลงยอดขายตลาดรถยนต์ครึ่งแรกของปี 2565 พร้อมคาดการณ์ตลาดรวมอยู่ที่ 880,000 คัน

0

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยสถิติการจำหน่ายรถยนต์ครึ่งแรกของปี 2565 พร้อมคาดการณ์ตลาดรถยนต์ไทยปี 2565 

มร.ยามาชิตะ กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรก ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่อยู่ในภาวะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดัคเตอร์ ที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลโดยตรงต่อยอดการผลิตและต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อจำหน่ายทั้งภายในประเทศและการส่งออก รวมทั้งแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังปรับตัวสูงขึ้นและทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้กำลังการซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวได้อย่างจำกัด ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม

อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัจจัยบวกจากการที่ภาครัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์และการดำเนินมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในประเทศ  รวมถึงสัดส่วนของการฉีดวัคซีนที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เกือบเป็นปกติ ล้วนเป็นส่วนช่วยให้สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนมายังตลาดรถยนต์ด้วยเช่นกัน เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์จากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ที่ผ่านมา ตลอดจนแรงกระตุ้นจูงใจผู้บริโภคด้วยแคมเปญการขายเชิงรุกของบรรดาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลาย ล้วนมีส่วนผลักดันตลาดรถยนต์โดยรวมให้ฟื้นตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ตัวเลขยอดขายตลาดรวมในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 427,303 คัน เพิ่มขึ้น 14.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว”

สถิติการขายรถยนต์ในประเทศ

 ม.ค. – มิ.ย. 2565

ยอดขายปี 2565 เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2564

Ž ปริมาณการขายรวม 427,303 คัน     +14.5 %
Ž รถยนต์นั่ง 135,900 คัน     +12.9 %
Ž รถเพื่อการพาณิชย์ 291,403 คัน     +15.3 %
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 227,842 คัน     +15.7 %
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 198,256 คัน    +17.3 %

“สำหรับผลการดำเนินงานของโตโยต้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 มียอดขายโดยรวมเพิ่มขึ้น 21.2% หรือ  คิดเป็นจำนวน 142,032 คัน มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 หรือเท่ากับ 33.2% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่เราสามารถกลับมาดำเนินการผลิตและส่งมอบรถให้ลูกค้าได้มากขึ้นภายหลังจากที่ได้มีมาตรการผ่อนคลายการล็อคดาวน์ ตลอดจนความต้องการรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของลูกค้ามีเพิ่มมากขึ้น และความสำเร็จจากการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่เมื่อช่วงต้นปีในรุ่น Toyota Veloz ที่มียอดขายเฉลี่ยกว่า 1,000 คันต่อเดือน ทำให้โตโยต้าสามารถครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ได้ทั้ง ตลาดรถอีโคคาร์ และ ตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลาง”

สถิติการขายรถยนต์ของโตโยต้า

 ม.ค. – มิ.ย. 2565

ยอดขายปี 2565 เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2564

ส่วนแบ่งตลาด
Ž ปริมาณการขายรวม 142,032 คัน    +21.2 % 33.2 %
Ž รถยนต์นั่ง 38,894 คัน    +30.9 % 28.6 %
Ž รถเพื่อการพาณิชย์ 103,138 คัน    +17.9 % 35.4 %
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 89,232 คัน    +20.4 % 39.2 %
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 75,766 คัน    +22.5 % 38.2 %

สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ของปี 2565 มร.ยามาชิตะคาดการณ์ว่า “จากมาตรการผ่อนคลายและการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับไปในทิศทางที่ดีขึ้น และจะส่งผลบวกต่อทิศทางของตลาดรถยนต์ในปีนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะสามารถฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้นเราจึงคาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ในปี 2565 จะอยู่ที่ 880,000 คัน เพิ่มขึ้น  16% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2565 ยอดขาย

ประมาณการปี 2565

เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2564

Ž ปริมาณการขายรวม 880,000 คัน     +16 %
Ž รถยนต์นั่ง 290,500 คัน     +15 %
Ž รถเพื่อการพาณิชย์ 589,500 คัน     +16 %

มร.ยามาชิตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับโตโยต้า เรามีเป้าหมายการขายในปี 2565 อยู่ที่ 290,000 คัน เพิ่มขึ้น 21 % จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 33% โดยเราเชื่อมั่นว่าแผนการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงแนวทางในการทำกิจกรรมทางการตลาดและการบริการที่เราพยายามมุ่งเน้นให้สามารถเข้าถึงและใกล้ชิดกับลูกค้าโตโยต้าได้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนความเข้มแข็งของเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ จะมีส่วนช่วยให้เราได้รับความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากลูกค้าเพื่อบรรลุสู่เป้าหมายของเราได้เป็นผลสำเร็จ”          

             

ประมาณการขายรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2565 ยอดขาย

ประมาณการปี 2565

เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2564

ส่วนแบ่งตลาด
Ž ปริมาณการขายรวม 290,000 คัน      +21 % 33.0 %
Ž รถยนต์นั่ง 82,000  คัน      +31 % 28.2 %
Ž รถเพื่อการพาณิชย์ 208,000 คัน      +17 % 35.3 %
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 179,700 คัน      +19 % 38.8 %
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 152,200 คัน      +18 % 38.5 %

สำหรับปริมาณการส่งออกของโตโยต้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 บริษัทฯได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวน 179,730 คัน เพิ่มขึ้น 24.4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา  โดยยอดการผลิตสำหรับการขายภายในประเทศและการส่งออกมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 308,734 คัน เพิ่มขึ้น 19.5% จากปีที่แล้ว

ปริมาณการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป

และการผลิตของโตโยต้า ม.ค. – มิ.ย. ปี 2565

ปริมาณปี 2565 เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2564

Ž ปริมาณการส่งออก 179,730 คัน     +24.4%
Ž ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ 308,734 คัน +19.5%

ทั้งนี้สำหรับเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้าในปีนี้ คาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกจะอยู่ที่ 380,000 คัน เพิ่มขึ้น 29.8 % จากปีที่แล้ว จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ดีขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากความต้องการของลูกค้าในต่างประเทศซึ่งมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2565 มีแนวโน้มดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยอยู่ที่ระดับ 659,400 คัน หรือเพิ่มขึ้น 28.3 % จากปีที่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการขายของทั้งในประเทศและส่งออก

เป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป

และการผลิตของโตโยต้าปี 2565

ปริมาณปี 2565 เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2564

Ž ปริมาณการส่งออก 380,000 คัน      +29.8 %
Ž ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ 659,400 คัน +28.3 %

 

