Home Blog Page 299

ฟอร์ดเริ่มส่งมอบ เรนเจอร์ เจเนอชันใหม่ ให้ลูกค้าทั่วโลก

0

ฟอร์ดพร้อมส่งมอบฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รถกระบะที่แกร่งที่สุด สมบุกสมบันที่สุด และชาญฉลาดที่สุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ผลิตล็อตแรกจากโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง หรือเอฟทีเอ็ม ให้กับลูกค้าในประเทศไทยและส่งออกไปยังตลาดกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

“หลังจากการเผยโฉมอย่างเป็นทางการที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2022 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภคชาวไทย ทีมงานของเราทุกคนที่ฟอร์ดมีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบรถยนต์คุณภาพพร้อมประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในการเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ให้กับสมาชิกใหม่ของครอบครัวฟอร์ดทุกท่าน” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

“ในฐานะโรงงานต้นแบบที่ผลิตรถฟอร์ดเรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ พนักงานของเราทุกคนภูมิใจที่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ในการผลิตสุดยอดกระบะพันธุ์แกร่งคุณภาพระดับโลกที่ผลิตโดยฝีมือคนไทย โดยทีมงานของเราทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อส่งมอบฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่ได้มาตรฐานมาพร้อมสมรรถนะอันเหนือชั้นให้กับลูกค้า” มร.วินโค้ ซาริค ผู้จัดการโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง หรือเอฟทีเอ็ม กล่าวเสริม

รถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ จะผลิตที่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ที่จังหวัดระยอง ซึ่งฟอร์ดได้ประกาศลงทุนเพิ่มกว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 28,000 ล้านบาท เมื่อเดือนธันวาคม 2564 เพื่อยกระดับการผลิตเพื่อส่งมอบรถยนต์คุณภาพระดับโลก ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการพัฒนาพัฒนาขึ้นมาจากการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าทั่วโลกให้เป็นรถคู่ใจของลูกค้าที่สามารถไว้วางใจได้ในทุกเส้นทางของชีวิต เป็นรถที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ขับขี่ออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่แบบไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน อัดแน่นด้วยฟีเจอร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ให้ลูกค้าใช้ชีวิตแบบ ‘Live the Ranger Life’ ได้อย่างเต็มที่ที่สุด

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโฉมใหม่ ไฟหน้าใหม่รูปตัว C ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดมาพร้อมไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี และบันไดเหยียบข้างกระบะท้ายบริเวณด้านหลังล้อหลัง มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2 ตัวเลือก ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร หรือเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร ทำงานคู่กับเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และตัวเลือกเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด โดยมีรุ่นที่เปิดให้จองและราคา ดังนี้

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค มาพร้อมตัวเลือกภายนอก 6 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก, สีเทา เมทิออร์ เกรย์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ก, สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์ ในราคาเริ่มต้นที่ 999,000 บาท

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสปอร์ต มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 5 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก, สีเทา เมทิออร์ เกรย์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ก, สีขาว อาร์กติก ไวท์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์ ในราคาเริ่มต้นที่ 929,000 บาท โดยลูกค้าสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและจองรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ฟอร์ด www.ford.co.th

มาสด้ากระตุ้นตลาดต่อเนื่องพฤษภาคมจัดแคมเปญ Mazda May Day ร่วมส่งกำลังใจให้คนไทยก้าวไปด้วยกัน รับยอดขายเมษายนโต 25%

0

มาสด้าสุดปลื้มเปิดศักราชปีงบประมาณใหม่ ยอดขายเดือนเมษายนเติบโต 25% เผยข่าวดีเดือนพฤษภาคมอัดแคมเปญหนักกว่าเดิม มอบความคุ้มยิ่งกว่าภายใต้แคมเปญ “MAZDA MAY DAY SPECIAL” เดือนพิเศษกับข้อเสนอสุดพิเศษ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1 ฟรีประกันชั้น 1 Mazda Premium Insurance1 ฟรี Mazda Mini Luggage มูลค่า 1,500 บาท2 ระหว่างวันที่ 5 พ.ค. 65 ถึงวันที่ 15 พ.ค. 65 พร้อมมอบดีลพิเศษชุดแต่งแท้จากมาสด้า ทั้ง MAZDASPEED และ MAZDA KENSHO รับส่วนลดพิเศษ 10%3  และผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน4 ตลอดเดือนพฤษภาคม และอีกหนึ่งข้อเสนอให้ลูกค้าคนไทยก้าวต่อไป กับ “มาสด้า บีที-50 ใหม่ คนไทยก้าวไปด้วยกัน” ดาวน์ต่ำ 15% ผ่อนนาน 84 เดือน1 และฟรีประกันภัยชั้น 11 Mazda Premium Insurance ระหว่างวันที่ 1 พ.ค. 65 – 31 พ.ค. 65 ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แคมเปญ “MAZDA MAY DAY SPECIAL” นับเป็นอีกหนึ่งแคมเปญสุดร้อนแรงประจำเดือนพฤษภาคม ที่จัดขึ้นเพื่อมอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้าคนพิเศษที่ต้องการเป็นเจ้าของรถมาสด้า ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษที่โชว์รูมมาสด้า ระหว่างวันที่ 5 พ.ค. 65 – 15 พ.ค. 65 ด้วยดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1 ฟรีประกันภัยชั้น 11 Mazda Premium Insurance และจองรถในงานรับ Mazda Mini Luggage มูลค่า 1,500 บาท2 และยังมอบข้อเสนอให้กับลูกค้าปัจจุบันที่ต้องการเสริมความสปอร์ตให้กับรถยนต์มาสด้า กับดีลพิเศษชุดแต่งแท้จาก MAZDASPEED และ MAZDA KENSHO สำหรับรถยนต์มาสด้า2, มาสด้า3 และมาสด้า CX-5 โดยมอบส่วนลดพิเศษ 10%3 ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน4  ระหว่างวันที่ 1 พ.ค. 65 – 31 พ.ค. 65 ที่โชว์รูมมาสด้า

ในโอกาสนี้ นายธีร์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับยอดขายรถยนต์มาสด้าในเดือนเมษายน 2565 ที่ผ่านมาว่า “จากสถานการณ์ในเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น จึงทำให้สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และเกิดเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลทำให้ยอดขายรถยนต์มาสด้าในเดือนเมษายน มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,753 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถยนต์นั่งมาสด้า2 ยังคงครองความนิยมสูงสุด ด้วยจำนวน 1,525 คัน ตามมาด้วยครอสโอเวอร์เอสยูวี มาสด้า CX-30 จำนวน 605 คัน มาสด้า CX-3 จำนวน 362 คัน มาสด้า3 จำนวน 147 คัน มาสด้า BT-50 จำนวน 51 คัน มาสด้า CX-5 จำนวน 47 คัน และมาสด้า CX-8 จำนวน 16 คัน ตามลำดับ”

นายธีร์ ยังได้กล่าวเสริมว่า “จากสถานการณ์ความยากลำบากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วันนี้สถานการณ์ต่างๆ กำลังเริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น มาสด้าขอเป็นอีกหนึ่งพลังแรงใจในการสนับสนุนและผลักดันให้คนไทยก้าวผ่านสถานการณ์นี้ต่อไปด้วยกัน ด้วยการมอบแคมเปญพิเศษ “มาสด้า บีที-50 ใหม่ คนไทยก้าวไปด้วยกัน” ซึ่งเป็นแคมเปญเพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีกำลังใจลุกขึ้นสู้และก้าวต่อไปด้วยกัน เพื่อเติมเต็มความสุขของครอบครัว พร้อมที่จะเดินหน้าสร้างธุรกิจและก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งเป้าหมายไว้ ด้วยข้อเสนอ เงินดาวน์ต่ำเพียง 15% ผ่อนนานสูงสุด 84 เดือน1 ฟรีประกันภัยชั้น 11 Mazda Premium Insurance อีกด้วย ซึ่งนับเป็นแคมเปญที่ดีที่สุดที่ลูกค้าไม่ควรพลาด”

ผู้ที่สนใจแคมเปญต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น “MAZDA MAY DAY SPECIAL” หรือ “มาสด้า บีที-50 ใหม่ คนไทยก้าวไปด้วยกัน” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้า หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mazda.co.th

หมายเหตุ:
1เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th
2จองมาสด้าทุกรุ่นในงาน 3,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 31 พ.ค. 65 รับ Mazda Mini Luggage มูลค่า 1,500 บาท จำนวนจำกัด 600 ใบ
3เฉพาะชุดแต่ง MAZDA KENSHO ในมาสด้า3, มาสด้า CX-5 และชุดแต่ง MAZDASPEED ในมาสด้า2 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โชว์รูมมาสด้า
4โปรดตรวจสอบประเภทของสินค้าและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ณ จุดบริการก่อนทำรายการทุกครั้ง ทั้งนี้ เงื่อนไขในการรับบัตรเครดิตเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
5บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจสอบ รับสิทธิ์ เลิกสิทธิ์หรือเปลี่ยนแปลงกติกา ตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคารให้เป็นที่สิ้นสุด