มร.ยามาชิตะ ยังได้กล่าวอีกด้วยว่า “ตามที่โตโยต้าได้มีการประกาศเจตนารมณ์ไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ว่าปีนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่โตโยต้าครบรอบ 60 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเรายังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความสุขให้กับคนไทยและเติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมไทย ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่กับการเป็น “ผู้นำพาการขับเคลื่อนยุคใหม่ เพื่อเสริมสร้างความสุขของผู้คน และความยั่งยืนของสังคม” โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เราได้มีการดำเนินงานตามแนวทางพันธกิจใหม่ของเราในรูปแบบต่างๆ เพื่อส่งมอบความสุขให้แก่คนไทย

ในด้านผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับลูกค้า เราได้มีการเปิดตัวโครงการ TOYOTA ALIVE ที่เป็นจุดศูนย์รวมประสบการณ์แห่งความสุข ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีและบริการต่างๆของโตโยต้าได้อย่างครบวงจร เป็นแหล่งรวมกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ร่วมกับลูกค้าให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการร่วมมือกับหลากหลายพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อนำเสนอการให้บริการในรูปแบบต่างๆแก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยี Connected มาใช้ผ่าน Digital Platform เพื่อสนับสนุนการให้บริการเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ในทุกด้านในรูปแบบของ “Mobility as a Service” – MaaS ให้กับลูกค้า และนำเสนอเป็นบริการเพื่อมอบประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้าในทุกด้าน อาทิ ความปลอดภัย ประหยัด สะดวกสบาย และตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

ในด้านสังคม โตโยต้ามุ่งเน้นการขับเคลื่อนสังคมไทย สู่ “ยุคแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่ดี ตลอดจนความพยายามมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญของกลุ่มโตโยต้าทั่วโลก ผ่านการดำเนินกิจกรรมในด้านต่างๆ อาทิ เช่น โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบที่ยั่งยืนปราศจากมลภาวะร่วมกับเมืองพัทยา ซึ่งโตโยต้าได้มีการนำรถยนต์พลังงานสะอาดทุกรูปแบบไปทดลองให้บริการเพื่อตอบสนองการเดินทางที่มีความหลากหลายแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในเมืองพัทยา และมีแผนที่จะขยายผลการดำเนินงานเต็มรูปแบบในช่วงปลายปีนี้ รวมทั้งขยายผลการดำเนินงานของโครงการโตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์ ในการเปิดศูนย์การเรียนรู้แห่งที่ 3 ณ จังหวัดเชียงราย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ในการปรับปรุงธุรกิจแก่วิสาหกิจชุมชนในภาคเหนือ นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการดำเนินโครงการ “การพัฒนาทักษะบุคลากรภายใต้ 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย” ในการพัฒนาความรู้ ทักษะ และศักยภาพ ให้แก่บรรดาบุคลากรต่างๆ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ ตลอดจนการกิจกรรมยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนของโครงการ “โตโยต้า ถนนสีขาว” กับแผนการลดอุบัติเหตุทางท้องถนน โดยปรับปรุงจุดเสี่ยงจำนวน 60 จุด ทั่วประเทศ เป็นต้น”

มาสด้า เปิดตัว NEW MAZDA CX-8 ครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมแบบ 3 แถว ดีไซน์ใหม่สุดหรู เทคโนโลยีใหม่เต็มคัน

0

ตลาดรถอเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมกำลังจะร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อมาสด้าเดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวขนาดใหญ่ เปิดตัวแนะนำ NEW MAZDA CX-8 รถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์สุดหรูแบบ 3 แถว มาพร้อมแนวคิด THE PRECIOUS MOMENTS TOGETHER” ให้ทุกช่วงเวลามีคุณค่าร่วมกัน ปรับโฉมใหม่ให้หรูหรามากยิ่งขึ้น ใส่อุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจนล้นคัน ให้ความคุ้มค่าคุ้มราคามากยิ่งขึ้น ขยับราคาเพิ่มขึ้นแค่ 2 หมื่นบาท เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าไปอีกระดับกับการดูแลแบบไม่มีค่าใช้จ่ายตลอด 5 ปี พร้อมก้าวสู่ผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์

ครั้งแรกที่มาสด้าจัดเต็ม นำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นและนำมาติดตั้งใน CX-8 เป็นรุ่นแรก ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ ยกระดับความหรูหราด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 19 นิ้ว เพิ่มอุปกรณ์ความสะดวกสบายเต็มคัน ครั้งแรกกับระบบ MRCC แบบ Stop & Go อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย Wireless Charger ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี เบาะนั่งแถวที่สอง แบบ Captain seat ปรับไฟฟ้า (Power captain seats (6-Seat)) พร้อมคอนโซลกลาง ใส่เทคโนโลยีเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ครั้งแรกกับสีภายนอกใหม่ สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ และสีเทา โพลี เมทัล เกรย์ มีให้เลือกถึง 5 รุ่นย่อย ด้วยราคาเริ่มต้น 1.5 ล้านบาท พร้อมมอบข้อเสนอสุดคุ้มในช่วงเปิดตัว ดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance2 และฟรีค่าแรง ค่าไหล่ สำหรับเช็กระยะ หรือ Mazda Care 5 ปี3 เปิดให้ทดลองขับและเป็นเจ้าของแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ MAZDA CX-8 เป็นหนึ่งในรถรุ่นเรือธงของมาสด้า โดยเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2562 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยมจากกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหารถที่ให้ความสะดวกสบาย โดยถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมแบบ 3 แถว ที่ดีที่สุดในตลาด ที่สำคัญคือพัฒนาขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์นั่ง ต่อมาในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาได้ทำการปรับปรุงเพิ่มเติม ด้วยการเสริมเทคโนโลยีด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้ครบครันยิ่งขึ้น และเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้น กับรุ่นเครื่องยนต์เบนซินแบบ 6 ที่นั่ง Exclusive เบาะนั่งแบบ Captain seat ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้มาสด้า CX-8 ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี แต่รถรุ่นนี้ก็ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหารถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว จนถึงปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของลูกค้าชาวไทยแล้วมากกว่า 4,349 คัน

“การเปิดตัวในวันนี้ นับเป็นรุ่นที่ 3 เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับรถในตระกูล CX-Series ทำให้รถรุ่นนี้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าครอบครัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนมากขึ้นกว่าเดิมในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตายิ่งขึ้น จากการยกระดับเอกลักษณ์ความสง่างามตามแนวทางการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ ที่ถ่ายทอดความงามที่อยู่เหนือกาลเวลา ภายใต้คอนเซ็ปต์ Less is More ที่เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม บ่งบอกสไตล์พรีเมี่ยม และรสนิยมเหนือระดับ ผสานกับเทคโนโลยีความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่ถูกยกระดับมาอย่างเต็มเปี่ยมครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น คาดว่ารถรุ่นนี้จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็น และสามารถเติมเต็มความสุขให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้ในทุกการเดินทาง” มร. ทาดาชิ มิอุระ กล่าวเสริม