เจาะเวลา หาอดีต ไปกับปอร์เช่ 911 สปอร์ต คลาสสิก (911 Sport Classic) ศิลปะการออกแบบอย่างเป็นอมตะ ไร้ซึ่งกาลเวลา

0

ปอร์เช่ 911 สปอร์ต คลาสสิก (911 Sport Classic) ใหม่ คือยนตกรรมสปอร์ตคลาสสิกรุ่นพิเศษ limited-edition คันที่ 2 จาก 4 รุ่นพิเศษ ที่ถือเป็นไอเท็มสำหรับนักสะสมรถยนต์คลาสสิก  ผลิตออกมากเพื่อสนองนโยบายแผนกลยุทธ์ Heritage Design strategy ของปอร์เช่ จำกัดจำนวนการผลิตออกมาเพียง 1,250 คันเท่านั้น สำหรับการผลิตรถรุ่นพิเศษนี้ แผนก Porsche Exclusive Manufaktur ได้รับแรงบันดาลใจในการปรับแต่งตัวรถให้มีสไตล์ย้อนยุคกลับไปในช่วงทศวรรษปี 1960 และปี 1970 ตอนต้น ตามแบบฉบับของยานยนต์สปอร์ตรุ่นพี่ที่เคยเปิดตัวมาก่อนหน้า คือรุ่น ปอร์เช่ 911 สปอร์ต คลาสสิก (911 Sport Classic) ในรุ่นตัวถัง 997 ที่ปรากฏโฉมไปเมื่อปี 2009  และปอร์เช่ 911 รุ่นบุกเบิกที่ผลิตเมื่อปี 1964 – 1973 และ 911 คาร์เรร่า อาร์เอส 2.7 (911 Carrera RS 2.7) รุ่นปี 1972

Alexander Fabig รองประธานกรรมการ ผู้กำกับดูแลส่วนงาน Individualization and Classic กล่าวว่า “การผลิตรถยนต์รุ่นพิเศษ Heritage Design เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Style Porsche design และ Porsche Exclusive Manufaktur  นำเอารถสปอร์ตระดับตำนานปอร์เช่ 911 มากำหนดนิยามใหม่ ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งตามสไตล์ของรถในยุคทศวรรษที่ 1950 จนถึง 1980 รวมทั้งมีการออกแบบดีไซน์รูปลักษณ์ให้ย้อนเวลาไปในช่วงดังกล่าว ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนของแนวคิดการผลิตภายใต้กลยุทธ์ของ Porsche product strategy โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการตอบสนองต่อความต้องการด้านอารมณ์ในการขับขี่ยนตกรรมสายพันธ์สปอร์ต โดยปอร์เช่มีแผนการดำเนินงานที่จะเปิดตัวรถสปอร์ตรุ่นพิเศษ limited-edition ทั้งหมด 4 รุ่น โดยคันแรกได้ถูกเผยโฉมออกไปเมื่อปี 2020 คือปอร์เช่ 911 ทาร์กา โฟร์เอส เฮอร์ริเทจ ดีไซน์ เอดิชั่น (911 Targa 4S Heritage Design Edition) ที่มีดีไซน์การออกแบบย้อนยุคมาจากทศวรรษปี 1950 และ1960

นอกจากนี้ Porsche Design ยังได้รังสรรนาฬิกาข้อมือ chronograph รุ่นพิเศษ สำหรับนักสะสมเพื่อลูกค้าที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของรถสปอร์ต โดยนาฬิการุ่นนี้ ได้ถูกดีไซน์ ออกมาอย่างประณีต และถอดแบบรายละเอียดต่างๆ มาจากงานดีไซน์ของชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Heritage Design Classic package ที่เป็นส่วนนึงของชิ้นงานประดับภายในห้องโดยสารที่ผ่านการคัดเลือกให้ติดตั้งในปอร์เช่ 911 สปอร์ต คลาสสิก (911 Sport Classic) รุ่นล่าสุด และสามารถนำมาติดตั้งในปอร์เช่ 911 รุ่นปัจจุบันเท่านั้น

นิยามใหม่แห่งศิลปะการออกแบบอมตะไร้กาลเวลา

ตัวถัง wide body สงวนไว้สำหรับปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (911 Turbo) โดยเฉพาะ และมีสปอยเลอร์หลังออกแบบมาจากรูปทรง ‘ducktail’ ที่มาจากรถสปอร์ตคุ้นตาอย่าง คาร์เรร่า อาร์เอส 2.7 (Carrera RS 2.7) อีกทั้งแนวหลังคา double-bubble roof ยังตอกย้ำความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่พบได้ในปอร์เช่ 911 สปอร์ต คลาสสิก (911 Sport Classic) อีกด้วย

Michael Mauer รองประธานกรรมการผู้กำกับดูแลส่วนงาน Style Porsche กล่าวว่า ปอร์เช่ 911 สปอร์ต คลาสสิก (911 Sport Classic) รุ่นแรก ภายใต้รหัส 997 ซึ่งเปิดตัวในปี 2009 มีดีไซน์การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากตัวถังสีเทาของปอร์เช่ 356 จึงเป็นที่มาของการเลือกใช้สีโทนพิเศษดังกล่าวสำหรับรถสปอร์ต limited-edition คันล่าสุด ทำให้ ปอร์เช่ 911 สปอร์ต คลาสสิก (911 Sport Classic) ใหม่ เป็นรถยนต์คันแรกที่มีตัวถังภายนอกในสี Sport Grey Metallic  อีกทั้งสีเทาไม่เคยล้าสมัย และมีเรื่องราวในตัวเองอีกทั้งยังดูดีอยู่เสมอ นอกจากสีพิเศษ Sport Grey Metallic แล้ว ปอร์เช่ 911 สปอร์ต คลาสสิก (911 Sport Classic) ใหม่ ยังเพิ่มทางเลือกด้วยสีดำ solid Black สีเทา Agate Grey Metallic สีน้ำเงิน Gentian Blue Metallic รวมไปถึงออฟชั่นพิเศษจากปอร์เช่ Paint to Sample ที่สามารถเลือกสีได้ตามความปรารถนาของลูกค้า รวมไปถึงการคาดลาย Twin stripes สีเทาอ่อน ยาวตลอดแนวตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า หลังคา ไปจรดสปอยเลอร์หลัง เน้นย้ำดีไซน์สปอร์ตย้อนยุคเต็มพิกัด

ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยรูปแบบ Pepita pattern ที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถสังเกตได้อย่างเด่นชัด ตั้งแต่แผงประตู และบริเวณกึ่งกลางเบาะนั่ง ที่มาในสไตล์ two-tone หุ้มด้วยวัสดุ semi-aniline leather สี Black/Classic Cognac ให้อารมณ์หรูหรา ตัดกันอย่างลงตัวกับสีภายนอก

พละกำลัง 550 แรงม้า ส่งต่อไปยังระบบเกียร์ธรรมดา แบบฉบับดั้งเดิมของ 911

แหล่งกำเนิดพลังมหาศาลที่ไม่เหมือนใคร: เครื่องยนต์เบนซินหกสูบนอน ขนาดความจุ 3.7 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้พละกำลังสูงสุด 550 แรงม้า (405 กิโลวัตต์) ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ผสานการทำงานกับระบบเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ ส่งผลให้      ปอร์เช่ 911 สปอร์ตคลาสสิก (911 Sport Classic) ใหม่ กลายเป็น 911 เกียร์ธรรมดาที่ทรงพลังที่สุดในสายการผลิตปัจจุบัน

การติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานด้วยระบบเกียร์ฟังก์ชั่น auto-blip ที่ช่วยในการชดเชยรอบเครื่องยนต์ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ ด้วยการเร่งเครื่องให้รอบการทำงานเหมาะสมที่สุดในจังหวะลดเกียร์ลง และระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ตที่ผ่านการปรับแต่งให้เสียงคำรามอย่างมีบุคลิกเฉพาะตัว

ระบบช่วงล่างมีพื้นฐานมาจากปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (911 Turbo) และ 911 จีทีเอส (911 GTS) รองรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตได้อย่างไร้ที่ติ ต้องยกประโยชน์ให้ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) เป็นระบบที่ติดตั้งในชุดอุปกรณ์มาตรฐาน ควบคุมอัตราการตอบสนองของโช๊คอัพอย่างรวดเร็วฉับไว ประสานการทำงานร่วมกับช่วงล่างแบบสปอร์ต ซึ่งมีระดับความสูงลดลงถึง 10 มิลลิเมตร

 

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราสิ้นเปลืองของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้ 

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสารGuidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

อีซูซุ ส่ง “เพชรธงชัย ที.บี.เอ็ม. ยิม” โชว์ฝีมือเหนือชั้นผ่านเข้ารอบ “THAI FIGHT 2022”

0

กลุ่มตรีเพชรให้การสนับสนุน “เพชรธงชัย  ที.บี.เอ็ม. ยิม” ดีกรีแชมป์มวยไทย อีซูซุคัพคนล่าสุด ร่วมชิงชัยในศึกมวยระดับโลก “THAI FIGHT 2022” หลังโชว์ฟอร์มเอาชนะคะแนนคู่ชกจากเมืองสุรินทร์ไปอย่างเอกฉันท์ในรอบคัดเลือก  รับตำแหน่ง “แชมป์อีซูซุคัพ ซูเปอร์ไฟต์” พร้อมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศที่จะจัดขึ้นปลายปีนี้

การแข่งขันมวยไทยระดับโลก “THAI FIGHT 2022” รอบคัดเลือก จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ปราสาทเมืองแขก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยผู้เข้าชมต้องสวมหน้ากากอนามัย ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างน้อย 2 เข็ม และมีการตรวจหรือแสดงผลตรวจ ATK ของทีมงานภายใน 48 ชั่วโมงก่อนเข้างาน โดยได้รับเกียรติจาก นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันชกมวยไทยโลก THAI FIGHT กล่าวเปิดการแข่งขัน ก่อนระเบิดความมันสุดขั้วของยอด นักชกไทยปะทะนักชกจากนานาชาติทั้งแบบสวมนวมและแบบคาดเชือกอย่างจุใจรวม 9 คู่ ท่ามกลาง แสงสีสปอร์ตเอ็นเตอร์-เทนเม้นท์ตามแบบฉบับไทยไฟท์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

โดยไฮไลท์ของการแข่งขัน THAI FIGHT 2022 รอบคัดเลือกนี้ คือ การชกกันในรูปแบบสวมนวม พิกัด 65 กิโลกรัม ระหว่าง มหากาฬเมืองร้อยเกาะ “เพชรธงชัย  ที.บี.เอ็ม. ยิม” ดีกรีแชมป์มวยอีซูซุคัพคนล่าสุด พบกับ พยัคฆ์สุรินทร์ “สุขสวัสดิ์ แสงมรกต” โดยเพชรธงชัย โชว์ลีลาแชมป์ป้ายแดงได้อย่างเหนือชั้น จับจังหวะคุมเกมบุกออกอาวุธหมัด เข่า ศอก ขึ้นนำในยก 2 และ 3 ต่อเนื่อง เอาชนะคะแนนไปตามคาดหมาย รับเงินรางวัลจากอีซูซุ จำนวน 300,000 บาท ส่วนสุขสวัสดิ์รับเงินรางวัล 200,000 บาท ไปครองตามลำดับ

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุขอแสดงความยินดีแก่ “เพชรธงชัย  ที.บี.เอ็ม. ยิม” ที่โชว์ฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยมเอาชนะคู่ต่อสู้ได้สำเร็จ ก้าวขึ้นแท่นตัวแทนประเทศไทย ร่วมชกในเวทีดังระดับโลก THAI FIGHT 2022 ชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ไฮแลนเดอร์ 1.9 Ddi L DA และรางวัลเงินสด ซึ่งอยากขอเชิญชวนแฟนมวยทั่วประเทศร่วมติดตามความสามารถและเป็นกำลังใจให้นักชกดาวรุ่งจากเวทีมวยอีซูซุคัพคนล่าสุดนี้ ในการแข่งขัน THAI FIGHT 2022 รอบรองชนะเลิศปลายปีนี้”

ผลการแข่งขัน THAI FIGHT 2022 รอบคัดเลือก มีดังนี้

คู่ 1 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 70-69 กก. (มีการต่อน้ำหนักต่างกัน 1 กก.)

น้องโอ ช.ห้าพยัคฆ์ – ไทย ชนะน็อก ยกที่1 เลอร์เต้ ดิแอ๊ซ – บราซิล

คู่ 2 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 72 กก.

ไทรโยค พุ่มพันธุ์ม่วง – ไทย ชนะคะแนน จอร์แดน วัตสัน – อังกฤษ

คู่ 3 แบบสวมนวม นํ้าหนัก 65 กก.

เพชรธงชัย ที.บี.เอ็ม.ยิม – ไทย ชนะคะแนน สุขสวัสดิ์ แสงมรกต – ไทย

คู่ 4 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 53 กก.

เวโร ว.รุจิรวงศ์ – เมียนมา ชนะด้วย TKO ซาเนซ ฟีโลลาห์ – อิหร่าน

คู่ 5 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 77 – 75 กก. (มีการต่อน้ำหนักต่างกัน 2 กก.)

กิตติ ส.ท.แมนนครระยอง – ไทย ชนะด้วย TKO เลาตาโร่ เปเรย์ร่า – อาร์เจนตินา

คู่ 6 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 75 กก.

สุดสาคร ส.กลิ่นมี – ไทย ชนะด้วย TKO มิเกล อรายา – ชิลี

คู่ 7 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 70 – 69 กก. (มีการต่อน้ำหนักต่างกัน 1 กก.)

ป.ต.ท. ว.รุจิรวงศ์ – ไทย ชนะด้วย TKO หลุยซ์ อัลเวส – บราซิล

คู่ 8 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 79 – 77 กก. (มีการต่อน้ำหนักต่างกัน 2 กก.)

เต็งหนึ่ง ศิษย์เจ๊สายรุ้ง – ไทย ชนะด้วย TKO ดาเนียล เคอร์ – นิวซีแลนด์

คู่ 9 แบบสวมนวม นํ้าหนัก 68 กก.

แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม – ไทย ชนะด้วย TKO ยกที่1 ทิโมธี คามาล – สหรัฐอเมริกา

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดกิจกรรม Let’s Talk by GWM ครั้งที่ 1 เชิญลูกค้า HAVAL H6 พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารระดับสูง

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดงาน GWM Let’s Talk เชิญลูกค้ากว่า 24 คน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV คอมแพคเอสยูวียอดนิยมที่ครองอันดับหนึ่งในเซ็กเมนต์อย่างต่อเนื่อง สานต่อกลยุทธ์สำคัญในการรับฟังเสียงของผู้บริโภค (Consumer Voice Focus) เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ดียิ่งขึ้น เตรียมต่อยอดกิจกรรมให้ครอบคลุมลูกค้า All New HAVAL JOLION Hybrid SUV และ ORA Good Cat ตอกย้ำความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ของไทยที่มุ่งส่งมอบประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างแท้จริง

เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำทีมโดย นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ นายจิรศักดิ์ ชื่นอารมย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด นางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร นายอาจิณ อิสริยคุณากร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาเครือข่าย นายจักรพันธ์ สิขิวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริการด้านเทคโนโลยี นายเทวิน กองจันทร์ดี ผู้จัดการแผนกบริการลูกค้า นายนัทธพงศ์ ดวงศรี ผู้เชี่ยวชาญเทเลมาติกส์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) และนายไกรสร ไชยชนะ รองผู้จัดการ GWM Experience Center พร้อมด้วยทีมงานจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จัดงาน Let’s Talk by GWM ครั้งที่ 1 ณ GWM Experience Center ไอคอนสยาม โดยได้รับเกียรติจากลูกค้าเจ้าของรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV รวมกว่า 24 ท่านจากทั่วประเทศเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์การขับขี่และมุมมองในฐานะผู้บริโภค เพื่อนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปพัฒนาการดำเนินธุรกิจในมิติต่างๆ อย่างครอบคลุม ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ และการออกแบบประสบการณ์สำหรับผู้บริโภค

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการสนับสนุนตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีนับตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดย All New HAVAL H6 Hybrid SUV ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่เราเปิดตัวและส่งมอบให้กับลูกค้า ยังคงได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นด้วยยอดขายที่ครองอันดับหนึ่งในเซ็กเมนต์ติดต่อกัน 4 เดือนซ้อนในปีนี้ (มกราคม – เมษายน) รวมเป็นจำนวนรถยนต์ที่เราส่งมอบจนถึงปลายเดือนเมษายนแล้วทั้งสิ้น 4,073 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของจำนวนครอบครัว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 7,145 คัน และครอบครัวของเราจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน ทั้ง All New HAVAL H6 Hybrid SUV เจ้าสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รวมไปถึงเจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat และในโอกาสนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบปะพูดคุยและรับฟังทุกเสียงของทุกท่านอย่างจริงจัง ตอกย้ำความตั้งใจในการดำเนินงานของเราที่มีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) โดยเราพร้อมรับฟังความคิดเห็นในทุกช่องทางเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด รวมถึงสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าของเราต่อไป”