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “NEW MAZDA CX-8 มาพร้อมแนวคิด “THE PRECIOUS MOMENTS TOGETHER” ให้ทุกช่วงเวลามีคุณค่าร่วมกัน โดยเป็นรถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง (7-Seat) และแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง (6-Seat) ที่สะท้อนภาพลักษณ์แห่งความภูมิฐานและความสมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกทุกคนในครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง โดยกลุ่มเป้าหมายของรถรุ่นนี้ ยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าครอบครัวใหญ่ ที่มองหาความสะดวกสบาย การเข้า-ออก หรือขึ้น-ลง สะดวกง่ายดาย ตอบโจทย์การใช้งานของคนในทุกช่วงวัย มีพื้นที่กว้างขวางและมีความอเนกประสงค์ตามแบบฉบับรถเอสยูวีที่เกินกว่ารถยนต์นั่งจะให้ได้

การเปิดตัวครั้งนี้ คือการยกระดับรถครอบครัวแบบที่นั่ง 3 แถว ของ NEW MAZDA CX-8 ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ยกระดับดีไซน์ภายนอกให้สอดคล้องกับรถยนต์มาสด้าเจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ตามแบบฉบับของมาสด้า และเป็นครั้งแรกที่เพิ่มสีภายนอกเทรนด์ใหม่ กับสีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ และสีเทา โพลีเมทัล เกรย์ บ่งบอกถึงความพรีเมี่ยม เหนือระดับ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้กับทุกการเดินทางด้วยหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า สะท้อนภาพลักษณ์ที่หรูหราพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ภายในห้องโดยสารมีการตกแต่งเพิ่มความโดดเด่นด้วยวัสดุคุณภาพสูงแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยวัสดุ Warm Silver ที่มาพร้อมเบาะหนังสีดำ หรือวัสดุ Metal Wood ที่มาพร้อมเบาะหนัง Nappa สีแดง Deep Red สะท้อนความหรูหราเหนือระดับยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่ายแต่งดงาม

NEW MAZDA CX-8 คือรถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรถยนต์นั่งอย่างแท้จริง การขับขี่นุ่มนวล มอบความสบายให้ผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง ห้องโดยสารมีให้เลือกทั้งห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง (7-Seat) และแบบ 6 ที่นั่ง (6-Seat) แบบใหม่ โดยได้รับการยกระดับให้ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัว และเพิ่มพื้นที่ให้กับทุกคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้น โดยในรุ่น 6 ที่นั่ง (6-Seat) มาพร้อมกับ 2 ทางเลือก ได้แก่ ห้องโดยสารแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง Captain seat แยกอิสระซ้าย ขวา (Captain seats with center walk-through (6-Seat) ที่สามารถเดินเชื่อมได้ถึงเบาะนั่งแถวที่สาม และห้องโดยสารแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง Captain seat ปรับไฟฟ้า (Power captain seats (6-Seat) พร้อมคอนโซลกลาง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของแต่ละครอบครัวได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ ภายในห้องโดยสารยังกว้างขวางนั่งสบายในทุกตำแหน่ง และมาพร้อมระบบระบายอากาศเบาะนั่งคู่หน้า ที่ช่วยระบายอากาศและความชื้น ทำให้เพิ่มความสบายให้กับผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง

NEW MAZDA CX-8 ได้ถูกยกระดับความสะดวกสบาย เพื่อเติมความสุขให้กับผู้โดยสารทุกคนตลอดการเดินทางด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด Mazda Connect ช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ สามารถอัพเดทข้อมูลข่าวสาร หรือ รับ-ส่ง ข้อความ จากสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณ Bluetooth และเพลิดเพลินไปกับไลฟ์สไตล์ดิจิตอลด้วย Apple CarPlay® แบบไร้สาย และ Android AutoTM ที่เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ที่แสดงผลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบทัชสกรีน ขนาด 8 นิ้ว ควบคุมด้วย Center Commander ที่จัดวางในตำแหน่งที่ผู้ขับขี่ใช้งานได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย Wireless Charger และ USB สำหรับชาร์จไฟบริเวณเบาะนั่งแถวที่สามได้ถูกเพิ่มเข้ามาในรถรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน จึงทำให้รถรุ่นนี้ ไม่เพียงแค่เป็นรถที่มอบความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังเป็นรถที่ทันสมัยไปอีกขั้น สามารถตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

NEW MAZDA CX-8 มีให้เลือก 2 เครื่องยนต์ ทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร (Skyactiv-D 2.2) พร้อมเทอร์โบแปรผัน ให้พละกำลังถึง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันถึง 17.5 กม./ลิตร* และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยังมีการติดตั้งระบบช่วยป้องกันล้อหมุนฟรีแบบ Off-Road (Off-Road Traction Assist) เพิ่มเติมในรุ่นที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ i-ACTIV AWD เพิ่มความมั่นใจให้ทุกคน ออกไปพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกเส้นทาง และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.5 ลิตร (Skyactiv-G 2.5) ให้พละกำลังถึง 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 258 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันสูงสุด 13.2 กม./ลิตร* และในทุกรุ่นย่อยยังมาพร้อมระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีภายใต้ SKYACTIV-Vehicle Dynamics ช่วยควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะในทางโค้งและในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ขับสัมผัสถึงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคนกับรถอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเพิ่มความสุนทรีย์ภายในห้องโดยสารด้วยระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง

*ผลการทดสอบตามมาตรฐาน UN101 Combine Mode

นอกจากนี้ NEW MAZDA CX-8 ยังอัดแน่นไปด้วยระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันที่ล้ำสมัย i-Activsense รอบคัน ให้ความปลอดภัยที่เหนือกว่ารถอเนกประสงค์ในระดับเดียวกัน ด้วยการติดตั้งระบบ Advanced SCBS ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance ช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการชนด้านหน้า และระบบ SCBS-R ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการชนขณะถอยหลังเป็นอุปกรณ์มาตรฐานตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น อีกทั้งยังมีระบบ MRCC แบบ Stop & Go ที่ได้รับการพัฒนาและติดตั้งใน NEW MAZDA CX-8 เป็นรุ่นแรกของรถมาสด้าที่วางจำหน่ายในประเทศไทย โดยระบบสามารถปรับความเร็วตามรถคันหน้าแบบอัตโนมัติจนถึงจุดหยุดนิ่ง นอกจากนี้ยังเพิ่มอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกสบายและช่วยลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับขี่หลากหลายระบบ เพื่อมอบความสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง

ระบบความปลอดภัย i-Activsense ที่มาพร้อม NEW MAZDA CX-8 ประกอบด้วย

  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาในขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Smart Brake Support)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane-keep assist System)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Alert)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Control)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน (Lane Departure Warning System)
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive LED Headlamps)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง (Smart City Brake Support-Reverse)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced Smart City Brake Support)
  • ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ MRCC แบบ Stop & Go (Mazda Radar Cruise Control with Stop & Go)