นอกจากนี้ กิจกรรม GWM Let’s Talk ยังเปิดโอกาสให้คณะผู้บริหารจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้อัปเดตความคืบหน้าและข้อมูลที่เป็นประโยชน์พร้อมทั้งพูดคุยและตอบคำถามของผู้ใช้งานรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ตลอดจนแนะนำบทบาทหน้าที่และภารกิจของ User Committee ที่จะเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างแบรนด์และผู้ใช้รถยนต์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“ในอนาคต เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความตั้งใจที่จะจัดกิจกรรม GWM Let’s Talk ครั้งต่อๆ ไปสำหรับลูกค้า All New HAVAL JOLION Hybrid SUV และ ORA Good Cat พร้อมกับคำมั่นสัญญาที่จะนำทุกความคิดเห็นและเสียงตอบรับมาต่อยอดการนำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่เพื่อมอบความประทับใจให้กับลูกค้าและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องผ่านหลากหลายช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แทนคำขอบคุณสำหรับการสนับสนุนและความไว้วางใจที่มีให้กับเราเสมอมา” นายณรงค์ กล่าวทิ้งท้าย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) มุ่งสร้างสรรค์และนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ในทุกมิติ ผ่านการรับฟังเสียงผู้บริโภคทั้งในออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการตลอดจนประสบการณ์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

บริดจสโตนเดินหน้าสานต่อโครงการ “Bridgestone Global Road Safety ปีที่ 1” สู่เยาวชนต่อเนื่อง ส่งมอบพื้นที่ความปลอดภัยบนท้องถนนแก่โรงเรียนกะทู้วิทยา จังหวัดภูเก็ต

0

บริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด ร่วมกับมูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP Foundation)  และภาคีในพื้นที่ ส่งมอบพื้นที่ความปลอดภัยบนท้องถนนในโครงการ “Bridgestone Global Road Safety ปีที่ 1 (บริดจสโตน โกลบอล โรด เซฟตี้)” แก่โรงเรียนกะทู้วิทยา จังหวัดภูเก็ต โดยปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบโรงเรียน
ให้ปลอดภัยตามมาตรฐาน 5 ดาว*1  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการแสดงความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคมผ่านการส่งเสริม
ความปลอดภัยบนท้องถนนของบริดจสโตนทั่วโลก ด้วยความมุ่งมั่นในฐานะการเป็นองค์กรผู้ส่งมอบโซลูชั่นอย่างยั่งยืน บริดจสโตนร่วมอยู่เคียงข้างการเดินทางของผู้คนบนท้องถนนและขับเคลื่อนทุกชีวิตไปสู่จุดหมายได้อย่างปลอดภัย
พร้อมคำมั่นสานต่อโครงการฯ โดยเริ่มต้นที่โรงเรียนเพื่อสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบ ตลอดจนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนให้เยาวชนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีส่วนร่วมในการช่วยลดอุบัติเหตุและยกระดับ
ความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโรงเรียนต้นแบบ

มร.เคอิจิ ชูมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด เผยว่า “โครงการ “Bridgestone Global Road Safety” เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่บริดจสโตนทั่วโลกร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเสริมสร้างสังคมขับขี่ปลอดภัย โดยเน้นสร้างจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ทั้งยังเน้นย้ำความสำคัญของการรักษากฎวินัยจราจรสู่เด็กและเยาวชน ซึ่งวัตถุประสงค์และกิจกรรมของโครงการฯ ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. School-Based Education – พัฒนาความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่ปลอดภัยของนักเรียนและครูในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
  2. Empowerment – คัดเลือก Bridgestone’s Youth Champions เป็นตัวแทนความปลอดภัยทางถนน เพื่อปลูกฝังภาวะผู้นำและความตระหนักด้านความปลอดภัยทางถนนของนักเรียน พร้อมต่อยอดสร้างสรรค์กิจกรรม
    ด้านความปลอดภัยภายในโรงเรียน และร่วมนำความรู้ไปเผยแพร่ให้เพื่อน ครอบครัว และเยาวชนรุ่นต่อไป
  3. Road Safety Assessments หรือ RSAs – เลือกโรงเรียนจากกลุ่มเป้าหมายจำนวน 1 โรงเรียน เพื่อเป็นโรงเรียนต้นแบบ โดยใช้เครื่องมือการให้คะแนนระดับดาวสำหรับโรงเรียน (Star Ratings for Schools – SR4S) แก้ไข และปรับปรุงด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้การเดินทางสำหรับนักเรียน ผู้ปกครอง และครูมีมาตรฐานมากกว่า 3 ดาวขึ้นไป
  4. Local Engagement – ส่งเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายจิตอาสา โดยประสานความร่วมมือกับภาคีในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียนเป้าหมายให้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างยั่งยืน

สำหรับปีที่ผ่านมา บริดจสโตนได้จัดกิจกรรมดังกล่าวในโรงเรียนรวมทั้งสิ้น 4 โรงเรียน คือ โรงเรียนกะทู้วิทยา จังหวัดภูเก็ต โรงเรียนนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน 2 จังหวัดขอนแก่น และโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม 2 จังหวัดเชียงราย โดยมีนักเรียน 261 คน ครู 40 คน เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม และได้นำเยาวชน 8 คนจาก 4 โรงเรียน ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น Bridgestone’s Youth Champions หรือเยาวชนต้นแบบที่มีจิตสำนึกที่ดีด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ผ่านการสร้างสรรค์และดำเนินโครงการภายในโรงเรียนของตน โดยน้องๆ เยาวชนทั้ง 8 คนนี้ได้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ และยังได้รับการสนับสนุนให้เข้าไปมีบทบาทแสดงความคิดเห็นในงานด้านความปลอดภัยทางถนนระดับชาติ ต่อยอดสร้างสรรค์กิจกรรมด้านความปลอดภัย และส่งต่อแนวคิดไปยังคนรุ่นต่อๆ ไปในชุมชน นอกจากนี้ยังมีการประเมินความปลอดภัยทางถนนโดยใช้เครื่องมือการให้คะแนนระดับดาวสำหรับโรงเรียน (Star Ratings for Schools – SR4S) และคัดเลือก 1 โรงเรียน ซึ่งได้แก่ โรงเรียนกะทู้วิทยา จังหวัดภูเก็ต เพื่อจัดทำโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบโรงเรียน หรือ Infrastructure Modifications โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีในพื้นที่ และศูนย์บริการรถยนต์ ค็อกพิท มานิตย์ เซ็นเตอร์ แม็กซ์ เป็นอย่างดี ด้วยการปรับปรุงพื้นที่บนทางเท้า และการจราจรในละแวกใกล้โรงเรียนให้มีความปลอดภัย จัดทำป้ายสัญญาณจราจร เครื่องหมายจราจรบนผิวทางที่ชัดเจน และกำหนดให้เป็นจุดกวดขันด้านการจราจรที่เข้มงวด เป็นต้น ด้วยการสนับสนุนให้เป็นโรงเรียนต้นแบบความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นแก่โรงเรียน รวมถึงชุมชน และสังคมโดยรอบได้”          

  

ด้านคุณมิเรียม ซิดิก ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP Foundation) เผยถึงความสำคัญและหลักเกณฑ์การปรับปรุงพื้นที่ความปลอดภัยบนท้องถนนสำหรับโรงเรียนภายใต้โครงการ Bridgestone Global Road Safety ปีที่ 1 ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณโครงการโดย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด เพิ่มเติมว่า “การส่งมอบถนนติดดาว ณ โรงเรียนกะทู้วิทยาในครั้งนี้ เป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงถึงเป้าหมายในการสร้างสังคมแห่งความปลอดภัยที่ยั่งยืนของทุกฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการนี้ โดยมีการปรับปรุงด้านความปลอดภัยบริเวณโรงเรียนโดยใช้ผลการประเมินและข้อเสนอแนะจากเกณฑ์การประเมินระดับดาวด้านความปลอดภัย (The award-winning Star Ratings for Schools system หรือ SR4S) ของ iRAP ในการวัดผลด้านความเสี่ยงในการใช้รถใช้ถนนของนักเรียนระหว่างไป-กลับโรงเรียน ซึ่งพบว่าบริเวณหน้าโรงเรียนมีการจำกัดความเร็วอยู่ที่ 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่มีป้ายเตือนการลดความเร็ว และไม่มีป้ายแสดงเขตโรงเรียน ดังนั้นเพื่อป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชน จึงได้ติดตั้งป้ายเตือนต่างๆ ให้เพิ่มความระมัดระวังในเขตโรงเรียน เช่น ป้ายลดและจำกัดความเร็วเป็น 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง และมีการทาสีย้ำเส้นจราจรเดิมให้ชัดเจน และร่วมกับโรงเรียนจัดระเบียบที่จุดจอดรถ รับ-ส่ง บริเวณหน้าโรงเรียน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาด้านความปลอดภัยที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งหมายรวมถึงการพัฒนาด้านความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตลงให้ได้ 50% ภายในปี พ.ศ. 2573 อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กทุกคนที่ต้องสามารถเดินทางไป-กลับโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย และขยายผลการปลูกฝังวัฒนธรรม
ความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในชุมชน เพื่อผลของการประเมินเพิ่มระดับดาวความปลอดภัยให้สูงขึ้นในระดับสูงสุดที่ 5 ดาวในฐานะโรงเรียนต้นแบบนำร่องโครงการรุ่นที่ 1”