นอกจากนี้ NEW MAZDA CX-8 ยังเพิ่มความอุ่นใจให้ผู้โดยสารตลอดเส้นทางในทุกสถานการณ์การขับขี่ ด้วยระบบความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) อาทิ ระบบแสดงภาพ 360° รอบทิศทาง พร้อมมุมกล้องในแบบ Top View ผ่านหน้าจอ Center Display ขนาด 8 นิ้ว รวมถึงระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุดและด้านหลัง 4 จุด ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น และแบบปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุ (Passive Safety) อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย รวม 6 ตำแหน่ง

NEW MAZDA CX-8 มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่มได้อย่างครบครัน โดยมีราคาจำหน่ายดังต่อไปนี้

รุ่น เครื่องยนต์ รูปแบบห้องโดยสาร

(ที่นั่ง)

ราคาจำหน่าย (บาท)
2.5 S SKYACTIV-G 2.5 ห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง (7-Seat) 1,549,000
2.5 SP SKYACTIV-G 2.5 ห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง (7-Seat) 1,619,000
2.5 SP EXCLUSIVE SKYACTIV-G 2.5 ห้องโดยสารแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง Captain seat แยกอิสระซ้าย-ขวา (Captain seats with center walk-through (6-Seat)) 1,699,000
XDL SKYACTIV-D 2.2 ห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง (7-Seat) 1,849,000
XDL EXCLUSIVE SKYACTIV-D 2.2 ห้องโดยสารแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง Captain Seat ปรับไฟฟ้า (Power captain seats (6-Seat)) 2,199,000

NEW MAZDA CX-8 มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี โดยสีใหม่ล่าสุด คือ สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz) และสีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray), และยังมี สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)**, สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)**, สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black), สีน้ำเงิน ดีพ คริสตัล บลู (Deep Crystal Blue) และ สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)**

**สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล เพิ่มราคา 10,000 บาท

สีเทา แมชชีน เกรย์ เพิ่มราคา 15,000 บาท

สีแดง โซล เรด คริสตัล เพิ่มราคา 17,000 บาท

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลและทดลองขับได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์มาสด้า www.mazda.co.th พร้อมรับข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว กับดอกเบี้ย 1.99%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 และฟรี Mazda Care 5 ปี3 ฟรีค่าบำรุงรักษา ฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ ตลอด 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

หมายเหตุ:

1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน
2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. ทิพยประกันภัย
3 Mazda Care 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

เงื่อนไขเพิ่มเติม:

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต ที่จองและออกรถ ภายในวันที่ 25 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2565 เท่านั้น

NETA V รถไฟฟ้าที่กระแสร้อนแรงที่สุด พร้อมราคาโดนๆ ไม่เกิน 6 แสนบาท หลังหักเงินสนับสนุนจากทางภาครัฐ

0

รถไฟฟ้า หรือ รถ EV ที่กระแสร้อนแรงที่สุดในตอนนี้เห็นจะไม่พ้น NETA V จากค่าย NETA ที่มาพร้อมราคาโดนๆ ที่ไม่น่าจะเกิน 6 แสนบาทหลังหักเงินสนับสนุนจากทางภาครัฐ ซึ่งราคาเทียบเท่ากับรถอีโคคาร์ แต่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่ารถเล็กๆอย่างอีโคคาร์เสียอีก เพราะเป็นพลังงานไฟฟ้า 100 % แถมค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงก็ยังต่ำกว่ามากรถสันดาปทั่วไปหลายเท่า

สำหรับเนต้านั้น เป็นรถยนต์สัญชาติจีน ที่เริ่มต้นธุรกิจมาเมื่อปี 2014 ในการวิจัยและพัฒนาโปรดักต์ในประเทศจีน จนปี 2018 เริ่มแนะนำสินค้าออกสู่ตลาด มีรถยนต์ 3 รุ่น คือ U, S, V มียอดขายไปแล้ว 140,000 คันในปีก่อน และในปัจจุบันเนต้าขายเฉลี่ยในจีนอยู่ที่เดือนละ 12,000 คัน ปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายที่ 150,000 คัน สำหรับประเทศไทยนั้น ถือเป็นประเทศแรกที่เนต้าตัดสินใจออกมาทำตลาดนอกจีน เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจที่ไทยอย่างชัดเจน

ในช่วงเริ่มต้น เนต้าจะนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายก่อน (ซีบียู) และหลังจากนั้นจะมีการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งจะผลิตทั้งพวงมาลัยซ้าย-ขวา โดยได้จ้างบริษัท อรุณ พลัส จำกัด ในเครือของ ปตท. ในการผลิตรถยนต์เนต้า ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2566 เบื้องต้นมีสัญญาผลิตอยู่ 2 ปี ซึ่งปีนี้คาดว่าจะมียอดขายที่ 3,000 คัน สำหรับ NETA V รถยนต์อีวีโมเดลแรกที่จะทำตลาด วางตำแหน่งสินค้าให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาตีตลาดอีโคคาร์

สำหรับ NETA-BRG หรือ NETA รามคำแหง-หัวหมาก คุณชลลธร ศรีรัตนประภาส กรรมการบริษัท ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “BRG เราร่วมงานกับทาง NETA ตั้งแต่มอเตอร์โชว์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าด้วยยอดขายกว่า 200 คัน และยังมีจองต่อเนื่องอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 100 คัน ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะปิดยอดขายได้กว่า 800 คัน และขณะนี้ทางลูกค้าได้ทยอยจัดไฟแนนซ์รอกันแล้ว ทาง BRG เองเราได้เตรียมรีโนเวทศูนย์บริการของเราที่ถนนรามคำแหงเพื่อเป็น โชว์รูมและศูนย์บริการของ NETA ซึ่งลูกค้าจะมั่นใจได้ในเรื่องของการบริการหลังการขาย เนื่องจากช่างของเรามีประสบการณ์ในการซ่อมบำรุงรถกลุ่มนี้มาก่อนอย่าง Tesla เป็นต้น และโชว์รูมใหม่นี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้  นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายพื้นที่ให้บริการไปยังพื้นที่อื่นๆ รวมถึงต่างจังหวัดอีกด้วย

ทาง BRG เองเราได้ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือธุรกิจนำเข้ารถยนต์ และธุรกิจรถยนต์พลังงานทางเลือก หรือ รถ EV เพื่อให้คล่องตัวในการทำธุรกิจมากขึ้น พร้อมทั้งการเพิ่มจำนวนบุคลากรเพื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ขยายตัว สำหรับด้านการทำการตลาดของรถ EV เรายังคงทำอย่างต่อเนื่อง ทั้ง online และ offline โดยในเดือนนี้ วันที่ 21-24 กรกฎาคม มีการจัดงาน Test Drive ขึ้นที่ Market Place ถนนกรุงเทพกรีฑา ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถลงทะเบียนจองคิวทดลองขับผ่านหน้าเฟสของ NETA รามคำแหง-หัวหมาก ได้เลยค่ะ สำหรับกิจกรรมการตลาดอื่นๆก็จะมีออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งติดตามได้จากหน้าเพจของเราเช่นกันค่ะ”