คุณอานุภาพ รอดขวัญ ยอดระบำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เผยว่า “ผมในฐานะรองผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการ
ความปลอดภัยทางถนนจังหวัดภูเก็ต ขอขอบคุณ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และมูลนิธิเอไอพี รวมถึงหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันดำเนินโครงการ
Bridgestone Global Road Safety ปีที่ 1 นี้ขึ้น จังหวัดภูเก็ตมีการกวดขันวินัยทางจราจรอย่างจริงจังและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดีเสมอมา การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและภาคประชาชนพื้นที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น หวังว่าโครงการนี้จะสามารถรณรงค์ให้คนในชุมชนมีวัฒนธรรมความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องความปลอดภัยทางถนน และแบบอย่างที่ดีของนักเรียนในโครงการ ซึ่งจะสามารถขยายผลไปยังชุมชนใกล้เคียงได้ และสามารถกระจายองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์นี้ไปสู่โรงเรียน และชุมชนอื่นๆ โดยไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะเกิดประโยชน์สำหรับโรงเรียนในโครงการเพียงกลุ่มเดียว”

คุณสนิท รอดเซ็น ผู้อำนวยการโรงเรียนกะทู้วิทยา กล่าวเสริมว่า “บริเวณพื้นที่หน้าโรงเรียนและถนนโดยรอบโรงเรียนนับเป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน เพราะเป็นพื้นที่สัญจรของนักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน ตลอดจนผู้ปกครองที่มารับบุตรหลาน ขอขอบคุณไทยบริดจสโตนที่เลือกโรงเรียนกะทู้วิทยา จังหวัดภูเก็ตเป็นโรงเรียนนำร่องในการจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่นักเรียนในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน รวมทั้งยกระดับความปลอดภัยในละแวกใกล้โรงเรียนเพื่อลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้ถนนทุกคน”  

“ผมทั้ง 2 คน มีความภาคภูมิใจมากที่ได้รับคัดเลือกเป็น Bridgestone’s Youth Champions ผมจะนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ Bridgestone Global Road Safety ปีที่ 1 มาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนและเขตชุมชน และ
สานต่อให้น้องๆ ที่โรงเรียนได้นำความรู้เหล่านี้นำไปใช้อย่างถูกต้อง ขอขอบคุณไทยบริดจสโตนที่ให้โอกาสพวกผมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดีๆ ครับ”
นายธนพล แซ่ขอ และนายณรงค์ชาญ ทนน้ำ Bridgestone’s Youth Champions จากโรงเรียนกะทู้วิทยา จังหวัดภูเก็ต กล่าวขอบคุณ

ทั้งนี้ บริดจสโตนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและพร้อมมุ่งมั่นดำเนินโครงการ Bridgestone Global Road Safety โดยขยายไปยังโรงเรียนต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป สอดคล้องกับ “พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน” (Bridgestone E8 Commitment)*2   ซึ่งคือ “Empowerment หรือด้านพลังสังคม เพื่อผลักดันและร่วมสร้างสังคมเท่าเทียม และภาคภูมิใจแก่ทุกคน” และ “Ease หรือด้านความสะดวกสบาย เพื่อสร้างความสะดวกสบาย สุขใจไร้กังวลในชีวิตการเดินทาง” ภายใต้แนวคิดที่ว่าบริดจสโตนร่วมอยู่เคียงข้างและมุ่งมั่นสร้างสรรค์เพื่อตอบแทนสังคมไทยในการส่งเสริมและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางอย่างยั่งยืน

                                                                                                             

*1 การปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบโรงเรียนให้ปลอดภัยตามมาตรฐาน 5 ดาว คือ การปรับปรุงสาธารณูปโภคด้านการจราจรโดยใช้เกณฑ์ตามระบบเครื่องมือการให้คะแนนระดับดาวสำหรับโรงเรียน (Star Ratings For Schools system – SR4S) เครื่องมือที่อิงหลักฐานนี้ใช้ในการวัดค่า จัดการ และสื่อสารความเสี่ยงที่มีต่อเด็กในการเดินทางไปโรงเรียน ซึ่งเป็นที่ยอมรับถึงศักยภาพในการลดความเสี่ยงและช่วยชีวิตคนเดินเท้าทั่วโลก และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Prince Michael International Road Safety Award เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2561 ระบบนี้อำนวยให้มีการปรับปรุงช่วยชีวิตและป้องกันการบาดเจ็บได้ตั้งแต่วันแรกที่ใช้งาน ทั้งนี้องค์การสหประชาชาติได้ระบุถึงการดำเนินการด้านความปลอดภัยบนท้องถนนไว้ในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อที่ 3.6 (Sustainable Development Goal – SDG 3.6) ในหมวดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และSR4S ก็เป็นกุญแจสู่การดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายทั่วโลกสำหรับคนเดินเท้าทั้งวัยเด็กและวัยรุ่น

*2 กลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนได้ประกาศ “พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน” (Bridgestone E8 Commitment) ซึ่งเป็นพันธสัญญาขององค์กร เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์: “สู่ปี ค.ศ. 2050 บริดจสโตนยังคงส่งมอบคุณค่าให้สังคมและลูกค้าในฐานะองค์กรผู้ส่งมอบโซลูชั่นอย่างยั่งยืน” พันธสัญญาดังกล่าวจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการบริหารควบคู่ไปกับการสร้างความไว้วางใจและน่าเชื่อถือให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต “พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน” (Bridgestone E8 Commitment) ประกอบด้วยคุณค่า 8 ด้าน ที่เริ่มต้นด้วยตัวอักษร E (ได้แก่ Energy (ด้านพลังงาน), Ecology (ด้านสิ่งแวดล้อม), Efficiency (ด้านประสิทธิภาพ), Extension (ด้านเติบโต), Economy (ด้านเศรษฐกิจ), Emotion (ด้านความรู้สึก), Ease (ด้านความสะดวกสบาย) และ Empowerment (ด้านพลังสังคม)) ซึ่งกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนจะมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผ่าน “เจตจำนง” และ “กระบวนการทำงาน” ร่วมกับพนักงาน สังคม พันธมิตร และลูกค้าเพื่อสังคมที่ยั่งยืน

เหตุเสียชีวิตจากถุงลมนิรภัยไม่ได้มาตรฐาน สภาองค์กรผู้บริโภค เร่งบริษัทรถยนต์ 8 ยี่ห้อ เปลี่ยนถุงลมนิรภัย

0

จากกรณีที่มีผู้เสียชีวิตจากการระเบิดของถุงลมนิรภัยขณะเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งในประเทศไทย ซึ่งได้รับการยืนยันจากการชันสูตรว่าเกิดจากเศษโลหะของชิ้นส่วนถุงลมนิรภัยที่ตกมาตรฐาน ยี่ห้อทาคาตะ (Takata) นั้น สภาองค์กรผู้บริโภคเรียกร้องบริษัทรถยนต์ 8 ยี่ห้อ ให้ทำการเปลี่ยนถุงลมยี่ห้อนี้ที่ก่อให้เกิดการสูญเสียถึงชีวิต ให้กับผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้ ยังมีรถยนต์ในไทยที่ยังมีการใช้งานอยู่ กว่าหกแสนคันที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยอันตรายนี้

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค เรียกร้องให้บริษัทรถยนต์ทั้ง 8 บริษัท ได้แก่ ฮอนด้า บีเอ็มดับบลิว นิสสัน โตโยต้า มิตซูบิชิ มาสด้า เชฟโรเลต และฟอร์ด ที่ได้มีการขายรถยนต์รุ่นต่างๆ ที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยอันตรายยี่ห้อดังกล่าวในประเทศไทยมากว่าสิบปี เร่งดำเนินการเปลี่ยนถุงลมนิรภัยให้มีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

เหตุการณ์การเสียชีวิตจากถุงลมนิรภัยยี่ห้อ ทาคาตะ (Takata) นั้นเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และได้มีการเรียกคืนรถจำนวนเกือบ 100 ล้านคันเพื่อเปลี่ยนถุงลมนิรภัยตั้งแต่ปี 2551 ส่วนในประเทศไทยนั้น มีการขายรถหลายยี่ห้อ หลายรุ่น กว่า 1.7 ล้านคันที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยดังกล่าว และได้มีการเรียกคืนเพื่อเปลี่ยนถุงลมไปแล้ว แต่ยังมีรถถึงหกแสนคันที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนถุงลม

“ขอแจ้งให้ผู้บริโภครับทราบถึงอันตราย และขอให้รีบดำเนินการตรวจสอบว่ารถของตัวเองเป็นรุ่นที่ต้องถูกเปลี่ยนถุงลมนิรภัยหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้จากหลายช่องทาง เช่น เว็บไซต์สภาองค์กรของผู้บริโภค www.tcc.or.th  (หรือสแกนคิวอาร์โค้ดด้านล่าง) เว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก และเว็บไซต์ www.checkairbag.com” เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว

ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธ์ หัวหน้าสาขาวิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และนายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาในประเทศไทยเคยมีกรณีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งจากการชันสูตรยืนยันได้ว่าเป็นการเสียชีวิตจากชิ้นส่วนที่กระเด็นออกมาจากถุงลมนิรภัย  หนึ่งในการชันสูตรศพกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่เคยเกิดขึ้น ได้พบบาดแผลผู้เสียชีวิตฉีกขาดเป็นวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3.5 ซม. บริเวณกลางหน้าอกด้านบน ลึกไปจนถึงกระดูกสันหลังช่วงคอ และพบชิ้นส่วนโลหะฝังตัวในกระดูกสันหลัง โดยสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากชิ้นส่วนโลหะดังกล่าวที่ทะลุบริเวณคอและหน้าอกส่วนบน ทั้งนี้ชิ้นส่วนโลหะดังกล่าวมีลักษณะเข้าได้กับชิ้นส่วนของถุงลมนิรภัย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นยี่ห้อทาคาตะ

ชีพ น้อมเศียร ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมฯ ได้รับรายงานปัญหาถุงลมนิรภัยบกพร่องดังกล่าวตั้งแต่เริ่มมีข่าวการประกาศเรียกคืน (Recall) ในต่างประเทศ และจากการตรวจสอบพบรถที่มีถุงลมนิรภัยบกพร่องจำนวนทั้งสิ้น 1,725,816 คัน ในปี 2561 กรมฯ จึงร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ใช้รถที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยที่บกพร่อง นำรถไปเปลี่ยนชุดถุงลมนิรภัยได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหลังจากมีการติดตามการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถแก้ไขชุดถุงลมนิรภัยไปได้จำนวน 1,045,336 คัน คิดเป็นร้อยละ 60.6 แต่ยังคงเหลือรถอีกจำนวน 680,480 คัน ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนถุงลมนิรภัย

นอกจากนั้น ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกำลังเตรียมดำเนินการในระยะที่ 2 คือ บูรณาการข้อมูลรถที่ยังไม่ได้แก้ไขชุดถุงลมนิรภัยเข้ากับฐานข้อมูลการชำระภาษีของกรมฯ เมื่อรถที่อยู่ในข่ายต้องเปลี่ยนชุดถุงลมนิรภัยทำการชำระภาษีผ่านช่องทางใดก็ตาม จะมีการแจ้งเตือนให้นำรถไปเปลี่ยนชุดถุงลมนิรภัยเพื่อความปลอดภัย โดยคาดว่า ระบบจะสามารถใช้งานได้ภายในปลายปี 2565 นี้ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ จะใช้สื่อช่องทางต่าง ๆ ของกรมฯ ในการประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของรถได้รับทราบข้อมูลโดยเร็ว ทั้งนี้ เจ้าของรถสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่าน www.checkairbag.com หรือนำรถเข้าไปที่ศูนย์บริการทุกสาขา หรือติดต่อผ่านฝ่ายบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Call Center) ของแต่ละบริษัทรถยนต์ หรือติดต่อสายด่วน 1584 เพื่อสอบถามข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ระบุว่า การประกาศเรียกคืน ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2556 และในปี 2561 ได้ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคที่ใช้รถยนต์รุ่นที่ถูกเรียกคืน สามารถเข้าไปรับบริการเปลี่ยนชิ้นส่วนถุงลมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งค่าอะไหล่ และค่าแรงในการเปลี่ยนอะไหล่ แม้ว่าจะเป็นรถที่ไม่ได้เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการเป็นประจำก็สามารถเข้าไปเปลี่ยน นอกจากนี้ สมาคมฯ ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์กับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเพิ่มช่องทางการสื่อสารให้กับบริษัทรถยนต์สามารถติดต่อเพื่อแจ้งเตือนให้เจ้าของรถได้ทราบ

นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวอีกว่า การรณรงค์ให้ลูกค้าได้รับทราบ และตรวจสอบรถยนต์ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักคือมุ่งหวังส่งต่อความห่วงใยและความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนให้แก่ลูกค้าทุกคน เพื่อเป็นการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคให้มีความปลอดภัย และนำไปสู่การยกระดับด้านการบริการให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศอย่างยั่งยืน จึงอยากขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกภาคส่วน ช่วยสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงคนได้มากที่สุด

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคนำรถรุ่นที่มีปัญหาไปเปลี่ยนถุงลมนิรภัยแต่ถูกเรียกเก็บเงิน หรือไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าได้ สามารถร้องเรียนได้ที่ ไลน์สภาองค์กรของผู้บริโภค tccthailand โทรศัพท์ 02 239 1839 อีเมล complaint@tcc.or.th อินบ๊อกซ์เฟซบุ๊ก สภาองค์กรของผู้บริโภค หรือเว็บไซต์ www.tcc.or.th

เอ็มจี แนะนำ NEW MG5 (MY2022) รุ่น D+ จัดเต็มฟีเจอร์ครบ พลัสความคุ้มค่า เอาใจคนรุ่นใหม่

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของ NEW MG5 กับโฉมล่าสุด รุ่น MY2022 อัพเกรดสเปกในทุกรุ่นย่อย พร้อมเพิ่มทางเลือกด้วย NEW MG5 รุ่น D+ ใส่ออปชั่น
จัดเต็มกับความคุ้มค่าที่ให้มากกว่า พร้อมที่โชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจีทั่วประเทศ
ตั้งแต่ วันที่ 17 พฤษภาคมเป็นต้นไป

NEW MG5 รถยนต์สปอร์ตคูเป้ซีดานที่โดดเด่นและแตกต่างด้วยแนวคิด “BEYOND” การันตีคุณภาพด้วยรางวัลด้านการออกแบบระดับโลก Good Design Award 2021 ถือเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ในประเทศไทย ด้วยการออกแบบที่โฉบเฉี่ยวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สมรรถนะที่รองรับการใช้งานได้เป็นอย่างดี
สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งฟังก์ชั่น และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย รวมถึงระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ทำให้รถยนต์
รุ่นดังกล่าวมียอดขายรวมกว่า 11,330 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การมาของ NEW MG5 (MY2022) จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภครุ่นใหม่ ให้ความคุ้มค่าที่มากกว่าเดิม กับ NEW MG5 (MY2022) รุ่นD+ ที่ครบครันด้วยออปชั่น ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ ที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าสีทูโทน เพิ่มความสุนทรีย์ในการขับขี่ด้วยหลังคาซันรูฟ (Sunroof) พร้อมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว ในด้านความสะดวกสบายที่คำนึงถึงทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร กับเบาะปรับไฟฟ้าด้านคนขับแบบ 6 ทิศทาง ไฟส่องสว่างที่นั่งแถวหลัง และที่เก็บแว่นตา ขับขี่ปลอดภัย มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบ Cruise Control และกล้องรอบคันแบบ 3 มิติ โดยสีตัวถังของ NEW MG5 (MY2022) รุ่น D+ จะมีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเหลือง (Nuclear Yellow) สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) สีแดง (Scarlet Red) และสีเทา (Metal Ash Grey) จัดจำหน่ายในราคา 679,000 บาท และ ส่งมอบรถได้ตั้งแต่ วันที่ 17 พฤษภาคม เป็นต้นไป

จากกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าในรถยนต์รุ่นนี้ และเพื่อยกระดับความคุ้มค่าของ NEW MG5 MY2022 จึงได้มีการอัพเกรดในเรื่องของดีไซน์ใหม่ในทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น รุ่น C ที่มาพร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 16 นิ้ว รุ่น D เพิ่มขนาดล้ออัลลอยด์เป็น 17 นิ้ว และ รุ่น X ที่ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้นกับ สปอยเลอร์หลัง พร้อมจำหน่ายในราคาใหม่ ดังนี้

รุ่นรถยนต์ราคาจำหน่าย (บาท)
NEW MG5 MY2022 รุ่น C585,000
NEW MG5 MY2022 รุ่น D625,000
NEW MG5 MY2022 รุ่น D+*679,000
NEW MG5 MY2022 รุ่น X709,000

                   * NEW MG5 รุ่น D+ ที่เพิ่มเติมใหม่ในปี 2022

สำหรับ NEW MG5 MY2022 ที่ได้เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ D+ นอกจากความโดดเด่นด้วยดีไซน์ เติมเต็มด้วยฟีเจอร์
และระบบความปลอดภัยที่ครบครันเทียบชั้นรุ่นท็อป ในราคาที่เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่สนใจยนตรกรรมรางวัลระดับโลกที่มีดีไซน์โดดเด่น และเน้นความคุ้มค่า เอ็มจีหวังว่า NEW MG5 MY2022 จะได้รับความนิยม และสามารถตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ ได้เป็นอย่างดี”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