เผยโฉม ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ2 อาร์’ ยางรถยนต์ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วัน’

0

มิชลิน และ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี รุกสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของความร่วมมือระหว่างกัน โดย เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ได้เลือก มิชลิน เป็นผู้ออกแบบยางรุ่นพิเศษสำหรับรถ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วัน’ ที่จะส่งเสริมสมรรถนะของไฮเปอร์คาร์รุ่นล่าสุดนี้ได้อย่างเต็มพิกัด  ทั้งนี้ ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ2 อาร์ – เอ็มโอ1’ พัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างทีมงานของ มิชลิน และ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เพื่อให้มีสมรรถนะเหนือระดับทั้งบนถนนและสนามแข่ง โดยสมรรถนะของยางไม่เพียงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นนี้ แต่ยังส่งผลต่อความปลอดภัย ตลอดจนความแม่นยำและความเพลิดเพลินขณะขับขี่ อีกทั้งยังต้องมีคุณสมบัติช่วยส่งเสริมให้รถยนต์รุ่นนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ที่ชอบประลองความเร็วบนสนามแข่งยังสามารถเลือกใช้ยางประเภทสลิค (ยางเกลี้ยงไม่มีดอกยาง) ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนสนามแข่งโดยเฉพาะได้

แบร์ทรันด์ เฟรงเคล (Bertrand Fraenkel) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนายางมาตรฐานติดรถกลุ่มยางซูเปอร์สปอร์ต เปิดเผยว่า “มิชลิน และ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เริ่มประสานความร่วมมือกันตั้งแต่ระยะแรก โดยทั้งทีมงานทั้งสองทีมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด การพูดคุยอภิปรายร่วมกันช่วยให้มิชลินสามารถออกแบบยางสมรรถนะสูงพิเศษที่ส่งเสริมศักยภาพของไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้ได้อย่างสมบูรณ์

เดิร์ก เฮลด์มันน์ (Dirk Heldmann) หัวหน้าฝ่ายพัฒนายางรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี กล่าวเสริมว่า “รถ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วัน’ เป็นที่สุดแห่งยนตรกรรมในหลาย ๆ ด้าน โดยมาพร้อมหลากหลายเทคโนโลยีที่ใช้ในกีฬามอเตอร์สปอร์ตขั้นสูง ยางสำหรับใช้งานบนถนนของยานยนต์รุ่นนี้จึงต้องมีสมรรถนะถึงขีดสุดด้วย ด้วยเหตุนี้เราจึงเลือกใช้ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ2 อาร์’ ซึ่งผสานศักยภาพการยึดเกาะถนนแบบยางสลิคเข้ากับการบังคับควบคุมที่แม่นยำและดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยแก้มยางใช้เฉดสีดำที่ตัดกันระบุชื่อ Mercedes-AMG ONE และตราสัญลักษณ์ MO1 ซึ่งหมายถึงยางที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี’ รุ่นนี้

ยางที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะในการยึดเกาะระดับสูงมากและความแม่นยำในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น

ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ2 อาร์’ ใช้เนื้อยางสูตรเดียวกับที่ใช้ในกีฬามอเตอร์สปอร์ตเพื่อให้ยางมีสมรรถนะในการยึดเกาะถนนสูงเป็นพิเศษ รวมทั้งยังมีคุณสมบัติต้านทานการสึกหรอสูงยิ่งขึ้นสำหรับการใช้งานบนสนามแข่ง สูตรเนื้อยางดังกล่าวประกอบกับขอบยางแบบพิเศษที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วัน’ โดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจบนสนามแข่ง โดยยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ2 อาร์ – เอ็มโอ1’ ให้ทั้งสมรรถนะการยึดเกาะถนนในระดับสูงมาก, เสถียรภาพที่เป็นเยี่ยมเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง, ประสิทธิภาพในการเข้าโค้งได้อย่างฉับไว ตลอดจนความสามารถในการหยุดรถเป็นเยี่ยมและการออกจากโค้งได้อย่างมั่นคง ผู้ขับขี่จึงเพลิดเพลินกับทุกศักยภาพอันทรงพลังของยานยนต์ได้อย่างเต็มพิกัด

ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ2 อาร์’ มาพร้อมพัฒนาการทางเทคโนโลยีล่าสุดจากมิชลิน ได้แก่

  • เข็มขัดรัดหน้ายางแบบไฮบริดที่ทำจากอะรามิด (Aramid) ผสมไนลอน ซึ่งช่วยถ่ายทอดกำลังขับเคลื่อนลงสู่พื้นถนนได้สูงสุดอย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • โครงสร้างยางช่วยเสริมศักยภาพให้ยางสามารถตอบสนองต่อการบังคับเลี้ยวได้ดีขึ้นและมอบประสบการณ์การขับขี่สไตล์สปอร์ตที่เร้าใจยิ่งขึ้น
  • ไหล่ยางด้านนอกเสริมเนื้อยางพิเศษที่ให้ความทนทานสูงต่อการเสียดสีเพื่อรองรับการแข่งขันระยะยาวบนสนามแข่งได้สูงสุด
  • เทคโนโลยีเนื้อยางสองสูตรในหนึ่งเดียว (Bi-Compound) โดยไหล่ยางด้านนอกใช้เนื้อยางที่ให้สมรรถนะการยึดเกาะสูงสุดบนถนนแห้งเมื่อต้องเข้าโค้งในระยะกระชั้นชิด ขณะที่ไหล่ยางด้านในใช้เนื้อยางประเภทอีลาสโตเมอร์ที่ให้ความแข็งแกร่งมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องความแม่นยำขณะขับขี่ทั้งบนถนนและสนามแข่งของ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี’

ในส่วนของยางสลิคผลิตจากเนื้อยางสูตรผสมพิเศษสำหรับการขับขี่บนสนามแข่ง โดยมิชลินเคยใช้เนื้อยางสูตรผสมพิเศษนี้ผลิตยางที่มีคุณสมบัติพิเศษสำหรับใช้ในการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ตหลายรายการมาแล้ว โดยเนื้อยางสูตรผสมที่ค่อนข้างแข็งดังกล่าวถูกนำมาปรับให้รองรับการใช้งานในสนามแข่งที่อุณหภูมิระดับสูงสุดเพื่อให้มีประสิทธิภาพคงที่สม่ำเสมอแม้จะวิ่งบนสนามแข่งต่อเนื่องหลายรอบก็ตาม

ยางดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ2 อาร์’ เด่นสะดุดตาด้วยสุนทรียภาพด้านดีไซน์ของแก้มยางที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วัน’ โดยด้านข้างของยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ2 อาร์ – เอ็มโอ1’ ออกแบบให้มีดีไซน์พิเศษซึ่งต่อยอดมาจากเทคโนโลยี MICHELIN Premium Touch ทำให้ได้แก้มยางที่มีลักษณะพื้นผิวคล้ายกำมะหยี่และให้ความแตกต่างระหว่างเฉดสีดำที่ตัดกัน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์สไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวของรถ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วัน’  ตัวเลข “1” ที่ปรากฎอยู่บนยางเป็นสัญลักษณ์พิเศษสำหรับยางรุ่นนี้โดยเฉพาะ

สำหรับยางสลิค นอกจากจะมาพร้อมโลโก้สีอย่างเป็นทางการของ ‘มิชลิน มอเตอร์สปอร์ต’ ที่แก้มยางแล้ว ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์พิเศษเฉพาะตัวสำหรับรถ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วัน’ ที่ช่วยขับให้รถดูสะดุดตายิ่งขึ้น โดยยางสลิคสำหรับรถ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วัน’ มีวางจำหน่ายในขนาดพิเศษเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 นิ้ว และ 20 นิ้ว

การเปิดตัวยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ2 อาร์’ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นไว้วางใจและอีกก้าวของความร่วมมือในฐานะพันธมิตรระหว่าง มิชลิน และ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี  ยางรุ่นนี้จะติดตั้งมาพร้อมรถ ‘เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วัน’ ซึ่งผลิตออกมาทั้งสิ้นเพียง 275 คัน โดยยางทั้งหมดจะผลิตจากโรงงานที่เมืองแกลร์มง-แฟร็อง ประเทศฝรั่งเศส

ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ2 อาร์’ มีวางจำหน่าย 2 ขนาด ได้แก่

  • ขนาด 285/35 ZR 19 (103Y) XL
  • ขนาด 335/30 ZR 20 (108Y) XL 

ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต’ แบบสลิค มีวางจำหน่าย 2 ขนาด ได้แก่

  • ยางล้อหน้า: 27/68 19 Pilot Sport (ขนาด 285/35ZR 19)
  • ยางล้อหลัง: 37/71 20 Pilot Sport (ขนาด 335/30 ZR20)

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดการแข่งขันทักษะรถยนต์ ครั้งที่ 21

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย มร. เออิอิชิ โคอิโตะ (แถวหลัง ที่ 6 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ (แถวหลัง ที่ 5 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานขาย บริการหลังการขาย และการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย และ มร. อาราตะ ทาคาฮาชิ (แถวหลัง ที่ 6 จากขวา) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงาน กลยุทธ์การตลาด มอบถ้วยรางวัลให้กับผู้ชนะทั้ง 12 คน จากการแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิ ครั้งที่ 21 ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย (Mitsubishi Motors Education Academy) ที่จังหวัดปทุมธานี โดยการแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิ ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “มุ่งมั่นบริการสู่ความเป็นที่หนึ่ง” (Aim for Excellence) เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถของบุคลากรจากเครือข่ายผู้จำหน่าย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พร้อมทั้งยกระดับความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลิศรอบสุดท้ายที่สามารถชนะการแข่งขันด้วยความมุ่งมั่นและความทุ่มเท การแข่งขันทักษะนี้ จะช่วยส่งเสริมให้บุคลากรของผู้แทนจำหน่ายได้พัฒนาทักษะของตนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปลูกฝังจิตวิญญาณในการทำงานร่วมกันเป็นทีมในเครือข่ายของผู้แทนจำหน่าย โดยเป้าหมายสูงสุดของการแข่งขันในครั้งนี้คือการนำเสนอรถยนต์ที่ดีที่สุดและบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเรา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้จัดการแข่งขันทักษะประจำปีมาเป็นเวลากว่าสองทศวรรษแล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาบุคลากรสำหรับฝ่ายขายและศูนย์บริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าของมิตซูบิชิที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ความพยายามของเราในการพัฒนาอบรมบุคลากรให้มีความสามารถสูง ทำให้เราได้รับการยอมรับจากสาธารณชนด้วยรางวัลความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าจากการขายและบริการหลังการขายเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน”

การแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิประจำปีนี้ มีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 5,000 คน จากทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 4 ตำแหน่งงาน ได้แก่ ที่ปรึกษาการขาย ที่ปรึกษางานบริการ ช่างเทคนิคเช็คระยะ และช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา เริ่มต้นด้วยการแข่งขันรอบแรก “Knowledge Challenge” ซึ่งเป็นการแข่งขันด้านทักษะความรู้ มีผู้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศจำนวน 500 คน จากนั้นจึงคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันให้เหลือเพียง 40 คน และในการแข่งขันรอบสุดท้าย ได้ประกาศผลผู้ชนะรางวัลทั้งสิ้น 12 คน ประกอบด้วยผู้ชนะรางวัลละ 3 คนสำหรับแต่ละตำแหน่งงานที่สามารถแสดงทักษะความรู้ความสามารถที่โดดเด่นจนคว้ารางวัลไปครองได้ในที่สุด ซึ่งผู้ชนะรางวัลประเภทที่ปรึกษางานบริการ 1 คน และผู้ชนะรางวัลประเภทช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหาอีก 1 คน จะได้เป็นผู้แทนเข้าร่วมการแข่งขันทักษะด้านการบริการระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น อีกด้วย โดยก่อนหน้านี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ประสบความสำเร็จจากการสนับสนุนและส่งตัวแทนจากประเทศไทย 2 คน เข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกดังกล่าว และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ จากประเภทที่ปรึกษางานบริการ และรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง จากประเภทช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา

มร. โคอิโตะ กล่าวเสริมว่า “นอกเหนือจากการให้บริการดูแลลูกค้าที่ยอดเยี่ยมโดยพนักงานจากเครือข่ายผู้จำหน่ายของเราทั่วประเทศ ที่ได้รับการฝึกอบรมด้านการบริการมาเป็นอย่างดีแล้ว เราพร้อมเดินหน้าส่งมอบรถยนต์ที่มีคุณภาพสูง โดยมีจุดขายอันโดดเด่นด้านสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม รวมถึงองค์ประกอบและเทคโนโลยีฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ความรู้ความเชี่ยวชาญ และดีเอ็นเอสายเลือดแชมป์รถยนต์ระดับตำนานของเรา ที่เคยโชว์ศักยภาพสุดแกร่งและคว้าชัยชนะจากสนามแข่งแรลลี่ระดับโลกสุดโหดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน”

 

การแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิ ครั้งที่ 21

 

สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นศูนย์ฝึกอบรมพนักงานและผู้จำหน่ายของบริษัทฯ โดยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านการพัฒนาบุคลากรสู่เป้าหมายการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการให้บริการที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิในประเทศไทย ภายใต้สโลแกน “เราดูแล คุณแค่ขับ” โดยในปีที่ผ่านมา สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ดำเนินการบรรยายและฝึกอบรมกว่า 700 หลักสูตรให้กับพนักงานกว่า 40,000 คน 