โตโยต้าจับมือพันธมิตร มอบประสบการณ์ความสุขกับ TOYOTA LIVE ALIVE RUN 2022

0

มร. โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และนายสุรจิตร ยนต์ตระกูล ประธานชมรมความร่วมมือผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า พร้อมด้วย นายฐิติ สิหนาทกถากุล ประธานบริหาร โรงพยาบาลไทยนครินทร์ นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) นายอุดมศักดิ์ มีชัย ผู้จัดการแผนกองค์กรสัมพันธ์สำนักกฏหมาย บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด และ น.ส.ธนัชชพร พงษ์เย็น ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัลบางนา ร่วมปล่อยตัวผู้เข้าร่วมกิจกรรม “TOYOTA LIVE ALIVE RUN 2022…RUN TO FIGHT FOR A BETTER FUTURE “วิ่งเพื่อสู้ สู่อนาคตที่ดีกว่า” ณ TOYOTA ALIVE 

TOYOTA LIVE ALIVE RUN เป็นกิจกรรมวิ่งเพื่อผู้รักสุขภาพ โดยมีไฮไลท์สำคัญคือ การมี “Pacer” หรือ “ผู้วิ่งนำความเร็วตามที่ได้รับมอบหมาย” โดยโตโยต้าไม่ใช้ผู้ทำหน้าที่วิ่งนำที่เป็นมนุษย์ มาใช้ในการแข่งขัน แต่ใช้รถไฮบริดยอดนิยม TOYOTA COROLLA CROSS HEV GR-Sport มาเป็น Pacer ทำหน้าที่นำวิ่งในการแข่งขันครั้งนี้ โดยกิจกรรม TOYOTA LIVE ALIVE RUN จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2561 ภายใต้ความร่วมมือจากเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ มีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 4,200 คน และในปี 2562 ได้ต่อยอดกิจกรรมในรูปแบบซีรีส์กับการแข่งขัน 14 รายการ เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีฝีเท้าเร็วที่สุดเข้าร่วมแข่งขันรายการสูงสุด โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมมากถึงกว่า 28,700 คน ต่อมาในปี 2563 และ 2564 มีความจำเป็นต้องงดการจัดกิจกรรมนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  

default

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงกิจกรรมครั้งนี้ว่า TOYOTA LIVE ALIVE RUN 2022 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด RUN TO FIGHT FOR A BETTER FUTURE “วิ่งเพื่อสู้ สู่อนาคตที่ดีกว่า” ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมนี้เกินกว่าที่คาดไว้ถึงกว่า 1,700 คน ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองวาระที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 60 และยังเป็นการแนะนำโครงการใหม่ TOYOTA ALIVE ภายใต้แนวคิด Closer to Customers ที่มุ่งเน้นการร่วมสร้างประสบการณ์ และความสัมพันธ์ร่วมกับลูกค้าให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

TOYOTA ALIVE เป็นโครงการใหม่ในรูปแบบของ Marketing Complex ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆ ทั้งในรูปแบบ Online และ Offline เพื่อต้อนรับลูกค้า และผู้ที่สนใจได้พบกับเทคโนโลยี และบริการต่างๆ ของโตโยต้า นอกจากนี้เรายังมุ่งหวังให้ TOYOTA ALIVE เป็นสถานที่พบปะของผู้คนที่มีความหลากหลายทั้งด้านแนวคิด และไลฟ์สไตล์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตไปด้วยกัน รวมทั้งเป็น Lifestyle Community ที่ลูกค้าทั่วไป พันธมิตร นักศึกษา คนรุ่นใหม่ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้ามาใช้บริการร่วมกันได้ทุกวัน

กิจกรรม TOYOTA LIVE ALIVE RUN 2022…RUN TO FIGHT FOR A BETTER FUTURE “วิ่งเพื่อสู้  สู่อนาคตที่ดีกว่า” ประกอบด้วยการวิ่ง 2 รายการ ได้แก่ “Fun Run” ระยะทางวิ่ง 5 กิโลเมตร และ “Mini Marathon” ระยะทางวิ่ง 12.8 กิโลเมตร โดยจุดปล่อยตัวเริ่มต้นจาก Toyota ALIVE Driving Park สนามจัดกิจกรรม On Ground ต่างๆ โดยคณะผู้บริหาร รวมทั้งผู้สนับสนุนรายการร่วมวิ่งไปพร้อมกับนักวิ่งกว่า 1,700 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้”

 

TOYOTA LIVE ALIVE RUN 2022…RUN TO FIGHT FOR A BETTER FUTURE

“วิ่งเพื่อสู้ สู่อนาคตที่ดีกว่า” 

ผู้สนับสนุน      :         Central Pattana, Central Bangna, Major Cineplex, mMilk, Me Idea & Creation, Plan B Media, Proud Group, บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด, โรงพยาบาลไทยนครินทร์, รายการ Hot Shot ช่อง 3, รายการคุยข่าวเช้าช่อง 8 และรายการ What’s Up 29 ช่อง Mono 29                     

จุดปล่อยตัว     :           TOYOTA ALIVE ออกตัวจากToyota ALIVE Driving Park สนามจัดกิจกรรม On Ground ต่างๆ ที่ลูกค้าสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมปั่นจักรยาน และวิ่งเพื่อสุขภาพ (Run & Bike) การอบรมใบอนุญาตขับขี่ รวมทั้งเป็นสนามทดสอบสมรรถนะรถยนต์ เปิดให้บริการระหว่างเวลา 8:00 – 21:00 น.

ประเภทการแข่งขัน

รายการ Fun Run 5 KM

ประเภทรางวัล ไม่มีการแข่งขันชิงรางวัล

เส้นทางการวิ่ง

  • วิ่งบนถนนบางนา-ตราด ขาออก (ปิดถนนช่องทางใต้ทางด่วนทั้ง 4 ช่องทาง 100%) มุ่งหน้าไปยังบริเวณ INDEX Living Mall เพื่อกลับตัวในระยะ 6 กิโลเมตร
  • และใช้เส้นทางเดิมมุ่งหน้ากลับไปยัง TOYOTA ALIVE เพื่อเข้าเส้นชัยที่ TOYOTA ALIVE DRIVING PARK

รายการ Mini Marathon 12.8 KM

ประเภทรางวัล Overall ชาย

  • ชนะเลิศ คุณณัฐวุฒิ อินนุ่ม        รับเงินรางวัล 3,000 บาท     พร้อมโล่รางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 1 คุณพนัชกร วิทยประภา  รับเงินรางวัล 2,000 บาท     พร้อมโล่รางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 2 คุณมูฮัมหมัด ฟิตรีอุเซ็ง  รับเงินรางวัล 1,000 บาท     พร้อมโล่รางวัล

ประเภทรางวัล Overall หญิง

  • ชนะเลิศ คุณอรอนงค์ วงศร         รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมโล่รางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 1 คุณสรัญญา บัวไพร      รับเงินรางวัล 2,000 บาท     พร้อมโล่รางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 2 คุณสุวารี ธนาเอกนิธิวัฒน์ รับเงินรางวัล 1,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

เส้นทางการวิ่ง

  • วิ่งบนถนนบางนา-ตราด ขาออก (ปิดถนนช่องทางใต้ทางด่วนทั้ง 4 ช่องทาง 100%) มุ่งหน้าไปยังบริเวณห้างเมกาบางนา เพื่อกลับตัวในระยะ 4 กิโลเมตร
  • และใช้เส้นทางเดิมมุ่งหน้ากลับไปยัง TOYOTA ALIVE เพื่อเข้าเส้นชัยที่ TOYOTA ALIVE DRIVING PARK

กิจกรรมภายในงาน TOYOTA LIVE ALIVE RUN 2022

พบกับอดีต Presenter TOYOTA แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์  และ เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ มาร่วมสร้างความสนุกสนาน และหลังจากนักแข่งวิ่งเข้าเส้นชัย สามารถร่วมกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • กิจกรรมร่วมถ่ายภาพ บริเวณหน้าอาคาร TOYOTA ALIVE SPACE ศูนย์รวมประสบการณ์แห่งความสุข พร้อมต้อนรับและนำเสนอกิจกรรมต่างๆ สำหรับทุกคนที่จะเข้ามาใช้บริการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใกล้ชิดกันมากขึ้น
  • ซุ้มอาหารจากร้านอาหารระดับ มิชลิน บิบ กูร์มองด์ (MICHELIN Bib Gourmand) และร้านอาหารชื่อดัง ตลอดจนร้านอาหารรอบพื้นที่จัดงาน เพื่อร่วมสนับสนุนรายได้ให้กับชุมชน
  • ลุ้นรับของรางวัลมากมาย สำหรับนักวิ่งที่มาร่วมงาน เช่น บัตรชมภาพยนตร์ แพ็กเกจที่พัก เป็นต้น