รายชื่อผู้ชนะรางวัลการแข่งขันทั้ง 12 คน 

  • ที่ปรึกษาการขาย

รางวัลชนะเลิศ – คุณเกวลิน นุ่นชูผล บริษัท มิตซู ชูเกียรติยนต์ กระบี่ จำกัด (สำนักงานใหญ่)

รองชนะเลิศอันดับ 1 – คุณพีรติกานต์ ปาระมี บริษัท มิตซูพันล้าน จำกัด (สำนักงานใหญ่)

รองชนะเลิศอันดับ 2 – คุณชัยวัฒน์ พิพัฒน์พรภักดี บริษัท มุ้ยฮวดมอเตอร์เซลล์ จำกัด (สาขานครปฐม)

  • ที่ปรึกษางานบริการ

รางวัลชนะเลิศ – คุณวรเชษฐ์ สาโรจน์ บริษัท มิตซูออโต้ ซิตี้ จำกัด (สำนักงานใหญ่)

รองชนะเลิศอันดับ 1 – คุณอณัศญา สืบภู่ บริษัท มิตซู พัทยา จำกัด (สำนักงานใหญ่)

รองชนะเลิศอันดับ 2 – คุณธนพรรณ จินดาพล บริษัท เธียรสิน มอเตอร์ส จำกัด (สำนักงานใหญ่) 

  • ช่างเทคนิคเช็คระยะ

รางวัลชนะเลิศ – คุณกิตติพล ชมภูทัศน์ บริษัท มิตซูออโต้ ซิตี้ จำกัด (สำนักงานใหญ่)

รองชนะเลิศอันดับ 1 – คุณศรราม เสมียนหร่าย บริษัท มิตซู เค-วิน มอเตอร์ จำกัด (มิตซู เค-วิน อุทัยธานี)

รองชนะเลิศอันดับ 2 – คุณเพชรเกษม ชาวสวน บริษัท มิตซู ออโต้ หาดใหญ่ จำกัด (สำนักงานใหญ่)

  • ช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา

รางวัลชนะเลิศ – คุณสามารถ สุขงาม บริษัท มิตซูเลย จำกัด (สำนักงานใหญ่)

รองชนะเลิศอันดับ 1 – คุณสุรเชษฐ วิจิตรวัชรกุล บริษัท มิตซูเจริญชัยเซ็นเตอร์ จำกัด (สำนักงานใหญ่)

รองชนะเลิศอันดับ 2 – คุณมาโนช แซ่อึ้ง บริษัท มิตซูสุราษฎร์ จำกัด (สำนักงานใหญ่)

 

รับชมวิดีอื่น ๆ เกี่ยวกับการแข่งขันทักษะรถยนต์มิตซูบิชิ ครั้งที่ 21 ได้ที่:

  • 1 ค้นหาสุดยอดที่ปรึกษาการขาย

  • 2 ค้นหาสุดยอดที่ปรึกษางานบริการ

  • 3 ค้นหาสุดยอดช่างเทคนิค

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ต้อนรับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เยี่ยมชมโรงงาน ผลักดันไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้า

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้การต้อนรับ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยและคณะ เยี่ยมชมโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานเต็มรูปแบบแห่งที่ 2 นอกประเทศจีน ร่วมแสดงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าพวงมาลัยขวาในภูมิภาคอาเซียนที่ได้มาตรฐานระดับโลก และเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV leader) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับการมาเยี่ยมชมโรงงานอัจฉริยะครั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมด้วย มร. หวาง ลี่ผิง อัครราชทูตพาณิชย์ มร. เก่อ ทัง และ มร. ฟ่าน เสว่ยเหวย ที่ปรึกษา ร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุยด้านทิศทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีนในการพัฒนาประเทศไทย รับฟังสรุปผลความสำเร็จของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาตลอด 1 ปีกว่า รวมถึงผลการปฏิบัติงานด้านความรับชอบต่อสังคม โดยมีคณะผู้บริหารจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำโดย มร. เอลเลียต จาง ประธานอาเซียน มร. เกร็ก ลี รองประธานบริหารฝ่ายการผลิตในโรงงาน และ มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ให้ข้อมูล ก่อนนำ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตและคณะเข้าชมภายในโรงงานเพื่อรับชมสายงานการผลิตและศักยภาพของเกรท วอลล์ มอเตอร์ในการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าพวงมาลัยขวาต่อไป

ฯพณฯ หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย กล่าวว่า “การได้เข้าเยี่ยมชมศักยภาพการผลิต ณ โรงงานอัจฉริยะของเกรท วอลล์ มอเตอร์ และรับทราบถึงผลความสำเร็จของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยนั้นนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ตลอดระยะเวลา 47 ปี ตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นต้นมา สาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทยถือว่าเป็นพี่น้องที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด การเติบโตของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่เข้ามาเริ่มดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ที่สามารถสร้างความไว้วางใจและความเชื่อใจต่อภาพลักษณ์และจุดยืนของแบรนด์จากประเทศจีนจากพี่น้องชาวไทยได้อย่างประสบความสำเร็จ ในฐานะเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทยรู้สึกยินดีและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเกรท วอลล์ มอเตอร์ จะสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ในประเทศไทย รวมถึงร่วมผลักดันไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างประสบความสำเร็จ”

มร. เอลเลียต จาง ประธานอาเซียน เกรท วอลล์ มอเตอร์ กล่าวว่า “หลังจากเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้ 1 ปีกว่า เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ตอกย้ำคุณค่าหลักของแบรนด์ “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience” โดยยึดถือเอากลุ่มผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญ (Customer-centric) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การเป็นสังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม และได้รับผลตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากจากลูกค้าชาวไทยทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จของ HAVAL H6 ที่สามารถครองยอดขายอันดับหนึ่งในตลาดคอมแพคเอสยูวีอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเสียงตอบรับของยอดจอง ORA Good Cat GT ในระยะเวลาอันสั้น นอกจากนั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์ 6S ที่ให้ความสำคัญกับการการขายและการบริการ การจับมือร่วมกับพันธมิตรขยายสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า การดำเนินงานรูปแบบ Online-to-Offline (O2O) ผ่าน GWM Application โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ถ่ายทอดความสำเร็จเหล่านี้ผ่านการต้อนรับ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตและคณะขณะเข้าเยี่ยมโรงงานอัจฉริยะครั้งนี้ และจะมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของแบรนด์จีนในตลาดประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าพวงมาลัยขวาในภูมิภาคอาเซียนที่ได้มาตรฐาน ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียนสู่อนาคตต่อไป”

นอกเหนือจากกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ชนะใจลูกค้าแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมุ่งมั่นยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ผ่านการดำเนินงานกิจกรรมเพื่อสังคม และการร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรไม่แสวงหากำไรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นร่วมมือกับเครือข่ายอาสาสมัคร Food For Fighters (FFF) ภายใต้โครงการ “GWM: GO WITH ME, GO TOGETHER รวมหัวใจพร้อมก้าวผ่านทุกวิกฤติไปด้วยกัน” ส่งมอบอาหาร ถุงยังชีพ และอุปกรณ์ป้องกันโรค ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ชุมชน และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ บริจาคหน้ากากอนามัยกว่า 460,000 ชิ้น ให้แก่องค์กรภาครัฐและสังคม 29 แห่ง อีกทั้งยังร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น และสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการผลักดันศักยภาพกลุ่มคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับหลากหลายองค์กรด้านการศึกษา

สำหรับโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มอเตอร์ ประเทศไทยนั้น เป็นโรงงานอัจฉริยะและฐานการผลิตเต็มรูปแบบแห่งที่ 2 นอกประเทศจีน จัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด “ฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” มีกำลังการผลิตแบบเต็มกำลังกำลังการผลิตได้สูงสุด 120,000 คัน/ปี  แบ่งการผลิตออกเป็นเป็น 2 เฟส ได้แก่ เฟสที่ 1 เพื่อรองรับการผลิตรถเอสยูวี และรถกระบะ ด้วยกำลังการผลิต 80,000 คัน/ปี และในเฟสที่ 2 จะมีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มอีก 40,000 คัน/ปี และจะเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวาโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) ของภูมิภาคอาเซียน มีสัดส่วนของการผลิตและส่งออกอยู่ที่ 60:40 ซึ่งจะเป็นการจำหน่ายภายในประเทศ 60% และเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่เป็นรถยนต์พวงมาลัยขวา 40% โดยมี All New HAVAL H6 Hybrid SUV เป็นรถรุ่นแรกจากสายการผลิต

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) จะยังคงมุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยไปสู่ยุคของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ไปด้วยกัน ด้วยโรงงานอัจฉริยะที่มีกระบวนการการผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ที่มาพร้อมนวัตกรรมที่สร้างความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมตอบโจทย์ทุกความต้องการ และเคียงข้างเติบโตไปด้วยกันกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย มอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท แก่ผู้โชคดีจากแคมเปญฉลองครบรอบ 20 ปี

0

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย นำโดย มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร และ มร. คาร์สเทน สตัมพ์ฟ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารการเงิน มอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupé M Sport รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามินิ คูเปอร์ เอสอี และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ให้แก่ คุณชนาภา วงษ์จันทร์สาร (ที่ 2 จากซ้าย) คุณปิยรัตน์ กาวิละ (ขวาสุด) และคุณสุวโรจน์ เลิศเวช (ซ้ายสุด) ตามลำดับ ซึ่งเป็นผู้โชคดีจากการจับรางวัลภายใต้แคมเปญเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ณ อาคารออล ซีซั่นส์ เพลส ถนนวิทยุ เมื่อเร็ว ๆ นี้

มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความสนใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของเรา และขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับผู้โชคดีทั้งสามท่านที่ได้รับรางวัลพิเศษในครั้งนี้ เราจะยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์แคมเปญดี ๆ เช่นนี้ต่อไป เพื่อแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนบริษัทมาอย่างดีตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา และจะมุ่งมั่นพัฒนานำเสนอโปรแกรมทางการเงิน บริการ และประสบการณ์ที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เพื่อให้สามารถมอบบริการที่หลากหลายและตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดที่สุด ตอกย้ำปรัชญา “Power of Choice” ของเราที่มุ่งมอบทางเลือกและอิสระสูงสุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”

การมอบรางวัลครั้งนี้เป็นรางวัลใหญ่ของแคมเปญฉลองครบรอบ 20 ปี บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ซึ่งมอบให้แก่ลูกค้าที่ซื้อบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมทำสัญญาทางการเงินกับบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา นอกจากนั้น ลูกค้ายังมีโอกาสได้ลุ้นรับรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ บริการลีมูซีนพร้อมคนขับด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 คอร์สขับขี่จากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ หรือบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และร่วมลุ้น
ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ BMW Leasing Experience in Munich & Korea และการเยือนสำนักงานใหญ่บีเอ็มดับเบิลยูในเมืองมิวนิค เป็นต้น

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ การจับรางวัล และการประกาศรายชื่อผู้โชคดี สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bmw.co.th/th/topics/offers-and-services/special-offers/20th-anniversary.html

ฉลองเริ่มส่งมอบ ‘ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่’ ให้ลูกค้าทั่วโลก

0
DCIM100MEDIADJI_0020.JPG

ฟอร์ด ประกาศความพร้อมส่งมอบรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ที่ผลิตล็อตแรกจากโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือเอเอที ให้กับลูกค้าในประเทศไทยและส่งออกไปยังตลาดสำคัญกว่า 100 ประเทศทั่วโลกในวันนี้ โดยผู้จำหน่ายฟอร์ดในประเทศไทยจะพร้อมส่งมอบรถยนต์รุ่นใหม่ให้กับลูกค้ากลุ่มแรกอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป

“ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าชาวไทย และมียอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบ สมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น อุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหนือชั้น และเทคโนโลยีทันสมัยมากมาย เราเชื่อว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในการเป็นเจ้าของสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์รุ่นล่าสุดจากฟอร์ด” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่จากโรงงานนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม. โดยฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ที่จำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่

  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นเทรนด์ ราคา 1,334,000 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสปอร์ต ราคา 1,464,000 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×2 ราคา 1,704,000 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×4 ราคา 1,854,000 บาท

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มีทั้งหมด 6 สีให้เลือก ได้แก่ สีขาว สโนว์เฟลค ไวท์ เพิร์ล สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก สีดำ แอบโซลูท แบล็ก สีเทา เมทิออร์ เกรย์ สีน้ำตาล อีควิน็อกซ์ บรอนซ์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์ นอกจากนี้ รุ่นสปอร์ต ยังมาพร้อมสีพิเศษ สีน้ำเงิน บลู ไลท์นิ่ง และสำหรับรุ่นไทเทเนียมพลัส ห้องโดยสารภายในเพิ่มตัวเลือกพิเศษสีครีมพราลีน โดยมีสีดำ อีโบนี เป็นสีมาตรฐาน

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมนวัตกรรมบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและเชื่อมต่อกับรถได้ตลอดเวลาผ่านแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส (FordPassTM) และนวัตกรรมการบริการอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่สะดวกสบายไปอีกขั้น

ลูกค้าสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและจองรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ฟอร์ด www.ford.co.th พิเศษ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่นมาพร้อมอัตราดอกเบี้ย 1.99% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งในปีแรก