“การร่วมกิจกรรมวิ่งในวันนี้ นอกจากเป็นการบำรุงสุขร่างภาพกายให้สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว เรายังร่วมกันทำประโยชน์เพื่อสังคม โดยบริจาคเงินค่าสมัคร จำนวน 400,000 บาท สมทบทุนการดำเนินงาน ของสภากาชาดไทย เพื่อสมทบทุนการดำเนินงานของสภากาชาดไทยอีกด้วย” นายสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวย้ำในช่วงเปิดการแข่งขัน โดยมี นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบหลังสิ้นสุดการแข่งขัน

“ขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมให้เกิดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น Central Pattana, Central Bangna, Major Cineplex, mMilk, Me Idea & Creation, Plan B Media, Proud Group, บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด, โรงพยาบาลไทยนครินทร์, รายการ Hot Shot ช่อง 3, รายการคุยข่าวเช้าช่อง 8 และรายการ What’s Up 29 ช่อง Mono 29 โตโยต้าจะมีกิจกรรมดีๆ เช่นนี้นำเสนอสู่ทุกท่านอีกต่อไปในอนาคต โปรดติดตามนะครับ”     

 

“60 ปี โตโยต้า ร่วมขับเคลื่อนอนาคต”

คู่มือดูแลยางรับหน้าฝน: ดูแลยางอย่างไรให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและอุ่นใจ

0

หน้าฝนที่กำลังจะใกล้เข้ามานี้ เจ้าของรถไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือโปรก็คงเตรียมรับมือกับความเปียกชื้นบนท้องถนนและความปลอดภัยในการขับขี่ที่อาจจะทำให้มีความท้าทายในการดูแลรถไปอีกขั้น แต่พอมาถึงเรื่องของยางรถยนต์แล้ว เรียกได้ว่ามีความสำคัญและต้องให้ความใส่ใจสูงสุดเพราะจะช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุบนถนนเปียกลื่นได้ เจ้าของรถจึงควรศึกษาวิธีต่างๆ ที่จะช่วยรักษาหน้ายางให้ยึดเกาะถนนได้อย่างปลอดภัย

  1. การตรวจเช็กลมยาง

วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้รถยึดเกาะถนนได้ดี คือการตรวจเช็กลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพราะลมยางที่อ่อนหรือแข็งเกินไปจะทำให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนได้น้อยลง และไม่สามารถรีดน้ำออกจากหน้ายางได้ตามปกติ ซึ่งทำให้ควบคุมรถได้ยากและเกิดการลื่นไถลของรถโดยเฉพาะเมื่อขับขี่ในขณะฝนตก หากเป็นไปได้ควรตรวจสอบลมยางที่ศูนย์บริการที่คุณไว้ใจ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

  1. การสลับยาง

หลายคนอาจมีคำถามว่า “สลับยางไปทำไมในเมื่อยางก็ใช้ได้ดีอยู่” อันที่จริงแล้วการสลับยางคือขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีข้อดีคือทำให้เรายืดอายุการใช้งานของยางให้นานขึ้น และช่วยให้การสึกหรอของดอกยางใกล้เคียงกันระหว่างยางคู่หน้าและหลัง เพื่อสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่และลดการลื่นไถลบนพื้นถนนที่เปียก เมื่อฤดูฝนมาถึงหากไม่ได้สลับยางมาเป็นเวลานาน แนะนำให้สลับยางทั้ง 4 ล้อ พร้อมทั้งทำการถ่วงล้อทั้ง 4 ในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย และยังยืดอายุการเปลี่ยนยางได้อีกด้วย โดยเจ้าของรถควรสลับยางอย่างน้อยทุกๆ 10,000 กิโลเมตร

  1. การปะยางแบบดอกเห็ด

บางครั้งที่ต้องวิ่งบนถนนที่ไม่ได้ลาดยางในหน้าฝน ดินที่ถูกฝนชะล้างไปอาจมีกรวดหรือหินแหลมที่ทำให้ยางรั่วได้ ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จึงควรรู้วิธีปะยาง หรือก็คือการอุดรูรั่วบนยางเพื่อจัดการกับสถานการณ์เฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้น โดยวิธีปะยางที่มีความปลอดภัยและได้รับการยอมรับจากบริษัทผู้ผลิตยาง คือการปะยางแบบดอกเห็ด ซึ่งเป็นการปะยางจากด้านในของยางซึ่งไม่ได้ใช้ความร้อนที่ทำให้ยางเกิดความเสียหาย และขอให้หลีกเลี่ยงการปะแบบใยไหมหรือตัวหนอนเพราะทำให้ฝุ่นหรือน้ำสามารถเล็ดลอดเข้าไปภายในโครงสร้างยางและก่อให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งวิธีการปะแบบสตีมซึ่งใช้ความร้อนและทำให้ยางเกิดความเสียหายได้

  1. การเปลี่ยนยาง

เมื่อความลึกของดอกยางลดลงจากการใช้งานจนถึงสะพานยางเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายางหมดอายุและต้องเปลี่ยนยางแล้ว อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้เปลี่ยนยางก่อนที่จะถึงสะพานยางหรือเมื่อความลึกดอกยางต่ำกว่า 3 มม. เพราะความลึกของดอกยางที่น้อยจะมีผลให้ระยะการเบรกยาวขึ้นกว่าปกติ และการทรงตัวของรถบนถนนเปียกลดน้อยลง ควรปรึกษากับช่างเทคนิคโดยตรงที่ศูนย์บริการยางและรถยนต์ใกล้บ้านว่ารถของคุณสมควรเปลี่ยนยางแล้วหรือยัง เพื่อความปลอดภัยต่อการขับขี่ในช่วงหน้าฝน ซึ่งการเลือกซื้อและเปลี่ยนยางในศูนย์บริการที่มีคุณภาพไว้วางใจได้ พร้อมตัวเลือกยางรถยนต์คุณภาพระดับโลกที่หลากหลาย และช่างผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจว่ารถของคุณพร้อมลุยขณะฝนตกถนนลื่นได้อย่างปลอดภัยแน่นอน

  1. การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์

ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่หลายคนอาจอุ่นใจกว่าถ้าฝากรถไว้ในมือผู้เชี่ยวชาญ เจ้าของรถสามารถเข้ารับคำปรึกษาจากช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญของศูนย์บริการยางและรถยนต์ใกล้บ้าน หรือศูนย์บริการฟาสต์ฟิตที่ให้ความไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการดูแลรถง่ายๆ ด้วยตนเอง ระยะเวลาการตรวจเช็คสภาพ หรือการดูแลยางรถยนต์ โดยปัจจุบันมีศูนย์บริการมากมายที่สามารถช่วยตรวจสภาพรถเบื้องต้นให้ได้ฟรี หรือมีค่าบริการในราคาย่อมเยา

ทั้งนี้ ควิกเลน เป็นศูนย์บริการยางและรถยนต์ประเภทเร่งด่วน ที่มีมาตรฐานระดับโลก การันตีด้วย 1,000 สาขาทั่วโลก ที่พร้อมให้บริการโดยช่างเทคนิคมากประสบการณ์ซึ่งผ่านการอบรม มีความเชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษารถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็คสภาพรถฟรี 30 รายการ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง ตรวจซ่อมระบบช่วงล่าง และยังพร้อมให้คำปรึกษาและบริการเกี่ยวกับยางรถยนต์หลังการขาย ทั้งยังมียางรถยนต์คุณภาพมาตรฐานระดับโลกให้เลือกในราคาที่เข้าถึงได้มากมาย

 

นอกจากนี้ ควิกเลนยังนำเสนอโปรโมชั่นยางรถยนต์แบรนด์ชั้นนำ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพยางยาวนาน และยังฟรีค่าแรง ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2565 ได้แก่

  • ยางกู๊ดเยียร์ Assurance Maxguard SUV ขนาด 265/65R17 เหลือเพียง 4,199 บาท จากปกติ 5,000 บาท
  • ยางกู๊ดเยียร์ ขนาด 185/60R15 ราคาเพียง 1,599 บาท
  • ยางแม็กซิส ขนาด 185/60R15 ราคาเพียง 1,490 บาท และขนาด 185/65R15 เพียง 1,599 บาท
  • ยางบีเอฟกู๊ดริช ขนาด 185/65R15 ราคาพิเศษเพียง 1,700 บาท
  • เทิร์นยางเก่ามูลค่าสูงสุดถึง 4,000 บาท เมื่อเปลี่ยนยางบริดจ์สโตน เฉพาะรุ่นและขนาดที่ร่วมรายการ 4 เส้น
  • พิเศษ เมื่อซื้อยางมิชลิน หรือบีเอฟกู๊ดริช ครบ 4 เส้น รับไปเลยบัตรเติมน้ำมัน มูลค่าสูงสุด 800 บาท
  • ยางทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ มีบริการผ่อน 0% นานสูงสุด 15 เดือนกับบัตรเครดิตชั้นนำ

 

ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้ารับบริการได้ที่ควิกเลนทั้งหมด 15 สาขาทั่วประเทศ ทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-20.00 น. ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลสินค้า ราคาและโปรโมชั่น ได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ควิกเลน ที่หมายเลข 02-039-5798 หรือที่ https://www.facebook.com/QuickLaneThailand